Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 15/09/2016 13:56     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  ไอ้หนุ่มเเขนซ้ายลายมังกร

  

 

                      ไอ้หนุ่มเเขนซ้ายลายมังกร

 
 
 
 
                                                 
 

 

" ไอ้สมเอ้ยยย...พ่อฝากวงด้วยนะลูก..........."


เสียงเเหบพร่าของผู้เฒ่า รักษ์ วัฒนา หรือครูคำหอม นักร้องนักเเต่งเพลงชื่อดังของจังหวัดอุดรธานี

ที่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเเผ่วเบาเเละเเหบพร่า นัยน์ตากำลังใกล้จะปิดอีกไม่ถึงอึดใจข้างหน้าเเล้ว

ได้กล่าวฝากฝังวงดนตรีหมอลำที่เปรียบเสมือนเเก้วตาดวงใจของพ่อเฒ่า ฝากไว้ให้กับลูกศิษย์ก้น

กุฎิ ที่พ่อเฒ่ารักเเละผูกพันธ์เปรียบเสมือนกับลูกเเท้ๆก็ไม่ปาน ให้ดูเเลรักษาไว้จนสุดความสามารถ


 
" ครับ พ่อครู........"


เสียงเจ้าสม กระซิบที่ข้างหูของครูเฒ่าเบาๆ รอยยิ้มที่มุมปากเล็กๆปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของครูคำ

หอมอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ร่างนั้นจะสะอึกสะดุ้งสุดตัวเเล้วลมหายใจเฮือกสุดท้ายของครูเฒ่าก็ล่อง

ลอยจากไป ทิ้งไว้เเต่เพียงตำนานบอกกล่าวเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ของครูตลอดไป


 
เจ้าสม หรือ บุญเสาร์ ประจันตะเสน เด็กหนุ่มจากบ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านไผ่ ขอนเเก่น กราบ

ศพพ่อครูด้วยน้ำตาที่ไหลอาบเเก้มทั้งสองข้าง เขาปลีกตัวออกมาจากห้องของพ่อครู หลบมานั่งอยู่

ใต้ซุ้มกอไผ่ที่อยู่หน้าบ้านตั้งเเต่เมือไรก็ไม่รู้ เสียงสะอึกสะอื้นที่ลอยมาจากในบ้านมันช่างเสียดเเทง

จิตใจของเขาเป็นยิ่งนัก


 
ภาพความหลังที่ยังอยู่บ้านเกิดเขายังจำติดตา พ่อเฮา เเม่เเว่น ประจันตะเสน กับลูกๆ 6 คน เขาเป็น

คนที่ 2 กับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็ว่าได้ นาที่ทำก็เช่าเขา พอถึงนาเเล้งนาล่มก็

ไม่เหลืออะไรเลยเเม้กระทั่งข้าวสารจะกรอกหม้อ ก็เลยต้องพากันอพยพครอบครัว 8 ชีวิต มาอาศัย

อยู่กับยายที่บ้านหนองหญ้าลังคา ตำบลปะโค อำเภอกุมวาปี อุดรธานี เเล้วก็มาเรียนหนังสืออยู่ที่นี่

จนจบ ป.4 ก็ไม่ได้เรืยนต่อ ช่วยพ่อเเม่ทำนาอยู่ที่นั่นอีกหลายปี สลับกับหารายได้พิเศษด้วยการ

ชกมวยตามเวทีต่างๆจนนับไม่ถ้วน เรื่องใจล่ะไม่ต้องห่วง ใจถึงพึ่งได้.....


 
จนกระทั่งมาเป็นทหารประจำการอยู่ที่อุดร เมื่อปลดประจำการเเล้ว เขาก็ได้มาสมัครเป็นคอนวอยอยู่

กับวงของครูคำหอม ตั้งเเต่ปี พ.ศ 2521 หนักเอาเบาสู้กินนอนอยู่บนรถขนเครื่องนั่นเเหละ กว่าครูจะ

ให้บันทึกเเผ่นเสียงครั้งเเรกก็ปาเข้าไปเกือบ 3 ปี เพลงชุดเเรกในชีวิตคือชุด เสือสำนึกบาป ในปี

พ.ศ 2524 เเล้วครูก็ตั้งชื่อไว้ให้ว่า พรศักดิ์ ส่องเเสง มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้....


 
หลังเสร็จงานศพของพ่อครูเป็นที่เรียบร้อย เจ้าสมก็ได้รับตำเเหน่งหัวหน้าวง"เเชมป์อิสาน"สืบทอด

ต่อไป ทั้งๆที่เขาไม่เคยคิดปราถนาตำเเหน่งนี้เลยเเม้เเต่น้อย เพราะนิสัยที่เเท้จริงของเขาเเล้วเป็น

คนไม่ค่อยพูดเเละขี้เกรงใจเป็นที่สุด เเต่เขาก็ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับสมบัติของพ่อครูอย่างเต็มที่ ค่าน้ำ

มันรถอย่างต่ำ 8,000 บาท ในเเต่ละวันมันไม่ใช่น้อยๆเลย ถ้าวันไหนเก็บเงินได้ไม่ถึง 40,000 บาท

เป็นอันว่าวันนั้นเขาขาดทุนคนเดียว เเต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เขาพอทนได้ เเต่ที่ไม่ไหวจริงๆก็คือ

ลูกน้องไม่มีใครเกรงใจเขาเลยสักคนเดียว ตบะ เดชะ บารมี สู้พ่อครูคำหอมไม่ได้...โดยเฉพาะนัก

ดนตรีเเทบทุกคนล้วนเเต่เข้ามาอยู่ในวงก่อนเขากันทุกคน


 
" ลุงหนั่น....ลุงเเดง มือกลองล่ะ?.......


" อ๋อ..ไอ้เเดงน่ะเหรอ...มันเมาเเอ๋นอนอยู่บนรถบัสนั่นเเหละไอ้สม เดี๋ยวสักพักมันก็คงจะตามขึ้นมา

เล่นเองนั่นเเหละ....."


 
ลุงหนั่น มือทรัมเป็ตของวง ที่ยืนเเอ่นไปก็เเอ่นมากลิ่นเหล้าขาวหึ่มอยู่หลังเเสตนท์หน้าเวที ได้ตอบ

คำถามประจำวันให้กับเจ้าสมได้ฟังที่งานประจำปี อ.สตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งวงของเขาได้มาทำการ

เเสดงเป็นคืนเเรกของที่นี่...เจ้าสมนิ่งอย่างไม่มีคำต่อล้อต่อเถียง...นี่มันอะไรกัน...เหนื่อยกายไม่ว่า

เเต่ต้องมาเหนื่อยใจนี่ซิมันช่างเจ็บปวดรวดร้าวเสียนี่กระไร เขาเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเงียบๆอยู่ที่หลัง

เวทีคนเดียว รอเวลาที่โฆษกเวทีจะประกาศพบกับหัวหน้าวงต่อไป สายตาที่มองออกไปอย่างไร้จุด

หมายที่บนท้องฟ้าที่กลุ่มเมฆก้อนใหญ่กำลังบดบังเเสงจันทร์อยู่พอดี เขาพยามเงยหน้าไว้เพื่อมิให้

หยดน้ำใสๆที่มันกำลังจะรินไหลออกมาให้อับอายขายขี้หน้าว่าเป็นคนอ่อนเเอ


 
" พ่อครูครับ...ผมทุ่มเทสุดชีวิตเเล้วครับ...ผมขอโทษ.............."


 
หลังการเเสดงในชุดสุดท้าย พรศักดิ์ ส่องเเสง ก็ประกาศยุบวงดนตรีของเขาต่อหน้าผู้ชมเเละทีมงาน

ของเขาในค่ำคืนนั้นนั่นเอง............

 

 


 

guest

Post : 15/09/2016 13:43     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  หยาดเพชร

 


 

                                                                       หยาดเพชร

 

 

                                               

 
 

 

" เธอๆ ตาฉันมองไม่เห็นเเล้ว....."

 
เสียงเรียกสามีของหญิงสาวที่ละล่ำละลักตัวสั่นสะท้านในขณะที่กำลังเซถลาจะร่วงลงมาจากบันได

ขั้นที่ 4 ของบ้านอยู่ในขณะนั้น...เท้าไวเท่าความคิด สามีหนุ่มที่กำลังยืนรดน้ำเเละเเต่งกิ่งต้นโมกอยู่

ใกล้ๆ ก็โผเข้ามาโอบกอดร่างของภรรยาสุดที่รักได้ทันท่วงที ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มฟาดมาตามขั้น

บันได


 " ไม่เป็นไรอิ๊ด...ผมอยู่นี่...ผมอยู่นี่........"


 เสียงของสามีหนุ่มฟังดูก็รู้ว่าเขาพยายามบังคับน้ำเสียงของเขาไม่ให้ตื่นเต้นตกใจไปกับเหตุการณ์ที่

อยู่ตรงหน้าในขณะนั้น ร่างของภรรยาสาวที่อยู่ในอ้อมกอดเขาสั่นเทาเสียเหลือเกิน เสียงร่ำไห้ระคน

ตกใจของเธอนั้นมันฉันปวดร้าวเจ็บลึกจนสุดใจเสียนี่กระไร เเละไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักเท่าไรกับ

เสียงสะอื้นของเธอที่ยังรับเเละทำใจไม่ได้กับการที่จะต้องมองไม่เห็นไปตลอดชีวิต


 
ชายหนุ่มประคองกอดร่างของภรรยาสุดที่รักเข้าไปในบ้าน เเล้วโอบอุ้มร่างนั้นไว้บนเตียงอย่างทนุ

ถนอม คราบน้ำตาที่เเห้งเกรอะกรังยังพวงเเก้มทั้งสองข้าง ดูช่างน่าเวทนาเสียเหลือเกิน นี่หรือ

นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง? สตรีที่มีดวงตาสวยที่สุดในเเผ่นดิน ใครจะไปเชื่อล่ะว่า นับตั้งเเต่นี้

เป็นต้นไปเธอจะต้องตาบอด!!!.......


 
ชีวิตของเธอมันยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า ด.ญ จากระยองทีถูกเตี่ยบังคับให้เเต่งงานกับลูกเศรษฐีตั้งเเต่

อายุเพียง 14 ปี เท่านั้น ก็ในเมื่อไม่ได้มีใจรักให้เเก่กัน เเล้วจะมาทุกข์ทนทรมานทำไม เเม่หนูน้อยก็

เลยหนีวิวาห์มาตายเอาดาบหน้าที่กรุงเทพฯ ดีกว่า โดยมาพักอาศัยอยู่กับพี่สาวเเละพี่เขย เเละได้

ช่วยงานร้านเสริมสวยของน้องสาวของพี่เขยเท่าที่จะพอช่วยเหลือกันได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่

มีเเมวมองมาเห็นเธอเข้า เลยชักชวนเข้าประกวดเทพีเมษาฮาวาย ประจำปี 2505 ของสำนักงา

นกินเเบ่งรัฐบาล โดยใช้ชื่อในการประกวดว่า ปัทมา ชาวราษฎร์ ผลปรากฎว่าเธอชนะเลิศ ชีวิตของ

เธอไม่ได้หยุดอยู่เเค่นั้น เมื่อ ศิริ ศิริจินดา เเละ ดอกดิน กัญญามาลย์ ได้ชักชวนให้เธอได้เล่นหนัง

ครั้งเเรกในชีวิต ในเรื่อง บันทึกรักนวลฉวี คู่กับ มิตร ชัยบัญชา ในปีนั้นนั่นเอง


 
เเทบไม่น่าเชื่อ เธอดังเป็นพลุเเตกเปรี้ยงปร้างเป็นดาวประดับฟ้าไปเลย ซึ่งจะมีใครกล้าปฎิเสธได้

บ้างว่าไม่รู้จัก เพชรา เชาวราษฎร์ คนนี้ เธอโด่งดังมากจริงๆ เล่นหนัง 300 กว่าเรื่อง บางวันถ่ายทำ

3- 4 เรื่องเลยทีเดียว สุดท้ายก็มาพบรักกับหนุ่มชาวเชียงใหม่ นามว่า ชรินทร์ นันทนาคร ทั้งคู่ต่างก็

ครองรักกันอย่างสดชื่นหอมหวาน ซึ่งความรักของเธอในครั้งนี้ ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามตามตื้อ

หวังได้ตัวเธอมาเป็นคู่ครองให้ได้ ถึงกับต้องอกหักอย่างเเรง ความรักจึงเเปรเปลี่ยนมาเป็นความ

อาฆาต ฟ้องร้องเธอกับสามีในเรื่องภาษีต่อกรมสรรพกร สุดท้ายเธอก็กลายมาเป็นบุคคลล้มละลาย

ประกาศใช้หนี้ใช้สินขายบ้านขายที่ขายทางจนสิ้นเนื้อประดาตัว เเละนอกจากนั้นเคราะห์ซ้ำยัง

กระหน่ำซัด ต่อมาเธอเเท้งลูกถึง 3 ท้องเลยทีเดียว.....


 
หยาดน้ำใสๆที่ไหลออกจากตาอันปิดสนิทของนางเอกผู้อาภัพคนนี้ มันเอ่อไหลออกมาตั้งเเต่เมื่อไรก็

ไม่รู้?..สะดุ้งเบาๆเมื่อมีมืออันอบอุ่นค่อยๆบรรจงซับน้ำตาให้อย่างนุ่มนวลเเละทนุถนอม พร้อมกับ

เสียงกระซิบที่ข้างหูเบาๆ

 
" ผมอยู่ตรงนี้อิ๊ด...ผมจะอยู่ที่นี..เเละจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป.................."


 หญิงสาวเกาะกุมมือของสามีอันเป็นสุดที่รักไว้เเน่น รอยยิ้มทั้งน้ำตาเปื้อนอยู่เต็มหน้าของเธอ อย่าง

น้อยๆ สวรรค์ไม่ได้ใจร้ายสักทีเดียว ที่ได้ส่งชายผู้เเสนดีคนนี้มาอยู่ร่วมเป็นร่วมตายชายคาเดียวกัน

 
" ค่ะ......" 


 คำตอบสั้นๆเเต่เปี่ยมไปด้วยพลังใจเหลือล้น จากหญิงคนหนึ่งที่พร้อมเเล้วกับโชคชะตาชีวิตที่ไม่เคย

คิดกลัวอีกต่อไป...............

 

 

 

guest

Post : 15/09/2016 13:32     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  เพชรพิณทอง

 

 

              เพชรพิณทอง

 

 
                            
 

 

 

" ขอลองดีดดูได้มั๊ย?..."
"พระพุทธเจ้าข้า..."

นายณรงค์ พงษ์ภาพ เด็กหนุ่มจากบ้านท่าวังหิน ตัวเมืองอุบลราชธานี พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมทั้งกายที่สั่นสะท้าน ในขณะที่กำลังก้มลงกราบเเทบพระบาทขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ใครเลยจะนึกจะฝันว่าจะมีวันนี้ วันที่ได้เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าเจ้าเเผ่นดินที่สูงสุดฟ้า พระองค์ทรงปราศรัยเเละทรงสนพระทัยกับพิณสามสายตัวนี้อย่างมีพระอารมณ์ดี

เด็กบ้านนอกคอกนาที่มีพ่อเป็นหมอลำ เเม่เป็นนักเพลงโคราช ที่ก้าวสู่โลกกว้างอย่างเด็กอิสานสู้ชีวิต ผู้ชายคนนี้ไม่เคยยอมเเพ้ต่อโชคชะตา จากกรรมกรหาเช้ากินค่ำกรำอยู่กับความยากจนข้นเเค้น จากเด็กถีบสามล้อ คนส่งหนังสือพิมพ์ คำว่ากลัวหรือถอยเขาโยนทิ้งมันตั้งเเต่ตัดสินใจว่าจะเข้าไปเป็นนักร้องที่กรุงเทพไปเสียเเล้ว เด็กหนุ่มจากเมืองดอกบัวคนนี้ดั้นด้นไปสมัครที่วงพิพัฒน์ บริบูรณ์ เพราะตอนนั้นเพลงผู้ใหญ่ลีที่ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร คนอุบลเหมือนกันร้องเอาไว้ กำลังดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วฟ้าเมืองไทยก็เป็นนักร้องเเม่เหล็กอยู่วงนี้ อย่างน้อยๆคนบ้านเดียวกันก็คงจะส่งเสริมกันบ้างล่ะน่ะ

ผิดคาด!!...อยู่ยังไงก็อยู่ยังงั้น...หลายปีทีเดียวที่ไม่ได้โด่งไม่ได้ดังกับเขาสักกะที จนกระทั่งได้มาเป็นลูกศิษย์เเละร่วมวงดนตรีจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล เเละครูก็เป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า นพดล ดวงพร เเรกๆก็ร้องเพลงด้วยเล่นตลกไปด้วย โฆษกหน้าเวทีก็ได้ รถเเห่ก็ดี เก็บบัตรผ่านประตูก็ใจถึง จิ๊กโก๋เจ้าถิ่นจะเบ่งเข้ามาดูดนตรีฟรีไม่มีทาง เรียกได้ว่าเป็นตัวอะไหล่ใส่ได้ทุกตำเเหน่งเลยทีเดียว

จวบจนกระทั่งต้นปี พ.ศ 2514 ก็กราบลาครูสู่บ้านเกิดเปิดวงดนตรีเล็กๆเป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่าวงดนตรี พิณประยุกต์ เป็นวงเเนวอิสานเเท้ๆ นำเสนอดนตรีพื้นบ้านพื้นเมืองอิสานเต็มรูปเเบบ เเล้วสิ่งที่ถือเป็นความภูมิใจมากที่สุดในชีวิตคือได้นำพาชาวคณะไปออกโทรทัศน์ช่อง 5 ขอนเเก่น เเสดงได้ดีจนผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกให้เป็นวงพิเศษ ได้ไปเเสดงหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ 2514 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวงดนตรีพิณเเคนวงเเรกของประเทศไทย ที่ได้รับเกียรติสูงส่งเเสดงหน้าพระที่นั่ง ณ.เขื่อนอุบลรัตน์ อย่างนี้

" เพชรเม็ดนี้เสียงดีนัก รักษาศิลปะดนตรีพื้นบ้านอันนี้ไว้ให้ดีๆนะ..."
" พระพุทธเจ้าข้า "
สิ้นกระเเสรับสั่ง พระองค์ท่านก็เสด็จพระราชดำเนินกลับยังที่ประทับ

" เห้ยยย!!..ในหลวงพูดอะไรกะเอ็ง ไอ้รงค์ "
เสียงระร่ำระลักของ นคร พงษ์ภาพ พี่ชายเเท้ๆของ นพดล ดวงพร ถามขึ้นอย่างดีอกดีใจ ชายหนุ่มหันมายิ้มกับพี่ชายเเล้วเอ่ยเบาๆว่า

" พี่...เราเปลื่ยนชื่อวงกันเหอะ "
" อ้าววว..พิณประยุกต์ไม่ดีเหรอ? "
" ชื่อนี้ดีกว่า "
" อะไร?.." ผู้เป็นพี่ถามอย่างร้อนใจ

" เพชรพิณทอง...."
ชายหนุ่มตอบคำถามพี่ชายเบา เเล้วก็เดินยิ้มจากไปด้วยสีหน้าที่มีความสุขที่สุดในชีวิต...........

 



guest

Post : 15/09/2016 13:21     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  กลับบ้านเรานะ

  

 

                   กลับบ้านเรานะ...

 
 

                                
                                                       เจนนี่ เทียนโพธสุวรรณ

 

 

"เจ็บมากมั๊ยลูก?!!...."
"ค่ะเเม่....."

เสียงถอนหายใจยาวของผู้เป็นเเม่ที่ทอดเสียงออกมาอย่างสุดที่จะทัดทาน กับการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของความเป็นลูกผู้หญิง นั่นก็คือการฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนที่เธอได้เลือกเเล้ว....เเต่..เป็นการเลือกที่ผิด!!

จะไม่ให้เเม่ชไมพร เทียนโพธิ์สุวรรณ์ อดเป็นห่วงเเละสงสารลูกสาวคนโตของเธอคนนี้ได้อย่างไร ก็เธอก็เคยตัดสินใจผิดพลาดมาเเล้วในเรื่องคู่ครอง เเม้ว่าความรักของเธอเเละสามีจะพบอุปสรรคขัดขวางมากมายสักเพียงใด ถึงขนาดหอบหิ้วกันไปตายดาบหน้าที่ลอสเเอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ไปตั้งรกรากถิ่นฐานทั้งๆที่ไม่รู้จักใครเเม้เเต่คนเดียว ก็เพราะว่าทั้งสองมีเยื่อใยสายเเห่งความรัก ที่คอยร้อยรัดมัดตรึงผนึกเเน่นให้สองใจไม่คลายจากรักซึ่งกันเเละกัน

อดมื้อกินมื้อจนมีลูกสาวเป็นโซ่ทองคล้องใจอยู่ 2 คน ลูกสาวคนโตคนนี้ก็ได้พยาบาลฝรั่งที่นั่นตั้งชื่อให้ว่า เจนี่..ก็ถือว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่คอยซึมซับความเหนื่อยล้า ยามที่ทั้งคู่สายตัวเเทบขาด กับการที่จะให้นาวาชีวิตครอบครัว เเล่นไปให้ตลอดรอดฝั่ง บนผืนเเผ่นดินต่างถิ่นต่างเเดนที่เเสนจะโหดร้าย

ลิ้นกับฟัน เมื่อกระทบกระทั่งกันบ่อยๆในยามที่ชีวิตคู่ยังไม่ลงตัว สายใยเเห่งรักที่เปราะบางก็ขาดสะบั้นลง เมื่อเหตุผลของเเต่ละคนต่างก็ไม่ยอมซึ่งกันเเละกัน ความรักของพ่อสมศักดิ์เเละเเม่ชไมพรก็มีอันเเพเเตก...เเม่ได้หอบหิ้วเอาเเม่หนูเจนี่ เเละ เเจนนิส น้องสาวคนเล็ก เเบกหน้ากลับมาประเทศไทย มาเช่าบ้านหลังเล็กๆที่เเอบซุกซ่อนตัวอยู่หลังตึกใหญ่เเถวทาวน์อินทาวน์ ห้วยขวาง

เเม่หนูเจนี่ก็อายุ 11 ขวบ พูดภาษาไทยไม่ได้ เรียนหนังสือก็ตก ป.4 ต้องซ้ำชั้น เเต่ด้วยความมุมานะ เเม่หนูน้อยก็สามารถเรียนบดินทร์เดชา จนจบ ม.6 ได้อย่างภาคภูมิใจ เเม่พรเฝ้าเลี้่ยงดูลูกสาวทั้งคู่อย่างทนุถนอม สิ่งไหนที่ลูกเจ็บ เเม่เจ็บกว่า!!...

เเละเเก้วตาดวงใจของเธอ ก็ก้าวเข้าสู่วัยสาว ความกังวลก็เกิดขึ้นกับเเม่พร อย่างหลีกเลื่ยงไม่ได้ เมื่อมีเเมวมองนำลูกสาวของเธอไปเล่นมิวสิควิดิโอ กระโดดโลดเเล่นอยู่ในวงการมายาที่ไขว่คว้าหาความจริงใจช่างยากเย็นเเสนเข็ญ ล้วนเเต่ใส่หน้ากากเข้าหากัน เเต่ทว่าเเม่หนูน้อยเจนี่ เมื่อเข้าสู่วงการนี้ ก็ไม่เคยทำให้เเม่พรต้องเสียอกเสียใจ เสมอต้นเสมอปลาย ดูเเลเเม่เเละน้องอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถมให้เต็มสำหรับสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของเเม่

จนกระทั่งลูกสาวคนนี้จะเป็นฝั่งเป็นฝา เข้าสู่ประตูวิวาห์กับชายคนรัก ที่เขาเคยผ่านการมีชีวิตครอบครัวมาก่อนเเล้ว ก็ได้เเต่เตือนสติลูกว่าคิดให้ดีนะ การดูใจกับเขาเพียง 5 เดือน มันจะน้อยเกินไปหรือเปล่า? เเต่เมื่อเห็นเเววตาของลูกสาวที่ฉายเเสงเเห่งความสุขออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอก็ไม่อยากจะขัดใจ ลูกมีความสุข...เท่านี้ก็มากเพียงพอเเล้วสำหรับเหตุผลของเธอที่ต้องยอม.......

ไม่ถึงปีสำหรับการใช้ชีวิตคู่ของลูกสาว ข่าวที่ไม่ดีเลยสำหรับเธอก็คือลูกสาวทะเลาะเบาะเเว้งกับสามีในเรื่องความเจ้าชู้ของเขาเเทบจะทุกวัน ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเป็นประจำ โอ้หนอหัวอกเเม่...เเค่ลูกหกล้มอยู่ตรงหน้า เเม่ยิ่งเจ็บมากกว่าลูกเป็นร้อยเท่าพันทวี จะด่าจะว่าให้ช้ำใจสักนิดก็ไม่เคย ความเจ็บปวดที่ลูกได้รับ ให้เเม่เป็นผู้เจ็บปวดเสียเองยังจะดีกว่า

บัดนี้...ภาพที่อยู่ตรงหน้าของเเม่พร เจนี่...ซบหน้าลงร้องไห้ที่ตักของเธอผู้เป็นเเม่ บาดเเผลจากการที่ถูกทำร้าย บาดเจ็บสาหัสไปทั้งตัว เบ้าตาข้างซ้ายที่ถูกต่อยจนเกือบตาเเตก ห้อเลือดเขียวช้ำไปทั้งร่าง กอดเอวเเม่ร้องไห้จนกายสะท้านอย่างไม่อายใคร น้ำตาของผู้เป็นเเม่นั้นมันเเห้งเหือดไปนานเเล้ว เเต่หยดเลือดเเห่งเเค้นที่มันระอุอยู่ข้างใน รอวันที่จะระเบิดออกมาในไม่ช้า จะต้องใช้เวลาในการเยียวยาให้หายสนิทอีกนานสักเท่าไร?

"เจนี่...."
"จ๋าเเม่...."

ผู้เป็นเเม่ที่โอบกอดลูกได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เเล้วใช้มืออีกข้างลูบศรีษะของลูกสาวอย่างทนุถนอมเบาๆ

"กลับมาเถิดลูก...กลับมาอยู่บ้านเรา.....พอกันทีสำหรับผู้ชาย!!!......"

 

 

guest

Post : 15/09/2016 13:05     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  นาทีชีวิต

 

 

                                           นาทีชีวิต

 

                                              
 

 

 

"...ไอ้น้อย เดี๋ยวพี่พาพวกเด็กๆไปก่อน เเล้วไปเจอกันที่ปั๊มกำเเพงเพชร นะเว้ย..."
" ครับ พี่ภู.." เสียงของ น้อย ทองประสงค์ เด็กหนุ่มจาก บางคนที สมุทรสงคราม ตอบไปยัง ภูพาน เพชรปฐมพร ผู้ดูเเลวงดนตรี ศรคีรี ศรีประจวบ โดยที่เขากำลังสาละวนอยู่กับการจ่ายเงินค่าตัวให้กับลูกน้องจนเกือบใกล้จะเสร็จ

พี่ภูยิ้มให้กับเขาอย่างมีเมตตา ก่อนที่จะตะโกนบอกให้โชเฟอร์รถบัสของวงดนตรี สตาร์ทเครื่องพร้อมที่จะเดินทางมุ่งหน้ากลับกรุงเทพมหานคร เพราะพรุ่งนี้ วันที่ 30 มกราคม 2515 ทางวงมีคิวที่จะทำการเเสดงที่วัดภาษี เอกมัย หลังจากที่การเเสดงในงานประจำปีที่วัดหน้าพระธาตุ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อสักพักใหญ่ๆ

" โชคดีที่เป็นงานหา เจ้าน้อยมันก็ไม่ต้องเสี่ยง จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำกะเขาบ้าง..." พี่ภู นั่งคิดเเละก็ยิ้มอยู่คนเดียวเงียบๆ ในขณะที่รถบัสของวงดนตรีขับฝ่าความมืดมาอย่างช้าๆ เพราะฝนตกตลอดทาง ภาพความหลังที่ครั้ง เพลิน พนาวัลย์ นำเด็กหนุ่มบ้านนอกสูงชลูดดำยังกะอีกาคาบถ่านคนนี้ ให้ช่วยพาไปฝากครูไพบูลย์ บุตรขัน ด้วยสักคน เห็นว่าเสียงดี อยากจะได้เพลงของครูมาร้องบ้าง พี่ภูก็พาเทียวไล้เทียวขื่อบ้านของครูไพบูลย์ที่ปทุมวันไม่รู้กี่สิบเที่ยว ก็ไม่ได้เพลงมาสักที เพราะว่าครูกำลังปั้น รุ่งเพชร เเหลมสิงห์ อยู่พอดี เข้าออกจนอ่อนใจ เเต่ก็อาศัยความอดทนของเจ้าน้อยที่มันไม่ปริปากบ่นเลยเเม้เเต่คำเดียว จะกี่ทุ่มกี่ยามถ้าลองนัดหมายไป มันก็จะมาก่อนเวลานัดหมายทุกครั้ง

จนกระทั่งครูไพบูลย์ บุตรขัน เเตกหักกับรุ่งเพชร เเหลมสิงห์ เรื่องน้อยอกน้อยใจที่ลูกศิษย์เห็นงานอื่นดีกว่างานของครู ก็เลยเป็นโชคของเจ้าน้อยมัน ที่ครูเเต่งเพลง น้ำท่วม บุพเพสันนิวาส วาสนาพี่น้อย เเม่ค้าตาคม บางช้าง กะจะให้รุ่งเพชร ขับร้อง เเต่มีเรื่องกันซะก่อน เจ้าน้อยก็เลยฟลุ๊คไป โอ้โห!!!...ดังทุกเพลง เปรี้ยงเลย!!!........

นั่งคิดอะไรมาเพลินๆ รถบัสก็มาถึงปั๊มน้ำมันเมืองกำเเพงเพชร ซึ่งเป็นจุดนัดหมายที่ชาวคณะได้เดินทางล่วงหน้ามาก่อน เพื่อจะมารอเจ้าน้อย หรือ ศรคีรี ศรีประจวบ ผู้เป็นหัวหน้าวงจะนั่งรถเก๋งโตโยต้าคราวน์ส่วนตัวมาสมทบกันที่นี่ พี่ภูลงจากรถบัสเเล้วบิดเเข้งบิดขาเสร็จ ก็เดินไปเข้าห้องน้ำของปั๊มที่อยู่ไม่ไกลพร้อมกับเด็กๆในวง พอเขาเข้าไปที่อ่างล้างหน้าเปิดก๊อกน้ำล้างหน้าล้างตา ปรากฎว่าน้ำทะลักออกมามีสีขุ่นๆเเดงๆเหมือนน้ำล้างเลือด ใจคอไม่ดีกันทั้งวง.....

ไม่นานมีชาวบ้านขับรถมาตามหาศรคีรี ด้วยสีหน้าวิตกกังวล น้ำเสียงไม่สู้ดี หวังว่าจะอยู่กับลูกวงที่นี่ เพราะเพิ่งขับผ่านเหตุการณ์รถซุงชนเก๋งโตโยต้า คราวน์ เห็นศพกระเด็นออกนอกรถ ใบโฆษณาวงศรคีรีปลิวเกลื่อน ได้ยินเท่านั้นชาวคณะใจหายวาบ ความรู้สึกวูบ รีบนำรถย้อนกลับเส้นทางเดิมไปตามถ.พหลโยธิน ห่างจากตัวเมืองกำแพงเพชร 34 ก.ม. พบรถหัวหน้าวงพังยับ ทุกคนร้องไห้โฮ ศรคีรีเสียชีวิตพร้อมกับวิรัช หนูเมือง มือแซ็กคู่ใจ และกำพร้า เพชรภูธร คาที่ ปิดตำนานนักร้องลูกทุ่งเสียงหวานที่สุดในประเทศไทย ไปชั่วนิจนิรันดร์.............

 

 

guest

Post : 15/09/2016 12:50     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  ฉันไม่ไหวเเล้ว

 

 

                             ฉันไม่ไหวเเล้ว....

 
 
                                               

 

 

" เบี้ยสูงอายุเดือนนี้เลื่อนไปก่อนนะป้า ทางการยังไม่พร้อม หากมีอะไรคืบหน้าเดี๋ยวผมจะมาบอกนะ

ป้านะ"


"ขอบใจนะลูก ที่อุตสาห์มาบอก...."



ป้าศรี กล่าวขอบอกขอบใจหนุ่มข้างบ้านที่ทำงานอยู่ อบต. ขี่จักรยานยนต์มาบอกข่าวถึงหน้าบ้าน

เกี่ยวกับเรื่องเบี้ยสูงอายุจากภาครัฐที่เดือนนี้ยังไม่มีเงินเข้ามา ใบหน้าที่ยิ้มรับเเขกเมื่อกี๊ หลังจากเขา

ขี่รถออกไปเเล้ว กลับเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด หมดเเรงที่จะหยิบจะฉวยอะไรเเล้ว ป้าศรีวัย 80

ปี ค่อยๆเดินไปนั่งที่เก้าอี้พลาสติกตัวเก่าที่เหลืออยู่ในบ้าน ถอนลมหายใจออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เงิน 800 บาท ที่จะได้ใช้ตลอดทั้งเดือน กลับไม่มีเข้ามา



" เเล้วฉันจะอยู่ยังไงต่อไปล่ะพี่ฑูรย์เดือนนี้?!!..."



เธอหลับตาลงอย่างช้าๆด้วยเรียวเเรงที่จวนเจียนจะสิ้นเสียเต็มประดา ภาพความหลังสมัยที่เธอยัง

เป็นนางเอกละครเร่คณะอุดมศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ปรากฎชัดเจนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก ความสวย

ความสาวเป็นดาวประดับฟ้าที่โด่งดังที่สุดของละครเร่ในยุคนั้น เเน่นอนที่สุด เธอเปรียบเสมือน

ดอกฟ้านางสวรรค์ ที่เหล่าผู้ชายทั้งยศฐาบันดาศักดิ์ใหญ่คับบ้านคับเมือง หรือจะเป็นเจ้าสัวพ่อค้า

วานิช ต่างก็หยิบยื่นไมตรีมาให้ เเต่เธอกลับไม่ใยดี กลับมาให้ความรักความสนใจกับตลกประจำคณะ

ที่ชื่อ ไพฑูรย์ ไก่เเก้ว มันเหมือนกับเเพ้คารมของเขาว่างั้นเถอะ ยอมอยู่กินกับเขาทั้งๆที่รู้ว่าต่อไปใน

วันข้างหน้า จะมีความลำบากยากเเค้นเเสนเข็ญสักปานใดก็ตาม



อยู่กันจนมีลูกชายคนหนึ่งชื่อสุเทพ อดมื้อกินมื้อตามประสาศิลปินในยุคนั้น โชคดีหน่อยที่ได้มาอยู่

กับวงพยงค์ มุกดา ก็เลยได้มีโอกาสได้ร้องเพลงดีๆจากครูพยงค์มากมาย จนได้รับเเผ่นเสียงทองคำ

พระราชทานก็มี ส่วนสามีก็ยังคงเล่นตลกอยู่ในวงเดียวกัน เเละก็รับจ้างเเต่งเพลงไปด้วย เช่น เพลง

ตาลต้นเดียว มานพ เเก้วมณี เพลงใต้เงาโศก ไพรวัลย์ ลูกเพชร เพลงน้ำตาผัว สุรพล สมบัติเจริญ

เป็นผู้ขับร้อง ก็พออยู่ได้สามชีวิต พ่อ เเม่ ลูก....



เเต่ชีวิตของสามีเธอช่างสั้นนัก ก็ต้องจากไปด้วยวัยยังไม่สมควร ปล่อยให้เธอเเละลูกน้อยต้องต่อสู้

ชะตากรรมเเต่เพียงเดียวดาย โชคดีที่ ชินกร ไกรลาศ ศิษย์รุ่นน้องได้ตั้งวงดนตรีขึ้นมาหลังจากครูพ

ยงค์ มุกดา ได้เลิกลายุบวงไป ก็ได้ฝากผีฝากไข้กับวงนี้อยู่นานหลายปีเลยทีเดียว เดินสายร้อยเอ็ด

เจ็ดย่านน้ำ จนกระทั่งชินกรยุบวงอีก เเล้วจะไปทางไหนดีล่ะทีนี้? สภาพร่างกายที่ป่วยเป็นโรคเบา

หวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือด งานร้องเพลงหรือก็ไม่มี ถึงมีก็ไม่อยากจะไปเพราะอาย

เขา เกรงใจเขา เพราะเราเเก่เเละขี้โรคอย่างนี้กลัวจะทำงานให้เขาได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับได้เกิด

มหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ 2554 จำนวนมวลน้ำมหาศาล ได้พัดพาเอาสมบัติพัสถานที่ยังพอมีหลงเหลือ

อยู่บ้างหายวับไปกับกระเเสน้ำอันเชี่ยวกราก สิ้นเนื้อประดาตัวไม่เหลืออะไรอีกเเล้วชีวิตหมดกันเลยที

เดียว



นี่หรือ?...นางเอกละครเร่คณะอุดมศิลป์ ที่ผู้ชายทั้งเเผ่นดินต่างก็เฝ้าหมายปอง


นี่หรือ?...เจ้าของรางวัลเเผ่นเสียงทองคำพระราชทานในเพลง ลูกนอกสมรสที่โด่งดังไปทั้งประเทศ


นี่หรือ?...ศรีสอางค์ ตรีเนตร!!!......



" พี่ฑูรย์...ฉันไม่ไหวเเล้วพี่........."



เสียงเเหบพร่าสั่นๆของป้าศรี ที่พึมพัมออกมา ก่อนที่ร่างเธอจะร่วงหล่นจากเก้าอี้พลาสติกเก่าๆตัว

นั้น...พร้อมทั้งความรู้สึกสุดท้ายของเธอ ได้ล่องลอยออกไปไกลเเสนไกลเท่าใดก็ไม่รู้............

 

 

 

guest

Post : 15/09/2016 12:33     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  สงสารครู

 

 

                         

                               สงสารครู...

            

                              

                                                                       เเก้ว สาริกา

 
  
 
 
" ไอ้ชายมันจะออกจากครูมงคลเเล้วว่ะไอ้เเก้ว...." 

" ห๊าาาาา จริงเหรอครับครู?!!....."

เสียงของ เเก้ว สาริกา ลูกศิษย์ก้นกุฎิของครูฉลอง วุฒิวัย ร้องออกมาอย่างตกอกตกใจ กับข่าวที่ครู
 
ฉลองเอ่ยบอกกับเขาเมื่อสักครู่ มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ที่ชาย เมืองสิงห์ จะออกจากวงจุฬารัตน์ใน
 
ขณะนี้ อีกอย่างก็ไม่เห็นจะมีวี่เเววอะไรเลย เมื่อวานตัวเขาเองก็ไปช่วยพี่ชาย เก็บขี้กระต่ายที่บ้านข
 
องเเกในวัดเชิงหวาย เพราะเเกเลี้ยงกระต่ายเป็นร้อยๆตัวเลย ก็ไม่เห็นว่าพี่เเกจะพูดอะไรเกี่ยวกับ
 
เรื่องนี้เลยสักนิด


" พี่ชายเขาจะลาออกจากวงเรื่องอะไรล่ะครู "

" กูจะไปรู้เร๊อะ?!!...มึงก็ไปถามมันดูซิวะไอ้นี่!!...."


ครูฉลองขึ้นเสียงกับศิษย์รักอย่างมีน้ำโห.....

เจ้าเเก้วเองก็รู้นิสัยครูดี ดุไปอย่างงั้นเอง เเต่ในใจไม่มีอะไร เขาจะเลือกที่จะหลบออกไปหลังบ้านจับ
 
โน่นถูนี่ไปตามประสา เเต่ใจก็อดนึกคิดถึงเรื่องต่างๆนาๆไปไม่ได้


ปี พ.ศ 2509 นี้ จะมีวงดนตรีลูกทุ่งวงไหนล่ะ? ที่จะกล้าเทียบชั้นกับวงจุฬารัตน์ได้ ตำนานความยิ่ง
 
ใหญ่ของวงนี้ ก็เริ่มมาจากครูมงคล อมาตยกุล ได้ชักชวน นคร ถนอมทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นศิษย์ผู้น้อง
 
ได้ร่วมกันก่อร่างสร้างวงดนตรีจุฬารัตน์ขึ้นมา โดยได้มีโอกาสต้อนรับเด็กหนุ่มอดีตนักมวยจากขอน
 
เเก่น ที่มีพรสวรรค์เเพรวพราวไม่ว่าจะเป่าเเคนหรือเลียนเสียงสัตว์ได้เเทบชนิดเเถมเสียงยังหวาน
 
บาดใจในนาม ปอง ปรีดา มาเข้าร่วมวง ก็ถือว่าเป็นสีสันของวงอย่างมากเลยทีเดียว


โชคยังคงเข้าข้างครูมงคลอยู่ตลอด...ไม่นาน ครูเบญจมินทร์ก็พาเด็กหนุ่มจากมหาชัยมาฝาก ทำไง
 
ก็ได้ของให้เด็กมันดังซะที เพราะครูเบญจมินทร์กดไปหลายชุดเเล้ว ก็ยังไม่เปรี้ยงปร้างเลย ก็เลยได้
 
ทูล ทองใจ มาประดับวงเป็นทหารเสือคนที่สามต่อจากปอง ปรีดา อย่างไม่นึกไม่ฝัน เเต่ครูก็ยังไม่
 
หยุดที่จะสร้างวงดนตรีจุฬารัตน์ให้ยิ่งใหญ่ต่อไป


จนกระทั่งครูสัมพันธ์ อุมากูล ได้ชวนครูมงคลไปดูลิเกคณะหอมหวลที่วิกตลาดนานาบางลำภู เพราะ
 
มีเสียงร่ำลือกันเหลือเกิน กับผู้เเสดงที่เป็นจะเด็ด ในเรื่องผู้ชนะสิบทิศ พระเอกลิเกคณะนี้พ่อยกเเม่
 
ยกล้นทะลักเเทบตบเเทบตีกันตาย ก็เลยเเอบย่องมาเป็นเเมวมองอยู่ซะหลายคืน จนตัดสินใจเชิญ
 
พ่อพระเอกลิเกรูปหล่อจากเมืองกรุงเก่าอยุธยา มากินข้าวต้มข้างร้านนพรัตน์บางลำภู เเล้วชวนมาอัด
 
เเผ่นเสียงในคืนนั้นเลย โดยบอกให้พระเอกลิเกรูปหล่อ เขียนชื่อที่ตัวเองชอบมาห้าชื่อ โดยครูเลือก
 
เอาชื่อ พร ภิรมย์ ที่พ่อหนุ่มพระเอกลิเกเขียนมาให้เลือกเอามาเป็นชื่อนักร้องของตัวเอง ซึ่งชื่อนี้เป็น
 
ชื่อของนักพากย์หนังคนหนึ่งที่ตายไปเเล้วนั่นเอง


จนกระทั่งได้เสือตัวที่ห้าก็คือ ชาย เมืองสิงห์ นี่เเหละ ที่เข้ามาช่วยเสริมช่วยส่งให้ทีมงานของครู
 
มงคลโลดเเล่นอยู่เเถวหน้าได้อย่างไม่อายใคร ไม่มีวงดนตรีวงไหนที่จะหาญกล้ามาท้าประชันด้วย


" ไอ้เเก้ว..มึงมานี่ซิ....."

เสียงครูฉลอง วุฒิวัย หรือ เด่น ดวงดี เจ้าของวงดนตรีฟ้าบางกอก เรียกลูกศิษย์คนโปรดเข้ามาใกล้ๆ
 
เเล้วก็ถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ


" ไอ้เเก้ว..."

" ครับครู...."

" ถ้า ชาย เมืองสิงห์ มาอยู่กับวงเรา มึงเอามั๊ย?!!....."


เเก้ว สาริกา มองหน้าครูที่เคารพด้วยใบหน้าที่ตกใจที่สุดอย่างเเทบไม่เชื่อกับหูของตัวเองถึงเรื่องที่
 
ได้ยินเมื่อสักครู่...หยาดน้ำตาของลูกผู้ชายมันกำลังจะเอ่อไหลออกมาด้วยความสงสารครูมงคล
 
อมาตยกุล อย่างเหลือล้นเกินที่จะบรรยายเป็นที่สุด....นี่เเหละหรือคือสิ่งตอบเเทนของชีวิตครูผู้มีเเต่
 
ให้...........
 
 
 

guest

Post : 15/09/2016 12:11     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  นางอาย

 


                                    นางอาย...

 

 

 

                                           

                                          

 
 
 
" มึงไม่เห็นลูกค้าเขามาซื้อไอติมหรือไงวะอีละออ?!! มัวเเต่นั่งอายเอาหนังสือการ์ตูนปิดหน้าอยู่
 
ได้..."


พี่ชายคนโตได้ตะโกนด่าน้องสาวอย่างอารมณ์เสีย หลังจากที่เห็นน้องสาวนั่งก้มหน้าก้มตาเอา

หนังสือการ์ตูนปิดหน้าอยู่ตลอดเวลาเพราะความอาย เเต่ไหนเเต่ไรมาเเล้ว น้องคนนี้ขี้อายเหลือ

กำลัง ยิ่งถ้าคนเยอะๆด้วยเเล้วก็จะสั่นเป็นเจ้าเข้าไปเลย ขนาดไปซื้อของเเม่หนูก็ยังไม่กล้าทวงตังค์

ทอนกับเขาเลย ยืนก้มหน้าเป็นนางอายอยู่นัน จนเเม่ค้านึกขึ้นได้ว่าลืมทอนตังค์ นั่นเเหละถึงจะได้

กลับบ้าน



เเม่หนูน้อยขี้อายคนนี้มีนามว่า ละออ ปานกรด เป็นชาว อ.ลาดยาว จ. นครสวรรค์ แต่ต่อมาตอนอายุ

4 ขวบ ครอบครัวย้ายมาอยู่ อ. เมือง ชื่อละออ พ่อเป็นคนตั้งให้ โดยเอามาจากชื่อนางในนิยายเรื่อง

หนึ่ง แต่เดิมครอบครัวมีอาชีพทำไร่ไถนา แต่เมื่อย้ายมาอยู่ในเมืองก็หันมาประกอบอาชีพขายของ

เช่นกระเพาะปลา เฉาก๊วยขูด และไอติม เธอมีพี่น้อง 9 คน เป็นคนที่แปด โดยยังมีน้องสาว 1 คน 

สมัยหนุ่มๆ พ่อเป็นลิเกเก่า ส่วนแม่ก็ชอบดูลิเก และหัดลิเกบ้างเล็กน้อย สาเหตุเพราะขี้อาย เมื่อลูก

โต พ่อก็หัดลิเกให้พี่ชาย พี่ชายคนโตของเธอร้องลูกทุ่งดีมาก แต่ไม่ได้เข้าวงการ ลูกคนที่ 3 และคน

ที่ 5 ก็ร้องเพลง แต่ร้องแนวสตริง คนที่ 6 ร้องลูกทุ่ง ส่วนน้องสาวคนเล็กก็เป็นนักร้อง เรียกว่าเป็น

นักร้องกันเกือบทั้งครอบครัว



ตัวเธอเองก็ชอบร้องเพลง แต่ก็ร้องตามคนอื่นไปเรื่อยไม่มีแนว และก็ไม่ได้จริงจังอะไร เนื่องจากขี้

อายมาก ไม่กล้าไปร้องเพลงหน้าชั้นเรียน หลังจากขายไอติมได้ 2 ปีพ่อก็ตาย ตอนนั้นเธออายุได้

14 ปี ตอนพ่ออยู่ พ่อหวงลูกสาวมาก จึงไม่ให้ลูกเป็นนักร้อง โดยให้แต่ลูกชายเป็น พอพ่อตาย แม่ก็

เลยให้เธอไปร้องเพลงที่ร้านอาหารของเพื่อนพี่ชายคนโต โดยไปยืมชุดเชียร์ลีดเดอร์จากเพื่อนมาใส่

ร้องไปก่อน



เเต่อยู่ได้ไม่นานผู้จัดการก็เชิญออก เพราะเป็นนักร้องหญิงคนเดียวที่ไม่ยอมนุ่งสั้นเเละปฎิเสธการจะ

ลงไปนั่งดริ๊งกับเเขก เธอจะขอร้องเพลงขายเสียงอย่างเดียว จนกระทั่งเธอได้มาร้องเพลงอยู่ที่สวน

อาหาร วังน้ำค้างที่พิษณุโลก ณ.ที่เเห่งนี้นี่เองที่เธอได้พบกับ ชัย สิทธิประเสริฐ



" เทห์ นายทดลองฟังดูซิ...คนที่ร้อง หัวใจทศกัณฑ์ ของพุ่มพวงน่ะ เสียงเป็นไง?..."


" คนที่กำลังร้องเหรอพี่?...."


"เออออออ....."



นักปั้นนักร้องมือทองระดับประเทศนามว่า ชัย ศิษย์ประเสริฐ ได้สะกิดให้เทห์ อุเทนพรหมมินทร์ ได้

ฟังเสียงของเเม่หนูละออ ที่กำลังขับขานบทเพลงด้วยน้ำเสียงอันไพเราะที่กำลังสะกดผู้ฟังให้

เคลิบเคลิ้มดั่งถูกมนต์สะกดเงียบกริบกันไปทั้งร้าน



" สุดยอดเลยพี่ชัย ปั้นเลยพี่ เอามาปั้นเลย!!..."


"อืมมม ข้าก็ว่าอย่างงั้นเเหละ เสียงอย่างงี้หายาก..."

" ถ้าพี่จะปั้น จะให้เธอใช้ชื่ออะไร??..." หนุ่มเท่ห์ ถามในขณะที่ฟังเเม่หนูน้อยร้องเพลงอยู่บนเวที

อย่างใจจดใจจ่อ


" เท่ห์..." 

" ครับพี่..."

" เเคทลียา อิงลิช เเฟนเอ็งน่ะ เเม่เขาชื่ออะไร? "


" มารศรี ครับพี่...."

" อือมมม เอาล่ะ...ข้าจะตั้งชื่อนังคนนี้ว่า เเคทลียา มารศรี ล่ะ...เอ็งว่าไง?..."


" เฮ้ยยยยย พี่ชัย บ้าหรือเปล่า ไม่เอานะ!!!...."


ชายหนุ่มร้องเสียงหลงอ้าปากค้าง จนโต๊ะข้างๆหันมามองเป็นตาเดียวกัน..............

 



guest

Post : 15/09/2016 11:39     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  สงสารลูก

 

 

                                                         สงสารลูก..

 

 

                                        

 


" เฮ้ยยยย!!!..ไอ้เลื่อน มึงเห็นมั๊ยนั่น? นังหญิงลูกมึงมันได้ออกทีวีเเล้วเว้ยยย..."

เสียงตะโกนของลุงตี๋เจ้าของร้านโชว์ห่วยประจำบ้านบง ต.บ้านคู อ.นาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตะโกนออกมาจากในร้านของเเกด้วยอารามดีอกดีใจ ที่เห็นคนในหมู่บ้านตัวเองได้ออกทีวีไปทั้งประเทศ กวักมือเรียกตาเลื่อน ที่กำลังเดินขากะเผลกๆหาเก็บของเก่าเอาไปขายเพื่อหาเเลกเงินยาไส้ไปวันๆ

" ไหนวะไอ้ตี๋?..."
" ตาบอดหรือไงไอ้เลื่อน?..นั่นไง ดูมันเต้นๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ มันส์โว้ยยย!!!...."

ลุงตี๋เต้นตามทีวีอย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เหมือนกับว่าโลกทั้งใบในขณะนี้มีเเต่เพียงเเม่สาวน้อยในทีวี ที่กำลังออกลีลาโยกซ้ายโยกขวาพร้อมทั้งทีมงานเเด๊นซ์เซอร์อย่างเมามัน

ลุงทองเลื่อน ศรีจุมพล ก็ได้เเต่ยิ้มเเล้วก็เดินผละออกมาจากหน้าร้านโชว์ห่วยของลุงตี๋อย่างเงียบๆ เเล้วก็ก้าวเดินกะเผลกๆหาเก็บของเก่าเอามาขายต่อไป ภาพความหลังสมัยเป็นเด็กของเเกที่ตกต้นไม้จนขาพิการอย่างนี้ มันเป็นภาพที่ผุดขึ้นมาเคียงคู่อยู่กับความยากจนมาตั้งเเต่เกิด ขาพิการอย่างนี้ก็ทำอะไรกับเขาไม่ได้เต็มที่อะไรนัก ถึงเเม้ว่าเเกจะยากจนข้นเเค้นสักปานใด เเต่ว่าในชีวิตของเเก ก็ไม่เคยเอ่ยปากขอใครกินเลยเเม้เเต่เพียงครั้งเดียว....

จนกระทั่งมีครอบครัว ได้เเม่บุญล้อมมาเป็นคู่ชีวิต มีลูกมีเต้ากัน 3 คน ก็อยู่กันตามประสาคนบ้านนอกคอกนา บ้านก็โกโรโกโส เอาสังกะสีเก่าๆที่เขาทิ้งเเล้วมาทำเป็นฝาบ้าน เวลาหน้าร้อนนอนกันไม่ได้เลยทีเดียว ด้วยความที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ต้องออกไปทำมาหากินจนตัวเป็นเกลียว เพื่อจะให้ลูกๆได้เรียนหนังสือเหมือนกับลูกคนอื่นเขามั้่ง ไปเป็นช่างก่อสร้างขนทรายขนปูนพอเเต่ได้เงินเข้ามาบ้านมั่ง ส่วนเเม่ล้อมก็หัดทอผ้าไหมได้ตังค์มั่งไม่ได้ตังค์มั่ง ถึงเเม้จะขัดสน ก็ยังอยู่อย่างมีความสุขไม่เเพ้ครอบครัวอื่นเขาเหมือนกัน

ภาพที่ลูกสาวคนที่สองตัวเล็กๆที่ชื่อหญิง เกาะหลังพ่อไม่่ยอมไปเรียนชั้น ป.1 โรงเรียนสิริสามัคคี ที่ อ.นาโพธิ จ.บุรีรัมย์ ผุดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของลุงเลื่อนผู้เป็นพ่ออย่างมีความสุข นังหนูให้ตายยังไงก็จะไม่ยอมอยู่โรงเรียนเด็ดขาด ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพ่อต้องสงสารพากลับบ้านทุกวัน จนครูต้องบอกว่าถ้าพร้อมเมื่อไรก็ค่อยมาเรียนก็เเล้วกัน

เจ้าลูกคนนี้มันเเปลก ชอบร้องรำทำเพลงมาตั้งเเต่เด็กๆ ปีนั้นวัดที่บ้านมีผ้าป่ามาจากกรุงเทพฯ นังหนูก็ขึ้นไปร้องเพลงโบว์รักสีดำ ของเเม่นางศิริพร ได้เงินรางวัลมาเกือบร้อยบาท นังหนูดีอกดีใจยกใหญ่บอกว่าโตขึ้นจะเป็นนักร้องให้ได้ จนกระทั่งจบ ม.6 จากนาโพธิ์พิทยาคม ก็ยังจะไปเป็นนักร้องอีก ถึงขนาดไปสมัครร้องเพลงกับวงที่โคราช นั่งรถมาไม่รู้กี่ต่อกว่าจะมาถึง ไปตัวคนเดียวนั่นเเหละใจกล้าเสียเหลือเกิน จนปีกกล้าขาเเข็ง มีคนมาชวนบันทึกเเผ่นเสียง เเต่ก็ต้องลงเงินลงทองด้วย ซึ่งผู้เป็นพ่อต้องจำนองที่นาที่มีอยู่ 7 ไร่ เอามาทำเทปให้กับนังหนูมัน เเล้วก็เจ๊งไม่เป็นท่า หนี้สินอิรุงตุงนัง เเต่นังหนูก็สู้เหลือเกิน ไปเย็บผ้าโหลเเละก็ไปเรียนเสริมสวยเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อ เเล้วเเฟนนังหนูก็มาบอกเลิกอีก ซึ้งใจมันจริงๆไอ้ผู้ชายคนนี้

สงสารลูกจับใจ นังหนูมันเเบกความเจ็บช้ำเข้าไปเปิดร้านเสริมสวยที่กรุงเทพฯ ก็ถูกเขาโกงอีก รถกระบะเก่าๆที่มีอยู่คันเดียวก็มาถูกยึดไปไม่เหลือหรอ...ลำบากอย่างเเสนสาหัส นังหนูก็ไม่เคยบ่นให้ทางบ้านฟังเลยเเม้เเต่คำเดียว มิหนำซ้ำ ยังเก็บเงินส่งมาให้ทางบ้านซื้อปุ๋ยใส่นาข้าวอีก กลับมาบ้านเเต่ละครั้งซื้อของมาฝากกันครบทุกคน โดยที่ไม่เคยบ่นอะไรเรื่องงานให้ฟังเลยเเม้เเต่ครั้งเดียว จะมารู้ก็ต่อเมื่อมีเรื่องมีราวขึ้นโรงขึ้นศาลเกี่ยวกับเรื่องเพลงที่ขาดทุนย่อยยับในครั้งนั้น เเล้วก็ไปร้องเพลงอยู่เเถวๆนวนคร กับ อ.สวัสดิ สารคาม โดยใช้ชื่อนักร้องว่า หญิงลี ศรีจุมพล จนกระทั่งมาเห็นออกทีวีในวันนี้ ถึงรู้นังหนูมันก็อยู่ดีมีสุขเเล้ว

" นังหนูเอ้ยยย คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเถอะ...เอ็งเหนื่อยมามากเเล้ว........"

ลุงเลื่อนบ่นพึมพัมเบาๆพร้อมกับปาดหยาดน้ำใสๆที่กำลังจะไหลออกจากตา เดินขากะเผลกๆเพื่อหาเก็บของเก่าเอามาขายต่อไป ด้วยหัวใจที่เวทนาสงสารลูกสาวคนนี้อย่างจับใจเหลือเกิน.......

 

 

 

 

 

guest

Post : 15/09/2016 11:21     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  ตลกร้องไห้..

 *** ตลกร้องไห้ ***

www.arjanpong.com

" หลับให้สบายเถอะยงค์เอ๊ยยย...เอ็งไม่ต้องห่วงข้าหรอก...."

 

ประยงค์ แก้วอำไพ ดาราสาวเจ้าบทบาทในยุคสมัย มิตร-เพชรา นอนลืมตาจ้องมองสามีอันเป็นสุดที่รัก อยู่บนเตียงคนไข้ที่มีสายครอบอ๊อกซิเจนระโยงระยางในโรงพยาบาลราชวิถี โดยมีมือของ สุคนธ์ แก้วอำไพ สามีอันเป็นสุดที่รัก นั่งกุมมือเฝ้าไข้อยู่ใกล้เตียงไม่ยอมห่าง

 

ภาพความหลังครั้งตั้งเเต่ในอดีต ได้ถูกเรียงร้อยเข้าสู่ความทรงจำอย่างชัดเจน เด็กชายตัวเล็กๆจากย่านประตูผี กทม.ที่โดดเรียนจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตอนอายุ 13 ปี ลาออกมันซะดื้อๆ เพราะใจมันรักทางการเเสดงไปซะเเล้ว ไปสมัครเป็นนักเเสดงอยู่กับคณะละครเร่แม่ทองอยู่ เล่นเป็นตัวตลกตามพระเอก-นางเอก อยู่ตั้งหลายปี โดยโด่งดังในบทบาทของ ชาลี แชปปลิ้น ใส่หนวด ติดคิ้ว ดูเเล้วขำกระจาย จนได้รับฉายาว่า ชาลี แชปปลิ้น เมืองไทย

 

อยู่จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ 2 ปี เมื่อปลดประจำการเเล้ว ก็มาสมัครเล่นละครอยู่กับคณะ เเม่เสงี่ยม กลิ่นหอม ซึ่งเป็นคณะละครเร่ที่มีชื่อเสียงต้องเดินสายทำการเเสดงไปทั่วทั้งประเทศ เเละที่แห่งนี้...ศรรักก็ปักใจ ได้พบกับนางเอกในชีวิตจริง ตกล่องปล่องชิ้นกับสาวเจ้าประยงค์ จึงตัดสินใจ เข้าตามตรอกออกตามประตู มาใช้ชีวิตคู่กันตั้งเเต่ตอนนั้น

 

ชีวิตรักในช่วงนี้ ซึ่งหวานฉ่ำเเต่ก็ถูกกระหน่ำด้วยพิษเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจย้ายคณะมาอยู่กับเทพศิลป์...ที่นี่เอง เด็กหนุ่มจากประตูผี ก็ได้รู้จักเพื่อนๆเเละพี่ๆที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อบ บุญติด,จิ๋ว ดอกจอก,จอก ดอกจันทร์,ล้อต๊อก-ชูศรี,ก๊กเฮง-ทองแถม ก็เลยทำให้เขาพลอยโด่งดังมีชื่อเสียงไปด้วย โดยเขาใช้ชื่อในการเเสดงว่า สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม โดยอาศัยเอกลักษณ์ของ ชาลี แชแปลิ้น เป็นแม่แบบในการเเสดง

 

อยู่วงการมาร่วม 60 ปี มีลูกศิษย์ลูกหาจนนับไม่ถ้วน ปั้นดาราเข้ามาประดับวงการไม่หวาดไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็น สุรสิทธิ์ สัตยวงค์,สมควร กระจ่างศาสตร์,เสน่ห์ โกมารชุน,สพรรณ บูรณะพิมพ์,ฉลอง สิมะเสถียร,ยอดชาย เมฆสุวรรณ ฯลฯ ก็มาจากสายตาอันเเหลมคมของเขาทั้งนั้น

 

" หลับตาเถิดยงค์เอ้ยยยย...เอ็งไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าอยู่ได้...ทำใจให้สบาย นึกถึงคุณพระคุณเจ้าเอาไว้ เอ็งไปก่อนเถอะ เมื่อเสร็จธุระทุกอย่างเเล้ว เดี๋ยวข้าก็จะตามไป "

 

รอยยิ้มน้อยๆจากเเววตา ของภรรยาคู่ชีวิต ที่เปล่งประกายเเสงสุดท้าย ก่อนที่จะค่อยๆปิดลง พร้อมกับลมหายใจที่ค่อยๆนิ่งสงบ น้ำตาของลูกผู้ชายคลอผสานกับเสียงสะอื้นเบาๆ ก่อนที่จะฟุบหน้าอยู่ข้างเตียงไม่รู้ว่ากาลเวลา จะผ่านไปเนิ่นนานสักเท่าไร...

 

หลังจากนั้น สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม ก็บวชไม่สึกจนตลอดชีวิต ฉายา พระสุคนธ์ มหาปุณโณ ที่วัดอัมพวัน ดุสิต กรุงเทพฯ ท่านมรณะภาพด้วยอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ เมื่อวันที่ 12 ต.ค 2534 สิริรวมอายุได้ 81 ปี.....

 

 

                                                                                            (นสพ.สยามโพลล์...ตาป้อง)

 

guest

Post : 07/07/2016 09:59     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ถล่มบอมบ์ กรุงเทพฯ!!!..

 

 

 

                       

 

 

 

 

 

 

 

 

                                 *** รอดจากข่มขืน เพียงใช้น้ำเเค่ขวดเดียว ***

 

                            

 

 

                             

 

 

 

                           

 

 

 

 

                         

 

 

                       

 

     

 

                 ระวัง'แมลงสาบ'กลายพันธุ์ ทนฤทธิ์ยาได้ถึง 200 เท่า!!

 

                                    

 

บริษัทผลิตสารกำจัดแมลง บอกว่า พวกเขาจับ “แมลงสาบ” หลายสายพันธุ์รอบกรุงโตเกียวมาทดสอบสารเคมี พบว่า พวกมันเริ่มทนฤทธิ์ “ยาฆ่าแมลง” ได้

พฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2559 เวลา 10.00 น.

เมื่อวันอังคารและพุธที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เกิดฝนตกหนักรถติดมหาประลัย เป็นปัญหาที่ชาวกรุงปวดใจก็ต้องทน เพราะแก้กันมาทุกยุคทุกสมัย แต่เมื่อฝนตกน้ำก็ท่วม สิ่งมีชีวิตใต้ดินทั้งหลายก็ออกมาเริงร่าหาพื้นที่แห้ง หนึ่งในนั้นคือ “แมลงสาบ” ค่ะ

เพื่อนสนิทหมวยเล็กทำงานอยู่ในสำนักงานย่านใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง พอฝนตกและระบายน้ำไม่ทันปุ๊ป ภาพสยองก็บังเกิดค่ะ คือ “ฝูงแมลงสาบ” ไม่รู้มาจากไหนเป็นร้อยๆ ตัว เกาะกันลอยเป็นแพมุ่งหน้ายกพลขึ้นบก เพื่อนของหมวยไม่รอช้า นำ “สเปรย์กำจัดแมลง” มาฉีดพวกมัน แต่ที่น่าแปลก คือ สัตว์พวกนี้แค่มีอาการมึนๆ ค่ะ แต่ไม่ตาย แถมบางตัววิ่งปร๋อหาที่หลบ สุดท้ายจึงต้องใช้ไม้กวาดไล่ตี นับว่าต้องใช้ความกล้าขั้นสูงสุด

พอดีกันกับที่หมวยเล็กอ่านบทความของญี่ปุ่น จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ “เอ็นเอชเค” (NHKNews Web)ไปเจอข้อมูลที่น่าตกใจ คือ ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็เจอปัญหาเดียวกันค่ะ คือ “แมลงสาบ” มันอึดผิดปกติ ฉีดยาฆ่าก็ไม่ตาย ที่ไทยเป็นแบบนี้ ที่ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน “เอ็นเอชเค” จึงตามหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

พวกเขาไปสัมภาษณ์ บริษัทผลิตสเปรย์กำจัดแมลง หลายแห่ง ที่ดำเนินการทดสอบสารฆ่าแมลงของบริษัทตัวเองอยู่เสมอๆ เพื่อรับประกันว่า ประชาชนซื้อผลิตภัณฑ์นี้ไปแล้วจะใช้กำจัดแมลงร้ายตายไม่เหลือ แน่นอนว่าทุกคนยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนใช้ปราบแมลงรังควาน โดยเฉพาะ “แมลงสาบ” ได้ผล

อย่างไรก็ตาม มันมีข้อมูลที่เกือบทุกบริษัทพูดเหมือนกัน คือ “แมลงสาบ” เดี๋ยวนี้มันกลายพันธุ์ โดยเฉพาะ “แมลงสาบเยอรมัน” (Blattella germanica) ที่บางตำราก็ว่า มีต้นกำเนิดอยู่ใน ประเทศเอธิโอเปีย แต่ข้อมูลล่าสุดบอกว่า มันกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานี่แหละ เพราะมันชอบอากาศร้อนชื้น...อื้อหือ...ดีใจดีมั้ยเนี่ย...!!

บริษัทผลิตสารกำจัดแมลง บอกว่า พวกเขาจับ “แมลงสาบ” หลายสายพันธุ์รอบกรุงโตเกียวมาทดสอบสารเคมี พบว่า พวกมันเริ่มทนฤทธิ์ “ยาฆ่าแมลง” ได้ แน่นอนว่า สเปรย์กำจัดแมลงก็ต้องมีสารเคมีหลายอย่าง แต่สารที่พบมากที่สุด คือ “เพอร์มีธิน” (Permethrin) ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลงที่ทั่วโลกใช้กันมาก เพราะไม่เป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น และผลการทดลองที่ช็อกทุกคนมากที่สุด คือ แมลงสาบเยอรมันบางตัวสามารถทนฤทธิ์ยานี้ได้มากกว่าค่าเฉลี่ยของตัวอื่นถึง 200 เท่า...!!

อย่างไรก็ตาม ตัวยานี้ก็ยังคงได้ผลในภาพรวมนะคะ แต่นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องคอยพ่นยาฆ่ามันซ้ำแล้วซ้ำอีกกว่ามันจะตาย นอกจากนี้ คุณฮิเดอากิ ทสึจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงสาบที่ให้สัมภาษณ์กับ “เอ็นเอชเค” ยังบอกว่า วิวัฒนาการทนฤทธิ์ยาของพวกมันมีแต่จะแกร่งขึ้นทุกวัน ไม่มีลดลงแน่นอน และ “แมลงสาบเยอรมัน” เป็นพวกที่ปรับตัวเร็วที่สุดจึงต้านฤทธิ์ยาได้มากที่สุด อันนี้เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด วันหนึ่งข้างหน้าสเปรย์พวกนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับพวกมันเลยก็เป็นได้


ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับ “แมลงสาบ” สายพันธุ์นี้กัน “เจ้าแมลงสาบเยอรมัน” จะมีลำตัวสีน้ำตาลอ่อน ยาวประมาณครึ่งนิ้ว ที่ด้านหลังของบริเวณอกท่อนแรกมีแถบสีดำสองแถบเห็นได้ชัดเจน มีอายุประมาณ 100 วัน ไม่บิน ชอบอากาศอบอุ่น ตัวเต็มวัย 7 - 10 วัน จะผสมพันธุ์ อันที่จริงมันเป็นพันธุ์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่า “ดื้อยา” ที่สุดในบรรดาพวกมันทั้งหมด และข่าวดีก็ คือ มันมีอยู่ในไทยด้วยค่ะ!!


                           


โชคดีที่ “เจ้าแมลงสาบ” พันธุ์นี้ไม่สามารถต้านทานการกำจัดแมลงของหมวยเล็กได้ เพราะหมวยใช้ “รองเท้าแตะ” นี่แหละค่ะ แต่ถ้ามาเป็นกองทัพก็คงต้องเสียดินแดนให้มันไปก่อน ถอยมาตั้งหลักแล้วค่อยว่ากันใหม่ สัตว์พวกนี้ไม่ว่าเราจะปราบมันยังไงก็ไม่หมดซะที เพราะมันปรับตัวเก่งมากจนนักวิทยาศาสตร์ยังซูฮกเลย

พวกมันเป็นสัตว์สุดอึดมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล เพราะมีการพบ “ซากฟอสซิลแมลงสาบดึกดำบรรพ์” อายุมากกว่า 300 ล้านปี เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการดำรงเผ่าพันธุ์ และปัจจุบันทั่วโลกมี “แมลงสาบ” มากกว่า 4,500 ชนิดค่ะ บ้างก็เป็นพันธุ์ที่เลี้ยง เพราะมีประโยชน์ บ้างก็ไม่ได้เลี้ยง แต่มีเยอะมาก จนเหมือนเรากำลังเลี้ยงมันรึเปล่า?


…......................................

คอลัมน์ : มุดรั้วบ้านเพื่อน

โดย “หมวยเล็ก”

ขอบคุณข้อมูลจาก http://http://www3.nhk.or.jp/news/html/20160616/k10010559071000.html

 ... อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/504214

 

 

 

                       

  

 

     อดีตอธิบดีอัยการ เชียร์รัฐ ปั๊มยาบ้าขายตัดราคา

 

                                          

 

 (19 มิ.ย.) นายวันชัย รุจนวงศ์ ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแรงงาน เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้โพสต์เฟชบุ๊กWanchai Roujanavong สนับสนุนแนวคิดของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการปราบปรามยาบ้า ระบุว่า...

"ประเด็นการต่อสู้กับยาบ้า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังหลงทาง หลงประเด็น ต่อสู้สะเปะสะปะ เหมือนนักมวยชกไม่โดนคู่ต่อสู้

ยาบ้าแหล่งผลิตใหญ่สุดมีที่เดียว คือรัฐฉานในพม่าซึ่งต้องขายยาบ้าและเฮโรอินเพื่อเอาเงินไปเลี้ยงประเทศ สร้างเมืองยอน และใช้รบกับพม่าเคยมีการประเมินโดยหน่วยงานของรัฐร่วมกับสหรัฐว่า รัฐฉานผลิตยาบ้าปีละ 1000 ล้านเม็ด ส่งเข้ามาขายในเมืองไทยประมาณปีละ 500 ล้านเม็ดและแต่ละปีเราจับได้ประมาณ 5 ล้านเม็ด หรือประมาณ 1% ของยาที่เข้ามาเท่านั้น อีก 495 ล้านเม็ดระบาดอยู่ในตลาด เงินกว่าครึ่งได้มาจากการขายยาบ้าให้ประเทศไทย เพราะตลาดขยายเร็วมาก ราคาสูงจูงใจให้คนขายพยายามหาลูกค้าพยายามไปแพร่ขยายให้คนติดยามากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

เราปราบยาบ้าด้วยการจับคนไทยไปติดคุกจำนวนหลายแสนคน ทำวิสามัญฆาตกรรมปีละจำนวนมาก ที่เราฆ่าคนไทยด้วยกันเอง แล้วที่จับได้น่ะเป็นส่วนน้อย ยังมีคนขายยาบ้าอยู่นอกคุกอีกมากมากกว่าที่อยู่ในคุกเป็นสิบเท่า เรามีคนติดยาที่ถูกบังคับบำบัดจำนวนปีละเป็นแสนคน แสดงว่ามีคนใช้ยาบ้า เป็นจำนวนหลายล้านคน ทั้งที่ประเทศไทยมีประชากรเพียงแค่ไม่ถึง 70 ล้านคน แต่เรามีคนใช้ยาบ้าเป็นหลายล้านคน มีคนขาย คนเดินยา คนส่งยา คนนำเข้ายา เป็นจำนวนหลายแสนอาจเป็นล้านคน

ทั้งๆ ที่เราปราบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งปราบรุนแรง ราคายายิ่งสูง กำไรสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนจากต้นทางเพียงเม็ดละยี่สิบบาท แต่มาถึงตลาดราคา 200-300 บาทต่อเม็ด ที่ว่าเราหลงทางเพราะศัตรูของเราในเรื่องยาบ้าคือรัฐฉาน ที่เป็นผู้ผลิตที่หน่วยงานไทยรู้ดีว่ามีใครบ้างผลิตที่ไหน แต่เราเข้าไปจัดการไม่ได้เพราะเป็นพิ้นที่อธิปไตยของเมียนมาร์ ถ้าเราเข้าไปจัดการก็จะเกิดสงครามและอาจบานปลายใหญ่โต แต่การทำลายศักยภาพคนด้วยการส่งตัวเข้าคุกนานๆ ก็หลงทาง เพราะเข้าคุกนานเท่าไหร่ก็มีวันออกมา และออกมาด้วยการมีตราบาปติดตัวมาว่าเป็นคนขี้คุกไม่สามารถไปหาทางอื่นหรืองานอื่นทำได้ ทางเดียวที่ทำได้ คือกลับไปขายยาบ้าต่อ เพราะไม่มีทางเลือกและได้เครือข่าย ไปรู้จักกับพวกขายยาด้วยกันในเรือนจำ
เรือนจำจึงเป็นที่เพาะชำให้ผู้ค้าเติบโตเป็นผู้ค้ารายใหญ่ขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น และเมื่อผู้ขายมากขึ้นก็พยายามหาคนใช้มากขึ้น

เราไม่ควรหลงไปต่อสู้กับพวกที่ไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของเรา แต่ต้องหามาตรการต่อสู้กับรัฐฉานที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่รายเดียว และการต่อสู้ที่ได้ผลที่สุดคือทำให้ขายไม่ได้ ต้องต่อสู้ด้วยกลไกราคา และตัดกำไรที่สูงมากให้ลดลง ใช้มาตรการทางกฎหมาย ร่วมกับมาตรการทางสุขภาพและสังคม จัดการกับผู้ติดให้สามารถได้รับการบำบัดและใช้ยาภายใต้การควบคุม พยายามทำให้ยาหาได้ในราคาถูกมากแต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าองค์การเภสัชผลิตเอง จะไม่มีการผสมยาฆ่าหญ้าและสารที่เป็นอันตราย อาการคลั่งบ้าจะลดลง และสามารถควบคุมจำนวนการผลิตได้ ยังไงก็น้อยกว่าจำนวนยาบ้าที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยจากรัฐฉาน การใช้จะใช้กับผู้ติดยาที่เข้ารับการบำบัดเท่านั้น โดยมีหลักเกณฑ์ชัดเจน

แต่จะทำให้เห็นได้ว่า ราคายาบ้านั้น เพียงเม็ดละไม่ถึงสิบบาท ต้องทำลายกลไกราคาให้รัฐฉานขายยาไม่ได้คนที่รับมาจากรัฐฉานก็ขายในราคาสูงไม่ได้ เพราะมีตัวเปรียบเทียบ ถ้าเราทำลายกลไกราคาได้ การแก้ปัญหาจะง่ายกว่านี้มาก การปราบยาบ้า เราต้องมุ่งการต่อสู้ไปที่รัฐฉานโดยตรงและต้องทำเป็นหลัก ให้ชัดเจนว่า รัฐฉานคือศัตรูของเราหาวิธีทำลายการผลิตยาบ้าของรัฐฉานให้ได้ ถ้าเราสู้กับรัฐฉาน เราจะไม่หลงทาง และสู้ได้ตรงจุด รัฐฉานคือศัตรูที่แท้จริง ไม่ใช่คนไทยด้วยกันเอง

ุถ้าผลิตแล้วไม่ได้ราคา ไม่มีคนไปซื้อ เราก็ไม่ต้องฆ่าคนไทยกันเอง ไม่ต้องจับคนไทยไปติดคุกมากมาย เพื่อให้ออกมาเป็นเครือข่ายค้ายา ลองคิดดูก่อนว่าการแก้ปัญหายาบ้า ไม่ได้มีวิธีเดียว เมื่อการปราบปรามรุนแรงไม่ได้ผล ก็ต้องลองดูวิธีที่คนอื่นใช้แล้วได้ผล อย่างประเทศในยุโรป เนเธอร์แลนด์ สวิส และเกือบทุกประเทศ สามารถแก้ปัญหายาเสพติดได้ผล โดยไม่เน้นการติดคุกระยะยาว ปัญหายาเสพติดในประเทศพวกนี้ไม่ได้หมดไป ยังคงมีอยู่ แต่อยู่ในปริมาณและอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ อาชญากรรมก็ไม่เพิ่มขึ้น และประชาชนมีความสุข

เราแก้ปัญหาด้วยการปราบอย่างรุนแรงมาสามสิบปี แต่เห็นชัดว่าไม่ได้ผล จะไม่ปรับวิธีแก้ปัญหากันเลยหรือ"

 

 

                       

 

 

 

 

                                                     

 

 

เต้นสุดมันส์ตร!!.ปฏิบัติหน้าที่ดูแลจราจร ทนเสียงแตรวงขบวนแห่นาคไม่ไหวจริงๆ

 

                       

 

โบกไปเต้นไป คลิปเรียกรอยยิ้มของเจ้าหน้าที่นายหนึ่งในจังหวัดราชบุรีที่ออกเสต็ปตามจังหวะเสียงแตรวงขบวนแห่นาคในขณะดูแลการจราจร จนเรียกทั้งเสียงฮาและชื่นชอบจากประชาชนผู้ที่พบเห็นจำนวนมาก

 

                  

 

 วันที่ 19 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกสังคมออนไลน์ ในจังหวัดราชบุรี กำลังให้ความสนใจกับคลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ที่ออกเสต็ปท่าเต้นประกอบจังหวะ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลการจราจร ขบวนแห่นาค ที่สร้างสีสันและเรียกรอยยิ้มกับผู้พบเห็น โดยมีผู้เข้าไปชมคลิปจำนวนมาก คลิปดังกล่าวถูกบันทึกภาพ โดยผู้ใช้บริการ facebook ชื่อ กิ๊กกี้ ภัควลัญช์ ตังประเสริฐ และตั้งชื่อคลิปว่า ตำรวจราชบุรีน่ารักนะคะ มีความยาว 52 วินาที

 

                   

 

 นางสาวภัควลัญช์ ตังประเสริฐ หรือ คุณกิ๊ก เจ้าของคลิป เล่าให้ฟังว่า เมื่อช่วงเวลา 08.00 น. วันเสาร์ที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนเองกำลังจะเดินทางไปทำธุระในตลาดสนามหญ้าริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนาแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองราชบุรีและต้องผ่านถนนเส้นหน้าวัดโรงช้าง ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ซึ่งในระหว่างรถชะลอตัว ก่อนถึงบริเวณซุ้มหน้าวัด พบขบวนแห่นาคที่กำลังจะเคลื่อนขบวนเข้าอุปสมบท ณ อุโบสถสีมาวัดโรงช้าง ซึ่งก็มีเสียงแตรวงมีนักเต้นหน้านาคกำลังเต้นกันอย่างสนุกสนาน

 

                  

 

 แต่ที่ทำให้ตนเองสะดุดตาถึงความน่ารักของเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่าเป็นตำรวจหรืออาสาสมัครจราจรรายหนึ่งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลรถที่สวนทางกันบนถนนสายดังกล่าวที่มีขบวนแห่นาคผ่านอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดูแลการจราจรนายนี้ กลับสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา และผู้ที่ร่วมขบวนแห่นาคเป็นอย่างมาก คือ การออกท่าทางออกเสต็ปท่าเต้นประกอบกับจังหวะเสียงเพลงของคณะแตรวงอย่างเมามัน ทั้งโบกทั้งย่อ

 

 แม้กระทั่งท่าโบกรถแบบขยับเท้าไปทางซ้ายและทางขวา พร้อมกับการร่ายรำ ทำให้ตนเองต้องหยิบโทรศัพท์ลงมาบันทึกภาพและนำมาโพสต์ที่หน้า facebook ของตนเอง จนมีสมาชิกกด like และคอมเม้นต์ถึงความน่ารัก และการผ่อนคลายให้กับผู้ที่ขับรถสัญจรในเวลาคับขัน ของตำรวจนายนี้กันจำนวนมาก

 

                   

 

 

guest

Post : 20/06/2016 09:07     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  เบื้องหลัง ถล่มบาร์เกย์ อเมริกา

 

 

                         

 

 

 

 

  

                        

 

 

                      

 

                   

 

 

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                          ยิ่งรกรุงรัง ยิ่งฉลาด

 

                                       

 

.....Robert Thatcher ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ถึงกับประกาศออกมาว่ายิ่งเราปล่อยของวางเกะกะมากเท่าไหร่ เราก็จะฉลาดมากขึ้นเท่านั้น!

.....เขาให้เราลองคิดง่าย ๆ ว่ามนุษย์ที่นึกอยากจะวางอะไรก็วาง เก็บข้าวของไม่เป็นที่ วางอะไรไว้ตรงไหนก็ไม่เคยจำ จะเป็นมนุษย์ที่สมองมีการคิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราทำไปเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นนิสัยของเราโดยอัตโนมัติว่าเราต้องคิดหลาย ๆ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน เช่น ตอนเด็กเราอาจจะตื่นมาหาแว่นตาไม่เจอ แรก ๆ ก็เสียเวลาหา พอเรายิ่งโตขึ้น เราก็จะเรียนรู้ว่าตื่นมาเราต้องคิดตั้งแต่วินาทีแรกเลยว่าเราเอาแว่นตาวางไว้ไหน ในเวลาอันจำกัด เพราะฉะนั้นบางคนที่ห้องดูรกมาก จนเรางงว่าเขาหาอะไรเจอได้ยังไง ก็ไม่ต้องไปเครียดแทนเขาหรอก บางทีเขาก็รู้อยู่ในหัวหมดแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน แค่คนอื่นไม่เข้าใจเท่านั้นเอง

..... ยังไม่จบแค่นั้นเพราะ Jonah Lehrer คนเขียนหนังสือเรื่อง Imagine: How Creativity Works บอกว่านิสัยของมนุษย์ผู้ประสบความสำเร็จ คือมนุษย์ที่สามารถตั้งรับกับอุปสรรคได้อย่างรวดเร็ว มนุษย์ที่มีห้องรก โต๊ะรกจึงเป็นมนุษย์ที่ต้องเจออุปสรรคให้คอยแก้อยู่แทบทุกวินาที

..... Lehrer บอกว่าไอ้ของเกะกะที่ใคร ๆ ก็บ่นนี่แหละมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ฝึกให้เราเจอกับความยุ่งยากตลอดเวลา จนเมื่อเราไปเจอความยุ่งยากอื่น ๆ ในชีวิต เราจะตั้งสติรับกับมันได้เร็วกว่าคนอื่น ตัวอย่างคนดังและประสบความสำเร็จที่โต๊ะรกก็มีตั้งแต่ J.K. Rowling ผู้ให้กำเนิดพ่อมดน้อยแฮร์รี่ Steve Jobs , Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก Mark Twain นักเขียนนักกวีชื่อดัง แม้กระทั่ง Albert Einstein นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ก็โต๊ะรกไม่แพ้พวกเรา !

..... ถ้ายังเห็นภาพไม่ชัดพอ Steven Johnson เจ้าของหนังสือชื่อย๊าวยาว Where Good Ideas Come From: The Natural History Of Innovation บอกว่าบ้าน ห้อง หรือโต๊ะของเราก็เหมือนกับเมือง เมืองหนึ่งนั่นแหละ เมืองที่ใหญ่กว่าเมื่องอื่น ๆ 10 เท่า ก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้มากกว่าเมืองอื่น ๆ 17 เท่า ในขณะที่เมืองหลวงที่ใหญ่กว่าเมืองหลวงอื่น ๆ 50 เท่า จะมีโอกาสสร้างสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าถึง 130 เท่า ความใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าพื้นที่กว้างกว่าที่อื่นนะ แต่หมายถึงจำนวนประชากร ความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง เพราะยิ่งยุ่งเหยิงมากเท่าไหร่ก็ต้องยิ่งคิดนวัตกรรม หรือระบบใหม่ ๆ มาคอยรองรับอยู่ตลอดเวลา

.....Johnson ยังบอกอีกว่าความยุ่งยากซับซ้อนอย่างการอ่านหนังสือสองเล่มไปพร้อม ๆ กัน การมีงานอดิเรกหลาย ๆ อย่าง หรือการได้ทำงานหลาย ๆ แบบ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะฝึกให้เราคิดอะไรที่หลากหลาย ไม่ซ้ำแบบเดิม อย่างไรก็ตามสมองจะได้ฝึกคิด ความคิดสร้างสรรค์จะกระฉูดก็ต่อเมื่อเราฝึกคิดแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ ๆ ทุกคนจะโปรยของให้รกทั่วบ้านแล้วนั่งรอให้ความฉลาดเดินมาหาล่ะ

.....แต่ถ้ารักจะปล่อยให้รกจนเป็นธรรมชาติของตัวเอง ก็ต้องรักที่จะรับผิดชอบต่อเวลา และรักที่จะจัดการความยุ่งเหยิงด้วยการฝึกคิด ฝึกจำ หรือสร้างสรรค์วิธีใหม่ ๆ ให้ชีวิตอันซับซ้อนของตัวเองให้ง่ายขึ้นอยู่เสมอ

 

ข้อมูลจาก: kroobannok.คอม

 

 

                        

 

 

 

                        

 

 

                        เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 
 
เจ้าพระยาบวรราชนายก
จุฬาราชมนตรี
เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) .jpg

ชื่ออื่น เชค-อะหมัด หรือ ชัยคอะหมัด[1]
เชื้อชาติ เปอร์เซีย
สมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม-สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
ข้อมูลส่วนตัว
เกิด พ.ศ. 2086
ปาอิเนะชาฮาร, เมืองกุม
จักรวรรดิซาฟาวิยะห์ (อิหร่าน)
เสียชีวิต พ.ศ. 2174
กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยา
คู่สมรส ท่านเชย
ข้อมูลอื่น จุฬาราชมนตรีคนแรกในสมัยอยุธยา
หมวดหมู่:จุฬาราชมนตรี

เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) เป็นมุสลิมชีอะหฺอิษนาอะชะรียะหฺ (สิบสองอิมาม) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2086 ณ ตำบลปาอีเนะชาฮาร ในเมืองกุม ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนที่ราบต่ำทางตอนเหนือของเตหะราน ในประเทศอิหร่าน

 

 

การเดินทางสู่กรุงศรีอยุธยา[แก้]

ในยุคสมัยที่ท่านเฉกอะหมัดเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยานั้น เป็นยุคที่โปรตุเกสเรืองอำนาจทางทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย ทำให้พ่อค้าชาวพื้นเมืองต้องใช้เส้นทางขนส่งสินค้าทางบกเป็นช่วงๆ เส้นทางที่เป็นไปได้ในการเดินทางจากอิหร่านเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น คือเดินเท้าจากเมืองแอสตะราบาดเข้าสู่แคว้นคุชราตในอินเดียตะวันตก จากนั้น เดินเท้าตัดข้ามประเทศอินเดียมายังฝั่งตะวันออกทางด้านโจฬมณฑล จากนั้นลงเรือข้ามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันมายังเมืองตะนาวศรีหรือเมืองมะริด แล้วจึงเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา

ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เฉกอะหมัดและบริวารได้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนและห้างร้านค้าขาย อยู่ที่ตำบลท่ากายี ท่านค้าขายจนกระทั่งมีฐานะเป็นเศรษฐีใหญ่ในกรุงศรีอยุธยา ท่านสมรสกับท่านเชย มีบุตร 2 คนและธิดา 1 คน

ปฐมจุฬาราชมนตรี[แก้]

ปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ท่านเฉกอะหมัดได้ช่วยปรับปรุงราชการกรมท่า จนได้ผลดี จึงโปรดเกล้าฯให้เป็นพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าขวาและจุฬาราชมนตรี นับได้ว่าท่านเป็นปฐมจุฬาราชมนตรีและเป็นผู้นำพาศาสนาอิสลามนิกายชีอะหฺอิษนาอะชะรียะหฺ มาสู่ประเทศไทย ต่อมาท่านเฉกอะหมัดพร้อมด้วยมิตรสหาย ร่วมใจกันปราบปรามชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง ที่ก่อการจลาจล และจะยึดพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็น เจ้าพระยาเฉกอะหมัด รัตนาธิบดี สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ

สายสกุล[แก้]

ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้า ฯ ให้ท่านเฉกอะหมัดซึ่งมีอายุ 87 ปี เป็นเจ้าพระยาบวรราชนายกจางวางกรมมหาดไทยท่านได้ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2174 รวมอายุ 88 ปี ท่านเฉกอะหมัดนี้ท่านเป็นต้นสกุลของไทยมุสลิมหลายนามสกุลและสกุลบุนนาค เป็นต้นสกุลของเจ้าพระยาหลายท่านในระยะเวลาต่อมา อาทิ เจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) เจ้าพระยาชำนาญภักดี (สมบุญ) เจ้าพระยาเพชรพิไชย (ใจ) และมีบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 3 ท่าน คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) แลสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รวมทั้งเป็นต้นสกุลของสายสกุลที่มีความสำคัญต่อการปกครองประเทศตลอดมา สถานที่ฝังศพของท่านเฉกอะหมัด ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 

 

          

 

                                      พี่สาวขวัญสติเเตก...

 

ระหว่างผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์ขวัญอยู่นั้น ป้าตือ ออแกไนซ์จัดงาน ได้เดินจูงมือ กอล์ฟ-พิชญะ มาเซอร์ไพรส์ที่แบ็กดรอป โดยทราบว่า กอล์ฟ ตั้งใจพาพ่อแม่ น้องสาว เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับขวัญ และตั้งใจจะเซอร์ไพร์สระหว่างที่ขวัญกำลัง­ให้สัมภาษณ์ แต่เกิดเหตุการณ์ไม่เข้าใจกันระหว่างป้าตื­อ กับลูกแก้ว พี่สาวของขวัญ ทำให้ระหว่างที่กอล์ฟ กำลังเดินเข้าไปหาตัวขวัญ ถูกดึงตัวออกมาทันที และมีการโวยวายกับป้าตือ ผู้จัดงาน ซึ่งลูกแก้ว ได้พูดว่า "ทำไมป้าตือทำแบบนี้"


ทำให้ ขวัญ ที่กำลังถ่ายรูปอยู่ที่แบ็กดรอปเปลี่ยนสีห­น้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังโพสต์ท่าให้ช่างภาพถ่ายรูปตามปกติ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กอล์ฟ พาครอบครัวกลับทันที และมีการบอกกล่าวกับใกล้ชิดภายหลังว่า ไม่ได้คิดมากกับเหตุการณ์นี้และยังจะคบกับ­ขวัญ ต่อไป 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

                        

 

guest

Post : 09/06/2016 11:25     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  รอมฎอน วันที่รอคอย

 

 

 

                        

 

 

 


  *** นักข่าวถามอย่างไร้สำนึก เพียงอยากได้ภาพที่เธอน้ำตาไหลเท่านั้นเอง เเย่มาก ***

 

 

 

 

 

 

 

 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         

 

 

 

สิ้นนักชกดัง มูฮัมหมัดอาลี ตำนานมวยโลก โรคระบบหายใจ

 

 

ปิดตำนานสุดยอดนักชกแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท 3 สมัย “มูฮัมหมัด อาลี” เจ้าของฉายา “สิงห์จอมโว” หลังป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมานาน และถูกนำส่ง รพ. และจากไปด้วยโรคภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ด้วยวัย 74 ปี ท่ามกลางความอาลัยของคนในวงการมวยระดับโลก พากันยกย่องให้เป็นบุคคลของโลก เพราะนอกสังเวียนผ้าใบ อาลียังมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิวและศาสนา ด้านนายกเทศมนตรีเมืองหลุยส์วิลล์ บ้านเกิดของอาลีประกาศลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัย

วงการมวยโลกสูญเสียบุคคลระดับตำนานเมื่อวันศุกร์ที่ 3 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา หรือช่วงสายวันเสาร์ที่ 4 มิ.ย. ตามเวลาประเทศไทย โดยสื่อต่างประเทศพร้อมใจรายงานข่าวนักมวยสากลคนดังมากที่สุดของโลกรายหนึ่งแห่งยุคศตวรรษ 20 คือ “มูฮัมหมัด อาลี” หรือชื่อเก่า “แคสเซียส มาร์เซลลัส เคลย์ จูเนียร์” เสียชีวิตลงด้วยวัย 74 ปี จากอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฟีนิกซ์ รัฐอริโซนา เมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ขณะที่ มูฮัมหมัด อาลี ป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน หรืออาการกล้ามเนื้อสั่นกระตุกเรื้อรัง มานานกว่า 32 ปี โดยอาการของโรคเริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วง 3 ปีหลังเลิกชกมวยเมื่อปี 2524 เชื่อกันว่าอาการป่วยจากโรคพาร์กินสันของมูฮัมหมัด อาลี อาจเป็นผลมาจากการชกมวยและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากกำปั้นของผู้ท้าชิง

ข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ มูฮัมหมัด อาลี เคยเข้ารับการรักษาอาการปอดบวมเมื่อปี 2557 และเข้ารับการรักษาตัวอีกครั้งด้วยอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเมื่อปีที่แล้ว ส่วนพิธีศพมูฮัมหมัด อาลี ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามทางญาติระบุจะนำไปประกอบพิธีฝังที่บ้านเกิดในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี ในวันเสาร์ 4 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ มูฮัมหมัด อาลี ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักมวยยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยเป็นนักมวย คนแรกของโลกที่ได้ครองแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวทถึง 3 สมัย ลีลาการชกมวยของมูฮัมหมัด อาลี ถูกเปรียบว่า “เคลื่อนไหวพลิ้วสวยเหมือนผีเสื้อและต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของมูฮัมหมัด อาลี สร้างความโศกสลดให้กับบุคคลสำคัญมากมาย อาทิ จอร์จ โฟร์แมน อดีตคู่ชกมวยรุ่นยักษ์ ซึ่งเคยพ่ายแพ้มูฮัมหมัด อาลี ในการชกที่ซาอีร์ เมื่อปี 2517 ออกแถลงการณ์ระบุ มูฮัมหมัด อาลี คือมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ตนเคยพบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นคนดีที่สุดคนหนึ่งตลอดช่วงชีวิตของเขา เช่นเดียวกับ “ดอน คิง” โปรโมเตอร์คนดัง ซึ่ง เคยเป็นผู้จัดชกมวยให้แก่มูฮัมหมัด อาลี หลายครั้ง ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวเอพี ระบุถึงการสูญเสียมูฮัมหมัด อาลี ถือเป็นวันเศร้าครั้งหนึ่งของชีวิต ตนรักอาลีมาก อาลีคือเพื่อนของตนและอาลีไม่มีวันตาย อาลีจะเป็นเสมือนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จิตวิญญาณของ อาลีจะยังคงอยู่เพื่อโลก ขณะที่บ็อบ อารัม โปรโมเตอร์อีกคน ซึ่งเคยจัดชกมวยให้ มูฮัมหมัด อาลี 26 ครั้ง ระบุถึงมูฮัมหมัด อาลี ว่าถึงแม้มีรูปร่างสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว หรือ 187.5 ซม. น้ำหนัก 210 ปอนด์ หรือราว 95.5 กก. แต่สามารถเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนผีเสื้อโบยบิน ทั้งต่อยเร็วและเจ็บเหมือนผึ้ง ครองสถิติการชกตลอดช่วงเวลา 30 ปี คือชกชนะ 56 ครั้ง แพ้ 5 ครั้ง ชนะน็อกเอาต์ 37 ครั้ง

ส่วนนายเกรก ฟิสเชอร์ นายกเทศมนตรีเมืองหลุยส์วิลล์ ประกาศลดธงครึ่งเสาเพื่อแสดงความอาลัยแก่มูฮัมหมัด อาลี ทั้งระบุถึงนักชกรุ่นใหญ่ผู้ล่วงลับ คือคุณค่าแห่งเมืองหลุยส์วิลล์ ที่พัฒนาการเติบโตจากนักมวยกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลก มูฮัมหมัด อาลี คือผู้ชนะทั้งในและนอกสังเวียน

ขณะที่สื่อมวลชนสหรัฐฯต่างประโคมถึงคุณงามความดีของมูฮัมหมัด อาลี ที่มักอ้างตัวตั้งแต่อายุยังน้อยว่า เขาคือ “ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกสังเวียนกีฬามวยสากล ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจและตัวอย่างอันดีให้แก่เยาวชนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันทั่วโลก

ทั้งนี้ ชื่อเสียงของมูฮัมหมัด อาลี นอกจากเป็นนักมวยสากลคนดังมากที่สุดคนหนึ่งของโลกแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญนอกสังเวียนมวยอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อต้านการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิวและศาสนา เป็นแกนนำ คนสำคัญต่อต้านสงครามมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม เมื่อช่วงทศวรรษ 1960 ทั้งยังเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนคนสำคัญของสหรัฐฯ โดยทั้งระหว่างการครองตำแหน่งแชมป์มวยโลกรุ่นยักษ์และหลังแขวนนวมเลิกชกมวย มูฮัมหมัด อาลี ได้พบพูดคุยกับบุคคลสำคัญระดับโลกมากมาย เพื่อแสดงออกเรียกร้องถึงสิทธิเสรีภาพให้แก่คนผิวดำทั่วโลกและเรียกร้องให้หยุดการกดขี่ข่มแหงบุคคลเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มูฮัม–หมัด อาลี ก็สร้างความฮือฮา หลังออกแถลงการณ์ตอบโต้ความคิดเห็นของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณีนายทรัมป์เรียกร้องห้ามชาวมุสลิมเดิน ทางเข้าสหรัฐฯ ถ้าเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

สำหรับประวัติของมูฮัมหมัด อาลี เกิดเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2485 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี ชื่อเดิมคือ แคสเซียส มาร์เซลลัส เคลย์ จูเนียร์ อันเป็นชื่อของผู้อุทิศตัวต่อต้านระบบทาสตั้งแต่ยุคศตวรรษ 19 แต่ภายหลังแคสเซียส เคลย์ ได้เปลี่ยนเข้านับถือ ศาสนาอิสลามและเปลี่ยนชื่อเป็นมูฮัมหมัด อาลี

ด้านชีวิตครอบครัว มูฮัมหมัด อาลี แต่งงานทั้งสิ้น 4 ครั้ง มีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 7 คน ภรรยา คนแรกคือ ซอนจิ รอย แต่งงานเมื่อ 14 ส.ค.2507 แต่ไม่ถึงสองปีดี คือวันที่ 10 ม.ค.2509 ทั้งคู่ก็หย่ากันเมื่อภรรยาคนนี้ปฏิเสธที่จะทำตามธรรมเนียมศาสนาอิสลามในการแต่งตัว ขณะที่ภรรยาที่ใช้ชีวิตจนวาระสุดท้ายของมูฮัมหมัด อาลี คือ ลอนนี่ วิลเลี่ยมส์ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กครั้งอยู่เมืองหลุยส์วิลล์ นอกจากนี้ ในเดือน เม.ย.2510 มูฮัมหมัด อาลี ปฏิเสธเป็นทหาร โดยอ้างเหตุผลทางศาสนาและประท้วงสงครามเวียดนาม ทำให้ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกห้ามชกมวย จากนั้นเดือน มิ.ย. ถูกศาลตัดสินมีความผิดฐานหลบหนีทหาร ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ปรับ 1 หมื่นดอลลาร์ แต่ได้รับการประกันตัวออกมาด้วยการอุทธรณ์ แต่ 4 ปีหลังจากนั้น ศาลสูงตัดสินให้อาลีพ้นผิด

ในด้านอาชีพนักชกที่ทำให้มูฮัมหมัด อาลี กลายเป็นตำนานของวงการผืนผ้าใบจนได้รับฉายาว่า Black Superman หรือสิงห์จอมโว เริ่มจาก อาลีขึ้นชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุได้เพียง 12 ปี โดยมี ครูฝึกชื่อ โจ มาร์ติน จุดประสงค์แรกก็คือ ให้อาลีใช้เป็นทักษะการต่อสู้เพื่อปกป้องจักรยานราคา 60 ดอลลาร์ ของตนจากเด็กละแวกบ้านด้วยกัน และได้พัฒนาฝีมือการชกขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งคว้าแชมป์มวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลต์เฮฟวีเวทของเมืองหลุยส์วิลล์ จากนั้นได้ครองแชมป์ระดับภูมิภาคของชิคาโก ได้แชมป์มวยสากลสมัครเล่นแห่งชาติ และประสบความสำเร็จสูงสุดจากการได้เหรียญทองในรุ่นไลต์เฮฟวีเวทในการแข่งขันโอลิมปิก ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี

มูฮัมหมัด อาลี ได้ขึ้นชกมวยอาชีพครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2503 มีแองเจโล ดันดี เทรนเนอร์ชื่อดังระดับโลกเป็นผู้ฝึกสอน ซึ่งการชกภายใต้การควบคุมของดันดี ทำให้อาลีพัฒนาสไตล์การชกแตกต่างไปจากนักมวยในรุ่นเฮฟวีเวทคนอื่นๆ มาก เพราะ อาลีแม้จะเป็นมวยรุ่นใหญ่แต่สามารถเต้นฟุตเวิร์กได้ตลอดเวลาอย่างสวยงามและมีลีลาเหมือนมวยรุ่นเล็ก แต่ก็ยังปล่อยหมัดได้คมกริบและหนักหน่วง ถึงขนาดสามารถที่จะชกพร้อมกับเต้นถอยหลังได้ จึงทำให้อาลีได้รับนิยามว่า “โบยบินเหมือนผีเสื้อ แต่ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”

หลังแขวนนวม มูฮัมหมัด อาลี เป็นที่รับรู้กันดีว่าป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน แต่ในพิธีเปิดโอลิมปิกที่แอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา มูฮัมหมัด อาลี ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ให้เป็นบุคคลสุดท้ายที่จุดคบเพลิงด้วยมือที่สั่นเทา แต่นักชกระดับตำนานก็สามารถทำได้เป็นที่ประทับใจของผู้คนทั่วโลก

ตลอดชีวิตของมูฮัมหมัด อาลี นอกจากมีชื่อเสียงจากอาชีพชกมวยแล้ว ยังมีความโดดเด่นในด้านอื่นๆ ด้วยความเป็นคนกล้าคิด กล้าพูด จนได้รับเชิญให้ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยและสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีของหลายสถาบัน และได้รับเลือกให้เป็นบุคคลในวงการกีฬาแห่งปี 2517 ของนิตยสารสปอร์ต อิลลัสเตรด อีกทั้งยังเป็นนักมวยรายแรกที่กล้าทำนายผลการชกของตัวเองล่วงหน้า จนดูคล้ายกับการคุยโว โอ้อวด จนทำให้มีผู้แต่งเพลงให้แก่อาลีชื่อ “Black Superman” ซึ่งต่อมาคำนี้ได้กลายเป็นฉายาของอาลีด้วย ขณะที่วงการหมัดมวยได้ให้ฉายาแก่อาลีว่า “สิงห์จอมโว” และฮอลลีวูดยังนำชีวิตของมูฮัมหมัด อาลี ไปสร้างเป็นภาพยนตร์อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2539 เรื่อง “When We Were Kings” เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลออสการ์ประเภทภาพยนตร์สารคดีในปีนั้นด้วย และอีกครั้งในปี 2544 ในชื่อ “Ali”

 

 

 

 

                    สู้กันสุดระทึก! เมื่อจงอางยักษ์ปะทะงูเหลือมกลางสำนักสงฆ์ที่กระบี่       :

 

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อพระและสามเณรสำนักสงฆ์ ถ่ำขนมโค ม.2 ต.ดินแดง อ.ลำทับ จ.กระบี่ พบงูจงอางยักษ์ตัวยาวเกือบ 5 เมตรกำลังสู้กับงูเหลือมตัวใหญ่กันที่ลานส­ำนักสงฆ์ โดยงูเหลือมขดรัดที่ส่วนหัวของจงอางยักษ์ จากนั้นสามารถช่วยกันแยกงูทั้ง 2 ตัวออกจากกันแล้วนำทั้งจงอางและงูเหลือมไป­ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

 

 

                         

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

    หัวใจจะวาย! คริสตีส์เปิดประมูล “แอร์เมสฝังเพชร”              ทำราคาทุบสถิติโลก “10 ล้านบาท” 

 

 

                    

 


     
   เอเอฟพี - กระเป๋าถือแอร์เมส (Hermès) รุ่นเบอร์กิน ซึ่งทำจากหนังจระเข้พันธุ์หิมาลายัน ตบแต่งด้วยเพชรและทองคำขาว ถูกประมูลไปด้วยราคาทุบสถิติโลกเกือบ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านบาทเศษ เมื่อวานนี้ (30 พ.ค.)
       
       กระเป๋าแอร์เมสรุ่น Himalaya Niloticus Crocodile Diamond Birkin ขนาด 30 ใบนี้ ตกเป็นของมหาเศรษฐีผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งโทรศัพท์เข้ามาเสนอราคา 2.32 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง สูงกว่าราคาประเมิน 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงที่สถาบันคริสตีส์ได้ตั้งเอาไว้
       
       “นี่คือราคาประมูลกระเป๋าถือที่สูงเป็นสถิติโลก” บิงเกิล ลี โฆษกของคริสตีส์ในฮ่องกง ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
       
       กระเป๋าถือซึ่งถูกออกแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมผู้มีอันจะกิน จนทำให้ราคาประมูลพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
       
       กระเป๋าถือที่เคยสร้างสถิติแพงที่สุดในโลกก่อนหน้านี้คือ แอร์เมส เบอร์กิน สีชมพู fuchsia ซึ่งถูกประมูลไปด้วยราคา 222,912 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว
       
       กระเป๋าถือแฮนด์เมดซึ่งคริสตีส์ระบุว่า “เป็นรุ่นที่หายากที่สุด และเป็นที่ต้องการมากที่สุด” นี้ ผลิตจากหนังจระเข้สายพันธุ์หิมาลายัน ฝังเพชร และชิ้นส่วนอะไหล่ทำจากทองคำขาว 18 กะรัต
       
       “แต่ละปีแอร์เมสจะผลิตกระเป๋าถือรุ่นหิมาลายันฝังเพชรเพียง 1-2 ใบเท่านั้น ทำให้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผลิตออกมาน้อยที่สุดรุ่นหนึ่ง” คริสตีส์ระบุในคำแถลง ก่อนจะเริ่มต้นการประมูล
       
       แอร์เมสใบนี้เป็นรุ่นที่ผลิตเมื่อปี 2008 และอยู่ในตระกูลเบอร์กิน ซึ่งมาจากชื่อของนักแสดงและนักร้องสาว “เจน เบอร์กิน” ซึ่งเกิดในอังกฤษ และใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส
       
       ในวันพรุ่งนี้ (1 มิ.ย.) จะมีการประมูลกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน หนังจระเข้หิมาลายัน ขนาด 25 ซึ่งคาดว่าจะทำเงินได้ระหว่าง 1.3-1.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง 

 

guest

Post : 01/06/2016 10:33     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ยิง กรอริลลา ตาย เพื่อช่วยเด็กตกลงไปในกรง

 

 

 

     

                     

 

        เป็นเรื่อง! พ่อแม่ยุ่นลงโทษลูกปล่อยไว้ในป่า สุดท้ายเด็กหาย

  

 

                                

 

 พ่อแม่ของเด็กชายชาวญี่ปุ่นที่หายตัวไปในป่าทางตอนเหนือ โกหกตำรวจว่าเด็กหายระหว่างหาของป่า ก่อนยอมรับในภายหลังว่า พวกเขาจงใจทิ้งเด็กไว้เพื่อลงโทษ แต่เด็กกลับหายตัวไป...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พ่อแม่ของเด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 7 ขวบ ซึ่งหายตัวไปบนภูเขาในจังหวัดฮอกไกโด ทางภาคเหนือของประเทศ  ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยอมรับกับตำรวจว่า พวกเขาทิ้งลูกชายไว้ในป่าเพื่อเป็นการลงโทษ ไม่ใช่เด็กหายระหว่างเดินป่าเหมือนที่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ในตอนแรก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจมากกว่า 150 คน ออกปฏิบัติการค้นหาเด็กชาย ยามาโตะ ทาโนะโอกะ เป็นวันที่ 2 ในวันอาทิตย์ (29 พ.ค.) โดยเมื่อวันเสาร์ ครอบครัวของเด็กคนนี้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่า ลูกชายของพวกเขาหายตัวไประหว่างที่พวกเขากำลังเก็บผลไม้ป่าบนภูเขา ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีป่า แต่ยอมรับในภายหลังว่าพวกเขาโกหก

"พ่อแม่ทิ้งลูกชายไว้ในป่าเพื่อเป็นการลงโทษ" โฆษกตำรวจกล่าว พร้อมระบุว่า พ่อแม่ของเด็ก บอกกับตำรวจว่า พวกเขารีบกลับไปยังจุดที่ปล่อยเด็กไว้ประมาณ 5 นาที แต่เด็กหายไปแล้ว  ขณะที่บิดาของเด็กชายมาโคโตะ บอกกับสถานีโทรทัศน์ 'อาซาฮี' ว่า พวกเขาเดินออกห่างจากลูกชายประมาณ 500 ม. ก่อนจะกลับไปดูแต่ไม่พบบุตรชายเสียแล้ว ส่วนสาเหตุที่โกหกเพราะไม่กล้ายอมรับความจริงกับเจ้าหน้าที่.

  

      สวนสัตว์ในสหรัฐฯ “ยิงกอริลลาตาย” เพื่อช่วยเด็กตกไปในกรง

 

            

 

 

เด็กชายวัย 4 ขวบในสหรัฐฯตกลงไปในส่วนเลี้ยง จนถูกกอริลลาดึงลากอยู่นาน 10 นาที เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงตัดสินใจยิงกอริลลาตาย

สำนักข่าวต่างประเทศเผยภาพเด็กชายวัย 4 ขวบในสหรัฐฯ ที่ปีนรั้วกั้น จนพลัดตกลงไปในส่วนเลี้ยงกอริลลา ตรงจุดที่เป็นคูน้ำพอดี ส่งผลให้หนูน้อยถูกกอริลลาตัวใหญ่ยักษ์ตะครุบแล้วลากไปในคูน้ำอยู่นาน 10 นาที โดยเป็นกอริลลาเพศผู้วัย 17 ปี มีน้ำหนักตัวมากถึง 180 กก. เหตุเกิดที่เมืองซินซินเนติ ประเทศสหรัฐ

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงไม่มีทางเลือก นอกจากตัดสินใจยิงกอริลลาตัวนี้ตาย เพื่อช่วยชีวิตเด็กน้อย ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาแล้ว ส่วนสาเหตุว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ไม่ใช้ยาสลบยิงกอริลลา ก็เพราะเกรงว่า กว่ายาสลบจะออกฤทธิ์ หนูน้อยอาจถูกกอริลลาทำอันตรายไปแล้ว

 

 

 

 

                                                      

 

 เหตุเกิดที่จังหวัดสงขลา อำเภอสิงหนคร สี่แยกไฟแดง ตำบลม่วงงาม เมื่อเช้า วันที่ 29 พ.ค 59 ขอเเสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสีย ทั้ง 2 ท่าน ด้วยนะครับ......

 

                    

 

 

            

 

 

         

 

 

 

 

 

 

                      

 

                    

                     

                  

 

 

                      

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

          *** โรคไต กินมะเฟือง อันตราย...***

 

                          

 

เพราะว่าในมะเฟือง จะมีกรดอ็อกซาริก (oxalic acid) ปริมาณสูง โดยเฉพาะรสเปรี้ยว จะมีมากกว่าหวานถึง 4 เท่า ซึ่งสามารถจับกับแคลเซี่ยมตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิด acute oxalate nephropathy ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเอว ปัสสาวะปริมาณลดลง ผลการตรวจปัสสาวะอาจพบเม็ดเลือดแดงปนร่วมกับผลึกแคลเซี่ยมอ็อกซาเรท (calcium oxalate crystals) เเละอาจจะมีอาการไข้สูง ซึ่งอันตรายมาก.....

 

นอกจากนั้น ท่านที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ควรจะหลีกเลี่ยงรับประทาน

มันสำปะหลัง
โกฐน่ำเต้า
ผักโขม

ที่มีกรดอ็อกซาลิก สูงมากกว่า 300 มิลลิกรัม/100 กรัม ไว้ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ จะไปกระตุ้นไต ให้ทำงานหนักมากยิ่งขึ้น....ระวังไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับ....

 

ขอบคุณข้อมูล รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ 
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 
 

           *** กะหล่ำปลี สุดยอดบำรุงไต ***

 

                 

 

....ไม่ต้องดั้นด้น ทุรน ทุราย ไปหาอาหารเสริม ขวดละ 2-3 พัน มากิน ไปตลาดหาผักที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ แตงกวา บวบเหลี่ยม เห็ดหูหนู ฟักเขียว แฟง ผักกาดขาว ผักกาดหอม หอมหัวใหญ่ กระเทียมสด ถั่วงอก มากินซะ

....โดยเฉพาะอย่างยิ่งกะหล่ำปลี จะมีวิตามิน C กรดฟอลิก เส้นใย ซึ่งสามารถขจัดสารพิษบางอย่างออกจากร่างกายได้ ทำให้ลดภาระการทำงานของไตได้ และป้องกันการเกิด และโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 โรค สามารถเชื่อมโยงการเกิดโรคไตด้นั่นเอง

...ส่วนวิธีการรับประทานผักจะใช้วิธีปรุงให้สุก หรือทานแบบสด ๆ ก็ได้ แนะนำให้เป็นผักต้มจะดีที่สุด เเต่ไม่ใช่ต้มจนเปื่อยนะ

....กินผักเหล่านี้บ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพืยงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ เเค่นี้ก็ถือว่าเป็นการรักษาดูเเลไตของคุณอย่างดีที่สุดเเล้ว

guest

Post : 26/05/2016 11:24     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  เเดนประหาร กบฎ

 

 

 

 

                  

 

 

                   หนึ่งเเสนครูดี

 

   ครูโซ่ นาย ยอดหทัย รีศรีคำ อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่ โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา ต.กล่ำ อ.เเกลง จ.ระยอง

 

                 

 

 

 

หวิดเป็นศพในห้องขัง หลังตร.เจอดีเอ็นเอมัด สารภาพเมายาหน้ามืด!

ตำรวจรวบเพิ่มฆาตกรวิปริตข่มขืนฆ่าเด็กหญิง 8 ขวบ ตะลึงเป็นพ่อแท้ๆ เหยื่อโหด นำตัวจากวัดที่ตั้งศพเด็กสอบเค้นจนเปิดปากรับสารภาพอ้างเสพยาบ้าแล้วเข้าไปนอนกับเหยื่อตามปกติ แต่ฤทธิ์ยานรกทำให้ลงมือโดยขาดความยั้งคิด แต่พอถูกส่งเข้าห้องขังไม่ทันข้ามคืน กลับใช้เชือกกางเกงกีฬาผูกคอกับก๊อกน้ำหวังฆ่าตัวตาย แต่ตำรวจช่วยไว้ได้ทัน ส่งรักษาตัวจนพ้นขีดอันตราย ด้าน ผบช.ภ.9 ยันตำรวจทำไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันพ่อผู้ตายร่วมก่อเหตุด้วย ส่วนคนร้ายน่าจะมีไม่น้อยกว่า 2 คน มั่นใจลากคอดำเนินคดีได้แน่

จากเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ด.ญ.เก๋ (นามสมมติ) อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3 ถูกคนร้ายหื่นกามบุกเข้าไปข่มขืนวิตถารขณะนอนหลับอยู่กับพี่น้องในบ้านพื้นที่ ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง หลังหลอกให้กินยาบ้าผสมน้ำอัดลม กระทั่งแม่น้องเก๋กลับจากกรีดยางมาถึงบ้านในตอนเช้าวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบน้องเก๋มีอาการปวดท้องรุนแรงเพ้อคลั่งพูดจาไม่รู้เรื่อง พาไปรักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ตรัง ถึงรู้ว่าถูกข่มขืนทารุณและมอมยาบ้า แต่แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ น้องเก๋เสียชีวิตอนาถในตอนค่ำวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังเข้ารักษาอาการไม่ทันข้ามวัน ต่อมาตำรวจจับกุมนายศรัณย์รัชต์ ซู่สั้น หรือเฟิร์ส อายุ 20 ปี เพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน ดำเนินคดีโดยนายศรัณย์รัชต์ให้การปฏิเสธ ขณะที่ญาตินายศรัณย์รัชต์ร้องขอความเป็นธรรมอ้างว่าตำรวจ “จับแพะ”

ความคืบหน้าค่ำวันที่ 23 พ.ค. พ.ต.ท.ณัฐภาคย์ นุ้ยโดด รอง ผกก.ป.สภ.บ้านหนองเอื้อง รองหัวหน้าชุดเฉพาะกิจคลี่คลายคดีฆ่าน้องเก๋ นำกำลังเดินทางไปที่วัดต้นปีก หมู่ 4 ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง สถานที่เก็บศพน้องเก๋ หนูน้อยเหยื่อกามโฉด เชิญตัวนายกิตติศักดิ์ หรือบ่าว ทองย้อย อายุ 33 ปี พ่อน้องเก๋ มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บก.ภ.จ.ตรัง เนื่องจากผลการตรวจดีเอ็นเอคนร้ายที่พบในร่างน้องเก๋ตรงกับดีเอ็นเอของนายกิตติศักดิ์ นอกจากนี้จากการสอบสวนที่ผ่านมา นายกิตติศักดิ์ให้การว่า วันเกิดเหตุนอนหลับอยู่ข้างบ้านไม่ได้ไปกรีดยางกับภรรยาตามที่แม่น้องเก๋ให้การไว้ ประกอบกับนายกิตติศักดิ์ยอมรับว่าเสพยาบ้า เนื่องจากตรวจพบฉี่สีม่วง

ในการสอบปากคำนายกิตติศักดิ์ครั้งนี้มี พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.ธนชาต บุญโพธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.ท.ปรีชา ชูแก้ว รอง ผกก.สส.ภ.จ.ตรัง ร่วมสอบปากคำจนนายกิตติศักดิ์เปิดปากรับสารภาพ ตำรวจไปขออนุมัติศาลออกหมายจับเลขที่ จ.229/2559 ลงวันที่ 23 พ.ค.2559 ในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตน โดยเด็กไม่ยินยอม โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต” ก่อนส่งไปควบคุมตัวที่ สภ.เมืองตรัง เพื่อดำเนินคดี นับเป็นผู้ต้องหาคนที่สองของคดีนี้

ต่อมาเวลา 06.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ร.ต.ท.เอกลักษณ์ ศักดิ์ชัยนันท์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งจาก จ.ส.ต.วีระศักดิ์ หนูพุ่ม สิบเวร สภ.เมืองตรัง ว่ามีผู้ต้องหาใช้เชือกผูกคอกับก๊อกน้ำภายในห้องขัง สภ.เมืองตรัง อาการสาหัสนอนหายใจรวยริน รีบเข้าไปช่วยเหลือพบว่าผู้ต้องหาที่พยายามฆ่าตัวตายคือนายกิตติศักดิ์คนร้ายข่มขืนน้องเก๋ลูกสาวของตัวเองที่เพิ่งถูกส่งมาควบคุมตัวได้ไม่กี่ชั่วโมง ใช้เชือกกางเกงกีฬาผูกคอกับก๊อกน้ำ ประสานไปยังศูนย์นเรนทร รพ.ศูนย์ตรัง ส่งไปรักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ศูนย์ตรัง พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ

ที่ บก.ภ.จ.ตรัง ตอนสายวันเดียวกัน พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พร้อมชุดสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว ร่วมแถลงข่าวนายกิตติศักดิ์ ผู้ต้องหาพยายามผูกคอฆ่าตัวตาย โดย พล.ต.ท.วีรพงษ์กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นนายกิตติศักดิ์ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการเสพยาบ้าก่อนจะเข้าไปนอนกับลูกสาวตามปกติ ซึ่งเป็นห้องนอนรวม และรับว่าด้วยฤทธิ์ของยาทำให้ลงมือก่อเหตุโดยขาดความยั้งคิด ตำรวจก็ได้นำตัวนายกิตติศักดิ์ไปควบคุมต่อโดยกำชับให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระหว่างสอบสวนเห็นแล้วว่านายกิตติศักดิ์มีความเครียดสูงมาก มีอาการเกร็งและร้องไห้ กระทั่งเมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมานายกิตติศักดิ์ ได้ใช้เชือกจากกางเกงกีฬาที่สวมใส่อยู่มาผูกคอตัวเองกับก๊อกน้ำในห้องน้ำของห้องขัง ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว คาดว่าสาเหตุที่นายกิตติศักดิ์พยายามฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ถูกจับกุม

ผบช.ภ.9 กล่าวต่อว่า คดีนี้ พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง เป็นผู้รับผิดชอบงานสืบสวน ส่วนฝ่ายสอบสวนมอบหมายให้ พ.ต.อ.อรุณ กุลสิรวิชย์ รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง ดูแล โดยทางฝ่ายสอบสวนได้มีการส่งหลักฐานต่างๆในที่เกิดเหตุ เช่นเครื่องแต่งกายของเด็ก เส้นขน เส้นผม และรอยคราบบนที่นอน ส่งไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ รพ.สงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) เปรียบเทียบดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัย 7 คน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว โดยผลการตรวจได้ออกมาแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผลปรากฏว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบสามารถระบุได้ชัดเจนว่านายกิตติศักดิ์พ่อแท้ๆของผู้ตายมีส่วนในการก่อคดีนี้ ในส่วนที่เหลือต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จะทราบผลที่ชัดเจน หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครจะจับกุมหมด คาดผู้ต้องหาที่ลงมือมีไม่ต่ำกว่า 2 คน

พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 กล่าวย้ำอีกว่า ขอให้เชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะให้ความเป็นธรรม แม้ว่าในเบื้องต้น นายศรัณรัชย์ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้จะให้การปฏิเสธ รวมถึงพ่อแม่ผู้ต้องหาออกมาร้องว่าลูกเป็นแพะ ทางตำรวจก็ดำเนินไปตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย และมั่นใจว่าตำรวจจะสามารถปิดสำนวนคดีสั่งฟ้องส่งให้อัยการได้แน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       

 

 

“บิ๊กตู่” เฉ่งนักการเมืองได้คืบจะเอาศอก

เมื่อเวลา 05.45 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงข้อเรียกร้องของพรรคการ เมืองให้ทบทวนผ่อนปรนประกาศ คสช. ที่ 57/2557 เรื่องห้ามพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมืองว่า ได้คืบจะเอาศอกอยู่เรื่อย เวทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญและกระบวนการลงประชามติ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นั้น ตนเป็นคนสั่งให้จัดเอง วันนี้ให้แค่นี้และต่อไปต้องดูสถานการณ์ก่อน

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานผลการประชุมดังกล่าว แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ต้องรายงาน รู้อยู่แล้วรู้หมดว่าใครร่วมประชุมบ้างหรือใครพูดอะไร เพราะที่รัสเซียมีสัญญาณไวไฟ เมื่อถามว่า พอใจกับ การจัดการพูดคุยเวทีดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า จะพอใจเรื่องอะไร แต่พอใจที่ได้จัดขึ้น ส่วนคนที่ไม่พอใจคือคนที่เขาร่วม นักการเมืองที่เข้าไปประชุมไม่เคยพอใจอะไรอยู่แล้ว จะเอานู่นเอานี่ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรเคยตอบคำถามได้หรือไม่ ที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง เคยพูดหรือไม่ว่า ต่อไปจะทำอะไร มีแต่การปลุกปั่นให้ประชาชนต่อต้าน แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญ

ผ่านประชามติ แล้วเราจะทำไปเพื่ออะไร ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จบ รัฐธรรมนูญไม่ผ่านเดือดร้อนไหม สื่อเกี่ยวไหม อ่านรัฐธรรมนูญทุกมาตราหรือยัง มีมาตราใดที่สงสัยบ้าง ตนไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างมา จะมีปัญหาอะไร ไม่ได้ต่างจากอันเก่าเท่าไหร่ แต่มีบทหนึ่งที่บางคนรับไม่ได้ คือบทที่ลงโทษนักการเมือง

เสียงแข็งไม่ผ่อนปรน ก.ม.ประชามติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอเรื่องใดของฝ่ายการเมืองที่รัฐบาลเห็นว่าดีและจะรับฟังเพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เหมือนกับที่เคยพูดมา ยืนยันว่าจะไม่มีผ่อนปรน พ.ร.บ.ว่าด้วย การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ต้องทำใหม่ ส่วนจะตั้งกรรมการขึ้นมาร่างใหม่หรือไม่นั้น ยังไม่รู้ต้องรอดูก่อน เมื่อ ถามว่า มีการคาดการณ์ว่าจะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 และร่างฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) และฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มายำรวมกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้ คนพูดก็ไปตั้งเอาเอง ไปพิจารณากันเอง ตนไม่เกี่ยว

ลั่นไม่มีใครมากดดันได้

“การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้โรดแม็ปของ รัฐบาลขยับออกไปหรือไม่นั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ยังไม่ถึงตรงนั้นแต่พูดเหมือนกับว่าจะต้องไปถึง ที่ผ่านมาพูดมาตลอดว่าจะมีเลือกตั้งในปี 2560 ก็จบตรงนี้ ตนเป็นคนให้อำนาจให้โอกาสโดยไม่ได้แสวงหาอำนาจ ที่จะอยู่ต่อไป ไม่มีใครมากดดันได้ เพราะทำเพื่อคนไทยที่ยังลำบากอยู่ คนที่ดีอยู่แล้ว สบายอยู่แล้ว ก็แล้วแต่ท่าน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนว่าคนจะได้ประโยชน์อย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

โวยทำงานมากถูกด่าละเมิดสิทธิฯ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนกฎหมายที่รัฐบาลนี้ออกมาก็เป็นประโยชน์ ซึ่งรัฐบาลปกติออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลแก้ปัญหาทั้งหมดแต่ กลับไม่ไว้ใจรัฐบาล อยากจะได้ทุกอย่างแต่กลับไม่ให้ ตนทำ ทั้งที่ทำโดยไม่ได้เรียกร้องอะไรกับใคร แต่เพราะมีความจำเป็นจึงต้องทำ หากไม่ทำจะถูกด่า พอทำมากก็มากล่าวหาว่าไปละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ อะไรทำไม่ได้ก็ไม่ทำ วันหน้าปล่อยให้ไปทำกันเอาเอง ไปประชุมที่รัสเซีย ไม่เห็นมีประเทศไหนรังเกียจประเทศไทยมีแต่คนชื่นชม มีแต่คนในประเทศที่ด่าประเทศตัวเอง เท่านั้นไม่พอยังเอาคนอื่นมาด่าอีก จะรักเขาชอบเขาก็ตามใจ