Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 05/03/2015 21:30     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  ทายนิสัยจากการอาบน้ำ

 

 

 

 

 

 

 

         ทายนิสัยจากการอาบน้ำ

 

 

                                    

 

 

คนที่ชำระร่างกายส่วน หน้าอก ก่อน เป็นคนตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อม ไม่ชอบให้ใครมาคัดค้านความคิดหรือแสดงความคิดที่ไม่เห็นด้วย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคุณ เนื้อคู่ที่ดีที่สุดจะเป็นคนที่เลือกอาบน้ำที่ ผม 


คนที่ชำระร่างกายส่วน ใบหน้า ก่อน คุณเป็นคนเห็นเงินเป็นเรื่องสำคัญมากและจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา เป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องรูปร่างหน้า แต่จะรู้สึกว่าเพื่อนมีความหมายในชีวิต อีกทั้งยังเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง โดยทั่วไปแล้วเนื้อคู่จะเป็นคนเห็นแก่ตัวและต้องคอยรับอารมณ์ เนื้อคู่ที่ดีที่สุดจะเป็นคนที่เลือกอาบส่วนที่ลับเฉพาะ ก่อน 

คนที่ชำระร่างกายส่วน ผม ก่อน คุณเป็นคนที่อ่อนโยน ช่างคิดช่างฝัน อะไรก็แล้วแต่ที่คนอื่นทำไม่ได้คุณจะทำให้สำเร็จ แล้วถ้ายิ่งเป็นงานที่ถูกใจ คุณจะทำงานชนิดที่ว่าไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย เป็นคนช่างเลือกที่จะคบเพื่อน เนื้อคู่ที่ดีที่สุดจะเป็นคนที่เลือกอาบหน้าอกและส่วนลับเฉพาะก่อน 

คนที่ชำระร่างกายส่วน ลับเฉพาะ ก่อน คุณเป็นคนขี้อายไม่กล้าแสดงออกขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและมักจะ ถูกกลั่นแกล้งเสมอ เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงมากนักเหตุเพราะทำตัวน่าเบื่อและไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ เนื้อคู่ที่ดีที่สุดจะเป็นบุคคลที่เลือกอาบที่ใบหน้าและผมก่อน 

คนที่ชำระร่างกายส่วน รักแร้ ก่อน คุณเป็นคนที่เชื่อถือไว้วางใจได้ ชีวิตนี้จะต้องทำงานหนัก ปกติแล้วเป็นคนอ่อนไหวง่ายและจะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่เสมอ มีความในใจที่ไม่สามารถบอกใครได้ เนื้อคู่ที่ดีที่สุดจะเป็นคนที่เลือกอาบน้ำที่ ไหล่ บ่า ก่อน 

คนที่ชำระร่างกายส่วน บ่า ก่อน คุณมักจะเป็นผู้แพ้เสมอ ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของใครนัก และตัวคุณเองก็ชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากกว่า เป็นคนชอบการพนันและเป็นนักดื่มตัวฉกาจ มองโลกในแง่ลบฉะนั้นเงินและอำนาจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับแต่ก็มักอยู่กับคุณได้ไม่นาน

 

 

 

 

           รธน.แย่งอำนาจทายท้าวิชามาร

 

 

                              

 

 

นักการเมืองประกาศไม่สมัครรับเลือกตั้ง หลังเห็นเค้าลางรัฐธรรมนูญใหม่ ใครจะอยากเข้ามาเป็นโจรให้ไล่จับ ในขณะที่อำนาจแทบเท่ากับศูนย์ แต่มีองค์กรถอดถอนเอาผิดมากมาย

รัฐธรรมนูญ 36 อรหันต์จะทำให้เกิดอะไร เกิดรัฐบาลเจว็ดที่ดำเนินนโยบายไม่ได้ กดปุ่มเปิดป้ายไปวันๆ การเสนอนโยบายจะถูกจับผิดโดยศาลวินัยการคลัง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่วุฒิสภาตั้ง (แล้วรัฐบาลสั่งใครได้) เหนือรัฐบาลขึ้นไปยังมีคณะกรรมการปรองดอง สภาขับเคลื่อนปฏิรูป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ เหนือรัฐสภายังมีวุฒิสภา มีสมัชชาคุณธรรม เหนือองค์กรบริหารท้องถิ่นยังมีสมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งทั้งหมด

ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ต่อให้กวาด ส.ส.เกิน 300 จาก 450 เสียง ก็บริหารประเทศไม่ได้ มีแต่ถูกเด็ดถูกสอย ถูกสกัดขัดขวาง สุดท้ายก็ถูกไล่ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ ยังพอไหว เพราะถนัดเป็นปลัดประเทศ ลอยหน้าหล่อ ดี ไม่ต้องทำอะไร แต่ประชาชนจะเป็นยังไง เสื้อแดงก็ก่อหวอดใหม่

ทางเดียวที่ประเทศจะเดินได้ คือต้องมีนายกฯ คนกลาง ผู้มากบารมี เป็นที่เคารพยำเกรงของกองทัพ ของข้าราชการ ขององค์กรต่างๆ ที่ตั้งในยุครัฐประหาร แบบป๋าเปรมยุคครึ่งใบ ไม่งั้นไม่มีทาง “เอาอยู่”

ซึ่งมองไม่เห็นว่าเป็นใคร ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดไม่สืบทอด คนอื่นๆ ใน คสช.ก็บารมีไม่ถึง

รัฐธรรมนูญ 36 อรหันต์ออกแบบให้อำนาจเลือกตั้งง่อยเปลี้ยเพราะกลัวนักการเมือง ไปเพิ่มอำนาจราชการและอำนาจที่ไม่มาจากเลือกตั้ง “เตะถ่วง” จนรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ สวนความต้องการโลกสมัยใหม่ ซึ่งทางหนึ่งรัฐบาลต้องตัดสินใจฉับไว รับมือวิกฤติเฉพาะหน้า รับโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนเร็ว แต่อีกทางหนึ่งก็ต้องลดขนาดรัฐ ลดการตัดสินใจของระบบราชการ

บรรยง พงษ์พานิช ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกระตุ้นให้ปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจชี้ว่าเพียง 10 ปี รัฐวิสาหกิจมีสินทรัพย์เพิ่มเกิน 2 เท่า รายได้เพิ่ม 3.5 เท่า แต่กำไรแค่ 1% ที่กำไรคือรัฐวิสาหกิจผูกขาด ที่เหลือขาดทุนเอาแต่แบมือขอรัฐบาล

วิรไท สันติประภพ ซูเปอร์บอร์ดอีกราย ชี้ว่าระบบราชการคือระเบิดเวลาของประเทศไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากำลังพลภาครัฐเพิ่มขึ้น 50% เงินเดือนสวัสดิการเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า แต่ประสิทธิภาพถอยหลัง คอร์รัปชั่นสูง

คุณจะโทษว่าที่ผ่านมานักการเมืองทำเละก็ได้ แต่ถามว่า 10 เดือนรัฐประหาร 6 เดือนสภาปฏิรูป 4 เดือนคณะกรรมาธิการ มีใครพูดถึงการปฏิรูประบบราชการ ลดอำนาจรัฐ ลดกำลังคน กระจายอำนาจ อย่างเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญที่ลดอำนาจรัฐส่วนกลาง เพิ่มอำนาจท้องถิ่น มีใครพูดถึงการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปศาล และกระบวนการยุติธรรม มีใครกล้าพูดถึงปฏิรูปกองทัพ ลดจำนวนนายพล ที่มีมากกว่าสหรัฐอเมริกา

กระทั่งปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ผมก็ยังไม่เชื่อว่าทำได้ ตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งเป็นไปได้เพราะลดอำนาจนักการเมืองใครก็ชอบ แต่ลดพนักงาน ยุบเลิกกิจการ ไว้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ

การพัฒนาประชาธิปไตยต้องมุ่งลดอำนาจรัฐ ทำให้รัฐเล็กลง กระจายอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจมากขึ้น อย่างที่บรรยงกล่าวว่า “รัฐที่แสนดีแสนเก่งนั้นไม่มี มีแต่รัฐห่วยและรัฐชั่ว” นี่ยกทัศนะคนทำงานให้รัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามที่ไหน

แต่รัฐประหารไม่มีทางลดอำนาจรัฐได้ เพราะรัฐประหารแล้วระบบราชการเป็นใหญ่ รัฐธรรมนูญจึงไม่ลดอำนาจไม่กระจายอำนาจแต่เข้าไปแย่งอำนาจจากการเลือกตั้งมาให้ ทิ้งชนวนระเบิดไว้แรงกว่ารัฐธรรมนูญ 2550

 

 

 

 

 

                       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน

 
สารีบุตร ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้
เห็นอย่างนี้ว่า ชั่วเวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่ม มีผมดำสนิท
ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย, ก็ยังคง
ประกอบด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น,
เมื่อใดบุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้ว
มีอายุ ๘๐ ปี, ๙๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด, เมื่อนั้น เขา
ย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้นจากปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไว.

สารีบุตร ! ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น, เรานี้แล
ในบัดนี้เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว
วัยของเรานับได้ ๘๐ ปี, ...ฯลฯ...

สารีบุตร ! ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น ก็มิได้
แปรปรวน บทพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้
แปรปรวน ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคต ก็มิได้
แปรปรวน ฯลฯ,

สารีบุตร ! แม้ว่าเธอทั้งหลาย จักนำเราไปด้วย
เตียงน้อย (สำหรับหามคนทุพพลภาพ), ความแปรปรวนเป็น
อย่างอื่น แห่งปัญญาอันเฉียบแหลม ว่องไว ของตถาคต
ก็มิได้มี.

สารีบุตร !
ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูกให้ชอบว่า
“สัตว์มีความไม่หลงเป็นธรรมดา
บังเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก,
เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

ดังนี้แล้ว ผู้นั้นพึงกล่าวซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น.

ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึง
ที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วลูบคลำทั่วพระกายของพระผู้มีพระภาคอยู่ พลาง
กล่าวถ้อยคำนี้ ว่า :-)

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้น่าอัศจรรย์; ข้อนี้ไม่เคยมีมาก่อน.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ ฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาค ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เหมือนแต่ก่อน และพระกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีพระองค์ค้อมไป
ข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งพระจักษุ โสตะ
ฆานะ ชิวหา กายะ”

อานนท์ ! นั่น ต้องเป็นอย่างนั้น; คือ
ความชรามี (ซ่อน) อยู่ในความหนุ่ม,
ความเจ็บไข้มี (ซ่อน) อยู่ในความไม่มีโรค,
ความตายมี (ซ่อน) อยู่ในชีวิต;
ฉวีวรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว และกายก็
เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีตัวค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย
ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนี้.

พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัส
ข้อความนี้ (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกว่า :-

"โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !
อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !
กายที่น่าพอใจบัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว.
แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ
มันย่ำยีหมดทุกคน."

อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุ
สังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้
ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์;
ทรงปฏิเสธ)

อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่
เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว. (พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจน
ครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของ
พระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่
พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว)

อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม,
อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์
จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะได้
ตามปรารถนา ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวัง
เอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับ
เป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้อย่าฉิบหายเลยดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะ
ที่มีได้ เป็นได้.
มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒, มหาวาร. สํ ๑๙/๒๘๗/๙๖๓.

สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต
ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน
ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า.
เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด

ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น
วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว
เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว

ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด
ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

มหา. ที. ๑๐/๑๔๑/๑๐๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 19มีนาคม2558เป็นวันแรม15ค่ำ เดือนสี่(4)ปีมะเมีย

 

 

 

 

เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน

 
สารีบุตร ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้
เห็นอย่างนี้ว่า ชั่วเวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่ม มีผมดำสนิท
ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย, ก็ยังคง
ประกอบด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น,
เมื่อใดบุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้ว
มีอายุ ๘๐ ปี, ๙๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด, เมื่อนั้น เขา
ย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้นจากปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไว.

สารีบุตร ! ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น, เรานี้แล
ในบัดนี้เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว
วัยของเรานับได้ ๘๐ ปี, ...ฯลฯ...

สารีบุตร ! ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น ก็มิได้
แปรปรวน บทพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้
แปรปรวน ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคต ก็มิได้
แปรปรวน ฯลฯ,

สารีบุตร ! แม้ว่าเธอทั้งหลาย จักนำเราไปด้วย
เตียงน้อย (สำหรับหามคนทุพพลภาพ), ความแปรปรวนเป็น
อย่างอื่น แห่งปัญญาอันเฉียบแหลม ว่องไว ของตถาคต
ก็มิได้มี.

สารีบุตร !
ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูกให้ชอบว่า
“สัตว์มีความไม่หลงเป็นธรรมดา
บังเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก,
เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
ดังนี้แล้ว ผู้นั้นพึงกล่าวซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น.
 
 

ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึง
ที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วลูบคลำทั่วพระกายของพระผู้มีพระภาคอยู่ พลาง
กล่าวถ้อยคำนี้ ว่า :-)

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้น่าอัศจรรย์; ข้อนี้ไม่เคยมีมาก่อน.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ ฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาค ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เหมือนแต่ก่อน และพระกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีพระองค์ค้อมไป
ข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งพระจักษุ โสตะ
ฆานะ ชิวหา กายะ”

อานนท์ ! นั่น ต้องเป็นอย่างนั้น; คือ
ความชรามี (ซ่อน) อยู่ในความหนุ่ม,
ความเจ็บไข้มี (ซ่อน) อยู่ในความไม่มีโรค,
ความตายมี (ซ่อน) อยู่ในชีวิต;
ฉวีวรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว และกายก็
เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีตัวค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย
ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนี้.


พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัส
ข้อความนี้ (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกว่า :-

โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !
อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !
กายที่น่าพอใจบัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว.
แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ
มันย่ำยีหมดทุกคน.

อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุ
สังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้
ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์;
ทรงปฏิเสธ)

อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่
เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว.
(พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจน
ครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของ
พระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่
พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว)

อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม,
อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์
จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะได้
ตามปรารถนา ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวัง
เอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับ
เป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้อย่าฉิบหายเลยดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะ
ที่มีได้ เป็นได้.
มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒, มหาวาร. สํ ๑๙/๒๘๗/๙๖๓.

สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต
ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน
ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า.
เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น
วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว
เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว
ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด
ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

มหา. ที. ๑๐/๑๔๑/๑๐๘.

 

 

 

 

 

 

คอหวยจดจ่อ เลขเด็ดอดีต รมต. งวดนี้บังเอิญตรงเลขดัง

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข่าว)

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

(15 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อย่างเข้าใกล้วันออกสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งใด บรรดานักเสี่ยงโชคต่างก็ใจจดจ่ออยู่กับศาสตร์ตัวเลขของ นาย อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประจำ งวดล่าสุดนี้เช่นเดียวกัน หลายคนยังเฝ้ารอลุ้นอย่างใกล้ชิด

พล.ต.ต.นิธิพัฒน์ พัฒนถาบุตร ผบก.อก.ภ.5 บุตรชายของ นายปรีดา พัฒนถาบุตร ได้เปิดเผยว่า เมื่องวดประจำวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา บิดาได้กระซิบบอกลูกหลานแบบลับๆ ไม่อยากให้เป็นข่าว ผลปรากฏว่าศาสตร์คำนวณตัวเลขจากดวงดาวยังแม่นยำเหมือนเดิม งวดก่อนท่านระบุว่า 3 หลักสิบ ก่อนจะถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 34 จำนวน 195 ใบ และเลขท้าย 3 ตัว หมายเลข 031 จำนวน 10 ใบ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.นิธิพัฒน์ ระบุว่า สำหรับงวดล่าสุดนี้ บิดาได้ทำการคำนวณตัวเลขจากดวงดาว แต่ไม่ได้บอกแจ้งมาตรงๆ และชัดเจนเหมือนที่เคย โดยบอกใบ้แค่ว่าตัวเลขที่ได้ออกมางวดนี้ ตรงกับเลขดังในเวลานี้ คือ อายุของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ซึ่งปัจจุบันท่านมีอายุ 91 ปี

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดล่าสุดนี้ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พบว่าเลขเด็ดเลขดัง แทบจะไม่มีให้พบเห็นแล้ว โดยเฉพาะเลขอายุของหลวงพ่อคูณ ส่วนราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลยังคงทรงตัวที่ 110-120 บาท แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีมาตรการกดราคาขายและให้มีวางจำหน่วยที่ร้านสะดวกซื้อ

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ข่าวสดออนไลน์

 
 

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Faceboo

 

 

วิเคราะห์หวยจากดวงดาว

       ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ผู้สันทัดกับการใบ้หวย

           จากการที่เคยเข้าไปอบรมในสถาบันจิตวิทยาแห่งชาติและสถาบันดาราศาสตร์ได้รวบรวมข้อมูลที่พอเป็นประโยชน์ ในการตัดสินใจ

          เคยสังเกตไหมทำไมเวลาเราออกไปไหนบางครั้งในช่วงเวลาหนึ่งทำไมเราเจอแต่ทะเบียนรถเลขตัวเดียวกันพอผ่านไปอีกช่วงเวลาหนึ่งก็เจอแต่เลขตัวเดียวกันมีติดอยู่บ้างที่ท้ายรถเช่นเจอเลข 5 อาจจะมี 15 บ้าง 353 บ้าง อาจารย์บอกว่า ตัวเลขมีผลมาจากการเรียงตัวของดวงดาวในช่วงเวลานั้นเกี่ยวกับตำแหน่งและมุมซึ่งส่งผลกระทบต่อโลก อย่างที่ผ่านมาเร็วๆนี้ ดวงดาวได้เรียงกัน 11 ดวงนักดาราศาสตร์บอกว่าจะเกิดแผ่นดินไหวซึ่งก็เกิดขึ้นจริงๆตามเวลาที่กำหนด

          รังสีออร่าก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีผลต่อมนุษย์ซึ่งถ้าให้อธิบายคงยาวเพราะเท่าที่ไปอบรมมาก็เป็นอาทิตย์ และสามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องวิทยาศาสตร์   รังษีออร่ามีผลต่อบุคคลตามสีที่มองเห็นจากประกายรอบตัว คนเราสามารถเปลี่ยนรังสีได้ จากการอบรมอาจารยืให้ตื่นแต่เช้าไปยืนใต้ต้นไม้ใหญ่กางแขนออกทำสมาธิแล้วเขย่าตัว ซึ่งต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมละกัน    มาเข้าเรื่องของเรา

 

วิเคราะห์เลขจากดวงดาวแม่นยำที่สุด      
       

ก่อนที่เราจะตัดสินใจอะไรต้องมีหลักฐานไปทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไปขูดต้นไม้ไปทาแป้งนั้นมันไร้สาระ  เชื่อดวงดาวมีอิทธิพลมากที่สุด   
       การศึกษาโหราศาสตร์กับตัวเลขมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้สุขี สิงห์บรบือ เจ้าของเว็บไซต์มหาหมอดูดอดคอม ซึ่งขึ้นชื่อในการวิเคราะห์หวยว่ามีความแม่นยำมากกว่า 70 % บอกและว่าการวิเคราะห์หวยนั้นส่วนใหญ่จะใช้หลักของวิชาโหราศาสตร์มาเป็นตัวหลักในการวิเคราะห์ ซึ่งผู้วิเคราะห์จะนำเอาความเคลื่อนไหวของดวงดาวในช่วงวันและเวลาที่ออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นตัวตั้งแล้วคำนวณออกมาเป็นตัวเลข
       
       
สำหรับการคำนวณหวยตามหลักโหราศาสตร์ไทยท่านให้นำดวงชะตาโหราศาสตร์ไทย ณ วันเวลาออกด้วยเวลาท้องถิ่น ณ เส้นแลตติจูตที่ 13 องศา 46 ลิปดา เหนือ-ลองติจูตที่ 100 องศา 35 ลิปดาตะวันออก อันเป็นที่ตั้งของกองสลาก (หากฉลากออกที่ต่างจังหวัดจะต้องลบด้วยเวลาท้องถิ่น) แล้วคิดตามเวลาอาทิตย์อุทัย เพื่อหาสมผุสอันแน่นอนของลัคนา แล้วเอาสมผุสของลัคนานั้น ไปหาทวาทศางศ์ของลัคนาอีกครั้งหนึ่ง
       
       บางท่านอาจจะชอบและอยากลองดู เผื่ออาจจะรวยขึ้นมาบ้าง ทุกอย่างว่าไปตามสูตร แต่สูตรนี้ลองทำ เทียบย้อนหลังดูก็มีความแม่นยำมากกว่า 70% ถ้าหากระบุเวลาที่หวยออก สถานที่หวยออก ได้ถูกต้อง เพราะเวลาและสถานที่สำคัญมากครับ หากเวลาผิด ตำแหน่งลัคนา ทวาทศางศ์ของลัคนา และตนุเศษทวาทศางศ์ ก็จะผิดไปด้วย?
       
       อาจารย์สุขี อธิบายต่อไปว่า ตำราโหราศาสตร์ใช้ได้ตลอดกาลมีอาจารย์บางคนคำนวณออกมาเป็นปีๆแล้วพิมพ์ออกจำหน่าย เลขที่เราๆท่านๆเห็นนั้น 90%เกิดจากการคำนวณของการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนท้องฟ้าทั้งสิ้น ส่วนใครจะให้แม่หรือไม่แม่น อย่างไรนั้นต้องดูเวลาที่หวยออกเพราะถ้ารู้เวลาออกตรงๆก็จะเห็นว่าอิทธิพลของตัวเลขนั้นๆจะส่งผลจริงๆ
           
       จะว่าไปแล้วอิทธิพลของดวงดาวจะถูกต้องแม่นยำแค่ไหนเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของนักแสวงโชคที่ควรจะจดจำไว้ก็คือการซื้อหวยเป็นการพนัน มันย่อมมีทั้งได้และเสีย จึงควรจะลงทุนแต่พอเหมาะขอให้ใช้วิจารณญาณในการซื้ออย่าทุ่มซื้อมากจนหมดตัว ทุกอย่างล้วนอนิจจังไม่เที่ยงแท้ไม่มีอะไรแน่นอน

             เงินทองเป็นของหายากไม่อยากให้สมาชิกต้องเสียไปกับมิจฉาชีพทุกวันที่หากินบนความดิ้นรนของคนอื่น ต้องดูก่อนว่าเขาใช้หลักการอะไรวิเคราะห์และเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
 

 

 

 

 

 

  พม่าโจมตีจีน

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่14มี.ค.ว่า สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานเหตุเครื่องบินเมียนมาร์ทิ้งระเบิดใส่ไร่อ้อยในเมืองลินคัง มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ยังผลให้มีคนงานเสียชีวิต4รายและบาดเจ็บอีก9ราย เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า พบบ้านหลังหนึ่งติดกับพรมแดนเมียนมาร์ถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับเหตุสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมาร์กับกลุ่มกบฎโกก้าง

ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้ประกาศเตือนพื้นที่บริเวณแนวตะเข็บชายแดนที่ติดกับเมียนมาร์ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ในภูมิภาคโกก้าง รัฐฉาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเมื่อวันที่9ก.พ.ที่ผ่านมาทางการได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินภายในพื้นที่

เหตุความไม่สงบทำให้เมืองลวกไก เมืองเอกในภูมิภาคโกก้างศูนย์กลางการปะทะ กลายเป็นสนามรบ ชาวบ้านกว่า30,000คน ต้องอพยพข้ามแดนเข้าไปในมณฑลยูนนานของจีน

ทั้งนี้ในช่วงเช้าของวันเสาร์นายหลิว เชี่ยนหมิน รมช.กระทรวงการต่างประเทศจีนได้เรียกเอกอัครราชทูตเมียนมาร์ประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ เพื่อประท้วงเหตุดังกล่าวที่ทำให้พลเมืองจีนเสียชีวิต พร้อมกับเรียกร้องให้ทางการเมียนมาร์ตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน และหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก รวมทั้งเรียกร้องรัฐบาลเมียนมาร์ให้ความปลอดภัยและมั่นคงพื้นที่พรมแดนระหว่าง2ประเทศ

 


พม่ามีผลประโยชน์กับจีนมหาศาล  ท่อก๊าซ  ท่อน้ำม้น  ที่เพิ่งสร้างเสร็จ  คิดดูว่ามหาศาลขนาดไหน

  ไหนจะเหมืองแร่ในพม่า ที่ จีนได้สัมปทาน  เหมืองหยก  สินแร่  น้ำม้น  ก๊าซ  เพียบ

  ยังไม่รวมไม้สัก  หรืออื่นอื่น

    พวกโกก้าง  นี่ก็เป็นคนเชื้อสายจีน   ใน  เหว่ยโป้  มีคนจีนบางกลุ่มอยากให้รัฐบาลจีนเข้าช่วยพวกโกก้างด้วยซ้ำ

แต่  จีนไม่ทำ  ปล่อยให้เขาเจรจากัน

ผมประโยชน์ของจีน ในเขตโกก้างม้นน้อยมาก   

อีกอย่างพวกโกก้าง  เมื่อตอนที่จีนกับพม่า ตกลงเขตพรหมแดน จุดนี้  มีการเจรจากันว่า  เขตโกก้างจะมาขึ้นกับจีนไหม

แต่ผู้นำโกก้างสม้ยนั้น  ถือหางพวก ก๊กมินตั๋ง  ไม่ยอมมาขึ้นกับจีน แต่ต้องการเป็น  เขตปกครองตนเอง  ขึ้นกัน พม่า

   ดังนั้น พวกโกก้างจะมาโทษจีนไม่ได้ว่า  ปล่อยให้ คนเชื้อสายจีนโดนรังแก แล้วไม่ช่วย

   สม้ยนั้นดันเลือกที่จะอยู่เป็นประเทศพม่าเอง

 

 

 

 จีนไม่กล้ารบกับพม่าหรอก  อินเดีย  กับ เมกา รอเสียบอยู่

 


สมมุติ จีนลุยพม่า อย่างเก่งก็ช่วยแค่พวกโกก้างกับ คะฉิ่น นิดหน่อยพวกนี้

อยู่ตามเขาสูง ม้นไม่มีผลประโยชน์อะไรกับจีนเลย

แต่ ถ้าจีนทำแบบนั้น พม่า ปิดท่อส่งก๊าซกับน้ำม้น  ที่จีนสร้าง จีนจะทำยังไง

ลุยต่อหรือ  ลุยต่อจีนก็ซวยซิครับ

สงครามขนาดใหญ่   un   usa   อินเดีย เข้ามาเอี่ยว

   ความเสียหายทาง เศรษฐกิจ เพียบ 

อย่าลืมว่า ถ้าจีนลุย จีน จะเสียผลประโยชน์ขนาดหนัก

ตอนนี้  us    ยี่ปุ่น  อินเดีย เตรียม เสียบที่พม่าเต็มที่

 

 

http://www.acig.org/artman/publish/article_346.shtml



ลืมรายละเอียดเผื่อใคร เอาไปแต่งนิยาย
 

การสู้รบที่เนิน ๙๖๓๑ ทหารไทย vs ทหารพม่า + ทหารว้าแดง

 

ชายแดนไทย-พม่า มีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างกันได้ง่าย อย่างที่ทราบกันดีว่า มีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่ากลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-พม่าอยู่ ส่วนทางการไทยก็หนักใจกับปัญหาการค้ายาเสพติดที่มีโรงงานผลิตยาอยู่ใกล้ชาย แดนไทย-พม่า เช่นกัน นอกจากนั้นเวลารัฐบาลทหารพม่ายกกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มชนส่วนน้อยที่ต่อต้าน รัฐบาล ก็จะมีปัญหาการอพยพหลบภัยสงครามข้ามเข้ามาสู่ชายแดนไทย เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นประจำ แต่ที่ลุกลามใหญ่โตจนเกิดการปะทะกันระหว่างกำลังทหารของสองประเทศนั้นเกิด ขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

 

ทหารรัฐบาลพม่า ได้รับคำสั่งให้สนับสนุนกองทหารว้า ของ United Wa State Army (UWSA) ในการสู้รบกับกลุ่มกบฏรัฐฉาน (Shan State Army, SSA) ปัญหาก็คือ การเข้าตีกองกำลังรัฐฉานตรงๆ นั้น ยากที่จะเข้าตีได้ เพราะกองทัพรัฐฉานมีฐานที่มั่นอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ อีกทางหนึ่งที่ง่ายกว่าคือ ตีโอบหลัง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า กองทัพรัฐฉานมีกองกำลังอยู่ชิดชายแดนไทย การตีโอบหลังต้องผ่านชายแดนไทยเข้ามา จุดยุทธศาสตร์ตรงบริเวณนี้คือ ฐานทหารพรานบนเนิน ๙๖๓๑ ซึ่งอยู่บนยอดเขาบริเวณบ้านปางนุ่น กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง ลึกเข้าไปในชายแดนไทย ๑ กม. ใกล้ๆ กันคือ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มั่นแห่งนี้มีทหารพรานประจำการอยู่ ๒๐ นาย ภารกิจหลักของฐานแห่งนี้คือ การสกัดการขนยาเสพติดข้ามแดน ฝ่ายพม่ามีกำลังอยู่บริเวณนั้น ๙๐๐ นาย เสริมด้วย ทหารว้าอีก ๖๐๐ นาย

 

เย็นวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ทหารพม่า ๒๐๐ นายเข้าโจมตีฐานทหารพรานแห่งนี้ ฝ่ายทหารพรานได้สังหารทหารพม่าได้ ๑๔ นาย บาดเจ็บอีกราว ๓๐ นาย หลังปะทะกันได้ ๔ ชั่วโมง ฝ่ายทหารพรานเสียชีวิต ๒ นาย(ภายหลังพบว่า หนึ่งในสองที่คาดว่าตายนั้นยังไม่ตาย) บาดเจ็บอีก ๑๑ นาย กระสุนเริ่มร่อยหรอลง จึงขออนุญาตถอนกำลังพร้อมกับนำผู้บาดเจ็บเสียชีวิตออกมาด้วย เนิน ๙๖๓๑ ตกอยู่ใต้การยึดครองของทหารพม่า ซึ่งยิงไล่หลังทหารพราน ฝ่ายไทยหลังได้รับรายงานได้ส่งกำลังจากกรมทหารม้าที่ ๓ กองพลทหารม้าที่ ๑ เข้าไปช่วยทันที ในชั้นแรกคือ ช่วยทหารพรานออกมาก่อน เพราะตอนนั้นมืดแล้ว ยังไม่ทราบกำลังที่แท้จริงของพม่าว่ามีเท่าไหร่ จึงได้แต่ตรึงกำลังไว้ก่อนไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามามากกว่านี้

 

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ กรมทหารม้าที่ ๓ ได้รับการเสริมกำลังจากรถสายพานลำเลียงพล M-113A-3 หนึ่งกองร้อย และรถถัง M-60A-3 อีกหนึ่งกองร้อย ทั้งหมดอยู่ภายใต้การบัญชาการของร้อยเอก สงกรานต์ นิลพันธุ์ นอกจากนี้ทางด้านอำเภอแม่สาย ได้มีการเสริมกำลังเช่นกัน ทหารไทยพร้อมด้วยกำลังเสริมได้เข้าตีชิงฐาน บนเนิน ๙๖๓๑ คืน อย่างไม่ยากเย็นนัก ทหารพม่าถอนกำลังกลับข้ามชายแดนไป ทิ้งศพพรรคพวกไว้ ๑๗ ศพ และผู้บาดเจ็บอีก ๖๐ คน ในขณะที่กำลังฝ่ายไทยบาดเจ็บ ๗ นาย

 

เช้าวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ทหารพม่า ๓ กรม สนับสนุนด้วยรถถัง T-69 ที่ได้รับมาจากจีน และปืนใหญ่ เข้าโจมตีอำเภอแม่สาย ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยรถถัง M-60A3 และเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่บินมาจากสนามบินเชียงใหม่ ที่ใช้ลูกระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (LGB) นอกจากนั้นฝ่ายไทยยังมีปืนอัตตาจร ๑๕๕ มม. แบบ M-109 และปืนใหญ่กลางระยะยิงไกลมากอย่าง GCN-55 (ยิงได้ไกลถึง ๔๕ กม.) ทำให้ฝ่ายพม่าได้รับความเสียหายอย่างมาก เครื่องบินของไทยยังทำการโจมตีหน่วยส่งกำลังบำรุงของพม่าด้วย

 

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบกันอยู่นั้น ฮ. UH-1H ของทอ. ถูกยิงจากภาคพื้นดินตกบริเวณเขตอำเภอแม่อาย ขณะกำลังบินสนับสนุนเสบียง นักบินนำเครื่องร่อนลงฉุกเฉินได้สำเร็จ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

 

เวลา ๑๙๓๐ ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง (ไทยกับพม่า) แต่ยังมีเสียงการปะทะกันทางฝั่งพม่า เนื่องจากฝ่ายพม่านำกำลังเสริมจากเก็งตุง มายังท่าขี้เหล็ก และปะทะกับกองทัพรัฐฉานของเจ้ายอดศึก

 

ปืนใหญ่ทั้งสองฝ่ายดวลข้ามชายแดนกัน และมีการโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศไทย ที่ใช้เชียงใหม่เป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ และถือว่าเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ระหว่างวันที่ ๑๐ ถึง ๑๒ กุมภาพันธ์ เครื่องบินขับไล่ของไทยทำการบินรบกว่า ๗๐ เที่ยวบิน รวมทั้งการโจมตีด้วยลูกระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ต่อฐานปืนใหญ่ของพม่าที่ตั้ง ฐานอยู่ในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งในท่าขี้เหล็ก ปฏิบัติการครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ F-5F หนึ่งเครื่องและเครื่องบินขับไล่ F-5E อีก ๓ เครื่อง เครื่องบิน F-5F ติดกระเปาะ WSO ที่ผลิตในอิสราเอล ทำหน้าที่ชี้เป้า ส่วน F-5E อีก ๓ เครื่อง บินเข้าหาเป้าหมายจากทิศทางที่ต่างกัน เข้าโจมตีด้วยระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ขนาด ๒,๐๐๐ ปอนด์ ๖ ลูก ลูกระเบิดเข้าสู่เป้าหมายทุกลูก ปืนต่อสู้อากาศยานของพม่ายิงขึ้นมาสกัดกั้นอย่างเบาบาง และไม่มีเครื่องบินของไทยเครื่องใดได้รับความเสียหาย

 

ไม่มีเครื่องบินกองทัพอากาศพม่าออกปฏิบัติการ

 

เครื่องบินขับไล่ F-5E/F ของไทยได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยในต้นปี ๒๕๓๓ โดยติดตั้งระบบนำร่องของ Litton และเสริมความแข็งแรงของไพล่อนกลางลำตัว ให้สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง ๑,๕๐๐ กก., และไพล่อนใต้ปิดด้านในรับน้ำหนักได้ถึง ๑,๐๐๐ กก./ด้านนอกรับน้ำหนักได้ ๕๐๐ กก. ระหว่างปฏิบัติการ F-5E แต่ละเครื่องบรรทุกลูกระเบิด LGB ๒ ลูก

 

ไม่มีเครื่องบินของกองทัพอากาศพม่าออกปฏิบัติในช่วงที่มีการปะทะกันนี้ เพราะเครื่องบินขับไล่ F-7 ถูกส่งไปปรับปรุงที่อิสราเอล ในข้อเท็จจริงช่วงนั้น ผู้นำทหารพม่าได้สั่งการให้หน่วยบิน F-7 สามหน่วยกระจายกำลังออกไป ซึ่งจะทำให้มีเครื่องบินขับไล่ F-7 ๓๐ เครื่องที่พร้อมปะทะกับฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม มีเพียง ๖ เครื่องที่ประจำอยู่ที่ฐานทัพอากาศ Kengtung ที่อยู่ห่างจากท่าขี้เหล็กไปทางเหนือราว ๑๕๐ กม. ระยะทางบินขนาดนี้ ทำให้เครื่องบินขับไล่ F-7 ที่ติดอาวุธเต็มที่ หนักเกินกว่าที่จะทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงไม่มีวี่แววที่เครื่องบินขับไล่ F-7 จะมาสกัดกั้นเครื่องบิน F-5 ของไทย เครื่องบินของกองทัพอากาศพม่าที่เหลือได้แก่ เครื่องบินฝึกขั้นสูงแบบ PC-7 ๑๗ เครื่อง, PC-9 ๔ เครื่อง และเครื่องบินฝึก G-4 Super Galeb อีก ๔ เครื่อง มีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่บินได้ เครื่องบินโจมตี A-5M ยิ่งมีสภาพต่ำยิ่งกว่าเครื่องบิน F-7 เสียอีก

 

การป้องกันภัยทางอากาศของพม่ามีการซื้อจรวดต่อสู้อากาศยาน SA-16 จากบุลกาเรีย, MiG-29 จากรัสเซีย ข่าวกรองรายงานว่า MiG-29 ที่พม่าซื้อไปเป็นเครื่องที่อิรัคสั่งซื้อแต่ยังไม่ส่งมอบ เมื่อพิจารณาจากข่าวที่รายงานว่า นักบินพม่าได้รับการฝึกบินที่อินเดีย ซึ่งคาดว่าการเตรียมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ช่างเครื่อง คงจะต้องรับการฝึกจากอินเดียเช่นกัน

 

การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยการเจรจา โดยทั้งสองฝ่ายต่างเสริมกำลัง ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ฝ่ายไทยมีกำลังของกองพลทหารม้าที่ ๑ และส่วนแยกของกองพลทหารม้าที่ ๒ ที่มีรถถัง M-41, รถถัง Stingray และยานเกราะ V-150 วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ทอ.ส่ง F-16 ไปเสริมกำลังที่ฐานบินเชียงใหม่ ทำหน้าที่บินลาดตระเวนรบตามแนวชายแดน วันที่ ๑๐ พฤษภาคม F-16 ของไทยโจมตีเป้าหมายที่ Kyauket ในเขตรัฐฉาน ทางการพม่าได้ประท้วงทางการไทยในกรณีดังกล่าว

 

บทสรุป – หลังเหตุการณ์ที่เนิน ๙๖๓๑ ทางฝ่ายไทยยังคงส่งทหารพรานไปประจำการเช่นเดิม ส่วนทางฝ่ายพม่าไม่มีการวางกำลังด้านนี้อีก ทหารพม่าเสียชีวิต ๘๐ นาย, ฝ่ายไทยเสียชีวิต ๑ นาย บาดเจ็บ ๓๗ นาย พลเรือนเสียชีวิต ๓ คน บาดเจ็บ ๗ คน ทางการไทยระบุว่า มีผู้หญิง ๒ คนเสียชีวิตจากปืนใหญ่ของพม่าที่ยิงถล่มเข้ามาที่แม่สาย ร้อยเอก สงกรานต์ นิลพันธ์ กล่าวในเวลาต่อมาว่า ทหารพม่าเสียชีวิตเกือบ ๑๐๐ นาย แต่ถูกนำกลับไประหว่างการถอนกำลัง แต่ทหารไทยยังพบศพทหารพม่า ๓ นาย บนเนิน ๙๖๓๑ ทางด้านพม่า, พันเอก Kyaw Thein นายทหารการข่าว ยืนยันว่า ทางฝ่ายพม่าเสียทหารไป ๑๒ นาย บาดเจ็บ ๑๕ นาย แต่ยอดนี้เป็นการปะทะกับทหารไทยใหญ่ ไม่ใช่จากการปะทะกับทหารไทย

 

 

 

 

                     "รู้เท่าทัน"ปล่อยนกเพื่อสะเดาะเคราะห์ "บุญหาย -ได้บาปชัวร์" !!

 

 จาก โอเค เนชั่น..

 

                                    

 

 

 

ย่างที่เคยเรียนบอกแก่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องๆชาวโอเคเนชั่น ให้ทราบกันว่าผมเป็น"คนไกลวัด" เพราะนาน ๆ จึงจะมีโอกาสไปไหว้พระตามวัดวาอารามต่างๆกันเสียครั้งหนึ่ง  เมื่อ"ญาติธรรม" หลายท่านชักชวนไปให้นั่งสมาธิฝึกจิตฝึกใจเพื่อให้อารมณ์เย็นลงทั้งในวัดในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็ตามไปด้วย แต่ปฏิบัติตนเป็นฆราวาสที่ดีอยู่กับร่องกับรอยได้ไม่นาน ก็แตกแถวออกนอกกรอบอีกเช่นเคย

 

       หยิบกล้องเดินไปเตร็ดเตร่ชมความงดงามของพุทธศิลป์ บันทึกภาพเก็บไว้ วัดไหนมีต้นไม้ร่มรื่นรกครึ้ม ก็ถือโอกาสชมนกชมไม้ไปในตัวเสร็จสรรพ แปลงกลายเป็น"ญาติธรรมชาติ" ขึ้นมาทันที

 

       ไปไหว้พระ กราบพระ สนทนาธรรม ก็อดสำรวจสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติตามวัดวาอารามต่างๆไปด้วยไม่ได้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากทำความเข้าใจกับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายบ้าง นั่นคือ "ปัญหาสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีปล่อยนก" ที่ทำกันมานานจนกลายเป็น "ค่านิยมผิด ๆ" ไปเสียแล้ว

 

       บางท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ"เดิมพัน"กันด้วยชีวิตน้อยๆของสัตว์ซึ่งเพื่อนร่วมโลกของเราทีเดียว !!

 

 การปล่อยนกปล่อยปลาตามวัดวาต่างๆ โดยอ้างว่ามีส่วนช่วยในเรื่อง เสริมดวงชะตา ต่ออายุ แก้เคล็ด สะเดาะเคราะห์ ฯลฯ นั้น เป็น ความเชื่อผิดๆ ที่สั่งสมกันมายาวนาน ผมยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นการ"ทำบาป" ไม่ใช่"ทำบุญ"อย่างแน่นอน สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผลตามหลักวิทยาศาสตร์

 

       ขอเริ่มจากนกก่อนนะครับ นกจำนวนมากที่ถูกจับยัดใส่กล่องไม้เล็ก ๆในสภาพทรุดโทรมปางตาย รอผู้ใจบุญมาซื้อเพื่อปลดปล่อยนั้น รู้หรือไม่ครับว่าเขาจับมาจากไหน ???

 

       ก็ไล่จับจากธรรมชาติ โดยกลุ่มคนใจร้ายใช้ตาข่ายผืนใหญ่ดักจับมาจากท้องทุ่งต่างๆในภาคกลางของประเทศไทยเราครับ ส่วนใหญ่เป็น กลุ่มนกกระจาบ นกกระติ๊ด เป็นนกที่หากินเมล็ดข้าวเมล็ดพืชอยู่ตามทุ่งนา จับมาได้เป็นฝูงๆ ก็เอามาขังกรงใหญ่แล้วแยกขาย ส่งไปตามวัดต่างๆที่มีงานสมโพช มีนกตายระหว่างการขนส่งเป็นจำนวนมาก

 

      ทำกันเป็นขบวนการ จับเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะมีผู้ซื้อเป็นจำนวนมากที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายค่อนเข้าหย่อนหยาน

 

      แก๊งมิจชฉาชีพดักนกพวกนี้ นอกจาก"ทำบาป"ด้วยการฆ่า ทรมาน เบียดเบียน ทำให้สิ้นอิสรภาพ เจ็บปวด หิวโหยแล้ว ยัง"ทำผิดกฎหมาย" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่าสงวน เนื่องจากนกป่านกทุ่งทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน ห้ามมีไว้ครอบครอง ซื้อขาย ยกเว้นเพื่อการวิจัย ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

 

ปัญหาการดักจับนกเพื่อขายหรือกิน เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การลดจำนวนประชากรลงอย่างรวดเร็วของนกทุ่งในภาคกลางของไทย จากนกที่พบบ่อยและปริมาณมาก กลายเป็นนกที่พบได้ไม่บ่อย และมีปริมาณน้อย

 

      โดยเฉพาะนกที่ตกเป็นเป้าหมายการจับมาขายเพื่อสะเดาะเคราะห์ เช่น นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver), นกกระจาบทอง (Asian Golden Weaver) ,นกกกระจาบอกลาย (Streaked Weaver ), นกกระติ๊ดแดง (Red Avadavat), นกกระติ๊ดขี้หมู (Scaly-breasted Munia) ,นกกระติ๊ดตะโพกขาว (White-rumped Munia) รวมไปถึง นกจาบปีกอ่อนอกเหลือง (Yellow-breasted Bunting) นกอพยพที่เมื่อก่อนเคยพบเป็นจำนวนมาก ก็กลับหายากไปเสียแล้วในเวลานี้

 

     ดังนั้น ท่านใดปล่อยนกในลักษณะนี้จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม เท่ากับมีส่วนสนับสนุนให้มีการทรมานสัตว์ ส่งเสริมการทำผิดกฎหมาย ตกเป็นเครื่องมือหากินของพวกทำผิดกฎหมาย

 

     เรื่องนี้เข้าข่าย ได้บาปติดตัวไปครับ ไม่ใช่ได้บุญอย่างที่เข้าใจกัน แถมยังเสียเงินเสียทองสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อการลักลอบจับนก

 

  วิธีทำบุญกับนก แล้วได้บุญแน่นอน ได้แก่

   1. ไม่ซื้อนกที่จับมาขายตามวัดเพื่อสะเดาะเคราะห์ ...ท่านได้บุญ
   2. บอกคนใจร้ายให้ปล่อยนกอยู่ตามธรรมชาติดีกว่า... ท่านได้บุญ
   3. แจ้งจนท.ฝ่ายปราบปราม ...เมื่อเห็นคนใจร้ายจับนกมาขาย... ท่านได้บุญ
   4. ให้อาหารและน้ำแก่นกรอบๆบ้าน เช่น ผลไม้ ข้าวสุก เมล็ดพืช... ท่านได้บุญ

 

       ในส่วนการปล่อยปลานั้น มีข้อพึงระวังก็คือ ปลาสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมต่างกัน แต่ บล็อกเกอร์plains-wandere ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าปลาที่ถูกจับมาขาย ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหามากนัก เพราะปลาที่ยังหลงเหลืออยู่ให้จับมาได้บ่อยๆ หรือที่มีการเพาะเลี้ยงเพื่อขายนั้น มีเพียงไม่กี่ชนิด

 

       หลักๆ ก็คือ ปลาไหลนา ปลาหมอไทย และปลากระดี่หม้อ ซึ่งแต่ละชนิดปรับตัวได้เก่งพอที่จะอยู่ในแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำไม่เลวร้ายจนเกินไป

 

พุทธศาสนิกชนคนใกล้วัดท่านใด เมื่อเห็นนกโดนจับมาขายเพื่อปล่อยตามวัด สงสารได้ครับ แต่อย่าใจอ่อนซื้อมาปล่อยเด็ดขาด เพราะเมื่อมีผู้ซื้อผู้ขาย ธุรกิจสามารถรันต่อไปได้ แก๊งมิจฉาชีพก็จะไปตามจับนกตัวอื่น ๆ มาขายอีกอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

 

      มิหนำซ้ำไม่มีอะไรรับรองว่า นกที่ท่านปล่อยนั้น จะมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ เนื่องจากสภาพตอนอยู่ในกรงนั้น"ทรุดโทรม"เต็มทนแล้ว

 

      ท่านสามารถช่วยชีวิตนก ได้ด้วยการบอกกล่าวให้คนทั่วไปหรือญาติธรรม ทราบถึงโทษภัยจากการปล่อยนกเพื่อสะเดาะเคราะห์ และเมื่อพบเห็นการจับนกจากธรรมชาติมาขาย แจ้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส) ดำเนินการได้ที่http://www.forest.police.go.th/ned/news.php หรือที่ http://www.facebook.com/NEDPolice))

 

      อย่างที่บอกไว้ผมเป็น "คนห่างไกลวัด" แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า พุทธศาสนาของเรานั้นเป็นวิทยาศาสตร์ สอนให้เชื่อในปรากฎการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นศาสนาแห่งความจริงที่พิสูจน์ได้ ทดลองได้ ไม่ได้สอนให้เชื่ออย่างงมงาย พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ในเรื่อง "หลักกาลามสูตร" หรือหลักความเชื่อ 10 ประการ นั่นเอง

 

     ผมยังเชื่ออีกว่า มีคนจำนวนมากที่ผลักดันและสนับสนุนให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "สัตว์" ได้รับสิทธิในการดำรงชีวิต "The Right To Live " อย่างเท่าเทียมเฉกเช่นมนุษย์ !!!


 

 

 

       กฎแห่งกรรมในพระไตรปิฎก

 

 

 

                    

 

 

“กรรม” เป็นหลักคำสอนที่สำคัญในพุทธศาสนา เป็นพื้นฐาน และเป็นแม่บทในการทำความเข้าใจในหลักธรรมอื่นๆ และแนวทางของพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าในพระไตรปิฎก มีการกล่าวถึงเรื่องกรรมไว้อย่างมากมาย ทั้งพุทธพจน์ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับผลของกรรมในที่นี้ขอยกตัวอย่างเรื่องราวเกี่ยวกับผลของกรรม ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎก มาเพียงบางส่วนดังนี้

 

กรรมสาบานด้วยคำเท็จ

 

หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี นางแต่งงานมีสามีแล้ว แต่นางเป็นหมัน สามีอยากมีบุตรจึงรับหญิงอื่นมาเป็นภรรยาน้อยอีกคน ต่อมาภรรยาน้อยตั้งครรภ์ นางผู้เป็นภรรยาหลวงเกรงว่าถ้าภรรยาน้อยคลอดบุตร สามีและญาติสามีจะยกความเป็นใหญ่ให้ ภรรยาหลวงจึงไปจ้างปริพาชิกาคนหนึ่งให้แกล้งทำให้ภรรยาน้อยแท้งบุตรเมื่อ ตั้งครรภ์ได้เพียง ๒ เดือน

 

ญาติๆ ของสามีเชื่อว่าเป็นฝีมือของภรรยาหลวง จึงข่มขู่ให้นางยอมรับผิด แต่นางไม่ยอมรับกล่าวคำโกหกสาบานว่าถ้าแม้นนางเป็นต้นเหตุให้ภรรยาน้อยแท้ง บุตรจริง ขอให้นางตายแล้วเกิดเป็นเปรตอดอยากหิวโหย ขอให้นางคลอดบุตรวันละ ๕ คน และต้องกินบุตรตัวเองทั้งหมดด้วยความหิว

 

ต่อมาภรรยาหลวงก็ถึงกาลกิริยา ด้วยผลกรรมที่ทำให้ภรรยาน้อยแท้งบุตร และสาบานด้วยถ้อยคำเป็นเท็จ นางจึงไปเกิดเป็นเปรตรูปร่างน่าเกลียด ไม่มีผ้านุ่ง เนื้อตัวมีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเยิ้ม กลิ่นปากเหม็นเน่าเหมือนซากศพ มีแมลงวันไต่ตอมปาก เดินไปมาด้วยความอดอยาก นางเปรตคลอดบุตรวันละ ๑๐ คน เช้า ๕ คน เย็น ๕ คน คลอดแล้วนางก็กินบุตรด้วยความหิวโหย แต่ความหิวกระหายแม้หน่อยหนึ่งก็ไม่จางหายไปเลย

 

นางเปรตมีโอกาสได้พบพระภิกษุเถระ เล่าบุรพกรรมของตนให้พระเถระฟัง ขอร้องให้พระเถระไปบอกสามีและทำบุญอุทิศให้ พระเถระได้ฟังแล้วจึงไปบิณฑบาตที่บ้านเดิมของหญิงเปรต บอกเรื่องราวให้อดีตสามีรู้ เมื่ออดีตสามีทำบุญอุทิศให้แล้ว นางเปรตจึงพ้นจากความทุกข์

 

  • พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕, พระสุตตันตปิฎก, ขุททกนิกาย, ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต, ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           เผด็จการเหมือนกันทั่วโลก

 

 

 

 

“มาดูโร” ขอรัฐสภาเวเนฯให้อำนาจสั่งการพิเศษ “ตอบโต้สหรัฐฯ”
       

 

 

เอเจนซีส์ – เมื่อวานนี้(9) นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาขอให้รัฐสภาเวเนซุเอลามอบอำนาจสั่งการพิเศษเพื่อสามารถใช้อำนาจทางบริหารตอบโต้สหรัฐฯที่ได้ประกาศคว่ำบาตร และประธานาธิบดีสหรัฐฯบารัค โอบามาออกแถลงในวันจันทร์(9)ว่า เวเนซุเอลาเป็นภัยความมั่นคงอเมริกา
       
       ประธานาธิบดีเวเนซเอลา นิโคลัส มาดูโร ได้ประกาศกลาวรัฐสภาเวเนซุเอลาเมื่อวานนี้(10)ร้องขออำนาจทางบริหารสั่งการพิเศษในการตอบโต้การคว่ำบาตรสหรัฐฯที่ออกมาจากประธานาธิบดีสหรัฐฯในวันก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ฝ่ายค้านเวเนซุเอลากล่าวหาว่า เป็นการรวบอำนาจ
       
       และหากรัฐสภาเวเนซุเอลาที่มีเสียงพรรครัฐบาลคุมอยู่ผ่านกฎหมาย “Enabling Law” ตามคำขอของมาดูโร จะถือว่าเป็นครั้งที่สองของผู้นำเวเนซุเอลาวัย 52 ปี เพิ่มอำนาจมากขึ้นให้กับตนเองนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งในปี 2013
       
       “ผมมายังสภาเวเนซุเอลาที่ทรงเกียรติแห่งนี้เพื่อขอให้อนุมัติกฎหมาย “Enabling Law”เพื่อตอบโต้กับความก้าวร้าวของประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก “สหรัฐฯ” ต่อประเทศอันแสนงามของพวกเรา” และเขาเสริมต่อว่า “กฎหมายใหม่นี้จะเป็นการเตรียมความพร้อม ซึ่งเวเนซุเอลาไม่ควรประมาท”
       
       ในขณะที่บรรดาศัตรูทางการเมืองของเวเนซุเอลากล่าวว่า มาดูโรใช้โอกาสที่ความสัมพันธ์ระหว่างคาราคัสและวอชิงตันตกต่ำสุดในช่วงเวลาเกือบ 2 ปีของการอยู่ในอำนาจสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเผด็จการของตนเอง หันเหความสนใจของรัฐสภา และเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาการหดตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาสินค้าพื้นฐานขาดตลาดอย่างต่อเนื่อง
       
       อย่างไรก็ตามมาดูโรไม่ได้ระบุว่า อำนาจสั่งการพิเศษที่ร้องขอนั้น เขาจะใช้เพื่อทำอะไรอย่างเจาะจง
       
       นอกจากนี้ประธานาบดีเวเนซุเอลายังประกาศเพิ่มเติมว่าจะมีการฝึกซ้อมรบครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ในวันเสาร์(14) เพื่อทำให้มั่นใจว่าทหารสหรัฐฯจะไม่สามารถมากล้ำกลายประเทศแหล่งบ่อน้ำมันแห่งนี้ได้
       
       ทั้งนี้รัฐสภาเวเนซุเอลาต้องการลงคะแนน 2 ครั้งเพื่ออนุมัติกฎหมาย “Enabling Law” หลังจากรัฐบาลเวเนซุเอลายื่นญัตติเข้าสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในอดีตทั้งมาดูดร และฮูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาที่ล่วงลับต่างล้วนเคยได้รับการอนุมัติกฏหมายแบบด่วนพิเศษจากรัฐสภาเวเนซุเอลา
       
       ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์(9)ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโส 7 คน ของเวเนซุเอลา แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านการพลังงานหรือเศรษฐกิจ ซึ่งประกาศคว่ำบาตรครั้งนี้ของสหรัฐฯ ส่งผลให้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาตึงเครียด ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เพิ่งจะหันมาคืนดีกับคิวบาที่เคยเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ มาช้านาน
       
       การประกาศให้ประเทศใดเป็นภัยคุกคามแห่งชาติ ถือเป็นก้าวแรกของการริเริ่มใช้โครงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ กระบวนการนี้เคยใช้มาแล้วกับประเทศอื่น เช่น อิหร่าน และซีเรีย
       
       ทางด้านเดลซี โรดริเกวซ รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา กล่าวว่า เวเนซุเอลาจะตอบโต้การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด และเวเนซุเอลาได้เรียกตัวแมกซิมิเลียน อาร์เวเลซ อุปทูตเวเนซุเอลาประจำกรุงวอชิงตัน กลับประเทศเพื่อหารือ
       


       

                      

 

 

 

 

 

 

สหรัฐฯประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลาในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่การคว่ำบาตรครั้งนี้มีขึ้นเพียงวันเดียวหลังผู้นำเวเนซุเอลากล่าวหาว่าสหรัฐฯอยู่เบื้องหลังการพยายามรัฐประหารรัฐบาลสังคมนิยมของเวเนซุเอลา

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯขยายมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลา โดยเพิ่มรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาที่ถูกห้ามเดินทางเข้าไปยังสหรัฐฯ รวมถึงขยายของเขตการคว่ำบาตรดังกล่าวให้รวมถึงบุคคลในครอบครัวของผู้ที่อยู่ในรายชื่อการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯด้วย 

 

สหรัฐฯเพิ่มการคว่ำบาตรเวเนซุเอลาด้วยการห้ามเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางส่วนเดินทางเข้าสหรัฐฯตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยยืนยันว่าการคว่ำบาตรดังกล่าวเป็นไปเพื่อส่งสาส์นถึงรัฐบาลเวเนซุเอลาว่าสหรัฐฯต่อต้านการที่รัฐบาลเวเนซุเอลาละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล และการทุจริตคอรัปชั่นบนความเดือดร้อนของประชาชน สหรัฐฯจึงไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำผิด รวมถึงครอบครัวที่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำผิดดังกล่าว เดินทางเข้ามาในประเทศ

 

นายนิโกลาส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ออกมาตอบโต้การคว่ำบาตรครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่านี่เป็นการจงใจละเมิดอำนาจอธิปไตยของเวเนซุเอลา นายมาดูโรยังประกาศกร้าวอีกด้วยว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯสำคัญตัวผิดว่าสามารถคว่ำบาตรเวเนซุเอลาได้

 

แม้สหรัฐฯจะยืนยันว่าการคว่ำบาตรเวเนซุเอลา เป็นการตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลนายมาดูโร แต่การคว่ำบาตรครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ทางการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน นายมาดูโรเพิ่งออกมากล่าวหาว่านายโจ ไบเดน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามวางแผนรัฐประหารเขา ในขณะที่นายมาดูโรและนายไบเดนอยู่ในระหว่างการประชุมสุดยอดด้านพลังงานของผู้นำกลุ่มประเทศแคริบเบียนในกรุงวอชิงตัน ซึ่งสหรัฐฯปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยสวนกลับว่านายมาดูโรกุเรื่องนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศเท่านั้น

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับเวเนซุเอลาย่ำแย่มาต่อเนื่องหลายปีแล้ว โดยทั้งสองประเทศไม่มีเอกอัครราชทูตประจำในเมืองหลวงของอีกฝ่ายมาตั้งแต่ปี 2010 นับตั้งแต่โลกเผชิญกับปรากฏการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลัก ก็อยู่ในสภาวะที่ถูกกดดันจากสหรัฐฯมากขึ้น เนื่องจากรายได้ของประเทศลดลงอย่างมาก จนไม่มีพลังต้านทานการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯเหมือนที่ผ่านมา
     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ทางจำเป็น



ทางจำเป็นคืออะไร


            ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติเรื่องทางจำเป็นไว้ในมาตรา ๑๓๔๙ ว่า “ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้

            ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้   แต่เมื่อต้องข้ามสระ  บึงหรือทะเล   หรือมีที่ชัน อันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ
            ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่    ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้   ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้
            ผู้มีสิทธิจะผ่าน   ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น    ค่าทดแทนนั้นนอกจากค่าเสียหายเพราะสร้างถนน ท่านว่าจะกำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้”


            จากบทบัญญัติดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า ทางจำเป็นเป็นการให้สิทธิเจ้าของที่ดิน รวมทั้งคนในครอบครัวหรือบริวารของเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ   สามารถผ่านที่ดินแปลงที่ล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะได้   ในขณะเดียวกันทางจำเป็นก็ถือเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิของผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมอยู่ ที่จะต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงในที่ถูกล้อมผ่านที่ดินของตนออกไปสู่ทางสาธารณะ มีข้อสังเกตว่าผู้ที่จะใช้สิทธิในทางจำเป็นได้จะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน   หากเป็นเจ้าของโรงเรือนเท่านั้นไม่ใช่เจ้าของที่ดิน แม้จะถูกที่ดินอื่นล้อมก็ไม่มีสิทธิขอใช้ทางจำเป็น และทางสาธารณะ ที่จะออกไปสู่นั้นจะเป็นถนนหรือแม่น้ำลำคลองได้ การใช้ทางจำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นี้มีข้อจำกัดไว้ว่าจะต้องเป็นการขอผ่านไปสู่ทางสาธารณะเท่านั้น   จะขอผ่านไปสู่สถานที่หรือทางอย่างอื่นนอกจากทางสาธารณะไม่ได้  ซึ่งต่างจากทางภาระจำยอมที่ทางภาระจำยอมอาจผ่านไปสู่ที่ใดก็ได้   นอกจากนั้นทางสาธารณะที่จะผ่านไปสู่จะต้องเป็นทางสาธารณะที่มีสภาพการใช้ประโยชน์อย่างทางสาธารณะได้    ถ้าเป็นคลองสาธารณะที่ตื้นเขินแล้วใช้ประโยชน์ในการสัญจรไปมา  ไม่ได้   ก็ไม่ถือว่าเป็นทางสาธารณะในความหมายเรื่องทางจำเป็น



ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้อย่างไร


            ทางจำเป็นเกิดจากกรณีที่ที่ดินถูกล้อมจนไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะ   นอกจากนี้กฎหมายก็ยังให้รวมถึงกรณีที่แม้จะออกไปสู่ทางสาธารณะได้แต่ไม่สะดวก   เช่น    การที่จะต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือที่ที่มีความลาดชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก   ถ้าเป็นเพียงเนินดิน  ที่ยังสามารถเข้าออกสะดวก ทั้งคนทั้งรถ ก็ไม่สามารถขอเปิดทางจำเป็นได้


            การได้สิทธิใช้ทางจำเป็น  ไม่จำต้องมีนิติกรรมสัญญาระหว่างเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมกับเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่   เพราะทางจำเป็นเป็นการได้สิทธิตามกฎหมาย   และผู้ที่จะขอใช้ทางจำเป็นไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิมานาน   ถูกล้อมวันไหน   เวลาใด   แม้จะเพิ่งเข้ามาอยู่ในที่ดินซึ่งถูกล้อมก็ขอใช้ทางจำเป็นได้



การพิจารณาทำทางจำเป็น


            การทำทางผ่านที่ดินที่ล้อมอยู่   ต้องให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของผู้ขอผ่าน และให้ที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้   แต่การผ่านที่ดินของผู้อื่นก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเดินผ่านเท่านั้น ถ้าจำเป็นก็อาจทำถนนให้ยานพาหนะผ่านได้    แต่ถ้าผู้ขอผ่านไม่มีรถยนต์ใช้จะขอทำถนนสำหรับรถยนต์ไม่ได้ เพราะเกินความจำเป็น   ขอใช้ทางได้แต่เป็นทางเดินเท่านั้น   นอกจากนี้   การใช้ทางจำเป็นก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นทางบก อาจเป็นทางน้ำก็ได้  เช่น  ที่ดินตั้งอยู่ในบริเวณที่มีทางสาธารณะเป็นทางน้ำ  การสัญจรไปมาต้องใช้เรือเป็นพาหนะ  เช่นนี้จะขอขุดคูทำทางน้ำสำหรับใช้เรือผ่านไปมาก็ได้   เว้นแต่จะเกินจำเป็นแก่ผู้ขอผ่านและเสียหายแก่เจ้าของที่ดินที่ให้ผ่านมาก   เช่น  ที่ดินของเขามีเนื้อที่น้อย   การขุดคูจะทำให้เขาเสียเนื้อที่มากเขาอาจให้ได้เฉพาะแต่เดินผ่านไปเท่านั้นจะขอขุดคูทำทางน้ำผ่านไม่ได้  ทั้งนี้  โดยพิจารณาว่าจะเกินความจำเป็นและเสียหายแก่เขามากน้อยเพียงใด  แต่ถ้าเขามีคูอยู่แล้ว  ก็ชอบที่จะ ขอพายเรือเข้าออกได้ การที่เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมจะขอใช้ทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ   ต้องพิจารณาด้านที่ใกล้ทางสาธารณะที่สุด และเหมาะสมแก่ความจำเป็นที่สุด  ไม่ได้หมายความว่าจะออกทางใดก็ได้   อย่างไรก็ดี   แม้จะออกได้ก็ต้องให้เขาได้รับความเสียหายน้อยที่สุด จะเลือกตามชอบใจไม่ได้



การได้มาและการสิ้นสุดของทางจำเป็น


            โดยที่ทางจำเป็นเป็นเรื่องการได้สิทธิโดยกฎหมาย   ดังนั้น  การได้มาซึ่งทางจำเป็นจึงไม่ต้องจดทะเบียนแต่ประการใด   แต่ผู้ขอใช้ทางจำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนอันเนื่องมาจากความเสียหายที่เกิดจากการใช้ทางจำเป็นนั้นให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกใช้ทาง   อย่างไรก็ตาม   กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามเจ้าของที่ดินที่จะตกลงให้ จดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอม   อาจมีการตกลงกันให้จดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมก็ได้  ทางจำเป็นนั้นก็กลายเป็นทางภาระจำยอมได้   อย่างไรก็ตาม  ก็เคยปรากฏว่าได้มีคำพิพากษาของศาลให้จดทะเบียนทางจำเป็น ในกรณีนี้   การจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็นก็จะดำเนินการโดยอนุโลมปฏิบัติเช่นเดียวกับการจดทะเบียนภาระ   จำยอม


            ด้วยเหตุที่ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยเป็นการได้สิทธิตามกฎหมาย    ในเมื่อมีความจำเป็น  ดังนั้น  ถ้าหมดความจำเป็นไม่ถูกล้อมเมื่อใด  เช่น   ซื้อที่ดินติดต่อกับทางสาธารณะออกเองได้ ทางจำเป็นก็จะต้องสิ้นสุดไป   ขอผ่านที่เขาอีกไม่ได้



ค่าทดแทน


            ในเรื่องการขอใช้ทางจำเป็น  กฎหมายบังคับว่า ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ โดยค่าทดแทนอาจมีได้ ๒ ประการ คือ


            ๑. ค่าทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่มีทางผ่าน   จะเสียหายมากหรือน้อยก็แล้วแต่ชนิดของทางที่ผ่าน  เช่น  จำต้องตัดต้นไม้บางต้นเพื่อให้ทำทางผ่านไปได้


            ๒. ค่าทดแทนที่เป็นค่าใช้ที่ดินของเขาเป็นทาง   การที่ต้องมีทางผ่านไปย่อมทำให้เจ้าของที่ดิน   ไม่ได้ใช้ที่ดินตรงนั้นทำประโยชน์ได้ตามประสงค์    การใช้ค่าทดแทนในกรณีนี้คล้ายกับเป็นค่าเช่า จะตกลงกันเป็นรายปีหรือเป็นเงินก้อนก็ได้


            นอกจากทางจำเป็นจะมีขึ้นได้ดังได้กล่าวข้างต้นแล้ว  ในมาตรา ๑๓๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยังได้บัญญัติว่า  “ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่ง  ไม่มีทางออกไปสู่ทาง สาธารณะไซร้   ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน   และไม่ต้องเสียค่าทดแทน”   ตัวอย่างเช่น  ที่ดินโฉนดเลขที่ ** มีชื่อนาย ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์   ด้านหนึ่งของที่ดินแปลงนี้จะอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์   ต่อมา นาย ก. ได้จดทะเบียนแบ่งขายที่ดินแปลงนี้ออกไปอีกหลายแปลง   และได้แบ่งขายที่ดินแปลงแยกแปลงหนึ่ง  คือ โฉนดเลขที่ *** ให้แก่ นาย ว.   ที่ดินโฉนดเลขที่ *** ที่นาย ว. ซื้อมาเป็นที่ดินที่อยู่ด้านในสุดและไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ดังนี้  นาย ว. ย่อมมีสิทธิที่จะเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ ** ของนาย ก. ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน



ข้อแตกต่างระหว่างทางจำเป็นกับภาระจำยอม


            ทางจำเป็นกับทางภาระจำยอมจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่พอจะแยกให้เห็นความแตกต่างได้ ดังนี้


            ๑. ทางจำเป็นจะต้องเป็นการขอผ่านไปสู่ทางสาธารณะเท่านั้น   ส่วนทางภาระจำยอม ไม่จำเป็นต้องเป็นการผ่านไปสู่ทางสาธารณะ จะผ่านไปสู่ที่ใดก็ได้


            ๒. ทางจำเป็นจะเกิดขึ้นได้จะต้องเป็นกรณีที่ที่ดินถูกล้อมอยู่จนออกสู่ทางสาธารณะไม่ได้  ถือเป็นการได้สิทธิโดยกฎหมาย     แต่การขอใช้ทางภาระจำยอมไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่ดินที่ถูกล้อมจนออกสู่ทางสาธารณะไม่ได้     แม้ที่ดินไม่ถูกล้อมก็สามารถขอใช้ทางภาระจำยอมได้    โดยอาจได้สิทธิภาระจำยอมโดยนิติกรรม  หรือโดยอายุความ

            ๓. ผู้ขอใช้ทางจำเป็นจะต้องเสียค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่   แต่ทางภาระจำยอมโดยนิติกรรม   กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเสียค่าทดแทนจึงแล้วแต่จะตกลงกันว่าจะมีการเสียค่าทดแทนหรือไม่


            ๔. ทางจำเป็นเป็นการได้สิทธิตามกฎหมาย   การได้สิทธิไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่   ส่วนภาระจำยอมที่ได้มาโดยนิติกรรมต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรค ๑ มิฉะนั้นไม่บริบูรณ์



การจดทะเบียน “สิทธิทางจำเป็น”


            ทางจำเป็นเป็นการได้สิทธิโดยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙   โดยไม่ต้องจดทะเบียน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๗๔/๒๕๔๙)   แต่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เคยปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาให้จดทะเบียนทางจำเป็น   ซึ่งกรมที่ดินได้พิจารณาตอบข้อหารือว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนในประเภท “สิทธิทางจำเป็น ตามคำพิพากษา……………………….. ลงวันที่……เดือน…………พ.ศ……” โดยอนุโลมปฏิบัติตามแนวทางการจดทะเบียนประเภทภาระจำยอม   สำหรับค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิทางจำเป็น  กรณีไม่มีค่าตอบแทนจะเสียค่าจดทะเบียนประเภทไม่มีทุนทรัพย์แปลงละ ๕๐ บาท   ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑)  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗   ไม่เสียภาษีอากร แต่ถ้ามีการจ่ายค่าตอบแทน ให้แก่กันจะเสียค่าจดทะเบียนร้อยละ ๑ จากจำนวนเงินค่าตอบแทนตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑)ฯ ข้อ ๒ (๗) (ฏ)    และเสียค่าอากรแสตมป์ใบรับร้อยละ ๐.๕ (ร้อยละ ๕๐ สตางค์)  จากจำนวนเงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่กัน


                                         สรุปโดย กลุ่มพิจารณาปัญหาข้อหารือและร้องเรียน
                              ส่วนมาตรฐานการจดทะเบียนฯ   สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน
                                                          กรกฎาคม   ๒๕๕๐

 

 

 

               ภาระจำยอมในที่ดิน

 

 

 

ภาระจำยอม เป็นทรัพยสิทธิ ประเภทหนึ่ง ที่ตัดทอนกรรมสิทธิ์ ในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น อันทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น ต้องยอมรับภาระบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนอำนาจกรรมสิทธิ์ เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ในทางกฎหมายแล้ว อสังหาริมทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภาระจำยอมเรียกว่า " สามยทรัพย์ " ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบังคับภาระจำยอมเรียกว่า " ภารยทรัพย์ " ตัวอย่างภาระจำยอมเช่น ยอมให้มีทางเดิน หรือ ทางน้ำ ยอมให้ชายคา หรือ หน้าต่างบุคคลอื่น ล้ำเข้ามาในที่ดินของตน ยอมที่จะไม่ปลูกสร้างอาคาร ปิดบังแสงสว่าง ทางลม แก่ที่ดินข้างเคียง

 

สิทธิ และ หน้าที่ของ เจ้าของภารยทรัพย์มีดังนี้คือ

1. ต้องไม่ประกอบการใด ๆ เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมนั้นลดลงไป

2. เจ้าของสามยทรัพย์ ไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงใน ภารยทรัพย์ หรือ ในสามยทรัพย์ อันเป็นการเพิ่มภาระแก่ ภารยทรัพย์

3. เจ้าของสามยทรัพย์ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาและ ใช้ภาระจำยอม และ ต้องให้ภารยทรัพย์เสียหายน้อยที่สุด

4. ถ้าความต้องการของเจ้าของสามยทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าของสามยทรัพย์ ที่จะทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น แก่ภารยทรัพย์

5. เจ้าของภารยทรัพย์อาจจะขอย้ายไปส่วนอื่น ก็ได้ แต่การย้ายนั้น ต้องไม่ ทำให้ความสะดวกแห่งสามยทรัพย์ลดน้อยลงไป

6. ถ้ามีการแบ่งภารยทรัพย์ ภาระจำยอมก็คงมีอยู่ทุกส่วน ที่แยกออกไป แต่ถ้าส่วนใดไม่ใช้ หรือ ใช้ไม่ได้ เจ้าของส่วนอาจเรียกหรือ ขอให้พ้นจากภาระจำยอมได้

7. เมื่อสามยทรัพย์ได้จำหน่ายออกไปภาระจำยอมย่อมติดไปด้วย เว้นแต่จะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

 

ภาระจำยอมเป็นบทบัญญัติที่ไม่มีการจำกัดระยะเวลา เหมือนทรัพยสิทธิประเภทอื่น ดังนั้นการทำนิติกรรมที่ ก่อให้เกิดภาระจำยอมต้องกำหนดเงื่อนไงไว้ให้ชัดเจน เช่น ความกว้างความยาว การให้ยานพาหนะผ่านได้หรือไม่ หรือ การกำหนดว่าให้หมดภาระจำยอม เมื่อมีการโอน สามยทรัพย์ให้บุคคลอื่น

ภาระจำยอม อาจเกิดโดยนิติกรรม และ โอยอายุความภาระจำยอมโดยนิติกรรม จะทำได้โดยการตกลงกัน ระหว่างเจ้าของที่ดินแปลงที่จะจดเป็นภาระจำยอม และ แปลงที่จะได้ประโยชน์จากภาระจำยอม โดยต้องจดทะเบียน ต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนภาระจำยอมที่เกิดจากอายุความ เกิดโดยที่ดินแปลง หนึ่งได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินอีกแปลงหนึ่ง โดยสงบ เปิดเผย และ มีเจตนาเป็นเจ้าของสิทธินั้น ติดต่อกันเป็นระยะเวลาเกิน 10 ปี จนได้ภาระจำยอมโดยอายุความ

 

การสิ้นไปแห่งภาระจำยอม

1. ถ้า ภารยทรัพย์ หรือ สามยทรัพย์ สลายไปทั้งหมดเท่ากับภาระจำยอมจะสิ้นไปโดยอัตโนมัติ

2. เมื่อภารยทรัพย์ หรือ สามยทรัพย์ ตกเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เจ้าของสามารถขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมได้

3. ภาระจำยอมไม่ได้ใช้ 10 ปี ติดต่อกัน ภาระจำยอม ย่อมหมดสิ้นไป

4. ภาระจำยอมหมด ประโยชน์ แก่สามยทรัพย์

5. เมื่อภาระจำยอมนั้น ยังประโยชน์ ให้แก่ สามยทรัพย์นั้น น้อยมาก เจ้าของภารยทรัพย์ขอให้พ้นจากภาระจำยอมทั้งหมด หรือ แต่บางส่วนก็ได้ แต่ต้องใช้ค่าทดแทน

 

 

 

 

 

 

           เคลียร์แล้วปัญหาโลกแตก 'ไก่'เกิดก่อน'ไข่' 

 

 

                            

 


"อ.เจษฎา" จากจุฬาฯ คลี่คลายข้อกังขาปัญหาโลกแตก “ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน” ยืนยันชัด "ไก่" เกิดก่อนแน่นอน เหตุเปลือกไข่สร้างโดยโปรตีนจากไก่เท่านั้น
 

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษชุดหนึ่งในโลกออนไลน์ เพื่อไขคำตอบให้กับปัญหาโลกแตก “ไก่ หรือ ไข่ อะไรเกิดก่อนกัน?” ซึ่งระบุว่า “Scientists finally concluded that the chicken came first , not the egg, because the protein which makes egg shells is only produced by hens.” แปลเป็นภาษาไทยก็คือ “นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปปัญหาโลกแตกดังกล่าวแล้วว่า โปรตีนที่สร้างเปลือกไข่นั้น มีไก่เท่านั้นที่ผลิตออกมาได้” สรุปก็คือ ต้องมี “ไก่” ถึงจะสามารถมี “ไข่”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายความกับ “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ซึ่ง “ไก่” สามารถสร้างโปรตีนชื่อว่า “ovocledidin-17” (OC-17) เพื่อผลิตเป็นเปลือกไข่แข็งๆ ห่อหุ้มไข่แดงและไข่ขาวไว้ โดยโปรตีนดังกล่าวทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น และตกผลึกของแคลเซียมคาร์บอเนตในทุกๆ 24 ชม. จะได้ 6 กรัม อีกทั้งยังพบว่าโปรตีนดังกล่าวยังถูกผลิตโดยเฉพาะในไก่เพียงเท่านั้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มีข้อมูลจากทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย Sheffield และ Warwick ค้นพบว่า โปรตีนที่ชื่อ ovocledidin-17 หรือตัวย่อ OC-17 เป็นสิ่งจำเป็นในการเริ่มต้นและเร่งขบวนการตกผลึกของเปลือกไข่ให้แข็ง เพื่อใช้เป็นบ้านของลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่จะค่อยๆ พัฒนาการจากไข่แดงและไข่ขาว อีกทั้งโปรตีน OC-17 ก็พบเฉพาะในรังไข่ของไก่เท่านั้น ซึ่งการค้นพบนี้ จึงสรุปว่าไก่เกิดก่อน เพราะต้องมีแม่ไก่ที่มีสาร OC-17 ในรังไข่ก่อน แม่ไก่ถึงจะออกไข่ได้ 

 

ขอบคุณที่มาจาก เดลินิวส์

         

 

 

 

 

 

 

 

ขยายผลสอบยุทธนามือปาระเบิดศาลอาญา รัชดา เป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ มีแนวคิดทางการเมืองสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง -
""""""""""""

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากถูกควบคุมตัวทหารและตำรวจได้ร่วมกันซักถามนายยุทธนา เย็นภิญโญ ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ปาระเบิดเข้าไปในบริเวณศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ทราบว่า นายยุทธนา เป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ มีแนวคิดทางการเมืองสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง โดยในห้วงปี 2557 ได้รู้จักกับสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงหัวรุนแรงผ่านเว็บไซด์เฟสบุ๊ค มีการแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างกลุ่มก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ไลน์ในการติดต่อระหว่างกัน ก่อนจะพัฒนาเป็นการร่วมกลุ่มสนทนากลุ่มใหญ่ในไลน์ เช่น กลุ่มสัจจะ กลุ่มพิราบข่าว และกลุ่ม people.เรารักred โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า “องค์ดำ”
""""""""""""""""""""""""""""""""
นายยุทธนา ให้ปากคำในการซักถามอ้างว่า รู้จักกับนายมหาหิน ขุนทอง ซึ่งใช้ชื่อว่า สิ ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ ที่มีสมาชิกเป็นคนกลุ่มเสื้อแดง จากนั้นได้รู้จักกับ น.ส.ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง ที่คบหากับนายมหาหิน ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 นายมหาหิน และ น.ส.ณัฏฐพัชร์ ได้เดินทางมาที่กรุงเทพมหานครและเดือดร้อนไม่มีที่พัก จึงมาขออาศัยด้วยโดยบอกว่าจะพักเพียง 2-3 วัน
""""""""""""""""""""
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2558 น.ส.ณัฏฐพัชร์ ได้เรียกนายบิ๊ก (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ให้มาพักด้วย แต่นายยุทธนา ไม่อนุญาต เนื่องจากน.ส.ธัชพรรณ ปกครอง แฟนสาวไม่พอใจที่คนกลุ่มนี้มารบกวน ซึ่งตัวนายยุทธนา เอง ก็ไม่พอใจที่นายมหาหิน และ น.ส.ณัฏฐพัชร์ พักอาศัยอยู่ด้วยเป็นเวลานานจึงเริ่มมีปัญหาระหว่างกัน
""""""""""""""""""""""
ในการซักถามนายยุทธนา อ้างด้วยว่า เย็นวันเกิดเหตุ น.ส.ณัฏฐพัชร์ ไม่พอใจที่นายมหาหินและนายบิ๊ก รับค่าจ้างแล้วไม่ลงมือก่อเหตุสร้างสถานการณ์โดยเร็ว เพราะต้องการกลับภูมิลำเนาแล้ว ระหว่างนั้นตนรู้สึกรำคาญและด้วยความคึกคะนองจึงอาสาก่อเหตุให้ โดยขอค่าจ้าง 10,000 บาท เพื่อนำเงินไปใช้สำหรับการคลอดบุตรของแฟนสาว ซึ่ง น.ส.ณัฏฐพัชร์ รับปากว่าจะจ่ายให้หลังก่อเหตุเรียบร้อย
นายยุทธนา อ้างด้วยว่า หลังรับอาสานายบิ๊ก ได้ส่งสิ่งของทรงกลม สีน้ำตาล ซึ่งอ้างว่าเป็นระเบิดที่ผลิตเองมีอนุภาพคล้ายระเบิดปิงปอง และสอนวิธีถอดสลักก่อนขว้างให้ เพราะนายยุทธนาจะทำหน้าที่ขว้าง โดยมีนายมหาหิน เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ให้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะนายมหาหินอ้างว่ามีปัญหาสุขภาพที่มือไม่สามารถปาของหนักได้ กระทั่งเวลา 19.00 น. จึงขี่รถจักรยานยนต์ยไปยามาฮ่า รุ่นมีโอ ทะเบียน วงต 967 กรุงเทพมหานคร ออกจากที่พักไปยังศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก โดยมีนายยุทธนา เป็นผู้ขี่ และนายมหาหิน ซ้อนท้าย เมื่อมาถึงบริเวณห่างจากศาลอาญาประมาณ 200 เมตรจึงสลับเปลี่ยนกันโดยนายยุทธนาไปเป็นคนซ้อนและให้นายมหาหิน เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์แทน และหลังจากขี่รถผ่านหน้าศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกนายยุทธนาจึงขว้างระเบิดเข้าไปภายในพื้นที่ของศาลอาญาฯ และพยายามหลบหนีแต่ไม่รอดถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้
"""""""""""""""""""""""""""""
นายยุทธนา ยังให้ปากคำต่อทีมซักถามด้วยว่า ในการสนทนาในกลุ่มไลน์ พบว่ากลุ่มคนเสื้อแดงวางแผนจะก่อเหตุสร้างสถานการณ์ครั้งใหญ่ในวันที่ 15 มีนาคม 2558 โดยวางแผนวางระเบิดในกรุงเทพมหานครอย่างน้อย 100 จุด ซึ่งนายยุทธนาอ้างว่าตัวเขาไม่เห็นด้วยและคิดว่าเป็นไปไม่ได้จึงแยกตัวออกจากห้องสนทนาที่มีแนวคิดเช่นนี้
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/638127#sthash.2eC2sRkw.dpuf

 

 


ภาพจากเฟซ นายยุทธนา เย็นภิญโย 
https://www.facebook.com/profile.php?id=100006811507227
...................
ข่าวระเบิดเมื่อคืน เริ่มขึ้นช่วงหัวค่ำ ตอนแรกๆ ดูสับสนมาก
บางข่าวว่าแค่ขว้างระเบิด บางข่าวว่ามียิงกัน..
ข่าวสับสนในช่วงแรก สุดท้ายกลายเป็นว่า พบว่ามีจยย.ล้ม และทหารจับคนได้ 2 คน
ชื่อ ยุทธนา เย็นภิญโญ และ มหาหิน ขุนทอง...
....


ในเวลาต่อมาหลักจากพวกทหารออกมาตรวจแล้ว นั่นรวมทั้ง พล.ต.อภิรัชย์ ที่ออกมาด้วย
กลายเป็นว่า ทหารไล่ยิงยุทธนา บาดเจ็บ โดนไปสี่นัด เข้ารพ.พระมงกุฎของทหาร
ส่วนนายมหาหิน ทหารคุมไปสอบในเซฟเฮาร์ซึ่งคาดว่าคือ ราบ11..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โอบามากับ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” ประเด็นร้อนท้าทาย “ดุลยภาพตะวันออกกลาง”

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

 

 

  

        Weekend Focus:โอบามากับ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน”  ประเด็นร้อนท้าทาย “ดุลยภาพตะวันออกกลาง” 

 

 

 

การออกโรงโจมตีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบามาแบบออกนอกหน้า และเผ็ดร้อนของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยเฉพาะในกรณีโครงการพัฒนาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนด้านต่างประเทศที่มีผู้คนติดตามมากที่สุดประเด็นหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       นายกรัฐมนตรีเบนจามิน “บีบี”เนทันยาฮู ของอิสราเอล ในวัย 65 ปีได้ใช้โอกาสที่ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมสภาคองเกรสส์ของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ประณามความพยายามของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ในการจับมือมหาอำนาจอื่นๆ ผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมในเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์กับอิหร่าน โดยเนทันยาฮู ชี้ว่า รัฐบาลวอชิงตันในเวลานี้กำลังเปิดช่องทางให้อิหร่านไ ด้กลายเป็นผู้ครอบครองอาวุธมหาประลัยอย่างระเบิดนิวเคลียร์ได้อย่างชอบธรรม
       
       เนทันยาฮูซึ่งครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลสมัยแรกระหว่างปี 1996-1999 ก่อนได้กลับเข้ามาครองอำนาจอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2009 กล่าวโจมตีโอบามาในการเป็นตัวตั้งตัวตีผลักดันข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน โดยระบุว่าผู้นำเมืองลุงแซมทำผิดพลาดมหันต์ที่ยอมปล่อยให้อิหร่านได้ก้าวเดินบน “เส้นทางสายนิวเคลียร์” ต่อไป ทั้งๆที่โอบามาน่าจะทราบดีอยู่แก่ใจว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางที่คุกรุ่นด้วยไฟแห่งความขัดแย้งมาโดยตลอด จะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเพียงใดหากปล่อยให้อิหร่านแผ่ขยายอิทธิพลของตนได้ตามชอบใจ แถมยังมีสถานะสมาชิกของสโมสรนิวเคลียร์ (nuclear club) พ่วงท้าย
       
       หลังการปราศรัยของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งปฏิเสธไม่ยอมพบปะหารือกับเนทันยาฮูระหว่างที่นายกฯยิวสายเหยี่ยวผู้นี้เดินทางเยือนอเมริกาคราวนี้ ออกมาตอบโต้กลับว่า คำพูดของเนทันยาฮู “ไม่มีอะไรใหม่” และ “ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์” ใดๆในการป้องกันไม่ให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
       
       สำหรับชายที่ชื่อเบนจามิน เนทันยาฮูแล้ว ความก้าวหน้าในโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านไม่เพียงแต่จะคุกคามความอยู่รอดของอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนอนาคตทางการเมืองของเขา ที่ต้องเผชิญบททดสอบสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 17 มีนาคมนี้ด้วยเช่นกัน
       
       ด้านมาร์ซีห์ อัฟกัม โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ออกโรงตราหน้าเนทันยาฮูว่าเป็น “นักโกหกลวงโลก” ที่คอยสร้างข้อมูลเท็จมาป้ายสีเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เชิงสันติของรัฐบาลเตหะราน ขณะที่เฟเดริกา โมเกรินี ประธานนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ชี้ว่า นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกำลังทำในสิ่งที่เรียกว่า “โหมกระพือความหวาดกลัว” โดยไม่มีความจำเป็น
       
       ในอีกด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่าทีของรัฐบาลโอบามาในการ “โอนอ่อน” ต่ออิหร่านในเรื่องนิวเคลียร์ กำลังสร้างความกังวลใจไม่น้อยให้กับบรรดารัฐอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงอียิปต์ ที่ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอเมริกาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดใน “โลกอาหรับ” ด้วยเช่นกัน
       
       แหล่งข่าวทางการทูตในภูมิภาคตะวันออกกลางเผยว่า ในยามนี้กระแสความไม่พอใจสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงอียิปต์ เพราะชาติพันธมิตรอาหรับเหล่านี้ต่างกำลังรู้สึกว่า ตนเองถูก “หักหลัง” จากวอชิงตันที่หันไปผูกไมตรีกับอิหร่านที่ถือเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” ของรัฐอาหรับสายสุหนี่มาช้านาน
       
       มิชาล อัล-เกอร์กาวี ผู้อำนวยการใหญ่สถาบัน “เดลมา” ในอาบูดาบี ให้ความเห็นไว้อย่างเจ็บแสบว่า รัฐบาลบารัค โอบามากำลังผลักไส “เพื่อนรักที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในโลกอาหรับ” ให้ตกลงไปใต้ท้องรถบัส และพร้อมแล่นทับจนสิ้นใจ แต่ในขณะเดียวกันโอบามากลับอ้าแขนเชื้อเชิญ “ศัตรูคู่อาฆาต” อย่างอิหร่านขึ้นมานั่งจิบไวน์อยู่บนรถบัสหน้าตาเฉย
       
       ด้านอาลี วาเอซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านแห่งสถาบัน “International Crisis Group” ออกมาระบุว่า จุดยืนที่ล่อแหลมของรัฐบาลโอบามาต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน นอกจากจะทำให้อิหร่านได้มีโอกาสขยับเข้าใกล้ความเป็น “รัฐนิวเคลียร์” มากขึ้นทุกขณะแล้ว ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตันยังอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ “ดุลอำนาจ” ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างสำคัญด้วยการผลักดันให้รัฐชีอะห์อย่างอิหร่านรวมถึงซีเรีย ได้ผงาดเหนือฝ่ายสุหนี่ที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำอีกด้วย
       
       ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องที่น่าประหลาดในหรือเกินความคาดหมายแต่อย่างใด หากนับจากนี้เป็นต้นไป เราจะมีโอกาสได้เห็นผู้นำของรัฐอื่นๆในตะวันออกกลาง ออกมากล่าวโจมตีสหรัฐฯในเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านซ้ำรอย นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอีก และคงต้องติดตามต่อไปว่าประเด็นร้อนฉ่าเรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านนี้จะจบลงเมื่อใดและในลักษณะใด รวมถึงจะส่งผลกระทบต่อ “ดุลยภาพของตะวันออกกลาง” ที่แสนเปราะบางมากน้อยเพียงใด

 

 

       Weekend Focus:โอบามากับ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน”  ประเด็นร้อนท้าทาย “ดุลยภาพตะวันออกกลาง” 

 

      Weekend Focus:โอบามากับ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน”  ประเด็นร้อนท้าทาย “ดุลยภาพตะวันออกกลาง” 

 

 

      Weekend Focus:โอบามากับ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน”  ประเด็นร้อนท้าทาย “ดุลยภาพตะวันออกกลาง” 

 

 

      Weekend Focus:โอบามากับ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน”  ประเด็นร้อนท้าทาย “ดุลยภาพตะวันออกกลาง” 

 

 

 

 

 

 

 

 

 น่าสนใจจากเฟสบุ๊คครับ

 

 

                    

 

 

ภาวะเศรษฐกิจซบเซาในตอนนี้เป็นเพราะเครื่องยนต์หลักของประเทศไม่สามารถทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ ภาคเกษตรราคาสินค้าเกษตรอย่างข้าว ยางพาราราคาตกต่ำ กำลังซื้อและความมั่งคั่งของชาวเกษตรก็หดหาย คนในภาคเกษตรหลายล้านครัวเรือนที่รายได้ลด กำลังซื้อนับแสนล้านก็หดหายไปด้วยการดึงเงินหนีไปจากมือคนจนก็คือการทำลายกำลังซื้อ และทำลายความร่ำรวยของผู้ค้าและธุรกิจต่างๆไปด้วย

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในความเป็นจริงก็คือ คนจนคือคนที่ขาดปัจจัยต่างๆในการดำรงชีวิต มีความต้องการสินค้าต่างๆที่จำเป็นมากกว่าคนรวยที่มีทุกอย่างพร้อม เมื่อได้เงินหรือมีเงินจึงมีความต้องการใช้มากกว่า เขาคือลูกค้ากลุ่มใหญ่ของคนทำธุรกิจค้าขายเพราะความเข้าใจในบริบทนี้นโยบายต่างๆของบางรัฐบาล จึงเน้นการให้เงินกับฐานราก แล้วเกิดการจับจ่ายหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีด้วย ทำให้รากแก้ว ฐานรากของสังคมแข็งแรงไปด้วยเงินยิ่งหมุนรัฐยิ่งเก็บภาษีได้หลายรอบ และผ่องถ่ายหมุนเวียนไปหาพ่อค้านักธุรกิจให้ร่ำรวยมีกำไรไปด้วย เพราะคนจนเขาซื้อเพราะเขายังไม่พอสำหรับปัจจัยดำรงชีวิต

 

การมองคนละมุมทำให้พวกอนุรักษ์และอำนาจนิยม มองการช่วยฐานรากเป็นปีศาจประชานิยมคอยหลอกหลอน ทั้งที่แท้จริงแล้วคนรวยพ่อค้านักธุรกิจก็ได้ประโยชน์ตามกลไกและหน้าที่ในสังคมพอตกหล่มการหลอนตัวเองว่าการช่วยชาวนาอย่างจำนำข้าว การอุดหนุนราคายาง เป็นความเลวร้ายและเสียหายต่อชาติ แต่ประชาชนได้ประโยชน์ชาติที่เสียหายจึงไม่รู้หมายถึงใคร เพราะชาติคือประชาชนการยกเลิกเงินอุดหนุนพวกนี้จึงเป็นการดึงกำลังซื้อมหาศาลออกจากระบบเศรษฐกิจจึงได้เหงาเป็นหมาป่วย จะกลับมาทก็เป็นการกลืนน้ำลายตัวเองที่ถ่มรดเขาไว้ สุดท้ายหันไปหันมา ก็มาทำตลาดข้างทำเนียบเอาไว้ดูเล่น แบบไปกะบ่ฮอด จอดก็พอกะเทิน ขายผักขายปลาเค็มอยู่อย่างนี้........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             กุลี-จับกัง

 

 

รู้ไปโม้ด
โดย...น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

น้าชาติครับ กุลีจีนกับจับกังมีความหมายเหมือนกันไหม เข้ามาเมืองไทยอย่างไร ขอบคุณครับ ป.ล.เป็นแฟนน้าชาตินานกว่าทศวรรษแล้วนะครับ

ปักษีทอง



ตอบ ปักษีทอง


เริ่มจากความหมาย ของศัพท์ จับกัง และ กุลี ก่อนนะ

ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต อรรถาธิบายไว้ว่า คำว่า จับกัง และ กุลี เป็นคำเรียกกรรมกรแบกหามชาวจีน หรือคนไทยที่ทำงานกับคนจีน กรรมกรแบกหามงานหนักอย่างนี้ บางคนเรียกว่า กุลี บางคนเรียกว่า จับกัง

คำว่า จับกัง เป็นคำจากภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า งาน 10 อย่าง จับกัง หมายถึงผู้ที่สามารถทำงานได้หลายอย่าง แต่มักเน้นงานที่ต้องใช้กำลังกาย หรืองานช่าง ปัจจุบันมักเข้าใจว่าจับกังเป็นกรรมกรแบกหามเท่านั้น

ส่วนคำว่า กุลี เป็นคำมาจากคำภาษาอังกฤษว่า coolie เป็นคำที่อังกฤษรับมาจากคำว่า guli ในภาษาฮินดีอีกทอดหนึ่ง

guli เป็นคำที่สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำ goli ซึ่งเป็นชื่อ ชนเผ่าหนึ่งหรือวรรณะหนึ่งในแคว้นคุชราต เป็นพวกที่รับจ้างทำงานขนถ่ายสิ่งสกปรกที่น่ารังเกียจ

สำหรับประวัติของคนจีนที่เข้ามาขายแรงงานเป็นกุลีในประเทศ ไทย (สยาม) ได้ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ห้องจัดแสดง 2 กุลีจีน ว่า

ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากสังคมศักดินาสู่ระบบทุนนิยม ชาวสยามยังเป็นแรงงานบังคับในระบบไพร่ ไม่มีอิสระที่จะไปรับจ้าง จึงใช้แรงงานจีน หรือกุลีจีน ซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติ แรงงานจีนถือเป็นแรงงานรับจ้างรุ่นแรก

ในการทำงานบุกเบิกสังคมไทย โดยต้องผูกปี้ครั่งที่ข้อมือเป็นสัญลักษณ์การเสียภาษีให้รัฐไทยราวปีละ 2 บาท แลกกับอิสระในการเดินทางและทำงานรับจ้าง

แรงงานจีนขยันขันแข็ง ทำงานหลากหลายประเภท เช่น เป็น กุลีลากรถ ขุดคลอง แรงงานอู่ต่อเรือ กะลาสีเรือ ก่อสร้าง สร้างถนน เป็นคนงานในโรงงานน้ำตาล โรงสี โรงเลื่อย คนงานเหมืองแร่ แต่ได้ค่าตอบแทนน้อยเมื่อเทียบกับงานที่หนักมาก ขาดหลักประกันในการทำงาน และจำนวนมากต้องกลายเป็นคนติดอบายมุข สูบฝิ่น เพราะรู้สึกสบายหายปวดเมื่อย

 

 


 





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า อั้งยี่ ขึ้นมา และอาศัยองค์กรประเภทนี้ดูแลพิทักษ์ผลประโยชน์ แต่อั้งยี่ก็กลายเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นสมาคมลับ เมื่อมีการออกกฎหมายอั้งยี่ขึ้นมาในปี พ.ศ.2440

ยังมีข้อมูลจากบทความเรื่อง กำเนิดและวิถีชีวิตของชุมชนแรงงานรับจ้างในประเทศไทย โดย รศ.ดร.พรรณี บัวเล็ก แห่งมหาวิทยาลัยเกริก ระบุว่า กุลีที่อพยพมาในประเทศไทยมี 2 ลักษณะ คือ อพยพอย่างอิสระ และอพยพโดยผ่านระบบตั๋วสัญญา

การค้ากุลีในประเทศจีนดำเนินโดยบริษัทของชาติมหาอำนาจที่ร่วมกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น รัฐบาลชิงไม่สามารถยับยั้งได้ และในที่สุดจำเป็นต้องยอมรับการทำสนธิสัญญาปักกิ่งใน พ.ศ.2403

ผลของสัญญาทำให้รัฐบาลต้องอนุญาตให้ชาวจีนเดินทาง ออกนอกประเทศได้ และเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการห้าม ชาวจีนอพยพออกนอกประเทศเป็นนโยบายคุ้มครองแรงงานคนจีนที่ไปทำงานต่างประเทศไม่ให้ถูกขูดรีดจากพ่อค้ากุลีมากเกินไป

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชิงนี้ ทำให้ชาวจีนที่เคยลักลอบเดินทางออกนอกประเทศ เดินทางออกนอกประเทศได้สะดวกมากขึ้น ไม่ผิดกฎหมาย

นอกจากอยู่ในภาวะที่ถูกบีบบังคับให้ยอมรับการค้ากุลีของชาติมหาอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเห็นข้อดีจากชาวจีนโพ้นทะเลว่าเป็นพวกที่มีศักยภาพสามารถช่วยเหลือประเทศในด้านการเงินได้อย่างดี

การเปลี่ยนแปลงทันทีและนโยบายของรัฐบาลชิงต่อชาวจีนโพ้นทะเลทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกประเทศจีนมีมากขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         

 
 
 
4 มี.ค. 58 ที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ได้แถลงผ่านเครื่องขยายเสียง เรียกร้องพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมทำบุญที่วัดอ้อน้อย เนื่องในวันมาฆบูชา ร่วมระดมช่วยกระจายความผิดของเครือข่ายวัดพระธรรมกายที่ละเมิดพระธรรมวินัย โดยการระดมเขียนไปรษณียบัตรต่อต้านพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และมหาเถรสมาคม ส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี

 

พร้อมกล่าวถึงเรื่องที่ฝ่ายวัดพระธรรมกายเคลื่อนไหวให้ยกเลิก คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายไพบุลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ในวันที่ 12 มี.ค. ว่าตนจะตามไปทุกที่เพื่อให้ความรู้ชี้แนะ และจะตามจี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ถ้ายังบังคับให้′พระธัมมชโย′ สึกจากความเป็นพระไม่ได้ ′พระพุทธะอิสระ′ จะลาสิกขาทันที เพราะละอายตัวเองที่ไม่สามารถช่วยรักษาพระธรรมวินัยได้ ชีวิตนี้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อรักษาพระธรรมวินัย และปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ไม่ฝักใฝ่การเมือง ไม่เป็นหมาเชื่อง ๆ ให้ใครจูงจมูก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชูวิทย์ แขวะ พระสุเทพ สำนึกผิด แนะ พระพุทธอิสระเอาเยี่ยงอย่าง
 

 
              
 
 
 
 
  ชูวิทย์ โพสต์แขวะ พระสุเทพ พระสุดเทพสำนึกได้ รู้ว่าอดีตตัวเองทำอะไรผิด แนะพระพุทธะอิสระ เอาเยี่ยงอย่าง

                จากกรณีที่ พระสุเทพ ปภากโร (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี) ได้กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมือง ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากพวกมีกิเลสมาก หรือ พวกอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ และพวกขี้ขลาด ที่อยู่ด้วยความกลัว วิตกจริตว่าเพื่อนจะมาทำร้ายจึงชิงทำร้ายเพื่อนก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น [อ่าน พระสุเทพ ชี้ นายกฯ เป็น ส.ส. หรือคนนอกก็ได้ ขอเพียงได้คนดีจริง คลิก

                และล่าสุดวันนี้ (4 มีนาคม 2558) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์รูปภาพ และข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ I'm No.5 เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ในที่สุดธรรมะก็ช่วยขัดเกลาพระสุเทพให้สำนึกได้เสียที รู้ว่าในอดีตตัวเองก่อกรรมทำผิดอะไรไว้ อีกทั้งยังระบุว่า น่าจะให้พระพุทธะอิสระเอาเป็นเยี่ยงอย่างบ้าง

ชูวิทย์ แขวะ พระสุเทพ สำนึกผิด แนะ พระพุทธอิสระเอาเยี่ยงอย่าง
 
                โดยข้อความทั้งหมดมีดังนี้

                "ผมหยุดแล้ว พี่อิสล่ะ หยุดหรือยัง?”

                สุเทพพูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากพวกมีกิเลสมาก หรือ พวกอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ และพวกขี้ขลาด ที่อยู่ด้วยความกลัว วิตกจริตว่าเพื่อนจะมาทำร้ายจึงชิงทำร้ายเพื่อนก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ"

                โอ้โห ในที่สุดธรรมะก็ช่วยขัดเกลาพระสุเทพให้สำนึกได้เสียที รู้ว่าในอดีตตัวเองก่อกรรมทำผิดอะไรไว้ เพราะที่พระสุเทพพูด

                "พวกมีกิเลสมาก" หมายถึง พวกที่ไม่ยอมแพ้ คิดแต่จะเอาชนะ จิตพะวักพะวง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
                "อยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้" หมายถึง อยากเป็นนายกฯ อยากเป็นรัฐบาล แต่ไม่อยากเลือกตั้ง
                "พวกขี้ขลาด" หมายถึง พวกไม่ยอมสู้ต่อหน้า มักชอบวิธีลอบกัด หน้าอย่างหลังอย่าง
                “อยู่ด้วยความกลัว วิตกจริตว่าเพื่อนจะมาทำร้าย” อันนี้ยิ่งกว่าตรง เพราะพระสุเทพหมายถึงตัวเอง ที่ไม่เล่นตามกติกา ทำร้ายเพื่อน ท้ายสุดจึงต้องหนีหน้าโกนหัวเข้าวัด

                สาธุ... อนุโมทนา นับเป็นบุญที่คนทำผิดพลาดแล้วรู้จักสำนึก 

                น่าจะให้พุทธะอิสระนำเอาไปเป็นเยี่ยงอย่าง วันใดวันหนึ่งภายภาคหน้าคงได้เปล่งวาจาอย่างพระสุเทพบ้าง



 

 

 

                                                          นรกมาเกิด

 

 

 

             รู้จัก “ไอเอส“ กลุ่มก่อการร้าย รวยที่สุดในโลก

 

 

 

การตัดหัวคนเป็นว่าเล่นไม่น่าเกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน แต่เวลานี้มันกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและนับวันจะโหดร้ายป่าเถื่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มไอเอส ที่วันนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายหมายเลข 1 ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจะไปดูกันว่า ไอเอสเป็นใครและว่ากันว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่รวยโคตรโคตร

 

เอะอะ เอะอะ "ตัดหัว" เอะอะ เอะอะ "ตัดหัว" จะใครเสียอีก ถ้าไม่ใช่ กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือไอเอส ที่นับวัน ความโหดร้ายจะมาแรงแซงโค้งกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ เท่าที่โลกเคยเห็น ล่าสุด โลกก็ต้องตกตะลึงตาค้างอีกครั้ง เมื่อชายชุดดำ เพชฌฆาตจอมโหด ถือมีดด้ามยาวอยู่ข้างตัว มองดูศีรษะของ นายปีเตอร์ แคสซิก หรือ อับดุล เราะห์มาน แคสซิก ชาวอเมริกัน วัย 44 ปี ที่ศีรษะต้องกระเด็นออกจากคอ ด้วยน้ำมือของเพชฌฆาตผู้นี้

 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีชายชุดดำอีกหลายคน ที่ร่วมกัน เชือดคอทหาร และนักบินซีเรียอีก 18 คน นับเป็นการเชือดคอหมู่ครั้งแรก ที่โหดเกินกว่าโลกจะยอมรับได้ นี่คือการแก้แค้นของกลุ่มไอเอส ต่อการที่สหรัฐและชาติพันธมิตรโหมโจมตีรังของไอเอส ทั้งในอิรักและซีเรีย แถมสหรัฐยังเตรียมส่งทหารเข้าไปเพิ่มในอิรัก ให้ได้ถึง 3,000 คน ในการทำสงครามบดขยี้กลุ่มไอเอส ไอเอสจึงต้องชำระแค้น ให้สาสม.....!!!

 

กลุ่มไอเอส หรือ Islamic state เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักรบ หลายเครือข่าย ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่สงครามอิรัก ในปี 2546 เดิมเป็นสาขาหนึ่ง ของอัลกออิดะห์ในอิรัก แต่ต่อมาแตกคอกัน เลยแยกมาตั้งกลุ่มใหม่ แบบเดี่ยวๆ และค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น จนแซงหน้าอัลกออิดะห์ไปเรียบร้อยแล้ว ความสามารถพิเศษของไอเอสคือการปลุกระดมนักรบได้ทั่วโลก อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ออสเตรเลีย ผู้หลงเชื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ผู้นำคนปัจจุบันของไอเอสคือ "อะบู บากา อัล แบกดาดี" เขาเป็นบุคคลลึกลับ ทำตัวเงียบๆ Low Profile ไม่ชอบออกหน้า ออกตา แต่โหดสุดๆ สหรัฐฯ รู้ข้อมูลของเขาน้อยมาก รู้เพียงว่า เขาเกิดที่อิรัก และจบการศึกษาระดับด็อกเตอร์ทางด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยในกรุงแบกแดด

 

ไอเอสรวยมากค่ะ โดยไม่ได้เป็นแค่กลุ่มก่อการร้าย แต่ยังเป็นพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ ตอนนี้ครอบครองบ่อน้ำมันถึง 11 แห่งในอิรัก และซีเรีย ในเขตพื้นที่ที่เปิดศึกยึดครองมาได้ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งขุดเจาะน้ำมันอีก 7 แห่ง และโรงกลั่นน้ำมันอีก 2 แห่ง อยู่ในมือ

 

โดยเมื่อไอเอสยึดเมืองไหนได้ ก็จะปล้นธนาคาร และขู่กรรโชกทรัพย์คนในพื้นที่ หรือไม่ก็จับคนไปเรียกค่าไถ่ ไอเอสยังมีรายได้เสริมจากการลักลอบนำวัตถุโบราณของอิรัก ส่งขายให้ตุรกี ทำรายได้แบบเหนาะๆ หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่ดิฉันคาใจมากที่สุด คือเหตุใด เด็กหนุ่มสาวมากมายจากประเทศตะวันตก ทั้งสหรัฐ และยุโรป ถึงถูกล้างสมองให้ไปเป็นสาวกของไอเอส ได้อย่างง่ายดาย พวกเขายอมพลีกาย พลีชีพ เพื่ออุดมการณ์ ความรุนแรง ชนิดที่เด็กในวัย 20 ต้นๆ น่าจะยังไม่เดียงสา หรือลึกซึ้งกับการต่อสู้ เพื่อจัดตั้งรัฐอิสลาม ตามอุดมการณ์สูงสุดของไอเอส เด็กๆ เหล่านี้ ไปเป็นสาวกของไอเอส เพื่อ....?? ต้องรีบหาคำตอบให้ได้ค่ะ ไม่งั้นก็จะไม่มีวันถอนรากถอนโคนไอเอสได้เลย

 

เรื่องโดย: กิตติมา ณ ถลาง

 

 

 

 

        สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการถล่มทางอากาศฆ่านักรบ IS ไปแล้วกว่า 8,500 ศพ

 

 

 

สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการถล่มทางอากาศฆ่านักรบ IS ไปแล้วกว่า 8,500 ศพ

 

 

เอพี - พันธมิตรทางทหารในอิรักที่นำโดยสหรัฐฯ สามารถปลิดชีพพวกรัฐอิสลาม (ไอเอส) มากกว่า 8,500 ศพ นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการถล่มทางอากาศเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน นายพลผู้ดูแลภารกิจเผยเมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) พร้อมระบุนักรบกลุ่มนี้สูญเสียแสนยานุภาพในการบุกยึดดินแดนใหม่ๆ แล้ว

พล.อ.ลอยด์ ออสติน หัวหน้ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Central Command) ซึ่งควบคุมปฏิบัติการโจมตีไอเอส บอกว่าพวกรัฐอิสลามซึ่งควบคุมพื้นที่สำคัญๆทางภาคเหนือและตะวันตกของอิรักมาตั้งแต่ฤดูร้อนปีก่อน ไม่มีแสนยานุภาพพอที่จะบุกจู่โจมและยึดครองดินแดนใหม่ๆ อีกต่อไป “ข้อเท็จจริงคือ พวกเขาไม่ทำแบบเดียวกับในระยะเริ่มแรกได้อีกแล้ว”

นายพลรายนี้บอกกับคณะกรรมาธิการกิจการทหารของสภาคองเกสต่อว่ามีนักรบไอเอสถูกสังหารอย่างน้อย 8,500 คน ขณะที่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่นำโดยสหรัฐฯยังสามารถทำลายยานพาหนะ รถถังและอาวุธหนักได้อีกหลายร้อย นอกจากนี้การถล่มทางอากาศยังลดความสามารถของไอเอส ในการแสวงหารายได้จาการค้าน้ำมันเถื่อน ด้วยการโจมตีโรงกลั่นและแหล่งเก็บน้ำมันที่ญิฮัดกลุ่มนี้ยึดครอง โดยเฉพาะในซีเรีย

ความคิดเห็นดังกล่าวของออสตินปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงของเขาต่อคณะกรรมาธิการกิจการทหารของสภาคองเกสที่กำลังพิจารณาคำร้องของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ขออำนาจทางกฎหมายใหม่ในการสู้รบกับพวกรัฐอิสลาม

ขณะเดียวกัน ความเห็นของนายพลรายนี้ยังมีขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางการสู้รบกับพวกรัฐอิสลาม ขณะที่กองทัพอิรักและกองกำลังอาวุธท้องถิ่นชาวชีอะห์เรือนหมื่นเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่รุกยึดคืนเมืองติกริตจากพวกไอเอส

 

 

 

 

                     อนันตริยกรรม

 

 

 

                                                  

 

 

 

อนันตริยกรรม หมายถึง กรรมหนักที่สุด (ครุกรรม) ฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที มี 5 อย่าง คือ

  1. มาตุฆาต - ฆ่ามารดา
  2. ปิตุฆาต - ฆ่าบิดา
  3. อรหันตฆาต - ฆ่าพระอรหันต์
  4. โลหิตุปบาท - ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ขึ้นไป เช่น พระเทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล
  5. สังฆเภท - ยังสงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์

อนันตริยกรรม 4 ประการแรก คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต และโลหิตตุปบาท จัดเป็นสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ทั่วไปแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งหลาย หมายความว่า บรรพชิตก็ทำได้ คฤหัสถ์ก็ทำได้


ส่วนสังฆเภท เป็นอสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ไม่ทั่วไป หมายความว่า ภิกษุคือบรรพชิตเท่านั้น จึงจักกระทำสังฆเภทอนันตริยกรรม นี้ได้

ในส่วนของโทษหนักเบา และลำดับการให้ผลก่อนหลัง ของอนันตริยกรรม เรียงลำดับจากแรงที่สุดลงไป ได้ดังนี้

 

  • สังฆเภทอนันตริยกรรม (หนักที่สุด เพราะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย)
  • โลหิตุปบาทอนันตริยกรรม (สำคัญมากแต่ปัจจุบันทำไม่ได้เพราะพระพุทธองค์ทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว)
  • อรหันตฆาตอนันตริยกรรม (สำคัญปานกลาง เพราะพระอรหันต์ผู้ซึ่งไม่เบียดเบียนใครเลยและยังเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน)
  • มาตุฆาตปิตุฆาตอนันตริยกรรม (สำคัญน้อยกว่าอนันตริยกรรมอื่น ๆ เพราะถือว่าอยู่ในเพศฆราวาส)

โทษแห่งอนันตริยกรรม

 

ด้วยกรรมแห่งอนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้จัดเป็นกรรมหนักหรือครุกรรม ผู้ใดทำกรรมอนันตริยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจะได้รับโทษทั้งทางโลกและทางธรรม โทษของทางโลกคือจะถูกผู้คนประณามและสาปแช่ง ไม่คบค้าสมาคมใดๆเลย และยังถูกกฎหมายบ้านเมืองลงโทษอีก(โดยเฉพาะมาตุฆาต ปิตุฆาต และอรหันตฆาตเท่านั้น ยกเว้นสังฆเภทและโลหิตตุปบาทที่กฎหมายไม่สามารถลงโทษได้) ส่วนโทษของทางธรรมคือจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาปหนักบาปหนาที่สุด ฟ้าไม่อาจจะยกโทษให้เลยแม้แต่น้อย พระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดทำกรรมอนันตริยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะไม่สามารถบวชเข้ามาเป็นภิกษุได้เลยเพราะถือว่าเป็นผู้ต้องปาราชิกสำหรับฆราวาสแล้วและจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆเลยตลอดชีวิตในชาติที่ยังมีชีวิคอยู่ และเมื่อตายจากโลกไปจะต้องตกนรกเพียงสถานเดียว ไม่สามารถขึ้นสวรรค์ได้ ต่อให้ทำกรรมดีมากมายเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากนรกไปได้

 

ผุ้ทำอนันตริยกรรมจะต้องตกนรกลงไปยังขุมนรกที่ลึกที่สุดคือ มหาขุมนรกอเวจี ซึ่งอยู่ชั้นที่ 8 เป็นขุมนรกขุมใหญ่ที่มีการลงโทษหนักโดยไม่มีผ่อนผันหรือหยุดพักแต่ใดๆเลยแม้แต่วินาทีเดียว สัตว์นรกที่ตกขุมนรกนี้จะได้รับความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสและเป็นเวลายาวนานที่ไม่อาจจะนับได้เลยหรือเรียกว่า กัลป์

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ทำอนันตริยกรรมเพียงข้อใดเพียงข้อเดียว มีจิตสำนึกผิดที่ได้กระทำลงไปและได้ทำกรรมดีมากมายขณะยังมีชีวิต เมื่อตายจากโลก บุญกุศลที่ทำไว้จะนำมาหักกับบาปแห่งอนันตริยกรรมก็จะได้รับการลดโทษด้วยการไม่ไปบังเกิดไปยังมหาขุมนรกอเวจี แต่จะให้ไปเกิดขุมนรกอื่นแทนแต่ต้องได้รับโทษยาวนานเช่นกัน ตัวอย๋างเช่น พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา ต่อมาสำนึกผิดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดชีวิตจนถูกพระราชโอรสลอบปลงพระชนม์ บุญกุศลที่ได้ทำไว้ทำให้พระองค์ไม่ไปบังเกิดมหาขุมนรกอเวจี แต่ให้ไปเกิดขุมนรกที่ชื่อว่า โลหกุมภีนรก เสวยทุกขเวทนาเป็นเวลา 60,000 ปีนรก

 

ส๋วนถ้าใครทำอนันตริยกรรมไว้หลายข้อ ก็จะต้องไปบังเกิดมหาขุมนรกอเวจีสถานเดียวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ทำกรรมดีเท่าใดก็ไม่พ้นและได้รับการลงโทษเป็นเวลายาวนานมากหรือหลายกัลป์ แต่บางครั้งอาจได้รับการลดโทษด้วยการลดเวลาการลงโทษเหลือเพียง 1 กัลป์ ตัวอย่างเช่นพระเทวทัตทำกรรมหนักไว้ 2 ประการคือโลหิตุปบาทและสังฆเภท พระเทวทัตสำนึกผิดจึงให้บรรดาพระลูกศิษย์พาตนไปหาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่วัดเชตวันมหาวิหารเพื่อขอขมา แต่เมื่อไปถึงสระโบกขรณีหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร บรรดาพระลูกศิษย์ได้หยุดพักแวะอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้าเฝ้า พระเทวทัตต้องการจะอาบน้ำชำระเช่นกัน เมื่อเท้าของท่านสัมผัสกับแผ่นดิน ด้วยบาปกรรมที่หนักมากจนแผ่นดินไม่อาจรองรับไว้ได้จึงสูบเอาพระเทวทัตลงไปสู่มหาขุมนรกอเวจี ไม่มีใครช่วยได้เลย แต่ก่อนที่จะจมลงธรณี พระเทวทัตซึ่งเหลือแต่เศียรได้มองไปยังวัดเชตวันมหาวิหารที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ก็กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณและถวายกระดูกคางเป็นพุทธบูชาและยึดเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งตลอดกาล เมื่อลงสู่มหาขุมนรกอเวจีแล้ว บุญกุศลจากการถวายกระดูกคางก็ทำให้ถูกลงโทษในนรกอเวจีเพียง 1 กัลป์เท่านั้น

 

 

สงฆ์เเตกเเยก

 

 

 

 

 

 

หลังจากการทำสังคายนาผ่านไปไม่นานนัก มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า "ปุราณะ" พร้อมด้วยบริวารประมาณ ๕๐๐ รูป อยู่จำพรรษาที่ทักขิณาคีรีชนบท ในคราวทำสังคายนาเมื่อท่านทราบว่า สังคายนาทำเสร็จแล้ว ท่านและบริวารจึงได้เข้าสู่กรุงราชคฤห์ พระสังคีติกาจารย์ที่ร่วมในการทำสังคายนาได้เข้าไปแจ้งให้ท่านทราบว่า พระสงฆ์ได้ทำสังคายนากันแล้ว ขอให้ท่านยอมรับด้วย


พระปุราณะกลับกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายได้ทำสังคายนาพระธรรมวินัยกันเรียบร้อยก็ดีแล้ว แต่ผมได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าว่าอย่างไร จักถือปฏิบัติตามนั้น เมื่อได้ชี้แจงกันพอสมควรแล้ว ปรากฏว่าพระปุราณะมีความเห็นตรงกับพระสังคีติกาจารย์ส่วนมาก แต่มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องวัตถุ ๘ ประการ ซึ่งเป็นพุทธานุญาตพิเศษที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุทำได้ในคราวเกิดทุพพิกภัย แต่เมื่อภัยเหล่านั้นระงับก็ทรงบัญญัติห้ามมิให้กระทำอีก เรื่องวัตถุ ๘ ประการนั้นก็คือ


๑. อันโตวุฏฐะ เก็บของที่เป็นยาวกาลิกคืออาหารไว้ในที่อยู่ของตน


๒. อันโตปักกะ ให้มีการหุงต้มอาหารในที่อยู่ของตน

๓. สามปักกะ พระลงมือหุงปรุงอาหารด้วยตนเอง

๔. อุคคหิตะ คือการหยิบเอาเองซึ่งเคี้ยวของฉันที่ยังมิได้ประเคน


๕. ตโตนีหตะ ของที่นำมาจากที่นิมนต์ ซึ่งเป็นพวกอาหาร

๖. ปุเรภัตตะ การฉันอาหารก่อนเวลาภัตตาหาร ในกรณีที่ตนรับนิมนต์ไว้ในที่อื่น แต่ฉันอาหารอื่นก่อนอาหารที่ตนจะต้องฉันในที่นิมนต์


๗. วนัฏฐะ ของที่เกิดหรือตกอยู่ในป่า ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ


๘. โปกขรณัฏฐะ ของที่เกิดในสระ เช่น ดอกบัว เง่าบัว


วัตถุทั้ง ๘ ประการ เป็นพุทธานุญาตพิเศษในคราวเกิดทุพภิกขภัย ๒ คราว คือ ที่เมืองเวสาลีและที่เมืองราชคฤห์ แต่เมื่อทุพภิกขภัยหายไปแล้ว ทรงห้ามมิให้ภิกษุกระทำ พระปุราณะและบริวารของท่านคงจะได้ทราบเฉพาะเวลาที่ทรงอนุญาต จึงปฏิบัติไปอย่างนั้น เนื่องจากการอยู่กันกระจัดกระจายคนละทิศละทาง การติดต่อบอกกล่าวอาจไม่ถึงกัน จะถือว่าท่านดื้อรั้นเกินไปก็หามิได้ เพราะท่านถือตามที่ท่านได้สดับมาจากพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เมื่อพระสังคีติกาจารย์ชี้แจงให้ท่านฟัง ท่านปุราณะก็มีความเห็นว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ ไม่สมควรที่จะบัญญัติห้ามแล้วอนุญาต อนุญาตแล้วกลับบัญญัติห้ามมิใช่หรือ"

สรุปแล้ว ความแตกแยกในทางข้อปฏิบัติคือความเสียแห่งสีลสามัญญตา ได้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาหลังจากพุทธปรินิพพานไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง ความไม่เสมอภาคกันในแนวทางปฏิบัติอย่างน้อยได้แตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่ายคือ


๑. พวกที่ยอมรับนับถือมติของพระสังคีติกาจารย์ ในการทำสังคายนาครั้งแรก


๒. พวกที่สนับสนุนคล้อยตามมติของพระปุราณะกับพวก อย่างน้อยฝ่ายนี้ต้องมีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ รูป และในที่สุดอาจจะได้บริวารเพิ่มมาอีกก็เป็นได้

 

 

 

 

 

 

พระโสภณคณาภรณ์, (ระแบบ ฐิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, พ.ศ. ๒๕๒๘ น. ๑๓๐

 

 

 

 

 

 

 

สนช.ตั้งภรรยาควบ 3 ตำแหน่ง รับเงินเดือนละ 5.9 หมื่น

 

 

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425433113

 

จากกรณีที่วิป สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้สมาชิกที่ตั้งบุคคลใกล้ชิดและเครือญาติมาช่วยงาน ให้ปรับออกทั้งหมดโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เพื่อให้เป็น สนช.เป็นสภาตัวอย่าง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พบว่าในส่วนของ สนช. ที่แต่งตั้งคนใกล้ชิด ก่อนที่ วิป สนช.จะแนะนำให้ปรับออกนั้น มีบางกรณีที่น่าสนใจ เช่น พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ ได้เสนอแต่งตั้ง พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย ขจิตสุรรณ ภรรยานั่ง 3 ตำแหน่ง คือ ผู้ช่วยประจำตัว สนช.เงินเดือน 15,000 บาท , ผู้ชำนาญการประจำตัว เงินเดือน 20,000 บาท และผู้เชี่ยวชาญประจำตัว เงินเดือน 24,000 บาท รวม 3 ตำแหน่ง 59,000 บาท

 

นอกจากนั้น ยังตั้งบุตรสาว ร.ต.หญิง อนพัทย์ ขจิตสุวรรณ เป็นผู้ชำนวญการประจำตัว เงินเดือน 20,000 บาทด้วย อย่างไรก็ตาม นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช.ที่ตั้งบุตรชายมาช่วยงาน กล่าวว่า

 

ที่ผ่านมา ส.ส.และ ส.ว.ก็ทำ แต่ไม่มีใครออกมาพูด มาพูดตอนนี้มีวาระซ่อนเร้นเพื่อทำลายความเชื่อมั่น สนช.ใช่หรือไม่ และตำแหน่งเงินเดือนเพียง 14,000 บาท ให้คนอื่นมาทำคงไม่มีใครเอา ถ้าไม่อยากให้ตั้งก็ตัดออก อยากได้ของดีราคาถูก โลกนี้มีที่ไหน ส่วนนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวว่า สมาชิกหลายคนชี้แจงว่า การตั้งคนในครอบครัวเพราะมีเหตุผลด้านการเมืองและมีข้อมูลที่เป็นความลับ จึงต้องการคนที่ไว้ใจได้ไม่เช่นนั้นความลับจะรั่ว และเงินเดือนประจำตำแหน่งต่างๆ น้อยเกรงว่าไม่มีใครยอมมาทำงาน จึงจำเป็นต้องตั้งคนใกล้ชิด แต่เมื่อสังคมสังเกตถึงความไม่เหมาะสม เราก็ต้องแสดงสปิริต

 

 

 

 

 

 

 

 

ปมยิ่งลักษณ์ จ่ายเงินเยียวยาเสื้อแดง 577 ล้าน โดยมิชอบ ป.ป.ช.เผย สืบพยานครบแล้ว เตรียมพิจารณา ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ภายใน มี.ค. นี้

 

วันที่ 4 มีนาคม 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประธาน (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการไต่สวน คดีกล่าวหาคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการ ชุมนุมทางการเมือง (ตั้งแต่ปลายปี 2548-พฤษภาคม 2553) วงเงินรวม 577 ล้านบาทว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ของคณะอนุกรรมการว่า จ่ายเงินเยียวยาถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่ โดยเบื้องต้นสืบสวนพยานครบหมดแล้ว โดยภายในเดือนนี้ จะเสนอเรื่องให้อนุกรรมการฯ ที่มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่

 

ทั้งนี้ นายปานเทพ กล่าวว่า ใน คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรีชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงาน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (ปคอป.) และนายปกรณ์ พันธุ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

 

guest

Post : 09/02/2015 20:52     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  มาฆบูชา

 

 

                         

 

 

                                       

 

 

 

 

 

 

วันพุธที่ 4มีนาคม2558เป็นวันขึ้น15ค่ำ เดือนสี่(4)ปีมะเมีย(วันมาฆบูชา)

 

 ไม่อาจถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัย

 

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่องนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล, ...


ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ ภิกษุในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรกันเล่า ?


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ)
ไม่ละ (น ปชหติ)
ไม่บรรเทา (น วิโนเทติ)
ไม่ทำให้สิ้นสุด (น พฺยนฺตีกโรติ)
ไม่ทำให้หมดสิ้น (น อนภาวงฺคเมติ)
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ,
แล้วก็มีจิตยึดถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)
และ การถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
สิ่งอันเป็นอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่
ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใด เป็นเหตุ
เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์เหล่านั้นไว้
เธอไม่รักษา และไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ ยกมาให้เห็นเพียง ๒ จากทั้งหมด ๑๑ คุณสมบัติ)

 

มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕.

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คฤจภัฏ คฤตฐฤงคจฆฑ.., อ่านว่า... คิดจะพัก คิดถึง คิดแคท...!!!..เอ วัง

 

"อธิจะตังมินังเอามะตัง จธิจะตังมิตังอะมะนัง" แปล ไอ้ที่จะนั่งไม่นั่งเอามาตั้ง ส่วนไอ้จะตั้งไม่ตั้งเอา มานั่ง บาลีกะเหรี่ยง -

 

 

 

 

 

                         

 

 

                                       

 

 

 

 

 

 

วันพุธที่ 4มีนาคม2558เป็นวันขึ้น15ค่ำ เดือนสี่(4)ปีมะเมีย(วันมาฆบูชา)

 

 ไม่อาจถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัย

 

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่องนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล, ...


ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ ภิกษุในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรกันเล่า ?


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ)
ไม่ละ (น ปชหติ)
ไม่บรรเทา (น วิโนเทติ)
ไม่ทำให้สิ้นสุด (น พฺยนฺตีกโรติ)
ไม่ทำให้หมดสิ้น (น อนภาวงฺคเมติ)
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ,
แล้วก็มีจิตยึดถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)
และ การถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
สิ่งอันเป็นอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่
ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใด เป็นเหตุ
เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์เหล่านั้นไว้
เธอไม่รักษา และไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ ยกมาให้เห็นเพียง ๒ จากทั้งหมด ๑๑ คุณสมบัติ)

 

มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕.

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คฤจภัฏ คฤตฐฤงคจฆฑ.., อ่านว่า... คิดจะพัก คิดถึง คิดแคท...!!!..เอ วัง

 

"อธิจะตังมินังเอามะตัง จธิจะตังมิตังอะมะนัง" แปล ไอ้ที่จะนั่งไม่นั่งเอามาตั้ง ส่วนไอ้จะตั้งไม่ตั้งเอา มานั่ง บาลีกะเหรี่ยง -

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

              ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการทำเดรัจฉานวิชา

 

 

                         

 

                                        

 

                           วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558เ ป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีมะเมีย

 

 

 

มหาราช ! อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์
บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น
ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ


ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน
ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่น
เวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธี
ซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชา
ไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดู
อวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก
เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู
เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด
เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ
เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์.............
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 


อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะ
แก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะ
ศัสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู
ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทาย
ลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทาย
ลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะ
กระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะ
แพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนก
กระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า
ทายลักษณะมฤค...........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่งเมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดย
มิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า
พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจัก
ยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอก
จักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายใน
จักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจัก
มีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย
พระราชาพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ.......
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจัก
มีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิด
ทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง
จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักขึ้น จักตก จักมัวหมอง
จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราส
จักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวง
จันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์
เป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร
ขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้..........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็
เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่า
จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีอาหารหาได้ง่าย จักมีอาหาร
หาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความ
สำราญหาโรคมิได้ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตา
จับยาม แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดย
มิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาห
มงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง
ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย
ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง
ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรง
กระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวง
พระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธี
เชิญขวัญ........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน
ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน
ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธี
ปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์
ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้น
เบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ
หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัด
ปรุงยาทาให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา
ชะแผล........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



มหาราช ! ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่
ประสบภัยแต่ไหนๆ เลย เพราะสีลสังวรนั้นเปรียบเหมือน
กษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่
ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น.

 

 

มหาราช ! ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้
แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะสีลสังวรนั้น ภิกษุ
สมบรูณ์ด้วยอริยสีลขันธ์นี้ ย่อมไม่ได้เสวยสุข อันปราศจากโทษ
ในภายใน.
มหาราช ! ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

 

 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”

 

 

คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”
ยูซอร์ อาบู-ซัลฮา และราซัน อาบู-ซัลฮา สองพี่น้องที่ถูกยิงเสียชีวิต

 

 

 เอเอฟพี - วานนี้ (12 ก.พ.) ครอบครัวของหนุ่มสาวชาวมุสลิม 3 คนที่ถูกเพื่อนบ้านกราดยิงเสียชีวิตในสหรัฐฯ ได้กล่าวร่ำลาผู้เสียชีวิตในสภาพน้ำตานองหน้า พร้อมกับกำชับให้ทางการสืบสวนเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้ โดยถือเป็นการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง

 ประชาชนกว่า 5,000 คนหลั่งไหลไปร่วมไว้อาลัย ดีอาห์ ชาดดี บารากัต นักศึกษาชายวัย 23 ปี และ ยูซอร์ โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา ภรรยาหมาดๆ วัย 21 ตลอดจนน้องสาวของเธอชื่อ ราซัน โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา วัย 19 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสหรัฐฯ ระบุว่า ถูกเพื่อนบ้านคนหนึ่งสังหารในเมืองแชเปิลฮิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา

ทั้งนี้ เชื่อกันว่า เครก สตีเฟน ฮิกส์ วัย 46 ปี ผู้ต้องหาในคดีกราดยิงครั้งนี้ มีจุดยืนต่อต้านศาสนาอย่างรุนแรง เนื่องจากเขาเคยโพสต์ข้อความโจมตีศาสนาผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งใช้ถ้อยคำประณามศาสนาคริสต์ ลัทธิมอร์มอน และศาสนาอิสลาม

ตำรวจสหรัฐฯ ระบุว่า ได้สืบสวนเหตุกราดยิงเมื่อวันอังคาร (10) โดยสันนิษฐานว่ามีชนวนขัดแย้งมาจากการแย่งที่จอดรถ แต่ครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตปักใจเชื่อว่า ผู้ก่อเหตุมีแรงจูงใจมาจากความเกลียดชังศาสนา

สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ระบุว่า ได้เปิดฉากสอบสวนคดีฆาตกรรมควบคู่กับตำรวจสหรัฐฯ ทั้งนี้อัยการกลางมักเข้าตรวจสอบคดี ที่ต้องสงสัยว่ามีแรงจูงใจจากความเกลียดชังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหากพิสูจน์ได้จริงว่าผู้ต้องหาก่ออาชญากรรม โดยมีความรู้สึกเกลียดชังเหยื่อเป็นแรงกระตุ้น ก็ย่อมได้รับโทษร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก

โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา พ่อของเด็กสาวที่เสียชีวิต 2 คนยืนกรานว่า “เราแน่ใจว่าลูกสาวของเราถูกทำร้าย” เพราะความเกลียดชังศาสนา

“เด็กๆ พวกนี้ถูกยิงเข้าที่ท้ายทอย ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการแย่งที่จอดรถกันแน่นอน” เขากล่าว ขณะถูกรายล้อมด้วยสมาชิกครอบครัวที่กำลังร่ำไห้ ก่อนจะเตรียมละหมาดครั้งสุดท้าย

 เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ ยูซอร์ ลูกสาวของเขาเคยบ่นว่า ฮิกส์ข่มขู่เธอ ด้วยการมาเคาะประตูบ่นเรื่องที่จอดรถ พร้อมทั้งเหน็บปืนไว้ที่เอว

 

 

 

คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”

 

 

 

ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ฮิกส์เป็นพวกชอบก่อปัญหา เขาชอบชวนเพื่อนบ้านทะเลาะเรื่องที่จอดรถ และพกปืนในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ตามรายงานของสื่อในท้องที่

ทั้งนี้ ในหมู่ประชากร 9.9 ล้านคน ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนานั้นเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามราว 65,000 คน และชาวมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองแชเปิลฮิลล์

เหตุสังหารครั้งนี้ได้จุดประกายให้ชาวมุสลิมทั่วโลกพากันโกรธแค้น และพร้อมใจกันประณามผู้ก่อเหตุผ่านทวิตเตอร์ โดยแนบแฮชแท็ก #ChapelHillShooting และ #MuslimLivesMatter

โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา พ่อของผู้ตาย ต่อต้านการที่สื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ของชาวมุสลิม และชี้ว่า หนุ่มสาวที่ถูกฆ่า และกำลังใจที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของแรงศรัทธา

“ศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นอย่างที่คุณได้ยินจากสื่อ ไม่เหมือนในภาพยนตร์ ‘อเมริกันสไนเปอร์’ ” เขาระบุถึงหนังฮอลลีวูดที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตพลแม่นปืนหน่วยซีล ของกองทัพแดนอินทรี ที่ปลิดชีพพวกหัวรุนแรงอิสลามิสต์ในสงครามอิรัก



*** ชีวิตทุกคนมีค่า ***

ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทมิตรสหายหลั่งไหลไปร่วมไว้อาลัยเหยื่อทั้งสาม ในพิธีศพตามประเพณีมุสลิม

พ่อแม่ของผู้ตายร่ำไห้ เมื่อเห็นศพลูกๆ ถูกฝัง โดยพวกเขาฝังสองพี่น้องไว้ในหลุมเดียวกัน ที่อยู่ถัดจากหลุมศพดีอาห์ ขณะฝูงชนเปล่งเสียงสวดมนต์ดังกึกก้อง

ดีอาห์ และยูซอร์ เพิ่งเข้าพิธีสมรสเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปีที่แล้ว และเจ้าสาวหมาดๆ คนนี้ก็กำลังจะเข้าเรียนคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในเดือนสิงหาคมนี้

 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”


 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”


 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”


 


 

 

 

 

 



 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”
เครก สตีเฟน ฮิกส์ ผู้ลั่นไกสังหารผูู้ตาย

 

 

 

สงครามศาสนา

สงครามครูเสด

สงครามครูเสด คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ส่วนมุสลิมเรียกสงครามครั้งนี้ว่า สงครามฟีสะบีลิ้ลลาฮ์ และดินแดนแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์

 

สงครามครูเสดในมุมมองคริสต์ สงครามครูเสด คือ สงครามไม้กางเขนเดิมมาจากคำว่า “ครอส” และเดิมทีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (เยรูซาเลม) นั้นเป็นของชาวคริสต์อยู่แล้ว แต่ถูกชาวมุสลิมรุกราน ฝ่ายคริสต์มีการประกาศความชอบธรรมในการทำสงคราม และยังยกหนี้สินให้กับคนที่เข้าร่วมสงคราม และผู้นำศาสนายังประกาศว่าผู้ใดที่ร่วมรบจะได้ขึ้นสวรรค์

 

สงครามครูเสดในมุมมองมุสลิม สงครามครูเสด คือ การรุกรานของชาวคริสต์ที่กระทำต่อมุสลิม สาเหตุสงครามเกิดจากการที่ชาวคริสต์ไม่พอใจชาวมุสลิมที่ไม่ต้อนรับพวกตนในการเข้าไปแสวงบุญที่ เยรู-ซาเลม เป็นต้น

 

“สงครามครูเสด” มีความหมายว่า เป็น การต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม เป็นความถูกต้องชอบธรรมตามหลักศรัทธาทางศาสนา เป็นสงครามที่ต่อสู้ความถูกต้องตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชาวมุสลิมใช้คำว่า “จิฮัด” ในภายหลังคำว่า สงครามครูเสดถูกนำไปใช้ในทำนอง การรณรงค์ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมด้านต่างๆ เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า “ฆ่าคนนอกรีต-คนต่างศาสนา ไม่บาป แล้วยังได้ขึ้นสวรรค์” สาเหตุของสงครามครูเสด สรุปได้ดังนี้

 

  1. สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสตจักรทางภาคตะวันตกกับทางภาคตะวันออก ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง โดยนำเสนอความเป็นผู้นำในการรบเพื่อทวงคืนดินแดนศักดิ์สิทธิ และหยุดยั้งการแพร่ขยายของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสเตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับมุสลิม
  2. ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็มมีมากกว่าที่เคยเป็นมา ในช่วงนั้น เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
  3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่างๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทนโดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอันศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา
  4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม
  5. สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทำสงครามกับชาวมุสลิม ท่านได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู่จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ (Frank ) และนอร์แมน ( Norman ) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเล็ม

 

ประวัติสงครามครูเสดโดยย่อ

 

จุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด หลังจากที่พระเยซูคริสต์เสียชีวิตแล้ว แผ่นดินที่พระเยซูคริสต์มีชีวิตอยู่ ก็คือเมืองเบธเลเฮม เมืองนาซาเร็ธ และเมืองเยรูซาเล็มถูกเรียกว่าแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ชาวคริสเตียนจะเดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเหล่านี้ อย่างไรก็ตามเมืองเหล่านี้บางเมืองก็เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมด้วยเช่นกัน เมื่อพวกซัลจู๊ค(มุสลิม)เข้ามามีอำนาจ ได้ครอบครองซีเรียและเอเชียไมเนอร์ของไบแซนไทน์ ชัยชนะของซัลจู๊คในการยุทธที่มานซิเคอร์ทในปี ค.ศ.1071 นั้น เป็นการขับไล่อำนาจของไบแซนไทน์ออกจากเอเชียไมเนอร์

 

และอีกไม่กี่ปีต่อมาคือ ในปี ค.ศ. 1092 ซัลจู๊คก็ตีเมืองนิคาเอจากไบแซนไทน์ได้อีก ซึ่งทำให้จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ตื่นตระหนัก เพราะอิสลามกำลังเข้าใกล้กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเข้าไปทุกที จักรพรรดิอเล็กซิอุส คอนเนนุส แห่งไบแซนไทน์ ได้ขอความช่วยเหลือไปยังโป๊ปเกรกอรีที่ 7 แห่งกรุงโรม ให้ชาวคริสเตียนปราบเติร์ก ซึ่งสันตะปาปาก็ตอบรับการขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นเท่ากับว่าจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์เป็นผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา ซึ่งเป็นผู้นำของนิกายโรมันคาทอลิกโดยสิ้นเชิง พระสันตะปาปาได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด

 

หากเราพิจารณาในวงแคบลงมาแล้ว ในความรู้สึกของชาวยุโรปนั้น ตนถูกรุกรานจากพวกตะวันออกคือโลกมุสลิมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ ค.ศ. 632 เป็นต้นมา อิสลามได้ขยายอำนาจของตนเข้าไปในเขตแดนที่ตะวันตกเคยมีอำนาจ เช่น ซีเรีย อียิปต์ แอฟริกาเหนือ ตลอดจนคาบสมุทรไอบีเรีย ( สเปน และโปรตุเกส ) ซ้ำยังคุกคามจักรวรรดินิยมที่ยิ่งใหญ่ในโลกตะวันตกคือไบแซนไทน์ และสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่สถาบันที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมตะวันตกและคริสต์ศาสนา นั่นก็คือกรุงโรม โดยมุสลิมสามารถยึดครอบครองบางส่วนของอิตาลี ตลอดสมัยนี้การค้ากับตะวันออก ตกอยู่ในมือของอิสลาม สงครามครูเสดจึงเป็นความพยายามของชาวตะวันตกที่จะล้มอำนาจของตะวันออกที่เป็นมุสลิมหลังจากที่แพ้มาโดยตลอด

 

แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปเดินทางฝ่าอันตรายไปยังโลกอิสลาม คือ กษัตริย์ฝรั่งเศสและเยอรมันต้องการดินแดนเพิ่ม บรรดาอัศวินและขุนนางต้องการผจญภัยแสดงความกล้าหาญตามอุดมคติของอัศวินที่ดี พวกทาสต้องการเป็นอิสระ เสรีชนต้องการความร่ำรวยและแสดงความศรัทธาต่อศาสนารวมทั้งความพยายามของ พระสันตะปาปาในอันที่จะรวมคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ให้เข้ากับนิกายโรมันคาทอลิก ภายใต้การบังคับบัญชาของตนแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับสมัยนั้นอำนาจของอิสลามเองก็ได้อ่อนแอลงเนื่องจากความแตกแยกภายใน คือ ภายหลังที่ซัลจู๊คเสื่อมอำนาจลง โลกอิสลามได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ปราศจากศูนย์กลางอีกครั้ง คอลีฟะฮฺแห่งฟาฏีมียะฮฺเองก็ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและพยายามจำกัดอำนาจของตนอยู่เฉพาะในอียิปต์เท่านั้น

 

พระสันตะปาปาได้ทำการเรียกร้องให้ทำสงครามครูเสด กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องทำเพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่ทว่าเกรกกอรีที่ 7 ได้เสียชีวิตลงเสียก่อนที่จะปฏิบัติตามสัญญาในปี ค.ศ.1095 จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ได้ขอร้องทำนองเดียวไปยังพระสันตะปาปาคนใหม่ คือ เออร์บานที่ 2 ซึ่งพระสันตะปาปาคนนี้ก็ได้ตอบรับการเรียกร้องทันที พระสันตะปาปาได้จัดประชุมกันที่เคลมองต์ ( Clerment ) ในประเทศฝรั่งเศส เรียกร้องให้ประชาชนทำสงครามครูเสดเพื่อกอบกู้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือ กรุงเยรูซาเล็มคืนจากอิสลาม..คำปราศรัยของพระสันตะปาปามีใจความว่า

 

“ด้วยบัญชาของพระเจ้า ให้เจ้าหยุดยั้งการทำสงครามกันเอง และให้เขาเหล่านั้นหันมาถืออาวุธมุ่งหน้าไปทำลายผู้ปฏิเสธ ( มุสลิม )”

 

ปรากฏว่าพระสันตะปาปารวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสไปร่วมทำสงครามครูเสด จะเห็นว่าในบรรดาชายชาวยุโรปที่กระเหี้ยนกระหือรือในการทำสงครามครูเสดมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ ชาวฝรั่งเศส ดังนั้น การจัดตั้งรัฐต่างๆในตะวันออกกลางภายหลังที่พวกครูเสดสามารถปกครองดินแดนนี้จึงเป็นรัฐของฝรั่งเศส บาทหลวง บรรดาเจ้าชาย อัศวิน และนักรบล้วนแต่เป็นชาวฝรั่งเศสเสียส่วนใหญ่

 

ในขณะที่ทัพครูเสดกำลังจะยกมารบกับอิสลาม ก็ได้มีกองทัพของประชาชนผู้มีศรัทธาแรงกล้าเดินทัพมาก่อนแล้วในปี ค.ศ.1094 ตามคำชักชวนของ ปีเตอร์ นักพรต ( Peter of Amines ) เขาผู้นี้ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป เพื่อป่าวประกาศเรื่องราวการกดขี่ของชาวเติร์กต่อชาวคริสเตียนในปาเลสไตน์ ซึ่งหาได้เป็นความจริงไม่ กล่าวได้ว่ากองทัพนี้เป็นกองทัพของประชาชนมากกว่ากองทัพของทหารที่จะไปทำสงคราม เพราะมีผู้นำที่เป็นบาทหลวงและสามัญชนธรรมดาปราศจากความรู้ในการรบ และมิได้มีอาวุธที่ครบครัน ปรากฏว่ากองทัพนี้ส่วนใหญ่มาถึงเพียงฮังการี เพราะเมื่อขาดอาหารลงก็จะทำการปล้นสะดม จึงถูกประชาชนแถบนั้นต่อต้าน และส่วนใหญ่จะตายเสียตามทาง ที่เหลือรอดมาซึ่งมีจำนวนเล็กน้อย เมื่อเผชิญกับพวกซัลจู๊คจึงถูกตีแตกพ่ายกลับไป สงครามครั้งนี้มิได้ก่อให้เกิดผลสะท้อนใดๆ นอกจากจะกระตุ้นให้ชาวยุโรปมีความเกลียดชังมุสลิมมากขึ้นไปอีก

 

สงครามครูเสดเพื่อยึดครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ.1096 โดยมีอัศวินประมาณ 50,000 คนเข้าร่วม ส่วนใหญ่มาจากฝรั่งเศส เส้นทางที่ทหารครูเสดจะต้องเดินทางมานั้นมีระยะทาง 2,000 ไมล์ ทหารครูเสดที่มาในครั้งนั้นอยู่ภายใต้การนำของ โรเบิร์ต แห่งนอร์มังดี ทหารบางคนเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วยเหตุผลทางศาสนา บางคนเข้าร่วมเพราะต้องการผจญภัยหรือแสวงโชค ใน ค.ศ.1099 ทหารครูเสดได้มาถึงด้านนอกกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม ฝ่ายมุสลิม (ซึ่งพวกทหารครูเสดเรียกว่า ซาราเซ็น ) ได้ต่อสู้ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ทหารครูเสดปิดล้อมเมืองอยู่เดือนกว่าจึงฝ่ากำแพงเข้าไปได้และเมื่อเข้าเมืองได้ ทหารคริสเตียนก็ฆ่ามุสลิมทุกคนที่พวกเขาพบ เพราะทหารคริสเตียนถือว่า ชาวมุสลิมทุกคนคือผู้ไม่ศรัทธาในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

 

ใน ค.ศ. 1144 มุสลิมยึดเมืองอีเดสซากลับคืนมาได้ สงครามครูเสดครั้งที่สองเกิดขึ้นเพราะพวกยุโรปต้องการที่จะยึดเยรูซาเล็มกลับคืนมา แต่ต้องประสบความล้มเหลว ต่อมาใน ค.ศ.1187 ผู้นำมุสลิมคนใหม่คือ เศาะลาฮุดดีน (ซาลาดิน) ได้โจมตีอาณาจักรของคริสเตียนโดยเริ่มจากสงครามฮิตตินก่อน หลังจากนั้นก็เข้าไปยึดเมืองเยรูซาเล็มกลับคืนมาได้ ทหารมุสลิมต้องการที่จะประหารชาวคริสเตียนทั้งหมดที่อยู่ในเมือง แต่ซาลาดินไม่อนุญาต สงครามครูเสดครั้งที่สามเกิดขึ้น เพราะคริสต์จักรความต้องการที่จะขับไล่ซาลาดินออกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในบรรดาแม่ทัพที่นำทหารครูเสดมาในครั้งนั้นคือ กษัตริย์ริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษหรือที่รู้จักกันดีว่า “ริชาร์ดใจสิงห์” ได้ทำสงครามกับซาลาดินสงครามนองเลือดจึงเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทหารของซาลาดินเข้มแข็งกว่า ดังนั้น สิ่งที่กษัตริย์ริชาร์ดทำได้ ก็คือการทำสัญญากับ ซาลาดินใน ค.ศ.1192 สัญญานี้ระบุว่าทำพวกคริสเตียนอาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ได้ เช่น เมืองอัครา บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และไปเยี่ยมแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งศตวรรษ มุสลิมก็สามารถยึดเมืองคริสเตียนต่าง ๆ กลับคืนมาได้ กองทหารครูเสดได้ถูกส่งมาช่วยเมืองเหล่านี้หลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

บทสรุปสงครามครูเสด .

 

สงครามครูเสด มีการทำสงครามกัน 8 ครั้ง กินระยะเวลานานกว่า 200 ปี มีผู้คนล้มตายกว่า 7,000,000 คน และสุดท้ายดินแดนศักดิ์สิทธิตกเป็นของมุสลิม บทสรุปการทำสงครามแต่ละครั้งมีดังนี้

 

  • ครั้งที่ 1 ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1092 ถึง ค.ศ. 1099 เป็นครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเติร์กเปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ฝังศพพระเยซูได้สะดวก
  • ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ ค.ศ. 1147 ถึง ค.ศ. 1149 พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ 3 ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ต้องแพ้ย่อยยับกลับมา
  • ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1189 ถึง ค.ศ. 1192 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 (เยอรมัน) ฟิลิปป์ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ท (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้ำตาย
  • ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ ค.ศ. 1202 ถึง ค.ศ. 1204 ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวก เติร์กกลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง
  • ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ ค.ศ. 1217 ถึง ค.ศ. 1221 เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเติร์กในประเทศอียิปต์ และไม่ได้ผลทางชัยชนะ
  • ครั้งที่ 6 ตั้งแต่ ค.ศ. 1228 ถึง ค.ศ. 1229 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 2 (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทำไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ เพราะทำให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก
  • ครั้งที่ 7 ตั้งแต่ ค.ศ. 1248 ถึง ค.ศ. 1249 ครั้งที่ 8 ใน ค.ศ. 1270 นั้น สงครามครูเสดได้ทำกันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเติร์กมีถิ่นสำคัญตั้งอยู่ที่นั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. 1270และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้

 

สงครามครูเสดทำให้เกิดผลลัพธ์ทางอ้อมหลายประการด้วยกันคือ

 

หลังจากนั้น พวกคริสเตียนได้ครองแผ่นดินที่พวกตนยึดครองได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งเยรูซาเล็ม บางเมืองมีอายุยืนยาวกว่า 200 ปี การเข้ามาอยู่ในดินแดนที่มีมุสลิมอาศัยอยู่โดยรอบทำให้พวกคริสเตียนและมุสลิมเกิดการรวมวัฒนธรรมกัน พวกคริสต์-เตียนประทับใจในศิลปะการตกแต่งของมุสลิม เช่น พรม เครื่องใช้และกระเบื้องเคลือบ และพวกเขายังได้กินอาหารรสชาติใหม่ ๆ เช่น ผลแอปริคอท มะเดื่อ น้ำตาลและมะนาว ทางด้านเครื่องแต่งกายชาวคริสเตียนได้เรียนรู้การใช้ผ้าฝ้ายและผ้าไหมทำเสื้อผ้า ทางด้านสถาปัตยกรรม พวกคริสเตียนได้เรียนรู้เรื่องการใช้เสาและคานรูปโค้งแบกรับน้ำหนักจากสิ่งที่ปลูกสร้างของมุสลิม นอกจากนี้แล้ว พวกคริสเตียนยังได้เรียนรู้ถึงวิธีการป้องกันปราสาทโดยการใช้หอคอยทรงกลม และช่องทางเดินบนกำแพงที่ทำให้คนที่อยู่ข้างบนสามารถยิงธนูหรือโยนหินเข้าใส่ผู้เข้ามาโจมตีได้ ส่วนพวกมุสลิมนั้นไม่ได้อะไรจากพวกคริสเตียนมากนักนอกจากการค้าที่เพิ่มขึ้นกับอิตาลี อาวุธที่ดีขึ้น และการสำรวจพื้นที่เพื่อทำการสงคราม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                    

 

 

 

 

 

"ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อยได้มั๊ยคะ”

 

คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออกเพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ

 

เธอกรีดร้อง!!! หมอต้องอุ้มเด็กออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กทารกที่เกิดมาไม่มีใบหู …

 

กาลเวลาพิสูจน์ว่าการได้ยินของเจ้าหนูไม่มีปัญหา ปัญหามีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือใบหูที่หายไป หลายครั้งที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียนแล้ววิ่งมาซบอกแม่ เธอรู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน เจ้าหนูพูดโพล่งออกมาอย่างน่าเศร้า

 

“พวกเด็กตัวโต พวกมันล้อผมว่านายตัวประหลาด”

 

เจ้าหนูเติบโตขึ้น หล่อเหลา เป็นที่รักของเพื่อน ๆ เค้ามีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี และดนตรี เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น…

 

“ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก” แม่กล่าวด้วยความสงสาร พ่อของเด็กชายปรึกษากับหมอประจำครอบครัว

 

“ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค แต่ใครล่ะจะเสียสละใบหูเพื่อเด็กน้อยคนนี้”

 

คุณหมอกล่าว 2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย “ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว แต่นี่เป็นความลับ”

 

การผ่าตัดสำเร็จด้วยดี คนคนใหม่เกิดขึ้น..เค้ากลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน ในวิทยาลัย จนเป็นที่กล่าวขานกันรุ่นต่อรุ่น ต่อมาเขาได้แต่งงานและทำงานเป็นข้าราชการในสถานทูต วันหนึ่งชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อ

 

“พ่อครับใครเป็นคนมอบใบหูให้ผม ใครช่างให้ผมได้มากมายแต่ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเค้าได้เลยสักนิด”

 

“พ่อไม่เชื่อว่าลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอก เรื่องนี้เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว”

 

พ่อตอบ หลายปีที่มันยังคงเป็นความลับ …..

 

แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่มืดมิดที่สุดผ่านเข้ามาในชีวิต...ลูกชายเค้ายืนข้างพ่อใกล้หิบบศพของแม่ พ่อค่อย ๆ ลูบผมแม่อย่างช้า ๆ และนุ่มนวล ผมสีน้ำตาลแดงถูกเสยขึ้นจนมองเห็น ..

 

แม่ไม่มีใบหู...ใบหูของแม่ถูกตัดไป.. พ่อกระซิบผ่านลูกชาย “แม่บอกพ่อว่า เธอดีใจที่ได้ทำอย่างนี้ เธอไม่เคยตัดผมอีกเลยไม่มีใครมองเห็นว่าเธอไม่สวย จริงมั๊ย”

 

“จงจำไว้ สิ่งมีค่าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การมองเห็น หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรามองไม่เห็นต่างหาก

 

ความรักที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่เราได้ทำอะไรแล้วมีคนรับรู้ หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรากระทำแล้วไม่มีใครรับรู้ต่างหาก.....

 

ความรัก บางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ......"

 

 

 

 

                   

 

 

 หลักการดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขในวันนี้

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์
บริโภคกาม แออัดอยู่ด้วยบุตร ครองเรือน ใช้สอยกระแจะจันทน์
จากแคว้นกาสี ทัดทรงพวงดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ยินดีทอง
และเงินอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรง
แสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งใน
ทิฏฐธรรม (ในปัจจุบัน) และในสัมปรายะ (ในเวลาถัดต่อมา)
แก่พวกข้าพระองค์ผู้อยู่ในสถานะเช่นนี้เถิด พระเจ้าข้า !”.


พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้
เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตร
ในทิฏฐธรรม (ในปัจจุบัน). ๔ ประการ อย่างไรเล่า ?
๔ ประการ คือ :-
อุฏฐานสัมปทา (ความขยันในอาชีพ)
อารักขสัมปทา (การรักษาทรัพย์)
กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี)
สมชีวิตา (การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ).

ความขยันในอาชีพ
พ๎ยัคฆปัชชะ !
อุฏฐานสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ สำเร็จการ
เป็นอยู่ด้วยการลุกขึ้นกระทำการงาน คือด้วยกสิกรรม หรือ
วานิชกรรม โครักขกรรม อาชีพผู้ถืออาวุธ อาชีพราชบุรุษ
หรือด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง. ในอาชีพนั้นๆ เขาเป็น
ผู้เชี่ยวชาญ ไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยการสอดส่องใน
อุบายนั้นๆ สามารถกระทำ สามารถจัดให้กระทำ.
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา (ความขยันในอาชีพ).

การรักษาทรัพย์
พ๎ยัคฆปัชชะ !
อารักขสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้, โภคะ
อันกุลบุตรหาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น
รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์
ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม, เขารักษาคุ้มครอง
อย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่า “อย่างไรเสียพระราชาจะไม่ริบทรัพย์
ของเราไป โจรจะไม่ปล้นเอาไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่พัด
พาไป ทายาทอันไม่รักใคร่เรา จะไม่ยื้อแย่งเอาไป” ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา (การรักษาทรัพย์).

ความมีมิตรดี
พ๎ยัคฆปัชชะ !
กัลยาณมิตตตา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ อยู่อาศัยใน
บ้านหรือนิคมใด, ถ้ามีบุคคลใดๆ ในบ้านหรือนิคมนั้น
เป็นคหบดีหรือบุตรคหบดีก็ดี เป็นคนหนุ่มที่เจริญด้วยศีล
หรือเป็นคนแก่ที่เจริญด้วยศีลก็ดี ล้วนแต่ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยจาคะ ถึงพร้อมด้วย
ปัญญาอยู่แล้วไซร้, กุลบุตรนั้นก็ดำรงตนร่วม พูดจาร่วม
สากัจฉา (สนทนา) ร่วมกับชนเหล่านั้น.
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยสัทธาโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยสัทธา
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศีลโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยจาคะโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยปัญญาโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอยู่ในที่นั้นๆ.
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี).

การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ
พ๎ยัคฆปัชชะ ! สมชีวิตา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ รู้จักความ
ได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์แล้ว
ดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก
โดยมีหลักว่า
“รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่าย
ของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนคนถือตาชั่งหรือ
ลูกมือของเขา ยกตาชั่งขึ้นแล้ว ก็รู้ว่า
“ยังขาดอยู่เท่านี้หรือเกินไปแล้วเท่านี้” ดังนี้ฉันใด; กุลบุตรนี้ ก็ฉันนั้น :
เขารู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่ง
โภคทรัพย์ แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก
ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า
“รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย
และรายจ่ายของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้

ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! ถ้ากุลบุตรนี้ เป็นผู้มีรายได้น้อย
แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยแล้วไซร้ ก็จะมีผู้กล่าว
ว่า กุลบุตรนี้ใช้จ่ายโภคทรัพย์ (อย่างสุรุ่ยสุร่าย) เหมือน
คนกินผลมะเดื่อ ฉันใดก็ฉันนั้น.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! แต่ถ้ากุลบุตร เป็นผู้มีรายได้
มหาศาล แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นแล้วไซร้
ก็จะมีผู้กล่าวว่า กุลบุตรนี้จักตายอดตายอยากอย่าง
คนอนาถา.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมื่อใด กุลบุตรนี้ รู้จักความได้มา
แห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์ แล้วดำรง
ชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก
โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่าย
ของเรา จักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้;
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เราเรียกว่า สมชีวิตา
(การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ).

อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙/๑๔๔.

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

                 

 

 

 

 

 

ผ่อนยังไม่หมด รถดันมาหาย...

 

 

 

 

 

เนื่องจากมีสมาชิกบ้านมหาฯหลายท่านอยากทราบเรื่อง กรณีที่ได้เช่าซื้อรถจากบริษัทลิสซิ่งหรือไฟแนนซ์ ผ่อนไปได้ ๑ ปี รถถูกขโมยหรือหายไปอย่างไร้ร่องรอย แจ้งให้บริษัทฯทราบ บริษัทฯก็บอกว่ามันเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อเอง ผู้เช่าซื้อจะต้องผ่อน(กุญแจ)ต่อไปจนครบกำหนดตามสัญญา โอ้ มายกอด กุญแจ มันขี่บ่ได้เด้อสิบอกไห่ ขอแนะนำให้ทุกท่านดำเนินการดังนี้ครับ


ถ้ารถมีประกัน ก็ให้ประกันจัดการ ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องผ่อนต่อครับ เพราะ กม. เช่าซื้อ คือ การให้เช่า + คำมั่นว่าจะขาย ดังนั้นเมื่อทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาย่อมระงับ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องส่งค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อยังคงต้องส่งค่างวดที่ค้างเท่านั้น เช่น ส่งไป ๑๓ งวด แต่ค้างงวดที่ ๑๐ ต่อมางวดที่ ๑๔ รถหาย


ผู้เช่าซื้อต้องส่งค่างวดที่ค้าง คือ งวดที่ ๑๐ เท่านั้น ไม่ใช่ส่งงวดที่ ๑๔ - งวดที่ ๔๘ (กรณีผ่อน ๔๘ งวด)
ตามกฎหมายเช่าซื้อต้องเอากฎหมายเรื่องเช่ามาบังคับด้วยครับ ทางที่แนะนำ ไม่ต้องผ่อนต่อครับ ปล่อยให้เค้าฟ้องศาลมาเอง แล้วพอหมายศาลมา ก็ไปให้การในชั้นศาลครับ ศาลจะนำเรื่องเช่ามาวินิจฉัยด้วยเช่นกัน


ฟันธง ไม่ต้องผ่อนแล้วครับ เพราะมีไม่น้อยที่โดนไฟแนนซ์มันบอกให้ผ่อนกุญแจทั้งๆที่สัญญาระงับไปแล้ว...


ในทางกฎหมายควรต้องหยุดจ่ายค่างวดทันทีเพราะรถที่เช่าซื้อสูญหายไปแล้ว สัญญาเช่าซื้อก็ต้องระงับ ดังนั้น จึงเหลือประเด็นเดียวว่าค่าเสียหายมีเท่าไหร่ ? เรื่องนี้ศาลฎีกาเคยวางบรรทัดฐานนะครับว่าถ้ารถที่เช่าซื้อสูญหายก็ต้องมาคำนวณครับว่ารถราคาเท่าใด ผู้เช่าซื้อจ่ายเงินค่างวดมาแล้วเป็นเงินเท่าใด บริษัทประกันได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทลิสซิ่งเนื่องจากรถหายเป็นเงินเท่าใดถ้า 2 จำนวนนี้รวมกันแล้วเกินกว่าราคารถที่บริษัทลิสซิ่งซื้อมา อย่างนี้ผู้เช่าซื้อก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย


มีข้อถามต่อไปว่า ถ้าสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงให้บริษัทเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ แม้ว่าทรัพย์ที่เช่าซื้อจะสูญหายก็ตาม เรื่องนี้ ศาลมีอำนาจ ที่จะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระหรือไม่ก็ได้ครับ และถ้าศาลกำหนดให้ชำระละครับ ต้องชำระเต็มตามสัญญาหรือเปล่า? คำตอบก็คือว่าการที่จะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องชำระนั้นต้องพิจารณาด้วยนะครับว่าเงินค่าเช่าซื้อที่บริษัทลิสซิ่งได้รับชำระมาแล้วรวมกับค่าสินไหมทดแทนที่บริษัท
ประกันภัยได้จ่ายให้ เมื่อยังไม่เพียงพอกับความเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ ศาลก็จะกำหนดความเสียหายให้ตามสมควร แต่มิใช่ให้ชำระค่าเช่าซื้อจนครบเต็มตามสัญญา

 

และหากหลังจากรถหายไป ๔ ปี เกิดจับคนร้ายได้แล้วได้รถที่เช่าซื้อกลับคืนมา รถต้องเป็นของบริษัทประกันนะครับ ไม่ได้เป็นของเรา แม้เราจะจ่ายค่างวดครบตามสัญญาแล้วก็ตาม(ตามที่มันบอกให้ผ่อนกุญแจต่อ) เพราะสัญญาเช่าซื้อระหว่างเรากับบริษัท มันจบและตัดขาดกัน ไปแล้วครับ

 

(จาก บ้านมหา ดอทคอม)

 

 

 

 

งานนี้พี่ทหารเขาเอาจริง...

 

 

 

 

                                 



มะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในไทยแน่นอน

มีเรื่องบอกเล่าต่อๆ"กันมาว่ามะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทย"เป็นเรื่องที่เชื่อได้"

แต่หากบอกว่าต้นประดู่"ต้นมะขาม"ไม่ใช่ของไทย"ต้องคุยกันหน่อย"เพราะหลักฐานมันฟ้องอยู่"อย่างมะขามบางต้นในไทยอายุมากกว่า"200-300"ปี"

แต่ก็ข้องใจอยู่เหมือนกัน"มะขามมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า"Tamarindus"indica"L."ตัว"indicaคืออินเดีย"ฝรั่งคงค้นพบที่อินเดียก่อนจึงตั้งชื่ออินเดียตามท้าย"

มีนักเกษตรตั้งข้อสงสัยว่า"ชื่อพืชพรรณต่างๆ"ไม่ค่อยมีสยามหรือ"siamese"ต่อท้าย"แสดงว่าเมื่อก่อนเมืองไทยแทบไม่มีอะไรขึ้นอยู่เลยหรือ

มะละกอเป็นไม้ต่างแดนแน่นอน

ในหนังสือ"พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย"ของ"ดร. สุรีย์"ภูมิภมร"บอกไว้ว่า

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสระบุไว้ชัดเจนว่า"มะละกอมีถิ่นกำเนิดเดิมที่เทือกเขาแอนดีส"แต่บางเอกสารอ้างอิงว่ามะละกอมาจากเม็กซิโก"หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตก"บ้างก็ว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง"บริเวณเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริก้า

มีเอกสารบางฉบับระบุอีกเช่นกันว่าสเปนได้มะละกอมาจากฝั่งทะเลแคริบเบียนของปานามาและโคลัมเบีย

 

พระเจ้าอู่ทอง กรุงศรีอยุธยา
พระร่วง กรุงสุโขทัย
ศรีธนญชัย ไทยสยาม
เซียงเมี่ยง ไทยน้อย

 

ล้วนไม่รู้จักส้มตำมะละกอ และไม่เคยชิมลิ้มรส
เพราะยุคนั้นไม่มีมะละกอ และยังไม่มีส้มตำ
มีแต่ตำส้มด้วยพืชผักอื่นๆ ที่ไม่มะละกอ

ปีพ.ศ. 2134 ช่วงกรุงธนบุรีเป็นราชธานี "นายลินโซเตน" นักท่องเที่ยวชาวดัตช์ "เขียนรายงานไว้ว่า" คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่มะละกา จากนั้นนำไปปลูกที่อินเดีย"ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย"มาเลเซีย"และไทย

คาดกันว่า "มะละกอน่าจะเข้ามาทางภาคใต้ทางอ่าวไทย" ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยมีเหตุยืนยันว่าผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เคยกินส้มตำจากมะละกอ

เอกสารส่วนใหญ่ระบุว่าโปรตุเกสนำมะละกอเข้ามาปลูกในเอเชีย"แต่เอกสารหมอบรัดเลย์ระบุว่า"สเปนนำมะละกอเข้ามาปลูกทั้งนี้มีหนังสือ"PROSEA"สนับสนุน หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมการกระจายพันธุ์พืชในเอเชียไว้

มะละกอกำเนิดอยู่ที่ไหน "เป็นประเด็นแรก" ซึ่งก็คงแถวๆ "อเมริกากลาง"

ประเด็นต่อมา" ใครนำเข้ามาในเอเชีย "คงไม่พ้น2 ประเทศ" คือ "สเปน" และ"โปรตุเกส "ในหนังสือดร.สุรีย์ ภูมิภมร สรุปว่าอาจจะนำมาจากทั้ง2ประเทศ เพียงแต่ใครก่อนใครหลังเท่านั้นเอง

ถือว่าเป็นคุณูปการสำหรับการนำพืชพรรณใหม่ๆ"เข้ามา"นอกจากมาค้ามาขาย"หรือมานำทรัพยากรวัตถุดิบออกไปจากประเทศของเขาแล้ว"ยังนำมะละกอมาให้ปลูก"จนการปลูกแพร่ขยายออกไป"

ส่วนวิธีการกิน"ไทยเราพัฒนาไปมาก"แทนที่จะกินสุกอย่างเดียวเหมือนอย่างฝรั่งเขา"แต่นำมาทำส้มตำ"

พอสอบถามจากผู้รู้เรื่องมะละกอ"ซึ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศ"เขาบอกว่า"ไทยเราบริโภคมะละกอมากที่สุดในโลก"โดยนำมาทำส้มตำ

มะละกอเรียกต่างกันทั้งไทยและต่างประเทศ"

ภาษาอังกฤษ"คือ"ปาปายา"(papaya)"อังกฤษแต่เดิมเรียก"ปาปอ"(papaw)โปรตุเกสเรียก"มาเมา"(mamoa)"คนฝรั่งเศสเรียก"ปาปาเย"(papaye)"คนเยอรมันเรียกปาปาจา"(papaja)"คนอิตาลีเรียก"ปาปาเอีย(papaia)"คนคิวบาเรียก"ฟรูตาเดอบอมบา(frutade"bomba)"คนเปอร์โตริโกเรียกว่า"เลโชซา (lechosa)"คนเม็กซิกันเรียกว่า" เมลอน"ซาโปเต้"(melon"zapote)

ในเอเชียก็เรียกแตกต่างกัน"คนจีนเรียกว่าเจียะกวยหรือฮวงบักกวย"อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์"เรียกปาปายา"มาเลเซียเรียกเบเต็ก"เมียนมาร์เรียกทิมเบ่า"กัมพูชาเรียกหงลาวเรียกบักหุ่งหรือหมากหุ่ง"คนไทยในแต่ละกลุ่มเรียกแตกต่างกัน

ภาคกลางเรียก"มะละกอ, สุโขทัยเรียก"บนละกอ

ภาคใต้ส่วนใหญ่เรียก"ลอกอ"ยกเว้นสตูลเรียก"แตงตัน"ปัตตานีเรียกมะเต๊ะ ยะลาเรียก"ก๊วยลา

ภาคเหนือเรียก"บะก๊วยเทศ, กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก"สะกุ่ยเส่, เงี้ยวเรียก"หมากชาวผอ

อีสานเรียกบักหุ่ง หมากหุ่ง"จังหวัดเลยเรียก"หมากกอ

ส้มตำมะละกอ
กำเนิดจาก "เจ๊กปนลาว" บางกอก
ยุคต้นกรุงเทพฯ แล้วแพร่หลายไปอีสานและลาวสมัยหลังๆ



ส้มตำมะละกอเริ่มมีมาแต่หนไหน


หัวข้อนี้"ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปขออัดเสียงสัมภาษณ์"อาจารย์สุจิตต์"วงษ์เทศนักวิชาการอิสระ"เมื่อถึงเวลา"ท่านบอกให้เขียนคำถามแฟกซ์ไป"แล้วท่านก็ตอบมาดังนี้...

ส้มตำ"หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้"มีมะละกอ"เป็นต้น"มาตำประสมกับเครื่องปรุง"และมีรสเปรี้ยวนำ

คำว่า"ส้ม"แปลว่าเปรี้ยว

คำว่า"ส้มตำ"น่าจะเริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ"หรือภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะสลับคำของวัฒนธรรมลาวในอีสาน"ที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เรียกว่า"ตำส้ม" หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้ต่างๆ"เช่น"มะม่วง"มาตำประสมกับเครื่องปรุง และมีรสเปรี้ยวนำ"ซึ่งมีความหมายตรงกับส้มตำ

คนกลุ่มแรกๆ"ที่รู้จักกินส้มตำมะละกออยู่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"อาจเป็นพวก"เจ๊กปนลาว"ในกรุงเทพฯ"ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้"เพราะเพิ่งรู้จักมะละกอที่ได้พันธุ์มาจากเมืองมะละกาในมาเลเซีย

ส้มตำมะละกอ"เริ่มแพร่กระจายจากกรุงเทพฯสู่อีสาน"ราวหลังรัชกาลที่"5"ที่สร้างรถไฟไปอีสาน

แล้วทะลักเข้าอีสานครั้งใหญ่"เมื่อหลัง"พ.ศ.2500หลังสร้างถนนสายมิตรภาพก่อนหน้านั้นมีมะละกอในอีสานแต่ไม่อร่อย"เพราะเป็นยุคแรกๆ"ลูกเล็กๆ"แคระๆ"ผอมๆ เน่าๆ

มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้"ไม่มีในอุษาคเนย์"โคลัมบัสเอามะละกอ มาเผยแพร่"แล้วแพร่หลายมาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของสเปนถึงฟิลิปปินส์ แล้วมีคนเอามาปลูกที่เมืองมะละกา สมัยนั้นผลไม้ชนิดนี้ชื่อ" "มะละกา" แล้วออกเสียงเป็น"มะละกอ"พืชชนิดใหม่นี้จึงได้นามตามชื่อเมืองว่า "มะละกอ"แล้วแพร่เข้ามาในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ในเอกสารฝรั่งครั้งกรุงศรีอยุธยา"จึงมีแต่ผลไม้อื่นๆ"แต่ไม่มีมะละกอ"เพราะคนยุคนั้นยังไม่รู้จักแต่มีอาหารเปรี้ยวๆ"เรียกว่า"ตำส้ม"กินประจำวัน"เช่น"ตำมะม่วงตำแตงกวา"ตำแตงต่างๆ

ส่วนปลาร้า"ก็คือปลาแดก"มีน้ำเค็มจากเกลือที่ใช้หมัก"เป็นอาหารดั้งเดิมยุคดึกดำบรรพ์"ราว"3,000"ปีมาแล้ว"

ตำส้มใช้ปลาร้า-ปลาแดก"เป็นส่วนผสมมาแต่ดั้งเดิม"เริ่มแรกก่อนมีส้มตำเพื่อให้มีรสเค็มนุ่มนวล"ยิ่งเค็มมากยิ่งดี"ทำให้มีแรงทำไร่ไถนา

คนภาคกลาง กินเผ็ด
คนภาคอีสานและลาว ไม่กินเผ็ด
เพิ่งกินเผ็ดยุคหลัง ตามอย่างคนภาคกลาง
เพราะพริก มีกำเนิดจากทวีปอเมริกา
ชาวยุโรปเอาเข้ามาเป็นอาหารภาคกลางก่อนที่อื่น

 

 

ทำไม...ส้มตำจึงได้รับความนิยม

อาหารทุกชนิดในโลก"มีการปรับตัวให้ถูกลิ้นถูกปากคนกิน"เช่น"ส้มตำ"เป็นอาหารเกิดใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์"และเป็นอาหารของเจ๊กปนลาวในกรุงเทพฯไม่ใช่ของลาวอีสานมาแต่เดิมตามที่เข้าใจกัน"ฉะนั้นจึงเปลี่ยนแปลงได้ตามความชอบของคนกิน"คนทำ"และคนขาย

ไม่เคยมีส้มตำสูตรดั้งเดิมตายตัว"มีแต่ฝีมือใครฝีมือมัน"ฉะนั้นส้มตำจึงปรับตัวได้คล่องแคล่วและอยู่รอดปลอดภัย

 

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก มติชน

guest

Post : 24/01/2015 12:15     Forum: สูตรยาสมุนไพร  >  ต่อต้านมะเร็งตับ

                

                                            

 

                             

 

                     กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง

 

นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที......

 

 

 

guest

Post : 24/01/2015 10:41     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  โมฆียะกรรม

 

 





มะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในไทยแน่นอน

มีเรื่องบอกเล่าต่อๆ"กันมาว่ามะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทย"เป็นเรื่องที่เชื่อได้"

แต่หากบอกว่าต้นประดู่"ต้นมะขาม"ไม่ใช่ของไทย"ต้องคุยกันหน่อย"เพราะหลักฐานมันฟ้องอยู่"อย่างมะขามบางต้นในไทยอายุมากกว่า"200-300"ปี"

แต่ก็ข้องใจอยู่เหมือนกัน"มะขามมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า"Tamarindus"indica"L."ตัว"indicaคืออินเดีย"ฝรั่งคงค้นพบที่อินเดียก่อนจึงตั้งชื่ออินเดียตามท้าย"

มีนักเกษตรตั้งข้อสงสัยว่า"ชื่อพืชพรรณต่างๆ"ไม่ค่อยมีสยามหรือ"siamese"ต่อท้าย"แสดงว่าเมื่อก่อนเมืองไทยแทบไม่มีอะไรขึ้นอยู่เลยหรือ

มะละกอเป็นไม้ต่างแดนแน่นอน

ในหนังสือ"พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย"ของ"ดร. สุรีย์"ภูมิภมร"บอกไว้ว่า

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสระบุไว้ชัดเจนว่า"มะละกอมีถิ่นกำเนิดเดิมที่เทือกเขาแอนดีส"แต่บางเอกสารอ้างอิงว่ามะละกอมาจากเม็กซิโก"หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตก"บ้างก็ว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง"บริเวณเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริก้า

มีเอกสารบางฉบับระบุอีกเช่นกันว่าสเปนได้มะละกอมาจากฝั่งทะเลแคริบเบียนของปานามาและโคลัมเบีย

 

พระเจ้าอู่ทอง กรุงศรีอยุธยา
พระร่วง กรุงสุโขทัย
ศรีธนญชัย ไทยสยาม
เซียงเมี่ยง ไทยน้อย

 

ล้วนไม่รู้จักส้มตำมะละกอ และไม่เคยชิมลิ้มรส
เพราะยุคนั้นไม่มีมะละกอ และยังไม่มีส้มตำ
มีแต่ตำส้มด้วยพืชผักอื่นๆ ที่ไม่มะละกอ

ปีพ.ศ. 2134 ช่วงกรุงธนบุรีเป็นราชธานี "นายลินโซเตน" นักท่องเที่ยวชาวดัตช์ "เขียนรายงานไว้ว่า" คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่มะละกา จากนั้นนำไปปลูกที่อินเดีย"ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย"มาเลเซีย"และไทย

คาดกันว่า "มะละกอน่าจะเข้ามาทางภาคใต้ทางอ่าวไทย" ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยมีเหตุยืนยันว่าผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เคยกินส้มตำจากมะละกอ

เอกสารส่วนใหญ่ระบุว่าโปรตุเกสนำมะละกอเข้ามาปลูกในเอเชีย"แต่เอกสารหมอบรัดเลย์ระบุว่า"สเปนนำมะละกอเข้ามาปลูกทั้งนี้มีหนังสือ"PROSEA"สนับสนุน หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมการกระจายพันธุ์พืชในเอเชียไว้

มะละกอกำเนิดอยู่ที่ไหน "เป็นประเด็นแรก" ซึ่งก็คงแถวๆ "อเมริกากลาง"

ประเด็นต่อมา" ใครนำเข้ามาในเอเชีย "คงไม่พ้น2 ประเทศ" คือ "สเปน" และ"โปรตุเกส "ในหนังสือดร.สุรีย์ ภูมิภมร สรุปว่าอาจจะนำมาจากทั้ง2ประเทศ เพียงแต่ใครก่อนใครหลังเท่านั้นเอง

ถือว่าเป็นคุณูปการสำหรับการนำพืชพรรณใหม่ๆ"เข้ามา"นอกจากมาค้ามาขาย"หรือมานำทรัพยากรวัตถุดิบออกไปจากประเทศของเขาแล้ว"ยังนำมะละกอมาให้ปลูก"จนการปลูกแพร่ขยายออกไป"

ส่วนวิธีการกิน"ไทยเราพัฒนาไปมาก"แทนที่จะกินสุกอย่างเดียวเหมือนอย่างฝรั่งเขา"แต่นำมาทำส้มตำ"

พอสอบถามจากผู้รู้เรื่องมะละกอ"ซึ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศ"เขาบอกว่า"ไทยเราบริโภคมะละกอมากที่สุดในโลก"โดยนำมาทำส้มตำ

มะละกอเรียกต่างกันทั้งไทยและต่างประเทศ"

ภาษาอังกฤษ"คือ"ปาปายา"(papaya)"อังกฤษแต่เดิมเรียก"ปาปอ"(papaw)โปรตุเกสเรียก"มาเมา"(mamoa)"คนฝรั่งเศสเรียก"ปาปาเย"(papaye)"คนเยอรมันเรียกปาปาจา"(papaja)"คนอิตาลีเรียก"ปาปาเอีย(papaia)"คนคิวบาเรียก"ฟรูตาเดอบอมบา(frutade"bomba)"คนเปอร์โตริโกเรียกว่า"เลโชซา (lechosa)"คนเม็กซิกันเรียกว่า" เมลอน"ซาโปเต้"(melon"zapote)

ในเอเชียก็เรียกแตกต่างกัน"คนจีนเรียกว่าเจียะกวยหรือฮวงบักกวย"อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์"เรียกปาปายา"มาเลเซียเรียกเบเต็ก"เมียนมาร์เรียกทิมเบ่า"กัมพูชาเรียกหงลาวเรียกบักหุ่งหรือหมากหุ่ง"คนไทยในแต่ละกลุ่มเรียกแตกต่างกัน

ภาคกลางเรียก"มะละกอ, สุโขทัยเรียก"บนละกอ

ภาคใต้ส่วนใหญ่เรียก"ลอกอ"ยกเว้นสตูลเรียก"แตงตัน"ปัตตานีเรียกมะเต๊ะ ยะลาเรียก"ก๊วยลา

ภาคเหนือเรียก"บะก๊วยเทศ, กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก"สะกุ่ยเส่, เงี้ยวเรียก"หมากชาวผอ

อีสานเรียกบักหุ่ง หมากหุ่ง"จังหวัดเลยเรียก"หมากกอ

ส้มตำมะละกอ
กำเนิดจาก "เจ๊กปนลาว" บางกอก
ยุคต้นกรุงเทพฯ แล้วแพร่หลายไปอีสานและลาวสมัยหลังๆ



ส้มตำมะละกอเริ่มมีมาแต่หนไหน


หัวข้อนี้"ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปขออัดเสียงสัมภาษณ์"อาจารย์สุจิตต์"วงษ์เทศนักวิชาการอิสระ"เมื่อถึงเวลา"ท่านบอกให้เขียนคำถามแฟกซ์ไป"แล้วท่านก็ตอบมาดังนี้...

ส้มตำ"หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้"มีมะละกอ"เป็นต้น"มาตำประสมกับเครื่องปรุง"และมีรสเปรี้ยวนำ

คำว่า"ส้ม"แปลว่าเปรี้ยว

คำว่า"ส้มตำ"น่าจะเริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ"หรือภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะสลับคำของวัฒนธรรมลาวในอีสาน"ที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เรียกว่า"ตำส้ม" หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้ต่างๆ"เช่น"มะม่วง"มาตำประสมกับเครื่องปรุง และมีรสเปรี้ยวนำ"ซึ่งมีความหมายตรงกับส้มตำ

คนกลุ่มแรกๆ"ที่รู้จักกินส้มตำมะละกออยู่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"อาจเป็นพวก"เจ๊กปนลาว"ในกรุงเทพฯ"ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้"เพราะเพิ่งรู้จักมะละกอที่ได้พันธุ์มาจากเมืองมะละกาในมาเลเซีย

ส้มตำมะละกอ"เริ่มแพร่กระจายจากกรุงเทพฯสู่อีสาน"ราวหลังรัชกาลที่"5"ที่สร้างรถไฟไปอีสาน

แล้วทะลักเข้าอีสานครั้งใหญ่"เมื่อหลัง"พ.ศ.2500หลังสร้างถนนสายมิตรภาพก่อนหน้านั้นมีมะละกอในอีสานแต่ไม่อร่อย"เพราะเป็นยุคแรกๆ"ลูกเล็กๆ"แคระๆ"ผอมๆ เน่าๆ

มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้"ไม่มีในอุษาคเนย์"โคลัมบัสเอามะละกอ มาเผยแพร่"แล้วแพร่หลายมาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของสเปนถึงฟิลิปปินส์ แล้วมีคนเอามาปลูกที่เมืองมะละกา สมัยนั้นผลไม้ชนิดนี้ชื่อ" "มะละกา" แล้วออกเสียงเป็น"มะละกอ"พืชชนิดใหม่นี้จึงได้นามตามชื่อเมืองว่า "มะละกอ"แล้วแพร่เข้ามาในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ในเอกสารฝรั่งครั้งกรุงศรีอยุธยา"จึงมีแต่ผลไม้อื่นๆ"แต่ไม่มีมะละกอ"เพราะคนยุคนั้นยังไม่รู้จักแต่มีอาหารเปรี้ยวๆ"เรียกว่า"ตำส้ม"กินประจำวัน"เช่น"ตำมะม่วงตำแตงกวา"ตำแตงต่างๆ

ส่วนปลาร้า"ก็คือปลาแดก"มีน้ำเค็มจากเกลือที่ใช้หมัก"เป็นอาหารดั้งเดิมยุคดึกดำบรรพ์"ราว"3,000"ปีมาแล้ว"

ตำส้มใช้ปลาร้า-ปลาแดก"เป็นส่วนผสมมาแต่ดั้งเดิม"เริ่มแรกก่อนมีส้มตำเพื่อให้มีรสเค็มนุ่มนวล"ยิ่งเค็มมากยิ่งดี"ทำให้มีแรงทำไร่ไถนา

คนภาคกลาง กินเผ็ด
คนภาคอีสานและลาว ไม่กินเผ็ด
เพิ่งกินเผ็ดยุคหลัง ตามอย่างคนภาคกลาง
เพราะพริก มีกำเนิดจากทวีปอเมริกา
ชาวยุโรปเอาเข้ามาเป็นอาหารภาคกลางก่อนที่อื่น

 

 

ทำไม...ส้มตำจึงได้รับความนิยม

อาหารทุกชนิดในโลก"มีการปรับตัวให้ถูกลิ้นถูกปากคนกิน"เช่น"ส้มตำ"เป็นอาหารเกิดใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์"และเป็นอาหารของเจ๊กปนลาวในกรุงเทพฯไม่ใช่ของลาวอีสานมาแต่เดิมตามที่เข้าใจกัน"ฉะนั้นจึงเปลี่ยนแปลงได้ตามความชอบของคนกิน"คนทำ"และคนขาย

ไม่เคยมีส้มตำสูตรดั้งเดิมตายตัว"มีแต่ฝีมือใครฝีมือมัน"ฉะนั้นส้มตำจึงปรับตัวได้คล่องแคล่วและอยู่รอดปลอดภัย

 

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก มติชน

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที

  

 

 

 

 

จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

 ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

            

 

        เอเจนซีส์ - เด็กแดนภารตะสามารถช่วยเหลือแรงงานเด็กอย่างน้อย 350 ชีวิต ออกจากโรงงานทำสีหนังและทำพลาสติกในเมืองไฮเดอราบาด ทางใต้ของอินเดีย ที่อยู่ในสภาพต้องทำงานหนักเยี่ยงทาสในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายตลอดเวลา 12 ชม.ในแต่ละวันโดยไม่ได้หยุด และมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดจับตาตลอดเวลา นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อกล่าวหาชายชาวอินเดีย 5 นายที่เกี่ยวข้องในการจัดหาเด็กๆป้อนให้โรงงานนรกแห่งนี้ในประเทศที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที
       
       บีบีซี สื่ออังกฤษ รายงานเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) ว่า เป็นเพราะสภาพที่ยากจนมาก และขาดการศึกษาทำให้เด็กยากจนของอินเดียต้องออกไปขายแรงงาน บางครั้งแรงงานเด็กเหล่านี้จะได้รับค่าจ้างให้ผู้ปกครอง ซึ่งล่าสุดตำรวจอินเดียสามารถช่วยเหลือแรงงานเด็กอย่างน้อย 350 ชีวิต ออกจากโรงงานทำสีหนังและทำพลาสติกในเมืองไฮเดอราบาด ทางใต้ของอินเดียออกมาได้สำเร็จหลังจากทลายเข้าจู่โจม โดยเมื่อวานนี้ (5) เจ้าหน้าที่จากสวัสดิการเด็กจำนวนเกือบ 200 คนที่ช่วยเหลือออกมาได้กลับไปยังรัฐพิหาร และได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งรัฐแห่งนี้ที่มีพุทธคยาตั้งอยู่ถือเป็นหนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย
       
       ในการบุกทลายครั้งนี้ตำรวจได้จับกุมชาย 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าจัดหาแรงงานทาสป้อนให้กับบรรดาเจ้าของโรงงาน ซึ่ง วี สัตยานารายานา (V Satyanarayana) ตำรวจอินเดียเปิดเผยว่า เด็กบางส่วนมีปัญหาโรคผิวหนัง และป่วยด้วยโรคอื่น และเมื่อตำรวจไปถึง พบเด็กเหล่านี้ถูกขังให้ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย “เด็กๆ ต้องถูกบังคับให้ทำงาน 12 ชม.ต่อวันโดยไม่ได้รับอนุญาตให้พัก” สัตยานารายานากล่าว และเสริมต่อว่า ห้องทำงานสกปรกและมืดทึบ และแรงงานเด็กต้องทำงานภายใต้การถูกจับตาจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และหากมีแรงงานเด็กคนใดหยุดมือไม่ทำงาน จะถูกโบยตี
       
       ทั้งนี้ อินเดียมีกฎหมายคุมครองเด็กจากการถูกใช้เป็นแรงงานทาส และเด็กๆ ต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับจนถึงอายุ 14 ปี ซึ่งในปี 2012 อินเดียออกกฎหมายห้ามการอนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีทำงาน มาจากการผลักดันจากไกรลาศ สัตยาธี (Kailash Satyarthi) ผู้ชนะรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปีล่าสุดร่วมกับมาลาลา ยูซาฟไซ นักรณรงค์การศึกษาและเหยื่อลอบสังหารตอลีบานในปากีสถาน โดยสัตยาธีต่อสู้กับการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย และสามารถช่วยเหลือเหยื่อแรงงานเด็กออกมาได้จำนวนหนึ่ง
       
       แต่ทว่า สื่ออังกฤษรายงานว่า ถึงมีการคุ้มครองเด็กตามกฎหมาย แต่ยังมีแรงงานเด็กอีกหลายล้านคนยังต้องถูกกดขี่ในอินเดีย ซึ่งการทำสำรวจล่าสุดในปี 2011 พบว่ามีแรงงานเด็กถึง 4.35 ล้านคน และสัยาธียืนยันถึงตัวเลขแรงงานเด็กในอินเดีย คาดว่ามีร่วม 60 ล้านคน
       
       บิดามารดาแรงงานทาสเหล่านี้ยอมรับว่า ความยากจนบังคับให้จำเป็นต้องส่งลูกยังเล็กออกไปทำงานรับใช้ตามบ้าน หรือโรงงานต่างๆ และมีเด็กอีกบางส่วนถูกลักพาตัวจากครอบครัว ถูกส่งป้อนกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งพบว่ามีเด็กหายในทุก 8 นาที และเกือบครึ่งของเด็กสูญหายไม่ถูกพบตัวอีกเลย
       
       แผนกสวัสดิการเด็กอินเดียเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้มีการเข้าบุกตรวจทะลายแหล่งโรงงานเถื่อน 2 ครั้งต่อเดือน ราวี ชานดราแวน (RV Chandravan) เจ้าหน้าที่สวัสดิการเด็กอินเดียให้ความเห็นว่า “เราใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อกำจัดกลุ่มมาเฟียที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบค้ามนุษย์นำเด็กจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อป้อนโรงงานในเมืองไฮเดอราบาด

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

 

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

 

 

 

 

 

 

 

 dek-hide

 

 


stolen-children

 

 

stolen-children2 

 

 

 

 

 

 

 

การประชุมเพื่อพิจารณาด้านการเงินในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ร่วมไทย-จีน ถึงกับชะงัก เมื่อทางการจีนเสนอดอกเบี้ยในการกู้เงินสูงถึงกว่า 2-4 % ต่างจากที่ไทยเคยกู้จากญี่ปุ่นที่มีดอกเบี้ยเพียง 1.5 %

(มติชน)





 

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเงินและรูปแบบการลงทุนภายใต้บันทึกความเข้าใจ ไทย-จีน เรื่องโครงการดำเนินงานก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน 1.435 เมตร เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอยมาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทางรวม 873 กิโลเมตร ว่า รัฐบาลจีนเสนอรูปแบบการลงทุนแบบการกู้ร่วมกันผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน โดยฝ่ายจีนเสนออัตราดอกเบี้ย 2-4% ระยะเวลาคืนทุนภายใน 20 ปี  นอกจากนี้จีนยังเสนอตัวขอเป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ก่อสร้างงานโยธาและเดินรถเองด้วย ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าจะเป็นผู้บริหารการเดินรถเอง



ทั้งนี้จากการพิจารณา ฝ่ายไทยเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยที่จีนเสนอมายังสูงเกินไป เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ 1.5% ขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(ไจก้า) ที่ไทยกู้มาสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้จีนกลับไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก รวมทั้งขอเพิ่มระยะเวลาปลอดหนี้ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งฝ่ายจีนจะต้องนำข้อเสนอของไทยไปเสนอให้รัฐบาลพิจารณาก่อนหากจีนลดอัตราดอกเบี้ยแล้วยังไม่พอใจ ไทยก็อาจจะพิจารณาแหล่งเงินกู้แห่งอื่นที่คิดดอกเบี้ยถูกกว่านี้รูปแบบการลงทุนรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ คาดว่าจะสามารถดำเนินการเจรจาในรายละเอียดและได้ข้อสรุปในการประชุมร่วมกับจีนครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11-12 ก.พ. 2558 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แต่ยืนยันว่าการดำเนินงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จีทูจี

 


 

 

 

 สภาวะแบบนี้น่ากลัวนะ...คล้ายๆกับรู้ว่ามีวิกฤติ แต่ต้องปิดปากเงียบ ต้องทนกอดคอกันตาย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเป็นฮีโร่ เพื่อแก้ปัญหา

ต่างจากสภาวะปกติ ถ้ามีวิกฤติไม่ว่ารัฐ หรือ ชาวบ้าน เอกชน จะช่วยกันออกมาคิดๆๆๆๆ เสนอแนะวิธีสารพัดสารเพ กระทุ้งนู่น กระทุ้งนี่

เฮ้อออออออ......สงสารประเทศไทยจัง

 

 คราวนี้ต่างจากปี 39 40 เพราะความเสียหายเริ่มจากชนบท ต่างจังหวัด คนระดับล่าง ก่อน คราวที่แล้ว ความเสียหายเริ่มจากคนระดับบน แผ่มาสู่คนระดับกลาง พวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย แต่ฟื้นตัวได้เร็วเพราะคนระดับล่างที่เป็นโครงสร้างของชาติ ยังเข้มแข็ง อุตสาหกรรมท้องถิ่นยังดำเนินอยู่ได้  การส่งออกขยายตัว การท่องเที่ยวเจริญเติบโต คราวนี้กลับกันน่าติดตามดูกันต่อไป

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 



 

ตอนนี้ จีนกับสหรัฐ กำลังแย่งเรากันแบบเนื้อหอมเลย ก็น่าจะดี เล่นตัวให้เต็มที่ เลือกฝั่งที่ให้ประโยชน์กับเรามากที่สุด
แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้นครับ


เค้าคงไม่ตบตีกันแย่งเรา แบบในหนังไทย หรือละครน้ำเน่า เพราะประเทศเราไม่ได้มีสมบัติอะไรมากมาย และเค้าก็รู้เรามีสถานะการณ์การเมืองภายใน ก็กีฬาสีนั่นแหละครับ ต่อเนื่องมา 6-7 ปีแล้ว 


   แต่ที่เราสำคัญวันนี้ เพราะเราอยู่ในจุดที่สามารถคานสมดุลย์อำนาจของโลก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกการค้าใหม่ ที่กำลังจะเติบโตแทนกลุ่ม EU  เอาเข้าจริง ๆ ทั้งจีน และสหรัฐ จะไม่แย่งกันจีบเราแบบออกนอกหน้าอย่างที่คิดกัน หรอกครับ


แต่ที่ผมกลัว คือ วิธีการที่ เค้าทำกันมานานแล้วและได้ผลในหลายๆภูมิภาค คือ ในกรณีที่ ต่างฝ่าย หมายถึงทั้งจีนและสหรัฐไม่สามารถมีอิทธิพลได้เบ็ดเสร็จ เค้าจะใช้วิธี  แบ่งแยกแล้วปกครองครับ ไม่มีใครได้ หรือเสียทั้งหมดครับ


   จากที่เห็นในหลายประเทศที่เกิดความขัดแย้งภายในและมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย
ต้องการมีอิทธิพลเค้าจะใช้วิธี ส่งปืนให้ครับ ต่างฝ่ายจะเลือกสนับสนุนอาวุธ เงิน อาหาร ให้กลุ่มคู่ขัดแย้ง แบบเปิดเผยหรือแบบลับๆ หรือแบบลับบ้างไม่ลับบ้าง  วิธีการนี้ได้ผลใน ลิเบีย อิรัก รวมถึงซีเรีย

  สองฝั่ง ที่ได้รับการสนับสนุน จะเป็นหนี้ ไปอีก อย่างน้อย 100 ปีเลยครับ ทำให้อ่อนแอ และต้องยอมรับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข


  ทำไมเหรอครับ คิดง่าย ๆ ก็ เงินทั้งสองฝั่ง ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะขาดจากกัน เหมือนหลุมก๊าซอยู่กับอีกกลุ่มนึง โรงไฟฟ้าอยู่กับอีกกลุ่มนึง สารพัดมันผิดที่ผิดทางไปหมด ต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด 
ทั้งสองกลุ่ม เพิ่งเริ่มจะตั้งไข่ จะเอาทุนที่ไหนมาครับ ถ้าไม่กู้


  คิดให้ดีๆ น๊ะครับ ถ้ามีอำนาจเหนือเบ็ดเสร็จไม่ได้ การแบ่งแยกแล้วปกครอง เป็นการคานอำนาจ ที่ได้ผลและมีตัวอย่างมาแล้ว เพราะมหาอำนาจเชื่อว่า เมื่อไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องไม่เสียทั้งหมด

  ไม่ต้องห่วงน๊ะครับ เค้าไม่ปล่อยให้ทะเลาะกันแบบลงไม้ลงมือจนเหลือแต่ซากครับ เพราะเค้าลงทุนกับประเทศนี้ ให้เป็นโรงงานของโลกมานานแล้ว แค่เฉพาะญี่ปุ่นเอง ก็ลงทุนรวมเป็นล้านล้าน แล้วครับ


  เค้าจะให้ตบตี กันพอหอมปากหอมคอ ยางหัวออก แล้วเค้าจะใช้ธงสีฟ้าเข้ามา แล้วทำประชามติ แบบอาเจ๊ะ อินโดนีเซีย หรือแบบในอัฟริกา รักกันไม่ได้ ก็หย่ากันไป แบ่งสมบัติ แล้วต่างคนก็ต่างก้มหน้าก้มตากันใช้หนี้ของตัวเองไป 

   การเล่น power play  กับสองมหาอำนาจอย่างจีน และสหรัฐ ในช่วงที่จีนพยายามมีอิทธิพลในอินโด-อาเซียน และรุกได้เร็วทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพม่า ซึ่งกลายเป็นชายฝั่งตะวันตกของจีนไปแล้ว และส่งผลให้จีนมีอิทธิพลในคาบสมุทรอินเดีย และลามไปถึงตะวันออกกลาง และคุกคามยุโรปได้ เป็นเรื่องที่สหรัฐและ NATO เป็นกังวล


   วันนี้จีนมีโครงการสนับสนุน เขตเศรษฐกิจพิเศษในพม่าถึง 11 แห่ง เสร็จแล้ว 4 แห่ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ เด่นๆ อย่าง เขตเศรษฐกิจพิเศษจ้าวพิว ซึ่งจะใหญ่เป็น 5 เท่าของสิงคโปร์ นั้นอิทธิพลของจีนจะใหญ่โตขนาดไหน ลองคิดดู และวันนี้ พม่าและจีนกำลังจะลงทุนจ้าวพิวระยะที่ 2 เพิ่ม  

    ยิ่งไปกว่านั้น จีนสร้างท่อก๊าซและน้ำมัน ยาว 1,700 กิโลเมตร ขึ้นไปถึงคุณหมิง นั่นหมายถึง การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปจีนจะทำได้เร็วขึ้นถึง 8 วัน โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา และในทางกลับกันจีนจะ ส่งสินค้าออกไปขายให้พม่า อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ได้เร็วขึ้นในเวลาเท่าๆ กัน


   สถานการณ์แบบนี้ การตีสองหน้า เหมือนสมัยเสรีไทย หรือเล่นบทถ้าไม่รักฉัน ฉันจะไปอีกฝั่ง อาจทำให้ ทางใดทางหนึ่งตัดสินใจ เลือกทางเลือกสุดท้ายอย่างที่บอก คือแบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งหมายถึง ถ้าไม่ได้ ก็ต้องไม่เสียทั้งหมด อย่าได้ล้อเล่นน๊ะครับ เพราะ เราตั้งอยู่ในจุดที่ทำให้เกิดโดมิโนได้ง่าย และผลของมันจะทำให้สมดุลย์ทางอำนาจของโลกเปลี่ยนไปได้ 


  การเล่น power play  กับสองมหาอำนาจอย่างจีน และสหรัฐ ในช่วงที่จีนพยายามมีอิทธิพลในอินโด-อาเซียน และรุกได้เร็วทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพม่า ซึ่งกลายเป็นชายฝั่งตะวันตกของจีนไปแล้ว และส่งผลให้จีนมีอิทธิพลในคาบสมุทรอินเดีย และลามไปถึงตะวันออกกลาง และคุกคามยุโรปได้ เป็นเรื่องที่สหรัฐและ NATO เป็นกังวล


  คิดให้ดีๆ น๊ะครับ ถ้ามีอำนาจเหนือเบ็ดเสร็จไม่ได้ การแบ่งแยกแล้วปกครอง เป็นการคานอำนาจ ที่ได้ผลและมีตัวอย่างมาแล้ว เพราะมหาอำนาจเชื่อว่า เมื่อไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องไม่เสียทั้งหมด

(จาก พันทิป ดอทคอม)

 

 

 

 

 

                                 

 www.gus.ran4u.com

 

 

ปะคำหรือประคำ

 

 

 

ประวัติความเป็นมา :
ตำบลปะคำ เดิมเป็นชื่อหมู่บ้าน ซึ่งผู้คนอพยพมาจากจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การนำของหลวงอุดมเวช มาตั้งบ้านเรือนพร้อม
เจ้าเมืองนางรองสมัยโบราณต่อมาชาวบ้านได้ขุดพบพระอุโบสถเก่าแก่มีพระพุทธรูปทองคำ จึงได้สร้างวัดในบริเวณดังกล่าว เรียกว่า วัดปะพระทองคำ และกลายเป็นชื่อหมู่บ้าน ต่อมาเรียกให้สั้นจึงกลายเป็นบ้านปะคำ

 
สภาพทั่วไปของตำบล :
สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มและที่ดอนมีป่าไม้ไม่สมบูรณ์ เหมาะแก่การทำไร่ ทำนา
อาณาเขตตำบล :
ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลหนองไทร อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองตะคลอง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลไทยเจริญ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
จำนวนประชากรของตำบล :
จำนวนประชากรทั้งสิ้น 964 คน แยกเป็นชาย 463 คน เป็นหญิง 501 คน
ข้อมูลอาชีพของตำบล :
อาชีพหลัก ทำนา
อาชีพเสริม ทำหัตถกรรม
ข้อมูลสถานที่สำคัญของตำบล :
1.ปราสาทวัดโคกงิ้ว 1 แห่ง
2. วัด 3 แห่ง
3. โรงเรียน 4 แห่ง

เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ข้อมูลองค์การบริหารส่วนตำบล :

 

 

ประคำ

รู้ไปโม้ด
โดย...น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



ลูกประคำถือเป็นเครื่องรางหรือเปล่า ขอประวัติด้วยนะน้าชาติ



เบิร์ดคับ



ตอบ เบิร์ด



เปิดพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.9 ราช บัณฑิต พบระบุว่า ประคำ หมายถึงลูกกลมๆ ที่ร้อยเป็นพวงสำหรับเป็นเครื่องหมายการนับในเวลาบริกรรมภาวนา หรือสำหรับใช้เป็นเครื่องราง เรียกว่า ลูกประคำ ทำด้วยวัสดุ เช่น ไม้จันทน์ ไม้เนื้อแข็ง ผลไม้ตากแห้ง หินสี พลาสติก หยก โดยเจาะรูตรงกลาง ร้อยด้วยด้ายหรือเอ็นเป็นพวง พวงหนึ่งนิยมจำนวน 108 ลูก เพราะถือคติตามบทบริกรรมภาวนา คือ อิติปิโส 108 ทั้งนี้ ประคำ นิยมพกติดตัวไปในที่ต่างๆ โดยถือไปบ้าง ห้อยคอไปบ้าง เพื่อสะดวกในการใช้ได้ทันทีเมื่อมีโอกาส เช่นขณะนั่งรถ นั่งรอเวลา หรือขณะอยู่คนเดียวเงียบๆ



ยังมีอรรถาธิบาย หลวงพ่ออุตตมะ เขียนไว้ เรื่อง "ประวัติลูกประคำ 108" ว่า ลูกประคำ 108 ไม้ หรือแก้ว หรือลูกลาน ที่ทำเป็นเม็ดกลมๆ มีรูตรงกลาง ร้อยเป็นพวงด้วยด้ายหรือไหม สำหรับนักบวชมีฤๅษีเป็นต้น ใช้สวมคอหรือกำหนดนับบริกรรมสวดมนต์ภาวนา เรียกว่าลูกประคำ มี 108 ลูก ตามจำนวนพระคุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ 56 พระธรรมคุณ 38 พระสังฆคุณ 14 รวมเป็น 108 พอดี





ประวัติความเป็นมา ในปีพ.ศ.225 คณะสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย ประชุมตกลงกันจัดส่งพระอรหันต์เถระเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ในการนี้ได้มอบหมายให้พระอรหันต์ 2 รูป คือ พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาประดิษฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเมืองนครปฐมในปัจจุบันเป็นจุดศูนย์กลาง



พระอรหันต์เถระทั้งสองรูปเดินทาง ออกจากเมืองปาฏลีบุตรในอินเดีย ผ่านเมืองสะเทิม ประเทศมอญ ได้พบพระฤๅษี 3 ตนพำนักบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่บริเวณภูเขาสุทัศน์คีรีใกล้เมืองสะเทิม คือ พระฤๅษีคุปตะ พระฤๅษีจุลละ พระฤๅษีเทวิละ



พระฤๅษีทั้งสามเมื่อได้เห็นพระจริยาวัตรและปฏิปทาอันงดงามของพระอรหันต์ทั้ง 2 รูป ก็บังเกิดศรัทธาความเลื่อมใสชักชวนกันไปกราบไหว้นมัสการ โดยซักถามว่า "ท่านเป็นศิษย์ของผู้ใด ใครคือพระศาสดาของท่าน" พระอรหันต์เถระตอบว่า "พระสมณโคดมศากยบุตรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของพวกเรา พระองค์คือพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย" พระฤๅษีจึงร้องขอให้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของพระพุทธศาสนา พระอรหันต์เถระทั้งสองได้อธิบายให้ฟังโดยละเอียด พระฤๅษีทั้ง 3 ตนเมื่อได้ทราบว่าพระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วก็รู้สึกปีติยินดี แต่มีความเสียดายที่ไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพราะทรงเข้าปรินิพพานไปนานแล้วถึง 225 ปี





จึงถามว่า พระรัตนตรัยมีคุณเท่าใด พระอรหันต์เถระทั้งสองอธิบายว่า คุณพระพุทธเจ้ามีจำนวน 56 ดังบทสวดพระพุทธคุณ (อิติปิโสภควา) คุณพระธรรมเจ้ามีจำนวน 38 ดังบทสวดพระธรรมคุณ (สวากขาโต) และคุณพระสังฆเจ้ามีจำนวน 14 ดังบทสวดพระสังฆคุณ (สุปฏิปันโน) เมื่อรวมกันแล้วคุณพระศรีรัตนตรัยมีจำนวนทั้งสิ้น 108 พระฤๅษีทั้งสามถามอีกว่า ในกัปของเรานี้จะยังมีพระพุทธองค์ใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ พระอรหันต์เถระทั้งสองอธิบายว่า ในขณะนี้เราอยู่ในภัทรกัป จะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 5 พระองค์ พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ในภัทรกัป ในกัปนี้จึงยังเหลือพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดขึ้นอีกหนึ่งพระองค์ คือ พระศรีอริยเมตไตรย



พระอรหันต์เถระทั้งสองอำลาออกเดินทางมายังสุวรรณภูมิ ฝ่ายพระฤๅษีทั้งสามก็ได้ปรึกษาหารือกันว่า ควรจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้น้อมระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยอยู่เสมอ ที่สุดได้ตกลงกันสร้างลูกประคำขึ้นมาเพื่อใช้ในการสวดมนต์ภาวนา โดยกำหนดให้ลูกประคำมีจำนวน 108 เม็ด เท่ากับคุณพระศรีรัตนตรัยซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 108 และที่ยอดของสายประคำได้ใส่ลูกประคำไว้อีก 3 เม็ด เพื่อแทนพระศรีรัตนตรัยเจ้าทั้งสาม คือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า


 

 

 

 

 

หนุ่มโบว์ หนองยาง

อาการเวียนศีรษะอาเจียนในวัยคุณแม่ มีได้หลายสาเหตุ อาการที่คุณเล่ามากว้างมาก ไม่สามารถบอกได้ว่า มีสาเหตุจากอะไร ถ้ามีไข้ก็อาจจากมีการติดเชื้อได้ ถ้าท้องเสียก็อาจติดเชื้อทางเดินอาหาร ถ้าร้อนมากขาดน้ำ ก็อาจเกิดจากภาวะขาดน้ำ ลมแดด หรือ จากพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ จากความดันโลหิตสูง หรือบางคนความดันโลหิตต่ำก็มีอาการนี้ได้ หรือจากน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคของหู เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน ฯลฯ

ดังนั้น ไม่สามารถตอบคุณได้ว่า อันตรายหรือไม่เพราะต้องดูที่สาเหตุ ช่วงนี้ แนะนำให้ท่านพักผ่อนเต็มที่ ดื่มน้ำให้ได้มากขึ้น ไม่ขาดน้ำ ทานอาหารอ่อน รสจืด ครั้งละน้อยๆ แต่ทานให้บ่อยขึ้น

แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือ อาการเลวลง ก็ควรต้องรีบกลับไปพบแพทย์ที่สถานีอนามัย หรือ รีบไปโรงพยาบาลคะ

 

พญ. พวงทอง

 

 

 

 

 

 

 

ลดชั้นไทย เข้ากลุ่มประเทศ ‘ไม่เสรี’

 
http://news.voicetv.co.th/thailand/160668.html

เปิดรายงานฟรีดอมเฮาส์ ‘เสรีภาพโลก 2015’ ลดชั้นไทยเทียบเท่าประเทศในแอฟริกา จัดเข้ากลุ่ม ‘ไม่เสรี’ เหตุเพราะกองทัพยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ จำกัดเสรีภาพในการพูดและการชุมนุม

เมื่อวันพฤหัสบดี ฟรีดอมเฮาส์ หน่วยงานจัดอันดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศทั่วโลก ออกรายงาน ชื่อ ‘Freedom in the World 2015’ ลดอันดับประเทศไทยจาก “มีเสรีภาพบางส่วน” เป็น “ไม่มีเสรีภาพ”

ตามดัชนีของฟรีดอมเฮาส์นั้น ระดับ 1 หมายถึงดีที่สุด ระดับ 7 หมายถึงเลวที่สุด รายงานฉบับนี้ระบุว่า คะแนนของประเทศไทยในเรื่องเสรีภาพอยู่ที่ระดับ 5.5 , คะแนนในเรื่องเสรีภาพพลเมืองอยู่ที่ 5 และสิทธิทางการเมืองอยู่ที่ 6
 




 
 
ในปีที่ผ่านมา คะแนนของไทยร่วงลงในทุกมิติ เสรีภาพพลเมืองลดจาก 4 ไปที่ 5, สิทธิทางการเมืองลดระดับจาก 4 ไปที่ 6 ดังนั้น สถานะของไทยจึงลดลงจาก ‘Partly Free’ เป็น ‘Not Free’

รายงานอธิบายเหตุผลที่ลดสถานะประเทศไทยว่า สถานะที่ตกต่ำลงดังกล่าวเกิดจากการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ผู้นำทหารได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 และปิดกั้นอย่างเข้มงวดต่อการใช้เสรีภาพในการพูดและการชุมนุม

รายงานบรรยายสถานการณ์การเมืองไทยว่า เลวร้ายลงในช่วงต้นปี 2557 เพราะกลุ่มการเมืองที่ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จัดการชุมนุมยืดเยื้อ และบางครั้งมีการใช้ความรุนแรงในการปิดกั้นขัดขวาง กลุ่มการเมืองนี้นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เรียกกันว่า คนเสื้อแดง ได้จัดการชุมนุมตอบโต้ เกิดเหตุรุนแรงบนท้องถนนหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 28 คน บาดเจ็บ 827 คน



@ ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล รวมตัวบนท้องถนน เมื่อ 5 พฤษภาคม 2557

กลุ่มกปปส.ได้เข้ายึดกระทรวงต่างๆและสี่แยกสำคัญๆในกรุงเทพ ตัดกระแสไฟฟ้าของบ้านพักของส.ส.พรรคเพื่อไทย หลังเหตุระเบิดขนาดเล็กหลายครั้งในปลายเดือนมกราคม รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งใช้บังคับจนถึงเดือนมีนาคม

ขณะที่การชุมนุมบนท้องถนนไม่มีทีท่าเลิกรา ในวันที่ 20 พฤษภาคม กองทัพประกาศกฎอัยการศึก และควบคุมตัวบุคคลฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จากนั้นประกาศยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม จัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, บังคับให้ที่ชุมนุมบนท้องถนนสลายตัว และจำกัดเสรีภาพในการพูด การรวมตัว และเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง

ในเดือนมิถุนายน คสช.ประกาศ “โรดแม็ป” ซึ่งมีเนื้อหาคลุมเครือและไม่มีกำหนดเวลาแน่ชัด ระบุว่าจะสร้างความปรองดอง ดำเนินการปฏิรูป และจัดการเลือกตั้งในเวลาต่อไป ในเดือนกรกฎาคม คสช.ประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งไม่ผ่านการหารือกับสาธารณชน ให้อำนาจแก่รัฐบาลอย่างไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่มีหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจากการแต่งตั้งเปิดประชุมในเดือนสิงหาคม เลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ให้ควบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ตามรายงานฉบับนี้ ในปีที่ผ่านมา ประเทศที่ถูกลดสถานะจาก “มีเสรีภาพบางส่วน” เป็น “ไม่มีเสรีภาพ”ประกอบด้วย บุรุนดี ลิเบีย ยูกันดา และประเทศไทย.

Source: Freedom House

Photo: AFP

 

ลักษณะแบบนี้คนที่เดือดร้อนคือนักธุรกิจส่งออก

หลายประเทศจะไม่สั่งซื้อของจากประเทศที่มีปัญหา

เมื่อส่งออกไม่ได้ ก็ไม่มีการผลิต...เมื่อไม่มีการผลิตก็ต้องปลดคนงาน

เมื่อบริษัทไม่ผลิตสินค้าก็ไม่ได้จ่ายภาษี คนงานก็ตกงาน

เมื่อผู้ประกอบการไม่ได้จ่ายภาษี รัฐก็ขาดรายได้

คนงานเมื่อหางานใหม่ไม่ได้...อาจจะต้องลักเล็กขะโมยน้อย

ความเดือดร้อนก็จะกระจายเป็นวงกว้าง



 

 

 

 

.........................................................

 

ไต้หวันเอาจริง!! ไทเปออกกฎ “ห้ามเด็ก 2 ขวบจิ้มไอแพด” พ่อแม่เสี่ยงโดนปรับสูงเกือบ 50,000 บาท

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐสภาไต้หวันได้ผ่านกฎหมายห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้อุปกรณ์อิเลคโทนิคส์อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ไอเเพด หรือสมาร์ทโฟนอย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนผู้ปกครองจะมีความผิดโดนปรับสูงสุด 50,000 บาท กฎหมายฉบับนี้ยังรวมไปถึงผู้ปกครองต้องดูเเลบุตรหลานที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ใช้เวลาอย่างเหมาะสมกับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย.....

 

ผมได้เเต่เเสดงความอิจฉาตาร้อนผ่าวกับวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศนี้ ที่มองทะลุถึงอนาคตเด็กของชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เเทนที่หลายๆประเทศยังบังคับให้ลูกหลานของคนในชาติ ฝึกท่องจำคำขวัญวันเด็กกันเป็นนกเเก้วนกขุนทองกันอยู่เลย เพราะงานวิจัยของเเพทย์จากทุกสถาบันทั่วโลก ต่างก็มีผลตรงกันว่า การให้เด็กได้เรียนรู้อุปกรณ์อิเลคโทนิคส์ตั้งเเต่ยังเล็ก จะเกิดผลเสียอย่างมหาศาลกับตัวของหนูน้อยเอง เพราะจะทำให้พัฒนาการต่างๆช้าไปทุกด้าน โดยเฉพาะการพูดคุยจะช้ามาก พูดไม่เป็นประโยค ไม่เป็นคำ เเขนลีบ ขาลีบ ใจร้อน เข้ากับใครไม่ค่อยได้ เเละจะมีปัญหาต่อการใช้ชีวิตในสังคมเป็นอย่างยิ่ง

 

เเต่ทว่ามันจะมีเเต่โทษอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ประโยชน์มันก็มีอย่างมหาศาลเหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุตั้งเเต่ 5 ขวบขึ้นไป ก็ต้องหัดให้เขาได้มีการเรียนรู้กับเจ้าเครื่องมืออิเลคโทนิคส์เหล่านี้ด้วย ไม่งั้นตามเพื่อนเขาไม่ทัน เพียงเเต่ว่าเราต้องเด็ดขาดในเรื่องของเวลาในการเล่น ถ้าบอก 1 ชั่วโมง ก็ต้องเป็นไปตามนั้น อย่าใจอ่อน.......

 

อ้ออออ...ที่สำคัญที่สุด...หลังจากวางระเบียบกฎเกณฑ์กับลูกน้อยของเราเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว อย่าลืมวางกฎระเบียบการเล่นอุปกรณ์เหล่านี้กับคู่ครองของเราด้วย บ้ากันไปใหญ่เเล้ว...พวกที่ชอบติด"ไลน์"ในตอนเเก่เนี่ยยยย!!!.......

 

ป้อง........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุแห่งการเกิดในครรภ์

 
 
 

ภิกษุทั้งหลาย ! การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์
ย่อมมีได้ เพราะการประชุมพร้อมของสิ่ง ๓ อย่าง.
ในสัตว์โลกนี้ แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน
แต่มารดายังไม่ผ่านการมีระดู และคันธัพพะ (สัตว์ที่จะเข้าไป
ปฏิสนธิในครรภ์นั้น) ก็ยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ก่อน.

 
ในสัตว์โลกนี้ แม้มารดาและบิดาเป็น ผู้อยู่ร่วมกันและ
มารดาก็ผ่านการมีระดู แต่คันทัพพะของเขาไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะ
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้นั่นเอง.
ภิกษุทั้งหลาย ! แต่เมื่อใด
มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วย
มารดาก็ผ่านการมีระดูด้วย
คันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่โดย
เฉพาะด้วย
 
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ย่อมสำเร็จได้
เพราะการประชุมพร้อมกันของสิ่ง ๓ อย่าง
ด้วยอาการอย่างนี้
 
ภิกษุทั้งหลาย ! มารดา ย่อมบริหารสัตว์ที่เกิดใน
ครรภ์นั้น ด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวงเป็นภาระหนัก
ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อล่วงไปเก้าเดือนเดือนหรือสิบเดือน
มารดา ย่อมคลอดบุตรนั้นด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง
เป็นภาระหนัก ได้เลี้ยงซึ่งบุตรอันเกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิต
ของตนเอง.
 
ภิกษุทั้งหลาย ! ในอริยวินัย คำว่า “โลหิต” นี้
หมายถึงน้ำนมของมารดา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทารกนั้น เจริญวัยขึ้น มีอินทรีย์
อันเจริญเต็มที่แล้ว เล่นของเล่นสำหรับเด็ก เช่น เล่นไถ
น้อยๆ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นของเล่นชื่อโมกขจิกะ
เล่นกังหันลมน้อยๆ เล่นตวงของด้วยเครื่องตวงที่ทำด้วย
ใบไม้ เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ.
 
ภิกษุทั้งหลาย ! ทารกนั้น ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้ว
มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วย
กามคุณ ๕ ให้เขาบำเรออยู่ทางตาด้วยรูป,
ทางหูด้วยเสียง,
ทางจมูกด้วยกลิ่น,
ทางลิ้นด้วยรส
และทางกายด้วยโผฏฐัพพะ

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่
ยวนตา ยวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดย้อมใจ และเป็นที่ตั้งแห่ง ความรัก.
ทารกนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมกำหนัด
ยินดีในรูป ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก ย่อมขัดใจในรูป ที่
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติ อันเป็นไป
ในกาย มีใจเป็นอกุศล ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาป
อกุศลทั้งหลาย.
 
ทารกนั้น ครั้นได้ยินเสียงด้วยหู... ดมกลิ่นด้วย
จมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...
รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมกำหนัดยินดีในธรรมารมณ์
ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก ย่อมขัดใจในธรรมารมณ์ที่เป็นที่
ที่ตั้งแห่งความรัก ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติอันเป็นไปในกาย
มีใจเป็นอกุศล ไม่รู้ตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศล
ทั้งหลาย.
 
กุมารน้อยนั้น เมื่อประกอบด้วยความยินดีและ
ความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว เสวยเฉพาะซึ่งเวทนาใดๆ
เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เขาย่อม
เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้นๆ.
เมื่อเป็นอยู่เช่นนั้น
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมบังเกิดขึ้น
ความเพลินใดในเวทนาทั้งหลาย มีอยู่
ความเพลินอันนั้น เป็นอุปาทาน
เพราะอุปาทานของเขานั้นเป็นปัจจัย
จึงเกิดมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงเกิดมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
จึงเกิดมีพร้อม
ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
มู. ม. ๑๒/๔๘๕-๔๘๗/๔๕๒-๔๕๓.

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.



 

 

 

 

 

 

ยิ่งลักษณ์" นำทีมพบสหรัฐฯ แจงขบวนการล้มล้าง

 

เรื่องโดย Nation TV

วันที่ 26 มกราคม 2558 18:11 น.18,018 views

 

 

 

 

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ และอดีตเลขาธิการนายกฯ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เดินทางเข้าพบแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก แพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ตามคำเชิญในการพบปะผู้นำทางการเมือง ทุกกลุ่ม และตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล

 

นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ทางอเมริกาได้พูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งความจริงทางอเมริกาได้ติดตามข่าวคราวอยู่ตลอดทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เพียงแต่อยากฟังจากปาก จึงเล่าให้ฟังว่ามีที่มาที่ไปและมีขบวนการอย่างไร ยังหาตัวคนผิดไม่ได้ แต่ลงโทษคนกำกับนโยบายไปแล้ว เป็นกระบวนการถอดถอนที่สังคมโลกยอมรับไม่ได้

 

ซึ่งทางอเมริกาได้ถามถึงการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่าเป็นอย่างไร เราจึงตอบไปว่าการเขียนกติกาใหม่ชัดเจนว่าเขาต้องการล้มล้างพรรคของเรา อย่างที่เคยทำมาตลอด ซึ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ คงมีชะตากรรมไม่ต่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชาย ซ้ำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นเหมือนลอกแบบกันมา ต่อไปก็จะมีเหตุการณ์ทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบ ชดใช้ อันนั้น อันนี้ ตามมา

 

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาได้แสดงความเป็นห่วงสิ่งที่เกิดขึ้น อดีตนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งต้องโดนถอดถอนจากคนที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาตามครรลองประชาธิปไตย เรื่องนี้จะส่งผลกระทบแน่นอน

 

โดยเฉพาะความเชื่อมั่น การลงทุน ต่างชาติไม่กล้าคบค้าสมาคมด้วย เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น อาจไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาเขามีหลักยึดที่มั่นคงคือ หลักประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชน หลักความเท่าเทียม หลักกฎหมาย และบอกว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นมาตรฐานสากลของโลก หรือ อินเตอร์เนชันแนลสแตนดาร์ด

 

 

นอกจากนี้นายแดเนียลยังสอบถามว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงบอกไปว่าคงต้องรอให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ คือการเขียนกติกาใหม่ที่มั่นใจว่าตัวเองจะชนะ ถึงมีการเลือกตั้ง แต่ถ้าเขียนออกมาแล้วประชาชนไม่ยอมรับก็เหนื่อยหน่อย เรื่องรัฐธรรมนูญที่ร่างกันอยู่ เราก็ให้ความเห็นไปว่า เขาเขียนกันไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ที่ทำกันอยู่ ไปรับฟังความเห็น เดินทางไปที่นั่นที่นี่ล้วนเป็นการจัดฉาก เล่นลิเกเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

เอาแล้วไง!ซูเปอร์บอร์ดผ่าใหญ่ "บินไทย" แก้ขาดทุน สั่งลดพนักงาน 5 พันคน

 
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1qSTJOalU1T1E9PQ==&subcatid=

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า คนร.เห็นชอบแผนฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน ) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ส่วนรายละเอียดแผนที่จะต้องมีการใช้เงินงบประมาณจะต้องสรุปรายละเอียด เพื่อนำเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)ต่อไป

สำหรับแผนฟื้นฟูการบินไทยมีการพิจารณา 5 ประเด็นหลัก คือ
1 การปรับเส้นทางบิน
2.การปรับแผนการตลาด
3.การขายทรัพย์สินและอากาศยานที่ไม่ได้ใช้งาน
4.การปรับโครงสร้างอัตรากำลังลดจาก 2.5 หมื่นคน ให้เหลือ 2 หมื่นคน
5.การปรับปรุงและพัฒนากิจการที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของการบินไทย (Non –Core) เช่น กิจการโรงแรม กิจการขนส่งน้ำมัน เป็นต้น


 

 

                                                    

คำถาม

3. นายสองไปซื้อผ้าที่ร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง ได้โฆษณาขายโดยอวดอ้างว่าเนื้อผ้าของร้านนี้รับรองไม่ยับไม่ย่น แล้วขยำผ้าให้ดูก็ปรากฏว่าไม่ยับจริง นายสองจึงซื้อผ้าไหมเพราะเชื่อคำอวดอ้างนั้น และนำมาตัดเสื้อใหม่ปรากฏว่าเมื่อนำมารีดเตารีดมีความร้อนสูง ทำให้ผ้าย่นเสียหายสวมใส่ไม่ได้จึงนำเสื้อผ้ามาให้ร้านขายผ้าดูว่าที่ทางร้านอ้างว่าไม่ยับไม่ย่นนั้นไม่จริง และจะขอเงินคืนบ้างเป็นบางส่วน เพราะต้องเสียเงินซื้อแพงเกินไป ดังนี้ ท่านว่าข้ออ้างของนายสองฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

 

 

ปพพ. มาตรา ๑๕๙
การแสดงเจตนา
เพราะถูก กลฉ้อฉล เป็นโมฆียะ
การถูก กลฉ้อฉล ที่จะ เป็นโมฆียะ ตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาด ซึ่งถ้า มิได้มี กลฉ้อฉล ดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้น คงจะมิได้ กระทำขึ้น
ถ้า คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง แสดงเจตนา เพราะ ถูกกลฉ้อฉล โดย บุคคลภายนอก การแสดงเจตนา นั้น
จะเป็นโมฆียะ ต่อเมื่อ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ได้รู้ หรือ ควรจะได้รู้ถึง กลฉ้อฉล นั้น

 

 

แนวตอบ

กรณีตามโจทย์ ป.พ.พ. ได้วางหลักฎหมายไว้ดังนี้
มาตรา 159
วรรคแรก วางหลักไว้ว่า การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

วรรคสอง วางหลักไว้ว่า การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

วรรคสาม วางหลักไว้ว่า ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น

จากข้อเท็จจริงตามโจทย์วินิจฉัยได้ว่า การที่คนขาย โฆษณาอวดอ้างคุณภาพของสินค้าว่าผ้าไม่ยับไม่ย่น ซึ่งถ้าการยืนยันความจริงแล้วปรากฏว่าไม่เป็นความจริงตามที่โฆษณาก็ถือว่าเป็นกลฉ้อฉล เพราะมีเจตนาหลอกให้นายสองหลงเชื่อจึงเข้าทำนิติกรรมซื้อผ้าไหมดังกล่าว แต่กรณีนี้ปรากฏว่าคนขายยืนยันรับรองเรื่องคุณภาพของผ้านั้นว่าไม่ยับไม่ย่น โดยการขยำให้นายสองดูว่าเป็นความจริงจึงไม่เป็นกลฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. 159 เพราะการที่ผ้ายับย่นนั้นเกิดจากการที่นายสองนำไปรีดด้วยความร้อนสูง จึงเป็นความผิดของนายสองเอง ดังนั้น นิติกรรมจึงสมบูรณ์ นายสองไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆจากผู้ขายหรือทางร้านขายผ้าได้

ด้วยเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นสรุปได้ว่า ข้ออ้างของนายสองฟังไม่ขึ้น เนื่องจากทางร้านมิได้หลอกลวงนายสองให้เข้าทำนิติกรรมเลยแต่อย่างใด การที่ผ้ายับย่นนั้นเป็นความผิดของนายสองเอง นายสองจึงไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากทางร้านได้

 

 

 โมฆะ,โมฆียะ

 

โมฆะ กับ โมฆียะ เป็นคำกฎหมายที่คนส่วนใหญ่เคยได้ยิน แต่อาจยังสงสัยถึงความหมายและความแตกต่างของคำดังกล่าว ผู้เขียนขออธิบายง่าย ๆ ดังนี้ครับ

 

โมฆะ แปลว่า เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย เช่น สัญญาเป็นโมฆะ และเมื่อกล่าวถึงคำ โมฆะ แล้ว ขออธิบายคำว่า โมฆกรรม ที่แปลว่า นิติกรรมที่เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย ไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง จะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ เช่น การที่บุคคลหนึ่งทำสัญญาซื้อขายยาบ้ากับบุคคลอื่น ซึ่งเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญานั้นตกเป็นโมฆะ

 

โมฆียะ แปลว่า ที่อาจเป็นโมฆะได้เมื่อมีการบอกล้าง หรือมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการให้สัตยาบัน และเมื่อกล่าวถึง คำโมฆียะแล้ว ขออธิบายคำว่า โมฆียกรรม ที่แปลว่า นิติกรรมซึ่งอาจบอกล้าง เพิกถอน หรือให้สัตยาบันได้ ถ้าบอกล้างก็เป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ถ้าให้สัตยาบันก็มีผลสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก อธิบายเข้าใจง่าย ๆ คือ นิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้น เป็นนิติกรรมที่กระทำโดยผู้มีสิทธิ์ แต่สิทธิ์นั้นยังไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเพราะด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ด้วยความอ่อนอายุ ด้วยความไร้ความสามารถตามคำสั่งศาล แต่อาจจะสมบูรณ์ได้โดยการให้สัตยาบัน ซึ่งก็คือการรับรองโดยผู้มีอำนาจ

 

เช่น การที่เด็กหรือผู้เยาว์ทำนิติกรรมซื้อขายทรัพย์สินเกินฐานานุรูปของตนเอง เป็นต้นว่า ไปทำสัญญาซื้อขายบ้าน หรือรถยนต์กับบุคคลภายนอก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองของผู้เยาว์ก่อน สัญญาซื้อขายนั้นก็เป็นโมฆียกรรม ทั้งนี้ ถ้าผู้ปกครองให้สัตยาบันก็ถือว่านิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์มาตั้งแต่เริ่มแรก แต่ถ้าผู้ปกครองบอกล้างหรือไม่ให้สัตยาบัน นิติกรรมนั้นก็จะเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น ครับ

 

ความแตกต่างระหว่างโมฆะกรรมและโมฆียะกรรม

 

๑ โมฆะกรรมตุ้มครองส่วนได้เสียของประชาชน ส่วนโมฆียะกรรมคุ้มครองส่วนได้เสียของคู่กรณี

 

๒ โมฆะกรรมเป็นนิติกรรมที่เสียเปล่าใช้ไม่ได้มาแต่ต้น เสมือนมิได้ทำนิติกรรมนั้นขึ้นเลย ส่วนนิติกรรมที่เป็นโมฆียะใช้บังคับได้จนกว่าจะถูกบอกล้าง

 

๓ โมฆะกรรมไม่ต้องบอกล้าง เพราะเป็นโมฆะอยู่ในตัวแล้ว ส่วนโมฆียะกรรมต้องบอกล้างจึงจะตกเป็นโมฆะ ถ้ายังไม่บอกล้างยังไม่เป็นโมฆะ

 

๔ โมฆะกรรมนั้นผู้มีส่วนได้เสียทุกคนยกขึ้นกล่าวอ้างได้ ส่วนโมฆียะกรรมกฎหมายกำหนดบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างตามที่ระบุไว้ใน มาตรา ๑๗๕

 

๕ โมฆะกรรมให้สัตยาบันไม่ได้ ส่วนโมฆียะกรรมให้สัตยาบันได้

 

๖ โมฆะกรรมไม่มีกำหนดเวลายกขึ้นกล่าวอ้าง ส่วนโมฆียะกรรมมีกำหนดเวลาบอกล้าง ตามมาตรา ๑๘๑

 

๗ โมฆะกรรมเรียกคืนทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้ ส่วนโมฆียะกรรมคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา ๑๗๖

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

แม้อึดอัด แต่จะสงบนิ่ง! อัด ปชป.ซ้ำเติม บอกคนไทยหลายล้าน ตัด ปชป.จากใจ แล้วเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

จาก นสพ.มติชน 

 

 



 

 

 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. โพสต์เฟซบุ๊กว่า การถอดถอนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของใคร เพราะผลแพ้ชนะต้องเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและกระบวนการที่ชอบธรรมเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเรียกว่าการไล่ล่าทำลายล้างทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้าม

หลายเดือนที่ผ่านมาท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายคงมากด้วยภารกิจ ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลามองเห็นทุกภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองหรือไม่ ผมจึงขอเสนอบางภาพที่มองเห็นจากการถอดถอนเผื่อท่านจะรับไว้พิจารณา ผมเห็นการเอาคนไปปรับทัศนคตินับพัน แต่ไม่มีการปรับทัศนคติคนที่ท่านเลือกไปทำงานใน"เรือแป๊ะ"เลย ทุกคนทุกอย่างยังเหมือนก่อนรัฐประหาร

ผมเห็นการประกาศสลายทุกสีเสื้อไม่ให้มีความขัดแย้ง แต่ไม่เห็นการสลายนกหวีดจากใจคนจำนวนมากในแม่น้ำ 5 สาย ผมเห็นคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมแม้แต่การประชุม ห้ามกลุ่มการเมืองต่างๆเคลื่อนไหว แต่มีคนใช้สภาฯเป็นที่สมคบคิด ล็อบบี้ และกระทำต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผย หลายคนคงอึดอัดอยากแสดงออกแต่ผมยืนยันว่าจะนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพราะบางทีการอยู่ในอาการสงบเพื่อดูคนกลุ่มหนึ่งทำลายตัวเขาเองก็ถือเป็นการตอบโต้ที่เจ็บปวด

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FollowFox Business on Facebook

 

 

 

Bangkok ranks last in economic performance in 300-city survey

Thailand's capital posts negative GDP, employment growth in 2013-14

  • Published: | Viewed: 11,844 | Comments: 21
  • Online news: World
  • Writer: Bangkok Post & AP

Bangkok ranks last in economic performance in a new survey of 300 world cities by bank JPMorgan Chase and an American think tank.

 

A worker paints under war veteran statues during a renovation at Victory Monument in Bangkok, Jan 19. Bangkok ranks last in economic performance in a new survey of 300 world cities by bank JPMorgan Chase and an American think tank. (EPA photo)

 

Its economy "wrecked" by years of political strife, the capital saw real gross domestic product per capital fall 0.5% from 2013-14 and employment growth shrink 1.7% during the same time, the report by the bank and the Brookings Institution said. Bangkok ranks 259th out of 300 cities for economic performance between 2009 and 2014.

Thailand's dismal performance on the global ranking contrasted sharply with cities throughout the developing world - especially China - which dominated the top of the annual economic rankings. Macau, the Chinese territory known for casino gambling, outperformed the rest of the world to come in at No 1.

Macau has enjoyed a tourism boom, with gamblers coming to bet at more than 30 casinos, including the Venetian Macau, the world's largest.

Cities in wealthy, developed countries tended to lag behind. Though most of the cities surveyed around the world have recovered from the Great Recession, 65% of European and 57% of North American cities have not, according to the study, which ranks cities by growth in employment and in economic output per person.

Preparing for AEC

 

A construction site near the Malaysia landmark, Petronas twin tower (centre) in Kuala Lumpur, Malaysia, Jan 20. The Malaysian capital placed 19th on a economic-performance ranking of 300 cities by JPMorgan Chase and the Brookings Institution, posting 4.1% per-capita GDP growth from 2013-14 and 3.4% employment growth. (EPA photo)

 

The 10-country Association of Southeast Asian Nations region put in a respectable showing on the two organisations' rankings. Malaysia put two cities in the top 50 - Kuala Lumpur at No 19 and George Town at No 47 - while Ho Chi Minh City (23) and Jakarta (34) both outpacing Singapore, which came in 61st. Manila was the next Asean country to rank at 139th.

Bangkok brought up the rear at No 300, the only one of the Asean nations to post negative per-capita GDP and employment growth since 2013.

Inside China

Twenty-seven of the 50 top-performing cities were Chinese. Increasingly, strong growth occurred in the traditionally underdeveloped cities of China's interior, rather than its booming coastal cities. Land-locked Changsha, for instance, enjoyed economic growth per person of 8.6% last year and wound up No 15 in the overall rankings.

The coastal manufacturing powerhouse of Dongguan, next door to Hong Kong, registered per-capita economic growth of just 5.2% (unimpressive by Chinese standards) and finished No 70. Companies have begun to move inland as the cost of labour and land rises on the Chinese coast. And the Chinese government has invested heavily on infrastructure in the interior.

Big differences

Joseph Parilla, a Brookings research analyst who co-wrote the report, said he was surprised by the "incredible differentiation within what are considered monolithic economic blocs." Latin American cities, for instance, mostly sputtered. But Medellin, Colombia, and Lima, Peru, both broke into the top 50.

Cities in wealthy countries tended to perform poorly. But US and British cities showed improvement. Three US cities - Austin and Houston, Texas, and Raleigh, North Carolina - cracked the top 50. In the United Kingdom, London came in No 26, Manchester No 60.

 

Thai job seekers apply for jobs during a job fair at the Ministry of Labour in Bangkok Jan 19. Bangkok posted negative employment growth of 1.7% during 2013-14, helping it place last on a new survey of economic performance in 300 world cities. (EPA photo)

 

The United States and Britain have begun to pick up economic momentum five years after the recession ended.

"In developed economies like North America and western Europe, cities like London and Houston are flying high, while others like Rotterdam and Montreal are struggling," Mr Parilla said.

Commodities boom

The 18 cities worldwide that specialized in producing commodities such as oil registered the highest rates of growth in economic output per person (2.6%) and employment (1.9%).

"The recent rise in oil and gas production in North America partly explains the success of metropolitan areas like Calgary, Denver, Houston, and Tulsa, which are epicentres of the region's shale revolution," the report said.

Next year's rankings may be different. Oil prices have plunged to less than $48 a barrel from $107 a barrel last June, jeopardizing the prospects of cities that had been riding the energy boom.

Turkish delight

Four Turkish cities made the top 10: Izmir, Istanbul, Bursa and Ankara. Turkish cities boomed last year despite political unrest. "If you look at world headlines, Turkey is not in the news for its economic success, but it probably should be," Brookings' Mr Parilla says. "It has pretty solid macroeconomic policies."

Turkey benefits from its location at the boundary between Europe and Asia and from heavy investment in roads and other infrastructure projects, which creates jobs over the short term and is likely to make the economy more efficient over the long term.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ลูกทุ่งพันล้าน

 

 

 

ฟังเพลง สัปเหร่อ แด่นายห้าง 100 ล้าน ประจวบ จำปาทอง

 

 

 

ย้อนรอยเรื่องราวบนเส้นทางคนสู้ชีวิต "ประจวบ จำปาทอง" นายห้าง 100 ล้านผู้พลิกประวัติศาสตร์ลูกทุ่งไทยจากรายการ "ชุมทางคนเด่น" และเจ้าของครีมไข่มุกชื่อดัง

วงการบันเทิงบ้านเราต้องสูญเสียคนมีฝีมืออีกครั้งหลังมีงายงานว่า "ประจวบ จำปาทอง" หนึ่งในคนสำคัญของวงการเพลงลูกทุ่งได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 74 ปีเมื่อช่วงบ่ายของวันวานที่ผ่านมา

"ประจวบ จำปาทอง" ชื่อนี้ - นามสกุลนี้เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยเท่าใดนัก แต่สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเชื่อว่าหลายคนจะต้องรู้จักกับชายคนนี้เป็นอย่างดีทั้งในบทบาทของนักร้อง โฆษกชื่อดังทางวิทยุ ที่สำคัญก็คือในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์เพื่อหน้าขาวยุคแรกๆ ที่มีชื่อว่า "กวนอิม" นั่นเอง

พลิกดูปูมประวัติกว่าจะกลายเป็น "นายห้าง 100 ล้าน" คนนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายและถือเป็นแบบเรียนของคนที่มีความมุ่งมั่นได้เป็นอย่างดี

"ประจวบ จำปาทอง" เกิดเมื่อพ.ศ.2483 ที่จังหวัดนครพนม เรียนที่โรงเรียนเทศบาลสองหนองแสง ในตัวจังหวัด ระหว่างที่เรียนอยู่เจ้าตัวได้รับรู้เรื่องราวความทันสมัยโอ่อ่าของเมืองที่ชื่อ "กรุงเทพ" จากเพื่อนๆ และคนใกล้ตัวทำให้เขามีความฝันอยากจะเข้ามาสัมผัสชีวิตในเมืองกรุงสักครั้ง แต่ฝันนั้นกลับถูกฏิเสธโดยพ่อ-แม่ของเขาที่ต้องการให้เขาตั้งใจเรียนเพื่อจะได้ไม่อดตาย

แต่ด้วยความรักกรุงเทพฯ จนขึ้นสมอง วันหนึ่งในปีพ.ศ.2497 เจ้าตัวในวัย 14 ปีจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเข้าสู่เมืองหลวงโดยมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบบาทและไม่รู้จักใครเลย พยามหางานอยู่หลายวันเพื่อหาเงินซื้อข้าวกินประทังชีวิตแต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าตัวจึงตัดสินใจเดินทางไปยัง จ.ชลบุรี ได้งานเป็นลูกจ้างทำโป๊ะได้เงินเดือนละ 100 บาทพอประทังชีวิต

จากนั้นชีวิตของเขาก็เริ่มดีขึ้นมานิดหลังได้ไปทำงานที่โรงโม่ ได้เงินเพิ่มเดืนละ 50 บาท ทำงานที่โรงโม่ไม่กี่เดือนพอมีเงินเก็บ เจ้าตัวก็ตัดสินใจมุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ เมืองในฝันอีกครั้ง คราวนี้โชคชะตาพาเขาไปเป็นจ็อคกี้ม้าแข่งที่คอกของ "อุดม ประพันธ์ทเสน" ก่อนยึดอาชีพนี้นานว่า 5 ปีเพราะรู้สึกสนุก ระหว่างนั้นเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ต่อด้วยวัดสุทัศน์ตามลำดับ

เก็บเงินจากการเป็นจ็อคกี้ได้ก้อนหนึ่งประจวบก็ตัดสินใจบินไปเสี่ยงโชคที่ญี่ปุ่นเพื่อเรียนต่อและหวังจะดูงานเกี่ยวกับเครื่องสำอางพร้อมตั้งความหวังของตนเองเอาไว้ว่าจะต้องเปิดร้านเป็นตัวเทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามให้ได้ แต่อยู่ที่ญี่ปุ่นได้แค่ 3 ปีเจ้าตัวก็ต้องกลับมาเมืองไทยเพราะเงินหมด ตอนนี้เองชีวิตของเขาก็เกิดความเคว้างคว้างอีกครั้ง

จากนั้นเจ้าตัวจึงได้ไปอยู่กับคณะลิเกของ "จันทร์แรม พยัคฆ์โส" และหวังจะเอาดีทางด้านนี้ก่อนได้รู้จักกับ "พร ภิรมย์" ที่กลายเป็นราชาเพลงแหล่ในเวลาต่อมา โดยช่วงที่เล่นลิเกอยู่นั้นหากมีเวลาว่างประจวบก็จะมาขายข้าวแกงอยู่ที่หลังวังบูรพาหารายได้อีกทาง ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ได้ติดตาม "พร ภิรมย์" ออกจากคณะลิเกไปร้องเพลงกับวงดนตรี "จุฬารัตน์" ของ "ครูมงคล อมาตยกุล" วงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังในสมัยนั้่น

ร้องเพลงพร้อมเป็นโฆษกได้ไม่นานเจ้าตัวก็อยากจะเป็นนักจัดรายการวิทยุขึ้นมาจึงได้ไปเป็นโฆษกวิทยุจัดรายการเพลงที่สถานี "จ.ส." และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้พบกับแฟนสาวที่ทำหน้าที่คอนโทรลเครื่องและได้กลายเป็นคู่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองจะมีความรักต่อกันแต่เส้นทางก็หาได้ราบรื่นไม่ เพราะต้องมาถูกทางญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงกีดกัน

ทั้งคู่ฟันฝ่าจนได้แต่งงานกันในที่สุด หลังมีครอบครัวประจวบยิ่งมีความมุมานะมากยิ่งขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้ทางญาติภรรยาดูถูก โดยตั้งบริษัท "จำปาทอง" สั่งเครื่องสำอางจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย มีผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรู้จัก อาทิ แป้งน้ำจำปาทอง, ครีมเชฟจากอเมริกา, น้ำหอมแห้ง เอเธนส์ รวมถึงครีมไข่มุกแก้สิวลอกฝ้าตรา "กวนอิม" อันลือลั่น

ขณะที่ลีลาการจัดรายการเพลงของขาก็เป็นที่ประทับใจของคนส่วนใหญ่จนชื่อเสียงเริ่มขจรไกล มีการเปิดค่ายเสกสรรค์เทปแผ่นเสียงขึ้น นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์วงการลูกทุ่งไทยหลังจัดประกวดร้องเพลง "ชุมทางคนเด่น" ออกทางช่อง 7 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและสร้างนักร้องลูกทุ่งขึ้นมาประดับวงการมากมาย อาทิ พุ่มพวง ดวงจันทร์, ศิรินทรา นิยากร, สุนารี ราชสีมา ฯ

สำหรับผลงานเพลงในฐานะการเป็นนักร้องของเขานั้นมีอยู่หลายเพลงเช่นกัน อาทิ คอแห้งเป็นผง, คนเมา, น้ำตาโฆษก ฯ แต่ที่รู้จักกันมากก็คือเพลง สัปเหร่อ ทั้งนี้ศพของประจวบ จำปาทองนั้นจะตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดเทพศิรินทร์ (ศาลา 3) ตั้งแต่วันที่ 19 - 25 พฤศจิกายน 2557 จากนั้นทางญาติจะเก็บศพไว้ 100 วันก่อนทำพิธีต่อไป

หมายเหตุ : เรียบเรียงประวัติจาก "อนุทินคู่ชีวิตดารานักร้อง" เล่ม 3 ปีที่ 1 ฉบับพิเศษที่ 3 ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.2514

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

20 ม.ค พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) - ผลการประชุมของพรรคนาซีเบอร์ลิน เพื่อหาทางออกปัญหาชาวยิว นำไปสู่ปฏิบัติการการล้างชาติพันธุ์โดยนาซี (Holocaust)

 

 

 






มีการยิงทิ้ง



มีรมแก๊ส



มีเผาศพ


มีค่ายกักกัน



มีชุดนักโทษ

 

 

 

ยิวฉลาด ขยัน เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นนายทุน แม้ไม่ใช่ญาติแต่ถ้าเป็นยิวด้วยกันก็ช่วยเหลือกันเอง ทำให้ชาวยิวส่วนใหญ่มีฐานะดีกว่าคนอื่น
เศรษฐกิจตกต่ำจนชาวเยอรมันอดอยาก แต่ชาวยิวกลับสุขสบาย ทำให้คนเยอรมันไม่พอใจ

แล้วตามในพระคัมภีร์ ชาวยิวเป็นคนฆ่าพระเยซู ทำให้คนในเยอรมันที่นับถือคริสต์แบบเคร่งจัดที่เกลียดยิวเป็นทุนเดิมพอถูกนาซีเสนอให้ยึดทรัพย์และฆ่ายิว คนเยอรมันที่เกลียดชังก็เห็นด้วยกันหมด


ไม่ใช่ว่านาซีเกลียดยิว แต่คนยุโรปตอนกลางกับตะวันออกก็เกลียดยิวกันเกือบหมด ข้อสังเกตคือพวกนี้นับถือคริสต์แบบเก่า

 

 



 

แผนที่จักรวรรดิเยอรมัน
สังเกตบริเวณสีเหลืองคือพื้นที่ของ ราชอาณาจักรปรัสเซีย มีเมืองหลวงคือ เบอร์ลิน
พื้นที่สีเขียวอ่อนทางใต้คือ ราชอาณาจักรบาวาเรีย เมืองหลวงคือ มิวนิค
พื้นที่สีฟ้าคือ ราชอาณาจักรแซกโซนี
สีเลือดหมูทางใต้คือ ราชอาณาจักรเวิร์ตเทมเบิร์ก

ทุกราชอาณาจักรรวมกันเป็น จักรวรรดิเยอรมัน โดยบิสมาร์กสถาปนาให้ กษัตริย์ของปรัสเซีย เป็นไกเซอร์หรือจักรพรรดิของเยอรมันทั้งจักรวรรดิเหนือกว่ากษัตริย์ราชอาณาจักรอื่นทั้งปวง


หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไกเซอร์วินแฮมกษัตริย์เยอรมันผู้พ่ายสงครามร่ำไห้กับความพ่ายแพ้
มีผู้คนที่ไม่แน่ใจในตัวพระองค์ พระองค์เป็นสมุติเทพแต่แพ้สงครามได้อย่างไร
ตอนนี้เริ่มมีข่าวการก่อกบฏตามเมืองต่างๆ ไกเซอร์ไม่รอช้าเรียกตัวลูกชายและนายทหารกลับมาจากแนวรบเพื่อรับมือในทันที


รูปองค์ไกเซอร์กับนายทหาร




คิงจอร์จที่ 5 กษัตริย์แห่งอังกฤษได้เขียนบันทึกที่วังบักกิ้งแฮมวันที่ 8 พฤษจิกายน ว่า


"เช้านี้คณะทูตเยอรมันถือธงขาวมาเข้าเฝ้า ฟ๊อกกับโรซี่ เวมิสส์รอต้อนรับอ่านเงื่อนไขอ่านสัญญาหยุดยิง
ให้คณะทูตได้ทราบ ได้รับคำขาด 72 ชั่วโมงที่จะปฎิเสธหรือยอมรับ เห็นได้ชัดว่าการปฏิวัติเกิดขึ้นแล้วในหลายเขตในเยอรมันนี"
(Rain in the morning RA GV/GVD/1918:November)ใครมีโอกาสไปที่วังบักกิ้งแฮมลองขออนุญาตอ่านดูนะครับ


ในสัปดาห์ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของปรัสเซีย วิเฮล์ม ดรูว์ส เดินทางไปยังเมืองสปา รับคำสังจากมักซ์
ฟอน บาเดน ให้อ้อนวอนไกเซอร์สละราชสมบัติ ไกเซอร์แจ้งแก่ดรูว่าไม่มีเจตนาคอมย้อมรับข้อเรียกร้องของพวกยิวและคนงานสังคมนิยม
(หมายถึงคอมมิวนิสต์) จากนั้นพระองค์เชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่ากองทัพของพระองค์กำลังเดินทางกลับเบอร์ลินต้องมาจัดการพวกยิวได้แน่ๆ

 
 
หลังจากนายทหาร 39 คนมาถึงฮินเดนบวร์กเรียกนายทหารทั้งหมดเข้าประชุมทันทีที่เมืองสปา
และสอบถามเรียงตัวว่าจะมั่นใจได้หรือไม่ที่จะทำสงครามกลางเมืองกับพวกยิวและคอมมิวนิสต์ คำตอบเป็เอกฉันท์คือไม่
องค์ไกเซอร์ได้รับผลประชุมในเช้าวันนั้น และเวลาต่อมาการปฏิวัติเต็มรูปแบบเกิดขึ้นในเมืองเบอร์ลินสายข่าวแจ้งว่าเลืดท่วมเมือง
กบฏเรียกร้องให้สละบัลลังค์ในทันที



ความวุ่นวายจากพวกคอมมิวนิสต์ ในเยอรมัน

ฝ่ายซ้ายนำโดยยิวสองคนชายหญิง..ชายคือ Karl Liebknecht หญิงคือ Rosa Luxemberg หรือสมญาว่า แม่กุหลาบแดงเดือด (Red Rose หรือ Bloody Rose) สองคนนี่ซ่องสุมผู้คนนับแสนคนที่จะล้มล้างรัฐบาล

เพื่อเปลี่ยนให้เป็นคอมมิวนิสต์ให้ได้ โดยมีการจลาจลชนิดถึงขั้นนองเลือด..และจวนเจียนที่จะสำเร็จผลเสียด้วย...

หากแต่พวกคณะที่รักชาติ อดีตทหารหาญที่เพิ่งกลับกันมาจากแนวหน้า ได้รวมตัวกันสำเร็จเป็นกองทัพย่อย ๆ เรียกว่า Free Corps เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียเลือดเนื้อล้มตายไปกันมากมาย..ในเดือนมกราคม 1919 การสู้รบได้ผลัดกันแพ้ชนะ ไปจนถึงวันที่ 13 มกรา..
Karl และ Rosa ถูกจับตัวได้..

ถูกซ้อมซะอ่วมไปสองวัน ก่อนที่จะถูกยิงกบาลแบบเผาขนไปทั้งสองคน..ศพแม่แดงเดือดถูกโยนทิ้งในลำคู.. ส่วน Karl นั้น..ทิ้งเป็นที่เป็นทาง คือ ในป่าช้า...

เป็นอันว่า..พวกสปาตาลิสต์ ได้จบบทบาทลงในเบอร์ลิน..แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า..
พวกที่ฝักใฝ่ในลัทธินี้จะหายไปจากแผ่นดินเสียเมื่อไหร่..รัฐบาลไม่สามารถใช้ กำลังตำรวจเข้าควบคุมทั้งหมดได้ จึงต้องออกประกาศเรียกร้องผู้คนเข้าร่วมขบวนการอาสาช่วยเป็นหูเป็นตา ในการกวาดล้างให้สิ้นซาก เชิญไปสมัครได้ ที่ Buaer Cafe กับ..Potsdam Beer Garden

กองทัพ Free Corps ได้จากเบอร์ลินหลังจากที่ทำการกู้เมืองสำเร็จ..เพียงสองอาทิตย์เอง..เอาอีก แล้ว ก่อการปฏิวัติอีกแล้ว คราวนี้คือ..พวกยิวแดงโดยการหนับหนุนของรัสเซีย {Lenin และ Trotsky}.. จัดการก่อการจราจลชิงเมืองอีกครั้ง.. เพราะคิดเอาเองว่า เคยทำสำเร็จที่ Petrograd กับ Moscow มาแล้ว..ที่เบอร์ลินจะง่ายดังปอกกล้วยเข้าปากเช่น กัน ทั้ง ๆ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแค่ 5% งานนี้ทำให้รากหญ้าของฝ่ายนิยมซ้ายในเมืองต่าง ๆ เกิดลุกฮือขึ้นมาอีก Saxony ถูกยึดครอง..ต่อมาก็ Dresden ตามด้วยเมืองต่าง ๆ

กองทัพ Free Corps สามหมื่นคน ถูกเรียกกลับมาใช้งานโดยด่วน..คราวนี้..มีการประกาศกฎอัยการศึกใครขัดขืน ยิงทันที การนองเลือดครั้งนี้ ฝ่ายก่อการตายเป็นเบือ บาดเจ็บนับพัน
เบอร์ลินถูกกู้กลับคืนขึ้นมาได้ หากแต่อีกหลายเมืองยังอยู่ในความควบคุมของพวกคอมมิวนิสต์

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รัสเซียเองก็เพิ่งเปลี่ยนการปกครองไปหมาด ๆ จากกษัตริย์มาเป็นกรรมกร ทำให้พวกชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่ ฮึกเหิมถึงกับคิดจะเข้ายึดครองในประเทศอื่น ๆ ในยุโรปด้วยลัทธิ (อย่างที่เล่ามาในฮังการี) ยังไม่ได้มีกองทหารเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่กลุ่มแทรกแซงที่ เข้าไปสร้างความเดือดร้อนที่นั่นที่นี่ อย่าง Bela Kun

พวกนักรบ Free Corps คือพวกทหารผ่านศึกที่รัฐบาลเรียกกลับมาจากแนวหน้า ที่เข้ามารวมตัวกันไม่ยอมให้ บ้านเมืองตกในมือของคอมมิวนิสต์ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและรัฐบาลฝ่ายขวา {right wing} ดังเหตุการณ์ครั้งที่ยิ่งใหญ่ในมิวนิค..คอมมิวนิสต์ในการนำของ Levine เข้ายึดครองอย่างเด็ดขาด..

นักรบ FC เก้าพันคน นัดรวมตัวกันที่ Nuremberg เพื่อเคลื่อนทัพเข้าสู่มิวนิค และ เพียงสิบไมล์ก่อนถึง..คือเมือง Dachau (อ่านว่า ดักเฮา) เกิดการปะทะกันขึ้น..
กองทัพคอมภายใต้การนำของ Ernst Tollerชนะ..
นักรบ Free Corps ตายเรียบ..ไม่เหลือ

นี่ คือเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ..ซึ่งฮิตเล่อร์จำไว้อย่างละเอียดละออ..เขาจึงเลือก Nuremberg เป็นศูนย์กลางการประชุมต่างๆ..และ..เลือก..Dachau เป็น..สถานีนรกแก่ศัตรู (หมายถึง Concentration camp แบบจงใจ)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

และขอให้คิดดูว่า ฮิตเลอร์ต้องมาพบกับความล่มสลายของอาณาจักรบาวาเรียที่เขารัก ด้วยฝีมือของของยิวเพียงไม่กี่คน

ตามข่าวเล่าว่า..พระเจ้าลุดวิคที่สาม ถูกสั่งให้ขนข้าวของออกจากวัง..ขึ้นรถภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง..และ..ขณะที่ รถแล่นออกจากวังไปอย่างช้าๆ พวกคณะยิวปฏิวัติยิงปืนไล่จนรถพระที่นั่งต้องเร่งความเร็วขับหนี เป๋ปัดปุเลง ๆ ลง ไปในไร่มันฝรั่งแบบทุลักทุเล ฝุ่นตลบ..ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าทหารแดง

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เป็นเพราะเหตุเหล่านี้ ฮิตเลอร์ จึงจงเกลียดจงชัง ยิว กับ คอมมิวนิสต์ เป็นกรณีพิเศษ...


. ถูกแทงข้างหลัง

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1919 สมาชิกรัฐสภาไวมาร์ได้แต่งตั้งชุด Untersuchungsausschuß für Schuldfragen ขึ้นเพื่อสืบหาสาเหตุของสงครามโลกและปัจจัยที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเยอรมนี ในวันที่ 18 พฤศจิกายน จอมพลฮินเดนเบิร์กได้ให้การยืนยันต่อหน้าคณะกรรมการของรัฐสภา และได้มีการกล่าวอ้างถึงบทความ Neue Zürcher Zeitung ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งเป็นการสรุปบทความสองบทความก่อนหน้านั้นในเดย์ลี่ เมล์ ที่เขียนโดยนายพลชาวอังกฤษ เฟรเดอริก บาร์ตัน เมาไรซ์ ด้วยประโยคที่ว่า กองทัพเยอรมันถูก "แทงข้างหลังโดยพลเมืองชาวเยอรมันเอง" (เมาไรซ์ปฏิเสธในภายหลังว่าเขาไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้แต่อย่างใด) การให้ปากคำของฮินเดนเบิร์กนี้เองที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวแพร่กระจายไปกว้างขวางในเยอรมนีภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง


แน่นอนว่ามีการสืบหามูลเหตุที่แพ้สงครามเยอรมันชาติแห่งนักรบแพ้สงครามได้อย่างไร หวยตกไปที่ยิวครับเพราะมีการสืบสาวรามเรื่องแล้วพบว่าไม่ใช่แค่เยอรมันหรอกที่เกลียดยิว อังกฤษก็เกลียด เพราะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวเยอรมันเอาอาวุธมาขายให้ยิวอังกฤษ และยิวอังกฤษก็เอาอาหารและสินค้าควบคุมขายให้ยิวเยอรมัน(เช่นสารตั้งต้นวัตถุระเบิด) พอมีคนท้วงพวกยิวก็บอกว่ายิวไม่เกี่ยวจะรบก็รบกันไปยิวจะค้าขายกัน ทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุกฝ่ายล่มจมหมดเงินไปกับสงครามเป็นจำนวนมากแต่ว่ายิวกลับร่ำรวยเพราะสงคราม!!!


ภาพประกอบจากไปรษณียบัตรออสเตรีย ค.ศ. 1919 เป็นภาพล้อยิวกำลังแทงทหารเยอรมันทางด้านหลังด้วยมีด การยอมจำนนถูกกล่าวโทษแก่ประชาชนที่ไม่รักชาติ พวกสังคมนิยม พวกบอลเชวิค สาธารณรัฐไวมาร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิว ยิวถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติรักแผ่นดิน
ประมาณว่าเปิดประตูให้ข้าศึกประมาณนั้นแหละครับ






ชาวยิวถึงกะร้องเหยดดดดดดด งานงอกละตูทำไมหวยถึงออกมาในรูปแบบนี้ได้ละ ยิวเลยออกใบปลิวขึ้นมาสู้ข้อกล่าวหาว่ามี"ทหารยิว 12,000 นายเสียชีวิตในสมรภูมิเกียรติยศเพื่อปิตุภูมิ" ใบปลิวซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1920 โดยทหารผ่านศึกยิวเยอรมัน ตอบโต้การกล่าวหาการขาดความรักชาติ






 

แต่ก็ไม่นำพาชาวเยอรมันแท้ซักเท่าใดรักเพราะเขาตายกันเป้นล้านแต่ยิวตายแต่ 1,2000 นาย มันน้อยไปไหม มีการกล่าวหาว่าชาวยิว
ใช้เงินยัดใต้โต๊ะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปรบในสงคราม ส่วนยิวที่ไปคือพวกยิวจนๆ


ความรู้สึกเกลียดชังยิวทวีความรุนแรงขึ้นโดย สาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรีย รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ปกครองนครมิวนิกนานสองสัปดาห์ก่อนจะถูกปราบโดย ทหารอาสาสมัครไฟรคอร์พส์ ผู้นำสาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรียจำนวนมากเป็นยิว ทำให้นักโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านยิวเชื่อมโยงยิวเข้ากับคอมมิวนิสต์ (และดังนั้นจึงเป็นกบฏ)

มีเพื่อนสมาชิกถามผมว่าแล้วทำไมไม่ไปจัดการกับตัวการใหญ่ละ จัดการแน่นอนครับ ชาวยิวในประเด็นความพ่ายแพ้ของเยอรมนีนั้นส่วนใหญ่ตกอยู่กับบุคคลที่มีชื่อเสียง อย่าง คุร์ท ไอซเนอร์ ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้อาศัยอยู่ในนครมิวนิก เขาได้เกี่ยวกับสงครามซึ่งผิดกฎหมายนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1916 เป็นต้นมา นอกจากนี้เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการปฏิวัติ จนกระทั่เขาถูกลอบสังหารในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 สาธารณรัฐไวมาร์ภายใต้การนำของฟรีดริช อีเบิร์ต



เมื่อตัวการถูกสังการแล้วทำไมยังไม่จบ

 

 

 

 



 

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ: แต่จากใจคนยังไงก็ไม่จาง .... มติชนออนไลน์

ถกเถียงทักท้วงถอดถอน

ร้อนร้อนการเมืองล้วนล้วนไล่

จากตำแหน่งไม่ยากสักเท่าใด

แต่จากใจคนยังไงก็ไม่จาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

..........................................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูป
เป็นที่มายินดี
ยินดีแล้วในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อม
อยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ก็ตรัส
อย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งรูป ตามเป็นจริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี
ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะ
ความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและ
ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).

สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.
 

ทิ้งเสียนั่นแหละ กลับจะเป็นประโยชน์

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ, สิ่งนั้น จงละมันเสีย;
สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ
.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! จักษุ ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย;
จักษุนั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และ
ความสุขแก่เธอ
(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน ก็ได้
ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือน อะไร ๆ ในแคว้นนี้
ที่เป็นหญ้า เป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้ ที่คนเขา
ขนไปทิ้ง หรือ เผาเสีย หรือทำตามปัจจัย; พวกเธอรู้สึก
อย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป หรือเผาเรา หรือ
ทำแก่เราตามปัจจัยของเขา ?

“ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า !”
เพราะเหตุไรเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า
ตัวตน (อตฺตา) ของตน (อตฺตนิยา) ของข้าพระองค์ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
จักษุ...โสตะ...ฆานะ...ชิวหา...กายะ...มโน ไม่ใช่ของเธอ
เธอจงละมันเสีย
สิ่งเหล่านั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล
.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา


มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

“วรงค์” ฉะ ลิ่วล้อ “ปู” โกหกตามถนัด บิดเบือนคำถาม สนช.

 

 


 

 

 

 

(18 ม.ค.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อดีต รมต. พรรคเพื่อไทย จัดทำคลิปตอบ 35 คำถามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการซักถามคดีถอดถอนในสภา ว่า ตนเข้าใจว่าคงต้องการตอบคำถามแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งจากข้อมูลที่อ่านทั้งคำถามและคำตอบรู้สึกแปลกใจทั้งในคำถามและคำตอบ เพราะบางคำถามเป็นคำถามที่ สนช. ไม่น่าถาม และบางคำถามเหมือนกับ สนช. ชงให้แบบฮั้วกัน บางคำถามรู้สึกว่า สนช. ติดลบ แต่ก็ปรากฏเป็นคำถาม ซึ่งเท่าที่ดูจาก 35 คำถามมีข้อสังเกตุหลายประเด็น เช่น การตอบคำถามในคลิปมีเพียง 30 คำถาม ไม่ใช่ 35 คำถามที่จั่วหัวไว้ คำถามที่แหลมคมไม่ถูกนำมาตอบ เช่น คำถาม “กรณีคุณกิตติรัตน์เคยแถลงความเสียหายมากกว่า 60,000 ล้านบาท กรณีผู้มาซื้อข้าวคือ ผู้ช่วย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นภรรยาของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย และที่สำคัญคำถามเกี่ยวกับการทุจริตจำนวนหลายข้อ ไม่ถูกนำมาตอบ

นพ.วรงค์ กล่าวว่า การตั้งคำถามเป็นการตั้งชงขึ้นมาเอง ตามที่ตนเองต้องการตอบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดที่นายนิวัฒน์ธำรง ตอบ เช่น ชื่อโครงการมีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือกโครงการรับจำนำ ข้าวมาหาเสียงและปฏิบัติ และอีกหลายๆ คำถาม จากการตรวจสอบ 35 คำถามที่ สนช. ถาม ไม่มีคำถามเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามบิดเบือน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อ สนช. ว่า ตั้งคำถามนี้มาได้อย่างไร เช่น โครงการรับจำนำข้าวแต่ละปีรัฐบาลต้องเอาข้าวไปทิ้งทะเลทราบถึงความสูญเปล่า และสูญเสียที่เกิดขึ้นข้างต้นหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงเราไม่เคยได้ยินเรื่องการนำข้าวไปทิ้งทะเล แต่มีการตั้งเป็นคำถาม และลักษณะการตอบเป็นการตอบไม่ตรงประเด็น ตอบแบบอยากจะตอบแต่ไม่สนใจคำถาม โดยเฉพาะการตอบของนา ยยรรยง พวงราช เป็นการถามช้างตอบม้า ไปไหนมาสามวาสองศอก ที่สำคัญการตอบคำถามเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่นกรณีการตอบว่า จีทูจีไม่พบการกระทำผิดทุจริตใดๆ หรือการกล่าวว่าการยกเลิกโครงการต้องไปขออนุมัติรัฐสภาในการยกเลิก รวมทั้งการรับจำนำไม่ได้ทำลายกลไกตลาด เหล่านี้ เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนแนวทางถนัดของคนจากพรรคเพื่อไทย ที่โกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงจนวาระสุดท้าย แม้จะมีตำแหน่งถึงอดีตรัฐมนตรี เอาจุดอ่อนของคนไทยที่อ่านไม่ละเอียดมาหาประโยชน์ และยิ่งเป็นการสะท้อนถึงการไม่สำนึกผิดของคนเหล่านี้ สิ่งที่สนช.ต้องทำคือการไปตรวจสอบคำถามและคำตอบที่ทางอดีตรัฐมนตรีเผยแพร่ ท่านจะได้รับรู้ด้วยตัวท่านเองถึงการบิดเบือนต่างๆ และบางคำถามถึงขนาดทำให้เสียเกียรติภูมิของท่าน สนช. ท่าน สนช. ยังคิดจะปรองดองกับคนที่บิดเบือนและไม่สำนึกอีกหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14214673141421467329l.jpg


เมืองบ้านวัดโรงเรียน

บ้างซ่อนแอบแนบเนียนมหาศาล

แหล่งคนดีมีบุญบริวาร

เบียดบังทรัพย์ชาวบ้านแล้วลอยนวล


สุจิตต์วงษ์เทศ
ศุกร์16มกราคม 2558

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 






 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากคุณ ไท ประชาทอลค์ 18/1/58

 

 

 

 

‘ บิ๊กข้าราชการ-นักการเมือง ’ ตัวการใหญ่..!! * แฉขบวนการค้าของเถื่อนนับวันยิ่งทรงอิทธิพลอย่างน่าสะพรึงกลัว * รัฐยิ่งปราบก็ยิ่งทำให้ขบวนการนี้โตแล้วแตก * เบื้องหลัง ‘มือปราบ’ เจอตอ ‘บิ๊กข้าราชการ-นักการเมืองระดับชาติ’ ตัวการใหญ่! * สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศนับแสนล้าน * เผย 10 เส้นทางลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีทั่วประเทศ และ 5 สินค้าเถื่อนยอดฮิตถูกใจขาโจ๋…

 

“ของเถื่อน สินค้าหนีภาษี” คืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดย รวมของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงที่ประเมินค่าความเสียหายไม่ได้แต่มีการ ประเมินกันคร่าวๆ ตัวเลขความเสียหายมากนับแสนล้านบาท และธุรกิจของเถื่อนหรือสินค้าหนีภาษีส่วนใหญ่จะระบาดหนักช่วงภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงเมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีอากรต่างๆ เพราะทำให้ราคาสินค้าต้องปรับสูงขึ้นจากภาษีอากรที่ปรับขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าติดอากรแสตมป์กับสินค้าหนีภาษีจะมีราคาต่างกันมาก หรือต่างกันเกือบ 50% เหล้าเถื่อน เบียร์เถื่อนและบุหรี่เถื่อน ดูเหมือนจะเป็นสินค้นยอดฮิตติดอันดับต้นๆ ที่นิยมลักลอบหนีภาษีกันมาก รองจากน้ำมันเถื่อนซึ่งได้ขยับขึ้นมาติดอันดับแรกในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เพราะราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เท่า ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมีการปรับขึ้นภาษีสรรพาสามิตด้วย

 

แหล่งข่าวในวงการตลาดมืดบอกว่า ความนิยมเหล้าเถื่อน เบียร์เถื่อนและบุหรี่เถื่อน อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งสินค้าทั้ง 3 ประเภทได้รับความนิยมจากนักดื่มคอทองแดง และพวกสิงห์อมควันทั้งหลาย เห็นได้จากสถิติไทยติดอันดับ 5 ของนักดื่มโลก ซึ่งหากย้อนกลับไปดูจะพบว่ายอดขายเหล้า เบียร์ มีมูลค่าตลาดรวมปีละนับแสนล้านบาท ไม่รวมบุหรี่ที่มีมูลค่ามากถึง 70,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราขยายตัวทุกปีเฉลี่ยที่ปีละ 10-20% ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นใด ขณะเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นสินค้าที่มีขนาดเล็ก ง่ายต่อการขนส่งและเปลี่ยนมือได้ง่าย แต่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จากส่วนต่างมากถึงเกือบ 50% ของมูลค่าการลงทุนในแต่ละครั้ง โดยเหล้ายี่ห้อดังที่นักดื่มนิยมดื่ม หากซื้อในราคาบวกภาษีอากร ราคาขวดละเกือบ 1,000 บาท แต่หากซื้อในตลาดมืด หรือหนีภาษี จะซื้อขายในราคาแค่ 500-600 บาทเท่านั้นต่ำกว่าราคาที่เสียภาษีถึง 400-500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่มีกำไร เพราะต้นทุนเหล้าขวดละไม่เกิน 200 บาท “ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือบุหรี่ ยี่ห้อที่ถูกลักลอบหนีภาษีล้วนเป็นยี่ห้อดังที่เห็นขายในท้องตลาดทั้งของไทย และของนำเข้า” คาดเหล้า-เบียร์ ชายแดนเกลื่อน ขานรับรัฐ-ปรับขึ้นภาษี การปรับขึ้นภาษีสรรพามิตรเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ทั้งสุราแช่ ประเภทเบียร์ และสุรากลั่นชนิดสุราขาว สุราผสม และสุราพิเศษ (บรั่นดี) โดยมีผลทันทีในเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 นั้น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ราคาจำหน่ายสินค้าที่สูงขึ้นตามภาระต้นทุนด้านภาษี ทำให้แนวโน้มที่ประชาชนจะตัดสินใจชะลอหรือลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยลง ยังก่อให้เกิดปัญหาการผลิตและลักลอบนำเข้าสุราโดยไม่เสียภาษีมีแนว โน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดอาจทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับ เพิ่มขึ้นได้ไม่เท่ากับที่คาดหวังไว้ให้เกิดรายได้ประมาณ 6,300 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นปัญหานี้จำเป็นที่ภาครัฐต้องระวังป้องกันไว้ด้วย ประกอบกับการที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และร้านค้าต่างๆ มีการผลิตและสั่งซื้อสินค้าไว้ล่วงหน้าพอสมควร ภายหลังจากมีกระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีออกมาก่อนล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสามารถแบกรับภาระภาษีที่ปรับขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสต็อกที่เป็นต้นทุนเดิมหมดลงและจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามภาระ ภาษีใหม่ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ปริมาณจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงจะต้องปรับลดลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ยิ่งปราบยิ่งโต หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีข่าวการจับกุมสินค้าหนีภาษีบ่อย ซึ่งการจับแต่ละครั้งจะได้สินค้าหลายประเภทจำนวนมากไม่ใช่แค่เหล้า เบียร์ บุหรี่เท่านั้น แต่ยังมีน้ำมัน เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ซีดี เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ผลไม้ แม้แต่กระเทียมก็ยังมีการลักลอบหนีภาษี รวมถึงรถยนต์ยี่ห้อหรูก็เคยมีการจับกุม แต่ทำไมจับเท่าไหร่ก็ไม่หมดและส่วนใหญ่ที่จับได้ก็เป็นพ่อค้ากลุ่มก๊วนเดิมๆ ที่มีเส้นสายใหญ่โตเป็นแบล็คหนุนหลัง ที่ส่งส่วยให้กันเป็นทอดๆ “เฉพาะเหล้าเถื่อนมีการประเมินกันว่าลักลอบขนกันวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ลัง ซึ่งจะมีการแบ่งผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ตามด่าน ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและของประเทศเพื่อนบ้านลังละ 100 บาท” นั่นเป็นเพราะพ่อค้ากลุ่มนี้มีคนหนุนหลังทำกันเป็นขบวนการแบ่งผล ประโยชน์กันอย่างลงตัว ตั้งแต่คนดูต้นทาง คนขนถ่ายสินค้า คนเคลียร์เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่และขบวนการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีนักการเมืองท้องถิ่นอยู่เบื้อง หลัง และหากมีปัญหาที่เคลียร์กันยาก เคลียร์ไม่จบ ก็จะมีการต่อสายตรงถึงนักการเมืองระดับชาติเพื่อเคลียร์ สุดท้ายเรื่องก็จบ และยังสามารถทำธุรกิจที่ท้าทายกฎหมายต่อไป “

 

นักการเมืองรุ่นเก่าหลายคนเคยเติบโตมาจากธุรกิจค้าของเถื่อนหรือหนี ภาษี พอร่ำรวยเงินทองก็นำเอามาเป็นทุนเข้าสู่ถนนการเมือง จากนั้นก็ฟอกตัวเอง โดยส่งต่อธุรกิจให้กับคนสนิทที่ไว้ใจ โดยตัวเองเปลี่ยนเป็นผู้สนับสนุน แต่ก็ยังรับส่วย ส่วนแบ่งผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น กฎหมายจึงเอาผิดสาวไม่ถึงตัวการใหญ่” แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า เรื่องของเถื่อนของหนีภาษีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลและทำให้รัฐบาลสูญ เสียรายได้มาก ซึ่งมีการประเมินจากตัวเลขการจับกุมได้ว่า หากสินค้าที่จับได้ผ่านการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐจะเก็บภาษีอากร ศุลกากร สรรพกร สรรพสามิตและภาษีอื่นๆได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของภาษีที่เก็บได้ในปัจจุบัน ดังนั้น ฟันธงได้เลยว่าขบวนการพวกนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง สิ้น ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ “เห็นขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีแล้ว ยังฉายภาพให้เห็นว่าทำไมทุกวันนี้จึงปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ขณะเดียวกันยิ่งขยายใหญ่โตขึ้น เพราะพ่อค้าผู้ลักลอบจะยิ่งมั่นใจว่าทางสะดวกมีคนคุ้มครองดูแล”

 

จากการแถลงผลการจับกุมสินค้าหนีภาษีของสำนักงานสรรพสามิตภาค 9 ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ โดยณารินี ตะล่อมสิน ที่ปรึกษา พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.กระทรวงการคลัง และสิรินุช พิศลยบุตร อธิบดีกรมสรรพาสามิต ระบุว่า สามารถดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดได้ 623 คดี เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 13 ล้านบาท ประกอบด้วย บุหรี่ 30,369 ซอง สุราต่างประเทศ 3,179 ขวด น้ำมันเถื่อน 39,640 ลิตร และ เครื่องปรับอากาศ 20 ชุด และแบตเตอรี่ อีก 194 ชุด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้มงวดเรื่องการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนมาก ขึ้น เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันของไทยที่มีส่วนต่าง แพงกว่าน้ำมันในมาเลเซีย ส่งผลให้มีการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซียมาก จังหวัดชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน แหล่งลักลอบของหนีภาษี สำหรับเส้นทางลักลอบส่วนใหญ่มาจากด้านชายแดนมากกว่า 10 แห่งรอบประเทศ ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือไล่มาตั้งแต่ ภาคเหนือพื้นที่มีการลักลอบสินค้ามากที่สุด ได้แก่ ด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก เพราะมีพรมแดนติดกับประเทศจีน จึงทำให้การลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีทำได้ง่าย

 

เนื่องจากความต้องการสินค้าราคาถูกของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะสินค้าราคาถูก ทั้งประเภทการเกษตร, อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมคบเคี้ยวและสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ภาคอีสาน พบมากในจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศ จีน เวียดนาม ลาว (ร้านค้าปลอดภาษี) ได้แก่ หนองคาย มุกดาหาร นครพนม สุรินทร์ ผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีทั้งสินค้าลักลอบหนีภาษี ของปลอม และละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนใหญ่ มีตั้งแต่ สุรา เบียร์ บุหรี่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป บุหรี่ โทรศัพท์มือถือ ในรูปแบบกองทัพมด และซุกซ่อนไว้ที่บริเวณที่นั่งของผู้โดยสารที่ไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ หรือบรรจุในถุงพลาสติกแล้ววางปะปนมากับสัมภาระผู้โดยสารใต้ท้องรถ ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัด จันทบุรี ตราด ชลบุรี เป็นแหล่งลักลอบสินค้าทางเรือจากประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ รวมทั้งปราจีนบุรี สระแก้ว อรัญประเทศ โดยเฉพาะตลาดโรงเกลือ ซึ่งมีชายแดนติดกัมพูชา สินค้าส่วนใหญ่มีทั้งของปลอมและของลักลอบจำพวก เหล้า บุหรี่ ผ่านร้านค้าปลอดภาษี โดยมักซ่อนสินค้าลักลอบมาในรถเข็น หรือ จ้างนักท่องเที่ยวเป็นผู้ขนสินค้า ภาคใต้ จังหวัดที่มีการลักลอบสินค้าหนีภาษีเป็นจำนวนมาก ต้องยกให้ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัด สตูล โดยสินค้าส่วนใหญ่มาจากเกาะลังกาวี ผ่านเส้นทางด่านปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อหรือรถบรรทุกสิบล้อขนส่ง สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง รถยนต์ที่ถูกโจรกรรมมาจากมาเลเซียโดยเฉพาะรถเบนซ์ซึ่งพบเห็นทั่วไปในสวนยาง ค่ายทหาร รถจักรยานยนต์ สินค้าประเภทผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล

 

เผยวิธีลักลอบหนีภาษี กองทัพมดยันระดับชาติ ตามด่านชายแดนและท่าเรือที่เป็นแหล่งลักลอบนำเข้าเหล้าเถื่อนที่ สำคัญ มีวิธีการลักลอบนำเข้าประเทศ 3 วิธีหลัก ประกอบด้วย 1. การลักลอบโดยรายใหญ่ลักษณะนี้ต้องมีเส้นสายหรือทำกันเป็นขบวนการระดับชาติ เพราะต้องขนกันทีเป็นร้อยๆ ลัง แต่วิธีการนี้นานๆ จะมีสักครั้ง แต่ครั้งหนึ่งก็คุ้มทุน ด่านชายแดนที่ขบวนการประเภทนี้นิยมใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้าสุรา คือด่านที่ติดทะเล เช่น จ.ตราด จ.สตูล และจ.ชลบุรี ขบวนการนี้จะขนส่งเหล้า เบียร์กันด้วยเรือเร็ว และส่วนใหญ่จะทำกันในเวลากลางคืน เมื่อเข้าถึงฝั่งแล้วจะมีรถกระบะมารับอีกทอดหนึ่ง ก่อนส่งสินค้าไปยังร้านค้าส่งต่างๆ หรือ “ซัปพลายเออร์” เพื่อนำไปกระจายต่อ ส่วนเหล้าเถื่อนที่เหลือจะถูกส่งตรงไปยังสถานบันเทิงขนาดใหญ่ที่ต้องการ เหล้านอกราคาแพงแต่ต้นทุนต่ำ 2.ขบวนการประเภทนี้ไม่ต้องใช้เส้นสายมากนักเป็นของรายย่อย เนื่องจากจำนวนเหล้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามีไม่มาก แต่จะใช้การขนส่งแบบ “กองทัพมด” ลำเลียงกันเข้ามา โดยด่านชายแดนที่นิยมมากเป็นอันดับต้นๆ อยู่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะเขตพื้นที่ที่ติดต่อกับ 'โนแมนส์แลนด์' วิธีการของกองทัพมดจะใช้วิธีแบกเหล้าเถื่อนข้ามกำแพง หรือข้ามแม่น้ำที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนเท่านั้น ส่วนอีกวิธีคือฝากขึ้นรถทัวร์หรือรถนำเที่ยวที่เข้ามา ข้อเสียและข้อจำกัดของขบวนการขนแบบนี้คือต้องเสี่ยงดวง เพราะหลายด่านจะมีสายสืบนั่งดักอยู่หน้าร้านค้าปลอดภาษี หรือ 'ดิวตี้ฟรี' ในประเทศเพื่อนบ้าน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดสังเกต ก็จะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านชายแดนฝั่งไทยจับกุมทันที

 

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ยังมีหลุดรอดเข้ามาได้ด้วยวิธีพิเศษต่างๆ 3.ลักลอบเป็นรายบุคคล การขนลักษณะนี้เป็นการ “ลอดช่องกฎหมาย” เพราะกฎหมายอนุญาตให้ทุกคนก็มีสิทธิถือสุราเข้าประเทศได้คนละขวด แต่ถ้าเป็นด่านตามแนวชายแดนจะมีรายการ 'ขอ' จาก 1 ขวดเป็น 2 ขวดบ้าง ซึ่งวิธีการนี้ไม่ถือว่าเป็นพวกขนมาเพื่อการค้า ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดมากนัก แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะเข้มงวดเป็นรายยี่ห้อ หากบริษัทเหล้ายี่ห้อใดไม่ให้เงินพิเศษ ก็มักไม่ค่อยกวดขัน แต่เหล้ายี่ห้อดังที่ขายดีและมีเงินพิเศษหว่านให้เจ้าหน้าที่ ก็จะเข้มงวดมากกว่าปกติ มักไม่ยอมให้ผ่านง่ายๆ หรืออย่างน้อยต้องเปิดฝากันต่อหน้าถึงจะผ่านได้ “เมื่อก่อนบริษัทเหล้านอกยี่ห้อดังพยายามสกัดไม่ให้เหล้าเถื่อน ยี่ห้อเดียวกันทะลักเข้ามา เพราะกลัวจะแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ จึงใช้วิธีตั้งสินบนนำจับให้กับเจ้าหน้าที่ แต่หลังจากรัฐบาลปรับภาษีเหล้าจนชนเพดาน ทำให้เหล้ายี่ห้อแพงยอดขายตก จึงปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ คือปล่อยให้เหล้าเถื่อนเข้าประเทศ เพราะอย่างไรเสียรายได้ก็ตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตรายเดียวกันอยู่ดี และยังเป็นการรักษาความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า ดีกว่าปล่อยให้เจ้าอื่นมาแย่งลูกค้าไป” **********

 

รัฐรีดภาษีบาป ดันสินค้าเถื่อนทะลักแถบใต้ เกาะติดชะตากรรรมสินค้าหนีภาษีชายแดนใต้ หลังรัฐรีดภาษีบาปเพิ่ม ระลอกแรก ดันบุหรี่นอก 1 ใน 5 สินค้าฮิต ฉวยโอกาสจากช่องว่างทางด้านราคาปรับราคาตาม ดันสินค้าหนีภาษีทะลักเข้าประเทศครั้งใหญ่ หลังจากภาครัฐเก็บภาษี บุหรี่ สุรา และน้ำมัน เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลต่อภาพรวมสินค้าหนีภาษีในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ว่า ร้านขายสินค้าหนีภาษีในอำเภอหาดใหญ่จะกลับมาคึกคักอีก เพราะเมื่อรัฐขึ้นภาษีจะทำให้สินค้าหนีภาษีกลับมาได้รับความนิยมทุกครั้ง รวมถึงจะมีการกักตุนสินค้าหนีภาษีที่ลักลอบเข้ามาทางด้านชายแดน ด่านปาดังเบซาร์ ด่านสะเดา ด่านคลองแงะมาฝั่งไทย โดยการลำเลียงสินค้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนรูปแบบจากกองทัพมดรถกระบะ 7-8 คันมาเป็น ขนส่งด้วยรถห้องเย็น 10 ล้อ ที่สามารถขนสินค้าได้จำนวนมากกว่าเดิม รวมทั้งพ่อค้าฝั่งมาเลย์ เปลี่ยนระบบการขาย โดยอำนวยความสะดวกให้ร้านค้าหนีภาษีฝั่งไทย โทรสั่งออเดอร์สินค้าได้ พร้อมเสียค่ารายการผ่านด่านให้เสร็จสรรพ

 

หลังจากนั้นจะมีพ่อค้าฝั่งไทยที่เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้เก็บเงินที่ปลายทาง ฉวยจังหวะภาษีพุ่ง ขึ้นราคาบุหรี่เถื่อน ทันทีที่มีข่าวคราวรัฐจะขอเก็บภาษีเพิ่มขึ้นของ สินค้าประเภท บุหรี่ เหล้า เบียร์นั้น ไม่เพียงสร้างปัญหาให้มีการกักตุนสินค้าจากร้านค้าที่ขายสินค้าตามรายการที่ จะมีการขึ้นภาษี ทว่าการขึ้นภาษี ก็ส่งผลกระทบต่อราคาขายบุหรี่หนีภาษีราคาถูกที่วางขายอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ เช่นกัน ว่ากันว่า พ่อค้าแม่ค้าบุหรี่ต่างประเทศปลอดภาษีก็ใช้โอกาสนี้ บวกราคาขึ้นไปอีก โดยบุหรี่ยี่ห้อ RAVE ของมาเลเซีย จากราคาเดิมขาย 150 ต่อแถว ขึ้นราคาเป็นแถวละ 190 ทันที ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ได้ตรวจสอบถึงผลกระทบและแนวโน้มที่ของการขึ้นภาษีครั้งนี้ รวมทั้งการฉวยโอกาสบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก พบว่า ภาษีบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นทำให้บุหรี่ต่างประเทศที่นำเข้าจากมาเลเซียได้ยิ่ง รับความนิยมมากขึ้น ความเห็นของแหล่งข่าวผู้ที่ซื้อสินค้าประจำจากในอำเภอหาดใหญ่ กล่าวว่า แม้จะมีการฉวยโอกาสบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก แต่การสินค้าปลอดภาษีนี้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดียิ่ง สำหรับเศรษฐกิจในยุคนี้ หากเปรียบเทียบราคากันแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อบุหรี่ไทยขึ้นราคาก็ทำให้สิงห์อมควันที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของบุหรี่ ไทยอย่าง กรองทิพย์ และสายฝน เปลี่ยนพฤติกรรมหันไปซื้อบุหรี่นำเข้าจากประเทศมาเลเซียแทนยี่ห้อโปรดที่เคย ซื้อประจำ เนื่องจากสู้ราคาไม่ไหว อีกทั้งยังมีความสะดวกในการซื้อโดยสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าปลอดภาษีทั่วไป ในหาดใหญ่ ช่องว่างด้านราคา โอกาสหนีภาษีทะลัก เหตุผลหลักๆที่ทำให้สินค้าที่ลักลอบนำเข้ามาแบบปลอดภาษีทะลักเข้ามา เพราะได้รับความนิยม นั่นเห็นจะเป็นเพราะจุดเด่นทางด้าน 'ราคา' ที่มาจากช่องว่างราคาระหว่างสินค้านำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย กับสินค้าที่ลักลอบห่างกัน ตัวอย่างกรณี สุรายี่ห้อจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล นับว่าเป็นยี่ห้อที่นิยมกันมากที่สุด เพราะมีราคาถูกกว่ากันมาก โดยเฉพาะราคาขายของขนาด 1 ลิตร ราคาขายติดอากรจำหน่ายขวดละ 1,220 บาท ขณะที่ราคาปลอดภาษีที่ขายกันอยู่ที่ประมาณ 650 บาท ส่วนน้ำมันพืชที่มีการลักลอบน้ำมันปาล์มเถื่อน ในบรรจุภัณฑ์แบบถุง นำเข้าจากประเทศมาเลเซียนั้น มีราคาถูกกว่าน้ำมัน ปาล์มที่ผลิตในประเทศมาก

 

แหล่งข่าวในอำเภอหาดใหญ่กล่าวว่า เแทบจะทุกๆ ครัวเรือนและธุรกิจอาหาร ส่วนใหญ่จะซื้อมาใช้เพราะราคาต่างกันโดยเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันปาล์มใน ประเทศขายในราคา 38 บาทต่อขวดขนาด 1 ลิตร ขณะที่น้ำมันพืชจากมาเลเซียมีราคาลิตรละประมาณเกือบ 18-20 บาทเท่านั้น ทางด้านเบียร์แบรนด์ดังที่มีขายในชายแดนภาคใต้ แม้จะมีจุดเด่นทางด้านราคาเช่นเดียวกับ เหล้า และบุหรี่ก็ตาม ทว่า เบียร์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียนั้น ไม่สามารถเอาชนะเบียร์ที่ผลิตในประเทศ นั่นเพราะจุดขายเบียร์ไทย มีรสชาติถูกคอคนไทยมากกว่า ประกอบกับมีช่องว่างทางด้านราคาที่ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าเบียร์ โดยตลาดเบียร์ไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจากตัวเลขปี 2548 มูลค่าตลาดเบียร์ 8.2 พันล้าน เติบโตขึ้นไปโดยในปี 2551 มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.2 แสนล้านบาทแบ่งเป็นเบียร์ระดับพรีเมียม 7% สแตนดาร์ด 10% และอีโคโนมี 83% ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ได้ตรวจสอบถึงแนวโน้ม การลักลอบเติมน้ำมันรถจากประเทศมาเลเซีย ที่เคยได้รับความนิยมกันมากในชายแดนทางภาคใต้เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่มีการนำแกลลอนไปเติมน้ำมันจากประเทศมาเลย์เข้ามาในประเทศไทยนั้น พบว่าจากการบอกต่อกันปากต่อปากถึงปัญหาของเครื่องยนต์ของผู้ที่เคยนำรถเข้า ไปเติมน้ำมันดังกล่าว ทำให้การเข้าไปเติมน้ำมันรถโซลาร์ ลดลง รวมทั้งมาตราการคุมเข้มและอนุญาตให้นำรถเข้าไปเติมน้ำมันเท่านั้น โดยเติมน้ำมันดีเซลได้ไม่เกิน 300 บาทส่วนน้ำมันเบนซินยังคงให้เติมได้เต็มที่วันละนั้น แต่ยังคงมีผู้ค้าน้ำมันรายย่อยที่ทำธุรกิจในลักษณะปั๊มหลอดลักลอบนำเข้า น้ำมันจากประเทศมาเลเซียมาจำหน่ายบ้าง

 

5 อันดับสินค้ายอดนิยม ของด่านชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้าจะมีการขึ้นภาษี นับว่าบุหรี่ต่างประเทศที่ปลอดภาษีนำเข้ามาจากชายแดนทางภาคใต้เป็นสินค้ายอด นิยมสำหรับซื้อหามาใช้กันในพื้นที่ภาคใต้ ติดอันดับ 1 ใน 5 ก็ว่าได้ โดยสินค้าปลอดภาษีที่มีราคาถูกว่าสินค้าไทยและเป็นที่นิยมกันมากตามลำดับ คือ สุรา, บุหรี่, น้ำมันพืช, ขนมขบเคี้ยวและผลไม้ เช่น แอปเปิล ลูกแพร์ องุ่น ส้ม และสินค้าประเภทกระเทียม และหอมหัวใหญ่ ปัญหาภาคใต้ เศรษฐกิจ ทำหนีภาษีฟุ่มเฟือยยอดหด เห็นได้ว่าสินค้ายอดนิยมที่ลักลอบนำเข้ามาจากชายแดนทางภาคใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าบริโภคที่ใช้ประจำวัน และแม้ว่าที่ผ่านมา สินค้าปลอดภาษีในอำเภอหาดใหญ่ ที่ขายอยู่ในตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข จะมีสินค้าครบทุกประเภท ไมว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป เครื่องเสียงรถยนต์ และสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง นาฬิกา เครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าแบรนด์เนม ที่ผ่านมานั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าวว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ สินค้าประเภทที่กล่าวมานั้น เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็นในการบริโภคหรือใช้งานประจำวัน มีอัตราการจำหน่ายสินค้าออกจากร้านต่ำและไม่สม่ำเสมอ ผู้ค้าจึงไม่นิยมสต๊อกสินค้า เนื่องจากต้องใช้เงินทุนเพื่อหมุนเวียน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาและปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดทางภาคใต้เอง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การค้าขายในหาดใหญ่เป็นไปอย่างเงียบเหงา

 

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้นักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่นไม่ค่อยมาเที่ยวตั้งแต่เกิด เหตุการณ์ไม่สงบทางภาคใต้ ทำให้ร้านค้าปิดเร็ว บนถนน 2 ทุ่มคนก็เริ่มเข้าบ้านแล้ว” ค่ายเหล้านอก หนักใจ เจาะตลาดภาคใต้ การขึ้นภาษีสุรารอบใหม่นี้ไม่ส่งผลที่ดีกับ สุรานำเข้าที่ลักลอบเข้ามาทางชายแดนภาคใต้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ 1 ปีมีการปรับภาษีสรรพสามิตเต็มเพดานแล้ว ทว่าปัญหาการลักลอบสุรานำเข้ามาขายหรือบริโภคทางภาคใต้เป็นเรื่องที่มีมานาน แล้ว สถานการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุผลที่ทำให้ที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมทางการตลาดของหล้านอก 2 ค่ายหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นสัดส่วนใหญ่ คือ ดิอาจิโอ ที่มีจอห์นี่ วอลค์เกอร์ และเพอร์นอร์ต มี ชีวาส รีกัล และฮันเดรด ไพเพอร์ส เป็นยี่ห้อหลักในการทำตลาดนั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับการทำตลาดทางภาคใต้นัก สอดคล้องกับความเห็นของ ศนิตา คาจิจิ รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวิสกี้ตระกูลจอห์นนี่ ที่เคยกล่าวกับผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์ว่า ตลาดภาคใต้ที่มีการลักลอบนำเข้าสุรามาก ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคในการทำตลาดที่บริษัทไม่สามารถเข้าไปเจาะตลาดได้อย่าง เต็มที่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าการแข่งขันเพื่อช่วงชิงตลาดในพื้นที่ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ พัทยา นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง และมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ รองจากยอดขายจากพื้นที่สำคัญคือกรุงเทพฯก็ว่าได้ ขณะเดียวกัน การขึ้นภาษีเหล้าในช่วงปี 2551 วิมลวรรณ อุดมพร รองประธานกรรมการบริหาร ด้านรัฐกิจ กฎหมาย และนิเทศสัมพันธ์ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า ตั้งแต่มีการปรับราคาเหล้าราคาแพง อย่าง แบล็ก เลเบิล จนเต็มเพดานที่อัตราภาษีตามปริมาณ 400 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ กลุ่มผู้บริโภคจะหันไป เหล้าราคาถูกกว่า โดยจะทำให้เกิดช่องว่างเรื่องของราคา ระหว่างสุราที่เสียภาษีและสุราที่ไม่เสียภาษี เป็นทางเลือก โดยจะมีทั้งที่ลักลอบหนีภาษีเข้ามาตามชายแดนและนำมาวางจำหน่ายในร้านค้า และที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามาเองนับว่ากลุ่มนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 40% อย่างไรก็ตามการเติบโตของเหล้าที่มาจากช่องทางนี้มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายเหล้านอก ที่ติดอากรสแตมป์ถูกกฎหมาย อาทิ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล หรือเรด เลเบิล ซึ่งเป็นสัดส่วนตลาดประมาณ 10% ของตลาดสุรานำเข้ามูลค่า 1.6 พันล้านบาท ลดลงเกือบ 50%

 

*********** สินค้าเถื่อนทะลักตลาด กฎหมายอ่อนเปิดช่องทุจริต ช่องโหว่กฎหมาย บทลงโทษอ่อน เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่นยันระดับชาติ ฮั้วรับผลประโยชน์มหาศาล ทำสินค้าเถื่อนเกลื่อนเมือง หากจะสาวถึงต้นตอที่ทำให้ 'สินค้าเถื่อน' ทั้งของหนีภาษี รวมไปถึงของเลียนแบบ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติของเมืองไทยที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยก็ตาม คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพาดพิงไปถึงเรื่องตัวบทกฎหมายที่ยังมีปัญหาในการใช้งาน ทั้งความล้าสมัยของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ใช้มานานกว่า 83 ปี กระบวนการใช้กฎหมายที่ไร้การถ่วงดุล รวมถึงเจ้าพนักงานผู้ใช้กฎหมายรู้เห็นเป็นใจ หรือมีการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นมาตรฐาน จึงยังมี 'ช่องว่าง' ที่ทำให้สินค้าเถื่อนเหล่านี้ยังคงทะลักตลาด แม้จะปราบปรามเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ในการนำเข้าสินค้าต่างๆ เข้ามาในราชอาณาจักรไทย จะมีกฎหมายควบคุมอยู่ คือ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดไว้ว่า ผู้ใดที่มีการนำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อนำไปทำการค้า จะต้องผ่านพิธีทางศุลกากร เพื่อเสียภาษีนำเข้าตามอัตราพิกัดที่กำหนดไว้ ซึ่งหากเป็นการนำเข้ามาในลักษณะที่เป็นทางการ และเปิดเผยชัดเจนว่าเป็นการนำเข้ามาเพื่อทำการค้า เช่น เป็นตู้คอนเทนเนอร์ ก็จะต้องผ่านพิธีทางศุลกากรตามปกติ ส่วนการนำเข้ามาด้วยวิธีบรรจุลงกระเป๋า ลัง ในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นสัมภาระทั่วไปในการเดินทาง หรือเป็นของฝาก ถ้าเจ้าหน้าที่ศุลกากรพิจารณาแล้วว่า มีปริมาณมากพอที่จะขายต่อได้ ก็จะต้องเสียภาษี ซึ่งถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา ก็จะต้องเสียภาษีมากเป็นพิเศษ เพราะสินค้าประเภทดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีก

 

ในขณะที่ยาเสพติด อาวุธ สินค้าปลอมแปลงเลียนแบบเครื่องหมายการค้า หรือสินค้าก็อปปี้ จะเป็นสินค้าต้องห้ามที่ห้ามนำเข้ามาในประเทศไทย หากพิจารณาโทษของ พ.ร.บ.ดังกล่าว หากมีการหลบเลี่ยงภาษี กฎหมายกำหนดไว้ว่า ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาประเมินสินค้า ซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ แม้มองเผินๆ จะยังตัดสินได้ยากว่าเป็นบทลงโทษที่น้อยเกินไปหรือไม่ จึงยังทำให้สินค้าเถื่อนยังมีเล็ดลอดให้เห็นอยู่ทั่วเมือง แต่จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการนำเข้าสินค้า เถื่อนชี้ว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงกระบวนการทำงานตามกฎหมายฉบับนี้เป็นไปแบบไร้การถ่วงดุล ทำให้เกิดช่องว่างของการทุจริต รู้เห็นเป็นใจระหว่างเจ้าพนักงานศุลกากรและผู้นำเข้าสินค้า

 

ต้นตอปัญหา สุ่มตรวจไม่ทั่วถึง “ทุกวันนี้ที่ยังมีสินค้าเถื่อนทะลักเข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำเข้าจงใจไม่แจ้งรายละเอียดจำนวนให้ครบถ้วน รวมถึงการตรวจดูสินค้าก็จะใช้วิธีสุ่มตรวจ ไม่ได้ตรวจละเอียดทุกตู้คอนเทนเนอร์ บางครั้งก็แค่ดูเอกสาร เมื่อไม่ได้เช็คละเอียด ก็มีโอกาสที่จะเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง คือ เสียแค่บางส่วน ทำให้รัฐต้องสูญรายได้ไปมหาศาล” ในช่วงที่เศรษฐกิจดีพบว่า จะมีการนำเข้าสินค้ามากเป็นพิเศษ มีตู้คอนเทนเนอร์นับร้อยตู้ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องตรวจดู ซึ่งเป็นภาระหนัก ทำให้ในช่วงสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการออกระเบียบศุลกากรใหม่ เป็นการย่นกระบวนการของพิธีศุลกากรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า คือ วิธี Paperless โดยให้ผู้นำเข้าหรือ Shipping คีย์ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของการนำเข้า แล้วยื่นเป็นเอกสารให้เจ้าหน้าที่แทนการแจ้งบอกแบบวิธีเดิม ซึ่งปัญหาที่พบ คือ มีการแจ้งรายละเอียดไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยการแจ้งจำนวนสินค้าไว้ต่ำ หรือแจ้งประเภทสินค้าไว้ไม่ตรง เพื่อให้เสียภาษีต่ำ ทำให้มีสินค้าบางส่วนที่ไม่ได้เสียภาษีเล็ดลอดออกมาได้ และทุกวันนี้ระเบียบดังกล่าวก็ยังใช้อยู่ นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันจะมีการนำเครื่องเอ๊กซเรย์มาใช้ในการตรวจ เพื่อช่วยให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ก็เชื่อว่าน่าจะตรวจได้ไม่ทั่วถึง

 

และยังมีสินค้าก๊อบปี้หลุดเข้ามาได้ เพราะเครื่องเอ๊กซเรย์จะทำหน้าที่แค่สแกนของในกระเป๋าให้เห็นเป็นรูปร่าง เท่านั้น เหมาะกับการตรวจค้นอาวุธ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นสินค้าแบรนด์ใด เป็นของละเมิดลิขสิทธิ์ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็มีการลักลอบนำสินค้าก็อปปี้เข้ามา โดยแสดงเป็นของไม่มียี่ห้อ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจหรือเสียภาษี ซึ่งหากพบจะถือว่าละเมิดกฎหมายอื่นๆ นอกจาก พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ด้วย ให้อำนาจศุลกากรเบ็ดเสร็จ “เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นว่ามีการเลี่ยงภาษี ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรจะให้อำนาจเต็มที่กับอธิบดีเจ้าพนักงานศุลกากร ในการพิจารณาว่าจะดำเนินคดีต่อไปหรือยุติคดี จุดนี้ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น หากเจ้าพนักงานที่คุ้นเคยกับผู้นำเข้ารู้เห็นเป็นใจ ก็ทำให้สินค้าเถื่อนสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ เช่น หากตกลงจะยุติคดี ยอมจ่ายค่าปรับ และยอมเอาเงินมาซื้อของคืน แค่นี้ก็หลุดแล้ว ทำให้สุดท้ายกฎหมายก็ไม่มีประสิทธิภาพที่จะปราบปรามคนกลุ่มนี้ได้จริง” แหล่งข่าววิเคราะห์ ตามกฎหมายกำหนดว่า ผู้กระทำผิดจะถูกปรับเป็น 4 เท่า ตามราคาประเมินของเจ้าหน้าที่ศุลกากร แต่ถ้าผู้ถูกจับยอมรับผิด ยอมยกสินค้าให้เป็นของแผ่นดิน และยอมยุติคดี โดยจ่ายค่าปรับ ศุลกากรจะไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ทำให้คดีจบลงได้ นอกจากนี้ผู้กระทำผิดยังมีสิทธิ์ที่จะรับซื้อสินค้าคืนก่อนรายอื่นด้วย แต่หากไม่มีการซื้อคืนกรมศุลกากรจะนำของออกไปประมูลขายต่อไป แหล่งข่าวระบุว่า การที่กฎหมายให้อำนาจศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จ พิจารณาจบคดีเองได้ โดยไม่มีหน่วยงานกลางอื่นๆ มาคานอำนาจ ทำให้สุดท้ายคดีก็ไม่เคยไปถึงตำรวจ ไม่เคยได้ส่งฟ้องศาล ทำให้ไม่สามารถปราบปรามผู้นำเข้าสินค้าเถื่อนได้อย่างจริงจัง

 

รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่ช่วยเหลือกันระหว่างผู้นำเข้าที่คุ้นเคยกับเจ้า หน้าที่ ก็มีการรวบรัดทำให้คดีจบลง ทำให้คนที่ควรจะเป็นผู้ต้องหาหลุดจากคดีทุกครั้ง ทั้งที่เป็นความผิดทางอาญา ต้องส่งฟ้องศาลเพื่อพิจารณาโทษ นอกจากนี้ยังมีการวิ่งเต้นขอซื้อสินค้าคืนในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงอีกด้วย อำนาจของตำรวจจะสามารถจับกุมสินค้าเถื่อนได้ ก็ต่อเมื่อพ้นเขตศุลกากรไปแล้วเท่านั้น นอกจากนั้นจะเป็นการดำเนินคดีที่รับเรื่องต่อจากศุลกากรมา มีการสอบปากคำ ดูเอกสาร พยาน ก่อนทำสำนวนส่งอัยการ เพื่อสั่งฟ้องศาล ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ผู้นำเข้ามักจะรับสารภาพ ยอมจ่ายค่าปรับ เพื่อยุติคดี รัฐจี้เร่งแก้กฎหมาย ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามที่จะแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ขึ้น โดยในปี 2549 กรมศุลกากรได้เสนอแผนพัฒนากฎหมาย โดยจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร และพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีศุลกากร รวมถึงประกาศอธิบดี และประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันให้กลายเป็นฉบับเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน เน้นความสะดวกรวดเร็ว เน้นการปรับแก้พิกัดศุลกากร ไม่ได้มีการระบุว่าจะแก้ไขในเรื่องกระบวนการใช้กฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่ง ขึ้น ล่าสุดขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 แก้ไขเพิ่มเติมร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ส่วนกฎหมายลิขสิทธิ์ที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จ รวมทั้งการทำประชาพิจารณ์ก่อนสิ้นเดือน พ.ค. นี้ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อให้ใช้บังคับได้ดีขึ้น ซึ่งเนื้อหาในกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นความผิดทางกฎหมายมีโทษทางแพ่ง คือ ปรับ ส่วนเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าจำหน่ายสินค้าละเมิด ทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารพาณิชย์ ตลาดนัด จะมีความผิดทางแพ่งและทางอาญา.

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครูบนดอย

 

 

 

 

16/1/58

เราเริ่มต้นพูดคุยด้วยคำถามที่ว่า "เป้าหมายของครูตั๋นในการมาเป็นครูดอยครั้งนี้คืออะไร?" ครูตั๋นได้ตอบข้อซักถามของเราได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว

ครูตั๋นเกริ่นนำว่า "..ครั้งแรกที่เดินทางมาถึงโรงเรียน บอกตรงๆเลยว่าผมคิดในใจว่า “กูจะอยู่รอดได้หรือ มันไกลและกันดารกว่าที่คิดมากจริงๆ ไม่มีไฟฟ้ามีแค่ไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่โซล่าร์เซล์ ที่พร้อมจะทรยศได้ทุกเมื่อที่ไม่มีแสงแดด ไม่มีน้ำประปาที่ใสสะอาดแต่เป็นระบบประปาดอย อยู่ห่างจากจุดที่มีคลื่นโทรศัพท์ไปอีก50 กิโลเมตร ไม่มีตลาดสด ไม่มีตลาดนัด ไม่มี 7-11 มีเพียงร้านขายของชำเล็กๆประจำหมู่บ้านอยู่สองร้าน บริเวณหมู่บ้านเป็นพื้นชายแนวชายแดน ถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดงของการขนส่ง-ซื้อขายยาเสพติดและไข้มาลาเลีย ชีวิตที่ผ่านมาของผมเกิด เรียน และอยู่ในเมืองมาตลอด ชีวิตกำลังตาลปัตจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สองสัปดาห์แรกครูตั๋นได้แต่นั่งนอนทำใจทั้งวันทั้งคืน วกวนอยู่กับความคิดว่าจะเสี่ยงอยู่ หรือว่าลาออกเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ไปทำงานโลตัสเหมือนเดิมดี เพราะถึงแม้จะรู้มาว่าโรงเรียนบนดอยนั้นเป็นอย่างไร แต่พอมาเจอจริงๆนั้นเป็นมากกว่าที่คิดไว้มาก

"ผมเริ่มนับวันและคืนที่จะครบกำหนดในการเขียนย้าย เฝ้าถวิลหาเวลาที่จะได้ลงจากดอยคือ “ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์” ที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตกินอาหารดีๆ เที่ยวเล่นตามที่ที่เจริญๆ เยี่ยงคนเมืองเหมือนเดิม แต่แล้วผมก็ลองมองดูรอบๆตัว เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ แล้วก็บอกตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า “ผมเป็นใคร? ผมมาทำอะไรที่นี่?” วันเวลามันค่อยๆผ่านไป ทำให้ผมค่อยๆเปลี่ยนความคิดที่เคยมีมา เมื่อผมตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเริ่มสร้างความชัดเจนในอุดมการณ์ที่ผมตั้งไว้ตลอดมา"

ครูตั๋นเล่าว่าจากที่ต้องรับผิดชอบงานการสอนแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็เพิ่มชั่วโมงสอนมากขึ้น สรรพวิชาที่ได้ร่ำเรียนในแขนงความรู้ต่างๆเริ่มถูกงัดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาช่าง วิชาศิลปะดนตรี วิชาการทำอาหาร วิชาการพยาบาล และความเป็นนักกิจกรรม เขาได้งัดเอาออกมาใช้อย่างเต็มที่ จนทุกวันนี้ครูตั๋นแทบจะหาเวลานั่งอยู่เฉยๆ และเป็นส่วนตัวโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเด็กๆไม่ได้เลย เพราะตอนนี้ เขารู้ตัวแล้วว่า เขาเป็นใคร เขามาที่นี่ทำไม เขาทำอะไรอยู่ เขาได้คำตอบแล้ว..

"ผมต้องการสนองความต้องการของตัวเองในการทำงาน เพื่อเด็กนักเรียนที่เป็นเด็กบนดอยนั้น ไม่รู้สึกว่าด้อยค่า หรือเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในวิถีความเป็นอยู่ของตนเอง ผมมุ่งสร้างบรรยากาศในการจัดระบบโรงเรียน ให้มีหลายๆสิ่งทัดเทียมกับโรงเรียนในเมืองให้มากที่สุดตามสภาพบริบทของโรงเรียนบ้านนาดอยเท่าที่ผมจะทำได้ ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องมีงานเอกสาร ตำราที่หรูหรา ไม่ต้องมีสื่อที่สวยงามทันสมัย ไม่ต้องแต่งตัวดีหน้าเชื่อถือมากเกินไป ขอแค่มีไฟ มีใจเสียสละ และมีความกล้าก็เกินพอแล้ว..”

"การทำงานของผมคือการทำงานโดยเอาตัวผมเองเป็นที่ตั้ง สนองแนวทางของตัวเองด้วยความกล้าในการทำงาน ทุกอย่างที่ผมทำมุ่งหมายเพื่อรอยยิ้มและความสุขของเด็กๆ หลักการสำคัญที่ผมยึดถือคือ 'คนๆเดียวสามารถเปลี่ยนโลก ทั้งใบได้ ถ้าคนๆนั้นมุ่งมั่นและใจถึงจะเปลี่ยนจริงๆ'

"ผมอยากเห็นจริงๆนะ ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เกิดจากเพลงๆสนุกๆที่ครูสอนร้อง เกิดจากอาหาร-ขนมอร่อยๆ ที่ครูทำให้ เด็กๆหรือลูกๆของผมอยู่ดีมีสุข ไม่เจ็บป่วยไข้ สิ่งนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมุ่งมั่นทำงานต่อไป และสัญญาว่าจะอยู่โรงเรียนต่อไปเรื่อยๆโดยไม่เขียนย้ายไปไหน อย่างไม่มีกำหนด หรือนี่อาจจะเป็นการตีตั๋วเที่ยวเดียวก็อาจจะเป็นไปได้ เป็น one way ticket" ครูตั๋นแถมภาษาอังกฤษให้ แล้วหัวเราะอารมณ์ดี

 

 



เราทราบมาว่าครูตั๋นนั้นเป็นคนเมือง อาศัยและเรียนจบจากในเมือง จึงอยากทราบว่าเมื่อมาใช้ชีวิตเป็นครูดอยในที่แห่งนี้ ชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

"ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากๆครับ
ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องตื่นเช้ามืดมาก่อไฟ หุงข้าวทำกับข้าวให้นักเรียนกว่า 80 ชีวิตกิน
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเป็นหมอพร้อมๆกับเป็นครู
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเดินทางจากที่พักในตัวเมืองมาถึงโรงเรียน จะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในฤดูแล้ง 4-6 ชั่วโมงในฤดูฝน
ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องทำหน้าที่เป็นพ่อให้กับเด็กๆที่อยู่หมู่บ้านห่างไกลซึ่งเข้ามาเป็นนักเรียนหอพักของโรงเรียนบ้านนาดอย คงไม่ต้องสาธยายว่าผมต้องทำอะไรบ้างในหน้าที่ของคนเป็นพ่อ ยื่งเด็กเล็กๆ ยิ่งทำให้ผมรู้ซึ้งถึงการมีลูกจริงๆครับ
ชีวิตความเป็นอยู่ของผมยังมีอีกมายมายที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หากให้สาธยายทั้งหมดคงไม่จบสิ้นง่ายๆ วิธีเดียวทีคุณจะรู้และเข้าใจผมให้ลึกซึ้งคือมาอยู่กินกับผมที่โรงเรียนและนั่งคุยกับผมในวงเหล้า(บ้าง)เท่านั้นครับ"

 

 



เมื่อถามว่า ครูตั๋นอยู่ที่นี่ต้องทำงานหนักไหม ไม่ทันจะจบคำถามครูตั๋นก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

ครูตั๋น : หนักสิ หนักมากเลยล่ะ แต่ก็ทำมาทุกวัน ชินไปเสียแล้ว แล้วก็สนุกดีนะ

พร้อมกันนั้นครูตั๋นได้เล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆว่า ในหนึ่งวันเขาได้ทำอะไรบ้าง

"...ผมตื่นนอนตีห้าครึ่ง ก่อไฟหุงข้าว ทำกับข้าวให้เด็กๆหอพัก
-พาเด็กทำความสะอาด หรือพัฒนาโรงเรียนในส่วนโรงอาหารและหอพัก
-พานักเรียนกินข้าว แล้วก็ปล่อยให้นักเรียนไปปฎิบัติหน้าที่เวรประจำวัน
-7.00 น. ทำกับข้าวของครู กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็ให้ยา ทายาเด็กที่ป่วยทั้งป่วยใหม่ป่วยเก่า
-เจ็ดโมงสี่สิบ ถ้าไฟโซล่าร์เซล์พอมี ก็เปิดระบบเสียงตามสาย เปิดเพลงและให้นักจัดรายการนักเรียนจัดรายการเสียงตามสาย


-แปดโมงครึ่งก็พาเด็กๆเขาแถวเคารพธงชาติ ปฎิบัติกิจกรรมหน้าเสาธง
-เก้าโมงเริ่มจัดการเรียนการสอน ถ้าวันไหนแม่ครัวไม่มาทำอาหารกลางวันผมก็รับหน้าที่โดดสอนไปทำอาหารกลางวันสักหนึ่งชั่วโมง ก็ได้เมนูแสนอร่อยสำหรับมื้อกลางวันของเด็กๆ 210 คน โดยมีสมาคมแม่บ้านบ้านนาดอยเป็นผู้ช่วยเหลือ(สมาคมที่ว่านี้คือเด็กนักเรียนมัธยม5555)
-ตอนเที่ยงก็ทำกับข้าวของครู กินข้าวแล้วก็จ่ายยาให้เด็กที่ป่วยตามปกติ บ่ายโมงเริ่มสอน
-บ่ายสามโมงถ้าไม่มีกิจกรรมใดๆ ก็ซ้อมดนตรีให้เด็กๆทั้งวงดุริยางค์และวงดนตรีโฟล์คซอง


-สี่โมงเย็นเข้าแถวปฏิบัติกิจกรรมหน้าเสาธง เลิกแถวก็พาเด็กชั้นประถมเล็กๆลงไปอาบน้ำที่แม่น้ำเงา หลังจากนั้นก็ไปทำกับข้าวเย็นให้เด็กหอพัก
-หกโมงเย็นอบรมเด็กหอพัก พาเด็กกินข้าว
-หนึ่งทุ่มตรง จ่ายยา ทายาให้เด็กที่ป่วยทั้งใหม่และเก่า
-หนึ่งทุ่มครึ่งก็นั่งคุยกับเด็กๆ ฟังเด็กเล็กร้องรำทำเพลงอยู่ที่ชานบ้านพักครู


-สองทุ่มครึ่ง(ถ้ามีไฟฟ้า)เปิดทีวีให้เด็กหอพักดูที่ชานบ้านพักครู บางวันครูก็กินเหล้าอยู่เฝ้าจนละครหลังข่าวจบ ถ้าไม่มีไฟก็ปล่อยให้เด็กๆร้องรำทำเพลงไปจนกว่าเด็กจะง่วงนอน
-เที่ยงคืนก็เข้านอน(ผมนอนรวมกับหอพักเด็กชาย) เหล่าลูกสมุนของผมก็จะปูผ้าห่มให้หนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ กับผ้าห่มกันหนาวตายอีกหนึ่งผืน คือเด็กอยู่แบบไหนเราก็ต้องอยู่แบบนั้น

ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาปฏิบัติภารกิจเหมือนๆเดิมอีกวันหนึ่ง บางวันอาจจะมีแปลกพิศดารไปบ้างถ้าหากเด็กเกิดไม่สบายกลางดึกก็ต้องจัดการไปตามเรื่องตามราวครับ

 

 

 

 

 

โรงเรียนบ้านนาดอย อำเภอ สบเมย ตำบล สบเมย จังหวัด แม่ฮ่องสอน

 

 

 

 

 

 

ท่านที่ติดตามรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง" ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสอง ของทุกๆวัน ตั้งเเต่ปีใหม่ 58 เป็นต้นมา ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย โดยเอารายการของคุณพงษ์กร นักจัดรายการที่มากด้วยประสบการณ์เเละฝีมือเข้ามาเเทนในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสรรค์ให้กับทางสถานีได้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนตัวผมก็กำลังมองหาเวลาเหมาะๆลงมาจัดเหมือนกัน อดใจอีกสักนิดนะครับสำหรับท่านที่ฟังรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง"คงอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียง"ไอ้หนุ่มเสียงกาละมังเเตก" จะมาร้องเเรกเเหกกระเฌอในวิทยุของท่านต่อไป....อีกไม่นาน...........

 

ป้อง 13/1/58

 

 

 

 

 

`โรคซึมเศร้า เอาชนะได้..

 

 

 

เคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั๊ย? เหนื่อยง่าย ปวดหัว ท้องอืดอาหารไม่ย่อย กินอะไรก็ไม่อร่อย เฉื่อยชา เก็บตัวเงียบๆ..เบื่อ..ทำอะไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จสักกะอย่าง คิดว่าตัวเองนี้ไร้ค่า ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครเลย เเต่ทำไมชีวิตมันเซ็งๆอย่างนี้ ไม่มีความภาคภูมใจในตัวเอง ทั้งๆที่ทางบ้านก็ไม่ได้ยากจนข้นเเค้นอะไรสักนิด เเต่มันเบื่อชีวิตเหลือหลาย จะโทรไปหาเพื่อนสักหน่อยกลับหาว่าเราบ้า คิดมาก ฟุ้งซ่าน สติเเตก เออนั่นนนน....ตายมันซะ!!

 

ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในสภาวะอย่างนี้เเสดงว่าอันตรายเเล้วครับ ปรึกษาจิตเเพทย์เถิดไม่ต้องอายกลัวคนจะหาว่าเราเป็นโรคจิตหรอกครับ เพราะอาการที่คุณกำลังเจออยู่นั้นเขาเรียกว่าโรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) หรือ MDD

 

ซึ่งโรค MDD นี้ สุดท้ายก็คือการฆ่าตัวตายนั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่คุณสังเกตุเห็นตัวเองหรือคนรอบข้าง เริ่มตำหนิตัวเอง ด่าตัวเอง โทษตัวเอง กูเกิดมาทำไม? กูมันไม่มีค่า เริ่มเก็บตัวไม่ไปไหน หมดเรี่ยวหมดเเรงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร การเริ่มตำหนิตัวเองถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดที่จะต้องรีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

เพราะในปัจจุบันสื่อต่างๆได้ลงข่าวกันอย่างโจ่งเเจ้งเกี่ยวกับในเรื่องของการฆ่าตัวตายในเเต่ละวัน ซึ่งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธรณสุข ได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าตัวตายของคนไทยว่ามีมากกว่า 3,900 คน/ปี เฉลี่ย 328 คน/เดือน หรือวันละ 12 คน คือ 2 ชั่วโมง/ศพ เลยทีเดียว สาเหตุอันดับ 1 เลยก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัว รองลงมาก็คือปัญหาเศรฐกิจ เเละป่วยเป็นโรคเรื้อรัง

 

อายุ 40-44 ปี มากที่สุด รองลงมาก็อายุ 30-34 ปี นิยมเเขวนคอ ยาฆ่าเเมลงเเละก็อาวุธปืน ซึ่งการที่สื่อต่างๆลงข่าวการเกรียวกราวมาเท่าไร ก็จะเกิดอาการ Copy Cat หรือเลียนเเบบกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นดารา นักร้อง นักเเสดงด้วยเเล้ว ก็จะเป็นกระเเสที่รุนเเรงมาก

 

ข้อควรระวังสำหรับสื่อมวลชนคือ หนึ่ง ไม่ควรนำเสนอวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด เช่น การรมแก๊สเพื่อฆ่าตัวตาย หนังสือพิมพ์บางฉบับบรรยายชัดเจนว่าต้องปิดหน้าต่างให้มิดชิด เปิดแก๊สเป็นเวลานานเท่าไหร่ บางเคสฆ่าตัวตายด้วยการใช้สารเคมีก็มีการอธิบายอย่างละเอียดว่าใช้สารเคมีตัวใด ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไหร่

 

สอง ไม่ควรนำเสนอข่าวฆ่าตัวตายไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำนั้นเด็ดเดี่ยว ใจถึง เพราะคนที่ปลิดชีพตัวเองอาจถูกมองว่าเป็นฮีโร่

 

สาม อย่าใส่อารมณ์ความรู้สึกลงเยอะจนเกินไปจนแยกไม่ออกว่าคือข้อเท็จจริงหรือนิยาย ผู้อ่านที่กำลังรู้สึกว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน สี่ สื่อโทรทัศน์ไม่ควรฉายภาพเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน สุดท้ายการมีสมาชิกในครอบครัวฆ่าตัวตายคนที่ยังอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส ฉะนั้นการไปสัมภาษณ์ด้วยคำถามบางคำถามไม่ต่างอะไรกับตอกย้ำซ้ำเติม

 

รีบไปพบเเพทย์โดยด่วนเหอะ หรือจะใช้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ทีจะให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ได้...ดีกว่าปล่อยไว้จนสายเกินเเก้.......

ป้อง 14/1/58...

 

 

 

ขอพักสักนิด...

 

ท่านที่ติดตามรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง" ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสอง ของทุกๆวัน ตั้งเเต่ปีใหม่ 58 เป็นต้นมา ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย โดยเอารายการของคุณพงษ์กร นักจัดรายการที่มากด้วยประสบการณ์เเละฝีมือเข้ามาเเทนในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสรรค์ให้กับทางสถานีได้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนตัวผมก็กำลังมองหาเวลาเหมาะๆลงมาจัดเหมือนกัน อดใจอีกสักนิดนะครับสำหรับท่านที่ฟังรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง"คงอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียง"ไอ้หนุ่มเสียงกาละมังเเตก" จะมาร้องเเรกเเหกกระเฌอในวิทยุของท่านต่อไป....อีกไม่นาน...........

 

ป้อง

 

 

 

 

 

 

#ระวังมันจะกลับมา    อีกครั้งกับการสูญเปล่ากับงบประมานที่ทุ่มลงไปกับคูปองช่วยชาติ ไม่ต่างอะไรกับเช็คช่วยชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เคยใช้นโยบายนี้ ถ้ายังจำกันได้ และผู้ออกเช็คก็เป็นธนาคารในเครือพรรคปชป.เรียกว่ากินรวบหัวรวบหางกันสนุกมือ #โจรสลัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 08/01/2015 20:06     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  เมื่อเผชิญช้างป่าทำไงดี

 

 

 

"หมอล็อต" แนะข้อปฏิบัติ เมื่อเจอช้างป่าบนถนน ย้ำ! ห้ามดับเครื่อง

 

 

 
 
 

 

 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จากกรณีช้างป่าออกมาทำลายรถยนต์นักท่องเที่ยวบนถนนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนเป็นคลิปแชร์ว่อนทางโซเชียล เน็ตเวิร์กในขณะนี้ถึงสองคัน สองเหตุการณ์ ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทำให้หลายๆ คนหวาดระแวงในการขับรถขึ้นเขาใหญ่มากขึ้น ประจวบเหมาะกับก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา นายสัตว์แพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ "หมอล็อต" ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Patarapol Lotter Maneeorn ถึงวิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนน ในพื้นที่ อช.เขาใหญ่ ดังนี้

 

Lotter: Khao yai Only. บ้านใครบ้านมัน เข้าใจตรงกันนะ


วิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนน ในพื้นที่ อช.เขาใหญ่ ขอย้ำครับ ช้างป่าเขาใหญ่เท่านั้น เพราะช้างป่าพฤติกรรมหรือปฎิกิริยาตอบสนองต่อรถที่สัญจรไปมาในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นที่เขาอ่างฤาไน หรือป่าละอู ต้องทำอีกอย่าง มาทำความเข้าใจกันนะครับ....


ทำไมถึงมักเจอช้างบนถนนของเขาใหญ่


- ในอดีตตอนยังไม่มีการสร้างถนนเส้นนี้ ช้างป่าได้ใช้เส้นทางบางส่วนของพื้นที่เป็นเส้นทางเดินหากิน หรือเราเรียกว่า "ด่านช้าง" ซึ่งบรรพบุรุษของช้างได้สอนลูกหลานต่อๆกันมาว่านี้คือเส้นทางหากินของเรา อยู่มาวันหนึ่งมีการสร้างถนนขึ้นมาและบังเอิญไปทับซ้อนกับด่านช้าง ทำให้บางส่วนของถนนนั้นเกิดการใช้ร่วมกันระหว่างช้างและรถยนต์


- ช้างป่าเขาใหญ่ในแต่ละฝูง มีการตกลูกทุกๆปี นั่นหมายถึงว่าในฝูงมีลูกน้อย การเดินหากินในป่าที่รกทึบ หญ้าสูง หรือเขาที่ชัน ของลูกช้างมักมีความยากลำบาก หลายพื้นที่มีลูกช้างป่าพลัดหลงฝูงจากการตกภูเขา และฝูงก็จะห่วงลูกช้างมาก การเดินบนถนนก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับลูกช้าง เดินสะดวก และฝูงช้างป่าจะหวงลูกมากๆ


- พื้นถนนในตอนกลางคืนจะอุ่น เนื่องจากความร้อนสะสมในตอนกลางวัน ในช่วงฤดูหนาว ช้างจะเดินออกมาบนถนนถี่ขึ้น บางครั้งจะเห็นช้างป่านอนหลับบนถนนในช่วงหน้าหนาว นอนบนดินโป่งในช่วงหน้าร้อน


- บริเวณข้างทางของถนน มักมีต้นหญ้าและพื้นขนาดเล็กที่เป็นอาหารของช้าง ช้างสามารถกินได้ง่าย


- เป้าหมายของการใช้ถนนของช้าง คือ การมุ่งหน้าไปยังพื้นที่แหล่งอาหารต่างๆด้วยความปลอดภัยและรวดเร็ว เช่น แหล่งดินโป่ง หรือแหล่งน้ำ


1. หยุดรถให้ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร หากช้างเดินเข้าหา ให้เคลื่อนรถหนีด้วยการถอยหลังอย่างมีสติ รอจนกว่าช้างจะหลบจากถนน จึงเคลื่อนรถผ่านไป


2. อย่าใช้แตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้างหรือไล่ช้าง เพราะอาจทำให้ช้างโกรธ และตรงเข้ามาหาเราได้ เนื่องจากช้างป่า ประสาทหูจะดีมาก เสียงแตรแหลมๆจะทำให้ช้างตกใจและโกรธ


3. งดการใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะอาจทำให้ช้างตกใจ ตรงเข้ามาทำร้ายได้ และทำให้ช้างเกิดการสนใจ เดินเข้ามาหา ช้างตกใจแล้ว ตกใจเลย หายยาก


4. ให้ติดเครื่องรถยนต์ไว้เสมอ เพื่อให้สามารถเคลื่อนรถหนีได้ทันท่วงที และเสียงเครื่องยนต์รถที่ติดเครื่องดังทุ้มๆ จะไม่ทำให้ช้างนั้นตกใจ ไม่เครียด และคุ้นเคย เพราะได้ยินเสียงและรู้ว่านี่คือรถยนต์ เรารู้จักแล้ว ไม่สน กินดีกว่า 55555


5. หากพบช้างในเวลากลางคืน ให้เปิดไฟรถไว้เสมอ เพื่อให้สามารถสังเกตอาการของช้างและระยะห่างระหว่างรถกับช้างได้โดยสะดวก ห้ามเปิดกระพริบ เพราะแสงจะเข้าตา และดึงดูดให้ช้างเกิดความสนใจ เดินเข้ามาหา


6.ประสาทสัมผัสของช้างที่ดีที่สุดคือ หู จมูก และตา ถ้าดับเครื่องยนต์ ช้างจะเข้าใกล้เพื่อใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่น นั่นคือการดม ดู และสัมผัส ซึ่งนั่นหมายถึง ช้างเข้ามาหาคุณแย้ววววว เค้าแค่แตะๆ แต่ด้วยกำลังมหาศาล รถคุณก็บาดเจ็บได้


7. เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของช้าง ตั้งสติให้มั่น หากเป็นเวลากลางคืน ให้ใช้ไฟต่ำ และอย่าเปิดกระพริบ แล้วเลือกเคลื่อนรถไปในทางที่มีช้างอยู่น้อย แม้บางครั้งจำเป็นต้องเข้าใกล้หรือเบียดโขลงช้างไปก็ตาม อย่าดับเครื่องยนต์ และปิดไฟรถเป็นอันขาด ค่อยๆเคลื่อนรถ ให้เสียงเครื่องยนต์นิ่งมากที่สุด


ปล. ไฟสูงเปิดได้ ในกรณีที่เราอยู่ห่างจากช้างป่ามากกว่า 50 เมตรขึ้นไป เพราะจะทำให้ช้างรู้ตัวว่ามีรถมา ไม่ตกใจ และเดินหลบเข้าข้างทาง ถ้าเปิดไฟสูงระยะใกล้กว่านี้แสงจะแยงตา ช้างตกใจได้


8. ไม่ควรจอดรถดูช้าง เพราะอาจมีรถคันอื่นตามมา แล้วรถของคุณกีดขวางรถผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายแทนรถของคุณได้ คนตามหลังซวยเลยครับ


9. สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อรถจอดเรียงกันบนถนน ความสามัคคีจะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าคันที่อยู่ใกล้ช้างหรืออยู่ไกลช้างก็ล้วนเป็นผู้ประสบเหตุทั้งสิ้น ดังนั้นหากรถคันหน้าเปิดไปถอยรถ คันข้างหลังถัดไปก็กรุณาถอยรถอย่างมีสติด้วยนะครับ โดนด้วยกันรอดก็ต้องรอดด้วยกัน


10. ไม่ควรจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ เพราะอาจทำให้คุณวิ่งหนีขึ้นรถไม่ทัน ควรระลึกอยู่เสมอๆว่า โดยทั่วไปช้างมักจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวหรือฝูง ขณะที่คุณเจอช้างเพียงตัวเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช้างตัวอื่นๆ อยู่ในบริเวณนั้น ฝูงช้างอาจจะกระจายกันหากินอยู่ในบริเวณป่าข้างๆทางนั้นก็เป็นได้ และวินาทีที่เค้าจะเข้ามาหานั้น เร็วมาก


วิธีสังเกตุอารมณ์ของช้างอย่างง่าย ๆ


- เมื่ออารมณ์ดี หูจะสะบัดไปมา หางจะแกว่งและใช้งวงสะบัดไปมา หรือเกี่ยวดึงต้นไม้กิน ไม่ค่อยสนใจเรา


- เมื่ออารมณ์ไม่ดี หูจะตั้งกาง ไม่สะบัดหาง หางชี้ งวงจะนิ่งแข็ง แตะอยู่ที่พื้น หรือใช้งวงตีพื้น และอยู่นิ่งจ้องมองมาทางเรา...
ปกติช้างจะวิ่งไล่ผู้รบกวนเป็นระยะทางสั้น ๆ เพียง 2 - 3 ครั้ง หากวิ่งตามผู้รบกวนไม่ทันก็จะเลิกวิ่งไล่ไปเอง ช้างเมื่ออารมณ์ดี สังเกตจากการแกว่งหู และสะบัดหางไปมา จะไม่ทำร้ายแม้รถจะวิ่งเข้ามาใกล้ก็ตาม
แต่หากช้างโกรธ หรือไม่ไว้ใจสิ่งใด เช่น ช้าง
แม่ลูกอ่อน อาจตรงเข้าทำร้ายผู้รบกวนได้ในระยะไกล จึงพึงสังเกตอารมณ์ และอาการของช้างไว้ประกอบการตัดสินใจด้วยครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเกิดเหตุที่รถติดเป็นจำนวนมาก หรือช้างเกิดความเครียด จากการสังเกตุตามข้อแนะนำข้างต้น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ จะมาทำการอารักขา ขอย้ำครับว่า"อารักขาช้างป่า" ไม่ใช่ไล่ช้าง
"เพราะเวลาที่ช้างป่ามาเดินเที่ยวสวนจตุจักร เค้าก็เจอแต่คนเยอะแยะมากมายเช่นกัน"



ภาพจากเฟซบุ๊ค Patarapol Lotter Maneeorn

 


 

 

 

 

            วันจันทร์ที่ 12มกราคม2558เป็นวันแรม๘ค่ำ เดือนยี่(๒)ปีมะเมีย
 
 

                         

 

                                      การทำกรรมทางใดมีโทษมากที่สุด

 

 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า ท่านพระโคดม ! พระองค์เล่าย่อมบัญญัติทัณฑะ ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! ตถาคตจะบัญญัติว่ากรรม ๆ ดังนี้
เป็นอาจิณ.

ท่านพระโคดม ! ก็พระองค์ย่อมบัญญัติกรรม ในการ
ทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! เราย่อมบัญญัติกรรม ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ
คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑.

ท่านพระโคดม ! ก็กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรมอย่าง
หนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง มิใช่หรือ ?

ทีฆตปัสสี ! กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรม
อย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง.

ท่านพระโคดม ! ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนก
ออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ กรรมไหน คือ
กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่พระองค์บัญญัติว่ามีโทษ
มากกว่าในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม ?
ทีฆตปัสสี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่
จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้
เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติ
กายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมาก เหมือนมโนกรรม
หามิได้.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.
 
ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ทีฆตปัสสีนิครนถ์ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยัน
ในเรื่องที่ตรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ แล้วลุกจาก
อาสนะเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่.

  

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
 
 
 
 

                

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 "ทัวร์นกขมิ้น" เป็นการเดินทางไปดูปัญหาของประชาชนถึงจุดที่น่าจะเป็นปัญหาไม่ใช่เหรอ ?

ไม่ใช่ทัวร์หรู สำหรับท่องเที่ยว และบันเทิงซักหน่อย

หากนี่เป็น "ความผิด" ต่อไปใครจะทำงาน ก็คือผิดหมด เพราะไม่สามารถลงไปดูพื้นที่ได้เลย
 
 "สั่งให้ลุงกำนันประกาศไล่ล่าตอนปิดบ้านปิดเมือง พอนายกฯ ยิ่งลักษณ์หลบไปต่างจังหวัดเพื่อดูแลราษฎร และเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุความรุนแรง ก็จะฟ้องว่าไป "หาเสียง" ซะอีก พวกนี้เล่นกันเป็นทีม"
 
แล้วคนขวางการพิมพ์บัตร ทำลายบัตร ขวางการเลือกตั้ง บีบคอ ปิดคูหา ไม่เอาผิดหรา?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                                อาหารเสริมโชคลาภ
 

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า แต่ละประเทศก็จะมีอาหารพื้นบ้านของแต่ละที่แตกต่างกันออกไป ถ้า Horoscope.Mthai.com จะนำเสนออาหารประจำประเทศต่างๆก็จะธรรมดาเกินไป วันนี้เราจึงนำอาหารการกินที่ เสริมโชคลาภ หรืออาหารมงคลทานแล้วจะมีโชคของแต่ละประเทศมาฝากกันแทนครับ ลองไปดูกัน

 

 

 

 

องุ่นแห่งความโชคดีของชาวสเปน ประเทศสเปนทำไร่องุ่นมากที่สุดในโลก และได้ผลผลิตจำนวนมาก ชาวสเปนจึงกินองุ่น 12 ผลไปพร้อมกับเสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนในวันสิ้นปี เพื่อต้อนรับความโชคดีตลอด 12 เดือนข้างหน้า

 

เนเธอร์แลนด์ โดนัทแห่งความบริบูรณ์ ชาวดัตช์เชื่อว่า การกินโดนัทซึ่งมีลักษณะกลมแบบวงแหวน จะทำให้โชคดี และมีชีวิตครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนรูปร่างของอาหาร

 

กรีซ St. Basils cake แห่งความสุข ในวันปีใหม่ ชาวกรีกจะทำเค้กสอดใส้เหรียญเงินชิ้นใหญ่ (St.Basils cake) กินกันในครอบครัว เพื่อรำลึกถึงนักบุญบาซิล ผู้ที่มีเมตตาต่อคนยากจน ซึ่งถึงแก่กรรมในวันที่ 1 มกราคม เชื่อกันว่าสมาชิกคนใดที่พบเหรียญเงินในชิ้นเค้กนั้นจะโชคดีตลอดปี

 

ญี่ปุ่น กินโซบะ อายุยืนหมื่นปี คนญี่ปุ่นนิยมกินบะหมี่ไม่ตัดเส้นที่ชื่อ โทชิโคชิ โซบะ ต้อนรับปีใหม่ เพราะเชื่อว่า จะทำให้อายุยืนยาวเหมือนเส้นบะหมี่

 

จีน กินปลากินไก่ ให้ความมั่งคั่ง ชาวจีนนิยมกินปลาในเทศกาลปีใหม่ เพราะเสียงของคำนี้ในภาษาจีนพ้องกับคำว่า เหลือเฟือ จึงเชื่อว่าจะทำให้มีเหลือกินเหลือใช้ตลอดทั้งปี และการกินไก่ทั้งตัวโดยไม่ตัดส่วนใดออก ก็จะทำให้ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์และมั่งคั่งอีกด้วย

 

อิตาลี ความมั่งมีในถั่วเลนทิล ชาวอิตาลีกินถั่วเลนทิลในวันแรกของปีเพราะถั่วเลนทิลมีรูปร่างคล้ายเหรียญเงิน จึงเป็นสิ่งนำความมั่งคั่งร่ำรวยมาให้

 

อเมริกา ถั่วตาดำ กับความร่ำรวย ถั่วตาดำ Black-Eyed Beans (Cow Peas) เป็นอาหารนำโชคของชาวอเมริกัน เพราะเมื่อปรุงสุกแล้ว จะมีสีและลักษณะคล้ายเหรียญเงิน แสดงถึงความร่ำรวย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Forward mail
ขอบคุณภาพจาก www.goodfoodgoodlife.in.th

 

 

ส้มเขียวหวาน ก็ดีนะ เพราะ มีความเชื่อว่าเป็นผลไม้ที่สมหวัง อ้อ.. บางคนก็ใช้ส้มโอนะเพราะถือว่าจะได้มีโชคลาภ ใหญ่ ๆ เหมือนส้มโอ

 

 1. ละมุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักไม่โดดเด่น ปิดๆ ซ่อนๆ

2. มังคุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่ได้ดีเท่าที่ควร ไปไม่ถึงที่สุด มันกุด ๆ ด้วน ๆ ไม่โดดเด่น

3. พุทรา เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วดีในช่วงแรกๆ ช่วงหลังๆ ซาซา

4. มะเฟือง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักผืดเคือง ไม่อะไรก็อะไร สักอย่าง

5. มะไฟ เชื่อกันว่าทำอะไรแล้วมักต้อง เร่งๆ รีบๆ เหมือนไฟลน ไม่ได้คุณภาพ

6. น้อยหน่า เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักมีปัญหา อุปสรรค เล็กน้อย จุกๆจิกๆ อยุ่เสมอๆ ทำแล้วได้ผลเพียงน้อยนิด

7. น้อยโหน่ง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ได้ผลสมบรูณ์เพียงน้อยนิด มีอุปสรรคปัญหา ไม่สมบรูณ์แบบ

8. มะตูม เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับชื่อที่ตูมอยู่ตลอด ไม่ก้าวหหน้า ไปไม่ได้ไกล

9. มะขวิด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วมักจะประสบปัญหา วัสดุอุปกรณ์ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ครบ ขาดโน่น ขาดนี่เสมอ

10. ลูกจาก เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ยั่งยืน

11. ลูกพลับ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า

12. ลูกท้อ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจ

13. ระกำ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ

14. กระท้อน เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว สิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการเผยแพร่ออกไป กลับสะท้อนมายังจุดเดิม

15. ลางสาด เชื่อกันว่า เป็นผลไม้ที่มียาง ทำอะไรแล้วมักจะมีเรื่อง ยุ่งยากวุ่นวาย

 

1. ขนุน มีคนคอยสนับสนุน

2. กล้วย ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จง่าย ๆ เหมือนที่พูดติดปากว่า กล้วย ๆ หรือ คำโบราณที่บอกว่าง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากไงล่ะ

 

 

 


* *"เพราะผม พยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะถอดถอน นายกปู...เพื่อนำไปสู่การ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ให้พ้นเส้นทางของพวกผมไป อย่างน้อยๆก็อีกซัก 5 ปี....


*
*
 

แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นว่า...ผมได้นำเธอมา "ฟอกขาว" เพิ่มความบริสุทธิ์ให้กับตัวเธอเอง...แถม เธอยังได้ใช้โอกาสนี้ ทำการ "หาเสียงเลือกตั้ง กับนโยบายช่วยเหลือชาวนา...และเกษตรกร คนยากคนจนเอาไว้ล่วงหน้า อย่างเบ็ดเสร็จไปเลยซะอีก"..

 

 

 

 

 
 

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

                                  เลี้ยงเด็กในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันดูจะเป็นปัญหากับพ่อแม่มาก ว่าเลี้ยงอย่างไรให้เก่งบ้าง เป็นอัจฉริยะบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นพัฒนาสมอง เพราะสังคมยุคนี้ต้องฉลาด มีปฏิภาณ ไหวพริบดี ทันสมัยจึงจะอยู่รอดปลอดภัย ท่ามกลางกระแสแปรปรวนทางเศรษฐกิจ เราลืมว่าปู่ย่า ตายาย มักจะอวยพรลูกหลานให้ "อยู่ดี มีสุข" หรือ "ร่มเย็น เป็นสุข" มากกว่าจะอวยพรให้เป็นอัจฉริยะ เพราะท่านผ่านโลกมามาก ทราบว่าอัจฉริยะอย่างเดียวไม่พอสำหรับการดำรงชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีสุข ดังนั้นเด็กยุคใหม่ที่คาดหวังน่าจะเป็น "เก่ง ดี และมีสุข" สมบูรณ์ทั้งไอคิว และอีคิว ลองพิจารณาดูความจริงของชีวิตที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้เรียบเรียงไว้น่าสนใจ

 

 

                        

 

 

 

ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการยอมรับ เขาจะเป็นคนที่พอใจในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการให้กำลังใจ เขาจะเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความยุติธรรม เขาจะเป็นคนมีใจเป็นธรรม ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเป็นมิตร เขาจะมีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความรักและความอบอุ่น เขาจะเป็นคนมีศรัทธาในชีวิต ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยคำตำหนิติเตียน เขาจะเป็นคนล้มเหลว ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความก้าวร้าว เขาจะเป็นคนที่กร้าวแข็ง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเย้ยหยัน เขาจะเป็นคนขลาดอาย ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความละอาย เขาจะเป็นคนขี้ระแวง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความมานะ เขาจะเป็นคนอดทน ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความชื่นชม เขาจะเป็นคนซาบซึ้งในคุณค่า

 

ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านหยุดคิดเรื่องอื่น นิ่งสัก 1 นาทีเพื่อพิจารณาข้อแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิในการเลี้ยงดูเด็ก วิเคราะห์ดูถึงปัญหา นำมาซึ่งปัญญาที่เหมาะสมและถูกต้องต่อไป โดย ศ.จ.เกียรติคุณพ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา โรงพยาบาลสมิติเวช

 

 

 

 

           "ตีสนิท" พลังขับเคลื่อนโลก "เจนวาย"

 
 

โลก เปลี่ยนไปแล้ว เห็นวัยรุ่นสมัยนี้ทำอะไรแปลกๆ อย่าเพิ่งตกใจ เห็นลูกไม่ทนไม่แกร่งเหมือนตนเองสมัยก่อนอย่าท้อใจ เพราะทั้งหมดคือธรรมชาติของเขา ฉะนั้น มาทำความเข้าใจวัยรุ่นที่เป็นคนรุ่นใหม่ในสังคม ซึ่งเป็น "คนเจนเนอเรชั่นวาย" กัน

ผศ.ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า เจนเนอเรชั่นวาย เป็นผู้เกิดระหว่างปี 2525-2546 หรือปัจจุบันเป็นผู้มีอายุระหว่าง 11-32 ปี มีช่วงระดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษา และวัยทำงานช่วงแรก เจนวายปัจจุบันมีจำนวนสัดส่วน 1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลก สำหรับประเทศไทยมี "ประชากรเจนวาย" จำนวน 18 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของประชากรทั้งประเทศ

"เจนวายในปัจจุบันเริ่ม มีบทบาทมากขึ้น เพราะอยู่ในวัยทำงานเริ่มแรกและวัยกำลังเจริญพันธุ์ ทำให้สังคมเริ่มให้ความสำคัญและสนใจว่า เจนเนอเรชั่นนี้ทำไมถึงมีแนวทางดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมลักษณะที่แตกต่าง ทั้งจากเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งหลอมรวมแต่ละเจนเนอเรชั่นไว้"

ผศ.ภูเบศร์เผยว่า สิ่งพิเศษของเจนเนอเรชั่นวายคือ คนเจนวายแต่ละพื้นที่ในโลกมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แม้ยังไม่มีงานวิจัยชัดเจนว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่สันนิษฐานได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสิ่งเชื่อมจากโลกาภิวัตน์ ที่คนแต่ละภูมิภาคสามารถเชื่อมโยงด้วยโลกไซเบอร์ รวมถึงการเดินทางไปมาหากันได้ง่ายขึ้น เหล่านี้ทำให้ลักษณะการดำเนินชีวิตของคนเจนวายคล้ายคลึงกัน


ผศ.ภูเบศร์ สมุทรจักร



ส่วน ลักษณะโดดเด่นของคนเจนวายเป็นเรื่องของความเป็นตัวของตัวเอง ให้เกียรติกับความเป็นตัวของตัวเอง ตัวเองใหญ่ขึ้น เสียงของตัวเองดังมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกฝังจากคนเจนเนอเรชั่นบี หรือเบบี้บูม (พ.ศ.2468-2503) คือพ่อแม่ และเจเนอเรชั่นเอ๊กซ์ (พ.ศ.2504-2524) คือครู ซึ่งจะปลูกฝังเสมอว่าต้องค้นหาตัวเอง ให้เรียนในสิ่งที่ชอบและรัก ไม่ฝืนเพื่อให้ลูกมีความสุข

"คนเจนวายเป็นคนที่พยายามค้นคว้าหาตัวเอง เขาไม่ได้เรียนเพื่ออยากมีงานที่มั่นคงทำ แต่เรียนเพราะชอบและรัก"

ผศ.ภู เบศร์เผยว่า นอกจากนี้ คนเจนวายยังมีลักษณะจับจ่ายใช้สอยโดดเด่น เนื่องจากเติบโตในช่วงพาณิชย์ระดับบุคคลโตขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่าเติบโตมาพร้อมสินค้าที่หลากหลาย ตรงกับความต้องการและมีจำนวนมาก ไม่เหมือนคนยุคก่อนที่จำนวนสินค้าไม่เยอะมาก ทั้งนี้ ก็ทำให้คนเจนวายใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าเยอะ ไม่ว่าจะมีรายได้ระดับไหนก็ตาม

"เวลามีรายการที่อยากซื้อมากและชอบ ชีวิตอิสระมาก ก็ทำให้คนเจนวายไม่อยากมีพันธะในการเลี้ยงดูคนนั้นคนนี้รวมถึงการแต่งงานมี ลูก ยิ่งเมื่อรวมกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมในปัจจุบัน ยิ่งทำให้คนเจนวายตั้งคำถามว่าจะมีบุตรไปเพื่ออะไร หรือหากต้องมีก็ขอมีเพียงคนเดียว กระทั่งไม่อยากมีบุตรเลย"

ในส่วน ของการทำงาน ผศ.ภูเบศร์เล่าว่า คนเจนวายเร่งอยากประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากเป็นตัวของตัวเองเร็วๆ อยากมีอิสระ ไม่อยากอยู่ในองค์กรที่ตนเองต้องไต่เต้าใช้เวลานาน เพราะกว่าจะอยู่ในตำแหน่งระดับกลางหรือขยับสู่ระดับสูงได้ก็ใกล้เป็นผู้สูง อายุแล้ว ฉะนั้นคนเจนวายรับกับองค์กรลักษณะนี้ไม่ได้ จึงมีแนวโน้มไปหาอาชีพอะไรที่ถนัด อาชีพที่หาเงินง่ายและเร็ว และมีเวลาพักผ่อนมากกว่า

ผศ.ภูเบศร์เผยเสริมว่า คนเจนวายให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ซึ่งมีความแตกต่างจากเจนเอ๊กซ์และบีในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเจนเอ๊กซ์และบีที่ถูกปลูกฝังเรื่องความมั่นคงของชีวิต ซื้อบ้านก่อนค่อยซื้อรถ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สิน ส่วนเจนวายซื้อรถก่อนซื้อบ้าน เพราะรถจำเป็นทั้งเพื่อแสดงฐานะ สัญจรไปทำงาน ส่วนบ้านอยู่หลังเล็กแบบคอนโดก็ได้เพราะอยู่กันไม่กี่คน

แม้จะเป็นคนรักอิสระมาก ให้ความสำคัญกับตัวเองสูง แต่คนเจนวายก็ไม่ทิ้งความเป็นพลเมือง

"เจน วายเป็นเจนที่เปิดสู่โลกข้อมูลข่าวสารมาก เขาจะมีส่วนร่วมกับความเป็นไปในสังคมสูง โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเริ่มเห็นบทบาทผ่านการโพสต์คลิป การแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่แรงๆ ส่วนใหญ่เป็นเจนวายทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดและแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เขาจึงโพสต์แรงๆ อย่างนี้ จนคนเจนเอ๊กซ์หรือเจนบีรู้สึกตกใจว่า โพสต์แบบนี้ไม่กลัวคนอื่นว่า เจ้านายจะว่า หรือไม่กลัวผลกระทบบ้างหรือ ความเป็นพลเมืองของคนเจนวายน่าจับตามอง เขามีข้อมูลและมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น มีช่องทางให้แสดงความคิดเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย"

ผศ.ภู เบศร์เผยว่า สังคมต้องการการตรวจสอบ ซึ่งผมเห็นด้วย ยิ่งแชร์ข้อมูลจะยิ่งทำให้คนเห็น และข้อมูลนั้นจะยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่เจนวายต้องมีวิจารณญาณการแสดงความเห็นจะดีมาก

"นี่เป็นความ แตกต่างที่แต่ละเจนเนอเรชั่นต้อง