Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 20/06/2016 09:07     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  เบื้องหลัง ถล่มบาร์เกย์ อเมริกา

 

 

                         

 

 

 

 

  

                        

 

 

                      

 

                   

 

 

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                          ยิ่งรกรุงรัง ยิ่งฉลาด

 

                                       

 

.....Robert Thatcher ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ถึงกับประกาศออกมาว่ายิ่งเราปล่อยของวางเกะกะมากเท่าไหร่ เราก็จะฉลาดมากขึ้นเท่านั้น!

.....เขาให้เราลองคิดง่าย ๆ ว่ามนุษย์ที่นึกอยากจะวางอะไรก็วาง เก็บข้าวของไม่เป็นที่ วางอะไรไว้ตรงไหนก็ไม่เคยจำ จะเป็นมนุษย์ที่สมองมีการคิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราทำไปเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นนิสัยของเราโดยอัตโนมัติว่าเราต้องคิดหลาย ๆ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน เช่น ตอนเด็กเราอาจจะตื่นมาหาแว่นตาไม่เจอ แรก ๆ ก็เสียเวลาหา พอเรายิ่งโตขึ้น เราก็จะเรียนรู้ว่าตื่นมาเราต้องคิดตั้งแต่วินาทีแรกเลยว่าเราเอาแว่นตาวางไว้ไหน ในเวลาอันจำกัด เพราะฉะนั้นบางคนที่ห้องดูรกมาก จนเรางงว่าเขาหาอะไรเจอได้ยังไง ก็ไม่ต้องไปเครียดแทนเขาหรอก บางทีเขาก็รู้อยู่ในหัวหมดแล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน แค่คนอื่นไม่เข้าใจเท่านั้นเอง

..... ยังไม่จบแค่นั้นเพราะ Jonah Lehrer คนเขียนหนังสือเรื่อง Imagine: How Creativity Works บอกว่านิสัยของมนุษย์ผู้ประสบความสำเร็จ คือมนุษย์ที่สามารถตั้งรับกับอุปสรรคได้อย่างรวดเร็ว มนุษย์ที่มีห้องรก โต๊ะรกจึงเป็นมนุษย์ที่ต้องเจออุปสรรคให้คอยแก้อยู่แทบทุกวินาที

..... Lehrer บอกว่าไอ้ของเกะกะที่ใคร ๆ ก็บ่นนี่แหละมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ฝึกให้เราเจอกับความยุ่งยากตลอดเวลา จนเมื่อเราไปเจอความยุ่งยากอื่น ๆ ในชีวิต เราจะตั้งสติรับกับมันได้เร็วกว่าคนอื่น ตัวอย่างคนดังและประสบความสำเร็จที่โต๊ะรกก็มีตั้งแต่ J.K. Rowling ผู้ให้กำเนิดพ่อมดน้อยแฮร์รี่ Steve Jobs , Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก Mark Twain นักเขียนนักกวีชื่อดัง แม้กระทั่ง Albert Einstein นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ก็โต๊ะรกไม่แพ้พวกเรา !

..... ถ้ายังเห็นภาพไม่ชัดพอ Steven Johnson เจ้าของหนังสือชื่อย๊าวยาว Where Good Ideas Come From: The Natural History Of Innovation บอกว่าบ้าน ห้อง หรือโต๊ะของเราก็เหมือนกับเมือง เมืองหนึ่งนั่นแหละ เมืองที่ใหญ่กว่าเมื่องอื่น ๆ 10 เท่า ก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้มากกว่าเมืองอื่น ๆ 17 เท่า ในขณะที่เมืองหลวงที่ใหญ่กว่าเมืองหลวงอื่น ๆ 50 เท่า จะมีโอกาสสร้างสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าถึง 130 เท่า ความใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าพื้นที่กว้างกว่าที่อื่นนะ แต่หมายถึงจำนวนประชากร ความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง เพราะยิ่งยุ่งเหยิงมากเท่าไหร่ก็ต้องยิ่งคิดนวัตกรรม หรือระบบใหม่ ๆ มาคอยรองรับอยู่ตลอดเวลา

.....Johnson ยังบอกอีกว่าความยุ่งยากซับซ้อนอย่างการอ่านหนังสือสองเล่มไปพร้อม ๆ กัน การมีงานอดิเรกหลาย ๆ อย่าง หรือการได้ทำงานหลาย ๆ แบบ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะฝึกให้เราคิดอะไรที่หลากหลาย ไม่ซ้ำแบบเดิม อย่างไรก็ตามสมองจะได้ฝึกคิด ความคิดสร้างสรรค์จะกระฉูดก็ต่อเมื่อเราฝึกคิดแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ ๆ ทุกคนจะโปรยของให้รกทั่วบ้านแล้วนั่งรอให้ความฉลาดเดินมาหาล่ะ

.....แต่ถ้ารักจะปล่อยให้รกจนเป็นธรรมชาติของตัวเอง ก็ต้องรักที่จะรับผิดชอบต่อเวลา และรักที่จะจัดการความยุ่งเหยิงด้วยการฝึกคิด ฝึกจำ หรือสร้างสรรค์วิธีใหม่ ๆ ให้ชีวิตอันซับซ้อนของตัวเองให้ง่ายขึ้นอยู่เสมอ

 

ข้อมูลจาก: kroobannok.คอม

 

 

                        

 

 

 

                        

 

 

                        เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 
 
เจ้าพระยาบวรราชนายก
จุฬาราชมนตรี
เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) .jpg

ชื่ออื่น เชค-อะหมัด หรือ ชัยคอะหมัด[1]
เชื้อชาติ เปอร์เซีย
สมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม-สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
ข้อมูลส่วนตัว
เกิด พ.ศ. 2086
ปาอิเนะชาฮาร, เมืองกุม
จักรวรรดิซาฟาวิยะห์ (อิหร่าน)
เสียชีวิต พ.ศ. 2174
กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยา
คู่สมรส ท่านเชย
ข้อมูลอื่น จุฬาราชมนตรีคนแรกในสมัยอยุธยา
หมวดหมู่:จุฬาราชมนตรี

เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) เป็นมุสลิมชีอะหฺอิษนาอะชะรียะหฺ (สิบสองอิมาม) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2086 ณ ตำบลปาอีเนะชาฮาร ในเมืองกุม ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนที่ราบต่ำทางตอนเหนือของเตหะราน ในประเทศอิหร่าน

 

 

การเดินทางสู่กรุงศรีอยุธยา[แก้]

ในยุคสมัยที่ท่านเฉกอะหมัดเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยานั้น เป็นยุคที่โปรตุเกสเรืองอำนาจทางทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย ทำให้พ่อค้าชาวพื้นเมืองต้องใช้เส้นทางขนส่งสินค้าทางบกเป็นช่วงๆ เส้นทางที่เป็นไปได้ในการเดินทางจากอิหร่านเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น คือเดินเท้าจากเมืองแอสตะราบาดเข้าสู่แคว้นคุชราตในอินเดียตะวันตก จากนั้น เดินเท้าตัดข้ามประเทศอินเดียมายังฝั่งตะวันออกทางด้านโจฬมณฑล จากนั้นลงเรือข้ามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันมายังเมืองตะนาวศรีหรือเมืองมะริด แล้วจึงเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา

ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เฉกอะหมัดและบริวารได้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนและห้างร้านค้าขาย อยู่ที่ตำบลท่ากายี ท่านค้าขายจนกระทั่งมีฐานะเป็นเศรษฐีใหญ่ในกรุงศรีอยุธยา ท่านสมรสกับท่านเชย มีบุตร 2 คนและธิดา 1 คน

ปฐมจุฬาราชมนตรี[แก้]

ปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ท่านเฉกอะหมัดได้ช่วยปรับปรุงราชการกรมท่า จนได้ผลดี จึงโปรดเกล้าฯให้เป็นพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าขวาและจุฬาราชมนตรี นับได้ว่าท่านเป็นปฐมจุฬาราชมนตรีและเป็นผู้นำพาศาสนาอิสลามนิกายชีอะหฺอิษนาอะชะรียะหฺ มาสู่ประเทศไทย ต่อมาท่านเฉกอะหมัดพร้อมด้วยมิตรสหาย ร่วมใจกันปราบปรามชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง ที่ก่อการจลาจล และจะยึดพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็น เจ้าพระยาเฉกอะหมัด รัตนาธิบดี สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ

สายสกุล[แก้]

ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้า ฯ ให้ท่านเฉกอะหมัดซึ่งมีอายุ 87 ปี เป็นเจ้าพระยาบวรราชนายกจางวางกรมมหาดไทยท่านได้ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2174 รวมอายุ 88 ปี ท่านเฉกอะหมัดนี้ท่านเป็นต้นสกุลของไทยมุสลิมหลายนามสกุลและสกุลบุนนาค เป็นต้นสกุลของเจ้าพระยาหลายท่านในระยะเวลาต่อมา อาทิ เจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) เจ้าพระยาชำนาญภักดี (สมบุญ) เจ้าพระยาเพชรพิไชย (ใจ) และมีบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 3 ท่าน คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) แลสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รวมทั้งเป็นต้นสกุลของสายสกุลที่มีความสำคัญต่อการปกครองประเทศตลอดมา สถานที่ฝังศพของท่านเฉกอะหมัด ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 

 

          

 

                                      พี่สาวขวัญสติเเตก...

 

ระหว่างผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์ขวัญอยู่นั้น ป้าตือ ออแกไนซ์จัดงาน ได้เดินจูงมือ กอล์ฟ-พิชญะ มาเซอร์ไพรส์ที่แบ็กดรอป โดยทราบว่า กอล์ฟ ตั้งใจพาพ่อแม่ น้องสาว เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับขวัญ และตั้งใจจะเซอร์ไพร์สระหว่างที่ขวัญกำลัง­ให้สัมภาษณ์ แต่เกิดเหตุการณ์ไม่เข้าใจกันระหว่างป้าตื­อ กับลูกแก้ว พี่สาวของขวัญ ทำให้ระหว่างที่กอล์ฟ กำลังเดินเข้าไปหาตัวขวัญ ถูกดึงตัวออกมาทันที และมีการโวยวายกับป้าตือ ผู้จัดงาน ซึ่งลูกแก้ว ได้พูดว่า "ทำไมป้าตือทำแบบนี้"


ทำให้ ขวัญ ที่กำลังถ่ายรูปอยู่ที่แบ็กดรอปเปลี่ยนสีห­น้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังโพสต์ท่าให้ช่างภาพถ่ายรูปตามปกติ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กอล์ฟ พาครอบครัวกลับทันที และมีการบอกกล่าวกับใกล้ชิดภายหลังว่า ไม่ได้คิดมากกับเหตุการณ์นี้และยังจะคบกับ­ขวัญ ต่อไป 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

                        

 

guest

Post : 09/06/2016 11:25     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  รอมฎอน วันที่รอคอย

 

 

 

                        

 

 

 


  *** นักข่าวถามอย่างไร้สำนึก เพียงอยากได้ภาพที่เธอน้ำตาไหลเท่านั้นเอง เเย่มาก ***

 

 

 

 

 

 

 

 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         

 

 

 

สิ้นนักชกดัง มูฮัมหมัดอาลี ตำนานมวยโลก โรคระบบหายใจ

 

 

ปิดตำนานสุดยอดนักชกแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท 3 สมัย “มูฮัมหมัด อาลี” เจ้าของฉายา “สิงห์จอมโว” หลังป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมานาน และถูกนำส่ง รพ. และจากไปด้วยโรคภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ด้วยวัย 74 ปี ท่ามกลางความอาลัยของคนในวงการมวยระดับโลก พากันยกย่องให้เป็นบุคคลของโลก เพราะนอกสังเวียนผ้าใบ อาลียังมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิวและศาสนา ด้านนายกเทศมนตรีเมืองหลุยส์วิลล์ บ้านเกิดของอาลีประกาศลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัย

วงการมวยโลกสูญเสียบุคคลระดับตำนานเมื่อวันศุกร์ที่ 3 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา หรือช่วงสายวันเสาร์ที่ 4 มิ.ย. ตามเวลาประเทศไทย โดยสื่อต่างประเทศพร้อมใจรายงานข่าวนักมวยสากลคนดังมากที่สุดของโลกรายหนึ่งแห่งยุคศตวรรษ 20 คือ “มูฮัมหมัด อาลี” หรือชื่อเก่า “แคสเซียส มาร์เซลลัส เคลย์ จูเนียร์” เสียชีวิตลงด้วยวัย 74 ปี จากอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฟีนิกซ์ รัฐอริโซนา เมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ขณะที่ มูฮัมหมัด อาลี ป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน หรืออาการกล้ามเนื้อสั่นกระตุกเรื้อรัง มานานกว่า 32 ปี โดยอาการของโรคเริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วง 3 ปีหลังเลิกชกมวยเมื่อปี 2524 เชื่อกันว่าอาการป่วยจากโรคพาร์กินสันของมูฮัมหมัด อาลี อาจเป็นผลมาจากการชกมวยและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากกำปั้นของผู้ท้าชิง

ข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ มูฮัมหมัด อาลี เคยเข้ารับการรักษาอาการปอดบวมเมื่อปี 2557 และเข้ารับการรักษาตัวอีกครั้งด้วยอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเมื่อปีที่แล้ว ส่วนพิธีศพมูฮัมหมัด อาลี ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามทางญาติระบุจะนำไปประกอบพิธีฝังที่บ้านเกิดในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี ในวันเสาร์ 4 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ มูฮัมหมัด อาลี ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักมวยยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยเป็นนักมวย คนแรกของโลกที่ได้ครองแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวทถึง 3 สมัย ลีลาการชกมวยของมูฮัมหมัด อาลี ถูกเปรียบว่า “เคลื่อนไหวพลิ้วสวยเหมือนผีเสื้อและต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของมูฮัมหมัด อาลี สร้างความโศกสลดให้กับบุคคลสำคัญมากมาย อาทิ จอร์จ โฟร์แมน อดีตคู่ชกมวยรุ่นยักษ์ ซึ่งเคยพ่ายแพ้มูฮัมหมัด อาลี ในการชกที่ซาอีร์ เมื่อปี 2517 ออกแถลงการณ์ระบุ มูฮัมหมัด อาลี คือมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ตนเคยพบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นคนดีที่สุดคนหนึ่งตลอดช่วงชีวิตของเขา เช่นเดียวกับ “ดอน คิง” โปรโมเตอร์คนดัง ซึ่ง เคยเป็นผู้จัดชกมวยให้แก่มูฮัมหมัด อาลี หลายครั้ง ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวเอพี ระบุถึงการสูญเสียมูฮัมหมัด อาลี ถือเป็นวันเศร้าครั้งหนึ่งของชีวิต ตนรักอาลีมาก อาลีคือเพื่อนของตนและอาลีไม่มีวันตาย อาลีจะเป็นเสมือนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จิตวิญญาณของ อาลีจะยังคงอยู่เพื่อโลก ขณะที่บ็อบ อารัม โปรโมเตอร์อีกคน ซึ่งเคยจัดชกมวยให้ มูฮัมหมัด อาลี 26 ครั้ง ระบุถึงมูฮัมหมัด อาลี ว่าถึงแม้มีรูปร่างสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว หรือ 187.5 ซม. น้ำหนัก 210 ปอนด์ หรือราว 95.5 กก. แต่สามารถเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนผีเสื้อโบยบิน ทั้งต่อยเร็วและเจ็บเหมือนผึ้ง ครองสถิติการชกตลอดช่วงเวลา 30 ปี คือชกชนะ 56 ครั้ง แพ้ 5 ครั้ง ชนะน็อกเอาต์ 37 ครั้ง

ส่วนนายเกรก ฟิสเชอร์ นายกเทศมนตรีเมืองหลุยส์วิลล์ ประกาศลดธงครึ่งเสาเพื่อแสดงความอาลัยแก่มูฮัมหมัด อาลี ทั้งระบุถึงนักชกรุ่นใหญ่ผู้ล่วงลับ คือคุณค่าแห่งเมืองหลุยส์วิลล์ ที่พัฒนาการเติบโตจากนักมวยกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลก มูฮัมหมัด อาลี คือผู้ชนะทั้งในและนอกสังเวียน

ขณะที่สื่อมวลชนสหรัฐฯต่างประโคมถึงคุณงามความดีของมูฮัมหมัด อาลี ที่มักอ้างตัวตั้งแต่อายุยังน้อยว่า เขาคือ “ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกสังเวียนกีฬามวยสากล ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจและตัวอย่างอันดีให้แก่เยาวชนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันทั่วโลก

ทั้งนี้ ชื่อเสียงของมูฮัมหมัด อาลี นอกจากเป็นนักมวยสากลคนดังมากที่สุดคนหนึ่งของโลกแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญนอกสังเวียนมวยอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อต้านการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิวและศาสนา เป็นแกนนำ คนสำคัญต่อต้านสงครามมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม เมื่อช่วงทศวรรษ 1960 ทั้งยังเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนคนสำคัญของสหรัฐฯ โดยทั้งระหว่างการครองตำแหน่งแชมป์มวยโลกรุ่นยักษ์และหลังแขวนนวมเลิกชกมวย มูฮัมหมัด อาลี ได้พบพูดคุยกับบุคคลสำคัญระดับโลกมากมาย เพื่อแสดงออกเรียกร้องถึงสิทธิเสรีภาพให้แก่คนผิวดำทั่วโลกและเรียกร้องให้หยุดการกดขี่ข่มแหงบุคคลเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มูฮัม–หมัด อาลี ก็สร้างความฮือฮา หลังออกแถลงการณ์ตอบโต้ความคิดเห็นของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณีนายทรัมป์เรียกร้องห้ามชาวมุสลิมเดิน ทางเข้าสหรัฐฯ ถ้าเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

สำหรับประวัติของมูฮัมหมัด อาลี เกิดเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2485 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี ชื่อเดิมคือ แคสเซียส มาร์เซลลัส เคลย์ จูเนียร์ อันเป็นชื่อของผู้อุทิศตัวต่อต้านระบบทาสตั้งแต่ยุคศตวรรษ 19 แต่ภายหลังแคสเซียส เคลย์ ได้เปลี่ยนเข้านับถือ ศาสนาอิสลามและเปลี่ยนชื่อเป็นมูฮัมหมัด อาลี

ด้านชีวิตครอบครัว มูฮัมหมัด อาลี แต่งงานทั้งสิ้น 4 ครั้ง มีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 7 คน ภรรยา คนแรกคือ ซอนจิ รอย แต่งงานเมื่อ 14 ส.ค.2507 แต่ไม่ถึงสองปีดี คือวันที่ 10 ม.ค.2509 ทั้งคู่ก็หย่ากันเมื่อภรรยาคนนี้ปฏิเสธที่จะทำตามธรรมเนียมศาสนาอิสลามในการแต่งตัว ขณะที่ภรรยาที่ใช้ชีวิตจนวาระสุดท้ายของมูฮัมหมัด อาลี คือ ลอนนี่ วิลเลี่ยมส์ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กครั้งอยู่เมืองหลุยส์วิลล์ นอกจากนี้ ในเดือน เม.ย.2510 มูฮัมหมัด อาลี ปฏิเสธเป็นทหาร โดยอ้างเหตุผลทางศาสนาและประท้วงสงครามเวียดนาม ทำให้ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกห้ามชกมวย จากนั้นเดือน มิ.ย. ถูกศาลตัดสินมีความผิดฐานหลบหนีทหาร ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ปรับ 1 หมื่นดอลลาร์ แต่ได้รับการประกันตัวออกมาด้วยการอุทธรณ์ แต่ 4 ปีหลังจากนั้น ศาลสูงตัดสินให้อาลีพ้นผิด

ในด้านอาชีพนักชกที่ทำให้มูฮัมหมัด อาลี กลายเป็นตำนานของวงการผืนผ้าใบจนได้รับฉายาว่า Black Superman หรือสิงห์จอมโว เริ่มจาก อาลีขึ้นชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุได้เพียง 12 ปี โดยมี ครูฝึกชื่อ โจ มาร์ติน จุดประสงค์แรกก็คือ ให้อาลีใช้เป็นทักษะการต่อสู้เพื่อปกป้องจักรยานราคา 60 ดอลลาร์ ของตนจากเด็กละแวกบ้านด้วยกัน และได้พัฒนาฝีมือการชกขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งคว้าแชมป์มวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลต์เฮฟวีเวทของเมืองหลุยส์วิลล์ จากนั้นได้ครองแชมป์ระดับภูมิภาคของชิคาโก ได้แชมป์มวยสากลสมัครเล่นแห่งชาติ และประสบความสำเร็จสูงสุดจากการได้เหรียญทองในรุ่นไลต์เฮฟวีเวทในการแข่งขันโอลิมปิก ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี

มูฮัมหมัด อาลี ได้ขึ้นชกมวยอาชีพครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2503 มีแองเจโล ดันดี เทรนเนอร์ชื่อดังระดับโลกเป็นผู้ฝึกสอน ซึ่งการชกภายใต้การควบคุมของดันดี ทำให้อาลีพัฒนาสไตล์การชกแตกต่างไปจากนักมวยในรุ่นเฮฟวีเวทคนอื่นๆ มาก เพราะ อาลีแม้จะเป็นมวยรุ่นใหญ่แต่สามารถเต้นฟุตเวิร์กได้ตลอดเวลาอย่างสวยงามและมีลีลาเหมือนมวยรุ่นเล็ก แต่ก็ยังปล่อยหมัดได้คมกริบและหนักหน่วง ถึงขนาดสามารถที่จะชกพร้อมกับเต้นถอยหลังได้ จึงทำให้อาลีได้รับนิยามว่า “โบยบินเหมือนผีเสื้อ แต่ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”

หลังแขวนนวม มูฮัมหมัด อาลี เป็นที่รับรู้กันดีว่าป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน แต่ในพิธีเปิดโอลิมปิกที่แอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา มูฮัมหมัด อาลี ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ให้เป็นบุคคลสุดท้ายที่จุดคบเพลิงด้วยมือที่สั่นเทา แต่นักชกระดับตำนานก็สามารถทำได้เป็นที่ประทับใจของผู้คนทั่วโลก

ตลอดชีวิตของมูฮัมหมัด อาลี นอกจากมีชื่อเสียงจากอาชีพชกมวยแล้ว ยังมีความโดดเด่นในด้านอื่นๆ ด้วยความเป็นคนกล้าคิด กล้าพูด จนได้รับเชิญให้ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยและสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีของหลายสถาบัน และได้รับเลือกให้เป็นบุคคลในวงการกีฬาแห่งปี 2517 ของนิตยสารสปอร์ต อิลลัสเตรด อีกทั้งยังเป็นนักมวยรายแรกที่กล้าทำนายผลการชกของตัวเองล่วงหน้า จนดูคล้ายกับการคุยโว โอ้อวด จนทำให้มีผู้แต่งเพลงให้แก่อาลีชื่อ “Black Superman” ซึ่งต่อมาคำนี้ได้กลายเป็นฉายาของอาลีด้วย ขณะที่วงการหมัดมวยได้ให้ฉายาแก่อาลีว่า “สิงห์จอมโว” และฮอลลีวูดยังนำชีวิตของมูฮัมหมัด อาลี ไปสร้างเป็นภาพยนตร์อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2539 เรื่อง “When We Were Kings” เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลออสการ์ประเภทภาพยนตร์สารคดีในปีนั้นด้วย และอีกครั้งในปี 2544 ในชื่อ “Ali”

 

 

 

 

                    สู้กันสุดระทึก! เมื่อจงอางยักษ์ปะทะงูเหลือมกลางสำนักสงฆ์ที่กระบี่       :

 

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อพระและสามเณรสำนักสงฆ์ ถ่ำขนมโค ม.2 ต.ดินแดง อ.ลำทับ จ.กระบี่ พบงูจงอางยักษ์ตัวยาวเกือบ 5 เมตรกำลังสู้กับงูเหลือมตัวใหญ่กันที่ลานส­ำนักสงฆ์ โดยงูเหลือมขดรัดที่ส่วนหัวของจงอางยักษ์ จากนั้นสามารถช่วยกันแยกงูทั้ง 2 ตัวออกจากกันแล้วนำทั้งจงอางและงูเหลือมไป­ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

 

 

                         

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

    หัวใจจะวาย! คริสตีส์เปิดประมูล “แอร์เมสฝังเพชร”              ทำราคาทุบสถิติโลก “10 ล้านบาท” 

 

 

                    

 


     
   เอเอฟพี - กระเป๋าถือแอร์เมส (Hermès) รุ่นเบอร์กิน ซึ่งทำจากหนังจระเข้พันธุ์หิมาลายัน ตบแต่งด้วยเพชรและทองคำขาว ถูกประมูลไปด้วยราคาทุบสถิติโลกเกือบ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านบาทเศษ เมื่อวานนี้ (30 พ.ค.)
       
       กระเป๋าแอร์เมสรุ่น Himalaya Niloticus Crocodile Diamond Birkin ขนาด 30 ใบนี้ ตกเป็นของมหาเศรษฐีผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งโทรศัพท์เข้ามาเสนอราคา 2.32 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง สูงกว่าราคาประเมิน 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงที่สถาบันคริสตีส์ได้ตั้งเอาไว้
       
       “นี่คือราคาประมูลกระเป๋าถือที่สูงเป็นสถิติโลก” บิงเกิล ลี โฆษกของคริสตีส์ในฮ่องกง ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
       
       กระเป๋าถือซึ่งถูกออกแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมผู้มีอันจะกิน จนทำให้ราคาประมูลพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
       
       กระเป๋าถือที่เคยสร้างสถิติแพงที่สุดในโลกก่อนหน้านี้คือ แอร์เมส เบอร์กิน สีชมพู fuchsia ซึ่งถูกประมูลไปด้วยราคา 222,912 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว
       
       กระเป๋าถือแฮนด์เมดซึ่งคริสตีส์ระบุว่า “เป็นรุ่นที่หายากที่สุด และเป็นที่ต้องการมากที่สุด” นี้ ผลิตจากหนังจระเข้สายพันธุ์หิมาลายัน ฝังเพชร และชิ้นส่วนอะไหล่ทำจากทองคำขาว 18 กะรัต
       
       “แต่ละปีแอร์เมสจะผลิตกระเป๋าถือรุ่นหิมาลายันฝังเพชรเพียง 1-2 ใบเท่านั้น ทำให้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผลิตออกมาน้อยที่สุดรุ่นหนึ่ง” คริสตีส์ระบุในคำแถลง ก่อนจะเริ่มต้นการประมูล
       
       แอร์เมสใบนี้เป็นรุ่นที่ผลิตเมื่อปี 2008 และอยู่ในตระกูลเบอร์กิน ซึ่งมาจากชื่อของนักแสดงและนักร้องสาว “เจน เบอร์กิน” ซึ่งเกิดในอังกฤษ และใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส
       
       ในวันพรุ่งนี้ (1 มิ.ย.) จะมีการประมูลกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน หนังจระเข้หิมาลายัน ขนาด 25 ซึ่งคาดว่าจะทำเงินได้ระหว่าง 1.3-1.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง 

 

guest

Post : 01/06/2016 10:33     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ยิง กรอริลลา ตาย เพื่อช่วยเด็กตกลงไปในกรง

 

 

 

     

                     

 

        เป็นเรื่อง! พ่อแม่ยุ่นลงโทษลูกปล่อยไว้ในป่า สุดท้ายเด็กหาย

  

 

                                

 

 พ่อแม่ของเด็กชายชาวญี่ปุ่นที่หายตัวไปในป่าทางตอนเหนือ โกหกตำรวจว่าเด็กหายระหว่างหาของป่า ก่อนยอมรับในภายหลังว่า พวกเขาจงใจทิ้งเด็กไว้เพื่อลงโทษ แต่เด็กกลับหายตัวไป...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พ่อแม่ของเด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 7 ขวบ ซึ่งหายตัวไปบนภูเขาในจังหวัดฮอกไกโด ทางภาคเหนือของประเทศ  ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยอมรับกับตำรวจว่า พวกเขาทิ้งลูกชายไว้ในป่าเพื่อเป็นการลงโทษ ไม่ใช่เด็กหายระหว่างเดินป่าเหมือนที่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ในตอนแรก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจมากกว่า 150 คน ออกปฏิบัติการค้นหาเด็กชาย ยามาโตะ ทาโนะโอกะ เป็นวันที่ 2 ในวันอาทิตย์ (29 พ.ค.) โดยเมื่อวันเสาร์ ครอบครัวของเด็กคนนี้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่า ลูกชายของพวกเขาหายตัวไประหว่างที่พวกเขากำลังเก็บผลไม้ป่าบนภูเขา ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีป่า แต่ยอมรับในภายหลังว่าพวกเขาโกหก

"พ่อแม่ทิ้งลูกชายไว้ในป่าเพื่อเป็นการลงโทษ" โฆษกตำรวจกล่าว พร้อมระบุว่า พ่อแม่ของเด็ก บอกกับตำรวจว่า พวกเขารีบกลับไปยังจุดที่ปล่อยเด็กไว้ประมาณ 5 นาที แต่เด็กหายไปแล้ว  ขณะที่บิดาของเด็กชายมาโคโตะ บอกกับสถานีโทรทัศน์ 'อาซาฮี' ว่า พวกเขาเดินออกห่างจากลูกชายประมาณ 500 ม. ก่อนจะกลับไปดูแต่ไม่พบบุตรชายเสียแล้ว ส่วนสาเหตุที่โกหกเพราะไม่กล้ายอมรับความจริงกับเจ้าหน้าที่.

  

      สวนสัตว์ในสหรัฐฯ “ยิงกอริลลาตาย” เพื่อช่วยเด็กตกไปในกรง

 

            

 

 

เด็กชายวัย 4 ขวบในสหรัฐฯตกลงไปในส่วนเลี้ยง จนถูกกอริลลาดึงลากอยู่นาน 10 นาที เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงตัดสินใจยิงกอริลลาตาย

สำนักข่าวต่างประเทศเผยภาพเด็กชายวัย 4 ขวบในสหรัฐฯ ที่ปีนรั้วกั้น จนพลัดตกลงไปในส่วนเลี้ยงกอริลลา ตรงจุดที่เป็นคูน้ำพอดี ส่งผลให้หนูน้อยถูกกอริลลาตัวใหญ่ยักษ์ตะครุบแล้วลากไปในคูน้ำอยู่นาน 10 นาที โดยเป็นกอริลลาเพศผู้วัย 17 ปี มีน้ำหนักตัวมากถึง 180 กก. เหตุเกิดที่เมืองซินซินเนติ ประเทศสหรัฐ

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงไม่มีทางเลือก นอกจากตัดสินใจยิงกอริลลาตัวนี้ตาย เพื่อช่วยชีวิตเด็กน้อย ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาแล้ว ส่วนสาเหตุว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ไม่ใช้ยาสลบยิงกอริลลา ก็เพราะเกรงว่า กว่ายาสลบจะออกฤทธิ์ หนูน้อยอาจถูกกอริลลาทำอันตรายไปแล้ว

 

 

 

 

                                                      

 

 เหตุเกิดที่จังหวัดสงขลา อำเภอสิงหนคร สี่แยกไฟแดง ตำบลม่วงงาม เมื่อเช้า วันที่ 29 พ.ค 59 ขอเเสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสีย ทั้ง 2 ท่าน ด้วยนะครับ......

 

                    

 

 

            

 

 

         

 

 

 

 

 

 

                      

 

                    

                     

                  

 

 

                      

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

          *** โรคไต กินมะเฟือง อันตราย...***

 

                          

 

เพราะว่าในมะเฟือง จะมีกรดอ็อกซาริก (oxalic acid) ปริมาณสูง โดยเฉพาะรสเปรี้ยว จะมีมากกว่าหวานถึง 4 เท่า ซึ่งสามารถจับกับแคลเซี่ยมตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิด acute oxalate nephropathy ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเอว ปัสสาวะปริมาณลดลง ผลการตรวจปัสสาวะอาจพบเม็ดเลือดแดงปนร่วมกับผลึกแคลเซี่ยมอ็อกซาเรท (calcium oxalate crystals) เเละอาจจะมีอาการไข้สูง ซึ่งอันตรายมาก.....

 

นอกจากนั้น ท่านที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ควรจะหลีกเลี่ยงรับประทาน

มันสำปะหลัง
โกฐน่ำเต้า
ผักโขม

ที่มีกรดอ็อกซาลิก สูงมากกว่า 300 มิลลิกรัม/100 กรัม ไว้ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ จะไปกระตุ้นไต ให้ทำงานหนักมากยิ่งขึ้น....ระวังไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับ....

 

ขอบคุณข้อมูล รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ 
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 
 

           *** กะหล่ำปลี สุดยอดบำรุงไต ***

 

                 

 

....ไม่ต้องดั้นด้น ทุรน ทุราย ไปหาอาหารเสริม ขวดละ 2-3 พัน มากิน ไปตลาดหาผักที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ แตงกวา บวบเหลี่ยม เห็ดหูหนู ฟักเขียว แฟง ผักกาดขาว ผักกาดหอม หอมหัวใหญ่ กระเทียมสด ถั่วงอก มากินซะ

....โดยเฉพาะอย่างยิ่งกะหล่ำปลี จะมีวิตามิน C กรดฟอลิก เส้นใย ซึ่งสามารถขจัดสารพิษบางอย่างออกจากร่างกายได้ ทำให้ลดภาระการทำงานของไตได้ และป้องกันการเกิด และโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 โรค สามารถเชื่อมโยงการเกิดโรคไตด้นั่นเอง

...ส่วนวิธีการรับประทานผักจะใช้วิธีปรุงให้สุก หรือทานแบบสด ๆ ก็ได้ แนะนำให้เป็นผักต้มจะดีที่สุด เเต่ไม่ใช่ต้มจนเปื่อยนะ

....กินผักเหล่านี้บ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพืยงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ เเค่นี้ก็ถือว่าเป็นการรักษาดูเเลไตของคุณอย่างดีที่สุดเเล้ว

guest

Post : 26/05/2016 11:24     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  เเดนประหาร กบฎ

 

 

 

 

                  

 

 

                   หนึ่งเเสนครูดี

 

   ครูโซ่ นาย ยอดหทัย รีศรีคำ อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่ โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา ต.กล่ำ อ.เเกลง จ.ระยอง

 

                 

 

 

 

หวิดเป็นศพในห้องขัง หลังตร.เจอดีเอ็นเอมัด สารภาพเมายาหน้ามืด!

ตำรวจรวบเพิ่มฆาตกรวิปริตข่มขืนฆ่าเด็กหญิง 8 ขวบ ตะลึงเป็นพ่อแท้ๆ เหยื่อโหด นำตัวจากวัดที่ตั้งศพเด็กสอบเค้นจนเปิดปากรับสารภาพอ้างเสพยาบ้าแล้วเข้าไปนอนกับเหยื่อตามปกติ แต่ฤทธิ์ยานรกทำให้ลงมือโดยขาดความยั้งคิด แต่พอถูกส่งเข้าห้องขังไม่ทันข้ามคืน กลับใช้เชือกกางเกงกีฬาผูกคอกับก๊อกน้ำหวังฆ่าตัวตาย แต่ตำรวจช่วยไว้ได้ทัน ส่งรักษาตัวจนพ้นขีดอันตราย ด้าน ผบช.ภ.9 ยันตำรวจทำไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันพ่อผู้ตายร่วมก่อเหตุด้วย ส่วนคนร้ายน่าจะมีไม่น้อยกว่า 2 คน มั่นใจลากคอดำเนินคดีได้แน่

จากเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ด.ญ.เก๋ (นามสมมติ) อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3 ถูกคนร้ายหื่นกามบุกเข้าไปข่มขืนวิตถารขณะนอนหลับอยู่กับพี่น้องในบ้านพื้นที่ ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง หลังหลอกให้กินยาบ้าผสมน้ำอัดลม กระทั่งแม่น้องเก๋กลับจากกรีดยางมาถึงบ้านในตอนเช้าวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบน้องเก๋มีอาการปวดท้องรุนแรงเพ้อคลั่งพูดจาไม่รู้เรื่อง พาไปรักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ตรัง ถึงรู้ว่าถูกข่มขืนทารุณและมอมยาบ้า แต่แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ น้องเก๋เสียชีวิตอนาถในตอนค่ำวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังเข้ารักษาอาการไม่ทันข้ามวัน ต่อมาตำรวจจับกุมนายศรัณย์รัชต์ ซู่สั้น หรือเฟิร์ส อายุ 20 ปี เพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน ดำเนินคดีโดยนายศรัณย์รัชต์ให้การปฏิเสธ ขณะที่ญาตินายศรัณย์รัชต์ร้องขอความเป็นธรรมอ้างว่าตำรวจ “จับแพะ”

ความคืบหน้าค่ำวันที่ 23 พ.ค. พ.ต.ท.ณัฐภาคย์ นุ้ยโดด รอง ผกก.ป.สภ.บ้านหนองเอื้อง รองหัวหน้าชุดเฉพาะกิจคลี่คลายคดีฆ่าน้องเก๋ นำกำลังเดินทางไปที่วัดต้นปีก หมู่ 4 ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง สถานที่เก็บศพน้องเก๋ หนูน้อยเหยื่อกามโฉด เชิญตัวนายกิตติศักดิ์ หรือบ่าว ทองย้อย อายุ 33 ปี พ่อน้องเก๋ มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บก.ภ.จ.ตรัง เนื่องจากผลการตรวจดีเอ็นเอคนร้ายที่พบในร่างน้องเก๋ตรงกับดีเอ็นเอของนายกิตติศักดิ์ นอกจากนี้จากการสอบสวนที่ผ่านมา นายกิตติศักดิ์ให้การว่า วันเกิดเหตุนอนหลับอยู่ข้างบ้านไม่ได้ไปกรีดยางกับภรรยาตามที่แม่น้องเก๋ให้การไว้ ประกอบกับนายกิตติศักดิ์ยอมรับว่าเสพยาบ้า เนื่องจากตรวจพบฉี่สีม่วง

ในการสอบปากคำนายกิตติศักดิ์ครั้งนี้มี พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.ธนชาต บุญโพธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.ท.ปรีชา ชูแก้ว รอง ผกก.สส.ภ.จ.ตรัง ร่วมสอบปากคำจนนายกิตติศักดิ์เปิดปากรับสารภาพ ตำรวจไปขออนุมัติศาลออกหมายจับเลขที่ จ.229/2559 ลงวันที่ 23 พ.ค.2559 ในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตน โดยเด็กไม่ยินยอม โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต” ก่อนส่งไปควบคุมตัวที่ สภ.เมืองตรัง เพื่อดำเนินคดี นับเป็นผู้ต้องหาคนที่สองของคดีนี้

ต่อมาเวลา 06.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ร.ต.ท.เอกลักษณ์ ศักดิ์ชัยนันท์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งจาก จ.ส.ต.วีระศักดิ์ หนูพุ่ม สิบเวร สภ.เมืองตรัง ว่ามีผู้ต้องหาใช้เชือกผูกคอกับก๊อกน้ำภายในห้องขัง สภ.เมืองตรัง อาการสาหัสนอนหายใจรวยริน รีบเข้าไปช่วยเหลือพบว่าผู้ต้องหาที่พยายามฆ่าตัวตายคือนายกิตติศักดิ์คนร้ายข่มขืนน้องเก๋ลูกสาวของตัวเองที่เพิ่งถูกส่งมาควบคุมตัวได้ไม่กี่ชั่วโมง ใช้เชือกกางเกงกีฬาผูกคอกับก๊อกน้ำ ประสานไปยังศูนย์นเรนทร รพ.ศูนย์ตรัง ส่งไปรักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ศูนย์ตรัง พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ

ที่ บก.ภ.จ.ตรัง ตอนสายวันเดียวกัน พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พร้อมชุดสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว ร่วมแถลงข่าวนายกิตติศักดิ์ ผู้ต้องหาพยายามผูกคอฆ่าตัวตาย โดย พล.ต.ท.วีรพงษ์กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นนายกิตติศักดิ์ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการเสพยาบ้าก่อนจะเข้าไปนอนกับลูกสาวตามปกติ ซึ่งเป็นห้องนอนรวม และรับว่าด้วยฤทธิ์ของยาทำให้ลงมือก่อเหตุโดยขาดความยั้งคิด ตำรวจก็ได้นำตัวนายกิตติศักดิ์ไปควบคุมต่อโดยกำชับให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระหว่างสอบสวนเห็นแล้วว่านายกิตติศักดิ์มีความเครียดสูงมาก มีอาการเกร็งและร้องไห้ กระทั่งเมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมานายกิตติศักดิ์ ได้ใช้เชือกจากกางเกงกีฬาที่สวมใส่อยู่มาผูกคอตัวเองกับก๊อกน้ำในห้องน้ำของห้องขัง ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว คาดว่าสาเหตุที่นายกิตติศักดิ์พยายามฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ถูกจับกุม

ผบช.ภ.9 กล่าวต่อว่า คดีนี้ พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง เป็นผู้รับผิดชอบงานสืบสวน ส่วนฝ่ายสอบสวนมอบหมายให้ พ.ต.อ.อรุณ กุลสิรวิชย์ รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง ดูแล โดยทางฝ่ายสอบสวนได้มีการส่งหลักฐานต่างๆในที่เกิดเหตุ เช่นเครื่องแต่งกายของเด็ก เส้นขน เส้นผม และรอยคราบบนที่นอน ส่งไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ รพ.สงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) เปรียบเทียบดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัย 7 คน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว โดยผลการตรวจได้ออกมาแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผลปรากฏว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบสามารถระบุได้ชัดเจนว่านายกิตติศักดิ์พ่อแท้ๆของผู้ตายมีส่วนในการก่อคดีนี้ ในส่วนที่เหลือต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จะทราบผลที่ชัดเจน หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครจะจับกุมหมด คาดผู้ต้องหาที่ลงมือมีไม่ต่ำกว่า 2 คน

พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 กล่าวย้ำอีกว่า ขอให้เชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะให้ความเป็นธรรม แม้ว่าในเบื้องต้น นายศรัณรัชย์ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้จะให้การปฏิเสธ รวมถึงพ่อแม่ผู้ต้องหาออกมาร้องว่าลูกเป็นแพะ ทางตำรวจก็ดำเนินไปตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย และมั่นใจว่าตำรวจจะสามารถปิดสำนวนคดีสั่งฟ้องส่งให้อัยการได้แน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       

 

 

“บิ๊กตู่” เฉ่งนักการเมืองได้คืบจะเอาศอก

เมื่อเวลา 05.45 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงข้อเรียกร้องของพรรคการ เมืองให้ทบทวนผ่อนปรนประกาศ คสช. ที่ 57/2557 เรื่องห้ามพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมืองว่า ได้คืบจะเอาศอกอยู่เรื่อย เวทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญและกระบวนการลงประชามติ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นั้น ตนเป็นคนสั่งให้จัดเอง วันนี้ให้แค่นี้และต่อไปต้องดูสถานการณ์ก่อน

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานผลการประชุมดังกล่าว แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ต้องรายงาน รู้อยู่แล้วรู้หมดว่าใครร่วมประชุมบ้างหรือใครพูดอะไร เพราะที่รัสเซียมีสัญญาณไวไฟ เมื่อถามว่า พอใจกับ การจัดการพูดคุยเวทีดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า จะพอใจเรื่องอะไร แต่พอใจที่ได้จัดขึ้น ส่วนคนที่ไม่พอใจคือคนที่เขาร่วม นักการเมืองที่เข้าไปประชุมไม่เคยพอใจอะไรอยู่แล้ว จะเอานู่นเอานี่ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรเคยตอบคำถามได้หรือไม่ ที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง เคยพูดหรือไม่ว่า ต่อไปจะทำอะไร มีแต่การปลุกปั่นให้ประชาชนต่อต้าน แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญ

ผ่านประชามติ แล้วเราจะทำไปเพื่ออะไร ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จบ รัฐธรรมนูญไม่ผ่านเดือดร้อนไหม สื่อเกี่ยวไหม อ่านรัฐธรรมนูญทุกมาตราหรือยัง มีมาตราใดที่สงสัยบ้าง ตนไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างมา จะมีปัญหาอะไร ไม่ได้ต่างจากอันเก่าเท่าไหร่ แต่มีบทหนึ่งที่บางคนรับไม่ได้ คือบทที่ลงโทษนักการเมือง

เสียงแข็งไม่ผ่อนปรน ก.ม.ประชามติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอเรื่องใดของฝ่ายการเมืองที่รัฐบาลเห็นว่าดีและจะรับฟังเพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เหมือนกับที่เคยพูดมา ยืนยันว่าจะไม่มีผ่อนปรน พ.ร.บ.ว่าด้วย การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ต้องทำใหม่ ส่วนจะตั้งกรรมการขึ้นมาร่างใหม่หรือไม่นั้น ยังไม่รู้ต้องรอดูก่อน เมื่อ ถามว่า มีการคาดการณ์ว่าจะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 และร่างฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) และฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มายำรวมกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้ คนพูดก็ไปตั้งเอาเอง ไปพิจารณากันเอง ตนไม่เกี่ยว

ลั่นไม่มีใครมากดดันได้

“การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้โรดแม็ปของ รัฐบาลขยับออกไปหรือไม่นั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ยังไม่ถึงตรงนั้นแต่พูดเหมือนกับว่าจะต้องไปถึง ที่ผ่านมาพูดมาตลอดว่าจะมีเลือกตั้งในปี 2560 ก็จบตรงนี้ ตนเป็นคนให้อำนาจให้โอกาสโดยไม่ได้แสวงหาอำนาจ ที่จะอยู่ต่อไป ไม่มีใครมากดดันได้ เพราะทำเพื่อคนไทยที่ยังลำบากอยู่ คนที่ดีอยู่แล้ว สบายอยู่แล้ว ก็แล้วแต่ท่าน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนว่าคนจะได้ประโยชน์อย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

โวยทำงานมากถูกด่าละเมิดสิทธิฯ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนกฎหมายที่รัฐบาลนี้ออกมาก็เป็นประโยชน์ ซึ่งรัฐบาลปกติออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลแก้ปัญหาทั้งหมดแต่ กลับไม่ไว้ใจรัฐบาล อยากจะได้ทุกอย่างแต่กลับไม่ให้ ตนทำ ทั้งที่ทำโดยไม่ได้เรียกร้องอะไรกับใคร แต่เพราะมีความจำเป็นจึงต้องทำ หากไม่ทำจะถูกด่า พอทำมากก็มากล่าวหาว่าไปละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ อะไรทำไม่ได้ก็ไม่ทำ วันหน้าปล่อยให้ไปทำกันเอาเอง ไปประชุมที่รัสเซีย ไม่เห็นมีประเทศไหนรังเกียจประเทศไทยมีแต่คนชื่นชม มีแต่คนในประเทศที่ด่าประเทศตัวเอง เท่านั้นไม่พอยังเอาคนอื่นมาด่าอีก จะรักเขาชอบเขาก็ตามใจ

 

 

          

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 18/05/2016 10:21     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ออกหมายจับธรรมชโย

 

 
 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

ทนายขอหารือวัด-จ่อยื่นคัดค้าน ยันหลวงพ่อป่วยจริงไม่หลบหนี ‘ดีเอสไอ’ไม่ทำรุนแรงให้อีก7วัน

 

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับพระธัมมชโยแล้ว 3 ข้อหาฉกรรจ์ ประกอบด้วยข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และข้อหาร่วมกันรับของโจร หลังพนักงานสอบสวนดีเอสไอออกหมายเรียกไปแล้ว 3 ครั้ง ไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา “พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง” เผยหลังได้หมายจับ ไม่ใช้วิธีรุนแรง แต่จะส่งหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับภายใน 7 วัน ด้านทนายอ้างอาการอาพาธล่าสุด แพ้ยาหนัก ขอเวลา 3 เดือนที่หายป่วยทั้งร่างกายและจิตใจก่อน ค่อยไปรับทราบข้อกล่าวหา

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมารับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร กรณีรับเงินบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯกว่า 2,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย ทำหนังสือถึงดีเอสไอขอเลื่อนเข้ามอบตัวมาแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุดทนายทำหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกาย เนื่องจากพระธัมมชโยมีอาการอาพาธตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 พ.ค. นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายวัดพระธรรมกาย นำเอกสารเวชระเบียนและเอกสารหลักฐานการรักษาอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเพิ่มเติม นายสัมพันธ์กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 17 พ.ค. แพทย์ผู้รักษาได้แจ้งผลการตรวจร่างกายพระธัมมชโยว่า มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ทำให้คลื่นไส้อาเจียนอย่างหนัก วันนี้จึงเตรียมเอกสารใบรับรองแพทย์และหนังสือมอบอำนาจจากพระธัมมชโย ขอความเมตตาจากพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เลื่อนการเข้าแจ้งข้อกล่าวหาฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่วัดพระธรรมกายออกไปก่อน จนกว่าจะพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่การประวิงเวลาการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และขอให้แพทย์ระบุเวลาที่พระธัมมชโยสามารถให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำได้ แพทย์ได้ระบุความเห็นว่า สมควรให้พักเป็นเวลา 3 เดือน
หลังรับหนังสือ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.ปกรณ์

สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ คณะพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ร่วมประชุมพิจารณาหนังสือขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของพระธัมมชโย หลังประชุม พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนให้ทนายความกลับไปนำเอกสารต่างๆที่เซ็นรับมอบอำนาจอย่างถูกต้องมาให้วันนี้ แต่ขาดเอกสารเวชระเบียนการรักษาพระธัมมชโยที่ยังไม่ครบตามต้องการ คณะพนักงานสอบสวนจึงมีมติให้ดำเนินการยื่นเรื่องขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับพระธัมมชโย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่ศาลว่าจะพิจารณาอนุมัติหมายจับหรือไม่ นอกจากนี้ ดีเอสไอจะนำเอกสารที่ทางทนายความยื่นมาทั้งหมด อาทิ เวชระเบียน ใบรับรองแพทย์ รวมถึงภาพขณะพระธัมมชโยกำลังปล่อยนกในงานวันเกิดของลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ไปยื่นให้ศาลพิจารณาด้วย
ส่วน พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในส่วนของเวชระเบียนและใบรับรอง คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่สอดรับกัน สถานพยาบาลที่เป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์คือสหคลินิกรัตนเวช ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระธรรมกาย ซึ่งเรานำประเด็นนี้ประกอบเอกสารหลักฐานเพื่อยื่นให้ศาลพิจารณาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่าย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ เดินทางไปศาลอาญา เพื่อขออนุมัติหมายจับพระธัมมชโย เนื่องจากพนักงานสอบสวนเชื่อว่าพระธัมมชโยสามารถเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเองได้ โดยพิจารณาจากศาสนกิจที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเอกสารยังไม่ครบตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ

มีรายงานอีกว่า ในการยื่นขอศาลอนุมัติหมายจับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้ดีเอสไอยื่นเรื่องต่อศาลแต่ไม่ได้รับการอนุมัติหมายจับ โดยศาลให้เหตุผลการยกคำร้องว่า พระธัมมชโยไม่มีพฤติกรรมหลบหนีและมีอาการอาพาธจริง จึงขอให้ดีเอสไอออกหมายเป็นครั้งที่ 3 อีกครั้งเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ทางทนายความของพระธัมมชโยได้ยื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด แต่ที่ประชุมพนักงานสอบสวนดีเอสไอมีมติไม่เดินทางไปตามคำร้องขอ ก่อนประชุมพิจารณาเอกสารหลักฐานในวันนี้ และมติที่ประชุมให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารหลักฐานไปขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับอีกครั้ง

ด้านพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ส่งเอกสารข่าวชี้แจงอาการอาพาธพระเทพญาณมหามุณี (หลวงพ่อธัมมชโย) ระบุว่า กรณีภาพถ่ายพระเทพญาณมหามุนีกำลังปล่อยนกนั้น เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค. โดยท่านเดินไม่ไหวจึงนั่งรถไปปล่อยนกหน้ากุฏิใกล้ๆภายในวัด ส่วนที่มีการเผยแพร่ข่าวออกไปว่า ท่านนั่งรถไปปล่อยนกที่บ้านลูกศิษย์จึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ทราบว่าจะมีผู้ไปแจ้งความกล่าวโทษผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จนี้ด้วย

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บังคับการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมด้วยนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน เดินทางไปยื่นคำร้องขอหมายจับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลอาญาเคยมีคำสั่งยกคำร้องการขอหมายจับไปแล้วครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกัน นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระธัมมชโย ได้เดินทางมายื่นคำคัดค้านคำร้องขอหมายจับของดีเอสไอ นายสัมพันธ์กล่าวว่า นำเอกสารคำคัดค้านและหนังสือเล่มรวมประวัติและการปฏิบัติศาสนกิจที่จะแสดงให้เห็นว่า พระธัมมชโยไม่มีเจตนาและมีพฤติการณ์ใดจะแสดงว่ากระทำผิด เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ทั้งนี้ พระธัมมชโยไม่มีพฤติการณ์ขัดขืนหรือหลบหนี แต่มีอาการป่วยจริง โดยเตรียมเอกสารเวชระเบียน 2 ฉบับ จากคลินิกภายในวัดและสถานพยาบาลของรัฐ มีรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา อยากให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปแจ้งข้อกล่าวหาพระธัมมชโย พร้อมนำแพทย์ของดีเอสไอไปตรวจอาการที่วัดได้

ต่อมาเวลา 18.30 น. หลังการประชุมและสอบถามฝ่ายผู้ร้องนานกว่า 5 ชั่วโมง นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน เผยว่า ศาลอาญาได้มีคำสั่งออกหมายจับพระธัมมชโย เชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่มารับทราบข้อกล่าวหา หลังมีหมายเรียกออกไปแล้ว 3 ครั้ง ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะนำเสนอให้คณะที่ประชุมพนักงานสอบสวนดีเอสไอในวันที่ 18พ.ค. ส่วนแนวทางในการจับกุมเป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวน
คดีพิเศษ เป็นผู้พิจารณา

ส่วนนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความพระธัมมชโยเผยว่า จากนี้จะนำเรื่องไปแจ้งให้ทางวัดทราบ ส่วนขั้นตอนตามกฎหมายสามารถยื่นคัดค้านหมายจับได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่ศาลออกหมายจับ และในวันนี้ศาลก็ไม่ได้ไต่สวนคำคัดค้านของฝ่ายทนายจำเลย จึงจำเป็นต้องหารือกับทีมกฎหมายของวัดอีกครั้ง ถึงแนวทางการดำเนินการต่อไปและยืนยันว่าพระธัมมชโยยังคงอยู่ที่วัด และไม่ได้หลบหนีแต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยสั้นๆว่า หลังศาลอนุมัติหมายจับพระธัมมชโย ดีเอสไอจะยังไม่ดำเนินการจับกุมเลย ไม่ใช้วิธีรุนแรงแบบนั้น จะประชุมคณะพนักงานสอบสวนในวันที่ 18 พ.ค. พร้อมส่งเอกสารแจ้งไปยังวัดพระธรรมกาย เพื่อให้พระธัมมชโยเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับภายใน 7 วัน ทั้งนี้ หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามที่กำหนด คณะพนักงานสอบสวนจะประชุมพิจารณากันต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี บรรยากาศหลังพระธัมมชโยถูกออกหมายจับว่า ที่บริเวณประตูทางเข้าที่ 3 มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด โดยเรียกตรวจรถทุกคันที่เข้า-ออก ส่วนในวัดยังเป็นปกติ ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือรวมกลุ่มกันแต่อย่างใด มีแต่เพียงประชาชนที่เข้ามาบวชอุบาสิกาแก้วจำนวนกว่า 5 หมื่นคน ที่ยังนั่งสวดมนต์ ฟังธรรมและนั่งสมาธิกันตามปกติ

ขณะที่พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอดูสถานการณ์และรอประชุมกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป บรรดาลูกศิษย์ที่ทราบเรื่องไม่ได้มีความเคลื่อนไหวใดๆ และพร้อมที่จะให้ดีเอสไอเดินทางเข้ามาที่วัดพร้อมหมายจับและยินยอมให้นำแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐมาตรวจอาการป่วยของหลวงพ่อธัมมชโยเพื่อพิสูจน์ว่าท่านป่วยจริงไม่ได้จะหนีหรือบิดพลิ้วอะไร ส่วนที่โลกโซเชียล แชร์ภาพขณะที่หลวงพ่อปล่อยนกเป็นภาพตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่ท่านจะอาพาธหนัก

 

                     

 

 

 

 

 

 

จิตใจไม่สุจริต ‘มีชัย’จวก การเมืองรุมด่า

 

 

 แปลความ‘รับก่อน’ค่อยแก้ บิ๊กตู่ฮึดฮัดทูตมะกันกดดัน ตั้งกก.สอบ-อผศ.ขุดหนอง

มีชัย” จวกแหลกพวกใจไม่สุจริต แปลความกล่าวหาชักนำรับ รธน.ก่อน ค่อยไปแก้ทีหลัง สวดยับมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ต้องมีจิตใจเห็นแก่บ้านเมืองบ้าง เมินกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ท้าดีเบต ขอคุยกับคนมีเหตุผลเท่านั้น “องอาจ” เย้ย กรธ.แก้ตัวไปไร้ประโยชน์ “นิพิฏฐ์” ตอก สมช.พ่นมั่วเพิ่มความรุนแรง ยันไร้วี่แววล้มประชามติ “บิ๊กตู่” ไม่ได้ขู่ รธน.คว่ำก็อยู่ต่อเริ่มต้นใหม่ “บิ๊กป้อม” ยอมรับ 2 ปี คสช.ตีโจทย์ปฏิรูปไม่ออก ครม. รับทราบรายงานละเมิดสิทธิมนุษยชน นายกฯโต้ศาลทหารไทยแตกต่างแค่มียศ เหน็บชาติมหาอำนาจว่าแต่เรายังแก้ได้ไม่ถึงครึ่ง ว้ากสื่อเป็นเมืองขึ้นสหรัฐฯหรือไง สวนทูตมะกันไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วพูด “ไพบูลย์” ลั่นไม่จำเป็นต้องทำตามยูพีอาร์ทุกข้อ “ประวิตร” สั่งตั้ง กก.สอบขุดลอกหนองพล โยนผลงานรัฐบาลเก่าทำต่อเนื่องมา ครม.สั่ง ก.คลัง ร้องศาลปกครองใหม่ชะลอจ่ายค่าโง่คลองด่าน

จากกรณีฝ่ายการเมืองออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์โจมตีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ออกมาพูดในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง ล่าสุด นายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธยืนยันว่าไม่ได้ระบุตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมตอบโต้กลับผู้ที่ออกมาโจมตีเป็นพวกใช้จิตใจที่ไม่สุจริตไปแปลความแล้วมาต่อว่า

มีชัย” ซัดพวกใจไม่สุจริตจ้องแปลความ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 พ.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาแผนการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้ระบุให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขภายหลัง ใช้เถยจิตแปลกันไป คือใช้จิตใจที่ไม่สุจริตแปลความแล้วมาต่อว่า ขอให้คิดอะไรที่อยู่ในทำนองคลองธรรมกันบ้าง เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกคน ตนแค่บอกว่าวันข้างหน้าอะไรที่ขาดตกบกพร่องก็ไปแก้ไข รัฐธรรมนูญใช้อีกยาว หากสถานการณ์เปลี่ยน ใครอยากแก้ไขอะไรก็แก้ไข แต่ที่ทำอยู่ย้ำว่าทำดีที่สุดแล้ว ไม่ได้บอกให้รับไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนที่พูดพยายามทำทุกวิถีทาง เพราะหาเรื่องที่ไม่ดีของร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐก็ต้องมีจิตใจที่เห็นแก่บ้านเมืองบ้าง

เมินดีเบต ปชต.ใหม่ขอคุยคนมีเหตุผล

เมื่อถามว่า ขณะนี้จะมีการรณรงค์ใส่เสื้อโนโหวต และวิเคราะห์ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดูแลกันเอง ส่วน กรธ. มีหน้าที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบเท่านั้น ขณะที่การให้ข้อมูลเป็นความคิดส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยก็บอกกันได้ ข้อสำคัญคืออย่าทำผิดกฎหมายแล้วกัน ส่วนที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ท้าขอดีเบตกับ กรธ.เรื่องร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่ส่งกรธ.ไปร่วม เราจะไปคุยกับใครก็ได้ ต่อเมื่อคนนั้นมีเหตุผลและอ่านร่างรัฐธรรมนูญจนจบแล้ว ถ้ายังไม่ได้อ่านเลยหรืออ่านยังไม่จบ ก็ไม่รู้จะคุยทำไม หนังสือทั้งเล่มอ่านไป 3 หน้า แล้วจะว่าคนเขียนเขียนไม่ดี ตนไม่รู้จะเถียงอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

                       *** ฟ้าหลังฝน ***

 

                          

 

 

" เเม่ครับ...ผมขอให้เเม่พบคนที่ใช่ พบคนที่รักเเม่จริงๆ เสียที ผมไม่ต้องการเห็นน้ำตาของเเม่อีก....."

นั่นคือคำพูดของ คามิน เเอนโทนี เบิร์ด ลูกชายหัวเเก้วหัวเเหวนของเธอ ซึ่งเป็นทหารเรือประจำการในกองทัพสหรัฐ ที่ได้กล่าวไว้หลังจากที่เธอได้บอกกับลูกชายว่าจะเข้าพิธีเเต่งงานอีกครั้งที่เมืองไทย

 ไก่ ปริศนา วงศ์ศิริ ตั้งเเต่ไหนเเต่ไรเเล้ว เธอไม่เคยโกรธลูกชายคนนี้ของเธอเลย เพราะชีวิตของเธอเหลือลูกอยู่กันเพียง 2 คนเท่านั้น คนโตเป็นหญิงทำงานเเอร์โฮสเตสอยู่การบินไทย อีกคนก็คือหนูเบิร์ดนี่เเหละ

 เเทบไม่น่าเชื่อ...ชีวิตเด็กสาวบ้านนอกซื่อๆจากสกลนครคนนี้ ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องลูกทุ่งมาตั้งเเต่วัยเด็ก ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯตั้งเเต่อายุ 19 เพื่อมาเรียนเสริมสวยที่เกศสยามของคุณเเม่ยุพา นพวิชัย ก็ได้รับความเอ็นดูจากคุณเเม่ยุพา รักเธอเหมือนดังกับเป็นลูกเเท้ๆกันเลยทีเดียว ถึงกับเมตตาให้เธอได้เรียนฟรีตลอดชีวิต เพราะเธอรับบทเป็นนางเเบบทรงผมทุกสไตล์ให้กับเกศสยาม

 โชคชักพาชะตาชักนำ คุณสมชาย จันทวังโส มาเจอะเจอเธอเข้า จึงชักชวนให้ไปเป็นนางเเบบเพื่อถ่ายภาพลงปกหนังสือ เเล้วได้เล่นละครเรื่องเเรกให้ช่อง 7 ในเรื่องขุนเเผนผจญภัย ในปี พ.ศ 2520 เเล้วมาโด่งดังในเรือง เเก้วหน้าม้า ของไพรัช สังวรบุตร ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งประเทศ มีงานเเสดงต่อเนื่องทั้งหนังเเละละคร 

หลังจากนั้นเธอก็ได้หยุดพักการเเสดงไประยะหนึ่งเพราะไปเเต่งงาน ซึ่งเธอก็กล้าประกาศออกไปตรงๆ อย่างเปิดเผย เเต่สุดท้ายรักครั้งนั้นก็ล่ม เพราะอาชีพนี้ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ก็เกิดปัญหาครอบครัว มีปากมีเสียงกัน สามีโทรตามมาบอกว่าลูกป่วย ขณะทีเธอกำลังถ่ายละครที่หาดใหญ่ ้ก็ทิ้งงานมาไม่ได้ เขาก็เสียความรู้สึก ไม่พอใจเพราะอยากให้เมียอยู่บ้าน เเต่เธอก็รับงานไว้เเล้วก็ต้องรับผิดชอบ ชีวิตการทำงานจึงสวนทางกันมาโดยตลอด ท้ายสุดก็ต้องเลิกลากันไป

 โชคชะตาสำหรับความรักยังคงตามมาเล่นงานหลอกหลอนเธออีก หลังจากได้พบนักบินรูปหล่อชาวต่างประเทศ คบหาดูใจกันได้ไม่นานก็ตกร่องปล่องชิ้นใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน....เเต่ทว่าอนิจจา ถูกดาราดังรุ่นน้องฉกสามีไปต่อหน้าต่อตา ถึงขนาดเธอต้องหอบลูกไปถามต่อหน้าดารารุ่นน้องคนนั้นถึงบ้านเลยว่า ทำไมถึงทำกับลูกผู้หญิงด้วยกันอย่างนี้?!!....

 หอบลูกน้อยไปตายดาบหน้า ตัดสินใจเดินทางไปเสี่ยงโชคที่สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่ไม่รู้จักใครเลยเเม้เเต่คนเดียว หนักเอาเบาสู้ ทำทุกอย่างที่มันไม่ผิดกฎหมาย อยู่ที่นั่นเป็นสิบๆปี จวบจนกระทั่งลูกโตมีงานมีการทำ ต่อมาก็เกิดข่าวร้ายน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 บ้านที่ซื้อไว้ให้พ่ออยู่ที่ปทุมธานี ถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา เเละผู้เป็นพ่อก็ต้องมาเสียชีวิตลงไปกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย ประจวบเหมาะกับลูกชายโชคร้าย ต้องได้รับการผ่าตัดทีเยอรมัน เเต่เธอก็ตัดสินใจบินกลับมาช่วยงานศพพ่อก่อน เเต่ทว่ากลับโดนคนร้ายเข้ามาขโมยของที่เหลือจากน้ำท่วมซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก เเถมมันยังจะเข้ามาข่มขืนเธออีก เดชะบุญที่เธอเอาตัวรอดมาได้

 ไม่เหลืออะไรอีกเเล้ว หมดอาลัยตายอยากถึงกับคิดสั้น โชคดีที่ได้คุณ สุจินต์ พิทักษ์ เข้ามาในชีวิตของเธออย่างพอดิบพอดี สิ่งที่ร้ายๆในชีวิตของเธอ ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยกำลังใจจากผู้ชายคนนี้

 " เเม่รักอาจินต์ เขาหรือเปล่าละครับ?..."

เสียงลูกชายอันเป็นดวงใจของเธอกระซิบกระซาบถามเบาๆ... เธอยิ้มเเล้วก็หันไปทางอื่นอย่างช้าๆเเทนคำตอบ

 " เเม่ครับ...ผมเชื่อว่า เเม่จะไม่ร้องไห้ให้กับผู้ชายคนนี้อย่างเด็ดขาดครับ........"

 กล่าวจบ เจ้าหนุ่มน้อยก็เข้าไปกอดเเม่อย่างเเนบสนิท นานเเล้วที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเเม่ลูกทั้งสอง ที่บ่งบอกถึงความสมหวังอย่างนี้ เมฆหมอกที่บดบังชีวิตของ ปริศนา วงศ์ศิริ ก็คงจะมลายหายสิ้นไปสักที..........

 (ตาป้อง...นสพ.สยามโพลล์)

 

 

                          

                        ฮอทที่สุดในขณะนี้

             

 เเม่หนู เจสสิกา ช็อง เด็กสาวเกาหลี จาก เเคลิฟอร์เนีย คนนี้ เเค่ครึ่งวัน ยอด views กดไป ล้านกว่า...ช่างร้อนเเรงจริงๆ.......

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

guest

Post : 16/05/2016 10:22     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ไฟป่ามรณะ

 

 
 

 

                  

 

 

                                                                                                               

 

  จุดไฟเผาร่างทั้งเป็น สาวห้างดัง อดีตผัวแค้นอำมหิต

    

 

             

 
โดนบอกเลิก-ง้อไม่สำเร็จดักล็อกคอเอาเบนซินราดย่างสดต่อหน้าคน-สาหัส

อดีตผัวแค้นอำมหิตราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็นสาวบิ๊กซีปางตาย หลังอยู่กินกันมานาน จนมีลูกชายวัยขวบเศษเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ช่วงไม่กี่เดือนก่อนตกงาน ถูกเมียรักบอกเลิกแถมทิ้งลูกน้อยไว้ให้เลี้ยงดู พยายามตามง้อขอคืนดีหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล ตัดสินใจขี่รถ จยย.ไปดักรอที่ทำงาน ฝ่ายหญิงเห็นท่าไม่ดีโทร.ตามให้เพื่อนขี่รถ จยย.มารับกลับหอ ยังไล่ตามประกบถีบจะให้รถล้มจนต้องเร่งเครื่องหนีไปจอดหน้าร้านค้ากลางเมือง วิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้าน แต่ไม่รอดถูกตามไปล็อกคอลากออกมาหน้าร้านแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผาร่างทั้งเป็น หลังก่อเหตุเผ่นหนีไปกบดานในเพิงพักสวนหลังบ้าน ถูกตำรวจตามลากคอทันควัน อ้างแค้นถูกอดีตเมียด่าหยาบคายแถมลามปามถึงบุพการี

สาวห้างตกเป็นเหยื่ออารมณ์โหดอดีตผัวราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็นปางตายรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 14 พ.ค. ร.ต.ท.อภิเชษฐ์ จำปาทอง รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองอ่างทอง รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาหญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณหน้าร้านศรีไพโรจน์ เลขที่ 97 ถนนอ่างทอง-โพธิ์ทอง ต.ตลาดหลวง จึงรายงานให้ พ.ต.ท.บุญสม ใบละมุด สว.สส. นำกำลังตำรวจ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่สมาคมวีอาร์กู้ภัย จ.อ่างทอง ไปให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดและตู้แช่เครื่องดื่ม มีชาวบ้านพากันมามุงดูจำนวนมากพร้อมจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้น บนฟุตปาทหน้าร้านพบร่าง น.ส.เบญญาภา นาคแคล้ว อายุ 31 ปี พนักงานขายสินค้าห้างบิ๊กซี สาขาอ่างทอง อยู่บ้านเลขที่ 104 หมู่ 2 ต.พระงาม อ.เมืองสิงห์บุรี ถูกไฟไหม้ร่างกายลำตัวช่วงบน แขนขวา ใบหน้า และศีรษะเป็นแผลพุพอง ได้รับบาดเจ็บนอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด หน่วยกู้ภัยรีบช่วยเหลือนำส่ง รพ.อ่างทอง แพทย์นำเข้าห้องไอซียูช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน ในที่เกิดเหตุพบขวดน้ำดื่มพลาสติกขนาด 1.5 ลิตรมีน้ำมันเบนซินเหลืออยู่ก้นขวด และหมวกกันน็อกสีดำของคนร้ายตกอยู่ ตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนนางสุภาวิไล ปกป้องมงคล อายุ 62 ปี เจ้าของร้านศรีไพโรจน์ให้การว่า ขณะขายของอยู่หน้าร้าน เห็นคนเจ็บนั่งซ้อนท้ายรถ จยย.เพื่อนสาวมาจอดริมถนน เดินมายืนหน้าร้านพูดคุยโทรศัพท์มือถือลักษณะโต้เถียงทะเลาะกับปลายสาย สักพักมีคนร้ายเป็นชายสวมหมวกกันน็อกสีดำขี่รถ จยย.มาจอดหน้าร้าน หญิงสาวทั้งสองหันไปเห็นรีบวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ คนร้ายลงจากรถถือขวดใส่น้ำมันเบนซินเดินตามเข้ามาหาพร้อมตะโกนว่า “มึงจะเอายังไง” ก่อนปรี่เข้าล็อกคอคนเจ็บลากออกไปที่ฟุตปาทหน้าร้าน แล้วราดน้ำมันในขวดใส่ร่างก่อนควักไฟแช็กออกมาจุดไฟเผาทั้งเป็น จนไฟลุกท่วมร่างล้มลงดิ้นทุรนทุรายส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เปลวไฟยังไปติดหมวกกันน็อกของคนร้ายที่เปื้อนน้ำมันจนต้องถอดโยนทิ้งก่อนขึ้นรถ จยย.ขี่หลบหนีไป พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้าช่วยตักน้ำไปดับไฟ ก่อนโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

ขณะที่นางเยาวนีย์ พนาศักดิ์ อายุ 35 ปี เพื่อนของคนเจ็บที่อยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญให้การยืนยันว่า คนร้ายที่ก่อเหตุคือนายเรืองวิทย์ เกษทอง อายุ 32 ปี อดีตสามีของคนเจ็บที่เพิ่งเลิกรากันไปแต่ยังแสดงความหึงหวงพยายามตามมาง้อขอคืนดี ก่อนเกิดเหตุคนเจ็บโทรศัพท์บอกให้ตนไปรับที่ห้างหลังเลิกงานเพราะเห็นนายเรืองวิทย์มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ เกรงจะถูกทำร้าย ตนจึงขี่รถ จยย.ไปรับเพื่อนกลับหอพัก ระหว่างทางปรากฏว่านายเรืองวิทย์ ขี่รถ จยย.ไล่ตามประกบพยายามใช้เท้าถีบให้รถล้ม แต่ตนประคองรถไว้ได้ รีบเร่งเครื่องมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุเป็นตึกแถวริมถนนผ่านกลางตลาดอ่างทองมีผู้คนพลุกพล่านเพราะเชื่อว่านายเรืองวิทย์คงไม่กล้าทำอะไร แต่ผิดคาด นายเรืองวิทย์ยังกล้าลงมือเผาทั้งเป็นอดีตเมียตัวเองอย่างโหดเหี้ยม

พ.ต.ท.บุญสม ใบละมุด สว.สส. เผยว่า สอบสวนเบื้องต้นสาเหตุมาจากเรื่องความหึงหวง คนร้ายเป็นอดีตสามีของคนเจ็บ ทั้งคู่อยู่กินกันจนมีลูกชาย 1 คน อายุ 1 ขวบ 2 เดือน ฝ่ายชายเคยเป็นพนักงานโรงงานอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่เพิ่งตกงานได้ไม่กี่เดือน และถูกฝ่ายหญิงขอเลิกพร้อมทิ้งลูกชายไว้ให้เลี้ยงดู ก่อนหน้านี้นายเรืองวิทย์พยายามโทรศัพท์ตามง้อขอคืนดีอดีตภรรยาหลายครั้งเพื่อขอให้เห็นแก่ลูก แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดีด้วยทำให้มีปากเสียงกันหลายครั้ง จึงขี่รถ จยย.ไปแอบดูลาดเลาและตามมาจากที่ทำงานเพื่อจะพูดคุยตกลงกัน เมื่อเห็นอดีตภรรยาแวะซื้อของจึงโทรศัพท์ง้อเป็นครั้งสุดท้าย เมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธสิ้นเยื่อใยจึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุสยองดังกล่าว

ต่อมาเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พ.ค. พ.ต.ท.บุญสม