Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 23/10/2014 19:51     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนาในเวียดนาม

 

 

 

1 พ.ย 2506 คณะทหารที่มีนายพลเดือง วันมินห์เป็นผู้นำ ปฏิวัติล้มล้างยึดอำนาจในเวียดนามใต้โงห์ ดินห์เดียมและโงห์ ดินห์นูถูกสังหาร

 

 

     ความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนาในเวียดนาม

 

    

 

 

         ผมเกิดในยุคสงครามเวียดนามกำลังดุเดือด  เมื่อเริ่มอ่านคล่องเขียนคล่อง  และอ่านได้อย่างมีวิจารณญาณแล้ว  จึงชื่นชอบที่จะศึกษาเรื่องของสงครามเวียดนาม  เป็นชีวิตจิตใจ  จากสื่อหลากหลายชนิดที่พอหาได้ในขณะนั้น  เช่น  จากหนังสือ  ประวัติศาสตร์  สารคดี  นวนิยาย  ที่เคยอ่านยกตัวอย่างเช่น  กองร้อยปิศาจดำ  จงอางศึก  ไซง่อน (เขียนโดยแอนโทนี  เกร์  :  จิรา  สันติฤดี  แปล)  แหกค่ายนรกเดียนเบียนฟู  ฯลฯ  ถ้าเป็นภาพยนตร์จะดูภาพยนตร์ฝรั่งครับ (เพราะสมจริงกว่าภาพยนตร์ไทยเยอะเลย  เช่น  แรมโบ้  ทั้ง  ๓  ภาค, We Were Soldier (ชื่อไทย : เรียกข้าว่าวีรบุรุษ)  Platoon ( ชื่อไทย ก็  พลาทูน)  ฯลฯ    แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ใช่คนกระหายสงครามเหมือนผู้นำประเทศสารขัณฑ์  ในขณะนี้

          ในช่วงที่จะเกิดสงครามเวียดนามนั้น  ประเทศเวียดนามใต้  โดยประธานาธิบดี  โง  ดินห์  เดียม  ผู้เผด็จการ  ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมหันต์  ดังบทความที่จะนำมาเผยแพร่ให้ได้รับทราบ  ต่อไปนี้


 

          เวียดนาม หากย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 44 ปี หรือ พ.ศ. 2507 มีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต่างกับประเทศไทยในเวลานั้น รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆเช่น ลาว กัมพูชา และพม่า แต่พุทธศาสนาในเวียดนามต้องพบกับการบีบคั้นเป็นอย่างมาก จากรัฐบาลที่เป็นกลุ่มตัวแทนของคาทอลิค และมีใบสั่งจากอเมริกา

          เหตุการณ์เลวร้ายในเวียดนามเกิดขึ้นในสมัยของ ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ผู้โค่นล้มระบอบกษัตริย์บ่าวได๋ และ ตั้งตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม โดยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับกรุงวาติกัน(ศูนย์กลางคริสต์จักรคาทอลิค) จนกลายเป็นรัฐบาลคริสเตียนโรมันคาทอลิค โดยโง ดินห์ เดียม ได้แต่งตั้งญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดที่เป็นคาทอลิคด้วยกันเข้าร่วมรัฐบาล พร้อมกับให้ความสำคัญและให้สิทธิพิเศษแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมถึงประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนผู้นับถือศาสนาพุทธกลายเป็นบุคคลชั้นสอง

          หลังจาก โง ดินห์ เดียม ได้เป็นประธานาธิบดี ก็ได้ออกกฏหมาย และระเบียบต่างๆที่หักหาญจิตใจชาวพุทธ จนเกิดการต่อต้านจากพระสงฆ์ กลุ่มแม่ชี และชาวพุทธในเวียดนาม แต่เป็นการต่อต้านแบบอหิงสา เช่นการเดินขบวน แจกจ่ายแถลงการณ์ และอดอาหารประท้วง


กฏเหล็กที่ย่ำยีจิตใจชาวพุทธในเวียดนาม และต่อชาวพุทธทั่วโลกมีหลายรูปแบบ

 

ได้แก่ความพยายามที่จะให้ประเทศเวียดนามเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมานับถือศาสนา คริสต์ด้วยวิธีการอันเหี้ยมโหด เช่น ส่งกำลังตำรวจเข้าปราบปราบฆ่าพระ แม่ชี และเผาวัด โดยใช้กลุ่มทหารตำรวจที่เป็นคาทอลิคด้วยกัน หรือใช้รถยนต์วิ่งเข้าหาฝูงชนขณะที่รวมตัวประท้วงตามท้องถนน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีนับร้อยๆคน หรือไม่อนุญาตให้ออกหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนารวมทั้งให้งดออกรายการทางวิทยุ กระจายเสียงในวันสำคัญทางศาสนา ให้ประชาชนนำภาพพระเยซูที่ได้รับมาจากทางการ นำมาตั้งไว้ในบ้าน หากถูกทำลายจะได้รับโทษอย่างร้ายแรง การประกอบศาสนกิจในวัดจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลพร้อมต้องแจ้งด้วยว่าจะใช้ เวลานานแค่ไหน และจำนวนกี่คน

          รวมไปถึงดัดแปลงแก้ไขคำสอนในพุทธศาสนาเพื่อใช้เป็นแบบเรียนโดยเป็นคำสั่งของ โง ดินห์ ถึก (พี่ชาย โง ดินห์ เดียม) ซึ่งคุมกระทรวงศึกษาธิการด้วย

          ละที่น่าขันก็คือ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2506 เป็นเวลาที่ โง ดินห์ ถึก สังฆราช คริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม ซึ่งเดินทางไปประชุมสังคายนาวาติกัน 2 ( VATICAN COUNCIL 2) กรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ได้แถลงต่อที่ประชุมวาติกันว่า "ประเทศเวียตนามเป็นประชากรของพระเจ้า ประชาชนเวียตนามล้วนนับถือในพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อสันตะปาปา" พร้อมกันนั้น โง ดินห์ ถึก ได้โทรเลขด่วน สั่งให้บาทหลวงใต้บังคับบัญชาของตนในเมืองเว้ ให้ประชาชนทุกบ้านชักธงรูปไม้กางเขนขึ้นที่หน้าบ้าน เพื่อจะได้เป็นข่าวทางสื่อมวลชน ยืนยันให้สันตะปาปา เชื่อถือ และมอบตำแหน่งคาร์ดินัล ให้กับโง ดินห์ ถึก


เหตุการณ์มีความตึงเครียดขึ้นตามลำดับทั่วทั้งประเทศเวียดนาม ทางการได้ส่งตำรวจทหารไปตรึงอยู่ตามวัดต่างๆ ที่มีการชุมนุมของชาวพุทธ โดยเฉพาะเมืองเว้ที่มีวัดสำคัญๆอยู่หลายวัด และเป็นที่ประทับของสังฆราชหรือประมุขของสงฆ์ในประเทศเวียดนาม


          พระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก วัยุ 73 ปี จากวัดเทียนมู่ ทนเห็นความทารุณโหดร้ายจากการใช้อำนาจของรัฐปราบปรามเข่นฆ่าชาวพุทธต่อไปไม่ ได้ จึงได้ประกาศอุทิศชีวิต เพื่อป้องกันพระพุทธศาสนา โดยนั่งรถออสตินออกจากวัดเทียนมู่ ในคืนวันที่ 10 มิถุนายน 2506 ถึงกรุงไซ่ง่อนในเช้าวันที่ 11 มิถุนายน 2506 เพื่อร่วมประท้วงกับกลุ่มชาวพุทธ ที่กำลังเดินขบวนอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

          หลังจากพระ ทิจ กวาง ดึ๊ก ได้เขียนข้อเรียกร้องถึง 6 ข้อ ให้รัฐบาลหยุดทารุณกรรม ท่านก็ได้เข้าสู่ขบวนพุทธศาสนิกชนประมาณ 1,000 คนด้วยความสงบ เพื่อไปสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และพุทธศาสนิกชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ขับรถพุ่งชนขบวนผู้ประท้วงเสียชีวิตในวัน ที่ 8 พฤษภาคม 2506 ที่ผ่านมา (มีพระและนางชีเสียชีวิต 70 คน ชาวพุทธอื่นๆอีก 30 คน) จากนั้นขบวนชาวพุทธก็เดินต่อไปอย่างสงบ โดยมีรถนำพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก ไปยังกลางเมืองหลวง (กรุงไซ่ง่อน)

          พระ ทิจ กวาง ดึ๊ก ก้าวลงจากรถไปนั่งขัดสมาธิกลางวงเวียนซึ่งมีชาวพุทธล้อมเป็นวงใหญ่จากนั้นได้มีผู้หยิบถังน้ำมันเบนซิน 5 แกลลอนออกมาจากรถคันนั้น แล้วเอาน้ำมันราดบนร่างกายของพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก จนหมด ต่อจากนั้นก็เอาไฟจุด ไฟลุกโชติช่วงท่วมร่างอยู่นานประมาณ 10 นาที ร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นก็หงายหลังอย่างสงบ โดยไม่ได้แสดงอาการทุกขเวทนาทุรนทุรายแต่อย่างใด

          เหตุการณ์ที่กระทบต่อพุทธศาสนาในเวียดนามเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน นับว่ารุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 16 , 6 ตุลา 19 หรือ พฤษภา 35 อย่างเทียบกันไม่ได้

          หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ก็มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2506 โดยกลุ่มทหารยังเติร์กที่ทนดูรัฐบาลทำร้ายพระสงฆ์และชาวพุทธต่อไปไม่ได้ และการปฏิวัติครั้งนี้ได้รับไฟเขียวจากอเมริกา ในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม มาตั้งแต่แรก


          ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม สังฆราชตริสเตียน โง เดียม คาน และพี่ชาย โง ดินห์ ถึก ถูกทหารยิงเสียชีวิต หลังหนีกบดานไปอยู่ในโบสถ์แห่งหนึ่งในย่านโชลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีนในไซ่ง่อน ส่วนผู้ร่วมในคณะรัฐบาล ทหาร ตำรวจ ที่เข่นฆ่า พระ นางชี และประชาชนในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถูกประหารชีวิตทั้งหมด

           ความผิดที่โค่นบัลลังค์กษัตริย์ นับว่าเป็นบาปอย่างมหันต์ แต่กลับเหิมเกริมถึงขั้นจะเปลี่ยนศาสนาของคนทั้งประเทศ ดูจะเป็นความผิดต่อแผ่นดินอย่างไม่น่าให้อภัย แต่จุดจบของชีวิตก็ดูจะสาสมกับสิ่งที่ตนเองและญาติพี่น้องได้กระทำลงไป สำหรับในเมืองไทยหากใครคิดกระทำการที่หมิ่นสถาบัน คิดล้มล้างระบอบกษัตริย์ก็ขอให้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศเวียดนามเสียก่อน แล้วจะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วชีวิตจะจบลงแบบใด

 

ขอขอบพระคุณ  บทความและภาพประกอบ  จากเว็บไซต์  โฟโต้ออนทัวร์  www.photoontour.com

                    

   

  

    

    

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ต้อนรับแบบ ยิ่งใหญ่จริงๆ มีการถ่ายทอดสด ขณะที่ ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ ไปเคารพบรรพบุรุษที่จีน ด้วย ‪#‎直播泰国前总理英拉‬、他信梅州寻根# 他信、英拉及英拉的儿子今日在梅州丰顺塔下村与乡亲们欢聚一堂,更多清晰大图请见星暹之前微博。
http://www.weibo.com/ssdaily#_rnd1414766236390

http://www.weibo.com/p/1002063239862802/weibo






 
 
2 อดีตนายกรัฐมนตรี เคารพหลุมฝังศพบรรพบุรุษ สายคุณพ่อและสายคุณแม่ เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจว ประเทศจีน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่าวันนี้ได้เดินทางมาที่เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจว พร้อมด้วยพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และเด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ เพื่อมาเคารพหลุมฝังศพบรรพบุรุษที่เรียกว่ายายทวด และไปดูบ้านที่แม่เคยอยู่ตอนช่วงอายุ 9 ถึง 13 ขวบตอนตามคุณตามาอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก่อนที่จะอพยพไปอยู่ที่ฮ่องกงและนั่งเรือจากฮ่องกงเพื่อมายังประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสพบญาติที่ยังเหลืออยู่ในรุ่นหลานซึ่งเป็นรุ่นเดียวกัน โดยพันตำรวจโททักษิณได้ใช้เวลาในการสืบหาสถานที่นี้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านเป็นนายกฯจากคำบอกเล่าของคุณแม่และท่านก็เคยเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยที่มาเยือนเมืองจีนตอนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญมาครั้งนี้มีข่าวดีเพิ่มคือมีโอกาสได้ไปเคารพหลุมฝังศพและบ้านที่เคยอยู่ของสายคุณพ่อซึ่งมีอายุเกือบ 300 ปี

ต้องขอขอบคุณฝ่ายทางการจีนที่ช่วยสืบหาให้จนพบต้นกำเนิดบรรพบุรุษสายทางคุณพ่อด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกที่บรรพบุรุษสายคุณพ่อและคุณแม่ มาจากมณฑลเดียวกัน อยู่ห่างกันเพียง 3 ชม หากเดินทางโดยรถยนต์
 
 
 








http://news.voicetv.co.th/thailand/127661.html

 

     

    

    

 

 

  

 

 



"ถาวร" แนะ สนช. มีอำนาจถอดถอน "สมศักดิ์" และ "นิคม" ชี้ การพิจารณาในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ควรมีการถ่ายทอดสดผ่านจอตู้ ร้องให้ไม่มีการประชุมลับ...

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม ในฐานะอดีตแกนนำกลุ่ม กปปส. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี การชุมนุมของมวลมหาประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศจากนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน และระบบเผด็จการรัฐสภา หนึ่งในข้อเรียกร้อง คือ การถอนถอด นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ป.ป.ช.ส่งเรื่องมายัง สนช. เพื่อพิจารณาถอดถอน แต่สมาชิก สนช.กลับมีแนวความคิดออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.เห็นว่าไม่มีอำนาจในการรับไว้พิจารณาถอดถอน เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว 2. เห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ตามมาตรา 5 และ 6 ที่บัญญัติว่า ให้สนช.ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. และรัฐสภา ย้ำ สนช.มีอำนาจ พ่วงถ่ายทอดทีวี

นายถาวร กล่าวต่อว่า ตนขอให้กำลังใจกับ สนช.ที่มีแนวคิดให้รับเรื่องถอดถอนบุคคลทั้ง 2 ไว้พิจารณา และขอให้สนช. ชุดที่เห็นว่าไม่มีอำนาจไว้พิจารณาให้ทบทวนใหม่ ขอตั้งข้อสังเกตว่า สนช.ในส่วนนี้ เข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งที่ถูกอุปโลกน์โดย คสช. แต่กลับเกรงกลัวกลุ่มการเมืองใดหรือไม่ ดังนั้น ขอให้กลุ่มที่มีแนวคิดว่าจะต้องรับไว้พิจารณาทำความเข้าใจกับกลุ่ม สนช. ที่มีแนวคิดเห็นต่าง และการพิจารณาของ สนช.ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ หากมีความจริงใจและเปิดเผย ขอเรียกร้องให้ไม่มีการประชุมลับและถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 สถานีวิทยุรัฐสภา และสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ขู่ไม่รับเรื่อง โดนฟ้องแน่ โดยสำหรับการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ สนช.นัดพิจารณาในวันที่ 12 พ.ย. ที่ยังไม่แสดงความรับผิดชอบใด ท่ามกลางความเดือดร้อนของชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวจนต้องผูกคอตาย

นายถาวร กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนตามกฎหมาย ป.ป.ช.ได้ และเป็นหน้าที่หลัก ซึ่งหาก สนช.ไม่รับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณา โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจ ก็อาจเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชนแน่ โดยตนจะยื่นเรื่องร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการถอดถอน สนช.ต่อไป และขอเรียกร้องให้ คสช.เตือนสติถึง สนช.ว่าต้องทำหน้าที่ในการเป็นตัวแทนประชาชน แม้จะถูกอุปโลกน์ก็ตาม ในการกำจัดทุจริต ถ้าไม่รีบทำวันนี้จะหมดโอกาส และการทำรัฐประหารจะเสียของ ดักทางอย่าคิดแบบศรีธนญชัยแค่เอาตัวรอด เมื่อถามว่า มีสนช.บางคน เห็นว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีส่อว่าทุจริตโครงการรับจำนำข้าวอาจจะล้มเหลว เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยนั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) แต่มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นประธานการประชุมแทน

"เป็นความคิดของคนที่ไม่ลงลึกถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในการไต่สวนของ ป.ป.ช. และอย่าคิดเอาเอง ขอให้นึกภาพว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่นำนโยบายนี้มาใช้ และอย่าคิดแบบศรีธนญชัย เพื่อที่จะไม่ต้องการรับผิดชอบทางกฎหมาย คือไม่กล้าลงมติถอดถอน หรือรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และหาก สนช.บางคนไม่กล้ารับเรื่องไว้ถอนถอด เพราะกลัวจะถูกฟ้องร้องภายหลังนั้น ก็ขอบอกว่าการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การตีความแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผิดกฎหมายอาญา เพียงแต่ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เป็นเรื่องแสดงความรับผิดชอบในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าไปเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่มีโทษทางการเมือง" นายถาวร กล่าว

http://www.thairath.co.th/content/460470

ถ้าไม่กลัวว่าจะถูกฟ้องกลับข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (เพิ่มอำนาจตนเอง) จะลองดูก็ได้นะ

 

 

ถ้าไอ้นี่บอก สนช. ไม่มีอำนาจถอดถอน "ขุนค้อน-นิคม" สิ

ถึงจะแปลก

 

ความคิดเห็นที่ 2

 

ถรุ้ยยยยยยยยยยยยยยย...

เป็นนักกฎหมาย  เป็นถึงอดีตอัยการ  แต่คำที่สำรอกออกมาไม่มีเนื้อหาทางด้านกฎหมายสักนิด
ดันเอาม็อบกบฏมาขู่

การถอดถอน  มันอิงรัฐธรรมนูญ 50  มาตรา 270  
เมื่อ รธน.50 สิ้นสภาพ  เรื่องถอดถอนก็หมดไป
รธน.57  ไม่ได้ให้อำนาจเรื่องการถอดถอนแก่ สนช.  จะเอาอำนาจอะไรไปทำ

เรื่องถอดถอนนั้น  ตกตายสนิทไปแล้ว  เหลือแต่เรื่องทางอาญา  ว่ากันไป

นี่จะตะแบงเอาให้ได้  เพื่อหวังผลทางการเมือง
เพราะหวังผลทางการเมือง  บ้านเมืองถึงได้เละไปหมด

ไม่มีปัญญาเอาชนะคู่แข่งทางการเมือง   ไม่มีความสามารถเอาชนะใจประชาชน
เล่นการเมืองเพื่อหวังประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องเท่านั้น

เลว



วันนี้  เป่าสาก   เพราะที่อ้างรักชาติ  เกลียดโกง   มันก็แค่วาทกรรมเพื่อทำลายคนอื่น

เลว
 
 

 

 

 

 

 

 

เกาหลีเหนือประหาร จนท.หลังแอบดูละครเกาหลีใต้

 

 

เรื่องโดย Nation TV

วันที่ 30 ตุลาคม 2557 18:35 น.32,726 views

สำนักข่าวยนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานว่า นายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้สั่งประหารชีวิตเจ้าหน้าที่ของพรรคกรรมกร 10 คนด้วยการยิงเป้า ในความผิดฐานคอรัปชั่น, ดูละครของเกาหลีใต้ และกระทำผิดอื่นๆ

 

แม้ว่าความผิดฐานดูละครของเกาหลีใต้จะเทียบไม่ได้กับความผิดฐานทรยศต่อชาติ แต่ก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง และนักเคลื่อนไหวระบุว่า แม้ว่าเกาหลีเหนือจะห้ามประชาชนดูละครทีวีและภายนตร์จากเกาหลีใต้, จีน และฮอลลีวู้ด แต่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ก็ยังคงแอบดูแม้จะรู้ว่าหากถูกจับได้จะถูกลงโทษอย่างหนักก็ตาม

 

 

 เมื่อไม่นานมานี้ ดูข่าวทีวี
เห็น รัฐบาลเกาหลีเหนือ กำหนดให้ประชาชนตัดผม ไว้ทรงผม ที่กำหนดให้
ผญ มีสิบกว่าแบบ ส่วน ผช น้อยกว่านั้น ไม่ถึงสิบแบบ ห้ามไว้ทรงนอกเหนือจากนี้ แน่นอนห้ามทำสีผม ผชห้ามไว้ผมยาว
ในข่าว เขาเอาภาพประกอบให้ดู
เป็นทรงที่ฮิตที่บ้านเรา ประมาณ 30 ปีก่อน

 

 ห้ามติดต่อกับคนต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมอยู่

 ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน แต่เคยอ่านเจอว่าถ้าบ้านไฟไหม้ สิ่งที่ต้องนำออกมาให้ได้คิอรูปท่านผู้นำ ถ้านำออกมาไม่ได้จะมีโทษ

 อินเตอร์เน็ต เป็นระบบอินทราเน็ต ใช้ได้เฉพาะในเกาหลีเหนือเท่านั้น

 

ที่รู้ๆคือ มีทีวีช่องเดียว  
เปิดสถานี เวลา 17:00น. - 23:00น. (ตามเวลาเกาหลีเหนือ) หรือ 15:00น.-21:00น. ตามเวลาในไทย
ยกเว้น วันอาทิตย์ และวันอื่นๆ อีกอาทิตย์ละ 1 วัน  เปิดตั้งแต่เวลา 09:00 น.(หรือ 07:00น. ตามเวลาในไทย)

 

เคยอ่านกระทู้ห้องบลู คนที่ไปเที่ยวต้องไปถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์ท่านผู้นำ ต้องมีรูปในท่าโค้งคำนับแสดงความเคารพอย่างสูง และรูปที่ถ่ายอนุสาวรีย์ท่านผู้นำต้องติดเต็มตัว ห้ามหัวขาด แขนขาด ไม่งั้นคนถ่ายเนี่ยจะชะตาขาดแทน  T T , ชาวบ้านจะได้รับอาหารแบบปันส่วน (ซึ่งไม่พอกิน) และเสื้อผ้าแจกให้ปีละ 2 ชุด, ประชาชนไม่มีสิทธิ์มีรถเป็นของตัวเอง แต่ต้องทนใช้รถเมล์ที่เก่าบุโรทั่ง สภาพไม่น่าจะวิ่งไหว, ในเปียงยางเมืองหลวง ซึ่งทันสมัยสุด เป็นที่อยู่ของพวกข้าราชการ ชนชั้นนำที่คัดเลือกแล้วเท่านั้น, การดูทีวีหรือฟังวิทยุต่างประเทศ ผิดกฎหมาย ...และอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีอยู่จริงในโลกใบนี้ ถ้าทนรับความหดหู่ไหว หาเล่มนี้มาอ่านเลยค่ะ "หนีเกาหลีเหนือ" สนพ.สันสกฤต เราอ่านแล้วนอนไม่หลับไปอีกหลายวัน

  

 

 

 

 

 

กม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่


 



 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 
แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ericlafforgue.com

            แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ภาพของช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่กู้กลับมา ก่อนนำมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รับรู้

            ประเทศเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีความเป็นเผด็จการที่สุด ควบคุมประชาชนด้วยกฎเหล็ก และปิดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ถูกเรียกว่าเป็นประเทศหลังม่านเหล็กที่หลายคนอยากเข้าไปศึกษาว่า เบื้องหลังฉากที่น่าเกรงขามที่คนภายนอกรับรู้นั้น แท้จริงแล้วภายในประเทศเป็นอย่างไรกันแน่

            จนกระทั่งเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2014 นายเอริค ลาฟฟอร์ก ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้หาญกล้า ได้แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ นำภาพที่เขาได้ถ่ายขณะเดินทางไปเกาหลีเหนือเมื่อเดือนกันยายน 2012 มาเผยแพร่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับไปเหยียบประเทศเกาหลีเหนือได้อีก โดยภาพเหล่านี้แม้จะถูกสั่งลบทิ้งหมดแล้วจากทางการเกาหลีเหนือ แต่ด้วยเทคโนโลยีในการกู้ภาพ ทำให้มีภาพบางส่วนหลุดออกมาให้เห็น

            สำหรับภาพถ่ายชุดนี้นับว่าเป็นภาพถ่ายที่แหวกม่านเหล็กของเกาหลีเหนือตรงที่เป็นการฝ่าฝืนข้อจำกัดในการถ่ายภาพของเกาหลีเหนือที่ระบุว่า ช่างภาพต้องถ่ายภาพสื่อให้เห็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศเท่านั้น เช่น ภาพทหารก็จะต้องให้เห็นถึงความเข้มแข็ง และแสนยานุภาพของกองทัพ ห้ามถ่ายภาพที่สะท้อนถึงความยากจนหรืออดอยากของประชาชน เป็นต้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างที่ได้เห็นอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม ดังภาพที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 

           
            ภาพทหารกำลังนอนหลับพักผ่อนกลางทุ่งหญ้า และแน่นอนว่าภาพนี้ถูกแบนจากทางการ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่

 

            ภาพหญิงสาวท่ามกลางเหล่าทหาร ซึ่งก็ไม่รอดโดนแบนอีกเช่นกัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่

 

            ทหารเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก แต่หากเราเดินทางไปที่นี่จะพบว่า พวกเขาก็ทำงานต่ำต้อย อย่างเช่น ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยเช่นกัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพแบบนี้มักจะเห็นได้ชินตานอกเขตเมือง


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ระบบรถไฟใต้ดินของเปียงยางถือว่าได้ลึกที่สุดในโลก เพราะมันถูกใช้เป็นที่หลบระเบิดด้วยเช่นกัน มีคนเห็นเขาถ่ายภาพนี้และสั่งให้ลบทิ้งทันที เนื่องจากภาพนี้ถ่ายติดอุโมงค์รถไฟ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ทางการเกาหลีเหนือไม่ชอบภาพทำนองนี้เอามาก ๆ เพราะมันสะท้อนให้เห็นความยากจนของประเทศ แม้เขาจะอธิบายว่าปัญหาความยากจนยังคงพบเห็นได้ในทุกที่ทั่วโลกก็ตาม


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ตลาดมืดถูกสั่งห้ามในเกาหลีเหนืออย่างเคร่งครัด แต่ตลาดสีเทายังคงพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศนี้ ผู้ค้าได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการขายบุหรี่และขนม


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ในวันเฉลิมฉลองผู้นำคิม จอง อิล ชาวเกาหลีเหนือหลายพันคนเข้าคิวเพื่อแสดงความเคารพต่อรูปปั้นของอดีตผู้นำ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เปียงยางเปรียบเสมือนเมืองเชิดหน้าชูตาของเกาหลีเหนือ บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีจากด้านนอก แต่หากคุณได้โอกาสที่มีอยู่น้อยนิดในการเข้าไปดูภายใน ก็จะเห็นความรกร้างได้เด่นชัด


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 

 

            แม้ว่าเกาหลีเหนือจะเริ่มมีการใช้รถยนต์อย่างแพร่หลายแล้ว แต่เด็ก ๆ ก็ยังคงออกมาเล่นกันกลางถนนเหมือนกับสมัยที่ยังไม่มีรถสักคัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ในคืนหนึ่งขณะที่รถบัสกำลังพาเขากลับโรงแรม แต่ต้องเลี่ยงไปอีกเส้นทางหนึ่ง เนื่องจากถนนปิด เมื่อผ่านตึกเก่า ๆ ไกด์บอกกับเขาว่าห้ามใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะอาจจะทำให้ผู้คนแตกตื่นได้


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เมื่อเดินทางไปยังบ้านของคนในชนบท อ่างน้ำที่เห็นในห้องน้ำแสดงให้เห็นว่าชาวเมืองยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก


 

 แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอยู่จริง ชาวเมืองจำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเสียก่อน และบนทางหลวงคุณจะได้พบเห็นว่า แม้แต่ทหารก็ยังต้องโบกรถอาศัยไปกับคนอื่นอยู่เลย


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            การถ่ายภาพสะท้อนความยากจนเป็นสิ่งต้องห้าม แต่การถ่ายภาพที่สะท้อนความมั่งคั่งเป็นข้อห้ามยิ่งกว่า ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ในสวนสาธารณะ เขาได้พบกับรถคันหนึ่งซึ่งเป็นของชนชั้นสูงในเปียงยางที่จอดไว้ขณะที่ไปทานบาร์บีคิว


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            การถ่ายภาพทหารในอิริยาบถพักผ่อนเป็นสิ่งต้องห้าม


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพที่สะท้อนถึงภาวะขาดสารอาหารของผู้คนในประเทศนี้ก็ถูกห้ามเช่นกัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            คุณสามารถหาซื้ออาหารและเครื่องทุกประเภท แม้แต่น้ำแร่เอเวียง ได้ที่ซูเปอร์มาร์เกต 2 แห่งในเปียงยางที่จ่ายได้ทั้งสกุลเงินยูโรและวอน แต่มีเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นที่มาซื้อของที่นี่


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            พนักงานก่อสร้างที่นี่ทำงานเสี่ยงอันตราย เนื่องจากมีมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานต่ำ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            คุณสามารถถ่ายภาพการแสดงสัตว์ในสวนน้ำได้ โดยที่ไม่ติดทหาร แต่ดูเหมือนว่ามันคงเป็นไปได้ยากเพราะผู้ชมส่วนใหญ่เป็นคนในเครื่องแบบถึง 99 เปอร์เซ็นต์


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีความหวาดระแวงสูงมาก เพราะแม้แต่ภาพกำลังนั่งพักผ่อน พวกเขาก็กลัวว่าจะถูกนำไปอ้างว่าเป็นภาพคนไร้บ้าน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพนี้ถูกสั่งแบน เพราะไม้กวาดปรากฏอยู่ตรงฐานรูปปั้นของท่านผู้นำคิมอิลซุง


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ไกด์โกรธมาก หากภาพนี้ถูกเผยแพร่ในโลกตะวันตก ซึ่งจะถูกมองได้ว่า คนเกาหลีเหนือกินหญ้าจากสวนสาธารณะ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เด็กเกาหลีเหนือส่วนใหญ่มีโอกาสได้หัดพิมพ์ดีดบนแป้นคีย์บอร์ด ทั้ง ๆ ที่เครื่องคอมไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพรูปปั้นของท่านผู้นำคิมภาพนี้ถูกแบนแน่นอน เพราะการถ่ายภาพจากข้างหลังเป็นสิ่งที่หยาบคายมาก


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ประชาชนต่อแถวยาวเพื่อรอขึ้นรถบัสไปร่วมงานวันกีฬาแห่งชาติของเกาหลีเหนือ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหากรถบัสเสียกลางทาง


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ในศูนย์ศิลปะของเปียงยางเกิดไฟดับบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่คนเกาหลีเหนือก็ไม่อยากจะให้ประชาชนรู้ จึงอ้างว่าเป็นเพราะคำสั่งบอยคอตต์ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนในประเทศและเกิดปัญหาไฟตก
 

 

 

 

 

 

 

 

 

          วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2557 เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12

 

 

          

                                    

 

                                                     ทุกข์ที่เกิดจากหนี้

 

ภิกษุ ท. ! ความยากจน เป็นทุกข์ของคน
ผู้บริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ย่อมกู้หนี้,
การกู้หนี้ นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ กู้หนี้แล้ว
ต้องใช้ดอกเบี้ย, การต้องใช้ดอกเบี้ย นั้นเป็นทุกข์ของ
คนบริโภคกามในโลก.


ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ กู้หนี้แล้ว
ต้องใช้ดอกเบี้ย ไม่อาจใช้ดอกเบี้ยตามเวลา เจ้าหนี้ก็ทวง,
การถูกทวงหนี้ นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ถูก
ทวงหนี้อยู่ ไม่อาจจะใช้ให้ เจ้าหนี้ย่อมติดตาม, การถูกติดตาม
นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.


ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ถูก
ติดตามอยู่ไม่อาจจะใช้ให้ เจ้าหนี้ย่อมจับกุม, การถูกจับกุม
นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! ความยากจน ก็ดี, การกู้หนี้ ก็ดี,
การต้องใช้ดอกเบี้ย ก็ดี, การถูกทวงหนี้ ก็ดี, การถูกติดตาม
ก็ดี, การถูกจับกุม ก็ดี,
ทั้งหมดนี้ เป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.

 

ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
ความไม่มีศรัทธา -
หิริ -
โอตตัปปะ -
วิริยะ -
ปัญญา,
ในกุศลธรรม มีอยู่แก่ผู้ใด;
เรากล่าวบุคคลผู้นั้นว่า

เป็นคนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ในอริยวินัย.


ภิกษุ ท. ! คนจนชนิดนั้น
เมื่อไม่มีศรัทธา -
หิริ -
โอตตัปปะ -
วิริยะ -
ปัญญา,
ในกุศลธรรม เขาย่อมประพฤติ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต,
เรากล่าว การประพฤติทุจริต ของเขานี้ว่าเป็น
การกู้หนี้.
เพื่อจะปกปิดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตของเขา
เขาตั้งความปรารถนาลามก ปรารถนาไม่ให้ใครรู้จักเขา
ดำริไม่ให้ใครรู้จักเขา พูดจาเพื่อไม่ให้ใครรู้จักเขา ขวนขวาย
ทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครรู้จักเขา,
 

เรากล่าวการปกปิดความทุจริตอย่างนี้ของเขานี้
ว่าเป็น ดอกเบี้ยที่เขาต้องใช้.
เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รัก พากันกล่าว
ปรารภ เขาอย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุนี้ทำอะไร ๆ (ทุจริต)
อย่างนี้ มีปกติประพฤติกระทำอะไร ๆ (ทุจริต) อย่างนี้”,
เรากล่าว การถูกกล่าวอย่างนี้ ว่าเป็นการถูกทวงหนี้.
เขาจะไปอยู่ป่าก็ตาม อยู่โคนไม้ก็ตาม อยู่เรือนว่าง
ก็ตาม อกุศลวิตก อันลามกประกอบอยู่ด้วยความร้อนใจ
ย่อม เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจเขา,
เรากล่าวอาการอย่างนี้ ว่าเป็น การถูกติดตาม
เพื่อทวงหนี้
.


ภิกษุ ท. ! คนจนชนิดนี้
ครั้นประพฤติกาย –วจี – มโนทุจริตแล้ว
ภายหลังแต่การตาย เพราะการแตก
ทำลายแห่งกาย ย่อม ถูกจองจำอยู่ในนรก บ้าง
ในกำเนิดเดรัจฉาน บ้าง.


ภิกษุ ท. ! เราไม่มองเห็นการจองจำอื่นแม้
อย่างเดียวที่ทารุณอย่างนี้เจ็บปวดอย่างนี้ เป็นอันตราย
อย่างนี้ ต่อการบรรลุโยคักเขมธรรมอันไม่มีธรรมอื่น
ยิ่งกว่าเหมือนการถูกจองจำในนรก หรือในกำเนิด
เดรัจฉานอย่างนี้.(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ความยากจนและการกู้หนี้ ท่านกล่าวว่าเป็น
ความทุกข์ในโลก.


คนจนกู้หนี้มาเลี้ยงชีวิต ย่อมเดือดร้อน เพราะ
เจ้าหนี้ติดตามบ้าง เพราะถูกจับกุมบ้าง.
การถูกจับกุมนั้น เป็นความทุกข์ของคนบูชา
การได้กาม.
ถึงแม้ในอริยวินัยนี้ก็เหมือนกัน :
ผู้ใดไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ
สั่งสมแต่บาปกรรม กระทำกายทุจริต - วจีทุจริต
- มโนทุจริต
ปกปิดอยู่ด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา ทาง
จิต เพื่อไม่ให้ผู้ใดรู้จักเขา,
 

ผู้นั้น พอกพูนบาปกรรมอยู่เนืองนิตย์ ในที่นั้น ๆ.
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน
เสมือนคนยากจน กู้หนี้มาบริโภคอยู่ ย่อมเดือดร้อน.
ความตริตรึกที่เกิดจากวิปฏิสาร อันเป็นเครื่อง
ทรมานใจ ย่อมติดตามเขา ทั้งในบ้านและในป่า.
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน
ไปสู่กำเนิดเดรัจฉานบางอย่างหรือว่าถูกจองจำอยู่ในนรก.
การถูกจองจำนั้นเป็นทุกข์ ชนิดที่ธีรชนไม่เคยประสบเลย.............

ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๙๒/๓๑๖.

 

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

  

 

  

                           ผลวิจัยชี้ งานแต่งยิ่งแพงยิ่งเสี่ยงเลิก

 

 

 

ลวิจัยชี้ งานวิวาห์ ยิ่งหวือหวาเท่าไหร่ มีสิทธิ์ทำให้ชีวิตแต่งงานล่มด้วยการหย่าร้างเท่านั้น ด้วยสาเหตุความเครียดจากภาวะหนี้สินในการจัดงาน

วันนี้ (27 ต.ค. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผลการวิจัย แอนดรูว์ ฟรานซิส และฮูโก ไมลอน แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอมอรีของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนเงินที่ใช้ในการจัดงานแต่งงานและความยืนยาวในชีวิตสมรส โดยการใช้แบบสอบถามสำรวจคู่แต่งงานชาวอเมริกันจำนวน 3,000 คน โดยไม่รวมถึงผู้ที่เป็นรักร่วมเพศและผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี พบว่า ยิ่งถ้าคู่แต่งงานใช้เงินในการจัดพิธีมงคลสมรสมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสหย่าร้างมากขึ้นเท่านั้น

 


            
แหวนหมั้นหญิง

 

 

แรนดอล โอลสัน ผู้ช่วยนักวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตท สหรัฐอเมริกาได้นำข้อมูลจากรายงานดังกล่าวมาจัดทำเป็นกราฟเปรียบเทียบ

ซึ่ง คู่รักที่ใช้เงินในการจัดงานแต่งงานมากกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 660,000 บาท) มีโอกาสที่จะหย่าร้างมากถึง 46 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่ใช้เงิน 10,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 330,000-660,000 บาท) มีโอกาสหย่าร้างน้อยลงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ คนที่ใช้เงินระหว่าง 1,000-5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (33,000 – 165,000 บาท) มีโอกาสที่จะเลิกรากันเพียง 18 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวพบว่า ภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นหลังจากการจัดงานแต่งงานที่หรูหราฟุ่มเฟือยได้ก่อให้เกิดความเครียดเนื่องจากภาระหนี้สินที่ตามมา และจะทำให้ชีวิตสมรสยุติลงในที่สุด

นอกจากนี้การแต่งงาน ที่หรูหรายังเป็นสัญญาณของ “ความเข้าใจผิด” ต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น ผู้ชายมีโอกาสที่จะหย่าร้างมากขึ้นเพราะไปให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกของคู่สมรสมากเกินไป

ทั้งนี้ ในกรณีเดียวกันเกิดกับผู้หญิงที่มองแต่ความร่ำรวยของฝ่ายชาย ดังนั้นในงานวิจัยแนะนำทางออกคือก่อนที่จะแต่งงานควรจะคบหาดูใจกันมากกว่าสามปี

Mthai News

ขอบคุณ BBC Thai

 

 

7 ธรรมเนียมและที่มาของงานแต่ง ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

 

วางแผนแต่งงาน ดูไอเดียต่างๆ ได้จากมือถือเลย

โพสต์เมื่อ : 13 สิงหาคม 2557 เวลา 17:20:36

แต่งงาน
ที่มาและธรรมเนียมการปฏิบัติต่าง ๆ ของงานแต่งงานที่ควรรู้




          แม้ฉากหน้าของงาน
แต่งงานจะเต็มไปด้วยความงดงามและบรรยากาศแสนโรแมนติกอย่างที่ทุกคนได้เห็นและสัมผัสกันบ่อย ๆ แต่ใครเลยจะรู้ว่างานแต่งงานมีอะไรมากมายซ่อนอยู่มากกว่าการเป็นพิธีมงคลสมรสเท่านั้น อีกทั้งหลายครั้งที่บ่าวสาวหลงประเด็นการจัดงานแต่งงานไป ดังนั้น เว็บไซต์ All Women Stalk ก็เลยรวบรวมงานแต่งงานแบบดั้งเดิม ที่มา และธรรมเนียมการแต่งงานสมัยเก่ามาให้อ่านกัน เพื่อเป็นเกร็ดความรู้และเข้าถึงจุดประสงค์งานแต่งงานกันมากขึ้น

 

แต่งงาน


1.
เพื่อนเจ้าสาว

          เรื่องของ
เพื่อนเจ้าสาวและจุดประสงค์ดั้งเดิมในเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจสำหรับการรักษาธรรมเนียมของงานแต่งงานมากทีเดียว ถึงแม้ในตอนนี้จะให้ความสำคัญกับการเลือกชุดของพวกเธอมากกว่าไปแล้วก็ตาม เพราะเมื่อย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าชุดของเพื่อนเจ้าสาวมีความใกล้เคียงกับชุดเจ้าสาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแต่งตั้งเพื่อนเจ้าสาวขึ้นมา ก็เพื่อทำให้วิญญาณ
ร้ายสับสน พร้อมกับปกป้องไม่ให้เจ้าสาวตกอยู่ใต้คำสาปของพวกมันนั่นเอง

แต่งงาน


2. ชุดแต่งงานสีขาว

          เนื่องจากในปี ค.ศ. 1840 สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นถึงความงดงามของชุดแต่งงานสีขาว นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหญิงสาวทั่วโลกก็เลยนิยมเลือกสวมชุดแต่งงานสีขาวกันเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งสีขาวยังเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์
ไร้เดียงสา และพรหมจรรย์ ดังนั้น กระแสของชุดแต่งงานสีขาวก็เลยยังคงอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน

แต่งงาน


3. แหวนแต่งงาน

          เมื่อย้อนกลับไปครั้ง
กรุงโรมยังรุ่งเรือง เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ชายสวมแหวนให้กับผู้หญิงมันก็จะหมายความว่า เขาผู้นั้นได้เป็นเจ้าของหญิงที่รักโดยสมบูรณ์ เนื่องจากในสมันนั้นแหวนเป็นสัญลักษณ์ของการครอบครอง อีกทั้งยังเชื่อว่าเส้นเลือดดำของนิ้วนางข้างซ้ายเชื่อมต่อกับหัวใจโดยตรง ก็เลยเป็นเหตุที่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมแหวนแต่งงานต้องสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายเท่านั้น

4. ปาร์ตี้สละโสด

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าธรรมเนียมการเลี้ยงฉลองก่อนสละโสดจะมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล และก่อกำเนิดขึ้นโดยชาว
สปาร์ตัน
โดยในคืนก่อนที่ชายชาวสปาร์ตันจะเข้าพิธีแต่งงาน พวกเขาจะมีการจัดปาร์ตี้ให้กับชายคนนั้นแบบชายโสดเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเชื่อหรือจุดประสงค์อื่นใด นอกเสียจากการเลี้ยงฉลองกันในหมู่เพื่อนฝูงเหมือนดังเช่นปาร์ตี้สละโสดในยุคปัจจุบันเท่านั้น

แต่งงาน


5. ช่อดอกไม้เจ้าสาว

          ในอดีตช่อดอกไม้เจ้าสาวทำจาก
สมุนไพรและพืชที่มีความเผ็ดร้อน เช่น กระเทียมหรือผักชีลาวเท่านั้น ส่วนสาเหตุก็เพื่อปัดรังควานจากการรบกวนของวิญญาณชั่วร้าย พร้อมกับปกป้องเจ้าสาวจากโรคภัยต่าง ๆ เท่านั้น โชคดีที่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปวัสดุที่นำมาประกอบเป็นช่อดอกไม้เจ้าสาวเริ่มมีความสวยงาม และดีไซน์ที่เก๋ไก๋มากขึ้นจากการนำดอกไม้ที่มีสีสวย ๆ หรือกลิ่นหอม ๆ มาจัดช่อนั่นเอง

6. การโปรย
ข้าวสาร

          นอกจากนี้ ในอดีตเมล็ดข้าวเป็นสัญลักษณ์ของเมล็ดแห่งชีวิต ดังนั้น พวกเขาก็เลยใช้การโปรย
ข้าวสารหลังจากที่บ่าวสาวเดินออกมาจากโบสถ์ เพื่อเป็นการอวยพรให้ทั้งคู่โชคดี ประสบความสำเร็จในการครองคู่ และมีชีวิตแต่งงานที่สมบูรณ์พูนสุข ซึ่งธรรมเนียมนี้ก็ยังนิยมปฏิบัติกันมาถึงปัจจุบัน แต่อาจไม่ค่อยได้เห็นการโปรยข้าวสารบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นการโปรยริบบิ้นหรือกระดาษสีแทน

7. อุ้มเจ้าสาวข้ามธรณีประตู

          ส่วนการอุ้มเจ้าสาวข้ามธรณีประตูก็แบ่งออกเป็น 2 จุดประสงค์ด้วยกัน โดยคนส่วนหนึ่งก็ทำเพื่อปกป้องเจ้าสาวของพวกเขาจาก
วิญญาณ
ชั่วร้าย ในขณะที่ผู้คนบางกลุ่มก็ทำเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าสาวสูญเสียพรหมจรรย์เร็วเกินไป แต่สำหรับในตอนนี้คนส่วนใหญ่มองว่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและโรแมนติกที่สุดไปแล้ว

          องค์ประกอบต่าง ๆ ของงานแต่งงานล้วนมีที่มาที่น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งยังช่วยไขข้อข้องใจเรื่องราวและที่มาของงานแต่งงานในหลาย ๆ ส่วนได้เป็นอย่างดีด้วย ก็หวังว่าที่มาและธรรมเนียมการปฏิบัติต่าง ๆ ของงานแต่งงานที่เว็บไซต์
All Women Stalk ได้นำเสนอไปทั้งหมดนี้ จะช่วยให้บ่าวสาวทุกคู่เข้าถึงจุดประสงค์ของการจัดงานแต่งงานกันมากขึ้นนะคะ

 

 


เจ้าสาวที่ประเทศ
ปากีสถาน จะต้องเพ้นท์เฮนน่าที่มือ ในช่วงเทศกาล mehndi ก่อนจะถึงวันแต่งงาน เพื่อความโชคดีและเป็นมงคล


 


บ่าวสาวชาวเกาหลีจะต้องแต่งชุดแต่งงานแบบโบราณที่มีอายุเก่าแก่ย้อนหลังไปก่ว่า 2,000 ปี และเจ้าบ่าวจะต้องแบกเจ้าสาวขึ้นหลังด้วย


 


เจ้าสาวชาวมอร็อคโค จะต้องประดับประดาเครื่องเพชรนิลจินดาชนิด "จัดหนัก" ท่วมตัวกันเลยทีเดียวในวันแต่งงาน และทั้งเจ้าสาวกับแขกผู้หญิงทั้งหมดในงานจะต้องเพ้นท์มือด้วยเฮนน่าทุกคน


 


ที่สก็อตแลนด์ เพื่อนเจ้าบ่าวและแขกเหรื่อผู้ชายทั้งหมดในงานแต่ง จะแต่งชุดประจำชาติ คือกระโปรงลายสก็อตไปร่วมงาน


 


ที่โยรูบ้า ประเทศไนจีเรีย เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว จะต้องหมอบคว่ำ ก่อนที่เจ้าสาวจะออกมาพร้อมผ้าคลุมหน้า

 


คู่แต่งงานชาวโบลิเวียจะต้องไปเฉลิมฉลองกันที่ริมทะเลสาบ Titicaca โดยมีพวงมาลัยดอกไม้โยงระหว่างคู่บ่าว-สาวตลอดเวลา


 


ประเพณีโยนช่อดอกไม้เจ้าสาวจากอเมริกา เชื่อกันว่าสาวโสดผู้รับช่อดอกไม้ได้จะเป็นผู้ได้แต่งงานคนต่อไป


 


คู่บ่าวสาวชาวญี่ปุ่นจะต้องดื่มเหล้าสาเก 9 จอก ที่ศาลเจ้าชินโต




 


ตามประเพณีดั้งเดิมของจีน เจ้าสาวจะไปที่บ้านเจ้าบ่าวโดยนั่งเกี้ยวไป


 


เค้กแต่งงานแบบฝรั่งเศสลักษณะคล้ายๆ เอแคลร์ นำมาตกแต่งเป็นชั้นสูงเหมือนภูเขาไฟ เรียกว่า croquembeuche


 


คู่แต่งงานชาวรัสเซียจะปล่อยนกพิราบร่วมกันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของพวกเขา


 


ประเพณียกน้ำชาให้กับคนเฒ่าคนแก่ในครอบครัวของชาวจีน-มาเลย์ ในพิธีแต่งงาน
 

 

 

 

 

 

 ธุรกิจโรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทย

 เมื่อเจอมาตรการภาษีจากยุโรปเต็มๆในต้นปี 2558 การแก้ไขง่ายๆก็คือต้องไปพึ่งพิงฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
แน่นอนว่า เราไปเพิ่มเงินเพิ่มงานเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วสินค้าภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร รวมทั้งการประมง พวกเขาจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร หรือสินค้าเหล่านี้
ชื่อเสียง คุณภาพและความมั่นใจของต่างประเทศ ไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรนขวนขวายกำแพงภาษีอะไรแล้ว

จากข่าวที่พอจะสรุปได้ โรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทยต้องไปพึ่งฐานผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและเวียดนาม
ตอนนี้ก็ประมาณ 20 กว่าเจ้า อีก 30 กว่าเจ้าก็จะตามไปไม่เกินสิ้น พ.ย. แล้วหาก ลาวและกัมพูชาพร้อมเปิดรับล่ะ
แรงงานเขาก็ถูกกว่า คุณภาพก็อยู่ที่การบริหารจัดการ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเสี้ยนเศรษฐกิจ การคลัง พาณิชย์
การอุตสาหกรรม การต่างประเทศของรัฐบาล ตีนปืน นี้ พวกเขาคิดอะไรอยู่นอกเหนือจากสิ่งโง่ๆที่ทำอยู่
เพียงเพื่อให้ได้รับการ ยอมรับ จากคนในประเทศเห็นว่า รัฐบาลตัวเองทุ่มเทช่วยแบบสิ้นคิดแล้ว

แน่ๆต้นปี 58
กลุ่มประเทศยุโรป..และเมกา
...
จะมีมาตรการ...ทางภาษี
กีดกันสินค้าไทย..กว่า 700 ชนิด
...
ต่างชาติ..เขาพูดเรื่องนี้
ตั้งแต่ทหาร..ยึดอำนาจประชาชนใหม่
...
มาถึงวันนี้..ยังไม่เคยได้ยินว่า
รัฐบาลทหาร..จะแก้ปัญหานี้ยังไง
....
เห็นวุ่นวาย..อยู่กับเรื่อง
จัดสรรปันส่วน..สารพัดตำแหน่ง
...
ทั้งคณะรัฐบาลทหาร...สนช. สชป.
และยังมีคณะกรรมาธิการ..โน่น นี่ นั่น เป็นกระบุง
....
กระตือรือล้น..เรื่องการกำหนดเงินเดือน
กำหนดเงินประจำสารพัดตำแหน่ง...กันสนุกสนาน
แถมยังมีแต่ข่าวขึ้นราคาพลังงาน..ขึ้นภาษี ห่วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศาลอิหร่านตัดสินประหารชีวิต หญิงวัย26ด้วยการแขวนคอ ข้อหาฆ่าชายที่พยายามข่มขืนเธอ

 

วันนี้ (25 ต.ค.)อัลจาซีรารายงานถึงกระแสประณามทางการอิหร่านหลังจากดำเนินการประหารชีวิต  น.ส.เรย์ฮาเนห์ จับบารี วัย 26 ปี ด้วยการแขวนคอที่เรือนจำในกรุงเตหะราน หลังเธอต้องโทษในคดีฆ่านายมอร์เตซา อับโดลาลิ ซาร์บานดี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงข่าวกรองอิหร่าน ซึ่งนายซาร์บานดีพยายามจะทำการข่มขืน เธอจึงใช้มีดแทงนายซาร์บานดีเพื่อปกป้องตัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2550

 

 

             view_resizing_images

 

 

 

 

ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเรียกร้องให้พิจารณาโทษประหารดังกล่าวอีกครั้ง โดยนางฮัสซิบา ฮัดจ์ ซาห์รูอิ รองผู้อำนวยการภาคพื้นตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ขององค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า น.ส.จับบารีไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ควรได้รับ เนื่องจากการสอบสวนยังมีช่องโหว่ที่น.ส.จับบารีเคยให้การว่า มีชายอีกคนเข้ามาในบ้านของตนวันเกิดเหตุ แต่กลับไม่สืบค้นเรื่องให้กระจ่าง

ซ้ำร้ายศาลสูงอิหร่านยังยืนโทษประหารชีวิตน.ส.จับบารี ทั้งที่เธอได้ยืนกรานว่าใช้มีดแทงนายซาร์บานดีเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าให้ตาย ทั้งนี้ศาลได้ตัดสินให้ประหารชีวิต น.ส.จับบารีในวันที่ 30 ก.ย. แต่ระงับโทษชั่วคราวหลังถูกนานาประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) กดดันอย่างหนัก ก่อนจะสั่งให้ดำเนินการแขวนคอน.ส.จับบารีในที่สุด

 

พื้นที่
 -  รวม 1,648,195 ตร.กม. (17)
636,372 
ตร.ไมล์ 

ประชากร

 - 

2548 (ประเมิน)

68,467,413 

 

 

อิหร่าน (เปอร์เซีย: ایران) หรื่อชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (เปอร์เซีย: جمهوری اسلامی ايران) เป็นประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งช่วงก่อนปี พ.ศ. 2478ชาวตะวันตกเรียกว่า เปอร์เซีย

อิหร่านมีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดต่อกับปากีสถาน (909 กิโลเมตร) และอัฟกานิสถาน (936 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับเติร์กเมนิสถาน (1,000 กิโลเมตร) ทิศเหนือจรดทะเลแคสเปียน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับอาเซอร์ไบจาน (500 กิโลเมตร) และอาร์มีเนีย (35 กิโลเมตร) ตุรกี (500 กิโลเมตร) และอิรัก (1,458 กิโลเมตร) ส่วนทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย (ทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้) และอ่าวโอมาน (ทิศตะวันออกเฉียงใต้)

ในปี พ.ศ. 2522การปฏิวัตินำโดยอายะตุลลอฮ์ โคมัยนี (Ayatollah Khomeini) ทำให้มีการก่อตั้งเป็น สาธารณรัฐอิสลามโดยโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวีที่ปกครองภายใต้สาธารณรัฐอิสลามเทวาธิปไตย (theocratic Islamic republic) ทำให้ชื่อเต็มของประเทศนี้ในปัจจุบันคือ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran, جمهوری اسلامی ایران)

 

 อิหร่านมีปริมาณแก๊สธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับสองของโลก และมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับสามของโลก[11][12] เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับสองของโอเปก และมีศักยภาพจะกลายมาเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานของโลก

        

 

 

 

 

 

หญิงอิหร่านแห่โพสต์ภาพไม่สวม "ฮีญาบ" ลง Facebook!!

 

 

หญิงอิหร่านแห่โพสต์ภาพไม่สวม "ฮีญาบ" ลง Facebook!!

ผู้หญิงมุสลิมชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งพากันโพสต์ภาพถ่ายที่ไม่สวมใส่ ฮีญาบ หรือ ผ้าคลุมผมลงเพจ "มาย สเตลตี้ ฟรีดอม" (My Stealthy Freedom)

 ผู้หญิงในประเทศอิหร่านยังคงไม่ได้รับสิทธิในสังคมเทียบเท่ากับผู้ชาย

เช่น มีการกำหนดจำนวนการรับนักศึกษาหญิงที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในแต่ละปี ซึ่งถือว่า เป็นการควบคุมสิทธิ เสรีภาพ เป็นการเลือกปฏิบัติในสังคม และผู้หญิงก็ไม่สามารถที่จะขอหย่าหรือเลือกสามีของตัวเองได้ แต่ผู้ชายมุสลิมแค่บอกภรรยา ตัวเองสามครั้ง พร้อมจดหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ว่าต้องการจะขอหย่า ก็สามารถหย่ากับภรรยาได้เลย ในยุคปัจจุบันเพียงแค่ส่ง sms ไปบอกผู้ที่เป็นภรรยา เพียงสามครั้ง ก็สามารถหย่ากับภรรยาได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ถือว่าเป็นการกีดกันสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิง และมีการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในสังคมให้เห็นอย่างชัดเจน

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพจ My Stealthy Freedom นี้สร้างโดยนักข่าวหญิงชาวอิหร่านซึ่งทำงานอยู่ในอังกฤษ และได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านเสรีภาพของรัฐบาลอิหร่านอยู่เสมอ โดยในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่สร้างเพจนี้ขึ้นมา ก็มีคนไปกดไลค์มากถึง 130,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายชาวอิหร่าน โดยในเพจมีการโพสต์รูปภาพประมาณ 150 รูปจากแฟนเพจ ซึ่งเป็นภาพถ่ายผู้หญิงมุสลิมชาวอิหร่านที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา โดยปราศจากฮีญาบหรือผ้าคลุมศีรษะ และถ่ายในสถานที่ต่างๆ ทั้งชายทะเล บนถนน และหมู่บ้านในชนบท ซึ่งเจ้าของภาพต่างบรรยายสั้นๆว่า พวกเธอต้องการให้เส้นผมของตัวเองได้สัมผัสสายลมและแสงแดด ซึ่งมันคือ อิสรภาพของพวกเธอในช่วงเวลาสั้นๆ

ทั้งนี้ ประเทศอิหร่านหลังมีการปฏิวัติอิสลามเมื่อ 35 ปีที่แล้ว รัฐบาลได้ออกกฎห้ามไม่ให้ผู้หญิงออกจากบ้านโดยปราศจากการสวมใส่ผ้าคลุมผม โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตั้งแต่ถูกปรับไปจนถึงจำคุก ทำให้ในช่วงหลายปีมานี้ ประเด็นการสวมใส่ฮีญาบได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่การต่อต้านเนื่องจากมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพสตรี แต่ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายสนับสนุนให้สวมฮีญาบอย่างเคร่งครัด ซึ่งเพจ My Stealthy Freedom นี้ก็ถือเป็นอีกช่องทางที่สะท้อนความคิดของผู้หญิงมุสลิมจำนวนหนึ่งในสังคมอิหร่านต่อประเด็นนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 โอ้ที่รัก เธอคือชีวิต คือจิตใจ เธอคือทุกๆสิ่งของฉัน ขอบคุณพรหมลิขิตที่ทำให้ฉันมาเจอกับเธอ

 อัมร ดียาบ คนนี้ดังมาก เสียงเพราะสุด

 

 

 

ชูวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก การสรรหา กมธ.ยกร่าง รธน. "ยิ่งเลือกมาก ยิ่งเละเทะ"

กระทู้ข่าว

การเมือง

ชูวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก การสรรหา กมธ.ยกร่าง รธน. "ยิ่งเลือกมาก ยิ่งเละเทะ"

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 18:10:48 น.
    

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น  โบราณเขาบอก "เลือกนัก มักได้แร่" หมายความว่า ถ้าเลือกมากเกินไป มักได้ของไม่ดี

การสรรหา "คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" หรือที่เรียกกันว่า "36 อรหันต์ทองคำ" ดูเหมือนจะง่ายแค่ชี้นิ้วเพราะมาจาก สปช. ส่วน สปช. ก็มาจาก คสช. อีกที แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน จำเป็นต้องเลือกบุคคลที่ "เป็นกลาง" สะท้อนมาจากท่านผู้นำ พลเอกประยุทธ์ ที่บอกว่า ไม่ซ้ายไม่ขวา ต้องการทำงานเพื่อบ้านเมือง ให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน

แต่เกรงว่าโผรายชื่อที่ออกมาจะกลายเป็น "เพชรฆาต" ที่ส่งมาเชือดฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าจะมีชื่อท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานหวยล็อค แต่จะไปทำอะไรได้?

สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ จำเป็นต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าภารกิจนี้เป็นการ "เสียบเพื่อชาติ" ยึดหลักการณ์ให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข

คณะกรรมาธิการยกร่างฯที่จะมีขึ้น ย่อมเป็นที่จับจ้องว่าจะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนไทยทั้งชาติ หรือแค่พิฆาตกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ประชาชนเขาจับตาดูอยู่ เพราะแค่เริ่มต้นก็ได้กลิ่นการวิ่งเต้นแย่งชิงกันบรรลุเป็นอรหันต์

ต่อให้เป็นกรรมาธิการ "ท๊อปบู๊ท" ทหารทั้งเซ็ต ยังดีกว่ากรรมาธิการที่เคยขึ้นเวทีม็อบเย้วๆอยู่หลัดๆ เพราะชาวบ้านเขาจะหมดศรัทธาว่า ท้ายสุดก็แค่ละครการเมืองบทหนึ่งเท่านั้น

ตอนนี้ก็เลือกเฟ้นกันเข้าไป แต่อย่าเลือกมากนัก เพราะหากยิ่งเลือกมาก แทนที่จะได้อรหันต์ กลับเป็นแค่สามเณรบวชใหม่ เดินกลับวัดยังไม่ถูก

เข้าสำนวนโบราณของไทยที่ว่า "ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น" มีความหมายว่า ดูเหมือนรอบคอบถี่ถ้วนแต่ไม่รอบคอบถี่ถ้วนจริง

"ยิ่งเลือกมาก ยิ่งเละเทะ"


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414235257

 

 

วิ่งเข้าใส่ตะหานเต็มๆ ชักสนุกแล้วหล่ะ


เป็นเรื่องพี่กับทหาร แต่พวกพี่ด่ารัฐบาล ทำไมไม่ด่าให้ถูกตัวหล่ะครับ


"วีระ" แฉถูกยัดคุกเขมรเพื่อปิดปากเรื่องของหนีภาษี เชื่อกองกำลังบูรพามีเอี่ยว ถาม "ประวิตร" รู้ไหม ?
"วีระ" แฉถูกยัดคุกเขมรเพื่อปิดปากกรณีบ้านหนองจานเป็นจุดหนึ่งที่มีลักลอบขนของหนีภาษี แจงตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา มี ตชด. - ทหารพราน ตั้งจุดตรวจถี่ยิบ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่รู้เห็นเป็นใจไม่มีทางขนของเถื่อนได้แน่นอน ระบุพื้นที่ในการควบคุมของกองกำลังบูรพา มี 3 จุดใหญ่ที่มีการลักลอบ ซึ่งสัปดาห์ก่อนเจ้าหน้าที่กรมศุลฯ ยังต้องล่าถอย หลังลุยโกดังเจ้าแม่เสื้อมือสองรายใหญ่ซึ่งใกล้ชิดกับทหารใหญ่มากใน "..." ถาม "ประวิตร" รู้บ้างไหม
วันนี้ (24 ต.ค.) นายวีระ สมความคิด โพสต์เฟซบุ๊ก "Veera Somkwamkid" ว่า ต้องยอมรับว่าทุกส่วนราชการมีทั้งคนดีและไม่ดี คนไม่ดีจะต้องถูกลงโทษ" พูดแล้วทำให้ได้นะ

ใครบ้างที่บอกว่าผมเดินล้ำเข้าไปในเขตของเขมร 55 เมตร ที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แล้วส่งผมกับคุณราตรีไปติดคุกที่เปรย์ซอว์เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน เพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย เนื่องจากบริเวณบ้านหนองจานเป็นจุดหนึ่งที่มีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจุดใหญ่จุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของกองกำกับการ ตชด.ที่ 12

ส่วนพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยู่ในการควบคุมของทหารกองกำลังบูรพา ที่มีการลักลอบขนของหนีภาษี คือกองร้อยทหารพรานที่ 12 ที่ควบคุมดูแลตั้งแต่บ้านป่าไร่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ไปจนถึง ต.ทับพริก จาก ต.ทับพริกไปจนถึง อ.คลองหาด จ.จันทบุรี อยู่ในการควบคุมดูแลของกองร้อยทหารพรานที่ 13 ตามแนวชายแดนจะมีการวางกำลังทั้ง ตชด.และทหารพรานอยู่โดยตลอดมีจุดตรวจห่างกันตั้งแต่ 500 , 700 เมตร ขบวนการขนของเถื่อนถ้า ตชด. และทหารพราน ไม่รู้เห็นเป็นใจไม่มีทางลักลอบขนของเถื่อนได้แน่นอน

ของที่ลักลอบมีจำนวนมากและมีน้ำหนักมากด้วยต้องขนกันตั้งแต่รถปิ๊กอัพ รถหกล้อ จนถึงรถ 18 ล้อ มีการทำสะพานข้ามมาจากทางฝั่งกัมพูชา ลองคิดดูของหนีภาษีขนกันมาเป็นคันรถ ตชด.และทหารพรานจะมองไม่เห็นเลยหรือ วิ่งตามกันมาเป็นขบวน จุดตรวจอยู่ห่างกันแค่มองเห็น
ผมจะบอกให้นะคุณประวิตร จุดที่ลักลอบของสินค้าหนีภาษีจุดใหญ่ ๆ ที่อยู่ในการควบคุมดูแลของทหารพราน (กองกำลังบูรพา) มีดังนี้ 1.กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ซึ่งดูแลตั้งแต่ตลาดโรงเกลือไปจนถึงบ้านท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 2. กองร้อยทหารพรานที่ 1302 บ้านคลองสมบูรณ์ ต.ทับพริก อ.อรัญประเทศ 3. กองร้อยทหารพรานที่ 1303 บ้านเขาดิน อ.คลองหาด

สาเหตุของเรื่องนี้เนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ต.ค.2557) เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจากส่วนกลาง ได้จับกุมขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ที่โกดังของนางดวงพร (เจ้าแม่เสื้อมือสอง ที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโรงเกลือ มีข้อมูลบอกว่านางมีความใกล้ชิดกับทหารใหญ่มากใน ........) บริเวณบ้านหนองเอียน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งโกดังของนางดวงพรตั้งอยู่ติดคลองพรมโหดชายแดนกัมพูชา เจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลางอาศัยจังหวะที่ทหารพราน (ในจุดที่อยู่ในการควบคุมดูแลของ กองร้อยทหารพรานที่ 1206) ยกไม้กั้นถนนเพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ด้านในเดินทางเข้าออก นำรถของเจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลางจู่โจมเข้าไปทันที แต่รถของนักข่าวถูกทหารพรานที่ด่านดังกล่าวสามารถกักเอาไว้ ทำให้นักข่าวไม่สามารถตามเข้าไปได้ มีชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลางมีการโต้เถียงกับทหารพรานอย่างรุนแรง ในที่สุดศุลกากรจากส่วนกลางต้องล่าถอยออกมามือเปล่า โดยไม่สามารถยึดของหนีภาษีออกมาจากโกดังของนางดวงพรได้แม้แต่ชิ้นเดียว เรื่องอย่างนี้คุณประวิตรรู้บ้างไหม ?

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าไปพัวพันการลักลอบของผิดกฎหมายบริเวณตามแนวชายแดนว่า เรื่องนี้ พล.อ.อดุมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำชัดเจนแล้วว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ให้ข้อมูลเป็นถึงอธิบดีกรมศุลกากรจะกระทบหลายหน่วยงานจำเป็นจะต้องมาพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในส่วนของอธิบดีกรมศุลกากรก็จะต้องทำรายงานขึ้นมาว่าใครทำอะไร ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าทุกส่วนราชการมีทั้งคนดีและไม่ดี คนไม่ดีจะต้องถูกลงโทษ
ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

 

 

 

เรื่องไมล์ยังไม่จบ มีคนสงสัยซื้อโบกี้รถไฟตู้ละ 40 ล้านเทียบรถทัวร์คันละ4 ล้าน

 

จากข้อเขียนคุณบรรยงค์ พงษ์พาณิช ใน www.thaipublico.com
ยกมาบางส่วน

Date: 21 ตุลาคม 2014

บรรยง พงษ์พานิช

ใครเห็นข่าวการจัดซื้อ
รถไฟโดยสารรุ่นใหม่ของ ร.ฟ.ท. 115 คัน เกือบ 4,700 ล้านบาท แล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ ผมขอเรียบเรียงความรู้สึกส่วนตัวให้ฟังนะครับ

- การจัดซื้อรถใหม่ย่อมเป็นเรื่องดี เพราะรถเก่านั้นสภาพโหลยโท่ย ไม่มีใครอยากนั่ง (แถมไม่ปลอดภัย…อย่างกรณีน้องแก้ม) แต่ผมสงสัยหน่อยๆ ว่า ได้มีการศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ เรื่องความคุ้มทุนหรือเปล่า จะตั้งราคาดี แข่งกับ
รถทัวร์ และเครื่องบิน อย่างที่ท่านปลัดฯ (นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม) ว่าได้จริงไหม (พูดอย่างนี้ แสดงชัดว่าต้องการแข่งขัน ไม่ใช่สวัสดิการประชาชนที่อาจยอมขาดทุนได้อย่างที่ชอบอ้างๆ กัน) เรื่องนี้น่าจะมีการเปิดเผยรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ต่อสาธารณะได้นะครับ

- สมมติว่ามีการศึกษาความเป็นไปได้จริง..ซึ่งเขาก็ต้องทำให้เป็นไปได้อยู่แล้ว ผมก็ยังคงสงสัยอยู่ดีว่า การซื้อโบกี้ที่มีที่นั่ง 36 ที่ ในราคา 40 ล้านบาทนั้น มันคุ้มค่าได้อย่างไร ในเมื่อ
รถทัวร์ 36 ที่นั่ง มันคันละ 4.0 ล้านบาทเอง (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ของ ร.ฟ.ท. มากกว่าของเอกชนแน่นอน) ร.ฟ.ท. ที่มีขาดทุนสะสมบักโกรกกว่าแสนล้านบาทควรที่จะลงทุนเพิ่มเรื่องนี้เองหรือไม่

สรุปเบื้องต้นว่า..ในประเด็นแรก ผมสงสัยมากว่า ที่ซื้อนี่ ควรซื้อ หรืออยากซื้อ

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญ คือ วิธีการจัดซื้อ

- ในข่าวไม่ได้มีการเปิดเผยว่าจัดซื้อกันอย่างไร มีการประมูล หรือจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ …ถ้าประมูล เริ่มต้นวิเคราะห์ออกแบบ
TOR กันอย่างไร กำหนดราคากลางด้วยวิธีใด มีใครเข้าประมูลบ้าง เสนอราคากันเท่าใด …ถ้าจัดซื้อวิธีพิเศษ ก็คงต้องเปิดเผยรายละเอียดยิ่งขึ้นอีก ว่าทำไมต้องพิเศษ เร่งด่วนอย่างไร สืบราคากันดีแล้ว วิเคราะห์ทางเลือกอื่นๆ (เช่น ต่อเองอย่างที่เคยทำ)

- ไอ้ที่งงกว่านี้ก็คือ ผลสุดท้ายของการได้คู่ค้านี่แหละครับ …ในกิจการร่วมค้า
บีบีซี
ที่ได้สัญญาไปนั้น บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ น่ะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่อีกสองบริษัทไทยนี่สิครับ คือ บริษัท เขาหลักแบมบู ออร์คิด จำกัด กับ บริษัท ร่วมมิตรเหมืองแร่ จำกัด เห็นชื่อแล้วชวนให้สงสัยอยู่ครามครัน ว่าเข้ามามีส่วนร่วม มีบทบาทยังไงในเรื่องนี้ .....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


บริเวณต้องยิ่งเอาใจใส่
กลับทำเหลวไหลให้ขายหน้า
โอ้พระแก้วคู่เมืองเรืองพารา
โดนน้ำรินสิ้นท่า...เอ๋อว่าไง ?

 

 



                              
 

 

 

 

 

 

 

//เย้วๆ นักท่องเที่ยวกลับมาแล้ว "welcome to thailand"

 

Q3/2557 -7% ถึงจะติดลบแต่ชี้วัดวัดได้ว่าปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบต้นปีที่ผ่านมา


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]


   20 ต.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นาย
จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จัดรายการผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง PEACETV (เอเชียอัพเดท เดิม) โดยกล่าวอย่างมีอารมณ์ถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รอง นายกฯ และรมว.แรงงาน ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เมื่อวานนี้ (19 ต.ค.) และได้พาดพิงถึงคนเสื้อแดง และหยามเกียรติตนเอง และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ตอนหนึ่งว่า

"คุณ (เฉลิม) มันหมาลอบกัด หน้าตัวเมีย เจอหน้า ผมไม่ยกมือไหว้ ห่วยแตก คุณไม่ออกมาพูดก็ไม่มีใครคิดว่าโง่"

"ผมมีมือมีตีน ผมมันไม่ใช่คนสอพลอ ผมรู้แล้วใครที่เป่าหู พ.ต.ท.
ทักษิณให้เข้าใจเสื้อแดงผิดๆ มาตลอด ไม่ต้องมาคบกัน ต่อไปผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ"

"มาบอกคุณทักษิณมีความสุขมีรัฐประหาร -คุณ
ยิ่งลักษณ์แฮปปี้โดนยึดอำนาจ จะตายอยู่แล้วยังมาพูดแบบนี้ ผมบอกนะ ร.ต.อ.เฉลิม เสื้อแดงไม่ใช่ควาย" 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก่จนใกล้แง้ม..ฝาโลงแล้ว
กลับพูดไม่คิด..พูดจนคนอื่นเสียหายไปแล้ว
...
ดันออกมาดิ้นแก้ตัว..ว่าไม่ได้พูด
แล้วนักข่าว..จะกล้านั่งเทียนเขียนเองรึ
...
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก..
ที่คนๆนี้ปากพาจน..(ปากพอๆกับ กกต.ไอ้หน้าปรุ)
...
คราวก่อน..ก็ออกมาเล่นงาน
อัยการสูงสุด
ส่งเรื่องฟ้องจำนำข้าว..ให้กลับไปหาหลักฐานมาใหม่
...
เพราะดันเอาแต่หน้าปกงานวิจัย...แนบไปให้เขา
ทั้งที่มันเป็นรายงานวิชาการ..ไม่ใช่หลักฐานข้อเท็จจริง
...
แทนที่จะรับเรื่องกลับไป..และขอบคุณเขาที่แนะนำ
ดันพูดจาดูถูกเหยียดหยามเขา..โดยพูดว่า
....
หากอยากได้หลักฐานอะไร..ก็ต้องขอมาเอง
ถ้าเห็นหลักฐานแล้ว..
อัยการ
จะเป็นลมล้มคว่ำ
....
เล่นเอาชาวบ้านด่าเช็ด..กันทั้งประเทศนึกว่าจะเข็ด
ที่ใช้วาจาสามหาว..ใส่คนอื่นอย่างไม่ไว้หน้าใครเลย
...
นี่เอาอีกแล้ว..พูดกล่าวหาคนอื่นแบบลอยลม
ใครขน ขนเมื่อไหร่ ขนอย่างไร..ขนไปไหน
....
ถ้ารู้ว่าใครขนเงินออกนอก..มากมายขนาดนั้น
ทำไมไม่ดำเนินการ..เอาคนผิดมาลงโทษ
...
ถ้ารู้ลึกถึงขนาดนั้น...แล้วไม่ดำเนินอะไร
เอาแต่พูดลอยลม...ปาวๆอย่างเดียว
.......ผิด ม.157 นะขอบอก

 

 

 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

guest

Post : 16/10/2014 19:48     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ไล่เเมลงออกจากรถ

 

  

หนุ่มกำแพงเพชร ซิ่งกระบะขนไข่เป็ดส่งขาย แต่ใช้มือไล่แมลงวันในรถ ทำให้เสียหลักพุ่งลงคูน้ำข้างทาง ไข่ 5 พันฟองแตกเละ เหลือเพียง 15 ฟอง
 
 
 573985-01

 

ร.ต.ท. คำรณค์ จันทิตย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะพุ่งตกคูน้ำข้างทางถนนพหลโยธิน ขาขึ้น หมู่ 2 ต.ธำมรงค์ อ.เมืองกำแพงเพชร ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะอีซูซุ 4 ประตู สีดำ ทะเบียน กง 698 กำแพงเพชร พลิกตะแคงขวา อยู่ในคูน้ำ สภาพด้านหน้าพังยับเยิน มี นายนเรนทร์ กิจจา อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 2 ต.ธำมรงค์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นผู้ขับขี่ พร้อมด้วยญาติอีก 3 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

นายนเรนทร์ คนขับให้การว่ากำลังนำไข่เป็ดกว่า 5,000 ฟอง ไปส่งที่ จ.ตาก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีแมลงวันบินอยู่ภายในรถตรงหน้าตน จึงเปิดกระจกพร้อมทั้งใช้มือปัดเพื่อที่จะไล่แมลงวันออกไป ปรากฏว่า รถของตนเกิดเสียหลักชนกับหลัก กม.ข้างทางเข้าอย่างจังจนหลัก กม.หลุดกระเด็น จากนั้นพุ่งตกลงไปพลิกตะแคงในคูน้ำ ส่วนไข่เป็ดกว่า 5,000 ฟอง แตกเละกระจายเต็มทั่วบริเวณ เหลือไข่เป็ดสภาพสมบูรณ์เพียง 15 ฟอง เท่านั้น

 

 

573985-02 573985-03

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับบางคนที่มักเดินทางไกลหรือต้องเร่งรีบเดินทาง ก็มักจะเอาอาหารไปทานบนรถไปเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา และเมื่อทำบ่อยๆ เข้าก็มักจะมีเหล่าบรรดามดมาแวะเวียน ครั้นจะไล่กลับไล่ยากซะนี่

 
มดนั้นจะอาศัยอยู่กันเป็นรังโดยช่วยเหลือกันทำรังและหาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นตัวล่อให้เจ้ามดพวกนี้ เข้ามาในรถของคุณอย่างดีเลยทีเดียว และเมื่อพบเห็นมดขึ้นรถควรรีบกำจัดไล่ไปเสียตั้งแต่พบเห็น ไม่ควรปล่อยปะละเลย เดี๋ยวมันจะสร้างรังแพร่พันธ์ในรถคุณ ทีนี้ละหาทางวิธีกำจัดได้ยากแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีกันครับ
 
1. การล้างรถ เมื่อพบมดกำลังวิ่งเล่นวุ่นวายอยู่ภายในรถของเรา ก็ต้องเอาไปล้างกันละครับ เพื่อเพิ่มความสะอาดให้แก่ตัวรถมันซักหน่อยทั้งในและนอกตัวรถ จะล้างรถเองหรือจะไปร้านล้างอัดฉีดก็แล้วแต่ ความพึงพอใจเลยครับ ถ้าล้างเองก็อย่าลืมเอาแผ่นรองฝุ่นมาเคาะล้างไปด้วยเลยก็ดีครับ
 
2. พวกยาฉีดฆ่าแมลง  เริ่มด้วยฉีดยาเข้าไปในตัวรถแล้วปิดประตูปิดกระจกรถเราให้สนิท แล้วทิ้งไว้ซักประมาณ 30 นาที แล้วค่อยมาเปิดประตูเปิดกระจก ระบายกลิ่นยาฆ่าแมลงออกไป
 
3. เหยื่อกำจัดมด หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อว่า "ซันเจี่ย" จากดักซ้ำลงไป เผื่อมีมดที่มันซุกตัวอยู่ตามซอกมุม ที่มีชีวิตรอดจากยาฆ่าแมลงที่เราฉีดไปในหัวข้อที่ 2 แต่ควรอ่านคู่มือการใช้งานก่อนเริ่มการใช้ด้วยนะครับเพื่อความปลอดภัยต่อตัวเองด้วยนะครับ
 
แต่ถ้าท่านไม่ชอบใช้สารเคมีกลัวมีผลกระทบต่อร่างกาย เราก็มีวิธีแบบปลอดสารพิษมาบอกเหมือนกันครับ
ใช้น้ำตาลทราย 2 ถ้วย เอาไปผสมกับน้ำเปล่าน้ำสะอาด 1 ถ้วย และผสมกับกรดบอริก 2 ช้อนชา ทีนี้เราก็จะได้กับดักไว้ล่อมดแล้วครับ ใส่ถ้วยวางตั้งทิ้งไว้ในรถสักคืน
 
ถ้าไม่อยากเบียดเบียนฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่น ก็ควรรักษาความสะอาดบนรถของท่านให้ดีละครับ ไม่ทิ้งอาหารหรือขยะเศษอาหารไว้บนรถ และถ้าชีวิตประจำวันจำเป็นต้องนำอาหารไปทานบนรถบ่อยๆ อยู่ลองตรวจเช็คให้ดีๆ ว่ามีมดมาเยี่ยมที่รถของท่านหรือยัง ปล่อยไว้นานมันก็จะแก้ได้ยาก
 
ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก melvyn yeo

 

 ขอเสนอให้  นำขวดน้ำพลาสติกใสหรือขุ่นก็ได้เจาะรูประมาณมดผ่านได้ที่ด้านข้างแล้วเอาทิชชู่ยัดลงไป  เสร็จแล้วเติมน้ำลงไปพอให้ทิชชู่มันแฉะแล้วปิดฝาเอาไปวางในรถ (ให้รูหงายขึ้นนะขอรับ)   แล้วเอารถไปตากแดด ( จะขับไปจอด ลากไป เข็นไป แบกไป ยกไป ก็แล้วแต่วิจารณญาณ ) หลักการก็คืออากาศในรถมันร้อนมดจะหาที่เย็นอยู่ก็จะมาชุมนุมกันในขวดเพราะว่ามันเย็น
กว่าที่อื่นในรถ รวมถึงพวกที่เป็นมดงานด้วย ( ไอ้พวกนี้ซวยหน่อย ) จะขนไข่ มาด้วยถือเป็นการกำจัดที่สิ้นซากดีทีเดียว หลังจากที่ได้มดมาเต็มขวดแล้วจะนำไปทิ้ง ไปประหาร ไปปล่อยป่า ไปออกงานวัด ไปเลี้ยงดูต่อ หรือปล่อยกลับเข้าไปในรถอีกก็แล้วแต่จะพิจารณาครับ  แต่ผมอยากเสนอว่า ไม่ควรใช้สารเคมีอย่างยิ่งนะครับ  เพราะเกิดสารตกค้างแน่นอนครับพี่

 

 

 

 

อยากรู้ไหมครับว่า ทำธุรกิจอะไรกำไรได้ถึง 130  เท่า ??

 

 

มีหลายท่าน คงอยากจะทราบว่า  มีธุรกิจอะไรบ้างไหมที่สามารถ

ทำกำไรได้มาก  ยิ่งทำกำไรได้หลายเท่าตัวก็ยิ่งดีมากๆ   เป็นที่

ปรารถนากันทั้งนั้น  สำหรับผู้ประสงค์จะลงทุนน้อยๆ แต่ให้รวยไวๆ

 

สมมติว่า  วันนี้เรามีเงินเริ่มทำธุรกิจเพียงแค่ 150 บาท หรือ

ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ  เราจะทำอย่างไร  จึงจะให้เกิดกำไร

สูงๆ  เท่าที่จะทำได้

 

 

ศาสตราจารย์ Tina Seelig  อาจารย์สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย  ได้ให้โจทย์ทางธุรกิจ

กับนักศึกษาว่า 

 

สมมติคุณมีเงินเริ่มธุรกิจได้แค่ 5 เหรียญ  คุณจะทำยังไงให้ได้

กำไรกลับมาสูงสุด 

 

ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 4 ทีม และให้เวลาเพียงแค่

1 สัปดาห์ ไปคิดหาวิธีมา และให้เวลา 2 ชั่วโมงสำหรับภาคปฏิบัติ

ในการทำเงินให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด แล้วให้มารายงานหน้าชั้น

เรียนเป็นเวลา 3 นาที

 

 

 

 

ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้  จะคิดหาไอเดียอย่างไรดี

 

เราลองมาดูไอเดียที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีม

ได้เลือกทำกันจากเงิน 5 เหรียญนี้ 

 

กลุ่มที่หนึ่ง เอาเงินไปซื้อมะนาว น้ำตาล และมาทำน้ำมะนาวขาย

หน้ามหาวิทยาลัย     อืม…ก็เข้าท่า

 

กลุ่มที่สอง ไปรับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย

คิดเงินคันละ 1 เหรียญ  จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงิน

บริจาคจะได้เยอะกว่า เลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน อันนี้ออก

แนวการกุศล

 

กลุ่มที่สาม ได้เงินมากกว่าทั้งสองกลุ่ม และมีคิดสร้างสรรค์ได้ 

ค่อนข้างดี คือ พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์ และให้

เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาว ๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่น แล้ว

ให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอ

ได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20

เหรียญ ได้ลัดคิวกันไปเลยไม่ต้องยืนรอ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อย

เหรียญในเวลา 2 ชั่วโมง เพราะใคร ๆ ก็อยากมาแล้วได้ทาน

อาหารเลย

 

กลุ่มที่สี่ กลุ่มที่ชนะเลิศในครั้งนี้ สามารถหาเงินได้ถึง  650

เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขา

ไม่ได้ใช้เงิน 5 เหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไรกัน

 

หลังจากที่พวกเขาประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขา

จะขายเวลา นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า บางคนบอกไปซื้อล็อตเตอรี่

ดีกว่า ไปลาสเวกัส และอื่น ๆ

 

แต่ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน

5 เหรียญ แต่เป็นเวลา 3 นาทีต่างหาก สำหรับการนำเสนอแผน

ธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย

สแตนฟอร์ด จำนวนเป็นร้อย ๆ คน ที่ต้องการนั่งฟังรายงานโดย

ไม่ลุกไปไหน

 

นักศึกษากลุ่มนี้จึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้า แล้วก็ได้ขาย

เวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา

3 นาที โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทน (ไม่ต้องเหนื่อนกันเลย

ทีเดียว)

 

พอถึงวันที่ต้องรายงาน นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจาก

ฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัวเอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกัน

ไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วทางบริษัทได้จ่ายเงิน 650 เหรียญ

สำหรับเวลา 3 นาทีที่มีค่าให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ เรียก

ได้ว่าไอเดียดีจริง ๆ ครับ

 

 อาจารย์ปลื้มใจที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบอย่างเหลือเชื่อ !!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พลิกปูม เปิดประวัติ "เทียนฉาย กีระนันทน์" ยี่ห้อจุฬาฯ นั่งหัวขบวน ประธานสปช. ...... มติชนออนไลน์

 

กระทู้สนทนา
นับแต่มีการประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จำนวน 250 คนออกมา

ประชาชนคนไทยก็ได้เห็นโฉมหน้า ของผู้ที่จะเข้ามาชำระสะสาง สร้างบ้านแปงเมือง ด้วยการเดินหน้า
ชูแคมเปญใหญ่ การปฏิรูปประเทศไทย ก่อนจะให้มีการเลือกตั้ง

สปช. มีที่มาจากการคัดเลือก สรรหา แต่งตั้ง รวมทั้งหมด 11 ด้านด้วยกัน มีชื่อคนเล็ก คนใหญ่ ในแวดวง
ที่คุ้นเคย และ หลายคนผลิกโผ หลายคนมาตามคาด แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย

อีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึง ตั้งแต่มีชื่อปรากฎ และไม่ตลาดวาย เลยสักวันนั่นคือ ชื่อของ "ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์"
ที่เป็น แคนดิเดต คว้าเก้าอี้ ประธาน สปช. แบบมาแรง แซงโค้ง "บวรศักดิ์ อุววรรณโณ"

ล่าสุด วันนี้ 21 ตุลาคม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยปู่ชัย นายชัย ชิดชอบ บิดา เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้เสนอชื่อ
ดร.เทียนฉาย และแม้ว่าจะมีการเสนอชื่อ อลงกรณ์ พลบุตร แข่ง แต่ก็ได้ขอถอนตัวไป ทำให้ถือว่ามีการเสนอ
ชื่อเพียงคนเดียว ทำให้ถือว่า ที่ประชุม สปช.ได้มีมติเลือก [url]"เทียนฉาย กีระนันทน์" เป็น ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ
แบบนอนมา ชนะใสๆ ไม่ต้องลุ้นกันให้ยาก ชนิดที่ไม่มีล็อค งานนี้ มีแต่เสียงสนับสนุนมาตั้งแต่ยังไม่นัดโหวตด้วยซ้ำ
แม้จะมีกระแสเซ็งแซ่ผ่านระบบไลน์มาด้วยก็ตาม
 
 
 
 





 
 
 
มติชนออนไลน์ ชวนประชาชนทุกท่าน มาติดตามประวัติ "ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์" ในฐานะ
ที่จะก้าวขึ้นมานำหัวขบวนประเทศชาติให้ เดินหน้าต่อไป ตามทิศทางที่ได้มองวางกันไว้บางแล้ว ว่าน่าสนใจขนาด
ไหน เหมือนที่สำนักข่าวฉบับหนึ่งพาดหัวตัวโตว่า "ยี่ห้อจุฬาฯ คุม สปช." นั่นเอง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ปัจจุบัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สรรหามาจากด้านอื่นๆ
และรองประธานกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

รับราชการเป็นอาจารย์ เติบโตมาเรื่อยๆ จนกระทั่งขึ้นแท่นเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รั้วจามจุรี
สีชมพู ต่อจากอาจารย์จรัส สุวรรณเวลา ที่ออกก่อนครบวาระ

กระทั่ง ก่อนเกษียณอายุราชการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 11 ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่เทียบเท่าตำแหน่ง ปลัดกระทรวงเลยทีเดียว
 
 
 


 

 
 
 
ประวัติการทำงานที่จุฬาฯ อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 2510-2514, อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์
2514-2521, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2521-2524, รองศาสตราจารย์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
2524-2526, ศาสตราจารย์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2526-2539, ศาสตราจารย์ ระดับ 11 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
2539-2548, ศาสตราจารย์กิตติคุณ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2550

[url]ในด้านการศึกษา ดร.เทียนฉาย จบการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, M.A. (Economics & Demography) บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อยัง มหาวิทยาลัยฮาวาย,
A.M. และ Ph.D. ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก

เข้าเรียน หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ว.ป.อ.รุ่น 37 มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส
สปช. - สมหาย ภาษี รมว.คลัง เป็นต้น


อยู่จุฬาฯ แต่เคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, เป็นอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาฯ, เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ของ วช., บุคคลดีเด่นของชาติ คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
พ.ศ. 2539 และดำรงตำแหน่งอื่น ๆ อีกมากมาย

หลายๆท่าน อาจคุ้นหูกับนามสกุล "กีระนันทน์"
 
 


  

 
 
 
ใช่แล้ว ภริยาของ ดร.เทียนฉาย คือ คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ที่เป็นอดีตอธิการบดีจุฬาฯ เช่นกัน นี่ต้องนับว่า
ทั้งสามีและภรรยา เติบโต นั่งตำแหน่งบริหารในจุฬาฯ อย่างยิ่งใหญ่ทั้ง 2 ท่าน

ขณะที่ในปัจจุบัน คุณหญิงสุชาดา ยังนั่งเก้าอี้ เป็น นายกสภาจุฬาฯ อีกด้วย โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม
กรรมการ
สภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ
ร่วมคณะกรรมการ

คุณหญิงสุชาดา เป็น สนช. เมื่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

มาครั้งนี้ ดร.เทียนฉาย คู่สมรส เข้าป้าย เป็น สปช.

ที่มานี้   คงบอกได้ดี  ว่าทำไมถึงมาเป็น ประธานสปช. ....
โปรดอย่าลืม  คุณหญิง สุชาดา  เป็นแกนนำกปปส.ฝ่ายจุฬา ...
รับผิดชอบ เวที กปปส. สีแยกปทุมวัน ....
เรื่องนี้  น่าจะสำคัญ  กว่าประวัติ ดีเด่นด้านการศึกษา .... และการทำงาน  
 
 
 
  

 
 
แต่ที่แน่นอนกว่า ก็คือ คุณหญิงสุชาดา นั่งแท่นเป็น เก้าอี้ กรรมการสรรหา สปช.ด้านสังคม

แม้ว่า ดร.เทียนฉาย จะมาเป็น สปช.ใน ด้านอื่นๆ

ส่วนการทำหน้าที่ นำหัวขบวนของ ดร.เทียนฉาย จะเป็นอย่างไรนั้น

ประชาชนคงต้องช่วยกันจับตาดู ฝีมือ และ ผลงานนั่นเอง
 
 


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413859498

สาวแว่น

 

 

 

 ที่มานี้   คงบอกได้ดี  ว่าทำไมถึงมาเป็น ประธานสปช. ....
โปรดอย่าลืม  คุณหญิง สุชาดา  เป็นแกนนำกปปส.ฝ่ายจุฬา ...
รับผิดชอบ เวที กปปส. สีแยกปทุมวัน ....
เรื่องนี้  น่าจะสำคัญ  กว่าประวัติ ดีเด่นด้านการศึกษา .... และการทำงาน  

 

 

 

รูปภาพ : #เสพกวีฝ่ายหนึ่งมุ่งแก้ไขไม่แก้แค้นอีกฝ่ายโกรธเคืองแค้นไม่แก้ไขอีกฝ่ายสร้างผลงานประกาศไว้อีกฝ่ายโกงบรรลัยได้ซากปูนอีกฝ่ายโดนกลั่นแกล้งสารพัดอีกฝ่ายผิดชัดๆกลับเงียบสูญอีกฝ่ายได้ประชามาค้ำจุนอีกฝ่ายได้ปืนกระสุนคอยแย่งชิงกลอนโดย จำรัส เศวตาภรณ์
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

                  บาห์เรนเข้าใจสถานการณ์ไทย ร่วมมือแก้ศก.

 

 

 

 

          บาห์เรนเข้าใจสถานการณ์ไทย ร่วมมือแก้ศก.

 


 

'พล.ต.วีรชน' เผย บาห์เรน เข้าใจสถานการณ์ ชื่นชมไทยทุกด้าน ร่วมมือแก้ ศก. ปากท้อง พร้อมเชิญเยือนประเทศ

 

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค คณะทำงานทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า บาห์เรน มีความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านความมั่นคง พร้อมชื่นชมประเทศไทย และศักยภาพของคนไทยในทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน ไทยและบาห์เรน มีความใกล้ชิดและเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน โดยร่วมกันเร่งแก้ปัญหาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมที่จะรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากประเทศไทย และให้ความร่วมมือในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ยังมีความสนใจที่จะซื้อข้าวจากประเทศไทย รวมถึงหารือร่วมกันในเรื่องข้าวและอุตสาหกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ปรารภกับ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ในการผนึกกำลังดูแลภาคเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เทียบเชิญนายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศบาห์เรน อย่างเป็นทางการ และยินดีเป็นผู้ประสานงานประเทศในกลุ่มอาหรับให้กับประเทศไทย

 

 

 

 

 บาห์เรน (อังกฤษ: Bahrain; อาหรับ: البحرين‎) หรือชื่อทางการ ราชอาณาจักรบาห์เรน (อังกฤษ: Kingdom of Bahrain; อาหรับ: مملكة البحرين‎) เป็นประเทศเกาะในอ่าวเปอร์เซีย โดยมีสะพานเชื่อมต่อกับซาอุดีอาระเบียที่อยู่ห่างจากเกาะประมาณ 28 กิโลเมตร คือ สะพานคิงฟะฮัด ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ส่วนสะพานมิตรภาพกาตาร์-บาห์เรน ที่กำลังอยู่ในระหว่างวางแผนงานนั้น จะเชื่อมต่อบาห์เรนเข้ากับกาตาร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นสะพานขึงที่ยาวที่สุดในโลก

 

 

พื้นที่
 -  รวม 750 ตร.กม. (176)
253 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) น้อยมาก
ประชากร
 -  กรกฎาคม 2548 (ประเมิน) 688,345 (157)
 -  ความหนาแน่น 987 คน/ตร.กม. (?)
2,556 คน/ตร.ไมล์
 

 

เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
มานามา
26°13′N 50°35′E / 26.217°N 50.583°E / 26.217; 50.583
ภาษาราชการ ภาษาอาหรับ
การปกครอง ชะรีอะฮ์
 -  พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อัลเคาะลีฟะฮ์
 -  นายกรัฐมนตรี เชคเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อัลเคาะลีฟะฮ์

 

 
  • อันดับ 3 : จังหวัดนนทบุรี

    จังหวัดนนทบุรี มีขนาดพื้นที่ 622 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1,101,743 คน (ข้อมูลปี 2553) เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคกลางของประเทศไทย โดยจัดเป็นพื้นที่ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร มีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ เกาะเกร็ด วัดเล่งเน่ยยี่ ตลาดน้ำวัดแสงสิริธรรม

  •  

     

     

  • อันดับ 2 : จังหวัดภูเก็ต

    จังหวัดภูเก็ต มีขนาดพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 345,067 คน (ข้อมูลปี 2553) เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะต่างจากจังหวัดอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่พื้นที่ของจังหวัดทั้งหมดเป็นเกาะกลางทะเลแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ แหลมพรหมเทพ หาดป่าตอง ถนนบางลา

  •  

     

     

  • อันดับ 1 : จังหวัดสมุทรสงคราม

     

  • สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (หน่วยงานบางแห่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคตะวันตก) มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดของประเทศ คือประมาณ 416.7 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีจำนวนประชากรน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วย (จำนวนประชากร 194,057 คน : ข้อมูลปี 2553) นับเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและมีชายฝั่งทะเลติดอ่าวไทยยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไม่มีภูเขาหรือเกาะ มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มโดยพื้นที่ฝั่งตะวันตกจะสูงกว่าฝั่งตะวันออกเล็กน้อยแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ ตลาดน้ำอัมพวา โบสถ์ปรกโพธิ์ ค่ายบางกุ้ง อาสวิหารพระแม่บังเกิด

 

 

"ซ่องบาห์เรน" ...เส้นทางค้ากาม 30 นาที 2 พัน

 

 


 

 

          วันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา สื่อมวลชนรายงานข่าวผู้หญิงไทย 10 คน ถูกช่วยออกมาจากซ่องโสเภณีเมืองมานามา ประเทศบาห์เรน โดยการช่วยเหลือประสานงานจากตำรวจไทยและตำรวจสากล ความเป็นมาเบื้องหลังเกิดจากเหยื่อรายหนึ่งใช้โปรแกรม "กูเกิล เอิร์ธ 3 มิติ" สืบหาแผนที่จนรู้ว่าตัวเองถูกกักขังไว้ที่ใด ก่อนส่งเอสเอ็มเอสไปแจ้งนักข่าวขอความช่วยเหลือ "คม ชัด ลึก" เปิดใจสาวไทยใจกล้าที่ใช้นามสมมุติว่า "วาดี" ไปแล้ว แต่ปริศนาที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยคือ 


            ทำไม "บาห์เรน" จึงกลายเป็นแหล่งขุดทองของแก๊งค้าหญิงไทย ?
           "แม่แท็ก" (Contract) เป็นคำเรียกชื่อย่อของแม่เล้ากว่า 50 ราย ที่สร้างเครือข่ายซ่องหญิงไทยในบาห์เรนมานานกว่า 50 ปี เบื้องหลังสมาชิกกลุ่มแม่แท็ก หรือแม่เล้า มีที่มาที่ไปแตกต่างกัน แต่แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กลุ่มหญิงไทยที่แต่งงานกับชาวบาห์เรนแล้วย้ายไปอยู่กับสามี พอเห็นลู่ทางทำมาหากินก็ชักชวน น้องๆ ญาติๆ ที่มีอาชีพนั่งดริงค์ หรือทำงานตามผับบาร์ในเมืองไทยให้มาขุดทอง 2.กลุ่มผู้หญิงกลางคืน เคยมาค้าบริการทางเพศในบาห์เรนอยู่แล้ว แต่ต้องการเพิ่มระดับตัวเอง จึงแยกตัวออกมาจากแม่แท็กคนเดิม แล้วสร้างกลุ่มใหม่ของตนขึ้นมา โดยชักชวนเพื่อนๆ มาจากเมืองไทย ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นแม่เล้ามืออาชีพ ที่มีแฟนเป็นแมงดาและมีมาเฟียท้องถิ่นให้การสนับสนุน

 

 

 
          

 

  แม่เล้าทั้ง 3 กลุ่มนี้ มีกลวิธีหลอกลวงสาวๆ จากเมืองไทยให้มาขายเซ็กส์หลากหลายรูปแบบ ทั้งเสาะหาเหยื่อเองหรือจ้างนายหน้าให้ช่วยหา บางรายจะบอกความจริงไปเลยว่า เธอต้องมาขายบริการทางเพศนะ แต่รายได้ดีกว่าเมืองไทย รายได้หลักแสนบาทต่อเดือน หรือ บางรายใช้วิธีหลอกลวงว่ามีงานที่เงินดี นวดไทยหรือร้านอาหารไทย เหยื่อก็ตาลุกวาวอยากมาขุดทองทันที


เมื่อเดินทางมาถึงจึงรู้ว่า สถานที่ทำงานนั้น เป็นห้องแคบๆ ในโรงแรมสองดาว หรืออพาร์ตเมนต์ราคาถูกเหมาเช่าเป็นรายปี แล้วยัดเยียดให้อยู่กันห้องละ 5-8 คน และห้ามออกไปไหน มีแมงดาท้องถิ่นร่างใหญ่คุมเข้ม 


             "มาบาห์เรนไม่ต้องขอวีซ่า 14 วัน ทำให้ใครก็กล้าเสี่ยงมา พวกแม่เล้าออกค่าตั๋วเครื่องบินกับค่ารถให้ อย่างมากไม่ถึง 5 หมื่นบาท แต่พอมาถึงต้องเป็นหนี้ทันที 3-5 แสนบาท เงินที่นี่คิดเป็นดีนาห์ 1 ดีนาห์เท่ากับ 80 บาท 125 ดีนาห์ประมาณ 1 หมื่นบาท ราคาขายบริการทางเพศจะคิดทีละครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ครั้งได้ 1,500 บาท 1 ชั่วโมง 2 ครั้งได้ 3,000 บาท ถ้าประตูหลังด้วยจะได้ 50 ดีนาห์ หรือ 4,000 บาท"


              แหล่งข่าวจากชมรมชาวไทยในบาห์เรนให้ข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนย้ำเตือนว่า หญิงไทยส่วนใหญ่ที่มาขุดทอง ต้องทนทุกข์ทรมานหลายปีจึงจะหมดหนี้ การจ่ายหนี้แม่แท็กหมด 3-4 แสนบาท ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละวันถูกบวกค่าใช้จ่ายมหาโหด ทั้งค่าห้องพักค่าอาหาร รวมกันประมาณเดือนละ 8 หมื่นบาท ดอกเบี้ยถูกทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด พอหมดหนี้สินก็เริ่มปีกกล้าขาแข็ง กลายเป็นแม่เล้ารุ่นใหม่หลอกเพื่อนมาขายตัว เหมือนอยากแก้แค้นชีวิตจนกลายเป็นแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ 


             "บาห์เรน" ชื่อทางการว่า "ราชอาณาจักรบาห์เรน" (Kingdom of Bahrain) เป็นเกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ประชากร 1.2 ล้านคน เนื่องจากอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษยาวนานถึง 150 ปี จึงผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ทางศาสนาอิสลามไปมาก โดยเฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์ และสถานท่องเที่ยวยามค่ำคืน กลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของกลุ่มประเทศอาหรับ ชาวซาอุดีอาระเบีย ชาวกาตาร์ และประเทศใกล้เคียงจะเดินทางมาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อดื่มและเที่ยวกลางคืน โดยเฉพาะบนถนนโลกีย์หรือถนนเอ็กซิบิชั่น (Exhibition Road) มีหญิงไทยบริการนั่งดริงค์กับแขกอยู่ตามบาร์และดิสโก้ของโรงแรม 2-3 ดาวกว่า 80 แห่ง เช่น รร.ซีเชล, รร.บาห์เรนอินเตอร์เนชั่นแนล, รร.อัลจาซีรา, รร.แคปปิตอล, รร.แมรี่แลนด์, รร.กัลฟ์เกท, รร.รอยัล, รร.ฟัลคอม, รร.พลาซ่า, รร.โอเอซิส ฯลฯ

 

 


             

 

นักธุรกิจไทยรายหนึ่งเล่าว่า นอกจากหญิงไทยแล้ว ยังมีหญิงจีนเข้ามาทำงานขายเซ็กส์ด้วย เฉพาะผู้หญิงไทยเดินทางเข้ามาวันละไม่ต่ำกว่า 3-4 คน เมื่อสิบปีที่แล้วมีประมาณพันกว่าคน ตอนนี้พุ่งสูงเกือบ 5,000 คนแล้ว แก๊งค้าหญิงข้ามชาติเหล่านี้มีระบบจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจไทย ตำรวจบาห์เรน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 ประเทศ ฯลฯ รัฐบาลบาห์เรนรับทราบปัญหาขบวนการค้ามนุษย์จากเมืองไทยและจีนเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้จริงจังในการแก้ปัญหา เหตุผลเบื้องลึกคือ หากไม่มีพวกเธอมาสร้างความคึกคักให้ชีวิตกลางคืน นักท่องเที่ยวจะหายไปทันที หมายถึงตัวเลขรายได้ลดลงมหาศาล


              "ธาตรี เชาวชตา" หัวหน้าฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2553 เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยช่วยเหลือหญิงไทยกลับประเทศได้ 205 คน ล่าสุดช่วงเดือนมิถุนายน 2554-กรกฎาคม 2555 จำนวน 202 คน สำหรับวิธีการนั้น เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนว่า หญิงไทยโดนกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือบังคับค้าประเวณีที่ใด จะประสานตำรวจท้องที่เข้าช่วยทันที จากนั้นจัดหาบ้านพักฉุกเฉินให้อาศัยอยู่ชั่วคราวระหว่างรอเอกสารเดินทางกลับไทย ปัญหาที่พบคือ ส่วนใหญ่โดนแก๊งค้ามนุษย์ยึดพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินไว้ ดังนั้นต้องประสานงานออกเอกสารเดินทางชั่วคราวให้ก่อน และสำรองเงินให้ยืมเงินเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน 


               หัวหน้าฝ่ายกงสุลผู้คลุกคลีกับปัญหาหญิงไทยค้าประเวณีในบาห์เรนมานานหลายปี เสนอทางออกว่า มี 4 วิธีเบื้องต้น คือ 1.ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ด้านลบและอันตรายต่างๆ ให้ผู้หญิงรับรู้ว่า กว่าจะได้เงินมาต้องเสียต้นทุนสูง ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 2. ต้องจัดการเรื่องทุจริตคอรัปชั่นของขบวนการค้ามนุษย์ 3.หามาตรการป้องกันไม่ให้หญิงไทยที่เคยถูกจับข้อหาค้าประเวณีในต่างประเทศ เมื่อถูกส่งตัวกลับไทยแล้ว ยังพยายามกลับไปทำซ้ำคดีเดิมอีก และข้อสุดท้ายคือ เร่งแก้ไขปัญหาความยากจน เมื่อพวกเขาไม่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเลือกขายบริการทางเพศเป็นทางออก!!

 

 

 

                                           

                                              วงอ๊าดนาน
 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อคืนนี้(19ต.ค.57) เวลา 22.00น. นายกฯปู ได้พาน้องไปป์ -ศุภเสกข์ อมรฉัตร บินไปพักผ่อนที่ญี่ปุ่น และจะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น 3 วัน
และในวันที่ 24ต.ค.57 ท่าน ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางมารับไปทำบุญที่อินเดีย
โดย ส.ส.เพื่อไทยจะเดินทางไปร่วมทำบุญด้วยเป็นจำนวนมาก
และ นายกฯปู จะกลับไทย 26ต.ค.57

  คงไปทอดกฐินที่พุทธคยา. อินเดีย

 

 

 

 

 

 

 เหลิม จิตอาฆาต ชี้เป้าทำลายทักษิณ และยิ่งลักษณ์เท่านั้น

 

 

ทุกตัวอักษร อาบด้วยยาพิษ ถ้าดูเผินๆ ส่วนหนึ่งประหนึ่งเห็นใจ หรือเตือนสติ แต่ถ้าเพ่งดีๆ อย่างใจเป็นธรรม นี้คือกลยุทธที่อันตราย ชี้เป้าให้ทำลาย ให้หน่อย ที่แย่คือไปเดาในสิ่งที่ไม่เกิด เพื่อให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์คุณต้องเร่งกำจัดเสีย
ถามว่า เหลิ่ม เก็บความแค้นอาฆาตร ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และเสื้อแดง อย่างเลียดเย็น จริงๆ

เคยจำได้ ยิ่งลักษณ์ ปลดเหลิม แบบเลือกคนตามสถานการณ์ มากกว่าเอามันส์ จึงปรับให้ เหลิม จาก มท.1 ไปนั่งตำแหน่ง แรงงานฯ
แทนที่ เหลิม จะมองสถานการณ์ออก แต่เหลิม อาฆาตรแค้นไว้ ลึกๆ

"คน ที่ได้กำไรที่สุดเป็นพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดูจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด เพราะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในพรรคเพื่อไทยให้หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่แกนนำคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวจนกระทบกระทั่งกับรัฐบาล เองในตอนนั้น ปัญหาความวุ่นวายหลายอย่างในปลายรัฐบาล ที่ทำอะไรลำบาก ปฏิวัติรอบนี้ พ.ต.ท. ทักษิณต้องส่ง Petrus (เปตรุส-ไวน์ราคาแพง) มาให้ พล.อ. ประยุทธ์สัก 12 ลัง" ...ทักษิณบอกมิงมาฆ่ากรูดีกว่าไหมเหลิมนี้คือการแส่ให้ คนเกลียดทักษิณ ทั้งสองฝ่าย และคนทั้งโลก คิดไปได้ว่า ทักษิณสั่งให้ยึดอำนาจน้องสาวตนเอง นั้นแหละ

(เข้าสู่ภาวะเตรียมเลือกตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มั่นใจเกิน 700 ล้านเปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าไม่มีคดีร้ายแรงถึงขั้นโดนตัดสิทธิ์ ยังไงก็ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ส่วนตระกูลชินวัตรคนอื่นจะทยอยลงมา ทั้งบุตรชาย หรือคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ ดูแล้ว คุณหญิงอ้อไม่ใช่ทางที่จะมาเล่นการเมือง)..
นี้คือ เป็นการวางยาเพื่อฆ่า หรือส่งชิกให้ ฝ่ายเกลียด ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และตระกูลชินวัตร ฆ่าตระกูลนี้เสีย และเป็นเพิ่มความกลัวให้สังคม ให้คนที่เกลียดตระกูลนี้ขึ้นอย่างมากกว่าเดิมไปเอาเรือ่งเดา ที่ยังไม่ได้เกิด ไปเดาได้ว่า ตระกูลนี้จะลงเล่นการเมืองทุกคน นี้คือการฆ่าการบอกว่า นายกยิ่งลักษณ์ยังไงก็มา นี้คือบอกว่า พวกมิงแขวน ตัดสินลงโทษเท่านั้น จึงจะได้เกิด

เจอคนรอบสังหาร อยู่ใกล้ๆนี้เอง ยื่นน้ำผึ้งอาบยาพิษให้กินแท้ๆ

นรกไหมละ เหลิม

 

 

       "จตุพร"ของขึ้นด่า"เหลิม"คล้ายหมาลอบกัด

 

 

 เมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าว ในรายการ "มองไกล" ทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ตอบโต้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่พาดพิงคนเสื้อแดงมีความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทยในช่วงการชุมนุมทางการ เมือง ตอนหนึ่งว่า การพูดดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายตน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. อีกทั้งยังทำลายความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคนเสื้อแดง รวมถึงพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ถนนอักษะ ไม่ได้มีความขัดแย้งกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงนั้น

ดังนั้นการที่บอกว่าการยึดอำนาจเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเสื่้อแดงมีปัญหากับรัฐบาลจึงถือว่า ร.ต.อ.เฉลิมโกหก และ ที่บอกว่าพรรคเพื่อไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ได้กำไรจากการยึดอำนาจในครั้งนี้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะตนไม่เคยได้ยินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ามีความสุขจากการยึดอำนาจ การพูดอย่างนี้เท่ากับฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะจะกระทบต่อความรักความศรัทธาที่ประชาชนมีให้ โดยอาจมองว่าเขามาปฏิวัติรัฐบาลตัวเอง แล้วยังมีความสุข

นาย จตุพร กล่าวอีกว่า ส่วนที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งที่จะถึง และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการคิดเพียงชั้นเดียว

และชี้เป้าให้ สนช.เร่งดำเนินการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะไม่จัดการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบว่าที่บ้าน ร.ต.อ.เฉลิม มีกระจกหรือไม่ เพราะเวลาต่อสู้เราไม่เคยได้ยินเสียง ร.ต.อ.เฉลิม แต่ในวันที่ชนะกลับได้ยินเสียง และเป็นความจริงที่คนเสื้อแดงจะไปคุมพรรคเพื่อไทยได้ หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูด ตนรอที่จะเจอในงานศพของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาฯ โดยถ้าเจอหน้าจะไม่ยกมือไหว้ แต่สุดท้าย ร.ต.อ.เฉลิมก็ไม่ไป

ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะจัดการคนเสื้อแดงจริง ๆ แค่ยกหูโทรศัพท์มาบอก ผมก็จะลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้ แต่ไม่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะจิตใจต่ำอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูด ผมและนายณัฐวุฒิมีมือมีตีน ไม่กลัว ซัดมาก็ซัดไป เพราะไม่ใช่นักการเมืองงี่เง่า หน้าอย่าง หลังยาก ทำตัวเป็นหมาลอบกัด นิสัยขี้นินทาคล้ายหน้าตัวเมีย ไม่ใช่นิสัยของผม สถานการณ์อย่างนี้คุณมากระทืบผมโชว์ คสช.ทั้งที่ไม่เคยต่อสู้ร่วมกันมาเลย คุณประกาศผีไม่เผาเงาไม่เหยียบได้ ผมก็ประกาศได้ ผมไม่สนใจ ไม่ต้องคบกัน อย่ามาเสียงดังกับผม เพราะผมจะสวนทุกกรณี บางคนเสียงดัง แต่หัวใจเท่าขามด"นายจตุพร กล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ได้พยายามโทรศัพท์สอบถามเรื่องดังกล่าวกับ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ร.ต.อ.เฉลิมบอกผ่านคนใกล้ชิดว่า ไม่ซีเรียส ขออยู่เฉย ๆ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

 

 

                           วัฒนธรรมของคนเกาหลี

 

 

วัฒนธรรมคนเกาหลี

วัฒนธรรมคนเกาหลี

 

 

ชาวเกาหลีใต้ได้สร้างวัฒนธรรมที่โดดเด่นผ่านช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมหลายๆอย่าง

เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของหลากหลายศาสนาซึ่งมีอิทธิพลมากต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของ

ชาวเกาหลีมาจวบจนปัจจุบันนี้

 

การทักทาย

Korean DO (คนเกาหลีทำ)

การกล่าวคำทักทาย และคำขอบคุณต้องก้มหัวคำนับเสมอการโค้งต่ำระดับไหนนั้นขึ้นอยู่กับความ

อาวุโสของอีกฝ่าย

Korean DON? T (คนเกาหลีไม่ทำ)

ทักทายด้วยการโอบกอดในที่สาธารณะ นอกเสียจากเพื่อการร่ำลา

 

 

การเรียกผู้อื่น

Korean DO (คนเกาหลี ทำ)

? การเรียกคนที่ไม่รู้จักกัน หรือไม่รู้จักชื่อบางคนจะใช้คำพูดที่เป็นการเกริ่นนำขึ้นมาก่อนไม่ได้มีคำ

เรียกบุคคลนั้นตายตัว (เช่น ขอโทษนะคะ,ไม่ทราบว่า) แต่บางคนจะมีคำสรรพนามที่สามารถ

ใช้เรียกได้เลย (เช่น คุณลุง, คุณป้า)?
???
? การเรียกคนที่มีอายุมากกว่า จะไม่เรียกชื่อเขา แต่จะใช้สรรพนามให้?เหมาะสมกับเขาคนนั้น (ซึ่ง

แบ่งตามเพศและสถานภาพ) แต่ถ้าเรียกคนที่มีอายุน้อยกว่า หรือเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน สามารถเรียก

ชื่อได้ หรืออาจใช้สรรพนามแทนก็ได้เช่นกัน
???
?? เรียกชื่อจริงเฉพาะกับเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวเท่านั้น?
???
? การเรียกผู้อาวุโสในสำนักงาน อาจเติมคำว่า ?นิม ? ต่อท้ายตำแหน่ง

หน้าที่การงานของบุคคลนั้นหรือเติมคำว่า ?ชี ? ต่อท้ายชื่อเต็มของเพื่อนร่วมงาน เพื่อความสุภาพ

มากขึ้น

Korean DON?T (คนเกาหลี ไม่ทำ)

? เรียกคนที่ไม่รู้จักกัน หรือไม่รู้จักชื่อ ว่า ?นอ ? ที่แปลว่า You ในภาษาอังกฤษเพราะเป็นคำที่ใช้

เรียกกันเฉพาะในหมู่เพื่อนหรือคนสนิทเท่านั้น
???
? เรียกผู้อาวุโสกว่าด้วยชื่อจริง หรือ นอ???
???
? เรียกชื่อจริงของบุคคลผู้ที่เราไม่ได้รู้จักกันเป็นอย่างดี เช่นเพื่อนร่วมงาน,?หัวหน้า ฯลฯ

 

การรับประทานอาหาร

Korean DO

? ใช้ตะเกียบโลหะกับช้อนยาวโดยใช้ช้อนรับประทานข้าวซุป และสตูว์ และใช้ตะเกียบกับเครื่อง

เคียงแบบอาหารแห้ง?
???
? เคี้ยวอาหารเสียงดังๆ เพื่อแสดงความอร่อย (คล้ายวัฒนธรรมจีนและญี่ปุ่น)??
???
? วางช้อนและตะเกียบลงบนโต๊ะเมื่อทานเสร็จแล้ว
???
? น้อมรับคำชมเกี่ยวกับรสชาติอาหารและบริการ
???
? ผู้น้อยต้องรอให้ผู้อาวุโสที่สุดเป็นฝ่ายบอกเริ่มการรับประทานอาหารเสมอ

?เมื่อมีคนรินเครื่องดื่มให้ก็ควรรินกลับเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ

???
? ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดต้องเป็นคนรินเครื่องดื่มให้ผู้อาวุโส กว่าเสมอและต้องรินด้วยสองมือ

Korean DON?T

? ใช้ช้อนและตะเกียบพร้อมกัน
???
? ปักตะเกียบไว้ในชามข้าว เพราะถือว่าเป็นการเซ่นไหว้คนตาย?

? ยกจานหรือชามขึ้นมาขณะรับประทานอาหาร?

? การพูดคุยระหว่างมื้ออาหารที่มากเกินไป?

? แชร์ค่าอาหาร (ยกเว้นในกรณีพิเศษ)?

? การสั่งน้ำมูกในโต๊ะอาหาร?

??ลุกจากโต๊ะอาหารก่อนที่ผู้อาวุโสที่สุดจะรับประทานเสร็จ?

? รินเครื่องดื่มให้ผู้อื่นขณะที่เครื่องดื่มในแก้วยังไม่หมด?

*****
ครอบครัวเกาหลีนิยมรับประทานข้าว ซุปและเครื่องเคียงอีกสามสี่อย่างรวมทั้งกิมจิมีการจัดเรียงจาก

ซ้ายไปขวาของผู้รับประทาน ดังนี้ ข้าว ซุป ช้อน และตะเกียบส่วนสตูและเครื่องเคียงอื่นๆ จะวาง

กลางโต๊ะ รับประทานกับผู้อื่น ชาวเกาหลีเชื่อว่าการรับประทานอาหารร่วมจานกันจะเป็นการกระชับ

ความสัมพันธ์ แต่หากต้องการจานชามส่วนตัวก็สามารถขอได้และทุกวันนี้ร้านอาหารเกาหลีก็จะ

จัดชุดจานเฉพาะบุคคลให้

 

การแสดงออก

Korean DO

? การจับมือทักทายกันอย่างสุภาพ
???
? โอบกอดในที่สาธารณะะทำเฉพาะกรณีเพื่อการร่ำลา
???
? แสดงออกอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
???
? ชาวเกาหลีจะแสดงแสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวังรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดการ

เข้าใจหรือตีความหมายผิด?

Korean DON?T??

??การแสดงความรักระหว่างเพศในที่สาธารณะ (เช่น กอด, จูบ)?
???
? ถูกเนื้อต้องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณศีรษะ?นอกจากจะแสดงความเอ็นดูต่อเด็กเล็กๆ เท่านั้น?
???
? คุยโวโอ้อวดความสามารถของตนเอง?
???
? แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
???
? ทิ้งขยะบนท้องถนนเพราะค่าปรับแพง

 

?
การใช้มือ

Korean DO

? สิ่งของจากผู้ใหญ่ ด้วยสองมือ
???
? มอบสิ่งของให้ผู้ใหญ่ ด้วยสองมือ

Korean DON?T

?? รับสิ่งของจากผู้ใหญ่ ด้วยมือเดียว?
???
? มอบสิ่งของให้ผู้ใหญ่ ด้วยมือเดียว?

?

 

การไปเยี่ยมบ้านผู้อื่น

Korean DO

? ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เนื่องจากตามประเพณีดั้งเดิมคนเกาหลีนั่งรับประทานอาหาร และนอน

บนพื้น

? สวมถุงเท้า หรือถุงน่อง?

Korean DON?T

? ใส่รองเท้าเข้าบ้าน
???
? เดินหรือนั่งเท้าเปล่าต่อหน้าผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโส

 

 

การปฏิเสธ

Korean DO

 

ใช้วิธีการพูดแบบอ้อมๆ (พูดอ้อมค้อม)

 

Korean DON?T

 

 

ใช้วิธีการพูดแบบตรงไปตรงมา

อื่นๆ

Korean DO

? ในเกาหลี การให้ทิป ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะตามโรงแรม และร้านอาหารจะบวกค่าบริการ

(Service Charge) ไว้แล้ว 5 ? 10% ของค่าอาหาร หรือห้องพัก?
???
? ค่าเลี้ยงสุนัขที่เกาหลีใต้ค่อนข้างแพง ถ้าหากจูงสุนัขไปเดินเล่นตามถนน แล้วสุนัขอึเราต้องทำการ

เก็บทำความสะอาด มิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับ
???
? ตามร้านมินิมาร์ทที่เกาหลีใต้ เวลาซื้อของ เขาจะไม่ใส่ถุงให้ ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ลดการใช้ถุง

พลาสติก หากต้องการถุง เขาจะคิดเงินเพิ่ม 100 วอน แต่ก็มีบางร้านที่ให้ถุงโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
???
? ประเทศเกาหลีใต้ มีระบบตรวจจับคนที่ขับรถผิดกฎจราจร ซึ่งทางตำรวจจะส่งหลักฐานมาถึงบ้าน

เพื่อแจ้งเรื่อง ความเร็ว, เวลา, ทะเบียนรถยนต์ และผู้ทำผิดกฎจราจรต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพักเอง
???
? ผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้ว จะไม่เปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี แต่จะยังคงใช้นามสกุลของตนตาม

เดิม ส่วนบุตรธิดา จะใช้ชื่อสกุลของบิดา

???
? ชาวเกาหลี มีความคิดที่ว่าการถามคำถามอย่าง ?คุณอายุเท่าไร ??? ?คุณแต่งงานแล้วหรือยัง ??

หรือ ?ทำไมคุณถึงมาที่เกาหลี ?? จะช่วยให้เกิดความใกล้ชิดและมิตรภาพที่ดีขึ้น ดังนั้น จึงไม่

แปลก หากชาวเกาหลีจะถามอายุของเรา เพราะเขาจะได้รู้ว่าควรจะใช้คำพูด ในการคุยกับเราอย่าง

ไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จนท.โสมขาว “ฆ่าตัวตาย” หลังเหตุการณ์ “ตะแกรงระบายอากาศถล่ม” คร่าผู้ชมคอนเสิร์ต 16 ศพ
     

 

   เอเอฟพี – เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลความปลอดภัยในงานคอนเสิร์ตที่เมืองซองนัมของเกาหลีใต้ได้ฆ่าตัวตายเมื่อวานนี้(17) เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุตะแกรงที่กั้นช่องระบายอากาศพังถล่ม คร่าชีวิตแฟนเพลงวัยรุ่น 16 ศพ ทางการเกาหลีใต้แถลงวันนี้(18)
       
       การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐวัย 37 ปี ซึ่งมีนามสกุลว่า โอห์ ถูกประกาศออกมา ในขณะที่ตำรวจโสมขาวเริ่มสืบสวนเหตุโศกนาฏกรรมที่ลานแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ณ เมืองซองนัม
       
       เหยื่อซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นได้ขึ้นไปยืนบนตะแกรงกั้นช่องระบายอากาศ เพราะต้องการมองเห็นเวทีคอนเสิร์ตชัดๆ ทำให้โครงสร้างตะแกรงรับน้ำหนักไม่ไหวและพังถล่ม ส่งผลให้วัยรุ่นกว่า 20 คนร่วงลงไปยังลานจอดรถใต้ดินซึ่งอยู่ต่ำลงไป 18.7 เมตร

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

19ต.ค.57
นายกฯปู เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ณ วัดบางไผ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

              

 

 

 

 

                     

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 คดีที่ค้างคาอยู่ใน ป.ป.ช. แต่แทบไม่มีความเคลื่อนไหวหรือดำเนินการใดๆทั้งสิ้น
๑.) การทุจริตโครงการประกันราคาข้าว สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผ่านมา 5 ปีแล้ว ไม่มีความคืบหน้าใดๆ
๒.) คดีทุจริตการจัดสร้างโรงพักร้าง 396 แห่งทั่วประเทศ
๓.) คดี ปรส. 800,000 ล้านบาท รัฐบาลขณะนั้นนำสถาบันการเงินไปขายให้กับต่างชาติในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก คดีนี้ค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยแล้วมากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ปัจจุบันคดีหมดอายุความแล้ว
๔.) การกักตุนน้ำมันปาล์มเพื่อให้ราคาแพง จนประชาชนต้องออกมาทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงน้ำมันปาล์ม


๕.) การทุจริตโครงการจัดซื้อคุรุภัณฑ์อาชีวะ (คนที่ ป.ป.ช. ตั้งไปสอบการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ กลับมีส่วนเกี่ยวข้องเสียเอง)
๖.) คดีทุจริตโครงการถนนปลอดฝุ่น สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
๗.) การทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
๘.) คดีทุจริตเลี่ยงภาษีนำเข้าไวน์จากประเทศฝรั่งเศส ของนาย "เอกชัย มหาคุณ" หลานของนาย "วิชา มหาคุณ" กรรมการ ป.ป.ช.


และอีกหลายๆคดีที่ไม่มีความคืบหน้าเลย
ถามจริงๆครับ ป.ป.ช. มีความเป็นกลางบ้างไหม?
หน้าด้านจริงๆ โดยเฉพาะ "วิชา มหาคุณ"
คดีประชาธิปัตย์ ดองไว้จนหมดอายุความ

 

            

 

             

 

 

 กล่าวหาใส่ร้ายเค้าว่าโกงอย่างโง้นงี้   พอถึงเวลาส่งสำนวนฟ้องดันมีแค่ปกรายงาน  .........

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

                        ทางแก้หนี้นอกระบบ  ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

 

 

 

 

ทางแก้หนี้นอกระบบ  ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

 

 

 

ปัญหา เป็นข่าวดังครึกโครมขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อเกิดกรณี การเผาตัวเองของนางสังเวียน  รักษาเพ็ชร อายุ 52 ปี ชาว จ.ลพบุรี ที่กลางศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

 

สำหรับสาเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหา ขณะนี้มีข้อมูลออกมาจากทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายลูกหนี้คือนางสังเวียน ชี้ประเด็นไปว่า สาเหตุเกิดจากแรงกดดันจากเจ้าหนี้ที่ให้กู้และเรียกดอกเบี้ยสูงจนทำให้ไม่สามารถใช้หนี้ได้หมดสิ้น แม้จะมีการประนอมหนี้มาแล้วก็ตาม

 

แต่ขณะฝ่ายเจ้าหนี้ ซึ่งหลานสาวของเจ้าหนี้ได้ออกมาแจงข้อเท็จจริงผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอความเป็นธรรม โดยชี้ประเด็นว่า ทางฝ่ายลูกหนี้เองที่ไม่มีวินัยและผิดสัญญาต่างๆนานาจนสร้างความเสียหายให้เจ้าหนี้ ทำให้ไม่ได้รับหนี้คืนอย่างที่ควรจะได้ 

 

อย่างไรก็ตามในประเด็นข้อเท็จจริงเหล่านั้นสุดท้ายคืออะไร คงจะมีการติดตามสืบข่าวกันต่อ แต่สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นหนี้นอกระบบประเด็นหนึ่งก็คือ  ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาของสังคมไทย ที่มีมานาน สั่งสมมานาน และรอวันแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวทุเลาลดน้อยลงไปในอนาคต

 

หนี้นอกระบบ ในปัจจุบันจากการรายงานของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ในปี 2557 มีสัดส่วนสูงสุดในรอบ 9 ปี โดยสูงถึง 9.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 82 ของจีดี และ มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 2.19 แสนบาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น จากปี 2556 ที่มีหนี้สินเฉลี่ย 1.88 แสนบาทต่อครัวเรือน ที่สำคัญพบว่า เป็นหนี้นอกระบบถึง 49%

 

ปัญหาหนี้นอกระบบนอกจากเป็นปัญหาในด้านเศรษฐกิจ และยังเกิดปัญหาต่อเนื่องไปยังปัญหาสังคมอีกด้วย ในช่วงหนึ่ง เรามักได้ยินข่าว แก๊งทวงหนี้โหดทำร้ายลูกหนี้บ่อยครั้ง และในช่วงการบริหารงานของ คสช.ก็มีนโยบายสำคัญคือมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอยู่ด้วยมาตรการหนึ่ง


สำหรับปัญหาของหนี้นอกระบบ ส่วนหนึ่ง ที่ลูกหนี้เมื่อไปกู้นอกระบบจากนายทุนนอกระบบแล้วไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือใช้หนี้เท่าไรก็ไม่หมดสิ้น ก็เพราะ การกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราสูง อย่างที่เราเคยได้ยินคุ้นหูอยู่ประจำก็คือ  ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน  ต้องย้ำว่า ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบต่อปี (ซึ่งปรกติสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยเป็นอัตราต่อปี) อยู่ที่ ร้อยละ 240 ต่อปี  เท่ากับดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นถึงเกือบสองเท่าครึ่ง

 

แต่ทราบหรือไม่ว่า การกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้นั้น แท้จริงมีกฎหมายกำหนดเพดานห้ามไม่ให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กำหนด และหากใครทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะมีความผิด อีกด้วย

 

โดย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ สิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี" ซึ่ง มาตรา 654 นี้ อยู่ในบรรพ 3 ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2474

 

 แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ได้มีพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ประกาศใช้บังคับ ซึ่ง มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า “บุคคลใดให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ มีความผิดฐานเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

ดังนั้นการปล่อยกู้ของนายทุนเงินกู้ใดๆก็ตาม ที่คิดดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่ากฎหมายกำหนดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังมีความผิดทางอาญาอีกด้วย ซึ่งลูกหนี้สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ในทางคดีได้

 

ทั้งๆที่การปล่อยกู้เกินกว่ากฎหมายกำหนดไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีความผิดทางอาญา แต่ทำไม่ปัญหาหนี้นอกระบบ จึงไม่หมดสิ้นและมีสัดส่วนสูงเกือบครึ่งของมูลหนี้ครัวเรือนดังที่ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้รายงานไว้ดังที่ยกมาข้างต้น ?

 

ใช่หรือไม่ ลูกหนี้จำยอมเพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบอย่างสถาบันการเงินปรกติได้ ? การกู้เงินจากสถาบันการเงินปรกติต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลักประกัน ยุ่งยากจนคนจนไม่สามารถเข้าถึงได้จริงหรือไม่.?
ธนาคารรัฐที่หลายรัฐบาลพยายามผลักดันให้เข้ามามีบทบาทในการแก้หนี้นอกระบบ อย่างธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. มีข้อบกพร่องหรือไม่ ?

 

ในขณะที่ การกระทำหรือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีความผิดทั้งแพ่งและอาญา  แต่ ทำไม ยังมีเงินกู้นอกระบบจำนวนมากเกิดขึ้น ? ใช่หรือไม่เพราะนายทุนบางรายเป็นผู้มีอิทธิพล และใกล้ชิดกับเส้นสายอำนาจของคนมีสี..?

 

ยังมีปัญหาอีกมากมายเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบที่ดูเหมือนไม่จบไม่สิ้นและต้องการการแก้ไขในเชิงระบบเชิงโครงสร้าง  แต่ประเด็นหนึ่งที่  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ชี้ประเด็นก็น่าจะช่วยแก้ไขในระยาวได้บ้าง คือ

 

“ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาค่อนข้างหนัก และสะท้อนว่าประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย จึงไปกู้หนี้นอกระบบ ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ต้องแก้ด้วยการสร้างรายได้ให้ประชาชน พยายามขยายศักยภาพในการสร้างโอกาสทำมาหากิน และ ประชาชนต้องรู้จักการแบ่งรายได้ เก็บออมให้สอดคล้องกับรายจ่าย ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันในการให้ความรู้กับประชาชน โดยให้ยึดหลัก “รู้จักแบ่งรายได้ ก็ไม่ต้องแบกหนี้”

 

ทั้งนี้เฉพาะประเด็น การสร้างรายได้ให้ประชาชน พยายามขยายศักยภาพในการสร้างโอกาสทำมาหากิน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องระดมสรรพกำลังและแก้ไขอีกมากมายและมีรายละเอียดที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศที่ต้องเดินหน้าเพื่อทำให้การแก้ปัญหาเหล่านั้นบรรลุให้ได้ เพราะนั้นหมายถึง การสร้างรายได้ การอยู่ดีกินดี และมีออม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต้องดำเนินการต่อไป หากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ปัญหาหนี้นอกระบบก็ยากที่จะแก้ไขให้ทุเลาเบาบางลงได้ 

 

และหากจะแก้ไขให้ได้ผล  ก็ต้องอาศัยการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจในหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน คือที่ดินทำกิน  โอกาสในการทำงาน  การค้าขายอย่างเป็นธรรม  การสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน  ฯลฯ สิ่งเหล่านี้น่าจับตาว่า แนวทางปฏิรูปประเทศที่กำลังเดินหน้ากันอยู่นี้จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด.........

 

 

             

 

 

 

 

 

 

 

    ใครบอกว่าท่านเป็นคนดุ!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คะแนนนิยม “โอบามา” ร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ครองอำนาจ โพลล์ชี้ เหลือแค่ “40%”

 

 

 

 

คะแนนนิยม “โอบามา”   ร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ครองอำนาจ โพลล์ชี้ เหลือแค่ “40%” 

 

 

 

     

  เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-ผลโพลล์ล่าสุดยืนยัน บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯมีคะแนนนิยมลดลง จนร่วงสู่ระดับ “ต่ำสุด” นับตั้งแต่ก้าวขึ้นครองอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมปี 2009
       
       ผลโพลล์ซึ่งจัดทำโดยสื่อดังอย่าง “เอบีซี นิวส์” และ “วอชิงตัน โพสต์” ที่มีการเผยแพร่ในวันพุธ (15 ต.ค.) ระบุว่าในเวลานี้มีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองพอใจกับการทำหน้าที่ประธานาธิบดีของโอบามา ถือเป็นระดับความนิยมที่ต่ำที่สุด นับตั้งแต่ที่โอบามาก้าวขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันเมื่อปี 2009
       
       ผลสำรวจครั้งนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงก่อนถึง “การเลือกตั้งกลางเทอม” ของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน และถือเป็น “ปัจจัยเชิงลบ” ที่ส่งผลต่อการหาเสียงของบรรดาสมาชิกสภาคองเกรสส์สังกัดพรรคเดโมแครต ตลอดจนบรรดาผู้ว่าการรัฐต่างๆ ที่เป็นสมาชิกพรรคเช่นเดียวกัน
       
       โพลล์ล่าสุดยังพบข้อมูลว่า ในความเป็นจริงแล้วคะแนนนิยมของบารัค โอบามาในวัย 53 ปี ได้ลดต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 33 ด้วยซ้ำ หากคิดเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ออกเสียงอิสระ ที่มิได้เป็นผู้สนับสนุนทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน
       
       ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวอเมริกันร้อยละ 51 ให้โอบามา “สอบตก” ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงาน ขณะเดียวกันยังพบข้อมูลว่ามีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 35 เท่านั้นที่เห็นว่าโอบามา “สอบผ่าน” ในการรับมือภัยคุกคามของกลุ่มนักรบหัวรุนแรงรัฐอิสลาม (ไอเอส)

 

 

                                             วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

 

 

                         

                                 ผิดหวังโอบาม่า ผิดหวังยิ่งลักษณ์??

 
ภาพจาก www.bbc.co.uk

 

เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว 


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เราไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับผลงานในรอบ 4 ปีที่แล้วของประธานาธิบดีโอบาม่า และไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย เพราะเราไม่ควรจะมีความหวังกับนักการเมืองฝ่ายนายทุนเหล่านี้ตั้งแต่แรก เราควรมั่นใจมานานแล้วว่าเขาจะหักหลังพวกเราแน่นอน

ในการเลือกตั้งที่สหรัฐ ทั้งๆ ที่ โอบาม่าชนะ แต่เราก็เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ที่เคยตั้งความหวังกับโอบาม่า ผิดหวังจนคะแนนเสียงของโอบาม่าตกต่ำลง คือโอบาม่าได้คะแนนมากกว่ารอมนี้แค่ 2% เอง เทียบกับปี 2008 เขาได้มากกว่ามะเคน 7% และคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่าลดจาก 70 ล้านเสียงเหลือแค่ 60 ล้าน เป็นเพราะอะไร?
   
สำหรับนักสังคมนิยม เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว นอกจากนี้เราก็จะปฏิเสธด้วยว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครดจะเป็นรัฐบาลที่ “แย่น้อยกว่า” รัฐบาลพรรคริพับลิแคนทั้งๆ ที่นักการเมืองพรรคริพับลิแคนมักใช้วาจาของพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้วก็ตาม ถ้าไม่เชื่อก็ต้องดูรูปธรรมของนโยบายทั้งสองพรรคเมื่อเป็นรัฐบาล
   
โอบาม่าชนะการเลือกตั้งในปี 2008 และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ยุค 1930 แต่แทนที่โอบาม่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบทุนนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะการปรองดองระหว่างทุนกับคนงานกรรมาชีพ อย่างที่ประธานาธิบดีรุสเวลท์เคยทำในยุค 1930 โดยการใช้รัฐสร้างงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงาน โอบาม่ากลับเลือกข้างนายทุนฝ่ายเดียว และให้คนทำงานธรรมดาต้องแบกภาระจากวิกฤตที่ตนเองไม่ได้สร้าง

นโยบายเศรษฐกิจของโอบาม่าเป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลบุชที่มาก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยให้ธนาคารดำเนินกิจการและกอบโกยอย่างเสรี อันนี้เป็นการเลือกของโอบาม่า ไม่ใช่ว่าถูกบังคับแต่อย่างใด 


หลังจากที่กระตุ้นเศราฐกิจเล็กน้อย โอบาม่าหันมาใช้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดตามเคย ซึ่งเน้นการตัดสวัสดิการและแปรรูปภาครัฐให้เป็นเอกชน

เราเข้าใจได้ดีว่าทำไมโอบาม่าเลือกข้างนายทุน ซึ่งไม่ต่างจากพรรคริพับลิแคนเพราะในหนังสือของโอบาม่าที่ออกมาในปี 2007 เขาเล่าว่าตอนที่เขาเป็นวุฒิสมาชิกในสภา เขาเริ่มคลุกคลีกับพวกนายทุนและคนรวยที่สุด 1% ของประเทศจนตัวเขาเองเริ่มเคารพและคิดเหมือนพวกนั้น

เมื่อเราพิจารณาความเดือดร้อนของคนงานสหรัฐ โดยเฉพาะคนงานประกอบรถยนต์ที่เป็นสมาชิกสหภาพ United Auto Workers (UAW) ซึ่งกำลังตกงานจากวิกฤตที่เริ่มในระบบธนาคาร เราจะเห็นว่าหัวหน้าทีมงานของประธานาธิบดีโอบาม่าเคยพูดในทำเนียบขาวว่า “สหภาพนี้ไปตายห่าก็ได้” (“Fuck the UAW”) ซึ่งผลของนโยบายดังกล่าวบวกกับความขี้ขลาดของผู้นำแรงงานระดับชาติ แปลว่าคนงานสหรัฐต้องแบกภาระการตกงานและการถูกตัดเงินเดือน เพื่อให้มีการฟื้นฟูกำไรสำหรับกลุ่มทุน ต่อมาท่าทีของนายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นนักการเมืองพรรคเดโมแครดก็ไม่ต่าง เพราะพยายามแข็งข้อกับครูทั่วเมืองที่นัดหยุดงานในปีนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการพัฒนาสภาพโรงเรียนและสภาพการจ้างงาน
   
โดยรวมแล้วในสหรัฐตอนนี้มีตำแหน่งงานน้อยกว่าก่อนวิกฤตระเบิดขึ้นในปี 2007 ถึง 4.2 ล้านตำแหน่ง ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของคนทำงานในสหรัฐ(75 ล้านคน) อยู่ในสภาพยากจนมีรายได้ไม่พอ คือต่ำกว่า $26,000 และถ้าเรารวมรายได้ทั้งหมดของคนงานทุกคนทั่วประเทศที่กินเงินเดือนเท่ากับหรือต่ำกว่า $50,000 มันยังน้อยกว่ารายได้ทั้งหมดของคนรวยที่สุด 1%

ในแง่ของการมีประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ คนทำงานผิวดำไม่ได้ประโยชน์เลย เพราะระดับการตกงานของคนผิวดำเพิ่มขึ้น 11% ในยุคโอบาม่า และความแตกต่างระหว่างรายได้เฉลี่ยของคนผิวขาวกับคนผิวดำก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย คือตอนนี้ 22 เท่า
   
แม้แต่ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ ซึ่งระบบสหรัฐแย่กว่าของไทยอีก เพราะพลเมืองจำนวนมากไม่มีการประกันเลย โอบาม่าก็ขี้ขลาดลังเลใจ และในที่สุดก็สนับสนุนกฏหมายประกันสุขภาพที่ไม่ต่างจากระบบที่ มิต รอมนี้ คู่แข่งพรรคริพับลิแคนนำมาใช้ก่อนหน้านั้นในรัฐแมแซชูเซทส์ คือยังแย่กว่าของไทยหรือของรัฐสวัสดิการในยุโรป
   
ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ หลายคนเคยหวังว่ารัฐบาลโอบาม่าจะเปลี่ยนจุดยืน จากความก้าวร้าวเบ่งอำนาจของรัฐบาลบุช หลายคนคิดว่าโอบาม่าจะพยายามปรึกษาหารือกับประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะทำอะไร แต่ที่ไหนได้ ในคำปราศัยหลังชัยชนะครั้งที่สอง โอบาม่าพูดว่าเขาภูมิใจในการที่สหรัฐอเมริกามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

โอบาม่าเป็นผู้นำร่องในการเข้นฆ่าพลเรือนในตะวันออกกลางและในปากีสถาน ด้วยเครื่องบินไร้นักบิน(Drone) เป็นผู้นำร่องในการตามฆ่าบินลาเดน เป็นผู้ที่สนับสนุนการใช้อำนาจทหารในลิบเบียเพื่อแทรกแซง “ไฮแจก” การปฏิวัติ 


เป็นผู้ที่เพิ่มกำลังทหารในเอเชียเพื่อค้านจีน และโอบาม่าก็สนับสนุนหมารับใช้ของสหรัฐในตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ คือเป็นเพื่อนที่ดีของอิสราเอลในการที่อิสราเอลกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้โอบาม่าผิดสัญญาว่าจะปิดคุกทหารกวานทานาโมเบย์ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และผิดสัญญาว่าจะยุติสงครามในอัฟกานิสถาน แต่เราไม่ควรแปลกใจเลย เพราะในอดีต รัฐบาลพรรคเดโมแครดกับพรรคริพับลิแคนมีนโยบายจักรวรรดินิยมพอๆ กัน อย่าลืมว่าประธานาธิบดีเคเนดีและจอห์นสัน จากพรรคเดโมแครด เป็นผู้ที่เพิ่มจำนวนทหารและการทิ้งระเบิดมหาศาลในสงครามเวียดนาม
   
ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเดโมแครดกับสหภาพแรงงาน เราต้องเข้าใจว่าตั้งแต่ยุค 1930 พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลในหมู่นักเคลื่อนไหวแรงงานยุคนั้น ใช้นโยบายสร้าง “แนวร่วมข้ามชนชั้น” กับพรรคนายทุนอย่างเดโมแครด และมีบทบาทสำคัญในการห้ามไม่ให้เกิด “พรรคแรงงาน” อย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นในยุโรป เช่นพรรคสังคมนิยมปฏิรูปทั้งหลาย และต่อมาในสมัยสงครามเย็น รัฐอเมริกาใช้ “การล่าแม่มด” ในการปราบคอมมิวนิสต์อย่างหนักจนพรรคไม่เหลือซาก ในขณะเดียวกันยุคนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและฐานะของคนงานดีขึ้นชั่วคราว ผลในระยะยาวคือในการเลือกตั้งที่สหรัฐไม่มีพรรคทางเลือกเลย มีแต่พรรคนายทุนทีม A กับพรรคนายทุนทีม B แต่พวกผู้นำแรงงานน้ำเน่าก็ได้แต่เกาะพรรคเดโมแครดต่อไป
   
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ฝ่ายที่ได้เสียงมากที่สุดคือฝ่ายที่ไม่เลือกใคร คาดว่าประชาชนสหรัฐที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์มีประมาณ 48% ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่าหรือรอมนี้และปีนี้คนที่ไปใช้สิทธิ์ลดลงจากปี 2008 ประมาณ 10%

ดังนั้นเราสรุปได้ไหมว่าการเมืองในระบบเลือกตั้งของสหรัฐไม่มีความหมายสำหรับคนทำงานธรรมดา? ในแง่หนึ่งเราพูดได้ แต่ในอีกแง่ก็ไม่ถูก
   
ชัยชนะของโอบาม่าในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน มีความสำคัญที่ผู้ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่า เพราะมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง และมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากไม่เหยียดสีผิวของโอบาม่าด้วยแน่นอนคนที่ไปเลือกโอบาม่ารอบแรกจำนวนมากผิดหวังไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่มองว่าการมีโอบาม่าเป็นประธานาธิบดีจะดีกว่าการมีคนอย่างรอมนี้และพรรคพวก

เหตุผลที่คนเหล่านี้จะใช้คือ ฝ่ายรอมนี้ประกอบไปด้วยนักการเมืองยุคไดโนเสาร์ที่คลั่งศาสนา ดูถูกสิทธิสตรี และปฏิเสธปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นความจริง แต่ในภาพรวมมันเป็นการมองข้ามนโยบายรูปธรรมของฝ่ายเดโมแครดเมื่อเป็นรัฐบาล และเป็นการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาสหรัฐมากไป

อย่างไรก็ตามนักสังคมนิยมต้องเข้าใจคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่า และพยายามแลกเปลี่ยนกับคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปธรรม เช่นการสู้ผ่านสหภาพแรงงาน อย่างที่เกิดขึ้นกับการนัดหยุดงานของครูทั่วเมืองชิคาโกซึ่งได้รับชัยชนะหรือการรณรงค์ยึดพื้นที่กลางเมืองของขบวนการ Occupy และขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่นการต้านโลกร้อน หรือการต้านจักรวรรดินิยม เป็นต้น เพราะขบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมสหรัฐได้มากกว่าการไปเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยเท่านั้น แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญ
   

ในอดีตการเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐมาจากการต่อสู้นอกรัฐสภาทั้งนั้น เช่นการลุกฮือนัดหยุดงานในยุค 1930 การเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ สตรี และเกย์ทอมดี้ การต่อต้านสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่การเผาเมืองท่ามกลางการก่อจลาจล เป็นต้น

   
การเลือกตั้งในสหรัฐอาจไม่มีความหมายในตัวมันเอง และถ้าเราเป็นนักสังคมนิยมในสหรัฐ เราจะไม่เสียเวลาหรือสร้างความหวังเท็จด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือหาเสียงให้โอบาม่า แต่มันเป็นโอกาสที่จะพบประชาชนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนพวกที่นั่งอยู่บ้านและไม่ไปใช้เสียงก็น่าเห็นใจ แต่คนเหล่านั้นมีแนวโน้มจะไม่มีกำลังใจพอที่จะเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเลย เขาจึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของนักเคลื่อนไหว

เวลาเราพิจารณาการเลือกตั้งที่สหรัฐ เราควรคิดกลับมาที่ไทย การเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคมปี ๒๕๕๔ สำคัญที่เราสามารถแสดงให้สังคมเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารและไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ คือเราต่อต้านรัฐประหารและการฆ่าประชาชน แต่มันไม่ได้สำคัญตรงที่เราได้พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยนักการเมืองฝ่ายทุนบวกกับโจรทางการเมืองด้วย

และถ้าเราพิจารณาตัวนโยบายของรัฐบาล โดยไม่พิจารณาที่มาที่ไปของรัฐบาลนี้ หรือความหลังของพรรคต่างๆ เราสามารถฟันธงได้ว่านโยบายพรรคเพื่อไทยจะไม่ต่างและไม่ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในรูปธรรมมากนัก และทั้งสองพรรคก็เลวพอๆ กันในเรื่องกฏหมาย 112 การขังลืมนักโทษทางการเมือง การไม่ปฏิรูประบบยุติธรรม การไม่ลดอำนาจกองทัพ และการไม่นำฆาตกรที่สั่งฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาล และคงเลวพอๆ กันในเรื่องการต่อต้านการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย หรือการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองในภาคใต้ผ่านการให้สิทธิคนในพื้นที่ที่จะกำหนดอนาคตของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงถังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วของรัฐไทยอีกด้วย
   
สรุปแล้วในการเลือกตั้งข้างหน้าเราไม่ควรไปเลือกพรรคเพื่อไทย เราควรกาช่องไม่เลือกใคร แต่ที่สำคัญกว่าหลายร้อยเท่า เราต้องเน้นการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ เป็นหลัก เช่นสหภาพแรงงาน การรณรงค์ต่อต้านกฏหมายเผด็จการ 112 การรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองและนำฆาตกรมาขึ้นศาล และการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ และแน่นนอนถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยประสิทธิภาพ เราต้องมีองค์กรหรือพรรคการเมืองสังคมนิยมของเราเอง ที่อิสระจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.
   
ประชาธิปไตยและสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันสำคัญตรงที่มันช่วยสร้างพื้นที่ในการเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้เราสร้างพรรคทางเลือกได้ แต่ในสหรัฐกับไทย พรรคทางเลือกที่แท้จริงยังไม่เกิด

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

         ฟังชัดๆ ... ป้ายุ

 

      ปวศ ต้องจารึก นักข่าวไล่นายกฯ
“ยุวดี”นักข่าวอาวุโสทำเนียบวิจารณ์ “ประยุทธ์”ไม่เหมาะเป็นนายกฯ อคติ –อาฆาต เผด็จการกว่ายุค 14 ตุลา เตือนระวัง“พัง”พร้อมเสนอ ปฎิรูปกองทัพก่อนปฎิรูปประเทศ
.
นางยุวดี ธัญญศิริ นักข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ประจำทำเนียบรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ “Thaivoicemedia.com” กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจเกี่ยวกับการซักถามและการทำข่าว ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า โดยส่วนตัวไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไร กับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะตลอดเวลาการทำงานข่าวมา 40 ปี จะให้เกียรติกับแหล่งข่าวเสมอ ไม่ว่า นายกรัฐมนตรี จะมาจากการเลือกตั้ง หรือ มาจากการรัฐประหาร ซึ่ง นักข่าวทุกคน จะต้องศึกษา ประวัติความเป็นมา ลักษณะอุปนิสัยของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนอยู่แล้ว จะถามอย่างไร ถึงจะได้คำตอบ หรือได้ข่าว ถามแนวไหน แบบไหนถึงจะได้ประเด็นข่าว เพื่อให้ความกระจ่างชัดในประเด็นที่ถามได้
.
นางยุวดีกล่าวว่า กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น คิดว่า ยังไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของนักข่าวดีพอ นักข่าวไม่ได้มีหน้าที่เสนอข่าวด้านรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ต้องมีแง่มุมอื่น หรือความคิดเห็นอื่น ๆ ที่จะต้องนำเสนอให้รอบด้านครบถ้วน ไม่ใช่หลับหูหลับตาฟัง โดยไม่ตั้งคำถาม หรือถามอะไรที่ไร้สาละ หน่อมแน่ม ไม่ใช่


“อย่างเรื่อง คดีนักท่องเที่ยวอังกฤษถูกฆ่าที่เกาะเต่า คุณประยุทธ์ก็หาว่าพวกเราเดินตามตูดฝรั่ง ที่กล่าวหาว่า การสอบสวนของตำรวจไทยหลงทาง เราก็ถามไปตามหน้าที่ นายกฯก็ชี้แจงมาสิว่า หลงทางหรือไม่ หลงทาง เอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน ไม่ใช่มาต่อว่า ว่าตามตูดฝรั่ง ซึ่งผู้นำที่ดี เขาไม่พูดอย่างนี้ มาด่าพวกเราว่า ไม่รักชาติบ้านเมือง นักข่าวก็เป็นคนไทย รักบ้านเมืองด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่คุณประยุทธ์ คนเดียวเสียเมื่อไหร่ ที่รักบ้านรักเมืองมากกว่าคนอื่น พูดอย่างนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ” นางยุวดีกล่าว
.
นักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ยังกล่าวด้วยว่า การแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ละครั้ง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงที่นักข่าวสงสัยมาอธิบาย หรือมาชี้แจง กลับมาสอน มาอบรมนักข่าว บางทีพูดอบรมข่มขู่นักข่าว เป็นชั่วโมง แล้วมาต่อว่าอีกว่า ปล่อยให้พูดเป็นชั่วโมง ซึ่งก็แนะนำไปว่า ให้พูดข้อเท็จจริง กระชับ สั้น ๆ ก็พอ เพราะมีหลายเรื่องหลายประเด็น แต่กลับมาตำหนิอีกว่า ให้พูดสั้น ๆ แล้วไม่รู้เรื่อง ปัญหาบ้านเมืองจึงไม่จบ นี่ไม่ใช่วิสัยของผู้นำที่มีพฤติกรรมแบบนี้


“จะบอกว่าเมื่อลงข่าวไปแล้ว เกิดความเสียหายขึ้น ใครรับผิดชอบ นักข่าวและต้นสังกัดของนักข่าวฉบับนั้น ๆ เขารับผิดชอบของเขาอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเขาหรอก ห่วงตัวเองให้รอดก่อนดีกว่าเถอะ” นางยุวดีกล่าว
.
นางยุวดีกล่าว คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีจิตใจที่เมตตา มีความยุติธรรม เป็นกลาง แต่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะดำเนินนโยบาย ของกลุ่ม กปปส.มาปฎิบัติเป็นส่วนใหญ่ และกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝั่ง กปปส.ทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ถ้าเป็นฝ่าย นปช.พรรคเพื่อไทย คอยคิดที่จะจองล้างจองผญาญไม่จบ ไม่สิ้น

“คณะกรรมการ หรือ สมาชิก สนช. หรือ สปช.อะไรทั้งหลายทั้งปวงที่ตั้งกันขึ้นมาก็เห็นตั้งเฉพาะพวกเดียวกันเข้ามาทั้งนั้น ขณะที่ ฝ่ายตรงกันข้ามอย่าง พวกเสื้อแดง พวก นปช. ก็เอาเขาไปขังไว้เป็นปี ๆ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหาร เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องนิรโทษกรรมให้กับฝ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด เพื่อให้ บ้านเมืองมันเกิดความสว่าง ไม่ต้องมาขัดข้องหมองใจ ให้อภัยกันไปเสียบ้าง ยุคเผด็จการสมัยก่อน เมื่อยึดอำนาจมาแล้วสิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะต้องทำคือ 1. จะต้องนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง หากคนไหนไม่มีคดีอาญาก็ต้องปล่อยไป ไม่ใช่ขังเขาไว้เป็นเวลา 2-3ปีแบบนี้ เราเคยถามว่าทำไมไม่ทำ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยังมีหน้ามาบอกว่า ไม่เห็นมีนักโทษทางการเมือง ถ้าคิดอย่างนี้ ก็เลิกพูดกัน แล้วไอ้ที่ขังเขาอยู่นั่นนะ มันเป็น หมา เป็น แมว หรือไงวะ จะอาฆาตกันไปถึงไหน แค่มีความเห็นต่างทางการเมืองกันก็เท่านั้น จะเอาเป็นเอาตายกันเลยหรือ คนไทยด้วยกันทั้งนั้น” นางยุวดีกล่าว
.
นางยุวดีกล่าวต่อไปว่า สมัย 14 ตุลา เมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ยังเสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่า ให้กลับออกมาด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่า ประเทศชาติจะขาดปัญญาชนไม่ได้ เพราะยุคนั้นปัญญาชนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าป่ากันไปเป็นจำนวนมากทีเดียว อีกอย่าง พ่อแม่ ครอบครัวเขาที่อยู่ข้างหลัง จะได้รู้สึกสบายใจ บรรยากาศทางการเมืองที่เคยคับแค้นใจกัน หรือมีแต่ความมืดก็จะสว่างขึ้น แต่ ตรงกันข้ามกับเผด็จการสมัยนี้ ที่มี นายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามสร้างแต่พระเดช แต่ไม่ได้สร้างพระคุณ ดังนั้นเมื่อพูดอะไรไป ก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครศรัทธา
.
“เวลาที่คุณประยุทธ์ต่อว่า หรือดุด่าอย่างมีอารมณ์กับเรานั้นนะ เรารู้สึกสงสารเขานะ คือคนที่เข้ามานั่งในระดับสูงสุดของประเทศแบบนี้ ถ้าไม่รู้จักปรับตัว ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง เคยชินกับการสั่งแต่คนอื่นตลอดเวลาแบบนี้ รับรองว่า พัง นายกฯคนนี้ทำอะไรไม่ฉลาด ต้องรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบาบ้าง อย่าลืมว่า นายกรัฐมนตรีนั้นมีหน้าที่ดูแลแก้ปัญหาให้กับประชาชน ต้องเข้าใจประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนมาเข้าใจตัวเอง เราว่า เผด็จการในอดีตสมัย จอมพลถนอม จอมพลประภาส ไม่มีปัญหากับนักข่าวเหมือนคุณประยุทธ์ ผู้นำเผด็จการเมื่อก่อนยังพร้อมที่จะรับฟัง ทำข่าวง่ายกว่ายุคนี้เยอะ” นักข่าวอาวุโส ประจำทำเนียบรัฐบาลกล่าว
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรกับการที่ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังจะปฎิรูปประเทศซึ่งรวมถึงการปฎิรูปสื่อด้วย นางยุวดีกล่าวว่า คณะกรรมการปฎิรูปทั้ง 11 ด้าน กลับไปปฎิรูปตัวเองก่อนดีกว่า สื่อมวลชนจำเป็นต้องปฎิรูปและปรับตัวอยู่แล้ว ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้ และกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปฎิรูปก็พวกเดียวกันทั้งนั้น คิดไปในทำนองเดียวกัน เป็นทหารเสียมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ อย่างนี้แล้วมันจะปฎิรูปสำเร็จได้อย่างไร
.
“กองทัพเองต่างหากละ ที่จะต้องเร่งปฎิรูปก่อนใครเพื่อน คิดดู นายพล ในกองทัพไทย มีจำนวนเป็นพันแล้วตอนนี้ ทำไมตั้งกันเยอะแยะ เดินกร่างเต็มไปหมด จะเหยียบกันตายอยู่แล้ว ขนาดนายกสมาคมกีฬา สมาคมมวยสมัครเล่น อะไรต่อมิอะไร ก็เป็นนายพลทั้งนั้น มันอะไรกัน และเมื่อเข้ามารับตำแหน่งด้านการบริหารต่าง ๆ โอกาสที่จะเกิดการทุจริต โดยการเรียกเปอร์เซ็นต์จากโครงการนั้น โครงการนี้ก็มีเหมือนกัน เรื่องนี้ จะไม่ให้ตรวจสอบ ไม่ให้ตั้งคำถามไม่ได้” นางยุวดีกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดขอความเห็นใจว่าไม่อยากที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง บังคับให้ทหารต้องออกมารับผิดชอบ นางยุวดีกล่าวว่า พูดแบบนี้ เขาเรียกว่า พูดแบบปากกับใจไม่ตรงกัน ก็คอยดูกันต่อไปแล้วกัน
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่เพียง 1 ปี จริงหรือไม่ นางยุวดีกล่าวว่า ก็คงจะตะแบงไปเรื่อย หากรัฐธรรมนูญร่างไม่เสร็จ ก็ยืดไปเรื่อย เปิดทางไว้แล้ว ไม่แน่อาจจะเลือกตั้งในปี 2559 ก็ได้
เราทุกคนรักบ้านเมืองกันทั้งนั้นแหละ อะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน
ไป ผู้บริหารประเทศก็ต้องรับฟัง จะเชื่อไม่เชื่อ จะทำไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่มองคนอื่นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นศัตรูไปเสียหมด” นางยุวดีกล่าว.
http://goo.gl/651Bh0

https://www.facebook.com/sopon.pornchokchai/posts/10204303325719043:0

 

 

 

 

 

 

 

 

ประโยชน์ของน้ำอัดลมกับงานบ้าน จะนำมาใช้ทำอะไรได้บ้าง รับรองเลยว่า เมื่อคุณรู้ประโยชน์ของน้ำอัดลมกับงานบ้านเหล่านี้แล้วจะต้องอึ้ง ! 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำอัดลมมีกรดอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ให้ความหวานและความสดชื่นกับร่างกายของเราได้ทันที แต่รู้ไหมว่าน้ำอัดลมแสนอร่อยที่หลายคนชอบกินนั้น แท้จริงสามารถนำมาใช้ทำงานบ้านได้ชนิดที่ต้องยกนิ้วให้เลย แถมประสิทธิภาพคับแน่นไม่แพ้น้ำยาทำความสะอาดแพง ๆ ด้วย ไม่เชื่อก็ลองมาดูประโยชน์ของน้ำอัดลมกับงานบ้านตามนี้กันจ้า

1. ทำความสะอาดโถส้วม

โถส้วมอันไหนมีคราบเหลืองหรือคราบสกปรกฝังแน่น ลองเท
น้ำอัดลมลงไปในโถส้วม ทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วใช้แปรงขัดทำความสะอาดตามปกติได้เลย แค่นี้คุณก็ได้พิสูจน์แล้วว่า น้ำอัดลมขจัดคราบสกปรกได้เก่งแค่ไหน

2. ซักผ้าได้สะอาดพร้อมหอมฟุ้ง

น้ำอัดลมเปื้อน
เสื้อผ้าก็เป็นเรื่องที่ควรหนักใจ แต่ใครเลยจะรู้ว่า เมื่อน้ำอัดลมมาผสมกับน้ำยาซักผ้าแล้ว กรดคาร์บอนิกกับกรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมจะแปรสภาพเป็นน้ำยาขจัดคราบชั้นยอด พร้อมคืนความหอมสะอาดให้ผ้าได้หมดจดจริง ๆ

3. เช็ดกระจกใสปิ๊ง

ใน
น้ำอัดลม
ก็แอบมีกรดซิตริกที่เป็นตระกูลเดียวกับกรดซิตริกในน้ำผลไม้ (ที่มักจะเป็นส่วนผสมในน้ำยาเช็ดกระจก) เหมือนกัน ดังนั้นก็หมายความว่า เราสามารถใช้น้ำอัดลมเช็ดกระจกให้ใสปิ๊งแทนน้ำยาเช็ดกระจกตามท้องตลาดได้เลย

4. กำจัดมด

หลายคนเริ่มงงว่าน้ำอัดลมจะไล่มดได้ยังไง ก็ในเมื่อมดเป็นแฟนคลับตัวยงของน้ำอัดลมเหมือนเรา ๆ เหมือนกันนี่นา แต่จริง ๆ แล้วกรดต่าง ๆ ในน้ำอัดลมจะช่วยทำร้ายร่างกายมดและแมลงให้ตายได้ เรียกได้ว่าเป็นความหอมหวานที่แฝงไปด้วยอันตรายสำหรับเจ้ามดตัวจิ๋ว ๆ เลยล่ะ ส่วนวิธีก็ง่าย ๆ แค่คุณเทน้ำอัดลมใส่กระบอกสเปรย์ จากนั้นก็ฉีดไปที่รังของมดหรือตัวมดโดยตรง มดเจอละอองโซดาเข้าไปก็จอดทุกราย


5. ขัดหม้อและกระทะให้เหมือนใหม่

หม้อหรือกระทะที่ก้นดำปิ๊ดปี๋ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ๆ โดยเทน้ำอัดลมเปิดใหม่ลงไปแช่สัก 5 นาที จากนั้นค่อยล้างหม้อตามปกติ คราบดำก็จะหลุดอย่างง่ายดาย

6. ขจัดคราบสนิม

สนิมที่เกาะอยู่ตามเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยการจับไปแช่ในน้ำอัดลมประมาณ 1 ชั่วโมง ให้กรดฟอสฟอริกช่วยคลายคราบสนิมให้อ่อนแอลง คราวนี้ก็ล้างสนิมออกได้ง่าย ๆ แล้ว

7. ปราบศัตรูพืช

เกษตรกรชาวอินเดียใช้น้ำอัดลมพ่นกันแมลงและศัตรูพืชให้พืชผักมานานหลายปี โดยที่เขาอ้างว่า ปริมาณน้ำตาลที่สูงมากในน้ำอัดลมเป็นอาวุธร้ายที่คอยกำจัดศัตรูพืชให้เขาได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาฆ่าแมลงราคาแพงเชียวล่ะ

8. ล่อแมลงในสวน

หากตามสวนของคุณมีมดและแมลงอื่น ๆ กระจัดกระจาย กำจัดก็ลำบาก ไล่จับไปทิ้งก็คงไม่ไหว ให้เทน้ำอัดลมใส่แก้วแล้วตั้งตามจุดต่าง ๆ ที่มักจะมีแมลงเดินเพ่นพ่าน พอแมลงหลงกลมาตอมกับดักน้ำอัดลมของเราก็จับไปทิ้งทีละเป็นโขยงได้เลย

9. เพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้ปุ๋ยหมัก

สำหรับคนที่หมักปุ๋ยชีวภาพดูแลสวนและแปลงดอกไม้เอง ต่อไปนี้ลองเทน้ำอัดลมผสมลงไปในปุ๋ยหมักของคุณดูสิคะ น้ำตาลในน้ำอัดลมจะเข้าไปช่วยย่อยจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น บำรุงต้นไม้ดอกไม้ให้สวยสดงดงามได้ง่าย ๆ

10. คืนความเงางามให้เหรียญ

เหรียญกี่บาทก็แล้วแต่ที่ดำและมีคราบสกปรกติดฝังแน่น แค่นำไปแช่น้ำอัดลมประมาณ​ 3 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น หยิบเหรียญขึ้นมาอีกทีก็จะพบกับเหรียญเงาวับเหมือนผลิตออกมาใหม่ ๆ


11. ล้างคราบสีติดเฟอร์นิเจอร์

คราบสีที่ติดอยู่กับเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลาย สามารถเช็ดออกได้ด้วยการใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำอัดลมพอชุ่ม แล้วค่อย ๆ เช็ดคราบสีที่ติดอยู่เบา ๆ จนออกหมดจด ตามด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำสบู่เช็ดตามเพื่อล้างความเหนียวเหนอะของน้ำอัดลมอีกครั้ง

12. คลายลูกบิดและกลอนประตู

ถ้าเจอลูกบิดหรือกลอนประตูที่ขยับยากเหลือเกิน จัดการเทน้ำอัดลมใส่ลงไปในกลอนและลูกบิดเลยค่ะ แล้วรอประมาณ​ 5 นาที จึงค่อยล้างน้ำอัดลมด้วยน้ำสะอาด แค่นี้กลอนและลูกบิดประตูที่ไม่ขยับก็จะคลายตัวลง ใช้ได้คล่องเหมือนใหม่

13. ศัตรูของน้ำมัน

คราบน้ำมันที่กำจัดยากก็ต้องแพ้ให้น้ำอัดลมแบบหมดท่า โดยแค่เทน้ำอัดลมลงไปบริเวณที่มีคราบน้ำมันเลอะอยู่ ปล่อยทิ้งไว้สักระยะแล้วค่อยทำความสะอาดพื้นด้วยวิธีปกติ

14. ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำที่มีสนิมหรือตะกรันเกาะอยู่ตามพื้นสระ หลังจากสูบน้ำออกจากสระแล้วให้เทน้ำอัดลมลงไปประมาณ 2-3 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ให้กรดในน้ำอัดลมช่วยกำจัดคราบฝังแน่นตามพื้นสระว่ายน้ำ คราวนี้ก็จัดการล้างสระได้เลย

15. กำจัดคราบเลือด

คุณสมบัติโดดเด่นของน้ำอัดลมที่ลืมไม่ลงจริง ๆ ก็คงไม่พ้นประสิทธิภาพในการกำจัดคราบเลือดนั่นเองนะคะ โดยที่ไม่ว่าจะเป็นคราบเลือดบนพื้น บนเสื้อผ้า หรือบนโซฟา เจ้าน้ำอัดลมก็ทำความสะอาดคราบเลือดได้หมดจด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

 

 

                           ผิดหวังโอบาม่า ผิดหวังยิ่งลักษณ์??

 
ภาพจาก www.bbc.co.uk

เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว 


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เราไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับผลงานในรอบ 4 ปีที่แล้วของประธานาธิบดีโอบาม่า และไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย เพราะเราไม่ควรจะมีความหวังกับนักการเมืองฝ่ายนายทุนเหล่านี้ตั้งแต่แรก เราควรมั่นใจมานานแล้วว่าเขาจะหักหลังพวกเราแน่นอน

ในการเลือกตั้งที่สหรัฐ ทั้งๆ ที่ โอบาม่าชนะ แต่เราก็เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ที่เคยตั้งความหวังกับโอบาม่า ผิดหวังจนคะแนนเสียงของโอบาม่าตกต่ำลง คือโอบาม่าได้คะแนนมากกว่ารอมนี้แค่ 2% เอง เทียบกับปี 2008 เขาได้มากกว่ามะเคน 7% และคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่าลดจาก 70 ล้านเสียงเหลือแค่ 60 ล้าน เป็นเพราะอะไร?
   
สำหรับนักสังคมนิยม เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว นอกจากนี้เราก็จะปฏิเสธด้วยว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครดจะเป็นรัฐบาลที่ “แย่น้อยกว่า” รัฐบาลพรรคริพับลิแคนทั้งๆ ที่นักการเมืองพรรคริพับลิแคนมักใช้วาจาของพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้วก็ตาม ถ้าไม่เชื่อก็ต้องดูรูปธรรมของนโยบายทั้งสองพรรคเมื่อเป็นรัฐบาล
   
โอบาม่าชนะการเลือกตั้งในปี 2008 และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ยุค 1930 แต่แทนที่โอบาม่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบทุนนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะการปรองดองระหว่างทุนกับคนงานกรรมาชีพ อย่างที่ประธานาธิบดีรุสเวลท์เคยทำในยุค 1930 โดยการใช้รัฐสร้างงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงาน โอบาม่ากลับเลือกข้างนายทุนฝ่ายเดียว และให้คนทำงานธรรมดาต้องแบกภาระจากวิกฤตที่ตนเองไม่ได้สร้าง

นโยบายเศรษฐกิจของโอบาม่าเป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลบุชที่มาก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยให้ธนาคารดำเนินกิจการและกอบโกยอย่างเสรี อันนี้เป็นการเลือกของโอบาม่า ไม่ใช่ว่าถูกบังคับแต่อย่างใด 


หลังจากที่กระตุ้นเศราฐกิจเล็กน้อย โอบาม่าหันมาใช้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดตามเคย ซึ่งเน้นการตัดสวัสดิการและแปรรูปภาครัฐให้เป็นเอกชน

เราเข้าใจได้ดีว่าทำไมโอบาม่าเลือกข้างนายทุน ซึ่งไม่ต่างจากพรรคริพับลิแคนเพราะในหนังสือของโอบาม่าที่ออกมาในปี 2007 เขาเล่าว่าตอนที่เขาเป็นวุฒิสมาชิกในสภา เขาเริ่มคลุกคลีกับพวกนายทุนและคนรวยที่สุด 1% ของประเทศจนตัวเขาเองเริ่มเคารพและคิดเหมือนพวกนั้น

เมื่อเราพิจารณาความเดือดร้อนของคนงานสหรัฐ โดยเฉพาะคนงานประกอบรถยนต์ที่เป็นสมาชิกสหภาพ United Auto Workers (UAW) ซึ่งกำลังตกงานจากวิกฤตที่เริ่มในระบบธนาคาร เราจะเห็นว่าหัวหน้าทีมงานของประธานาธิบดีโอบาม่าเคยพูดในทำเนียบขาวว่า “สหภาพนี้ไปตายห่าก็ได้” (“Fuck the UAW”) ซึ่งผลของนโยบายดังกล่าวบวกกับความขี้ขลาดของผู้นำแรงงานระดับชาติ แปลว่าคนงานสหรัฐต้องแบกภาระการตกงานและการถูกตัดเงินเดือน เพื่อให้มีการฟื้นฟูกำไรสำหรับกลุ่มทุน ต่อมาท่าทีของนายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นนักการเมืองพรรคเดโมแครดก็ไม่ต่าง เพราะพยายามแข็งข้อกับครูทั่วเมืองที่นัดหยุดงานในปีนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการพัฒนาสภาพโรงเรียนและสภาพการจ้างงาน
   
โดยรวมแล้วในสหรัฐตอนนี้มีตำแหน่งงานน้อยกว่าก่อนวิกฤตระเบิดขึ้นในปี 2007 ถึง 4.2 ล้านตำแหน่ง ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของคนทำงานในสหรัฐ(75 ล้านคน) อยู่ในสภาพยากจนมีรายได้ไม่พอ คือต่ำกว่า $26,000 และถ้าเรารวมรายได้ทั้งหมดของคนงานทุกคนทั่วประเทศที่กินเงินเดือนเท่ากับหรือต่ำกว่า $50,000 มันยังน้อยกว่ารายได้ทั้งหมดของคนรวยที่สุด 1%

ในแง่ของการมีประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ คนทำงานผิวดำไม่ได้ประโยชน์เลย เพราะระดับการตกงานของคนผิวดำเพิ่มขึ้น 11% ในยุคโอบาม่า และความแตกต่างระหว่างรายได้เฉลี่ยของคนผิวขาวกับคนผิวดำก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย คือตอนนี้ 22 เท่า
   
แม้แต่ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ ซึ่งระบบสหรัฐแย่กว่าของไทยอีก เพราะพลเมืองจำนวนมากไม่มีการประกันเลย โอบาม่าก็ขี้ขลาดลังเลใจ และในที่สุดก็สนับสนุนกฏหมายประกันสุขภาพที่ไม่ต่างจากระบบที่ มิต รอมนี้ คู่แข่งพรรคริพับลิแคนนำมาใช้ก่อนหน้านั้นในรัฐแมแซชูเซทส์ คือยังแย่กว่าของไทยหรือของรัฐสวัสดิการในยุโรป
   
ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ หลายคนเคยหวังว่ารัฐบาลโอบาม่าจะเปลี่ยนจุดยืน จากความก้าวร้าวเบ่งอำนาจของรัฐบาลบุช หลายคนคิดว่าโอบาม่าจะพยายามปรึกษาหารือกับประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะทำอะไร แต่ที่ไหนได้ ในคำปราศัยหลังชัยชนะครั้งที่สอง โอบาม่าพูดว่าเขาภูมิใจในการที่สหรัฐอเมริกามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

โอบาม่าเป็นผู้นำร่องในการเข้นฆ่าพลเรือนในตะวันออกกลางและในปากีสถาน ด้วยเครื่องบินไร้นักบิน(Drone) เป็นผู้นำร่องในการตามฆ่าบินลาเดน เป็นผู้ที่สนับสนุนการใช้อำนาจทหารในลิบเบียเพื่อแทรกแซง “ไฮแจก” การปฏิวัติ 


เป็นผู้ที่เพิ่มกำลังทหารในเอเชียเพื่อค้านจีน และโอบาม่าก็สนับสนุนหมารับใช้ของสหรัฐในตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ คือเป็นเพื่อนที่ดีของอิสราเอลในการที่อิสราเอลกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้โอบาม่าผิดสัญญาว่าจะปิดคุกทหารกวานทานาโมเบย์ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และผิดสัญญาว่าจะยุติสงครามในอัฟกานิสถาน แต่เราไม่ควรแปลกใจเลย เพราะในอดีต รัฐบาลพรรคเดโมแครดกับพรรคริพับลิแคนมีนโยบายจักรวรรดินิยมพอๆ กัน อย่าลืมว่าประธานาธิบดีเคเนดีและจอห์นสัน จากพรรคเดโมแครด เป็นผู้ที่เพิ่มจำนวนทหารและการทิ้งระเบิดมหาศาลในสงครามเวียดนาม
   
ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเดโมแครดกับสหภาพแรงงาน เราต้องเข้าใจว่าตั้งแต่ยุค 1930 พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลในหมู่นักเคลื่อนไหวแรงงานยุคนั้น ใช้นโยบายสร้าง “แนวร่วมข้ามชนชั้น” กับพรรคนายทุนอย่างเดโมแครด และมีบทบาทสำคัญในการห้ามไม่ให้เกิด “พรรคแรงงาน” อย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นในยุโรป เช่นพรรคสังคมนิยมปฏิรูปทั้งหลาย และต่อมาในสมัยสงครามเย็น รัฐอเมริกาใช้ “การล่าแม่มด” ในการปราบคอมมิวนิสต์อย่างหนักจนพรรคไม่เหลือซาก ในขณะเดียวกันยุคนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและฐานะของคนงานดีขึ้นชั่วคราว ผลในระยะยาวคือในการเลือกตั้งที่สหรัฐไม่มีพรรคทางเลือกเลย มีแต่พรรคนายทุนทีม A กับพรรคนายทุนทีม B แต่พวกผู้นำแรงงานน้ำเน่าก็ได้แต่เกาะพรรคเดโมแครดต่อไป
   
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ฝ่ายที่ได้เสียงมากที่สุดคือฝ่ายที่ไม่เลือกใคร คาดว่าประชาชนสหรัฐที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์มีประมาณ 48% ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่าหรือรอมนี้และปีนี้คนที่ไปใช้สิทธิ์ลดลงจากปี 2008 ประมาณ 10%

ดังนั้นเราสรุปได้ไหมว่าการเมืองในระบบเลือกตั้งของสหรัฐไม่มีความหมายสำหรับคนทำงานธรรมดา? ในแง่หนึ่งเราพูดได้ แต่ในอีกแง่ก็ไม่ถูก
   
ชัยชนะของโอบาม่าในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน มีความสำคัญที่ผู้ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่า เพราะมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง และมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากไม่เหยียดสีผิวของโอบาม่าด้วยแน่นอนคนที่ไปเลือกโอบาม่ารอบแรกจำนวนมากผิดหวังไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่มองว่าการมีโอบาม่าเป็นประธานาธิบดีจะดีกว่าการมีคนอย่างรอมนี้และพรรคพวก

เหตุผลที่คนเหล่านี้จะใช้คือ ฝ่ายรอมนี้ประกอบไปด้วยนักการเมืองยุคไดโนเสาร์ที่คลั่งศาสนา ดูถูกสิทธิสตรี และปฏิเสธปัญหา “โลกร้อน” ซึ่งเป็นความจริง แต่ในภาพรวมมันเป็นการมองข้ามนโยบายรูปธรรมของฝ่ายเดโมแครดเมื่อเป็นรัฐบาล และเป็นการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาสหรัฐมากไป

อย่างไรก็ตามนักสังคมนิยมต้องเข้าใจคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่า และพยายามแลกเปลี่ยนกับคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปธรรม เช่นการสู้ผ่านสหภาพแรงงาน อย่างที่เกิดขึ้นกับการนัดหยุดงานของครูทั่วเมืองชิคาโกซึ่งได้รับชัยชนะหรือการรณรงค์ยึดพื้นที่กลางเมืองของขบวนการ Occupy และขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่นการต้านโลกร้อน หรือการต้านจักรวรรดินิยม เป็นต้น เพราะขบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมสหรัฐได้มากกว่าการไปเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยเท่านั้น แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญ
   

ในอดีตการเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐมาจากการต่อสู้นอกรัฐสภาทั้งนั้น เช่นการลุกฮือนัดหยุดงานในยุค 1930 การเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ สตรี และเกย์ทอมดี้ การต่อต้านสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่การเผาเมืองท่ามกลางการก่อจลาจล เป็นต้น

   
การเลือกตั้งในสหรัฐอาจไม่มีความหมายในตัวมันเอง และถ้าเราเป็นนักสังคมนิยมในสหรัฐ เราจะไม่เสียเวลาหรือสร้างความหวังเท็จด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือหาเสียงให้โอบาม่า แต่มันเป็นโอกาสที่จะพบประชาชนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนพวกที่นั่งอยู่บ้านและไม่ไปใช้เสียงก็น่าเห็นใจ แต่คนเหล่านั้นมีแนวโน้มจะไม่มีกำลังใจพอที่จะเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเลย เขาจึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของนักเคลื่อนไหว

เวลาเราพิจารณาการเลือกตั้งที่สหรัฐ เราควรคิดกลับมาที่ไทย การเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคมปี ๒๕๕๔ สำคัญที่เราสามารถแสดงให้สังคมเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารและไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ คือเราต่อต้านรัฐประหารและการฆ่าประชาชน แต่มันไม่ได้สำคัญตรงที่เราได้พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยนักการเมืองฝ่ายทุนบวกกับโจรทางการเมืองด้วย

และถ้าเราพิจารณาตัวนโยบายของรัฐบาล โดยไม่พิจารณาที่มาที่ไปของรัฐบาลนี้ หรือความหลังของพรรคต่างๆ เราสามารถฟันธงได้ว่านโยบายพรรคเพื่อไทยจะไม่ต่างและไม่ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในรูปธรรมมากนัก และทั้งสองพรรคก็เลวพอๆ กันในเรื่องกฏหมาย 112 การขังลืมนักโทษทางการเมือง การไม่ปฏิรูประบบยุติธรรม การไม่ลดอำนาจกองทัพ และการไม่นำฆาตกรที่สั่งฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาล และคงเลวพอๆ กันในเรื่องการต่อต้านการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย หรือการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองในภาคใต้ผ่านการให้สิทธิคนในพื้นที่ที่จะกำหนดอนาคตของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงถังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วของรัฐไทยอีกด้วย
   
สรุปแล้วในการเลือกตั้งข้างหน้าเราไม่ควรไปเลือกพรรคเพื่อไทย เราควรกาช่องไม่เลือกใคร แต่ที่สำคัญกว่าหลายร้อยเท่า เราต้องเน้นการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ เป็นหลัก เช่นสหภาพแรงงาน การรณรงค์ต่อต้านกฏหมายเผด็จการ 112 การรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองและนำฆาตกรมาขึ้นศาล และการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ และแน่นนอนถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยประสิทธิภาพ เราต้องมีองค์กรหรือพรรคการเมืองสังคมนิยมของเราเอง ที่อิสระจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.
   
ประชาธิปไตยและสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันสำคัญตรงที่มันช่วยสร้างพื้นที่ในการเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้เราสร้างพรรคทางเลือกได้ แต่ในสหรัฐกับไทย พรรคทางเลือกที่แท้จริงยังไม่เกิด

 

                                    

 

 

guest

Post : 07/10/2014 19:04     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  พุทธฺวจน

 

                                                 

 


(พระสูตร ๑) ความสามารถ


อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ, จำเดิมแต่เริ่มแสดงกระทั่ง
คำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธิ
นิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่
กระทำให้มีความเป็นจิตเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลายเคยได้ยิน
ว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้.
(พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๒๔๗,
พระไตรปิฎก สยามรัฐ ๑๒/๔๖๐/๔๓๐)

(พระสูตร ๒) ความสามารถ


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กล่าวนั้นถูกละ พวกเธออัน
เรานำเข้าไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งให้ผล
ได้ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มาชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชน
พึงรู้ได้เฉพาะตน คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
นี้ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มา
ชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ เรา
อาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว.
(พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา ในพระบรมราชูปถัมภ์
พ.ศ.๒๕๓๐, เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๐๗ หน้า ๔๕๖)

(พระสูตร ๓) ความสามารถ


ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคต
ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลาระหว่าง
นั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออกซึ่งถ้อยคำใด
ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียว
ทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย.
(พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๒๘๕,
พระไตรปิฎก สยามรัฐ ๒๕/๓๒๑/๒๙๓)

 

(พระสูตร ๑๐) ใช้คำสอนแทนพระองค์


อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
(มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘)
อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยานวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด
บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย...
เราขอกล่าวย้ำกะเธอว่า...
เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      "จตุพร"โอดล็อกสเปคล้างบาง พท.

http://www.dailynews.co.th/

 

 

 

“จตุพร”โพสต์เฟซบุ๊ก โอด รธน.ชั่วคราวล็อกสเปค ล้างบางเพื่อไทย ฉะแนวคิด “ชัยอนันต์” ล้าหลังไป 82 ปี ระบุถ้าจะคืนอำนาจให้ ปชช. ต้องคืนให้ครบ

 

วันพุธ 15 ตุลาคม 2557 เวลา 16:09 น.
 

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเป็นฉบับล็อกสเปค ซึ่งมีการตรามาตรา 35 ไว้ โดยมี 10 วงเล็บ หากจะทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ต้องนำกรอบ 10 กรอบนี้ไปปฏิบัติและจะร่างกี่ครั้งก็ต้องออกมาแบบเดิม เพราะถูกล็อคไว้ด้วย 10 ข้อนี้ แต่ไฮไลท์อยู่ที่วงเล็บ 4 ที่กล่าวว่า ผู้ใดที่ต้องคดีเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งและถูกตัดสิทธิทางการเมือง จากการยุบพรรคหรือต้องคำพิพากษาคดีทุจริต ไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งได้ ซึ่งจากข้อนี้ ต่อให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง พ้นโทษมานานแล้วต้องหมดสิทธิลงเลือกตั้งไปตลอดชีวิต

 

นายจตุพร ระบุอีกว่า นั่นหมายถึงผู้ที่มีชื่ออยู่ในบ้านเลขที่ 111,109 และที่กำลังดำเนินการกับ 308 ซึ่งหมายถึงอดีต ส.ส.และส.ว.ที่กำลังดำเนินการถอดถอนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.ให้มีการเลือกตั้ง 100 % ก็น่าจะไม่เหลือเหมือนกัน โดย ป.ป.ช.กำลังดำเนินการส่งเรื่องให้ สนช.จัดการ ทั้งนี้การล้างรุ่นนักการเมืองเป็นที่ชัดเจนว่า เป็นการล้างฝ่ายเดียว คือฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3 รุ่น แต่ตนรู้ว่าหากใช้กติกานี้จนเดินไปสุดทาง สุดท้ายแล้วประชาชนจะรู้เองว่าจะต้องจัดการกันอย่างไร

 

นายจตุ พร ระบุต่อว่า ในส่วนข้อเสนอของนายชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่ให้ทำการเลือกตั้งและแต่งตั้งกันอย่างละครึ่งนั้น มองว่าเป็นการถอยหลังกลับปี 2475 ความคิดนี้เป็นความคิดตั้งแต่ 82 ปีที่แล้ว ซึ่งในความเห็นของตน ถ้าในการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่สามารถมีการเลือกตั้งได้ 100% ก็ไม่ควรที่จะคืนอำนาจให้กับเรา จากเดิมที่ประชาชนอึดอัดอยู่แล้ว จากการแต่งตั้ง ส.ว.จากรัฐธรรมนูญเดิม และจากที่ผู้แทนมี 500 คน แค่นั้นก็ดูแลประชาชนได้ไม่ครบถ้วนแล้ว แต่ในสูตรนี้จะให้มีผู้แทนจังหวัดละ 1 คน รวมเป็น 77 คน หลักการบริหารทำได้ยากมาก ตนไม่ได้มองทางเทคนิค แต่มองว่าอำนาจสิทธิใดที่เป็นของประชาชน ถ้าถึงวันที่นัดหมายจะคืนให้กับเขา ก็ควรคืนให้เขาให้ครบไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                             พระราชบัญญัติ
                                                            ป่าสงวนแห่งชาติ
                                                                พ.ศ. ๒๕๐๗

                                                           ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
                                         ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗
                                                เป็นปีที่ ๑๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

หมวด ๒
การควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ

 

          มาตรา ๑๔ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพ ป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่
           (๑) ทำไม้หรือเก็บหาของป่าตามมาตรา ๑๕ เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ทวิ หรือมาตรา ๑๖ ตรี กระทำการ ตามมาตรา ๑๗ ใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๘ หรือกระทำการตามมาตรา ๑๙หรือมาตรา ๒๐
           (๒) ทำไม้หวงห้ามหรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมาย ว่าด้วยป่าไม้
           (มาตรา ๑๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๘)    

หมวด ๓
บทกำหนดโทษ 
 
 

          มาตรา ๓๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท
           ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่
           (๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้สนเขา หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. ตาม กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ หรือ
           (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง รวมกันเกินยี่สิบต้น หรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือ
           (๓) ต้นน้ำลำธาร
           ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท
           ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลมี อำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำผิด ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ด้วย
 

 

 

    

จัดสรรที่ดินให้คนจน คืนความสุขให้เกษตรกรไร้ที่ดิน

 

 

areafamer3ข่าว

 

 

การขีดเส้นตายให้ชาวบ้านชุมชนเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยภายในวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สร้างความไม่สบายใจให้กับองค์กรและกลุ่มคนหลายฝ่ายที่ติดตามปัญหาการไร้ที่ทำกินของเกษตรกร เนื่องจากกังวลว่าหากเกษตรกรถูกอพยพออกจากพื้นที่ที่อาศัยอยู่ขณะนี้แล้ว หน่วยงานราชการได้มีแผนรองรับการอพยพที่ดีพอ คัดกรองเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน และจัดสรรที่ดินที่เพียงพอให้กับเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ทำกินเหล่านี้หรือไม่



อันที่จริงปัญหาความขัดแย้งไม่ลงตัวในการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ มีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2520 และเป็นปัญหาที่ไม่แตกต่างจากชุมชนอีสานอีกหลายแห่ง ที่เกษตรกรไม่มีความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน เนื่องจากชุมชนอีสานถูกอพยพโยกย้ายโดยหน่วยงานราชการหลายครั้ง ด้วยเหตุผลของความมั่นคงบ้าง เหตุผลของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าบ้าง หรือแม้แต่เหตุผลของการที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม เมื่อหน่วยงานราชการต้องการใช้พื้นที่เพื่อโครงการต่างๆ เช่น โครงการสร้างศูนย์ราชการ โครงการสร้างเขื่อน และอื่นๆ

ความเศร้าใจที่หลายชุมชนเหล่านี้ต้องเผชิญ ก็คือหน่วยงานราชการมักจะให้คำมั่นสัญญากับเกษตรกรว่าจะจัดสรรที่ทำกินชดเชยให้กับพวกเขา มีเกษตรกรจำนวนมากในหลายจังหวัดรอและหวังว่าส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นทหาร อำเภอ จังหวัด จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา แต่ในพื้นที่หลายแห่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เกษตรกรอีสานในหลายพื้นที่จึงเหมือนถูกหลอกให้รอ กลายเป็นเกษตรกรไร้ที่ดินและไร้ความหวัง
ไม่แตกต่างจากชุมชนเก้าบาตรและอีกหลายที่ในภาคอีสาน ที่สุดท้ายเกษตรกรเหล่านี้ก็หาทางออกเอง ด้วยการเข้าไปเพาะปลูกในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ว่างที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์ และจบลงด้วยการถูกส่วนราชการดำเนินคดี ติดคุก หรือถูกอพยพอีกเป็นครั้งที่เท่าไร ก็จำไม่ได้

คำถามสำคัญคือ จะอพยพเกษตรกรเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนได้อีก พื้นที่ถูกตารางนิ้วในบ้านเรา ล้วนมีเจ้าของจับจองแล้วทั้งนั้น ถ้าไม่ได้เป็นของเอกชนที่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย ก็มีเกษตรกรรายอื่นทำกินอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นที่ทางของส่วนราชการที่มีอยู่จำนวนมากเหลือเกิน หรือว่าจะให้พวกเขาไปบุกรุกพื้นที่ป่า และถูกจับกุมอีก

มันคงเป็นเรื่องน่าตลกที่จะตั้งคำถามว่า สรุปแล้วบ้านเราไม่มีหน่วยงานราชการ ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน (แบบ one stop service) ในการจัดสรรที่ทำกินให้กับเกษตรกรยากจน หรือแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรไร้ที่ทำกินใช่ไหม ถ้ามีอยู่จริง หน่วยงานราชการเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน เวลาเกษตรกรเหล่านี้ถูกอพยพโยกย้ายออกจากที่ทำกินเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า

พื้นที่ประเทศไทยที่มีอยู่ ร้อยละ 40 หรือประมาณ 130 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนคนที่มีอันจะกิน ย่อมมีโอกาสถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์มากเท่าไรก็ได้ แต่พื้นที่อีกร้อยละ 60 หรือประมาณ 190 ล้านไร่ เป็นที่ดินของส่วนราชการต่างๆ ที่บอกว่ามีอยู่จำนวนมาก และพื้นที่เหล่านี้นี่ล่ะ ที่มักมีปัญหาเป็นกรณีขัดแย้งเรื่องแย่งที่ดินกัน มีคดีพิพาทฟ้องร้องขับไล่เกษตรกรให้ออกจากพื้นที่ ในบางกรณีมีการฟ้องคดีแพ่งเพิ่มอีกกระทงเรียกให้จ่ายค่าเสียหายให้หน่วยงานรัฐ

ในพื้นที่ 190 ไร่ ที่หน่วยงานราชการดูแลอยู่นี้ แบ่งออกเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประมาณ 35 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งรวมพื้นที่อุทยานแห่งชาติอยู่ในนี้ด้วยแล้วประมาณ 145 ล้านไร่ ดูแลโดยกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และที่เหลืออีกประมาณ 10 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งดูแลโดยกรมธนารักษ์

ไม่มีใครทำข้อมูลสถิติไว้ชัดเจนว่า มีเกษตรกรไร้ที่ทำกินเข้าไปจับจองพื้นที่เพาะปลูก ทำกินในที่ดินรัฐเหล่านี้มากน้อยเพียงใด มีเพียงตัวเลขคร่าวๆ ซึ่งน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ว่ามีเกษตรกรที่บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 184,710 ราย มีเกษตรกรที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน 340,000 ราย มีเกษตรกรที่บุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน 5,426 ราย และยังมีเกษตรกรบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ บุกรุกที่ราชพัสดุ บุกรุกที่นิคมสร้างตนเอง ที่ไม่ทราบจำนวนรายที่ชัดเจนอีก

เป็นไปได้ว่า ถ้านับรวมพื้นที่รัฐที่เกษตรกรเหล่านี้เข้าไปจับจองทำกินรวมๆ แล้วน่าจะหลายสิบล้านไร่ เพราะลำพังตัวเลขสถิติเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ที่เป็นทางการของสำนักงานสถิติแห่งชาติปัจจุบันก็เกือบหนึ่งล้านครอบครัว จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 5.9 ล้านครอบครัว ไม่นับรวมพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุชัดว่า เกษตรกรทำกินในพื้นที่คนอื่น โดยไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน และไม่ได้จ่ายค่าเช่า ซึ่งหมายรวมถึงทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่สาธารณะประโยชน์และที่ดินรัฐอื่น ส่วนที่รวมถึงที่ดินได้ทำฟรีโดยไม่ได้จ่ายค่าเช่าคงมีไม่มากนัก

ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่า ถ้าไม่จัดสรรที่ดินให้กับคนจน ไม่แก้ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างเกษตรกรกับหน่วยงานราชการไม่มีวันจบ มิหนำซ้ำการฟ้องร้องดำเนินคดีความกับคนยากคนจนเรื่องการบุกรุกที่ดิน ก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ ไม่มีวันลดลง

บ้านเมืองเราก็แปลกประหลาด แทนที่หน่วยงานราชการจะมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข เอื้ออำนวยให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงและความสุขของคนในชาติ แต่หน่วยงานราชการกลับทำหน้าที่ฟ้องร้องดำเนินคดี แย่งที่ดินกับเกษตรกรคนจนเสียเอง แล้วมันจะมีความสงบสุขได้อย่างไร

หน่วยงานราชการทุกหน่วย ควรมีหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกร หรือหากมีที่ดินในความรับผิดชอบดูแลอยู่จำนวนมาก ก็ควรทำหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรยากจน ไม่ใช่ไปแย่งที่ดินกับเขา ไปขับไล่เขาออกจากพื้นที่ และอ้างว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ของหน่วยงานตนเอง ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่

เพราะว่าการขับไล่อพยพเกษตรกร ออกจากพื้นที่หน่วยงานตนเอง ก็เท่ากับการปัดภาระให้พ้นตัว แต่ไม่ได้ใส่ใจ รับผิดชอบต่อประเด็นในทางสาธารณะและสังคมว่า เกษตรกรเหล่านี้จะมีที่ทำกินต่อไปในอนาคตอย่างไร พวกเขาจะไปบุกรุกพื้นที่ของหน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของตนเองหรือไม่ แก้ปัญหาแบบนี้ มันก็ไม่มีทางจบ

เหมือนกับชุมชนเก้าบาตร ที่เดินอยู่บนเส้นทางแก้ปัญหาที่ดินมาแล้ว 37 ปี ก็ยังวนกลับมาที่ปัญหาเดิมอีกจนได้

 

 

 สู้คดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ศาลจะเห็นว่า ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

จึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งนั้น จะสู้ยาก และหากเอาเจตนาว่าไม่ทราบว่า

บริเวณดังกล่าวเป็นป่าสงวน คงสู้ไม่ได้ และศาลที่ผมอยู่นั้น หากไม่เกินสืบไร่

ไม่ถึงกับจำคุก ประมาณ รอลงอาญา

ข้อ 1 ถ้าให้แนะนำควรรับสารภาพ โอกาสที่จะรอการลงอาญาคือไม่ติดคุกมีสูงมาก
ข้อ 2 รอไว้ถูกฟ้องคดีแพ่ง แล้วค่อยเจรจาต่อรอง


 

 

 ทำไร่มา30กว่าปีโดนคดีบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ

 

อยากจะขอปรึกษาทนายค่ะคือว่าพ่อของดิฉันอายุ 60 กว่า ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความจับดำเนินคดีข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ พ่อทำไร่ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่พ.ศ.2517 หลังจากกลับจากไปรบที่เวียดนามมา แต่ทางการเพิ่งมาประกาศป่าสงวนเมื่อไม่นาน  พ่อได้ไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากที่ต่าง ๆ และทางศูนย์ดำรงธรรมก็ได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าพ่อยังคงสามารถทำกินได้แต่ห้ามมิให้ไปตัดต้นไม้(เป็นที่เตียนโล่งอยู่แล้ว) แต่เมื่อไม่นานเจ้าหน้าที่แจ้งความจับแยกเป็น 2 คดี คดีแรกบุกรุก 8 ไร่ เสียค่าปรับไป 7000 บาท ผ่านมาไม่ถึง 10 วันก็จับอีกข้อหาบุกรุกเพิ่มเติมอีก 63 ไร่ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยที่ดินที่พ่อทำอยู่มีเพียง 20 กว่าไร่ เขาไปเอาที่ดินของคนอื่นอีก 3-4 คนมารวมเป็นของพ่อหมดเลย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวรับแจ้งความโดยที่ไม่ได้ไปดูสถานที่อะไรเลย ถามเขาว่าทำไมเป็นเช่นนี้ ตำรวจตอบว่าของกลางอยู่กับใครคนนั้นคือโจร ดิฉันงงมาก คดีที่ 2 นี้ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ยื่นอุทธรณ์ต่อและเมื่อวันที่ 21 ที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์นัดฟังคำพิพากษายังยืนตามศาลชั้นต้นและในวันนั้นได้ขอยื่นประกันตัวไปแล้วเจ้าหน้าที่บอกให้รอศาลฎีกาสั่งและในวันนี้ก็ได้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ศาล เขาแจ้งว่าศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว เหตุผลเพราะเกรงหลบหนีและโทษไม่เกิน 5 ปี (ในวันนั้นยื่นขอประกันตัวอย่างเดียวยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอฎีกา) อยากจะขอถามทนายดังนี้ค่ะ

- ในการขอฎีกาจะเขียนคำร้องขอฎีกาไปพร้อมกับการยื่นประกันตัวไปก่อนได้หรือไม่แล้วจึงจะมาเขียนฎีกาทีหลัง

-พ่ออายุ 62 ปี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม คดีแบบนี้โอกาสจะฎีกาหลุดคดีมีมากน้อยเพียงใด

-

ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

 

 

 

ในการขอฎีกาจะเขียนคำร้องขอฎีกาไปพร้อมกับการยื่นประกันตัวไปก่อนได้หรือไม่แล้วจึงจะมาเขียนฎีกาทีหลังพ่ออายุ 62 ปี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม

- ได้ครับ เข้าใจว่าท่านมีทนายความอยู่แล้ว ลองปรึกษากับทนายที่เขาทำคดีให้ท่านมาก่อน เขาจะเป็นคนทราบขั้นตอนศาลมากที่สุด

คดีแบบนี้โอกาสจะฎีกาหลุดคดีมีมากน้อยเพียงใด

- ขึ้นอยู่ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและดูลพินิจของศาลครับ

 

 

ถึงคุณ Cat

คุณไม่จำเป็นต้องประกันตัวหรอกค่ะ เพราะพ่อของดิฉันก็เป็นเหมือนพ่อคุณนั่นแหล่ะค่ะ พ่อดิฉันทำไร่มาตั้งแต่ดิฉันยังไม่เกิด จนปัจจุบันดิฉันอายุ 32 ปี จะเข้า 33 ปีอยู่แล้ว พ่อของดิฉันติดคุกคดีเหมือนพ่อคุณเป๊ะเลย ยื่นศาลฎีกาแล้ว แต่เค้าไม่ให้ประกันตัว เหมือนที่คุณบอก และมีสถานเดียวคือติดคุก ดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม คนที่ทำมาในปีเดียวกันไม่ติดคุก แถมเค้าทำไม้อีกต่างหาก

 

แล้วช่วงที่พ่อของดิฉันติดคุกอยู่ก็มีการขนไม้เป็นคันรถ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้ามาดูแล ปล่อยให้ขนกันเยอะแยะและทำกันอย่างสนุกสนาน ดิฉันก็อยากทราบเหมือนกันค่ะว่า กรณีคดีบุกรุกแบบนี้ คดีมันสามารถรื้อมาได้ด้วยหรือ แล้วกี่ปีถึงจะหมดอายุ หรือว่าอยากให้ติดคุกตอนไหนก็เอาขึ้นมาขุดคุ้ย แล้วจับยัดเข้าคุกงั้นเหรอ ถ้าใครตอบได้ช่วยตอบด้วย ปัจจุบัน พ่อดิฉันติดคุกอยู่ แต่ดิฉันก็ยังข้องใจอยู่ว่า หากเราต้องการความกระจ่างมากกว่านี้ต้องติดต่อที่ไหน หรือว่าปรึกษาที่ไหนได้บ้าง

no-nae13@hotmail.com

ขอบคุณ

 

 

 

 

 

สำนักข่าว อิศรา "พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา: จะเอาอะไรกับผมนักหนา "

 

 

 

 

รัฐบาลการเมืองนักการเมือง

13 ต.ค. 57 สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org โทรศัพท์สัมภาษณ์ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ถึงประเด็นร้อนของเงินส่วนต่าง 47 ล้าน ที่ไม่ถูกแจ้งไว้ในยอดเงินฝากของ พล.อ.ปรีชา แต่กลับมาปรากฏอยู่ในยอดรวมบัญชีเงินฝากทั้งหมด 10 บัญชี
“ที่มา” ของเงินดังกล่าวคืออะไร คำตอบอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้   

@ : เงินบัญชีที่เกินมา 47 ล้านบาท ในยอดบัญชีที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. มีที่มาอย่างไร
ปรีชา : เกินมายังไง ตอนไหน ผมไม่เห็นรู้เลย

@ ในส่วนของยอดเงินฝาก ที่คุณแจ้ง ป.ป.ช. ไว้ 42 ล้านบาท แต่ยอดรวมของบัญชีเงินฝากที่คุณแจ้งไว้ 10 บัญชี รวม 89 ล้านบาท หมายความว่าเกินมา 47 ล้านบาท
ปรีชา : ก็ไปดูให้แน่สิ ว่าผมชี้แจงไปเท่าไหร่

@ คือข้อมูลในส่วนที่คุณแจ้งไว้กับ ป.ป.ช. สำนักข่าวเราตรวจสอบพบตัวเลขนี้  
ปรีชา : จะเอาอะไรกับผมนักหนา ผมมีที่มาที่ไปนะ บ้านผมไม่ใช่ว่าจนนะ ต้องไปดูรายละเอียดให้ชัดเจน
ไปดูสิ เงินเดือนผม รายได้ต่อปี เท่าไหร่ ไปดูให้ละเอียด แล้วค่อยเขียน ไม่ใช่จับตัวเลขปั๊บแล้วมาเขียน เหมือนกับเราไปโกงใครเขามา พ่อผมขายที่ได้ เขาก็แบ่งให้คนละแปดสิบล้าน ร้อยล้าน นายกฯเขาก็ได้ นี่ถ้าไปตรวจสอบนายกฯ เขาก็ไม่ผิด น้องชาย น้องสาวเขาก็ไม่ผิด  

@ เราสอบถามตามข้อมูลที่แจ้ง ต่อ ป.ป.ช.
ปรีชา : สงสัยว่าทำไมไม่ไปตรวจสอบคนอื่นที่เขามีห้าร้อยล้าน พันล้าน ทำไม ไม่ไปตรวจสอบเขาบ้าง ผมอยากจะรู้

      เฮ่อ คนดีศรีสยาม  ดีแต่ไล่บี้คนอื่นรึป่าว ทีตัวเองโดนบ้าง เอาแต่แถ กับเบ่ง ยียวน  รึป่าว
อ่านเต็มๆๆ
http://isranews.org/isranews-article/item/33593-preecha_33593.html

 

 

 

 

 

 

 




....................




 

 

 

 

"ชุดดำพลิกลิ้น" แฉถูกซ้อมให้รับสารภาพ

 

ทีมทนายความยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้กลุ่มผู้ต้องหา คนร้ายชุดดำ หลังกลับคำรับสารภาพอ้างถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย

นายวิญญัติ ชาติมนตรี พร้อมด้วยทีมทนายความกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ กนส. ยื่นหนังสือ ถึงนายกมล ธรรมเสรีกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ 5 ผู้ต้องหา คนร้ายชุดดำ ที่ใช้อาวุธปืนก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. เมื่อ ปี 2553

โดยนายวิญญัติ ระบุว่าทีมทนายความ ได้เข้าพบผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ที่เรือนจำ และผู้ต้องหาทั้ง 5 คน กลับคำรับสารภาพ ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่อง และทนต่อการถูกทำร้ายร่างกายไม่ไหวจึงยอมรับสารภาพ

และเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นคดีพิเศษตามมติ คณะกรรมการคดีพิเศษ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จึงไม่มีอำนาจการสอบสวน เป็นอำนาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จึงขอให้ทางอัยการไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราว หรือมีคำสั่งสอบสวนคดีนี้ใหม่

นอกจากนี้นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า การยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ไม่ได้ใส่ร้ายใคร แต่เป็นการนำข้อเท็จจริงมาเสนอต่ออัยการ

ด้านนายกมล ระบุว่า ทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ขอสำนวนคดีดังกล่าวไปสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในส่วนรับผิดชอบของคดีพิเศษ และหากดีเอสไอส่งสำนวนกลับมาให้อัยการอีกครั้ง ก็จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของอัยการคดีพิเศษ ในการสั่งคดี ส่วนหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจะรับไว้ และจะประสานอัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป
 

 

  

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ไคโรเเพรคติก

 

 

หลายคนคงเคยได้ยินการรักษาอาการปวดต่างๆด้วยวิธีการจัดกระดูก ในประเทศไทยมีร้านนวดแผนไทยหลายร้านที่มีการรักษาอาการปวดด้วยวิธีการจัดกระดูก บางคนหายจากอาการปวด แต่บางคนอาจจะเป็นหนักกว่าเดิมเพราะความไม่ชำนาญของหมอนวด วันนี้เราจะมาแนะนำศาสตร์ของการจัดกระดูกที่เป็นที่ยอมรับจากองค์กรอนามัยโลก นั่นก็คือ ไคโรแพรคติก และในประเทศไทยเอง ก็ได้มีการออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ ให้แก่ ไคโรแพรคติกแพทย์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย

 

167234932

 

 

ศาสตร์วิชาการแพทย์ ไคโรแพรคติก เป็นแขนงการดูแลสุขภาพ โดยตรวจรักษาระบบประสาท การดูแลกระดูกสันหลัง และข้อต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จ่ายยา ใช้เข็ม หรือผ่าตัด ด้วยการรักษาความผิดปกติของโครงสร้างและการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Structure and Biomechanic) หรือการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติ ของข้อกระดูกสันหลัง เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นจุดศูนย์กลางของดุลยภาพในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฉะนั้นหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อระบบประสาท ซึ่งควบคุมร่างกายทั้งหมดของเรา การแพทย์ ไคโรแพรคติก เน้นถึง ความสมดุลของระบบโครงสร้าง สภาวะจิต และสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย

 

การแพทย์ ไคโรแพรคติก มีมานานกว่า 100 ปีแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบันเป็นการแพทย์ทางเลือกที่มีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดในสหัฐอเมริกา แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า การดูแลกระดูกเป็นเรื่องของคนสูงอายุหรือคนพิการเท่านั้น

 

ศาสตร์วิชาการแพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Davenport รัฐ Iowa ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1895 (พ.ศ.2438) ผู้เริ่มคนแรก คือ DR. D.D. Palmer ท่านได้พัฒนาศิลปะปรัชญา และวิทยาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติก คำว่า Chiropractic เป็นภาษากรีก ซึ่งคำว่า “Cheir” และ “Praktikas” มาผสมกัน ซึ่งความหมายก็คือ “รักษาด้วยมือ”

 

การตรวจรักษา

 

ในความเป็นจริงแล้ว หลาย ๆ โรคที่เกิดจากการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูกสันหลัง โดยเกิดจากสาเหตุง่าย ๆ เช่น ท่าทรงตัวที่ไม่ถูกต้อง, ยกของหนัก, การนั่งนานเกินไป, การขาดการออกกำลังกาย หรือการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักโภชนาการ การสูบบุหรี่ ปัญหามลภาวะ การรับแรงกดที่ผิดปรกติ และความเครียดด้านจิตใจ และความผิดปกติของร่างกายหลายอย่าง สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการแพทย์ไคโรแพรคติก อาทิ อาการปวดศีรษะเรื้อรัง, ปัญหาของไซนัส ปัญหากระดูกกะโหลกศีรษะ ปวดหลัง คอ แขน ขา หมอนรองกระดูก อาการชาตามมือ หรือเท้า อาการปวดประจำเดือน อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เป็นต้น

 

การตรวจรักษาจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติอาการไปจนถึงการอ่านฟิล์มเอกซเรย์คนไข้ ส่วนการรักษาโดยปกติจะใช้มือจัดข้อของกระดูกสันหลัง และ กระดูกเชิงกรานให้เกิดความสมดุล จากตำแหน่งผิดปกติให้กลับเข้าสู่ภาวะที่ปกติโดยไม่ใช้ยา เข็ม หรือการผ่าตัด

 

สำหรับระยะเวลาในการรักษา จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

 

  1. อาการรุนแรงเพียงใด
  2. มีอาการมาเป็นเวลานานแค่ไหน
  3. ร่างกายของคนไข้มีความสามารถในการรักษาตัวเองมากเพียงใด
  4. คนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัดหรือไม่
  5.  

และนอกจากการแพทย์ไคโรแพรคติก จะรักษาอาการต่างๆ ได้ ยังสามารถตรวจเช็คระบบประสาท ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าหากคอยจนร่างกายแสดงอาการผิดปกติออกมา จะทำให้การรักษาลำบากและใช้เวลานานขึ้น (It is easier to stay well than try to get well)

 

ไคโรแพรคติก ทำการรักษาอย่างไร

 

ซึ่งก็คล้ายแพทย์ทั่วๆไปที่จะต้องมี

 

  1. การซักประวัติการเจ็บป่วย
  2. ตรวจร่างกาย ทั้งทางกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท รวมถึงการเช็คลักษณะโครงสร้างร่างกาย ที่ผิดปกติ
  3. ตรวจ x-ray เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
  4. วินิจฉัยโรค และบำบัดรักษา
  5.  

การรักษาแบบการแพทย์ไคโรแพรคติกจะทำการรักษาด้วยมือ โดยไม่มีการใช้ยาหรือการผ่าตัดแต่อย่างใด โดยปกติจะใช้มือจัดข้อกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจากตำแหน่งที่ผิดปกติให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นปกติ รวมถึงการทำงานของระบบประสาทที่ดีด้วย

 

นอกจากนี้ อาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือ ทางการแพทย์ไคโรแพรคติกบางอย่างช่วยคลายกล้ามเนื้อ หรือลดการเจ็บปวดของคนไข้เมื่อจำเป็น

 

ผู้ที่มีอาการอะไรบ้างควรมาพบไคโรแพรคเตอร์

 

การแพทย์ไคโรแพรคติก มุ่งเน้นในการบำบัดอาการเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรจะเข้ารับคำปรึกษา

 

  1. ปวดศีรษะโดยรอบ หรือ ข้างเดียว
  2. ไมเกรน (Migraine)
  3. ปวดคอ
  4. ปวดไหล่ ปวดแขน
  5. ปวดหลัง
  6. ปวดหรือชาตามแขน ขา
  7. บาดเจ็บจากการกีฬา (Sport injuries)
  8. บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (Accident)
  9. หมอนรองกระดูกเคลื่อน
  10. ปวดตามข้อต่างๆ
  11. บาดเจ็บจากการยกของหนัก
  12. อาการอ่อนเพลียนอนไม่หลับ
  13. กระดูกสันหลังคด
  14. อาการเครียด
  15. เส้นเอ็นอักเสบ

การแพทย์ไคโรแพรคติก ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับส่วนสำคัญของร่างกาย 4 ส่วนใหญ่ๆ

 

  1. กระดูกสันหลัง (Spine)
  2. ระบบประสาท (Nervous System)
  3. โครงสร้างของร่างกาย (Structure)
  4. โภชนาการด้านอาหารและวิตามิน (Nutrition)

การทำงานภายในร่างกายของมนุษย์  ถือเป็นความสำคัญส่วนหนึ่งของสุขภาพและนั้นก็คือความเกี่ยวข้องระหว่างระบบประสาทที่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรา

 

การแพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เป็นสาขาการดูแลสุขภาพใหญ่เป็น อันดับที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ไคโรแพรคติก แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น Medicine และ Osteopath คือ การรักษาโรคกระดูกสันหลังและระบบประสาทไขสันหลังที่เนื่องมาจากการกดตัวของกระดูกสันหลัง โดยไม่ใช้ยาและการผ่าตัด แต่ใช้กรรมวิธีของผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ จัดกระดูกสันหลังที่คลาดเคลื่อนที่มีผลทำให้กลไกของการเคลื่อนไหวของการก้ม เงย เอน บิด รวมถึงการทำงานของระบบประสาทไขสันหลัง ผิดปกติกลับมาทำงานให้ดีขึ้น

 

การคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูกสันหลังมีอาการอย่างไร

 

อาการปวดหลังโดยมีหรือไม่มี “อาการปวดที่แผ่กระจาย” ไปที่ขาเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดคอ ปวดไหล่ และปวดแขน มักจะพบบ่อยในผู้ที่ทำงานในสำนักงาน ผู้ที่ขับรถมาก อาการปวดศีรษะแบบไมเกรน และอาการปวดศีรษะโดยทั่วไป อาการอื่น ๆ เช่น อาการกล้ามเนื้อตึง อาการคล้ายเป็นเหน็บ อาการชาและอาการเวียนศีรษะ เป็นตัวอย่างของอาการซึ่งเกิดจากการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูก

 

การคลาดเคลื่อนของกระดูกสันหลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

การเคลื่อนของข้อกระดูกสันหลัง ส่วนมากเกิดจากการที่เราทำกิจกรรมประจำวันโดยที่ไม่ระวังตัว เช่น การนั่ง การนอน การยืน ในท่าที่ผิด ลักษณะเป็นระยะเวลานาน ๆ การล้ม การกระแทก การยกของหนักโดยไม่ถูกวิธี อุบัติเหตุ เช่น รถชน รถค่ำ อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา การขาดการออกกำลังกาย

 

ได้รู้จักวิธีการรักษาอาการปวดต่างๆด้วยไคโรแพรคติก กันไปแล้วนะคะ ในประเทศไทยเองก็มีการรักษาแบบไคโรแพรคติกอยู่หลายที่ หากอยากลองรักษาอาการปวดด้วยวิธีนี้ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ เลือกโรงพยาบาลหรือคลีนิกที่เชื่อถือได้ด้วยนะคะ

 

 

ขอบคุณที่มาจาก : สมาคมการแพทย์ไคโรแพรคติก แห่งประเทศไทย
www.thailandchiropractic.org

 

 

                       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

  

 

 

ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่ก็เป็นการตอกย้ำถึงสังคมไทยได้ชัดเจนเลยว่า จริงๆ แล้วสังคมไทยไม่ได้ต่อต้าการทุจริต เพียงแต่ต่อต้านคนที่เราไม่ชองขี้หน้าและพยายามจ้องเขา แต่สำหรับคนที่เราชอบหรือเป็นพวกเดียวกันก็ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เท่านั้นเอง..!!

หน้าเศร้าและวังเวงจริงๆครับกับสังคมดัดจริตของเมืองไทย........

อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อบจริงๆ.......

 

 

  

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

                                                   

 

 

โฮจิมินห์ (เวียดนาม: Hồ Chí Minh, โห่ จี๊ มิญ; คำแปล "แสงสว่างที่นำทาง"[2]) เป็นนักปฏิวัติชาวเวียดนาม ซึ่งในภายหลังได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (เวียดนามเหนือ) หลังจากสิ้นสุดของสงครามเวียดนามไซ่ง่อน เมืองหลวงเก่าของเวียดนามใต้ ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโฮจิมินห์ซิตี เพื่อเป็นเกียรติแก่โฮจิมินห์

โฮจิมินห์ เป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม[2]

 

        

ประวัติ

โฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมพ.ศ. 2433 ที่หมู่บ้านหว่างจู่จังหวัดเหงะอาน ตอนบนของเวียดนาม ในชื่อ เหงียน ซินห์ ซัง เป็นบุตรคนที่ 3 และบุตรชายคนรองของเหงียน ซินห์ ซ็อก ปัญญาชนชาวเวียดนาม

 

ซึ่งเวียดนามขณะนั้นตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศส ดังนั้นทั้งโฮจิมินห์และบิดาต่างตกเสมือนอยู่ใน 2 วัฒนธรรม ทั้งวัฒนธรรมตะวันตกของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ปกครอง และวัฒนธรรมตะวันออกแบบจีนและลัทธิขงจื๊อ อันเป็นวัฒนธรรมของเวียดนาม

 

ด้วยวัยเพียงไม่กี่ขวบ โฮจิมินห์ได้ย้ายตามบิดาไปเว้ ซึ่งไปสอบจอหงวน แต่ต่อมาโฮจิมินห์ได้อาศัยอยู่กับมารดาตามลำพังเพียง 2 คน เพราะบิดาเมื่อสอบจอหงวนได้ ได้ย้ายไปรับราชการที่ต่างเมือง ขณะที่มารดากำลังตั้งครรภ์ ต่อมาก็ได้คลอดลูกคนเล็กออกมา โฮจิมินห์ในวัย 11 ขวบต้องเลี้ยงน้องเอง เนื่องจากมารดาได้เสียชีวิตไปในขณะคลอด และไม่นานน้องคนเล็กก็เสียชีวิต

 

เมื่อโตขึ้น โฮจิมินห์ได้สัมผัสกับการเมืองเป็นครั้งแรกจากการที่เป็นล่ามภาษาฝรั่งเศสให้กับชาวนาที่ถูกเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสกดขี่ ในช่วงนี้ โฮจิมินห์ได้กล่าวว่า ตนได้เห็นการกดขี่และความอยุติธรรม รวมถึงการได้เห็นชาวนาถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ต่อมาโฮจิมินห์รู้ตัวว่า ตนเองต้องได้รับการศึกษาที่มากขึ้นและออกไปท่องโลกกว้างเพื่อเปิดโลกทัศน์ของตน ในปี พ.ศ. 2454 จึงได้ย้ายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศส ด้วยการสมัครเป็นลูกเรือบนเรือเดินสมุทร ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณะนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น โฮจิมินห์ ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า เหงียน อ้าย กว๊อก ซึ่งแปลว่า "เหงียนผู้รักชาติ" โฮจิมินห์ได้ติดต่อกับชาวเวียดนามในฝรั่งเศส เพื่อรวมตัวกันเรียกร้องอิสรภาพจากชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ ในฐานะโฆษกของกลุ่ม แต่ทว่าก็ได้รับการรังเกียจและถูกกีดกันออกมา เมื่อโฮจิมินห์พยายามจะยื่นหนังสือต่อ วูดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขณะเดินทางมายังฝรั่งเศส เพื่อลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

 

ต่อมาโฮจิมินห์ก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คเริ่มการปราบปรามสังคมนิยม นั้น โฮจิมินห์ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนมประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิสังคมนิยมให้ชาวไทย โดยใช้ชื่อว่า "ลุงโฮ" โดยช่วงแรกที่หลบหนีในประเทศไทยนั้นเริ่มจากขึ้นเรือที่ท่าน้ำเอสบี (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมแม่น้ำ) ไปยังจังหวัดพิจิตร จากนั้นได้เดินทางไปต่อยังจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย โดยใช้ชื่อว่า "เฒ่าจิ๋น" ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2466 ไปจนถึง พ.ศ. 2474 ท่านได้พำนักอยู่ ณ บ้านของ นายเตียว เหงี่ยนวัน เลขที่ 48 หมู่ 5 บ้านนาจอกตำบลหนองญาติอำเภอเมืองจังหวัดนครพนม รวมเวลาพำนักอยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น 7 ปี[3] ในระยะนี้โฮจิมินห์ ต้องเดินทางไปหลบซ่อนในหลายประเทศ ใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ ซึ่งครั้งหนึ่ง โฮจิมินห์ได้ถูกตำรวจฮ่องกงจับโดยไม่มีความผิด ได้ถูกขังคุกนานเป็นระยะเวลานาน 1 ปีเต็ม ในช่วงนี้โฮจิมินห์สภาพร่างกายย่ำแย่มาก เป็นโรคขาดสารอาหาร แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือให้พ้นออกมา จากเพื่อนเก่าในสมาคมชาวเวียดนามในฝรั่งเศส รวมถึงเชื่อว่ามี โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งเป็นสหายที่ดีต่อโฮจิมินห์ร่วมด้วย

 

โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสในขณะนั้นถูกกองทัพนาซีบุกยึด และกลายสภาพเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดให้แก่ฝ่ายอักษะ จึงรับนโยบายในการปกครองเวียดนามจากนาซีเป็นหลัก โฮจิมินห์จึงสบโอกาสรวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งชาวเวียดนามในขณะนั้นยังไม่มีการศึกษา และส่วนใหญ่อดอยากยากจน โฮจิมินห์ได้เข้าถึงตัวชาวบ้านระดับล่าง ด้วยการทำตัวกลมกลืนผูกมิตรไปกับชาวบ้าน ได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันอย่างง่าย ๆ และเพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการบอกแบบปากต่อปาก ซึ่งหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญ ก็คือ หวอ เงวียน ซ้าป ซึ่งต่อมาเป็นนายพลและสหายคนสำคัญของโฮจิมินห์ อีกทั้งทั้งคู่ยังเป็นคู่เขยของกันและกัน เนื่องจากภรรยาของทั้งคู่นั้นเป็นพี่น้องกัน และในช่วงนี้เองที่ชื่อ "โฮจิมินห์" ได้ถูกใช้ออกมาเป็นครั้งแรก

 

และในช่วงปลายของสงคราม โฮจิมินห์ได้ยังติดต่อกับสำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (OSS) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมมือกันต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นด้วย นับเป็นการร่วมมือกันของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตาม

 

ในที่สุด โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยจักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายนพ.ศ. 2488 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการที่เดียนเบียนฟู โฮจิมินห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเป็นคนแรก ด้วยการประกาศแถลงการณ์ที่จตุรัสบาดิงห์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยประโยคแบบเดียวกับประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา โฮจิมินห์ปฏิเสธที่จะพำนักในจวนข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส ซึ่งโอ่โถง แต่ขออาศัยอยู่ในบ้านพักหลังเล็ก ๆ เท่านั้น

 

ด้านชีวิตครอบครัว โฮจิมินห์ สมรส 2 ครั้ง ครั้งแรกกับหญิงชาวจีนที่ประเทศจีน ขณะที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศจีนในวัยหนุ่ม แต่ต่อมาภรรยาได้เสียชีวิต และอีกครั้งกับถัง ตรุด มินห์ หญิงชาวเวียดนาม และเป็นสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แม้ทั้งคู่อายุจะห่างกันหลายปีก็ตาม

 

ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่น ๆ ก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 โฮจิมินห์ในขณะนั้นอยู่ในวัยชราแล้ว ได้ประกาศว่า ตนลดบทบาททางการเมืองลงมา แม้จะได้รับการนับถืออย่างสูงสุดอยู่ก็ตาม และก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าโฮจิมินห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายนพ.ศ. 2512 ที่บ้านพักในกรุงฮานอย ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว สิริอายุได้ 79 ปี ซึ่งปัจจุบันร่างของโฮจิมินห์ได้ถูกบรรจุในโลงแก้ว เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพ ที่จตุรัสบาดิงห์

 

                        บ้านหนองฮาง ถ.อุดร-กุดจับ ต.เชียงพิณ อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่หลบซ่อนตัวอีกเเห่ง

 

                                          

 

 

                                         

 

 

 

                                        

 

 ท่านใช้ชีวิตสมถะ กินง่าย-อยู่ง่าย
เมื่อดำรงตำแหน่ง ทางรัฐบาลขอสร้าง ทำเนียบให้ท่านใหม่หลายครั้ง ท่านก็ปฏิเสธ

จนในช่วงท้าย ๆ ของชีวิต
ท่านจึงอนุญาตให้สร้าง "ทำเนียบ" หรือบ้านพักของท่าน
เป็นเรือนไม้ ที่เรียบง่าย สมถะ และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ

เรือนไม้หลังนี้ ว่ากันว่า จำลองแบบมาจาก
บ้านหลังที่ท่านเคยมาพำนักที่ "นครพนม" นั่นเอง

จาก 56 ประเทศ ที่ท่านเคยเดินทางไป เพื่อศึกษาหาหนทางกู้ชาติ
ทำไมท่านจึงเลือกจำลองแบบบ้านที่ "นครพนม" ????
เชื่อกันว่า ช่วงเวลาที่ท่านพำนักที่นครพนม
เป็นช่วงเวลาที่ท่านมีความสุขมากที่สุดในชีวิตครับ

 

นอกจากโฮจิมินห์แล้ว     ดร.ซุนยัดเซ็นก็เคยมาไทยนะครับ

เท่าที่พอรู้ เจ้าลาวก็เคยมาลี้ภัยที่อยุธยา
อยู่กับคนตระกูลดังที่อดีตเคยทำไม้

 

 

 



 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       กัปตันชัชวาลรอดตายปาฏิหาริย์หลังฮ.หาย 11 วัน

 

 

 


 
เฮลิคอปเตอร์ไทย
 

 

 
 
 
 

              เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของไทย ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน ระหว่างเดินทางไปส่งอาหารให้กับทีมค้นหา 2 นักปีนเขาที่หายตัวไปในพม่า บนเครื่องมีคนไทย 1 ราย


              เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2557 สำนักข่าวซินหัว มีรายงานจากนครย่างกุ้ง ประเทศพม่า ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของไทย ได้ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินไป ระหว่างเดินทางไปส่งอาหารให้กับทีมค้นหา ในภารกิจค้นหานักปีนเขา 2 รายที่หายตัวไปในภูเขาฮะกากาโบ ราซี ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนจีน-พม่า ในรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า 


              โดยมูลนิธิฮตู เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวขาดการติดต่อไป หลังขึ้นบินจากสนามบินพูเตาได้ราว 20 นาที เมื่อวันที่ 27 กันยายน ช่วงเวลาประมาณ 14.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น บนเครื่องประกอบไปด้วยนักบินชาวไทย 1 ราย นักบินชาวพม่า 1 ราย และคนจากมูลนิธิฮตูอีก 1 ราย


              ทั้งนี้นับตั้งแต่นักปีนเขาชาวพม่า 2 รายหายตัวไประหว่างพยายามพิชิตยอดเขา ฮะกากาโบ ราซี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยก็ดำเนินการค้นหาตัวพวกเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมค้นหาจากประเทศต่าง ๆ คือ จีน เนปาล ไทย และสหรัฐฯ มาเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหากับทีมในท้องถิ่น แต่ยังคงค้นหาตัวทั้งคู่ไม่พบจนถึงขณะนี้

 
 
 
 
 

 

                                     

 

 

 

จากกรณีเฮลิคอปเตอร์ไทยออกไปช่วยค้นหานักปีนเขาที่ประเทศพม่า ก่อนจะประสบปัญหาสภาพอากาศและขาดการติดต่อไป ในเมืองพุเตา รัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างทำการบินไปส่งเสบียงให้ทีมค้นหานักไต่เขา 2 คนที่สูญหาย ในเขตเทือกเขาฮากากาโบราซี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา โดยเฮลิคอปเตอร์ลำนี้มี กัปตันชัชวาล แท่นทอง นักบินที่ร่วมงานกับสกายรีพอร์ต ช่อง 3 นักบินพม่า และเจ้าหน้าที่ของทางพม่ารวม 3 คน ซึ่งทางการพม่าและมูลนิธิฮตู ผู้ที่ว่าจ้างเข้าไปปฏิบัติภารกิจนี้ ได้ออกตามหาต่อเนื่องตลอดทั้ง 10 วัน กระทั่งในวันที่ 11 หรือช่วงเย็นของวันที่ 7 ตุลาคม ได้รับแจ้งว่า ทุกคนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี เจ้าหน้าที่จึงรุดเข้าไปช่วยเหลือนั้น

 

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 ตุลาคม มีรายงานความคืบหน้าว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วย กัปตันชัชวาล แท่นทอง และทีมงานออกมาจากป่าเรียบร้อยแล้ว โดยถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลวิคตอเรียกรุงย่างกุ้ง อย่างปลอดภัย หลังจากทีมค้นหาของมูลนิธิฮตูพบกัปตันชัชวาลในพื้นที่ป่าใกล้หมู่บ้านลานซาร์ และทีมแพทย์ทหารได้เดินเท้าไปรักษาพยาบาลเบื้องต้นในป่า ซึ่งจากการตรวจร่างกายพบว่า กัปตันชัชวาล มีสภาพร่างกายอ่อนแรงและซูบผอม เนื่องจากตากฝน มีอาการหนาวสั่น จึงต้องช่วยผิงไฟและนำตัวใส่เปลเดินเท้าออกมาจากป่า ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เพราะเป็นเส้นทางยากลำบากหน้าผาและเขาสูง เมื่อมาถึงจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ ก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาถึงสนามบินพุเตาในเวลา 17.00 น.

 

เมื่อมาถึง นายแพทย์โอลิเวอร์ แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิกประจำพม่า ก็ได้ตรวจร่างกายกัปตันชัชวาล ระบุว่า ร่างกายอ่อนเพลียจากการเดินเท้าในป่ามากว่า 10 วัน โดยนายเทซา เจ้าของมูลนิธิฮตู ได้เตรียมเครื่องบินเช่าเหมาลำส่งกัปตันชัชวาลไปยังสนามบินมัณฑเลย์ แต่เนื่องจากไม่สามารถเดินทางในช่วงกลางคืนได้ จึงให้พักที่สนามบินมัณฑเลย์ และด้วยอาการกัปตันชัชวาลที่ยังพอเดินทาง อาการไม่สาหัส มูลนิธิฮตูจึงนำเครื่องบินสายการบินเอเชียนวิง นำครอบครัวกัปตันชัชวาล และทีมข่าวสกายรีพอร์ต ไปรับกัปตันชัชวาลที่มัณฑเลย์ทันที

 

ทันทีที่ได้พบหน้า กัปตันชัชวาล ทุกคนต่างพากันร่ำไห้ ดีใจที่กัปตันชัชวาลรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

 

ด้านกัปตันชัชวาล เปิดเผยเพียงสั้น ๆ ว่า 11 วันที่ผ่านมา รอดชีวิตมาได้เพราะสติ และความอดทนที่จะต้องมีชีวิตรอด แม้ไม่มีอาหาร ดื่มแต่น้ำ และ 2 วันสุดท้ายที่ให้ นายชเวยินทอกี ผู้โดยสาร แยกตัวเดินมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ก็ต้องอยู่ในป่าลำพัง ส่วนกัปตันอองเมียตโต นักบินพม่า ได้ให้อาศัยอยู่ในถ้ำเพราะบาดเจ็บ ซึ่งกัปตันยังจำเส้นทางและแจ้งให้ทีมค้นหาไปหาตัวแล้ว และล่าสุดทีมค้นหาได้พบกัปตันอองเมียตโตแล้ว เตรียมนำกลับออกจากพื้นที่ในวันนี้ (9 ตุลาคม)

 

“ขอบคุณแรงใจทุกแรงใจของคนไทยที่ให้กับพวกเราสกายรีพอร์ต การตายคงไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของยาก แต่เราคงไม่ตายง่าย ๆ วันนี้เราออกมาทำงานไกลมากเหลือเกิน และเรากำลังจะได้กลับบ้านพร้อมกับสกายรีพอร์ต” กัปตันชัชวาล กล่าว

 

ด้านลูกชายกัปตันชัชวาล เผย รู้สึกเหมือนพ่อเกิดใหม่จากการรอดตายราวปาฏิหาริย์ ซึ่งที่ผ่านมาตนคิดเสมอว่าพ่อต้องมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

 

 

 

 

                                           

                                          นายเทซา ประธานมูลนิธิฮตู (Htoo)

 

 

              
 

 

 

 ประธานมูลนิธิ..
เขาเป็นมหาเศรษฐีของพม่า..
แกทุ่มเต็มที่..
ลึก ๆ แล้ว..
คงไม่ใช่ไปการปีนเขาธรรมดาหรอก..
เพราะในรัฐคะฉิ่น..
มีเหมืองหยกชั้นดีแห่งเดียวในโลก...อิ ๆ ๆ..

ฮ.ที่จอดนั้นเป็นของพม่า ฮ.ที่ตกยังไม่มีภาพมาให้ดู
คะฉิน กับ พม่าสู้รบกันมายาวนาน ทั้งที่รู้ไม่ปลอดภัยแล้วไปกันทำไม
ถ้าบินไปต้องผ่าน เขตว้าแดง ชึ้งมีอาวุธ มี ฮ.ประจำการ แล้วไปได้ไง
มีอะไร กันหรือเปล่า อ้างตามหานักไต่เขา แถวนั้นยังมีการสู้รบ. จะมีคนกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ

 

 ที่ตั้งของรัฐกะฉิ่นในประเทศพม่า                 ที่ตั้งของรัฐกะฉิ่นในประเทศพม่า
 

 

 

ภูมิศาสตร์

ที่ตั้งและอาณาเขต

รัฐกะฉิ่นมีพื้นที่ติดต่อดังนี้

ความสูง

จุดสูงสุดของรัฐกะฉิ่นคือ ยอดเขาคากาโบราซี โดยมีความสูง 5,881 เมตร ถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม่น้ำ

รัฐกะฉิ่นถือเป็นแหล่งต้นน้ำมีลำธารน้อยใหญ่หลายสาย โดยมีแม่น้ำสำคัญคือแม่น้ำอิรวดี

การปกครอง

พื้นที่ 89,041 ตารางกิโลเมตร (34,379 ตารางไมล์) การปกครอง 3 แขวง 18 เมือง 709 ตำบล

ประชากร

ประชากรประมาณ 1.2 ล้านคน ความหนาแน่น 34 คน/ตารางไมล์

ศาสนา

มีผู้นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 57.8 นับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ 36.4

ภาษา

ภาษาพม่า ภาษาจิ่งพัว ภาษาราวาง ภาษาลีซอ ภาษาละเชก ภาษาไทใต้คง และภาษาคำตี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตวัยเด็กและสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมา  มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมบุคลิกนิสัยใจคอของคนเราเป็นอย่างมาก เมล็ดพันธุ์ที่ดีย่อมเติบโตเป็นต้นกล้าแข็งแรง หากได้รับการรดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอด้วยความรัก

พูดถึงผู้นำระดับโลกแล้ว วินาทีนี้คงไม่มีใครน่าจับมาตีก้น และกระเทาะเปลือกให้เห็นแก่นแท้ลึกๆตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกเท่า “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย” ผู้นำทรราชซึ่งครองเก้าอี้ประธานาธิบดีต่อเนื่องยาวนานถึง 3 สมัย และกำลังเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งใหญ่ๆเกือบ
ทุกเหตุการณ์ ไล่ตั้งแต่ซีเรีย, ยูเครน ไปจนถึงไครเมีย ที่พร้อมลุกลามบานปลายใหญ่โตเป็นสงครามโลก

เบื้องหลังบุคลิกกร้าวแกร่งมาดมั่น บ้าระห่ำ แต่แฝงไว้ด้วยความเคร่งขรึมเย็นชาราวกับ “แบทแมน” ชีวิตวัยเด็กของ “ปูตินน้อย” กลับพิศวงดำมืดและเต็มไปด้วยปมลึกลับซ่อนเงื่อน!!

ในขณะที่ผู้นำรัสเซีย วัย 61 ปี สร้างภาพว่าเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาๆ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในอพาร์ตเมนต์ของรัฐ ในเมืองเลนินกราด (ปัจจุบันคือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) โดยบิดาเป็นทหารเก่าในสมรภูมิรบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผันตัวมาเป็นซิเคียวริตี้ การ์ด และหัวหน้าคุมการขนส่งสินค้า ส่วนมารดาคือ นางมาเรีย เชโลโมวา เป็นแม่บ้านใจดีอบอุ่น ชอบทำซุปกะหล่ำปลี และอบขนมปังกับแพนเค้กอร่อยๆ

ฝ่ายตรงข้ามกลับพยายามขุดคุ้ยความจริงออกมาตีแผ่ว่า  ทั้งคู่ไม่ใช่ พ่อแม่แท้ๆของ “ปูติน” เพราะพ่อแท้ๆติดเหล้าและชอบซ้อมเมีย ทำให้แม่แท้ๆต้องหอบหิ้วลูกชายหนีมาอยู่เลนินกราด กระทั่งเจอสามีภรรยาใจบุญช่วยรับเลี้ยงไว้ ลึกๆแล้วเขาจึงเป็นคนโดดเดี่ยวอ้างว้างที่โหยหาความรักความอบอุ่น และมีปมด้อยถูกทอดทิ้งตั้งแต่เล็กๆ

เรื่องจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆความบ้ากีฬาทำให้ “ปูติน” กลายเป็นคนใฝ่เรียน และอยากประสบความสำเร็จ!! สมัยเรียนมัธยมต้น

เขาเริ่มสนใจกีฬาจริงจัง และค้นพบพรสวรรค์จนได้แชมป์ยูโดสายดำ ขณะเดียวกัน เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อมุ่งสู่ความฝันเป็น “สายลับเคจีบี” ตามแบบสายลับในนิยายจารชนที่ชื่นชอบ “ปูติน” ตั้งใจเรียนจนสอบติดมหาวิทยาลัยเลนินกราด ได้เป็นนักเรียนกฎหมาย จากนั้นก็สอบเข้าทำงานหน่วยสืบราชการลับสหภาพโซเวียต คอยสืบหาข้อมูลลับของชาติตะวันตก โดยถูกส่งตัวไปประจำที่เยอรมันตะวันออกถึง 5 ปี ในยุคที่ยังไม่รวมประเทศ ทำให้พูดภาษาเยอรมันคล่องแคล่ว

อย่างไรก็ดี อาชีพสายลับเคจีบีสิ้นสุดลงในปี 1990 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เขาได้งานใหม่เป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเลนินกราด พร้อมรั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประจำเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อาชีพการงานในแวดวงราชการและการเมืองของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยการสนับสนุนของประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ที่วางตัวเขาเป็นทายาทการเมือง ทำให้ “ปูติน” ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อกลางปี 1999 ก่อนจะควบตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ แทนที่ “เยลต์ซิน” ซึ่งลาออกไป
เส้นทางครองอำนาจยาวนานกว่าทศวรรษของ “ปูติน” เริ่มหยั่งรากลึก เมื่อเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของรัสเซีย ในเดือน มี.ค. ปี 2000 และชนะเลือกตั้งกลับมานั่งเก้าอี้เป็นสมัยที่ 2 เมื่อปี 2004 แม้จะยังเรืองอำนาจสูงเสียดฟ้า แต่ด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ทำให้ “ปูติน” ต้องเว้นวรรคลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 และชักใยอยู่เบื้องหลังเพื่อรักษาอำนาจ จนในที่สุดได้หวนคืนสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 3
อีกครั้ง เมื่อปี 2012

ตลอดยุคการบริหารประเทศของ “ปูติน” เขานำเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจมาสู่รัสเซียอย่างน่ายกย่อง โดยจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น 72% ความยากจนลดลงกว่า 50% และค่าจ้างขั้นต่ำก็เพิ่มขึ้น 8 เท่าตัว จาก 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งขึ้นเป็น 640 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลจากการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหัพภาค, นโยบายการคลัง, นโยบายพลังงาน และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในประเทศ ประกอบกับการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ และราคาน้ำมันโลกสูงลิ่ว กระนั้น ทั้งๆที่มีผลงานมากมายในการพัฒนาประเทศ แต่แทนที่ประชาชนจะรัก “ปูติน” กลับถูกต่อต้านและขับไล่ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ต่างจากผู้นำทรราชในหลายประเทศของโลกที่โดนชุมนุมขับไล่ เพราะดื้อด้านหวงแหนอำนาจและยอมทำทุกวิถีทางเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง.

มิสแซฟไฟร์

 

 

 

 

 In Pics ฉลองวันเกิดปูติน :ตะลึงภาพ “ท่านผู้นำตัดหัวแก๊งไฮดราแซงชัน” หลังปธน.รัสเซียยอมหยุด ฉลองวันเกิดปีที่ 62  ครั้งแรก

 

 

 

 

เอเจนซีส์ - ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ยอมลาพักร้อน 1 วันเพื่อใช้เวลาส่วนตัวฉลองครบรอบวันเกิด 62 ปี ที่ป่าสนไซบีเรีย( Siberian taiga) ในขณะที่มีนิทรรศการภาพเขียน 1 วัน เพื่อเชิดชูท่านผู้นำในผลงาน “12 Labors of Putin” หรือภารกิจ 12 ประการของปูติน แสดงถึงความสามารถของผู้นำรัสเซียในภาคเฮอร์คิวลิส วีรบุรุษกรีกโบราณที่ต้องทำภารกิจ 12 อย่าง ในเทพปกรณัมกรีก ที่จัดขึ้นในวันจันทร์(6) ซึ่งแต่ละภาพแฝงไว้ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองระดับโลก อาทิ ปูตินในภาคเฮอร์คิวลิสที่ต้องทำภารกิจจัดการไฮดรา ซึ่งในภาพกำลังตัดหัว “ญี่ปุ่น” ที่ได้ร่วมคว่ำบาตรรัสเซีย และมีหัวไฮดราสวมหมวกธงชาติสหรัฐฯที่ถูกตัดแล้วกองอยู่แทบเท้า
       
       RT สื่อรัสเซีย รายงานเมื่อวานนี้(7)ว่า ดมิตรี เพสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย แถลงเมื่อวานนี้(7)ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้บินไปพักผ่อนที่ ป่าสนไซบีเรีย(Siberian taiga) ในโอกาสฉลองครอบรอบวันเกิด 62 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ปูตินใช้เวลาส่วนตัวในวันหยุด ต่างจากในปีที่ผ่านมาที่เขาได้ฉลองวันเกิดที่การประชุมเอเปคซึ่งจัดขึ้นบนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย แต่อย่างไรก็ตาม ในปีนั้นผู้นำรัสเซียได้รับมอบเหล้าสาเกจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะจากญี่ปุ่น และเค็กจากประธานาธิบดีจีนสี จิ้นผิงเพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 61 ปี
       
       แต่ในปีนี้ที่ห้างสัมพสินค้ากัม(Gum)ในรัสเซีย มีเสื้อยึดรุ่นใหม่ออกวางขายหนึ่งในนั้นเป็นภาพประธานาธิบดีปูตินสวมกอดเสือไซบีเรียในโซชิช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพรวมไปถึงภาพของปูตินที่ไม่สวมเสื้อยามขี่ม้า และภาพปูตินและคาราคาจัน(Karakachan) ลูกสุนัขที่ได้รับมอบจากผู้นำบัลแกเรียในปี 2010
       
       และในวันจันทร์(6) เพื่อฉลองวันเกิดปีที่ 62 มีการเปิดนิทรรศการภาพเขียน 1 วันที่ “ตุลาแดง” อดีตโรงงานผลิตช็อกโกแลตที่ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆในกรุงมอสโก ผู้เข้าชมจะพบปูตินในแบบฉบับวีรบุรุษกรีกโบราณที่แฝงไว้ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองโลกที่ร้อนฉ่าในขณะนี้ที่สะท้อนให้เห็นว่า รัสเซียต้องถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และเป็นผลทำให้สกุลเงินรูเบิลของรัสเซียตกต่ำในขณะเดียวกันผู้นำเช่นปูตินยังมีแนวคิดตอบโต้กับชาติมหาอำนาจต่างๆที่ร่วมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อาทิ สั่งบอยคอตสินค้าตะวันตก ประกาศปิดน่านฟ้า จำกัดการเข้าโลกไซเบอร์ของชาวหมีขาว รวมไปถึงมีแนวคิดปรับปรุงยุทโธปกรณ์ทางการทหารครั้งใหญ่ รวมไปถึงอาวุธนิวเคลียร์ แต่กระนั้นกระแสนิยมในตัวผู้นำคนนี้ยังมีสูงเป็นประวัติการณ์ไม่เสื่อมคลาย
       
       ซึ่งสื่อรัสเซียยังรายงานเพิ่มเติมว่า ในเมืองต่างๆทั่วรัสเซียมีการพ่นข้อความตามตึกแสดงความขอบคุณและเป็นการแสดงถึงความสำเร็จด้านต่างๆของปูตินในโอกาสครบรอบวันเกิดของเขา เช่นมีการพ่นข้อความว่า “Spasibo” หรือ ขอบคุณ “Sila”หรือ เข้มแข็ง และโอลิมปิก เป็นต้น

 

 

 In Pics ฉลองวันเกิดปูติน :ตะลึงภาพ “ท่านผู้นำตัดหัวแก๊งไฮดราแซงชัน” หลังปธน.รัสเซียยอมหยุด ฉลองวันเกิดปีที่ 62  ครั้งแรก
ป่าสนไซบีเรียที่ปูตินเดินทางไปฉลองวันเกิดปีืที่ 62

 

 

 In Pics ฉลองวันเกิดปูติน :ตะลึงภาพ “ท่านผู้นำตัดหัวแก๊งไฮดราแซงชัน” หลังปธน.รัสเซียยอมหยุด ฉลองวันเกิดปีที่ 62  ครั้งแรก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันออกพรรษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย วันออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน (นับตั้งแต่วันเข้าพรรษา) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” คำว่า “ปวารณา” แปลว่า “อนุญาต” หรือ “ยอมให้” ใน วันออกพรรษา นี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ เรียกว่า มหาปวารณา เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เพราะในระหว่างเข้าพรรษา พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข การให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ ทำให้ได้รู้ข้อบกพร่องของตน และยังเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันด้วยซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือน ตามปฏิทินจันทรคติไทย

 

สำหรับ คำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลีเป็นดังนี้ “สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ” มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้วจักประพฤติตัวเสียเลยใหม่ให้ดี

การออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะจัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอด เมื่อถึง วันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้ และวันถัดจาก วันออกพรรษา 1 วัน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัด วันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนคร พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย

 

 

วันออกพรรษา

 

 

กิจกรรมในวันออกพรรษา

วันออกพรรษา นี้พุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นโอกาศอันดีที่จะกระทำ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัดและฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้มมัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศล “ตักบาตรเทโว” ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
2. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3. ร่วมกิจกรรม “ตักบาตรเทโว” (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11)
4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและประดับธงชาติ และธงธรรมจักร ตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับ วันออกพรรษา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

กิจกรรม ประเพณีวันออกพรรษา ของไทย

1. ประเพณีออกพรรษา แห่ปราสาทผึ้ง และการแข่งขันเรือยาว จังหวัด สกลนคร
2. ประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด จังหวัด แม่ฮ่องสอน
3. ประเพณีตักบาตรเทโว จังหวัด อุทัยธานี
4. ประเพณีบุญแห่กระธูป จังหวัด ชัยภูมิ
5. ประเพณีชักพระ ทอดพระป่า และแข่งขันเรือยาว จังหวัดสุราษฎร์ธานี
6. งานเทศกาลออกพรรษาบั้งไฟพญานาค จังหวัด หนองคาย
7. ประเพณีลอยผาสาด ดารดาษนทีโขง จังหวัด เลย
8. เทศกาลงานบุญออกพรรษา จังหวัดมุกดาหาร
9. ทำบุญตักบาตรสองแผ่นดิน เหนือสุดในสยาม จังหวัด เชียงราย
10. งานประเพณีลากพระและมหกรรมวัฒนธรรมสัมพันธ์ จังหวัดตรัง
11. ประเพณีแข่งโพนลากพระ จังหวัด พัทลุง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 **โถๆๆๆ พ่อคนดีของบ่าว**********

กระทู้สนทนา
คนดีของบ่าว พยายามที่จะตรวจสอบทรัพย์สินของคนอื่น
ส่วนทรัพย์สินตัวเองกลับไม่ต้องการให้คนอื่นตรวจสอบ

คนดีของบ่าว ใช้กระบวนการยุติธรรมทุกทางให้คนอื่นแสดงทรัพย์สิน
แล้วใช้กระบวนการยุติธรรมที่มี เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องแสดงทรัพย์สิน

คนดีของบ่าว ลำพังเฉพาะเงินเดือนคงไม่ร่ำรวยขนาดนี้
น่าจะออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับรู้บ้างว่า ทรัพย์สมบัตินี้ท่านได้แต่ไรมา

คนดีของบ่าว คอยจับผิดคนอื่นซุกหุ้น
ส่วนตัวคงไม่มีการซุกเงินนะจ๊ะ

คนดีของบ่าว พยายามไม่ให้มีการเลือกตั้ง
เพื่อให้ตัวเองเข้ามาทำหน้าที่จากการคัดสรรค์

คนดีของบ่าว มีการเลือกตั้ง ก็เป็น สว.จากการสรรหา
ไม่มีการเลือกตั้ง ก็เป็น สปช. จากการจิ้มเลือก

คนดีของบ่าว ต้องการเข้ามาเพื่อสร้างความปรองดอง
แต่ก็พยายามหาช่องทางถอดถอนอดีตนักการเมืองทั้งที่รัฐธรรมนูญถูกฉีก

คนดีของบ่าว แต่ละคนล้วนแต่ร่ำรวยแบบปกติกันทั้งนั้น
แต่นักการเมืองล้วนแต่ร่ำรวยผิดปกติกันทั้งสิ้น

คนดีของบ่าว แจกเงินชาวนาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่นักการเมืองกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการหาเสียง

คนดีของบ่าว การแจกเงินเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลที่สุด
แล้วทำไมจึงไม่แจกเงินคนทำสวนยางและเกษตรกรอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นเร็วยิ่งขึ้น

คนดีของบ่าว ใช้มาตรการต่างๆด้วยเม็ดเงินมากมาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ทำไมธนาคารโลกกลับปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเหลือ 1.5 จากคาดการเดิมร้อยละ 3

คนดีของบ่าว ต้องการเข้ามาปฏิรูปประเทศ
หรือต้องการต้อนเครือข่ายทักษิณให้จนกระดาน

คนดีของบ่าว แต่ละคนเข้ามาเพื่อทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติกันทั้งนั้น
ส่วนภาคการเมืองเข้ามาด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันทั้งสิ้น

และสุดท้ายคนดีของบ่าว ทำไมจึงมีอยู่เพียงแค่นี้เอง
บ่าวจึงได้เห็นวนเวียนไปมา จิ้มเลือกกันทั้งประเทศ ก็ได้แต่คนกลุ่มนี้เข้ามาเสียทุกทีเล่า

 

 

เป็นผู้นำประเทศ ขนาดประธานาธิบดี แต่เมื่ออสัญกรรม ไม่มี
มรดกอะไรไว้เลย เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมี 2 อย่าง ที่ไม่ให้ ปชช
คนเวียตนามเอาเยี่ยงอย่าง คือ 1.- สูบบุหรี่ และ 2.-ไม่มีภรรยา

 

ครั้งหนึ่งตอนที่อยู่กรุงเทพ ลุงโฮเคยจัดประชุมลับจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้นที่โรงแรมตุ้นกี่ หัวลำโพง

 

น่าแปลกทำไมนักเคลื่อนไหวของเวียดนามต้องมาอาศัยวางแผนที่เมืองไทยด้วยทั้งโฮจิมินห์ และ หวอเหงียนย๊าฟ

guest

Post : 25/09/2014 21:15     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

 

 

 

 

 สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

 

สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

เอเจนซีส์ - สื่ออังกฤษแฉ แรงงานชาวพม่า 3 ใน 6 คน ที่เป็นเพื่อนกับสองผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งต้องโทษประหารชีวิต หากศาลตัดสินว่าพวกเขามีความผิดจริง ได้เปิดเผยวานนี้ (4 ต.ค.) ว่าพวกเขาถูกตำรวจจับไปทรมานเมื่อ 7 วันก่อน
       
       ขณะที่วานนี้ (4) เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเตรียมทำแผนประกอบคำรับสารภาพในคดีฆาตกรรม ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ วัย 23 ปี และเดวิด มิลเลอร์ วัย 24 ปี ซึ่งฝ่ายหญิงถูกข่มขืนก่อนสังหาร ชุมชนแรงงานพม่าบบนเกาะเต่าได้ทำหนังสือฉบับหนึ่งซึ่งระบุว่า เพื่อน 3 คนของผู้ต้องสงสัย เวพิว (วิน) และซอลิน (โซเรน) ถูกตำรวจซ้อมและใช้น้ำร้อนราด
       
       ชุมชนแรงงานชาวพม่าบนเกาะแห่งนี้ ระบุว่า เมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้ว (27 ก.ย.) ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมชายชาวพม่า 9 คน ขณะที่พวกเขากำลังเล่นตะกร้อ และย้ำว่า เวพิว และ ซอลิน ซึ่งอาจถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาเข้าเส้นเลือดเป็นผู้บริสุทธิ์
       
       คำให้การของทั้งสามตรงกับคำแถลงของ อองจอ ประธานสมาคมแรงงานข้ามชาติชาวพม่าในไทย ซึ่งระบุว่า “เราไม่เชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นคนทำ” และเขาได้เรียกร้องให้องค์กรอิสระได้เข้ามาสืบสวนคดีนี้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเจ้าหน้าที่
       
       ก่อนหน้านั้น มีชาวพม่าผู้ไม่เปิดเผยนามได้ทำหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษและพม่าประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่ง มาร์ก เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และทางสถานทูตอังกฤษได้เห็นแล้ว ทั้งนี้ หนังสือพร้อมภาพถ่ายฉบับดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ให้รับรู้ในหมู่คนเพียงไม่กี่คน
       
       แรงงานชาวพม่าบนเกาะเต่าหวาดกลัวกันอย่างมาก ว่า พวกเขาอาจถูกแก้แค้น ตำรวจยังไม่ได้ระบุชื่อเต็มของ 2 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัว แม้ว่าพวกเขาจะเปิดให้สื่อทั่วประเทศเผยแพร่ภาพของชายทั้งสองแล้วก็ตาม
       
       คำแถลง ซึ่งแหล่งข่าวรายหนึ่งจากสถานเอกอัครราชทูตได้อ่านมีใจความดังนี้
       
       “เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน แรงงานชาวพม่าจากรัฐยะไข่ 9 คน ซึ่งอยู่อาศัยและทำงานบนเกาะเต่าเป็นประจำ (โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งสกัดจับขณะกำลังเล่นตะกร้อกันอย่างสงบ”
       
       “แรงงาน 6 ใน 9 คนพยายามหนีแล้ว แต่ถูกตำรวจจับได้ ส่วนอีกสามคนสามารถหลบหนีการจับกุมไปได้”
       
       “แรงงานข้ามชาติ 3 ใน 6 คนที่ถุกจับไป ถูกซ้อมและใช้น้ำร้อนราดเพื่อบีบคั้นให้พวกเขาเผยข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนอีก 3 คนที่หลบหนีไป จากนั้นทั้งหมดก็ถูกปล่อยตัว”

 

 

สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

 “เอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในชุมชนแรงงานพม่าจากรัฐยะไข่ ได้รับทราบเรื่องที่มีแรงงาน 3 คนได้รับบาดเจ็บจากการถูกซ้อมและใช้น้ำร้อนราด พร้อมทั้งได้ส่งภาพถ่ายสภาพร่างกายของพวกเขาไปยังสถานเอกอัครราชทูตพม่า”
       
       “ทันทีที่เขาแจ้งเรื่องนี้ให้สถานเอกอัครราชทูตทราบ ทางสถานเอกอัครราชทูตก็ติดต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อสอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และตำรวจตอบว่า พวกเขาไม่ทราบว่าแรงงานพม่ากลุ่มใดถูกซ้อม และใครเป็นคนซ้อมพวกเขา และพวกเรารับปากว่าจะสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น”
       
       “(เอ) ระบุว่า ตำรวจได้บอกชาวพม่า 3 คนที่ถูกทำร้ายร่างกายว่า เรื่องจะยิ่งบานปลาย หากสถานเอกอัครราชทูตพม่าเข้ามามีส่วนในคดีนี้ นอกจากนี้ พวกเขายังไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอ จึงไม่ต้องการรายงานคดีนี้ให้สถานเอกอัครราชทูตทราบ”
       
       “จากนั้น (เอ) ก็ได้พบกับแรงงานชาวยะไข่ทั้ง 3 ที่สามารถหลบหนีการจับกุมมาได้ในตอนแรก และเนื่องจากเห็นว่าพวกเขาไม่มีเอกสารที่แสดงว่า พวกเขาเป็นแรงงานถูกกฎหมาย ทั้งยังไม่มีหนังสือเดินทาง และนายจ้าง จึงได้แนะนำให้พวกเขาหนีออกจากเกาะเต่าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับกำชับกับทั้งสามอีกว่า ตำรวจกำลังตามล่าตัวพวกเขา 1 ในแรงงาน 3 คนจึงรีบเดินทางออกจากเกาะเป็นการด่วนเนื่องจากพวกเขาไม่มีเอกสาร”
       
       “จนเมื่อวันสองวันนี้ที่มีสื่อประโคมข่าวว่าพวกเขาถูกจับ คนทั้งชุมชนก็เริ่มโทรศัพท์มาบอกเราว่า มีชายชาวยะไข่ 3 คนถูกตำรวจจับ โดย 2 คนถูกจับได้ในป่า และอีกคนหนึ่งทีสุราษฎร์ธานี และทั้งสามถูกกล่าวหาว่า ฆ่าคนตาย ชุมชนแรงงานข้ามชาติผิดหวังมาก และพวกเขาเชื่อกันว่า มีการจัดฉากให้พวกเขากลายเป็นฆาตกร”
       
       แรงงานชาวพม่าคนหนึ่งซึ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระบุว่า “ชาวพม่าส่วนใหญ่ที่ยังไม่ยอมออกไปจากเกาะ แม้ว่าพวกเขาจะกลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เพราะพวกเขารู้ดีว่าดีเอ็นเอของพวกเขาจะไม่ตรงกับ (ดีเอ็นเอที่พบในร่างผู้เสียชีวิต) แต่ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาเราก็เริ่มหวาดกลัว เพราะเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังจับใครไม่ได้”
       
       อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าพวกเขาดีใจที่จับตัวคนที่ฆ่าและข่มขืนนักท่องเที่ยวได้ และพวกเขามีดีเอ็นเอและภาพจากกล้องวงจรปิดที่เป็นหลักฐาน รวมถึงโทรศัพท์มือถือของฮานนาห์ ที่พบว่า ถูกทุบทำลายอยู่ใกล้ที่พักของแรงงาน (ซึ่งต่อมาเพื่อนของฮานนาห์ที่เดินทางกลับประเทศไปแล้วเผยว่าเป็นคนมอบให้ตำรวจไทยเอง จากนั้นตำรวจออกมาแก้ข่าวว่าเป็นของเดวิด) นอกจากนี้ ตำรวจยังระบุว่า มีพยานซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงพยานผู้เห็นเหตุฆาตกรรม แต่อาจเป็นพยานในลักษณะใดก็ได้ นับตั้งแต่พยานที่บอกว่า พบเห็นพวกเขาเข้าเซเว่นอีเลฟเว่น และวิ่งไปมาบนท้องถนน
       
       ทั้งนี้ แอนดรูว์ ดรัมมอนด์ ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวนี้ คือนักข่าวต่างประเทศจาก “ลอนดอน อีฟนิง สแตนดาร์ด” และนำเสนอรายข่าวคดีนี้ให้แก่ ไอทีนิวส์, บีบีซี รีเจียนนัลส์, ลอนดอน บรอดคาสติง, เดลี เอ็กซ์เพรส, ซัน เดลีเมล, มีร์เรอร์, กูดมอร์นิง สกอตแลนด์

 

สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”
ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ และเดวิด มิลเลอร์
       
 

 


 

ชาวเน็ตท้วง! "เกาะเต่า"ไม่จับแพะจริงหรือ? เพจดังงัดหลักฐานอื้อค้านสายตา !!

 

 

 

 



 


 

 

 

คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวบริเวณเกาะเต่า ยังเป็นข้อกังขาค้านสายตาชาวเน็ต เพจชื่อดังงัดหลักฐานตั้งข้อสังเกตุเพียบ กลัวจับแพะเงียบ คนผิดลอยนวล !??

 
 


วันนี้ (3 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ชุดคลี่คลายคดี จับกุมนายซอ และนายวิน สองแรงงานชาวเมืองยะไข่ ประเทศพม่า ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าข่มขืน 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บริเวณหาดทรายรี เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนนำตัวทั้งคู่ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดต่างๆ โดยทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.8 ยืนยันให้มั่นใจว่าไม่มีการจับผิดตัวแน่นอน เนื่องจากหลักฐานต่างในการก่อเหตุชัดเจน

 
 


ทั้งนี้ บางขั้นบางตอนในการจับกุมได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับชาวโลกออนไลน์ ที่มีการแชร์และติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในแฟนเพจชื่อดังในเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า "CSI LA" ออกมาเปิดเผยข้อมูล ภาพหลักฐานในคดี และการตั้งสมมติฐานต่างๆ ซึ่งมีทั้งความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ และการตั้งสมติฐานที่ขัดแย้งกับข่าวที่ออกมา

 
 

นอกจากนี้ ทางเพจดังกล่าว ยังนำภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของร้านที่จับภาพผู้ต้องสงสัยไว้ได้และนำมาเปรียบเทียบกับร้านอาหารร้านอื่นที่ในละแวกเดียวกัน จนพบว่าเวลาคลาดเคลื่อนช้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีการสันนิษฐานว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนเวลาของกล้องวงจรปิด

 


รวมทั้งเรื่องทิศทางความชัดเจนในประเด็นข้อสงสัยต่างๆที่ ยังไม่ปรากฏแก่สายตาชาวโลกออนไลน์ ในเรื่องคราบเลือดบนกางเกง ดีเอ็นเอในก้นบุหรี่ รวมทั้งเรื่องบุคคลที่อยู่คลิปที่จุดเด่นของผู้ต้องสงสัยอยู่ที่จอนข้างหู รูปทรงของจมูก ความกว้างของไหล่ ที่แตกต่างกับตัวผู้ต้องสงสัยที่จับมาอย่างเห็นได้ชัด

 


พร้อมกับตั้งคำถามว่า เหตุใดนายจ้างแรงงานพม่าทั้ง 2 จึงไม่นำแรงงานมาตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่แรก แม้จะระบุว่าเป็นแรงงานเถื่อนเกรงจะถูกดำเนินคดี แต่คดีนี้เป็นคดีใหญ่ และสำคัญมากในระดับประเทศ ผลเสียหายในการถูกดำเนินคดีน่าจะใหญ่กว่าเรื่องแรงงานเถื่อน

 


ทั้งนี้ ยังมีการตั้งคำถามเรื่องสีผมของผู้ต้องหา ที่มีการบอกว่าก่อนเกิดเหตุได้ย้อมผมเป็นสีทอง และย้อมกลับเป็นสีดำเมื่อก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าว แต่ภาพจากกล้องวงจรปิด กลับไม่พบว่า 1 ใน 3 ผู้ต้องหามีผมเป็นสีทอง ซึ่งนอกจากข้อสังเกตุต่างๆที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ เรื่องอาวุธที่ใช้สังหารนักท่องเที่ยวชาย เนื่องจากบาดแผลของผู้ตายมีลักษณะเปิด ราวกับถูกของมีคม และ มีบาดแผลบางแห่ง เช่นบริเวณใบหน้า และบริเวณไหล่ ที่มีลักษณะคล้ายถูกแทงด้วยวัตถุ

 


เรื่องที่ชาวเน็ตให้ความสนใจเป็นอย่างมาก คื่อ เรื่องถุงยางอนามัยซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่กลับไม่มีการเสนอข่าวหรือกล่าวถึงในเรื่องนี้ ว่ามีการตรวจดีเอ็นเอในถุงยางหรือไม่ และเรื่องการหายไปอย่างปริศนาของภาพในกล้องวงจรปิด ซึ่งมีการสังเกตเห็นภาพเงาของคนเดินนำหน้าชายที่เดินถอดเสื้อในกล้อง

 


อย่างไรก็ตาม ทางเพจดังกล่าวยังมีการตั้งสมมติฐานมากมายเกี่ยวกับรูปคดีพร้อมมีภาพหลักฐานประกอบ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ในเพจต่างเห็นตรงกันว่า บทสรุปของคดีสังหารปริศนานี้ ค้านสายตาและสร้างข้อกังขาให้กับความรู้สึกของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

 บอกว่า สามคนทีหลัง ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอแต่แรก.....แล้วหลักฐานนี้คืออะไรครับสงสารแพะเถอะครับ





 

 

 

 

เขาก็ไปยืนต่อแถวตรวจ DNA ตั้งแต่วันแรกแล้วนะ ทำไมตำรวจบอก 3 คนหลังที่เพิ่งจับได้นี้ไม่เคยตรวจ DNA มาก่อน
.
ความผิดปกติคือ
.....ตอนแรกทั้งตำรวจและผู้ใหญ่บ้านเกาะเต่าต่างก็บอกว่าตรวจหมดทุกคนแล้ว ทั้งชาวไทยและต่างด้าว ผลตรวจ DNA ไม่ตรงกับคราบอสุจิในตัวผู้ตายและที่ก้นบุหรี่
.....วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจแถลงรวบ 3 แรงงานชาวพม่าที่อยู่ในกล้องวงจรปิด สอบสวนจนได้ความว่า มีแค่ 2 คนที่เป็นผู้ลงมือ อีก 1 คนที่เข้าไปซื้อบุหรี่ไม่เกี่ยวเพราะได้กลับไปก่อน ตำรวจจึงเก็บตัวอย่าง DNA ของทั้ง 3 คน ส่งไปตรวจที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.)
.....วันที่ 3 ต.ค. ผลตรวจ DNA 3 ผู้ต้องสงสัยแรงงานชาวพม่า ปรากฏ DNA ของ 2 คนตรงกับอสุจิที่พบในช่องคลอด-ทวารหนักเหยื่อสาว จึงนำตัวไปทำแผน พอนักข่าวถามว่า 2 คนนี้เคยเก็บตัวอย่าง DNA มาก่อนไหม ตำรวจตอบว่า 2 คนนี้ยังไม่มีการเก็บ DNA เพราะเค้าอาจจะอยู่ไกลจากพื้นที่ที่เกิดเหตุ
.
แล้วที่เห็นจากในภาพข่าวนี่คืออะไร?

 

เอางี้
จับได้  ก็หาว่าแพะ  คุณก็พิสูจน์สิครับว่าแพะ  ตำรวจที่ทำงานแบบนี้ไม่ควรเอาไว้
แต่เขายืนยันว่า  ดีเอ็นเอ  ตรงกับของผู้ร้าย  ผมก็ต้องเชื่อว่าไม่ใช่แพะ
คุณมีหลักฐานว่า ดีเอ็นเอ  ไม่ตรงหรือป่าว  ผมจะได้เชื่อคุณ  ว่าจับแพะ
ถ้าไม่มี  รับผิดชอบอะไรบ้าง  ให้กำลังใจคนทำงานด้วย   

 

 

 

    

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

  

   

  

  

หม่อมอุ๋ย กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ถึงอาทิตย์ หุ้นไทย ร่วงแรง!! ปิดตลาดเช้าติดลบ 22.05 จุด

 
 
คราวที่แล้ว อุ๋ย 100 จุด
คราวนี้จะโค่นตำแหน่งไหมน้อ


เผื่อใครไม่รู้ที่มา ของฉายานี้
หม่อมอุ๋ย ร้อยจุด
    ตลาดหุ้นช็อกตกเกิน 100 จุด ต่างชาติหนีเทขายหมดเกือบแสน ล.
โดย เดลินิวส์ วัน พุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 08:49 น.

“หม่อมอุ๋ย” กลับลำกลางอากาศ ยกเลิกมาตรการแบงก์ชาติ ตั้งสำรอง 30% สำหรับต่างชาติลงทุนตลาดหุ้นไทย ส่วนนักลงทุนผ่านตราสารหนี้-พันธบัตรยังคง ยาขม ไว้เหมือนเดิมป้องกันเก็งกำไร หลังปิดตลาดตอนเย็น หุ้นดิ่งพสุธากว่า 100 จุด มูลค่าซื้อขายกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท เหตุต่างชาติกระหน่ำขายไม่ยั้ง ทำ ตลท. ร้อนผ่าว ต้องประกาศหยุดซื้อขายชั่วคราวครั้ง แรกในประวัติศาสตร์ ผู้ส่งออกเฮ ยกแบงก์ชาติเป็นฮีโร่ช่วยชีวิต เผย ก่อนได้ข้อสรุป รมว.คลัง ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้วยตัวเองนาน 2 ชม. ปลอบ อย่าตกใจ หุ้นมีขึ้นมีลง ยอมรับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ธปท.เปิดฮอตไลน์สายด่วนไขข้อข้องใจ

 

 

 

 

 

        

  

 

 

 

     ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

เกิดข่าวลือว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อาจล้มป่วย เนื่องจากเขาขาดประชุมสำคัญของประเทศทั้งที่ไม่เคยขาดมาก่อน และไม่ปรากฏตัวต่อสื่อหลายวันแล้ว...

 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เกิดข่าวือว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งประเทศเกาหลีเหนือ อาจมีปัญหาสุขภาพ หลังสถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพเก้าอี้ที่ว่างเปล่าของเขาในที่ประชุม 'สภาประชาชนสูงสุด' (Supreme People's Assembly: เอสพีเอ) หรือรัฐสภาเกาหลีเหนือ เมื่อวันพฤหัสบดี (25 ก.ย.)

 

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่คิม จอง อึน ขาดประชุมเอสพีเอ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำเมื่อ 3 ปีก่อน และปรากฏตัวในสื่อเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งไปชมการแสดงคอนเสิร์ตกับภริยาในเดือนนี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่าเขาอาจมีปัญหาสุขภาพ เพราะดูอ้วน และเดินกะเผลกขณะร่วมงานอีเวนท์กับเจ้าหน้าที่สำคัญเมื่อเดินก.ค.

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า การขาดประชุมเอสพีเอ ไม่ได้หมายความว่านายคิมจะป่วย เพราะผู้นำรุ่นก่อนอย่างคิม จอง อิล ก็ไม่ได้เข้าประชุมทุกครั้ง

 

ทั้งนี้ สภาประชาชนสูงสุด เป็นหน่วยงานบริหารระดับสูงที่สุดของประเทศ ปกติจะจัดประชุมปีละ 1-2 ครั้ง มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, แต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่สำคัญ และอนุมัติงบประมาณประเทศ

 

ในการประชุมครั้งล่าสุด ได้มีการปลดนาย โช รยอง แฮ ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นมีขวาของ คิม จอง อึน ออกจากตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการกลาโหมแห่งชาติ (เอ็นดีซี) ซึ่งนายคิมเป็นประธาน และแต่งตั้งนาย ฮวาง พยอง โซ เข้ารับตำแหน่งแทน โดยเขาเป็นสมาชิกกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจมากในยุคปี 1970 ภายใต้การนำของ คิม จอง อิล

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

 เอเจนซีส์ – สื่อสองฝั่งมหาสมุทร เช่น เทเลกราฟ อินเตอร์แนชันแนลบิสซิเนสไทม์ส และซีเอ็นเอ็น รายงานถึงข่าวการหายตัวของประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ที่ไม่ปรากฎตัวต่อสาธารณร่วมเดือน และล่าสุดมีการห้ามไม่ให้เดินทางเข้าไปภายในกรุงเปียงยาง ส่งผลให้มีการชี้ว่า อาจมีความพยายามยึดอำนาจขึ้นในดินแดนคอมมิวนิสต์แห่งนี้
       
       หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ สื่ออังกฤษ และอินเตอร์แนชันแนลบิสซิเนสไทม์ส รายงานเมื่อวานนี้(3)ว่า สื่อออนไลน์ New Focus International รายงานโดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวในเกาหลีเหนือว่า ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน เป็นต้นมา มีการประกาศไม่ให้เดินทางเข้าไปยังกรุงเปียงยาง ทั้งๆที่ในอดีตเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือได้จำกัดการท่องเที่ยวภายในเมืองหลวงของประเทศ แต่การประกาศล่าสุดยิ่งเป็นเสมือนการปิดตายกรุงเปียงยาง ศูนย์กลางอำนวจทางการเมืองเกาหลีเหนือ
       
       การประกาศห้ามล่าสุดจากเกาหลีเหนือชี้ว่า อาจมีความพยายามยึดอำนาจเกิดขึ้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเกาหลีเหนือกำลังวางแผนบางประการเกี่ยวกับอำนาจการปกครองประเทศ” ศาสตราจารย์ โทชิมิตซึ ชิเกมูระ( Toshimitsu Shigemura) จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University)และเจ้าหน้าที่ด้านความสัมพันธ์เกาหลีเหนือให้ความเห็นกับสื่ออังกฤษ
       
       “หากกองทัพเกาหลีเหนือหนุนการยึดอำนาจ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย และผมได้ยินรายงานว่าผู้นำประเทศถูกนำตัวออกนอกกรุงเปียงยางแล้ว” ชิเกมูระกล่าวเพิ่มเติม และเสริมว่า “หรืออาจมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่บางคนต้องการหลบหนี และทำให้ต้องปิดตายกรุงเปียงยางเพื่อป้องกันการหลบหนี”
       
       การห้ามเข้าไปยังเมืองหลวงเกาหลีเหนือเกิดขึ้น 2 วันหลังจากที่เปิดสมัยการประชุมรัฐสภาตรายางเกาหลีเหนือซึ่งมีข่าวลือถึงการไม่ปรากฏตัวของคิม จองอึน
       
       ทั้งนี้การไม่ปรากฏตัวเข้าร่วมประชุมส่งผลทำให้เกิดข่าวลือปัญหาด้านสุขภาพของผู้นำเผด็จการคนนี้ และชี้ว่าอาจเกิดเหตุการยึดอำนาจ หรือเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นประกอบกับการหายตัวของคิม จองอึนตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนเป็นต้นมา ส่งผลให้ข่าวลือแพร่ออกไปในโลกโซเชียลมีเดียจีน และน้องสาวของผู้นำสูงสุด คิม โย จอง( Kim Yo Jong ) นั่งบริหารประเทศชั่วคราวในระหว่างการรักษาตัวของคิม จองอึน ทั้งนี้ New Focus Internationalรายงานว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่า การห้ามเข้ากรุงเปียงยางเกิดจากปัญหาด้านสุขภาพของผู้นำเกาหลีเหนือจริง
       
       อย่างไรก็ตามรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ผ่านมาได้ออกแถลงการณ์สยบข่าวลือการหายตัวของคิม จองอึน โดยอ้างว่า ประธานาธิบดีคิม จองอึน บาดเจ็บที่หัวเข่าทั้ง 2 ข้างจากภารกิจเยี่ยมโรงงานและหน่วยงานกองทัพก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       และมีอีกกระแสชี้ว่า อาจเกิดการกำจัดบุคคลระดับสำคัญขึ้นอีกระลอกในกรุงเปียงยาง ซึ่งถึงแม้จะรุนแรงน้อยกว่าการบุกจู่โจมเข้าจับกุม และประหารอาเขย จาง ซองแต๊ก และสมุนในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
       
       ทั้งนี้ KCNA สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่าโช รอง-แฮ( Choe Ryong-hae) รองประธานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีเหนือ หรือ National Defence Commission และ จาง จอง-นาม (Jang Jong-nam) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานเดียวกันอีกคนถูกย้านไปทำหน้าที่อื่น
       
       และประเทศเพื่อนบ้านเกาหลีเหนือต่างจับตาวันที่ 10 ตุลาคม ที่จะถึงนี้เนื่องจากเป็นวันครบรอบการก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ทำให้เป็นที่จับตาว่า คิม จองอึนจะปรากฏตัวร่วมงานใหญ่ครั้งนี้หรือไม่

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 


 
In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังบัญญัติอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งที่ไม่มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ถือเป็นการลุอำนาจอย่างยิ่ง สนช.บางคนจุดยืนแจ่มชัดมาตลอดว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายประชาธิปไตย จ้องไล่ล้างพรรคเพื่อไทยที่มาจากการเลือกตั้ง วันนี้พวกคุณมีที่มาอย่างไรทุกคนทราบดี ไม่รู้สมคบคิดกับใครหรือไม่

 

พวกมาจากการแต่งตั้งจะมาถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องตลกของประชาธิปไตย เราไม่ยอมแน่ เพราะเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แก้รัฐธรรมนูญไปตามอำนาจหน้าที่ ถ้ามีการยื่นเรื่องถอดถอนเมื่อใด ได้คุยกันแล้วว่าพวกเราอดีต ส.ส. และอดีต ส.ว. 300 กว่าคน พร้อมทั้งประชาชนอีกมากมาย จะออกมา ต่อต้านคัดค้านอย่างแน่นอน แม้รู้ดีว่ายังมีกฎอัยการศึกอยู่ รู้ดีว่ารัฐบาลต้องการความสงบ

 

แต่เรื่องนี้เป็นเพราะองค์กรอิสระ และ สนช.บางคนจุดประเด็นขึ้นมาขยายความขัดแย้ง จึงมีความชอบธรรมที่จะออกมา

 

 

 

 

 

 

 

          ประท้วงในฮ่องกง: จะออกหัวหรือออกก้อย?

 

 

คนที่จะตอบคำถามนั้นได้คงได้แก่นายสี จิ้นผิงประธานาธิบดีของจีน เรามีบทวิเคราะห์ของ แครี่ เกรซี่ บรรณาธิการข่าวจีน ของบีบีซี เพื่อหาแนวคำตอบ

 

       จีนกำลังเผชิญกับหนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่หลวงที่สุดต่อการปกครองฮ่องกง อันมีชนวนเหตุมาจากที่ปักกิ่งกำหนดว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำของเกาะแห่งนี้ จะต้องผ่านการคัดสรรจากคณะกรรมการที่สนับสนุนจีนเสียก่อน ส่งผลให้คนฮ่องกงจำนวนมากออกมาประณามว่า เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม
       

 - การประท้วงของนักศึกษาตอนนี้เป็นเรื่องที่บานปลายมาจากกรณีที่จีนไม่ยอมให้คนฮ่องกงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเลือกผู้นำของตนเอง และท่าทีที่เห็นแสดงชัดว่า นายสี จิ้นผิงตัดสินใจแล้วว่ายอมไม่ได้

 

- ตั้งแต่ขึ้นมาครองอำนาจเมื่อสองปีก่อน สี จิ้นผิง รวบอำนาจมาอยู่ในมือจนไม่มีใครกล้าทาบรัศมี และเขาแสดงชัดแล้วว่าจะเป็นคนตัดสินใจเองในเรื่องคอขาดบาดตาย พวกที่โดนสี จิ้นผิง ปราบด้วยข้อหาคอรัปชั่นกำลังรอโอกาสก้าวพลาดของเขา เพราะฉะนั้นสี จิ้นผิงคงยอมผ่อนไม่ได้ในกรณีฮ่องกง

 

- จึงไม่มีรายงานข่าวการประท้วงในสื่อของจีนในแผ่นดินใหญ่

 

- คู่ปรับของปักกิ่งที่เป็นนักวิชาการในฮ่องกงโดนตัดหน้าไปหมดแล้ว แต่นักศึกษายังเป็นคู่ปรับที่น่าห่วงเพราะแน่วแน่กว่าคนอายุมาก

 

- จีนจึงหันไปพยายามดึงพลเมืองอื่นๆมาเป็นพวกด้วยการชี้ชวนให้เห็นว่าเด็กหัวรั้นทั้งหลายกำลังทำลายเศรษฐกิจ

 

- แต่ครั้นจะปราบนักศึกษาด้วยการรวบตัวมาขังก็คงลำบากเพราะตะรางของตำรวจซึ่งนัยว่ามีอยู่ราว 500 แห่งคงขังคนได้ไม่มาก ถ้าจำนวนนักศึกษาที่มาร่วมประท้วงไม่ตกการปราบก็อาจไม่หนัก แต่ถ้าจำนวนร่อยหรอลงถึงระดับหนึ่งก็อาจโดนแรง

 

- นักศึกษาชูเติ้ง เสี่ยวผิง ว่าเป็นต้นคิดเรื่องหนึ่งประเทศ สองระบบ ซึ่งรับประกันสิทธิเสรีภาพในฮ่องกงเป็นเวลา 50 ปี ตอนที่เติ้งคิดก็คงคาดว่าวิถีชีวิตในเมืองจีนจะปรับตัวใกล้ฮ่องกงหลังจาก 50 ปี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าสี จิ้นผิงจะนำจีนไปอีกทางคือพรรคต้องคุมเข้ม และจะว่าไปแล้วถ้าเติ้งยังอยู่ก็คงไม่ออกมาเชียร์นักศึกษา

 

- การออกมาโทษต่างชาติว่ายุแยงตะแคงรั่วเพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจฮ่องกงจึงเป็นลูกเล่นอย่างหนึ่งของทางการจีน แต่อเมริกากับอังกฤษก็พยายามไม่ออกมาต่อปากต่อคำเพราะมองไม่เห็นว่าตัวจะได้ประโยชน์อะไรจากการไปยุยงคนฮ่องกง ปัญหาของจีนคือไอเดียต่างชาติมากกว่ารัฐบาลต่างชาติ

 

- มีข่าวว่าสี จิ้นผิง เคยปรารภว่าการที่สหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อ 23 ปีที่แล้วเป็นเพราะไม่มีหน้าไหนกล้าลุกขึ้นมาปราบ จะเห็นว่าตั้งแต่ขึ้นมามีอำนาจเขาเชื่อในแนวความคิดที่ว่าต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งถึงจะแก้ปัญหาในเมืองจีนได้

 

- วันที่ 1 ตุลาฯ เมื่อ 65 ปีที่แล้วประธานเหมาประกาศก้องว่า “ชาวจีนลุกขึ้นแล้ว” และประชาชนขานรับอย่างกึกก้อง แต่ตอนนี้แม้จีนจะรวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้นในระดับโลก แต่ผู้นำจีนไม่มีอะไรที่จะดลใจคนให้มุ่งไปทางเดียวกันยกเว้นแนวชาตินิยมเกลียดต่างชาติ สี จิ้นผิง พยายามเสนอแนว “ไชน่า ดรีม” แต่จะดลใจคนได้จริงหรือ?


 

 



       
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
 
              
        
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

     นักสิทธิฯกังวลจับผู้ต้องหาฆ่านักท่องเที่ยวอังกฤษไม่โปร่งใส

 

 

                                            



 

 

 

 

ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแสดงความกังวลจับผู้ต้องหาแรงงานเพื่อนบ้านคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสรองรับ หวั่นไล่จับแพะ เพราะได้รับข้อมูลว่ามีการไล่จับกุมตัวโดยไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา ไม่มีตัวแทนกฏหมายและล่าม และการสรุปผลดีเอ็นเอมีความน่าสงสัย มีการเลือกปฏิบัติ เตรียมจัดหาทีมกฏหมายทนายติดตามคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ต.ค.) หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลจากฝ่ายตำรวจเกี่ยวกับคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าว่าผลการตรวจดีเอ็นเอแรงงานชาวเมียนมาร์ 3 คนที่เพิ่งจับกุมตัวได้ตรงกับหลักฐานจากเชื้ออสุจิที่ทิ้งไว้ในศพนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เสียชีวิต พร้อมกับการแสดงหลักฐานอื่นประกอบ เช่นก้นบุหรี่ในที่เกิดเหตุนั้น

ล่าสุด น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดเผยกับทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากกรณีดังกล่าวว่า คดีนี้ตำรวจไล่จับแรงงานชาวเมียนมาร์บนเกาะเต่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 3 คนได้รับการเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 9 คนกำลังจับกลุ่มเตะตะกร้อกันอยู่ เมื่อตำรวจแสดงตัวเข้าตรวจค้นจับกุม แรงงานจำนวน 3 คนที่ไม่มีบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงานก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้หลบหนี ทั้ง 3 คนจึงวิ่งหนี และถูกตำรวจเฝ้าติดตามก่อนจับกุมได้ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษในขณะนี้

"เรื่องนี้เรามีข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่ามีการไล่ตรวจดีเอ็นเอแรงงานชาวเมียนมาร์อย่างต่อเนื่องจนทุกคนรู้สึกไม่ปลอดภัย เรื่องนี้ค่อนข้างน่ากังวลสำหรับคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีข้อกังวลดังนี้ 1.การควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา 2.การเรียกตรวจดีเอ็นเอสอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ 3.ในขณะที่มีการควบคุมตัว ผู้ต้องหามีล่ามเพื่อการสื่อสารหรือไม่ 4.ผู้ต้องหามีตัวแทนด้านกฏหมายหรือยัง 5.ผลการตรวจดีเอ็นเอรวดเร็วจนน่าสงสัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่มีการตรวจดีเอ็นเอนักท่องเที่ยวต่างชาติยังรอผล 3-4 วัน เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่"

ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวอีกว่า ตอนนี่ฝ่ายไทยกังวลกับกรณีนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่าการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ทั้งที่การควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัย หากไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสรองรับจะทำให้ไม่สามารถตอบคำถามกับตัวแทนผู้เสียหายได้ คดีดังกล่าวสถานทูตอังกฤษและตัวแทนด้านกฏหมายของผู้เสียหายติดตามคดีอย่างใกล้ชิดและกดดันอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

พรเพชร”อ้างกลัวโจรขึ้นบ้าน ขอไม่โชว์รูปมรดก-เครื่องเพชรเมียต่อ ป.ป.ช.

 

                                                                       

 
 
“พรเพชร” แจ้งทรัพย์สินอื่นฯประเมินค่าไม่ได้ ระบุเป็นมรดกจากพ่อ มีคุณค่าทางจิตใจ ขอใช้สิทธิ์ไม่โชว์ต่อสาธารณะ เหตุกลัวมีความเสี่ยงเรื่องโจรภัย – ขายรถ 9 แสน รายได้ 8.8 ล้าน ทรัพย์สินทั้งหมด 48.5 ล้าน

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แจ้งทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งว่า ประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากมีมูลค่าทางจิตใจ


สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนายพรเพชร ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 48.5 ล้านบาท โดยระบุครอบครองทรัพย์สินอื่นฯ ประเมินราคาไม่ได้ ขณะที่ของนางอารยา มีมูลค่า 2 ล้านบาท


โดยนายพรเพชร ระบุว่า ครอบครอง งาช้าง พระเครื่อง พระบูชา ภาพวาด นาฬิกา แต่ประเมินราคาไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางจิตใจ และส่วนใหญ่เป็นของประจำบ้านที่ได้รับการตกทอดมา ขณะที่ นางอารยา แจ้งว่า ครอบครองทองรูปพรรณ อัญมณี และเครื่องประดับอื่น ๆ มูลค่า 2 ล้านบาท


พร้อมทั้งแนบเอกสารหมายเหตุ ระบุว่า รายการทรัพย์สินอื่น ได้ถ่ายภาพส่งไว้ตั้งแต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งแรก โดยยื่นภาพถ่ายครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน ตุลาคม 2550 และรายการเพิ่มเติมในปี 2553 หลังจากนั้นได้ใช้สิทธิอ้างเอกสารภาพถ่ายเดิมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินตลอดมา


“ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ ซึ่งจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจากทรัพย์สินของข้าพเจ้าเป็นสิ่งของที่ติดมากับบ้าน ที่บิดายกให้ เช่น พระพุทธรูป ภาพวาด ถือว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางจิตใจ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นอัญมณีของภรรยาข้าพเจ้า อาจมีความเสี่ยงเรื่องโจรภัย ดังนั้นจึงขอความกรุณาไม่เปิดเผยภาพถ่ายทรัพย์สินดังกล่าวต่อสาธารณะ” นายพรเพชร ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทรัพย์สินทั้ง 2 รายการ นายพรเพชร ระบุว่า ขอใช้ภาพถ่ายเดิมที่เคยยื่นไว้ในการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินครั้งแรก และครั้งต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2550 และปี 2553 โดยไม่ได้แนบภาพถ่ายประกอบมาแต่อย่างใด


ทั้งนี้ นายพรเพชร แจ้งว่า มีรายได้ทั้งหมด 8,864,985 บาท (ขายรถยนต์ในปี 2557 9 แสนบาท) มีรายจ่ายทั้งหมด 1.5 ล้านบาท มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 48,536,225 บาท ไม่มีหนี้สิน

http://isranews.org/investigative/investigate-asset/item/33347-pornpet_889_01.html#.VC5Mw3aF68I.faceb


ปากกาแม่ให้ หาค่า หาราคามิได้ แต่เขาถามหา ราคาตลาดครับ ไม่ใช่ราคาทางจิตใจ
แบบนี้ ปปช ถ้าปล่อย จะเจอมุขนี้อีกมากมาย เพราะ มันเป็นช่องว่างในการ
ยักย้าย ถ่ายเท ทรัพย์สิน

ถามชาวบ้านเขายังรู้เลยว่า ราคาที่ต้องเสนอต่อ ปปช มันคือ ราคาตลาด ในช่วง
เวลาที่นำเสนอรายการทรัพย์สิน นั้น ๆ ต่อ ปปช ไม่ใช่ราคาทางจิตใจของผู้รายงาน

ไม่มีใครเขาอยากรู้หรอกครับว่า ราคาเครื่องเพชรนั้น มีราคาทางจิตใจพวกท่านเท่าไหร่


 

 ทุกข์ของคนรวย ..............

 กลัวแจงที่มาที่ไปไม่ได้ซะมากกว่า

 

 

 

 
 
 
 
         "คำทำนายที่เป็นจริง"

หรือ ศัพท์จิตวิทยาภาษาอังกฤษเรียกว่า "Self-Fulfilling Prophecy"
หมายถึง ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเกี่ยวกับคำทำนาย
หรือสิ่งที่เราเชื่อนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจเราอย่างมาก จนส่งผลให้ชีวิตเราเป็นไปอย่างที่เชื่อนั้น

ลองอ่านตัวอย่างต่อไปนี้ จะช่วยทำให้คุณเห็นภาพชัดขึ้น.. .

สมมติว่าคุณเชื่ออย่างแรงกล้าว่า หากคบกันแฟนมาครบ 7 ปี แล้วต้องเลิกกันแน่นอน(ตามความเชื่อเรื่อง "อาถรรพ์หมายเลข 7") จิตที่เชื่อในเรื่องนี้อย่างมากของคุณจะเกิดความกลัวและตระหนก เอาแต่คิดไปว่า ถึง 7 ปีแล้วนี่หนอ เลิกแน่เลยเรา ในที่สุดคุณก็จะมีพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการเลิกกันในปีที่ 7 เป็นความจริงขึ้นมา ดังนั้น การที่เราเชื่อจนจิตชักนำชีวิตไปลงเอยแบบที่เราเชื่อนั่นแหล่ะ คือ "Self-Fulfilling Prophecy" ถ้าให้อธิบายให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจง่ายๆ ก็คือ "คิดมากจนทำตัวเองให้เป็นอย่างที่คิดจริงๆ"

การทดลองที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นของ Dr. Robert Rosenthal
นักจิตวิทยาชาวตะวันตกเคยทำการทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาหลายครั้งครับ โดยครั้งที่โด่งดังที่สุดก็คือ การนำนักเรียนที่มีระดับสติปัญญาปานกลางเหมือนกันมาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วทำการทดลอง ดังนี้:

- กลุ่มแรก จะมีครูพูดย้ำเสมอว่า "พวกเธอเป็นเด็กฉลาดมากนะ ไอคิวอัจฉริยะทีเดียว ต่อไปภายภาคหน้าพวกเธอต้องมีอนาคตที่ดี" แล้วก็มีการสร้างสถานการณ์แวดล้อมให้เด็กๆ เชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกเขาเก่งจริงๆ

- เด็กกลุ่มที่สอง ครูก็พูดย้ำเหมือนกันครับ แต่จะย้ำทำนองว่า "พวกเธอก็แค่เด็กสมองขี้เลื่อย เรียนไม่เคยรู้เรื่อง ครูสอนอะไรไปก็ลืม ครูเป็นห่วงอนาคตของพวกเธอจริงๆ"

- เด็กกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มควบคุม คือ ได้รับการปฎิบัติแบบปกติ ไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม

การทดลองดำเนินไป 1 ปีเต็ม จนในที่สุดก็สรุปการทดลองออกมาว่า เด็กกลุ่มแรกที่ได้รับคำบอกมาตลอดว่าเป็นเด็กเก่ง มีผลการเรียนดีขึ้นอย่างมาก ซ้ำยังตั้งใจเรียน ใฝ่หาความรู้สมดังคำนิยามของเด็กเรียนเก่งจริงๆ ส่วนเด็กกลุ่มที่ 2 มีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับกลุ่มแรกเลยครับ ทั้งไม่สนใจเรียน ผลการเรียนต่ำลง บางรายก็เป็นเด็กนิสัยเสียไปเลย ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชนิดที่ว่าเห็นได้ชัดเท่าสองกลุ่มแรก

มาลองคิดกันเล่นๆ นะครับว่า อะไรทำให้เด็กที่จริงๆ แล้วมีสติปัญญาพอๆ กัน กลับมีผลการเรียนแตกต่างกันขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขาแต่ละคนเชื่อในสิ่งที่ครูบอกน่ะสิครับ

แสดงว่าสิ่งที่เขาเชื่อน่ะ มีผลโดยตรงต่อจิตใจของเขาเอง ที่ได้รับคำชมว่าเรียนเก่งก็เลยพลอยคิดว่าตัวเองเก่งจริง เด็กเลยเก่งขึ้น หนำซ้ำพฤติกรรมยังกลายเป็นเด็กขยันสมคำบอกอีกด้วย ส่วนพวกที่โดนแต่คำดุด่าหาว่าไม่ฉลาดก็เรียนไปพร้อมๆ กับความคิดว่าตัวเองนั้นมันมีไอคิวต่ำต้อย ด้อยปัญญา เรียนไปก็เท่านั้น จะเห็นได้ว่าความเชื่อที่เข้ามาอยู่ในสมองพวกเขานี่หล่ะครับที่ส่งผลให้เขาเป็นเช่นนั้น อย่างที่ฝรั่งเรียกกันว่า YOU ARE WHAT YOU THINK หรือแปลเป็นไทยคือ เราจะเป็นอย่างเช่นที่เราคิดไว้

อย่างกรณีอาถรรพ์หมายเลข 7 ที่ได้ยกตัวย่างไปในตอนต้นนั้น เหตุมันไม่ได้เกิดจากอาถรรพ์อะไรเลยครับ แต่เพราะเราเชื่อว่ามันจริง แล้วเราก็เริ่มที่จะกลัว พอเรากลัว เราก็จะเครียด วิตกกังวล หวาดระแวง ทีนี้ก็จะทำให้เราหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย เมื่อแฟนทำอะไรไม่ถูกใจก็โกรธแรงกว่าปกติ เพราะจิตเรากำลังร้อนรนและคิดย้ำว่า นี่ไง อาถรรพ์หมายเลข 7 ส่อแววแล้ว ...ในตอนสุดท้าย สิ่งที่ไล่คนรักของเราไป ไม่ใช่ฤทธิ์เลข 7 หรอกครับ แต่เป็นเรื่องของจิตใจที่ดันไปเชื่อเรื่องราวใดๆ ที่ไม่เหมาะสมต่างหาก

รวมถึงการหลงเชื่อหมอดู หมอมด หมอผี แม้กระทั่งกรุปเลือดทายนิสัยอะไรเทือกนี้ ชีวิตบางคนอาจลงเหวก็เพราะงมงายมากเกินไปนี่แหล่ะ ขาดสติพิจารณา ไตร่ตรองว่าอันที่จริง "ชีวิตเราเป็นของเรา" ครับ ไม่ได้มีใครกำหนดหรือล่วงรู้ว่าเราจะต้องไปทางไหน เราทุกคนเป็นปัจเจกบุคคล มีความแตกต่างกัน ขนาดเกิดมาจากท้องแม่เดียวกันยังมีนิสัย ความคิด ความชอบ ที่ไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นสุภาษิตโบราณที่ว่า 'ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน' ก็ยังเป็นสุภาษิตเตือนใจที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

สรุปแล้ว คำทำนายจะช่วยให้ชีวิตคุณลงตัวหรือลงเหวย่อมอยู่ที่คุณครับ ว่าคุณจะใส่ความเชื่ออะไรลงไปให้ตัวเอง หากคุณเลือกที่จะเชื่อเชิงบวกแบบบิล เกตส์, บารัก โอบามา, ฮิลลารี คลินตัน, มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ฯลฯ ก็ย่อมดีต่อตัวคุณ แต่หากคุณเลือกเชื่อแบบจำกัดความสุขและความสำเร็จในชีวิต เช่น เชื่อว่าแข่งพายเรือแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้ แบบนี้ก็จบกัน ชีวิตไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนพอดี

ต่อไปนี้ถ้าจะเลือกเชื่ออะไร ก็เลือกที่มันเชื่อแล้วดี เชื่อแล้วรุ่ง เชื่อแล้วรวย เชื่อแล้วสุข ดีกว่าครับ

ส่วน เชื่อแล้วเครียด เชื่อแล้วกลุ้ม เชื่อแล้วจน เชื่อแล้วหมกมุ่นงมงาย กรุณากลั่นกรองเลือกเอามาไว้แค่เพียงแนวคิดสำหรับเตือนใจไม่ให้ประมาท แต่อย่าได้นำมันมาครอบงำชีวิตคุณทั้งหมดเลยครับ

ป.ล. ถ้าหากเราต่อต้านคำทำนาย หรือทำตัวไม่เป็นดังที่เขาทำนายไว้ มีศัพท์เฉพาะอีกคำหนึ่ง เรียกว่า Self-defeating Prophecy ครับ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Facebook Page นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา
 

https://www.facebook.com/PsychologistCafe/photos/a.1510948479145891.1073741828.1509818395925566/1512909315616474/?type=1&theater

อมยิ้ม33 
อ.เราเคยสอนว่าคิดอะไรก็ได้อย่างงั้น
กับ เกลียดอะไรด็จะได้อย่างงั้น

เพราะความคิดมันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกตลอดเวลา
มันจะดึงดูดสิ่งที่คิดมาหาเรา (จริงๆ เราจะมองเห็นแต่สิ่งๆ นี้มากกว่า) ละเลยสิ่งที่ไม่ได้คิด พอมากๆ เข้าก็จะเป็นจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

      

เด็กไม่เอาถ่าน คำนี้มีที่มาจากอะไร?

 

เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ออนไลน์ ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านไม่ทำ งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"

ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน" เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%

ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"

ที่มา :
หนังสือ ภาษาคาใจภาค 3 ถอดรหัสภาษาไทยที่ยัง 'ค้างคาใจ' เขียนโดย สังคีต จันทนะโ

 

 

 

 

             ผู้ชายพายเรือแล้วเหตุใดผู้หญิงต้องยิงเรือ

 

ศุภกร เลิศอมรมีสุข

 

           หลายๆ คนคงเคยได้ยินสำนวน “ผู้ชายพายเรือ” และ “ผู้หญิงยิงเรือ” ซึ่งในปัจจุบันหมายความว่า “ผู้ชายทั่วไป” และ “ผู้หญิงทั่วไป” ปัจจุบันนี้เราพูดสำนวนทั้งสองนี้แยกกันแต่ทราบหรือไม่ว่าในอดีตสองสำนวนนี้เป็นสำนวนเดียวกันคือ “ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงยิงเรือ” หรือ “ผู้ชายรายเรือ ผู้หญิงริงเรือ” หลายๆ คนคงมีความสงสัยเหมือนผู้เขียนว่าเหตุใดในเมื่อผู้ชายพายเรือแล้วผู้หญิงต้องมายิงเรือ

 

        จากการเรียนวิชาสัมนาภาษาไทยปัจจุบันของผู้เขียนทำให้ผู้เขียนได้คำตอบของที่มาของสำนวนดังกล่าวโดยอาจารย์ของผู้เขียนได้ให้อ่านบทความเรื่อง “ผู้ชายพายเรือ-ผู้หญิงยิงเรือ” ซึ่งเขียนโดยอาจารย์มัณฑนา เกียรติพงษ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งท่านได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับที่มาของสำนวนนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอสรุปความของบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ทุกๆ คนได้อ่านไว้เป็นความรู้

 

         สำนวนนี้พบครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์โดยปรากฏในวรรณคดีเรื่องต่างๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังนี้

 

        รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 

                 “เหวายมนุษย์องอาจประหลาดเหลือ    พาผู้หญิงริงเรือมาแต่ไหน

         ทำฮึกฮักข่มเหงไม่เกรงใจ                         เข้าหักโค้นต้นไม้ในอุทยาน”

 

       ไชยเชษฐ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย                 

                “เอออะไรไม่พอที่พอทาง                      มึงช่างชั่วชาติประหลาดเหลือ

       ไม่รู้เท่าผู้หญิงริงเรือ                                    ซานซมงมเชื่อนางเมียงาม”

 

        พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ 

                “เห็นผู้หญิงริงเรือที่เนื้อเหลือง            อย่ายักเยื้องเกี้ยวพานะหลานขวัญ

         ล้วนนางในไม่ชั่วตัวสำคัญ                           จะเสียสันเสียเปล่าไม่เข้าการ”

 

       กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน

                  “ฝ่ายข้างพวกผู้หญิงริงเรือ                 บ่นว่าเบื่อรบพุ่งยุ่งหนักหนา

         ให้เสียวไส้ไม่ดูได้เต็มตา                             เวทนาแต่เจ้าพลายชุมพล”

                                                      ฯลฯ

                   “ผู้ชายพายเรืออยู่เต็มไป                  จะดูเล่นหรือไรไฉนนี่

        ช่างกระไรรั้ววังดังไม่มี                                  อีพวกนนี้น่าเฆี่ยนให้เจียนตาย”

 

                จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าในอดีตเราไม่พูดว่า “ผู้หญิงยิงเรือ” แต่เราพูด “ผู้หญิงริงเรือ” ดังนั้นจึงทำให้สรุปว่า สำนวนผู้หญิงยิงเรือนั้นไม่ได้หมายความถึงผู้หญิงคอยดักยิงเรือของผู้ชายเป็นแน่นอนแต่เป็นเรื่องของการเพี้ยนเสียงคำว่า “ริง” มาเป็น “ยิง” ในปัจจุบัน แล้วถ้าเป็นเรื่องของการเพี้ยนเสียงดังนี้แล้ว “ผู้หญิงริงเรือ” จะหมายความว่าอย่างไร

 

                เรามีสำนวนไทยที่เกี่ยวกับ “เรือ” อยู่อีกสำนวนหนึ่งคือ “ลงเรือลำเดียวกัน” และสำนวนที่เกี่ยวกับการเดินทางทางเรือคือ “ล่มหัวจมท้าย” (โปรดสังเกตว่าสำนวนนี้ปัจจุบันเราก็เพี้ยนเป็น  “ร่วมหัวจมท้าย” เสียแล้ว-ผู้เขียน) ซึ่งใช้เปรียบเทียบหรือสั่งสอนว่าเมื่อแต่งงานกันก็เปรียบเสมือน ลงเรือลำเดียวกันจะสุขหรือทุกข์ก็ร่วมกัน ถ้าคนใดคนหนึ่งทำไม่ดีก็จพาอีกคนล่มจมตามไป เหมือนหัวเรือล่มไปแล้วท้ายเรือก็ต้องจมตามหัวเรือไปเป็นธรรมดา

 

                ในเมื่อชายหญิงลงเรือลำเดียวกันแล้ว การจะพานาวาชีวิตไปถึงฝั่งใครเล่าเป็นผู้นำไปก็ต้องผู้ชายซึ่งในสังคมโบราณถือว่าเป็น “ช้างเท้าหน้า”  จึงต้องทำหน้าที่ “พายเรือ” นำเรือชีวิตไปให้ตลอดรอดฝั่ง แล้วผู้หญิงล่ะจะทำหน้าที่อะไร หญิงไทยโบราณได้รับการอบรมสั่งสอนให้เป็นกุลสตรี เป็นแม่บ้านแม่เรือน มีหน้าที่ดูแลรักษาบ้านช่องให้ทุกคนในบ้านมีความสุข

 

                ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าผูหญิงมีหน้าที่ “ดูแล”  บ้านเรือน มีคำศัพท์คำว่า “หลิง” ซึ่งแปลว่า ดู เล็ง  (ยังไม่สามารถหาหลักฐาน ที่มาของคำว่า หลิง ที่แปลว่าดูได้ว่ามาจากภาษาใด- ผู้เขียน) จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่า “ผู้หญิงริงเรือ” มาจาก “ผู้หญิงหลิงเรือ” ซึ่งแปลว่าผู้หญิงดูเรือ นั่นเอง

 

                ดังนั้นสำนวน “ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงริงเรือ” อาจารย์มัณฑนาจึงสรุปว่าเป็นการกำหนดหน้าที่ของสามีภรรยาซึ่งลงเรือลำเดียวกันว่าให้ฝ่ายชายเป็นผู้ออกแรงพายเรือ ซึ่งหมายถึงการทำมาหากินประกอบอาชีพ ส่วนฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรือ หรือดูแลทุกข์สุขของครอบครัว

 

                ความเห็นดังกล่าวของอาจารย์มัณฑนาข้างต้นก็ยังไม่เป็นข้อยุติถึงที่มาของสำนวน “ผู้ชายรายเรือ ผู้หญิงริงเรือ” หรือ “ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงยิงเรือ” แต่ที่สรุปได้ชัดเจนก็คือสำนวน “ผู้หญิงยิงเรือ” นั้นเพี้ยนมาจาก “ผู้หญิงริงเรือ” แน่นอน จึงทำให้คิดต่อไปได้ว่าถ้าเช่นนั้น ผู้ชายพายเรือจะเป็นสำนวนที่เพี้ยนมาจาก “ผู้ชายรายเรือ” ด้วยหรือไม่ เพราะสำนวนไทยมีลักษณะเป็นคำชุดคล้องจองกัน ถ้าเช่นนั้นก็เป็นที่น่าศึกษา ค้นคว้ากันต่อไปว่าแล้ว “ผู้ชายรายเรือ” นั้นแปลว่าอะไร ถ้าทราบความหมายของผู้ชายรายเรือก็น่าจะเป็นกุญแจไขไปสู่ที่มาและความหมายที่แท้จริงของ “ผู้หญิงริงเรือ” ได้  

                                                                                         

          ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องสำนวนไทยจึ่งขอยกตัวอย่างสำนวนที่ไม่ค่อยคุ้นหูในปัจจุบัน และสำนวนที่มักมีผู้ใช้หรือพูดกันผิดๆ ไว้ให้ได้สังเกตกัน โดยผู้เขียนนำข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากบทออกอากาศทางสถานีวิทยุการศึกษา และบทความที่อาจารย์ของผู้เขียนนำมาให้อ่านในชั้นเรียนซึ่งบางส่วนไม่ได้ระบุข้อมูลทางบรรณานุกรมไว้ ทำให้ไม่สามารถระบุการอ้างอิงในบรรณานุกรมได้ครบถ้วน

 

ได้แกงเทน้ำพริก     หมายถึง ได้ใหม่ลืมเก่า

 

เงื้อง่าราคาแพง       หมายถึง ทำอะไรไม่กล้าตัดสินใจลงไป ตีแต่วางท่าหรือทำ

                                         ท่าว่าจะทำเท่านั้น

 

ไฟสุมขอน              หมายถึง อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในใจ

 

ซื้อวัวหน้านา ซื้อผ้าหน้าหนาว,

 

ซื้อควายหน้านา ซื้อผ้าหน้าตรุษ หมายถึง ซื้อของไม่คำนึงถึงกาลเวลาย่อมได้ของ 

                                                         แพง ทำอะไรไม่เหมาะสมกับ กาลเวลา

                                                         ย่อมได้รับความเดือดร้อน

 

เถรส่องบาตร                 หมายถึง คนที่ทำอะไรตามเขา ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

    กินแกลบกินรำ หมายถึง คนโง่ เช่น ฉันไม่ใช่พวกกินแกลบกินรำอย่ามาหลอกเสียให้ยาก ปัจจุบันสำนวนนี้ดูจะตัดสั้นลงเหลือแต่เพียง “กินแกลบ” และความหมายก็ผิดเพี้ยนไปกลายเป็น อดอยาก ไม่มีจะกินกิน ไปเสีย  เช่น เพิ่งต้นเดือนเงินเดือนก็หมดแล้วคงต้องกินแกลบไปทั้งเดือน

 

    กงเกวียนกำเกวียน มักพูดกันเป็น กงกำกงเกวียน บางคนเขียนเป็น กงกรรมกงเกวียน เสียด้วยซ้ำ สำนวนนี้แปลว่าทำกรรมเช่นใดย่อมได้รับผลกรรมนั้นตอบสนอง มีที่มาจากล้อของเกวียนที่ประกอบด้วย กง คือ วงล้อที่อยู่ด้านนอก และ กำ คือ ซี่ล้อ เมื่อกงหมุนไปที่ใด เปรียบกับคนที่ทำกรรมอะไรไว้ ซี่ล้อหรือกำซึ่งเปรียบกับผลกรรมหรือผลแห่งการกระทำก็จะหมุนตามกงหรือการกระทำนั้นไปเสมอ

 

   ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม ที่แปลว่าค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำแล้วจะสำเร็จผล ปัจจุบันมักเหลือพร้าแค่เล่มเดียว เป็นช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

 

   สองแง่สองง่าม บางคนพูดเป็น สองแง่สามง่าม ซึ่งไม่ถูก ของเดิมมีแค่สองเท่านั้น

 

  ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คนสมัยนี้แลดูจะ ”โลภ” มากขึ้นยิงปืนนัดเดียวแต่หวังนกหลายตัว ขอให้จำไว้ว่าแต่เดิมยิงปืนนัดเดียวหวังได้นกเพียงหนึ่ง ถ้าโชคดีได้นกเพิ่มมาอีกตัวเป็นสองตัวก็นับว่าโชคดีแล้ว

 

    ไก่เห็นนมไก่ งูเห็นตีนงู แปลว่าผู้ที่เป็นพวกเดียวกันย่อมมองเห็นเล่ห์เพทุบายหรือเข้าใจในการปฏิบัติของกันและกันได้ดี แต่ปัจจุบันเรามักพูดสำนวนนี้ ”ผิดเพี้ยน สลับกัน” เป็น “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ความหมายก็เพี้ยนไปจากเดิมคือกลายเป็น ต่างฝ่ายต่างล่วงรู้ความรับของอีกฝ่ายไปเสีย

 

     เพื่อยืนยันความถูกต้องของสำนวน “ไก่เห็นนมไก่ งูเห็นตีนงู”  จึงขอยกโคลงโลกนิติ พระนิพน์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ความว่า

                     “ตีนงูงูไซร้หาก                     เห็นกัน

             นมไก่ไก่สำคัญ                            ไก่รู้

             หมู่โจรต่อโจรหัน                            เห็นเล่ห์ กันนา

             เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้                   ต่างรู้เชิงกัน”

 

     ขายผ้าเอาหน้ารอด แปลว่ายอมสละแม้ของที่จำเป็นเพื่อรักษาชื่อเสียงที่มีอยู่ คนปัจจุบันแค่ขายผ้าคงไม่หนำใจหรือคงไม่พอจะรักษาชื่อเสียงที่มีอยู่เลยต้องถึงกับ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” เลยทีเดียว มิหนำซ้ำความหมายก็ดูจะ “ผิดเพี้ยน” ไปคือหมายถึงทำสิ่งใดพอให้พ้นตัวไป

 

     ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน หมายความว่า จะทำอะไรให้ใครต้องถามความพอใจของผู้ได้รับ เหมือนปลูกบ้านเรือนก็ต้องถามความพอใจของผู้อยู่อาศัย ผูกอู่ หรือผูกเปล ก็ต้องถามผู้นอนว่าพอใจหรือยัง คนในปัจจุบันคงไม่ค่อยได้นอนเปลแล้วจึงไม่ค่อยรู้จักกริยา ผูก มิหนำซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่า อู่ แปลว่า เปล รู้จักก็แต่อู่รถ จึงหันไป “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน” กันเป็นแถว สงสัยคนปัจจุบันคงจะย้ายที่นอนไปนอนในอู่รถด้วย

 

    ตื่นก่อนไก่, หัวไก่โห่ ปัจจุบันเรามักพูด ”ผิดเพี้ยน” โดยเอาสองสำนวนนี้มารวมกันเป็น “ตื่นแต่ไก่โห่”

 

    ไม่แน่ไม่แช่แป้ง หมายถึงถ้าไม่มั่นใจย่อมไม่ลงมือกระทำ สำนวนนี้เกี่ยวข้องกับการทำอาหารขนมโบราณซึ่งมีแป้ง กะทิ และน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก และการที่จะแปรรูปข้าวให้เป็นแป้งก็ต้องเอาข้าวสารมาแช่น้ำแล้วจึงนำมาโม่ให้เป็นแป้งสำหรับเป็นวัตถุดิบในการทำขนม หากแช่ข้าวสารแล้วไม่โม่ข้าวนั้นก็จะเสียไปไม่สามารถนำมาหุงได้เนื่องจากข้าวสารจะบานหมด  ปัจจุบันเราก็มักพูดเพี้ยนไปเป็น “แน่เหมือนแช่แป้ง” ซึ่งไม่สื่อความหมายเอาเสียเลยว่าการแช่แป้งนี่แสดงความแน่นอนอย่างไร

 

         จากตัวอย่างการใช้สำนวนผิดข้างต้นอาจจะเพราะความไม่รู้ และความไม่เข้าใจสังคมตลอดจนวัฒนธรรมโบราณ อีกทั้งสังคมปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก หลายๆ สิ่งก็เปลี่ยนไป เลือนหายไป คนปัจจุบันที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นสังคมวัฒนธรรมโบราณจึงดัดแปลงสำนวนที่มีมาซึ่งฟังแล้วไม่เห็นภาพ ไม่เข้าใจ ไปตามความรู้สึกส่วนตัว

 

         เจตนาที่ยกเอาสำนวนต่างๆ เหล่านี้มากล่าวไม่ได้ต้องการ “จับผิด” หรือว่าไม่ควรจะคิดสำนวนใหม่ๆ ใช้ในภาษาไทย อันที่จริงการคิดสำนวนใหม่ใช้ในภาษาเป็นสิ่งที่ดีแสดงให้เห็นความงอกงามของภาษา แต่ในเมื่อเรามีสำนวนที่เป็นของเก่าใช้สื่อความกันมาก่อนอยู่แล้วก็ควรจะช่วยกันรักษาไว้เป็นมรดกทางภูมิปัญญา ไม่จะควรทำลายให้มรดกที่ได้รับสืบทอดนี้สูญหายไป

 

 

 

 

 

 

 

 

       คุณหญิงยั้ว!!!

 

 

 สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 1ตุลาคม พญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Khunying Porntip Rojanasunan  หลังจากครม.มติแต่งตั้งพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร อธิบดีดีเอสไอเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมโดยระบุว่า


 

 


 

อีกครั้งกับนโยบายรัฐบาลคสช. ในการแต่งตั้งผู้บริหาร อีกหนึ่งปีก่อนเกษียณพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลจากวิธีใดก็มีหลักการทำงานไม่ต่างกัน ให้โอกาสเฉพาะกับคนรู้จักและคนวิ่งเต้น แต่ไม่ให้โอกาสคนทำงาน ขอให้ประชาชนตามดูว่ากระทรวงยุติธรรมยุคนี้จะสร้างความยุติธรรมให้ประชาชนหรือกำลังสร้างฐานอำนาจใหม่ รู้สึกปลงกับชะตากรรมกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยิ่งนัก



 

 

 

 

 

 

 

 

ถาม

 ทำไมต้องจ่ายค่าเก็บขยะครับ ในเมื่อการเก็บขยะมันเป็นบริการสาธารณะ ตาม พ.ร.บ. การปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วซึ่งย่อมต้องได้งบประมาณมาจากส่วนกลางที่จัดสรรให้แก่แต่ละท้องที่ร่วมทั้งเงินในภาษีแต่ละท้องถิ่นอยู่แล้วด้วย(หรือว่าจัดสรรกันจนหมดเลยต้องมาเก็บเพิ่มกับประชาชน) จริงอยู่ว่าเก็บเดือนละ 20 บาท แต่เงิน 20บาทนี้ก็สามารถใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง

 

เก็บ 20 บาทหลายๆ หลังเดือนนึง ก็ได้ไปหลายหมื่นหลายแสนนะครับแล้วถ้าเก็บไปแล้วมันทำให้การบริการด้านต่างๆดีขึ้น ก็ดีครับ แต่เท่าที่ผมเห็นยังไม่เห็นอะไรที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเลย สี่แยกบางที่ยังไม่มีไฟแดง หรือมีแต่ไม่ยอมเปิดใช้

 

หรือถ้าเปิดใช้ก็เสียบ่อย มีอันที่ดีอยู่ไม่กี่แยก น้ำประปาบางพื่นที่ก็ไหลค่อยมากๆๆๆๆๆๆ บางเวลาก็ไม่ไหลอีกต่างหาก ถนนก็เป็นหลุมเป็นบ่อ เช่นนี้แล้วเงิน 20 บาทที่เสียไป เสียไปเพื่ออะไรครับ แต่ถ้าสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นมันดีขึ้นจะเก็บเพิ่มเดือนละ 50 ผมก็ยินดีที่จะเสียครับ

 

 

ตอบ


-การเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนขยะและกำจัดมูลฝอยเป็นไปตามพรบ. สาธารณสุข พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 โดยยึดหลักการผู้การมลพิษเป็นผู้จ่าย


- สำหรับเรืองถนนเป็นหลุมบ่อ สามารถแจ้งเพิ่มเติมเพื่อให้มีการปรับปรุงได้


- เรื่องประปา อยู่ในการรับผิดชอบของการประปาส่วนภูมิภาค

 

 

                    พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535

 

 

การจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย
                       
 
มาตรา ๑๘ การเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในเขตราชการส่วนท้องถิ่นใดให้เป็นอำนาจของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น
 
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ราชการส่วนท้องถิ่นอาจร่วมกับหน่วยงานของรัฐ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอื่นดำเนินการภายใต้ข้อตกลงร่วมกันก็ได้ แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยส่วนรวม รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงโดยคำแนะนำของคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการร่วมกันได้
 
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรราชการส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้บุคคลใดดำเนินการตามวรรคหนึ่งแทนภายใต้การควบคุมดูแลของราชการส่วนท้องถิ่น หรืออาจอนุญาตให้บุคคลใดเป็นผู้ดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามมาตรา ๑๙ ก็ได้
 
บทบัญญัติตามมาตรานี้ และมาตรา ๑๙ มิให้ใช้บังคับกับการจัดการของเสียอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน แต่ให้ผู้ดำเนินกิจการโรงงานที่มีของเสียอันตราย และผู้ดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขนหรือกำจัดของเสียอันตรายดังกล่าว แจ้งการดำเนินกิจการเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
 
 
มาตรา ๑๙ ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
 
 
มาตรา ๒๐ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสะอาดและการจัดระเบียบในการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นดังต่อไปนี้
 
(๑) ห้ามการถ่าย เท ทิ้ง หรือทำให้มีขึ้นในที่หรือทางสาธารณะซึ่งสิ่งปฏิกูล หรือมูลฝอย นอกจากในที่ที่ราชการส่วนท้องถิ่นจัดไว้ให้
 
(๒) กำหนดให้มีที่รองรับสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามที่หรือทางสาธารณะและสถานที่เอกชน
 
(๓) กำหนดวิธีการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยหรือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสถานที่ใด ๆ ปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะตามสภาพหรือลักษณะการใช้อาคารหรือสถานที่นั้น ๆ
 
(๔) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลอื่นที่ราชการส่วนท้องถิ่นมอบให้ดำเนินการแทน ในการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ การจะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยราชการส่วนท้องถิ่นนั้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
(๕) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๙ ปฏิบัติ ตลอดจนกำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูงตามลักษณะการให้บริการที่ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๙ จะพึงเรียกเก็บได้
 
(๖) กำหนดการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะ
  
 
 
  
 
 
 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

                   


 

 

 

 

 

 

 

 

+ + + ยางใต้จ่อลุกฮือ! เตรียมรวมตัว 8 ต.ค. เหตุ"ยางสต๊อกเน่ากว่าครึ่ง" ชี้ ส่อแววทุจริตชัดเจน + + +

 

 

กรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชะลอการขายยางในสต็อกโครงการเพิ่มพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร อีก 1 แสนตันไปก่อน เนื่องจากสต็อกมียางทั้งหมด 2.1 แสนตัน ได้ทำสัญญาขายให้กับบริษัท ยีฟางเหลียง จำกัด จำนวน 1 แสนตัน วงเงิน 5,940 ล้านบาท แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถส่งมอบได้ เนื่องจากพบว่ายางในสต็อกมียางเน่าขึ้นราเสียหายมากกว่าครึ่งนั้น

เมื่อเวลา 14.30 น. นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์ม 16 จังหวัดภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ความจริงได้ปรากฏขึ้นมาให้เห็นแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ภาคีเครือข่ายฯได้นำเสนอผ่านสื่อมวลชน เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบสต็อกยางพาราทั้งหมดที่มี ว่าครบตามจำนวนหรือไม่ และมีคุณภาพดีหรือไม่ เห็นหรือยังว่าโผล่ออกมาจริงๆ หากมองตามความเป็นจริงแล้วยางจะเน่าเสียได้อย่างไร ยางที่รับซื้อเป็นยางแผ่นรมควัน ต้องผ่านกระบวนการผลิตมาเป็นอย่างดี เป็นไปไม่ได้
 
 




 
 
“ส่อแววพิรุธทุจริตอย่างชัดเจน ถ้าวันนั้น ภาคีเครือข่ายไม่จี้ รัฐบาลจะกล้าเข้าทำการตรวจสอบหรือไม่ และการขายยางนั้นส่อทุจริตอีก ที่ขายยางในราคาที่ถูกกว่าคู่ประมูล มันก็ชี้ให้เห็นอยู่แล้ว ถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบ ท้ายที่สุดก็มาอ้างว่าเกษตรกรขายยางที่ไม่มีคุณภาพ เกษตรกรเร่งขายยาง ซึ่งไม่เกี่ยวกับขั้นตอนของเกษตรกร มันพ้นไปแล้ว เป็นเรื่องของพ่อค้าคนกลาง นายทุน และภาครัฐแล้วที่สมรู้ร่วมคิดกันมานาน ช่วยกันทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียชื่อเสียงในการผลิตยางพาราที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งๆที่กระบวนการเหล่านี้ เป็นกระบวนการทุจริตที่อยู่ข้างบนทั้งสิ้น“

นายทศพล กล่าวว่า ขณะนี้ตนกำลังร่วมประชุมยุทธศาสตร์แก้ปัญหายางพารา ที่ สกย.เขต 1 จ.สงขลา จะเร่งนำเรื่องนี้เข้าชี้แจงในที่ประชุมเป็นวาระเร่งด่วน และหากว่า รัฐบาลมีความจริงใจ พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบจริง เราก็จะดีใจ แต่หากว่า รัฐบาลประกาศแบบขอไปที ก็จะได้เห็นกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ในนามภาคีเครือข่ายฯ จะเปิดเวทีสัมมนาใหญ่ถึงแนวทางการแก้ปัญหายางพารา โดยมีการหยิบยกประเด็นการสัมมนาในวันนี้ ไปวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อเดินคู่ขนานกับยุทธศาสตร์ยางของรัฐบาลต่อไป ดูว่ายุทธศาสตร์ใครจะแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ หากว่าไม่โดนบล็อกเสียก่อน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเชี่ยลมีเดียได้มีการเผยแพร่ ภาพเกษตรกรชาวสวนยางในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับการโพสต์ข้อความทับลงบนภาพ โดยระบุ “การลุกขึ้นครั้งใหญ่ของคนใต้ 8 ตุลาคม 2557 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ท่าศาลา นครศรีธรรมราช วันนี้...น้ำตาคนไทย...ยังไม่เหือดหาย..”

ทั้งนี้ ในหลายภาพได้โพสต์ถึงปัญหาและผลกระทบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยลักษณะภาพดังกล่าวเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ยากของเกษตรกร ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปลุกกระแสความเคลื่อนไหวให้พี่น้องชาวเกษตรกรลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง ภาพดังกล่าวได้มีการแชร์ในโซเชียลมีเดียกันอย่างกว้างขวาง

นายสมควร (ขอสงวนนามสกุล) เกษตรกรชาวสวนยาง อ.นบพิตำ กล่าวว่า ราคายางพาราตกต่ำลงอย่างมาก เจ้าหน้าที่รัฐก็เดินทางมาตัดสวนยางของชาวบ้านแล้วจะเอาอะไรกินกัน จะเอาอะไรมาประทังชีวิต พวกเราไม่ได้ร่ำรวย ส่วนหนึ่งรับจ้างกรีดยาง ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของที่มีเอกสารสิทธิ์ จะอะไรกันนักกันหนา

อยากบอกว่า วันนี้เกษตรกรชาวสวนยางกำลังถูกย่ำยี อย่าถึงกับให้เกษตรกรต้องลุกขี้นมาต่อสู้กับ จนท.รัฐอีกครั้ง วันนี้ก็มาโค่นต้นยางอีก อ้างว่าอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขานั้น อยากจะบอกว่าแล้วทำไมก่อนหน้านี้ ที่พวกเราโค่นต้นยางขาย แล้วปลูกใหม่ไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ไม่มาจับล่ะว่าผิดกฎหมาย มาโค่นอะไรตอนยางราคาถูก เกษตรกรต้องฆ่าตัวตายกันแน่ๆ อย่าซ้ำเติมย่ำยีกันมากนัก

 
 
 
 
 
 
 

 

                                                         

 

   หนึ่งในประเด็นข่าวร้อนฉ่าที่ผู้คนทั่วโลกจับจ้องให้ความสนใจมากที่สุดประเด็นหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การที่ชาติอภิมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกที่มักอ้างตัวเป็นผู้พิทักษ์เสรีภาพและความยุติธรรมอย่างสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเปิดแนวรบแห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยการจับมือ 5 ชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน บาห์เรน และซาอุดีอาระเบียเปิดการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มนักรบรัฐอิสลามหรือกลุ่ม “ไอเอส” ในซีเรีย

 

       
       ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศดังกล่าวของสหรัฐฯและพันธมิตรอาหรับ ซึ่งใช้ทั้งเครื่องบินรบและจรวดร่อนนานาชนิดต่อกลุ่มไอเอสทางภาคตะวันออกของซีเรียคราวนี้ ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการที่รัฐบาลอเมริกัน ภายใต้การนำของชายที่ชื่อบารัค โอบามาตัดสินใจฉายเดี่ยวถล่มที่มั่นของเครือข่ายก่อการร้าย “อัล-กออิดะห์” ที่อยู่ในภาคเหนือของซีเรียไปด้วยในตัว
       
       การเปิดฉากโจมตีทางอากาศดังกล่าวซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันจากคำแถลงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ “เพนตากอน” ตลอดจนกองบัญชาการส่วนกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ที่รับผิดชอบดูแลภารกิจด้านการทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน ซึ่งระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ รวมถึงขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ที่ถูกยิงจากเรือรบในทะเล ได้โจมตีต่อเป้าหมายต่างๆ ที่เป็นที่มั่น ค่ายฝึก คลังอาวุธ และขบวนยานพาหนะของพวกนักรบหัวรุนแรงในซีเรียอย่างราบคาบ
       
       ขณะเดียวกัน รัฐบาลอเมริกันยังยืนยันว่า ตนเองได้เปิดการโจมตีทางอากาศแบบฉายเดี่ยว โดยไร้เงาชาติพันธมิตรอาหรับต่อเป้าหมายในซีเรียอีกอย่างน้อย 8 ระลอก เพื่อถล่มกลุ่มนักรบหัวรุนแรงอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ด้วยเช่นกัน
       
       ด้านกลุ่มเคลื่อนไหว “ซีเรียน ออบเซอร์วาทอรี ฟอร์ ฮิวแมน ไรต์ส” ซึ่งมีจุดยืนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรีย และมีฐานการเคลื่อนไหวอยู่ในอังกฤษ ออกมาเปิดเผยโดยอ้างว่า มีนักรบญิฮัดกลุ่มไอเอสถูกสังหารไปไม่น้อยกว่า 70 รายจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่กินเวลาต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงต่อเป้าหมายเกินกว่าครึ่งร้อยจุด ทั้งในพื้นที่จังหวัดฮาซากาห์ จังหวัดเดียร์ อัล-ซอร์ รวมถึงจังหวัดรักกาที่ถือเป็นที่มั่นหลักของกลุ่มนักรบไอเอสในซีเรีย
       
       ขณะที่กลุ่มไอเอสออกมาประกาศจะตอบโต้การโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวหาว่า ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียภายใต้การนำของกษัตริย์อับดุลเลาะห์ อับดิลอาซิซ จะต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้เปิดทาง และอำนวยความสะดวกให้กับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตร ต่อชาวมุสลิมด้วยกัน
       
       ด้านอาบู โมฮัมเหม็ด อัล-อัดนานี โฆษกกลุ่มไอเอสออกมาระบุ นักรบรัฐอิสลามพร้อมต่อกรกับศัตรูที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ทั้งยังออกโรงเรียกร้องให้บรรดานักรบญิฮัดจากทั่วทุกมุมโลกช่วยกันก่อเหตุสังหารพลเมืองสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรที่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารคราวนี้
       
       ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรล่าสุด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขยายขอบข่ายปฏิบัติการทางทหารที่บารัค โอบามา ผู้นำเมืองลุงแซมออกมาประกาศต่อชาวโลกตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการกวาดล้างกลุ่มไอเอส ที่มีพฤติกรรมโหดเหี้ยมสังหารหมู่ประชาชนต่างศาสนาต่างความเชื่อแบบไม่เลือกหน้า และยังก่อเหตุสยองด้วยการตัดศีรษะพลเมืองของชาติตะวันตกไปหลายราย รวมถึงการบุกยึดครองพื้นที่ทั้งในซีเรียและอิรัก เพื่อสถาปนาการปกครองแบบรัฐอิสลามสุดโต่ง
       
       อย่างไรก็ดี แม้ปฏิบัติการทางทหารที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรต่อกลุ่มไอเอสคราวนี้ จะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากโลกอาหรับ แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้กำลังที่เกิดขึ้น ได้ถูกมองในเชิงลบและถูกต่อต้านอย่างหนักด้วยเช่นเดียวกัน
       
       ที่กรุงมอสโก ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียซึ่งถือเป็น “มหามิตรของระบอบอัสซาด”ในซีเรียได้ออกโรงประณามการโจมตีต่อกลุ่มไอเอสที่เกิดขึ้น โดยระบุเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการโหมกระพือความตึงเครียด และบ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเลวร้าย
       
       ขณะที่ฮาซัน นัสรัลเลาะห์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธชีอะห์ “ฮิซบอลเลาะห์” ในเลบานอนซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มไอเอส ที่เป็นพวกมุสลิมสุหนี่หัวรุนแรงระบุว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทอยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงและการสร้างความเกลียดชังในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะอ้างตัวเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” ในการออกโรงปรามกลุ่มไอเอสในครั้งนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐอเมริกาก็ “ชั่วช้า” และ “มือเปื้อนเลือด” ไม่ต่างจากกลุ่มไอเอส
       
       ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาในเชิงลบต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศคราวนี้ยังเกิดขึ้นในแผ่นดินอเมริกันเสียเอง โดยบรรดากลุ่มเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมและชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับหลายกลุ่มต่างออกมาแสดงความกังวลต่อการใช้กำลังทางทหารที่เกิดขึ้น และต่างมองว่า นี่ไม่ใช่หนทางที่จะขุดรากถอนโคนความรุนแรงและภัยคุกคามของพวกนักรบญิฮัดในซีเรียและอิรักอย่างแท้จริง
       
       ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินเลยไปนัก หากจะสรุปว่า แม้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและพันธมิตรต่อกลุ่มไอเอสคราวนี้อาจถูกมองว่ามีความจำเป็นสำหรับการหยุดยั้งพวกญิฮัดที่กำลังเหิมเกริม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง การโจมตีที่เกิดขึ้นกลับทำให้ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงปฏิบัติการ “ผักชีโรยหน้า” ของรัฐบาลบารัค โอบามา ที่ต้องการ “กลบเกลื่อนรอยด่างพร้อย” และความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตัวเองในภูมิภาคตะวันออกกลาง
       

 

       ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลของชายที่ชื่อบารัค โอบามานี่เอง ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อกำเนิด และแผ่ขยายอิทธิพลของพวกนักรบญิฮัดในทุกวันนี้ จากการที่โอบามาให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏในซีเรีย แบบไม่ดูตาม้าตาเรือในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้โค่นล้มระบอบการปกครองของบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรีย โดยสหรัฐฯมิทันได้ตระหนักว่า ในฝ่ายกบฏซีเรียที่ตนหนุนหลังแบบไม่ลืมหูลืมตาอยู่นั้น มีพวกนักรบสุดโต่งแฝงตัวอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก และโอบามาเองก็คงนึกไม่ถึงว่า พวกนักรบญิฮัดเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯเสียเองอย่างในเวลานี้ 

 

 

 

 

 

 

 

                                                               

 

 

เหตุ "มติชนออนไลน์"-"เบื้องลึก เบื้องหลัง พฤษภา 35 ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด" เขียนโดยนักข่าวอิสระ รุ่งมณี เมฆโสภณ  เป็น เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 หรือที่รู้จักกันในนาม “พฤษภาทมิฬ” ซึ่งผู้เขียนได้มองย้อนไปถึงเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงเหตุการณ์ได้อย่างชัดแจ้ง มากขึ้น

 


นอกจากนั้นยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับตัวบุคคลในเหตุการณ์ที่ผู้เขียนรวบรวมจากที่ต่างๆทั้งที่เกิดในอดีตมานานนับสิบปีหรือเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ และอาจทำให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในแวดวงการเมืองปัจจุบัน


หนึ่งในข้อมูลดังกล่าวคือ จดหมายลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ซึ่ง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต"ยังเติร์ก"ได้เขียนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี โดยรุ่งมณีอ้างอิงว่า นำมาจากนิตยสาร Voice of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ปักษ์แรก เดือนพฤศจิกายน 2552


อย่างไรก็ตามผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านจดหมายดังกล่าวด้วยเนื่องจากปัยหาของความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 1-3 เมษายน 2524  ในช่วงกบฎเมษาฮาวาย
-----------------------------------

๑๐๖/๕ ซอยลาดพร้าว ๓๕  ถ.ลาดพร้าว แขวงจันทน์เกษม   เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐

๙ กันยายน ๒๕๕๑

 

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานองคมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)


๑. กระผมมีเรื่องเรียนว่า ติดใจตลอดเวลาเกี่ยวกับคำพูดของฯพณฯถึงผมว่า “คนชั่วอย่างมนูญเป็นประธานวุฒิได้ยังไง ? ”


เอาเรื่องประธาณวุฒิฯ กระผมได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมได้คะแนน ๑๑๔ เสียง ในขณะคนที่ ๒ ได้ ๒๘ เสียง ผมจึงได้เป็นประธานวุฒิสภาครับ


๒. ฯพณฯ ได้สั่งไม่ให้กระทรวงกลาโหมรับผมกลับเข้ารับราชการ คนที่ไปขอให้ผมและบอกผมคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์


๓. ฯพณฯ สั่ง(เซ็นเซอร์)และ(เซ็นเซอร์)(ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับ ฯพณฯ แล้ว เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ตอนผมกลับมาจากประเทศเยอรมัน) คนที่บอกผมมีหลายคนและมีพฤติกรรมดังนี้


๔. ฯพณฯ เล่นการเมืองกับผมตั้งแต่ 1 เมษายน ๒๕๒๔ และผมเสนอให้ ฯพณฯ(เซ็นเซอร์) แต่พอ พ.อ.ประจักษ์ ฯ จะยิง ฯพณฯท่าน ฯ ก็ให้ผมช่วย ผมก็ช่วย ทำให้ พ.อ.ประจักษ์ ฯ ไม่ยิง ฯพณฯ ท่าน


คราวนี้ถึงข้อที่ผมติดใจว่า คนชั่วในความคิดของ ฯพณฯท่าน, ในสายตาของ ฯพณฯ ท่านผมไม่ทราบว่า ฯพณฯ ท่านพิจารณาจากปัจจัยอะไร ? ผมอยากทราบจริงๆ


แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้ ฯพณฯท่านพิจารณาตนเอง(รูป-นาม) ว่า ฯพณฯ จากที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ มาเป็นผู้ช่วยบัญชาการทหารบกนั้นเป็นอย่างไร ฯพณฯ มีเพื่อนเพียงไม่เกิน ๕ คน คือ พล.ต. สุดสาย,พล.อ.ประจวบ,พล.อ.ไพจิต,พล.ท.สท้าน

 

ในขณะนั้น ฯพณฯ พูดกับ รณชัย(ปี้ด)(หมายถึง พล.อ.รณชัย ศรีสุวรนันท์ ซึ่งเคยร่วมกับพลตรีมนูญกฤตทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม เมื่อ1-3เมษายน2524 ขณะนั้นมียศพ.ท.) ว่า ฯพณฯ ท่านคงเกษียณแค่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก


แต่ผมคิดว่า เหล่าม้า เราหาคนดียาก ผมจึงนำเสนอเพื่อน ขอร้องให้พิจารณา ฯพณฯ เมื่อส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมกับ พ.ท. ชายชาญ เทียนประภาส จึงไปขอความกรุณาจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม


ในขณะนั้น(กลางเดือน กันยายน ๒๕๒๑) ตอนแรก ฯพณฯ ถามผมว่า จะเอา พล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ไปอยู่ที่ไหน แล้ว ๕ เสือ ทบ.เก่า อาวุโสกว่าทั้งนั้น เขาจะว่าอย่างไร


ผู้ใหญ่ใน ทบ. , บก.สส.(เสือป่า) ในกลาโหม ขณะนั้นไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลยกับการที่ ฯพณฯ ท่าน จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยไปไล่ พล.อ.เสริม ณ นคร

 

ฯพณฯท่าน ทราบไหมว่า? ทำไมท่านจึงได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ข้ามผู้ใหญ่หลายคน และดันพล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส.


ด้วยความที่ ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องเสียสละให้ ฯพณฯท่าน ส่วนพล.อ. เสริม ฯ ต้องเสียใจมาก แต่ท่านดีใจบนความไม่สบายใจของคนอื่น แล้วท่านเคยถามผมสักคำไหมว่า ผมกับ พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส ต้องปฎิบัติการอย่างไร ผมต้องทำทุกอย่างให้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ.ใน เดือนตุลาคม ๒๕๒๑ ให้จนได้


ในที่สุด ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ท่านก็ได้เป็น ผบ.ทบ. ท่ามกลางคนด่า ผมถูกรุ่นพี่ จปร.๕-๖ ด่าทุกวัน

 

ท่านรู้ไหมครับ ? เขาด่าว่าผมทำลายระบบกองทัพบก อีกอย่างท่าน ฯพณฯ ไม่มีผลงานอะไร? ที่เป็นการริเริ่มและโดดเด่น และเป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพ


แม่ทัพภาค ๑ (พล.ท.อำนาจ ดำริห์การ) เรียกผมไปพบที่กองทัพภาคที่ ๑ ในขณะที่ผมเดินทางไปทหารราบ ร๑รอ. เขาเตรียมกำลัง เบิกอาวุธกันแล้ว แต่ถูก คุณหญิงแสงเดือน(ภรรยาพลเอกเสริม)บอก พล.อ.เสริม ณ นคร ให้หยุดท่านจึงหยุด มิฉะนั้น เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ คงได้มีการปะทะกันระหว่าง ทหารม้า(ผม) กับทหารราบแล้ว ฯพณฯ ท่านเคยทราบบ้างไหมครับ?


แล้ว ฯพณฯ ท่านก็เสวยสุข เอาแต่เพื่อน ๆ และคนคอยประจบสอพลอ มาใช้อย่างใกล้ชิด ทำผิดระบบ “คุณธรรม” ( MERIT SYSTEM )ทางการ จึงทำให้ทหารซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการปัองกันประเทศต้องอ่อนแอลง นับตั้งแต่ ฯพณฯ เป็น ผบ.ทบ. เป็นต้นมา แล้ว ฯพณฯรู้ไหมว่า จะมีคนยิง ฯพณฯ ที่หนองคุง แต่ผมก็ต้องเอาตัวผมกัน ฯพณฯท่านไว้


ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งตอนที่ ฯพณฯ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ผมชั่วใช่ไหมครับ ?


สมัคร สุนทรเวช สัมภาษณ์ ด่าว่าเอาหมาขี้เรื้อนที่ไหนมาเป็น ผบ.ทบ.พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต รู้จึงได้ไปว่านายสมัคร ครับ ผมชั่วใช่ไหมครับ? ที่ทำให้ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก


ฯพณฯ ท่านครับ ใครเป็นคนไปกับ ฯพณฯ ที่เข้าไปพักบ้านสี่เสา จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ พล.อ กฤษณ์ สีวะรา บอกผมว่า บ้านสี่เสาอนุญาตให้ พล.ร.อ สงัด ชะลออยู่ พักแทนท่านเพราะตอนนั้นท่านอยู่สวนพุดตาน ผมชั่วใช่ไหมครับ?


ฯพณฯ ท่านสั่ง(เซ็นเซอร์)ผม ทั้งๆ ที่ผม SAFE ชีวิตฯพณฯท่าน ตลอดเวลา ทำคุณบูชาโทษ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเป็น ผบ.ทบ.ของ ฯพณฯ ท่าน ยังมีอีกครับ


ส่วนตอนที่สอง คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ ฯพณฯท่านเป็นรัฐมนตรีการกลาโหม และตอนที่สาม คือ เดือนมีนาคม ๒๕๒๓ ฯพณฯท่านเป็นนายกรัฐมนตรี (แล้วผมจะอธิบายรายละเอียดในการปฎิบัติที่แสนยากเข็ญอย่างไร? ) รวมทั้ง เบื้องหลัง ๑ เมษายน ๒๕๒๔ และ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ครับ ...


ในคืนวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ จำได้ไหมว่า ฯพณฯ พูดว่า “ต้องเป็นเดี๋ยวนี้” ที่บ้านพัก ผช.ผบ.ทบ. (สวนรื่น) ถ้าไม่ได้ก็ต้องยึดอำนาจ ผมเป็นผู้เรียนฯพณฯว่า (...เซ็นเซอร์....) ฯพณฯ พยักหน้า ผมก็สั่งเตรียมกำลัง

 

หลังจากนั้น ผมและพ.อ.แสงศักดิ์ ฯ พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส จึงไปบ้าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเข้าไปในคืนวันนั้นเลย และไปเรียนขอตำแหน่งผบ.ทบ.ให้ ฯพณฯ ท่าน


ปัญหากองทัพที่เป็นวิกฤตมาจากสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้กองทัพอ่อนแอ และแตกความสามัคคีเช่น ปล่อยให้มีการโกงทุกระดับ ทั้งผู้บังคับหน่วย,ข้าราชการทุกระดับ ( การจัดซื้อ ,จัดจ้าง รับเหมก่อสร้าง ) โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทธโทปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ


ท่านปล่อยนายทหารที่มีโอกาสโกง ดูผลจากความมั่นคง ร่ำรวย ของนายทหารทุกชั้นยศ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน นายทหารที่เคยยากจน เดี๋ยวนี้มั่งคั่ง,ร่ำรวยผิดปกติ เช่น พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (เขายายเที่ยง) และยังมีอีกว่า(ครั้งหนึ่งฯพณฯท่านเคยพูดกับผมว่า พล.อ.สุรยุทธ ฯ ไม่มีปมด้อย และ ครั้งหนึ่งเมื่อก่อนเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ ท่านเคยพาพวกผมไปบ้านของ ฯพณฯ ท่านเองที่เขาใหญ่ก่อนที่ ฯพณฯ ท่านจะเป็นผบ.ทบ. )เช่นกัน...


ยังมีอีกเรื่องคือ พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส ยังเป็นคนสำคัญและเป็นหลักช่วย ฯพณฯ ท่านโดยไม่หวังผลอะไรเลย ซึ่งตอนนั้น ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ฯ เป็นนายกฯ ก็เชื่อในเหตุผลของ พ.ท.ชายชาญ ฯ และสนับสนุน ฯพณฯ ให้เป็น ผบ.ทบ.


แต่พ.ท. ชายชาญก็มาถูกยิงที่ จ.อุบลราชธานี ในเขตพื้นที่ กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบทบ. รมว.กลาโหม และ นายกรัฐมนตรี จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมา ๒๘ ปีแล้ว แต่ฯพณฯ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนสั่งยิง พ.ท. ชายชาญ เทียนประภาส ฯพณฯ ท่านต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ฯพณฯ ท่านคิดว่าสมัยนั้น ฯพณฯ ท่านได้ทำถูกต้องตามหลักคุณธรรมและบริหารประเทศดีแล้วหรือ ครับ...?


ขอแสดงความนับถือ

พล.ต.(ลายมือชื่อ)

( มนูญกฤต รูปขจร )

โทร. ๐๒-๕๑๒๕๒๕๒ 
โทรสาร ๐๒-๕๑๒๒๕๕๒

 

เอางี้
จับได้  ก็หาว่าแพะ  คุณก็พิสูจน์สิครับว่าแพะ  ตำรวจที่ทำงานแบบนี้ไม่ควรเอาไว้
แต่เขายืนยันว่า  ดีเอ็นเอ  ตรงกับของผู้ร้าย  ผมก็ต้องเชื่อว่าไม่ใช่แพะ
คุณมีหลักฐานว่า ดีเอ็นเอ  ไม่ตรงหรือป่าว  ผมจะได้เชื่อคุณ  ว่าจับแพะ
ถ้าไม่มี  รับผิดชอบอะไรบ้าง  ให้กำลังใจคนทำงานด้วย   
  
   
   
 
   
 
 
 

 

 

 

 

 

 

   

งงกับตำรวจไทย ???

........  ตำรวจให้สัมภาษณ์ว่าได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของนายเมาไว้ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้ตรวจเพราะต้องรอคิวซึ่งยาววววมากกก  


อ้าววววว ........ แล้วทำไมผู้ต้องหาอีก2คนที่เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอทีชุดหลังนายเมาแต่ได้สิทธิ์ตรวจก่อน แล้วรู้ผลเลยทันงั้นเหรอ ??????   ตกลงเนี่ยจะให้มีคิวหรือเปล่าครับ

แล้วเรื่องถุงยางตรวจภายนอกภพดีเอ็นเอของเหยื่อติดอยู่ซึ่ง OK    แต่ตรวจภายในถุงยางกลับไม่พบอะไรเลยเพราะมีสิ่งปนเปื้อน  !!!!!!!??????????????????  งงกับตำรวจไทยแล้วยังงี้จะไม่ให้ชาวบ้านเค้าสงสัยได้ไง
คดีไม่โปร่งใส ...ก็ต้องพิสูจน์ก่อน....อย่าเพิ่งตัดสิน...เรื่องDNAควรจะมีหน่วยงาน จากหน่วยกลางอาจจะเป็นอังกฤษ หรือประเทศที่3ก็ได้ คือเรารับไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาไม่ได้ทำ..(ดูหน้าตาตอนเข้าแถวสิ... ถ้าไม่ได้ทำน่าสงสารมาก ) คนสงสัยครึ่งประเทศก็ต้องพิสูจน์สิ..!! แล้วให้ประเทศที่3 สรุปอีกที ....
แค่นี้ก็แก้ข้อกังขาได้แล้ว...!! ดูโปร่งใส และมีศักดิ์ศรี ด้วย       
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  

 

 

 

มันก็น่าจะลงอยู่หรอก มีแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าใจกว้างจริงไปดึงทีมสมัยรัฐบาลเพื่อไทยมาทำก็เริ่มได้เลยเพราะเค้าพร้อมอยู่แล้วขาดแค่เงิน ป่านนี้เริ่มมีการจ้างงานหลายอัตราไปแล้ว

มัวแต่ไปสนใจเรื่องบ้าๆบอๆ แก้ไขราคาลอตเตอรี่ ซึ่งมันไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย แถมยังเหลวไม่สามารถทำให้ราคาลงมาที่ 80 ตามที่โม้ไว้

ตอนนี้ในตลาดหุ้นมีแต่เม่าทั้งนั้น เพราะเม่าไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอะไร เพราพ อสังหาก็เริ่มเงียบ ทองไม่ต้องพูดถึง มีหุ้นนี่แหละที่ยังพอเชิดหน้าชูตาเพราะมันถูก ผลตอบแทนดี แต่ดูดีๆแล้วนักลงทุนต่างชาติหายไปเยอะ

กลัววันใดวันนึงจะฟองสบู่แตก

จบวันนี้ที่ -27.15 อิ๊บอ๋ายแว้ววว
คราวนี่ก็ไม่น้อยหน้า จากวันศุกร์ เกือบ 60 จุดแล้วเฮีย. เฮียจะเอาอีกกี่จุด แค่นี้ผมก็หน้าเขียวแล้วครับเฮีย อย่าให้ถึงร้อยเลยนะ. รากหญ้าขอรัอง

 

  

guest

Post : 16/09/2014 18:29     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  เเมวตายหมู่

 

                    เเมวตายหมู่

 
 
 
 
 
 
ผวาแมวตายหมู่ 30 ตัว สธ.คาดป่วย “ไข้หวัดแมว“ 

 

 

(8 ก.พ.) น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแมวตายกว่า 30 ตัว ที่หมู่บ้านที่ 1 และ 3 ต.วังแขม อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่เคยตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกมาก่อนว่าได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จ.พิษณุโลก ลงพื้นที่ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์กำแพงเพชร เพื่อควบคุมป้องกันโรคที่หมู่บ้านที่พบแมวตาย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่งซากแมวตรวจชันสูตรหาเชื้อ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก ผลการตรวจเบื้องต้น ไม่พบเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า

 

ในบ้านที่พบแมวตายประชาชนควรทำความสะอาดพื้นบ้านด้วยผงซักฟอก รวมถึงทำลายอุปกรณ์ต่างๆ หลังใช้ โดยการให้ฝังหรือเผาทำลายทิ้ง หรือหากยังมีแมวตายเพิ่มให้กำจัดซากแมวโดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ขุดหลุมฝังลึก 75-100 เซนติเมตร หรือใช้วิธีเผาทำลาย ซึ่งสิ่งสำคัญของการทำความสะอาดหรือกำจัดซากแมว ประชาชนควรจะสวมถุงมือยางหรือสวมถุงพลาสติก และสวมหน้ากากป้องกันโรค พร้อมทั้งเผาทำลายหรือฝังอุปกรณ์ทั้งหมดหลังจากใช้งานเสร็จเพื่อความปลอดภัย

 

ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม.เฝ้าระวังอาการป่วยในคน โดยเฉพาะในบ้านที่มีแมวตาย ให้สังเกตอาการป่วยทุกวัน เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ หากพบว่า มีไข้ ไอ หอบ ให้ส่งตัวไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วย

 

ด้านสพญ.อภิรมย์ พวงหัตถ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ลักษณะอาการของแมวน่าจะเกิดจากการติดเชื้อในกลุ่มพาร์โวไวรัส (Parvo Virus) ส่งผลทำให้เกิดโรคไข้หวัดแมวซึ่งอาการของโรคนี้หลังจากได้รับเชื้อใน 2-7 วัน จะมีอาการท้องเสียอาเจียนสำหรับลูกแมวที่มีอาการรุนแรงอาจตายภายใน 7 วัน บางตัวมีอาการตาบอดจนถึงเป็นอัมพาต ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแมว แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้ไม่สามารถติดต่อสู่คนและสุนัขได้

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
วันอังคารที่ 23 กันยายน 2557 เป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
 


 
 
 
 
 
 
พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัส
ข้อความนี้ (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกว่า :-

โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !
อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !
กายที่น่าพอใจบัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว.
แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ
มันย่ำยีหมดทุกคน.

อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุ
สังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้
ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์;
ทรงปฏิเสธ)

อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่
เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว. (พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจน
ครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของ
พระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่
พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว)

อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม,

อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์
จะต้องพลัดพรากจากของรั