Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 14/12/2014 20:31     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ยาฆ่าเเมลง

 

                        

 

“การบริโภคผักและผลไม้วันละ 400-800 กรัม จะช่วยลดการเกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน เต้านม และกระเพาะปัสสาวะ”

 

นั้นคือคำแนะนำของแพทย์ ผมแปลข้อความนี้จากภาษาอังกฤษที่แชร์กันใน facebook ผมขออนุญาตแปลคอมเมนต์ถัดไปมารับใช้ว่า “แต่อย่าบริโภคผักและผลไม้จากเวียดนาม จีน และไทย เพราะมันยิ่งจะทำให้ท่านเป็นมะเร็งไวยิ่งขึ้น”

 

จากนั้นก็มีคนส่งข้อความเข้ามาเตือนอันตรายจากผลิตภัณฑ์เกษตรจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ + จีน อ่านแล้วปวดใจครับ เราเป็นประเทศผลิตอาหารป้อนโลก แต่เรากลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหารจนบั้นปลายท้ายที่สุด โลกกลับกลัวผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารจากประเทศของเรา และจากภูมิภาคของเรา

 

อย่าดัดจริตเถียงผู้บริโภคโลกเลยว่า อาหารของเราปลอดภัย อยากให้ท่านมาดูนาข้าวแถวลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก ฉะเชิงเทรา ที่ฉีดยาฆ่าแมลงกันบ้าเลือด หรือมาบ้านที่ผมพำนักพักอยู่ในเวลานี้ ที่แขวงขุมทอง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ก็ได้ บ้านผมอยู่ติดกับทุ่งนาเลยนะครับ ชาวนาข้างบ้านท่านปลูกข้าวปีละ 3 ครั้ง และฉีดยาฆ่าแมลงทั้งปี ทุกครั้งที่ท่านฉีดยา พ่อผมก็จะสั่งปิดบ้าน และห้ามใครกลับมาจนกว่าจะค่ำ เมื่อลมพัดละอองยาฆ่าแมลงไปหมดแล้ว

 

ฝนตกคราใด น้ำฝนก็จะชะยาฆ่าแมลงลงไปในคลอง หนองน้ำ แถวนี้มีบ่อปลาเยอะ ยาฆ่าแมลงก็ไหลลงไปในบ่อปลา คนกินปลาก็คือกินมะเร็ง

 

เดี๋ยวนี้ คนไทยยังหนุ่ม ยังสาวอยู่แท้ๆ แต่วันดีคืนดีก็มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างเร็ว ชอบเป็นไข้เรื้อรัง โทร.ไปทีไรก็จะได้คำบอกว่า เป็นไข้ เป็นไข้ เป็นไข้ คนที่ผมรู้จักหลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ ตนใจหวิวคล้ายกับหิวข้าวบ่อย หน้าซีดบ่อย มีอาการจะเป็นลมบ่อย ฯลฯ พวกนี้นี่คืออาการร่วมกันของมะเร็งทั้งนั้น ไม่ว่าจะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้เล็ก/ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ ซึ่งหนึ่งในหลายสาเหตุคือ ทานอาหารไม่ปลอดภัย

 

อยากพิสูจน์เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปไกลเลยครับ วันเสาร์อาทิตย์มีเวลาว่าง ผู้อ่านท่านพาผู้คนในครอบครัวของท่านขับรถเล่นเย็นใจไปตามตรอกซอกซอยในพื้นที่เกษตรชานกรุงเทพฯ และปริมณฑล ท่านจะเจอการฉีดยาฆ่าแมลง นี่แหละครับ เห็นภาพพวกนี้ด้วยตาตัวเองแล้ว คนในครอบครัวของท่านจะได้ช่วยกันเลือกอาหารที่จะรับประทาน ว่าจะต้องปลอดภัยเท่านั้น

 

ไม่แค่เฉพาะชานกรุงเทพฯ อาหารมะเร็งอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นในประเทศไทย ลองขับรถไปตามสวนแถวภาคตะวันออกก็ได้ โอ้โฮ ป้ายโฆษณาสองข้างทางที่จังหวัดระยอง ตราด และจันทบุรี มีแต่โฆษณายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า มีแต่พวกสารเคมี ที่น่าตกใจก็คือ โฆษณาในวิทยุท้องถิ่นเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องยาฆ่าแมลงและยาปลุกอารมณ์ทางเพศ

 

แถวบ้านพ่อผม พอฤดูหนาวเข้ามาเยือน หนองบึงที่เคยเปี่ยมน้ำก็เริ่มแห้ง กุ้งหอยปูปลาที่ตามน้ำลงไปไม่ทันก็จะตกค้างอยู่ในแอ่ง พี่ป้าน้าอาของผมก็จะไปจับ มีตั้งแต่ปลาซิว ปลาซ่า ปลาหมอ ปลาตะพัด ปลาตะเพียน ปลาบู่ ปลากระดี่หม้อ ปลาดุก ปลาช่อน ฯลฯ

 

สมัยก่อนง่อนชะไร ตอนที่ยังไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงกันมาก สัตว์น้ำเหล่านี้คืออาหารอันโอชะของชาวบ้าน ย่าผมเคยทำต้มยำป่าปลาช่อนอร่อยมาก ป้าเนยก็แกงอ่อมปลาดุกใบยอได้แซ่บอย่าบอกใคร อีน้องเคยทำต้มกะทิปลาหมอมาให้พวกเราทานตอนลงแขกเก็บเงาะ แม้แต่ปลากะทิง พ่อของผมยังเอามายำกับมะม่วงเปรี้ยวซอย ที่มีตะไคร้ซอยเฉียงบางๆ พ่อโรยน้ำตาลทราย ใส่มะนาว อุ๊ย เขียนถึงแล้วน้ำลายไหลลงไปที่แป้นคอมพิวเตอร์เลยครับ

 

ทว่า ผู้อ่านท่านที่เคารพ ปัจจุบันทุกวันนี้ ปลาน้ำจืดกลายเป็นอาหารที่มีแต่สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคร้ายประเภทอื่น ประชาชนคนของเราที่ยากจนอยู่แล้ว ยังต้องดิ้นรนขวนขวายหารายได้เอาไปซื้อยามารักษาตัว บางคนต้องวิ่งหาสตางค์เอาไปฉายรังสี ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ ทำสแกน ส่องกล้อง และทำเคมีบำบัด

 

คนที่จนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจนเข้าไปใหญ่

ที่รวยขึ้นคือเจ้าของสารเคมีหรือผู้นำเข้ายาฆ่าแมลง

ไม่มีนโยบายของพรรคการเมืองไหนพูดถึงเรื่องนี้

เพราะได้รับเงินบริจาคจากบริษัทฆ่ามนุษย์กันถ้วนหน้า

ได้รับกันทุกพรรค ท่านไปตรวจสอบดูเถิด.

 

 

คุณนิติ นวรัตน์

 

 

 

 

สารพิษอันตราย ยาฆ่าแมลง สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ที่ รัฐไทย ปล่อยปะละเลย จนคนไทยป่วยโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสาเหตุโรคร้ายแรงต่าง ๆ อีกมากมาย ความรุนแรงกำลังทวีสูงขึ้น อย่างน่ากลัว

 

ว่าด้วยเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช ข้อมูลเมื่อปี 2553 พบว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรเป็นอันดับที่ 48 ของโลก
แต่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก
ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นอันดับ 4 ของโลก
หากดูปริมาณนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชของปี 2552 พบว่ามีการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชทั้งสิ้น 118,152 ตัน
เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากเมื่อปี 2545 ซึ่งมีปริมาณนำเข้า 39,634 ตันโดยตัวเลขการนำเข้านี้มีแนวโน้มสูงขึ้นมาตลอด

 

ในจำนวนการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชนี้ จำแนกได้เป็น การนำเข้าสารกำจัดแมลง (Insecticide) 19,709 ตัน

 

สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) 8,485 ตัน สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) 85,821 ตัน และอื่นๆ อีก 4,137 ตัน

 

ขณะที่ในการฉีดพ่น มีรายงานวิจัยจากต่างประเทศพบว่า สารเคมีที่ฉีดพ่นออกไป มีเพียงร้อยละ 0.2 ที่โดนแมลงโดยตรง
ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 99.8 จะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม

 

เช่นเดียวกับกรมวิชาการเกษตรของไทย เคยรายงานว่า มีเพียงร้อยละ 1 ที่โดนแมลงและทำให้แมลงตาย

 

ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 3 โดนแมลงบางส่วน แต่ไม่ใช่จุดสำคัญ

ร้อยละ 10 ระเหยทิ้ง

ร้อยละ 15 ฉีดไปแล้วพลาดเป้าหมาย

ร้อยละ 30 ปลิวกระจาย

และร้อยละ 41 ตกค้างบนพืช


ดังนั้นการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจึงไม่เพียงมีผลทำลายแมลงและวัชพืช แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งในบรรยากาศ ในน้ำ และแทรกซึมสะสมอยู่ในชั้นดิน

รวมถึงเป็นอันตรายต่อ

สุขภาพของทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย

 

 

 

    

 

2

 

 

 

จากข้อสงสัยเคลือบแคลงในโครงการรับจำนำข้าวที่มีการเก็บสต็อกในโกดังเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ข่าวลือแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดียว่าข้าวไทยบรรจุถุงอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีในระดับสูง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดวิตกว่าข้าวสารที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดสามารถบริโภคได้หรือไม่

 

ไม่เพียงแต่ ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยจะถูกตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ปลอดภัยแล้ว ยังมีพืชผลทางการเกษตรอีกมากมายหลายชนิดที่ควรได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารเคมีร้ายแรง 4 ชนิดที่นานาประเทศประกาศให้เป็น ‘สารต้องห้าม’ ได้แก่ คาร์โบฟูราน (Carbofuran) เมทโทมิล (Methomyl) อีพีเอ็น (EPN) และไดโครโตฟอส (Dicrotophos) ขณะที่ประเทศไทยกลับยังมีการพึ่งพายาฆ่าแมลงเหล่านี้อย่างแพร่หลายโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน

 

 

 

photof

 

 


ในน้ำมีปลา…ในไร่นามีสารพิษ

 

ปี 2554 ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอันดับที่ 5 ของโลก คือ 0.86 กิโลกรัมต่อเฮกเตอร์ โดยอันดับที่ 1-4 ได้แก่ ฝรั่งเศส เวียดนาม สเปน และบราซิล

 

ส่วนรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า ไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงเป็นอันดับ 1

 

เดือนกรกฎาคม 2554 มีการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานในผักและผลไม้จาก 70 ประเทศที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ปรากฏว่าสินค้าจากประเทศไทยมีสารพิษตกค้างสูงสุดเป็นอันดับ 1 และถูกตรวจพบบ่อยครั้งที่สุดในโลก

 

ณ ปัจจุบันไทยยังไม่มีการกำกับควบคุมปริมาณการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างจริงจัง และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นแทบทุกปี โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว กล่าวคือ ในปี 2542 มียอดนำเข้าประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ตัวเลขการนำเข้าพุ่งขึ้นเป็นกว่า 22,000 ล้านบาท หรือประมาณ 164 ล้านกิโลกรัม (สำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร, 2555)

 

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ไทยกำลังประสบวิกฤติการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงหลายด้าน ทั้งร่างกายของเกษตรกร ความปลอดภัยของผู้บริโภค คุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และผืนแผ่นดินที่แทบจะกลายเป็น ‘ไร่นาเคมี’ ไปทั้งประเทศ

 

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นลูกค้าผู้ภักดีต่อสินค้าเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร และตกอยู่ใต้อาณัติของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เพียง 6 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งของตลาดสารเคมีการเกษตรโลก นั่นคือ ไบเออร์ (เยอรมนี) ซินเจนทา (สวิตเซอร์แลนด์) บีเอเอสเอฟ (เยอรมนี) ดาวน์ อะโกรไซแอนซ์ (สหรัฐอเมริกา) มอนซานโต (สหรัฐอเมริกา) และดูปองท์ (สหรัฐอเมริกา) เมื่อนำเข้าสารเคมีเข้ามาแล้ว บริษัทท้องถิ่นของไทยก็ดำเนินธุรกิจหากินบนหลังคนด้วยการจัดจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าต้นทุนวัตถุดิบอีกหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแม้แต่บาทเดียว โดยอ้างว่าเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการเกษตร จึงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

 

 

c


 

ขนาดแมลงยังตาย แล้วคนจะไปเหลืออะไร

 

พิษภัยของการใช้ยาฆ่าแมลงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ดังเห็นได้จากสถิติการตรวจเลือดของเกษตรกรเพื่อวัดระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พบว่า เกษตรกรมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในร่างกายในระดับเสี่ยงสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 29.41 ในปี 2545 เพิ่มเป็นร้อยละ 39 ในปี 2554 โดยไม่มีแนวโน้มลดลง

 

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขประมาณการว่า มีเกษตรกรที่เสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยถึง 6 ล้านคน โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยจากยาฆ่าแมลงประมาณ 200,000-400,000 คน ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่โรคเรื้อรังอื่นๆ อาทิ มะเร็ง เบาหวาน โรคของต่อมไร้ท่อ ฯลฯ (แผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ, 2548)

 

ไม่เว้นกระทั่งตัวของผู้บริโภคเองที่ย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ดังผลการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN: Thailand Pesticide Alert Network) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ ที่ได้สุ่มตรวจผักยอดนิยม 7 ชนิด คือ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่วางขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ตลาดสด และรถเร่ในเขตกรุงเทพฯ พบปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานสหภาพยุโรปถึงร้อยละ 40 โดยได้รับคำยืนยันจากห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555

 

สอดคล้องกับผลสำรวจของ อย. ที่พบว่าผักสดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 359 ตัวอย่าง มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงตกค้างทั้งในผักที่มีเครื่องหมายปลอดสารพิษและที่ไม่มีเครื่องหมาย ร้อยละ 51.8 และ 63.7 ตามลำดับ

 

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระแสรณรงค์ขององค์กรภาคประชาชนและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ให้เลิกใช้สารเคมีร้ายแรงทั้ง 4 ชนิด ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน และกำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง

 

 

 

เกษตรเคมี4_resize

 

 

 

หยุดขึ้นทะเบียน 4 สารเคมี

 

ทำไมจึงต้องจำเพาะเจาะจงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 4 ชนิด ให้เป็นวัตถุอันตราย?

 

เหตุเพราะว่า แม้แต่ประเทศต้นทางการผลิตอย่างสหรัฐและเยอรมันยังรู้ซึ้งถึงพิษร้ายของสารเคมีที่ว่านี้เป็นอย่างดี จนต้องสั่งระงับการใช้โดยเด็ดขาด โดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (Environmental Protection Agency: EPA) ได้มีการประเมินผลการตกค้างของสารคาร์โบฟูรานในปี 2549 พบว่า การตกค้างของคาร์โบฟูรานในอาหารมีความเสี่ยงร้ายแรง ‘เกินระดับที่ EPA จะยอมรับได้’

 

จนกระทั่งปี 2551 EPA ได้ข้อสรุปจากผลการวิจัยทั้งหมดว่า ‘คาร์โบฟูรานที่ตกค้างในอาหารไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น’ จึงมีการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดนี้ในผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดของสหรัฐตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

 

เช่นนี้แล้วประเทศปลายทางอย่างไทยจะยังดึงดันฝืนใช้ต่อไปอีกทำไม

 

สำหรับแนวทางที่สามารถควบคุมการใช้สารเคมีร้ายแรงทั้ง 4 ชนิดได้อย่างเห็นผลก็คือ การประกาศห้ามใช้และไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงควรออกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีผลตามกฎหมายทันทีคือ ห้ามการนำเข้า จำหน่าย หรือใช้ รวมทั้งการไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเมื่อพบว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวมีผลการศึกษาและข้อมูลหลักฐานว่าเกิดพิษภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบันสารเคมีอันตรายทั้ง 4 ชนิด ถูกจัดให้อยู่ใน ‘บัญชีวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวัง’ เท่านั้น แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายดังกล่าว ทั้งที่นานาประเทศได้กำหนดให้เป็นสารเคมีต้องห้ามแล้ว

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีข้อสังเกตหนึ่งว่า เหตุที่ไทยไม่สามารถยกเลิกสารเคมีทั้ง 4 ชนิดได้ เป็นเพราะมีเงื่อนงำ ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ อยู่เบื้องหลังหรือไม่

 

 

 

 

*********************************************

 

 

 

 

 

 

ไม่รู้แบ่งกันยังไง แต่ข่าววงในบอกว่า สินจัยได้หนึ่งเรื่อง กันตนาได้หนึ่งเรื่อง อีกสิบเรื่องรอเช็คอยู่

ท่าทางต้องแย่งกันแน่ๆ หนังคนดีนี่มันดีจริมๆ....................................... (ᗒᗜᗕ)՛̵̖

 

 

 

 

ปปช. จำหน่ายคดีถอดถอน สส.310 คน ด้วย รธน50 สิ้นสุดลง

 
 
 
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มประชุมนายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ประธานป.ป.ช.ได้ทำหนังสือถึง สนช.2 ฉบับคือ

1.รายงานการไต่สวนกรณีการถอดถอนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกจากตำแหน่ง กรณีมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 จากกรณีใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อพ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ซึ่งพบว่า การกระทำของนายกิตติรัตน์ฟังไม่ได้ว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป

2.กรณีขอให้ถอดถอนอดีต ส.ส.จำนวน 310 คน ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 กรณีร่วมลงคะแนนเห็นชอบร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมือง ในวาระ 3 ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 สิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นมูลฐานการพิจารณานำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงอีกต่อไป มีมติให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418895496

 

 ถ้างั้นกรณีของประธานสมศักดิ์ และประธานนิคม ก็ต้องตกไปด้วย

เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็สิ้นสุดลงแล้ว

 

ปปช....เริ่มเปิด แนวทาง สมานฉันท์ นิรโทษกรรม...ตอบสนอง คสช.แฟรงเก้น

 

 

 

 

 

 

รูปภาพของ Tisox Intax

 

 

 

ข้อเท็จจริงและประเด็นคำถาม: 

ข้อเท็จจริง
 เพื่อนบ้านของผู้ร้องส่งเสียงดังรบกวนในเวลากลางคืน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนรำคาญ
 
ประเด็นคำถาม
ผู้ร้องสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นได้หรือไม่อย่างไร
 

ความเห็นและข้อเสนอแนะ: 

การให้คำปรึกษา
 ในทางแพ่ง
เพื่อนบ้าน หรือ ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ๆบ้านของผู้ร้องส่งเสียงดังรบกวนจนได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถพักผ่อนนอนหลับได้ตามปกติ เป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 คุ้มครองเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เมื่อบุคคลใดใช้สิทธิของเขาให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหาย หรือ เดือดร้อนเกินความคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุสมควร เมื่อเอาสภาพและตำแหน่งของอสังหาริมทรัพย์นั้นมาประกอบ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเดือดร้อนเสียหายให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิในการได้รับค่าสินไหมทดแทน
ในกรณีที่ผู้ร้องไม่ทราบมาก่อนเลยว่า จะมีการส่งเสียงดังรบกวนจนได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ก็สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการกระทำดังกล่าว หรือ อาจจะขอให้ศาลมีคำสั่งใดที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ได้ และ หากผู้ร้องได้รับความเสียหายแก่ร่างกายอนามัย หรือ สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 แม้ว่าผู้ร้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา 1337 ไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิได้ค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดได้ อย่างไรก็ดี หากเกิดขึ้นเป้นครั้งคราวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ผู้ร้องก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ 

ในทางอาญา 
 สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบ ดำเนินคดีอาญาได้ โดยความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ลหุโทษ ฐานก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควรจนทำให้ประชาชนตกใจ หรือ เดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับ 100 บาท 

 

                            ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์

 Topมาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ทำนายฝัน คำที่มีคนฝันมากที่สุด

 

 

1. ฟัน
หญิงชายใดฝัน ว่า ฟัน ตนหัก ถ้า ฟัน บน ทายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา ถ้า ฟัน ล่าง ทายว่า จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา ถ้า ฝัน ว่ามี ฟัน งอกขึ้นใหม่ ทายว่า จะมีคนมาขออาศัยในบ้าน ไม่ดีนัก
เลขเด็ด  ยังไม่เหมาะแก่การเสี่ยงโชค
2. งูรัด
ฝันว่า งูรัด หรือเลื้อยมาพันร่างกาย ทายว่า ถ้าเป็นคนโสด จะได้พบเนื้อคู่อย่างกระทันหัน ถ้า งูรัด ส่วนของของร่ายกาย เช่น งูรัด คอ รัดบั้นเอว จะได้เนื้อคู่ฐานะดี หรือมียศศักดิ์ ถ้า งูรัด ต่ำลงมาถึงขาทายว่าจะได้เนื้อคู่ศักดิ์ต่ำกว่า ที่แต่งงานแล้ว ถ้าในฝันนั้นได้จับลำตัวของงูด้วย จะได้ลาภเป็นบุตรหรือลาภลอยจากการเสี่ยงโชคใหญ่
เลขเด็ด  55, 66, 556, 559, 568
3. งูกัด
ฝันว่าถูก งูกัด ทายว่า เพศตรงข้ามจะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จากเพื่อนบ้าน ถ้า งูกัด ต่ำก็เป็นเคราะห์เล็ก ถ้า งูกัด สูงจะได้รับเคราะห์หนัก หรือมิฉะนั้นจะเจ็บป่วยเพราะอุบัติเหตุในการเดินทาง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เลขเด็ด 54, 64, 95, 864, 71, 178
4. เสื้อ
ฝันว่าได้สวม เสื้อ ผ้าใหม่ ทายว่า จะหมดเคราะห์หายจากโรค รับรองว่าไม่มีกรำกรายแน่นอน ถ้าฝันว่าได้ถอด เสื้อ ผ้าออกจากร่าง ว้าว...!! ทายว่าจะได้รับข่าวจากญาติพี่น้องทางไกลที่จากกันไปนาน ถ้าฝันว่า ได้รับ เสื้อ ผ้าจากคนนำมาให้ ทายว่า จะมีคนมาขออาศัยอยู่ในบ้าน(เอาอีกและ) และจะนำความเดือดร้อนมาสู่ ถ้าฝันว่าซัก เสื้อ ผ้า จะได้รับโชค ลาภ (งั้นรีบเอา เสื้อ มาซักกันเยอะดีก่า...อิอิ)
เลขเด็ด  05, 06, 506, 550, 556, 646
5. เลือด
 หญิงชายใดฝันเห็น เลือด นอง หรือ เลือด ออกตามร่างกายตน ทายว่า จะหมดเคราะห์ และจะได้รับข่าวดีจากทางไกล ถ้าฝันว่าได้กิน เลือด เนื้อสัตว์ ทายว่า จะได้ลาภจากการเสี่ยงหรือการพนัน
เลขเด็ด  76, 78, 275, 378, 786
6. หมากัด
หญิงชายใด ฝัน ว่าถูก สุนัขกัด หรือ หมากัด ทำนายว่าผู้ที่ถูก หมากัด จะเคราะห์ร้ายหรือได้รับเคราะห์จากศัตรู หรือจากคนใกล้ชิด ถ้า ฝัน ว่า สุนัข เข้ามาเลียแข้งขา ทายว่าศัตรูจะเข้ามาเป็นมิตร ที่ร้ายจะกลายเป็นดี ถ้าฝันว่าได้อุ้มลูกหมาขนปุยน่ารัก ทายว่า คนในบ้านต่ำอายุกว่าจะก่อความเดือดร้อนใจให้ภายหลัง
เลขเด็ด  41, 43, 334, 493, 944
7. บันได
หญิงชายใดฝันว่าได้ก้าวขึ้น บันได บันได เลื่อนสู่ที่สูง ทายว่า การที่คิดไว้จะสมหวัง ถ้าฝันว่าตกจาก บันได จะได้รับความเดือดร้อนภายในครอบครัว
เลขเด็ด  22, 44, 68, 220, 441, 681
8. ตาบอด
ถ้าฝันว่าตัวเอง ตาบอด  มองอะไรไม่เห็น  แปลว่า จะโชคดี จะสมปรารถนาในทุกสิ่งที่ต้องการในเวลาไม่นาน

        ถ้าฝันว่าได้พูดคุยกับคน ตาบอด แปลว่า ในครอบครัวจะมีปัญหาที่สร้างความไม่สบายใจ ไม่ไว้วางใจกันเกิดขึ้น
เลขเด็ด  ไม่ควรเสี่ยง
9. งานศพ
ฝันว่าได้ไปร่วมพิธีใน งานศพ หรือเห็นผู้คนพลุกพล่านใน งานศพ ทายว่า จะได้รับข่าวดีเกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือการค้าขาย ถ้าเป็นคดีความ จะได้ชัยชนะฝ่ายตรงข้าม
เลขเด็ด  47, 27, 48, 437, 427, 484
10. หญิง
ฝันเห็น หญิง แปลกหน้า หญิง ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทายว่าการงานการเงินของท่าน จะมีผู้ หญิง เข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นไปในทางดี
 
เลขเด็ด  05, 06, 07, 256, 267, 507
11. ตาย
ฝันเห็นคน ตาย ทายว่า จะได้ลาภหรือหมดเคราะห์ ถ้าฝันว่าตนเอง ตาย จะหมดเคราะห์และจะได้ลาภติดตามมา
เลขเด็ด  07, 04, 407, 714

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพ่อปากแดง16/12/57
หลวงพ่อปากแดง16/12/57

 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เจ้าพ่อปากแดง
หวยเด็ด หลวงพ่อปากแดง 16/12/57 เลขเด็ดงวดนี้ หวยหลวงพ่อปากแดง 16 ธันวาคม 2557 มาแล้ว ไปดูกันเลย

หลวงพ่อปากแดง16/12/57

8

347

เด่น 4

746

40-04
43-34
47-74

รอง 8

586

82-26
86-68
89-98

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                        

 

ในที่สุดเรื่อง “คุกลับ” ที่สหรัฐอเมริกาใช้ปฏิบัติการทางการลับในประเทศไทย ก็กลับมาหลอกหลอน “คนไทย” อีกครั้ง คำถามถูกตั้งขึ้นมาทันทีว่า “คุกลับ” มีจริงหรือ???
       
       ซึ่งตามคิวแล้วคนในรัฐบาลก็ออกมาปฏิเสธตามสคริปต์ “สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ หรือ “ซีไอเอเมืองไทย” ก็ต้องออกมายืนยันว่า ไม่มีคุกลับ และไม่มีรายงานเรื่องการทรมานนักโทษในประเทศไทย โบ้ยไปว่าเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ
       
       ที่ผ่านมา ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ “คุกลับ” มักถูกเปิดเผยออกมาตามหน้า “สื่อมวลชน” โดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข่าวมานัก ทำให้น้ำหนักของข่าวเรื่องนี้มีน้อยและเลือนหายไปทุกๆ ครั้ง
       
       แต่ครั้งนี้เป็นการเปิดเผยรายละเอียดจาก “คณะกรรมาธิการมั่นคงและข่าวกรอง” ของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ทำให้ข่าว “คุกลับ” ในประเทศไทยดูมีน้ำหนักขึ้นมาทันที แต่สาเหตุหลักที่มีการแฉกันออกมาในครั้งนี้ หนีไม่พ้นเหตุผลทางการเมืองของสองพรรคการเมืองใน “เมืองมะกัน” เอง
       
       เพราะขณะนี้คะแนนนิยมของ “บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตลดน้อยถอยลงมาก เพราะอเมริกาชนไม่พอใจนโยบายการบริหารของ “มิสเตอร์ Change” ที่นับวันเศรษฐกิจยิ่งถดถอย
       
       แถมคะแนนนิยมในตัว “โอบามา” ที่ลดลง ยังส่งผลให้คะแนนนิยมของ “เดโมแครต” ลดลงเหมือนกัน ศึกนี้ยอมกันไม่ได้เพราะจะมีการเลือกตั้ง “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ” คนใหม่ในอีก 2 ปีข้างหน้า หากปล่อยให้คะแนนนิยมดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ มีหวัง “เดโมแครต” แพ้ตั้งแต่ไก่โห่
       
       มุกเดิมของ “เดโมแครต” คือ การปลุกความรักชาติ ปลุกกลุ่มเกลียดความรุนแรงขึ้นมาให้ต่อต้าน “รีพับรีกัน” เพราะภาพของ “จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นยี่ห้อเรื่องความรุนแรงอยู่แล้ว
       
       โดย “ไดแอน ไพน์สไตน์” วุฒิสภาสหรัฐฯ ลูกน้องคนสนิทของ “โอบามา" เป็นคนเผยแพร่รายงานกระบวนการสอบปากคำของสำนักงานสอบสวนกลาง (ซีไอเอ) มาเปิดเผย โดยระบุว่าเหตุการณ์ 9/11 ที่กลุ่มอัลกออิดะห์จี้ครื่องบิน พุ่งชนตึกแฝด “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” กลางกรุงนิวยอร์ก ทำให้ประชาชนเสียชีวิตกว่า 3,000 คน ซึ่งในขณะนั้น “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” จากพรรครีพับรีกัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ “จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช” ต้องการกวาดล้าง “กลุ่มอัลกออิดะห์”
       
       ในรายงานสรุปที่ “เดโมแครต” นำออกมาเปิดเผยระบุว่า “ซีไอเอ ได้ใช้ไทยเป็นคุกลับในการเริ่มต้นกระบวนการสอบปากคำแบบพิเศษกับนักโทษอัลกออิดะห์รายแรกชื่อ อาบู ซูไบดา”
       
       นอกจากนี้ “วอชิงตัน โพสต์” ระบุถึงไทยในฐานะที่ถูกใช้เป็น “คุกลับ” ว่า “ซูไบดา นักโทษคนแรกของซีไอเอ ถูกจับกุมขณะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในตอนเริ่มแรกถูกขังในเดือนมีนาคม 2002 ที่ปากีสถาน และหลังจากนั้นซีไอเอ ย้านแกนนำระดับสูงของอัลกอร์ดิดะห์มายังประเทศไทย ซึ่งให้รหัสคุกลับของไทยว่าไซต์กรีน”
       
       นอกจากนี้ “เดโมแครต” ยังมองไปไกลย้อนอดีตให้เห็นกันว่า “จอร์จ บุช” ผู้เป็นพ่อของ “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” เคยเป็นหัวหน้าซีไอเอมาก่อน และยังเป็นหัวหน้าขบวนการ New World Order อีกด้วย
       
       “เดโมแครต” พยายามเชื่อมโยงทุกอย่างให้ “ชาวมะกัน” เห็นภาพว่า ที่แท้จริงแล้ว “รีพับรีกัน” ชั่วร้ายขนาดไหน นิยมความรุนแรงมากเพียงใด เพื่อลดความผิดพลาดการบริหารงานของ “เดโมแครต” ในสายตา “ชาวมะกัน” ทิ้งไปเสีย
       
       แต่ “ผลร้าย” กลับมาอยู่ที่ประเทศไทยที่ไม่รู้อีโน่อีเหน่ เพราะการเปิดเผยข้อมูลเชิงลับแบบนี้
       
       เด้งแรกกระทบต่อภาพลักษณ์ “ประเทศไทย” ในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน ชนิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย แถมยังปรากฎเป็นหลักฐานไว้ดูต่างอีกด้วย แก้ตัวยังไง “ชาวโลก” คงไม่เชื่อ
       
       เด้งสองกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยเช่นกัน “สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ” ประจำประเทศไทย รวมทั้งสถานกงสุลสหรัฐฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกมาเตือนชาวอเมริกันให้ระวังตัว อาจพบกับเหตุรุนแรงได้
       
       เด้งสามไทยตกเป็นเป้าหมายของ “กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากล” ไปโดยปริยาย เพราะบรรดากลุ่มก่อการร้ายคงติดภาพจำของไทยในแง่ลบเป็นแน่ ดีไม่ดีอาจจะเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะกลุ่มก่อการร้ายมักจะเอาคืนประเทศในเครือมิตรประเทศของ “มะกัน” อยู่บ่อยครั้ง
       
       เรียกได้ว่า “ประเทศไทย” ชั่วโมงนี้มีแต่ลบ ไม่มีบวกเลย งานเข้า “หน่วยงานความมั่นคง” ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เข้าอย่างจังเบ่อเร่อ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยกลับต้องเป็นหนังหน้าไฟให้คนอื่น
       
       ตามข้อมูลของ “หน่วยงานความมั่นคง” ของไทยแล้ว “คุกลับ” ของอเมริกามีจริง โดยอยู่ในพื้นที่ที่มหามิตรตะวันตกใช้เป็นฐานต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการระบุพิกัดว่าน่าจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก กทม. มากนัก เพราะจะสะดวกในการขนย้าย “ผู้ก่อการร้าย” ที่ถูกควบคุมตัวได้
       
       รายงานล่าสุดพบว่า หากทางการไทยจับ “ผู้ต้องสงสัย” ว่าจะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดาน เพื่อไปยังประเทศเป้าหมาย จะเร่งส่งตัวให้ทางการสหรัฐฯทันที และนำตัวออกนอกประเทศทันที เพื่อป้องกันอันตราย
       
       ดังนั้น จึงฟันธงได้เลยว่านัยยะของการขุดเรื่อง “คุกลับ” เพื่อทรมาน “อาบู ซูไบดา” นักโทษกลุ่มอัลกออิดะห์ จึงเป็นเรื่องการเมืองภายในสหรัฐฯล้วนๆ
       
       ส่วน “บิ๊กตู่” จะแก้เกมสร้างความน่าเชื่อถือได้รวดเร็วและมากน้อยแค่ไหนต้องติดตาม

 

guest

Post : 04/12/2014 19:45     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ตอบเเทนพ่อ เเม่

 

 

 เเรม 8 ค่ำ เดือน 1

 

                                                 

 

 

 

                 การตอบแทนคุณมารดาบิดาอย่างสูงสุด

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้งสอง.

ท่านทั้งสองนั้นคือใคร ? คือ 


 

๑. มารดา 

๒. บิดา


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

บุตรพึงประคับประคองมารดา ด้วยบ่าข้างหนึ่ง 

พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง

เขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้งสอง

นั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบนํ้าและการดัด

และท่านทั้งสองนั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสอง

ของเขานั่นแหละ. 


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

การกระทำอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่า อันบุตรทำแล้ว 

หรือทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดาเลย.


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดา บิดาในราชสมบัติ 

อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่

อันมีรัตนะ ๗ ประการ มากหลายเช่นนี้ 


 

การกระทำกิจอย่างนั้น 

ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้ว หรือทำตอบแทนแล้ว

 

แก่มารดาบิดาเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยงแสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย.


 

ส่วนบุตรคนใด 

ยังมารดาบิดา  ผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา).

ยังมารดาบิดา  ผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล).

ยังมารดาบิดา  ผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค).

ยังมารดาบิดา  ทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา).


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล

การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า 

อันบุตรนั้นทำแล้ว และ ทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา.


 

 

ทุก. อํ. ๒๐/๗๘/๒๗๘.

 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

        อังกฤษ วิกฤตหนัก ค่าฝังศพแพงหูฉี่ ถึงขั้นคนยากจนต้องฝังศพญาติไว้ในบ้าน ?

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์อังกฤษ ประกาศเตือน ในห้วข้ออังกฤษกำลังเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายในพิธีฝังศพ ที่อาจจะบานปลายถึงขั้นที่คนยากจนต้องฝังศพญาติไว้ในบ้านตัวเอง เพราะไม่มีเงินพอที่จะจ่ายฝังศพที่เพิ่มขึ้นอย่างสูง

 

                 14183672061418367382l

 

 

โดยนางเอ็มม่า เลเวลล์ บัค ส.ส.สภาอังกฤษ กล่าวว่า ปัจจุบัน มูลค่าในการฝังศพผู้เสียชีวิตชาวอังกฤษ ในพื้นที่ทั่วไปแต่ละครั้ง คิดเป็นเงินศพละ 3,551 ปอนด์ ราว 181,101 บาท และบางพื้นที่แพงถึง 7,000 ปอนด์ ราว 3.57 ล้านบาท และเพื่อที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ หรือสำนักงานบำนาญ เป็นจำนวน 1,144 ปอนด์

 

โดยญาติที่จะจัดพิธีศพ จะต้องแน่ใจว่าพวกเขามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวสำรองจ่ายอยู่แล้ว เพราะผู้อ้างสิทธิจะต้องมีใบแสดงค่าใช้จ่ายการทำพิธีศพก่อนจะเบิกสิทธินี้ ร้อนถึงคนยากจนกว่า 3 หมื่นคน ที่ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว นอกจากนี้ กระบวนการกรอกใบสมัครยังต้องใช้เวลานานและซับซ้อน และสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยเบิกสิทธิดังกล่าวครั้งแรก ก็ต้องใช้เวลานานถึง 17 วัน

 

นางเอ็มม่ากล่าวด้วยว่า หากคนเหล่านี้เลือกจะใช้วิธอื่น ก็ต้องใช้บริการฝังหมู่ศพของสภาท้องถิ่น ซึ่งจะไม่มีการจัดพิธีใด ๆ ทั้งสิ้น และที่ผ่านมา ประเมินว่า มีชาวอังกฤษราว 110,000 คนต้องเป็นหนี้ราว 1,300 ปอนด์สำหรับการจัดพิธีศพ และประเมินว่า อังกฤษ จะมีครอบครัวถังแตกยากจนกว่า 5 แสนคน ที่ต้องสูญเสียญาติในทุก ๆ ปี และวิกฤตนี้ทำให้หลายครอบครัวที่ยากจนต้องขายทรัพย์สิน หรือไปกู้ยืมเงิน รูดบัตรเครดิต ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะยากลำบากทางการเงิน

 

ทั้งนี้ สำหรับการฝังศพในบ้านของอังกฤษถือว่าไม่ผิดกฎหมาย หากกระทำได้มาตรฐาน โดยระบุว่าศพจะต้องถูกฝังห่างจากแม่น้ำ และอยู่ลึกใต้ดินถึง 2 ฟุต.

 

MThai News

 

 

 

 สำรวจต้นทุน"งานศพ" ในสังคมไทย 2555 " จากนาทีสิ้นลมถึงเชิงตะกอน ต้องจ่ายอะไรและเท่าไร ?มาดูกัน!!!

 

เมื่อพูดถึง "ความตาย" ใครๆก็ย่อมไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ชิด แต่ใครไหนเล่าจะเลี่ยงความตายได้ ? ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พูดถึงสิ่งต่างๆในโลกนี้ว่า ล้วนแล้วแต่ "เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป"


หากแต่เมื่อความตายเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ผู้ที่ยังอยู่ต้องทำให้แก่ผู้จากไปนั่นก็คือ "งานศพ" อาจจะเป็นงานศพหรูหรา หรืองานศพแบบธรรมดา ตามแต่เจ้าภาพจะต้องการ แต่รู้ไหมว่า งานศพแต่ละงานนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ

 

 

วันนี้ มติชนออนไลน์ จะพาคุณผู้อ่านไปดูราคาค่าใช้จ่ายต่างๆสำหรับการจัดงานศพกันว่า ในงานศพแต่ละงานนั้น มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
 
 
ค่าใช้จ่ายหลังความตายขั้นแรก


เริ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจะมีบริการอาบน้ำ แต่งตัว ให้ผู้ตายใหม่ในราคาค่าบริการ 300 บาท ค่าฉีดฟอร์มาลีน 950 บาท (รวมค่ายาแล้ว) หากต้องการฝากร่างผู้เสียชีวิตไว้ในห้องเก็บศพของทางโรงพยาบาล ก็จะมีราคาค่าเช่าห้องอีกวันละ 300 บาท แต่ถ้าต้องการฝากไว้นานหลายวัน สามารถต่อรองลดราคากับทางโรงพยาบาลได้  (ราคานี้เป็นราคาของโรงพยาบาลรัฐบาลตามระเบียบกระทรวงการคลัง)


แต่ถ้าใช้บริการของทางภาคเอกชนหรือตามร้านที่ให้บริการด้านงานศพนั้น ค่าฉีดฟอร์มาลีน พร้อมแต่งหน้าศพจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป แต่หากเป็นศพที่ประสบอุบัติเหตุหรือศพติดเชื้อ ราคาจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณยาที่ใช้ในการฉีดศพ

 

 


ต่อมา เป็นขั้นตอนของการจัดหาโลงศพ โดยโลงศพแต่ละโลงนั้นราคาจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำเป็นโลงศพ เช่น โลงไม้ยาง โลงไม้เนื้อแข็ง โลงไม้อัด โลงมุก โลงกระจก นอกจากวัสดุแล้ว ลวดลายตกแต่งโลงศพก็ยังมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบเทพพนม แบบแกะสลัก ฯลฯ พร้อมทั้งโลงศพที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆเช่น โลงศพติดแอร์ โดยราคาของโลงศพนั้นจะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 3,000 บาท ไปจนถึงกว่า 200,000 บาทเลยทีเดียว


เมื่อมีโลงศพแล้วก็ต้องมีดอกไม้ประดับหน้าที่ตั้งศพและเมรุ ราคาของดอกไม้จะอยู่ที่ประมาณ 8,000-15,000 บาท ราคาจะเพิ่มมากน้อยกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับดอกไม้ที่นำมาจัดว่าเป็นดอกไม้ชนิดไหน ปริมาณเท่าไร รูปแบบอย่างไร และหากตั้งสวดพระอภิธรรมศพหลายวัน ดอกไม้ที่จัดไว้ก็จะเริ่มเหี่ยวเฉา ทำให้ต้องมีค่าดอกไม้ที่ต้องเปลี่ยนเพิ่มตามมาอีก

 


ค่าใช้จ่ายช่วงการสวดพระอภิธรรม


แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ต้องทำช่วงการสวดพระอภิธรรมก็คือการหา "วัด" ที่จะใช้ตั้งศพ ในอดีตคนมักจะนิยมตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้านของผู้เสียชีวิต แต่ปัจจุบันจะนิยมนำศพไปทำพิธีที่วัด เพื่อความสะดวกของทุกๆฝ่าย ทั้งฝ่ายเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน อีกทั้งยังสะดวกต่อการทำตามพิธีกรรมให้ครบถ้วนอีกด้วย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ หากเป็นวัดที่อยู่ต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าวัดในกรุงเทพฯและจังหวัดใหญ่ๆหลายเท่าตัว


สำหรับวัดที่เป็นพระอารามหลวง ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจะสูงที่สุด รองลงมาคือวัดขนาดใหญ่ ส่วนวัดขนาดเล็กนั้นค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในวัดเดียวกันยังแตกต่างกันไปตามขนาดของศาลา นั่นก็คือ ถ้าเป็นศาลาขนาดใหญ่ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าศาลาขนาดเล็ก และถ้าเป็นศาลาที่มีเครื่องปรับอากาศค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

 

 


นอกจากนั้นแล้ว ปัจจัยสำคัญในการเลือกวัดเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศลยังมีตั้งแต่ วัดใกล้บ้านผู้เสียชีวิต, มีที่จอดรถเพียงพอ, มีศาลากว้างพอจะรับรองแขกได้, มีเมรุเผาศพอยู่ในวัดเรียบร้อย (แต่หากเป็นวัดทางภาคเหนือ วัดจะไม่มีเมรุเผาศพหรือสุสาน ต้องนำศพเคลื่อนไปทำพิธีฌาปนกิจที่สถานที่สำหรับเผาศพที่แยกออกมาต่างหาก)
 

ด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับวัดนั้น ค่าใช้จ่ายแรกก็คือ ค่าบำรุงในการสวดอภิธรรม หากเป็นวัดขนาดเล็ก มักกำหนดอัตราค่าศาลา 500 บาทต่อคืนขึ้นไป ส่วนวัดขนาดใหญ่ มักเรียกเก็บค่าบำรุงประมาณ 1,000 บาทต่อคืนหรือมากกว่านั้นตามขนาดของศาลา แต่ถ้าศาลาติดเครื่องปรับอากาศด้วย จะมีค่าบำรุงประมาณ 2,500 บาทต่อคืนขึ้นไป


นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอาหารที่จะใช้เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ว่าจะจัดหาอาหารอะไร เจ้าภาพสามารถจัดหามาเลี้ยงเองได้ หรือจะใช้บริการของธุรกิจแคทเทอริ่ง ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยธุรกิจนี้จะรับจัดเลี้ยงอาหารคาวหวานตามงานต่างๆ หรือรับทำเบเกอรี่กล่อง โดยราคาต่อกล่องนั้นจะอยู่ที่ประมาณกล่องละ 25-200 บาท แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากก็สามารถให้ทางวัดจัดการแทนก็ได้เช่นกัน โดยทางวัดจะคิดค่าอาหารเป็นรายหัว และชนิดอาหารที่นำมาเลี้ยง รวมแล้วคืนหนึ่งราคาค่าอาหารตกประมาณ 2,000-5,000 บาท

 

 

 

 


ค่าใช้จ่ายต่อมาคือ ค่าธรณีสงฆ์ หากญาติต้องการเก็บร่างผู้เสียชีวิตไว้ก่อน ยังไม่นำไปประกอบพิธีเผาหรือฝัง ก็สามารถนำร่างไปเก็บได้ที่ "โกดังเก็บศพ" ภายในบริเวณวัด โดยสามารถเก็บได้ไม่เกิน 100-150 วันตามแต่วัดนั้นๆจะกำหนด โดยบริจาคเป็นค่าบำรุงวัดประมาณ 500-1,000 บาท


ค่าใช้จ่ายที่ 3 คือ ค่าบำรุงในการเผาศพ ค่าบำรุงเมรุ ประมาณ 500-2,000 บาท โดยค่าเผาศพจะเรียกค่าบำรุงตามวิธีการเผา โดยวิธีการเผาแบบเตาถ่านจะถูกที่สุด ตามมาด้วยวิธีการเผาโดยใช้น้ำมัน และปัจจุบันนี้ยังมีเตาเผาศพไฟฟ้าเพิ่มมาอีกด้วย
       

นอกจากนั้นยังมีค่าสัปเหร่อประมาณ 1,000 บาท ค่าผ้าบังสุกุล ค่าเครื่องไทยธรรม/ดอกไม้ธูปเทียนที่ใช้ในการถวายพระประมาณ 1,000 บาทต่อคืน ค่าดอกไม้จันทน์ ถุงละ 80-100 บาท (1 ถุงมี 100 ดอก) และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ค่าเครื่องตราสัง ค่ารถรับศพ ค่าแรงงานผู้มาช่วยงาน ค่าของชำร่วยที่มีหลากหลายทั้งหนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือธรรมะ ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ยาหม่อง ยาดม ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวน โดยในปัจจุบัน มีร้านรับจัดทำของชำร่วยทั้งแบบไปสั่งเอง สั่งผ่านร้านตัวแทนที่เกี่ยวกับธุรกิจงานศพ หรือจะสั่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก

 


ค่าใช้จ่ายในงานศพแบบจีน


ค่าใช้จ่ายข้างต้นนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในงานพิธีศพแบบไทย แต่หากงานศพที่จัดเป็นแบบจีนนั้นก็จะมีรูปแบบที่ต่างออกไป คือจะมีพิธีกงเต็กและต้องนำศพไปฝัง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีพิธีเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะเพิ่มตามขึ้นมาด้วย


สำหรับการทำพิธีกงเต็กนั้น เจ้าภาพจะมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายแก่คณะพิธีกงเต็กและค่าใช้จ่ายเพิ่มแก่ทางวัด โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้คณะพิธีกงเต็กนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นกงเต็กใหญ่หรือเล็ก ถ้าเป็นกงเต็กใหญ่ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 20,000 บาท หากเป็นกงเต็กเล็กจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-18,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้น ไม่รวมถึงเครื่องกระดาษและของไหว้ที่ต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 3,000-20,000 บาท เจ้าภาพยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้แก่วัดสำหรับค่าอนุญาตทำพิธี ค่าบำรุงเตาเผาเครื่องกงเต็ก และค่าตำรวจรักษาการณ์คืนทำกงเต็ก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตกอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท


นอกจากค่าพิธีกงเต็กแล้ว ยังมีค่าหลุมฝังศพ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งซึ่งมีตั้งแต่ราคา 10,000-100,000 บาทขึ้นไป และค่าเสื้อผ้าของญาติในพิธีกงเต็ก ค่าทำพิธีกงเต็ก ค่าของไหว้ ค่าเครื่องกระดาษ และค่าดูฮวงจุ้ยเพิ่มมาอีก
 

แต่ปัจจุบันนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนบางส่วนก็ไม่ได้ทำพิธีกงเต็กหรือฝังศพอีกต่อไป โดยหันมาใช้วิธีเผาศพผู้เสียชีวิตเช่นเดียวกับพิธีศพแบบไทยมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นความต้องการของผู้ที่เสียชีวิตเองที่ไม่ต้องการให้เป็นภาระกับลูกหลาน

 


เมื่อมีงานศพก็ต้องมีพวงหรีด


หากพูดถึงงานศพ ทุกคนก็ต้องนึกถึงภาพพวงหรีดหลายประเภทแขวนประดับลานตาไปทั่วศาลาสวดพระอภิธรรม มีทั้งอันใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ถ้างานไหนเป็นงานใหญ่ จำนวนพวงหรีดก็แทบจะเต็มล้นไปทุกตารางนิ้วของศาลา จนเจ้าภาพต้องนำพวงหรีดที่เริ่มเหี่ยวไปทิ้ง รวมแล้วมูลค่าของพวงหรีดที่ถูกทิ้งไปเปล่าๆนั้นก็มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว


สำหรับราคาของพวงหรีดในปัจจุบันนั้น พวงหรีดดอกไม้สดมีราคาตั้งแต่ประมาณ 500 บาท ไปจนถึง 3,000 บาท พวงหรีดดอกไม้แห้งมีราคาตั้งแต่ 500 - 1,500 บาท และพวงหรีดที่ทำจากผ้านั้นมีราคาที่ประมาณ 300-1,500 บาท
 

แต่ปัจจุบันนี้ นอกจากพวงหรีดยอดนิยมทั้ง 3 แบบอย่างที่เอ่ยถึงไปแล้วนั้น ยังมีพวงหรีดแบบใหม่ที่เน้นการรักษ์โลก ไม่ทำลายธรรมชาติและมีประโยชน์อีกด้วย นั่นก็คือ พวงหรีดพัดลมที่มีราคาตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไป พวงหรีดหนังสือราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800-2,000 บาท พวงหรีดกล่องนาบุญที่ภายในจะบรรจุอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800-10,000 บาท พวงหรีดต้นไม้ที่เมื่อเสร็จงานศพแล้วก็สามารถนำต้นไม้นั้นไปปลูกต่อได้จริง สำหรับราคาของพวงหรีดต้นไม้นั้นขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ว่าเป็นต้นไม้อะไร สูงเท่าไร ราคาจะมีตั้งแต่ 800-2,000 บาท นอกจากนี้แล้วยังมีพวงหรีดของใช้ต่างๆ อีกหลายรูปแบบที่มีผู้สร้างสรรค์ออกมามากมายนับไม่ถ้วน ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
 

แม้ว่าในตอนนี้ พวงหรีดชนิดใหม่ดังกล่าวยังได้รับความนิยมไม่มากเท่าพวงหรีดดอกไม้แบบเดิมนัก แต่หากผู้อ่านท่านใดที่จะต้องสั่งพวงหรีดเพื่อเคารพศพก็น่าจะลองสั่งพวงหรีดแบบเหล่านี้ ดู เพื่อเป็นการช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งยังมีประโยชน์ที่เมื่อเสร็จงานแล้วก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้  

 


สำรวจค่าใช้จ่ายวัดดังในกรุงเทพฯ


ตามวัดต่างๆ การจัดงานศพแต่ละครั้งมักจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหลายไปในลักษณะเหมารวมเรียบร้อย ตั้งแต่ค่าศาลา ค่าบำรุงเมรุ ค่าอาหารและค่าจิปาถะต่างๆ วันนี้ มติชนออนไลน์จะขอนำเสนอราคาค่าใช้จ่ายของวัดดังภายในกรุงเทพฯให้ผู้อ่านได้ทราบกันว่า วัดใดมีราคาเท่าไร วัดไหนถูก วัดไหนแพงกว่ากัน


เริ่มต้นที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร ฌาปนสถานกองทัพอากาศ มีการให้บริการครบวงจร คิดค่าศาลาธรรมดาคืนละ 2,000 บาท ศาลาปรับอากาศคืนละ 2,500 บาท ค่าบำรุงเมรุ 4,000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟในวันเผา 2,000 บาท ค่าเจ้าหน้าที่วันละ 440 บาท และค่าของถวายพระคืนละ 1,040 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้แก่ ค่าโลงศพเทพนม ข้างในบุนวมมีราคาตั้งแต่ 3,450 บาทขึ้นไป ดอกไม้หน้าโลงศพนั้นราคาเริ่มต้นที่ 4,500 บาท สำหรับอาหารมีให้เลือก อาทิ กาแฟ โอวัลติน ไม่มีขนม ชุดละ 13 บาท กาแฟ โอวัลติน มีขนม 2 อย่าง ชุดละ 45 บาท หรืออาหารถ้วยละ 25-30 บาท สั้งขั้นต่ำ 50 ถ้วย
 

สรุปรวมหากจัดงาน 3 คืน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000–90,000 บาท, 5 คืน ประมาณ 80,000–120,000 บาท และ 7 คืน ประมาณ 100,000–150,000 บาท
 

 

 

วัดโสมนัส: สำหรับวัดโสมนัสนั้นมีหน่วยงานฌาปนสถานกองทัพบกเป็นผู้ให้บริการ โดยฌาปนสถานจะเป็นคนกลางติดต่อกับร้านค้าภายนอก อาหารว่างจะสั่งมาจากสวนดุสิตโฮม, เอสแอนด์พี และการบินไทย โดยมีเมนูให้เลือก ส่วนอาหารคาวมีเจ้าประจำ แต่เจ้าภาพสามารถนำอาหารมาเองได้ ทางฌาปนสถานจะมีจาน ชาม ช้อนไว้ให้บริการ นอกจากนี้ยังมีสินค้าฝากขาย เช่น บริการถ่ายภาพและวีดีโอ บริการลอยอังคาร จอมอนิเตอร์ และของชำร่วย โดยมีแผ่นพับ โบรชัวร์ ให้เจ้าภาพเลือกใช้บริการ


โลงศพที่ใช้นั้นมาจากร้านพรนิมิต มีหลายแบบหลายราคาให้เลือก ขนาดของโลงขึ้นอยู่กับผู้เสียชีวิต โดยมีทั้งหมด 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 20, 22 และ 24 นิ้ว ส่วนของดอกไม้นั้นมีหลายแบบให้เลือก พร้อมทั้งโกฐพระราชทานราคาเริ่มต้นที่ 2,500 บาท โดยต้องใช้ดอกไม้ 2 ชุดคือหน้าหีบศพ 1 ชุดและหน้าเมรุอีก 1 ชุด ของที่ระลึกมีให้เลือก เช่น พัด ร่ม หนังสือ ยาดม หรือเจ้าภาพสามารถเลือกของชำร่วยตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ และที่วัดยังมีบริการลอยอัฐิ เริ่มต้นที่ราคา 4,500 บาท สามารถเลือกสถานที่ในการลอยอัฐิได้
 

สรุปรวมค่าใช้จ่าย หากจัดงาน 3 คืน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาท, 5 คืน ประมาณ 60,000 บาท และ 7 คืน ประมาณ 70,000 บาท


วัดเสมียนนารี: ให้บริการงานศพครบวงจร มีศาลาทั้งหมด 11 ศาลา เป็นศาลาแอร์ 7 ศาลา ศาลาธรรมดา 4 ศาลา โลงศพสั่งจากร้านสุริยาหีบศพ (แคราย) อาหารว่างมีให้เลือกทั้ง กาแฟ ไมโล โอวัลติน ในกรณีไม่มีขนมคิดชุดละ 10 บาท ถ้ามีขนมคิดชุดละ 20 บาท กาแฟ ไมโล โอวัลตินพร้อมขนมของ เอสแอนด์พี ชุดละ 35 บาท ข้าวต้มหม้อเล็ก 1,000 บาท หม้อใหญ่ 1,500 บาท กระเพาะปลา ก๋วยเตี๋ยวและอาหารประเภทอื่นๆ จะคิดราคาที่หม้อเล็ก 1,500 บาท สำหรับแขก 60-70 คน หม้อใหญ่ 2,000 บาท สำหรับแขก 100-120 คน


สรุปรวมค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 40,000 บาท,  5 คืนประมาณ 60,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 70,000 บาท


วัดมกุฏกษัตริยาราม: วัดนี้มีอุปกรณ์ไว้บริการหลากหลาย ตั้งแต่หีบศพราคาเริ่มต้นที่ 2,300-5,500 บาท ดอกไม้ ราคาตั้งแต่ 6,000-20,000 บาท (หากเจ้าภาพนำร้านดอกไม้จากภายนอกมาจัดหน้าศพ ทางวัดคิดค่าบำรุงวัด 1,000 บาท) เครื่องไทยธรรมสามารถเช่าซื้อจากวัดได้ ชุดละ 220 บาท อาหารและเครื่องดื่มมีไว้บริการ แต่ถ้าเจ้าภาพต้องการอาหารและเครื่องดื่มของเอสแอนด์พีหรือการบินไทย เจ้าภาพต้องติดต่อหาซื้้อเอง


สำหรับอาหารว่างของทางวัดชุดละ 45 บาท ในหนึ่งกล่องมีขนม 2 ชิ้น และน้ำ 1 แก้วพลาสติก เจ้าภาพสามารถเลือกขนมและน้ำได้ตามเมนูขนมที่มีให้เลือก 26 รายการ มีน้ำให้เลือกอีก 4 รายการ ถ้าต้องการเป็นชา กาแฟ หรือโอวัลติน คิดถ้วยละ 20 บาท ถ้ามีของว่างด้วย 45 บาท ของว่างต้องสั่งขั้นต่ำ 30 ชุด อาหารถวายพระมี 5 อย่าง ของหวาน 1 อย่าง ผลไม้ตามฤดูกาล 3 อย่าง อาหารถวายพระ 9-10 รูปคิดราคา 250 บาทต่อรูป


สรุปรวมค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 60,000 บาท, 5 คืนประมาณ 80,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 100,000 บาท


วัดหัวลำโพง ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 60,000 บาท, 5 คืนประมาณ 80,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 100,000 บาท
 

วัดเทพศิรินทร์ ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืน ประมาณ 50,000 บาท, 5 คืนประมาณ 70,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 90,000 บาท


จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น หากใครที่ไม่อยากวุ่นวายกับการจัดหาโลง จัดหาวัดและข้าวของจิปาถะทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ก็มีร้านที่ทำแพ็คเกจสำเร็จรูปสำหรับการจัดหาโลง ฉีดยาศพ แต่งหน้าศพ นำศพไปส่ง จัดหาวัด หาอุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งหน้าศพ ของชำร่วย ดอกไม้ประดับต่าง จนกระทั่งถึงพิธีการนำกระดูกไปลอยอังคาร เรียกได้ว่าบริการครบเสร็จสรรพโดยที่ญาติไม่ต้องตระเตรียมสิ่งใด ซึ่งราคาสำหรับแพ็คเกจต่างๆนั้นจะมีราคาตั้งแต่ 9,000 บาท ไปจนถึงกว่า 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับบริการต่างๆที่มีให้ ที่ยิ่งแพงเท่าไร บริการก็ยิ่งดีและครบวงจรมากขึ้นเท่านั้น


อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง? บางคนอาจจะบอกว่าทำไมแพงจัง? บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไร ราคาเท่าไรก็จ่ายได้ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่คนตายครั้งสุดท้าย


แต่สิ่งที่สำคัญกว่างานศพที่ยิ่งใหญ่หรือหรูหรานั่นคือ ก่อนตายเราได้ทำอะไรดีๆให้แก่โลกใบนี้แล้วหรือยัง ? เราได้ให้ความรัก เอาใจใส่ แสดงความกตัญญูแก่คนสำคัญของเราแล้วหรือยัง ?


ไม่ใช่แค่ว่า เราจะมาทำดีให้ในวันที่สายไป ด้วยการจัดงานศพหรูหรา ที่คนตายไม่ได้รับรู้ในสิ่งนี้ด้วยเลย ...
  

 

เรื่อง/ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์
ข้อมูลประกอบรายงาน จาก :
http://thaipublica.org/

 

 

 

 

 

 

 

 

 อสส. ยังไม่สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ โกงจำนำข้าว ขอสอบพยานเพิ่ม

 

 

          

 

 

อัยการสูงสุดยังไม่สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีทุจริตจำนำข้าว ระบุ ขอสอบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้พยานหลักฐานสมบูรณ์ที่จะดำเนินคดีในชั้นศาล

 

ช่วง บ่ายวันนี้ (12 ธันวาคม 2557) นายสุรศักดิ์ ตรรีตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมกันแถลงข่าวการพิจารณาสำนวนโครงการทุจริตรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยระบุว่า คณะทำงานอัยการมีความเห็นให้สอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม และส่งพยานเอกสารให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงได้เสนอเรื่องต่อ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ให้พิจารณา ซึ่งก็เห็นชอบ เพราะมองว่าหากมีการสอบสวนเพิ่มเติม ก็น่าจะมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีในชั้นศาลได้

 

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ตัวแทนคณะทำงานของ อสส. จะนัดหารือกับตัวแทนคณะทำงานของ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกันอีกครั้งในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมย้ำว่าอัยการสูงสุดจะยึดหลักกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตามา เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

 

 

 ปปช.ยังจับคนทุจริต..จำนำข้าวไม่ได้สักคน ว่าใครทุจริต ทุจริตที่ไหน ทุจริตเท่าไหร่..และอย่างไร ... ดันจะรวบรัดเอาผิดนายกปู.. ทั้งที่ไม่ได้ลงไปทำงาน..ในระดับปฏิบัติแม้แต่น้อย ... คนมันจะหาเรื่อง คนมันมีธงจะทำร้ายเขา มันก็ดันทุรังแถกแถไปเรื่อย..แถมยังพูดจาเย้ยหยัน อสส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              สหรัฐอเมริกา กับ "ตลาดพลังงาน" โดย วีรพงษ์ รามางกูร

 

 

 

 

 

                       

 

 

 

หากจะยังจำกันได้เมื่อ 10-15 ปีก่อน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา แซงหน้าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและยุโรปไปแล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีนมีขนาดกว่า 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะแซงหน้าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวในอัตรา 7-8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกามีเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ทำให้ราคาของสินค้าขั้นปฐมหรือวัตถุดิบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสี ซึ่งรวมทั้งราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา อ้อย น้ำมันปาล์ม และพืชต่าง ๆ ที่สามารถนำมาผลิตทดแทนน้ำมันมีราคาสูงขึ้นไปด้วย

 

เมื่อราคาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ก็เป็นเหตุจูงใจให้มีการลงทุนในกิจกรรมที่เป็นแหล่งพลังงาน เหมืองแร่ ยางพารา และสินค้าเกษตรที่สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดราคาของสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ก็ค่อย ๆ ลดลง เกิดดุลยภาพใหม่ในตลาดสินค้าขั้นปฐมเหล่านี้

แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการการผลิตหรือเทคโนโลยีเกือบทุกด้านรวมทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยีเช่นว่าก็คือ ความสามารถในการขุดเจาะลงไปใต้ชั้นหินดานลึกกว่า 10 กม. และสามารถลดต้นทุนการขุดเจาะดังกล่าวได้จนสามารถนำก๊าซธรรมชาติและน้ำมันขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นผลสำเร็จ โดยการอัดฉีดน้ำลงไปแทนที่ก๊าซและน้ำมัน

แม้ว่าใต้ชั้นหินดานลงไปลึกกว่า 10 ก.ม. โดยทั่วไปในอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย แอฟริกา หรือในภูมิภาคอื่น ๆ จะค้นพบก๊าซและน้ำมัน แต่ก็ไม่มีประเทศใดมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอที่จะสามารถขุดเจาะเพื่อผลิตก๊าซและน้ำมันดิบขึ้นมาใช้อย่างสหรัฐอเมริกา

เมื่อเวลาผ่านไปปริมาณพลังงานที่สหรัฐสามารถขุดเจาะขึ้นมาใช้แทนการนำเข้าพลังงานก็มีมากขึ้นทุกที่ แม้ว่าในขั้นนี้สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถส่งออกได้มากนัก เพราะยังไม่มีท่อส่งก๊าซและน้ำมันมาถึงยุโรปและภูมิภาคอื่น การขนส่งทางทะเลก็ยังมีต้นทุนสูง แต่การใช้พลังงานของตนเองทดแทนพลังงานนำเข้า ทำให้ต้นทุนต่ำลงไปเรื่อย ๆ ขณะนี้ประมาณการว่าพลังงานที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้มีค่าความร้อนเท่า ๆ กับการผลิตของประเทศซาอุดีอาระเบีย อันเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้นเหมือนอย่างที่เคยเป็น คืออยู่ในระดับประมาณ 90-100 เหรียญสหรัฐมาเป็นเวลาหลายปี

การที่สหรัฐสามารถพึ่งตัวเองในด้านพลังงาน จึงทำให้ยังคงความเป็นมหาอำนาจได้ต่อไป และเป็นสาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าอาจจะฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ การว่างงานเริ่มลดลงแม้ว่าจะไม่ค่อยเร็วนักก็ตาม และดูดีกว่ายุโรปค่อนข้างมาก

การที่สหรัฐสามารถพึ่งตนเองได้ในด้านพลังงาน และมีโอกาสที่จะส่งออกได้ในอนาคตถ้าหากสามารถพัฒนาระบบขนส่งให้มีราคาถูกกว่านี้ พร้อม ๆ กับสามารถพัฒนาให้การขุดเจาะอัดฉีดน้ำลงไปแทนที่มีต้นทุนที่ถูกลง ทำให้เงินทุนจากทั่วโลกไหลกลับเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกามากขึ้น โอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งขึ้นเมื่อเทียบเงินสกุลหลักของโลกจึงมีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน บทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคต่าง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วยตามน้ำหนักของยุทธศาสตร์ของสหรัฐกล่าวคือ น้ำหนักของสหรัฐที่จะให้กับการรักษาเสถียรภาพและดุลแห่งอำนาจในตะวันออกกลางน่าจะน้อยลง ทรัพยากรทางการเงินและการทหารในภูมิภาคนี้น่าจะมีสัดส่วนที่น้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน น้ำหนักที่สหรัฐจะให้กับการรักษาเสถียรภาพและดุลแห่งอำนาจของตนในเอเชียตะวันออกและยุโรปตะวันออกน่าจะมีมากขึ้น

ในทศวรรษต่อไปเราน่าจะเห็นบทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น คู่แข่งของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียก็คงจะหนีจากจีนไม่พ้น แต่จะมาในรูปอื่นที่ไม่ใช่การแข่งขันในทางทหาร จะเป็นในรูปแบบใดก็เป็นเรื่องที่น่าคิด จีนเองก็คงจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ การหาทางออกทางทะเลทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทางฝั่งอันดามัน ก็คงจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่น่าจะมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน สหรัฐก็คงต้องพยายามรักษาพันธมิตรเดิมอย่างอาเซียนไว้อย่างเหนียวแน่น

รูปแบบยุทธศาสตร์ในยุโรปตะวันออกก็คงคล้ายกัน โดยคู่แข่งของสหรัฐก็คงหนีไม่พ้นรัสเซีย แม้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม รัสเซียก็ยังคงสามารถดำรงความเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศที่เคยร่วมกันอยู่ในสาธารณรัฐเดิม ในขณะที่สหรัฐก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศนาโต้ ซึ่งได้แก่ประเทศยุโรปตะวันตก และประเทศยุโรปตะวันออกที่เกิดใหม่

การที่ยุโรปตะวันตกยังต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากรัสเซีย โดยท่อน้ำมันและก๊าซผ่านยุโรปตะวันออก ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองของรัสเซียต่อประเทศยุโรปตะวันตกยังมีอยู่

เหตุการณ์เดินขบวนในยูเครนเพื่อแบ่งแยกดินแดนกลับไปรวมกับรัสเซีย หรือการที่แหลมไครเมียซึ่งเคยรวมอยู่กับยูเครนมีประชามติให้กลับไปรวมกับรัสเซีย เห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัสเซียกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก หรือกลุ่มประเทศนาโต้โดยมีสหรัฐหนุนหลังอยู่ โดยที่ยุโรปตะวันตกไม่วิตกว่าจะมีผลต่อการส่งพลังงานของรัสเซียไปยังยุโรปตะวันตก

ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ายุโรปตะวันตกมองเห็นศักยภาพของการผลิตพลังงานโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าอาจจะทดแทนการผลิตน้ำมันของตะวันออกกลางได้ทั้งหมด และพลังงานจากตะวันออกกลางอาจจะสามารถทดแทนพลังงานทั้งหมดที่นำเข้าจากรัสเซียได้ในอนาคตอันใกล้ อำนาจต่อรองของยุโรปตะวันตกเหนือรัสเซียอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้รัสเซียไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรงต่อยูเครนและประเทศยุโรปอื่น ๆ

โลกตลอดมาจนทุกวันนี้ พลังงานกลายเป็นอาวุธสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ของนโยบายการต่างประเทศ และนโยบายทางการทหารที่สำคัญ ดุลแห่งอำนาจและความสำคัญของภูมิภาคต่าง ๆ ของมหาอำนาจนั้น มักจะเปลี่ยนผันแปรไปตามทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญสำหรับโลกทุกวันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพลังงาน

บทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจคงมีมากขึ้นในภูมิภาคนี้

 

 

 

 

                  “ปูติน” เยือนอินเดีย หวังกระชับสัมพันธ์การค้า-พลังงาน ต้านพิษคว่ำบาตร 

 

 

 

 

        เอเอฟพี - ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียในวันนี้ (11 ธ.ค.) จะตั้งโต๊ะเจรจากับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ขณะที่ประเทศของเขาซึ่งถูกพิษคว่ำบาตรกำลังหาทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านพลังงาน, ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ในเอเชีย
       
       ปูตินจะพุ่งเป้าที่การผลักดันข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์, น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และกระทั่งเพชรกับพันธมิตรเก่าแก่อย่างอินดีย ในช่วงการเยือนแดนภารตะครั้งแรกของเขา นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดียก้าวขึ้นสู่อำนาจในเดือนพฤษภาคม
       
       ประมุขวังเครมลินผู้นี้กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ขณะเศรษฐกิจของแดนหมีขาวกำลังซวนเซภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) จากกรณีที่มอสโกสนับสนุนการลุกฮือในยูเครนและการควบรวมแคว้นไครเมีย
       
       “เขา (ปูติน) ต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า เขาไม่ได้ถูกโดดเดี่ยวและอย่างน้อยเขาก็ยังมีกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS ซึ่งประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้) อยู่” นันดาน อุนนีกฤษนัน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย พูดถึงการเยือนของปูติน
       
       “อินเดียในตอนนี้กำลังมุ่งเน้นการพัฒนาและคาดหวังให้รัสเซียแบ่งปันเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ของพวกเขา เพื่อให้อินเดียสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ” อุนนีกฤษนัน สมาชิกอาวุโสของมูลนิธิออบเซิฟเวอร์รีเสิร์ช สถาบันวิจัยวิจัยซึ่งมีฐานอยู่ในนครเดลี
       
       ปูตินคาดว่าจะมุ่งความสนใจที่การยกระดับการค้าสองทาง ซึ่งมีมูลค่าเพียงหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของทั้งสองประเทศมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ภายหลังการอสัญกรรมของสตาลิน
       
       นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โมดี ก็หาทางกระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติอินเดียในเดือนมกราคมปีหน้า
       
       อย่างไรก็ตาม อินเดียกลับแข็งขืนไม่ขอร่วมวงคว่ำบาตรรัสเซียกับฝ่ายตะวันตก และมีแนวโน้มว่าจะไม่สนใจคำเตือนจากวอชิงตันที่ว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจกับมอสโก
       
       ปูติน กล่าวก่อนการมาเยือนของเขาในเช้าวันนี้ (11) ว่า เขาจะหาทางเสริมสร้าง “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ” ของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยจะเลือกเฉพาะการขายเครื่องปฏิกรณ์สำหรับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศซึ่งหิวกระหายพลังงานอย่างอินเดียเพิ่มเติมและการขายยุทโธปกรณ์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                "ตู่-ปู" เผชิญหน้า มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 5-11 ธันวาคม 2557

 

 

            

 

 

 

ว่ากันว่าถ้าเกิดมนต์ดำทำให้คนที่ชุมนุมอยู่ในห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ชั้น22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เมื่อคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หายวับไปกับตา ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะในห้องนั้นมีทั้งคนในแวดวงการเมืองตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี 5 คน ตั้งแต่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนักการเมืองรุ่นใหญ่อีกเพียบ

 

ส่วนนักธุรกิจก็มีตั้งแต่นายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี เจ้าภาพ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เบียร์ช้าง นายชาตรี โสภณพนิช แบงก์กรุงเทพ นายอนันต์ อัศวโภคิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และนักธุรกิจใหญ่มากมาย รวมมูลค่ากิจการทั้งหมดของคนมาร่วมงานไม่น่าจะต่ำกว่างบประมาณประเทศไทย นี่คืองานแต่งงานของลูกสาวเจ้าสัวซีพี "นิพาภรณ์ เจียรวนนท์" และ ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เชลล์ฮัท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้ใหญ่ทั้งบ้านทั้งเมืองจึงให้เกียรติมาร่วมงานกว่า 3,000 คน และกลายเป็นงานชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนปัจจุบัน กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ มาร่วมงานเดียวกัน และยังมีนักการเมืองต่างขั้วอย่างนายอภิสิทธิ์ และนายชวนอีก

 

การจัดวาง "ที่นั่ง" ของแต่ละคนจึงเป็นสุดยอดกลยุทธ]ทำอย่างไรทุกฝ่ายจะพอใจ"ธนินท์" จัดเวทีขนาดใหญ่อยู่ด้านใน เป็นเวทีที่มีทางเดินคั่นกลางแบ่งแขกรับเชิญเป็น 2 ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์และภรรยา นั่งโต๊ะติดเวทีฝั่งหนึ่ง ผู้ร่วมโต๊ะประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา 3 ขุนพล "บูรพาพยัคฆ์" ที่สำคัญก็คือ มีนักธุรกิจใหญ่อย่าง นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา ภรรยา นั่งร่วมโต๊ะด้วย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ รักษา "ระยะห่าง" ด้วยการให้ พล.อ.ประวิตร นั่งคั่นกลาง ก่อนที่จะเป็นนายเจริญและคุณหญิงวรรณา ตามมาด้วย พล.อ.อนุพงษ์

 

ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง โต๊ะที่อยู่ติดเวทีเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซ้ายมือเป็น นายวราเทพ รัตนากร ขวามือเป็น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และ พล.ต.อ.วุฒิ น้องชาย ก่อนที่ นายชาตรี โสภณพนิช จะมาร่วมโต๊ะด้วย โต๊ะถัดมาเป็น นายชวน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายเกียรติ สิทธีอมร นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

ช็อตที่น่าสนใจที่สุด คือ ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นกล่าวอวยพรบนเวที เพราะเป็นช่วงเวลาที่ "เวที" ไม่สามารถเป็นกำแพงกั้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนบนเวที จากตำแหน่งนั้นห่างไปไม่ถึง 10 เมตร ด้านล่างขวามือ คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ตลอดเวลาที่กล่าวคำอวยพร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เหลือบมองมาทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลย ในขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้มองขึ้นไปบนเวที เธอเลือกก้มหน้าลงรับประทานอาหาร สลับกับดื่มน้ำ และบางจังหวะก็หันไปสนทนากับนายวราเทพ มีจังหวะเดียวที่ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญชวนแขกที่มาร่วมงานให้ดื่มอวยพร "ยิ่งลักษณ์" ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองแต่แก้วน้ำ จิบนิดนึงแล้วนั่งลง จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็เดินลง "เวที" กลับมาทำหน้าที่ "กำแพง" กั้นระหว่าง "พยัคฆ์หนุ่ม" กับ "นางเสือสาว" อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเลี่ยงเดินออกจากงานในเวลาต่อมา

 

 

 

 

 

         เป้าหมายที่แท้จริงของพวกนี้ในการเลือกนายกก็คือ สิ่งนี้สินะ

 

 

 
พยายามบิดไป บิดมา หาทางกันอยู่ได้แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายหลักมันก็คือแบบนี้แหละ ให้ สว มาร่วมโหวตด้วย  เพราะพวกตัวเองมี สว สรรหาอยู่ในมือแล้ว 77 คน บวกกับ สว จากการเลือกตั้งอีกเอาซักแค่ 30 กว่าคนก็พอ แค่นี้ก็มี 100 เสียงสบายๆ แล้ว  ส่วน สส ก็ปรับให้ลดเหลือ 350 คน เลือกตั้งมา พท อาจจะลดลงมาเหลือแค่ 180 คน ปชป อาจจะได้มา 120 คน แค่นี้ก็ไปบวกเอากับ สว ฝ่ายตัวเองอีก 100 กว่าคน พรรคเล็กๆ อีก 30-40 คน รวมมาได้ 260+ คน ก็ชนะใสๆ ดันคนของ ปชป ขึ้นมาเป็นนายกได้ทุกรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         ปิดตำนานตลาดมืดคลองถม "กทม."ให้ขายถึงสิ้นปี57

 

 

 

นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมจัดระเบียบบริเวณโดยรอบถนนเสือป่า โรงพยาบาลกลาง และถนนคลองถม ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จะอนุญาตให้มีการค้าบริเวณดังกล่าวได้ถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ หลังจากนั้น กทม. จะขอคืนพื้นที่ ซึ่งมีผู้ค้ากว่า 2,000 ราย โดยได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับแล้ว เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน และสถานีขนส่งเดิม

 

เนื่องจาก มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับความสะดวกในการสัญจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงปัญหาในการดูแลป้องกัน การเกิดอัคคีภัย และปัญหาด้านความสะอาด

 

ด้าน พลตำรวจตรีอดุลย์ ณรงศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ จะเชิญผู้ค้าในบริเวณดังกล่าวร่วมประชุม เพื่อชี้แจง และขอความร่วมมือ ซึ่งมีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ค้าที่เป็นตึกแถว มีการก่อสร้างต่อเติมรุกล้ำทางเท้า ผู้ค้าที่อยู่ในจุดผ่อนผันมีชื่ออยู่ในบัญชี จำนวน 67 ราย แต่ปัจจุบันมีกว่า 900 ราย และผู้ค้าที่ทำการค้าขายบนถนน

 

คลองถม เป็นแหล่งขายของมือสองและของเก่า รวมทั้งอุปกรณ์รถยนต์ประดับยนต์ รวมไปถึงของจิปาถะ เป็นย่านการค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนวรจักรและถนนเจริญกรุงกับเยาวราชมาแต่โบราณ ปัจจุบันตั้งอยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร

เดิมคลองถมนั้นเรียกกันว่า คลองสำเพ็ง โดยมีปลายคลองด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนปลายคลองอีกด้านออกสู่คลองมหานาค เมื่อมีการตัดถนนเพิ่มขึ้น และทางการได้ลดจำนวนคลองลง ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จากนั้นก็ได้มีการสร้างถนนขึ้นบริเวณคลองนี้ ตอนแรกก็ถมกันด้วยขยะทั่วไป ต่อมาก็แปรสภาพมาเป็นถนน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นมาแต่เดิม เรียกกันติดปากเรื่อยมากันว่า "คลองถม" จนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

รู้มั้ย!? สัญลักษณ์การชูนิ้ว แบบต่างๆมีความหมายอย่างไร?  รู้ไว้จะได้ไม่ไปยก ซุ่มสี่ซุ่มห้า เพราะบางทีคุณอาจจะงานเข้าไม่รู้ตัว

กระแสการชู 3 นิ้ว ที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว หลังจากภาพยนตร์ชุด The Hunger Games ออกฉาย ซึ่งมีการนำไปตีความ  และใช้สื่อความหมายมากมาย นัยหนึ่งก็แสดงออกซึ่งความกระด้างกระเดื่อง ต่อต้าน และไม่เห็นด้วยกับการปกครอง

วันนี้ก็เลย  ไปหาข้อมูล เกี่ยวกับ “สัญลักษณ์นิ้ว” มาบอกเล่าสู่กันฟังครับ

 

ชูนิ้วโป้ง 1 นิ้ว : ทั่วไปก็คือ Thumbs up ยกย่อง-เยี่ยมไปเลย ยิ่งยกหัวแม่โป้ง 2 ข้าง Two Thumbs up ก็ยิ่งเยี่ยมเข้าไปใหญ่

 

 

ชูนิ้วโป้ง 1 นิ้ว

 

 

 

บ้านเรากับอีกหลายๆ ประเทศ นิ้วโป้งหมายถึง “สุดยอด” หรือ “นายแน่มาก” แต่ถ้าไปเผลอยกใส่ใครในญี่ปุ่น นิ้วนี้จะถูกลดความหมายไปทันทีแปลว่า นายก็เป็นได้แค่ที่ 5 เท่านั้นเอง!! เพราะเวลาที่คนญี่ปุ่นเขานับนิ้ว เขจะเริ่มนับกันที่นิ้วชี้ก่อน ตามด้วยนิ้วกลาง นาง ก้อย แล้วปิดท้ายด้วยนิ้วโป้ง ส่วนถ้าไปที่ออสเตรเลีย การชูนิ้วโป้งนี่อันตรายมาก เพราะมันมีความหมายหยาบคายทำนอง “Kiss My Ass” เทียบแล้วก็คือท่าชูนิ้วกลางในบ้านเราขืนไปชมใครด้วยนิ้วนี้ อาจได้รองเท้า (พร้อมเท้า) เป็นรางวัล

ชูนิ้วกลาง 1 นิ้ว : เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าหมายถึงการให้ของลับของเพศชาย ที่มาของท่าคลาสสิคนี้เกิดขึ้นในสมัยโบราณ

 

 

 

 

 

ตอนนั้นชาวโรมันเชื่อกันว่าองคชาติของผู้ชายเป็นเครื่องรางที่ใช้สู้กับคำสาปชั่วร้ายได้เวลาชูนิ้วกลางใส่ใครจึงเป็นการข่มขู่คู่ต่อสู้ว่า “มนต์ดำของแกทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่า” แต่ต่อมาเกิดการเพี้ยนขั้นรุนแรง เลยลืมเรื่องมนต์ดำกันไป กลายเป็นคำด่าล้วนๆ นอกจากนี้ท่าชูนิ้วกลางนี่ยังได้เกิดในวงการมายาด้วย เมื่อ 423 ปีก่อนคริสตศักราช ละครเวทีเรื่อง “The Cloulds” ของ ?อริสโตฟาเนส’ ได้เอาท่านี้ขึ้นไปเล่นกันบนเวที แต่เรียกมันว่าท่า “ดิจิตุส อินฟามุส” มีความหมายประมาณว่าเป็นนิ้วทุเรศ หรือนิ้วทะลึ่ง จากนั้นความหมายของนิ้วกลางก็เลยยิ่งแพร่หลายไปในทำนองหยาบคายมากขึ้นไปอีกหลายประเทศถือว่า การแสดงท่านี้ มีความผิดทางกฎหมาย ด้วย

 

ชูนิ้วชี้ ความหมายทั่วๆไปมักจะเป็นการบอกจำนวน หรือมีนัยยะว่า ชั้นน่ะคือที่ 1  (ใช้เพื่อข่มคู่ต่อสู้) ในการแข่งขันบางประเทศในประเทศสหรัฐอเมริกาการชูนิ้วชี้นิ้วเดียวเป็นการบอกว่าชั้นนี่แหละที่ 1

 

 

 

 

 

และการชูนิ้วชี้นิ้วเดียวไปยังคนที่ต้องการจะสื่อสารด้วย มักจะเป็นการสั่ง หรือเป็นการเตือนว่าพอได้แล้ว (อาจจะมีเรื่องกันได้) แต่ถ้าไปทำท่านี้ในประเทศแถบอาหรับหรือแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะมีความหมายเท่ากับการชูนิ้วกลางนิ้วเดียวให้อีกฝ่าย

 ชูนิ้วนาง การชูนิ้วนาง (เฉพาะด้านซ้าย) มักจะเป็นการชูเพื่อให้คนรัก หรือคู่หมั้นใส่แหวนหมั้นในพิธีหมั้นหมายนั่นเอง

 ชูนิ้วนิ้วก้อย การชูนิ้วก้อยมักจะมีความหมายไปทาง “ขอคืนดี ดีกันนะ”  มักจะสื่อไปทางความหมายที่ดีแบบอมยิ้ม

 

ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง 2 นิ้ว  การชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง (แบบหงายฝ่ามือออก) เรียกว่า ” V (Victory) Sign ”

 

ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง 2 นิ้ว

 

 

หรือ สัญลักษณ์แหงชัยชนะ เรื่องมันก็มีอยู่ ครั้งหนึ่งในสงคราม อังกฤษ – ฝรั่งเศส โดยนักแม่นธนูชาวอังกฤษถูกทหารฝรั่งเศสจับตัวและถูกทหารฝรั่งเศสตัดนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ใช้ในการยิงธนูทิ้ง ทหารอังกฤษทุกคนจึงร่วมชูนิ้วชี้และนิ้วกลางเพื่อเป็นการยกย่องวีรบุรุษพลธนูคนนั้น

อีกนัยยะนึงอาจจะหมายความว่า “สู้โว๊ย” เพื่อต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส ก็เป็นได้ คนที่เอาการชูสองนิ้วมาใช้ในความหมายแสดงชัยชนะจริงๆ คือ “วินสตัน เซอซิล” เค้าเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่มักจะกล่าวคำปราศรัยพร้อมทั้งชู 2 นิ้วประกาศชัยชนะสงครามโลกอยู่หลายครั้ง

แต่การชู 2 นิ้วในประเทศญี่ปุ่น จะหมายความว่า “เราต้องการสันติภาพ” (หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่ในประเทศไทย มีการชูนิ้วชี้และนิ้วกลางไว้เพื่อการถ่ายรูป เพื่อเพิ่มความแอ๊บแบ๊วขึ้นเท่านั้นเอง

การชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง (เอาหลังมือแบออก) มีความหมายหลายระดับ  (มักจะออกไปทางไม่ดี)

-ระดับเด็กๆ มักจะหมายความว่า “อยากจะมีเซ็กส์กับฉันไหม”

-ระดับหนัก ถ้าใช้กับคนแปลกหน้าก็จะหมายความพอๆกับการชูนิ้วกลางดีๆนี่เอง

และถ้าเพิ่มนิ้วโป้งเข้ามาอีกนิ้วนะ จะหยาบคายสุดๆ

แต่ทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับว่าภาษากายเราแสดงออกมาประกอบการเข้าใจมากกว่านะครับ

 

ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง 2 นิ้ว : แบบเอาหลังมือออก แบบที่ผมเห็นแม่ค้าชาวไทยทำให้ฝรั่งดูนั่นแหละครับ

ความหมายมีหลายระดับ ออกไปทางไม่ดีทั้งนั้น

– อย่างดีกรีอ่อน จะหมายถึง “อยากมีเซ็กส์กับฉันไหม” (สังเกตรูปนิ้วแล้วจินตนาการความหมายเอาละกัน)

หญิงบริการ ที่ไปยืนรอรับกลาสีเรือขึ้นบก มักใช้สัญลักษณ์นี้สือความหมายว่า “ขายนะจ๊ะ”

หรือ เอาไว้ใช้ล้อ แซว เพื่อน ประมาณว่า ไอ้หน้า… ก็ได้

– อย่างดีกรีแรง ถ้าใช้กับคนแปลกหน้า ก็คือคำด่า ประมาณเดียวกับ ชูนิ้วกลาง นั่นเอง

ถือเป็น คำหยาบรุนแรง ที่เอาไว้ใช้ด่ากันโดยเฉพาะ

ถ้าเพิ่ม นิ้วโป้ง แทรกเข้ามา ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ยิ่งหยาบหนักเข้าไปอีก คงไม่ต้องอธิบาย อิ อิ

ฝรั่ง ก็คงพอเข้าใจว่า การชู 2 นิ้วแบบนี้ ไม่ได้หมายถึง อะไรอย่างที่ว่านั่น

เป็นการไม่เข้าใจความหมายที่แท้ เฉย ๆ*

ชูมือ 2 นิ้ว ทั้งสองข้าง : แบบเอามาแนบหู คล้าย ๆ หูกระต่าย ฝรั่งเรียกท่านี้ว่า Bunny Finger

ไม่ได้มีเอาไว้ ต่อหู ต่อเขา ให้เพื่อน แบบคนไทยเวลาถ่ายรูปหมู่

แต่หมายถึง ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ชัด ครับ

 

ชูนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วก้อย  ที่รู้จักกันว่า  I love you

 

 

 

05

 

แต่ถ้าไปเมืองฝรั่ง แล้วเผลอ ลืมยกนิ้วโป้งขึ้นมาด้วย แบบนี้ อาจมีปัญหา เพราะการชูนิ้วชี้ กับ นิ้วก้อย หมายถึง สัญลักษณ์ซาตาน ครับ

 ชูนิ้วชี้ กับ นิ้วก้อย : มันคือ Devil Horn บ่งบอกว่าเป็น “เขา” ของซาตาน

ในสมัยโบราณ การแสดงท่านี้ คือสัญลักษณ์แสดงการ ไม่นับถือพระเจ้า ของพวกนอกรีต บูชาซาตาน แต่ในปัจจุบัน พวกวงดนตรีร็อค แนวเฮฟวี่เมทัล หลายวง ใช้สัญลักษณ์นี้ แสดงถึงความรุนแรงทางดนตรี ประมาณว่า ดนตรีที่ซาตานประทานมาให้ นะแหละ ในการไปชมคอนเสิร์ตเฮฟวี่เมทัล แฟน ๆ ที่ชูนิ้วท่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นพวกนอกรีต แต่อย่างใด  แต่อย่าเผลอ เอามาทำนอกเวทีคอนเสิร์ตก็แล้วกัน คนจะเข้าใจผิด

 

 

จรดนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เป็นวงกลม หรือ โอเค แม้วัฒนธรรมอเมริกันที่แพร่หลาย

 

จรดนิ้วโป้ง, โอเค

 

 

จะทำให้การเอาปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มาชนกัน  จนเกิดวงกลม และปล่อยสามนิ้วที่เหลือให้กางออกจะแปลว่าโอเค ตกลง หรือดี แต่สำหรับบางประเทศการทำมือแบบนี้มีความหมายอื่นค่ะ เช่น บางประเทศในทวีปยุโรปแปลว่าเลข 3 ส่วนในจีนแปลว่าเลข 7

ส่วนที่ประเทศบราซิลและประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเป็นคำด่าเทียบเท่ากับ Asshole (เพราะมองว่าวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของทวารหนัก) ในเยอรมนีหลายคนใช้แปลว่าเกย์ และยังมีอีกหลายประเทศในแถบยุโรปตะวันออกที่ใช้ด่าว่าคนนั้นไม่มีค่า (เป็นศูนย์) หรือด่าตรงๆ เลยว่าอ้วน ตัวกลมไปหมด ฉะนั้นจะโอเคกันง่ายๆ เหมือนปกติไม่ได้แล้วนะคะ

“โอเคนะ” หรือ “ตกลง” แต่ก็ยังอุตส่าห์มีการยกเว้นจนได้สำหรับประเทศผ่าเหล่าผ่ากออย่างอิตาลี ใครไปเยือนประเทศนี้ต้องเก็บท่าโอเคนะให้ดีเลย เพราะคนที่นั่นเขาถือว่ามันเป็นการด่ากันแบบไม่ออกเสียงว่า “ไอ้หน้า…” (โปรดเติมคำในช่องว่างเอาเอง) แทนที่ทุกอย่างจะโอเค มันจะกลายเป็นโนเคไปน่ะสิ

 

ชูนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง (รวม 3 นิ้ว) จะหมายถึง ถ้าในวงการลูกเสือสามัญ การชู นิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนาง (ด้านขวา) เค้าหมายถึง การทำความเคารพ (วันธยาหัตถ์)

 

ชูนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง

 

 

และการชูสัญลักษณ์ประเภทนี้ ในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง The Hunger Games  มักจะมีนัยยะในด้านการเมือง ทั้งนี้ เหตุการณ์รัฐประหาร โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ที่ทางกลุ่มมวลชนซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ได้เดินทางมารวมกันตามสถานที่ที่นัดหมาย ทั้งหน้าทางเดินสกายวอล์กสนามกีฬาแห่งชาติ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, ห้างสรรพสินค้า เทอร์มินอล 21  แยกอโศก, ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  รวมถึงห้างสรรพสินค้าห้างเมยา ถ.ห้วยแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อประท้วงเชิงสัญลักษณ์ไม่เอารัฐประหาร

โดยการประท้วงดังกล่าว ผู้ชุมนุมได้ใช้วิธีชูนิ้ว 3 นิ้ว คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง พร้อมกับเอามือปิดปาก ส่วนบางคนก็นำสีสเปรย์มาพ่นคำว่า “NO COUP” และ “ปล้นประชาธิปไตย” ในหลายพื้นที่ และตะโกนเรียกร้องประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง

 

การกางเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้เหมือนตัว L จะให้นิ้วโป้งอยู่แนวนอนเหมือนตัว L หรือนิ้วโป้งอยู่แนวตั้งแบบ “ถูกต้องนะคร้าบ” ก็ได้

 

 

การกางเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้เหมือนตัว L

การกางเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้เหมือนตัว L

 

บ้านเราใช้เวลาชี้บางอย่าง หรือบางทีอาจจะทำมือแบบนี้แล้วคว่ำมือลงเพื่อถ่ายรูปให้ดูฮิพฮอพก็ได้ แต่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศที่ได้รับอิทธิพลอเมริกันจะมองว่า L มาจาก Loser (คนแพ้) และใช้เป็นสัญลักษณ์ว่าขี้แพ้ ส่วนในจีนหมายถึงเลข 8 และในประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์จะแปลว่าเลข 2 (ทีนี้คงนับเลขกันมึนเลย)

สำหรับความหมายแง่ลบของการทำมือแบบนี้พบในประเทศอิตาลีและพื้นที่ข้างเคียง แปลว่าไม่ดี หรือแย่มากค่ะ

 

การหงายฝ่ามือและกระดิกนิ้วชี้เรียก เรามักเห็นในภาพยนตร์ฝรั่งว่าถ้าสาวสวยกระดิกนิ้ว                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               09                                                                                                                                                                                                                                                                                                                เรียกในลักษณะนี้แล้วมักเป็นการเชิญชวนและยั่วยวนอีกฝ่ายให้ตามไป หรือเป็นการส่งสัญญาณให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อกระซิบบอกความลับบางอย่าง แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์นั้น ท่าทางนี้ใช้เรียกน้องหมาเท่านั้นค่ะ ฉะนั้นถ้าเผลอไปทำใส่ใครจะเหมือนไปว่าเขาเป็นสุนัข และอีกฝ่ายอาจจะโกรธถึงขั้นหักนิ้วชี้เราได้เลยค่ะ โหดแฮะ

 

การแบมือทั้งห้านิ้วโดนหันฝ่ามือออก โดยทั่วไปแล้วถ้าเรายื่นมือออกไปโดยกางนิ้วทั้งห้าออกและหันฝ่ามือใส่อีกฝ่ายจะเป็นการบอกให้หยุด

 

 

 

10

 

หรือตามธรรมเนียมอเมริกันคือการแสดงความไม่สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดและให้อีกฝ่าย “พูดกับมือ” แทน ซึ่งก็ค่อนข้างจะแสดงความไร้มารยาทแล้วใช่มั้ยคะ แต่ที่ประเทศกรีซแรงกว่านั้นอีกค่ะ เพราะมันหมายถึงให้ไปตายซะ

ทีนี้น้องๆ ก็พอรู้กันแล้วนะคะว่าภาษาท่าทางที่ใช้มือเป็นสำคัญนั้นมีหลายความหมายแตกต่างกันไปทั่วโลก จริงๆ มีอีกหลายแบบเลยนะคะ รวมไปถึงการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาด้วยที่ให้ความหมายต่างกัน ฉะนั้นก่อนจะเดินทางไปประเทศใดให้หาข้อมูลเรื่องพวกนี้ดีๆ ค่ะ ใครจะรู้ว่าการยิ้มสวยๆ ของเราที่ดูเป็นสิ่งที่ดีนั้น อาจแปลว่าเรากำลังท้าทายคนบางประเทศอยู่ก็ได้ น้องๆ คนไหนที่มีประสบการณ์เรื่องภาษามือที่ความหมายต่างกัน สามารถแบ่งปันเรื่องราวได้ด้านล่างเลยค่ะการแบมือทั้งห้านิ้วโดนหันฝ่ามือออก

โดยทั่วไปแล้วถ้าเรายื่นมือออกไปโดยกางนิ้วทั้งห้าออกและหันฝ่ามือใส่อีกฝ่ายจะเป็นการบอกให้หยุด หรือตามธรรมเนียมอเมริกันคือการแสดงความไม่สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดและให้อีกฝ่าย “พูดกับมือ” แทน ซึ่งก็ค่อนข้างจะแสดงความไร้มารยาท  แต่ที่ประเทศกรีซแรงกว่านั้นอีกค่ะ เพราะมันหมายถึงให้ไปตายซะ

 

Snap การดีดนิ้ว การดีดนิ้วดังเป๊าะนั้น ถ้าดีด 1 ครั้งคนอเมริกาและอังกฤษจะสื่อว่านึกอะไรออกแล้ว

 

13

 

หรือมีไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาในหัว ส่วนการดีดเรื่อยๆ ไปมาหมายถึงกำลังพยายามนึกถึงบางอย่างให้ออกอยู่ แต่สำหรับประเทศแถบละตินอเมริกานั้นหมายความว่า ให้คนข้างหน้าช่วยรีบเดิน เร็วๆ หน่อย แต่ 10 ภาษากายที่มีความหมายต่างกันทั่วโลกสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในโลก การดีดนิ้วใส่หน้าคนอื่นเป็นกิริยาที่หยาบคายมาก(แต่บางประเทศก็หมายถึงดึงความสนใจอีกฝ่ายให้กลับมา)

 

 Sign of the Cross เครื่องหมายกางเขน เป็นสัญลักษณ์ของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของศาสนาคริสต์

 

14

 

เป็นการให้ศีลให้พร จะทำโดยการเคลื่อนมือเป็นรูปกากบาทในอากาศ ตามร่างกายของตัวเอง ด้วยมือข้างขวามักจะมาพร้อมด้วยการบรรยาย พูดหรือสวดมนต์ เป็นการสะท้อนรูปแบบของการเล่าเรื่องของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ให้นึกถึงพระเยซูที่ถูกตรึงไม้กางเขน มีสองรูปแบบและถูกใช้เฉพาะในคริสตจักรภาคตะวันออกดั้งเดิมและพิธีกรรมทางทิศตะวันออกของโบสถ์คาทอลิกเท่านั้น

 

 Fig sign / Dulya การมีเพศสัมพันธ์  เป็นท่าทางแสดงความลามกอนาจารอย่างอ่อนโยน

 

 

15

 

 

ที่ใช้ในวัฒนธรรมตุรกีและสลาฟ และในบางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ใช้นิ้วหัวแม่มือสอดเข้าไประหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ตำแหน่งนิ้วเป็นตัวแทนของอวัยวะเพศชาย(นิ้วโป้ง)ที่กำลังสอดเข้าๆ ไปในช่องคลอด (ช่องระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง) ท่าทางนี้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดเพื่อปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

 

 Shocker สิ่งที่เลวทราม   สัญลักษณ์นี้เป็นที่รู้จักในนามว่า “two in the pink, one in the stink

 

16

 

เกี่ยวกับสองสิ่งที่ห่วยแตกหรือมีกลิ่นเหม็น เป็นท่าทางมือที่มีความหมายทางเพศ นิ้วนางและนิ้วหัวแม่มือจะขดหรืองอลงในขณะที่นิ้วอื่นๆ จะขยาย นิ้วโป่งกับนิ้วนางจะถูกเก็บอยู่ด้วยกัน และด้านหลังของมือที่ใบหน้าออกไปด้านนอก ท่าทางนี้หมายถึงการกระทำของการสอดใส่นิ้วกลางเข้าไปในช่องคลอดและนิ้วก้อยเข้าไปในทวารหนักของผู้หญิงจึง มีการห้ามประชาชนใช้สัญลักษณ์นี้ เพราะเป็นท่าทางที่เสื่อมและเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ซึ่งบางประเทศนั้นสัญลักษณ์นี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

 

Three-finger salute (Serbian) แสดงความยินดี เป็นสัญลักษณ์แสดงความยินดี ซึ่งคาดว่าเริ่มมาจากชาวเซอร์เบีย

 

17

 

เป็นการการชูนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ด้วยมือข้างใดข้างนึง ซึ่งสัญลักษณ์นี้ยังมีความหมายอื่นๆ ของการแสดงความยินดี และยังถูกใช้โดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของรัฐบาลเซอร์เบีย โดยนาย Srdjan Srećković รองนายกรัฐมนตรีของเซอร์เบียในช่วงเวลานั้นกล่าวในการสัมภาษณ์กับKurir สำนักข่าวของประเทศเซอร์เบีย ว่าสัญลักษณ์นี้ยังสามารถเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลสำคัญทั้งสามของเซอร์เบีย นั่นก็คือ Sveti Sava , Njegoš, และ Karađorđe ซึ่งในช่วงเวลาของสงครามยูโกสลาเวียสัญลักษณ์นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความยินดีเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮียจะบอกว่าสมน้ำหน้า ใช่ใหมหล่ะ
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

 

 

 

ฝ่านค้านจวกผู้นำตุรกี หลังทุ่มงบ 2 หมื่นล้านบาท สร้างทำเนียบประธานาธิบดี ใหญ่กว่าทำเนียบขาวแห่งสหรัฐ กว่า 30 เท่า ลั่นสิ้นเปรือง ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น

สำนักข่าว อัล-อาบีญา รายงานข่าว เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ประธานาธิบดีแห่งตุรกี เปิดเผยเรื่องการสร้างทำเนียบประธานาธิบดีในย่านชานเมืองของเมืองอังการา เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งกินพื้นที่กว่า 2 แสน ตารางเมตร ประกอบไปด้วยห้องต่างๆกว่า 1,150 ห้อง โดยเปิดเผยงบประมาณในการก่อสร้างสูงถึง 615 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 2 หมื่นล้านบาท

 

เมื่อนำทำเนียบแห่งนี้ มาเปรียบเทียบกับทำเนียบขาว ปรากฏว่ามีขนาดใหญ่กว่าถึง 30 เท่า นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่มากกว่า พระราชวังอันงดงามและโด่งดังจากฝรั่งเศส อย่างพระราชวังแวร์ซายอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการทุ่มงบประมาณในการก่อสร้างครั้งนี้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวเงินมหาศาล สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายค้าน ที่ออกมาแสดง ความคิดเห็น ว่าการนำเงินมาก่อสร้างทำเนียบประธานาธิบดีอันมากมายเช่นนี้ เป็นการใช้เงินไปกับเรื่องที่สิ้นเปรือง ฟุ่มเฟือย และไร้สาระ

ทั้งนี้ผู้นำตุรกีเผยว่า จุดมุ่งหมายในการก่อสร้างทำเนียบให้ใหญ่โตอลังการเช่นนี้ เพราะต้องการสร้างเพื่อเป็นสมบัติของคนรุ่นต่อๆไป และนี่ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาแต่อย่างใด หากแต่มันเป็นสมบัติของทุกๆคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โบสถ์คริสต์ฟ้าดเยี่ยม

 

 


 

*** บ้านไม้ใต้ถุนสูงธรรมดาๆหลังหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอยคือสถานที่ที่ลุงโฮได้พักอาศัยและทำงานเป็นระยะเวลานานที่สุดในชีวิตการเคลื่อนไหว ต่อสู้ปฏิวัติของท่าน สถานที่แห่งนี้หาใช่เป็นแต่เพียงสถานที่ประวัติศาสตร์เท่านั้น บ้านหลังนี้ยังเป็นมรดกทางด้านสถาปัตย์และทางด้านวัฒนธรรมจิตวิญญาณของ เวียตนามด้วย  บ้านลุงโฮ เป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุด ที่ตั้งอยู่ในเขตโบราณสถานทำเนียบประธานประเทศ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนที่แห่งนี้ มักตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมอยู่ใจกลางเมืองหลวงอย่างนี้ลุงโฮถึงชอบอยู่อาศัยในบ้านไม้ใต้ถุนอย่างนี้


ในช่วงสงครามต่อต้านนักล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศส ที่เขตปลดปล่อยเวียตบั๊ก ลุงโฮอาศัยอยู่ในบ้านใต้ถุนทำจากไม่ไผ่ ช่วงระยะเวลา 9 ปีแห่งการต่อสู้กู้ชาติ ลุงโฮได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติบรรดาชนเผ่าต่างๆในเขต เวียตบั๊ก ดังนั้นเมื่อสันติภาพกลับคืน ลุงโฮกลับสู่กรุงฮานอย ท่านยังคงระลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลัง ในปี 1954 เมื่อลุงโฮกลับมาพำนักในเมืองหลวง ท่านปฏิเสธที่จะอาศัยอยู่ในทำเนียบอันหรูหรา โดยลุงโฮจะต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในทำเนียบเท่านั้น ส่วนที่พักของท่านจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ของช่างไฟฟ้าที่อยู่หลังทำเนียบ


ครั้งหนึ่งลุงโฮ กลับจากเยี่ยมประชาชนที่จังหวัด ถายเงียน ช่วงที่อยู่ระหว่างเดินทางกลับฮานอย ท่านก็ได้ปรารภกับคณะผู้ติดตามว่าอยากจะสร้างบ้านไม้ใต้ถุน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของสระน้ำเพื่อพักอาศัยและทำงานให้ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ตามดำริของลุงโฮ  ฤดูร้อนปี 1958 บ้านพักได้เริ่มลงมือสร้าง ออกแบบโดยสถาปนิก เหงียน วัน นิงห์ ..คุณนิงห์เป็นหนึ่งในแปดสถาปนิกคนเวียตนาม ที่จบจากวิทยาลัยจิตรกรรมอินโดจีนเป็นรุ่นแรก ก่อนการออกแบบลุงโฮได้เสนอข้อคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับสถาปนิกด้วย

 

โดยท่านเสนอว่าให้ออกแบบเหมือนกับบ้านที่ท่านเคยอาศัยอยู่ในเขตเวียตบั๊ก แต่ให้ใช้วัสดุเป็นไม้ที่แข็งแรง ชั้นบนมีสองห้องเล็กๆ แต่ละห้องพอดีสำหรับอยู่ได้คนเดียว ตัวบ้านจึงออกมาในรูปแบบคล้ายบ้านพักอาศัยของพี่น้องชนเผ่า มีสองชั้น ชั้นบนมีสองห้อง ใช้เป็นห้องนอนและห้องทำงานในหน้าหนาว ชั้นล่างใต้ถุนโล่งใช้ทำงานในหน้าร้อน เช่นใช้เป็นที่ประชุมของคณะกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์เวียตนาม ตัดสินปัญหาสำคัญๆของการปฏิวัติเวียตนาม เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่สำคัญ ๆ ของชาติ  

 

บริเวณหน้าบ้านจะมีสระเลี้ยงปลา  ในสระมีปลานานาพันธุ์แหวกว่ายสวยงาม ในช่วงที่ลุงโฮ ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันหลังจากเวลาเลิกงานช่วงบ่าย ท่านจะออกมานั่งตกปลาและให้อาหารปลาที่หน้าบ้าน อาหารปลาจะเป็นรำข้าว ขนมปัง ข้าวตากแห้งปั้นเป็นก้อนๆ ก่อนให้อาหารท่านจะปรบมือเรียกปลามารับอาหาร นานวันเข้าเสียงปรบมือก็ทำให้ปลาเกิดความเคยชินเมื่อได้ยินเสียงปรบมือก็จะ พากันออกมารับอาหาร ทุกปีในวันสำคัญเช่นวันตรุษเต๊ดเวียตนาม ลุงโฮก็จะให้นำปลาในสระทำอาหารเลี้ยงพนักงานคนใกล้ชิดท่าน หรือนำไปมอบให้แก่ผู้นำพรรครัฐ เป็นต้น

 

ลูกหลานเวียตนามทุกคนที่ได้มาเยือนบ้านลุงโฮ จะมีความประทับใจในจริยวัตรอันงดงามของลุงโฮ ในการดำรงชีพอย่าง พอเพียง สมถะ กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ยึดติดกับลาภยศ สรรเสริญถึงแม่ว่าท่านจะเป็นถึงผู้นำประเทศมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต แต่ก็ไม่หลงใหลได้ปลื้มยึดติดไปกับภาพมายาเหล่านั้น รู้ถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ที่ตายไปก็ไม่สามารถนำเอาสิ่งใดไปได้ คุณธรรมการดำเนินชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างคำสอนอันล้ำค่าที่ชนรุ่นหลังควร ที่จะปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง

อรรถพล อุดร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             

 

 

 

 

 ANAk เป็นภาษา tagalog ตากาล็อก ออกเสียงว่า "อานัก". แปลว่า เด็กน้อย,ลูกน้อย
เพลงนี้ แต่งโดย Freddy Aguilar เฟรดดี้ อากีลาร์ เป็นเพลงชนะเลิศการประกวดการแต่งเพลง Metropop Music Festival ครั้งที่ 1 ที่กรุงมะนิลา เมื่อปี ค.ศ. 1977 เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก จนแต่ละประเทศเอาไปใส่เนื้อเป็นภาษาของตนก
­ันมากมายกว่า 26 ภาษา เช่น จีน ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษฝรั่งเศส เป็นต้น สำหรับภาษาไทยวงคาราบาวนำมาแปลงเป็นเพลง ลุงขี้เมา ที่เราคุ้นหูกันดี


Freddy Aguilar เป็นชาวฟิลิปปินส์โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖
สำหรับเพลง ANAK เขาแต่งขึ้นเพื่อที่จะสอนเด็กๆว่า ถึงแม้ลูกๆจะทำผิดพลาดพลั้งขนาดไหนสำหรับผ
­ู้เป็นบิดา มารดา แล้วพร้อมที่จะยกโทษให้ลูกๆเสมอ โดยมาจากประสบการณ์จริงที่เกิดจากชีวิตในช­่วงวัยเด็กที่เขาขัดแย้งกับบิดาอย่างรุนแร­งจนต้องหนีออกจากบ้านมาและไม่กลับไปอีกเลย­เนื่องจากความละอายแก่ใจ จนกระทั่งเมื่อเพลง "ANAK" ออกวางตลาดเขาจึงย้อนกลับบ้านเพื่อไปขอโทษ­ผู้เป็นบิดา และได้รับการยกโทษให้จากบิดา

 

 

 

 

 

   


 
In Pics: ไต้ฝุ่น “ฮากูปิต” เคลื่อนขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ทางการสั่งอพยพ ปชช.หลายล้านหวั่นซ้ำรอย “ไห่เยี่ยน”

 

 

เอเอฟพี – พายุไต้ฝุ่น “ฮากูปิต” วันนี้ (7 ธ.ค.) ได้พัดทำลายบ้านเรือนมากมาย และกระตุ้นให้เกิดคลื่นซัดถาโถมชุมชนริมชายฝั่ง ทั่วภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ จนประชาชนหลายล้านคนบนหมู่เกาะที่เผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงหลายครั้งแหงนี้ต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้นไปอีก
       
       สำนักอุตุนิยมวิทยาปาซา ของแดนตากาล็อกรายงานว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้ เคลื่อนตัวมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนจะพัดกระหน่ำทำลายชุมชนชาวประมงในพื้นที่ห่างไกล ของเกาะซามาร์คืนวานนี้ (6) ด้วยความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
       
       ความรุนแรงของพายุลูกนี้ทำให้ ฮากูปิต เบียดแซงพายุไต้ฝุ่น “รามสูร” ที่คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 100 คน เมื่อเดือนกรกฎาคม ขึ้นมาเป็นพายุกำลังแรงที่สุดที่เคลื่อนขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ในปีนี้
       
       สเตฟานี อวย-ตาน นายกเทศมนตรีเมืองคัตบาโลกัน บนเกาะซามาร์ เล่าสิ่งที่พบเห็นกับเอเอฟพีผ่านทางโทรศัพท์ว่า “หลังคาสังกระสีปลิวว่อน ต้นไม้ล้มระเนระนาด และเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่”
       
       ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแดนตากาล็อกได้สั่งอพยพประชาชนหลายล้านคน ก่อนพายุฮากูปิตเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับในปีที่แล้ว เมื่อซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” คร่าชีวิตประชาชนไปมากถึง 7,350 คน
       
       คาดการณ์กันว่า ฮากูปิตจะใช้เวลาสามวัน ก่อนตัวเคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์ โดยพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนยากจนในภาคกลางของประเทศ ขณะที่พายุลูกนี้จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในบริเวณค่อนไปทางเหนือของกรุงมะนิลา เมืองหลวงซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
 รัฐบาลเตือนว่า อาจเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 5 เมตร ในบางพื้นที่ รวมทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และลมแรงที่สามารถสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนที่มีโครงสร้างแน่นหนาถาวรได้
       
       เส้นทางที่ไต้ฝุ่นลูกนี้เคลื่อนผ่านนั้นมีประชากรอาศัยอยู่นับสิบล้านคน รวมถึงพื้นที่ตอนกลางของฟิลิปปินส์ที่ชาวบ้านยังคงพยายามฟื้นฟูความเสียหายหลังถูกพายุไห่เยี่ยนพัดถล่มเมื่อ 13 เดือนก่อน
       
       ไห่เยี่ยน คือพายุที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งด้วยกำลังรุนแรงที่สุดที่ในประวัติการณ์ โดยมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 315 ต่อชั่วโมง และกระตุ้นให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งสูงคล้ายคลื่นยักษ์สึนามิพัดกวาดเมืองทั้งเมืองจนราบเป็นหน้ากลอง
       
       เกวนโดลิน ปัง เลขาธิการสภากาชาดระบุกับเอเอฟพีว่า เมื่อรุ่งเช้าวันนี้ (7) พบว่ามีหลายพื้นที่ทั่วภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ไม่สามารถติดต่อได้ และยังไม่ทราบว่าพื้นที่เหล่านี้ได้รับความเสียหายร้ายแรงเพียงใด
       
       สำหรับในพื้นที่ที่ยังสามารถติดต่อได้ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รายงานว่า เกิดลมและคลื่นรุนแรงน่าหวาดกลัว จนบ้านเรือนได้รับความเสียหาย แม้ว่า คาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตไม่มาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่อพยพไปอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว
       
       เจอร์รี เยากาซิน รองนายกเทศมนตรีเมืองตาโกลบาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักทสุดจากพายุไห่เยี่ยน เมื่อปีที่แล้วเล่าว่า บ้านเรือนหลังคามุงใบปาล์ม ที่บรรดาหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยสร้างไว้เป็นที่พักชั่วคราวของผู้รอดชีวิตจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นเมื่อปีที่แล้วถูกพายุทำลายจนเสียหาย

 

 

 

 ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ไต้ฝุ่นฮากูปี๊ต (Hagupit) ที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง เป็นไต้ฝุ่นระดับ 5 (202-221 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในวันพฤหัสบดี 4 ธ.ค.นี้ กำลังมุ่งหน้าจากทะเลแปซิฟิกเข้าถล่มย่านใจกลางหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยความแรงจัด และเคลื่อนที่เร็ว 25-30 กม./ชม. ทางทิศตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือ ในขณะที่ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านยังคงซมอยู่กับพิษพายุโซนร้อนซินลากู (Sinlaku) ที่เพิ่งจะผ่านไปหยกๆ ซึ่งทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นประเทศที่ถูกพายุโซนร้อนรุนแรงทำลายเสียหายมากที่สุดในโลกในปี 2557
       
       
       แต่ฤดูกาลแห่งหายนะยังไม่ได้ผ่านไปง่ายๆ แม้จะถึงช่วงเดือนสุดท้ายแห่งปีแล้วก็ตาม สำนักงานพยากรณ์อากาศแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ได้แจ้งเตือนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบเกี่ยวความหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกนี้พัดเข้าถึงฝั่งคืนวันที่ 7 ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ ตั้งแต่ 1 วันก่อนหน้านั้น
       
       “ฮากูปี๊ต” เป็นชื่อภาษาตากาล็อก
อันเป็นภาษาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์เอง มีความหมายว่า “โบย” หรือ “กระหน่ำตี” “ลงแส้อย่างหนัก” หรือ “ตัดขาด” เมื่อเดือน ก.ย.2551 หรือ 6 ปีที่แล้ว ไต้ฝุ่นอีกลูกหนึ่งที่ใช้ชื่อเดียวกันนี้ได้พัดถล่มเกาะภาคเหนือของฟิลิปปินส์ ก่อนจะพัดเข้าทะเลจีนใต้ เงยหัวขึ้นสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ก่อนจะหักมุมลงทิศตะวันตกเฉียงใต้อีกครั้งหนึ่งในนาทีสุดท้าย
ซัดเข้าเวียดนามแบบหักปากกาเซียน พยากรณ์
       
       ครั้งนั้นพายุโซนร้อนฮากูปี๊ต เข้าถล่มภาคเหนือเวียดนาม ซึ่ง
ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน ก่อนจะพัดเลยเข้าภาคเหนือลาว ทำให้เกิดฝนตกหนัก และเกิดอุทกภัยรุนแรงในหลายแขวง
       
       ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์ในกรุงฮานอย ได้ออกคำเตือนในค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการพยากรณ์อากาศในช่วง 24-28 ชั่วโมงข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกล่าสุดนี้มี “กระสวน” การพัฒนาที่สลับซับซ้อน ยังไม่สามารถที่จะตัดความเป็นไปได้ สำหรับโอกาสที่ฮากูปี๊ต จะพัดเลยเข้าสู่ทะเลจีนใต้ต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งแม้ว่าจะลดระดับความรุนแรงลงเป็นพายุโซนร้อนลูกหนึ่ง เหมือนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก็ยังแรงพอที่จะสร้างความเสียหายให้แก่กองทัพเรือหาปลาของเวียดนามได้
       
       แผนภูมิพยากรณ์ของสำนักอุตุนิยมวิทยาหลักๆ ที่ออกตอนค่ำวันพฤหัสบดีนี้ คือ ทั้ง JMT แห่งญี่ปุ่น หอสังเกตการณ์แห่งฮ่องกง และศูนย์ร่วมเตือนภัยไต้ฝุ่น หรือ Joint Typhoon Warning Center ที่เป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในนครโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ต่างแสดงให้เห็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮากูปิต พุ่งเข้าถล่มเขตวิซายาส (Visayas) หรือ “หมู่เกาะภาคกลาง” ของฟิลิปปินส์ ปลายทางของพายุ หยุดอยู่แค่เกาะซีบู (Cebu) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค ในขณะเป็นไต้ฝุ่นระดับ 2
       
       อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายสิบปีมานี้ยังไม่เคยมี่ไต้ฝุ่นลูกใดที่สลายตัวไปทันทีทันใดขณะยังเป็นไต้ฝุ่นที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางถึงระดับ 2 ซึ่งในระดับนั้นพายุยังมีโอกาสที่จะปั่นตัวเองรุนแรงขึ้นได้อีก ภายใต้สภาพการณ์เกี่ยวกับลมฟ้าอากาศที่เหมาะสม หรืออาจจะค่อยอ่อนกำลังลงจนมลายไปในที่สุดอีก 1 หรือ 2 วันหลังจากนั้น
       
       ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ เวียดนาม ที่มีประสบการณ์อย่างโชกโชนในการ “ไล่จับพายุ” กล่าวว่า จะต้องติดตามพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของพายุรุนแรงลูกนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                          

 

 

 

1.ประเทศฟิลิปปินส์เล็กกว่าประเทศไทย 2.5 เท่า แต่มีประชากรมากกว่าไทยเรา ราวๆ 82 ล้านคน

2.มีเกาะเยอะที่สุดในโลก บางคนอาจจะเถียงว่าเป็น อินโดนีเซีย

3.ประเทศฟิลิปปินส์ยากจน

4.สภาพบ้านเมืองก็ไม่สวยงาม ไม่สะอาดตา

5.ที่กรุง"มะนิลา"เป็นเมืองหลวงที่มี "สลัม" เยอะอันดับต้นๆของโลก

6.ย่านธุรกิจQuiapo วุ่นวายมาก

7.จากข้อ^ มีสลัมที่พวกลักเล็กขโขยน้อยเยอะด้วย

8.คนที่เมืองหลวง มะนิลา จะอาศัยอยู่ตาม อพาร์ตเม้นต์เป็นหลัก

9.แต่...อพาร์ตเม้นต์เหล่านั้นก็มักรกรุงรัง ไม่สะอาด เสียงดัง และคับแคบราวกะรังหนู

10.ฟิลิปปินส์มีความห่างของฐานะเยอะมาก คนรวยรวยอักโข คนจน จนมากมาย

11.คนฟิลิปปินส์ไม่มีศูนย์รวมใจ เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรง รัฐบาลจะใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงถึงเลือดเนื้อโดยไม่แคร์ชีวิตประชาชน

12.คนฟิลิปปินส์บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนคนไทย แต่...ก็ปลูกได้น้อย จึงต้องทำนาแบบขั้นบันไดเสียดายภูเขาดีๆ

13.ในเมืองไทยหากวิกฤตข้าวแพงขึ้นราคายังไม่สาหัสอะไร...แต่หากเป็นฟิลิปปินส์จะเดือดร้อนอย่างเว่อร์มากๆ

14.จนต้องนำเข้าหักๆมาหุงเพื่อรับประทานกัน

15.ข้าวหักๆ คือข้าวคุณภาพต่ำที่คนไทยนำไปหุงเลี้ยงหมานั่นแหละ

16."แกง" ของฟิลิปปินส์นิยมตำข้าวลงไปเป็นส่วนผสมหนึ่งด้วย น้ำแกงจะได้ข้นๆ

17.พระเจ้า! คนฟิลิปปินส์ไม่มีมะนาวนะครับ มีแต่ส้มจี๊ด เค้าเรียกมันว่า กาละมังซี่ ไม่เปรี้ยวเท่าไหร่ ไม่หอมด้วย

18.สิ่งที่เถียงไม่ได้ คือ คนฟิลิปปินส์รูปร่างหน้าตาเหมือนคนไทยมากจริงๆ

19.แต่ คนฟิลิปปินส์ผิวจะคล้าเกรียมว่าคนไทย เพราะเป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะ อิทธิพลทางทะเลเต็มที่

20.คนฟิลิปปินส์เหมาะมากกับความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะผิวสีน้ำตาลจะดูดีมากกว่าผิวขาวๆ ดังนั้น คนฟิลิปปินส์จึงใส่เสื้อเกาะอก สายเดี่ยว หรือ ผู้ชาย ใส่เสื้อกล้าม จะดูเหมาะ และดูดี

 

21. ชาวฟิลิปปินส์มีสไตล์ลูกครึ่งเยอะมาก หลายชาติเสียด้วย ประกอบกับในอดีตเคยเป็นประเทศอาณานิคมของทั้ง สเปน อังกฤษ อเมริกัน ฝรั่งเศส  เราพบว่าคนฟิลิปปินส์หน้าเหมือนคนไทยแล้ว จำนวนมากมีหน้าตาผิวพรรณแบบฝรั่ง ตะวันตกเป๊ะ หรือบางส่วนหน้าตาแบบแขกๆก็มีอยู่มาก ..ทั้งความเป็นปินอยด์มีเชื้อทางอินโดมาผสมทางตอนใต้และทางจีนทางเกาะไต้หวันผสมในตอนเหนือ

จึงไม่แปลกที่หลายคนมองว่านายแบบและนักแสดงชายฟิลิปปินส์นั้นดูหล่อเข้มกว่าไทย...สังเกตุดีๆ นายแบบ นักแสดงชาย ของฟิลิปปินส์มองลึกๆที่นัยน์ตา มองภาพรวมของใบหน้าหันซ้ายหันขวาจะดูอมๆ จะปินอยด์ก็ไม่ใช่ จะหน้าตะวันตกก็ไม่เชิง...

22. สาวฟิลิปปินส์มองว่า สาวไทย นั้น"สวย" แต่ สาวฟิลิปปินส์เอง"ไม่สวย"

23. แต่ความ sexy เค้ามองว่า สาวปินอยด์ "Sexy" แต่ สาวไทย "ไม่Sexy"

24. ลูกค้าชาวฟิลิปปินส์ในไทยมักซื้อของและต่อรองราคาอย่างน่ารำคาญและและโคตรน่าเบื่อจนเคยตัว

25. แต่..นิสัยของคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะเป็นมิตร ภาษาอังกฤษดี ชอบทำตัวสบายๆและผูกมิตรกับคนอื่นได้ง่าย

 24.แต่ข้อเสียก็มี คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ชอบนินทา ไม่ชอบเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง

25.ประเทศฟิลิปปินส์อาจไม่น่าอยู่น่าชื่นชมนักสำหรับคนไทย คอรัปชั่นเยอะ พวกลักเล็กขโมยน้อยก็เยอะด้วย เพราะเค้ายากจน ระวังไว้

26. ทะเล ชายหาด รีสอร์ทของฟิลิปปินส์สวยงามไม่แพ้เมืองไทยเลย

27. ตามชนบทบ้านนอกก็มีทุ่งนา  ต้นไม้ เหมือนกับไทย แต่...มีภูเขาไฟตั้งเด่นอย่างน่าเกรงขาม

28. จากการพูดคุยกับชาวฟิลิปปินส์ (รวมถึงนั่งดูรายการทีวีและฟังจากสถานีวิทยุ) ทราบว่า ปัจจุบัน ชาวฟิลิปปินส์ มีการใช้ภาษาที่เรียกว่า ทากรีส (Tagalog + English) คือพูดตากาล็อกคำอังกฤษคำ ผสมกันไปในประโยคสนทนา แต่เป็นที่เข้าใจกันในหมู่ของประชาชน แม้แต่ในรายการทีวีและรายการวิทยุ

29. คนฟิลิปปินส์สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี ก็เพราะค่านิยม

30. ใครสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เขาจะยกให้เป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง แต่ถ้าใครพูดอังกฤษไม่ได้แต่พูดกาตาล้อคได้ก็จะถูกถีบให้ไปเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่ถ้าพูดไม่ได้ทั้งอังกฤษและกาตาล้อคจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสามไปเลย เขาแบ่งกันอย่างนี้จริงๆ

31. ภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยเราก็ถือว่าเป็นเพียงเครื่องมือการสื่อสารเท่านั้น ใครพูดได้ก็ดี พูดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหายอะไรมากเพราะประเทศเราไม่มีความจำเป็นใดใดที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารระหว่างคนในชาติ

32. แต่สำหรับคนฟิลิปปินส์ภาษาอังกฤษเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือการสื่อสาร เพราะมันหมายถึงการได้รับการศึกษาที่ดีและที่สำคัญที่สุดคือ การมีโอกาสได้ไปทำงานต่างประเทศ

33. ด้วยค่านิยมและสภาพการณ์ที่บีบบังคับแบบนี้ทำให้คนฟิลิปปินส์ต้องขวนขวายหาทางเรียนภาษาอังกฤษ ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องที่สุดเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของตัวเองและครอบครัว

 

35. คนฟิลิปปินส์ร้อยละ 90 อยากออกไปทำงานที่ต่างประเทศเพื่อต้องการหลุดพ้นจากขุมนรกในประเทศตัวเอง

36.  เพราะพวกเค้าอยากอพยพออกจากประเทศตัวเองเพื่อไปอยู่ประเทศอื่น เพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า มีเงินเดือนที่ดีกว่า

37. จึงมีคนฟิลิปปินส์อยู่ต่างประเทศมากมายเต็มไปหมด

38. มีชาวฟิลิปปินส์อยู่ในฮ่องกงราวๆสามแสนคน

39. แต่ชาวฮ่องกงมีทัศนคติด้านลบต่อชาวฟิลิปปินส์นานกว่า10ปี เพราะที่ผ่านมาคนฟิลิปปินส์ไปเป็นคนรับใช้,แม่บ้านให้เค้า(ขี้ค่านั่นแหละ)

40. ในเมืองไทยก็มีชุมชนชาวฟิลิปปินส์ พวกนั้นมาอยู่โดยการเป็นครูสอนภาษา และพวกนักแสดงและนักกายกรรม

41. หากเป็นไปได้ชาวฟิลิปปินส์อยากได้สัญชาติของประเทศที่ตัวเองไปอยู่เลยทีเดียว เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอนอีก

42. คนไทยหลายๆคนไม่ชอบคนฟิลิปปินส์ในหลายๆเรื่อง

43. เรื่องที่เราคนไทยไม่ชอบคนฟิลิปปินส์ มาจากสภาพแวดล้อมของเค้าที่เป็นอย่างนั้น พวกเค้ายากจน บ้านเมืองมีปัญหามากกว่าไทย

44. แต่กระนั้น คนดีๆในฟิลิปปินส์ก็พอจะมีอยู่เช่นกัน...ดังนั้นหากเราเจอเรื่องร้ายๆแย่ๆจากการไปอยู่ในฟิลิปปินส์หรือจากคนฟิลิปปินส์ที่อยู่ในไทย ...มองโลกสองด้านไว้ อย่าเหมารวมคิดว่าคนฟิลิปปินส์สันดารเหมือนกันไปหมดทุกคน

45. และหากเราได้มีเพื่อน หรือคนรู้จักที่เป็นคนฟิลิปปินส์ หากเราถูกใจคนฟิลิปปินส์ เราอาจจะหลงรักพวกเค้าขั้นมาได้เช่นกัน....เรียนรู้ไว้เยอะๆ

...............................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

**เดชบักหำ** *****

บักหำเป็นคนขับรถของผู้ว่าแห่งนึง ขึ้นชื่อว่าเป็นเสือ ผู้หญิงคนนึงของจังหวัด จนผู้ว่าสงสัยเรียกตัวมาสอบถาม ผู้ว่า ...เฮ้ย ไอ้หำ เอ็งมีทีเด็ดไรมั่งวะ สาว ๆ ถึงไดีติดกันตรึม บักหำ...ง่าย ๆ เจ้านาย ก่อนที่ผมจะมีอะไรกับผู้หญิง ผมก้อควักไอ้นั่น ของผม ฟาดหัวเตึยงสามครั้ง รับรอง ติดหนึบ

*****คืนนั้นหลังจากที่ผู้ว่ากลับบ้าน อาบน้ำ ย่องเข้าห้องนอนที่ปิดไฟมืด คุณนายผู้ว่านอนหลับอยู่บนเตียง เสียงดังขึ้นที่หัวเตียง "ปั้ก ๆ ๆ" คุณนาย ผู้ว่างัวเงียครึ่งหลับครึ่งตื่น ร้องทักว่า "นั่น..หำ เหรอจ๊ะ"

 

 

 

 

 

ในงานแต่งงาน ขณะที่ดื่มกินกันไปสักพัก พิธีกรก็เชิญบ่าวสาวขึ้นเวทีขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน เจ้าบ่าวกำลังเมาได้ที่ ก็กล่าวขอบคุณเป็นกลอนว่า

"วันนี้ดีใจจะได้ เมีย หลังจากได้เสียกันหลายหน วันนี้ดีใจ มีเมีย เป็นตัวตน ขอบใจ ทุกคน ที่มางาน" พูดจบเพื่อนเจ้าบ่าว ก็ตบมือกันเกรียว เรียกให้เจ้าสาวพูดบ้าง

เจ้าสาว ขึ้นกล่าวตอบว่า "วันนี้ดีใจจะได้ผัว หลังจากเสียตัวมาหลายหน วันนี้ดีใจ มีผัว เป็นตัวตน ขอบคุณผัว ทุกคนที่มางาน "

 

 

 

 

 

 **สาวยุค AEC**

*****หลานสาวกำลังจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนชายฝรั่งครั้งแรก แต่ด้วยความอ่อนทางภาษาอังกฤษ จึงมาปรึกษากับยาย ยาย.....เอางี้ ถ้ามันพูดอะไรมาเอ็งก้อ no no yes yes มั่ว ๆ ไป สาว.....แล้วถ่ามันลวนลามหนูละ จะพูดยังไง ยาย.....

ฮี่โท่ ของกล้วย ๆ ถ้ามันจับข้างบน เอ็งบอก Don ' t

สาว.....แล้วถ้ามันจับข้างล่างละ พูดไง ยาย.....

จะยากอาไร้ ก็บอกว่า Stop แค่นี้เองเว้ย

*****หลานสาวรับคำสอนของยายใส่หัวแล้วออกจากบ้านไป จนกระทั่งเกือบสว่าง หลานสาวก็เดินโซซัดโซเซเข้าบ้านด้วย หน้าตาอิดโรย แต่แววตาเปล่งประกายอย่างมีความสุข เสื่อผ้า ยับยู่ยี่ เมื่อเห็นยายรออยู่ ก็รีบโผเข้ากอดยายแกล้งสะอึกสะอื้น

ยาย.....เป็นไงนังหนู ร้องไห้ทำไม แล้วทำตามที่ยายสอนป่าว

สาว.....หนูพูดตามที่ยายสอนทุกอย่าง แต่นี่มันเล่นจับทั้งบนกะ ล่างพร้อม ๆ กัน หนูเลยพูดว่า ...........don't stop ...........don't stop ...........don't stop -

 

 

 

 

 

  

                        อุโบสถมหาอุดวัดหันตรา

 

 

 

 

อุโบสถมหาอุดวัดหันตราตั้งอยู่ภายในวัดหันตรา หมู่ที่ 2 ตำบลหันตรา อำเภอพระนคร

ศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เรียกว่า "โบสถ์แบบมหาอุด" เพราะว่า เป็นพระอุโบสถ

ที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่มีประตูด้านหลังและไม่เจาะช่องหน้าต่าง เชื่อกันว่าใช้

พระอุโบสถ์แห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังที่ศักดิืสิทธิ์ยิ่ง

 

โดย

เฉพาะบริเวณที่ทุ่งหันตราแห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งทัพรับศึก และเป็นที่ประชุมทัพสมเด็จ

พระบรมราชาธิราชที่ 2เจ้าสามพระยา และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อไปตีเมืองละแวก

การสร้างพระเครื่องจึงเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารกล้ากรุงศรีอยุธยา ดังที่เคย

ได้ยินชื่อติดปากมาจนถึงปัจจุบันว่า"พระยอดธง"ภายในอุโบสถ์มหาอุดแห่งนี้ มีพระประธาน

ปางมารวิชัย ชื่อว่า"พระพุทธอนันตชินราช" และนอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่บอก

 

 

เล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับพุทธประวัติให้แก่พุทธศาสนิกชน

โดย…วัฒนธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

 

  วัดหันตราเป็นอีกวัดที่มีพระพุทธฉายประดิษฐานในซุ้มเพิงผาที่สร้างจากการนำโอ่งไหมาเรียงซ้อนแล้วโบกปูนให้เป็นโขดหินผสมกันการก่ออิฐถือปูนให้เป็นซุ้มคล้ายเพิงผา ปัจจุบันหลังคาส่วนบนที่ปูนหลุดออกจะเห็นร่องรอยการให้เหล็กเส้นเป็นโครงควบคุมเนื้อปูนให้เป็นซุ้มเพิงผา1 รูปร่างลักษณะคล้ายกับพระพุทธฉายในวัดท่าทรายที่อยู่ในวัดราชประดิษฐานดังกล่าวถึงมาแล้วแต่งต่างที่ที่วัดท่าทรายก่อด้วยหินภูเขา และมีขนาดใหญ่กว่า วัดหันตรานี้นับว่าเป็นพระอารามที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงปฏิสังขรณ์ทั้งวัดเมื่อสำเร็จบริบูรณ์แล้วโปรดเกล้าให้จัดการฉลองขึ้นเมื่อเดือน ๖ ปีมะเมียสัมฤทธิศก จุลศักราช๑๑๐๐ หรือพ.ศ. ๒๒๘๑ 


      ด้วยพื้นที่ตั้งวัดเป็นนาหลวงอยุธยามาแต่ต้นกรุงสืบมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์แม้ป้จจุบันก็ถือเป็นพื้นที่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และยังเป็นนาทดลองพันธุ์ข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นานกว่า๕๐ ปีมาแล้ว เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จวัดหันตราเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๔๒ มีข้อความยืนยันในราชกิจจานุเบกษาว่า ที่วัดนี้มีซากพระที่นั่ง1สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศอยู่ข้างพระอุโบสถ และแนวถนนที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศเสด็จมาเกี่ยวข้าวในทุ่งหันตรา แต่ไม่ปรากฏในเอกสารว่าทรงกล่าวถึงพระพุทธฉาย ทั้งๆที่บริเวณพระพุทธฉายตั้งอยู่ใกล้ท่าที่เสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่ง ( ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๑๖ ร.ศ.๑๑๘ หน้าที่ ๙๖๗ ) จึงไม่อาจลงความเห็นให้ชัดเจนได้ว่าพระพุทธฉายวัดหันตราสร้างขึ้นเมื่อไร ใครเป็นผู้สร้างแต่ก็ต้องไม่น้อยกว่า๔-๕ ช่วงอายุคนแน่


      ในช่วงชีวิตของชาวหันตรานับขึ้นไป ๔-๕ ชั่วคนต่างเคยเห็นพระพุทธฉายนี้ เช่นคุณยายแจง สุขเกตุ ขณะนั้นอายุ ๕๒ ปีซึ่งมีบ้านอยู่ริมคลองฝั่งตรงข้ามกับวัดหันตรา ได้เล่าไว้เมื่อราว เดือนกุมภาพันธ์

 

 ๒๕๐๕ ที่บ้านของคุณยายว่า เห็นพระพุทธฉายนี้มาแต่เด็ก บิดาของคุณยายเล่าว่ามีพระภิกษุวัดหันตรารูปหนึ่งไปทำความสะอาดพระพุทธฉายพบว่าโอ่งที่นำมาพอกปูนเป็นโขดหินกระเทาะออกมา ภิกษุรูปนั้นได้พบสร้อยทองคำ แต่เรื่องราวต่อจากนั้นผู้เล่าไม่ได้บอกไว้ และยังเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธฉายว่าคุณยายฟังผู้ใหญ่เล่ากันว่าเคยเห็นไฟพะเนียงลุกเป็นเปลวสูงที่บริเวณพระพุทธฉาย แล้วก็ดับไป จึงมีคำร่ำลือกันว่าที่พระพุทธฉายนี้มีสมบัติโบราณฝังไว้ ซึ่งความเชื่อเช่นนี้มีเล่าสืบกันมานานแล้ว แม้ที่วัดใหญ่ชัยมงคลก็เคยมีผู้เล่าว่าเห็นไฟพะเนียงลุกที่บริเวณพระอุโบสถ เมื่อลุกขึ้นระยะหนึ่งแล้วก็ค่อยๆมอดลง

 

ที่เล่ากันมานี้น่าจะเกิดจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อจะเสียกรุงนั้นคนที่เสียดายอาลัยเครื่องทองแก้วแหวนที่สะสมมาก็พากันฝังทรัพย์เหล่านั้นฝากแม่พระธรณีไว้ใกล้เรือนที่อาศัยบ้างซ่อนในที่ที่คิดว่าปลอดภัยอื่นๆสุดแต่จะเลือกหากันไป จากนั้นก็ทำลายแทงบอกที่ซ่อนทรัพย์ไว้กันลืม ที่ล้มหายตายจากในช่วงหลบหนีข้าศึก คนพบลายแทงก็มาขออนุญาตทางการขุดทรัพย์กันต่อมาในช่วงแผ่นดินกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ ที่รอดตายก็พากันมาขุดทรัพย์นั้นด้วยตนเองดังเรื่องเล่าเจ้าพระยาอัครมหาเสนา (บุนนาค) ต้นสกุลบุนนาค พาภริยากับบ่าวและลูกชายคนโตมาขุดทรัพย์แต่ขากลับถูกโจรปล้นเรือที่นนทบุรีภริยาและลูกชายเสียชีวิต เหลือแต่บุตรสาวที่ฝากท่านผู้หญิงนาก ภริยาของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก

 

ต่อมาท่านผู้หญิงเห็นใจ ทนายข้าหลวงเดิมของสามีจึงยกคุณนวลน้องสาวให้ ด้วยเห็นว่าเป็นหม้ายและลูกก็ยังเล็กนักนี่ก็เป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าความจริงของการขุดหาลายแทงหลังเสียกรุง แต่สำหรับไฟพะเนียงนี้คุณยายแจงเให้ความเห็นว่าอาจเป็นของมีค่าที่นิยมใส่ไว้เป็นพุทธบูชาของคนโบราณมากกว่าเป็นทรัพย์ฝังหนีพม่า ประจักษ์พยานความศรัทธาเช่นนี้ก็มีให้เห็นจริงดังที่คุณยายให้ความเห็น ดังการขุดกรุศาสนสถานหลายแห่งโดยเฉพาะในวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง เช่นวัดพระศรีสรรเพชญ วัดมหาธาตุ วัดราชบูระ วัดสบสวรรค์เป็นต้น


     กาลเวลาย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อถนนเอเซียถูกตัดผ่านพื้นที่ตำบลหันตรามีปัญหาพื้นที่ทำนาขาดน้ำเพราะคูคลองตื้นเขินแม้แต่นาทดลองก็ต้องมีการสูบน้ำจากคลอง ชาวบ้านที่ยากจนสู้ปัญหาต้นทุนสูงไม่ได้ก็เลิกอาชีพชาวนาหันมาเป็นลูกจ้างทำนาของสถานีทดลองข้าวกันเกือบหมด เมื่อมีนิคมโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ชุมชนที่เคยมีวิถีชีวิตสงบร่มเย็นผันแปรไปบ้างเป็นธรรมดา การใช้เรือพายมาทำบุญโดยขึ้นท่าหน้าวัดเปลี่ยนเป็นการใช้รถรถยนต์ขับมาทำบุญเพราะถนนลูกรังเมื่อ๔๐ปีที่แล้วพัฒนามาโดยลำดับจนกลายเป็นถนนกว้างขวางกว่าเดิม คนก็เลิกใช้เรือ ท่าน้ำเริ่มลดประโยชน์ ชาวหันตราหลายคนก็ลืมๆกันไปบ้างว่าชายคลองหันตราที่เรียกว่าหลังวัดเพราะการสลับทิศสลับที่ทางเข้าวัดมามาเป็นทางด้านถนน ตรงหลังวัดปัจจุบันนี้ยังมีพระพุทธฉายอยู่โดยเฉพาะเด็กๆรุ่นหลังที่ไม่รู้ประวัติของวัดมาก่อน

   

     พระพุทธฉายวัดหันตราแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแบบนูนสูงจากผนังคูหามีประภามณฑล รอบพระเศียร แต่สีที่ระบายบนองค์พระพุทธรูปจางลงมาก จึงมีการเขียนซ่อมใหม่เมื่อราว พ.ศ. ๒๕๔๗ องค์พระพุทธฉายยังเหมือนเดิมแต่การให้สีมีแสงเงาต่างไปจากเดิมที่เป็นการวาดและระบายสีแบบ๒ มิติ ส่วนพระสาวกที่อนุมานว่าผู้สร้างต้องการให้เป็นพระปัญจวัคคีย์ คือพระอัญญาโกณฑัญญะ พระภัทริยะพระวัปปะ พระมหานามะ และพระอัสสชิจึงเขียนเป็นพระภิกษุ ๕ รูป ทุกรูปรวมทั้งพระพุทธฉายต่างอุ้มบาตรในลักษณะเสด็จออกบิณฑบาตรโปรดชาวโลก พระพุทธฉายจึงอยู่ในปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันพุธไปโดยปริยาย


     การบำรุงรักษาพระพุทธฉายนี้มีอยู่พอประมาณแล้วแต่ประชาชนยังเข้าใจและสนใจน้อยเกินไป หากมีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้ตระหนักว่าชุมชนชาวหันตรามีโอกาสเป็นเจ้าของวัดสำคัญและเป็นเพียงหนึ่งในสองวัดเท่านั้นที่มีพระพุทธฉายที่มีมาเก่าแก่นับร้อยปี คุณค่าก็จะส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกอนุรักษ์อันเป็นสิ่งควรสร้างให้เกิดในจิตใจคนไทยทั้งปวงแม้เกิดได้ในวันนี้ก็อาจสายไปเสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

 


                  วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2557 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1

 

 

 

                                              

 

 

 

อริยสัจสี่โดยสังเขป (ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า)

 

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ
คือทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.
ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ :-
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม,
ตัณหาในความมีความเป็น,
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.


ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย.
! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ,
การงานชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอ
พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
“นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,” ดังนี้เถิด.

มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๓๔-๕/๑๖๗๘-๑๖๘๓.

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา......


มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปธ.คตง.ตั้งหลานช่วยงานผู้ช่วยเลขาฯ จบออกแบบนิเทศฯ เงินเดือน2.1หมื่น

 

พวกคนดีนี่มันสุดยอดจริงๆ มาเหมือนกันหมด
ถ้าเป็นทักกี่หล่ะก็ จะพากันดาหน้าออกมาป่าวประกาศว่า เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง

ประเทศไทย มันทุเรศก็ตรงนี้แหละ
พวกตัวเองทำได้ทุกอย่าง

ปล.หญิงเป็ดก็เคยทำแบบนีมาแล้ว

 



        

 

 

ปธ.คตง.ตั้งหลานช่วยงานผู้ช่วยเลขาฯ จบออกแบบนิเทศฯ เงินเดือน2.1หมื่น
พบประธาน คตง. ตั้งหลานชาย ช่วยงานตำแหน่งผู้ช่วยเลขาฯ จบออกแบบนิเทศศิลป์ กินเงินเดือนละ 2.1 หมื่นบาท
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง นายภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 51,200 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2557 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ยังได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งนายจุฬา ตราชูธรรม ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการประธาน คตง. โดยได้รับอัตราเงินเดือนละ 21,765 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2557 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ นายจุฬา ตราชูธรรม เป็นหลานของศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ จบการศึกษาศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต (การออกแบบนิเทศศิลป์) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

แหล่งข่าวจาก สตง. กล่าวว่า เหตุผลที่ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ตั้งคนใกล้ชิด หรือเข้ามาช่วยงานในตำแหน่งเลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการ เป็นเพราะต้องการคนที่ไว้ใจด้วยมาทำงานให้ ขณะที่ตำแหน่งประธานคตง. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ถ้าศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ พ้นตำแหน่งไปเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ ก็จะพ้นตำแหน่งตามไปด้วย
สำนักข่าวอิศรา

http://isranews.org/isranews-news/item/34915-news02_34915.

 

 

 คนดี - เอาญาติพี่น้องมาทำงาน เพราะต้องการคนที่ไว้ใจได้มาทำงานด้วย

นักการเมือง (พรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์) - การเอาญาติพี่น้องมาลงรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. เป็นสภาผัวเมีย ห้ามทำเพราะมีเจตนาคอรัปชั่น

เฮ้ยยยยยยยยยยยยยย..........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าจีนจะมาสร้างรถไฟให้ไทย ใครจะได้ประโยชน์กันแน่? {แตกประเด็นจาก 32941799}

 
 

  

 

 

 

 

 

สนช. เพิ่งจะให้ความเห็นชอบ MOU รถไฟไทย-จีน โดยใช้รางกว้าง 1.435 เมตรเส้นทาง หนองคาย-โคราช-มาบตพุต เพื่อจะเชื่อมเส้นทาง คุนหมิง-หลวงพระบาง-เวียงจันทน์ ที่หนองคาย โดยใช้ความเร็ว 160 กม/ชม  

จริงๆแล้วในปัจจุบันทางรถไฟในประเทศไทยเป็นทางขนาด 1.0 เมตร (มิเตอร์เกจ) มีระยะทางประมาณ 4,000 กม. เป็นทางคู่ประมาณ 300 กม. ที่เหลือเป็นทางเดี่ยวครับ

ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคมเดิม จะพัฒนารถไฟในสองระบบคือ

1. ระบบรถไฟทางคู่เดิม (มิเตอร์เกจ) เน้นขนสินค้าหนัก ผู้โดยสารที่ไม่ต้องการความเร็วมากนัก (ประมาณ 120 กม.ต่อ ชม.) ทำเป็นทางคู่ทั้งประเทศ และ เพิ่มเส้นทางใหม่ เช่น เด่นชัย-เชียงราย ขอนแก่น-นครพนม

2. ระบบรถไฟความเร็วสูง (วางรางใหม่ ขนาด 1.435 เมตร หรือ แสตนดาร์ดเกจ) เน้นขนผู้โดยสารที่ต้องการความรวดเร็ว สินค้ามูลค่าสูง ความเร็วไม่ต่ำกว่า 250 กม.ต่อชม ทำสี่เส้นทาง เหนือ อีสาน ตะวันออก ใต้

เป็นระบบคล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นมีคือ ญึ่ปุ่นมีระบบรถไฟสองระบบ รางขนาด 1 เมตร สำหรับ รถช้า รถสินค้า และ รางขนาด 1.435 เมตร สำหรับ รถไฟชินคันเซ็น

สำหรับโครงการนี้ของรัฐบาล เหมือนกับเอาสองระบบมายำรวมกัน คือ วางรางใหม่ใช้แสตนดาร์ดเกจ แต่เน้นเพื่อขนสินค้า (ขนคนด้วยความเร็ว 160 กม/ชม ไม่มี Economy of Speed แข่งกับ Low Cost ไม่ได้)

ถ้าจะทำจริง ก็คงจะมีประเด็นที่ต้องศึกษาให้ละเอียดดังนี้ครับ

1. หัวรถจักร แคร่ โบกี้ โรงซ่อม ของการรถไฟที่มีอยู่เดิมสำหรับทาง 1 เมตร ไม่สามารถใช้กับทางใหม่ 1.435 เมตรได้ ต้องจัดหาใหม่ และ ในอนาคตต้องจัดหาเป็นสองชุด ชุดหนึ่งสำหรับทางเดิม และ อีกชุดหนึ่ง สำหรับทางใหม่ หรือ สุดท้ายอาจจะมีแต่รถไฟจีนเข้ามาวิ่งในเส้นทางนี้

2. การเน้นขนสินค้าจะเกิดประโยชน์กับไทยมากน้อยเพียงไร คงต้องศึกษาให้ดี ประโยชน์กับจีนมีแน่ เพราะทางมณฑลยูนานทางตะวันตกของจีนนั้น ยังมีต้นทุน Logistics ค่อนข้างสูง ต้องขนออกทะเลทางเมืองท่าตะวันออก ถ้าลัดลงมาทางใต้ได้ จีนอาจจะประหยัดต้นทุนขนส่งได้ รวมทั้งการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบเข้าจีนจะสะดวกขึ้น แต่ประโยชน์ที่ไทยได้ ต้องศึกษาให้ดีว่าจะมีสินค้าไทยไปจีนทางเส้นทางนี้เท่าไร เพราะส่วนใหญ่สินค้าเราน่าจะไปทางเรือ ไม่ใช่ว่าสุดท้ายแล้วเรากลายเป็น Transit Country ที่มีแต่สินค้าผ่าน (เหมือนที่ สปป ลาว กังวลอยู่) ค่าผ่านทาง เราเก็บแพงไม่ได้เพราะถ้าเก็บแพงเขาก็ไม่มาใช้

3. การก่อสร้างรถไฟความเร็ว 160 กม ต่อ ชม (กท-หนองคาย 4-5 ชม) ไม่มีแรงจูงใจให้ผู้โดยสารใช้ ดังนั้น ความฝันที่จะเห็นการกระจายความเจริญสู่ชนบทโดยรถไฟความเร็วสูงจะไม่เกิดขึ้น ส่วนที่มีคนพยายามอธิบายว่า อนาคตจะ upgrade ให้มีความเร็ว 250 กม ต่อ ชม ก็น่าจะยากและต้องลงทุนเพิ่มอีกมาก เพราะความเร็วสูงสุดต่างกัน มาตรฐานในการก่อสร้างก็ต่างกัน (เช่น รัศมีความโค้ง การทรุดตัว) ถ้าจะ upgrade ในอนาคต ก็ต้องสร้างเผื่อไว้เลย

4. ความร่วมมือ G-to-G ในกรณีนี้ ความหมายคืออะไร เพราะเท่าที่ฟัง สุดท้ายแล้ว ไทยก็ต้องจ่ายเงินคืน การก่อสร้างรถไฟทางคู่ แสตนดาร์ดเกจ ความเร็ว 160 กม/ชม ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ถ้าเปิดประมูลให้แข่งขัน น่าจะได้ราคาที่เป็นธรรมกว่า ส่วนที่คาดว่าจะจ่ายค่าก่อสร้างเป็นสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ในทางปฏิบัติคงจะยาก เพราะติดเงื่อนไขด้านราคา การส่งของ จีนเขาเอาเงินสดและไปซื้อสินค้าเองง่ายกว่า (ที่ผ่านมา ผมยังไม่เห็นโครงการขนาดใหญ่ทำ Barter Trade สำเร็จสักโครงการ)

5. การเชื่อมมาบตาพุดมีประโยชน์อย่างไร เพราะท่าเรือหลักของเราคือแหลมฉบัง มาบตาพุดมีท่าเรือสำหรับขนวัถตุดิบของนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์น้อยมาก และไม่มีสายเดินเรือแวะ ถ้าเชือมมาบตาพุด อนาคตต้องมีการขยายท่าเรือมาบตาพุดเพื่อรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ ผลกระทบต่างๆในการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อ รับส่งสินค้าให้จีน จะคุ้มกับประเทศไทยหรือไม่ และถ้าท่าเรือเราแออัดเพิ่มจากสินค้าจีน จะมีผลกับสินค้าไทยอย่างไร

6. เขตทางรถไฟมีจำกัด ถ้าไทยเลือกที่จะทำรถไฟแบบนี้จากหนองคาย ลงมากรุงเทพแล้ว ก็จะไม่มีเขตทางเหลือสำหรับทำรถไฟความเร็วสูงสำหรับขนผู้โดยสาร กระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัดอีกแล้ว

7. เส้นทางรถไฟนี้ คงไม่ได้ช่วยให้จีนมาลงทุนไนไทยหรอกครับ เพราะถ้าลงทุนในไทย เขาส่งออกทางแหลมฉบังไปทั่วโลกได้เลย ไม่ต้องส่งสินค้าย้อนเข้าไปในจีนอีกที

โครงการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งกับความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดี จีนเองก็เป็นมิตรประเทศที่ดีของเราเสมอมา แต่ในการตกลงในความร่วมมือต่างๆ แต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายตนเอง และ หาข้อสรุปที่ได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมทั้งสองฝ่าย ที่ผมกังวลคือ ฝ่ายไทยเอง เรายังไม่เข้าใจประโยชน์ของโครงการนี้อย่างชัดเจนเลยครับ เราเอาตามจีนเป็นหลัก ก็ต้องฝากช่วยกันดูรายละเอียด รวมทั้งศึกษาประเด็นต่างๆให้รอบคอบด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมทั้งสองฝ่าย

 

 

 

 

 

 โดยคุณ...พิเภกInter

 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชที่ ตอนอายุได้ 74 ปี เขียน "ชรากถา" น่าคิด---------------

 

กฏของการใช้ชีวิตในวัยทองอย่างมีความสุข

1.อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นอิสระ

2.ถือครองเงินฝากธนาคารและทรัพย์ไว้กับตัวเอง

3.อย่าไปคาดหวังว่าลูกเต้าจะดูแลตอนแก่

4.หาเพื่อนเพิ่มคบทุกวัย

5.อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น

 

6.อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตลูก

7.อย่าเอาความชรามาเป็นข้ออ้าง เพื่อเรียกร้องความเคารพนับถือและความสนใจ

8.ให้ฟังเสียงผู้อื่นแต่ให้วิเคราะห์และปฏิบัติตามที่คิดอย่างอิสระ

9.ให้สวดมนต์แต่อย่าร้องขอจากพระ

10.ข้อสุดท้าย "อย่าเพิ่งตาย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                              

 

 

ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู

 

ลูก “พ่อครับ พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง”
พ่อ “ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ”
ลูก “พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่”

 

พ่อ “ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ” พ่อตอบด้วยความโมโห
ลูก “ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่”
ลูกพูดร้องขอ


พ่อ “ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ”
ลูก “โอ..” ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง
ลูก “พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10เหรียญ”


พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
พ่อ “นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะ แล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ เห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"


เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่ กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้น เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร หลังจากนั้นเกือบชั่วโมง อารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็น ต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริงๆ และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้อง แล้วเปิดประตู


พ่อ “หลับหรือยังลูก”
ลูก “ยังครับ”
พ่อ “พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ”


เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง
ลูก “ขอบคุณครับพ่อ”
ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้าๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง

 

พ่อ “ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม”
ลูก “เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว.....


พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง ….พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ..........

 

 

 

…”

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เค้าสนุกอะไรกันครับ ผมไม่เข้าใจ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

guest

Post : 26/11/2014 21:18     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน

 

 

 

 

         ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังจากอิรักสามารถบรรลุข้อตกลงส่งออกน้ำมันได้

 

 

         

 

 

 

- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอีกครั้ง หลังอิรักผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของกลุ่มโอเปคสามารถบรรลุข้อตกลงกลับกลุ่มชาวเคิร์ดเพื่อให้สามารถส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่งบริเวณทางตอนเหนือของชาวเคิร์ดซึ่งมีปริมาณ 250,000-550,000 บาร์เรลต่อวันผ่านทางประเทศตุรกีได้ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาดมากยิ่งขึ้น

 

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าธนาคากลางยุโรป (ECB) จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ และนักลงทุนยังคงรอและจับตามองว่าธนาคารกลางยุโรปจะมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงเวลาใด รวมถึงเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับที่ดีอยู่

 

+ สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐ (API) ประกาศตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ย. 57 ว่ามีปริมาณน้ำมันดิบคงคลังลดลง 6.5 ล้านบาร์เรล มาสู่ที่ระดับ 373 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบน้ำมันดิบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลง 610,000 บาร์เรล และปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 35,000 บาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาร์เรล แต่อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 0.2 ล้านบาร์เรล

 

- ขณะที่ตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่จะประกาศโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (IEA) ในวันนี้นั้น มีการคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความกังวลต่ออุปทานที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงหน่วยผลิตน้ำมันเบนซินของโรงกลั่น Mailiao ในประเทศไต้หวัน แต่อย่างไรก็ตามอุปสงค์ในภูมิภาคก็ยังคงไม่สูงมากนัก

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ แต่อย่างไรก็ตามอุปสงค์น้ำมันดีเซลในภูมิภาคยังคงมีไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังคงจับตามองและรอให้ราคาน้ำมันคงที่ก่อนที่จะเข้าซื้อน้ำมันเพิ่มเติม

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

 

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 65-71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 70-76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

- ติดตามท่าทีของตลาดที่ตอบรับต่อการคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคที่ระดับเดิมที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมวันที่ 27 พ.ย ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าการประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สมาชิกบางส่วนอย่างที่มีต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบสูง ได้แก่ เวเนซุเอลา อิหร่าน รวมถึงผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคที่มีต้นทุนสูงเช่นกัน ได้แก่ รัสเซีย ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ระดับปัจจุบันยังแสดงความผิดหวังต่อมติการประชุม

 

- ตลาดจับตาการหาวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของยูโรโซน ในการประชุมครั้งต่อไปของอีซีบีในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ หลังประธานอีซีบีส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลเงินเฟ้อให้ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มมาตรการ QE ในไตรมาสหน้าด้วย

 

- โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐ ยังคงทยอยกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง รวมถึงอากาศที่หนาวเย็นของสหรัฐ ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจหนุนราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

-----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                

         

 

 

 

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของหญ้าดอกขาว

  • สารที่พบได้แก่ พบสารจำพวก Flavonoid glycoside, Phenols, Amino acids เป็นต้น[1]
  • น้ำต้มจากส่วนที่อยู่เหนือดินมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบของเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการปวดและลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลอง[2]
  • ใบหญ้าดอกขาวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย แต่ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อมาลาเรีย[1],[7]
  • สารสกัดจากต้นด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้หนู และเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง[2]
  • เมล็ดและรากหญ้าดอกขาวมีฤทธิ์สามารถฆ่าเชื้อพยาธิได้[1],[7]
  • ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ของสมุนไพรชนิดนี้ โดยพบว่ามีฤทธิ์เป็นยาลดไข้ ต้านมาลาเรีย ต้านเบาหวาน ต้านการกระจายตัวของมะเร็ง ต้านไม่ให้รังสีแกมมาทำลายเซลล์ ขับปัสสาวะ ป้องกันไตไม่ให้ถูกทำลาย ต้านแบคทีเรีย ต้านการเกิดแผล แก้ปวด ต้านการอักเสบ ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบ เป็นต้น[3],[6] รวมทั้งยังมีฤทธิ์การยับยั้งการกินอาหารของแมลงบางชนิด ส่วนการวิจัยใหม่ๆ จะมุ่งเน้นศึกษาฤทธิ์ต้านการเติมออกซิเจนและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างมาก[6]
  • ต้น ใบ และรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ Sodium nitrate ทำให้ลิ้นชา ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้[5] จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวกับยาหลอกในการลดการสูบบุหรี่ พบว่า หญ้าดอกขาวสามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ลงได้มากกว่ากลุ่มควบคุม และพบว่าสมุนไพรหญ้าดอกขาวในรูปแบบการนำไปเคี่ยว คือการนำหญ้าดอกขาวแห้ง 20 กรัม ผสมกับน้ำ 3 แก้ว แล้วต้มเคี่ยวจนเหลือเพียง 1 แก้ว แล้วนำมาอมไว้ในปากประมาณ 1-2 นาทีแล้วค่อยกลืน จากนั้นจึงค่อยสูบบุหรี่ จะทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทำให้ไม่อยากสูบยุหรี่ในที่สุด และลดจำนวนของมวนบุหรี่ที่ใช้สูบต่อวันได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะสูบเบาหรือสูบหนักมาก่อนก็ตาม และจากการวิจัยพบว่าหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน จะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง 60% และหากออกกำลังกายร่วมด้วยก็จะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้ 62% และที่สำคัญยังช่วยทำให้คนเลิกบุหรี่ได้สูงถึง 60-70% หากออกกำลังกายร่วมด้วย[3],[4]
  • จากการศึกษาผู้ติดบุหรี่พบว่าหลังการรักษาด้วยสมุนไพรหญ้าดอกขาวเป็นระยะเวลา 4 เดือน ผู้ติดบุหรี่มีอัตราการเลิกสูบบุหรี่ร้อยละ 69.35 โดยเหตุผลสำคัญของการเลิกสูบบุหรี่ คือ ชาลิ้น กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้สึกอยากบุหรี่ รู้สึกเหม็นกลิ่นบุหรี่ เมื่อสูบแล้วรู้สึกอยากอาเจียน ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ให้เหตุผลว่า การดื่มชาสมุนไพรชนิดนี้ก็เหมือนกับการดื่มน้ำธรรมดา โดยไม่มีอาการใดๆ[5]
  • ส่วนการศึกษาด้านความปลอดภัย พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง[3] ซึ่งจากการศึกษาด้านพิษวิทยาพบว่าสารสกัดในเมทานอลไม่เกิดให้เกิดพิษเฉียบพลันในหนูเมื่อให้ทางปาก โดยมีค่า LD50 สูงกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม[6]

ประโยชน์ของหญ้าดอกขาว

  1. ปัจจุบันมีการใช้หญ้าดอกขาวเป็นยาแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่และไม่อยากสูบบุหรี่อีก ซึ่งทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งนำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2547 ได้มีการจดสิทธิบัตรในอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ใช้สารสกัดจากหญ้าดอกขาวใส่ลงไปในก้นกรองของบุหรี่เพื่อช่วยลดความอยากสูบบุหรี่[3]
  2. นอกเหนือจากจะทำให้เลือกบุหรี่ได้แล้ว ยังช่วยทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้นอีกด้วย เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน และที่สำคัญผลข้างเคียงของการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีนี้ก็มีน้อยมาก (เช่น มีอาการกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย สมาธิแปรปรวน)[3]
  3. เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง มีสรรพคุณมากมาย กินง่าย มีรสชาติดีเยี่ยม จึงได้มีการพัฒนาเป็นยาในรูปแบบชง แบบชาชง แบบแคปซูล แบบลูกอมเม็ดแข็ง แบบลูกกวาดนุ่ม แบบหมากฝรั่ง แบบแผ่นฟิล์มละลายเร็ว และแบบผลิตภัณฑ์กาแฟผสมหญ้าดอกขาว ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและนำไปใช้ประโยชน์กันได้ง่ายขึ้น ซึ่งในปัจจุบันชาหญ้าดอกขาวถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2555 ในส่วนยาพัฒนาจากสมุนไพรสำหรับลดความอยากบุหรี่ในรูปแบบชง ใช้กินครั้งละ 2 กรัม โดยชงกับน้ำร้อนประมาณ 120-200 มิลลิเมตร ใช้กินหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง ส่วนในรูปแบบชาชง ก็คือการนำหญ้าดอกขาวแห้งมาบดเป็นผงละเอียด แล้วบรรจุลงในถุงชาขนาดเล็ก วิธีรับประทานก็ให้นำถุงชามาจุ่มลงในน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำมาอมไว้ในปากประมาณ 1-2 นาทีเช่นเดียวกับแบบชงดื่ม ส่วนในรูปของยาอมแบบอัดเม็ด ก็มาจากการนำหญ้าดอกขาวมาเคี่ยวแล้วทำให้เป็นผงแห้งก่อนการอัดเม็ด รูปแบบนี้ทำให้พกพาง่ายและสะดวก ก่อนจะสูบบุหรี่ทุกครั้งก็ให้นำมาอมไว้ในปากจนละลายหมดแล้วจึงค่อยสูบบุหรี่ ก็จะช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ครับ (ประสิทธิภาพในรูปแบบอมจะได้ผลเร็วกว่ารูปแบบชงชาและแบบเคี่ยวมาก)[3],[4]
  4. แม้สมุนไพรชนิดนี้จะมีประโยชน์อยู่มากก็ตาม แต่ก็มีข้อเสียที่อาจเป็นประโยชน์อยู่ด้วย นั้นก็คือ เมื่อกินยาชนิดแล้วจะทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ทำให้ไม่อยากอาหาร (ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคไตเนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีโพแทสเซียมสูง) ด้วยเหตุนี้หญ้าดอกขาวจึงอาจมปีประโยชน์ในควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย[3]
References
  1. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “หญ้าหมอน้อย”.  หน้า 604.
  2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.  (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “เสือสามขา”.  หน้า 223.
  3. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.  “หญ้าดอกขาว หมอข้างกาย ทางสบายเลิกบุหรี่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_herbal/.  [13 ก.ค. 2014].
  4. เดลินิวส์ 5 สิงหาคม พ.ศ.2555.  “หญ้าดอกขาว สมุนไพรช่วยเลิกบุหรี่”.
  5. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  “หญ้าดอกขาวกับการลดการอยากบุหรี่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.cmu.ac.th/dic/newsletter/newpdf/newsletter10_6/smokingherb.pdf.  [14 ก.ค. 2014].
  6. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2553.  (อรลักษณา แพรัตกุล).  “องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ทางชีวภาพของหมอน้อย และแนวทางการพัฒนาตำรับเพื่อใช้ช่วยเลิกบุหรี่”.
  7. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “หมอน้อย”.  หน้า 819-820.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by 翁明毅, eddy lee, u20202003, Hamid, Dinesh Valke, CANTIQ UNIQUE)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม
 

advertisements

 

หญ้าดอกขาว

หญ้าดอกขาว ชื่อสามัญ Little ironweed, Ash-coloured fleabane, Ash-coloured ironweed, Purple fleabane, Purple-flowered fleabane.[6]

หญ้าดอกขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea (Linn.) Less. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Conyza cinerea L.) จัดอยู่ในวงศ์ COMPOSITAE (ASTERACEAE)[1],[7]

สมุนไพรหญ้าดอกขาว ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกว่า หญ้าสามวัน (เชียงใหม่), เสือสามขา (ตราด), ถั่วแฮะดิน ฝรั่งโคก (เลย), ก้านธูป ต้นก้านธูป (จันทบุรี), หนาดหนา (ชัยภูมิ), หญ้าละออง หญ้าดอกขาว หญ้าหมอน้อย หมอน้อย (กรุงเทพฯ), เซียวซัวโห้ว เซียหั่งเช่า (จีนแต้จิ๋ว), เย่เซียงหนิว เซียวซานหู่ เซียวซัวเฮา ซางหางฉ่าว (จีนกลาง), ผ้ำสามวัน, ม่านพระอินทร์, ยาไม่ต้องย่าง เป็นต้น[1],[2],[3],[7]

หมายเหตุ : หญ้าดอกขาวเป็นชื่อที่พ้องกับพืชหลายชนิดทั้งที่อยู่คนละวงศ์ เช่น กระดุมเงิน (Eriocaulon henryanum Ruhle), หญ้ายอนหู (Leptochloa chinensis (L.) Nees), หรือใช้เรียกพืชชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน เช่น สาบเสือ (Eupatorium odoratum L.) ดังนั้นการใช้ชื้อ “หญ้าดอกขาว” ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน โดยต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้อยู่เสมอ เพราะจากการทบทวนเอกสารข้อมูลการวิจัยส่วนใหญ่จะใช้ชื่อว่า “หญ้าดอกขาว” แทน “หญ้าหมอน้อย” มากกว่า[6]

ลักษณะของหญ้าดอกขาว

  • ต้นหญ้าดอกขาว จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุได้ประมาณ 1-5 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 20-80 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านน้อย กิ่งและก้านเรียว มีลักษณะเป็นร่องและมีขนสีเทาขึ้นปกคลุม มีลายเส้นนูนขึ้นตามข้อ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปี พบได้ทั่วไปตามสนามหญ้า ที่รกร้าง และทุ่งนาชายป่า[1],[4],[6] หญ้าดอกขาวจัดเป็นพืชในเขตร้อนที่พบได้ทั่วไปในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[6]

 

 

หญ้าดอกขาว

  • ใบหญ้าดอกขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน รูปแถบ หรือรูปใบหอก ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบหยักหรือจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตร หลังใบมีเส้นใบชัดเจน มีสีเขียวเข้ม มีขนทั้งสองด้าน ใบที่บริเวณโคนต้นมีขนาดใหญ่กว่าใบที่อยู่ปลายยอด[1],[2],[5]

 

 

ใบหญ้าดอกขาว

  • ดอกหญ้าดอกขาว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด ช่อหนึ่งมีดอกย่อยประมาณ 20 ดอก ดอกออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนง รูปคล้ายช่อเชิงหลั่น กว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-35 เซนติเมตร มีใบประดับลักษณะเป็นรูปคล้ายระฆัง 4 ชั้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะของดอกย่อยเป็นหลอดยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร และกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร ดอกเป็นสีม่วงอ่อนอมสีแดง สีม่วง หรือสีชมพู เมื่อดอกบานเต็มที่สีดอกจะจางลง พอกดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อดอกร่วงโรยแล้วจะเห็นผลเป็นรูปทรงกระบอก[1],[6]

 

 

 

หญ้าหมอน้อย

 

 

 

 

 

ดอกหญ้าดอกขาว

  • ผลหญ้าดอกขาว ผลชนิดผลแห้งเมล็ดล่อน มีเมล็ดเดียว ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแคบสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแข็งและแห้งไม่แตก ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาน้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร ด้านบนมีขนสีขาวปกคลุม ผลเป็นพู่แตกบาน ช่วยทำให้เมล็ดลอยไปตามลมได้[1],[6]

 

 

 

หญ้าละออง

เสือสามขา

 

 

 

สรรพคุณของหญ้าดอกขาว

  1. ทั้งต้นมีรสขมชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ มีสรรพคุณทำให้เลือดเย็น เป็นยาแก้พิษ (ทั้งต้น)[1] ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษเช่นกัน ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อนกิน (เมล็ด)[6],[7]
  2. ตำรายาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ใช้ดื่มต่างน้ำชาเป็นยาบำรุงเลือด แก้ตกเลือด (ทั้งต้น)[2]
  3. ช่วยบำรุงกำลัง (ทั้งต้น)[5]
  4. เมล็ดป่นใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาบำรุงธาตุ (เมล็ด)[6],[7]
  5. หากเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ให้ใช้ทั้งต้นนำมาตากแห้งไว้ต้มกินเป็นประจำ (ทั้งต้น)[3],[6] ตำรับยาลดความดันโลหิตสูงอีกวิธีให้ใช้ลำต้นแห้งของหญ้าดอกขาว ต้นแห้งของสะพานก๊น และต้นแห้งของส้มดิน อย่างละ 15 กรัม เท่ากัน นำมารวมกันแล้วต้มเอาน้ำกิน[7]
  6. ใช้เป็นยาลดไข้ แก้ตัวร้อน แก้ไข้หวัดแดดตัวร้อน แก้ไอ แก้ไอหวัด แก้ไข้ทับระดู ไข้มาลาเรีย (ทั้งต้น)[1],[2],[3],[5],[6] ตำรับยาแก้ไข้หวัด แก้ไอ ให้ใช้คนทีเขมาแห้ง ใบไทรย้อยใบทู่แห้ง และรากบ่อฮ๋วมแห้ง อย่างละ 15 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน[7]
  7. ใช้เป็นยาล้างปอดได้ดี จึงนำมาใช้แก้อาการไอ เจ็บคอ และหอบ รวมไปถึงการช่วยลดเสมหะและน้ำมูกเวลาเป็นหวัด (ทั้งต้น)[3]
  8. เมล็ดนำมาป่นให้ละเอียดใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้ไอ ไอเรื้อรัง (เมล็ด)[4],[6],[7] หรือจะใช้รากนำมานำมาต้มเอาน้ำกินก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอเรื้อรังเช่นกัน ถ้าเป็นรากสดใช้ 30-60 กรัม ถ้าเป็นรากแห้งใช้ 15-30 กรัม (ราก)[6],[7]
  9. ใบมีรสเย็น สรรพคุณเป็นยาแก้หืด แก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)[5]
  10. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ[5], ทั้งต้น[1])
  11. ช่วยแก้ประสาทอ่อน แก้นอนไม่หลับ (ทั้งต้น)[1]
  12. ใบใช้ตำผสมกับน้ำนมคน แล้วกรองเอาแต่น้ำมาใช้เป็นยาหยอดตาแก้ตาแดง ตาเปียก ตาแฉะ (ใบ)[2],[5],[6]
  13. ช่วยแก้เต้านมอักเสบ (ทั้งต้น)[1]
  14. ทั้งต้นใช้ตำให้ละเอียดเป็นยาพอกแก้นมคัด (ทั้งต้น)[4],[5],[6]
  15. ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ (ทั้งต้น)[2],[5],[6] เมล็ดป่นใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้ท้องอืด (เมล็ด)[6],[7]
  16. ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องขึ้น ท้องร่วง โรคกระเพาะ (ทั้งต้น)[2],[3],[4],[5],[6]
  17. ใช้เป็นยาแก้บิด (ใบ[5], ทั้งต้น[1])
  18. ใช้เป็นยาขับพยาธิ ด้วยการใช้รากสด 30-60 กรัม (แห้งใช้ 15-30 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกิน (ราก[6],[7], ทั้งต้น[1]) ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียดใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาขับพยาธิ ขับพยาธิเส้นด้าย (เมล็ด)[4],[5],[6],[7]
  19. ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ด้วยการใช้รากสด 30-60 กรัม ถ้าเป็นแห้งให้ใช้ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน (ราก[6],[7], ใบ[5], ทั้งต้น[3]) เมล็ดป่นใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้ปัสสาวะขัด (เมล็ด)[4],[6],[7]
  20. ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ทั้งต้น)[5],[6]
  21. ทั้งต้นนำมาคั้นเอาน้ำดื่มช่วยกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอด ขับรก ขับระดูของสตรี (ทั้งต้น)[5] รากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วงเร่งคลอด และขับรกหลังคลอด (ราก)[6],[7]
  22. ใช้เป็นยาแก้ดีซ่าน แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)[1],[2],[5],[6]
  23. ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ทั้งต้นและรากหญ้าดอกขาว นำมาตากแห้งบดเป็นผง ใช้เป็นยารักษาแผลสด แผลเรื้อรัง ผิวหนังพุพอง และใช้ห้ามเลือด (ทั้งต้น)[2],[6]
  24. ใบสดใช้ตำพอกปิดแผล เป็นยาสมานแผล (ใบ)[2],[5],[6]
  25. ช่วยรักษาแผลบวมอักเสบ ดูดฝีหนอง แก้บวม (ทั้งต้น)[4],[5],[6]
  26. ใช้แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ผื่นคัน (ทั้งต้น)[1] ใบใช้ตำพอกแก้กลากเกลื้อน เรื้อนกวาง (ใบ)[2],[5],[6] เมล็ดใช้ตำพอกหรือนำมาป่นชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้โรคผิวหนัง โรคผิวหนังเรื้อรัง ผิวหนังด่างขาว (เมล็ด)[5],[6],[7]
  27. ช่วยรักษาแผลเบาหวาน ด้วยการใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้นรวมรากประมาณ 1-2 กำมือ นำมาต้มกับน้ำประมาณ 6-8 แก้ว เมื่อยาเดือด ก็ปล่อยให้เดือดกรุ่นไปสัก 5-10 นาที จนได้น้ำยาสีเหลืองแบบชา หรือจะตากแห้งนำมาต้มหรือใช้ชงกินต่างน้ำชาก็ได้ (ทั้งต้น)[3]
  28. ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้พิษงู ฝีหนอง งูสวัด แผลกลาย ผ้ำ (การติดเชื้อมีหนองในเนื้อเยื่อลึกๆ ดูคล้ายฝีแต่ไม่ใช่ฝี) (ทั้งต้น)[1],[3] ตำรับยาแก้ผ้ำหรืออาการติดเชื้อมีหนองในเนื้อเยื่อลึกๆ คล้ายฝีแต่ไม่ใช่ฝี ให้ใช้หญ้าดอกขาวนำมาต้มเอาไอรมแผลบริเวณเป็น เมื่อยาเย็นลงแล้วให้เอาน้ำต้มยามาล้างแผล 1 วัน รม 3 ครั้ง 3 วันก็จะหาย โดยให้ใช้ยาหม้อเดิมทั้ง 3 วัน (ทั้งต้น)[3]
  29. ช่วยรักษาโรคเท้าช้าง (ใบ[5], ทั้งต้น[1])
  30. ตำรับยาแก้ฟกช้ำ ให้ใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้น ฝาง บัวบก ยาหัว และเถาไม้กระเบื้องต้น (แก้มขาว) นำมาต้มกับน้ำกินจนหาย (ทั้งต้น)[3]
  31. ใช้แก้เหน็บชา แขนขาไม่มีแรง ให้ใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้น และกิ่งก้านของใบทองพันชั่ง นำมาต้มกับน้ำกินแทนน้ำชา (ทั้งต้น)[3]
  32. ใช้รักษาอาการปวด ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเข่าด้วยการใช้หญ้าดอกขาวนำมาต้มกินเช่นเดียวกับการรักษาแผลเบาหวาน (ทั้งต้น)[3]
  33. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะรดที่นอน แก้เด็กกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-30 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อนกินเป็นชา (ทั้งต้น)[2],[5],[6],[7]
  34. เมล็ดมีเฝื่อน ใช้ตำพอกช่วยกำจัดเหา (เมล็ด)[5]
  35. ใช้ลดอาการอยากบุหรี่ ด้วยการใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้นประมาณ 2-3 ต้น ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มเดือด 10 นาที ใช้กินบ่อยๆ หรือจะใช้ในรูปแบบชาชงในขนาด 3 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารก็ได้ (ทั้งต้น)[3]
  36. นอกจากนี้การแพทย์โบราณและการแพทย์พื้นบ้านในหลายๆ ประเทศ ก็มีการใช้หญ้าดอกขาวเพื่อบรรเทาโรคและอาการต่างๆ จำนวนมาก เช่น มะเร็ง โรคทางเดินอาหาร โรคตับ โรคหืด ไข้มาลาเรีย ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เยื่อตาอักเสบ อาการปวด อักเสบ โดยในกัมพูชาจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาลดไข้ในผู้ป่วยโรคมาลาเรีย ส่วนอินเดียจะใช้น้ำคั้นจากหญ้าดอกขาวเพื่อบรรเทาอาการปัสสาวะขัดในเด็ก บรรเทาอาการไอ ส่วนเมล็ดใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย เป็นต้น[6]

หมายเหตุ : วิธีใช้ตาม [1] ถ้าใช้ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 35-60 กรัม ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 20-35 กรัม ถ้าใช้ภายนอกก็ให้กะใช้พอประมาณ[1] ส่วนวิธีการใช้ตาม [6] ถ้าเป็นส่วนของทั้งต้นให้เลือกใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน ส่วนเมล็ดให้ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียดใช้ชงกับน้ำร้อนกิน ส่วนรากสดให้ใช้ครั้งละ 30-60 กรัม ถ้ารากแห้งให้ใช้ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน[6]

 

 

 

            360 องศา: พบสูบบุหรี่บั่นทอนความจำ 1 ใน 3 

                         การสูบบุหรี่ทำให้สูญเสียความทรงจำในชีวิตประจำวันถึง 1 ใน 3

 

 

 

         เดลิเมล์ - นักวิจัยระบุสิงห์อมควันอาจสูญเสียความทรงจำประจำวัน 1 ใน 3 แต่ข่าวดีก็คือเมื่อเลิกบุหรี่สามารถฟื้นความจำได้เกือบถึงระดับเดียวกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
       
       งานศึกษาจากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธทัมเบรียในอังกฤษ พบว่าคนสูบบุหรี่สูญเสียความจำมากว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
       
       นอกจากนั้น นักวิจัยยังพบว่า คนที่เลิกบุหรี่สามารถฟื้นความจำได้เกือบถึงระดับเดียวกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
       
       การศึกษานี้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-25 ปี จำนวน 70 คน ที่ถูกขอให้นึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น รายชื่อเพลงที่จะเล่นในงานสังสรรค์ของนักศึกษา และภารกิจที่ทำเสร็จสิ้นในจุดต่างๆ ที่เรียกว่าการทดสอบความจำในโลกจริง
       
       ผลปรากฏว่าสิงห์อมควันจดจำภารกิจได้แค่ 59% แต่คนที่เลิกสูบแล้วจดจำได้ 74% ส่วนคนที่ไม่เคยแตะต้องบุหรี่เลยจำได้ถึง 81%
       
       ดร.ทอม เฮฟเฟอร์แนน ผู้นำกลุ่มความร่วมมือเพื่อการวิจัยด้านยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของมหาวิทยาบัยนอร์ธทัมเบรีย กล่าวว่าผลศึกษานี้เป็นประโยชน์สำหรับโครงการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่
       
       “เมื่อพิจารณาว่ามีคนสูบบุหรี่ในสหราชอาณาจักรถึง 10 ล้านคน และ 45 ล้านคนในสหรัฐฯ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจผลจากการสูบบุหรี่ที่มีต่อการทำงานของสมองในด้านความคิดความจำประจำวัน
       
       “นี่เป็นครั้งแรกที่การศึกษาได้รับการจัดเตรียมเพื่อตรวจสอบว่าการเลิกสูบบุหรี่มีผลต่อความจำหรือไม่
       
       “เรารู้กันอยู่แล้วว่า การเลิกสูบบุหรี่มีผลดีอย่างมากต่อสุขภาพร่างกาย แต่การศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่าการหยุดทำร้ายตัวเองด้วยบุหรี่ยังมีผลต่อการทำงานของสมองด้วย”
       
       ต่อไป นักวิจัยจะตรวจสอบผลจากการได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่นที่มีต่อความจำ ขณะที่ดร.เฮฟเฟอร์แนนและดร.เทอเรนซ์ โอนีลล์จะตรวจสอบผลจาก “การสูบบุหรี่มือที่สาม” หรือสารพิษที่ตกค้างอยู่ในม่านหรือเฟอร์นิเจอร์
       
       ปีที่แล้ว ดร.เฮฟเฟอร์แนนเป็นผู้นำการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่างการดื่มหนักในวัยรุ่นกับความเสียหายที่เกิดกับความจำ ซึ่งพบว่าคนที่ดื่มหัวราน้ำไม่คิดว่าตัวเองมีความจำแย่ลง บ่งชี้ว่าวัยรุ่นไม่รับรู้ผลเสียที่เกิดขึ้นกับตนเอง

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำไมไม่จับมัน

 อีกหน่อย พ่อค้ายาบ้าคงมารวมตัวประท้วง ขอผ่อนปรนให้ขายยาบ้าได้บ้าง.........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

      

พื้นที่
 -  รวม 1,972,550 ตร.กม. (14)
761,606 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) ร้อยละ 2.5
ประชากร
 -  2551 (ประเมิน) 111,211,789 คน[2] (11)
 -  2548 (สำมะโน) 103,263,388 คน 
 -  ความหนาแน่น 55 คน คน/ตร.กม. (142)
142 คน คน/ตร.ไมล์

513,120 ตร.กม.
ประเทศไทย, พื้นที่

        

 

                 5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"       

 

 

 สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และวัฒนธรรมต่างประเทศที่จะทำให้น้องๆ ได้รู้เรื่องซอกแซกของชาวบ้าน เอ๊ย ของประเทศอื่นมากขึ้นเช่นเคย ^^ สำหรับเรื่องราวที่นำมาฝากกันในวันนี้ เป็นเรื่องราวของประเทศที่อยู่ไกลโพ้นนนนนไกลมากกก จนทำให้คนไทยยังไม่นิยมไปเที่ยวประเทศนั้นกันซักเท่าไหร่ ซึ่งประเทศที่ว่าก็คือ "เม็กซิโก" นั่นเองค่ะ .... เอาล่ะ ถ้าใครอยากรู้จักเม็กซิโกให้มากกว่านี้ ก็ตามมาเลย !

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

          

 

    - เม็กซิโกเป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ย้ำอีกทีว่าอเมริกาเหนือ ! ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศอเมริกา แต่กลับมีหลายคนชอบคิดว่าเม็กซิโกอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ซะงั้นน่ะ และคนเม็กซิโกพูดภาษาสเปนเป็นภาษาหลักค่ะ 

              - ประเทศเม็กซิโกมีแท็กซี่ในเฉพาะเขตเมืองหลวงหรือเม็กซิโกซิตี้เท่านั้น ถ้าพ้นออกจากเมืองหลวงไปแล้ว แทบจะหาแท็กซี่ค่อนข้างลำบาก ถึงมีก็จะเป็นแบบไม่มีมิเตอร์ ต้องตกลงราคากันเอง ส่วนแท็กซี่ในเขตเมืองหลวงนั้น ถึงจะมีมิเตอร์ แต่อย่าหวังว่าแท็กซี่ที่ว่านี้จะเป็นแท็กซี่ใหม่เอี่ยม เพราะทุกคันล้วนเก่ามากๆ และจะวิ่งแบบโอเพ่นแอร์คือเปิดกระจก บางคันอาจจะไม่มีกระจกด้วยซ้ำ

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

          

 

    - ผู้ชายเม็กซิโกจะนิยมใช้แว๊กซ์หรือเจลเซ็ตผมให้ดูเปียกๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Wet Look แล้วจะหวีผมให้เรียบแปล้ (นึกถึงผู้ชายไทยสมัยก่อน) คือถ้ามีผู้ชายเม็กซิโกเดินมา 10 คน ต้องมีอย่างน้อย 5 คนล่ะที่หัวเรียบแปล้มาแต่ไกล คือผู้ชายเม็กซิโกเนี่ย ถ้าเค้าไม่เซ็ตผมให้ดู Wet Look ล่ะก็ เค้าก็จะไม่ยอมเซ็ตผมกันเลยค่ะ แปลกดีเหมือนกันเนาะ

 

              - รถไฟใต้ดินในเมืองหลวงหรือเม็กซิโกซิตี้ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง เพราะมีหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางได้ทั่วเมือง แต่สภาพภายในก็คล้ายๆ กับรถไฟของไทยอ่ะค่ะ คือจะเก่าๆ หน่อย และแทบทุกสถานี จะมีขอทานขึ้นมาขอเงิน รวมถึงมีคนเอาของขึ้นมาขายด้วย เช่น ขายหมากฝรั่ง ขายลูกบอล ขายทิชชู่ หรือแม้แต่คอร์สฝังเข็มก็มีขาย !!!

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

            

 

  - ประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีอัตราการก่ออาชญากรรมค่อนข้างสูงโดยเฉพาะการลักพาตัว ยิ่งถ้าเป็นเมืองที่อยู่แถบภาคเหนือติดกับอเมริกาล่ะก็ ขอบอกว่าบางทีเดินๆ อยู่บนถนนก็ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการถูกลักพาตัวด้วย โดยพวกโจรจะลักพาตัวและติดต่อไปทางญาติเพื่อเรียกค่าไถ่ ถ้าญาติไม่นำเงินมาไถ่ตัวก็ .... ตายสถานเดียวค่ะ T_T

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

 

               แต่ถึงจะได้ชื่อว่ามีอัตราการก่ออาชญากรรมที่สูง แต่ถ้ามีโอกาส(และมีเงิน) พี่เป้ ก็อยากไปเหมือนกันนะเนี่ย ท่าทางจะน่าท้าทายไม่น้อยเลย ! ว่าแต่แถวนี้มีใครอยากไปเที่ยวเม็กซิโกบ้าง ขอเสียงหน่อยสิ

 

เด็กดีดอทคอม :: 3 ประเทศที่มีสงกรานต์เหมือนเมืองไทย; tags: holi, tomatina, สี, อินเดีย, โปแลนด์, สเปน, เทศกาล, ประเพณี, สงกรานต์
Special Thanks : THUMB @ MEXICO
ภาพประกอบ : hji.co.uk , interzone.com ,
fjolmenningarvefurbarna.net , ads2blog.com

 

 

 

 

ที่เม็กซิโก...มีนกชื่อ นกจังโกตาเหลือง Yellow-eyed Junco (Junco phaeonotus). พบในป่าบนภูเขาสูงของเม็กซิโก

Mexican Junco (Junco phaeonotus phaeonotus) ก็เป็นนกที่พบในเม็กซิโก
Chiapas Junco (Junco phaeonotus fulvescens).
Guatemala Junco (Junco phaeonotus alticola). ...

ในภาพ นกจังโกตาเหลือง...

 

 

 

 
 

 

 

 “จังโก้” ที่คนไทยใช้เป็นสแลงเรียกคนเม็กซิกัน มาจากคำว่า “Django” ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลอินโด-อารยัน แปลว่า “I awake”

เหตุที่คนไทยใช้ชื่อ “จังโก้” เรียกคนเม็กซิกัน  มาจากอิทธิพลของภาพยนตร์คาวบอยสปาเก็ตตี้เรื่อง Django ของผู้กำกับ Sergio  Corbucci   ซึ่งเข้าฉายในไทยเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว  ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “จังโก้ ยอดคนแดนเถื่อน”   มี Franco Nero รับบทเป็น Django  และมีดินแดนดิบเถื่อนของเม็กซิโกเป็นฉากหลังของเรื่อง

ภาพยนตร์เรื่อง Django ของ Corbucci  ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่แรกฉายเมื่อปี 1966  และกลายเป็นต้นแบบของภาพยนตร์แนว Spaghetti Western ที่มีตัวเอกชื่อ Django อีกหลายสิบเรื่อง  อาทิ

W Django หรือ A Man Called Django (1966)  
Few Dollars for Django (1966)
Django Shoots First (1966)
Django the Last Killer (1967)
Django Kill: If You Live, Shoot (1967)
Django the Bastard (1969)
Django Strikes Again (1987)

และ  ... ฯลฯ

ในจำนวนหลายสิบเรื่องที่ว่า  มีเพียง Django Strikes Again เพียงเรื่องเดียว  ที่มีเนื้อหาและตัวละครต่อเนื่องจาก Django ของ Corbucci  นอกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องต้นแบบเลยแม้แต่น้อย

เคยเห็น VCD ของภาพยนตร์เรื่อง Django และ Django Strikes Again เมื่อเร็ว ๆ นี้  เรื่องแรกใช้ชื่อไทยว่า “ดีจังโก้”  และเรื่องหลังใช้ชื่อ “ยอดคนแดนเถื่อน”
___________

ภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Django จาก
http://dvdmagazine.virgula.com.br/Resenhas_filmes/menus_filmes/Django4.jpeg

 

 

 

 
 

 

             

 

 

                   360 องศา:‘นักรบหญิง’ นางฟ้าในโลกจริงที่พึ่งพิงผู้ยากไร้ในเมืองสิ้นหวัง 

 

                            นางฟ้าในโลกจริงที่พึ่งพิงผู้ยากไร้ในเมืองสิ้นหวัง

 

 เอเอฟพี - กลุ่ม ‘นักรบ’ หญิงในชุดทะมัดทะแมง ขี่มอเตอร์ไซค์สีชมพูไปตามท้องถนนของซิอูดาด ฮวาเรซ เพื่อปฏิบัติภารกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่สุดในเมืองที่ยากจนข้นแค้นที่สุดของเม็กซิโกแห่งนี้
       
       ในวันปกติ พวกเธอเหล่านี้อาจเป็นตำรวจ สาวโรงงาน หรือแม่บ้านดูแลลูกๆ แต่เมื่อถึงวันอาทิตย์ ผู้หญิงทั้งสิบจะหยิบชุดหนังขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์ และออกตระเวนแจกจ่ายอาหารไปทั่วเมืองที่ถูกกลุ้มรุมจากปัญหาความรุนแรงและอาชญากรรม
       
       หลายปีมานี้ สภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองนี้เลวร้ายลง บ้านร้าง ธุรกิจมากมายปิดกิจการ และหน่วยทหารลาดตระเวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์
       
       “ระหว่างสัปดาห์ เราจะมองหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งอาจเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว หรือคนแก่ที่อยู่ตามลำพัง พอถึงเสาร์-อาทิตย์เราจะออกไปหาซื้อของไปให้พวกเขา” ลอรีเนีย เกรนาดอส ประธานกลุ่ม ‘เกอร์เรอราส์’ หรือแปลได้ว่า 'นักรบ’ บอกและว่า
       
       “ตอนที่ตั้งกลุ่มขึ้นมา เราต้องการสิ่งที่แตกต่าง เราไม่ได้แค่อยากตั้งวงดื่มเหมือนแก๊งมอเตอร์ไซค์อื่นๆ และเราสรุปที่ไอเดียในการช่วยเหลือคน”
       
       ซิอูดาด ฮวาเรซ เมืองที่ขึ้นชื่อที่สุดของเม็กซิโกเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงจากยาเสพติด นับจากปี 2008 เชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทำร้ายที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดกว่า 8,100 คน
       
       ปี 2010 คนงานราว 100,000 คนในโรงงานต้นทุนต่ำตกงานระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจ และประชาชนประมาณ 150,000 ครอบครัวจากทั้งหมด 1.3 ล้านครอบครัวในเมือง มีเงินไม่พอซื้ออาหารและยาพื้นฐาน
       
       ปีที่แล้ว รัฐบาลออกโครงการโทดอส โซโมส ฮวาเรซ (เราทุกคนคือฮวาเรซ) มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งหวังลดปัญหาสังคมของเมืองนี้ แต่สถานการณ์แทบไม่ดีขึ้นเลย
       
       ขณะที่แผนการริเริ่มของเอกชน เช่น เกอร์เรอราส์ที่ตั้งขึ้นเมื่อสองปีก่อน หาได้น้อยมาก
       
       กลุ่มนี้เน้นที่แม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
       
       “ผู้ชายทิ้งบ้านเพราะความรุนแรงหรือไม่มีงานทำ และทิ้งผู้หญิงให้อยู่ตามลำพังกับลูกๆ พวกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากที่ไหน”
       
       เกอร์เรอราส์ซื้อของใช้พื้นฐาน เช่น พาสตา เกลือ และผ้าอ้อม โดยควักเงินจากกระเป๋าตัวเองราว 10-15 ดอลลาร์ พร้อมไปกับพยายามชักชวนให้ห้างร้านและประชาชนทั่วไปร่วมบริจาค
       
       ของใช้เหล่านั้นนับเป็นของขวัญพิเศษสุดสำหรับเซซิเลีย คาริลโญ เดอ ซานติเอโก ที่อยู่กับลูก 6 คนกับหมาผอมโซหนึ่งตัวในห้องเล็กๆ ที่เป็นทั้งห้องนอนและครัว
       
       หลังจากหมดสัญญาทำงานกับสภากาชาด เธอมองหางานใหม่มาตลอดครึ่งปี
       
       คาร์ริลโญขอโทษขอโพยสำหรับบรรยากาศร้อนอบอ้าวในห้อง พลางชี้ที่ถั่วต้มบนเตา
       
       “เราเหลือเท่านั้นแหละสำหรับมื้อเย็น พวกคุณมาได้เวลาจริงๆ” เธอบอกกลุ่มเกอร์เรอราส์ด้วยรอยยิ้มกว้าง
       
       อิสซาเบล ลูเซอโร ผู้ร่วมก่อตั้งคลับนักรบหญิง บอกว่าการช่วยเหลือผู้สิ้นไร้ในเมืองนี้เป็นตัวเลือกที่ชัดเจน
       
       “การให้ช่วยพัฒนาตัวคุณเอง และเป็นแบบอย่างสำหรับเด็ก ฉันหวังว่าวันหนึ่ง เด็กๆ เหล่านี้จะเติบโตเป็นคนดีและช่วยเหลือผู้อื่นเช่นเดียวกัน”
       
       สื่อท้องถิ่นเรียกผู้หญิงเหล่านี้ว่า ‘โรบินฮูดหญิง’ แต่สำหรับพวกเธอมองตัวเองต่างจากแก๊งมอเตอร์ไซค์ทั่วไป
       
       “เราพยายามนำความสุขเล็กๆ น้อยๆ ไปให้คนที่ไม่มีอะไรเลย เราอยากให้ซิอูดาด ฮวาเรซมีข่าวดีบ้าง” ลูเซโรทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ตามรอยตำนาน ...พญานาค

 











  นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำนานพญานาคไว้ ข้อมูลอาจจะซ้ำกันไปมาบ้าง ...คงไม่เป็นไรนะ
ความเชื่อหนึ่ง ที่มีมายาวนานจนเรียกได้ว่ากลายเป็นตำนาน นั่นก็คือเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับ นาค หรือ  
พญานาค พญา แห่งงูใหญ่ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ ที่ผู้คนรู้จักและมีตำนานเล่าถึงกันมายาวนานและ
เก่าแก่มาก อาจจะมากกว่าว่าพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครค้นหาคำตอบได้ว่า เรื่องของ
พญานาคนี้เป็นเพียงความเชื่อความศรัทธา เป็นจินตนาการจากผู้แต่งวรรณคดี หรือจะเป็นเรื่องราวที่
มาจากความจริงกันแน่  

 
ตำนานความเชื่อเรื่อง นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ 
เนื่องจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เต็มไปด้วยป่าเขา ทำให้มีงูอาศัยอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุ
ที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ 
และเป็นสัตว์ที่ชาวอินเดียนับถือ นอกจากนี้ยังมีนิยายหลายเรื่องของอินเดียที่กล่าวถึงพญานาค 
โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งนาคเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนาน
พุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน
ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านใน
ภูมิภาคนี้เชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมี
คนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้าย รอยของงูขนาดใหญ่ 
และเมื่อใดที่ไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์
                                            

 
ตามตำนานเล่าว่า พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้   
มีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตใกล้กับคน  สามารถ แปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอ
บวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก 
จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้
เฉพาะในน้ำเท่านั้น
         ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 
อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด 
ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค 
ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย 
ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม ซึ่งเป็นตำนานหนึ่ง
ในพระพุทธศาสนา เหตุที่เราเรียกคนที่นุ่งขาวห่มขาว
ก่อนบวชว่า นาค เนื่องจากมีพญานาคเกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงแปลงกายเป็นมนุษย์มาขออุปสมบท 
สุดท้ายก็ได้เป็นพระสมใจ แต่เมื่อพระที่แปลงกายทิพย์นอนก็กลับกกลายเป็นพญานาค พระรูปอื่นเห็น
เข้าจึงรีบไปแจ้งเจ้าอาวาส เพราะว่าพญานาคจะบวชเป็นพระไม่ได้เนื่องจากไม่ใช่มนุษย์ จึงมีคำสวดก่อน
อุปสมบทว่า มนุสโสสิ แปลว่า ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า คำตอบก็จะบอกว่า อามะภันเต แต่ถ้าไม่ใช่มนุษย์ 
ก็จะตอบไม่ได้เพราะทั้งพญานาค ครุฑ หรือกระทั่งเทวดานางฟ้ามีกฎว่าห้ามพูดปด 

 
พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า 
สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้ว
พวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย 
แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน  
 พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลง
ไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้น
ลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ 
ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์  พญา นาค สามารถ
ผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูก
เป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาล
พื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล 
กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ

 
                จะ เห็นได้ว่า เรื่องราวของพญานาคมีตำนานเล่ามาอย่างละเอียด ทว่าเป็นอีกภพภูมิหนึ่ง 
                ที่ไม่ใช่ที่เดียวกับมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายคราที่มนุษย์เชื่อว่า พญานาคปรากฏกายให้เห็น

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 1

 

 

 

                                   

 

ความอยากเป็นเหตุแห่งความทุกข์

 
ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
๙ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๙ อย่าง คือ :-

เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก 

จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);

เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ 

จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา 

จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);

เพราะอาศัยความจับอกจับใจ 

จึงมี ความตระหนี่(มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ 
จึงมี การหวงกั้น(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น 

จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ; 

กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม
การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย :
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗. , (มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).

 

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

                    

 

 

 

 

 

 
Jack Russell-th ได้แชร์รูปภาพของ Nat Chlorophyll — กับ Fern Akkarawattana-angkul

".... ถึงวันนี้ยังมีคนเอาสิ่งที่พี่นก สินจัย ไม่ได้เขียน ไปแชร์และเข้าใจกันผิดว่าเป็นพี่นก เขียนซะอย่างนั้น น่าตลกที่สุด 555 หน้ามืดตามัวทั้งชมและด่ากันอย่างเมามันส์ แม้มีคนพยายามจะบอกความจริง ว่าใครเป็นคนที่เขียนบทความชิ้นนี้ตัวจริง และอธิบายถึงความเข้าใจผิดนั้น ก็ไม่มีใครสนใจฟัง .... บางความเห็นกลับโชว์ความวิปริตบอกว่า ใครเขียนก็ไม่สำคัญ แต่พี่นกแชร์มา ก็ถือว่าพี่นก เป็นเจ้าของบทความ ?!!

.... (เหี้ยไหมล่ะครับ คนที่คิดส้นตีน - แบบนี้ ??!!!)

.... ข้อความทั้งหมด ผมเป็นคนเขียนเอง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 ตามลิ้งนี้ .. <https://www.facebook.com/photo.php?fbid=863680513645618&set=a.161798780500465.41646.100000110337117&type=1&theater> และ ASTV ผู้จัดการออนไลน์นำไปลง คนเลยแชร์กันไปหลายหมื่นๆ รวมทั้งพี่นก สินจัย ด้วย

.... แต่คนที่ไปแชร์พี่นกมาอีกต่อ กลับมักง่าย สะเพร่า ไม่นำชื่อผู้เขียนนั่นก็คือผมติดมาด้วย และเหมาให้เป็นว่าพี่นก เป็นคนเขียนข้อความนี้ไปเลยนับจากนั้น

.... แต่ถึงวันนี้ผมเฉยๆแล้วล่ะครับ เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่เขียนอะไรแบบนี้ ที่เขียนเพราะคิดว่าตอนนั้น มันไม่มีทางออก กลัวประชาชนจะถูกทำร้ายและเสียชีวิต ทหารน่าจะเป็นทางเลือกทางเดียว และคิดว่าทหารน่าจะไว้ใจได้ที่สุด เข้ามาเพื่อกำจัดระบอบทักษิณ และเดินหน้าปฏิรูปการเมือง ตามที่ประชาชนที่ออกไปสู้เรียกร้องกันมาตลอด 6 - 7 เดือน

.... ไม่ใช่แอบเซี่ยเกี๊ย ชูแต่ปรองดองปาหี่ ส่วนคนผิดคนปล้นชาวนา ตัวการใหญ่ที่สั่งให้ลอบฆ่าประชาชนในการชุมนุมกลับอยู่ดีมีสุข และ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะต้องถูกยึดทรัพย์ หรือรับโทษแต่อย่างใด ??!!!!

.... ผมหูตาสว่างตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2557 แล้ว ที่น่าเศร้าคือยังมีคน "หูหนวกตาบอด" อีกมาก หลงคิดว่า ควช. ดีเลิศ จนลืมกันไปว่า ที่ออกไปสู้ๆกันนั้น เพื่ออะไร ?!

.... สงสารคนที่เอาชีวิตไปทิ้งในการชุมนุมจริงๆ มันไม่คุ้มค่าเลย ...." / แ จ็ ค รั ส เ ซ ล

 

ละครกำลังออกอากาศอยู่ช่อง 3 เรื่อง ภพรัก สงสัยอยากได้เรตติ้งเพิ่ม.......

 

 

 

 

 

 

 

วิธีทำให้เมียรัก มี 7 ขั้นตอน

1. ดื่มเหล้าให้เมาแล้วกลับดึก ๆ

2. แต่พอกลับมาบ้านต้องพยายามให้ยั
งพอมีสตินิดนึง

3. แกล้งทำเป็นเข้านอนทั้งชุดนั้นเ
ลยโดยไม่ต้องอาบน้ำ

4. ช่วงนั้นเมียคงจะด่าเราอยู่..เร
าก็เลยถอดกางเกง
...
5. แกล้งทำเป็นถอดไม่ได้..เมียเราก
็จะมาช่วยถอดเอง

6. จังหวะที่เมียเข้ามาใกล้ๆให้บรร
จง "ถีบเมีย" ให้หงายไปเลย

7. เอ่ยขึ้นมาว่า "อย่ามายุ่งกับกู..กูรักเมียกูค
นเดียว" แล้วก็หลับไปเลย

ลองทำกันดูนะครับ / ขว.๐๒

 

 

 

 

 

 

 

 

                                           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

เอเจนซีส์ - พบข้อมูลฉาว รัฐบาลแทนซาเนียขับไล่ประชากรชนเผ่า “มาไซ” กว่า 40,000 คนออกจากที่ดินซึ่งพวกเขาอาศัยมาแต่บรรพบุรุษ เปิดทาง “ราชวงศ์ดูไบ” เข้าซื้อที่ดิน ก่อนพัฒนาเป็น “พื้นที่ล่าสัตว์” เพื่อการพักผ่อน พร้อมยื่นคำขาดชาวมาไซรายใดไม่ยอมออกจากพื้นที่ภายในสิ้นปีนี้ เตรียม “ติดคุกยาว”

 

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลแทนซาเนียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมิเซงโก ปินดาซึ่งก้าวขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี 2008บรรลุข้อตกลงมูลค่า “หลายพันล้านดอลลาร์” ในการขายที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชนพื้นเมืองเผ่า “มาไซ” จำนวนกว่า 40,000 คนให้กับราชวงศ์ดูไบ ผ่านทางบริษัทนายหน้าอย่าง ออร์เทโล บิสเนสส์ คอร์ป ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภท “ซาฟารี” ให้กับบรรดาลูกค้ากระเป๋าหนักจากทั่วโลก
       
       ข้อตกลงสุดอื้อฉาวดังกล่าวกำหนดให้ชาวมาไซที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติ “เซเรงเกติ” จะต้องอพยพออกนอกพื้นที่ภายในเส้นตายในสิ้นปีนี้ แลกกับการรับเงินชดเชยจำนวน 1,000 ล้านชิลลิง (คิดเป็นเงินไทยราว 18.9 ล้านบาท) มิฉะนั้นจะต้องรับโทษจำคุกนานหลายปีฐานขัดขวางการปฏิบัติงานของภาครัฐ
       
       ด้านแหล่งข่าวในกรุงโดโดมา เมืองหลวงของแทนซาเนียระบุว่า ราชวงศ์ดูไบภายใต้การนำ ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูม เตรียมพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา และใช้เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับสมาชิกราชวงศ์ดูไบ
       
       ทั้งนี้ ชนเผ่ามาไซซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่า 840,000 คนในเคนยาและอีกมากกว่า 430,000 คนในแทนซาเนีย กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากการรุกล้ำของการพัฒนาที่ไม่สมดุล และการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนนักลงทุนข้ามชาติ ท่ามกลางรายงานว่า ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของเผ่ามาไซกำลังถูกคุกคามหนักจนลดจำนวนลงอย่างสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”
       
 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

                         ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูมแห่งดูไบ

 

 

 

เผ่ามาไซ(Maasai)
เป็นชนกลุ่มน้อยที่กระจายอยู่ในพื้นที่ประเทศคีนยา แทนซาเนีย และแอฟริกา มีความเข้มแข็ง นิยมรบพุ่งและล่าสัตว์ นักรบของมาไซ นิยมดื่มนมวัว ที่ผสมกับเลือดวัว เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง

พวกเขามีฝูงวัวเป็นของตนเอง และเลี้ยงวัวแบบเร่ร่อน เปลี่ยนตำแหน่งไปตามแหล่งอาหารของสัตว์ โดยได้น้ำนมวัว และเนื้อเป็นอาหาร หนังวัวใช้เป็นที่พักอาศัยและเครื่องนุ่งห่ม ชาวมาไซให้ความสำคัญต่อวัวมาก เล่ากันว่าพวกผู้ชายมาไซ ให้ความสำคัญกับวัวมากกว่าภรรยาเสียอีก

 

 

เผ่ามาไซ (Maasai)

ได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่กล้าหาญที่สุดในแอฟริกา เรามาดูชีวิตประจำวันของเผ่ามาไซกันเลยครับ

  • เผ่ามาไซจะทักทายโดยถ่มน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่าย เพราะน้ำเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับเผ่า การให้ความชุ่มชื้นแก่ผู้อื่นถือว่าเป็นการแสดงความดีใจและการต้อนรับอย่างดี
  • เผ่ามาไซจะผสมเลือดวัวในนมแล้วดื่ม ถ้าเลือดวัวแข็งตัวจะนำมากินเป็นของว่าง ผู้ชายในเผ่าจะเจาะคอวัวเพื่อดื่มเลือด แม้แต่เลือดก็ยังเป็นอาหารที่เผ่ามาไซทิ้งไม่ได้
  • เผ่ามาไซจะสวมรองเท้าที่ทำจากยางชนเผ่าในแอฟริกาส่วนใหญ่จะเดินเท้าเปล่า แต่เผ่ามาไซจะสวมรองเท้า

นอกจากชนเผ่ามาไซแล้ว ในแอฟริกายังมีชนเผ่าอีกหลายเผ่าที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและธรรมเนียมดั้งเดิมอยู่ เราไปทำความรู้จักกับชนเผ่าต่างๆกันเลย

                         เผ่ามาไซ

 

 

ชนเผ่ามาไซ (Maasai Tribe)

            ชื่อชนเผ่ามาไซอาจจะเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่คอหนังหรือผู้ที่เคยชมภาพยนต์ จากเยอรมันเรื่อง The White Maasai ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือสารคดีชีวิตจริงชื่อเดียวกันของโครีนน์ ฮอฟมานน์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรักข้ามชาติพันธุ์ระหว่างคาโรล่า (Carola) นักธุรกิจสาวชาวสวิสกับเลมาเลี่ยน (Lemalian) นักรบมาไซหนุ่ม ซึ่งเรื่องจบลงด้วยการที่ทั้งสองต้องแยกทางกันเพราะความความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม ภาพยนต์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมที่มักจะเป็นอุปสรรค ต่อการอยู่ร่วมกันของคนที่มาจากวัฒนธรรมอันแตกต่าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งถ้าจะก้าวออกไปจากสิ่งที่นำเสนอใน ภาพยนต์มาสู่สภาพความเป็นจริงของชนเผ่านี้ในสังคมแอฟริกาในปัจจุบัน


            ชนเผ่ามาไซนั้นจัดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นิโลต ซึ่งเป็นพวกเดียวกับชาติพันธุ์ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในประเทศแทนซาเนีย ซูดานตอนใต้ ยูกันดา และเคนยา และพูดภาษา "มา" (Maa) ซึ่งอยู่ในภาษากลุ่มนิโล - ซาฮาราน อันเป็นภาษาที่พูดกันในแถบตอนบนของแม่น้ำไนล์และแม่น้ำชารี ชนเผ่านี้มีจำนวนประชากรที่ไม่ชัดเจน แต่จากการประมาณการครั้งล่าสุดพบว่ามีอยู่ 900,000 คน โดยกระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้ของเคนยาประมาณ 453,000 คน และตอนเหนือของแทนซาเนีย 430,000 คน

            สังคมเผ่า มาไซประกอบด้วยกลุ่มย่อยๆ (เรียกกันในภาษามาว่า อิโลชอน) 16 กลุ่ม ได้แก่ อิลดามัต (Ildamat) อิลปูร์โก (Ilpurko) อิลกีกอนโยกี (Ilkeekonyokie) อิลอยไต (Iloitai) อิลกาปูติเอ (Ilkaputiei) อิลกันเกเร่ (Ilkankere) อิสิเรีย (Isiria) อิลมอยตานิก (Ilmoitanik) อิลูโดกิลานี (Iloodokilani) อิลอยโตกิโตกิ (Iloitokitoki) อิลารุซา (Ilarusa) อิลมาตาตาปาโต (Ilmatatapato) อิลวัวซินกิชู (Ilwuasinkishu) โกเร่ (Kore) ปารากูยู (Parakuyu) และอิลกิซองโก (Ilkisonko)

            ชาวมาไซดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์เร่รอน สัตว์ที่เลี้ยงก็คือวัว แพะ และแกะ ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงไว้บริโภคแล้ว สัตว์เหล่านี้ยังอาจใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสัตว์ประเภทเดิมและ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เหล่านี้ หรือแม้แต่นำไปขายเพื่อแลกเป็นเงิน การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนดังกล่าวนี้จะเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือไม่ได้เร่ร่อนไปไหนก็ได้ แต่จะเร่รอนแบบกลับมาที่เดิมตามฤดูกาล

            วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนเช่นนี้ส่งผลให้ชาวมาไซต้องมีระบบบริหารการ ใช้ที่ดินแบบสาธารณะ กล่าวคือ ทุกคนในกลุ่มมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าไปใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บนที่ดิน ที่กำลังถือครองอยู่ในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในยามอุดมสมบูรณ์นั้น ชาวมาไซจะแบ่งที่ดินเป็นส่วนเพื่อให้แต่ละครอบครัวใช้ทำมาหากิน

            นอกจากนี้ วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนและระบบการใช้ที่ดินแบบสาธารณะนี้เองที่ทำ ให้ชาวมาไซผูกพันกับวัวและบุตรเป็นอย่างมาก อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากก็คือการที่ชนเผ่านี้วัดความมั่งคั่งของบุคคล ด้วยจำนวนวัวที่ถือครองและจำนวนบุตรที่เลี้ยงดูอยู่ โดยบุคคลจะต้องมีทั้งสองอย่างเป็นจำนวนมากถึงจะเรียกได้ว่ามั่งคั่งอย่างแท้ จริง มีวัวมากแต่มีลูกน้อย ก็ถือว่าไม่มั่งคั่ง ในขณะเดียวกัน มีลูกมากแต่ไม่ค่อยจะมีวัวก็ยังไม่ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานความมั่งคั่ง และแม้แต่ศาสนาของชาวมาไซก็ยังหนีไม่พ้นสองสิ่งข้างต้น ชนเผ่านี้เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ประทานสิ่งดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากบทสวดของชาวมาไซ ที่กล่าวว่า ขอให้พระผู้สร้างจงได้ประทานวัวและบุตรแก่ปวงข้า

            ในเรื่อง ที่อยู่อาศัยนั้น ชาวมาไซไม่มีวัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัยแบบถาวร มีแต่การสร้างที่พักชั่วคราว โดยที่พักดังกล่าวนี้จะเรียกกันว่า อินกาจิจิก (Inkajijik) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเพิงพักรูปดาวหรือวงกลมทรงตัวด้วยเสาไม้และหุ่มด้วยผนัง ที่ทำขึ้นจากเศษกิ่งไม้โดยใช้ส่วนผสมของโคลน หญ้า มูลวัว ปัสสวะคน กิ่งไม้เล็กๆ และขี้เถ้า มาเป็นตัวผสานเนื้อในของผนัง การสร้างอินกาจิจิกจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง อินกาจิจิกแต่ละหลังจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 5 เมตร และสูงประมาณ 1.5 เมตร ภายในจะใช้เป็นที่เก็บ ปรุง ตลอดจนบริโภคอาหาร เป็นที่เก็บทรัพย์สิน เป็นที่หลับนอน และยังเป็นที่เก็บสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ชาวมาไซจะนิยมสร้างที่พักอยู่กันเป็นกลุ่มๆล้อมรอบด้วยรั้วที่ทำจากกิ่งหนาม ของต้นไม้จำพวกสีเสียด (Acacia) เพื่อป้องกันภัยจากสิงห์โต

            ชาวมาไซ เป็นชนเผ่าที่บริโภคแต่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะมาจากวัวที่เลี้ยงไว้ ซึ่งได้แก่ นมวัว เนื้อวัว มันวัว และเลือดวัว โดยเฉพาะเลือดวัว จะนิยมบริโภคในโอกาสพิเศษ เช่น มอบให้กับผู้ที่ได้ผ่านพิธีสุหนัดมาแล้ว ให้แก่หญิงที่เพิ่งให้กำเนิดบุตร คนป่วย หรือใช้สำหรับบรรเทาอาการมึนเมา นอกจากนี้ชาวมาไซยังนิยมกินน้ำผึ้งและเปลือกไม้ โดยเปลือกไม้จะนิยมนำมาทำเป็นซุป

            ด้วยเหตุที่มีวิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ชาวมาไซจึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาหารที่ได้มาจากการทำการเกษตรแบบเพาะปลูก โดยมีความเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการทำอันตรายธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีชาวมาไซจำนวนมากเริ่มบริโภคอาหารที่เป็นธัญญาพืชจำพวกข้าวโพด ข้าว มันเทศ มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ที่ผลิตจากชุมชนอื่นบ้างแล้ว


            สำหรับการแต่งกายนั้น ชาวมาไซจะแต่งตัวแตกต่างกันตามวัย เพศ และสถานที่ ในสมัยก่อน ชาวมาไซจะนิยมห่มร่างกายด้วยหนังสัตว์เช่นหนังแกะในกรณีที่เป็นผู้หญิงและ หนังลูกวัวหากเป็นคนดูแลฝูงสัตว์ โดยผ้าคลุมหนังสัตว์ดังกล่าวจะเรียกว่า ชูก้า ในภาษามา แต่ในปัจจุบันเสื้อคลุมชูก้าดังกล่าวซึ่งนิยมทำจากผ้าฝ้ายก็หาซื้อได้ตาม ท้องตลาดกันแล้ว ผ้าคลุมชูก้าของชาวมาไซมักมีสีแดงสด ซึ่งถือเป็นสีเอกลักษณ์ของชนเผ่ามาไซเลยก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม สีอื่นๆเช่น สีดำ สีน้ำเงิน สีนำชมพู มีลายแถบ เป็นลายตราหมากรุก หรือลายดอกไม้ก็มี ในบางครั้งผู้หญิงมาไซก็นิยมนุ่งผ้ากังก้า หรือ คังก้า (Kanga หรือ Khanga) ซึ่งเป็นที่นิยมใส่กันในหมู่ชนเผ่าแถบแอฟริกาตะวันออก โดยจะเป็นผ้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร มีแถบลายรอบขอบนอกของผ้า และยังพบว่าชาวมาไซที่อาศัยในแถบชายฝั่งก็ยังนิยมนุ่งผ้ากิกอย (Kikoi) ซึ่งมีลักษณะเหมือนโสร่งหรือผ้าขาวม้าอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ชาวมาไซในแทนซาเนียยังสวมรองเท้าแตะบางๆที่ทำจากหนังวัวด้วย

            โดยปกติ ชาวมาไซจะนิยมสวมสายผูกข้อมือที่ทำจากไม้ และสวมสร้อยลูกปัดหลากสี นอกจากนี้แล้วชาวมาไซ โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะชอบเจาะส่วนต่างๆของหู รวมไปถึงยืดติ่งหูแล้วฝังเครื่องประดับลงไป

            ในเรื่อง ทรงผมนั้น ชาวมาไซจะพิถีพิถันเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยทรงผมจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามเพศ โอกาส และช่วงอายุ กล่าวคือ ชาวมาไซผู้ชาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นนักรบ จะไว้ผมยาว ย้อมเป็นสีแดงสดใสหรือแดงเลือดหมู และถักเป็นทรงเดดล็อก (dreadlock) โดยเชื่อกันว่าผมทรงนี้จะแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง ความน่าเกรงขาม และความงามเยี่ยงชายชาตรี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าพิธีกรรมสำคัญตามช่วงอายุ เหล่าชายชาวมาไซก็จะต้องโกนหัวเสมอ

            สำหรับผู้หญิงมาไซนั้น ปกติแล้วจะนิยมโกนหัว แต่ก็มีหญิงมาไซบางกลุ่มเช่นกลุ่มตูร์กานา (Turkana) ซึ่งจะนิยมไว้ผมทรงเดดล็อกเช่นกัน แต่จะแตกต่างจากเดดล็อกของผู้ชาย กล่าวคือ จะมีการโกนผมด้านข้างเลยไปถึงด้านหลังศีรษะออกหมดเหลือไว้เฉพาะผมด้านบน จากนั้นก็จะถักผมที่เหลือด้านบนเป็นทรงเดดล็อก และในบางโอกาสนั้น เช่นกรณีที่ลูกชายหรือลูกสาวตาย ผู้เป็นแม่ก็จะรวบผมไว้ด้านหลังหรือไม่ก็ด้านหน้าเพื่อเป็นการไว้ทุกข์

            สำหรับ เด็กนั้น เมื่ออายุย่างเข้า 3 เดือน ก็จะต้องโกนหัวโดยเหลือไว้แค่ผมที่อยู่บริเวณหน้าผากเรื่อยลงมาถึงหลังต้นคอ ซึ่งทรงที่ออกมาจะคล้ายกับทรงพังค์นั่น เชื่อกันว่าผมทรงนี้จะสร้างความสง่างามให้กับทารก

            ในเรื่องศาสนานั้น ชาวมาไซนับถือพระเจ้าองค์เดียว โดยเชื่อว่าพระเจ้า ซึ่งเรียกว่า เองไก (Enkai) เป็นผู้สร้างโลกและสร้างมนุษย์ขึ้นมา 3 เผ่า คือ เผ่าตอร์โรโบ (Torrobo - เผ่าปิกมี่) ซึ่งชาวมาไซเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานน้ำผึ้งและเหล่าสัตว์ป่าไว้ให้เป็น อาหารของคนเหล่านี้ เผ่าต่อมาคือ เผ่ากิกูยู (Kikuyu) ซึ่งเป็นเกษตรกรที่พระเจ้าประทานเมล็ดพันธุ์ต่างๆให้ และชนเผ่าสุดท้ายก็คือชาวมาไซเอง ซึ่งพระเจ้าได้ประทานวัวมาให้

เองไก นั้นจะมีธรรมชาติที่ขัดแย้งกันในตัวเอง กล่าวคือ ในด้านหนึ่งจะเป็นเทพที่ทรงความกรุณา ซึ่งเรียกว่า เองไก นาร็อก (Engai Narok - เทพดำ) แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นเทพที่อาฆาตมาดร้าย เรียกว่า เองไก นันโยกี (Engai Nanyokie - เทพแดง) เชื่อกันว่าเทพองค์นี้ประทับอยู่บนภูเขาแห่งเทพเจ้าที่อยู่ทางเหนือสุดของ แทนซาเนีย

            บุคคลทางศาสนาที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ในสังคมมาไซก็ คือหมอผี ซึ่งในภาษามาไซเรียกกันว่า ไลบอน (Laibon) ซึ่งจะรับผิดชอบด้านพิธีกรรมของชนเผ่า เช่น ขอฝน ประกอบพิธีเอาฤกษ์เอาชัยในการสงคราม ทำนายเหตุการณ์ และรักษาโรคตามหลักไสยศาสตร์

            สังคมมาไซจะประกอบไปด้วยกลุ่มอายุ (Age-set) โดยคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันจะมีสิทธิเท่าเทียมกันทุกอย่าง รวมถึงมีสิทธิที่จะใช้ทรัพย์สินของเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกด้วย กลุ่มอายุมีความสำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับวงจร ชีวิต (Rites of Passage) ต่างๆ ด้วยกัน โดยพิธีกรรมดังกล่าวนั้นได้แก่

            1.พิธีก่อนสุหนัด เรียกกันว่า เอนกิปาตะ (Enkipaata - pre-circumcision ceremony) ซึ่งเด็กผู้ชายกลุ่มอายุ 14 - 16 จะต้องเดินทางท่องดินแดนของเผ่าตนเพื่อแนะนำตนเองเป็นเวลา 4 เดือน

            2. พิธีสุหนัด เรียกว่า เอมูราตาเร่ (Emuratare - circumcision ceremony) ซึ่งเป็นพิธีที่ทั้งหญิงและชายชาวมาไซต้องผ่าน เพื่อจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ใหญ่ สำหรับผู้ชายนั้นพิธีนี้จะเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าสู่วิถีแห่งการเป็นนักรบ มาไซ ซึ่งเรียกกันว่า มอร์ราน (Morran) โดยเขาจะต้องเข้าค่ายอบรมความเป็นนักรบเบื่องต้น ซึ่งเรียกกันว่า เอมันยัตตา (Emanyatta) เป็นเวลาประมาณ 8 -12 ปี และสำหรับผู้หญิงนั้น พิธีนี้จะทำให้เธอเป็นผู้หญิงโดยแท้จริง เหมาะแก่การมีครอบครัวและเป็นแม่บ้านที่ชอบธรรม

            3.พิธีเริ่มรีตความเป็นนักรบอาวุโส ซึ่งเรียกกันในภาษมาไซว่า อิวโนโต (Eunoto - senior warrior initiation ceremony) ซึ่งจะกระทำกัน 10 ปี หลังจากพิธีสุหนัด ผู้ชายที่เป็นนักรบมาไซผ่านพิธีกรรมนี้ก็จะได้รับการยอมรับเป็นนักรบอาวุโส และสามารถแต่งงานได้

            4. พิธีเริ่มรีตความเป็นผู้อาวุโส หรือ ออร์นเกเชร์ (Orngesherr - junior elder initiation ceremony) หลังจากได้ผ่านพิธีนี้แล้วนักรบมาไซก็จะกลายเป็นผู้อาวุโส มีความสามารถที่จะรับผิดชอบครอบครัวของตนได้เต็มที่ และก็สามารถย้ายออกจากบ้านของพ่อแม่ของตนเพื่อตั้งบ้านหลังใหม่ได้

            พิธีกรรมเหล่านี้จะทำให้ชาวมาไซเติบโตและรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนในสังคม นั่นเอง

            นอกจากนี้แล้ว ชาวมาไซก็ยังมีการแบ่งแยกหน้าที่หญิง-ชายในสังคมกันอย่างชัดเจน กล่าวคือผู้ชายจะเป็นนักรบซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านและ ทำการตัดสินใจสำคัญๆที่เกี่ยวกับความเป็นไปของชุมชน ส่วนผู้หญิงนั้นจะรับผิดชอบเรื่องการสร้างและดูแลบ้านเรือน การหุงหาอาหาร เก็บฟืน รีดนมสัตว์เลี้ยง การเลี้ยงดูบุตร ส่วนเด็กผู้ชายก็จะทำหน้าที่ดูแลฝูงสัตว์เลี้ยง

            ผู้หญิงในสังคมมาไซนั้นจะอยู่ใต้อำนาจของผู้ชาย ซึ่งเห็นได้จากหลายกรณีด้วยกัน เช่น เด็กผู้หญิงถูกสอนให้เคารพยำเกรงผู้เป็นบิดาและต้องไม่ปรากฏตัวในยามที่บิดา กำลังกินอาหารอยู่ ยิ่งกว่านั้นในยามที่มีแขกผู้ชายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาเยือน ผู้ชายซึ่งเป็นสามีสามารถให้ภรรยาของตนเองหลับนอนกับแขกได้

            นอกจากเรื่องบทบาทชายหญิงแล้ว เรื่องวัยวุฒิก็มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน กล่าวคือ สังคมมาไซนั้นจะนับถือระบบอาวุโส ผู้ชายอาวุโสในเผ่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจต่างๆที่สำคัญในเผ่า ผู้ชายต้องมีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ก่อนถึงจะสามารถตัดสินใจเรื่องครอบครัวของตัวเองได้เต็มที่ โดยก่อนหน้านั้นจะต้องเชื่อฟังคำแนะนำของบิดาตนเอง

            เรื่องการแต่งงานนั้น สังคมมาไซอนุญาติให้ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน โดยผู้หญิงมักจะได้รับการหมั้นหมายไว้เป็นเวลานานก่อนจะแต่งงานอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ชายในเผ่ามีอำนาจในการคัดค้านเพื่อยกเลิกการหมั้นหมายที่ทำกันมานานแล้ว นี้ได้ ตามวัฒนธรรมของชาวมาไซนั้น ผู้หญิงที่แต่งงานถือว่าได้แต่งงานกับผู้ชายทั้งกลุ่มอายุนั้น ดังนั้นจึงสามารถหลับนอนกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีโดยตรงแต่อยู่ในกลุ่ม อายุเดียวกันกับสามีโดยตรงของตนได้ ดังจะเห็นจากธรรมเนียมของชายชาวมาไซที่เป็นเจ้าบ้านที่ไม่รู้สึกขัดข้องเลย ในการเสนอให้แขกในกลุ่มอายุที่มาเยี่ยมบ้านหลับนอนกับภรรยาของตน หากแขกคนนั้นเป็นคนในกลุ่มอายุเดียวกัน โดยในกรณีนี้ผู้หญิงจะมีสิทธิเลือกว่าจะนอนกับแขกคนนั้นหรือไม่ และเด็กที่เกิดจากความสัมพันธุ์ประเภทนี้จะถือว่าเป็นของสามีโดยตรง

            สำหรับในเรื่องการหย่าร้าง (Kitala - กิตาลา) นั้น พ่อแม่ฝ่ายหญิงสามารถร้องขอการหย่าให้กับลูกสาวตนเองที่แต่งงานแล้วได้ ในกรณีที่พบว่าฝ่ายชายกระทำการทารุณต่อฝ่ายหญิง

            ในปัจจุบัน สังคมชาวมาไซกำลังพบกับการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำเป็นที่จะต้องลงหลักปักฐานในพื้นที่แห่งหนึ่งแห่ง ใดแทนการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน เนื่องจากรัฐบาลเคนยาและแทนซาเนียกำลังขยายพื้นที่ป่าสงวนเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ ทำให้การล่าสัตว์หรือการเข้าไปทำมาหากินในพื้นทีดังกล่าวกลายเป็นเรื่องผิด กฎหมายไปแล้ว การเริ่มวิถีชีวิตแบบลงหลักปักฐานนั้นทำให้ชาวมาไซต้องหันมาทำการเกษตรแบบ เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยอาหารที่เคยได้จากการดำรงชีวิตแบบเดิม ซึ่งนี่ได้ชักนำชาวมาไซเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดไปโดยปริยาย ผลที่ตามมาก็คือปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวมาไซ ชาวมาไซจำนวนมากต้องละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมและเข้ามาหางานทำในตัวเมือง 

 



            ที่ผ่านมาได้มีความพยายามจากทั้งทางรัฐบาลและองค์กรเอกชนต่างๆ ในการอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวมาไซไว้และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในท่ามกลางสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย จึงเป็นที่น่าติดตามว่าชนเผ่ามาไซจะสามารถประนีประนอมความเป็นเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของตนเองที่เป็นมรดกสืบต่อกันมายาวนานกับวิถีชีวิตแบบยุคสมัยใหม่ ที่กำลังเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยากในสมัยนี้ อย่างไร? 

 


 



 

โดย
ปวินท์ มินทอง
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ที่มา
http://en.wikipedia.org/wiki/Maasai_people
http://www.maasai-association.org/maasai.html
http://www.everyculture.com/wc/Tajikistan-to-Zimbabwe/Maasai.html
http://goafrica.about.com/libray/bl.maasai.htm
http://www.masai-mara.com/mmmaa.htm
ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับทรงผม
http://iheartmyhair.com/2010/02/hair-spotting-3/
ภาพจาก http://www.google.co.th

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 15/11/2014 19:34     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  เบื้องหลังฮิตเลอร์

 

                                                            

 

 

 กองปราบ-ทหาร รวบเลขาฯ ใต้ร่มพระบารมี หมิ่นเบื้องสูง

 

 

 http://dangdd.com/threads/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99.125575/page-2

 

 

 

                                  17-11-57 ???????-???? ???????? ?????????????? ?????????????? 039

 

นายทหารพระธรรมนูญ ร่วมกับ ตำรวจกองปราบปราม จับกุม เลขาธิการสำนักงานเทิดไท้องค์ราชัน  ตามกฎอัยการศึก หลังถูกกล่าวหา หมิ่นเบื้องสูง พร้อมของกลางทองคำหนัก 1 กิโลกรัม ขณะกำลังขับรถเก๋งหลบหนีไปต่างจังหวัด 

 

 

วันนี้ (17  พ.ย.) ที่ กองปราบปราม (บก.ป.)  พ.ท. บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ (พล.ม.2) พ.ต.ท.นทธีฤทธิ์ หาญเสน่ห์ลักษณ์ พนักงานสอบสวน  กก.1 บก.ป. พร้อมตำรวจกองปราบปรามนำกำลังจับกุม นายชัยรินทร์ ขาวคม  เลขาธิการสำนักงานเทิดไท้องค์ราชัน ตามกฎอัยการศึก หลังถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ที่ย่านบางรัก พร้อมของกลางทองคำหนัก 1 กิโลกรัม ขณะกำลังขับรถเก๋งหลบหนีไปต่างจังหวัด พร้อมทั้งจับกุม น.ส.พิชญากัญญ์ วิชัยดิษฐ์ อายุ 35 ปี พร้อมของกลางหนังสือเดินทางเล่มน้ำเงิน ปืนพกสั้น 2 กระบอก พร้อมกระสุนจำนวนหนึ่ง โดยจับกุมได้ที่ย่านลาดกระบัง

 

 

จากกรณีที่ หม่อมราชวงศ์สมลาภ กิติยากร อดีตประธานสำนักเลขาธิการเทิดไท้องค์ราชัน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ว่า นายชัยรินทร์ และ น.ส.พิชญากัญญ์    ได้นำชื่อสำนักงานไปแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ตนจึงได้ลาออกจากประธานสำนักงานฯ แล้วเข้าแจ้งความดังกล่าว

 

 

โดยสืบสวนทราบว่า นายชัยรินทร์ กับพวก ได้นำสถาบันฯ ไปแอบอ้างทำโครงการหลายโครงการทั่วประเทศ เช่นไปขอใช้อาคารของ บริษัท กสท.โทรคมนาคม หรือแคทเทเลคอม นานเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่จ่ายค่าเช่า หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถวิ่งเต้นโยกย้ายรัฐมนตรี / นายทหาร / นายตำรวจ และข้าราชการต่างๆ หลอกสร้างพระพุทธรูปทองคำที่ประเทศอินเดีย จัดงานการกุศลต่างๆ แอบอ้างขอถ้วยรางวัล รวมทั้งเปิดสถาบันสอนหลักสูตรปริญญาโท-ปริญญาเอก โดยที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้รับรอง ทั้งนี้ นายชัยรินทร์ ยังได้นำรถเก๋งมาทำเป็นรถนำขบวน แล้วทำเรื่องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมาดูแลความปลอดภัย และยังอ้างว่าสามารถขอหนังสือเดินทางเล่มน้ำเงินได้อีกด้วย

 

 

นอกจากนี้ยังทราบมาว่า นายชัยรินทร์ ยังเป็นเลขาธิการสำนักงานใต้ร่มพระบารมีอีกด้วย ซึ่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อหลายราย มูลค่าความเสียหายทั้งหมดหลายพันล้านบาท ซึ่งเจ้าทุกข์อยู่ระหว่างเตรียมแจ้งความดำเนินคดีหลายราย โดยในส่วนของบริษัทแคทเทเลคอมนั้นมียอดความเสียหายเกือบ 30 ล้านบาท จะเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายชัยรินทร์ กับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ในวันพรุ่งนี้ ( 18 พ.ย.)

 

 

ทั้งนี้ นายชัยรินทร์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องขัดแย้งภายในสำนักงาน คนที่ตั้งสำนักงานมากล่าวหาตนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ และยืนยันว่าตนไม่เคยไปรับเงินบริจาค หรือหลอกลวงตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการตนยังนำเงินของภรรยามาดำเนินการเอง ซึ่งตนรู้สึกเสียใจที่ถูกกล่าวหาเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ตนทำงานนี้ด้วยจิตอาสาไม่ได้มีเงินเดือนแต่อย่างใดมาโดยตลอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประมูลขายภาพวาดสีน้ำฝีมือ “ฮิตเลอร์” ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี ทำราคากว่า 5 ล้าน

      

 

  เอเอฟพี - ภาพวาดสีน้ำที่เผยให้เห็นเขตเมืองเก่าในมิวนิก และเชื่อกันว่า “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เป็นผู้วาดขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน ได้ถูกนำออกประมูลขาย ณ สถาบันประมูลของเยอรมนีไปในราคา 130,000 ยูโร (ราว 5 ล้านบาท) วานนี้ (22 พ.ย.)
       
       แคทธริน ไวด์เลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันประมูล “ไวด์เลอร์” ในเมืองนูเรมเบิร์ก กล่าวว่า งานศิลปะชิ้นนี้ต้องตาผู้ประมูลหลายคนที่ดั้นด้นมาจาก 4 ทวีป ก่อนที่ผู้ซื้อรายหนึ่งจากตะวันออกกลางจะคว้าไปครอง แต่เธอปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดของผู้ชนะการประมูล
       
       สถาบันประมูลแห่งนี้ระบุว่า ภาพวาดชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานราว 2,000 ชิ้นของฮิตเลอร์ และคาดว่าผู้นำเผด็จการรังสรรค์งานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นเมื่อราวปี 1914 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาหาเลี้ยงปากท้องด้วยการเป็นศิลปิน ก่อนที่เขาจะผันตัวไปเป็นผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนีใน 2 ทศวรรษต่อมา
       
       ก่อนหน้านี้มีความคาดหมายกันว่า ภาพเขียนชิ้นนี้จะสามารถเคาะประมูลในราคา 50,000 ยูโรเป็นอย่างต่ำ โดยไวด์เลอร์ซื้อภาพชิ้นนี้มาจากสองพี่น้องสูงวัย ที่ปู่ของพวกเธอซื้อมันมาเมื่อปี 1916
       
       เมื่อมองเพียงผิวเผินแล้วผลงานของฮิตเลอร์อาจดูเหมือนภาพวาดธรรมดาๆ แต่สถาบันประมูลแห่งนี้ชี้ว่า ผู้ที่ประมูลภาพขนาด 28 คูณ 22 นิ้วชิ้นนี้ไปเมื่อวันเสาร์ (22) ยังจะได้รับใบเสร็จซื้อขาย พร้อมจดหมายลงชื่อ อัลแบร์ท บอร์มานน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยของฮิตเลอร์ และเป็นพี่น้องกับ มาร์ติน บอร์มานน์ เลขานุการส่วนตัวของผู้นำนาซีเยอรมนี
       
       จากเนื้อความในจดหมายฉบับนี้ ที่ไม่ได้ระบุวันเวลาไว้แน่ชัด พบว่าเจ้าของภาพชิ้นนี้ในสมัยนาซีได้ส่งรูปถ่ายของภาพวาดชิ้นนี้ไปยังที่ทำการของฮิตเลอร์ เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่ จากนั้นบอร์มานน์ก็เขียนจดหมายตอบกลับไปยืนยันว่า ภาพนี้เป็น “งานศิลปะชิ้นหนึ่งของท่านผู้นำ”

 

 



 

ประมูลขายภาพวาดสีน้ำฝีมือ “ฮิตเลอร์” ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี ทำราคากว่า 5 ล้าน
       

 
ประมูลขายภาพวาดสีน้ำฝีมือ “ฮิตเลอร์” ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี ทำราคากว่า 5 ล้าน
       
 

 

 

เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

 
ใครว่าผู้ชายเถื่อนๆ ไม่มีหัวใจ ถึงแม้จะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฆาตกรโหดของโลก แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำแห่งพรรคนาซีเยอรมัน ก็ยังมีผู้หญิงที่รักมากที่สุดถึงสองคน คนหนึ่งคือแม่ผู้ให้กำเนิด และอีวาบราวน์ หญิงคนรักที่อยู่กับฮิตเลอร์ในเวลาที่เขาตาย

 
     


คลารา แม่ของฮิตเลอร์เป็นเพียงลูกสาวชาวนาจนๆ ไม่มีการศึกษา แต่เธอก็ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อลูก ความเอาใจใส่ของเธอเป็นตัวแปรสำคัญที่หล่อหลอมให้ฮิตเลอร์เป็นผู้ชายรักสะอาด เจ้าระเบียบ และมีเมตตากับสาวๆ เป็นพิเศษ จนพาลเป็นโรคแพ้ผู้หญิงไปเลย ทหารคู่ใจของฮิตเลอร์เขียนไว้ในบันทึกว่า ฮิตเลอร์เป็นพวกเจ้าชู้หน้าตาย เห็นสาวสวยเป็นต้องจีบดะ เช่น ถ้าเลขาสาวคนไหนป่วย ฮิตเลอร์จะไปเยี่ยมถึงบ้าน แต่ถ้าทหารผู้ชายป่วย ฮิตเลอร์กลับไม่สนใจ




ฮิตเลอร์และอีวา บราวน์

สำหรับ อีวา บราวน์ (Eva Braun) เธอควบตำแหน่งนางบำเรอ นกน้อยในกรงทอง ภรรยา และคู่ทุกข์คู่ยากเพียงหนึ่งเดียวของฮิตเลอร์ไว้ครบถ้วน อีวายอมทิ้งชีวิตอิสระในโลกกว้างมาเป็นนางบำเรอในเซฟเฮ้าส์ของฮิตเลอร์ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี เพราะรักผู้ชายคนนี้สุดหัวใจ แต่ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก อีวาพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้ง เนื่องจากจนความเจ้าชู้ของฮิตเลอร์ไม่ไหว ครั้งแรกเธอยิงตัวเอง ส่วนครั้งที่สองเธอกินยานอนหลับเข้าไปถึง 35 เม็ด โชคดีว่าทหารคนสนิทของฮิตเลอร์เข้ามาช่วยไว้ได้ อีวาจึงรอดชีวิตไปจนถึงวันที่ฮิตเลอร์หมดสิ้นทุกสิ่ทุกอย่าง และต้องหลบหนีไปอยู่ในที่มั่นแห่งสุดท้าย รอเวลาที่กองทัพศัตรูจะเข้ามาประหัตประหาร

ฮิตเลอร์พยายามอ้อนวอนให้อีวาหนีไป แต่เธอเลือกที่จะตายเคียงข้างเขา ฮิตเลอร์จึงตัดสินใจที่จะตอบแทนสาวความภักดีของสาวคนรักเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการแต่งงานกับเธอ พิธีแต่งงานที่อีวารอคอยมาชั่วชีวิต มีเพียงบาทหลวงแก่ๆ กับทหารคนสนิทของสามีร่วมเป็นสักขีพยาน แต่แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียว จุดจบของฮิตเลอร์กับผู้หญิงที่สละชีวิตเพื่อเขาก็มาถึง ทั้งสองกรอกยาพิษเข้าปาก จากนั้นก็นั่งพิงกันเงียบๆ อยู่บนโซฟา จวบจนนาทีมรณะเดินทางมาถึง

ประวัติเกี่ยวกับผู้หญิงของฮิตเลอร์จบลงเพียงเท่านี้ จึงไม่เคยมีใครรูเลยว่าในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจ ฮิตเลอร์ยังมีผู้หญิงอีกสองคนแอบซ่อนไว้อย่างลับๆ แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้การยอบรับว่าเป็นคนรักของเขา ไม่แม้แต่จะมีชื่ออยู่ในบันทึกประวัติของฮิตเลอร์ แต่เขาก็ยังคงจดจำพวกเธอไม่เคยเสื่อมคลาย ผู้หญิงคนที่สามในชีวิตของฮิตเลอร์ เป็นสาวน้อยวัยใสชื่อ เจลี่ รัวบาล (Geli Raubal)ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่เจลี่นั้นเป็นลูกของพี่สาวต่างมารดาของฮิตเลอร์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเข้าข่ายรักต้องห้ามนั่นเอง

เจลี่ รัวบาล (Geli Raubal)

ฮิตเลอร์ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหลานสาวคนนี้เลยจนกระทั่งเขาอายุ 40 ปี เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในพรรคนาซีแล้ว เขาได้ชวนพี่สาวมาทำงานเป็นแม่บ้านให้ และเจลี่ก็ตามแม่ของเธอมาอาศัยร่มเงาน้าชายด้วย พอเห็นความสดใสอิ่มเอิ่มเหมือนดอกไม้แรกผลิของหลานสาว งูเห่าบนหัวฮิตเลอร์ก็เริ่มออกสเต็ปทันที ฮิตเลอร์โอ๋หลานสาวคนสวยจนออกนอกหน้า ทั้งส่งเสียให้เรียน ให้เงินเดือนใช้ และยังตามใจให้เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทั้งที่ปกตอฮิตเลอร์ต่อต้านความฟุ่มเฟือยสุดลิ่มทิ่มประตู เนื่องจากมันขัดกับภาพลักษณ์ของพรรคนาซี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของผู้ใช้แรงงาน ผู้บริหารทุกคนจึงต้องทำตัวสมถะให้มากถึงมากที่สุด

ตอนแรกเจลี่ยังไม่คิดจะตกร่องปล่องชิ้นกับน้าชาย เพราะสาวสวยอย่างเธอย่อมสนใจคนหนุ่มๆ มากกว่า ชายหนุ่มที่เธอมีใจให้มีชื่อว่าเอมิล เป็นองค์รักษ์ประจำตัวของฮิตเลอร์นั่นเอง ขณะเดียวกันเธอก็มีกิ๊กไว้แก้ว่างอีกหลายคน จนครั้งหนึ่งเอมิลทนเห็นภาพบาดตาขณะแฟนสาวกำลังหัวร่อต่อกระซิกกับชายอื่นไม่ได้ เลยเข้าไปประเคนกำปั้นใส่กิ๊กของเจลี่ถึงขั้นสลบ ทำให้เรื่องที่เขาแอบคบกับเธอรู้ไปถึงหูฮิตเลอร์จนได้  เปลือกนอกฮิตเลอร์ไม่แสดงอาการอะไร ทว่าในใจนั้นเดือดปุดๆ ที่คนสนิทบังอาจมาเจาะไข่แดงไก่วัดแสนสวย เลยแกล้งไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้เอมิล หรือบางทีก็จ่ายช้าจนอีกฝ่ายแทบไม่มีกิน เอมิลเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือแผนบีบให้เขาลาออกของเจ้านาย ครั้นเขาจะฮึดสู้ก็คงไม่แคล้วต้องเจอไข้โป้งเข้าสักวัน ในที่สุดทหารหนุ่มจึงต้องขอย้ายไปทำงานในหน่วยงานอื่น

พอทางสะดวกฮิตเลอร์ก็เดินหน้าลุยจีบเจลี่เต็มที่ ส่วนเจลี่ซึ่งติดนิสัยฟุ่มเฟือยเข้าไปเต็มเปาแล้ว ก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่ามีแต่น้าชายนี่แหละที่จะบันดาลเครื่องเพชร เสื้อผ้างามหรู และความสะดวกสบายให้เธอได้ แม่สาวน้อยร้อยชั่งจึงโอนอ่อนตามใจฮิตเลอร์แต่โดยดี แม้เธอจะเคยเล่าให้เพื่อสนิทฟังว่าฮิตเลอร์ชอบสั่งให้เธอทำอะไรที่แปลกพิลึกกึกกือ จนบางครั้งเธออยากจะอาเจียนเสียให้ได้ และก็เพราะเจลี่นี่เองที่ทำให้ฮิตเลอร์ซึ่งกำลังมีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ หายดิบหายดีเป็นปลิดทิ้ง แต่ความรักของผู้ชายวัย 40 กับสาวน้อยอายุแค่ 20 ปีย่อมไม่ง่าย ยามหวานทั้งคู่จะชวนกันนั่งรถเปิดประทุนไปปิกนิค บางครั้งก็ไปดูหนัง ละครหรือโอเปร่า แต่ยามร้ายวึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งคู่จะเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ฮิตเลอร์นั้นรู้ทันนิสัยเจ้าชู้ของหลานสาว จึงไม่ชอบให้เธอออกไปเที่ยวตามลำพัง เวลาเขาต้องไปปราศรัยตามเมืองต่างๆ ฮิตเลอร์จะกักบรเวณเจลี่ไว้ในบ้าน โดยมีองครักษ์เดินยามเฝ้าราวกับมักโทษก็ไม่ปาน ถ้าเจลี่อยากจะไปงานเต้นรำโดยไม่มีเขาไปด้วย ฮิตเลอร์จะบังคับให้หลานสาวแต่งตัวมิดชิด ห้ามโชว์เนื้อหนังมังสาเป็นอันขาด แถมยังส่งลูกน้องไปคุมเธอที่งาน เจลี่จะเต้นรำกับผู้ชายหน้าไหนไม่ได้เลย ยกเว้นสองเกลออ้วนผอมขี้เหร่คู่นี้เท่านั้น

เจลี่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอีวา บราวน์ แต่ต่างกันตรงที่อีวาเย็นเป็นน้ำ ส่วนเธอกลับร้อนเป็นไฟ อีวา บราวน์ ทนสภาพเมียเก็บที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันได้นานถึง 12 ปี แต่สำหรับเจลี่แค่ไม่ได้ออกไปเที่ยวเพียงเดือนเดียวเธอก็ไม่ไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีปากเสียงกับฮิตเลอร์บ่อยมาก สงครามระหว่างน้าหลานมาถึงขีดสุดในวันที่ 18 กันยายน 1931 เมื่อเจลี่อยากไปเยี่ยมญาติที่กรุงเวียนนาแต่ฮิตเลอร์ไม่ยอม ทั้งคู่จึงตะโกนใส่หน้ากันอย่างดุเดือด สุดท้ายฮิตเลอร์ตะโกนว่า "ไปยิงตัวตายซะไป๊"

พอหลานสาวเลือดร้อนได้ยินอย่างนั้น อารมณ์อยากประชดประชันก็พรั่งพรู เธอวิ่งเข้าไปในห้องนอนคว้าปืนขึ้นจ่อยิงเข้าที่หน้าอกตัวเอง จนขาดใจตายทันที นับจากวันนั้นเป็นต้นมาฮิตเลอร์ก็เลิกกินเนื้อสัตว์ เขาให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่เขาเห็นเนื้อดิบๆ ชุ่มเลือด เขาจะนึกถึงสภาพของเจลี่ที่แน่นิ่งจมกองเลือด เลือดเนื้อถูกแรงระเบิดกระจายอยู่บนพื้น

ผู้หญิงคนสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของฮิตเลอร์ เป็นสาวน้อยบ้านนอกที่แตกต่างจากอีวาและเจลี่โดยสิ้นเชิง ชาร์ล็อต โลบ์ฌัวเอ (Charlotte Lobjoie) เป็นเพียงหญิงชาวบ้านในแคว้นไกลปืนเที่ยงที่ชื่อนอร์ปาเดอกาแล ในฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องเรียกว่าเป็นแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะแต่ออกเที่ยวด้วยกันเพียงครั้งเดียว ฌอง มารี (Jean-Marie) ลูกชายของทั้งคู่ก็ลืมตาดูโลกในอีกเก้าเดือนต่อมา หลังจากที่ทั้งสองมีสัมพันธ์กันในค่ำคืนที่ต่างฝ่ายต่างเมากันทั้งคู่ หลังจากวันนั้นฮิตเลอร์ก็ติดต่อชาร์ล็อตเป็นครั้งคราว แต่เขาไม่เคยยอมรับว่าฌอง มารีเป็นลูกเลย เด็กชายจึงโตขึ้นมาในสภาพลูกกำพร้าที่ถูกเด็กๆที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเป็นลูกไม่มีพ่อนั้น เป็นอาหาปากอันโอชะของพวกเด็กเกเรเลยทีเดียว

พอโตเป็นหนุ่มโชคชะตาก็ชักพาฌอง มารี เข้าสู่โลกของสงคราม เขาเข้าร่วมกับกองทัพฝรั่งเศสทำสงครามกับเยอรมัน รวมทั้งเป็นสมาชิกขบวนการฝรั่งเศสเสรี (French Resistance) เพื่อต่อต้านการรุกรานของนาซี โดยไม่รู้สักนิดว่าผู้นำฝ่ายปรปักษ์ที่เขาและเพื่อนทหารทุกคนอยากกำจัด ก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองชาร์ล็อตต้องทนฟังลูกชายเล่าถึงปฏบัติการของเขาและเพื่อนๆ อย่างไม่สบายใจ ยิ่งลูกชายประกาศกร้าวว่าจะเด็ดหัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีให้จงได้ เธอก็อกสั่นขวัญแขวนด้วยว่ากลัวลูกชายอาจกลายเป็นฆาตกรฆ่าพ่อเข้าสักวัน  สุดท้ายเธอจึงบอกความจริงให้ฌอง มารีรู้

หลังจากชาร์ล็อตเสียชีวิตไปในวัยชรา ฌอง มารีก็พบภาพวาดรูปของเธอที่วาดโดยฮิตเลอร์ ถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องใต้หลังคา เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันความสัมพันธ์ของทั้งสอง และเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า แม้ฮิตเลอร์จะไม่ยอมรับลูกชาย แต่เขาก็ยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อชาร์ล็อตอยู่เสมอ เพราะเธอคือแม่ของลูกชายเพียงคนเดียวของเขา เธอจึงเป็นเหมือนเงาดำที่ฮิตเลอร์ไม่มีวันสลัดหลุดตลอดไป ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็

 

 

 

                                

 

 

 

  

  

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

                    

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

หว่านเงินเกือบ 2 แสนล้านไร้ผล ยาง-ข้าวดิ่งไม่ถึงครึ่งรับจำนำ

 

จาก ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 
   
 
 
 
 
 

 

มาตรการยกระดับราคาข้าว-ยางกว่า 1.8 แสนล้านบาท ส่อ "เหลว" ราคาตกต่อเนื่อง หอมมะลิเหลือไม่ถึงหมื่นบาท โยนกันวุ่นทั้งโรงสี-ผู้ส่งออก "ยาง" ไม่น้อยหน้า Buffer Fund ซื้อแค่ 100 ตัน ต้องรอข่าวดีโละสต๊อกยางรัฐ 2 แสนตัน

 

หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกฤดูการผลิต 2557/2558 ตกต่ำ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 432 บาท ตามด้วยมาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือก ได้แก่ 1) สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและสินเชื่อเพื่อเตรียมข้าวเปลือก ขึ้นยุงฉางเกษตรกร วงเงิน 52,454 ล้านบาท 2) ค่าเช่าและเก็บรักษาข้าวเปลือกแก่เกษตรกรและสหกรณ์ 3,000 ล้านบาท 3) วงเงินชดเชยต้นทุนเงินที่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมอีก 2,980.16 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังมีการอนุมัติเงินให้กับโรงสีข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% เพื่อซื้อข้าวเก็บสต๊อกเป้าหมาย 6 ล้านตัน โดยใช้วงเงินรวม 612 ล้านบาท โดยมาตรการทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูการผลิต 2557/2558 อยู่ที่ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท หรือคิดเป็นราคาส่งออกต่ำกว่าตันละ 950 เหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยมาตรการจ่ายเงิน "อุดหนุน" ราคาข้าวให้กับชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หรือไม่เกิน 15 ไร่ วงเงิน 40,000 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 617,447 รายวงเงิน 7,366,756,500 บาท)

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานข้อมูลราคาจำหน่ายข้าวล่าสุดของกรมการค้าภายใน ปรากฏว่าราคาจำหน่ายข้าวสารในประเทศ ชนิดข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 ตันละ28,930 บาท ถือเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบปี หากเทียบราคาเฉลี่ยช่วง 11 เดือนแรก(มกราคม-พฤศจิกายน) ปี 2557 ตันละ 31,140 บาท "ต่ำกว่า" ช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ราคาตันละ 33,450 บาท

ขณะที่ราคาส่งออก ข้าว (FOB) โดยกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิชั้น 2 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 อยู่ที่ตันละ 863 เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 7 ปี ขณะที่ราคาเฉลี่ย 11 เดือนแรกของปี 2557 ตันละ 972 เหรียญทั้งหมดนี้แสดงว่า มาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือกที่รัฐบาลดำเนินการนั้น "ไม่ได้ผล"

โรงสีโยนผู้ส่งออกกำไรเละ

แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวกล่าวถึงโครงการให้โรงสีเข้าไปช่วยซื้อเพื่อชดเชย ดอกเบี้ย "ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้" เพราะติดปัญหาข้อปฏิบัติ เช่น อำนาจในการตรวจสต๊อกก่อนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะปล่อยเงินกู้ให้กับโรงสี

"รัฐบาลตั้งวงเงินให้โรงสีช่วยซื้อ 600 ล้านบาท เพื่อกักข้าว 6 ล้านตันไม่ให้ออกสู่ตลาด จริง ๆ แล้วการจ่ายดอกเบี้ย 3% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 7% เท่ากับโรงสีต้องจ่ายดอกเบี้ยเองอีก 4% ขณะที่มูลค่าข้าวที่ซื้อมากักไว้มีความเสี่ยงที่ราคาข้าวจะลดลงเรื่อย ๆ ตามราคาตลาด เช่น ซื้อราคารัฐบาลต้นทุน 16,000 บาท คิดเป็นราคาข้าวสารตันละ 29,000 บาท แต่ปัจจุบันผู้ส่งออกบอกราคาซื้อข้าวล่วงหน้าอยู่ที่ตันละ 24,000-25,000 บาท เท่ากับโรงสีเสียดอกเพิ่ม แถมยังขาดทุนสต๊อกจากราคาตลาดที่ลดลงอีกตันละ 4,000-5,000 บาท"

ส่วน กรณีที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายราคาข้าวหอมมะลิไว้ที่เป้าหมาย 16,000 บาท หรือราคาส่งออกตันละ 950 เหรียญนั้น เมื่อคำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร โดยคูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,000 บาท ยอมหักค่าดอกเบี้ยให้อีกตันละ 500 บาท ทั้งที่ผู้ส่งออกซื้อข้าวจากโรงสีได้เครดิตยาว 1-2 เดือน เท่ากับว่าผู้ส่งออกต้องซื้อข้าวสารตันละ 29,375 บาท หรืออย่างต่ำ 29,000 บาท แต่ความเป็นจริงผู้ส่งออกกลับซื้อข้าวเพียงตันละ 24,000-25,000 บาท ตรงนี้ผู้ส่งออกข้าวมีกำไร "ส่วนต่าง" ระหว่าง 4,000-5,000 บาท/ตัน

ขณะ ที่ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีข้าวว่าผู้ส่งออกไม่ได้มี กำไรจากการซื้อข้าวมากถึงขนาดนั้น หากคิดสูตรราคาจากราคาเป้าหมายส่งออกอยู่ที่ตันละ 950 เหรียญ คำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร คูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,800 บาท หักค่าดอกเบี้ยอีก 3% ในขณะที่ลูกค้ากว่าจะจ่ายเงินก็ใช้เวลานาน 1-2 เดือน กำไรผู้ส่งออกตันละ 270 บาท หรือซื้อข้าวได้แค่ตันละ 26,650 บาทเท่านั้น

ชาวนาร้อง "ตู่" เงินหายครึ่งหนึ่ง

นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมจะทำหนังสือเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หลังจากที่สมาคมได้รับคำร้องเรียนจากชาวนาหลายจังหวัดว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2557/2558 ได้ลดลงต่ำสุดประมาณ 50% จากช่วงที่เคยได้รับจากโครงการรับจำนำ เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิเหลือแค่ตันละ 9,000-10,000 บาท ต่ำกว่าราคาเป้าหมายของรัฐบาลกำหนดตันละ 16,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเหนียวเหลือตันละ 6,700-8,000 บาท หรือต่ำกว่าราคาเป้าหมายตันละ 13,000 บาท

"การจ่ายชดเชยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทก็ได้กันประปรายไม่ครบ ดอกเบี้ยธนาคารที่กู้มาจะทำอย่างไรจะเอารายได้จากไหนจึงพอเพียงกับหนี้พวก นี้"

ยางราคาร่วงต่อเนื่อง


สถาณการณ์ราคายางพาราก็ยัง คง "ตกต่ำ" อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางหลายด้าน ไม่ว่าจะอนุมัติวงเงิน 58,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อ/เงินกู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง, การจ่ายเงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ หรือ 15,000 บาท วงเงิน 8,500 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 1377 ราย วงเงิน 13,053,250 บาท)และการอนุมัติให้องค์การสวนยาง (อสย.) ทำการซื้อขายยางผ่านกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดึงราคายางในประเทศให้สูงขึ้น แต่จนถึงวันนี้ราคายางก็มีแต่จะดิ่งลง

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลาปรับตัวลดลง ยางแผ่นดิบแตะระดับ 47.25 บาท/กก. หรือลดลง 0.85 บาท, ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 49.33 บาท/กก. หรือลดลงถึง 1.55 บาท, ราคาน้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ที่ 47.00 บาท/กก. หรือลดลง1 บาท จากราคายางแผ่นดิบในวันที่ 3 พฤศจิกายน อยู่ที่ 52.25 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.70 บาท/กก.

สำหรับราคายางที่ตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานีในรอบสัปดาห์ นี้ยังคงแกว่งตัวอยู่ในช่วง 49-50 บาท/กก. ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคายางลดลงมาจากวันที่ 17 พ.ย. ถึง 2.15 บาท/กก.

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงสัญญาซื้อขายยางพาราในสต๊อกรัฐบาล จำนวน 208,000 ตันจากโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราว่าจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายยางใน ปลายสัปดาห์นี้จำนวน 200,000 ตัน ส่งมอบเป็นเวลา 10 เดือน โดยส่งมอบครั้งละ 20,000 ตัน ราคาขายมีการยืนยันอย่างไม่เป็นทางการว่ามีราคาสูงกว่าราคาตลาด

"การ รับมอบสินค้าจะต้องมีการเปิด Letter of Credit (L/C) มาก่อน และจะมีการตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและเซอร์เวเยอร์ของผู้ซื้อ ในการตรวจสอบยางพาราแบบก้อนต่อก้อน เพื่อให้ถูกต้องตามเกณฑ์การคัดคุณภาพยางพาราที่ตกลงกัน ซึ่งอาจจะมียางมิดเชพ มีราแห้ง ราเปียกบ้าง ทำให้ราคาต่ำกว่าที่ให้แก่ยางคุณภาพดี แต่คู่ค้าจะรับซื้อแน่นอน เพราะคุณภาพยางยังนำไปใช้งานได้"

รายงานข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อ.ส.ย.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 กก.ละ 62 บาท และยางแท่ง กก.ละ 56 บาท รวมทั้งหมด 2 แสนตัน ให้กลุ่มบริษัทไห่หนานของจีนมาแล้ว แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ด้านนายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวถึงการเข้าซื้อยางระลอกสองของกองทุนมูลภัณฑ์กันชนยางพารา (Buffer Fund) หลังจากที่เข้าซื้อไปแล้ว 100 ตัน ในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า "จะยังไม่มีการเข้าซื้อยางในสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรรมการบางส่วนต้องเดินทางไปประชุมไตรภาคีประเทศผู้ผลิตยางพารา 3 ประเทศ" และการเข้าซื้อยางก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะซื้อทุกวันหรือวันละเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการที่จะพิจารณาราคายางเป็นรายวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

ประเทศคนขี้เมา : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               

มีข่าวน่าสลดใจที่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งใช้จอบทำร้ายชาวต่างประเทศจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงเพราะชาวต่างประเทศผู้เคราะห์ร้ายมองหน้านักเรียนวัยรุ่นกลุ่มนั้นที่ดื่มสุราจนเมามาย

 

                จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า ประเทศไทยมีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีผู้ดื่มที่อยู่ในวัย 11-19 ปี ประมาณ 1.06 ล้านคน หรือประมาณ 21.23 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในกลุ่มอายุนี้ และครึ่งหนึ่งเริ่มดื่มเมื่ออายุต่ำกว่า15  ปี นอกจากนี้นักเรียนนักศึกษาเพศหญิง มีการดื่มสุราเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 6 เท่า

 

                สาเหตุของการดื่ม ส่วนใหญ่เกิดจากเพื่อความสนุกสนานกับเพื่อนฝูง, ทำตามอย่างเพื่อน, ถูกยั่วยุ ท้าทาย, ต้องการแสดงความเก่ง และการยอมรับของเพื่อนๆ, เพื่อให้ลืมความทุกข์, สภาพในครอบครัวที่มีการดื่มสุรา และเหตุผลอื่นๆ - สุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมานาน ทุกงาน หรือเทศกาลต่างๆ จะต้องมีวงเหล้าอยู่ด้วยเสมอ แม้แต่งานบุญงานกุศล งานมงคล หรืออวมงคล การดื่มสุราและเครื่องดองของเมา แม้จะเป็นข้อห้ามทางพุทธศาสนา แต่ก็ไม่มีใครถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด บางคนแม้จะเพิ่งอาราธนาศีลและรับศีลห้ามาหยกๆ ก็ยังดื่มสุรายาเมากันจนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

                สังคมไทยนั้นเป็นสังคมแบบแม่ปูที่ผู้ใหญ่มักจะสอนให้เด็กและเยาวชนทำโน่นทำนี่ แต่ผู้ใหญ่เองกลับทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนสอน เช่น การรณรงค์ไม่ให้เด็กและเยาวชนดื่มสุรา แต่ผู้ใหญ่หรือผู้เป็นพ่อเป็นแม่เองยังคงดื่มกันโดยทั่วไป ขณะเดียวกัน การโฆษณาแฝงของสินค้าประเภทนี้ ก็มักจะสร้างภาพให้เห็นถึงความโก้หรู การมีรสนิยม ความทันสมัย การเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ยี่ห้อต่างๆ และการหาซื้อสุราหรือเบียร์ก็ทำได้ง่ายดาย แม้ว่าจะมีกฎหมายควบคุมอยู่ก็ตาม จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกยังพบว่า การดื่มสุรา เป็นปัจจัยของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจครั้งแรกของวัยรุ่น และโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ขาดสติ ทะเลาะวิวาท ใช้ความรุนแรง รวมไปถึงอุบัติเหตุต่างๆ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการใช้ถนนซึ่งอยู่ในอันดับที่สูงมาก การทำร้ายผู้อื่น และฆ่าตัวตาย

 

                จะเห็นได้ว่าแรงจูงใจที่สำคัญของเด็กและเยาวชนให้ตกเป็นเหยื่อของสุรา ก็คือ เพื่อน และการดื่มครั้งแรกของคนในวัยนี้มักจะเริ่มต้นกับเพื่อนๆ ตามแรงชักจูงหรือผลักดัน รองลงไปก็คือ ครอบครัว หากบ้านใดที่เด็กคุ้นเคยกับภาพของการดื่มสุรา หรือถูกใช้ให้ไปซื้อสุราตั้งแต่เล็ก เด็กก็จะเกิดความสับสน และเห็นว่าการดื่มสุราเป็นเรื่องปกติ แรงจูงใจประการสุดท้ายก็คือ สังคม ตราบใดที่ยังมีภาพของการดื่มสุรา หรือการโฆษณาแฝงของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในสื่อต่างๆ รวมทั้งภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ ตราบนั้นก็เท่ากับสังคมให้การยอมรับในเรื่องการดื่มสุราโดยปริยาย ซึ่งเป็นการยากที่จะให้เด็กและเยาวชนแยกแยะความผิดชอบชั่วดี หรือความเป็นจริงกับสิ่งสมมุติได้เอง และการรณรงค์เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนดื่มสุราในสภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยการดื่มสุรา ก็คงเป็นเรื่องที่ยากเย็นเข็ญใจขึ้นไปอีก

 

                ปัญหาการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาใหญ่ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพยากรมนุษย์และอนาคตของชาติ ในวันนี้ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 21.23 หรือกว่า 1 ใน 5 ของประชากรในกลุ่มวัยนี้ หากไม่สามารถป้องกันมิให้เด็กเข้าสู่วงจรของแอลกอฮอร์ได้ ก็อาจจะทำให้ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งเด็กและเยาวชนไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งก็จะกลายเป็นเด็กขี้เมา แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติของเรา?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                        วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน เป็นวันแรม 15 ค่ำเดือน 12

 

                                              

 

 

กายนี้ เป็น “กรรมเก่า”

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! กายนี้ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย และทั้ง
ไม่ใช่ของบุคคล เหล่าอื่น.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! กรรมเก่า (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย
พึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่
ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต), เป็นสิ่งที่มี
ความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ (เวทนีย).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผู้ได้
สดับแล้ว ย่อมทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่ง
ปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้ว่า “ด้วยอาการอย่างนี้ :
เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ;

เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้,สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ;
เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ;
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ , สิ่งนี้จึงดับไป :

ข้อนี้ได้แกสิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ;

เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส

อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง
อวิชชานั้น นั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร, เพราะมี
ความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .....
ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... เพราะมีความดับแห่งชาติ

นั่นแล....
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้ แล.
นิทาน.สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓.

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ยื่นขอประกันตัว"สมยศ"ครั้งที่ 16 ระบบยุติธรรมไทย !!!
 
 
 
 
 
 
 

                         [​IMG]

 

 

 

 

ภรรยานายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยคดีม.112 ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด 1 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราว นายสมยศ เป็นครั้งที่ 16


วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ที่ศาลอาญารัชดาฯ นางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟทักษิณ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จำเลยซึ่งถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 10 ปี ในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เดินทางมายังศาลอาญา พร้อมกับทนายความ เพื่อยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายสมยศ โดยเตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาท


ทั้งนี้นางสุกัญญา กล่าวว่า คดีนี้อยู่ระหว่างรอศาลฎีกามีคำพิพากษา คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี และนายสมยศ ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษ กรุงเทพ ทำให้นายสมยศ ไม่มีโอกาสสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จึงได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราวนายสมยศมาแล้ว 15 ครั้ง ส่วนเหตุผล ที่ก่อนหน้านี้ศาลไม่อนุญาตเนื่องจากทางตำรวจได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราว เกรงว่าจะหากได้รับปล่อยตัวไปจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับคดีนี้มีอัตราโทษสูง


อย่างไรก็ตามนางสุกัญญา ระบุว่า ตามพฤติการณ์ในคดี นายสมยศ ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยตรง การยื่นขอปล่อยชั่วคราวครั้งที่ 16 นี้ก็หวังว่าศาลจะเมตตา และให้ความเป็นธรรม

 

แป๊ะลิ้ม
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 85 ปี
ศาลให้ประกัน ระหว่างฏีกา
แต่สมยศ
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 10 ปี
ศาลไม่ให้ประกัน ระหว่างฏีกา
ทุเรศไหมครับ
ศาลไทย

 

 

 

 

 

 

 นักศึกษากำลังจะกลับมา.......?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 big60 20 พฤศจิกายน 2014 - 16:44 #7

 

ไม่เกี่ยวกับทักษิณหรือเพื่อไทย ไม่เกี่ยวกับเมือกมาร์คหรือประชาธิปัตย์ แต่เกี่ยวกับสองคู่ต่อสู้ตัวจริงของเขาซึ่งมีมาแต่อดีต ระหว่าง เผด็จการทหาร กับ พลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาผู้แสวงหาความเป็นธรรมในสังคม ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้ ทหารจะออกมาก่อน เมื่อล้ำเส้นล้มล้างระบอบมากเกินไป จนประเทศกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ...เมื่อนั้นพลังต่อต้านที่ไม่เกี่ยวกับทักษิณหรือเพื่อไทย จะออกมาต้านเขาเอง

 

เคยติงเขาแล้วว่าอย่าทำอะไรที่มันเกินไปจนพลังบริสุทธิ์รับไม่ได้ คู่ต่อสู้ไม่ใช่มีแค่ศรัตรูทางการเมืองอย่างทักษิณหรือเพื่อไทย แต่ยังมีพลังเงียบบริสุทธิ์ที่จับตาดูอยู่ เกินไปจนออกนอกลู่นอกทางเมื่อไหร่ จะถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากพลังบริสุทธิ์เหล่านี้...แต่ดูเหมือนเขาจะชะล่าใจเกินไป ทำอะไรจนออกนอกหน้านอกตา เหมือนกับว่าพลังเหล่านี้ตายไปแล้วจากแผ่นดิน โหมใส่กลุ่มทักษิณจนทำลายระบอบจนหมด ไม่เกรงใจกลุ่มคนที่เหลือเลย เมื่อบีบมากปฏิกิริยาที่โต้ตอบออกมาเป็นแรงดีดสะท้อนก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

เมื่อก่อนเขาใช้วิธีปลุกพลังประชาชนออกต่อต้านนักศึกษา...แต่ปัจจุบันนี้ต่างกันมากแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงของทักษิณและกลุ่มอุดมการณ์ประชาธิปไตย รอจังหวะร่วมด้วยอยู่ งานใหญ่เข้าหล่ะที่นี้ เมื่อโดนต่อต้านมากๆเข้า ก็เข้าตำราเดิมเหมือนในอดีต จนแต้มก็ขนกำลังขนอาวุธออกมาไล่ยิงประชาชนในประเทศของตนเหมือนเดิม สงสารประเทศไทยจะหายนะอีกเท่าไหร่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 คณะศิษย์ หลวงตามหาบัว ยื่นหนังสือ สปช. คัดค้านการร่างกฏหมาย ให้ สตง.มาสอบเงินวัด ขัดกับพุทธบัญญัติ อ้าง พุทธเจ้าไม่อนุญาตให้ฆารวาสก้าวก่ายอำนาจสงฆ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ 19 พ.ย. ที่อาคารรัฐสภา ผศ.ภิฤดี ภวภูนานันท์ นำทีมคณะศิษานุศิษย์ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เข้ายื่นหนังสือต่อ นางทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่ 2 เพื่อสนับสนุนภารกิจของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในการปฏิรูปประเทศ รวม 2 ฉบับ โดยเสนอความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญโดยของให้มีการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันพระพุทธศาสนา และปฏิรูปสื่อให้คงความเสมอภาคแก่สื่อภาคประชาชน ตลอดจนการคุ้มครองการเผยแพร่พระพุทธศาสนาผ่านสื่อและให้บัญญัติทุนสำรองของชาติไว้ในรัฐธรรมนุญโดยกันทุนสำรองไว้กองหนึ่งแยกออกจากทุนสำรองประเภทอื่น

นอกจากนี้ยังคัดค้านการออกฏหมายปกครองสงฆ์ที่ขัดต่อพระธรรมวินัยเพราะเชื่อว่า พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มีเหตุผลที่ชอบธรรมอยู่แล้วทั้งนี้การ ดูแลรักษาสมบัติของสงฆ์ ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ที่จะต้องดูแลตรวจสอบกันเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้อนุญาตให้ฆราวาสใดเข้ามาก้าวก่ายและตรวจสอบในการปกครองของ สงฆ์ ทั้งนี้ การที่มีความพยายามแก้กฏหมายให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบเงินบริจาคของวัด ซึ่งเข้ามาก้าวก่ายตรวจสอบสมบัติของสงฆ์ ซึ่งเป็นเงินบริจาคด้วยความศรัทธาของประชาชนย่อมเป็นการฝ่าฝืนพุทธบัญญัติและบ่อนทำลายศาสนา

 

 

 

 ศิษย์หลวงตามหาบัว ยื่นค้านตรากม. ให้สตง.ตรวจเงินวัด อ้างพระพุทธเจ้าไม่อนุญาต ขำนะเนี่ยยยย...

 

                            

 

 

 

 พระพุทธเจ้าอนุญาตให้กินหมากรึเปล่า เคี้ยวหมากหยับๆ พูดจาหยาบโลน ด่าคนโน้นคนนี้ว่าขายชาติ ท่านอนุญาตไว้หรือเปล่า?

 

 

พุทธบัญญัติกำหนดไว้

"สตังวัด กรรมการยัตจัง มิมานิ สตังวัด พระครูทำตัง มิมานิ สตังวัด มัคทายกกำบัง มิมานิ "

 

 ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย ตามสบายครับท่าน....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                              ลักเหนียวไก่

 

 

   


 

 

 

 

 

                     

 

 

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ สำหรับวันนี้กันไปแล้ว หลังจากมีการโพสต์คลิปเด็กหญิง กรณี โจรลักเหนียวไก่ ของ "น้องล่ายกล้อ" 

 

ล่าสุด ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการประจำ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Time Chuastapanasiri ถึงเรื่องคลิปลักเหนียวไก่ว่า "ถอดรหัส 10 เหตุผลทางการตลาด" ที่ทำให้คลิป ‪ลักเหนียวไก่‬ โดนใจและแชร์กระหน่ำ (อ่านเพิ่ม : ขำน้ำตาเล็ด! รีมิกซ์ คลิปดัง น้องล่าลักเหนียวไก่ (ชมคลิป)

 

คลิป ลักเหนียวไก่ นี้มีความน่าสนใจหลายอย่าง จะวิเคราะห์เฉพาะ ตัวเนื้อหาของมัน (content analysis) เอาแบบวิชาการ เรื่องนี้ มองให้ดี นักการตลาดอาจสนใจ เพราะบทเรียนเนื้อหาของมัน สามารถเอาไปสร้างแนวทางในการทำคลิปไวรัล (Viral) ด้านการตลาดให้โดนใจได้

 

 

 

                            

                                                                              น้องล่า ลักเหนียวไก่

 

 

1. มันขำ ตลก : Humorous 

เนื้อหาเรื่องราวของมันให้อารมณ์ขบขัน ฮา และเศร้าระคนปนไปด้วย

 

2. มันจริงใจ ตรงไปตรงมา : To be frank 

น้องเขาเล่นเอง เล่าเอง พูดด่าออกมาแบบไม่มีสคริปต์ ไร้บท

 

3. มันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ : Emotional 

ความหงุดหงิด เศร้า เจ็บใจ โกรธ ขำ งอน เต็มไปหมด คนดูจะสามารถเก็บอารมณ์ซึมซับในนั้นได้ทั้งหมด

 

4. มันมีความเป็นโอทอป : Localization 

คือแนวคิดที่พูดเรื่อง เนื้อหาที่สะท้อนความเป็นชุมชน (ความเป็นบ้านๆ) ในคลิป เราจะเห็น "น้องล่า" ความเป็นเด็กใต้ คนใต้ คำใต้ มันออกมาชัดเจนอย่างถึงแก่น

 

5. มันเป็นเรื่องใกล้ตัว : Surrounding

เหตุการณ์นี้ สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ นั่นทำให้คนดู สามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในตนเองได้ (เป็นเรื่องชวนหัวในชีวิตจริง)

 

6. มันหยาบคาย : Rudeness

ความหยาบคายเป็นส่วนประกอบให้มันเข้าถึงคนดู การมีคำหยาบ ช่วยทลายกำแพงของการปิดกั้น ตั้งป้อมเปิดรับเนื้อหา เพราะใครๆ ก็สามารถใช้ำคำสบถ ด่า ในชีวิตประจำวันได้เผ็ดร้อนได้ปกติ มันจึงดูจริง (เพราะมันจริง)

 

7. มันมีความลับ : Mysterious

มีความลึกลับ ซ่อนเงื่อน สร้างความสงสัยอยู่ในนั้น ใครคือคนขโมยข้าวเหนียวไก่ ยังคงเป็นปริศนา ที่รอคอยตอนจบ ทำให้เรื่องมีความดึงดูดน่าคนสนใจใคร่รู้

 

8. มันต่อยอด : User Generated Experience 

คลิปนี้ ชาวเน็ต เอาเรื่องราวไปทำต่อ ขยายต่อ เป็นมิวสิกวิดีโอ มีทั้งเพลงแร็พ มีทั้งเวอร์ชั่นเลียนแบบมากมาย ทำให้ ผู้ชมร่วมกระโจนเข้าสู่การแสดงอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์

 

9. นี่คือตัวอย่างการทำเนื้อหาแบบ "Real Marketing"

มันคือความจริงของเหตุการณ์ น่าเสียดายว่าไม่มีการสนับสนุนทางด้านการตลาดอยู่ในนั้น หากมี มันจะดังระเบิด

 

10. มันสร้างผลกระทบ : Effect 

สำนักข่าว สื่อ ให้ความสนใจ (ตามกระแส ฉาบฉวย) มันมีคุณค่าข่าวในระดับที่เพียงเรียกร้องความสนใจของผู้ชมผู้ฟัง (ถึงแม้ว่ามันจะฉาบฉวยก็ตาม) และตอนนี้ก้มีคนสร้างเพจน้องล่า ลักเหนียวไก่ เป็นแฟนคลับกันจริงๆ จังๆ แล้ว

 

 แรงกระเพื่อมชนิดรุนแรงถาโถมในโลกออนไลน์อย่างหนักหน่วงในรอบ 5 วันที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ “ลักเหนียวไก่” ของสาวรุ่นวัย 15 ปีชาวจ.สตูล ที่อัดอั้นตันใจ อัดคลิปวีดีโอระบายความอึดอัดที่เจ้าตัวถูกคนมือดีขโมยข้าวเหนียวไก่ทอด....... อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/k9U8Ak

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

 

ส่องอนาคต "เอสเอ็มอีไทย" เมื่อรัฐบาลเลิกอัดเงิน.. เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้!!!

 

 
 
 
 
 
 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กลายเป็นประเด็นเมาธ์มอยกันในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ไปจนถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ หลังคำให้สัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ "รัฐบาลตู่1" ในงานสัมมนาเอสเอ็มอีว่า "รัฐบาลจะยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ด้วยวิธีการจ่ายเงินหรือสนับสนุนด้านการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารเฉพาะกิจต่างๆ มีโครงการสนับสนุนมาโดยตลอดอยู่แล้ว"

แต่รัฐบาลจะเร่งสนับสนุนเตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ในด้านต่างๆ ที่ไม่ใช่การสนับสนุนทางการเงินแทน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า หมดเวลาแล้วที่เอสเอ็มอีจะรอแต่ความช่วยเหลือในรูปของเงินเป็นหลัก เหมือนรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมามักจัดวงเงินหลายหมื่นล้านบาทผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ แต่ไร้ระบบบริหารจัดการส่งผลชัดเจนว่าลูกค้าเอสเอ็มอีแบงก์ ตามสถิติที่ขอสินเชื่อเอสเอ็มอี 8 หมื่นราย เกิดปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลมากถึง 3 หมื่นราย เทียบกับระบบบริหารของธนาคารพาณิชย์ที่มียอดลูกค้าเอสเอ็มอี 6 แสนราย แต่มีปัญหาเอ็นพีแอลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น



ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุว่า เอสเอ็มอีไทยมีจำนวนกว่า 2.7 ล้านราย จำนวนนี้อยู่ในระบบจำนวน 1.9 ล้านราย อีก 6.84 แสนรายอยู่นอกระบบ มีการจ้างงานสูงกว่าเอสเอ็มอีในระบบ ประมาณ 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80% ของการจ้างงานนอกภาคเกษตร จึงมีความสำคัญต่อการกระจายรายได้ของประชาชนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพียง 20% ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งดูเอสเอ็มอี 6.84 แสนรายนี้โดยเร็ว

- ดันดิจิตอลอีโคโนมีช่วยเอสเอ็มอี

รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า สิ่งหนึ่งที่ควรทำเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี คือการให้องค์ความรู้ในการบริหารงาน หน่วยงานรัฐและเอกชนจะต้องประสานความร่วมมือเพื่อถ่ายทอดแก่เอสเอ็มอี ขณะเดียวกันต้องไม่ใช่เชิงบังคับ เพราะเอสเอ็มอีจะต้องมีความสมัครใจ พร้อมเรียนรู้ เพื่อให้การทำงานสำเร็จทั้งสองฝ่าย ไม่เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา

ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายต่างจับตาแนวทางพัฒนาดิจิตอลอีโคโนมีของรัฐบาลว่า จะออกมามีหน้าตา มีแนวทางพัฒนาอย่างไร โดยล่าสุดมีหน่วยงานรัฐขานรับแล้ว อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้กันงบประมาณ ปี 2558 จำนวน 100 ล้านบาท จัดทำแผนงาน ดิจิตอล เอสเอ็มอี เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิตอล อีโคโนมี แผนงานสำคัญคือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้านดิจิตอล แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ในธุรกิจไอที จำนวน 500 ราย ใช้งบประมาณ 11 ล้านบาท และกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ในธุรกิจอื่น มีการปรับหลักสูตรให้ความรู้ด้านไอทีมากขึ้น เป้าหมาย 1,000 คน งบประมาณ 22 ล้านบาท และเน้นผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อขยายช่องทางตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ เป้าหมาย 420 กิจการ งบประมาณ 23 ล้านบาท อีกทั้งกิจกรรมบริการเงินสมทบจ้างที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงการผลิต การจัดการ การตลาด เป้าหมาย 60 กิจการ งบประมาณ 5 ล้านบาท ดิจิตอลเพื่อวิสาหกิจชุมชน นำเทคโนโลยีมาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชนในทุกมิติ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโอท็อปในการขายสินค้าผ่านระบบไอที การพัฒนาเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ วางเป้าหมาย 70 ผลิตภัณฑ์ งบประมาณ 3 ล้านบาท เป็นต้น

- สมาคมเอสเอ็มอีไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการสำรวจความเห็นของภาคเอกชน ต่างมีทั้งเสียงค้านและสนับสนุน โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจากนงเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) ระบุว่า ยังสับสนกับนโยบายของรัฐบาล เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังเพิ่งประกาศเตรียมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จึงไม่รู้ว่าสรุปแล้วรัฐบาลจะเดินหน้านโยบายอย่างไร แต่เอสเอ็มอียังคงประสบปัญหาสภาพคล่อง แม้มีทั้งธนาคารรัฐและพาณิชย์ประกาศให้การอุดหนุนสินเชื่อ แต่ด้วยหลักเกณฑ์ข้อกำหนด สุดท้ายก็กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือจึงน่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

- ส.อ.ท.หนุนแนวคิดหม่อมอุ๋ย

ขณะที่นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นอีกมุมว่า เห็นด้วยกับกรณีรัฐบาลไม่เน้นมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะปัจจุบันรัฐบาลมีการช่วยเหลือตามกรอบอยู่แล้วนั้น เอกชนเห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะแนวทางการช่วยเหลือด้านการเงินผ่านธนาคารรัฐอยู่แล้ว

ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.ตอบรับนโยบายรัฐบาลเช่นกัน โดยส่งเสริมด้านการตลาด ทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) โดยร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำระบบซอฟต์แวร์บริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น

- เตรียมเสนอกรอ.ใช้ภาษีจูงใจเอสเอ็มอีเข้าระบบ

และจากตัวเลขเอสเอ็มอีนอกระบบ 6.84 แสนราย จ้างงาน 11.4 ล้านราย ที่รัฐบาลต้องการให้เข้าระบบ ทาง ส.อ.ท.ยังเตรียมข้อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ออกมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจดทะเบียนกับภาครัฐให้ถูกต้อง โดยจะเสนอนิรโทษกรรมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่ให้มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และกำหนดกรอบภาษีนิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จัดกลุ่มคำนวณตามรายได้ กำไร และทุนจดทะเบียนของผู้ประกอบการ โดยวางกรอบการคิดภาษีเบื้องต้น คือ กลุ่มที่มีรายได้น้อย จะคิดภาษี 5% รายได้ปานกลาง คิดภาษี 10% รายได้สูง คิดภาษี 15% ส่วนแต่ละกลุ่มจะแบ่งรายได้ กำไร ทุนฯ อย่างไร อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ อาทิ มีกำไร 5-10 ล้านบาท อาจคิดภาษี 5% ซึ่งหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าระบบอย่างถูกต้อง จะทำให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีฐานข้อมูลในการส่งเสริมหรือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ส่งผลดีทั้งผู้ประกอบการด้วย"

- เกาะติดคืบหน้านโยบายวาระแห่งชาติ

อย่างไรก็ตามในมาตรการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ยังมีอีกนโยบายภาพกว้างที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ยังบริหารในรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั่นคือ การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเพิ่มธุรกิจด้านการเกษตรในนิยามของเอสเอ็มอี จากเดิมมี 3 ด้านคือ อุตสาหกรรม การค้า และการบริการ เพราะหลังจากประกาศได้มีคำสั่งปรับโครงสร้างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แกนกลางหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์เอสเอ็มอีของประเทศ แต่จนถึงวันนี้ในความเห็นของเอสเอ็มอียังไม่เห็นการกำหนดนโยบาย การขับเคลื่อน ที่สร้างความน่าสนใจต่างจากการบริหารงานของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

โดยช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้จะมีประชุมคณะกรรมการ สสว. (บอร์ดเอสเอ็มอี) อนุมัติงบ 726.7 ล้านบาท เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ เพื่อมุ่งสู่วาระแห่งชาติ และเพิ่มการจดทะเบียนเพิ่มอีก 5 หมื่นในปี 2558 ให้เข้าถึงตลาด เสริมศักยภาพแข่งขัน สามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของเอสเอ็มอี เป็น 38% แต่ยังไม่มากพอ

- เร่ง สสว.คลอดแผนแม่บทเอสเอ็มอี

เพราะภาคเอกชนเองยังอยากเห็นการทำงานของ สสว.ที่เข้มข้นกว่านี้ สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ภายใต้การดูแลของ ส.อ.ท.ได้ออกมาเรียกร้องให้ สสว.เร่งประกาศแผนแม่บทการพัฒนาเอสเอ็มอี เพื่อให้ทุกงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ถีบประเทศให้พัฒนาขึ้น หลังจากผลวิจัยสถานะเอสเอ็มอี ใน 10 ประเทศอาเซียนพบว่า ไทยอยู่อันดับ 3 อันดับเดียวกับอินโดนีเซีย ขณะที่เวียดนามอยู่อันดับ 4 และใกล้เคียงกับไทยมาก ส่วนอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ อันดับ 2 คือ มาเลเซีย

โดยเอสเอ็มไอย้ำว่าตอนนี้การพัฒนาเอสเอ็มอีของรัฐบาลถือว่ามาถูกทางแล้ว หลังจากประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้ทุกหน่วยงานตื่นตัวในการแก้ปัญหาเอสเอ็มอี ทั้งฝ่ายทำการตลาด ฝ่ายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฝ่ายหาแหล่งเงินทุน จึงเป็นโอกาสดีที่ สสว.จะตีเหล็กตอนร้อนๆ ประกาศแผนแม่บทฯออกมา เพื่อให้ทุกฝ่ายนำไปดำเนินการอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา สสว.ได้ประชุมร่วมกับเอสเอ็มไอ และสถาบันการเงินคือ เอสเอ็มอีแบงก์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เพื่อจัดทำแผนแม่บทอยู่แล้ว

- "โฆษิต" แนะดูแลเอสเอ็มอีกระตุ้นศก.ระยะยาว

ล่าสุด นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ออกมากระทุ้งรัฐบาลให้ดูแลเอสเอ็มอีอย่างจริงจังเช่นกัน โดยให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรดูแลสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อเป็นชนชั้นกลางของประเทศ เพราะจะเป็นฐานสำคัญทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มการจ้างงานแท้จริง เพราะหากรอพึ่งเอกชนขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท แม้จะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจ แต่อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันหากรอพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะเมื่อเข้าสู่การประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นักลงทุนจะมีตัวเลือกประเทศที่จะลงทุนมากขึ้น

- ธุรกิจเอสเอ็มอี 9 เดือนน่าห่วง

ขณะเดียวกัน สสว.เปิดเผยสถานการณ์เอสเอ็มช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2557) พบว่ากิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีจำนวน 46,341 ราย หดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 18.02% ประเภทกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การจดทะเบียนยกเลิกกิจการ ช่วง 9 เดือน มีจำนวน 10,206 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.5% โดยประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด ได้แก่ ขายสลากกินแบ่ง ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย

- กกร.เร่งรัฐบาลออกมาตรการดูเอสเอ็มอี

ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนพฤศจิกายน ว่า ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการดูแลเอสเอ็มอี เนื่องจากปัจจุบันเอสเอ็มอียังขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบมากขึ้น ด้วยการให้กรมสรรพากรอบรมแนะนำให้เอสเอ็มอีรู้จักระบบบัญชีเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

จะเห็นว่าข้อเรียกร้องด้าน "เงินๆ ทองๆ" ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่โอบอุ้มธุรกิจในภาวะเช่นนี้




ที่มา : นสพ.มติชน


 

เศรษฐกิจไม่ดีก็ทราบกันอยู่ว่าการขอวงเงินกู้ในระบบปรกติยากแสนสาหัส ไหนจะยอดขายตก ไหนจะรายจ่ายท่วมรายได้ รัฐไม่ปล่อยเงินมาซัพพอร์ตคงได้เห็นการเลิกกิจการ โล๊ะแรงงานกันบ้างแหละครับ ทีรัฐบาลเพิ่มเงินเดือนตัวเองยังทำได้เลย แค่จัดสรร..วงเงินกู้ทำไมจะช่วยไม่ได้ แย่จริงๆครับ

 

สงสารผู้ประกอบการ กู้เงินมาแล้วจะหาเงินไหนใช้หนี้เนอะ เศรษฐกิจแบบนี้คนขายมากกว่าคนซื้อ ชาวบ้านก็ประหยัดไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหมือนแต่ก่อน

 

ตอนนี้พวกค้าขาย..รายเล็กรายน้อย หาเช้ากินค่ำ..กำลังค่อยๆเจ๊งนำร่องไปก่อนหน้าแล้ว ต้นปีหน้า..คงเจออย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสือมเหศวรตัวจริง รับบทเป็นผู้ใหญ่สุก บิดาตนเอง

 

 

 

 

โดย webmaster@iseehistory.com

"เราไม่เคยคิดจะเข้ามาในวงการโจร แต่มีความจำเป็น ไม่มีทางเลือก" เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อดีต "เสือดำ" 1 ในบรรดาโจรชื่อดังหลายคนในยุคปลายสงครามโลกครั้งที่สองและหลังสงคราม ที่จะฟังขึ้นหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า เหตุที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากผลกระทบของสงครามทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง อาวุธสงครามแพร่หลายในตลาดมืด อำนาจรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาการคมนาคมและตัวข้าราชการเองที่ไร้ประสิทธิภาพหรือบางทีก็ข่มเหงราษฎร และความเชื่อในเครื่องรางของขลังต่างๆ ทำให้คนจำนวนหนึ่งหันไปเป็นโจร ซึ่งมีทั้งประเภทที่เรียกว่า "เป็นโจรโดยสันดาน" อยู่แล้ว และรายที่ถูกข่มเหงรังแกโดยอำนาจรัฐไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้ ดังเช่น อดีตเสือดำเจ้าของคำพูดในตอนต้น และ "เสือมเหศวร" ที่มีผู้นำชีวิตของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทย ในยุค "มิตร-เพชรา" ออกฉายเมื่อปีพ.ศ.2513

 

เมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลประกอบการเขียนภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากปัญหาการหาเอกสารอ้างอิงในเบื้องต้น และการไม่ปรากฏวันเดือนปีที่แน่นอนของเหตุการณ์แล้ว ยังมีเรื่องของเอกสารที่ดูเหมือนขัดแย้งกันอยู่บ้าง ดังที่จะได้กล่าวต่อไป ในหนังสือเรื่อง "คนใต้หนังเหนียว" อันเป็นชีวประวัติส่วนหนึ่งของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเเดช จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฉัตรรพี ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ (ผมลืมปั๊มวันเดือนปีที่ซื้อหนังสือไว้ จำได้คร่าวๆ เพียงว่าซื้อในราวปีพ.ศ.2537-2539) ลำพังเรื่องของขุนพันธ์ฯ ยังเขียนไม่จบเลย จึงไม่แปลกที่จะกล่าวถึง "เสือมเศวร" เพียงว่าเป็นสมุนมือรองคนหนึ่งของ "เสือฝ้าย" แต่อย่างน้อยก็พอจะให้ภาพของสังคมไทยเวลานั้นได้พอสมควร "คนใต้หนังเหนียว" กล่าวว่า ขุนพันธรักษ์ราชเดช ขณะมียศเป็น พ.ต.ต. ได้รับคำสั่งโยกย้ายจากผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตรไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท

 

เมื่อ 23 มิถุนายน 2488 ขณะนั้น มีชุมโจรใหญ่ๆ ในเขตความรับผิดชอบของท่าน ได้แก่ จังหวัดชัยนาท มี เสือครึ้ม เสือย่อม เสือเห้ย เสืออ้วน และสองพี่น้อง เสือสมเสือศักดิ์ และสุพรรณบุรี มี เสือฝ้าย เสือเกลี่ย เสือดอย และเสือดำ "คนใต้หนังเหนียว" จะกล่าวถึงบรรดาเสือเหล่านี้ในทางลบเป็นส่วนใหญ่ นอกจากครั้งหนึ่ง ที่เล่าเหตุการณ์ตอนเสือครึ้มนัดให้ขุนพันธ์ฯ ไปพบเพื่อเจรจาขอมอบตัวในภายหน้า ที่สะท้อนให้เห็นว่า "เสือ" เหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่เป็นโจรด้วยความจำใจ บทความในรุ่นหลังๆ ยังได้กล่าวถืงเสือบางคนอย่าง เสือฝ้าย เสือมเหศวร เสือใบ และเสือดำ ในด้านบวกเช่นกันว่า เดิมทีคนเหล่านี้เป็นสุจริตชนที่ถูกข่มเหงจนต้องเตลิดไปเป็นโจร เมื่อเป็นโจรแล้ว จะ "ปล้น" ด้วยวิธีการที่จะเรียกว่านิ่มนวลหรือเลวน้อยหน่อยก็แล้วแต่ทัศนะ เช่น การเลือกปล้นเฉพาะคนที่รวยมาจากการโกง ไม่ปล้นใครจนหมดตัว ไม่ทำร้ายเจ้าทรัพย์นอกจากรายที่ต่อสู้ขัดขืน รายได้ส่วนหนึ่งทำบุญกุศลและช่วยเหลือคนจน ฯลฯ จะเชื่อถือได้แค่ไหนก็ไม่ทราบ เนื่องจากบทความเหล่านี้จะเขียนจากปากคำของบรรดาเสือเหล่านั้นเอง แต่อย่างน้อย การที่เสือเหล่านี้ลงเอยด้วยการมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบางรายช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ปราบโจรร้ายกลุ่มอื่น เมื่อถูกดำเนินคดีแล้วไม่มีเจ้าทุกข์มาชี้ตัว ก็คงพอเป็นหลักประกันความจริงได้บ้าง

 

 

ศวรขณะชกต่อยกับหัวหน้าคนงานที่อิจฉาเขา

 

 

มาเข้าเรื่องเสือมเหศวรกันเต็มๆ ซะที มเหศวร มีชื่อเดิมว่า "ศวร เภรีวงษ์" เกิด ตำบลสีบัวทอง ซึ่งระหว่างจังหวัดอ่างทองกับสุพรรณบุรี ในภาพยนตร์เราจะได้เห็นมเหศวรตัวจริงในบทของผู้ใหญ่สุก (หรือ "สุข" ก็ไม่ทราบ) บิดาของตนเอง และ มิตร ชัยบัญชา รับบทเป็นนายศวร ที่จะกลายมาเป็นเสือมเหศวรในภายหลัง เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อลูกบ้านคนหนึ่งมาแจ้งกับผู้ใหญ่สุกให้ไปตามคนร้ายที่ขโมยควาย ระหว่างทาง ผู้ใหญ่สุกได้พบกันนายศวร ลูกชายที่พึ่งปลดประจำการจากการเกณฑ์ทหาร จึงหยุดทักทายกันและสั่งให้ศวรบอกนางตลับผู้เป็นภรรยาตนและแม่ของศวร ให้ฆ่าไก่ทำอาหารไว้ฉลองการกลับมาของศวร แต่พอศวรถึงบ้านได้ไม่นาน หมื่นชน (ชื่อสมมติ) ศัตรูของผู้ใหญ่สุกที่หวังจะครอบครองที่ดินของผู้ใหญ่และเป็นใหญ่ในละแวกนั้นมานาน ได้ลอบยิงผู้ใหญ่สุกถึงแก่ความตาย ศวรวิ่งตามเสียงปืนไปพบเข้า ก็ถูกหมื่นชนกับพวกไล่ตามฆ่าด้วยอีกคน จนต้องหนีเอาชีวิตรอด

 

ศวรหนีไปถึงไร่แห่งหนึ่ง โฉมยาหลานสาวเจ้าของไร่ได้รับไว้เป็นคนงานในไร่ทั้งๆ ที่พิทักษ์พี่ชายไม่เห็นด้วย ศวรกับโฉมยาสนิทสนมกันมากขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของพิทักษ์ ชิงชัยเพื่อนของพิทักษ์ที่หมายปองโฉมยา เจ้าของไร่ผู้เป็นอาของโฉมยา และคนงานอื่นๆ ที่อิจฉาริษยา ขณะเดียวกัน หมื่นชนได้ตามมาคุกคามนางตลับบังคับให้บอกที่ซ่อนของศวร ทำร้ายเธอจนได้รับบาดเจ็บที่ตาขวา และจับเธอพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารแผ่นหนึ่ง อันเป็นการฮุบเอาที่ดินของผู้ใหญ่สุกแต่เดิมไปนั่นเอง ด้านศวรได้ออกจากไร่ไปรับจ้างถีบสามล้อ จนได้มาพบกับคนจรจัดชื่อเบี้ยว และได้พบกับพิทักษ์ชิงชัยและเจ้าของไร่โดยบังเอิญ ทั้งสามหลอกว่าโฉมยากำลังจะแต่งงานกับชิงชัย ทำให้ศวรผิดหวังเตลิดไปขอสมัครเป็นลูกน้องของเสือฝ้าย โดยมีเบี้ยวติดตามไปด้วย

 

ตรงนี้ขอขยายความเกี่ยวกับ "เสือฝ้าย" นอกจากที่กล่าวในภาพยนตร์ไว้สักนิด เสือฝ้ายมีชื่อเดิมว่า ฝ้าย เพ็ชนะ เคยบวชเรียนแล้วสึกออกมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน แล้วต้องติดคุกเพราะถูกหลานเขยใส่ความว่าเป็นโจรจนต้องติดคุกถึง 8 ปี โดยทีแรกไม่ทราบความจริง จนกระทั่งหลานเขยคนเดิมพยายามใส่ความอีกครั้ง ฝ้ายจึงฆ่าทิ้งและหนีเงื้อมมือกฎหมายมาตั้งชุมโจร จนมีอิทธิพลมาก ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี แม้แต่ชุมเสืออื่นๆ ก็ให้ความเคารพยำเกรง จนได้รับสมญาว่า "พ่อเสือ" บ้าง "จอมพลเสือฝ้าย" บ้าง "ครูฝ้าย" บ้าง

 

 

ศวรและเบี้ยวมาขอสมัครเป็นลูกน้องเสือฝ้าย

 

 

กลับมาดูเรื่องในภาพยนตร์ต่อ เสือฝ้ายได้รับศวรกับเบี้ยวไว้ในชุมโจรในตำแหน่ง "จุมโพ่" ซึ่งจะเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็น "เบ๊" ก็ว่าได้ คือ ทำหน้าที่หุงข้าว ทำอาหาร บีบนวด และจะมี "อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย" แบบราชการหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ไม่ใช่หน้าที่ในการออกปล้น ความปรารถนาที่จะล้างแค้นทำให้ศวรอยากได้ปืนมาฝึกยิง เบี้ยวได้ช่วยเหลือจนทั้งสองเกิดการทะเลาะวิวาทกับเสือจอนและเสือหวิง สมุนคนสำคัญของเสือฝ้าย เสือฝ้ายเห็นฝีมือการต่อสู้ของศวรที่เหนือกว่าลูกน้องทั้งสองของตน จึงได้ทดสอบด้วยการส่งศวรปล้นโดยไม่ให้ประกาศว่าเป็นลูกน้องตน ในหนังจะตัดข้ามมายังตอนที่ศวรนำทรัพย์สินที่ปล้นได้มามอบให้เสือฝ้ายแล้ว เสือฝ้ายพอใจและแต่งตั้งให้ศวรเป็นสมุนมือขวา พร้อมชื่อใหม่ว่า "มเหศวร" แหล่งข้อมูลอื่นไม่ได้เจาะจงว่าเสือฝ้าย เป็นผู้ตั้งชื่อนี้หรือไม่ แต่มาจากชื่อพระเครื่องมเหศวรที่ศวรบูชาและคล้องคออยู่ตลอด เชื่อว่าทำให้อยู่ยงคงกระพัน นอกจากนี้ เล่ากันว่า เสือฝ้ายเป็นผู้สอนวิชาอาคมต่างๆ ให้กับบรรดาสมุนทั้งหลายรวมทั้งมเหศวรด้วย แต่ในภาพยนตร์ทั้งเรื่องจะไม่กล่าวถึงวิชาอาคมใดๆ เลย ปัญหาคงไม่ใช่แค่ว่าผู้สร้างจะเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์นี้หรือไม่ ในตอนต้นเรื่อง ได้มีคำประกาศไว้ว่าต้องการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้เป็นอุทธาหรณ์แก่ผู้ที่กำลังเดินทางไปสู่อเวจี เรื่องเครื่องลางของขลังต่างๆ จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะสนับสนุนวัตถุประสงค์ของเรื่อง

 

ต่อมา ชุมโจรเสือดำถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย นายดาบลิขิต เข้าปราบปราม เสือดำหนีเข้ามาในเขตของเสือฝ้าย ๆ ให้เสือมเหศวรนำกำลังไปกำจัดเสือดำ แต่เสือมเหศวรกลับนำคนไปล้างแค้นฆ่าหมื่นชนตาย แล้วไปเยี่ยมแม่ซึ่งมีหญิงสาวชื่อเอื้องฟ้าปรนนิบัติดูแลอยู่ และได้อ่อนใจ พี่ชายของเอื้องฟ้ามาเป็นสมุนอีกคน ผลของการไม่ทำตามคำสั่งเสือฝ้าย ทำให้เสือดำออกอาละวาดปล้นฆ่าชาวบ้านในเขตเสือฝ้าย ๆ โกรธ และขับเสือมเหศวรกับพวกให้ไปตั้งชุมโจรของตัวเองต่างหาก

 

 

เสือมเหศวรต่อสู้กับเสือจอนและเสือหวิงที่พยายามฉุดโฉมยากับศรีวรรณ

 

 

โฉมยากับเพื่อนชื่อศรีวรรณได้มาที่ชุมโจรของมเหศวรเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่ได้พบมเหศวรซึ่งยังไม่หายโกรธกำลังอยู่กับเอื้องฟ้า จึงงอนวิ่งหนีกลับไป ระหว่างทางถูกเสือจอนกับเสือหวิงพยายามฉุดคร่า มเหศวรกับเบี้ยวมาช่วยไว้ทัน โฉมยาจึงต้องพักอยู่ที่ชุมโจรของมเหศวรจนปรับความเข้าใจกันได้ แต่เสือจอนกับเสือหวิงได้ไปใส่ความยุยงเสือฝ้ายหาว่ามเหศวรต้องการท้ายทายอำนาจ รุ่งขึ้นมเหศวรนำโฉมยากับศรีวรรณไปส่ง เจ้าของไร่กับพิทักษ์และชิงชัยนำพรรคพวกมาพบเข้าก็พยายามรุมทำร้าย เสือฝ้ายมาพบเข้าจึงสังหารเจ้าของไร่กับพิทักษ์และชิงชัยตายหมด

 

จากนั้นจึงสอบถามเสือมเหศวรเรื่องที่สองเสือลูกน้องตนใส่ความไว้ เสือมเหศวรเล่าความจริงโดยมีโฉมยากับศรีวรรณเป็นพยาน เสือฝ้ายจึงสังหารเสือจอนกับเสือหวิง แล้วกล่าวลาเสือมเหศวรว่า คงไม่ได้พบกันอีกแล้ว เพราะทางการได้ส่งนายร้อยตำรวจเอกคนหนึ่งมาปราบปรามตน ตรงนี้ขอแทรกเรื่องจริงที่ปรากฏนอกเหนือจากในหนังอีกทีว่า ในภายหลัง เสือฝ้ายได้กลับใจมาช่วยเหลือทางการในการปราบปรามชุมโจรอื่นๆ และเข้ามอบตัวในที่สุด แต่จะด้วยความแค้นเดิมหรือเหตุผลกลใดไม่ทราบ นายร้อยตำรวจเอกคนที่ในหนังเอ่ยชื่อนามสกุลท่านไว้ด้วยนั้น ได้กระทำวิสามัญฆาตกรรมเสือฝ้ายที่วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ระหว่างทางที่คุมตัวไปยังกรุงเทพฯ เหตุผลและเรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไรคงต้องฝากให้ศึกษากันต่อไป

 

 

มเหศวรยิงต่อสู้กับเสือดำ

 

 

เหตุการณ์ต่อมา เสือมเหศวรได้พยายามล้างชุมโจรเสือดำ ๆ จับนางตลับไปเป็นตัวประกันเพื่อล่อให้เสือมเหศวรมาช่วย แล้วซ้อนกลให้ตำรวจนำกำลังมาจับ มเหศวรปะทะกับกำลังของลิขิต (ที่เลื่อนจากนายดาบเป็นผู้หมวดแล้ว) จนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ระหว่างหนีถูกเสือดำกับพวกคอยสกัดอยู่ เมียเสือดำถูกยิงตาย ทำให้เสือดำสู้อย่างบ้าเลือด เมื่อลูกน้องเสือมเหศวรอีกส่วนหนึ่งตามมาพบได้แอบไปโจมตีเสือดำทางด้านหลัง ทำให้เสือดำกับพวกถูกยิงตายหมด ฉากนี้ที่นับว่าแปลกคือตามปกติในหนังไทยรุ่นเก่าๆ หลายเรื่องจะมีนางรองวิ่งมาบังกระสุนตายแทนพระเอก

 

แต่เรื่องนี้เมียเสือดำกลับตายเพราะออกมาบังกระสุนตายแทนเสือดำก่อน แล้วพอเสือดำตายก็อุตส่าไปล้มทับร่างเมียพอดี ดูแล้วจะน่าอิจฉายิ่งกว่าคู่พระคู่นางซะอีก เพราะก่อนหน้านี้ก็จะมีฉากวับๆ แวมๆ ระหว่างเสือดำกับเมียอยู่สองฉากด้วย ในด้านข้อเท็จจริงนั้น เสือดำตัวจริงเมืองสุพรรณ แม้จะเป็นชุมเสือที่ไม่ยอมขึ้นกับเสือฝ้าย แต่ก็ไม่ได้เป็นเสือร้ายอย่างในหนัง และเป็นเสือกลับใจรายหนึ่งที่ยอมมอบตัวต่อทางการ โดยมีเรื่องเล่าว่าได้ปะทะกับขุนพันธรักษ์ราชเดชหลายครั้ง แต่ต่างฝ่ายต่างมีวิชาอาคมทำอะไรกันไม่ได้ จนได้มีการนัดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย โดยที่เสือดำไม่ได้เป็นโจรโดยสันดาน จึงถูกเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวไปในที่สุด และได้บวชเป็นพระนามว่า หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร ดังที่ผมนำคำพูดของท่านมาใช้เปิดเรื่องตอนต้น คงต้องถือซะว่าชื่อ "เสือดำ" ในที่นี้เป็นชื่อสมมติของเสือรายอื่นไป

 

หลังจากได้ภรรยาแล้ว ล้างแค้นเช็คบิลใครต่อใครจนหมดแล้ว ก็เป็นการเดินเรื่องไปสู่การมอบตัวของเสือมเหศวร โดยผู้หมวดลิขิตได้พยายามขอความร่วมมือจากนางตลับและเอื้องฟ้าในการเกลี้ยกล่อม มเหศวรเองก็เริ่มไม่สบายใจที่โฉมยาต้องมาตกระกำลำบากในชุมเสือ จึงได้พาเธอไปอยู่กับนางตลับผู้เป็นมารดา แล้ววันดีคืนดี อ่อนใจก็มาบอกเสือมเหศวรว่า หมวดลิขิตได้ "จับตัว" นางตลับ โฉมยา และเอื้องฟ้าไปเป็นตัวประกัน มเหศวรนำกำลังไปหมายจะไปช่วยคนทั้งสามโดยไม่กลัวว่าจะเป็นกับดัก

 

แต่หลังจากการปะทะกันครู่หนึ่ง หมวดลิขิตและ "ตัวประกัน" ทั้งสามก็ได้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมจนเสือมเหศวรยอมมอบตัวพร้อมกับลูกน้องทั้งหมด (ขณะนี้ผมทราบเพียงว่ามเหศวรมอบตัวในปี 2492 และถูกจำคุก 3 ปี) เหตุการณ์ช่วงนี้มีบทความในช่วงหลังอ้างคำพูดของมเหศวรเองในเชิงบ่นทำนองว่าตำรวจเล่นแรงถึงขั้นจะขู่ฆ่าแม่และเมียด้วย แน่ละครับ ตำรวจไม่ว่ายุคนั้นหรือยุคนี้ก็มีบุคคลนอกแถวที่ทำให้ภาพลักษณ์ส่วนรวมเสื่อมเสียอยู่ตลอด แต่จะรวมถึงหมวดลิขิตในเวลานั้นด้วยหรือเปล่า? คงต้องขอเดาแบบกลางๆ ไว้ก่อนว่า หากเสือมเหศวรเคยห่วงล้างแค้นส่วนตัวจนเสียงานของเสือฝ้ายจริง และเคยบุกไปช่วยแม่จนเกือบเสียที "เสือดำ" จริง หมวดลิขิตก็ย่อมเห็นว่านี่คือจุดอ่อนที่จะล่อเสือมเหศวรออกมาได้ หากหมวดลิขิตแกเลวจริงก็คงใช้แผนนี้เพื่อวิสามัญเสือมเหศวรซะเลย ไม่ใช่ล่อมาเกลี้ยกล่อมอย่างที่ปรากฏในหนัง

 

 

เสือมเหศวรยอมมอบตัวต่อหมวดลิขิต

 

 

ภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร นี้ ยังมีความสำคัญต่อมเหศวรตัวจริงอย่างมาก มีเรื่องเล่าว่า หลังจากมเหศวรออกจากคุกแล้ว ต้องอยู่อย่างลำบากยากจนมาตลอด และคงจะด้วยกุศลผลบุญที่ยอมกลับตัวกลับใจอย่างแท้จริง ไม่ได้ออกจากคุกมาเป็นโจรใหม่อย่างโจรผู้ร้ายรุ่นหลัง วันหนึ่งคุณพลสัญห์ ศรีหาผล ได้ดำริที่จะนำเรื่องของมเหศวรมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในบทความเขาใช้คำว่า คุณพลสัญห์ "ขอซื้อเรื่องราวของมเหศวรเป็นเงิน 100,000 บาท" จะถือว่าเป็นค่าขออนุญาตเอาชีวิตจริงไปสร้าง ค่าตัวในการร่วมแสดง หรือค่าอะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยได้ชี้ให้เห็นว่าผู้สร้างหนังรุ่นนั้นให้ความเคารพต่อตัวบุคคลในเหตุการณ์จริง ผิดกับผู้สร้างหนังรุ่นหลังๆ บางรายทั้งไทยและฝรั่งที่แต่งเรื่องขึ้นใหม่เอาเองละเลงตามใจชอบ อีกประเด็นที่ควรถือว่ามเหศวรเป็นแบบอย่างที่ดี คือการนำเงินก้อนนั้นมาใช้ในการสร้างหลักฐานซื้อไร่นาเลี้ยงชีวิตเยี่ยงสุจริตชน เทียบกับคนรุ่นหลังในบางวงการ ได้เงินมานับเป็นล้านๆ กลับถลงใช้หมดในเวลาอันรวดเร็ว แล้วต้องมาลำบากในภายหลัง

 

ประเด็นที่ว่าโจรจำใจอย่างมเหศวรนั้น จะเทียบกับโรบินฮู้ดได้หรือไม่ ตรงนี้พูดยากครับ ไม่ว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้หรือหนังสือบทความใดๆ เกี่ยวกับเสือในยุคนั้น หากไม่เขียนจากมุมมองของตำรวจที่ทำการปราบปราม ก็มาจากมุมมองของอดีตโจรเหล่านั้น หากเราทำตัวเป็นคนเชื่อยาก คงต้องแย้งว่าใครๆ ก็พูดให้ตัวเองดูดีทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงว่าผู้ถูกปล้นเป็นใครกันบ้าง? รวยแบบโกงเขามาหรือเป็นสุจริตชนธรรมดา? โดนปล้นอย่างสุภาพอย่างที่เขาอ้างหรือเปล่า? ที่ว่าปล้นแล้วแบ่งให้คนจนนั้นให้เปล่าหรือหวังผลให้เป็นแนวร่วมป้องกันตำรวจ? แล้วคนที่นำอาวุธมาขายให้โจรเหล่านี้เป็นใครมาจากไหน? เรื่องแบบนี้ไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง คนในยุคนั้นนับวันก็จะแก่เฒ่าล้มตายลงไป อีกหน่อยจะเหลือไว้แต่ตำนานที่ไม่มีใครยืนยันกับเรื่องที่แต่งกันขึ้นมาใหม่กระนั้นหรือ?

 

 

ฉากพ่อแง่แม่งอนของคู่พระคู่นางในอดีต

 

 

อีกประเด็นที่ฝากไปคิดกันเล่นๆ คือตลอดเรื่องไม่มีการกล่าวถึง "เสือใบ" เลยแม้แต่คำเดียว ทั้งที่เป็นสมุนคนสำคัญคนหนึ่งของเสือฝ้ายเช่นเดียวกับเสือมเหศวร ขอเพิ่มข้อมูลประกอบไว้ด้วยว่า เสือใบนั้นเดิมชื่อ นายใบ สะอาดดี บ้านอยู่สุพรรณบุรี เหตุที่เป็นโจรเนื่องจากตอนอายุ 30 ถูกโจรปล้น และน้องภรรยาถูกฉุดไปด้วย จึงตามไปช่วยและ ฆ่าโจรตายไป 2 ศพ และต้องเป็นโจรเสียเองแต่บัดนั้น

 

(2 เมษายน 2551 คืนนี้พึ่งได้ดูภาพยนตร์เรื่อง "สุภาพบุรุษเสือใบ" จบ ในเรื่องบอกว่าเสือใบเดิมชื่อ "วัน" เป็นชาวกาญจนบุรีและเนื้อเรื่องในภาพยนตร์จะต่างจากที่ผมค้นได้ทีแรกค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่อง "เสือใบ" อีกเรื่องที่จะต้องดู ผมจะนำทั้งสองเรื่องมาเขียนแนะนำกันในไม่ช้านี้ครับ)

 

ภาพยนตร์ใน DVD แผ่นนี้ จัดได้ว่าเป็นภาพยนตร์ไทยขนานแท้ ไม่ว่าการดำเนินเรื่องที่มีประจวบ ฤกษ์ยามดี ในบทของเบี้ยว ที่อาจจะเรียกว่า "เสือ" ได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ได้คอยลดความตึงเครียดของบรรยากาศในเรื่องได้โดยตลอด ลีลาการพากย์ของนักพากย์รุ่นหลังที่ "เล่น" กับ "หนังไทย" ได้อย่างเข้าอกเข้าใจจริงจริ๊ง.. มีมุกที่ผิดยุคผิดสมัยบ้าง เช่น เพลงใครๆ ก็ไม่รักผม แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้าเมิน ภาพที่ได้ดูจะมีสีเพี้ยนและอาการที่คนสมัยก่อนเรียกว่า "ฝนตก" คือมีเส้นๆ แนวขวาง เนื่องจากความเก่าของฟิล์ม และถ้าเห็นภาพเต้นในบางตอน ก็ไม่ต้องตกใจครับ ทีวีหรือจอภาพของคุณไม่ได้เป็นอะไร เทียบกับเรื่อง มาร์โค โปโล ของชอว์บราเดอร์สที่ผมแนะนำไว้คราวก่อน ภาพของเขาชัดแจ๋วเหมือนใหม่ ไม่ทราบว่าทางเราขาดแคลนสิ่งใดหรือจงใจที่จะรักษาสภาพเดิมไว้อย่างนั้นจริงๆ ภาพยนตร์ไทยรุ่นเก่าๆ (หรือแม้กระทั่งรุ่นปัจจุบัน) อาจดูเหมือนเชยในความรู้สึกของใครหลายๆ คน แต่ถ้าเรื่องไหนมีนัยทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว จะพยายามสรรหามานำเสนอกันต่อไปครับ

 

เพิ่มเติม 8 มกราคม 2551

มีข้อมูลเพิ่มเติมจากประวัติของท่าน พล.ต.ท.ธนู หอมหวล ว่าในระหว่างที่ท่านกำลังศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าชั้นปีที่ 2 (น่าจะประมาณพ.ศ.2491-2492 คือท่านจบในปี 2495) ก็ได้รับข่าวร้าย เมื่อ  “จอมโจรมเหศวร” บุกปล้นบ้านกวาดทรัพย์หมดเกลี้ยงแถมทำร้ายนางทองย้อย หอมหวล มารดาบังเกิดเกล้าได้รับบาดเจ็บสาหัสตาพิการ ทำให้เกิดความแค้นฝังใจ เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้ติดยศ ร.ต.เข้าสังกัดประจำกองพลทหารม้า จ.สระบุรี เพียง 6 เดือน จึงตัดสินใจพลิกผันชีวิตโอนย้ายมาเป็นตำรวจ ด้วยความหวังจะชำระความแค้น แต่แล้วในที่สุด ก็พบว่าเสือมเหศวรได้กลับใจบวชเป็นพระอยู่ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จึงสิ้นความแค้นต่อกันไป (ที่มา http://www.thaispypolice.com/sonsern/thanu.doc)

 

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

 

ชื่อเรื่อง : จอมโจรมเหศวร

เรื่องเดิม : ชีวิตของเสือมเหศวร จากการเรียบเรียงของ พ.ต.ท.ลิขิต วัฒนปกรณ์ และ พร น้ำเพชร

ผู้กำกำกับ : อนุมาศ บุนนาค

ผู้สร้าง : พลสัญห์ ศรีหาผล

ผู้เขียนบท : ประสิทธิ์ ศิริบันเทิง

ผู้แสดง : มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, แมน ธีระพล, เมตตา รุ่งรัตน์, เยาวเรศ นิศากร, ชุมพร เทพพิทักษ์, มารศรี อิศรางกูร, มเหศวร เภรีวงษ์ ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รมว.พลังงานเตรียมขึ้นภาษีดีเซล4 บาทต่อลิตร-ปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี

 

 

               

  

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง แนวทางการปรับโครงสร้างราคาพลังงานโดยเฉพาะในส่วน ของราคาแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ที่ขณะนี้ส่วนของภาคครัวเรือนและขนส่งเป็นราคา เดียวกันแล้วที่ 22.63 บาทต่อกก. และมีนโยบายที่จะปรับให้สะท้อนต้นทุนที่ แท้จริงนั้น คงจะต้องรอไปพิจารณาในช่วงหลังปีใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่า ครองชีพในปัจจุบัน

ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายปรับราคาพลังงานทุกชนิดให้สมเหตุผล คือ ทั้งขึ้นทั้งลง จึงต้องคอยจังหวะเวลา พอดีตอนนี้ใกล้ปีใหม่ ไม่อยากทำอะไรให้ประชาชนทุกข์ใจ ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มลดลง จึงได้ทยอยลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมได้ระดับหนึ่งจนฐานะเป็นบวก


ทั้งนี้ประเทศไทยต้องปรับระบบด้านพลังงานเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการ ปรับราคาพลังงาน ที่ขณะเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่ปัจจุบันราคาน้ำมัน ดีเซลที่เก็บภาษีน้อยมาก ทำให้ต้องปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังเห็น ด้วย โดยจะเสนอภาษีน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ภาค รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 240 ล้านบาทต่อวัน หรือ 80,000 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น

 

นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า แนวคิดการปรับขึ้นภาษีน้ำมันว่า เป็นนโยบายของกระทรวงพลังงานที่สามารถทำได้ทันที โดยกระทรวงการคลังไม่มีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องนี้............................

  

 

 

หม่อม เค้าไม่รู้รึว่า การขึ้นราคาพลังงาน มันกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
   ผมชักสงสัยแล้วว่า แกจบ จากไหน (ทำไมมันถึงรู้น้อยกว่า วุฒิ ม.6 อย่างผม)
   ...  ไม่เคยมีใครประกาศเรื่องขึ้นราคาพลังงานล่วงหน้า หรอก...
   .... มันกระทบทางด้านจิตวิทยา ด้วย ...ต่อให้ปีใหม่ หยุดสัก 20วัน เผื่อหวังตัวเลขการใช้จ่าย ...หม่อม คงผิดหวัง
          .....ไว้อาลัย กับ ยิ้มแลนด์  และความรู้น้อย ของทีม
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

                        อิมาโนล อาร์ตีกา สมาชิกสภาท้องถิ่นของสเปน ผู้พบภาพถ่ายศพ "เช เกวารา"

 

 

  เอเอฟพี – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ซึ่งสูญหายไปกว่าครึ่งศตวรรษของ เช เกวารา นักปฏิวัติคิวบา ที่ถ่ายโดยช่างภาพเอเอฟพีคนหนึ่งไม่นานหลังจากเขาถูกประหารได้ถูกค้นพบที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในสเปน
       
       สภาพผู้นำกองโจรเคราดำครึ้มรายนี้ทอดร่างไร้วิญญาณอยู่บนเปลหามขณะที่นัยน์ตาของเขายังเปิดอยู่ และหน้าอกของมีคราบเลือดและดินเปรอะเปื้อน ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายขาวดำ 8 รูปที่ถูกถ่ายหลังจากเขาถูกกองทัพโบลิเวียยิงเมื่อเดือนตุลาคมปี 1967
       
       ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นของ อิมาโนล อาตีกา สมาชิกสภาท้องถิ่นในเมืองริคลาทางเหนือของแดนกระทิงดุ เขาได้รับรูปเหล่านี้สืบทอดมาจาก ลูอิส ควาเตโร ลุงของเขาซึ่งเป็นมิชชันนารีในโบลิเวียเมื่อช่วงทศวรรษ 1960
       
       อาร์ตีกา วัย 45 ปี เล่าว่า “ลุงนำภาพถ่ายเหล่านี้กลับมาด้วยเมื่อเขามาร่วมงานแต่งพ่อแม่ของผมในเดือนพฤศจิกายนปี 1967 ป้าและแม่บอกกับผมว่า มีนักข่าวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งให้รูปเหล่านี้กับเขา”
       
       เขาและป้าพบภาพเหล่านี้ในทรัพย์สมบัติส่วนตัวของ ควาเตโร หลังมิชชันนารีผู้นี้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2012
       
       อาร์ตีกา กล่าวว่า “ผมจำได้ว่าเขามีภาพถ่ายของ เช เกวารา และป้าพูดว่า ‘ใช่ ป้ารู้ว่ามันอยู่ไหน” มันอยู่ในกล่องหลายๆ ใบที่เก็บภาพถ่ายต่างๆ จากโบลิเวีย
       
       รูปถ่ายสีหายากอื่นๆ ที่เป็นภาพร่างของ เกวารา ถูกถ่ายโดย มาร์ค ฮัตเตน ผู้สื่อข่าวเอเอฟพี หลังทหารโบลิเวียทำการจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว โดยภาพดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหน้าสื่อทั่วโลกในช่วงเวลานั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายที่เพิ่งค้นพบล่าสุดนี้ดูเหมือนว่าจะถูกถ่ายในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ขณะ เช อยู่ในสภาพผมเผ้ากระจุกเป็นก้อนหนาและใส่เสื้อแจ๊กเก็ตที่รูดซิปไว้แบบลวกๆ

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

ภาพศพของ เช เกวารา นักปฏิวัตินิยมลัทธิมาร์กซ์ , นายแพทย์ , นักจิตวิทยา , นักเขียน และผู้นำกองโจรแห่งกลุ่มปฏิวัติ "26th of July Movement"

 

รูปภาพสะสมของมิชชันนารีรายนี้ยังรวมถึงภาพที่อ้างว่าเป็นร่างของ ทามารา บลูค สหายนักปฏิวัติของ เช นอนอยู่บนเปลหามด้วยใบหน้าที่เสียโฉม
       
       เออร์เนสโต “เช กัววารา นายแพทย์ผู้มีถิ่นเกิดในอาร์เจนตินา มีชื่อเสียงโดดเด่นไปทั่วโลกในฐานะของสมาชิกอาวุโสของรัฐบาลปฏิวัติของ ฟิเดล คาสโตร แห่งคิวบา
       
       ขณะที่ถูกสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ ตามล่าตัว เช ถูกกองทัพจับกุมในโบลิเวียเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมปี 1967 และถูกประหารในวันต่อมา ร่างของเขาถูกนำออกมาแสดงต่อสื่อในหมู่บ้านวาลเลแกรด์ ก่อนที่จะถูกฝังอย่างลับๆ
       
       อาร์ตีกา เชื่อว่า ฮัตเทน เป็นคนให้ภาพเหล่านี้กับ ควาเตโร ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นหนทางที่จะเอารูปภาพเหล่านี้ออกมาจากประเทศนั้นให้ได้โดยเร็ว
       
       “ผมขอให้ลุงของผมเก็บภาพเหล่านี้ไว้ เพราะเขาเป็นชาวยุโรปคนเดียวที่เดินทางออกจากโบลิเวียมาในช่วงเวลานั้น”
       
       หลังจาก อาร์ตีกา หารูปภาพเหล่านี้เจออีกครั้ง เขากล่าวว่า “ผมค้นในอินเตอร์เน็ตด้วยคำว่า 'French journalist Che dead’ และชื่อของ ฮัตเทน ก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับรูปบางรูปที่เหมือนกับของผม”
       
       หลังจาก ควาเตโร รับภาพเหล่านี้มา ครอบครัวของเขาก็ไม่ได้ติดต่อกับ ฮัตเตน อีกเลย โดยนักข่าวรายนี้เสียชีวิตลงเมื่อเดือนมีนาคมปี 2012 ไม่นานก่อน ควาเตโร เสียชีวิต
       
       อาร์ตีกา ได้นำภาพถ่ายเหล่านี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการทดสอบแล้ว พวกเขาระบุว่า ภาพดังกล่าวถูกพิมพ์ออกมาบนกระดาษประเภทที่ไม่ได้มีการผลิตมาหลายสิบปีแล้ว และยืนยันว่าภาพเหล่านี้เป็นของช่วงทศวรรษ 1960 จริง

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

                                                            ทามารา บลูค

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

          ภาพศพใบหน้าเสียโฉมของ ทามารา บลูค ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ต่อสู้ร่วมกับกลุ่มปฏิวัติ

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

 

 

 

 

สงสัยครับ? ทำไมถึงห้ามจำหน่ายบุหรี่ สุรา ไปเลยไม่ได้ครับ?

 
 
สมัยเด็กมีการสั่งสอนตั้งแต่ในระดับโรงเรียนว่า สุรา บุหรี่เป็นสิ่งเสพย์ติด ให้โทษอย่างโน้นอย่างนี้

ช้อมูลทางวิชาการก็มีการวิจัยตั้งมากมายว่าสุรา บุหรี่ ก่อให้เกิดโรคต่างๆอย่างมีนัยสำคัญ

แถมอาการที่เกิดจากการเสพย์ก็ก่อให้เกิดอาชญากรรมมากมาย

แต่ก็ยังผลิต ซื้อ ขาย บริโภค กันอยู่เหมือนเดิม


มันมีกลไกอะไรที่ทำให้โลกขาดสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้หรือครับ?
 
 

อธิบายเรื่องบุหรี่ก่อนก็แล้วกัน


อุสาหกรรมบุหรี่ นั้นแม้จะไม่มีข่าวคราวหวืหวา แต่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเมื่อปี 2010 รายได้ของ 6 บริษัทหลักในอุตสาหกรรมบุหรี่โลก


รวมกันเท่ากับ 346.2 พันล้าน USD คิดเป็นกำไร 35.1 พันล้าน USD พอๆ กับกำไรของบริษัท Coca-Cola, Microsoft และ McDonald’s รวมกัน


นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของแรงงาน
เนื่องจากส่วนประกอบหลักของบุหรี่ซึ่งก็คือ ใบยาสูบ นั้นได้จากการปลูกไร่ใบยาสูบ
ซึ่งไร่เหล่านี้ต้องอาศัยคนดูแลจำนวนมหาศาล เช่น ในสหรัฐอเมริกาอุตสาหกรรมบุหรี่เป็นผู้จ้างงานถึง 662,400 ตำแหน่ง


และคาดการณ์ว่าทั่วโลกอุตสาหกรรมบุหรี่มีการจ้างงานไม่น้อยกว่า 100 ล้านตำแหน่ง
ส่งผลให้การล้มอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ในประเทศขนาดใหญ่

ส่วน สุรา นั้น เนื่องจากความง่ายในการผลิตที่สามารถทำได้เองในครัวเรือน
ในทางปฏิบัติจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการห้ามผลิตและจำหน่ายสุราในประเทศเสรี
เนื่องจากกลไกอุปสงค์อุปทาน จะกระตุ้นให้คนจำนวนมากหันมาต้มสุราเถื่อนขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
และการปราบปรามจะยิ่งทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและยิ่งคุ้มค่าที่จะผลิตสุราเถื่อน

 

เอาเรื่องบุหรี่ก่อนนะ

คนสูบบุหรี่ในบ้านเรา มีประมาณ 10 ล้านคน
คนพวกนี้ติดบุหรี่ แปลว่า จะเป็นจะตายยังไง ก็ค้องหาบุหรี่มาสูบ
ถ้าไม่ผลิตในประเทศ ก็จะมีบุหรี่นอกทะลักทะลายเข้ามาในตลาดมืด
ตำรวจต้องไปตามจับคนขน และถ้าห้ามขาย ก็ต้องจับคนขาย (พอๆกับการจับยาบ้าและเฮโรอีน)


และคิดดูว่า คนที่ต้องการบุหรี่มีทุกหัวระแหงในประเทศไทย
ตำรวจมีไม่พอที่จะไปไล่จับ
ก็เกิดการแอบซุกซ่อนขายกันอยู่ดี
รายได้ที่รัฐเคยได้หลายหมื่นล้านต่อปี ก็จะหายไปด้วย
กลายเป็นเงินใต้ดินกันไปหมด

จะเลิกผลิต เลิกขายได้
ก็ต่อเมื่อคนไม่สูบบุหรีกันแล้ว
ขนาดมีการรณรงค์มากมาย มีกฏหมายควบคุมมากมาย
คนไทยยังสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อไรที่มี demand
ก็ต้องมีคนหา supply มาขายจนได้

บุหรี่มันไม่ได้มีโทษเหมือนยาเสพติดอื่นๆ ไม่มีโทษที่ชัดเจนทันที ไม่ทำให้เสียสติสัมปชัญญะเหมือนสารเสพติดอื่่นๆ มีแต่ทำให้มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ได้มากกว่าไม่สูบ บางคนสูบมานานก็ไม่เป็นอะไร มันจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นพิษโดยตรง การสูบบุหรี่หรือสิ่งที่เป็นลักษณะเช่นเดียวกันมันมีตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ยังได้รับการยอมรับจากสังคมอยู่ เพียงแต่ป้องกันมิให้มีผลกระทบถึงบุคคลอื่น จึงมีการควบคุมผู้ซื้อ ควบคุมบริเวณไว้ เช่นที่เห็นกันทุกวันนี้ ถ้าคุณมีญาติที่สูบบุหรี่ คุณก็จะห่วงเขา แต่ไม่กังวลหรือเกิดความหวาดกลัว เหมือนกับถ้าญาติติดยาบ้า เฮโรอีน ฯลฯ ซึ่งมีผลพวงการกระทำผิดเกิดขึ้นมาจากการเสพติดอย่างเห็นได้ชัด  


ต่างๆ เหล่านี้มันจึงไม่เพียงพอที่จะออกกฎหมายว่าบุหรี่เป็นต้องห้ามโดยเด็ดขาด
นี่ยังไม่จำเป็นต้องไปคิดถึงเรื่องผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจบุหรี่เลย

 

ไม่จบ เพราะ คนมันอยากสูบ ถ้ารัฐยกเลิกก็สูญเสียรายได้ และมันจะกลายเป็นปัญหาการลักลอบ สู้เปิดทำถูกกฏหมาย ตอบสนองคนเท่านั้น ทำได้อย่างเดียวคือรณรงค์ให้คนสูบน้อยลงไปเรื่อยๆ จนหมดไปเอง

 

 

 

 

 

 

ลองดูตัวอย่างกัญชาที่ผิดกฏหมายในสหรัฐ ถ้าผิดกฏหมายก็เป็นค่าใช้จ่ายของสังคมเหมือนกันค่ะ
ลองนึกภาพนะคะ ถ้าบุหรี่ผิดกฏหมาย
ตำรวจต้องมานั่งจับผู้สูบบุหรี่กันปีละเป็นพันๆคดี ทั้งๆที่งานจับข้อหาอื่นๆก็เยอะอยู่แล้ว
คนไปนอนในคุกเสียประวัติเพียงเพราะแอบสูบบุหรี่มวนเดียว เสียค่าดูแลคนคุก เสียเวลาทำงาน เสียเวลาดำเนินคดี

บุหรี่กลายเป็นสินค้าเถื่อนที่มีการลักลอบขายราคาสูง มีอาชญากรรมเกิดขึ้นเพราะเรื่องอยากบุหรี่แต่ต้องหนีตำรวจ
รัฐเสียรายได้ภาษี
เช่นเดียวกัน ลองคิดถึงสิ่งที่อันตรายต่อร่างกายอื่นๆ เช่น เหล้า หรือยาลดความอ้วน
ที่ยังคงให้ผลิตกันอยู่แต่มีการตักเตือนว่าอย่าเมาแล้วขับ อย่าทานเกินขนาด
เพราะฉะนั้นรัฐเลยมีวิธีจูงใจให้คนเสพย์น้อยลง​ โดยการคิดภาษีหนักๆ
ถ้ามันแพงคนก็สูบน้อยลงเอง แต่ถ้าให้ห้ามเลยทั้งๆที่มันไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก มันกลายเป็นภาระของสังคมค่ะ
ตอนนี้ที่เมกาว่าจะเลิกกฏห้ามครอบครองหรือขายกัญชาแล้วมาใช้มาตรการภาษีแทน เพราะเหตุผลพวกนี้แหละ

การตั้งกฏหมายที่เข้มงวดเกินไป ฟังดูแล้วเหมือนจะดี ถ้าทุกคนถูกบังคับให้ทำดีเหมือนๆกันหมด
แต่การจำกัดสิทธิเสรีภาพของคน มักจะมีราคาที่ซ่อนอยู่ที่บางครั้งเราคิดไม่ถึง
 

guest

Post : 03/11/2014 20:16     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์

 

 

            พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ 

 

 

 

สัตว์ หมายความว่า สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสัหลังซึ่งมิใช่มนุษย์ โดยให้หมายความรวมถึง สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์ทดลอง ตามพระราชบัญญัตินี้ และรวมถึงสัตว์พาหนะ ตามพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะด้วย

 

สัตว์เลี้ยง หมายความว่า สัตว์ที่มนุษย์นำมาเลี้ยงไว้และให้น้าให้อาหาร โดยอาจเลี้ยงไว้เพื่อการดูเล่น เพื่อเป็นเพื่อน เพื่อเป็นอาหาร หรือเพื่อการอย่างอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดและหมายความรวมถึง สัตว์พาหนะ ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึง สัตว์ป่า สัตว์เศรษฐกิจ หรือสัตว์ทดลองตามความหมายของพระราชบัญญัตินี้

 

สัตว์ป่า หมายความว่า สัตว์ป่า ตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงสัตว์ป่าที่มนุษย์ได้รับอนุญาตให้นำมาเลี้ยง และสัตว์ที่เกิดหรือดำรงค์ชีวิตอยู่ในธรรมชาติด้วย

 

สัตว์เศรษฐกิจ หมายความว่า สัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงไว้เพื่อประโยชน์ทางการค้า การกีฬา การแสดง หรือการธุรกิจอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

 

สัตว์ทดลอง หมายความว่า สัตว์ที่มนุษย์เพาะหรือเลี้ยงไว้ เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขา

 

การทารุณกรรมสัตว์ หมายความว่า การกระทำใดๆ ที่ส่งผลให้สัตว์ต้องได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานโดยไม่จำป็น ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจของสัตว์ ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมถึงการกระทำที่กฎหมายถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ด้วย

 

ความทุกข์ทรมาน หมายความว่า ความกดดันทางร่างกายหรือจิตใจ และหมายความรวมถึง ความเจ็บปวด ความกลัว

 

สวัสดิภาพสัตว์ หมายความว่า สภาวะทางร่างกายและจิตใจของสัตว์ที่ประเมินได้ ในขณะที่เผชิญกับสภาพแวดล้อม ทั้งที่มนุษย์กระทำให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

 

เจ้าของ หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ในกรณีสัตว์หรือสัตว์ทดลองที่ไม่ปรากฎตัวเจ้าของให้หมายความรวมถึงผู้เลี้ยงและผู้ดูแลด้วย

                                                         

 

 

                                                      

                                                                     

 

                                                                    หมวด 3

                                                 การป้องกันการทารุณกรรรมสัตว์

มาตรา 14 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆต่อสัตว์ อันเป็นการทารุณกรรมสัตว์

มาตรา 15 การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์

  1. เฆี่ยน ทุบตี ฟันแทง เผา ลวก หรือกระทำการอย่างอื่นอันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ให้สัตว์เจ็บปวด
  2. ให้สัตว์ทำงานจนเกินสมควรหรือใช้ทำงานอันไม่สมควรแก่ประเภทและสภาพของสัตว์ เพราะสัตว์นั้นเจ็บป่วย ชรา อ่อนอายุ ใกล้คลอดหรือพิกลพิการ  
  3. ใช้ยา หรือสารอันตรายต่อสัตว์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างการหรือจิตใจ หรือทำให้สัตว์ต้องทุกข์ทรมาน
  4. ใช้พาหนะที่ไม่เหมาะสมแก่การขนส่งหรือเคลื่อนย้ายสัตว์ ทำให้สัตว์ต้องทุกข์ทรมานหรือบาดเจ็บ
  5. เก็บหรือกักขังสัตว์ในที่คัยแคบให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมาน
  6. นำสัตว์ที่เป็นอริกันไว้ในที่เดียวกัน
  7. พรากแม่และลูกสัตว์ที่ยังไม่หย่านมโดยปราศจากความจำเป็น
  8. ทำให้สัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมานจาการอดอยาก ขาดอาหาร น้ำ หรือการพักผ่อน
  9. เพาะหรือเลี้ยงสัตว์โดยไม่ดูแลรักษาเมื่อสัตว์เจ็บป่วย
  10. ใช้ยาพิษหรือสารพิษหรือวิธีอื่นใดให้สัตว์ตายอย่างทุกข์ทรมาน
  11. กระทำการใดๆให้สัตว์ต้องเสียรูปหรือพิการโดยไม่จำเป็น
  12. นำสัตว์มาต่อสู้หรือประลองกำลังกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
  13. กระทำการหรือฆ่าสัตว์หรือทำร้ายสัตว์โดยลุแก่โทสะ
  14. พันธนาการสัตว์เป็นเวลานานเกินความจำเป็น หรือด้วยเครื่องพันธนาการที่หนักหรือสั้นหรือเล็กเกินไปจนสัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน
  15. ใช้สัตว์ทำงานหรือประกอบกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
  16. ใช้สัตว์เลือดอุ่นเป็นเหยื่อหรือเป็นอาหารสัตว์อื่น
  17. บริโภคสัตว์ทั้งที่สัตว์ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะสัตว์เลือดอุ่น
  18. สังวาสหรือใช้สัตว์ประกอบกามกิจ
  19. สนับสนุนหรือมีส่วนให้ผู้อื่นกระทำการทารุณกรรมสัตว์

บทบัญญัติในวรรคแรกไม่รวมถึงการกระทำดังต่อไปนี้

  1. การตัดหู หาง ขน เขา งา หรือเล็บ และการตอนสัตว์ หรือการทำเครื่องหมายที่ตัวสัตว์ ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
  2. การฆ่าและทำลายสัตว์โดยพนังงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
  3. การใช้สัตว์ทดลองตามกฎหมายว่าด้วยจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง การกระทำในวรรคนี้ให้ผู้ได้รับอนุญาตดำเนินการภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์ ไม่ให้สัตว์ต้องได้รับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น

มาตรา 16 เจ้าของต้องไม่ประมาทเลินเล่อหรือละเลย ให้มีการทารุณกรรมสัตว์ตามมาตรา15

มาตรา 17 เจ้าของสัตว์จะต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์ตามชนิด ประเภท และพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์นั้น ทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 18 การจัดสวัสดิภาพสัตว์ ต้องมีข้อกำหนด หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. การดูแลรักษาสัตว์
  2. การฝึกและใช้งานสัตว์
  3. การควบคุมและกักขังสัตว์
  4. การขนส่งสัตว์
  5. การฆ่าสัตว์
  6. อื่นๆตามความเหมาะสม แก่ชนิด และประเภทของสัตว์

                                                          

 

                                                                     หมวด 4

                                                          ส่วนที่ 1 สัตว์เลี้ยง

 

 

มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคหรือค้า เนื้อ หนัง อวัยวะ หรือซากส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสัตว์เลี้ยง ประเภทสุนัขและแมว

มาตรา 22 เจ้าของต้องไม่ละเลยหรือเลินเล่อให้สัตว์เลี้ยงของตนต้องทุกข์ทรมาน หรือเสียชีวิตจากความอดอยาก

มาตรา 23 เจ้าของต้องไม่ฝึกหรือบังคับให้สัตว์เลี้ยงทำในสิ่งที่อาจทำให้สัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

มาตรา24 เจ้าของต้องไม่ทอดทิ้งให้สัตว์เลี้ยงของตนออกไปเร่ร่อนหากินหรือกลายเป็นสัตว์จรจัด

                                                            

                                                                ส่วนที่ 2 สัตว์ป่า

มาตรา 27 ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะหรือเลี้ยงสัตว์ป่า ต้องจัดสวัสดิภาพให้แก่สัตว์ตามชนิด ประเภท และพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านั้น ทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

                                                   

                                                            ส่วนที่ 3 สัตว์เศรษฐกิจ

มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการทารุณหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นการทารุณกรรมสัตว์

มาตรา 30 ผู้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์เศรษฐกิจแต่ละประเภท ให้เหมาะสม ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 31 การฆ่าสัตว์เศรษฐกิจต้องกระทำโดยไม่ให้สัตว์ต้องทุก๘ทรมาน คือให้สัตว์ตามในทันที หรือได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุดทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อขายหรือจัดแสดงซึ่งสัตว์ที่ป่วย เป็นโรด บาดเจ็บ หรือพิกลพิการ

มาตรา 33 ห้ามมิให้ผู้ใดหารายได้จากการนำสัตว์มากักขังหรือหน่วงเหนี่ยว เพื่อให้ผู้อื่นมาถ่ายอิสระภาพให้แก่สัตว์นั้น

มาตรา 34 ห้ามนำสัตว์มาใช้เป็นรางวัล เว้นแต่ได้พิจารณาแน่ชัดแล้วว่าไม่มีผลเสียต่อสวัสดิภาพสัตวืนั้น

มาตรา 35 ห้ามมิให้นำสัตว์มาแข่งขันหรือประลองกำลังหรือความเร็วกัน เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 36 ห้ามผู้ใดทำการฝึกสัตว์เพื่อการแสดง เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 37 ผู้ที่ฝึกหรือใช้สัตว์ไว้เพื่อการแสดงต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์นั้น ทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 38 ห้ามฝึกหรือบังคับสัตว์ด้วยการเฆี่ยนตีหรือวิธีอื่นใด ซึ่งอาจทำให้สัตว์บาดเจ็บ

มาตรา 39 ห้ามเผยแพร่ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นการทารุณกรรมสัตว์ รวมถึงบทตอนที่ระหว่างการถ่ายทำสัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน เว้นเสียแต่เพื่อการศึกษาหรือเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน

มาตรา 40 หากผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นลูกจ้าง ให้ถือว่านายจ้างหรือนิติบุคคลที่ผู้กระทำผิดทำงานให้มีความผิดด้วย

                                                        

                                                   ส่วนที่ 4 สัตว์ทดลอง

มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆต่อสัตว์ทดลองเกินกว่าความจำเป็น ตามลักษณะและประเภทของการทดลองนั้น

มาตรา 42 ห้ามมิให้ผู้ใดเพาะเลี้ยงหรือใช้สัตว์ทดลอง เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง

มาตรา 43 ห้ามมิให้นำสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสัตว์ที่ไม่ปรากฎว่ามีเจ้าของมาใช้เป็นสัตว์ทดลอง เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี เพื่อประโยชน์ในการบำบัดโรคสัตว์หรือเพื่อตัวสัตว์เอง

                                                        

                                           

 

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานได้พิจารณาเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ…. ด้วยคะแนน 188 ต่อ 1 งดออกเสียง 4 เสียง

 

 

 
          สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เพิ่มโทษทารุณกรรมสัตว์ หลังมีเหตุทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้นต่อเนื่อง เล็งปลูกฝังเยาวชนให้มีใจเมตตาต่อสัตว์

          วันนี้ (18 กันยายน 2557) นายชัยชาญ เลาหศิริปัญญา เลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.เพิ่มโทษทารุณกรรมสัตว์ฉบับนี้ ซึ่งเคยผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการชุดที่แล้ว จะเน้นให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก เพราะสัตว์ป่ามีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่แล้ว ส่วนช้างก็จะมีการพูดคุยเรื่องกฎหมายที่คุ้มครองช้างโดยเฉพาะเช่นกัน

          โดยใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะบรรจุให้มีการคาดโทษเพิ่มขึ้น คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะกระทำผิดได้คิดมากขึ้นก่อนลงมือ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมด้วย เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีกฎหมายคุ้มครองการทารุณกรรมสัตว์อยู่แล้ว แต่ด้วยบทลงโทษที่เบา คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ทำให้ยังมีการทารุณกรรมสัตว์ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

          และนอกจากผลักดัน พ.ร.บ. นี้แล้ว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ยังพยายามแก้ปัญหาทั้งสุนัขจรจัดและการทารุณกรรมสัตว์ โดยมีการทำเครือข่ายบ้านอุปถัมภ์สำหรับสุนัขจรจัด 18 แห่ง ปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มีใจเมตตาต่อสัตว์ ผ่านโครงการรักสัตว์ในโรงเรียน โดยสมาคมฯ จะไปให้ความรู้ตามโรงเรียนต่าง ๆ สร้างหลักสูตรลูกเสือให้เรียนรู้และสร้างความเมตตาต่อสัตว์ และล่าสุดได้ร่วมมือกับ สพฐ. จัดทำหนังสือนิยายร้อยแก้วร้อยกรองแจกตามโรงเรียนด้วย

 

 

 

 

 

 

 

                                 การประชุม APEC

 

 

 

 

                                                            

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

     ดนตรีมีอะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ/ดร.แพง ชินพงศ์

 

 

 

เวลามีใครถามว่าผู้เขียนเรียนจบอะไรมา แล้วผู้เขียนตอบไปว่าเรียนจบมาทางด้านดนตรี 70 % ของผู้ถามมักจะมีคำถามต่อไปว่า "เรียนแล้วได้อะไร" หรือบางคนอาจจะสงสัยว่า "ดนตรีมันมีอะไรให้ต้องเรียนกันเยอะแยะมากมายนักเหรอ"
       
       ดังนั้น ในฐานะที่ผู้เขียนเรียนจบมาทางด้านดนตรีและเป็นนักดนตรีคนหนึ่งจึงอยากจะบอกว่า "ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงที่มีอะไรมากมายกว่าที่คิด" เพราะนอกจากดนตรีจะช่วยทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน อารมณ์ผ่อนคลาย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเวลาที่รถติดแล้วเราเปิดเพลงเพราะๆที่ถูกใจฟังในรถก็จะช่วยทำให้คลาย ความเครียดได้แล้วนั้น มีผลงานวิจัยมากมายที่มีผลสรุปว่า การให้เด็กได้ใกล้ชิดสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่ยังเล็กนั้นจะช่วยพัฒนาศักยภาพ ของเด็กในหลายๆด้าน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์
       
       ผู้อ่านหลาย ๆ คนเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะ สงสัยและนึกภาพไม่ออกว่าดนตรีนั้นมีประโยชน์และสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพต่างๆ ของเราได้อย่างไร เราลองมาดูกันดังนี้
       
       1. ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านบุคลิกภาพและความเป็นตัวตน การได้ทำกิจกรรมดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นรำ ดนตรีจะเป็นเหมือนสื่อกลางที่ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและความเป็นตัวตนให้บุคคล นั้นมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ มีเด็กวัยรุ่นหลายคนที่เป็นคนขี้อายและดูเหมือนเป็นคนไม่ได้เรื่องได้ราว แต่เมื่อได้มาเล่นดนตรีก็ได้ค้นพบตัวเองว่ามีความสุขและเมื่อรู้ว่าตนมีความสามารถในด้านดนตรีก็ทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกและมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
       
       ผู้เขียนรู้จักเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แต่เดิมนั้นมีความขี้อายมาก ไม่กล้าพูดจาหรือสบตากับใคร แต่พอวันหนึ่งที่เขาได้ลองเล่นกีตาร์และรู้สึกรักในเสียงดนตรี มาวันนี้เขากลายเป็นคนที่รู้จักการคบหาสมาคมกับผู้อื่นได้อย่างน่ารัก กล้าที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ และมีความสามารถทางดนตรีที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น
       
       2.ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านอารมณ์ องค์ประกอบสำคัญของดนตรีคือ คำร้อง จังหวะและทำนอง ซึ่งเมื่อมารวมกันจะเกิดเป็นเพลงๆหนึ่งขึ้นมา ซึ่งในเพลงแต่ละเพลงนั้นต่างก็มีลักษณะหรือเอกลักษณ์ของดนตรีที่แตกต่างกันออกไป เพลงที่มีทำนองและจังหวะช้าๆทำให้รู้สึกสงบ มีสมาธิและผ่อนคลาย เพลงที่มีทำนองและจังหวะเร็วๆช่วยทำให้อารมณ์ครึกครื้น กระฉับกระเฉงและอยากเคลื่อนไหวร่างกาย เพลงที่มีคำร้องเศร้าสะเทือนใจจะทำให้คนฟังอารมณ์อ่อนไหวตามไปด้วย ในขณะที่เพลงที่มีคำร้องปลุกใจให้รักชาติ จะทำให้คนฟังมีความคึกคัก ฮีกเหิมและกล้าหาญตามไปด้วย
       
       ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าดนตรีมีผลเป็นอย่างมากต่ออารมณ์ของคนเรา ในปัจจุบันการให้เด็กออทิสติกหรือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ได้ฟังเพลงประเภทต่างๆจะช่วยให้เขาได้ผ่อนคลาย มีความก้าวร้าวทางอารมณ์ลดลง มีการแสดงออกทางอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้นและมีความพร้อมในการเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นด้วย

 

 

                    ดนตรีมีอะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ/ดร.แพง ชินพงศ์ 

 

 

. ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านสติปัญญา มีงานวิจัยมากมายที่ยอมรับว่า ดนตรีสามารถพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ได้ ยิ่งถ้าได้มีการใช้ดนตรีตั้งแต่วัยเด็กด้วยแล้วจะยิ่งเพิ่มศักยภาพของสมองได้มากขึ้นด้วย มีผลการวิจัย (Dr.Thurman) สรุปว่าการที่แม่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน จะทำให้ลูกที่คลอดออกมามีพัฒนาการทางร่างกายและไอคิวสมองสูงและมีอารมณ์แจ่มใส
       
       นอกจากนี้ดนตรียังช่วยในเรื่องของการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การคิดอย่างมีระบบและในเรื่องของความจำด้วย ดังนั้น การสนับสนุนให้เด็กได้มีกิจกรรมดนตรีควบคู่ไปกับการเรียน เช่น ได้ร้องเพลง ได้ฟังเพลงที่ชอบ ได้เล่นเครื่องดนตรีที่สนใจ จะมีส่วนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนในวิชาต่างๆเพิ่มสูงขึ้น เพราะดนตรีช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างความมีเหตุมีผลกับจินตนาการ จึงทำให้มีการคิดวิเคราะห์หาความเป็นเหตุเป็นผลได้ดียิ่งขึ้น
       
       นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าดนตรีนั้นสร้างอัจฉริยะได้จริง บุคคลที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับในสมมติฐานนี้ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไอน์สไตน์ บุคคลซึ่งถูกยอมรับในเรื่องความฉลาดมากที่สุดคนหนึ่งของโลก นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบว่าทำไมไอน์สไตน์ถึงมีความฉลาดมากและได้พบคำตอบ ว่า เส้นใยประสาทในสมองของไอน์สไตน์แตกแขนงออกไปอย่างหนาแน่นและสื่อสารกันได้ดี มาก ซึ่งตามหลักการทำงานของสมองนั้น ถ้าหากคนใดมีเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับเซลล์สมองมากเท่าไร คนนั้นก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น และในส่วนของไอน์สไตน์นั้นได้ค้นพบว่า ดนตรีมีส่วนในการส่งเสริมศักยภาพการทำงานของสมองของเขาได้มากทีเดียว
       
       ด้วยเพราะไอน์สไตน์เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่เด็กและเรียนไวโอลินเมื่อ อายุ 6 ปี ควบคู่ไปกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เขาเล่นไวโอลินได้เก่งมากและมีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งดนตรีและวิทยาศาสตร์ มีความชื่นชอบผลงานของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่างโมซาร์ต บีโธเฟนและบาร์ค จนมีคำกล่าวของไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า "หากไม่ได้เป็นนักฟิสิกส์ ข้าพเจ้าอาจเป็นนักดนตรี ฝันกลางวันเป็นดนตรี ความสุขส่วนใหญ่ในชีวิต ล้วนมาจากดนตรี" นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยอมรับว่าดนตรีมีส่วนสำคัญที่สามารถส่งเสริมความสามารถในการทำงานของสมองได้อย่างดีเยี่ยมมากจริง ๆ
       
       จะเห็นได้ว่า "ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงที่มีอะไรมากมายกว่าที่คิด" พ่อแม่บางคนไม่สนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมดนตรีเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปเรียนอย่างอื่นได้ประโยชน์กว่า แต่จริงๆแล้วการได้ทำกิจกรรมดนตรีมีประโยชน์มากมายทั้งต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ที่สำคัญดนตรีทำให้คนมีความสุข อะไรเป็นความสุขก็ควรหยิบยื่นให้กับคนที่เรารัก เพราะความสุขทำให้เกิดผลดีในทุกสิ่งได้ และความสุขนั้นก็ได้ง่ายๆจากดนตรี

 

 

 

 

 

 

ป.ป.ช. ตั้งอนุ กก. ไต่สวน ยิ่งลักษณ์-33 รมต. ปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี

 

 

 

        

 

 ป.ป.ช. ตั้งอนุ กก. ไต่สวน ยิ่งลักษณ์-33 รมต. ปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ป.ป.ช. ตั้ง วิชัย วิวิตเสวี นั่งประธานอนุกรรมการไต่สวน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับอดีตรัฐมนตรี 33 คน ปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับอดีตรัฐมนตรี 33 คน ตามความผิดตามข้อกล่าวหากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 66

 

กรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่า ขณะ นี้ คณะอนุกรรมการได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งหากมีการคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการตามกฎหมาย และก่อนที่จะมีการนัดประชุมอนุกรรมการไต่สวนนัดแรก ทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งจัดทำแผนการดำเนินการไต่สวนอยู่ เพื่อเตรียมไว้นำเสนอในที่ประชุม สำหรับ ประเด็นการพิจารณาคดีซ้ำซ้อนกับศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องขอชี้แจงว่า เป็นการพิจารณาคนละส่วนกัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและตัดสินในส่วนของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เท่านั้น ไม่ได้มีการชี้มูลความผิดในส่วนของคดีอาญา แต่ในส่วนของ ป.ป.ช. นั้น เรื่องการพิจารณาว่ามีความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น คงต้องดูที่เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้งว่า มีเจตนาทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย หรือเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่

 

ดังนั้น หากพิจารณาออกมาแล้ว พบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง ป.ป.ช. ก็ต้องวินิจฉัยไปว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายตามข้อกล่าวหาและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไม่ โดยยึดหลักความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายวิชัย กล่าวถึงระยะเวลาในการพิจารณาปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ ว่า คงใช้เวลาในการพิจารณาไม่นาน เพราะเหลือเพียงการเชิญคนมาให้ถ้อยคำ มายืนยันในถ้อยคำที่ให้ไว้ในศาลเท่านั้น ส่วนเอกสารต่าง ๆ อาทิ สำนวนจากศาลรัฐธรรมนูญ สำนวนศาลปกครอง รวมถึงเอกสารคำสั่งต่าง ๆ จากสำนักนายกรัฐมนตรี ทางคณะกรรมการไต่สวนได้จัดเตรียมไว้แล้ว 

 

 

 

 

      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

576446

 

 

 

 

ศาลอิหร่านสั่งขัง 1 ปี กองเชียร์สาว หลังพยายามเข้าชมการแข่งขันตบลูกยางชายเมื่อปี 2012

 

สื่อต่างประเทศรายงาน ศาลอิหร่านสั่งตัดสินจำคุก 1 ปี สำหรับสาวลูกครึ่งอังกฤษ-อิหร่าน วัย 25 ปี ที่พยายามเข้าชมการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งอิหร่านมีคำสั่งห้ามผู้หญิงเข้าชมการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชาย เช่นเดียวกับการแข่งขันฟุตบอล ด้วยเหตุผล ว่าต้องปกป้องผู้หญิงจากการถูกทำอนาจารจากผู้ชมเพศชายในระหว่างการแข่งขัน ซึ่ง Ms.Ghavami ถูกปล่อยตัวหลังถูกตั้งข้อหา ก่อนจะถูกดำเนินการตามกระบวนการของศาลและถูกศาลสั่งลงโทษในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ลูกครึ่งสาวคนเดียวกันถูกดำเนินคดีอีกครั้งหลัง ออกประท้วงเรียกร้องหาความยุติธรรมของกระบวนการตัดสินของศาล

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ได้รับรายงานตั้งแต่เกิดเรื่องแต่การช่วยเหลือพลเมืองอังกฤษในอิหร่านนั้นมีขีดจำกัด

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 offside เป็นหนังที่เล่าเรื่องของกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มีใจรักในฟุตบอล และมี ความต้องการอย่างมากที่จะเข้าไปดูฟุตบอลนัดสำคัญ ที่จัดขึ้นที่สนาม เตหะราน สเตเดี้ยม ในการแข่งขันระหว่างทีมชาติอิหร่าน กับ ทีมชาติ บาเรนห์ ในปี2005 ซึ่งนัดนี้เป็นนัดชี้ชะตาว่าทีมไหนจะได้เข้าไปเล่น ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และจากความสำคัญของฟุตบอลนัดนี้ทำให้ แม้แต่เด็กผู้หญิงก็อยากจะมีส่วนร่วมกับฟุตบอลนัดประวัติศาสตร์นี้ พวกเธอแต่ละคนจึงพยายามปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อที่จะเข้าไปในสนาม และยอมแม้กระทั้งซื้อตั๋วในราคาแพงเพื่อจะเข้าไป บางคนถึงขั้นปลอม ตัวเป็นทหารเพื่อที่จะเข้าไปในสนาม แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงกลุ่มนี้ก็ถูก ทหารจับกุมตัวเอาไว้ และเรื่องราวแทบทั้งเรื่องก็ดำเนินขึ้นภายใต้การ โดนกังขังของเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้ offside เป็นหนังที่ถูกเล่าผ่านการวิธีการ แบบดิบๆ เพราะหนังดูเป็นสารคดีเอามากๆ ปานาฮีไม่ได้ใส่เทคนิคเข้า ไปจนทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นภาพยนตร์

 

อันที่จริงมันก็เป็นสไตล์ของ ปานาฮีอยู่แล้วที่หนังของเขาจะถูกสร้างให้ออกมาในเชิงสารคดี แต่ทว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้ทำให้ตัวหนังกลายเป็นหนังน่าเบื่อ ถึงแม้ว่าตัวเนื้อหาเองก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเพราะก็เป็นเพียงแค่การเฝ้าดูกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ถูกกักขังไม่ให้เข้าไปดูฟุตบอล แต่หนังกลับสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดู มันกลับกลายเป็นหนังที่น่าติดตาม คนดูได้รับความสนุกสนานจากการวิวาทกันของตัวละครกลุ่มผู้หญิงและกลุ่มทหารที่เป็นผู้ดูแลสนาม และในขณะเดียวกันหนังก็ทำให้คนดูเกิดการอยากรู้สถานการณ์ในสนามเช่นเดียวกับกลุ่มผู้หญิงในเรื่องที่ก็อยากจะรู้ ในขณะที่ฟุตบอลในสนามดำเนินไป กลุ่มเด็กผู้หญิงก็พยายามเรียกร้องสิทธิของตัวเองพวกเธอตั้งคำถามถึงการจับกุมพวกเธอว่าพวกเธอทำผิดอะไร ทำไมพวกเธอถึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปชมฟุตบอลในสนาม คำถามพวกนี้ไม่ใช่เพียงคำถามที่ตัวละครถามกันในหนัง แต่นี่คือการตั้งคำถามของปานาฮีต่อรัฐบาลอิหร่าน และต่อประเทศอิหร่าน ว่าเหตุผลอะไรที่เป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้าม ในประเทศอิหร่าน

 

ปานาฮีเคยกล่าวว่า กฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้าม ในประเทศอิหร่านเป็นเรื่องที่คลุมเครือเหลือเกิน เหมือนกับกฎที่ว่าห้ามผู้หญิงอิหร่านเข้าไปดูฟุตบอลสดๆในสนาม อันเนื่องจากไม่ต้องการให้พวกเธอเห็นพฤติกรรมก้าวร้าว และการปล่อยถ้อยคำหยาบคายจากผู้ชายที่เข้าชมการแข่งขัน เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมผู้ชายไม่ให้พูดคำเหล่านั้นได้ ผู้หญิงอย่างพวกเธอจึงกลายเป็นคนรับผลจากการกระทำนั้น ประเด็นสำคัญที่หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามเกือบตลอดทั้งเรื่อง ก็คือในเมื่อผู้หญิงชาวมุสลิมไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แล้วเหตุใดจึงต้องเข้มงวดกับพวกเธอมากกว่าผู้ชาย? การป้องกันไม่ให้ผู้หญิงเห็นและกระทำสิ่งที่ไม่ดีงามแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการกีดกันสิทธิอันพึงมีของพวกเธอโดยไร้เหตุผล

 

และในเรื่องเอง ในฉากที่ผู้หญิงคนหนึ่งถามนายทหารว่า"ทำไมในตอนที่ทีมญี่ปุ่นมาแข่งที่สนามแห่งนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นถึงได้รับอนุญาติให้เข้าไปในสนาม" ทหารตอบได้แค่เพียง"ก็นั่นมันคนญี่ปุ่น เขาพูดคลละภาษากับเรา ตอนที่ผู้ชายด่า หรือพูดหยาบคาย ผู้หญิงญี่ปุ่นไม่เข้าใจ" ผู้หญิงจึงถามกลับว่า'แบบนี้ก็แปลว่าปัญหาคือผู้ชายพูดหยาบคาย' ทหารกลับตอบว่า'ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะผู้ชายกับผู้หญิงห้ามนั่งด้วยกัน" ผู้หญิงเถียงว่า"แล้วทำไมในโรงหนังนั่งได้ ในนั้นมืดด้วยนะ" นายทหารจบการสนทนาด้วยประโยคที่ว่า "ฉันไม่ใช่หัวหน้านะ" แบบนี้ก็แปลว่ากฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้าม ในอิหร่านไม่มีเหตุผลจริงๆสินะ หรือเหตุผลหนะมีเพียงแต่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจ จะต้องเป็นผู้นำประเทศเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่าทำไม หรืออะไรที่เป็นตัวกำหนด กฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้ามนั้นขึ้นมา เห็นได้ชัดเลยว่าประเด็นที่ปานาฮีต้องการตั้งคำถาม ทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะที่จะใช่ชื่อว่า offside เพราะจริงๆแล้ว offside หรือการล้ำหน้า ก็เป็นกฏทางฟุตบอลที่ว่ากันว่ามันคือกฎที่ซับซ้อนและสับสนที่สุดของกีฬาฟุตบอล

 

นอกจากหนังจะเสนอเรื่องสิทธิของผู้หญิงแล้ว หนังยังพูดถึงเรื่องของความไม่เข้มแข็งและความสับสนของผู้ที่มีหน้าที่รักษาอำนาจรัฐ อันที่จริงอาจเป็นเพราะอำนาจรัฐที่คลุมเครือที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่มีหน้าที่รักษามันยังไม่สามารถเข้าใจมันได้เลย พวกนายทหารทำได้เพียงแค่ทำตามคำสั่งของหัวหน้าอีกทีโดยที่ก็ไม่ได้เข้าใจกฏนั้นอย่างจริงจัง ปานาฮีเองก็อาจต้องการจะบอกคนดูถึงประเด็นนี้ว่า ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มเด็กผู้หญิงเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมนี้ แต่นายทหารกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่ถูกอำนาจรัฐกดเอาไว้เช่นเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ นายทหารคนหนึ่งที่ไม่ได้กลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ ทำไร่ทำนา อีกคนหนึ่งที่ต้องเสียเวลาส่วนตัวที่จะได้อยู่กับแฟน และอีกหลายๆคนที่ก็เสียสิทธิในชีวิตส่วนตัวเช่นกัน พวกเขาต้องทำตามคำสั่งของหัวหน้า และหากนายทหารเหล่านี้ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้ก็จะต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วทั้งนายทหาร กลุ่มผู้หญิง หรือแม้แต่ผู้คนในประเทศอิหร่าน พวกเขาก็เป็นเพียงประชาชนที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างที่ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กระจ่างได้ มีเพียงคำถามค้างคาในใจที่ว่าอำนาจรัฐ ที่กำหนดขึ้นมามีประโยชน์หรือ? หรือมันเป็นแค่เพียงการแสดงอำนาจของรัฐบาลที่ต้องการความเป็นใหญ่ในสังคม

 

อารมณ์ร่วมที่หนังสร้างให้กับคนดู ตลอดระยะเวลาชั่วโมงกว่าๆของหนัง ถึงแม้คนดูจะไม่ได้เห็นการแข่งขันในสนามฟุตบอล แต่คนดูกลับได้รับความรู้สึกตื่นเต้นปนอึดอัด รวมทั้งความกระวนกระวายราวกลับว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้หญิงที่อยากจะรู้เรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล ปานาฮีสร้างให้หนังของเขาสมจริง จนเราก็เผลอหลุดเขาไปในสิ่งที่เขาสร้าง และฉากที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีก็คือฉากที่สร้างความสนุกสนานบนการจิกกัดเสียดสีในความไม่เท่าเทียมของสิทธิสตรี ก็คือฉากที่นายทหารคนหนึ่งต้องพาหนึ่งในกลุ่มผู้หญิงไปเข้าห้องน้ำ มุขตลกเล็กๆที่ปานาฮีใส่ลงไปก็คือการที่นายทหารคนนั้นให้ผู้หญิงใส่หน้ากากที่เป็นหน้านักฟุตบอล และยิ่งทวีความสับสนอลมานปนความสนุกเล็กๆเมื่อนายทหารทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าห้องน้ำ และกับคำสั่งที่ฮาที่สุดคือให้ปิดตาเข้าห้องน้ำเพราะในห้องน้ำชายจะมีข้อความที่ไม่เหมาะสม ที่ผู้หญิงไม่ควรจะเห็น จากฉากนี้จะเห็นว่าไม่ใช่แค่อารมณ์ขันเล็กๆที่ปานาฮีใส่ไปแต่มันเต็มไปด้วยคำถามที่ว่า ผู้หญิงไม่มีสิทธิขนาดนั้นเลยหรือ

 

ในฉากเข้าห้องน้ำนี่เองที่สร้างสิ่งที่นายทหารจะต้องจดจำเอาไว้ เพราะผู้หญิงที่เข้าห้องน้ำเธอได้โอกาสในการหลบหนีจากการช่วยเหลือของกลุ่มผู้ชายที่จะมาเข้าห้องน้ำ และเมื่อเธอหนีไปได้แล้ว นายทหารคนนั้นก็เดินกลับมายังจุดที่กักตังผู้หญิงคนอื่นๆเอาไว้ พร้อมกับความเครียดระหว่างเขาและเพื่อนทหารด้วยกัน เพราะการที่เขาปล่อยให้นักโทษหนีไปจะทำให้เขาได้รับการลงโทษ และเพื่อนทหารคนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลุ่มก็เครียดสุดๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงคนที่หนีไป ก็เดินกลับมาเองและเข้าไปในบริเวณที่กักตัว เพื่อนๆผู้หญิงถามว่าเหตุผลอะไรเธอถึงกลับมาทั้งๆที่มีโอกาสเข้าไปแล้ว เธอตอบเพียงว่า เธอสงสารนายทหาร มันคือฉากที่แสดงความเป็นผู้หญิงที่น่ายกย่อง เขาจับตัวเธอมาขังเอาไว้ โดยไม่คิดจะช่วยเธอ เพราะเขาบอกว่ามันคือหน้าที่ ที่ต้องทำ แต่เมื่อเธอได้รับโอกาสหนี เธอกลับใช้มันแค่เพียวระยะเวลาสั้นๆและยอมเดินกลับมายังที่ขัง เพียงเพราะความสงสารที่มีต่อนายทหารคนนั้น ผู้หญิงไม่ได้ทำผิดอะไรเลย หนังเรื่องนี้ยกย่องผู้หญิงเป็นอย่างมากเพราะนอกจากพวกเธอจะต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองแล้ว พวกเธอยังยอมทำเพื่อคนอื่นอีกด้วย

 

สุดท้ายคนดูอาจตั้งคำถามว่าปานาฮีทำการวิพากษ์ประเทศและศาสนาของตัวเองไปเพื่ออะไร แต่เราก็จะได้คำตอบในที่สุดว่า หนังไม่ได้มีเจตนาจะตั้งคำถามต่อศาสนาอิสลามเพราะที่จริงแล้วกฎของศาสนามุ่งเน้นให้เกิดความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชาย หนังเพียงแค่ตั้งคำถามกับความเท่าเทียมที่สังคมควรมี กับกฎหมายที่คลุมเครือ และการสร้างความเป็นชาตินิยมที่ไม่ได้คลั่งการรักชาติจนขาดสติ ส่วนฉากสุดท้ายที่ตัวละครทุกตัวในเรื่องรวมทั้งคนอิหร่านทั้งประเทศที่ร้องเพลง และส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี และการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติที่ต่างพากันหวังถึงอนาคตของชาติ และผลการแข่งขันนั้นก็เท่ากับเป็นการทำให้พวกเธอได้มีความสุขกับชัยชนะทั้งของชาติและของพวกเธอ ถึงแม้ชัยชนะนี้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม

 

แต่แล้วชะตากรรมของoffside ก็ดูจะไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือความเห็นใจจากอำนาจรัฐ เพราะ offside ยังคงเป็นหนังอีกเรื่องของปานาฮีที่ถูกสั่งห้ามฉายในประเทศอิหร่าน ปานาฮีทำได้แค่เพียงหวังว่าสักวัน หนังของเขาจะได้รับโอกาสในการเข้าฉายในบ้านเกิดของเขา

 

ทว่าการไม่ได้เข้าฉายของ offside ไม่ได้แปลว่าหนังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อประเทศ เพราะในที่สุดแล้วในเดือนเมษายน ปี 2006 ประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ของอิหร่านประกาศว่าอาจจะมีการสำรองที่นั่งพิเศษในสเตเดี้ยมสำหรับผู้หญิงและครอบครัวซึ่งเสมือนเป็นการตอบรับข้อเรียกร้องของกลุ่มสิทธิสตรี ท่ามกลางเสียงคัดค้านของ 6 อายะตุลเลาะห์ระดับอาวุโส (อายะตุลเลาะห์ ตำแหน่งสูงสุดที่มอบให้กับผู้นำศาลนาอิสลามนิกายชีอะห์) และบรรดาสมาชิกวุฒิสภาหลายคนซึ่งเห็นว่าเป็นการผิดกฎหมายอิสลามที่ห้ามให้หญิงสาวเห็นร่างกายชายแปลกหน้าแม้ว่านั่นจะเป็นการกระทำที่ไม่ได้เจตนาก็ตามทั้งนี้ท่านประธานาธิบดีมองว่าการออกมาเชียร์กีฬาของผู้หญิงกับครอบครัวนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหายแล้วในปัจจุบัน และยังจัดที่นั่งที่ดีที่สุดของสเตเดี้ยมให้อีกด้วย ถือเป็นการพบกันครึ่งทาง และเป็นสัญญาณอันดีต่ออนาคตในด้านสิทธิและความเท่าเทียมกันในสังคม

 

offside ไม่ได้เป็นแค่เพียงการล้ำหน้าของกลุ่มผู้หญิงในเรื่องเท่านั้น เพราะoffside คือการล้ำหน้าของ ปานาฮีด้วย เพราะปานาฮีได้ใบแดงจากการล้ำหน้าครั้งนี้พร้อมกับการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าที่ตัวเขาได้คิดเอาไว้ จากการล้ำหน้านี้ทำให้ปานาฮีถูกจำกุมในข้อหา "กระทำการอันขัดต่อรัฐบาลอิหร่าน" และถูกตัดสินจำคุก 6 ปี รวมถึงไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ เขียนบทภาพยนตร์ เดินทางไปต่างประเทศ และห้ามให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศเป็นเวลา 20 ปี

 

มอง offside ผ่านปานาฮี อาจได้ความหมายบางอย่าง เพราะการที่ปานาฮีซึ่งเป็นอิหร่านแท้ ที่ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ที่อิหร่าน ลุกขึ้นมาทำหนังเสียดสีสังคมนั่น เขาอาจเป็นตัวแทนของคนอิหร่านที่ต้องการลุกขึ้นมาสู้กับรัฐ เพียงแต่จะเห็นว่าเขาก็ยังไม่กล้าที่จะลุกขึ้นสู้อย่างโจ่งแจ้ง หรือจิกกัดรัฐอย่างดุเดือด เพราะ offside เองก็เป็นหนังที่เพียงต้องการให้เกิดการถกเถียงถึงเรื่องสิทธิในสังคมเท่านั้น หนังไม่ได้ต้องการสั่งให้รัฐต้องเปลี่ยนแปลง ปานาฮีเล่าเรื่องราวการเรียกร้องสิทธิผ่านความเป็นธรรมชาติของนักแสดง จึงไม่แปลกที่ถึงแม้หนังจะไม่ได้ใช้เทคนิคในการเล้าอารมณ์คนดู หรือไม่ได้จัดแจงองค์ประกอบภาพให้สวยงามวิจิตรบรรจง แต่หนังกลับเข้าไปแทรกอยู่ในจิตใจของคนดู และกลายเป็นหนังที่เร้าอารมณ์คนดู และสร้างการรับรู้ สร้างอารมณ์ร่วมของคนดูต่อตัวหนังได้เป็นอย่างดี 

 

 

               

 

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือ กฎหมายอิหร่าน
ในรูปคือAmeneh Bahrami สาวอิหร่านผู้ถูกสาดน้ำกรดจนเสียโฉมและตาบอด....กฎหมายอิหร่าน ลงโทษโดยการสาดกลับผู้กระทำจนตาบอด

 

 

 

 

คนอิหร่านร้อยละ 98 นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อีกร้อยละ 2 นับถือศาสนาอื่นเช่นคริสต์ โซโรแอสเตอร์ และยูดาย  คนอิหร่านส่วนมาก โดยเฉพาะผู้มีอายุ จะเคร่งครัดกับหลักศาสนาอิสลามในการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน ผู้ที่จะเดินทางมาอิหร่านควรทราบหลักการสำคัญทางศาสนาอิสลามเพื่อการปฏิบัติตน เช่นหลักการแบ่งแยกหญิงชาย ข้อห้ามทางต่างๆ ในศาสนาอิสลาม เพราะในประเทศอิหร่าน ข้อห้ามหลักๆ ทางศาสนาถือเป็นกฎหมายบ้านเมืองที่มีบทลงโทษรุนแรง

โดยพื้นฐานชาวอิหร่านมีความเป็นมิตร ชอบพูดคุยทักทายและชอบขอถ่ายรูปกับคนต่างชาติ (แม้จะมีไม่บ่อยนักแต่ท่านควรปฏิเสธในทุกกรณีเมื่อมีเพศตรงข้ามมาขอถ่ายรูปคู่และท่านก็ไม่ควรขอถ่ายรูปคู่กับเพศตรงข้าม แม้ว่าจะเป็นเพื่อนเก่าและแม้จะอยู่ในอาคารหรือในที่พักเนื่องจากบางครั้บตำรวจอาจขอตรวจรูปในกล้องของท่านและส่งตัวท่านออกนอกประเทศได้เนื่องจากเป็นการแสดงความใกล้ชิดกับผู้ที่ไม่ใช่คู่ครองซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอิหร่าน) เนื่องจากชาวต่างชาติในอิหร่านมิได้มีเป็นจำนวนมากนัก  ฉะนั้น เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาเดินบนท้องถนนในอิหร่าน ชาวต่างชาติมักจะถูกจ้องมองโดยชาวอิหร่าน จนบางครั้งท่านจะรู้สึกเขินอาย โดยที่ชาวจีนเข้ามาทำการค้าขายและธุรกิจมากกว่าคนชาติอื่นในเอเซีย และละครทีวีเกาหลีเป็นที่นิยมมากในอิหร่าน เมื่อคนอิหร่านพบคนไทย (โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน) จึงมักเข้าใจว่าเป็นคนจีน ("ฉินนี่”) หรือคนเกาหลี ("โคเรีย”)

เนื่องจากผ่านภาวะความยากลำบากและภาวะสงครามมามาก คนอิหร่านจึงมีนิสัยประหยัด ไม่ชอบจับจ่ายใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย หากสิ่งของใดเสียก็จะซ่อมจนกว่าจะซ่อมไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตามชาวอิหร่านมีอุปนิสัยใจกว้างกับแขกและชอบรับแขก โดยเฉพาะแขกต่างชาติ โดยหากเป็นแขกของตนแล้วชาวอิหร่านจะแย่งออกค่าอาหารและค่าน้ำ ชาวอิหร่านชอบชวนแขกหรือเพื่อนไปที่บ้าน โดยถือเป็นมารยาทและเป็นหน้าเป็นตาเจ้าของบ้าน ชาวอิหร่านจะจัดขนมและอาหารรับแขกอย่างเต็มที่และเต็มใจ และจะไม่ประหยัดกับการรับแขกของตน

ชาวอิหร่านในปัจจุบันมีความสะอาดส่วนบุคคลค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามเนื่องจากการแต่งกายมิดชิดและการไม่ใช้เครื่องหอมตามหลักศาสนาอิสลาม กอรปกับอาหารที่มีเครื่องเทศและหัวหอมใหญ่ เมื่อรวมกับอากาศในหน้าร้อนของอิหร่าน ทำให้คนต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออก รู้สึกว่าคนอิหร่านมีกลิ่นตัวแรง ซึ่งความจริงแล้วบางครั้งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องของการไม่รักษาความสะอาด แต่เป็นเรื่องของค่านิยมและวัฒนธรรมมากกว่า โดยความจริงแล้วชาวอิหร่านที่เคร่งศาสนาจะต้องชำระล้างและทำความสะอาดร่างกายก่อนทำพิธีละหมาด (เท่ากับอย่างน้อยต้องทำความสะอาดร่างกายอย่างน้อยวันละห้าครั้ง) และการรักษาความสะอาดร่างกายถือเป็นบัญญัติทางศาสนาด้วย อย่างไรก็ดี ห้องน้ำในอิหร่านจะเป็นแบบนั่งยอง (เป็นไปตามหลักศาสนาและไม่มีโถปัสสาวะให้ท่านชาย) และไม่สะอาดนัก โดยเฉพาะหลายแห่งจะเป็นส้วมหลุม (ไม่มีน้ำหล่อคอห่านแบบส้วมซึม) เป็นสาเหตุให้มีกลิ่นและมีภาพที่ไม่น่าจดจำเท่าใดนัก

อาหารยอดนิยมในอิหร่านคือขนมปัง มีราคาถูกและมีหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบตะวันตกและแบบอิหร่าน โดยชาวอิหร่านเรียกขนมปังทุกชนิดรวมๆ ว่า "นาน” แต่ขนมปังแต่ละชนิดมีชื่อเฉพาะของตัวเอง แต่ที่อร่อยและมีชื่อที่สุดคือแซงแก็ต ซึ่งเป็นขนมปังแผ่นแบนฟูน้อย อบหรือย่างบนก้อนกรวดแม่น้ำ ซึ่งขนมปังชนิดนี้มีรสชาติดีมาก แต่พึงระวังว่าในบางครั้งอาจมีก้อนกรวดติดมากับขนมปังและทำให้ฟันของท่านบิ่นได้  คนอิหร่านนิยมรับประทานนาน (ส่วนใหญ่ตามร้านทั่วไปจะใช้นานราคาถูกซึ่งมีลักษณะเหมือนแป้งแผ่นแบนๆ ไม่ฟู) กับเนื้อสัตว์ย่าง (วัว แกะ ไก่ และปลา) เรียกว่า "คะบับ” และโยเกิร์ต โดยนิยมดื่มนมเปรี้ยวใส่เกลือเรียกว่า "ดู๊ก” ในมื้ออาหาร โดยปกติร้านอาหารจะมีผักเคียงคือหัวหอมใหญ่ดิบและพริกสดให้ฟรี แต่จะไม่เสริฟข้าวโดยอัตโนมัติ โดยปกติบริกรจะถามว่าท่านจะรับข้าวด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้ารับท่านจะต้องจ่ายค่าข้าวเพิ่มจากราคาคาบับในเมนู เพราะในอิหร่านข้าวมีราคาแพงกว่าขนมปังมาก เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาแป้งสาลีไว้ ส่วนข้าวนั้นไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการถายในประเทศ จึงต้องนำเข้าข้าว basmati จากอินเดียและปากีสถานเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากหุงแล้วเมล็ดข้าวยาว แห้งและร่วน ถูกปากคนอิหร่าน ดังนั้น แม้ท่านจะยืนยันว่าท่านได้ข้าวแล้วจึงไม่ขอรับนาน  ทางร้านก็จะไม่ลดราคาอาหารให้แต่อย่างใด

            แม้ว่าประเทศอิหร่านจะอยู่ในแถบตะวันออกกลาง แต่คนอิหร่านส่วนมากไม่ใช่ชาวอาหรับ (คนอิหร่านทางตอนใต้ของประเทศจำนวนหนึ่งมีเชื้อสายอาหรับ) เนื่องจากมีภาษาและวัฒนธรรมทีแตกต่างกัน (อิหร่านใช้ภาษา Farsi ซึ่งออกเสียงตามสำเนียงเจ้าของภาษาว่าฟอร์ซี) จึงไม่ถูกต้องและไม่ควรจะเรียกชาวอิหร่านว่าเป็นอาหรับ และคนอิหร่านเชื้อสายเปอร์เซียและอาเซอรีอาจจะไม่ค่อยพอใจนักและรีบออกตัวในทันทีว่าตนไม่ใช่อาหรับ

เดิมประเทศอิหร่านใช้ชื่อประเทศว่าเปอร์เซีย โดยในสมัยต่อมาในช่วงที่เยอรมนีรุ่งเรืองในยุโรป กษัตริย์เปอร์เซียเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่าน ซึ่งแปลว่าประเทศของชาวอารยัน (Aryan/ Arian) เพื่อให้ชื่อประเทศมีความเกี่ยวโยงกับเชื้อชาติดังเดิมเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น และภายหลังการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี ค.ศ. 1979 ชื่อทางการของประเทศอิหร่านได้เปลี่ยนเป็น Islamic Republic of Iran จนถึงทุกวันนี้

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาวอิหร่านหรือเปอร์เซียในขณะนั้น เข้ามาค้าขายและเผยแพร่ศาสนาในบริเวณสุวรรณภูมิตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี คนไทยนิยมเรียกชาวเปอร์เซียว่า แขกเทศหรือแขกเจ้าเซน โดยชาวเปอร์เซียเฉพาะสมัยพระเจ้าธรรมราชาและพระนารายณ์มหาราชมีชาวอิหร่านเข้ามารับราชการเป็นจำนวนมาก โดยที่สำคัญคือพระยาเฉกอะหมัด (Shake Ahmad) หรือเจ้าพระยาบวรราชนายก ปฐมจุฬาราชมนตรี ต้นสกุลบุนนาค  โดยชาวอิหร่านและลูกหลานไทยผู้สืบเชื้อสายชาวอิหร่านมีมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งด้านสถาปัตยกรรม (การก่ออิฐเป็นลายและช่องลม) ภาษาศาสตร์ (คำว่าสบู่และกุหลาบ) และอาหาร (แกงมัสมั่น) ให้ไว้กับสังคมไทยเป็นจำนวนมาก

          .  ชาวอิหร่านมีความรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดีจากการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และมองภาพลักษณ์ของไทยในทางที่ดี  ทั้งสภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต แต่ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยก็มีทัศนคติในทางลบกับผู้หญิงไทยโดยเฉพาะหนุ่มอิหร่านที่เคยผ่านไปเที่ยวพัทยาหรือพัฒนพงศ์

 

                    

 

 

  - ซอสามสาย ที่รวมอยู่ในเครื่องดนตรีไทย มีรูปร่างคล้ายคลึงกับ ซอเขมร ... (อิหร่าน) มีเครื่องดนตรีที่คล้ายกันนี้เรียก กะมานเชะฮ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 อันตรายจากการ ‘ถอดถอน’ ย้อนหลัง

   
 

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ เขียนบทวิเคราะห์ ถึง อันตรายจากการ ‘ถอดถอน’ ย้อนหลัง ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ส่งเสริม วงจรการหวงอำนาจ เปิดช่องเวลาให้ทุจริตมากขึ้นกว่าเดิม

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสูรนนท์ ล่าสุด นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว facebook.com/verapat โดยมีเนื้อหาดังนี้  ใคร ‘หน้าด้าน’ กันแน่ ระหว่าง ‘คนจะถอดถอน’ กับ คนจะถูกถอดถอน’ ?

 

 

22-1

 

 

ผมไม่แน่ใจว่า ในโลกใบนี้ มีที่ไหนที่เขาสามารถ ‘ถอดถอน’ นักการเมืองที่ ‘พ้นจากตำแหน่ง’ ไปแล้ว !?
การ ‘ถอดถอน’ ถือเป็น ‘กระบวนการทางการเมือง’ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่อง ‘ความรับผิดชอบทางการเมือง’
หมายความว่า หากนักการเมืองใดถูกกล่าวหาว่าเขาทำผิดทางการเมือง และถูกยื่นให้ต้องถูกถอดถอน นักการเมืองผู้นั้นก็จะมี ‘ทางเลือก’ หลักอยู่ 2 ทาง คือ

 

1. หากสำนึกว่าผิดจริง ก็ ‘ลาออก’ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หมายถึงยอมรับว่าตนมีส่วนผิดจริง จึงขอพ้นตำแหน่ง เพื่อให้เรื่องยุติในทางการเมือง (ส่วนคดีความทางกฎหมายก็ไปว่ากันต่อในทางกฎหมาย)
หรือ

 

2. หากมั่นใจว่าตนไม่ผิด ก็ ‘ไม่ลาออก’ และเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ ‘ถอดถอน’ หากเขามั่นใจว่าเขามีเสียงผู้แทนประชาชนสนับสนุนเขาในทางการเมือง เขาก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ส่วนคดีความทางกฎหมายก็ไปว่ากันต่อในทางกฎหมาย ไม่ได้เอามาปนกัน)

 

ด้วยเหตุนี้ การ ‘ถอดถอน’ จึงจำเป็นต้องกระทำในขณะที่นักการเมืองยังอยู่ในตำแหน่ง

 

ตรงกันข้าม หากการ ‘ถอดถอน’ ที่กระทำย้อนหลัง คือ แม้จะได้ ‘ลาออก’ หรือพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็ยังกลับมา ‘ถอดถอน’ กันได้ ผลที่ตามมาก็คือ จะไม่มีนักการเมืองคนใดแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก เพราะถ้ายอมรับผิดแล้วลาออก ก็ยิ่งกลายเป็นยอมรับให้ตัวเองถูกถอดถอน

 

และในที่สุด ก็จะเกิดวงจรหวงอำนาจ นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาก็จะพยายามรักษาตำแหน่งไว้เพื่อใช้อำนาจที่เหลือเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่ออยู่ป้องกันไม่ให้มีการถอดถอน หรือร้ายกว่านั้น ก็จะเกิดขั้นตอนการนำการถอดถอนย้อนหลังมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนทางการเมือง เป็นช่องโหว่ให้เกิดการเจรจายอ้นหลังไม่รู้จบ เปิดช่องให้ทุจริตเพิ่มเติมกว่าเดิม เช่น “ผมจะไม่ถอดถอนคนของท่านย้อนหลัง หากท่านยอมช่วยผม 1 2 3 4 5…”

 

ด้วยเหตุนี้ การที่ สนช. ตีความให้เดินหน้าลงมติถอดถอน อดีตประธาน ส.ส. และ ประธาน ส.ว. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว รวมถึงกำลังจะพิจารณากรณีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์นั้น จึงส่งผลเป็นการทำลาย ‘หลักความรับชอบทางการเมือง’ และส่งเสริม ‘วงจรการหวงอำนาจ’ เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัว และเป็นการ ‘เปิดช่องเวลาให้ทุจริตมากขึ้นกว่าเดิม’ เสียด้วยซ้ำ

 

ดังนั้น ต่อไปนี้ หากใครจะบ่นว่า ‘นักการเมืองไทยหน้าด้าน’ ไม่ลาออกเหมือนญี่ปุ่น หรือชอบเล่นพรรคเล่นพวก ก็โปรดอย่าลืมว่า ส่วนหนึ่งของปัญหา ก็คือ บรรดา ‘คนดี’ ที่จะไปถอดถอนคนอื่นแบบไร้หลักคิดดังที่กล่าวมา ด้วยประการฉะนี้ แล
สาธุ

MThai News

 

 

 

 

 

 

 

                      ขยะจากกระทง กว่าจะย่อยสลายนานแค่ไหน (info Graphic)

 

สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาย่อยสลายกระทงแต่ละประเภทดังนี้

– กระทงที่ทำจากต้นกล้วย ใบตอง กะลามะพร้าว (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 14 วัน)
– กระทงที่ทำจากขนมปัง โคนไอศกรีม (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 3 วัน)
– กระทงที่ทำจากขนมปัง (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 3 วัน)

– กระทงที่ทำจากกระดาษ (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 2 – 5 เดือน)
– กระทงที่ทำจากโฟม (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 50 ปี)
– กระทงมันสำปะหลัง (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง )

ทั้งนี้มีข้อมูลโดยเฉลี่ยขยะในกรุงเทพมหานครโดยปกติมีมากกว่า 10,000 ตัน/วัน แต่เฉพาะวันลอยกระทงมีจำนวนขยะที่มาจากกระทงเพิ่มขึ้นอีก4,000 ตันต่อวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศกิจและหน่วยงานรับผิดชอบต้องเร่งเก็บกระทงในแม่น้ำ คลองและบริเวณจัดงานทั้งหมดก่อนเวลา 6.00น. ของวันรุ่งขึ้น

 

 

 

ขยะจากกระทง กว่าจะย่อยสลายนานแค่ไหน

ขยะจากกระทง กว่าจะย่อยสลายนานแค่ไหน

 

 

 

 

 

 

 

                                                      ตำนานนางนพมาศ

 

๑ ตำนานนางนพมาศ


นางนพมาศเกิดในรัชกาลพญาเลอไท กษัตริย์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พระร่วง บิดาเป็นพราหมณ์ชื่อ โชติรัตน์ มีราชทินนามว่า พระศรีมโหสถ รับราชการในตำแหน่งปุโรหิต มารดาชื่อ เรวดี ภายหลังนางนพมาศได้ถวายตัวเข้าทำราชการในราชสำนักสมเด็จพระร่วงเจ้า สันนิษฐานว่ารับราชการในแผ่นดินพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์" พระสนมเอก

ปรากฏว่า นางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วงในกาลต่อมา ที่สำคัญๆ มีอยู่ 3 ครั้ง คือ


ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป นางได้คิดประดิษฐ์โคมเป็นรูปบัวกมุทบาน มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก


ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน


ครั้งที่ 3 นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่า แต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้


๒ ส่วนในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ในพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หรือตำนานนางนพมาศ พระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลังประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า "ลอยพระประทีป" ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป" แล้วเปลี่ยนเป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาท เล่ากันว่าพระยานาคได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำ พระยานาคก็จะขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท


การลอยกระทงที่คล้าย ๆ กับของไทยเรายังมีในจีน อินเดีย เขมร และพม่า จะต่างกันก็เพียงพิธีกรรมและ ความเชื่อ แม้ในไทยเองก็มีความเชื่อ ความศรัทธาในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย เช่น เชื่อว่าลอยกระทงเพื่อ


- บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า

- บูชาพระอุปคุตเถระ ที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ซึ่งตำนานเล่าว่าเป็น พระเถระที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้


- ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์


- แสดงความขอบคุณ และขอขมาพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ


- ระลึกถึงและส่งของไปให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ตลอดจนสะเดาะเคราะห์หรือลอยทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ รวมทั้งอธิษฐานเพื่อขอสิ่งที่ปรารถนา
แม้จะเกิดจากความเชื่อที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่คือการระลึกถึงผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธองค์ พระแม่คงคา หรือบรรพชนผู้ล่วงลับด้วยการลอยกระทงไปแสดง ความกตัญญูรู้คุณ นั่นเอง นอกจากนี้ในทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต ลอยกระทงยังมีคุณค่าต่อเนื่องไปถึง


- คุณค่าต่อครอบครัว ทำให้พ่อ แม่ลูก ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น ช่วยกันประดิษฐ์กระทงและไปลอย ร่วมกัน


- คุณค่าต่อชุมชน ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ทำให้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ สนุกสนานร่วมกัน ทั้งยังช่วยสืบทอดช่างฝีมือท้องถิ่น


- คุณค่าต่อศาสนา เช่น มีการทำบุญให้ทาน ถือศีลที่วัด หรือบูชารอยพระพุทธบาทนำมาซึ่ง การน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


- คุณค่าต่อสังคม ทำให้เอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งน้ำลำคลอง ที่ได้ใช้สอย อำนวยประโยชน์ต่อเราทั้งทางตรงและอ้อม โดยช่วยกันขุดลอกให้สะอาดไม่ทิ้ง สิ่งปฏิกูล


๓. ประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลังประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า "ลอยพระประทีป" ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป" แล้วเปลี่ยนเป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาท เล่ากันว่าพระยานาคได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำ พระยานาคก็จะขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท


๔. นางนพมาศ
นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนาง เรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์
นางนพมาศได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการ
เข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วแต่มีคำประพันธ์ลักษณะเป็นกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่บ้าง ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ
ไตรภูมิพระร่วง


เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย เช่น การประดิษฐ์
พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนังสือนางนพมาศ เรื่องนี้มีคุณค่าหลายอย่างคือ


1. คุณค่าทางวรรณคดี เป็นประโยชน์ในการสอบสวนราชประเพณี ขนบธรรมเนียมต่างๆ ในราชสำนัก ตลอดจนการปฏิบัติตนของหญิงชาววัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ก็ทรง
สอบค้นจากหนังสือเล่มนี้


2. คุณค่าทางวิชาการช่างสตรี เรื่องนี้เป็นหลักฐานแสดงว่าผู้หญิงไทยมีนิสัยชอบการประดิษฐ์มาตั้งแต่โบราณ ซึ่งการจัดขันหมากรับรองแขกเมืองได้อย่างประณีต เป็นแบบฉบับในการจัดขันหมากในพิธีแต่งงานมาจนทุกวันนี้ และถือว่า ตำรับ
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นตำราการช่างสตรีเล่มแรกของไทย


3. คุณค่าทางด้านอักษรศาสตร์ เรื่องนี้มีคุณค่าทางด้านอักษรศาสตร์น้อยมาก เพราะมี
การดัดแปลงแต่งเติมภาษาและสำนวนผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมมาก
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให