Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 05/03/2015 21:30     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  นรกมาเกิด

 

 

 

 

                                                          นรกมาเกิด

 

 

 

             รู้จัก “ไอเอส“ กลุ่มก่อการร้าย รวยที่สุดในโลก

 

 

 

การตัดหัวคนเป็นว่าเล่นไม่น่าเกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน แต่เวลานี้มันกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและนับวันจะโหดร้ายป่าเถื่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มไอเอส ที่วันนี้ถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายหมายเลข 1 ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจะไปดูกันว่า ไอเอสเป็นใครและว่ากันว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่รวยโคตรโคตร

 

เอะอะ เอะอะ "ตัดหัว" เอะอะ เอะอะ "ตัดหัว" จะใครเสียอีก ถ้าไม่ใช่ กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือไอเอส ที่นับวัน ความโหดร้ายจะมาแรงแซงโค้งกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ เท่าที่โลกเคยเห็น ล่าสุด โลกก็ต้องตกตะลึงตาค้างอีกครั้ง เมื่อชายชุดดำ เพชฌฆาตจอมโหด ถือมีดด้ามยาวอยู่ข้างตัว มองดูศีรษะของ นายปีเตอร์ แคสซิก หรือ อับดุล เราะห์มาน แคสซิก ชาวอเมริกัน วัย 44 ปี ที่ศีรษะต้องกระเด็นออกจากคอ ด้วยน้ำมือของเพชฌฆาตผู้นี้

 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีชายชุดดำอีกหลายคน ที่ร่วมกัน เชือดคอทหาร และนักบินซีเรียอีก 18 คน นับเป็นการเชือดคอหมู่ครั้งแรก ที่โหดเกินกว่าโลกจะยอมรับได้ นี่คือการแก้แค้นของกลุ่มไอเอส ต่อการที่สหรัฐและชาติพันธมิตรโหมโจมตีรังของไอเอส ทั้งในอิรักและซีเรีย แถมสหรัฐยังเตรียมส่งทหารเข้าไปเพิ่มในอิรัก ให้ได้ถึง 3,000 คน ในการทำสงครามบดขยี้กลุ่มไอเอส ไอเอสจึงต้องชำระแค้น ให้สาสม.....!!!

 

กลุ่มไอเอส หรือ Islamic state เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักรบ หลายเครือข่าย ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่สงครามอิรัก ในปี 2546 เดิมเป็นสาขาหนึ่ง ของอัลกออิดะห์ในอิรัก แต่ต่อมาแตกคอกัน เลยแยกมาตั้งกลุ่มใหม่ แบบเดี่ยวๆ และค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น จนแซงหน้าอัลกออิดะห์ไปเรียบร้อยแล้ว ความสามารถพิเศษของไอเอสคือการปลุกระดมนักรบได้ทั่วโลก อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ออสเตรเลีย ผู้หลงเชื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ผู้นำคนปัจจุบันของไอเอสคือ "อะบู บากา อัล แบกดาดี" เขาเป็นบุคคลลึกลับ ทำตัวเงียบๆ Low Profile ไม่ชอบออกหน้า ออกตา แต่โหดสุดๆ สหรัฐฯ รู้ข้อมูลของเขาน้อยมาก รู้เพียงว่า เขาเกิดที่อิรัก และจบการศึกษาระดับด็อกเตอร์ทางด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยในกรุงแบกแดด

 

ไอเอสรวยมากค่ะ โดยไม่ได้เป็นแค่กลุ่มก่อการร้าย แต่ยังเป็นพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ ตอนนี้ครอบครองบ่อน้ำมันถึง 11 แห่งในอิรัก และซีเรีย ในเขตพื้นที่ที่เปิดศึกยึดครองมาได้ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งขุดเจาะน้ำมันอีก 7 แห่ง และโรงกลั่นน้ำมันอีก 2 แห่ง อยู่ในมือ

 

โดยเมื่อไอเอสยึดเมืองไหนได้ ก็จะปล้นธนาคาร และขู่กรรโชกทรัพย์คนในพื้นที่ หรือไม่ก็จับคนไปเรียกค่าไถ่ ไอเอสยังมีรายได้เสริมจากการลักลอบนำวัตถุโบราณของอิรัก ส่งขายให้ตุรกี ทำรายได้แบบเหนาะๆ หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่ดิฉันคาใจมากที่สุด คือเหตุใด เด็กหนุ่มสาวมากมายจากประเทศตะวันตก ทั้งสหรัฐ และยุโรป ถึงถูกล้างสมองให้ไปเป็นสาวกของไอเอส ได้อย่างง่ายดาย พวกเขายอมพลีกาย พลีชีพ เพื่ออุดมการณ์ ความรุนแรง ชนิดที่เด็กในวัย 20 ต้นๆ น่าจะยังไม่เดียงสา หรือลึกซึ้งกับการต่อสู้ เพื่อจัดตั้งรัฐอิสลาม ตามอุดมการณ์สูงสุดของไอเอส เด็กๆ เหล่านี้ ไปเป็นสาวกของไอเอส เพื่อ....?? ต้องรีบหาคำตอบให้ได้ค่ะ ไม่งั้นก็จะไม่มีวันถอนรากถอนโคนไอเอสได้เลย

 

เรื่องโดย: กิตติมา ณ ถลาง

 

 

 

 

        สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการถล่มทางอากาศฆ่านักรบ IS ไปแล้วกว่า 8,500 ศพ

 

 

 

สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการถล่มทางอากาศฆ่านักรบ IS ไปแล้วกว่า 8,500 ศพ

 

 

เอพี - พันธมิตรทางทหารในอิรักที่นำโดยสหรัฐฯ สามารถปลิดชีพพวกรัฐอิสลาม (ไอเอส) มากกว่า 8,500 ศพ นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการถล่มทางอากาศเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน นายพลผู้ดูแลภารกิจเผยเมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) พร้อมระบุนักรบกลุ่มนี้สูญเสียแสนยานุภาพในการบุกยึดดินแดนใหม่ๆ แล้ว

พล.อ.ลอยด์ ออสติน หัวหน้ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Central Command) ซึ่งควบคุมปฏิบัติการโจมตีไอเอส บอกว่าพวกรัฐอิสลามซึ่งควบคุมพื้นที่สำคัญๆทางภาคเหนือและตะวันตกของอิรักมาตั้งแต่ฤดูร้อนปีก่อน ไม่มีแสนยานุภาพพอที่จะบุกจู่โจมและยึดครองดินแดนใหม่ๆ อีกต่อไป “ข้อเท็จจริงคือ พวกเขาไม่ทำแบบเดียวกับในระยะเริ่มแรกได้อีกแล้ว”

นายพลรายนี้บอกกับคณะกรรมาธิการกิจการทหารของสภาคองเกสต่อว่ามีนักรบไอเอสถูกสังหารอย่างน้อย 8,500 คน ขณะที่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่นำโดยสหรัฐฯยังสามารถทำลายยานพาหนะ รถถังและอาวุธหนักได้อีกหลายร้อย นอกจากนี้การถล่มทางอากาศยังลดความสามารถของไอเอส ในการแสวงหารายได้จาการค้าน้ำมันเถื่อน ด้วยการโจมตีโรงกลั่นและแหล่งเก็บน้ำมันที่ญิฮัดกลุ่มนี้ยึดครอง โดยเฉพาะในซีเรีย

ความคิดเห็นดังกล่าวของออสตินปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงของเขาต่อคณะกรรมาธิการกิจการทหารของสภาคองเกสที่กำลังพิจารณาคำร้องของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ขออำนาจทางกฎหมายใหม่ในการสู้รบกับพวกรัฐอิสลาม

ขณะเดียวกัน ความเห็นของนายพลรายนี้ยังมีขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางการสู้รบกับพวกรัฐอิสลาม ขณะที่กองทัพอิรักและกองกำลังอาวุธท้องถิ่นชาวชีอะห์เรือนหมื่นเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่รุกยึดคืนเมืองติกริตจากพวกไอเอส

 

 

 

 

                     อนันตริยกรรม

 

 

 

                                                  

 

 

 

อนันตริยกรรม หมายถึง กรรมหนักที่สุด (ครุกรรม) ฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที มี 5 อย่าง คือ

  1. มาตุฆาต - ฆ่ามารดา
  2. ปิตุฆาต - ฆ่าบิดา
  3. อรหันตฆาต - ฆ่าพระอรหันต์
  4. โลหิตุปบาท - ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ขึ้นไป เช่น พระเทวทัตได้ทำร้ายพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล
  5. สังฆเภท - ยังสงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์

อนันตริยกรรม 4 ประการแรก คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต และโลหิตตุปบาท จัดเป็นสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ทั่วไปแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งหลาย หมายความว่า บรรพชิตก็ทำได้ คฤหัสถ์ก็ทำได้


ส่วนสังฆเภท เป็นอสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ไม่ทั่วไป หมายความว่า ภิกษุคือบรรพชิตเท่านั้น จึงจักกระทำสังฆเภทอนันตริยกรรม นี้ได้

ในส่วนของโทษหนักเบา และลำดับการให้ผลก่อนหลัง ของอนันตริยกรรม เรียงลำดับจากแรงที่สุดลงไป ได้ดังนี้

 

  • สังฆเภทอนันตริยกรรม (หนักที่สุด เพราะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย)
  • โลหิตุปบาทอนันตริยกรรม (สำคัญมากแต่ปัจจุบันทำไม่ได้เพราะพระพุทธองค์ทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว)
  • อรหันตฆาตอนันตริยกรรม (สำคัญปานกลาง เพราะพระอรหันต์ผู้ซึ่งไม่เบียดเบียนใครเลยและยังเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน)
  • มาตุฆาตปิตุฆาตอนันตริยกรรม (สำคัญน้อยกว่าอนันตริยกรรมอื่น ๆ เพราะถือว่าอยู่ในเพศฆราวาส)

โทษแห่งอนันตริยกรรม

 

ด้วยกรรมแห่งอนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้จัดเป็นกรรมหนักหรือครุกรรม ผู้ใดทำกรรมอนันตริยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจะได้รับโทษทั้งทางโลกและทางธรรม โทษของทางโลกคือจะถูกผู้คนประณามและสาปแช่ง ไม่คบค้าสมาคมใดๆเลย และยังถูกกฎหมายบ้านเมืองลงโทษอีก(โดยเฉพาะมาตุฆาต ปิตุฆาต และอรหันตฆาตเท่านั้น ยกเว้นสังฆเภทและโลหิตตุปบาทที่กฎหมายไม่สามารถลงโทษได้) ส่วนโทษของทางธรรมคือจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาปหนักบาปหนาที่สุด ฟ้าไม่อาจจะยกโทษให้เลยแม้แต่น้อย พระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดทำกรรมอนันตริยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะไม่สามารถบวชเข้ามาเป็นภิกษุได้เลยเพราะถือว่าเป็นผู้ต้องปาราชิกสำหรับฆราวาสแล้วและจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆเลยตลอดชีวิตในชาติที่ยังมีชีวิคอยู่ และเมื่อตายจากโลกไปจะต้องตกนรกเพียงสถานเดียว ไม่สามารถขึ้นสวรรค์ได้ ต่อให้ทำกรรมดีมากมายเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากนรกไปได้

 

ผุ้ทำอนันตริยกรรมจะต้องตกนรกลงไปยังขุมนรกที่ลึกที่สุดคือ มหาขุมนรกอเวจี ซึ่งอยู่ชั้นที่ 8 เป็นขุมนรกขุมใหญ่ที่มีการลงโทษหนักโดยไม่มีผ่อนผันหรือหยุดพักแต่ใดๆเลยแม้แต่วินาทีเดียว สัตว์นรกที่ตกขุมนรกนี้จะได้รับความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสและเป็นเวลายาวนานที่ไม่อาจจะนับได้เลยหรือเรียกว่า กัลป์

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ทำอนันตริยกรรมเพียงข้อใดเพียงข้อเดียว มีจิตสำนึกผิดที่ได้กระทำลงไปและได้ทำกรรมดีมากมายขณะยังมีชีวิต เมื่อตายจากโลก บุญกุศลที่ทำไว้จะนำมาหักกับบาปแห่งอนันตริยกรรมก็จะได้รับการลดโทษด้วยการไม่ไปบังเกิดไปยังมหาขุมนรกอเวจี แต่จะให้ไปเกิดขุมนรกอื่นแทนแต่ต้องได้รับโทษยาวนานเช่นกัน ตัวอย๋างเช่น พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา ต่อมาสำนึกผิดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดชีวิตจนถูกพระราชโอรสลอบปลงพระชนม์ บุญกุศลที่ได้ทำไว้ทำให้พระองค์ไม่ไปบังเกิดมหาขุมนรกอเวจี แต่ให้ไปเกิดขุมนรกที่ชื่อว่า โลหกุมภีนรก เสวยทุกขเวทนาเป็นเวลา 60,000 ปีนรก

 

ส๋วนถ้าใครทำอนันตริยกรรมไว้หลายข้อ ก็จะต้องไปบังเกิดมหาขุมนรกอเวจีสถานเดียวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ทำกรรมดีเท่าใดก็ไม่พ้นและได้รับการลงโทษเป็นเวลายาวนานมากหรือหลายกัลป์ แต่บางครั้งอาจได้รับการลดโทษด้วยการลดเวลาการลงโทษเหลือเพียง 1 กัลป์ ตัวอย่างเช่นพระเทวทัตทำกรรมหนักไว้ 2 ประการคือโลหิตุปบาทและสังฆเภท พระเทวทัตสำนึกผิดจึงให้บรรดาพระลูกศิษย์พาตนไปหาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่วัดเชตวันมหาวิหารเพื่อขอขมา แต่เมื่อไปถึงสระโบกขรณีหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร บรรดาพระลูกศิษย์ได้หยุดพักแวะอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้าเฝ้า พระเทวทัตต้องการจะอาบน้ำชำระเช่นกัน เมื่อเท้าของท่านสัมผัสกับแผ่นดิน ด้วยบาปกรรมที่หนักมากจนแผ่นดินไม่อาจรองรับไว้ได้จึงสูบเอาพระเทวทัตลงไปสู่มหาขุมนรกอเวจี ไม่มีใครช่วยได้เลย แต่ก่อนที่จะจมลงธรณี พระเทวทัตซึ่งเหลือแต่เศียรได้มองไปยังวัดเชตวันมหาวิหารที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ก็กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณและถวายกระดูกคางเป็นพุทธบูชาและยึดเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งตลอดกาล เมื่อลงสู่มหาขุมนรกอเวจีแล้ว บุญกุศลจากการถวายกระดูกคางก็ทำให้ถูกลงโทษในนรกอเวจีเพียง 1 กัลป์เท่านั้น

 

 

สงฆ์เเตกเเยก

 

 

 

 

 

 

หลังจากการทำสังคายนาผ่านไปไม่นานนัก มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า "ปุราณะ" พร้อมด้วยบริวารประมาณ ๕๐๐ รูป อยู่จำพรรษาที่ทักขิณาคีรีชนบท ในคราวทำสังคายนาเมื่อท่านทราบว่า สังคายนาทำเสร็จแล้ว ท่านและบริวารจึงได้เข้าสู่กรุงราชคฤห์ พระสังคีติกาจารย์ที่ร่วมในการทำสังคายนาได้เข้าไปแจ้งให้ท่านทราบว่า พระสงฆ์ได้ทำสังคายนากันแล้ว ขอให้ท่านยอมรับด้วย


พระปุราณะกลับกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายได้ทำสังคายนาพระธรรมวินัยกันเรียบร้อยก็ดีแล้ว แต่ผมได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าว่าอย่างไร จักถือปฏิบัติตามนั้น เมื่อได้ชี้แจงกันพอสมควรแล้ว ปรากฏว่าพระปุราณะมีความเห็นตรงกับพระสังคีติกาจารย์ส่วนมาก แต่มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องวัตถุ ๘ ประการ ซึ่งเป็นพุทธานุญาตพิเศษที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุทำได้ในคราวเกิดทุพพิกภัย แต่เมื่อภัยเหล่านั้นระงับก็ทรงบัญญัติห้ามมิให้กระทำอีก เรื่องวัตถุ ๘ ประการนั้นก็คือ


๑. อันโตวุฏฐะ เก็บของที่เป็นยาวกาลิกคืออาหารไว้ในที่อยู่ของตน


๒. อันโตปักกะ ให้มีการหุงต้มอาหารในที่อยู่ของตน

๓. สามปักกะ พระลงมือหุงปรุงอาหารด้วยตนเอง

๔. อุคคหิตะ คือการหยิบเอาเองซึ่งเคี้ยวของฉันที่ยังมิได้ประเคน


๕. ตโตนีหตะ ของที่นำมาจากที่นิมนต์ ซึ่งเป็นพวกอาหาร

๖. ปุเรภัตตะ การฉันอาหารก่อนเวลาภัตตาหาร ในกรณีที่ตนรับนิมนต์ไว้ในที่อื่น แต่ฉันอาหารอื่นก่อนอาหารที่ตนจะต้องฉันในที่นิมนต์


๗. วนัฏฐะ ของที่เกิดหรือตกอยู่ในป่า ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ


๘. โปกขรณัฏฐะ ของที่เกิดในสระ เช่น ดอกบัว เง่าบัว


วัตถุทั้ง ๘ ประการ เป็นพุทธานุญาตพิเศษในคราวเกิดทุพภิกขภัย ๒ คราว คือ ที่เมืองเวสาลีและที่เมืองราชคฤห์ แต่เมื่อทุพภิกขภัยหายไปแล้ว ทรงห้ามมิให้ภิกษุกระทำ พระปุราณะและบริวารของท่านคงจะได้ทราบเฉพาะเวลาที่ทรงอนุญาต จึงปฏิบัติไปอย่างนั้น เนื่องจากการอยู่กันกระจัดกระจายคนละทิศละทาง การติดต่อบอกกล่าวอาจไม่ถึงกัน จะถือว่าท่านดื้อรั้นเกินไปก็หามิได้ เพราะท่านถือตามที่ท่านได้สดับมาจากพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เมื่อพระสังคีติกาจารย์ชี้แจงให้ท่านฟัง ท่านปุราณะก็มีความเห็นว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ ไม่สมควรที่จะบัญญัติห้ามแล้วอนุญาต อนุญาตแล้วกลับบัญญัติห้ามมิใช่หรือ"

สรุปแล้ว ความแตกแยกในทางข้อปฏิบัติคือความเสียแห่งสีลสามัญญตา ได้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาหลังจากพุทธปรินิพพานไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง ความไม่เสมอภาคกันในแนวทางปฏิบัติอย่างน้อยได้แตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่ายคือ


๑. พวกที่ยอมรับนับถือมติของพระสังคีติกาจารย์ ในการทำสังคายนาครั้งแรก


๒. พวกที่สนับสนุนคล้อยตามมติของพระปุราณะกับพวก อย่างน้อยฝ่ายนี้ต้องมีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ รูป และในที่สุดอาจจะได้บริวารเพิ่มมาอีกก็เป็นได้

 

 

 

 

 

 

พระโสภณคณาภรณ์, (ระแบบ ฐิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, พ.ศ. ๒๕๒๘ น. ๑๓๐

 

 

 

 

 

 

 

สนช.ตั้งภรรยาควบ 3 ตำแหน่ง รับเงินเดือนละ 5.9 หมื่น

 

 

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425433113

 

จากกรณีที่วิป สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้สมาชิกที่ตั้งบุคคลใกล้ชิดและเครือญาติมาช่วยงาน ให้ปรับออกทั้งหมดโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เพื่อให้เป็น สนช.เป็นสภาตัวอย่าง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พบว่าในส่วนของ สนช. ที่แต่งตั้งคนใกล้ชิด ก่อนที่ วิป สนช.จะแนะนำให้ปรับออกนั้น มีบางกรณีที่น่าสนใจ เช่น พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ ได้เสนอแต่งตั้ง พล.ร.ต.หญิง พวงพลอย ขจิตสุรรณ ภรรยานั่ง 3 ตำแหน่ง คือ ผู้ช่วยประจำตัว สนช.เงินเดือน 15,000 บาท , ผู้ชำนาญการประจำตัว เงินเดือน 20,000 บาท และผู้เชี่ยวชาญประจำตัว เงินเดือน 24,000 บาท รวม 3 ตำแหน่ง 59,000 บาท

 

นอกจากนั้น ยังตั้งบุตรสาว ร.ต.หญิง อนพัทย์ ขจิตสุวรรณ เป็นผู้ชำนวญการประจำตัว เงินเดือน 20,000 บาทด้วย อย่างไรก็ตาม นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช.ที่ตั้งบุตรชายมาช่วยงาน กล่าวว่า

 

ที่ผ่านมา ส.ส.และ ส.ว.ก็ทำ แต่ไม่มีใครออกมาพูด มาพูดตอนนี้มีวาระซ่อนเร้นเพื่อทำลายความเชื่อมั่น สนช.ใช่หรือไม่ และตำแหน่งเงินเดือนเพียง 14,000 บาท ให้คนอื่นมาทำคงไม่มีใครเอา ถ้าไม่อยากให้ตั้งก็ตัดออก อยากได้ของดีราคาถูก โลกนี้มีที่ไหน ส่วนนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวว่า สมาชิกหลายคนชี้แจงว่า การตั้งคนในครอบครัวเพราะมีเหตุผลด้านการเมืองและมีข้อมูลที่เป็นความลับ จึงต้องการคนที่ไว้ใจได้ไม่เช่นนั้นความลับจะรั่ว และเงินเดือนประจำตำแหน่งต่างๆ น้อยเกรงว่าไม่มีใครยอมมาทำงาน จึงจำเป็นต้องตั้งคนใกล้ชิด แต่เมื่อสังคมสังเกตถึงความไม่เหมาะสม เราก็ต้องแสดงสปิริต

 

 

 

 

 

 

 

 

ปมยิ่งลักษณ์ จ่ายเงินเยียวยาเสื้อแดง 577 ล้าน โดยมิชอบ ป.ป.ช.เผย สืบพยานครบแล้ว เตรียมพิจารณา ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ภายใน มี.ค. นี้

 

วันที่ 4 มีนาคม 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประธาน (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการไต่สวน คดีกล่าวหาคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการ ชุมนุมทางการเมือง (ตั้งแต่ปลายปี 2548-พฤษภาคม 2553) วงเงินรวม 577 ล้านบาทว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ของคณะอนุกรรมการว่า จ่ายเงินเยียวยาถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่ โดยเบื้องต้นสืบสวนพยานครบหมดแล้ว โดยภายในเดือนนี้ จะเสนอเรื่องให้อนุกรรมการฯ ที่มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่

 

ทั้งนี้ นายปานเทพ กล่าวว่า ใน คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรีชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงาน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (ปคอป.) และนายปกรณ์ พันธุ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

 

guest

Post : 09/02/2015 20:52     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  มาฆบูชา

 

 

                         

 

 

                                       

 

 

 

 

 

 

วันพุธที่ 4มีนาคม2558เป็นวันขึ้น15ค่ำ เดือนสี่(4)ปีมะเมีย(วันมาฆบูชา)

 

 ไม่อาจถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัย

 

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่องนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล, ...


ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ ภิกษุในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรกันเล่า ?


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ)
ไม่ละ (น ปชหติ)
ไม่บรรเทา (น วิโนเทติ)
ไม่ทำให้สิ้นสุด (น พฺยนฺตีกโรติ)
ไม่ทำให้หมดสิ้น (น อนภาวงฺคเมติ)
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ,
แล้วก็มีจิตยึดถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)
และ การถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
สิ่งอันเป็นอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่
ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใด เป็นเหตุ
เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์เหล่านั้นไว้
เธอไม่รักษา และไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ ยกมาให้เห็นเพียง ๒ จากทั้งหมด ๑๑ คุณสมบัติ)

 

มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕.

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คฤจภัฏ คฤตฐฤงคจฆฑ.., อ่านว่า... คิดจะพัก คิดถึง คิดแคท...!!!..เอ วัง

 

"อธิจะตังมินังเอามะตัง จธิจะตังมิตังอะมะนัง" แปล ไอ้ที่จะนั่งไม่นั่งเอามาตั้ง ส่วนไอ้จะตั้งไม่ตั้งเอา มานั่ง บาลีกะเหรี่ยง -

 

 

 

 

 

                         

 

 

                                       

 

 

 

 

 

 

วันพุธที่ 4มีนาคม2558เป็นวันขึ้น15ค่ำ เดือนสี่(4)ปีมะเมีย(วันมาฆบูชา)

 

 ไม่อาจถึงซึ่ง ความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัย

 

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเลี้ยงโคที่ประกอบด้วยความบกพร่อง ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงโคและทำฝูงโคให้เจริญได้. ความบกพร่องนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ คนเลี้ยงโคในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล, ...


ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๑ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่ควรที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้. องค์คุณนั้นคืออะไรกันเล่า ?
คือ ภิกษุในกรณีนี้ ... เป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง, เป็นผู้ไม่ปิดแผล ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างไรกันเล่า ?


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ไม่อดกลั้น (อธิวาเสติ)
ไม่ละ (น ปชหติ)
ไม่บรรเทา (น วิโนเทติ)
ไม่ทำให้สิ้นสุด (น พฺยนฺตีกโรติ)
ไม่ทำให้หมดสิ้น (น อนภาวงฺคเมติ)
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยกาม (กามวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยความมุ่งร้าย (พยาบาทวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งความตรึกเกี่ยวด้วยการเบียดเบียน (วิหิงสาวิตก) ที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่เขี่ยไข่ขาง เป็นอย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
เห็นรูปด้วยตา, ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก,
ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ,
แล้วก็มีจิตยึดถือเอา ทั้งโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด (โดยนิมิต)
และ การถือเอาโดยการแยกเป็นส่วน ๆ (โดยอนุพยัญชนะ)
สิ่งอันเป็นอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามผู้ที่
ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์ใด เป็นเหตุ
เธอไม่ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์เหล่านั้นไว้
เธอไม่รักษา และไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดแผล เป็นอย่างนี้แล.
(ในที่นี้ ยกมาให้เห็นเพียง ๒ จากทั้งหมด ๑๑ คุณสมบัติ)

 

มู. ม. ๑๒/๔๑๐/๓๘๔-๕.

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คฤจภัฏ คฤตฐฤงคจฆฑ.., อ่านว่า... คิดจะพัก คิดถึง คิดแคท...!!!..เอ วัง

 

"อธิจะตังมินังเอามะตัง จธิจะตังมิตังอะมะนัง" แปล ไอ้ที่จะนั่งไม่นั่งเอามาตั้ง ส่วนไอ้จะตั้งไม่ตั้งเอา มานั่ง บาลีกะเหรี่ยง -

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

              ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการทำเดรัจฉานวิชา

 

 

                         

 

                                        

 

                           วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558เ ป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีมะเมีย

 

 

 

มหาราช ! อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์
บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้น
ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ


ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน
ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่น
เวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธี
ซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชา
ไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดู
อวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก
เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู
เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด
เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ
เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์.............
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 


อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะ
แก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะ
ศัสตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู
ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทาย
ลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทาย
ลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะ
กระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะ
แพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนก
กระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า
ทายลักษณะมฤค...........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่งเมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดย
มิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า
พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจัก
ยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอก
จักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายใน
จักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจัก
มีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย
พระราชาพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ.......
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่าจัก
มีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิด
ทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง
จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร จักขึ้น จักตก จักมัวหมอง
จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราส
จักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวง
จันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์
เป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตร
ขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้..........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็
เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายว่า
จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีอาหารหาได้ง่าย จักมีอาหาร
หาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความ
สำราญหาโรคมิได้ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตา
จับยาม แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิตโดย
มิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาห
มงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง
ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย
ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง
ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรง
กระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวง
พระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธี
เชิญขวัญ........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ท่านเหล่านั้นยังเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน
ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน
ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธี
ปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์
ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้ลมตีขึ้น
เบื้องบน ปรุงยาแก้ลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ
หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทาให้กัด
ปรุงยาทาให้สมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา
ชะแผล........
ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิต
โดยมิจฉาชีพด้วยเดรัจฉานวิชา
เห็นปานนี้เสียแล้ว แม้นี้ก็เป็น
ศีลของเธอประการหนึ่ง.

 



มหาราช ! ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่
ประสบภัยแต่ไหนๆ เลย เพราะสีลสังวรนั้นเปรียบเหมือน
กษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่
ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น.

 

 

มหาราช ! ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้
แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะสีลสังวรนั้น ภิกษุ
สมบรูณ์ด้วยอริยสีลขันธ์นี้ ย่อมไม่ได้เสวยสุข อันปราศจากโทษ
ในภายใน.
มหาราช ! ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

 

 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”

 

 

คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”
ยูซอร์ อาบู-ซัลฮา และราซัน อาบู-ซัลฮา สองพี่น้องที่ถูกยิงเสียชีวิต

 

 

 เอเอฟพี - วานนี้ (12 ก.พ.) ครอบครัวของหนุ่มสาวชาวมุสลิม 3 คนที่ถูกเพื่อนบ้านกราดยิงเสียชีวิตในสหรัฐฯ ได้กล่าวร่ำลาผู้เสียชีวิตในสภาพน้ำตานองหน้า พร้อมกับกำชับให้ทางการสืบสวนเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้ โดยถือเป็นการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง

 ประชาชนกว่า 5,000 คนหลั่งไหลไปร่วมไว้อาลัย ดีอาห์ ชาดดี บารากัต นักศึกษาชายวัย 23 ปี และ ยูซอร์ โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา ภรรยาหมาดๆ วัย 21 ตลอดจนน้องสาวของเธอชื่อ ราซัน โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา วัย 19 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสหรัฐฯ ระบุว่า ถูกเพื่อนบ้านคนหนึ่งสังหารในเมืองแชเปิลฮิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา

ทั้งนี้ เชื่อกันว่า เครก สตีเฟน ฮิกส์ วัย 46 ปี ผู้ต้องหาในคดีกราดยิงครั้งนี้ มีจุดยืนต่อต้านศาสนาอย่างรุนแรง เนื่องจากเขาเคยโพสต์ข้อความโจมตีศาสนาผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งใช้ถ้อยคำประณามศาสนาคริสต์ ลัทธิมอร์มอน และศาสนาอิสลาม

ตำรวจสหรัฐฯ ระบุว่า ได้สืบสวนเหตุกราดยิงเมื่อวันอังคาร (10) โดยสันนิษฐานว่ามีชนวนขัดแย้งมาจากการแย่งที่จอดรถ แต่ครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตปักใจเชื่อว่า ผู้ก่อเหตุมีแรงจูงใจมาจากความเกลียดชังศาสนา

สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ระบุว่า ได้เปิดฉากสอบสวนคดีฆาตกรรมควบคู่กับตำรวจสหรัฐฯ ทั้งนี้อัยการกลางมักเข้าตรวจสอบคดี ที่ต้องสงสัยว่ามีแรงจูงใจจากความเกลียดชังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหากพิสูจน์ได้จริงว่าผู้ต้องหาก่ออาชญากรรม โดยมีความรู้สึกเกลียดชังเหยื่อเป็นแรงกระตุ้น ก็ย่อมได้รับโทษร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก

โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา พ่อของเด็กสาวที่เสียชีวิต 2 คนยืนกรานว่า “เราแน่ใจว่าลูกสาวของเราถูกทำร้าย” เพราะความเกลียดชังศาสนา

“เด็กๆ พวกนี้ถูกยิงเข้าที่ท้ายทอย ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการแย่งที่จอดรถกันแน่นอน” เขากล่าว ขณะถูกรายล้อมด้วยสมาชิกครอบครัวที่กำลังร่ำไห้ ก่อนจะเตรียมละหมาดครั้งสุดท้าย

 เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ ยูซอร์ ลูกสาวของเขาเคยบ่นว่า ฮิกส์ข่มขู่เธอ ด้วยการมาเคาะประตูบ่นเรื่องที่จอดรถ พร้อมทั้งเหน็บปืนไว้ที่เอว

 

 

 

คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”

 

 

 

ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ฮิกส์เป็นพวกชอบก่อปัญหา เขาชอบชวนเพื่อนบ้านทะเลาะเรื่องที่จอดรถ และพกปืนในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ตามรายงานของสื่อในท้องที่

ทั้งนี้ ในหมู่ประชากร 9.9 ล้านคน ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนานั้นเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามราว 65,000 คน และชาวมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองแชเปิลฮิลล์

เหตุสังหารครั้งนี้ได้จุดประกายให้ชาวมุสลิมทั่วโลกพากันโกรธแค้น และพร้อมใจกันประณามผู้ก่อเหตุผ่านทวิตเตอร์ โดยแนบแฮชแท็ก #ChapelHillShooting และ #MuslimLivesMatter

โมฮัมหมัด อาบู-ซัลฮา พ่อของผู้ตาย ต่อต้านการที่สื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ของชาวมุสลิม และชี้ว่า หนุ่มสาวที่ถูกฆ่า และกำลังใจที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของแรงศรัทธา

“ศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นอย่างที่คุณได้ยินจากสื่อ ไม่เหมือนในภาพยนตร์ ‘อเมริกันสไนเปอร์’ ” เขาระบุถึงหนังฮอลลีวูดที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตพลแม่นปืนหน่วยซีล ของกองทัพแดนอินทรี ที่ปลิดชีพพวกหัวรุนแรงอิสลามิสต์ในสงครามอิรัก



*** ชีวิตทุกคนมีค่า ***

ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทมิตรสหายหลั่งไหลไปร่วมไว้อาลัยเหยื่อทั้งสาม ในพิธีศพตามประเพณีมุสลิม

พ่อแม่ของผู้ตายร่ำไห้ เมื่อเห็นศพลูกๆ ถูกฝัง โดยพวกเขาฝังสองพี่น้องไว้ในหลุมเดียวกัน ที่อยู่ถัดจากหลุมศพดีอาห์ ขณะฝูงชนเปล่งเสียงสวดมนต์ดังกึกก้อง

ดีอาห์ และยูซอร์ เพิ่งเข้าพิธีสมรสเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปีที่แล้ว และเจ้าสาวหมาดๆ คนนี้ก็กำลังจะเข้าเรียนคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในเดือนสิงหาคมนี้

 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”


 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”


 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”


 


 

 

 

 

 



 
คนหลายพันแห่ร่วมพิธีศพ 3 นศ.มุสลิม - ครอบครัวเชื่อมือปืนมะกันลั่นไกเพราะ “เกลียดชังศาสนา”
เครก สตีเฟน ฮิกส์ ผู้ลั่นไกสังหารผูู้ตาย

 

 

 

สงครามศาสนา

สงครามครูเสด

สงครามครูเสด คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ส่วนมุสลิมเรียกสงครามครั้งนี้ว่า สงครามฟีสะบีลิ้ลลาฮ์ และดินแดนแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์

 

สงครามครูเสดในมุมมองคริสต์ สงครามครูเสด คือ สงครามไม้กางเขนเดิมมาจากคำว่า “ครอส” และเดิมทีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (เยรูซาเลม) นั้นเป็นของชาวคริสต์อยู่แล้ว แต่ถูกชาวมุสลิมรุกราน ฝ่ายคริสต์มีการประกาศความชอบธรรมในการทำสงคราม และยังยกหนี้สินให้กับคนที่เข้าร่วมสงคราม และผู้นำศาสนายังประกาศว่าผู้ใดที่ร่วมรบจะได้ขึ้นสวรรค์

 

สงครามครูเสดในมุมมองมุสลิม สงครามครูเสด คือ การรุกรานของชาวคริสต์ที่กระทำต่อมุสลิม สาเหตุสงครามเกิดจากการที่ชาวคริสต์ไม่พอใจชาวมุสลิมที่ไม่ต้อนรับพวกตนในการเข้าไปแสวงบุญที่ เยรู-ซาเลม เป็นต้น

 

“สงครามครูเสด” มีความหมายว่า เป็น การต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม เป็นความถูกต้องชอบธรรมตามหลักศรัทธาทางศาสนา เป็นสงครามที่ต่อสู้ความถูกต้องตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชาวมุสลิมใช้คำว่า “จิฮัด” ในภายหลังคำว่า สงครามครูเสดถูกนำไปใช้ในทำนอง การรณรงค์ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมด้านต่างๆ เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า “ฆ่าคนนอกรีต-คนต่างศาสนา ไม่บาป แล้วยังได้ขึ้นสวรรค์” สาเหตุของสงครามครูเสด สรุปได้ดังนี้

 

  1. สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสตจักรทางภาคตะวันตกกับทางภาคตะวันออก ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง โดยนำเสนอความเป็นผู้นำในการรบเพื่อทวงคืนดินแดนศักดิ์สิทธิ และหยุดยั้งการแพร่ขยายของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสเตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับมุสลิม
  2. ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็มมีมากกว่าที่เคยเป็นมา ในช่วงนั้น เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
  3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่างๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทนโดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอันศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา
  4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม
  5. สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทำสงครามกับชาวมุสลิม ท่านได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู่จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ (Frank ) และนอร์แมน ( Norman ) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเล็ม

 

ประวัติสงครามครูเสดโดยย่อ

 

จุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด หลังจากที่พระเยซูคริสต์เสียชีวิตแล้ว แผ่นดินที่พระเยซูคริสต์มีชีวิตอยู่ ก็คือเมืองเบธเลเฮม เมืองนาซาเร็ธ และเมืองเยรูซาเล็มถูกเรียกว่าแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ชาวคริสเตียนจะเดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเหล่านี้ อย่างไรก็ตามเมืองเหล่านี้บางเมืองก็เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมด้วยเช่นกัน เมื่อพวกซัลจู๊ค(มุสลิม)เข้ามามีอำนาจ ได้ครอบครองซีเรียและเอเชียไมเนอร์ของไบแซนไทน์ ชัยชนะของซัลจู๊คในการยุทธที่มานซิเคอร์ทในปี ค.ศ.1071 นั้น เป็นการขับไล่อำนาจของไบแซนไทน์ออกจากเอเชียไมเนอร์

 

และอีกไม่กี่ปีต่อมาคือ ในปี ค.ศ. 1092 ซัลจู๊คก็ตีเมืองนิคาเอจากไบแซนไทน์ได้อีก ซึ่งทำให้จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ตื่นตระหนัก เพราะอิสลามกำลังเข้าใกล้กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเข้าไปทุกที จักรพรรดิอเล็กซิอุส คอนเนนุส แห่งไบแซนไทน์ ได้ขอความช่วยเหลือไปยังโป๊ปเกรกอรีที่ 7 แห่งกรุงโรม ให้ชาวคริสเตียนปราบเติร์ก ซึ่งสันตะปาปาก็ตอบรับการขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นเท่ากับว่าจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์เป็นผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา ซึ่งเป็นผู้นำของนิกายโรมันคาทอลิกโดยสิ้นเชิง พระสันตะปาปาได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด

 

หากเราพิจารณาในวงแคบลงมาแล้ว ในความรู้สึกของชาวยุโรปนั้น ตนถูกรุกรานจากพวกตะวันออกคือโลกมุสลิมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ ค.ศ. 632 เป็นต้นมา อิสลามได้ขยายอำนาจของตนเข้าไปในเขตแดนที่ตะวันตกเคยมีอำนาจ เช่น ซีเรีย อียิปต์ แอฟริกาเหนือ ตลอดจนคาบสมุทรไอบีเรีย ( สเปน และโปรตุเกส ) ซ้ำยังคุกคามจักรวรรดินิยมที่ยิ่งใหญ่ในโลกตะวันตกคือไบแซนไทน์ และสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่สถาบันที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมตะวันตกและคริสต์ศาสนา นั่นก็คือกรุงโรม โดยมุสลิมสามารถยึดครอบครองบางส่วนของอิตาลี ตลอดสมัยนี้การค้ากับตะวันออก ตกอยู่ในมือของอิสลาม สงครามครูเสดจึงเป็นความพยายามของชาวตะวันตกที่จะล้มอำนาจของตะวันออกที่เป็นมุสลิมหลังจากที่แพ้มาโดยตลอด

 

แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปเดินทางฝ่าอันตรายไปยังโลกอิสลาม คือ กษัตริย์ฝรั่งเศสและเยอรมันต้องการดินแดนเพิ่ม บรรดาอัศวินและขุนนางต้องการผจญภัยแสดงความกล้าหาญตามอุดมคติของอัศวินที่ดี พวกทาสต้องการเป็นอิสระ เสรีชนต้องการความร่ำรวยและแสดงความศรัทธาต่อศาสนารวมทั้งความพยายามของ พระสันตะปาปาในอันที่จะรวมคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ให้เข้ากับนิกายโรมันคาทอลิก ภายใต้การบังคับบัญชาของตนแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับสมัยนั้นอำนาจของอิสลามเองก็ได้อ่อนแอลงเนื่องจากความแตกแยกภายใน คือ ภายหลังที่ซัลจู๊คเสื่อมอำนาจลง โลกอิสลามได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ปราศจากศูนย์กลางอีกครั้ง คอลีฟะฮฺแห่งฟาฏีมียะฮฺเองก็ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและพยายามจำกัดอำนาจของตนอยู่เฉพาะในอียิปต์เท่านั้น

 

พระสันตะปาปาได้ทำการเรียกร้องให้ทำสงครามครูเสด กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องทำเพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่ทว่าเกรกกอรีที่ 7 ได้เสียชีวิตลงเสียก่อนที่จะปฏิบัติตามสัญญาในปี ค.ศ.1095 จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ได้ขอร้องทำนองเดียวไปยังพระสันตะปาปาคนใหม่ คือ เออร์บานที่ 2 ซึ่งพระสันตะปาปาคนนี้ก็ได้ตอบรับการเรียกร้องทันที พระสันตะปาปาได้จัดประชุมกันที่เคลมองต์ ( Clerment ) ในประเทศฝรั่งเศส เรียกร้องให้ประชาชนทำสงครามครูเสดเพื่อกอบกู้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือ กรุงเยรูซาเล็มคืนจากอิสลาม..คำปราศรัยของพระสันตะปาปามีใจความว่า

 

“ด้วยบัญชาของพระเจ้า ให้เจ้าหยุดยั้งการทำสงครามกันเอง และให้เขาเหล่านั้นหันมาถืออาวุธมุ่งหน้าไปทำลายผู้ปฏิเสธ ( มุสลิม )”

 

ปรากฏว่าพระสันตะปาปารวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสไปร่วมทำสงครามครูเสด จะเห็นว่าในบรรดาชายชาวยุโรปที่กระเหี้ยนกระหือรือในการทำสงครามครูเสดมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ ชาวฝรั่งเศส ดังนั้น การจัดตั้งรัฐต่างๆในตะวันออกกลางภายหลังที่พวกครูเสดสามารถปกครองดินแดนนี้จึงเป็นรัฐของฝรั่งเศส บาทหลวง บรรดาเจ้าชาย อัศวิน และนักรบล้วนแต่เป็นชาวฝรั่งเศสเสียส่วนใหญ่

 

ในขณะที่ทัพครูเสดกำลังจะยกมารบกับอิสลาม ก็ได้มีกองทัพของประชาชนผู้มีศรัทธาแรงกล้าเดินทัพมาก่อนแล้วในปี ค.ศ.1094 ตามคำชักชวนของ ปีเตอร์ นักพรต ( Peter of Amines ) เขาผู้นี้ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป เพื่อป่าวประกาศเรื่องราวการกดขี่ของชาวเติร์กต่อชาวคริสเตียนในปาเลสไตน์ ซึ่งหาได้เป็นความจริงไม่ กล่าวได้ว่ากองทัพนี้เป็นกองทัพของประชาชนมากกว่ากองทัพของทหารที่จะไปทำสงคราม เพราะมีผู้นำที่เป็นบาทหลวงและสามัญชนธรรมดาปราศจากความรู้ในการรบ และมิได้มีอาวุธที่ครบครัน ปรากฏว่ากองทัพนี้ส่วนใหญ่มาถึงเพียงฮังการี เพราะเมื่อขาดอาหารลงก็จะทำการปล้นสะดม จึงถูกประชาชนแถบนั้นต่อต้าน และส่วนใหญ่จะตายเสียตามทาง ที่เหลือรอดมาซึ่งมีจำนวนเล็กน้อย เมื่อเผชิญกับพวกซัลจู๊คจึงถูกตีแตกพ่ายกลับไป สงครามครั้งนี้มิได้ก่อให้เกิดผลสะท้อนใดๆ นอกจากจะกระตุ้นให้ชาวยุโรปมีความเกลียดชังมุสลิมมากขึ้นไปอีก

 

สงครามครูเสดเพื่อยึดครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ.1096 โดยมีอัศวินประมาณ 50,000 คนเข้าร่วม ส่วนใหญ่มาจากฝรั่งเศส เส้นทางที่ทหารครูเสดจะต้องเดินทางมานั้นมีระยะทาง 2,000 ไมล์ ทหารครูเสดที่มาในครั้งนั้นอยู่ภายใต้การนำของ โรเบิร์ต แห่งนอร์มังดี ทหารบางคนเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วยเหตุผลทางศาสนา บางคนเข้าร่วมเพราะต้องการผจญภัยหรือแสวงโชค ใน ค.ศ.1099 ทหารครูเสดได้มาถึงด้านนอกกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม ฝ่ายมุสลิม (ซึ่งพวกทหารครูเสดเรียกว่า ซาราเซ็น ) ได้ต่อสู้ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ทหารครูเสดปิดล้อมเมืองอยู่เดือนกว่าจึงฝ่ากำแพงเข้าไปได้และเมื่อเข้าเมืองได้ ทหารคริสเตียนก็ฆ่ามุสลิมทุกคนที่พวกเขาพบ เพราะทหารคริสเตียนถือว่า ชาวมุสลิมทุกคนคือผู้ไม่ศรัทธาในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

 

ใน ค.ศ. 1144 มุสลิมยึดเมืองอีเดสซากลับคืนมาได้ สงครามครูเสดครั้งที่สองเกิดขึ้นเพราะพวกยุโรปต้องการที่จะยึดเยรูซาเล็มกลับคืนมา แต่ต้องประสบความล้มเหลว ต่อมาใน ค.ศ.1187 ผู้นำมุสลิมคนใหม่คือ เศาะลาฮุดดีน (ซาลาดิน) ได้โจมตีอาณาจักรของคริสเตียนโดยเริ่มจากสงครามฮิตตินก่อน หลังจากนั้นก็เข้าไปยึดเมืองเยรูซาเล็มกลับคืนมาได้ ทหารมุสลิมต้องการที่จะประหารชาวคริสเตียนทั้งหมดที่อยู่ในเมือง แต่ซาลาดินไม่อนุญาต สงครามครูเสดครั้งที่สามเกิดขึ้น เพราะคริสต์จักรความต้องการที่จะขับไล่ซาลาดินออกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในบรรดาแม่ทัพที่นำทหารครูเสดมาในครั้งนั้นคือ กษัตริย์ริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษหรือที่รู้จักกันดีว่า “ริชาร์ดใจสิงห์” ได้ทำสงครามกับซาลาดินสงครามนองเลือดจึงเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทหารของซาลาดินเข้มแข็งกว่า ดังนั้น สิ่งที่กษัตริย์ริชาร์ดทำได้ ก็คือการทำสัญญากับ ซาลาดินใน ค.ศ.1192 สัญญานี้ระบุว่าทำพวกคริสเตียนอาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ได้ เช่น เมืองอัครา บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และไปเยี่ยมแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งศตวรรษ มุสลิมก็สามารถยึดเมืองคริสเตียนต่าง ๆ กลับคืนมาได้ กองทหารครูเสดได้ถูกส่งมาช่วยเมืองเหล่านี้หลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

บทสรุปสงครามครูเสด .

 

สงครามครูเสด มีการทำสงครามกัน 8 ครั้ง กินระยะเวลานานกว่า 200 ปี มีผู้คนล้มตายกว่า 7,000,000 คน และสุดท้ายดินแดนศักดิ์สิทธิตกเป็นของมุสลิม บทสรุปการทำสงครามแต่ละครั้งมีดังนี้

 

  • ครั้งที่ 1 ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1092 ถึง ค.ศ. 1099 เป็นครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเติร์กเปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ฝังศพพระเยซูได้สะดวก
  • ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ ค.ศ. 1147 ถึง ค.ศ. 1149 พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ 3 ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ต้องแพ้ย่อยยับกลับมา
  • ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1189 ถึง ค.ศ. 1192 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 (เยอรมัน) ฟิลิปป์ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ท (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้ำตาย
  • ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ ค.ศ. 1202 ถึง ค.ศ. 1204 ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวก เติร์กกลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง
  • ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ ค.ศ. 1217 ถึง ค.ศ. 1221 เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเติร์กในประเทศอียิปต์ และไม่ได้ผลทางชัยชนะ
  • ครั้งที่ 6 ตั้งแต่ ค.ศ. 1228 ถึง ค.ศ. 1229 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 2 (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทำไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ เพราะทำให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก
  • ครั้งที่ 7 ตั้งแต่ ค.ศ. 1248 ถึง ค.ศ. 1249 ครั้งที่ 8 ใน ค.ศ. 1270 นั้น สงครามครูเสดได้ทำกันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเติร์กมีถิ่นสำคัญตั้งอยู่ที่นั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อ ค.ศ. 1270และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้

 

สงครามครูเสดทำให้เกิดผลลัพธ์ทางอ้อมหลายประการด้วยกันคือ

 

หลังจากนั้น พวกคริสเตียนได้ครองแผ่นดินที่พวกตนยึดครองได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งเยรูซาเล็ม บางเมืองมีอายุยืนยาวกว่า 200 ปี การเข้ามาอยู่ในดินแดนที่มีมุสลิมอาศัยอยู่โดยรอบทำให้พวกคริสเตียนและมุสลิมเกิดการรวมวัฒนธรรมกัน พวกคริสต์-เตียนประทับใจในศิลปะการตกแต่งของมุสลิม เช่น พรม เครื่องใช้และกระเบื้องเคลือบ และพวกเขายังได้กินอาหารรสชาติใหม่ ๆ เช่น ผลแอปริคอท มะเดื่อ น้ำตาลและมะนาว ทางด้านเครื่องแต่งกายชาวคริสเตียนได้เรียนรู้การใช้ผ้าฝ้ายและผ้าไหมทำเสื้อผ้า ทางด้านสถาปัตยกรรม พวกคริสเตียนได้เรียนรู้เรื่องการใช้เสาและคานรูปโค้งแบกรับน้ำหนักจากสิ่งที่ปลูกสร้างของมุสลิม นอกจากนี้แล้ว พวกคริสเตียนยังได้เรียนรู้ถึงวิธีการป้องกันปราสาทโดยการใช้หอคอยทรงกลม และช่องทางเดินบนกำแพงที่ทำให้คนที่อยู่ข้างบนสามารถยิงธนูหรือโยนหินเข้าใส่ผู้เข้ามาโจมตีได้ ส่วนพวกมุสลิมนั้นไม่ได้อะไรจากพวกคริสเตียนมากนักนอกจากการค้าที่เพิ่มขึ้นกับอิตาลี อาวุธที่ดีขึ้น และการสำรวจพื้นที่เพื่อทำการสงคราม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                    

 

 

 

 

 

"ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อยได้มั๊ยคะ”

 

คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออกเพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ

 

เธอกรีดร้อง!!! หมอต้องอุ้มเด็กออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กทารกที่เกิดมาไม่มีใบหู …

 

กาลเวลาพิสูจน์ว่าการได้ยินของเจ้าหนูไม่มีปัญหา ปัญหามีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือใบหูที่หายไป หลายครั้งที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียนแล้ววิ่งมาซบอกแม่ เธอรู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน เจ้าหนูพูดโพล่งออกมาอย่างน่าเศร้า

 

“พวกเด็กตัวโต พวกมันล้อผมว่านายตัวประหลาด”

 

เจ้าหนูเติบโตขึ้น หล่อเหลา เป็นที่รักของเพื่อน ๆ เค้ามีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี และดนตรี เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น…

 

“ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก” แม่กล่าวด้วยความสงสาร พ่อของเด็กชายปรึกษากับหมอประจำครอบครัว

 

“ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค แต่ใครล่ะจะเสียสละใบหูเพื่อเด็กน้อยคนนี้”

 

คุณหมอกล่าว 2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย “ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว แต่นี่เป็นความลับ”

 

การผ่าตัดสำเร็จด้วยดี คนคนใหม่เกิดขึ้น..เค้ากลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน ในวิทยาลัย จนเป็นที่กล่าวขานกันรุ่นต่อรุ่น ต่อมาเขาได้แต่งงานและทำงานเป็นข้าราชการในสถานทูต วันหนึ่งชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อ

 

“พ่อครับใครเป็นคนมอบใบหูให้ผม ใครช่างให้ผมได้มากมายแต่ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเค้าได้เลยสักนิด”

 

“พ่อไม่เชื่อว่าลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอก เรื่องนี้เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว”

 

พ่อตอบ หลายปีที่มันยังคงเป็นความลับ …..

 

แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่มืดมิดที่สุดผ่านเข้ามาในชีวิต...ลูกชายเค้ายืนข้างพ่อใกล้หิบบศพของแม่ พ่อค่อย ๆ ลูบผมแม่อย่างช้า ๆ และนุ่มนวล ผมสีน้ำตาลแดงถูกเสยขึ้นจนมองเห็น ..

 

แม่ไม่มีใบหู...ใบหูของแม่ถูกตัดไป.. พ่อกระซิบผ่านลูกชาย “แม่บอกพ่อว่า เธอดีใจที่ได้ทำอย่างนี้ เธอไม่เคยตัดผมอีกเลยไม่มีใครมองเห็นว่าเธอไม่สวย จริงมั๊ย”

 

“จงจำไว้ สิ่งมีค่าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การมองเห็น หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรามองไม่เห็นต่างหาก

 

ความรักที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่เราได้ทำอะไรแล้วมีคนรับรู้ หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรากระทำแล้วไม่มีใครรับรู้ต่างหาก.....

 

ความรัก บางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ......"

 

 

 

 

                   

 

 

 หลักการดำรงชีพเพื่อประโยชน์สุขในวันนี้

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์
บริโภคกาม แออัดอยู่ด้วยบุตร ครองเรือน ใช้สอยกระแจะจันทน์
จากแคว้นกาสี ทัดทรงพวงดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ยินดีทอง
และเงินอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรง
แสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งใน
ทิฏฐธรรม (ในปัจจุบัน) และในสัมปรายะ (ในเวลาถัดต่อมา)
แก่พวกข้าพระองค์ผู้อยู่ในสถานะเช่นนี้เถิด พระเจ้าข้า !”.


พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้
เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตร
ในทิฏฐธรรม (ในปัจจุบัน). ๔ ประการ อย่างไรเล่า ?
๔ ประการ คือ :-
อุฏฐานสัมปทา (ความขยันในอาชีพ)
อารักขสัมปทา (การรักษาทรัพย์)
กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี)
สมชีวิตา (การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ).

ความขยันในอาชีพ
พ๎ยัคฆปัชชะ !
อุฏฐานสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ สำเร็จการ
เป็นอยู่ด้วยการลุกขึ้นกระทำการงาน คือด้วยกสิกรรม หรือ
วานิชกรรม โครักขกรรม อาชีพผู้ถืออาวุธ อาชีพราชบุรุษ
หรือด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง. ในอาชีพนั้นๆ เขาเป็น
ผู้เชี่ยวชาญ ไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยการสอดส่องใน
อุบายนั้นๆ สามารถกระทำ สามารถจัดให้กระทำ.
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา (ความขยันในอาชีพ).

การรักษาทรัพย์
พ๎ยัคฆปัชชะ !
อารักขสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้, โภคะ
อันกุลบุตรหาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น
รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์
ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม, เขารักษาคุ้มครอง
อย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่า “อย่างไรเสียพระราชาจะไม่ริบทรัพย์
ของเราไป โจรจะไม่ปล้นเอาไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่พัด
พาไป ทายาทอันไม่รักใคร่เรา จะไม่ยื้อแย่งเอาไป” ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา (การรักษาทรัพย์).

ความมีมิตรดี
พ๎ยัคฆปัชชะ !
กัลยาณมิตตตา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ อยู่อาศัยใน
บ้านหรือนิคมใด, ถ้ามีบุคคลใดๆ ในบ้านหรือนิคมนั้น
เป็นคหบดีหรือบุตรคหบดีก็ดี เป็นคนหนุ่มที่เจริญด้วยศีล
หรือเป็นคนแก่ที่เจริญด้วยศีลก็ดี ล้วนแต่ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยจาคะ ถึงพร้อมด้วย
ปัญญาอยู่แล้วไซร้, กุลบุตรนั้นก็ดำรงตนร่วม พูดจาร่วม
สากัจฉา (สนทนา) ร่วมกับชนเหล่านั้น.
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยสัทธาโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยสัทธา
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศีลโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยจาคะโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยปัญญาโดย
อนุรูปแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอยู่ในที่นั้นๆ.
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี).

การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ
พ๎ยัคฆปัชชะ ! สมชีวิตา เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ รู้จักความ
ได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์แล้ว
ดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก
โดยมีหลักว่า
“รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่าย
ของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนคนถือตาชั่งหรือ
ลูกมือของเขา ยกตาชั่งขึ้นแล้ว ก็รู้ว่า
“ยังขาดอยู่เท่านี้หรือเกินไปแล้วเท่านี้” ดังนี้ฉันใด; กุลบุตรนี้ ก็ฉันนั้น :
เขารู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่ง
โภคทรัพย์ แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก
ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า
“รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย
และรายจ่ายของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้

ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! ถ้ากุลบุตรนี้ เป็นผู้มีรายได้น้อย
แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยแล้วไซร้ ก็จะมีผู้กล่าว
ว่า กุลบุตรนี้ใช้จ่ายโภคทรัพย์ (อย่างสุรุ่ยสุร่าย) เหมือน
คนกินผลมะเดื่อ ฉันใดก็ฉันนั้น.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! แต่ถ้ากุลบุตร เป็นผู้มีรายได้
มหาศาล แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นแล้วไซร้
ก็จะมีผู้กล่าวว่า กุลบุตรนี้จักตายอดตายอยากอย่าง
คนอนาถา.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมื่อใด กุลบุตรนี้ รู้จักความได้มา
แห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์ แล้วดำรง
ชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก
โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่าย
ของเรา จักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้;
พ๎ยัคฆปัชชะ !
นี้เราเรียกว่า สมชีวิตา
(การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ).

อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙/๑๔๔.

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

                 

 

 

 

 

 

ผ่อนยังไม่หมด รถดันมาหาย...

 

 

 

 

 

เนื่องจากมีสมาชิกบ้านมหาฯหลายท่านอยากทราบเรื่อง กรณีที่ได้เช่าซื้อรถจากบริษัทลิสซิ่งหรือไฟแนนซ์ ผ่อนไปได้ ๑ ปี รถถูกขโมยหรือหายไปอย่างไร้ร่องรอย แจ้งให้บริษัทฯทราบ บริษัทฯก็บอกว่ามันเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อเอง ผู้เช่าซื้อจะต้องผ่อน(กุญแจ)ต่อไปจนครบกำหนดตามสัญญา โอ้ มายกอด กุญแจ มันขี่บ่ได้เด้อสิบอกไห่ ขอแนะนำให้ทุกท่านดำเนินการดังนี้ครับ


ถ้ารถมีประกัน ก็ให้ประกันจัดการ ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องผ่อนต่อครับ เพราะ กม. เช่าซื้อ คือ การให้เช่า + คำมั่นว่าจะขาย ดังนั้นเมื่อทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาย่อมระงับ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องส่งค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อยังคงต้องส่งค่างวดที่ค้างเท่านั้น เช่น ส่งไป ๑๓ งวด แต่ค้างงวดที่ ๑๐ ต่อมางวดที่ ๑๔ รถหาย


ผู้เช่าซื้อต้องส่งค่างวดที่ค้าง คือ งวดที่ ๑๐ เท่านั้น ไม่ใช่ส่งงวดที่ ๑๔ - งวดที่ ๔๘ (กรณีผ่อน ๔๘ งวด)
ตามกฎหมายเช่าซื้อต้องเอากฎหมายเรื่องเช่ามาบังคับด้วยครับ ทางที่แนะนำ ไม่ต้องผ่อนต่อครับ ปล่อยให้เค้าฟ้องศาลมาเอง แล้วพอหมายศาลมา ก็ไปให้การในชั้นศาลครับ ศาลจะนำเรื่องเช่ามาวินิจฉัยด้วยเช่นกัน


ฟันธง ไม่ต้องผ่อนแล้วครับ เพราะมีไม่น้อยที่โดนไฟแนนซ์มันบอกให้ผ่อนกุญแจทั้งๆที่สัญญาระงับไปแล้ว...


ในทางกฎหมายควรต้องหยุดจ่ายค่างวดทันทีเพราะรถที่เช่าซื้อสูญหายไปแล้ว สัญญาเช่าซื้อก็ต้องระงับ ดังนั้น จึงเหลือประเด็นเดียวว่าค่าเสียหายมีเท่าไหร่ ? เรื่องนี้ศาลฎีกาเคยวางบรรทัดฐานนะครับว่าถ้ารถที่เช่าซื้อสูญหายก็ต้องมาคำนวณครับว่ารถราคาเท่าใด ผู้เช่าซื้อจ่ายเงินค่างวดมาแล้วเป็นเงินเท่าใด บริษัทประกันได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทลิสซิ่งเนื่องจากรถหายเป็นเงินเท่าใดถ้า 2 จำนวนนี้รวมกันแล้วเกินกว่าราคารถที่บริษัทลิสซิ่งซื้อมา อย่างนี้ผู้เช่าซื้อก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย


มีข้อถามต่อไปว่า ถ้าสัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงให้บริษัทเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ แม้ว่าทรัพย์ที่เช่าซื้อจะสูญหายก็ตาม เรื่องนี้ ศาลมีอำนาจ ที่จะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระหรือไม่ก็ได้ครับ และถ้าศาลกำหนดให้ชำระละครับ ต้องชำระเต็มตามสัญญาหรือเปล่า? คำตอบก็คือว่าการที่จะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องชำระนั้นต้องพิจารณาด้วยนะครับว่าเงินค่าเช่าซื้อที่บริษัทลิสซิ่งได้รับชำระมาแล้วรวมกับค่าสินไหมทดแทนที่บริษัท
ประกันภัยได้จ่ายให้ เมื่อยังไม่เพียงพอกับความเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ ศาลก็จะกำหนดความเสียหายให้ตามสมควร แต่มิใช่ให้ชำระค่าเช่าซื้อจนครบเต็มตามสัญญา

 

และหากหลังจากรถหายไป ๔ ปี เกิดจับคนร้ายได้แล้วได้รถที่เช่าซื้อกลับคืนมา รถต้องเป็นของบริษัทประกันนะครับ ไม่ได้เป็นของเรา แม้เราจะจ่ายค่างวดครบตามสัญญาแล้วก็ตาม(ตามที่มันบอกให้ผ่อนกุญแจต่อ) เพราะสัญญาเช่าซื้อระหว่างเรากับบริษัท มันจบและตัดขาดกัน ไปแล้วครับ

 

(จาก บ้านมหา ดอทคอม)

 

 

 

 

งานนี้พี่ทหารเขาเอาจริง...

 

 

 

 

                                 



มะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในไทยแน่นอน

มีเรื่องบอกเล่าต่อๆ"กันมาว่ามะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทย"เป็นเรื่องที่เชื่อได้"

แต่หากบอกว่าต้นประดู่"ต้นมะขาม"ไม่ใช่ของไทย"ต้องคุยกันหน่อย"เพราะหลักฐานมันฟ้องอยู่"อย่างมะขามบางต้นในไทยอายุมากกว่า"200-300"ปี"

แต่ก็ข้องใจอยู่เหมือนกัน"มะขามมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า"Tamarindus"indica"L."ตัว"indicaคืออินเดีย"ฝรั่งคงค้นพบที่อินเดียก่อนจึงตั้งชื่ออินเดียตามท้าย"

มีนักเกษตรตั้งข้อสงสัยว่า"ชื่อพืชพรรณต่างๆ"ไม่ค่อยมีสยามหรือ"siamese"ต่อท้าย"แสดงว่าเมื่อก่อนเมืองไทยแทบไม่มีอะไรขึ้นอยู่เลยหรือ

มะละกอเป็นไม้ต่างแดนแน่นอน

ในหนังสือ"พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย"ของ"ดร. สุรีย์"ภูมิภมร"บอกไว้ว่า

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสระบุไว้ชัดเจนว่า"มะละกอมีถิ่นกำเนิดเดิมที่เทือกเขาแอนดีส"แต่บางเอกสารอ้างอิงว่ามะละกอมาจากเม็กซิโก"หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตก"บ้างก็ว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง"บริเวณเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริก้า

มีเอกสารบางฉบับระบุอีกเช่นกันว่าสเปนได้มะละกอมาจากฝั่งทะเลแคริบเบียนของปานามาและโคลัมเบีย

 

พระเจ้าอู่ทอง กรุงศรีอยุธยา
พระร่วง กรุงสุโขทัย
ศรีธนญชัย ไทยสยาม
เซียงเมี่ยง ไทยน้อย

 

ล้วนไม่รู้จักส้มตำมะละกอ และไม่เคยชิมลิ้มรส
เพราะยุคนั้นไม่มีมะละกอ และยังไม่มีส้มตำ
มีแต่ตำส้มด้วยพืชผักอื่นๆ ที่ไม่มะละกอ

ปีพ.ศ. 2134 ช่วงกรุงธนบุรีเป็นราชธานี "นายลินโซเตน" นักท่องเที่ยวชาวดัตช์ "เขียนรายงานไว้ว่า" คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่มะละกา จากนั้นนำไปปลูกที่อินเดีย"ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย"มาเลเซีย"และไทย

คาดกันว่า "มะละกอน่าจะเข้ามาทางภาคใต้ทางอ่าวไทย" ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยมีเหตุยืนยันว่าผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เคยกินส้มตำจากมะละกอ

เอกสารส่วนใหญ่ระบุว่าโปรตุเกสนำมะละกอเข้ามาปลูกในเอเชีย"แต่เอกสารหมอบรัดเลย์ระบุว่า"สเปนนำมะละกอเข้ามาปลูกทั้งนี้มีหนังสือ"PROSEA"สนับสนุน หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมการกระจายพันธุ์พืชในเอเชียไว้

มะละกอกำเนิดอยู่ที่ไหน "เป็นประเด็นแรก" ซึ่งก็คงแถวๆ "อเมริกากลาง"

ประเด็นต่อมา" ใครนำเข้ามาในเอเชีย "คงไม่พ้น2 ประเทศ" คือ "สเปน" และ"โปรตุเกส "ในหนังสือดร.สุรีย์ ภูมิภมร สรุปว่าอาจจะนำมาจากทั้ง2ประเทศ เพียงแต่ใครก่อนใครหลังเท่านั้นเอง

ถือว่าเป็นคุณูปการสำหรับการนำพืชพรรณใหม่ๆ"เข้ามา"นอกจากมาค้ามาขาย"หรือมานำทรัพยากรวัตถุดิบออกไปจากประเทศของเขาแล้ว"ยังนำมะละกอมาให้ปลูก"จนการปลูกแพร่ขยายออกไป"

ส่วนวิธีการกิน"ไทยเราพัฒนาไปมาก"แทนที่จะกินสุกอย่างเดียวเหมือนอย่างฝรั่งเขา"แต่นำมาทำส้มตำ"

พอสอบถามจากผู้รู้เรื่องมะละกอ"ซึ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศ"เขาบอกว่า"ไทยเราบริโภคมะละกอมากที่สุดในโลก"โดยนำมาทำส้มตำ

มะละกอเรียกต่างกันทั้งไทยและต่างประเทศ"

ภาษาอังกฤษ"คือ"ปาปายา"(papaya)"อังกฤษแต่เดิมเรียก"ปาปอ"(papaw)โปรตุเกสเรียก"มาเมา"(mamoa)"คนฝรั่งเศสเรียก"ปาปาเย"(papaye)"คนเยอรมันเรียกปาปาจา"(papaja)"คนอิตาลีเรียก"ปาปาเอีย(papaia)"คนคิวบาเรียก"ฟรูตาเดอบอมบา(frutade"bomba)"คนเปอร์โตริโกเรียกว่า"เลโชซา (lechosa)"คนเม็กซิกันเรียกว่า" เมลอน"ซาโปเต้"(melon"zapote)

ในเอเชียก็เรียกแตกต่างกัน"คนจีนเรียกว่าเจียะกวยหรือฮวงบักกวย"อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์"เรียกปาปายา"มาเลเซียเรียกเบเต็ก"เมียนมาร์เรียกทิมเบ่า"กัมพูชาเรียกหงลาวเรียกบักหุ่งหรือหมากหุ่ง"คนไทยในแต่ละกลุ่มเรียกแตกต่างกัน

ภาคกลางเรียก"มะละกอ, สุโขทัยเรียก"บนละกอ

ภาคใต้ส่วนใหญ่เรียก"ลอกอ"ยกเว้นสตูลเรียก"แตงตัน"ปัตตานีเรียกมะเต๊ะ ยะลาเรียก"ก๊วยลา

ภาคเหนือเรียก"บะก๊วยเทศ, กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก"สะกุ่ยเส่, เงี้ยวเรียก"หมากชาวผอ

อีสานเรียกบักหุ่ง หมากหุ่ง"จังหวัดเลยเรียก"หมากกอ

ส้มตำมะละกอ
กำเนิดจาก "เจ๊กปนลาว" บางกอก
ยุคต้นกรุงเทพฯ แล้วแพร่หลายไปอีสานและลาวสมัยหลังๆ



ส้มตำมะละกอเริ่มมีมาแต่หนไหน


หัวข้อนี้"ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปขออัดเสียงสัมภาษณ์"อาจารย์สุจิตต์"วงษ์เทศนักวิชาการอิสระ"เมื่อถึงเวลา"ท่านบอกให้เขียนคำถามแฟกซ์ไป"แล้วท่านก็ตอบมาดังนี้...

ส้มตำ"หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้"มีมะละกอ"เป็นต้น"มาตำประสมกับเครื่องปรุง"และมีรสเปรี้ยวนำ

คำว่า"ส้ม"แปลว่าเปรี้ยว

คำว่า"ส้มตำ"น่าจะเริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ"หรือภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะสลับคำของวัฒนธรรมลาวในอีสาน"ที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เรียกว่า"ตำส้ม" หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้ต่างๆ"เช่น"มะม่วง"มาตำประสมกับเครื่องปรุง และมีรสเปรี้ยวนำ"ซึ่งมีความหมายตรงกับส้มตำ

คนกลุ่มแรกๆ"ที่รู้จักกินส้มตำมะละกออยู่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"อาจเป็นพวก"เจ๊กปนลาว"ในกรุงเทพฯ"ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้"เพราะเพิ่งรู้จักมะละกอที่ได้พันธุ์มาจากเมืองมะละกาในมาเลเซีย

ส้มตำมะละกอ"เริ่มแพร่กระจายจากกรุงเทพฯสู่อีสาน"ราวหลังรัชกาลที่"5"ที่สร้างรถไฟไปอีสาน

แล้วทะลักเข้าอีสานครั้งใหญ่"เมื่อหลัง"พ.ศ.2500หลังสร้างถนนสายมิตรภาพก่อนหน้านั้นมีมะละกอในอีสานแต่ไม่อร่อย"เพราะเป็นยุคแรกๆ"ลูกเล็กๆ"แคระๆ"ผอมๆ เน่าๆ

มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้"ไม่มีในอุษาคเนย์"โคลัมบัสเอามะละกอ มาเผยแพร่"แล้วแพร่หลายมาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของสเปนถึงฟิลิปปินส์ แล้วมีคนเอามาปลูกที่เมืองมะละกา สมัยนั้นผลไม้ชนิดนี้ชื่อ" "มะละกา" แล้วออกเสียงเป็น"มะละกอ"พืชชนิดใหม่นี้จึงได้นามตามชื่อเมืองว่า "มะละกอ"แล้วแพร่เข้ามาในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ในเอกสารฝรั่งครั้งกรุงศรีอยุธยา"จึงมีแต่ผลไม้อื่นๆ"แต่ไม่มีมะละกอ"เพราะคนยุคนั้นยังไม่รู้จักแต่มีอาหารเปรี้ยวๆ"เรียกว่า"ตำส้ม"กินประจำวัน"เช่น"ตำมะม่วงตำแตงกวา"ตำแตงต่างๆ

ส่วนปลาร้า"ก็คือปลาแดก"มีน้ำเค็มจากเกลือที่ใช้หมัก"เป็นอาหารดั้งเดิมยุคดึกดำบรรพ์"ราว"3,000"ปีมาแล้ว"

ตำส้มใช้ปลาร้า-ปลาแดก"เป็นส่วนผสมมาแต่ดั้งเดิม"เริ่มแรกก่อนมีส้มตำเพื่อให้มีรสเค็มนุ่มนวล"ยิ่งเค็มมากยิ่งดี"ทำให้มีแรงทำไร่ไถนา

คนภาคกลาง กินเผ็ด
คนภาคอีสานและลาว ไม่กินเผ็ด
เพิ่งกินเผ็ดยุคหลัง ตามอย่างคนภาคกลาง
เพราะพริก มีกำเนิดจากทวีปอเมริกา
ชาวยุโรปเอาเข้ามาเป็นอาหารภาคกลางก่อนที่อื่น

 

 

ทำไม...ส้มตำจึงได้รับความนิยม

อาหารทุกชนิดในโลก"มีการปรับตัวให้ถูกลิ้นถูกปากคนกิน"เช่น"ส้มตำ"เป็นอาหารเกิดใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์"และเป็นอาหารของเจ๊กปนลาวในกรุงเทพฯไม่ใช่ของลาวอีสานมาแต่เดิมตามที่เข้าใจกัน"ฉะนั้นจึงเปลี่ยนแปลงได้ตามความชอบของคนกิน"คนทำ"และคนขาย

ไม่เคยมีส้มตำสูตรดั้งเดิมตายตัว"มีแต่ฝีมือใครฝีมือมัน"ฉะนั้นส้มตำจึงปรับตัวได้คล่องแคล่วและอยู่รอดปลอดภัย

 

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก มติชน

guest

Post : 24/01/2015 12:15     Forum: สูตรยาสมุนไพร  >  ต่อต้านมะเร็งตับ

                

                                            

 

                             

 

                     กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง

 

นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที......

 

 

 

guest

Post : 24/01/2015 10:41     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  โมฆียะกรรม

 

 





มะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในไทยแน่นอน

มีเรื่องบอกเล่าต่อๆ"กันมาว่ามะละกอไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทย"เป็นเรื่องที่เชื่อได้"

แต่หากบอกว่าต้นประดู่"ต้นมะขาม"ไม่ใช่ของไทย"ต้องคุยกันหน่อย"เพราะหลักฐานมันฟ้องอยู่"อย่างมะขามบางต้นในไทยอายุมากกว่า"200-300"ปี"

แต่ก็ข้องใจอยู่เหมือนกัน"มะขามมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า"Tamarindus"indica"L."ตัว"indicaคืออินเดีย"ฝรั่งคงค้นพบที่อินเดียก่อนจึงตั้งชื่ออินเดียตามท้าย"

มีนักเกษตรตั้งข้อสงสัยว่า"ชื่อพืชพรรณต่างๆ"ไม่ค่อยมีสยามหรือ"siamese"ต่อท้าย"แสดงว่าเมื่อก่อนเมืองไทยแทบไม่มีอะไรขึ้นอยู่เลยหรือ

มะละกอเป็นไม้ต่างแดนแน่นอน

ในหนังสือ"พรรณพืชในประวัติศาสตร์ไทย"ของ"ดร. สุรีย์"ภูมิภมร"บอกไว้ว่า

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสระบุไว้ชัดเจนว่า"มะละกอมีถิ่นกำเนิดเดิมที่เทือกเขาแอนดีส"แต่บางเอกสารอ้างอิงว่ามะละกอมาจากเม็กซิโก"หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตก"บ้างก็ว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง"บริเวณเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริก้า

มีเอกสารบางฉบับระบุอีกเช่นกันว่าสเปนได้มะละกอมาจากฝั่งทะเลแคริบเบียนของปานามาและโคลัมเบีย

 

พระเจ้าอู่ทอง กรุงศรีอยุธยา
พระร่วง กรุงสุโขทัย
ศรีธนญชัย ไทยสยาม
เซียงเมี่ยง ไทยน้อย

 

ล้วนไม่รู้จักส้มตำมะละกอ และไม่เคยชิมลิ้มรส
เพราะยุคนั้นไม่มีมะละกอ และยังไม่มีส้มตำ
มีแต่ตำส้มด้วยพืชผักอื่นๆ ที่ไม่มะละกอ

ปีพ.ศ. 2134 ช่วงกรุงธนบุรีเป็นราชธานี "นายลินโซเตน" นักท่องเที่ยวชาวดัตช์ "เขียนรายงานไว้ว่า" คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่มะละกา จากนั้นนำไปปลูกที่อินเดีย"ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย"มาเลเซีย"และไทย

คาดกันว่า "มะละกอน่าจะเข้ามาทางภาคใต้ทางอ่าวไทย" ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยมีเหตุยืนยันว่าผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่เคยกินส้มตำจากมะละกอ

เอกสารส่วนใหญ่ระบุว่าโปรตุเกสนำมะละกอเข้ามาปลูกในเอเชีย"แต่เอกสารหมอบรัดเลย์ระบุว่า"สเปนนำมะละกอเข้ามาปลูกทั้งนี้มีหนังสือ"PROSEA"สนับสนุน หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมการกระจายพันธุ์พืชในเอเชียไว้

มะละกอกำเนิดอยู่ที่ไหน "เป็นประเด็นแรก" ซึ่งก็คงแถวๆ "อเมริกากลาง"

ประเด็นต่อมา" ใครนำเข้ามาในเอเชีย "คงไม่พ้น2 ประเทศ" คือ "สเปน" และ"โปรตุเกส "ในหนังสือดร.สุรีย์ ภูมิภมร สรุปว่าอาจจะนำมาจากทั้ง2ประเทศ เพียงแต่ใครก่อนใครหลังเท่านั้นเอง

ถือว่าเป็นคุณูปการสำหรับการนำพืชพรรณใหม่ๆ"เข้ามา"นอกจากมาค้ามาขาย"หรือมานำทรัพยากรวัตถุดิบออกไปจากประเทศของเขาแล้ว"ยังนำมะละกอมาให้ปลูก"จนการปลูกแพร่ขยายออกไป"

ส่วนวิธีการกิน"ไทยเราพัฒนาไปมาก"แทนที่จะกินสุกอย่างเดียวเหมือนอย่างฝรั่งเขา"แต่นำมาทำส้มตำ"

พอสอบถามจากผู้รู้เรื่องมะละกอ"ซึ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศ"เขาบอกว่า"ไทยเราบริโภคมะละกอมากที่สุดในโลก"โดยนำมาทำส้มตำ

มะละกอเรียกต่างกันทั้งไทยและต่างประเทศ"

ภาษาอังกฤษ"คือ"ปาปายา"(papaya)"อังกฤษแต่เดิมเรียก"ปาปอ"(papaw)โปรตุเกสเรียก"มาเมา"(mamoa)"คนฝรั่งเศสเรียก"ปาปาเย"(papaye)"คนเยอรมันเรียกปาปาจา"(papaja)"คนอิตาลีเรียก"ปาปาเอีย(papaia)"คนคิวบาเรียก"ฟรูตาเดอบอมบา(frutade"bomba)"คนเปอร์โตริโกเรียกว่า"เลโชซา (lechosa)"คนเม็กซิกันเรียกว่า" เมลอน"ซาโปเต้"(melon"zapote)

ในเอเชียก็เรียกแตกต่างกัน"คนจีนเรียกว่าเจียะกวยหรือฮวงบักกวย"อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์"เรียกปาปายา"มาเลเซียเรียกเบเต็ก"เมียนมาร์เรียกทิมเบ่า"กัมพูชาเรียกหงลาวเรียกบักหุ่งหรือหมากหุ่ง"คนไทยในแต่ละกลุ่มเรียกแตกต่างกัน

ภาคกลางเรียก"มะละกอ, สุโขทัยเรียก"บนละกอ

ภาคใต้ส่วนใหญ่เรียก"ลอกอ"ยกเว้นสตูลเรียก"แตงตัน"ปัตตานีเรียกมะเต๊ะ ยะลาเรียก"ก๊วยลา

ภาคเหนือเรียก"บะก๊วยเทศ, กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก"สะกุ่ยเส่, เงี้ยวเรียก"หมากชาวผอ

อีสานเรียกบักหุ่ง หมากหุ่ง"จังหวัดเลยเรียก"หมากกอ

ส้มตำมะละกอ
กำเนิดจาก "เจ๊กปนลาว" บางกอก
ยุคต้นกรุงเทพฯ แล้วแพร่หลายไปอีสานและลาวสมัยหลังๆ



ส้มตำมะละกอเริ่มมีมาแต่หนไหน


หัวข้อนี้"ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปขออัดเสียงสัมภาษณ์"อาจารย์สุจิตต์"วงษ์เทศนักวิชาการอิสระ"เมื่อถึงเวลา"ท่านบอกให้เขียนคำถามแฟกซ์ไป"แล้วท่านก็ตอบมาดังนี้...

ส้มตำ"หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้"มีมะละกอ"เป็นต้น"มาตำประสมกับเครื่องปรุง"และมีรสเปรี้ยวนำ

คำว่า"ส้ม"แปลว่าเปรี้ยว

คำว่า"ส้มตำ"น่าจะเริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ"หรือภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะสลับคำของวัฒนธรรมลาวในอีสาน"ที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เรียกว่า"ตำส้ม" หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง"เอาผลไม้ต่างๆ"เช่น"มะม่วง"มาตำประสมกับเครื่องปรุง และมีรสเปรี้ยวนำ"ซึ่งมีความหมายตรงกับส้มตำ

คนกลุ่มแรกๆ"ที่รู้จักกินส้มตำมะละกออยู่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"อาจเป็นพวก"เจ๊กปนลาว"ในกรุงเทพฯ"ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้"เพราะเพิ่งรู้จักมะละกอที่ได้พันธุ์มาจากเมืองมะละกาในมาเลเซีย

ส้มตำมะละกอ"เริ่มแพร่กระจายจากกรุงเทพฯสู่อีสาน"ราวหลังรัชกาลที่"5"ที่สร้างรถไฟไปอีสาน

แล้วทะลักเข้าอีสานครั้งใหญ่"เมื่อหลัง"พ.ศ.2500หลังสร้างถนนสายมิตรภาพก่อนหน้านั้นมีมะละกอในอีสานแต่ไม่อร่อย"เพราะเป็นยุคแรกๆ"ลูกเล็กๆ"แคระๆ"ผอมๆ เน่าๆ

มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้"ไม่มีในอุษาคเนย์"โคลัมบัสเอามะละกอ มาเผยแพร่"แล้วแพร่หลายมาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของสเปนถึงฟิลิปปินส์ แล้วมีคนเอามาปลูกที่เมืองมะละกา สมัยนั้นผลไม้ชนิดนี้ชื่อ" "มะละกา" แล้วออกเสียงเป็น"มะละกอ"พืชชนิดใหม่นี้จึงได้นามตามชื่อเมืองว่า "มะละกอ"แล้วแพร่เข้ามาในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา"สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ในเอกสารฝรั่งครั้งกรุงศรีอยุธยา"จึงมีแต่ผลไม้อื่นๆ"แต่ไม่มีมะละกอ"เพราะคนยุคนั้นยังไม่รู้จักแต่มีอาหารเปรี้ยวๆ"เรียกว่า"ตำส้ม"กินประจำวัน"เช่น"ตำมะม่วงตำแตงกวา"ตำแตงต่างๆ

ส่วนปลาร้า"ก็คือปลาแดก"มีน้ำเค็มจากเกลือที่ใช้หมัก"เป็นอาหารดั้งเดิมยุคดึกดำบรรพ์"ราว"3,000"ปีมาแล้ว"

ตำส้มใช้ปลาร้า-ปลาแดก"เป็นส่วนผสมมาแต่ดั้งเดิม"เริ่มแรกก่อนมีส้มตำเพื่อให้มีรสเค็มนุ่มนวล"ยิ่งเค็มมากยิ่งดี"ทำให้มีแรงทำไร่ไถนา

คนภาคกลาง กินเผ็ด
คนภาคอีสานและลาว ไม่กินเผ็ด
เพิ่งกินเผ็ดยุคหลัง ตามอย่างคนภาคกลาง
เพราะพริก มีกำเนิดจากทวีปอเมริกา
ชาวยุโรปเอาเข้ามาเป็นอาหารภาคกลางก่อนที่อื่น

 

 

ทำไม...ส้มตำจึงได้รับความนิยม

อาหารทุกชนิดในโลก"มีการปรับตัวให้ถูกลิ้นถูกปากคนกิน"เช่น"ส้มตำ"เป็นอาหารเกิดใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์"และเป็นอาหารของเจ๊กปนลาวในกรุงเทพฯไม่ใช่ของลาวอีสานมาแต่เดิมตามที่เข้าใจกัน"ฉะนั้นจึงเปลี่ยนแปลงได้ตามความชอบของคนกิน"คนทำ"และคนขาย

ไม่เคยมีส้มตำสูตรดั้งเดิมตายตัว"มีแต่ฝีมือใครฝีมือมัน"ฉะนั้นส้มตำจึงปรับตัวได้คล่องแคล่วและอยู่รอดปลอดภัย

 

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก มติชน

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที

  

 

 

 

 

จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

 ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

            

 

        เอเจนซีส์ - เด็กแดนภารตะสามารถช่วยเหลือแรงงานเด็กอย่างน้อย 350 ชีวิต ออกจากโรงงานทำสีหนังและทำพลาสติกในเมืองไฮเดอราบาด ทางใต้ของอินเดีย ที่อยู่ในสภาพต้องทำงานหนักเยี่ยงทาสในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายตลอดเวลา 12 ชม.ในแต่ละวันโดยไม่ได้หยุด และมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดจับตาตลอดเวลา นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อกล่าวหาชายชาวอินเดีย 5 นายที่เกี่ยวข้องในการจัดหาเด็กๆป้อนให้โรงงานนรกแห่งนี้ในประเทศที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที
       
       บีบีซี สื่ออังกฤษ รายงานเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) ว่า เป็นเพราะสภาพที่ยากจนมาก และขาดการศึกษาทำให้เด็กยากจนของอินเดียต้องออกไปขายแรงงาน บางครั้งแรงงานเด็กเหล่านี้จะได้รับค่าจ้างให้ผู้ปกครอง ซึ่งล่าสุดตำรวจอินเดียสามารถช่วยเหลือแรงงานเด็กอย่างน้อย 350 ชีวิต ออกจากโรงงานทำสีหนังและทำพลาสติกในเมืองไฮเดอราบาด ทางใต้ของอินเดียออกมาได้สำเร็จหลังจากทลายเข้าจู่โจม โดยเมื่อวานนี้ (5) เจ้าหน้าที่จากสวัสดิการเด็กจำนวนเกือบ 200 คนที่ช่วยเหลือออกมาได้กลับไปยังรัฐพิหาร และได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งรัฐแห่งนี้ที่มีพุทธคยาตั้งอยู่ถือเป็นหนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย
       
       ในการบุกทลายครั้งนี้ตำรวจได้จับกุมชาย 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าจัดหาแรงงานทาสป้อนให้กับบรรดาเจ้าของโรงงาน ซึ่ง วี สัตยานารายานา (V Satyanarayana) ตำรวจอินเดียเปิดเผยว่า เด็กบางส่วนมีปัญหาโรคผิวหนัง และป่วยด้วยโรคอื่น และเมื่อตำรวจไปถึง พบเด็กเหล่านี้ถูกขังให้ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย “เด็กๆ ต้องถูกบังคับให้ทำงาน 12 ชม.ต่อวันโดยไม่ได้รับอนุญาตให้พัก” สัตยานารายานากล่าว และเสริมต่อว่า ห้องทำงานสกปรกและมืดทึบ และแรงงานเด็กต้องทำงานภายใต้การถูกจับตาจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และหากมีแรงงานเด็กคนใดหยุดมือไม่ทำงาน จะถูกโบยตี
       
       ทั้งนี้ อินเดียมีกฎหมายคุมครองเด็กจากการถูกใช้เป็นแรงงานทาส และเด็กๆ ต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับจนถึงอายุ 14 ปี ซึ่งในปี 2012 อินเดียออกกฎหมายห้ามการอนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีทำงาน มาจากการผลักดันจากไกรลาศ สัตยาธี (Kailash Satyarthi) ผู้ชนะรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปีล่าสุดร่วมกับมาลาลา ยูซาฟไซ นักรณรงค์การศึกษาและเหยื่อลอบสังหารตอลีบานในปากีสถาน โดยสัตยาธีต่อสู้กับการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย และสามารถช่วยเหลือเหยื่อแรงงานเด็กออกมาได้จำนวนหนึ่ง
       
       แต่ทว่า สื่ออังกฤษรายงานว่า ถึงมีการคุ้มครองเด็กตามกฎหมาย แต่ยังมีแรงงานเด็กอีกหลายล้านคนยังต้องถูกกดขี่ในอินเดีย ซึ่งการทำสำรวจล่าสุดในปี 2011 พบว่ามีแรงงานเด็กถึง 4.35 ล้านคน และสัยาธียืนยันถึงตัวเลขแรงงานเด็กในอินเดีย คาดว่ามีร่วม 60 ล้านคน
       
       บิดามารดาแรงงานทาสเหล่านี้ยอมรับว่า ความยากจนบังคับให้จำเป็นต้องส่งลูกยังเล็กออกไปทำงานรับใช้ตามบ้าน หรือโรงงานต่างๆ และมีเด็กอีกบางส่วนถูกลักพาตัวจากครอบครัว ถูกส่งป้อนกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งพบว่ามีเด็กหายในทุก 8 นาที และเกือบครึ่งของเด็กสูญหายไม่ถูกพบตัวอีกเลย
       
       แผนกสวัสดิการเด็กอินเดียเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้มีการเข้าบุกตรวจทะลายแหล่งโรงงานเถื่อน 2 ครั้งต่อเดือน ราวี ชานดราแวน (RV Chandravan) เจ้าหน้าที่สวัสดิการเด็กอินเดียให้ความเห็นว่า “เราใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อกำจัดกลุ่มมาเฟียที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบค้ามนุษย์นำเด็กจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อป้อนโรงงานในเมืองไฮเดอราบาด

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

 

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

 

 

ตำรวจอินเดียช่วย “แรงงานเด็กหลายร้อยชีวิต” จากขุมนรกโรงงานทาสทางใต้ของแดนภารตะที่มีสถิติเด็กหายทุก 8 นาที 

 

 

 

 

 

 

 

 dek-hide

 

 


stolen-children

 

 

stolen-children2 

 

 

 

 

 

 

 

การประชุมเพื่อพิจารณาด้านการเงินในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ร่วมไทย-จีน ถึงกับชะงัก เมื่อทางการจีนเสนอดอกเบี้ยในการกู้เงินสูงถึงกว่า 2-4 % ต่างจากที่ไทยเคยกู้จากญี่ปุ่นที่มีดอกเบี้ยเพียง 1.5 %

(มติชน)





 

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเงินและรูปแบบการลงทุนภายใต้บันทึกความเข้าใจ ไทย-จีน เรื่องโครงการดำเนินงานก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐาน 1.435 เมตร เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอยมาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทางรวม 873 กิโลเมตร ว่า รัฐบาลจีนเสนอรูปแบบการลงทุนแบบการกู้ร่วมกันผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน โดยฝ่ายจีนเสนออัตราดอกเบี้ย 2-4% ระยะเวลาคืนทุนภายใน 20 ปี  นอกจากนี้จีนยังเสนอตัวขอเป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ก่อสร้างงานโยธาและเดินรถเองด้วย ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าจะเป็นผู้บริหารการเดินรถเอง



ทั้งนี้จากการพิจารณา ฝ่ายไทยเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยที่จีนเสนอมายังสูงเกินไป เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ 1.5% ขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(ไจก้า) ที่ไทยกู้มาสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้จีนกลับไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก รวมทั้งขอเพิ่มระยะเวลาปลอดหนี้ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งฝ่ายจีนจะต้องนำข้อเสนอของไทยไปเสนอให้รัฐบาลพิจารณาก่อนหากจีนลดอัตราดอกเบี้ยแล้วยังไม่พอใจ ไทยก็อาจจะพิจารณาแหล่งเงินกู้แห่งอื่นที่คิดดอกเบี้ยถูกกว่านี้รูปแบบการลงทุนรายละเอียดขั้นตอนต่างๆ คาดว่าจะสามารถดำเนินการเจรจาในรายละเอียดและได้ข้อสรุปในการประชุมร่วมกับจีนครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11-12 ก.พ. 2558 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แต่ยืนยันว่าการดำเนินงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จีทูจี

 


 

 

 

 สภาวะแบบนี้น่ากลัวนะ...คล้ายๆกับรู้ว่ามีวิกฤติ แต่ต้องปิดปากเงียบ ต้องทนกอดคอกันตาย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเป็นฮีโร่ เพื่อแก้ปัญหา

ต่างจากสภาวะปกติ ถ้ามีวิกฤติไม่ว่ารัฐ หรือ ชาวบ้าน เอกชน จะช่วยกันออกมาคิดๆๆๆๆ เสนอแนะวิธีสารพัดสารเพ กระทุ้งนู่น กระทุ้งนี่

เฮ้อออออออ......สงสารประเทศไทยจัง

 

 คราวนี้ต่างจากปี 39 40 เพราะความเสียหายเริ่มจากชนบท ต่างจังหวัด คนระดับล่าง ก่อน คราวที่แล้ว ความเสียหายเริ่มจากคนระดับบน แผ่มาสู่คนระดับกลาง พวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย แต่ฟื้นตัวได้เร็วเพราะคนระดับล่างที่เป็นโครงสร้างของชาติ ยังเข้มแข็ง อุตสาหกรรมท้องถิ่นยังดำเนินอยู่ได้  การส่งออกขยายตัว การท่องเที่ยวเจริญเติบโต คราวนี้กลับกันน่าติดตามดูกันต่อไป

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 



 

ตอนนี้ จีนกับสหรัฐ กำลังแย่งเรากันแบบเนื้อหอมเลย ก็น่าจะดี เล่นตัวให้เต็มที่ เลือกฝั่งที่ให้ประโยชน์กับเรามากที่สุด
แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้นครับ


เค้าคงไม่ตบตีกันแย่งเรา แบบในหนังไทย หรือละครน้ำเน่า เพราะประเทศเราไม่ได้มีสมบัติอะไรมากมาย และเค้าก็รู้เรามีสถานะการณ์การเมืองภายใน ก็กีฬาสีนั่นแหละครับ ต่อเนื่องมา 6-7 ปีแล้ว 


   แต่ที่เราสำคัญวันนี้ เพราะเราอยู่ในจุดที่สามารถคานสมดุลย์อำนาจของโลก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกการค้าใหม่ ที่กำลังจะเติบโตแทนกลุ่ม EU  เอาเข้าจริง ๆ ทั้งจีน และสหรัฐ จะไม่แย่งกันจีบเราแบบออกนอกหน้าอย่างที่คิดกัน หรอกครับ


แต่ที่ผมกลัว คือ วิธีการที่ เค้าทำกันมานานแล้วและได้ผลในหลายๆภูมิภาค คือ ในกรณีที่ ต่างฝ่าย หมายถึงทั้งจีนและสหรัฐไม่สามารถมีอิทธิพลได้เบ็ดเสร็จ เค้าจะใช้วิธี  แบ่งแยกแล้วปกครองครับ ไม่มีใครได้ หรือเสียทั้งหมดครับ


   จากที่เห็นในหลายประเทศที่เกิดความขัดแย้งภายในและมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย
ต้องการมีอิทธิพลเค้าจะใช้วิธี ส่งปืนให้ครับ ต่างฝ่ายจะเลือกสนับสนุนอาวุธ เงิน อาหาร ให้กลุ่มคู่ขัดแย้ง แบบเปิดเผยหรือแบบลับๆ หรือแบบลับบ้างไม่ลับบ้าง  วิธีการนี้ได้ผลใน ลิเบีย อิรัก รวมถึงซีเรีย

  สองฝั่ง ที่ได้รับการสนับสนุน จะเป็นหนี้ ไปอีก อย่างน้อย 100 ปีเลยครับ ทำให้อ่อนแอ และต้องยอมรับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข


  ทำไมเหรอครับ คิดง่าย ๆ ก็ เงินทั้งสองฝั่ง ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะขาดจากกัน เหมือนหลุมก๊าซอยู่กับอีกกลุ่มนึง โรงไฟฟ้าอยู่กับอีกกลุ่มนึง สารพัดมันผิดที่ผิดทางไปหมด ต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด 
ทั้งสองกลุ่ม เพิ่งเริ่มจะตั้งไข่ จะเอาทุนที่ไหนมาครับ ถ้าไม่กู้


  คิดให้ดีๆ น๊ะครับ ถ้ามีอำนาจเหนือเบ็ดเสร็จไม่ได้ การแบ่งแยกแล้วปกครอง เป็นการคานอำนาจ ที่ได้ผลและมีตัวอย่างมาแล้ว เพราะมหาอำนาจเชื่อว่า เมื่อไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องไม่เสียทั้งหมด

  ไม่ต้องห่วงน๊ะครับ เค้าไม่ปล่อยให้ทะเลาะกันแบบลงไม้ลงมือจนเหลือแต่ซากครับ เพราะเค้าลงทุนกับประเทศนี้ ให้เป็นโรงงานของโลกมานานแล้ว แค่เฉพาะญี่ปุ่นเอง ก็ลงทุนรวมเป็นล้านล้าน แล้วครับ


  เค้าจะให้ตบตี กันพอหอมปากหอมคอ ยางหัวออก แล้วเค้าจะใช้ธงสีฟ้าเข้ามา แล้วทำประชามติ แบบอาเจ๊ะ อินโดนีเซีย หรือแบบในอัฟริกา รักกันไม่ได้ ก็หย่ากันไป แบ่งสมบัติ แล้วต่างคนก็ต่างก้มหน้าก้มตากันใช้หนี้ของตัวเองไป 

   การเล่น power play  กับสองมหาอำนาจอย่างจีน และสหรัฐ ในช่วงที่จีนพยายามมีอิทธิพลในอินโด-อาเซียน และรุกได้เร็วทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพม่า ซึ่งกลายเป็นชายฝั่งตะวันตกของจีนไปแล้ว และส่งผลให้จีนมีอิทธิพลในคาบสมุทรอินเดีย และลามไปถึงตะวันออกกลาง และคุกคามยุโรปได้ เป็นเรื่องที่สหรัฐและ NATO เป็นกังวล


   วันนี้จีนมีโครงการสนับสนุน เขตเศรษฐกิจพิเศษในพม่าถึง 11 แห่ง เสร็จแล้ว 4 แห่ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ เด่นๆ อย่าง เขตเศรษฐกิจพิเศษจ้าวพิว ซึ่งจะใหญ่เป็น 5 เท่าของสิงคโปร์ นั้นอิทธิพลของจีนจะใหญ่โตขนาดไหน ลองคิดดู และวันนี้ พม่าและจีนกำลังจะลงทุนจ้าวพิวระยะที่ 2 เพิ่ม  

    ยิ่งไปกว่านั้น จีนสร้างท่อก๊าซและน้ำมัน ยาว 1,700 กิโลเมตร ขึ้นไปถึงคุณหมิง นั่นหมายถึง การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปจีนจะทำได้เร็วขึ้นถึง 8 วัน โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา และในทางกลับกันจีนจะ ส่งสินค้าออกไปขายให้พม่า อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ได้เร็วขึ้นในเวลาเท่าๆ กัน


   สถานการณ์แบบนี้ การตีสองหน้า เหมือนสมัยเสรีไทย หรือเล่นบทถ้าไม่รักฉัน ฉันจะไปอีกฝั่ง อาจทำให้ ทางใดทางหนึ่งตัดสินใจ เลือกทางเลือกสุดท้ายอย่างที่บอก คือแบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งหมายถึง ถ้าไม่ได้ ก็ต้องไม่เสียทั้งหมด อย่าได้ล้อเล่นน๊ะครับ เพราะ เราตั้งอยู่ในจุดที่ทำให้เกิดโดมิโนได้ง่าย และผลของมันจะทำให้สมดุลย์ทางอำนาจของโลกเปลี่ยนไปได้ 


  การเล่น power play  กับสองมหาอำนาจอย่างจีน และสหรัฐ ในช่วงที่จีนพยายามมีอิทธิพลในอินโด-อาเซียน และรุกได้เร็วทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพม่า ซึ่งกลายเป็นชายฝั่งตะวันตกของจีนไปแล้ว และส่งผลให้จีนมีอิทธิพลในคาบสมุทรอินเดีย และลามไปถึงตะวันออกกลาง และคุกคามยุโรปได้ เป็นเรื่องที่สหรัฐและ NATO เป็นกังวล


  คิดให้ดีๆ น๊ะครับ ถ้ามีอำนาจเหนือเบ็ดเสร็จไม่ได้ การแบ่งแยกแล้วปกครอง เป็นการคานอำนาจ ที่ได้ผลและมีตัวอย่างมาแล้ว เพราะมหาอำนาจเชื่อว่า เมื่อไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องไม่เสียทั้งหมด

(จาก พันทิป ดอทคอม)

 

 

 

 

 

                                 

 www.gus.ran4u.com

 

 

ปะคำหรือประคำ

 

 

 

ประวัติความเป็นมา :
ตำบลปะคำ เดิมเป็นชื่อหมู่บ้าน ซึ่งผู้คนอพยพมาจากจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การนำของหลวงอุดมเวช มาตั้งบ้านเรือนพร้อม
เจ้าเมืองนางรองสมัยโบราณต่อมาชาวบ้านได้ขุดพบพระอุโบสถเก่าแก่มีพระพุทธรูปทองคำ จึงได้สร้างวัดในบริเวณดังกล่าว เรียกว่า วัดปะพระทองคำ และกลายเป็นชื่อหมู่บ้าน ต่อมาเรียกให้สั้นจึงกลายเป็นบ้านปะคำ

 
สภาพทั่วไปของตำบล :
สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มและที่ดอนมีป่าไม้ไม่สมบูรณ์ เหมาะแก่การทำไร่ ทำนา
อาณาเขตตำบล :
ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลหนองไทร อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองตะคลอง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลไทยเจริญ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
จำนวนประชากรของตำบล :
จำนวนประชากรทั้งสิ้น 964 คน แยกเป็นชาย 463 คน เป็นหญิง 501 คน
ข้อมูลอาชีพของตำบล :
อาชีพหลัก ทำนา
อาชีพเสริม ทำหัตถกรรม
ข้อมูลสถานที่สำคัญของตำบล :
1.ปราสาทวัดโคกงิ้ว 1 แห่ง
2. วัด 3 แห่ง
3. โรงเรียน 4 แห่ง

เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ข้อมูลองค์การบริหารส่วนตำบล :

 

 

ประคำ

รู้ไปโม้ด
โดย...น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



ลูกประคำถือเป็นเครื่องรางหรือเปล่า ขอประวัติด้วยนะน้าชาติ



เบิร์ดคับ



ตอบ เบิร์ด



เปิดพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.9 ราช บัณฑิต พบระบุว่า ประคำ หมายถึงลูกกลมๆ ที่ร้อยเป็นพวงสำหรับเป็นเครื่องหมายการนับในเวลาบริกรรมภาวนา หรือสำหรับใช้เป็นเครื่องราง เรียกว่า ลูกประคำ ทำด้วยวัสดุ เช่น ไม้จันทน์ ไม้เนื้อแข็ง ผลไม้ตากแห้ง หินสี พลาสติก หยก โดยเจาะรูตรงกลาง ร้อยด้วยด้ายหรือเอ็นเป็นพวง พวงหนึ่งนิยมจำนวน 108 ลูก เพราะถือคติตามบทบริกรรมภาวนา คือ อิติปิโส 108 ทั้งนี้ ประคำ นิยมพกติดตัวไปในที่ต่างๆ โดยถือไปบ้าง ห้อยคอไปบ้าง เพื่อสะดวกในการใช้ได้ทันทีเมื่อมีโอกาส เช่นขณะนั่งรถ นั่งรอเวลา หรือขณะอยู่คนเดียวเงียบๆ



ยังมีอรรถาธิบาย หลวงพ่ออุตตมะ เขียนไว้ เรื่อง "ประวัติลูกประคำ 108" ว่า ลูกประคำ 108 ไม้ หรือแก้ว หรือลูกลาน ที่ทำเป็นเม็ดกลมๆ มีรูตรงกลาง ร้อยเป็นพวงด้วยด้ายหรือไหม สำหรับนักบวชมีฤๅษีเป็นต้น ใช้สวมคอหรือกำหนดนับบริกรรมสวดมนต์ภาวนา เรียกว่าลูกประคำ มี 108 ลูก ตามจำนวนพระคุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ 56 พระธรรมคุณ 38 พระสังฆคุณ 14 รวมเป็น 108 พอดี





ประวัติความเป็นมา ในปีพ.ศ.225 คณะสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย ประชุมตกลงกันจัดส่งพระอรหันต์เถระเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ในการนี้ได้มอบหมายให้พระอรหันต์ 2 รูป คือ พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาประดิษฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเมืองนครปฐมในปัจจุบันเป็นจุดศูนย์กลาง



พระอรหันต์เถระทั้งสองรูปเดินทาง ออกจากเมืองปาฏลีบุตรในอินเดีย ผ่านเมืองสะเทิม ประเทศมอญ ได้พบพระฤๅษี 3 ตนพำนักบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่บริเวณภูเขาสุทัศน์คีรีใกล้เมืองสะเทิม คือ พระฤๅษีคุปตะ พระฤๅษีจุลละ พระฤๅษีเทวิละ



พระฤๅษีทั้งสามเมื่อได้เห็นพระจริยาวัตรและปฏิปทาอันงดงามของพระอรหันต์ทั้ง 2 รูป ก็บังเกิดศรัทธาความเลื่อมใสชักชวนกันไปกราบไหว้นมัสการ โดยซักถามว่า "ท่านเป็นศิษย์ของผู้ใด ใครคือพระศาสดาของท่าน" พระอรหันต์เถระตอบว่า "พระสมณโคดมศากยบุตรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของพวกเรา พระองค์คือพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย" พระฤๅษีจึงร้องขอให้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของพระพุทธศาสนา พระอรหันต์เถระทั้งสองได้อธิบายให้ฟังโดยละเอียด พระฤๅษีทั้ง 3 ตนเมื่อได้ทราบว่าพระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วก็รู้สึกปีติยินดี แต่มีความเสียดายที่ไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพราะทรงเข้าปรินิพพานไปนานแล้วถึง 225 ปี





จึงถามว่า พระรัตนตรัยมีคุณเท่าใด พระอรหันต์เถระทั้งสองอธิบายว่า คุณพระพุทธเจ้ามีจำนวน 56 ดังบทสวดพระพุทธคุณ (อิติปิโสภควา) คุณพระธรรมเจ้ามีจำนวน 38 ดังบทสวดพระธรรมคุณ (สวากขาโต) และคุณพระสังฆเจ้ามีจำนวน 14 ดังบทสวดพระสังฆคุณ (สุปฏิปันโน) เมื่อรวมกันแล้วคุณพระศรีรัตนตรัยมีจำนวนทั้งสิ้น 108 พระฤๅษีทั้งสามถามอีกว่า ในกัปของเรานี้จะยังมีพระพุทธองค์ใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ พระอรหันต์เถระทั้งสองอธิบายว่า ในขณะนี้เราอยู่ในภัทรกัป จะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 5 พระองค์ พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 ในภัทรกัป ในกัปนี้จึงยังเหลือพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดขึ้นอีกหนึ่งพระองค์ คือ พระศรีอริยเมตไตรย



พระอรหันต์เถระทั้งสองอำลาออกเดินทางมายังสุวรรณภูมิ ฝ่ายพระฤๅษีทั้งสามก็ได้ปรึกษาหารือกันว่า ควรจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้น้อมระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยอยู่เสมอ ที่สุดได้ตกลงกันสร้างลูกประคำขึ้นมาเพื่อใช้ในการสวดมนต์ภาวนา โดยกำหนดให้ลูกประคำมีจำนวน 108 เม็ด เท่ากับคุณพระศรีรัตนตรัยซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 108 และที่ยอดของสายประคำได้ใส่ลูกประคำไว้อีก 3 เม็ด เพื่อแทนพระศรีรัตนตรัยเจ้าทั้งสาม คือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า


 

 

 

 

 

หนุ่มโบว์ หนองยาง

อาการเวียนศีรษะอาเจียนในวัยคุณแม่ มีได้หลายสาเหตุ อาการที่คุณเล่ามากว้างมาก ไม่สามารถบอกได้ว่า มีสาเหตุจากอะไร ถ้ามีไข้ก็อาจจากมีการติดเชื้อได้ ถ้าท้องเสียก็อาจติดเชื้อทางเดินอาหาร ถ้าร้อนมากขาดน้ำ ก็อาจเกิดจากภาวะขาดน้ำ ลมแดด หรือ จากพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ จากความดันโลหิตสูง หรือบางคนความดันโลหิตต่ำก็มีอาการนี้ได้ หรือจากน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคของหู เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน ฯลฯ

ดังนั้น ไม่สามารถตอบคุณได้ว่า อันตรายหรือไม่เพราะต้องดูที่สาเหตุ ช่วงนี้ แนะนำให้ท่านพักผ่อนเต็มที่ ดื่มน้ำให้ได้มากขึ้น ไม่ขาดน้ำ ทานอาหารอ่อน รสจืด ครั้งละน้อยๆ แต่ทานให้บ่อยขึ้น

แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือ อาการเลวลง ก็ควรต้องรีบกลับไปพบแพทย์ที่สถานีอนามัย หรือ รีบไปโรงพยาบาลคะ

 

พญ. พวงทอง

 

 

 

 

 

 

 

ลดชั้นไทย เข้ากลุ่มประเทศ ‘ไม่เสรี’

 
http://news.voicetv.co.th/thailand/160668.html

เปิดรายงานฟรีดอมเฮาส์ ‘เสรีภาพโลก 2015’ ลดชั้นไทยเทียบเท่าประเทศในแอฟริกา จัดเข้ากลุ่ม ‘ไม่เสรี’ เหตุเพราะกองทัพยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ จำกัดเสรีภาพในการพูดและการชุมนุม

เมื่อวันพฤหัสบดี ฟรีดอมเฮาส์ หน่วยงานจัดอันดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศทั่วโลก ออกรายงาน ชื่อ ‘Freedom in the World 2015’ ลดอันดับประเทศไทยจาก “มีเสรีภาพบางส่วน” เป็น “ไม่มีเสรีภาพ”

ตามดัชนีของฟรีดอมเฮาส์นั้น ระดับ 1 หมายถึงดีที่สุด ระดับ 7 หมายถึงเลวที่สุด รายงานฉบับนี้ระบุว่า คะแนนของประเทศไทยในเรื่องเสรีภาพอยู่ที่ระดับ 5.5 , คะแนนในเรื่องเสรีภาพพลเมืองอยู่ที่ 5 และสิทธิทางการเมืองอยู่ที่ 6
 




 
 
ในปีที่ผ่านมา คะแนนของไทยร่วงลงในทุกมิติ เสรีภาพพลเมืองลดจาก 4 ไปที่ 5, สิทธิทางการเมืองลดระดับจาก 4 ไปที่ 6 ดังนั้น สถานะของไทยจึงลดลงจาก ‘Partly Free’ เป็น ‘Not Free’

รายงานอธิบายเหตุผลที่ลดสถานะประเทศไทยว่า สถานะที่ตกต่ำลงดังกล่าวเกิดจากการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ผู้นำทหารได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 และปิดกั้นอย่างเข้มงวดต่อการใช้เสรีภาพในการพูดและการชุมนุม

รายงานบรรยายสถานการณ์การเมืองไทยว่า เลวร้ายลงในช่วงต้นปี 2557 เพราะกลุ่มการเมืองที่ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จัดการชุมนุมยืดเยื้อ และบางครั้งมีการใช้ความรุนแรงในการปิดกั้นขัดขวาง กลุ่มการเมืองนี้นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เรียกกันว่า คนเสื้อแดง ได้จัดการชุมนุมตอบโต้ เกิดเหตุรุนแรงบนท้องถนนหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 28 คน บาดเจ็บ 827 คน



@ ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล รวมตัวบนท้องถนน เมื่อ 5 พฤษภาคม 2557

กลุ่มกปปส.ได้เข้ายึดกระทรวงต่างๆและสี่แยกสำคัญๆในกรุงเทพ ตัดกระแสไฟฟ้าของบ้านพักของส.ส.พรรคเพื่อไทย หลังเหตุระเบิดขนาดเล็กหลายครั้งในปลายเดือนมกราคม รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งใช้บังคับจนถึงเดือนมีนาคม

ขณะที่การชุมนุมบนท้องถนนไม่มีทีท่าเลิกรา ในวันที่ 20 พฤษภาคม กองทัพประกาศกฎอัยการศึก และควบคุมตัวบุคคลฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จากนั้นประกาศยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม จัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), ยกเลิกรัฐธรรมนูญ, บังคับให้ที่ชุมนุมบนท้องถนนสลายตัว และจำกัดเสรีภาพในการพูด การรวมตัว และเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง

ในเดือนมิถุนายน คสช.ประกาศ “โรดแม็ป” ซึ่งมีเนื้อหาคลุมเครือและไม่มีกำหนดเวลาแน่ชัด ระบุว่าจะสร้างความปรองดอง ดำเนินการปฏิรูป และจัดการเลือกตั้งในเวลาต่อไป ในเดือนกรกฎาคม คสช.ประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งไม่ผ่านการหารือกับสาธารณชน ให้อำนาจแก่รัฐบาลอย่างไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่มีหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจากการแต่งตั้งเปิดประชุมในเดือนสิงหาคม เลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ให้ควบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ตามรายงานฉบับนี้ ในปีที่ผ่านมา ประเทศที่ถูกลดสถานะจาก “มีเสรีภาพบางส่วน” เป็น “ไม่มีเสรีภาพ”ประกอบด้วย บุรุนดี ลิเบีย ยูกันดา และประเทศไทย.

Source: Freedom House

Photo: AFP

 

ลักษณะแบบนี้คนที่เดือดร้อนคือนักธุรกิจส่งออก

หลายประเทศจะไม่สั่งซื้อของจากประเทศที่มีปัญหา

เมื่อส่งออกไม่ได้ ก็ไม่มีการผลิต...เมื่อไม่มีการผลิตก็ต้องปลดคนงาน

เมื่อบริษัทไม่ผลิตสินค้าก็ไม่ได้จ่ายภาษี คนงานก็ตกงาน

เมื่อผู้ประกอบการไม่ได้จ่ายภาษี รัฐก็ขาดรายได้

คนงานเมื่อหางานใหม่ไม่ได้...อาจจะต้องลักเล็กขะโมยน้อย

ความเดือดร้อนก็จะกระจายเป็นวงกว้าง



 

 

 

 

.........................................................

 

ไต้หวันเอาจริง!! ไทเปออกกฎ “ห้ามเด็ก 2 ขวบจิ้มไอแพด” พ่อแม่เสี่ยงโดนปรับสูงเกือบ 50,000 บาท

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐสภาไต้หวันได้ผ่านกฎหมายห้ามเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้อุปกรณ์อิเลคโทนิคส์อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ไอเเพด หรือสมาร์ทโฟนอย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนผู้ปกครองจะมีความผิดโดนปรับสูงสุด 50,000 บาท กฎหมายฉบับนี้ยังรวมไปถึงผู้ปกครองต้องดูเเลบุตรหลานที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ใช้เวลาอย่างเหมาะสมกับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย.....

 

ผมได้เเต่เเสดงความอิจฉาตาร้อนผ่าวกับวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศนี้ ที่มองทะลุถึงอนาคตเด็กของชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เเทนที่หลายๆประเทศยังบังคับให้ลูกหลานของคนในชาติ ฝึกท่องจำคำขวัญวันเด็กกันเป็นนกเเก้วนกขุนทองกันอยู่เลย เพราะงานวิจัยของเเพทย์จากทุกสถาบันทั่วโลก ต่างก็มีผลตรงกันว่า การให้เด็กได้เรียนรู้อุปกรณ์อิเลคโทนิคส์ตั้งเเต่ยังเล็ก จะเกิดผลเสียอย่างมหาศาลกับตัวของหนูน้อยเอง เพราะจะทำให้พัฒนาการต่างๆช้าไปทุกด้าน โดยเฉพาะการพูดคุยจะช้ามาก พูดไม่เป็นประโยค ไม่เป็นคำ เเขนลีบ ขาลีบ ใจร้อน เข้ากับใครไม่ค่อยได้ เเละจะมีปัญหาต่อการใช้ชีวิตในสังคมเป็นอย่างยิ่ง

 

เเต่ทว่ามันจะมีเเต่โทษอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ประโยชน์มันก็มีอย่างมหาศาลเหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุตั้งเเต่ 5 ขวบขึ้นไป ก็ต้องหัดให้เขาได้มีการเรียนรู้กับเจ้าเครื่องมืออิเลคโทนิคส์เหล่านี้ด้วย ไม่งั้นตามเพื่อนเขาไม่ทัน เพียงเเต่ว่าเราต้องเด็ดขาดในเรื่องของเวลาในการเล่น ถ้าบอก 1 ชั่วโมง ก็ต้องเป็นไปตามนั้น อย่าใจอ่อน.......

 

อ้ออออ...ที่สำคัญที่สุด...หลังจากวางระเบียบกฎเกณฑ์กับลูกน้อยของเราเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว อย่าลืมวางกฎระเบียบการเล่นอุปกรณ์เหล่านี้กับคู่ครองของเราด้วย บ้ากันไปใหญ่เเล้ว...พวกที่ชอบติด"ไลน์"ในตอนเเก่เนี่ยยยย!!!.......

 

ป้อง........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุแห่งการเกิดในครรภ์

 
 
 

ภิกษุทั้งหลาย ! การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์
ย่อมมีได้ เพราะการประชุมพร้อมของสิ่ง ๓ อย่าง.
ในสัตว์โลกนี้ แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน
แต่มารดายังไม่ผ่านการมีระดู และคันธัพพะ (สัตว์ที่จะเข้าไป
ปฏิสนธิในครรภ์นั้น) ก็ยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ก่อน.

 
ในสัตว์โลกนี้ แม้มารดาและบิดาเป็น ผู้อยู่ร่วมกันและ
มารดาก็ผ่านการมีระดู แต่คันทัพพะของเขาไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะ
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้นั่นเอง.
ภิกษุทั้งหลาย ! แต่เมื่อใด
มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วย
มารดาก็ผ่านการมีระดูด้วย
คันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่โดย
เฉพาะด้วย
 
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ย่อมสำเร็จได้
เพราะการประชุมพร้อมกันของสิ่ง ๓ อย่าง
ด้วยอาการอย่างนี้
 
ภิกษุทั้งหลาย ! มารดา ย่อมบริหารสัตว์ที่เกิดใน
ครรภ์นั้น ด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวงเป็นภาระหนัก
ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อล่วงไปเก้าเดือนเดือนหรือสิบเดือน
มารดา ย่อมคลอดบุตรนั้นด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง
เป็นภาระหนัก ได้เลี้ยงซึ่งบุตรอันเกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิต
ของตนเอง.
 
ภิกษุทั้งหลาย ! ในอริยวินัย คำว่า “โลหิต” นี้
หมายถึงน้ำนมของมารดา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ทารกนั้น เจริญวัยขึ้น มีอินทรีย์
อันเจริญเต็มที่แล้ว เล่นของเล่นสำหรับเด็ก เช่น เล่นไถ
น้อยๆ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นของเล่นชื่อโมกขจิกะ
เล่นกังหันลมน้อยๆ เล่นตวงของด้วยเครื่องตวงที่ทำด้วย
ใบไม้ เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ.
 
ภิกษุทั้งหลาย ! ทารกนั้น ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้ว
มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วย
กามคุณ ๕ ให้เขาบำเรออยู่ทางตาด้วยรูป,
ทางหูด้วยเสียง,
ทางจมูกด้วยกลิ่น,
ทางลิ้นด้วยรส
และทางกายด้วยโผฏฐัพพะ

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่
ยวนตา ยวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดย้อมใจ และเป็นที่ตั้งแห่ง ความรัก.
ทารกนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมกำหนัด
ยินดีในรูป ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก ย่อมขัดใจในรูป ที่
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติ อันเป็นไป
ในกาย มีใจเป็นอกุศล ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาป
อกุศลทั้งหลาย.
 
ทารกนั้น ครั้นได้ยินเสียงด้วยหู... ดมกลิ่นด้วย
จมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...
รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมกำหนัดยินดีในธรรมารมณ์
ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก ย่อมขัดใจในธรรมารมณ์ที่เป็นที่
ที่ตั้งแห่งความรัก ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติอันเป็นไปในกาย
มีใจเป็นอกุศล ไม่รู้ตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศล
ทั้งหลาย.
 
กุมารน้อยนั้น เมื่อประกอบด้วยความยินดีและ
ความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว เสวยเฉพาะซึ่งเวทนาใดๆ
เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เขาย่อม
เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้นๆ.
เมื่อเป็นอยู่เช่นนั้น
ความเพลิน (นันทิ) ย่อมบังเกิดขึ้น
ความเพลินใดในเวทนาทั้งหลาย มีอยู่
ความเพลินอันนั้น เป็นอุปาทาน
เพราะอุปาทานของเขานั้นเป็นปัจจัย
จึงเกิดมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงเกิดมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
จึงเกิดมีพร้อม
ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
มู. ม. ๑๒/๔๘๕-๔๘๗/๔๕๒-๔๕๓.

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.



 

 

 

 

 

 

ยิ่งลักษณ์" นำทีมพบสหรัฐฯ แจงขบวนการล้มล้าง

 

เรื่องโดย Nation TV

วันที่ 26 มกราคม 2558 18:11 น.18,018 views

 

 

 

 

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ และอดีตเลขาธิการนายกฯ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เดินทางเข้าพบแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก แพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ตามคำเชิญในการพบปะผู้นำทางการเมือง ทุกกลุ่ม และตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล

 

นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า ทางอเมริกาได้พูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่ สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งความจริงทางอเมริกาได้ติดตามข่าวคราวอยู่ตลอดทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เพียงแต่อยากฟังจากปาก จึงเล่าให้ฟังว่ามีที่มาที่ไปและมีขบวนการอย่างไร ยังหาตัวคนผิดไม่ได้ แต่ลงโทษคนกำกับนโยบายไปแล้ว เป็นกระบวนการถอดถอนที่สังคมโลกยอมรับไม่ได้

 

ซึ่งทางอเมริกาได้ถามถึงการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่าเป็นอย่างไร เราจึงตอบไปว่าการเขียนกติกาใหม่ชัดเจนว่าเขาต้องการล้มล้างพรรคของเรา อย่างที่เคยทำมาตลอด ซึ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ คงมีชะตากรรมไม่ต่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นพี่ชาย ซ้ำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นเหมือนลอกแบบกันมา ต่อไปก็จะมีเหตุการณ์ทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบ ชดใช้ อันนั้น อันนี้ ตามมา

 

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาได้แสดงความเป็นห่วงสิ่งที่เกิดขึ้น อดีตนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งต้องโดนถอดถอนจากคนที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาตามครรลองประชาธิปไตย เรื่องนี้จะส่งผลกระทบแน่นอน

 

โดยเฉพาะความเชื่อมั่น การลงทุน ต่างชาติไม่กล้าคบค้าสมาคมด้วย เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น อาจไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาเขามีหลักยึดที่มั่นคงคือ หลักประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชน หลักความเท่าเทียม หลักกฎหมาย และบอกว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นมาตรฐานสากลของโลก หรือ อินเตอร์เนชันแนลสแตนดาร์ด

 

 

นอกจากนี้นายแดเนียลยังสอบถามว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงบอกไปว่าคงต้องรอให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ คือการเขียนกติกาใหม่ที่มั่นใจว่าตัวเองจะชนะ ถึงมีการเลือกตั้ง แต่ถ้าเขียนออกมาแล้วประชาชนไม่ยอมรับก็เหนื่อยหน่อย เรื่องรัฐธรรมนูญที่ร่างกันอยู่ เราก็ให้ความเห็นไปว่า เขาเขียนกันไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ที่ทำกันอยู่ ไปรับฟังความเห็น เดินทางไปที่นั่นที่นี่ล้วนเป็นการจัดฉาก เล่นลิเกเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

เอาแล้วไง!ซูเปอร์บอร์ดผ่าใหญ่ "บินไทย" แก้ขาดทุน สั่งลดพนักงาน 5 พันคน

 
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1qSTJOalU1T1E9PQ==&subcatid=

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า คนร.เห็นชอบแผนฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน ) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ส่วนรายละเอียดแผนที่จะต้องมีการใช้เงินงบประมาณจะต้องสรุปรายละเอียด เพื่อนำเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)ต่อไป

สำหรับแผนฟื้นฟูการบินไทยมีการพิจารณา 5 ประเด็นหลัก คือ
1 การปรับเส้นทางบิน
2.การปรับแผนการตลาด
3.การขายทรัพย์สินและอากาศยานที่ไม่ได้ใช้งาน
4.การปรับโครงสร้างอัตรากำลังลดจาก 2.5 หมื่นคน ให้เหลือ 2 หมื่นคน
5.การปรับปรุงและพัฒนากิจการที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของการบินไทย (Non –Core) เช่น กิจการโรงแรม กิจการขนส่งน้ำมัน เป็นต้น


 

 

                                                    

คำถาม

3. นายสองไปซื้อผ้าที่ร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง ได้โฆษณาขายโดยอวดอ้างว่าเนื้อผ้าของร้านนี้รับรองไม่ยับไม่ย่น แล้วขยำผ้าให้ดูก็ปรากฏว่าไม่ยับจริง นายสองจึงซื้อผ้าไหมเพราะเชื่อคำอวดอ้างนั้น และนำมาตัดเสื้อใหม่ปรากฏว่าเมื่อนำมารีดเตารีดมีความร้อนสูง ทำให้ผ้าย่นเสียหายสวมใส่ไม่ได้จึงนำเสื้อผ้ามาให้ร้านขายผ้าดูว่าที่ทางร้านอ้างว่าไม่ยับไม่ย่นนั้นไม่จริง และจะขอเงินคืนบ้างเป็นบางส่วน เพราะต้องเสียเงินซื้อแพงเกินไป ดังนี้ ท่านว่าข้ออ้างของนายสองฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

 

 

ปพพ. มาตรา ๑๕๙
การแสดงเจตนา
เพราะถูก กลฉ้อฉล เป็นโมฆียะ
การถูก กลฉ้อฉล ที่จะ เป็นโมฆียะ ตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาด ซึ่งถ้า มิได้มี กลฉ้อฉล ดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้น คงจะมิได้ กระทำขึ้น
ถ้า คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง แสดงเจตนา เพราะ ถูกกลฉ้อฉล โดย บุคคลภายนอก การแสดงเจตนา นั้น
จะเป็นโมฆียะ ต่อเมื่อ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ได้รู้ หรือ ควรจะได้รู้ถึง กลฉ้อฉล นั้น

 

 

แนวตอบ

กรณีตามโจทย์ ป.พ.พ. ได้วางหลักฎหมายไว้ดังนี้
มาตรา 159
วรรคแรก วางหลักไว้ว่า การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ

วรรคสอง วางหลักไว้ว่า การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

วรรคสาม วางหลักไว้ว่า ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น

จากข้อเท็จจริงตามโจทย์วินิจฉัยได้ว่า การที่คนขาย โฆษณาอวดอ้างคุณภาพของสินค้าว่าผ้าไม่ยับไม่ย่น ซึ่งถ้าการยืนยันความจริงแล้วปรากฏว่าไม่เป็นความจริงตามที่โฆษณาก็ถือว่าเป็นกลฉ้อฉล เพราะมีเจตนาหลอกให้นายสองหลงเชื่อจึงเข้าทำนิติกรรมซื้อผ้าไหมดังกล่าว แต่กรณีนี้ปรากฏว่าคนขายยืนยันรับรองเรื่องคุณภาพของผ้านั้นว่าไม่ยับไม่ย่น โดยการขยำให้นายสองดูว่าเป็นความจริงจึงไม่เป็นกลฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. 159 เพราะการที่ผ้ายับย่นนั้นเกิดจากการที่นายสองนำไปรีดด้วยความร้อนสูง จึงเป็นความผิดของนายสองเอง ดังนั้น นิติกรรมจึงสมบูรณ์ นายสองไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใดๆจากผู้ขายหรือทางร้านขายผ้าได้

ด้วยเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นสรุปได้ว่า ข้ออ้างของนายสองฟังไม่ขึ้น เนื่องจากทางร้านมิได้หลอกลวงนายสองให้เข้าทำนิติกรรมเลยแต่อย่างใด การที่ผ้ายับย่นนั้นเป็นความผิดของนายสองเอง นายสองจึงไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากทางร้านได้

 

 

 โมฆะ,โมฆียะ

 

โมฆะ กับ โมฆียะ เป็นคำกฎหมายที่คนส่วนใหญ่เคยได้ยิน แต่อาจยังสงสัยถึงความหมายและความแตกต่างของคำดังกล่าว ผู้เขียนขออธิบายง่าย ๆ ดังนี้ครับ

 

โมฆะ แปลว่า เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย เช่น สัญญาเป็นโมฆะ และเมื่อกล่าวถึงคำ โมฆะ แล้ว ขออธิบายคำว่า โมฆกรรม ที่แปลว่า นิติกรรมที่เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับหรือผูกพันตามกฎหมาย ไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง จะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ เช่น การที่บุคคลหนึ่งทำสัญญาซื้อขายยาบ้ากับบุคคลอื่น ซึ่งเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญานั้นตกเป็นโมฆะ

 

โมฆียะ แปลว่า ที่อาจเป็นโมฆะได้เมื่อมีการบอกล้าง หรือมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการให้สัตยาบัน และเมื่อกล่าวถึง คำโมฆียะแล้ว ขออธิบายคำว่า โมฆียกรรม ที่แปลว่า นิติกรรมซึ่งอาจบอกล้าง เพิกถอน หรือให้สัตยาบันได้ ถ้าบอกล้างก็เป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ถ้าให้สัตยาบันก็มีผลสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก อธิบายเข้าใจง่าย ๆ คือ นิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้น เป็นนิติกรรมที่กระทำโดยผู้มีสิทธิ์ แต่สิทธิ์นั้นยังไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเพราะด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ด้วยความอ่อนอายุ ด้วยความไร้ความสามารถตามคำสั่งศาล แต่อาจจะสมบูรณ์ได้โดยการให้สัตยาบัน ซึ่งก็คือการรับรองโดยผู้มีอำนาจ

 

เช่น การที่เด็กหรือผู้เยาว์ทำนิติกรรมซื้อขายทรัพย์สินเกินฐานานุรูปของตนเอง เป็นต้นว่า ไปทำสัญญาซื้อขายบ้าน หรือรถยนต์กับบุคคลภายนอก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองของผู้เยาว์ก่อน สัญญาซื้อขายนั้นก็เป็นโมฆียกรรม ทั้งนี้ ถ้าผู้ปกครองให้สัตยาบันก็ถือว่านิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์มาตั้งแต่เริ่มแรก แต่ถ้าผู้ปกครองบอกล้างหรือไม่ให้สัตยาบัน นิติกรรมนั้นก็จะเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น ครับ

 

ความแตกต่างระหว่างโมฆะกรรมและโมฆียะกรรม

 

๑ โมฆะกรรมตุ้มครองส่วนได้เสียของประชาชน ส่วนโมฆียะกรรมคุ้มครองส่วนได้เสียของคู่กรณี

 

๒ โมฆะกรรมเป็นนิติกรรมที่เสียเปล่าใช้ไม่ได้มาแต่ต้น เสมือนมิได้ทำนิติกรรมนั้นขึ้นเลย ส่วนนิติกรรมที่เป็นโมฆียะใช้บังคับได้จนกว่าจะถูกบอกล้าง

 

๓ โมฆะกรรมไม่ต้องบอกล้าง เพราะเป็นโมฆะอยู่ในตัวแล้ว ส่วนโมฆียะกรรมต้องบอกล้างจึงจะตกเป็นโมฆะ ถ้ายังไม่บอกล้างยังไม่เป็นโมฆะ

 

๔ โมฆะกรรมนั้นผู้มีส่วนได้เสียทุกคนยกขึ้นกล่าวอ้างได้ ส่วนโมฆียะกรรมกฎหมายกำหนดบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างตามที่ระบุไว้ใน มาตรา ๑๗๕

 

๕ โมฆะกรรมให้สัตยาบันไม่ได้ ส่วนโมฆียะกรรมให้สัตยาบันได้

 

๖ โมฆะกรรมไม่มีกำหนดเวลายกขึ้นกล่าวอ้าง ส่วนโมฆียะกรรมมีกำหนดเวลาบอกล้าง ตามมาตรา ๑๘๑

 

๗ โมฆะกรรมเรียกคืนทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้ ส่วนโมฆียะกรรมคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา ๑๗๖

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

แม้อึดอัด แต่จะสงบนิ่ง! อัด ปชป.ซ้ำเติม บอกคนไทยหลายล้าน ตัด ปชป.จากใจ แล้วเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

จาก นสพ.มติชน 

 

 



 

 

 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. โพสต์เฟซบุ๊กว่า การถอดถอนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของใคร เพราะผลแพ้ชนะต้องเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและกระบวนการที่ชอบธรรมเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเรียกว่าการไล่ล่าทำลายล้างทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้าม

หลายเดือนที่ผ่านมาท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายคงมากด้วยภารกิจ ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลามองเห็นทุกภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองหรือไม่ ผมจึงขอเสนอบางภาพที่มองเห็นจากการถอดถอนเผื่อท่านจะรับไว้พิจารณา ผมเห็นการเอาคนไปปรับทัศนคตินับพัน แต่ไม่มีการปรับทัศนคติคนที่ท่านเลือกไปทำงานใน"เรือแป๊ะ"เลย ทุกคนทุกอย่างยังเหมือนก่อนรัฐประหาร

ผมเห็นการประกาศสลายทุกสีเสื้อไม่ให้มีความขัดแย้ง แต่ไม่เห็นการสลายนกหวีดจากใจคนจำนวนมากในแม่น้ำ 5 สาย ผมเห็นคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมแม้แต่การประชุม ห้ามกลุ่มการเมืองต่างๆเคลื่อนไหว แต่มีคนใช้สภาฯเป็นที่สมคบคิด ล็อบบี้ และกระทำต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผย หลายคนคงอึดอัดอยากแสดงออกแต่ผมยืนยันว่าจะนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพราะบางทีการอยู่ในอาการสงบเพื่อดูคนกลุ่มหนึ่งทำลายตัวเขาเองก็ถือเป็นการตอบโต้ที่เจ็บปวด

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FollowFox Business on Facebook

 

 

 

Bangkok ranks last in economic performance in 300-city survey

Thailand's capital posts negative GDP, employment growth in 2013-14

  • Published: | Viewed: 11,844 | Comments: 21
  • Online news: World
  • Writer: Bangkok Post & AP

Bangkok ranks last in economic performance in a new survey of 300 world cities by bank JPMorgan Chase and an American think tank.

 

A worker paints under war veteran statues during a renovation at Victory Monument in Bangkok, Jan 19. Bangkok ranks last in economic performance in a new survey of 300 world cities by bank JPMorgan Chase and an American think tank. (EPA photo)

 

Its economy "wrecked" by years of political strife, the capital saw real gross domestic product per capital fall 0.5% from 2013-14 and employment growth shrink 1.7% during the same time, the report by the bank and the Brookings Institution said. Bangkok ranks 259th out of 300 cities for economic performance between 2009 and 2014.

Thailand's dismal performance on the global ranking contrasted sharply with cities throughout the developing world - especially China - which dominated the top of the annual economic rankings. Macau, the Chinese territory known for casino gambling, outperformed the rest of the world to come in at No 1.

Macau has enjoyed a tourism boom, with gamblers coming to bet at more than 30 casinos, including the Venetian Macau, the world's largest.

Cities in wealthy, developed countries tended to lag behind. Though most of the cities surveyed around the world have recovered from the Great Recession, 65% of European and 57% of North American cities have not, according to the study, which ranks cities by growth in employment and in economic output per person.

Preparing for AEC

 

A construction site near the Malaysia landmark, Petronas twin tower (centre) in Kuala Lumpur, Malaysia, Jan 20. The Malaysian capital placed 19th on a economic-performance ranking of 300 cities by JPMorgan Chase and the Brookings Institution, posting 4.1% per-capita GDP growth from 2013-14 and 3.4% employment growth. (EPA photo)

 

The 10-country Association of Southeast Asian Nations region put in a respectable showing on the two organisations' rankings. Malaysia put two cities in the top 50 - Kuala Lumpur at No 19 and George Town at No 47 - while Ho Chi Minh City (23) and Jakarta (34) both outpacing Singapore, which came in 61st. Manila was the next Asean country to rank at 139th.

Bangkok brought up the rear at No 300, the only one of the Asean nations to post negative per-capita GDP and employment growth since 2013.

Inside China

Twenty-seven of the 50 top-performing cities were Chinese. Increasingly, strong growth occurred in the traditionally underdeveloped cities of China's interior, rather than its booming coastal cities. Land-locked Changsha, for instance, enjoyed economic growth per person of 8.6% last year and wound up No 15 in the overall rankings.

The coastal manufacturing powerhouse of Dongguan, next door to Hong Kong, registered per-capita economic growth of just 5.2% (unimpressive by Chinese standards) and finished No 70. Companies have begun to move inland as the cost of labour and land rises on the Chinese coast. And the Chinese government has invested heavily on infrastructure in the interior.

Big differences

Joseph Parilla, a Brookings research analyst who co-wrote the report, said he was surprised by the "incredible differentiation within what are considered monolithic economic blocs." Latin American cities, for instance, mostly sputtered. But Medellin, Colombia, and Lima, Peru, both broke into the top 50.

Cities in wealthy countries tended to perform poorly. But US and British cities showed improvement. Three US cities - Austin and Houston, Texas, and Raleigh, North Carolina - cracked the top 50. In the United Kingdom, London came in No 26, Manchester No 60.

 

Thai job seekers apply for jobs during a job fair at the Ministry of Labour in Bangkok Jan 19. Bangkok posted negative employment growth of 1.7% during 2013-14, helping it place last on a new survey of economic performance in 300 world cities. (EPA photo)

 

The United States and Britain have begun to pick up economic momentum five years after the recession ended.

"In developed economies like North America and western Europe, cities like London and Houston are flying high, while others like Rotterdam and Montreal are struggling," Mr Parilla said.

Commodities boom

The 18 cities worldwide that specialized in producing commodities such as oil registered the highest rates of growth in economic output per person (2.6%) and employment (1.9%).

"The recent rise in oil and gas production in North America partly explains the success of metropolitan areas like Calgary, Denver, Houston, and Tulsa, which are epicentres of the region's shale revolution," the report said.

Next year's rankings may be different. Oil prices have plunged to less than $48 a barrel from $107 a barrel last June, jeopardizing the prospects of cities that had been riding the energy boom.

Turkish delight

Four Turkish cities made the top 10: Izmir, Istanbul, Bursa and Ankara. Turkish cities boomed last year despite political unrest. "If you look at world headlines, Turkey is not in the news for its economic success, but it probably should be," Brookings' Mr Parilla says. "It has pretty solid macroeconomic policies."

Turkey benefits from its location at the boundary between Europe and Asia and from heavy investment in roads and other infrastructure projects, which creates jobs over the short term and is likely to make the economy more efficient over the long term.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ลูกทุ่งพันล้าน

 

 

 

ฟังเพลง สัปเหร่อ แด่นายห้าง 100 ล้าน ประจวบ จำปาทอง

 

 

 

ย้อนรอยเรื่องราวบนเส้นทางคนสู้ชีวิต "ประจวบ จำปาทอง" นายห้าง 100 ล้านผู้พลิกประวัติศาสตร์ลูกทุ่งไทยจากรายการ "ชุมทางคนเด่น" และเจ้าของครีมไข่มุกชื่อดัง

วงการบันเทิงบ้านเราต้องสูญเสียคนมีฝีมืออีกครั้งหลังมีงายงานว่า "ประจวบ จำปาทอง" หนึ่งในคนสำคัญของวงการเพลงลูกทุ่งได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 74 ปีเมื่อช่วงบ่ายของวันวานที่ผ่านมา

"ประจวบ จำปาทอง" ชื่อนี้ - นามสกุลนี้เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยเท่าใดนัก แต่สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเชื่อว่าหลายคนจะต้องรู้จักกับชายคนนี้เป็นอย่างดีทั้งในบทบาทของนักร้อง โฆษกชื่อดังทางวิทยุ ที่สำคัญก็คือในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์เพื่อหน้าขาวยุคแรกๆ ที่มีชื่อว่า "กวนอิม" นั่นเอง

พลิกดูปูมประวัติกว่าจะกลายเป็น "นายห้าง 100 ล้าน" คนนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายและถือเป็นแบบเรียนของคนที่มีความมุ่งมั่นได้เป็นอย่างดี

"ประจวบ จำปาทอง" เกิดเมื่อพ.ศ.2483 ที่จังหวัดนครพนม เรียนที่โรงเรียนเทศบาลสองหนองแสง ในตัวจังหวัด ระหว่างที่เรียนอยู่เจ้าตัวได้รับรู้เรื่องราวความทันสมัยโอ่อ่าของเมืองที่ชื่อ "กรุงเทพ" จากเพื่อนๆ และคนใกล้ตัวทำให้เขามีความฝันอยากจะเข้ามาสัมผัสชีวิตในเมืองกรุงสักครั้ง แต่ฝันนั้นกลับถูกฏิเสธโดยพ่อ-แม่ของเขาที่ต้องการให้เขาตั้งใจเรียนเพื่อจะได้ไม่อดตาย

แต่ด้วยความรักกรุงเทพฯ จนขึ้นสมอง วันหนึ่งในปีพ.ศ.2497 เจ้าตัวในวัย 14 ปีจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเข้าสู่เมืองหลวงโดยมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบบาทและไม่รู้จักใครเลย พยามหางานอยู่หลายวันเพื่อหาเงินซื้อข้าวกินประทังชีวิตแต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าตัวจึงตัดสินใจเดินทางไปยัง จ.ชลบุรี ได้งานเป็นลูกจ้างทำโป๊ะได้เงินเดือนละ 100 บาทพอประทังชีวิต

จากนั้นชีวิตของเขาก็เริ่มดีขึ้นมานิดหลังได้ไปทำงานที่โรงโม่ ได้เงินเพิ่มเดืนละ 50 บาท ทำงานที่โรงโม่ไม่กี่เดือนพอมีเงินเก็บ เจ้าตัวก็ตัดสินใจมุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ เมืองในฝันอีกครั้ง คราวนี้โชคชะตาพาเขาไปเป็นจ็อคกี้ม้าแข่งที่คอกของ "อุดม ประพันธ์ทเสน" ก่อนยึดอาชีพนี้นานว่า 5 ปีเพราะรู้สึกสนุก ระหว่างนั้นเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ต่อด้วยวัดสุทัศน์ตามลำดับ

เก็บเงินจากการเป็นจ็อคกี้ได้ก้อนหนึ่งประจวบก็ตัดสินใจบินไปเสี่ยงโชคที่ญี่ปุ่นเพื่อเรียนต่อและหวังจะดูงานเกี่ยวกับเครื่องสำอางพร้อมตั้งความหวังของตนเองเอาไว้ว่าจะต้องเปิดร้านเป็นตัวเทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามให้ได้ แต่อยู่ที่ญี่ปุ่นได้แค่ 3 ปีเจ้าตัวก็ต้องกลับมาเมืองไทยเพราะเงินหมด ตอนนี้เองชีวิตของเขาก็เกิดความเคว้างคว้างอีกครั้ง

จากนั้นเจ้าตัวจึงได้ไปอยู่กับคณะลิเกของ "จันทร์แรม พยัคฆ์โส" และหวังจะเอาดีทางด้านนี้ก่อนได้รู้จักกับ "พร ภิรมย์" ที่กลายเป็นราชาเพลงแหล่ในเวลาต่อมา โดยช่วงที่เล่นลิเกอยู่นั้นหากมีเวลาว่างประจวบก็จะมาขายข้าวแกงอยู่ที่หลังวังบูรพาหารายได้อีกทาง ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ได้ติดตาม "พร ภิรมย์" ออกจากคณะลิเกไปร้องเพลงกับวงดนตรี "จุฬารัตน์" ของ "ครูมงคล อมาตยกุล" วงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังในสมัยนั้่น

ร้องเพลงพร้อมเป็นโฆษกได้ไม่นานเจ้าตัวก็อยากจะเป็นนักจัดรายการวิทยุขึ้นมาจึงได้ไปเป็นโฆษกวิทยุจัดรายการเพลงที่สถานี "จ.ส." และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้พบกับแฟนสาวที่ทำหน้าที่คอนโทรลเครื่องและได้กลายเป็นคู่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองจะมีความรักต่อกันแต่เส้นทางก็หาได้ราบรื่นไม่ เพราะต้องมาถูกทางญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงกีดกัน

ทั้งคู่ฟันฝ่าจนได้แต่งงานกันในที่สุด หลังมีครอบครัวประจวบยิ่งมีความมุมานะมากยิ่งขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้ทางญาติภรรยาดูถูก โดยตั้งบริษัท "จำปาทอง" สั่งเครื่องสำอางจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย มีผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรู้จัก อาทิ แป้งน้ำจำปาทอง, ครีมเชฟจากอเมริกา, น้ำหอมแห้ง เอเธนส์ รวมถึงครีมไข่มุกแก้สิวลอกฝ้าตรา "กวนอิม" อันลือลั่น

ขณะที่ลีลาการจัดรายการเพลงของขาก็เป็นที่ประทับใจของคนส่วนใหญ่จนชื่อเสียงเริ่มขจรไกล มีการเปิดค่ายเสกสรรค์เทปแผ่นเสียงขึ้น นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์วงการลูกทุ่งไทยหลังจัดประกวดร้องเพลง "ชุมทางคนเด่น" ออกทางช่อง 7 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและสร้างนักร้องลูกทุ่งขึ้นมาประดับวงการมากมาย อาทิ พุ่มพวง ดวงจันทร์, ศิรินทรา นิยากร, สุนารี ราชสีมา ฯ

สำหรับผลงานเพลงในฐานะการเป็นนักร้องของเขานั้นมีอยู่หลายเพลงเช่นกัน อาทิ คอแห้งเป็นผง, คนเมา, น้ำตาโฆษก ฯ แต่ที่รู้จักกันมากก็คือเพลง สัปเหร่อ ทั้งนี้ศพของประจวบ จำปาทองนั้นจะตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดเทพศิรินทร์ (ศาลา 3) ตั้งแต่วันที่ 19 - 25 พฤศจิกายน 2557 จากนั้นทางญาติจะเก็บศพไว้ 100 วันก่อนทำพิธีต่อไป

หมายเหตุ : เรียบเรียงประวัติจาก "อนุทินคู่ชีวิตดารานักร้อง" เล่ม 3 ปีที่ 1 ฉบับพิเศษที่ 3 ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.2514

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

20 ม.ค พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) - ผลการประชุมของพรรคนาซีเบอร์ลิน เพื่อหาทางออกปัญหาชาวยิว นำไปสู่ปฏิบัติการการล้างชาติพันธุ์โดยนาซี (Holocaust)

 

 

 






มีการยิงทิ้ง



มีรมแก๊ส



มีเผาศพ


มีค่ายกักกัน



มีชุดนักโทษ

 

 

 

ยิวฉลาด ขยัน เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นนายทุน แม้ไม่ใช่ญาติแต่ถ้าเป็นยิวด้วยกันก็ช่วยเหลือกันเอง ทำให้ชาวยิวส่วนใหญ่มีฐานะดีกว่าคนอื่น
เศรษฐกิจตกต่ำจนชาวเยอรมันอดอยาก แต่ชาวยิวกลับสุขสบาย ทำให้คนเยอรมันไม่พอใจ

แล้วตามในพระคัมภีร์ ชาวยิวเป็นคนฆ่าพระเยซู ทำให้คนในเยอรมันที่นับถือคริสต์แบบเคร่งจัดที่เกลียดยิวเป็นทุนเดิมพอถูกนาซีเสนอให้ยึดทรัพย์และฆ่ายิว คนเยอรมันที่เกลียดชังก็เห็นด้วยกันหมด


ไม่ใช่ว่านาซีเกลียดยิว แต่คนยุโรปตอนกลางกับตะวันออกก็เกลียดยิวกันเกือบหมด ข้อสังเกตคือพวกนี้นับถือคริสต์แบบเก่า

 

 



 

แผนที่จักรวรรดิเยอรมัน
สังเกตบริเวณสีเหลืองคือพื้นที่ของ ราชอาณาจักรปรัสเซีย มีเมืองหลวงคือ เบอร์ลิน
พื้นที่สีเขียวอ่อนทางใต้คือ ราชอาณาจักรบาวาเรีย เมืองหลวงคือ มิวนิค
พื้นที่สีฟ้าคือ ราชอาณาจักรแซกโซนี
สีเลือดหมูทางใต้คือ ราชอาณาจักรเวิร์ตเทมเบิร์ก

ทุกราชอาณาจักรรวมกันเป็น จักรวรรดิเยอรมัน โดยบิสมาร์กสถาปนาให้ กษัตริย์ของปรัสเซีย เป็นไกเซอร์หรือจักรพรรดิของเยอรมันทั้งจักรวรรดิเหนือกว่ากษัตริย์ราชอาณาจักรอื่นทั้งปวง


หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไกเซอร์วินแฮมกษัตริย์เยอรมันผู้พ่ายสงครามร่ำไห้กับความพ่ายแพ้
มีผู้คนที่ไม่แน่ใจในตัวพระองค์ พระองค์เป็นสมุติเทพแต่แพ้สงครามได้อย่างไร
ตอนนี้เริ่มมีข่าวการก่อกบฏตามเมืองต่างๆ ไกเซอร์ไม่รอช้าเรียกตัวลูกชายและนายทหารกลับมาจากแนวรบเพื่อรับมือในทันที


รูปองค์ไกเซอร์กับนายทหาร




คิงจอร์จที่ 5 กษัตริย์แห่งอังกฤษได้เขียนบันทึกที่วังบักกิ้งแฮมวันที่ 8 พฤษจิกายน ว่า


"เช้านี้คณะทูตเยอรมันถือธงขาวมาเข้าเฝ้า ฟ๊อกกับโรซี่ เวมิสส์รอต้อนรับอ่านเงื่อนไขอ่านสัญญาหยุดยิง
ให้คณะทูตได้ทราบ ได้รับคำขาด 72 ชั่วโมงที่จะปฎิเสธหรือยอมรับ เห็นได้ชัดว่าการปฏิวัติเกิดขึ้นแล้วในหลายเขตในเยอรมันนี"
(Rain in the morning RA GV/GVD/1918:November)ใครมีโอกาสไปที่วังบักกิ้งแฮมลองขออนุญาตอ่านดูนะครับ


ในสัปดาห์ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของปรัสเซีย วิเฮล์ม ดรูว์ส เดินทางไปยังเมืองสปา รับคำสังจากมักซ์
ฟอน บาเดน ให้อ้อนวอนไกเซอร์สละราชสมบัติ ไกเซอร์แจ้งแก่ดรูว่าไม่มีเจตนาคอมย้อมรับข้อเรียกร้องของพวกยิวและคนงานสังคมนิยม
(หมายถึงคอมมิวนิสต์) จากนั้นพระองค์เชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่ากองทัพของพระองค์กำลังเดินทางกลับเบอร์ลินต้องมาจัดการพวกยิวได้แน่ๆ

 
 
หลังจากนายทหาร 39 คนมาถึงฮินเดนบวร์กเรียกนายทหารทั้งหมดเข้าประชุมทันทีที่เมืองสปา
และสอบถามเรียงตัวว่าจะมั่นใจได้หรือไม่ที่จะทำสงครามกลางเมืองกับพวกยิวและคอมมิวนิสต์ คำตอบเป็เอกฉันท์คือไม่
องค์ไกเซอร์ได้รับผลประชุมในเช้าวันนั้น และเวลาต่อมาการปฏิวัติเต็มรูปแบบเกิดขึ้นในเมืองเบอร์ลินสายข่าวแจ้งว่าเลืดท่วมเมือง
กบฏเรียกร้องให้สละบัลลังค์ในทันที



ความวุ่นวายจากพวกคอมมิวนิสต์ ในเยอรมัน

ฝ่ายซ้ายนำโดยยิวสองคนชายหญิง..ชายคือ Karl Liebknecht หญิงคือ Rosa Luxemberg หรือสมญาว่า แม่กุหลาบแดงเดือด (Red Rose หรือ Bloody Rose) สองคนนี่ซ่องสุมผู้คนนับแสนคนที่จะล้มล้างรัฐบาล

เพื่อเปลี่ยนให้เป็นคอมมิวนิสต์ให้ได้ โดยมีการจลาจลชนิดถึงขั้นนองเลือด..และจวนเจียนที่จะสำเร็จผลเสียด้วย...

หากแต่พวกคณะที่รักชาติ อดีตทหารหาญที่เพิ่งกลับกันมาจากแนวหน้า ได้รวมตัวกันสำเร็จเป็นกองทัพย่อย ๆ เรียกว่า Free Corps เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียเลือดเนื้อล้มตายไปกันมากมาย..ในเดือนมกราคม 1919 การสู้รบได้ผลัดกันแพ้ชนะ ไปจนถึงวันที่ 13 มกรา..
Karl และ Rosa ถูกจับตัวได้..

ถูกซ้อมซะอ่วมไปสองวัน ก่อนที่จะถูกยิงกบาลแบบเผาขนไปทั้งสองคน..ศพแม่แดงเดือดถูกโยนทิ้งในลำคู.. ส่วน Karl นั้น..ทิ้งเป็นที่เป็นทาง คือ ในป่าช้า...

เป็นอันว่า..พวกสปาตาลิสต์ ได้จบบทบาทลงในเบอร์ลิน..แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า..
พวกที่ฝักใฝ่ในลัทธินี้จะหายไปจากแผ่นดินเสียเมื่อไหร่..รัฐบาลไม่สามารถใช้ กำลังตำรวจเข้าควบคุมทั้งหมดได้ จึงต้องออกประกาศเรียกร้องผู้คนเข้าร่วมขบวนการอาสาช่วยเป็นหูเป็นตา ในการกวาดล้างให้สิ้นซาก เชิญไปสมัครได้ ที่ Buaer Cafe กับ..Potsdam Beer Garden

กองทัพ Free Corps ได้จากเบอร์ลินหลังจากที่ทำการกู้เมืองสำเร็จ..เพียงสองอาทิตย์เอง..เอาอีก แล้ว ก่อการปฏิวัติอีกแล้ว คราวนี้คือ..พวกยิวแดงโดยการหนับหนุนของรัสเซีย {Lenin และ Trotsky}.. จัดการก่อการจราจลชิงเมืองอีกครั้ง.. เพราะคิดเอาเองว่า เคยทำสำเร็จที่ Petrograd กับ Moscow มาแล้ว..ที่เบอร์ลินจะง่ายดังปอกกล้วยเข้าปากเช่น กัน ทั้ง ๆ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแค่ 5% งานนี้ทำให้รากหญ้าของฝ่ายนิยมซ้ายในเมืองต่าง ๆ เกิดลุกฮือขึ้นมาอีก Saxony ถูกยึดครอง..ต่อมาก็ Dresden ตามด้วยเมืองต่าง ๆ

กองทัพ Free Corps สามหมื่นคน ถูกเรียกกลับมาใช้งานโดยด่วน..คราวนี้..มีการประกาศกฎอัยการศึกใครขัดขืน ยิงทันที การนองเลือดครั้งนี้ ฝ่ายก่อการตายเป็นเบือ บาดเจ็บนับพัน
เบอร์ลินถูกกู้กลับคืนขึ้นมาได้ หากแต่อีกหลายเมืองยังอยู่ในความควบคุมของพวกคอมมิวนิสต์

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รัสเซียเองก็เพิ่งเปลี่ยนการปกครองไปหมาด ๆ จากกษัตริย์มาเป็นกรรมกร ทำให้พวกชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่ ฮึกเหิมถึงกับคิดจะเข้ายึดครองในประเทศอื่น ๆ ในยุโรปด้วยลัทธิ (อย่างที่เล่ามาในฮังการี) ยังไม่ได้มีกองทหารเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่กลุ่มแทรกแซงที่ เข้าไปสร้างความเดือดร้อนที่นั่นที่นี่ อย่าง Bela Kun

พวกนักรบ Free Corps คือพวกทหารผ่านศึกที่รัฐบาลเรียกกลับมาจากแนวหน้า ที่เข้ามารวมตัวกันไม่ยอมให้ บ้านเมืองตกในมือของคอมมิวนิสต์ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและรัฐบาลฝ่ายขวา {right wing} ดังเหตุการณ์ครั้งที่ยิ่งใหญ่ในมิวนิค..คอมมิวนิสต์ในการนำของ Levine เข้ายึดครองอย่างเด็ดขาด..

นักรบ FC เก้าพันคน นัดรวมตัวกันที่ Nuremberg เพื่อเคลื่อนทัพเข้าสู่มิวนิค และ เพียงสิบไมล์ก่อนถึง..คือเมือง Dachau (อ่านว่า ดักเฮา) เกิดการปะทะกันขึ้น..
กองทัพคอมภายใต้การนำของ Ernst Tollerชนะ..
นักรบ Free Corps ตายเรียบ..ไม่เหลือ

นี่ คือเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ..ซึ่งฮิตเล่อร์จำไว้อย่างละเอียดละออ..เขาจึงเลือก Nuremberg เป็นศูนย์กลางการประชุมต่างๆ..และ..เลือก..Dachau เป็น..สถานีนรกแก่ศัตรู (หมายถึง Concentration camp แบบจงใจ)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

และขอให้คิดดูว่า ฮิตเลอร์ต้องมาพบกับความล่มสลายของอาณาจักรบาวาเรียที่เขารัก ด้วยฝีมือของของยิวเพียงไม่กี่คน

ตามข่าวเล่าว่า..พระเจ้าลุดวิคที่สาม ถูกสั่งให้ขนข้าวของออกจากวัง..ขึ้นรถภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง..และ..ขณะที่ รถแล่นออกจากวังไปอย่างช้าๆ พวกคณะยิวปฏิวัติยิงปืนไล่จนรถพระที่นั่งต้องเร่งความเร็วขับหนี เป๋ปัดปุเลง ๆ ลง ไปในไร่มันฝรั่งแบบทุลักทุเล ฝุ่นตลบ..ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าทหารแดง

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เป็นเพราะเหตุเหล่านี้ ฮิตเลอร์ จึงจงเกลียดจงชัง ยิว กับ คอมมิวนิสต์ เป็นกรณีพิเศษ...


. ถูกแทงข้างหลัง

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1919 สมาชิกรัฐสภาไวมาร์ได้แต่งตั้งชุด Untersuchungsausschuß für Schuldfragen ขึ้นเพื่อสืบหาสาเหตุของสงครามโลกและปัจจัยที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเยอรมนี ในวันที่ 18 พฤศจิกายน จอมพลฮินเดนเบิร์กได้ให้การยืนยันต่อหน้าคณะกรรมการของรัฐสภา และได้มีการกล่าวอ้างถึงบทความ Neue Zürcher Zeitung ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งเป็นการสรุปบทความสองบทความก่อนหน้านั้นในเดย์ลี่ เมล์ ที่เขียนโดยนายพลชาวอังกฤษ เฟรเดอริก บาร์ตัน เมาไรซ์ ด้วยประโยคที่ว่า กองทัพเยอรมันถูก "แทงข้างหลังโดยพลเมืองชาวเยอรมันเอง" (เมาไรซ์ปฏิเสธในภายหลังว่าเขาไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้แต่อย่างใด) การให้ปากคำของฮินเดนเบิร์กนี้เองที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวแพร่กระจายไปกว้างขวางในเยอรมนีภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง


แน่นอนว่ามีการสืบหามูลเหตุที่แพ้สงครามเยอรมันชาติแห่งนักรบแพ้สงครามได้อย่างไร หวยตกไปที่ยิวครับเพราะมีการสืบสาวรามเรื่องแล้วพบว่าไม่ใช่แค่เยอรมันหรอกที่เกลียดยิว อังกฤษก็เกลียด เพราะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวเยอรมันเอาอาวุธมาขายให้ยิวอังกฤษ และยิวอังกฤษก็เอาอาหารและสินค้าควบคุมขายให้ยิวเยอรมัน(เช่นสารตั้งต้นวัตถุระเบิด) พอมีคนท้วงพวกยิวก็บอกว่ายิวไม่เกี่ยวจะรบก็รบกันไปยิวจะค้าขายกัน ทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุกฝ่ายล่มจมหมดเงินไปกับสงครามเป็นจำนวนมากแต่ว่ายิวกลับร่ำรวยเพราะสงคราม!!!


ภาพประกอบจากไปรษณียบัตรออสเตรีย ค.ศ. 1919 เป็นภาพล้อยิวกำลังแทงทหารเยอรมันทางด้านหลังด้วยมีด การยอมจำนนถูกกล่าวโทษแก่ประชาชนที่ไม่รักชาติ พวกสังคมนิยม พวกบอลเชวิค สาธารณรัฐไวมาร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิว ยิวถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติรักแผ่นดิน
ประมาณว่าเปิดประตูให้ข้าศึกประมาณนั้นแหละครับ






ชาวยิวถึงกะร้องเหยดดดดดดด งานงอกละตูทำไมหวยถึงออกมาในรูปแบบนี้ได้ละ ยิวเลยออกใบปลิวขึ้นมาสู้ข้อกล่าวหาว่ามี"ทหารยิว 12,000 นายเสียชีวิตในสมรภูมิเกียรติยศเพื่อปิตุภูมิ" ใบปลิวซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1920 โดยทหารผ่านศึกยิวเยอรมัน ตอบโต้การกล่าวหาการขาดความรักชาติ






 

แต่ก็ไม่นำพาชาวเยอรมันแท้ซักเท่าใดรักเพราะเขาตายกันเป้นล้านแต่ยิวตายแต่ 1,2000 นาย มันน้อยไปไหม มีการกล่าวหาว่าชาวยิว
ใช้เงินยัดใต้โต๊ะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปรบในสงคราม ส่วนยิวที่ไปคือพวกยิวจนๆ


ความรู้สึกเกลียดชังยิวทวีความรุนแรงขึ้นโดย สาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรีย รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ปกครองนครมิวนิกนานสองสัปดาห์ก่อนจะถูกปราบโดย ทหารอาสาสมัครไฟรคอร์พส์ ผู้นำสาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรียจำนวนมากเป็นยิว ทำให้นักโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านยิวเชื่อมโยงยิวเข้ากับคอมมิวนิสต์ (และดังนั้นจึงเป็นกบฏ)

มีเพื่อนสมาชิกถามผมว่าแล้วทำไมไม่ไปจัดการกับตัวการใหญ่ละ จัดการแน่นอนครับ ชาวยิวในประเด็นความพ่ายแพ้ของเยอรมนีนั้นส่วนใหญ่ตกอยู่กับบุคคลที่มีชื่อเสียง อย่าง คุร์ท ไอซเนอร์ ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้อาศัยอยู่ในนครมิวนิก เขาได้เกี่ยวกับสงครามซึ่งผิดกฎหมายนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1916 เป็นต้นมา นอกจากนี้เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการปฏิวัติ จนกระทั่เขาถูกลอบสังหารในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 สาธารณรัฐไวมาร์ภายใต้การนำของฟรีดริช อีเบิร์ต



เมื่อตัวการถูกสังการแล้วทำไมยังไม่จบ

 

 

 

 



 

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ: แต่จากใจคนยังไงก็ไม่จาง .... มติชนออนไลน์

ถกเถียงทักท้วงถอดถอน

ร้อนร้อนการเมืองล้วนล้วนไล่

จากตำแหน่งไม่ยากสักเท่าใด

แต่จากใจคนยังไงก็ไม่จาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

..........................................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูป
เป็นที่มายินดี
ยินดีแล้วในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อม
อยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ก็ตรัส
อย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งรูป ตามเป็นจริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี
ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะ
ความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและ
ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).

สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.
 

ทิ้งเสียนั่นแหละ กลับจะเป็นประโยชน์

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ, สิ่งนั้น จงละมันเสีย;
สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ
.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! จักษุ ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย;
จักษุนั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และ
ความสุขแก่เธอ
(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน ก็ได้
ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือน อะไร ๆ ในแคว้นนี้
ที่เป็นหญ้า เป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้ ที่คนเขา
ขนไปทิ้ง หรือ เผาเสีย หรือทำตามปัจจัย; พวกเธอรู้สึก
อย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป หรือเผาเรา หรือ
ทำแก่เราตามปัจจัยของเขา ?

“ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า !”
เพราะเหตุไรเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า
ตัวตน (อตฺตา) ของตน (อตฺตนิยา) ของข้าพระองค์ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
จักษุ...โสตะ...ฆานะ...ชิวหา...กายะ...มโน ไม่ใช่ของเธอ
เธอจงละมันเสีย
สิ่งเหล่านั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล
.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา


มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

“วรงค์” ฉะ ลิ่วล้อ “ปู” โกหกตามถนัด บิดเบือนคำถาม สนช.

 

 


 

 

 

 

(18 ม.ค.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อดีต รมต. พรรคเพื่อไทย จัดทำคลิปตอบ 35 คำถามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการซักถามคดีถอดถอนในสภา ว่า ตนเข้าใจว่าคงต้องการตอบคำถามแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งจากข้อมูลที่อ่านทั้งคำถามและคำตอบรู้สึกแปลกใจทั้งในคำถามและคำตอบ เพราะบางคำถามเป็นคำถามที่ สนช. ไม่น่าถาม และบางคำถามเหมือนกับ สนช. ชงให้แบบฮั้วกัน บางคำถามรู้สึกว่า สนช. ติดลบ แต่ก็ปรากฏเป็นคำถาม ซึ่งเท่าที่ดูจาก 35 คำถามมีข้อสังเกตุหลายประเด็น เช่น การตอบคำถามในคลิปมีเพียง 30 คำถาม ไม่ใช่ 35 คำถามที่จั่วหัวไว้ คำถามที่แหลมคมไม่ถูกนำมาตอบ เช่น คำถาม “กรณีคุณกิตติรัตน์เคยแถลงความเสียหายมากกว่า 60,000 ล้านบาท กรณีผู้มาซื้อข้าวคือ ผู้ช่วย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นภรรยาของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย และที่สำคัญคำถามเกี่ยวกับการทุจริตจำนวนหลายข้อ ไม่ถูกนำมาตอบ

นพ.วรงค์ กล่าวว่า การตั้งคำถามเป็นการตั้งชงขึ้นมาเอง ตามที่ตนเองต้องการตอบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดที่นายนิวัฒน์ธำรง ตอบ เช่น ชื่อโครงการมีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือกโครงการรับจำนำ ข้าวมาหาเสียงและปฏิบัติ และอีกหลายๆ คำถาม จากการตรวจสอบ 35 คำถามที่ สนช. ถาม ไม่มีคำถามเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามบิดเบือน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อ สนช. ว่า ตั้งคำถามนี้มาได้อย่างไร เช่น โครงการรับจำนำข้าวแต่ละปีรัฐบาลต้องเอาข้าวไปทิ้งทะเลทราบถึงความสูญเปล่า และสูญเสียที่เกิดขึ้นข้างต้นหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงเราไม่เคยได้ยินเรื่องการนำข้าวไปทิ้งทะเล แต่มีการตั้งเป็นคำถาม และลักษณะการตอบเป็นการตอบไม่ตรงประเด็น ตอบแบบอยากจะตอบแต่ไม่สนใจคำถาม โดยเฉพาะการตอบของนา ยยรรยง พวงราช เป็นการถามช้างตอบม้า ไปไหนมาสามวาสองศอก ที่สำคัญการตอบคำถามเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่นกรณีการตอบว่า จีทูจีไม่พบการกระทำผิดทุจริตใดๆ หรือการกล่าวว่าการยกเลิกโครงการต้องไปขออนุมัติรัฐสภาในการยกเลิก รวมทั้งการรับจำนำไม่ได้ทำลายกลไกตลาด เหล่านี้ เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนแนวทางถนัดของคนจากพรรคเพื่อไทย ที่โกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงจนวาระสุดท้าย แม้จะมีตำแหน่งถึงอดีตรัฐมนตรี เอาจุดอ่อนของคนไทยที่อ่านไม่ละเอียดมาหาประโยชน์ และยิ่งเป็นการสะท้อนถึงการไม่สำนึกผิดของคนเหล่านี้ สิ่งที่สนช.ต้องทำคือการไปตรวจสอบคำถามและคำตอบที่ทางอดีตรัฐมนตรีเผยแพร่ ท่านจะได้รับรู้ด้วยตัวท่านเองถึงการบิดเบือนต่างๆ และบางคำถามถึงขนาดทำให้เสียเกียรติภูมิของท่าน สนช. ท่าน สนช. ยังคิดจะปรองดองกับคนที่บิดเบือนและไม่สำนึกอีกหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14214673141421467329l.jpg


เมืองบ้านวัดโรงเรียน

บ้างซ่อนแอบแนบเนียนมหาศาล

แหล่งคนดีมีบุญบริวาร

เบียดบังทรัพย์ชาวบ้านแล้วลอยนวล


สุจิตต์วงษ์เทศ
ศุกร์16มกราคม 2558

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 






 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากคุณ ไท ประชาทอลค์ 18/1/58

 

 

 

 

‘ บิ๊กข้าราชการ-นักการเมือง ’ ตัวการใหญ่..!! * แฉขบวนการค้าของเถื่อนนับวันยิ่งทรงอิทธิพลอย่างน่าสะพรึงกลัว * รัฐยิ่งปราบก็ยิ่งทำให้ขบวนการนี้โตแล้วแตก * เบื้องหลัง ‘มือปราบ’ เจอตอ ‘บิ๊กข้าราชการ-นักการเมืองระดับชาติ’ ตัวการใหญ่! * สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศนับแสนล้าน * เผย 10 เส้นทางลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีทั่วประเทศ และ 5 สินค้าเถื่อนยอดฮิตถูกใจขาโจ๋…

 

“ของเถื่อน สินค้าหนีภาษี” คืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดย รวมของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงที่ประเมินค่าความเสียหายไม่ได้แต่มีการ ประเมินกันคร่าวๆ ตัวเลขความเสียหายมากนับแสนล้านบาท และธุรกิจของเถื่อนหรือสินค้าหนีภาษีส่วนใหญ่จะระบาดหนักช่วงภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงเมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีอากรต่างๆ เพราะทำให้ราคาสินค้าต้องปรับสูงขึ้นจากภาษีอากรที่ปรับขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าติดอากรแสตมป์กับสินค้าหนีภาษีจะมีราคาต่างกันมาก หรือต่างกันเกือบ 50% เหล้าเถื่อน เบียร์เถื่อนและบุหรี่เถื่อน ดูเหมือนจะเป็นสินค้นยอดฮิตติดอันดับต้นๆ ที่นิยมลักลอบหนีภาษีกันมาก รองจากน้ำมันเถื่อนซึ่งได้ขยับขึ้นมาติดอันดับแรกในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เพราะราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เท่า ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมีการปรับขึ้นภาษีสรรพาสามิตด้วย

 

แหล่งข่าวในวงการตลาดมืดบอกว่า ความนิยมเหล้าเถื่อน เบียร์เถื่อนและบุหรี่เถื่อน อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งสินค้าทั้ง 3 ประเภทได้รับความนิยมจากนักดื่มคอทองแดง และพวกสิงห์อมควันทั้งหลาย เห็นได้จากสถิติไทยติดอันดับ 5 ของนักดื่มโลก ซึ่งหากย้อนกลับไปดูจะพบว่ายอดขายเหล้า เบียร์ มีมูลค่าตลาดรวมปีละนับแสนล้านบาท ไม่รวมบุหรี่ที่มีมูลค่ามากถึง 70,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราขยายตัวทุกปีเฉลี่ยที่ปีละ 10-20% ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นใด ขณะเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นสินค้าที่มีขนาดเล็ก ง่ายต่อการขนส่งและเปลี่ยนมือได้ง่าย แต่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จากส่วนต่างมากถึงเกือบ 50% ของมูลค่าการลงทุนในแต่ละครั้ง โดยเหล้ายี่ห้อดังที่นักดื่มนิยมดื่ม หากซื้อในราคาบวกภาษีอากร ราคาขวดละเกือบ 1,000 บาท แต่หากซื้อในตลาดมืด หรือหนีภาษี จะซื้อขายในราคาแค่ 500-600 บาทเท่านั้นต่ำกว่าราคาที่เสียภาษีถึง 400-500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่มีกำไร เพราะต้นทุนเหล้าขวดละไม่เกิน 200 บาท “ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือบุหรี่ ยี่ห้อที่ถูกลักลอบหนีภาษีล้วนเป็นยี่ห้อดังที่เห็นขายในท้องตลาดทั้งของไทย และของนำเข้า” คาดเหล้า-เบียร์ ชายแดนเกลื่อน ขานรับรัฐ-ปรับขึ้นภาษี การปรับขึ้นภาษีสรรพามิตรเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ทั้งสุราแช่ ประเภทเบียร์ และสุรากลั่นชนิดสุราขาว สุราผสม และสุราพิเศษ (บรั่นดี) โดยมีผลทันทีในเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 นั้น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ราคาจำหน่ายสินค้าที่สูงขึ้นตามภาระต้นทุนด้านภาษี ทำให้แนวโน้มที่ประชาชนจะตัดสินใจชะลอหรือลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยลง ยังก่อให้เกิดปัญหาการผลิตและลักลอบนำเข้าสุราโดยไม่เสียภาษีมีแนว โน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดอาจทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับ เพิ่มขึ้นได้ไม่เท่ากับที่คาดหวังไว้ให้เกิดรายได้ประมาณ 6,300 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นปัญหานี้จำเป็นที่ภาครัฐต้องระวังป้องกันไว้ด้วย ประกอบกับการที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และร้านค้าต่างๆ มีการผลิตและสั่งซื้อสินค้าไว้ล่วงหน้าพอสมควร ภายหลังจากมีกระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีออกมาก่อนล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสามารถแบกรับภาระภาษีที่ปรับขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสต็อกที่เป็นต้นทุนเดิมหมดลงและจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามภาระ ภาษีใหม่ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ปริมาณจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงจะต้องปรับลดลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ยิ่งปราบยิ่งโต หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีข่าวการจับกุมสินค้าหนีภาษีบ่อย ซึ่งการจับแต่ละครั้งจะได้สินค้าหลายประเภทจำนวนมากไม่ใช่แค่เหล้า เบียร์ บุหรี่เท่านั้น แต่ยังมีน้ำมัน เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ซีดี เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ผลไม้ แม้แต่กระเทียมก็ยังมีการลักลอบหนีภาษี รวมถึงรถยนต์ยี่ห้อหรูก็เคยมีการจับกุม แต่ทำไมจับเท่าไหร่ก็ไม่หมดและส่วนใหญ่ที่จับได้ก็เป็นพ่อค้ากลุ่มก๊วนเดิมๆ ที่มีเส้นสายใหญ่โตเป็นแบล็คหนุนหลัง ที่ส่งส่วยให้กันเป็นทอดๆ “เฉพาะเหล้าเถื่อนมีการประเมินกันว่าลักลอบขนกันวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ลัง ซึ่งจะมีการแบ่งผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ตามด่าน ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและของประเทศเพื่อนบ้านลังละ 100 บาท” นั่นเป็นเพราะพ่อค้ากลุ่มนี้มีคนหนุนหลังทำกันเป็นขบวนการแบ่งผล ประโยชน์กันอย่างลงตัว ตั้งแต่คนดูต้นทาง คนขนถ่ายสินค้า คนเคลียร์เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่และขบวนการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีนักการเมืองท้องถิ่นอยู่เบื้อง หลัง และหากมีปัญหาที่เคลียร์กันยาก เคลียร์ไม่จบ ก็จะมีการต่อสายตรงถึงนักการเมืองระดับชาติเพื่อเคลียร์ สุดท้ายเรื่องก็จบ และยังสามารถทำธุรกิจที่ท้าทายกฎหมายต่อไป “

 

นักการเมืองรุ่นเก่าหลายคนเคยเติบโตมาจากธุรกิจค้าของเถื่อนหรือหนี ภาษี พอร่ำรวยเงินทองก็นำเอามาเป็นทุนเข้าสู่ถนนการเมือง จากนั้นก็ฟอกตัวเอง โดยส่งต่อธุรกิจให้กับคนสนิทที่ไว้ใจ โดยตัวเองเปลี่ยนเป็นผู้สนับสนุน แต่ก็ยังรับส่วย ส่วนแบ่งผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น กฎหมายจึงเอาผิดสาวไม่ถึงตัวการใหญ่” แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า เรื่องของเถื่อนของหนีภาษีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลและทำให้รัฐบาลสูญ เสียรายได้มาก ซึ่งมีการประเมินจากตัวเลขการจับกุมได้ว่า หากสินค้าที่จับได้ผ่านการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐจะเก็บภาษีอากร ศุลกากร สรรพกร สรรพสามิตและภาษีอื่นๆได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของภาษีที่เก็บได้ในปัจจุบัน ดังนั้น ฟันธงได้เลยว่าขบวนการพวกนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง สิ้น ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ “เห็นขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีแล้ว ยังฉายภาพให้เห็นว่าทำไมทุกวันนี้จึงปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ขณะเดียวกันยิ่งขยายใหญ่โตขึ้น เพราะพ่อค้าผู้ลักลอบจะยิ่งมั่นใจว่าทางสะดวกมีคนคุ้มครองดูแล”

 

จากการแถลงผลการจับกุมสินค้าหนีภาษีของสำนักงานสรรพสามิตภาค 9 ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ โดยณารินี ตะล่อมสิน ที่ปรึกษา พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.กระทรวงการคลัง และสิรินุช พิศลยบุตร อธิบดีกรมสรรพาสามิต ระบุว่า สามารถดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดได้ 623 คดี เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 13 ล้านบาท ประกอบด้วย บุหรี่ 30,369 ซอง สุราต่างประเทศ 3,179 ขวด น้ำมันเถื่อน 39,640 ลิตร และ เครื่องปรับอากาศ 20 ชุด และแบตเตอรี่ อีก 194 ชุด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้มงวดเรื่องการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนมาก ขึ้น เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันของไทยที่มีส่วนต่าง แพงกว่าน้ำมันในมาเลเซีย ส่งผลให้มีการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซียมาก จังหวัดชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน แหล่งลักลอบของหนีภาษี สำหรับเส้นทางลักลอบส่วนใหญ่มาจากด้านชายแดนมากกว่า 10 แห่งรอบประเทศ ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือไล่มาตั้งแต่ ภาคเหนือพื้นที่มีการลักลอบสินค้ามากที่สุด ได้แก่ ด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก เพราะมีพรมแดนติดกับประเทศจีน จึงทำให้การลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีทำได้ง่าย

 

เนื่องจากความต้องการสินค้าราคาถูกของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะสินค้าราคาถูก ทั้งประเภทการเกษตร, อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมคบเคี้ยวและสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ภาคอีสาน พบมากในจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศ จีน เวียดนาม ลาว (ร้านค้าปลอดภาษี) ได้แก่ หนองคาย มุกดาหาร นครพนม สุรินทร์ ผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีทั้งสินค้าลักลอบหนีภาษี ของปลอม และละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนใหญ่ มีตั้งแต่ สุรา เบียร์ บุหรี่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป บุหรี่ โทรศัพท์มือถือ ในรูปแบบกองทัพมด และซุกซ่อนไว้ที่บริเวณที่นั่งของผู้โดยสารที่ไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ หรือบรรจุในถุงพลาสติกแล้ววางปะปนมากับสัมภาระผู้โดยสารใต้ท้องรถ ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัด จันทบุรี ตราด ชลบุรี เป็นแหล่งลักลอบสินค้าทางเรือจากประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ รวมทั้งปราจีนบุรี สระแก้ว อรัญประเทศ โดยเฉพาะตลาดโรงเกลือ ซึ่งมีชายแดนติดกัมพูชา สินค้าส่วนใหญ่มีทั้งของปลอมและของลักลอบจำพวก เหล้า บุหรี่ ผ่านร้านค้าปลอดภาษี โดยมักซ่อนสินค้าลักลอบมาในรถเข็น หรือ จ้างนักท่องเที่ยวเป็นผู้ขนสินค้า ภาคใต้ จังหวัดที่มีการลักลอบสินค้าหนีภาษีเป็นจำนวนมาก ต้องยกให้ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัด สตูล โดยสินค้าส่วนใหญ่มาจากเกาะลังกาวี ผ่านเส้นทางด่านปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อหรือรถบรรทุกสิบล้อขนส่ง สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง รถยนต์ที่ถูกโจรกรรมมาจากมาเลเซียโดยเฉพาะรถเบนซ์ซึ่งพบเห็นทั่วไปในสวนยาง ค่ายทหาร รถจักรยานยนต์ สินค้าประเภทผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล

 

เผยวิธีลักลอบหนีภาษี กองทัพมดยันระดับชาติ ตามด่านชายแดนและท่าเรือที่เป็นแหล่งลักลอบนำเข้าเหล้าเถื่อนที่ สำคัญ มีวิธีการลักลอบนำเข้าประเทศ 3 วิธีหลัก ประกอบด้วย 1. การลักลอบโดยรายใหญ่ลักษณะนี้ต้องมีเส้นสายหรือทำกันเป็นขบวนการระดับชาติ เพราะต้องขนกันทีเป็นร้อยๆ ลัง แต่วิธีการนี้นานๆ จะมีสักครั้ง แต่ครั้งหนึ่งก็คุ้มทุน ด่านชายแดนที่ขบวนการประเภทนี้นิยมใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้าสุรา คือด่านที่ติดทะเล เช่น จ.ตราด จ.สตูล และจ.ชลบุรี ขบวนการนี้จะขนส่งเหล้า เบียร์กันด้วยเรือเร็ว และส่วนใหญ่จะทำกันในเวลากลางคืน เมื่อเข้าถึงฝั่งแล้วจะมีรถกระบะมารับอีกทอดหนึ่ง ก่อนส่งสินค้าไปยังร้านค้าส่งต่างๆ หรือ “ซัปพลายเออร์” เพื่อนำไปกระจายต่อ ส่วนเหล้าเถื่อนที่เหลือจะถูกส่งตรงไปยังสถานบันเทิงขนาดใหญ่ที่ต้องการ เหล้านอกราคาแพงแต่ต้นทุนต่ำ 2.ขบวนการประเภทนี้ไม่ต้องใช้เส้นสายมากนักเป็นของรายย่อย เนื่องจากจำนวนเหล้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามีไม่มาก แต่จะใช้การขนส่งแบบ “กองทัพมด” ลำเลียงกันเข้ามา โดยด่านชายแดนที่นิยมมากเป็นอันดับต้นๆ อยู่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะเขตพื้นที่ที่ติดต่อกับ 'โนแมนส์แลนด์' วิธีการของกองทัพมดจะใช้วิธีแบกเหล้าเถื่อนข้ามกำแพง หรือข้ามแม่น้ำที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนเท่านั้น ส่วนอีกวิธีคือฝากขึ้นรถทัวร์หรือรถนำเที่ยวที่เข้ามา ข้อเสียและข้อจำกัดของขบวนการขนแบบนี้คือต้องเสี่ยงดวง เพราะหลายด่านจะมีสายสืบนั่งดักอยู่หน้าร้านค้าปลอดภาษี หรือ 'ดิวตี้ฟรี' ในประเทศเพื่อนบ้าน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดสังเกต ก็จะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านชายแดนฝั่งไทยจับกุมทันที

 

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ยังมีหลุดรอดเข้ามาได้ด้วยวิธีพิเศษต่างๆ 3.ลักลอบเป็นรายบุคคล การขนลักษณะนี้เป็นการ “ลอดช่องกฎหมาย” เพราะกฎหมายอนุญาตให้ทุกคนก็มีสิทธิถือสุราเข้าประเทศได้คนละขวด แต่ถ้าเป็นด่านตามแนวชายแดนจะมีรายการ 'ขอ' จาก 1 ขวดเป็น 2 ขวดบ้าง ซึ่งวิธีการนี้ไม่ถือว่าเป็นพวกขนมาเพื่อการค้า ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดมากนัก แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะเข้มงวดเป็นรายยี่ห้อ หากบริษัทเหล้ายี่ห้อใดไม่ให้เงินพิเศษ ก็มักไม่ค่อยกวดขัน แต่เหล้ายี่ห้อดังที่ขายดีและมีเงินพิเศษหว่านให้เจ้าหน้าที่ ก็จะเข้มงวดมากกว่าปกติ มักไม่ยอมให้ผ่านง่ายๆ หรืออย่างน้อยต้องเปิดฝากันต่อหน้าถึงจะผ่านได้ “เมื่อก่อนบริษัทเหล้านอกยี่ห้อดังพยายามสกัดไม่ให้เหล้าเถื่อน ยี่ห้อเดียวกันทะลักเข้ามา เพราะกลัวจะแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ จึงใช้วิธีตั้งสินบนนำจับให้กับเจ้าหน้าที่ แต่หลังจากรัฐบาลปรับภาษีเหล้าจนชนเพดาน ทำให้เหล้ายี่ห้อแพงยอดขายตก จึงปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ คือปล่อยให้เหล้าเถื่อนเข้าประเทศ เพราะอย่างไรเสียรายได้ก็ตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตรายเดียวกันอยู่ดี และยังเป็นการรักษาความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า ดีกว่าปล่อยให้เจ้าอื่นมาแย่งลูกค้าไป” **********

 

รัฐรีดภาษีบาป ดันสินค้าเถื่อนทะลักแถบใต้ เกาะติดชะตากรรรมสินค้าหนีภาษีชายแดนใต้ หลังรัฐรีดภาษีบาปเพิ่ม ระลอกแรก ดันบุหรี่นอก 1 ใน 5 สินค้าฮิต ฉวยโอกาสจากช่องว่างทางด้านราคาปรับราคาตาม ดันสินค้าหนีภาษีทะลักเข้าประเทศครั้งใหญ่ หลังจากภาครัฐเก็บภาษี บุหรี่ สุรา และน้ำมัน เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลต่อภาพรวมสินค้าหนีภาษีในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ว่า ร้านขายสินค้าหนีภาษีในอำเภอหาดใหญ่จะกลับมาคึกคักอีก เพราะเมื่อรัฐขึ้นภาษีจะทำให้สินค้าหนีภาษีกลับมาได้รับความนิยมทุกครั้ง รวมถึงจะมีการกักตุนสินค้าหนีภาษีที่ลักลอบเข้ามาทางด้านชายแดน ด่านปาดังเบซาร์ ด่านสะเดา ด่านคลองแงะมาฝั่งไทย โดยการลำเลียงสินค้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนรูปแบบจากกองทัพมดรถกระบะ 7-8 คันมาเป็น ขนส่งด้วยรถห้องเย็น 10 ล้อ ที่สามารถขนสินค้าได้จำนวนมากกว่าเดิม รวมทั้งพ่อค้าฝั่งมาเลย์ เปลี่ยนระบบการขาย โดยอำนวยความสะดวกให้ร้านค้าหนีภาษีฝั่งไทย โทรสั่งออเดอร์สินค้าได้ พร้อมเสียค่ารายการผ่านด่านให้เสร็จสรรพ

 

หลังจากนั้นจะมีพ่อค้าฝั่งไทยที่เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้เก็บเงินที่ปลายทาง ฉวยจังหวะภาษีพุ่ง ขึ้นราคาบุหรี่เถื่อน ทันทีที่มีข่าวคราวรัฐจะขอเก็บภาษีเพิ่มขึ้นของ สินค้าประเภท บุหรี่ เหล้า เบียร์นั้น ไม่เพียงสร้างปัญหาให้มีการกักตุนสินค้าจากร้านค้าที่ขายสินค้าตามรายการที่ จะมีการขึ้นภาษี ทว่าการขึ้นภาษี ก็ส่งผลกระทบต่อราคาขายบุหรี่หนีภาษีราคาถูกที่วางขายอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ เช่นกัน ว่ากันว่า พ่อค้าแม่ค้าบุหรี่ต่างประเทศปลอดภาษีก็ใช้โอกาสนี้ บวกราคาขึ้นไปอีก โดยบุหรี่ยี่ห้อ RAVE ของมาเลเซีย จากราคาเดิมขาย 150 ต่อแถว ขึ้นราคาเป็นแถวละ 190 ทันที ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ได้ตรวจสอบถึงผลกระทบและแนวโน้มที่ของการขึ้นภาษีครั้งนี้ รวมทั้งการฉวยโอกาสบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก พบว่า ภาษีบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นทำให้บุหรี่ต่างประเทศที่นำเข้าจากมาเลเซียได้ยิ่ง รับความนิยมมากขึ้น ความเห็นของแหล่งข่าวผู้ที่ซื้อสินค้าประจำจากในอำเภอหาดใหญ่ กล่าวว่า แม้จะมีการฉวยโอกาสบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก แต่การสินค้าปลอดภาษีนี้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดียิ่ง สำหรับเศรษฐกิจในยุคนี้ หากเปรียบเทียบราคากันแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อบุหรี่ไทยขึ้นราคาก็ทำให้สิงห์อมควันที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของบุหรี่ ไทยอย่าง กรองทิพย์ และสายฝน เปลี่ยนพฤติกรรมหันไปซื้อบุหรี่นำเข้าจากประเทศมาเลเซียแทนยี่ห้อโปรดที่เคย ซื้อประจำ เนื่องจากสู้ราคาไม่ไหว อีกทั้งยังมีความสะดวกในการซื้อโดยสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าปลอดภาษีทั่วไป ในหาดใหญ่ ช่องว่างด้านราคา โอกาสหนีภาษีทะลัก เหตุผลหลักๆที่ทำให้สินค้าที่ลักลอบนำเข้ามาแบบปลอดภาษีทะลักเข้ามา เพราะได้รับความนิยม นั่นเห็นจะเป็นเพราะจุดเด่นทางด้าน 'ราคา' ที่มาจากช่องว่างราคาระหว่างสินค้านำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย กับสินค้าที่ลักลอบห่างกัน ตัวอย่างกรณี สุรายี่ห้อจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล นับว่าเป็นยี่ห้อที่นิยมกันมากที่สุด เพราะมีราคาถูกกว่ากันมาก โดยเฉพาะราคาขายของขนาด 1 ลิตร ราคาขายติดอากรจำหน่ายขวดละ 1,220 บาท ขณะที่ราคาปลอดภาษีที่ขายกันอยู่ที่ประมาณ 650 บาท ส่วนน้ำมันพืชที่มีการลักลอบน้ำมันปาล์มเถื่อน ในบรรจุภัณฑ์แบบถุง นำเข้าจากประเทศมาเลเซียนั้น มีราคาถูกกว่าน้ำมัน ปาล์มที่ผลิตในประเทศมาก

 

แหล่งข่าวในอำเภอหาดใหญ่กล่าวว่า เแทบจะทุกๆ ครัวเรือนและธุรกิจอาหาร ส่วนใหญ่จะซื้อมาใช้เพราะราคาต่างกันโดยเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันปาล์มใน ประเทศขายในราคา 38 บาทต่อขวดขนาด 1 ลิตร ขณะที่น้ำมันพืชจากมาเลเซียมีราคาลิตรละประมาณเกือบ 18-20 บาทเท่านั้น ทางด้านเบียร์แบรนด์ดังที่มีขายในชายแดนภาคใต้ แม้จะมีจุดเด่นทางด้านราคาเช่นเดียวกับ เหล้า และบุหรี่ก็ตาม ทว่า เบียร์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียนั้น ไม่สามารถเอาชนะเบียร์ที่ผลิตในประเทศ นั่นเพราะจุดขายเบียร์ไทย มีรสชาติถูกคอคนไทยมากกว่า ประกอบกับมีช่องว่างทางด้านราคาที่ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าเบียร์ โดยตลาดเบียร์ไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจากตัวเลขปี 2548 มูลค่าตลาดเบียร์ 8.2 พันล้าน เติบโตขึ้นไปโดยในปี 2551 มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.2 แสนล้านบาทแบ่งเป็นเบียร์ระดับพรีเมียม 7% สแตนดาร์ด 10% และอีโคโนมี 83% ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ได้ตรวจสอบถึงแนวโน้ม การลักลอบเติมน้ำมันรถจากประเทศมาเลเซีย ที่เคยได้รับความนิยมกันมากในชายแดนทางภาคใต้เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่มีการนำแกลลอนไปเติมน้ำมันจากประเทศมาเลย์เข้ามาในประเทศไทยนั้น พบว่าจากการบอกต่อกันปากต่อปากถึงปัญหาของเครื่องยนต์ของผู้ที่เคยนำรถเข้า ไปเติมน้ำมันดังกล่าว ทำให้การเข้าไปเติมน้ำมันรถโซลาร์ ลดลง รวมทั้งมาตราการคุมเข้มและอนุญาตให้นำรถเข้าไปเติมน้ำมันเท่านั้น โดยเติมน้ำมันดีเซลได้ไม่เกิน 300 บาทส่วนน้ำมันเบนซินยังคงให้เติมได้เต็มที่วันละนั้น แต่ยังคงมีผู้ค้าน้ำมันรายย่อยที่ทำธุรกิจในลักษณะปั๊มหลอดลักลอบนำเข้า น้ำมันจากประเทศมาเลเซียมาจำหน่ายบ้าง

 

5 อันดับสินค้ายอดนิยม ของด่านชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้าจะมีการขึ้นภาษี นับว่าบุหรี่ต่างประเทศที่ปลอดภาษีนำเข้ามาจากชายแดนทางภาคใต้เป็นสินค้ายอด นิยมสำหรับซื้อหามาใช้กันในพื้นที่ภาคใต้ ติดอันดับ 1 ใน 5 ก็ว่าได้ โดยสินค้าปลอดภาษีที่มีราคาถูกว่าสินค้าไทยและเป็นที่นิยมกันมากตามลำดับ คือ สุรา, บุหรี่, น้ำมันพืช, ขนมขบเคี้ยวและผลไม้ เช่น แอปเปิล ลูกแพร์ องุ่น ส้ม และสินค้าประเภทกระเทียม และหอมหัวใหญ่ ปัญหาภาคใต้ เศรษฐกิจ ทำหนีภาษีฟุ่มเฟือยยอดหด เห็นได้ว่าสินค้ายอดนิยมที่ลักลอบนำเข้ามาจากชายแดนทางภาคใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าบริโภคที่ใช้ประจำวัน และแม้ว่าที่ผ่านมา สินค้าปลอดภาษีในอำเภอหาดใหญ่ ที่ขายอยู่ในตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข จะมีสินค้าครบทุกประเภท ไมว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป เครื่องเสียงรถยนต์ และสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง นาฬิกา เครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าแบรนด์เนม ที่ผ่านมานั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าวว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ สินค้าประเภทที่กล่าวมานั้น เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็นในการบริโภคหรือใช้งานประจำวัน มีอัตราการจำหน่ายสินค้าออกจากร้านต่ำและไม่สม่ำเสมอ ผู้ค้าจึงไม่นิยมสต๊อกสินค้า เนื่องจากต้องใช้เงินทุนเพื่อหมุนเวียน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาและปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดทางภาคใต้เอง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การค้าขายในหาดใหญ่เป็นไปอย่างเงียบเหงา

 

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้นักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่นไม่ค่อยมาเที่ยวตั้งแต่เกิด เหตุการณ์ไม่สงบทางภาคใต้ ทำให้ร้านค้าปิดเร็ว บนถนน 2 ทุ่มคนก็เริ่มเข้าบ้านแล้ว” ค่ายเหล้านอก หนักใจ เจาะตลาดภาคใต้ การขึ้นภาษีสุรารอบใหม่นี้ไม่ส่งผลที่ดีกับ สุรานำเข้าที่ลักลอบเข้ามาทางชายแดนภาคใต้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ 1 ปีมีการปรับภาษีสรรพสามิตเต็มเพดานแล้ว ทว่าปัญหาการลักลอบสุรานำเข้ามาขายหรือบริโภคทางภาคใต้เป็นเรื่องที่มีมานาน แล้ว สถานการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุผลที่ทำให้ที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมทางการตลาดของหล้านอก 2 ค่ายหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นสัดส่วนใหญ่ คือ ดิอาจิโอ ที่มีจอห์นี่ วอลค์เกอร์ และเพอร์นอร์ต มี ชีวาส รีกัล และฮันเดรด ไพเพอร์ส เป็นยี่ห้อหลักในการทำตลาดนั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับการทำตลาดทางภาคใต้นัก สอดคล้องกับความเห็นของ ศนิตา คาจิจิ รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวิสกี้ตระกูลจอห์นนี่ ที่เคยกล่าวกับผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์ว่า ตลาดภาคใต้ที่มีการลักลอบนำเข้าสุรามาก ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคในการทำตลาดที่บริษัทไม่สามารถเข้าไปเจาะตลาดได้อย่าง เต็มที่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าการแข่งขันเพื่อช่วงชิงตลาดในพื้นที่ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ พัทยา นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง และมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ รองจากยอดขายจากพื้นที่สำคัญคือกรุงเทพฯก็ว่าได้ ขณะเดียวกัน การขึ้นภาษีเหล้าในช่วงปี 2551 วิมลวรรณ อุดมพร รองประธานกรรมการบริหาร ด้านรัฐกิจ กฎหมาย และนิเทศสัมพันธ์ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า ตั้งแต่มีการปรับราคาเหล้าราคาแพง อย่าง แบล็ก เลเบิล จนเต็มเพดานที่อัตราภาษีตามปริมาณ 400 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ กลุ่มผู้บริโภคจะหันไป เหล้าราคาถูกกว่า โดยจะทำให้เกิดช่องว่างเรื่องของราคา ระหว่างสุราที่เสียภาษีและสุราที่ไม่เสียภาษี เป็นทางเลือก โดยจะมีทั้งที่ลักลอบหนีภาษีเข้ามาตามชายแดนและนำมาวางจำหน่ายในร้านค้า และที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามาเองนับว่ากลุ่มนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 40% อย่างไรก็ตามการเติบโตของเหล้าที่มาจากช่องทางนี้มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายเหล้านอก ที่ติดอากรสแตมป์ถูกกฎหมาย อาทิ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล หรือเรด เลเบิล ซึ่งเป็นสัดส่วนตลาดประมาณ 10% ของตลาดสุรานำเข้ามูลค่า 1.6 พันล้านบาท ลดลงเกือบ 50%

 

*********** สินค้าเถื่อนทะลักตลาด กฎหมายอ่อนเปิดช่องทุจริต ช่องโหว่กฎหมาย บทลงโทษอ่อน เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่นยันระดับชาติ ฮั้วรับผลประโยชน์มหาศาล ทำสินค้าเถื่อนเกลื่อนเมือง หากจะสาวถึงต้นตอที่ทำให้ 'สินค้าเถื่อน' ทั้งของหนีภาษี รวมไปถึงของเลียนแบบ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติของเมืองไทยที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยก็ตาม คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพาดพิงไปถึงเรื่องตัวบทกฎหมายที่ยังมีปัญหาในการใช้งาน ทั้งความล้าสมัยของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ใช้มานานกว่า 83 ปี กระบวนการใช้กฎหมายที่ไร้การถ่วงดุล รวมถึงเจ้าพนักงานผู้ใช้กฎหมายรู้เห็นเป็นใจ หรือมีการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นมาตรฐาน จึงยังมี 'ช่องว่าง' ที่ทำให้สินค้าเถื่อนเหล่านี้ยังคงทะลักตลาด แม้จะปราบปรามเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ในการนำเข้าสินค้าต่างๆ เข้ามาในราชอาณาจักรไทย จะมีกฎหมายควบคุมอยู่ คือ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดไว้ว่า ผู้ใดที่มีการนำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อนำไปทำการค้า จะต้องผ่านพิธีทางศุลกากร เพื่อเสียภาษีนำเข้าตามอัตราพิกัดที่กำหนดไว้ ซึ่งหากเป็นการนำเข้ามาในลักษณะที่เป็นทางการ และเปิดเผยชัดเจนว่าเป็นการนำเข้ามาเพื่อทำการค้า เช่น เป็นตู้คอนเทนเนอร์ ก็จะต้องผ่านพิธีทางศุลกากรตามปกติ ส่วนการนำเข้ามาด้วยวิธีบรรจุลงกระเป๋า ลัง ในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นสัมภาระทั่วไปในการเดินทาง หรือเป็นของฝาก ถ้าเจ้าหน้าที่ศุลกากรพิจารณาแล้วว่า มีปริมาณมากพอที่จะขายต่อได้ ก็จะต้องเสียภาษี ซึ่งถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา ก็จะต้องเสียภาษีมากเป็นพิเศษ เพราะสินค้าประเภทดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีก

 

ในขณะที่ยาเสพติด อาวุธ สินค้าปลอมแปลงเลียนแบบเครื่องหมายการค้า หรือสินค้าก็อปปี้ จะเป็นสินค้าต้องห้ามที่ห้ามนำเข้ามาในประเทศไทย หากพิจารณาโทษของ พ.ร.บ.ดังกล่าว หากมีการหลบเลี่ยงภาษี กฎหมายกำหนดไว้ว่า ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาประเมินสินค้า ซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ แม้มองเผินๆ จะยังตัดสินได้ยากว่าเป็นบทลงโทษที่น้อยเกินไปหรือไม่ จึงยังทำให้สินค้าเถื่อนยังมีเล็ดลอดให้เห็นอยู่ทั่วเมือง แต่จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการนำเข้าสินค้า เถื่อนชี้ว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงกระบวนการทำงานตามกฎหมายฉบับนี้เป็นไปแบบไร้การถ่วงดุล ทำให้เกิดช่องว่างของการทุจริต รู้เห็นเป็นใจระหว่างเจ้าพนักงานศุลกากรและผู้นำเข้าสินค้า

 

ต้นตอปัญหา สุ่มตรวจไม่ทั่วถึง “ทุกวันนี้ที่ยังมีสินค้าเถื่อนทะลักเข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำเข้าจงใจไม่แจ้งรายละเอียดจำนวนให้ครบถ้วน รวมถึงการตรวจดูสินค้าก็จะใช้วิธีสุ่มตรวจ ไม่ได้ตรวจละเอียดทุกตู้คอนเทนเนอร์ บางครั้งก็แค่ดูเอกสาร เมื่อไม่ได้เช็คละเอียด ก็มีโอกาสที่จะเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง คือ เสียแค่บางส่วน ทำให้รัฐต้องสูญรายได้ไปมหาศาล” ในช่วงที่เศรษฐกิจดีพบว่า จะมีการนำเข้าสินค้ามากเป็นพิเศษ มีตู้คอนเทนเนอร์นับร้อยตู้ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องตรวจดู ซึ่งเป็นภาระหนัก ทำให้ในช่วงสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการออกระเบียบศุลกากรใหม่ เป็นการย่นกระบวนการของพิธีศุลกากรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า คือ วิธี Paperless โดยให้ผู้นำเข้าหรือ Shipping คีย์ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของการนำเข้า แล้วยื่นเป็นเอกสารให้เจ้าหน้าที่แทนการแจ้งบอกแบบวิธีเดิม ซึ่งปัญหาที่พบ คือ มีการแจ้งรายละเอียดไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยการแจ้งจำนวนสินค้าไว้ต่ำ หรือแจ้งประเภทสินค้าไว้ไม่ตรง เพื่อให้เสียภาษีต่ำ ทำให้มีสินค้าบางส่วนที่ไม่ได้เสียภาษีเล็ดลอดออกมาได้ และทุกวันนี้ระเบียบดังกล่าวก็ยังใช้อยู่ นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันจะมีการนำเครื่องเอ๊กซเรย์มาใช้ในการตรวจ เพื่อช่วยให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ก็เชื่อว่าน่าจะตรวจได้ไม่ทั่วถึง

 

และยังมีสินค้าก๊อบปี้หลุดเข้ามาได้ เพราะเครื่องเอ๊กซเรย์จะทำหน้าที่แค่สแกนของในกระเป๋าให้เห็นเป็นรูปร่าง เท่านั้น เหมาะกับการตรวจค้นอาวุธ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นสินค้าแบรนด์ใด เป็นของละเมิดลิขสิทธิ์ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็มีการลักลอบนำสินค้าก็อปปี้เข้ามา โดยแสดงเป็นของไม่มียี่ห้อ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจหรือเสียภาษี ซึ่งหากพบจะถือว่าละเมิดกฎหมายอื่นๆ นอกจาก พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ด้วย ให้อำนาจศุลกากรเบ็ดเสร็จ “เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นว่ามีการเลี่ยงภาษี ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรจะให้อำนาจเต็มที่กับอธิบดีเจ้าพนักงานศุลกากร ในการพิจารณาว่าจะดำเนินคดีต่อไปหรือยุติคดี จุดนี้ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น หากเจ้าพนักงานที่คุ้นเคยกับผู้นำเข้ารู้เห็นเป็นใจ ก็ทำให้สินค้าเถื่อนสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ เช่น หากตกลงจะยุติคดี ยอมจ่ายค่าปรับ และยอมเอาเงินมาซื้อของคืน แค่นี้ก็หลุดแล้ว ทำให้สุดท้ายกฎหมายก็ไม่มีประสิทธิภาพที่จะปราบปรามคนกลุ่มนี้ได้จริง” แหล่งข่าววิเคราะห์ ตามกฎหมายกำหนดว่า ผู้กระทำผิดจะถูกปรับเป็น 4 เท่า ตามราคาประเมินของเจ้าหน้าที่ศุลกากร แต่ถ้าผู้ถูกจับยอมรับผิด ยอมยกสินค้าให้เป็นของแผ่นดิน และยอมยุติคดี โดยจ่ายค่าปรับ ศุลกากรจะไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ทำให้คดีจบลงได้ นอกจากนี้ผู้กระทำผิดยังมีสิทธิ์ที่จะรับซื้อสินค้าคืนก่อนรายอื่นด้วย แต่หากไม่มีการซื้อคืนกรมศุลกากรจะนำของออกไปประมูลขายต่อไป แหล่งข่าวระบุว่า การที่กฎหมายให้อำนาจศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จ พิจารณาจบคดีเองได้ โดยไม่มีหน่วยงานกลางอื่นๆ มาคานอำนาจ ทำให้สุดท้ายคดีก็ไม่เคยไปถึงตำรวจ ไม่เคยได้ส่งฟ้องศาล ทำให้ไม่สามารถปราบปรามผู้นำเข้าสินค้าเถื่อนได้อย่างจริงจัง

 

รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่ช่วยเหลือกันระหว่างผู้นำเข้าที่คุ้นเคยกับเจ้า หน้าที่ ก็มีการรวบรัดทำให้คดีจบลง ทำให้คนที่ควรจะเป็นผู้ต้องหาหลุดจากคดีทุกครั้ง ทั้งที่เป็นความผิดทางอาญา ต้องส่งฟ้องศาลเพื่อพิจารณาโทษ นอกจากนี้ยังมีการวิ่งเต้นขอซื้อสินค้าคืนในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงอีกด้วย อำนาจของตำรวจจะสามารถจับกุมสินค้าเถื่อนได้ ก็ต่อเมื่อพ้นเขตศุลกากรไปแล้วเท่านั้น นอกจากนั้นจะเป็นการดำเนินคดีที่รับเรื่องต่อจากศุลกากรมา มีการสอบปากคำ ดูเอกสาร พยาน ก่อนทำสำนวนส่งอัยการ เพื่อสั่งฟ้องศาล ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ผู้นำเข้ามักจะรับสารภาพ ยอมจ่ายค่าปรับ เพื่อยุติคดี รัฐจี้เร่งแก้กฎหมาย ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามที่จะแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ขึ้น โดยในปี 2549 กรมศุลกากรได้เสนอแผนพัฒนากฎหมาย โดยจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร และพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีศุลกากร รวมถึงประกาศอธิบดี และประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันให้กลายเป็นฉบับเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน เน้นความสะดวกรวดเร็ว เน้นการปรับแก้พิกัดศุลกากร ไม่ได้มีการระบุว่าจะแก้ไขในเรื่องกระบวนการใช้กฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่ง ขึ้น ล่าสุดขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 แก้ไขเพิ่มเติมร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ส่วนกฎหมายลิขสิทธิ์ที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จ รวมทั้งการทำประชาพิจารณ์ก่อนสิ้นเดือน พ.ค. นี้ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อให้ใช้บังคับได้ดีขึ้น ซึ่งเนื้อหาในกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นความผิดทางกฎหมายมีโทษทางแพ่ง คือ ปรับ ส่วนเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าจำหน่ายสินค้าละเมิด ทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารพาณิชย์ ตลาดนัด จะมีความผิดทางแพ่งและทางอาญา.

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครูบนดอย

 

 

 

 

16/1/58

เราเริ่มต้นพูดคุยด้วยคำถามที่ว่า "เป้าหมายของครูตั๋นในการมาเป็นครูดอยครั้งนี้คืออะไร?" ครูตั๋นได้ตอบข้อซักถามของเราได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว

ครูตั๋นเกริ่นนำว่า "..ครั้งแรกที่เดินทางมาถึงโรงเรียน บอกตรงๆเลยว่าผมคิดในใจว่า “กูจะอยู่รอดได้หรือ มันไกลและกันดารกว่าที่คิดมากจริงๆ ไม่มีไฟฟ้ามีแค่ไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่โซล่าร์เซล์ ที่พร้อมจะทรยศได้ทุกเมื่อที่ไม่มีแสงแดด ไม่มีน้ำประปาที่ใสสะอาดแต่เป็นระบบประปาดอย อยู่ห่างจากจุดที่มีคลื่นโทรศัพท์ไปอีก50 กิโลเมตร ไม่มีตลาดสด ไม่มีตลาดนัด ไม่มี 7-11 มีเพียงร้านขายของชำเล็กๆประจำหมู่บ้านอยู่สองร้าน บริเวณหมู่บ้านเป็นพื้นชายแนวชายแดน ถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดงของการขนส่ง-ซื้อขายยาเสพติดและไข้มาลาเลีย ชีวิตที่ผ่านมาของผมเกิด เรียน และอยู่ในเมืองมาตลอด ชีวิตกำลังตาลปัตจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สองสัปดาห์แรกครูตั๋นได้แต่นั่งนอนทำใจทั้งวันทั้งคืน วกวนอยู่กับความคิดว่าจะเสี่ยงอยู่ หรือว่าลาออกเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ไปทำงานโลตัสเหมือนเดิมดี เพราะถึงแม้จะรู้มาว่าโรงเรียนบนดอยนั้นเป็นอย่างไร แต่พอมาเจอจริงๆนั้นเป็นมากกว่าที่คิดไว้มาก

"ผมเริ่มนับวันและคืนที่จะครบกำหนดในการเขียนย้าย เฝ้าถวิลหาเวลาที่จะได้ลงจากดอยคือ “ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์” ที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตกินอาหารดีๆ เที่ยวเล่นตามที่ที่เจริญๆ เยี่ยงคนเมืองเหมือนเดิม แต่แล้วผมก็ลองมองดูรอบๆตัว เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ แล้วก็บอกตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า “ผมเป็นใคร? ผมมาทำอะไรที่นี่?” วันเวลามันค่อยๆผ่านไป ทำให้ผมค่อยๆเปลี่ยนความคิดที่เคยมีมา เมื่อผมตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเริ่มสร้างความชัดเจนในอุดมการณ์ที่ผมตั้งไว้ตลอดมา"

ครูตั๋นเล่าว่าจากที่ต้องรับผิดชอบงานการสอนแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็เพิ่มชั่วโมงสอนมากขึ้น สรรพวิชาที่ได้ร่ำเรียนในแขนงความรู้ต่างๆเริ่มถูกงัดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาช่าง วิชาศิลปะดนตรี วิชาการทำอาหาร วิชาการพยาบาล และความเป็นนักกิจกรรม เขาได้งัดเอาออกมาใช้อย่างเต็มที่ จนทุกวันนี้ครูตั๋นแทบจะหาเวลานั่งอยู่เฉยๆ และเป็นส่วนตัวโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเด็กๆไม่ได้เลย เพราะตอนนี้ เขารู้ตัวแล้วว่า เขาเป็นใคร เขามาที่นี่ทำไม เขาทำอะไรอยู่ เขาได้คำตอบแล้ว..

"ผมต้องการสนองความต้องการของตัวเองในการทำงาน เพื่อเด็กนักเรียนที่เป็นเด็กบนดอยนั้น ไม่รู้สึกว่าด้อยค่า หรือเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในวิถีความเป็นอยู่ของตนเอง ผมมุ่งสร้างบรรยากาศในการจัดระบบโรงเรียน ให้มีหลายๆสิ่งทัดเทียมกับโรงเรียนในเมืองให้มากที่สุดตามสภาพบริบทของโรงเรียนบ้านนาดอยเท่าที่ผมจะทำได้ ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องมีงานเอกสาร ตำราที่หรูหรา ไม่ต้องมีสื่อที่สวยงามทันสมัย ไม่ต้องแต่งตัวดีหน้าเชื่อถือมากเกินไป ขอแค่มีไฟ มีใจเสียสละ และมีความกล้าก็เกินพอแล้ว..”

"การทำงานของผมคือการทำงานโดยเอาตัวผมเองเป็นที่ตั้ง สนองแนวทางของตัวเองด้วยความกล้าในการทำงาน ทุกอย่างที่ผมทำมุ่งหมายเพื่อรอยยิ้มและความสุขของเด็กๆ หลักการสำคัญที่ผมยึดถือคือ 'คนๆเดียวสามารถเปลี่ยนโลก ทั้งใบได้ ถ้าคนๆนั้นมุ่งมั่นและใจถึงจะเปลี่ยนจริงๆ'

"ผมอยากเห็นจริงๆนะ ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เกิดจากเพลงๆสนุกๆที่ครูสอนร้อง เกิดจากอาหาร-ขนมอร่อยๆ ที่ครูทำให้ เด็กๆหรือลูกๆของผมอยู่ดีมีสุข ไม่เจ็บป่วยไข้ สิ่งนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมุ่งมั่นทำงานต่อไป และสัญญาว่าจะอยู่โรงเรียนต่อไปเรื่อยๆโดยไม่เขียนย้ายไปไหน อย่างไม่มีกำหนด หรือนี่อาจจะเป็นการตีตั๋วเที่ยวเดียวก็อาจจะเป็นไปได้ เป็น one way ticket" ครูตั๋นแถมภาษาอังกฤษให้ แล้วหัวเราะอารมณ์ดี

 

 



เราทราบมาว่าครูตั๋นนั้นเป็นคนเมือง อาศัยและเรียนจบจากในเมือง จึงอยากทราบว่าเมื่อมาใช้ชีวิตเป็นครูดอยในที่แห่งนี้ ชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

"ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากๆครับ
ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องตื่นเช้ามืดมาก่อไฟ หุงข้าวทำกับข้าวให้นักเรียนกว่า 80 ชีวิตกิน
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเป็นหมอพร้อมๆกับเป็นครู
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเดินทางจากที่พักในตัวเมืองมาถึงโรงเรียน จะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในฤดูแล้ง 4-6 ชั่วโมงในฤดูฝน
ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องทำหน้าที่เป็นพ่อให้กับเด็กๆที่อยู่หมู่บ้านห่างไกลซึ่งเข้ามาเป็นนักเรียนหอพักของโรงเรียนบ้านนาดอย คงไม่ต้องสาธยายว่าผมต้องทำอะไรบ้างในหน้าที่ของคนเป็นพ่อ ยื่งเด็กเล็กๆ ยิ่งทำให้ผมรู้ซึ้งถึงการมีลูกจริงๆครับ
ชีวิตความเป็นอยู่ของผมยังมีอีกมายมายที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หากให้สาธยายทั้งหมดคงไม่จบสิ้นง่ายๆ วิธีเดียวทีคุณจะรู้และเข้าใจผมให้ลึกซึ้งคือมาอยู่กินกับผมที่โรงเรียนและนั่งคุยกับผมในวงเหล้า(บ้าง)เท่านั้นครับ"

 

 



เมื่อถามว่า ครูตั๋นอยู่ที่นี่ต้องทำงานหนักไหม ไม่ทันจะจบคำถามครูตั๋นก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

ครูตั๋น : หนักสิ หนักมากเลยล่ะ แต่ก็ทำมาทุกวัน ชินไปเสียแล้ว แล้วก็สนุกดีนะ

พร้อมกันนั้นครูตั๋นได้เล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆว่า ในหนึ่งวันเขาได้ทำอะไรบ้าง

"...ผมตื่นนอนตีห้าครึ่ง ก่อไฟหุงข้าว ทำกับข้าวให้เด็กๆหอพัก
-พาเด็กทำความสะอาด หรือพัฒนาโรงเรียนในส่วนโรงอาหารและหอพัก
-พานักเรียนกินข้าว แล้วก็ปล่อยให้นักเรียนไปปฎิบัติหน้าที่เวรประจำวัน
-7.00 น. ทำกับข้าวของครู กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็ให้ยา ทายาเด็กที่ป่วยทั้งป่วยใหม่ป่วยเก่า
-เจ็ดโมงสี่สิบ ถ้าไฟโซล่าร์เซล์พอมี ก็เปิดระบบเสียงตามสาย เปิดเพลงและให้นักจัดรายการนักเรียนจัดรายการเสียงตามสาย


-แปดโมงครึ่งก็พาเด็กๆเขาแถวเคารพธงชาติ ปฎิบัติกิจกรรมหน้าเสาธง
-เก้าโมงเริ่มจัดการเรียนการสอน ถ้าวันไหนแม่ครัวไม่มาทำอาหารกลางวันผมก็รับหน้าที่โดดสอนไปทำอาหารกลางวันสักหนึ่งชั่วโมง ก็ได้เมนูแสนอร่อยสำหรับมื้อกลางวันของเด็กๆ 210 คน โดยมีสมาคมแม่บ้านบ้านนาดอยเป็นผู้ช่วยเหลือ(สมาคมที่ว่านี้คือเด็กนักเรียนมัธยม5555)
-ตอนเที่ยงก็ทำกับข้าวของครู กินข้าวแล้วก็จ่ายยาให้เด็กที่ป่วยตามปกติ บ่ายโมงเริ่มสอน
-บ่ายสามโมงถ้าไม่มีกิจกรรมใดๆ ก็ซ้อมดนตรีให้เด็กๆทั้งวงดุริยางค์และวงดนตรีโฟล์คซอง


-สี่โมงเย็นเข้าแถวปฏิบัติกิจกรรมหน้าเสาธง เลิกแถวก็พาเด็กชั้นประถมเล็กๆลงไปอาบน้ำที่แม่น้ำเงา หลังจากนั้นก็ไปทำกับข้าวเย็นให้เด็กหอพัก
-หกโมงเย็นอบรมเด็กหอพัก พาเด็กกินข้าว
-หนึ่งทุ่มตรง จ่ายยา ทายาให้เด็กที่ป่วยทั้งใหม่และเก่า
-หนึ่งทุ่มครึ่งก็นั่งคุยกับเด็กๆ ฟังเด็กเล็กร้องรำทำเพลงอยู่ที่ชานบ้านพักครู


-สองทุ่มครึ่ง(ถ้ามีไฟฟ้า)เปิดทีวีให้เด็กหอพักดูที่ชานบ้านพักครู บางวันครูก็กินเหล้าอยู่เฝ้าจนละครหลังข่าวจบ ถ้าไม่มีไฟก็ปล่อยให้เด็กๆร้องรำทำเพลงไปจนกว่าเด็กจะง่วงนอน
-เที่ยงคืนก็เข้านอน(ผมนอนรวมกับหอพักเด็กชาย) เหล่าลูกสมุนของผมก็จะปูผ้าห่มให้หนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ กับผ้าห่มกันหนาวตายอีกหนึ่งผืน คือเด็กอยู่แบบไหนเราก็ต้องอยู่แบบนั้น

ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาปฏิบัติภารกิจเหมือนๆเดิมอีกวันหนึ่ง บางวันอาจจะมีแปลกพิศดารไปบ้างถ้าหากเด็กเกิดไม่สบายกลางดึกก็ต้องจัดการไปตามเรื่องตามราวครับ

 

 

 

 

 

โรงเรียนบ้านนาดอย อำเภอ สบเมย ตำบล สบเมย จังหวัด แม่ฮ่องสอน

 

 

 

 

 

 

ท่านที่ติดตามรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง" ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสอง ของทุกๆวัน ตั้งเเต่ปีใหม่ 58 เป็นต้นมา ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย โดยเอารายการของคุณพงษ์กร นักจัดรายการที่มากด้วยประสบการณ์เเละฝีมือเข้ามาเเทนในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสรรค์ให้กับทางสถานีได้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนตัวผมก็กำลังมองหาเวลาเหมาะๆลงมาจัดเหมือนกัน อดใจอีกสักนิดนะครับสำหรับท่านที่ฟังรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง"คงอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียง"ไอ้หนุ่มเสียงกาละมังเเตก" จะมาร้องเเรกเเหกกระเฌอในวิทยุของท่านต่อไป....อีกไม่นาน...........

 

ป้อง 13/1/58

 

 

 

 

 

`โรคซึมเศร้า เอาชนะได้..

 

 

 

เคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั๊ย? เหนื่อยง่าย ปวดหัว ท้องอืดอาหารไม่ย่อย กินอะไรก็ไม่อร่อย เฉื่อยชา เก็บตัวเงียบๆ..เบื่อ..ทำอะไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จสักกะอย่าง คิดว่าตัวเองนี้ไร้ค่า ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครเลย เเต่ทำไมชีวิตมันเซ็งๆอย่างนี้ ไม่มีความภาคภูมใจในตัวเอง ทั้งๆที่ทางบ้านก็ไม่ได้ยากจนข้นเเค้นอะไรสักนิด เเต่มันเบื่อชีวิตเหลือหลาย จะโทรไปหาเพื่อนสักหน่อยกลับหาว่าเราบ้า คิดมาก ฟุ้งซ่าน สติเเตก เออนั่นนนน....ตายมันซะ!!

 

ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในสภาวะอย่างนี้เเสดงว่าอันตรายเเล้วครับ ปรึกษาจิตเเพทย์เถิดไม่ต้องอายกลัวคนจะหาว่าเราเป็นโรคจิตหรอกครับ เพราะอาการที่คุณกำลังเจออยู่นั้นเขาเรียกว่าโรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) หรือ MDD

 

ซึ่งโรค MDD นี้ สุดท้ายก็คือการฆ่าตัวตายนั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่คุณสังเกตุเห็นตัวเองหรือคนรอบข้าง เริ่มตำหนิตัวเอง ด่าตัวเอง โทษตัวเอง กูเกิดมาทำไม? กูมันไม่มีค่า เริ่มเก็บตัวไม่ไปไหน หมดเรี่ยวหมดเเรงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร การเริ่มตำหนิตัวเองถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดที่จะต้องรีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

เพราะในปัจจุบันสื่อต่างๆได้ลงข่าวกันอย่างโจ่งเเจ้งเกี่ยวกับในเรื่องของการฆ่าตัวตายในเเต่ละวัน ซึ่งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธรณสุข ได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าตัวตายของคนไทยว่ามีมากกว่า 3,900 คน/ปี เฉลี่ย 328 คน/เดือน หรือวันละ 12 คน คือ 2 ชั่วโมง/ศพ เลยทีเดียว สาเหตุอันดับ 1 เลยก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัว รองลงมาก็คือปัญหาเศรฐกิจ เเละป่วยเป็นโรคเรื้อรัง

 

อายุ 40-44 ปี มากที่สุด รองลงมาก็อายุ 30-34 ปี นิยมเเขวนคอ ยาฆ่าเเมลงเเละก็อาวุธปืน ซึ่งการที่สื่อต่างๆลงข่าวการเกรียวกราวมาเท่าไร ก็จะเกิดอาการ Copy Cat หรือเลียนเเบบกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นดารา นักร้อง นักเเสดงด้วยเเล้ว ก็จะเป็นกระเเสที่รุนเเรงมาก

 

ข้อควรระวังสำหรับสื่อมวลชนคือ หนึ่ง ไม่ควรนำเสนอวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด เช่น การรมแก๊สเพื่อฆ่าตัวตาย หนังสือพิมพ์บางฉบับบรรยายชัดเจนว่าต้องปิดหน้าต่างให้มิดชิด เปิดแก๊สเป็นเวลานานเท่าไหร่ บางเคสฆ่าตัวตายด้วยการใช้สารเคมีก็มีการอธิบายอย่างละเอียดว่าใช้สารเคมีตัวใด ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไหร่

 

สอง ไม่ควรนำเสนอข่าวฆ่าตัวตายไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำนั้นเด็ดเดี่ยว ใจถึง เพราะคนที่ปลิดชีพตัวเองอาจถูกมองว่าเป็นฮีโร่

 

สาม อย่าใส่อารมณ์ความรู้สึกลงเยอะจนเกินไปจนแยกไม่ออกว่าคือข้อเท็จจริงหรือนิยาย ผู้อ่านที่กำลังรู้สึกว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน สี่ สื่อโทรทัศน์ไม่ควรฉายภาพเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน สุดท้ายการมีสมาชิกในครอบครัวฆ่าตัวตายคนที่ยังอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส ฉะนั้นการไปสัมภาษณ์ด้วยคำถามบางคำถามไม่ต่างอะไรกับตอกย้ำซ้ำเติม

 

รีบไปพบเเพทย์โดยด่วนเหอะ หรือจะใช้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ทีจะให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ได้...ดีกว่าปล่อยไว้จนสายเกินเเก้.......

ป้อง 14/1/58...

 

 

 

ขอพักสักนิด...

 

ท่านที่ติดตามรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง" ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสอง ของทุกๆวัน ตั้งเเต่ปีใหม่ 58 เป็นต้นมา ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย โดยเอารายการของคุณพงษ์กร นักจัดรายการที่มากด้วยประสบการณ์เเละฝีมือเข้ามาเเทนในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสรรค์ให้กับทางสถานีได้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนตัวผมก็กำลังมองหาเวลาเหมาะๆลงมาจัดเหมือนกัน อดใจอีกสักนิดนะครับสำหรับท่านที่ฟังรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง"คงอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียง"ไอ้หนุ่มเสียงกาละมังเเตก" จะมาร้องเเรกเเหกกระเฌอในวิทยุของท่านต่อไป....อีกไม่นาน...........

 

ป้อง

 

 

 

 

 

 

#ระวังมันจะกลับมา    อีกครั้งกับการสูญเปล่ากับงบประมานที่ทุ่มลงไปกับคูปองช่วยชาติ ไม่ต่างอะไรกับเช็คช่วยชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เคยใช้นโยบายนี้ ถ้ายังจำกันได้ และผู้ออกเช็คก็เป็นธนาคารในเครือพรรคปชป.เรียกว่ากินรวบหัวรวบหางกันสนุกมือ #โจรสลัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 08/01/2015 20:06     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  เมื่อเผชิญช้างป่าทำไงดี

 

 

 

"หมอล็อต" แนะข้อปฏิบัติ เมื่อเจอช้างป่าบนถนน ย้ำ! ห้ามดับเครื่อง

 

 

 
 
 

 

 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จากกรณีช้างป่าออกมาทำลายรถยนต์นักท่องเที่ยวบนถนนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนเป็นคลิปแชร์ว่อนทางโซเชียล เน็ตเวิร์กในขณะนี้ถึงสองคัน สองเหตุการณ์ ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทำให้หลายๆ คนหวาดระแวงในการขับรถขึ้นเขาใหญ่มากขึ้น ประจวบเหมาะกับก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา นายสัตว์แพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ "หมอล็อต" ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Patarapol Lotter Maneeorn ถึงวิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนน ในพื้นที่ อช.เขาใหญ่ ดังนี้

 

Lotter: Khao yai Only. บ้านใครบ้านมัน เข้าใจตรงกันนะ


วิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนน ในพื้นที่ อช.เขาใหญ่ ขอย้ำครับ ช้างป่าเขาใหญ่เท่านั้น เพราะช้างป่าพฤติกรรมหรือปฎิกิริยาตอบสนองต่อรถที่สัญจรไปมาในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นที่เขาอ่างฤาไน หรือป่าละอู ต้องทำอีกอย่าง มาทำความเข้าใจกันนะครับ....


ทำไมถึงมักเจอช้างบนถนนของเขาใหญ่


- ในอดีตตอนยังไม่มีการสร้างถนนเส้นนี้ ช้างป่าได้ใช้เส้นทางบางส่วนของพื้นที่เป็นเส้นทางเดินหากิน หรือเราเรียกว่า "ด่านช้าง" ซึ่งบรรพบุรุษของช้างได้สอนลูกหลานต่อๆกันมาว่านี้คือเส้นทางหากินของเรา อยู่มาวันหนึ่งมีการสร้างถนนขึ้นมาและบังเอิญไปทับซ้อนกับด่านช้าง ทำให้บางส่วนของถนนนั้นเกิดการใช้ร่วมกันระหว่างช้างและรถยนต์


- ช้างป่าเขาใหญ่ในแต่ละฝูง มีการตกลูกทุกๆปี นั่นหมายถึงว่าในฝูงมีลูกน้อย การเดินหากินในป่าที่รกทึบ หญ้าสูง หรือเขาที่ชัน ของลูกช้างมักมีความยากลำบาก หลายพื้นที่มีลูกช้างป่าพลัดหลงฝูงจากการตกภูเขา และฝูงก็จะห่วงลูกช้างมาก การเดินบนถนนก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับลูกช้าง เดินสะดวก และฝูงช้างป่าจะหวงลูกมากๆ


- พื้นถนนในตอนกลางคืนจะอุ่น เนื่องจากความร้อนสะสมในตอนกลางวัน ในช่วงฤดูหนาว ช้างจะเดินออกมาบนถนนถี่ขึ้น บางครั้งจะเห็นช้างป่านอนหลับบนถนนในช่วงหน้าหนาว นอนบนดินโป่งในช่วงหน้าร้อน


- บริเวณข้างทางของถนน มักมีต้นหญ้าและพื้นขนาดเล็กที่เป็นอาหารของช้าง ช้างสามารถกินได้ง่าย


- เป้าหมายของการใช้ถนนของช้าง คือ การมุ่งหน้าไปยังพื้นที่แหล่งอาหารต่างๆด้วยความปลอดภัยและรวดเร็ว เช่น แหล่งดินโป่ง หรือแหล่งน้ำ


1. หยุดรถให้ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร หากช้างเดินเข้าหา ให้เคลื่อนรถหนีด้วยการถอยหลังอย่างมีสติ รอจนกว่าช้างจะหลบจากถนน จึงเคลื่อนรถผ่านไป


2. อย่าใช้แตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้างหรือไล่ช้าง เพราะอาจทำให้ช้างโกรธ และตรงเข้ามาหาเราได้ เนื่องจากช้างป่า ประสาทหูจะดีมาก เสียงแตรแหลมๆจะทำให้ช้างตกใจและโกรธ


3. งดการใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะอาจทำให้ช้างตกใจ ตรงเข้ามาทำร้ายได้ และทำให้ช้างเกิดการสนใจ เดินเข้ามาหา ช้างตกใจแล้ว ตกใจเลย หายยาก


4. ให้ติดเครื่องรถยนต์ไว้เสมอ เพื่อให้สามารถเคลื่อนรถหนีได้ทันท่วงที และเสียงเครื่องยนต์รถที่ติดเครื่องดังทุ้มๆ จะไม่ทำให้ช้างนั้นตกใจ ไม่เครียด และคุ้นเคย เพราะได้ยินเสียงและรู้ว่านี่คือรถยนต์ เรารู้จักแล้ว ไม่สน กินดีกว่า 55555


5. หากพบช้างในเวลากลางคืน ให้เปิดไฟรถไว้เสมอ เพื่อให้สามารถสังเกตอาการของช้างและระยะห่างระหว่างรถกับช้างได้โดยสะดวก ห้ามเปิดกระพริบ เพราะแสงจะเข้าตา และดึงดูดให้ช้างเกิดความสนใจ เดินเข้ามาหา


6.ประสาทสัมผัสของช้างที่ดีที่สุดคือ หู จมูก และตา ถ้าดับเครื่องยนต์ ช้างจะเข้าใกล้เพื่อใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่น นั่นคือการดม ดู และสัมผัส ซึ่งนั่นหมายถึง ช้างเข้ามาหาคุณแย้ววววว เค้าแค่แตะๆ แต่ด้วยกำลังมหาศาล รถคุณก็บาดเจ็บได้


7. เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของช้าง ตั้งสติให้มั่น หากเป็นเวลากลางคืน ให้ใช้ไฟต่ำ และอย่าเปิดกระพริบ แล้วเลือกเคลื่อนรถไปในทางที่มีช้างอยู่น้อย แม้บางครั้งจำเป็นต้องเข้าใกล้หรือเบียดโขลงช้างไปก็ตาม อย่าดับเครื่องยนต์ และปิดไฟรถเป็นอันขาด ค่อยๆเคลื่อนรถ ให้เสียงเครื่องยนต์นิ่งมากที่สุด


ปล. ไฟสูงเปิดได้ ในกรณีที่เราอยู่ห่างจากช้างป่ามากกว่า 50 เมตรขึ้นไป เพราะจะทำให้ช้างรู้ตัวว่ามีรถมา ไม่ตกใจ และเดินหลบเข้าข้างทาง ถ้าเปิดไฟสูงระยะใกล้กว่านี้แสงจะแยงตา ช้างตกใจได้


8. ไม่ควรจอดรถดูช้าง เพราะอาจมีรถคันอื่นตามมา แล้วรถของคุณกีดขวางรถผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายแทนรถของคุณได้ คนตามหลังซวยเลยครับ


9. สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อรถจอดเรียงกันบนถนน ความสามัคคีจะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าคันที่อยู่ใกล้ช้างหรืออยู่ไกลช้างก็ล้วนเป็นผู้ประสบเหตุทั้งสิ้น ดังนั้นหากรถคันหน้าเปิดไปถอยรถ คันข้างหลังถัดไปก็กรุณาถอยรถอย่างมีสติด้วยนะครับ โดนด้วยกันรอดก็ต้องรอดด้วยกัน


10. ไม่ควรจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ เพราะอาจทำให้คุณวิ่งหนีขึ้นรถไม่ทัน ควรระลึกอยู่เสมอๆว่า โดยทั่วไปช้างมักจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวหรือฝูง ขณะที่คุณเจอช้างเพียงตัวเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช้างตัวอื่นๆ อยู่ในบริเวณนั้น ฝูงช้างอาจจะกระจายกันหากินอยู่ในบริเวณป่าข้างๆทางนั้นก็เป็นได้ และวินาทีที่เค้าจะเข้ามาหานั้น เร็วมาก


วิธีสังเกตุอารมณ์ของช้างอย่างง่าย ๆ


- เมื่ออารมณ์ดี หูจะสะบัดไปมา หางจะแกว่งและใช้งวงสะบัดไปมา หรือเกี่ยวดึงต้นไม้กิน ไม่ค่อยสนใจเรา


- เมื่ออารมณ์ไม่ดี หูจะตั้งกาง ไม่สะบัดหาง หางชี้ งวงจะนิ่งแข็ง แตะอยู่ที่พื้น หรือใช้งวงตีพื้น และอยู่นิ่งจ้องมองมาทางเรา...
ปกติช้างจะวิ่งไล่ผู้รบกวนเป็นระยะทางสั้น ๆ เพียง 2 - 3 ครั้ง หากวิ่งตามผู้รบกวนไม่ทันก็จะเลิกวิ่งไล่ไปเอง ช้างเมื่ออารมณ์ดี สังเกตจากการแกว่งหู และสะบัดหางไปมา จะไม่ทำร้ายแม้รถจะวิ่งเข้ามาใกล้ก็ตาม
แต่หากช้างโกรธ หรือไม่ไว้ใจสิ่งใด เช่น ช้าง
แม่ลูกอ่อน อาจตรงเข้าทำร้ายผู้รบกวนได้ในระยะไกล จึงพึงสังเกตอารมณ์ และอาการของช้างไว้ประกอบการตัดสินใจด้วยครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเกิดเหตุที่รถติดเป็นจำนวนมาก หรือช้างเกิดความเครียด จากการสังเกตุตามข้อแนะนำข้างต้น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ จะมาทำการอารักขา ขอย้ำครับว่า"อารักขาช้างป่า" ไม่ใช่ไล่ช้าง
"เพราะเวลาที่ช้างป่ามาเดินเที่ยวสวนจตุจักร เค้าก็เจอแต่คนเยอะแยะมากมายเช่นกัน"



ภาพจากเฟซบุ๊ค Patarapol Lotter Maneeorn

 


 

 

 

 

            วันจันทร์ที่ 12มกราคม2558เป็นวันแรม๘ค่ำ เดือนยี่(๒)ปีมะเมีย
 
 

                         

 

                                      การทำกรรมทางใดมีโทษมากที่สุด

 

 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า ท่านพระโคดม ! พระองค์เล่าย่อมบัญญัติทัณฑะ ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! ตถาคตจะบัญญัติว่ากรรม ๆ ดังนี้
เป็นอาจิณ.

ท่านพระโคดม ! ก็พระองค์ย่อมบัญญัติกรรม ในการ
ทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! เราย่อมบัญญัติกรรม ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ
คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑.

ท่านพระโคดม ! ก็กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรมอย่าง
หนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง มิใช่หรือ ?

ทีฆตปัสสี ! กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรม
อย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง.

ท่านพระโคดม ! ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนก
ออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ กรรมไหน คือ
กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่พระองค์บัญญัติว่ามีโทษ
มากกว่าในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม ?
ทีฆตปัสสี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่
จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้
เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติ
กายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมาก เหมือนมโนกรรม
หามิได้.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.
 
ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ทีฆตปัสสีนิครนถ์ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยัน
ในเรื่องที่ตรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ แล้วลุกจาก
อาสนะเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่.

  

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
 
 
 
 

                

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 "ทัวร์นกขมิ้น" เป็นการเดินทางไปดูปัญหาของประชาชนถึงจุดที่น่าจะเป็นปัญหาไม่ใช่เหรอ ?

ไม่ใช่ทัวร์หรู สำหรับท่องเที่ยว และบันเทิงซักหน่อย

หากนี่เป็น "ความผิด" ต่อไปใครจะทำงาน ก็คือผิดหมด เพราะไม่สามารถลงไปดูพื้นที่ได้เลย
 
 "สั่งให้ลุงกำนันประกาศไล่ล่าตอนปิดบ้านปิดเมือง พอนายกฯ ยิ่งลักษณ์หลบไปต่างจังหวัดเพื่อดูแลราษฎร และเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุความรุนแรง ก็จะฟ้องว่าไป "หาเสียง" ซะอีก พวกนี้เล่นกันเป็นทีม"
 
แล้วคนขวางการพิมพ์บัตร ทำลายบัตร ขวางการเลือกตั้ง บีบคอ ปิดคูหา ไม่เอาผิดหรา?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                                อาหารเสริมโชคลาภ
 

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า แต่ละประเทศก็จะมีอาหารพื้นบ้านของแต่ละที่แตกต่างกันออกไป ถ้า Horoscope.Mthai.com จะนำเสนออาหารประจำประเทศต่างๆก็จะธรรมดาเกินไป วันนี้เราจึงนำอาหารการกินที่ เสริมโชคลาภ หรืออาหารมงคลทานแล้วจะมีโชคของแต่ละประเทศมาฝากกันแทนครับ ลองไปดูกัน

 

 

 

 

องุ่นแห่งความโชคดีของชาวสเปน ประเทศสเปนทำไร่องุ่นมากที่สุดในโลก และได้ผลผลิตจำนวนมาก ชาวสเปนจึงกินองุ่น 12 ผลไปพร้อมกับเสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนในวันสิ้นปี เพื่อต้อนรับความโชคดีตลอด 12 เดือนข้างหน้า

 

เนเธอร์แลนด์ โดนัทแห่งความบริบูรณ์ ชาวดัตช์เชื่อว่า การกินโดนัทซึ่งมีลักษณะกลมแบบวงแหวน จะทำให้โชคดี และมีชีวิตครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนรูปร่างของอาหาร

 

กรีซ St. Basils cake แห่งความสุข ในวันปีใหม่ ชาวกรีกจะทำเค้กสอดใส้เหรียญเงินชิ้นใหญ่ (St.Basils cake) กินกันในครอบครัว เพื่อรำลึกถึงนักบุญบาซิล ผู้ที่มีเมตตาต่อคนยากจน ซึ่งถึงแก่กรรมในวันที่ 1 มกราคม เชื่อกันว่าสมาชิกคนใดที่พบเหรียญเงินในชิ้นเค้กนั้นจะโชคดีตลอดปี

 

ญี่ปุ่น กินโซบะ อายุยืนหมื่นปี คนญี่ปุ่นนิยมกินบะหมี่ไม่ตัดเส้นที่ชื่อ โทชิโคชิ โซบะ ต้อนรับปีใหม่ เพราะเชื่อว่า จะทำให้อายุยืนยาวเหมือนเส้นบะหมี่

 

จีน กินปลากินไก่ ให้ความมั่งคั่ง ชาวจีนนิยมกินปลาในเทศกาลปีใหม่ เพราะเสียงของคำนี้ในภาษาจีนพ้องกับคำว่า เหลือเฟือ จึงเชื่อว่าจะทำให้มีเหลือกินเหลือใช้ตลอดทั้งปี และการกินไก่ทั้งตัวโดยไม่ตัดส่วนใดออก ก็จะทำให้ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์และมั่งคั่งอีกด้วย

 

อิตาลี ความมั่งมีในถั่วเลนทิล ชาวอิตาลีกินถั่วเลนทิลในวันแรกของปีเพราะถั่วเลนทิลมีรูปร่างคล้ายเหรียญเงิน จึงเป็นสิ่งนำความมั่งคั่งร่ำรวยมาให้

 

อเมริกา ถั่วตาดำ กับความร่ำรวย ถั่วตาดำ Black-Eyed Beans (Cow Peas) เป็นอาหารนำโชคของชาวอเมริกัน เพราะเมื่อปรุงสุกแล้ว จะมีสีและลักษณะคล้ายเหรียญเงิน แสดงถึงความร่ำรวย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Forward mail
ขอบคุณภาพจาก www.goodfoodgoodlife.in.th

 

 

ส้มเขียวหวาน ก็ดีนะ เพราะ มีความเชื่อว่าเป็นผลไม้ที่สมหวัง อ้อ.. บางคนก็ใช้ส้มโอนะเพราะถือว่าจะได้มีโชคลาภ ใหญ่ ๆ เหมือนส้มโอ

 

 1. ละมุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักไม่โดดเด่น ปิดๆ ซ่อนๆ

2. มังคุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่ได้ดีเท่าที่ควร ไปไม่ถึงที่สุด มันกุด ๆ ด้วน ๆ ไม่โดดเด่น

3. พุทรา เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วดีในช่วงแรกๆ ช่วงหลังๆ ซาซา

4. มะเฟือง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักผืดเคือง ไม่อะไรก็อะไร สักอย่าง

5. มะไฟ เชื่อกันว่าทำอะไรแล้วมักต้อง เร่งๆ รีบๆ เหมือนไฟลน ไม่ได้คุณภาพ

6. น้อยหน่า เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักมีปัญหา อุปสรรค เล็กน้อย จุกๆจิกๆ อยุ่เสมอๆ ทำแล้วได้ผลเพียงน้อยนิด

7. น้อยโหน่ง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ได้ผลสมบรูณ์เพียงน้อยนิด มีอุปสรรคปัญหา ไม่สมบรูณ์แบบ

8. มะตูม เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับชื่อที่ตูมอยู่ตลอด ไม่ก้าวหหน้า ไปไม่ได้ไกล

9. มะขวิด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วมักจะประสบปัญหา วัสดุอุปกรณ์ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ครบ ขาดโน่น ขาดนี่เสมอ

10. ลูกจาก เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ยั่งยืน

11. ลูกพลับ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า

12. ลูกท้อ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจ

13. ระกำ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ

14. กระท้อน เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว สิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการเผยแพร่ออกไป กลับสะท้อนมายังจุดเดิม

15. ลางสาด เชื่อกันว่า เป็นผลไม้ที่มียาง ทำอะไรแล้วมักจะมีเรื่อง ยุ่งยากวุ่นวาย

 

1. ขนุน มีคนคอยสนับสนุน

2. กล้วย ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จง่าย ๆ เหมือนที่พูดติดปากว่า กล้วย ๆ หรือ คำโบราณที่บอกว่าง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากไงล่ะ

 

 

 


* *"เพราะผม พยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะถอดถอน นายกปู...เพื่อนำไปสู่การ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ให้พ้นเส้นทางของพวกผมไป อย่างน้อยๆก็อีกซัก 5 ปี....


*
*
 

แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นว่า...ผมได้นำเธอมา "ฟอกขาว" เพิ่มความบริสุทธิ์ให้กับตัวเธอเอง...แถม เธอยังได้ใช้โอกาสนี้ ทำการ "หาเสียงเลือกตั้ง กับนโยบายช่วยเหลือชาวนา...และเกษตรกร คนยากคนจนเอาไว้ล่วงหน้า อย่างเบ็ดเสร็จไปเลยซะอีก"..

 

 

 

 

 
 

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

                                  เลี้ยงเด็กในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันดูจะเป็นปัญหากับพ่อแม่มาก ว่าเลี้ยงอย่างไรให้เก่งบ้าง เป็นอัจฉริยะบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นพัฒนาสมอง เพราะสังคมยุคนี้ต้องฉลาด มีปฏิภาณ ไหวพริบดี ทันสมัยจึงจะอยู่รอดปลอดภัย ท่ามกลางกระแสแปรปรวนทางเศรษฐกิจ เราลืมว่าปู่ย่า ตายาย มักจะอวยพรลูกหลานให้ "อยู่ดี มีสุข" หรือ "ร่มเย็น เป็นสุข" มากกว่าจะอวยพรให้เป็นอัจฉริยะ เพราะท่านผ่านโลกมามาก ทราบว่าอัจฉริยะอย่างเดียวไม่พอสำหรับการดำรงชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีสุข ดังนั้นเด็กยุคใหม่ที่คาดหวังน่าจะเป็น "เก่ง ดี และมีสุข" สมบูรณ์ทั้งไอคิว และอีคิว ลองพิจารณาดูความจริงของชีวิตที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้เรียบเรียงไว้น่าสนใจ

 

 

                        

 

 

 

ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการยอมรับ เขาจะเป็นคนที่พอใจในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการให้กำลังใจ เขาจะเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความยุติธรรม เขาจะเป็นคนมีใจเป็นธรรม ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเป็นมิตร เขาจะมีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความรักและความอบอุ่น เขาจะเป็นคนมีศรัทธาในชีวิต ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยคำตำหนิติเตียน เขาจะเป็นคนล้มเหลว ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความก้าวร้าว เขาจะเป็นคนที่กร้าวแข็ง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเย้ยหยัน เขาจะเป็นคนขลาดอาย ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความละอาย เขาจะเป็นคนขี้ระแวง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความมานะ เขาจะเป็นคนอดทน ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความชื่นชม เขาจะเป็นคนซาบซึ้งในคุณค่า

 

ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านหยุดคิดเรื่องอื่น นิ่งสัก 1 นาทีเพื่อพิจารณาข้อแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิในการเลี้ยงดูเด็ก วิเคราะห์ดูถึงปัญหา นำมาซึ่งปัญญาที่เหมาะสมและถูกต้องต่อไป โดย ศ.จ.เกียรติคุณพ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา โรงพยาบาลสมิติเวช

 

 

 

 

           "ตีสนิท" พลังขับเคลื่อนโลก "เจนวาย"

 
 

โลก เปลี่ยนไปแล้ว เห็นวัยรุ่นสมัยนี้ทำอะไรแปลกๆ อย่าเพิ่งตกใจ เห็นลูกไม่ทนไม่แกร่งเหมือนตนเองสมัยก่อนอย่าท้อใจ เพราะทั้งหมดคือธรรมชาติของเขา ฉะนั้น มาทำความเข้าใจวัยรุ่นที่เป็นคนรุ่นใหม่ในสังคม ซึ่งเป็น "คนเจนเนอเรชั่นวาย" กัน

ผศ.ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า เจนเนอเรชั่นวาย เป็นผู้เกิดระหว่างปี 2525-2546 หรือปัจจุบันเป็นผู้มีอายุระหว่าง 11-32 ปี มีช่วงระดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษา และวัยทำงานช่วงแรก เจนวายปัจจุบันมีจำนวนสัดส่วน 1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลก สำหรับประเทศไทยมี "ประชากรเจนวาย" จำนวน 18 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของประชากรทั้งประเทศ

"เจนวายในปัจจุบันเริ่ม มีบทบาทมากขึ้น เพราะอยู่ในวัยทำงานเริ่มแรกและวัยกำลังเจริญพันธุ์ ทำให้สังคมเริ่มให้ความสำคัญและสนใจว่า เจนเนอเรชั่นนี้ทำไมถึงมีแนวทางดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมลักษณะที่แตกต่าง ทั้งจากเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งหลอมรวมแต่ละเจนเนอเรชั่นไว้"

ผศ.ภูเบศร์เผยว่า สิ่งพิเศษของเจนเนอเรชั่นวายคือ คนเจนวายแต่ละพื้นที่ในโลกมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แม้ยังไม่มีงานวิจัยชัดเจนว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่สันนิษฐานได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสิ่งเชื่อมจากโลกาภิวัตน์ ที่คนแต่ละภูมิภาคสามารถเชื่อมโยงด้วยโลกไซเบอร์ รวมถึงการเดินทางไปมาหากันได้ง่ายขึ้น เหล่านี้ทำให้ลักษณะการดำเนินชีวิตของคนเจนวายคล้ายคลึงกัน


ผศ.ภูเบศร์ สมุทรจักร



ส่วน ลักษณะโดดเด่นของคนเจนวายเป็นเรื่องของความเป็นตัวของตัวเอง ให้เกียรติกับความเป็นตัวของตัวเอง ตัวเองใหญ่ขึ้น เสียงของตัวเองดังมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกฝังจากคนเจนเนอเรชั่นบี หรือเบบี้บูม (พ.ศ.2468-2503) คือพ่อแม่ และเจเนอเรชั่นเอ๊กซ์ (พ.ศ.2504-2524) คือครู ซึ่งจะปลูกฝังเสมอว่าต้องค้นหาตัวเอง ให้เรียนในสิ่งที่ชอบและรัก ไม่ฝืนเพื่อให้ลูกมีความสุข

"คนเจนวายเป็นคนที่พยายามค้นคว้าหาตัวเอง เขาไม่ได้เรียนเพื่ออยากมีงานที่มั่นคงทำ แต่เรียนเพราะชอบและรัก"

ผศ.ภู เบศร์เผยว่า นอกจากนี้ คนเจนวายยังมีลักษณะจับจ่ายใช้สอยโดดเด่น เนื่องจากเติบโตในช่วงพาณิชย์ระดับบุคคลโตขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่าเติบโตมาพร้อมสินค้าที่หลากหลาย ตรงกับความต้องการและมีจำนวนมาก ไม่เหมือนคนยุคก่อนที่จำนวนสินค้าไม่เยอะมาก ทั้งนี้ ก็ทำให้คนเจนวายใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าเยอะ ไม่ว่าจะมีรายได้ระดับไหนก็ตาม

"เวลามีรายการที่อยากซื้อมากและชอบ ชีวิตอิสระมาก ก็ทำให้คนเจนวายไม่อยากมีพันธะในการเลี้ยงดูคนนั้นคนนี้รวมถึงการแต่งงานมี ลูก ยิ่งเมื่อรวมกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมในปัจจุบัน ยิ่งทำให้คนเจนวายตั้งคำถามว่าจะมีบุตรไปเพื่ออะไร หรือหากต้องมีก็ขอมีเพียงคนเดียว กระทั่งไม่อยากมีบุตรเลย"

ในส่วน ของการทำงาน ผศ.ภูเบศร์เล่าว่า คนเจนวายเร่งอยากประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากเป็นตัวของตัวเองเร็วๆ อยากมีอิสระ ไม่อยากอยู่ในองค์กรที่ตนเองต้องไต่เต้าใช้เวลานาน เพราะกว่าจะอยู่ในตำแหน่งระดับกลางหรือขยับสู่ระดับสูงได้ก็ใกล้เป็นผู้สูง อายุแล้ว ฉะนั้นคนเจนวายรับกับองค์กรลักษณะนี้ไม่ได้ จึงมีแนวโน้มไปหาอาชีพอะไรที่ถนัด อาชีพที่หาเงินง่ายและเร็ว และมีเวลาพักผ่อนมากกว่า

ผศ.ภูเบศร์เผยเสริมว่า คนเจนวายให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ซึ่งมีความแตกต่างจากเจนเอ๊กซ์และบีในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเจนเอ๊กซ์และบีที่ถูกปลูกฝังเรื่องความมั่นคงของชีวิต ซื้อบ้านก่อนค่อยซื้อรถ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สิน ส่วนเจนวายซื้อรถก่อนซื้อบ้าน เพราะรถจำเป็นทั้งเพื่อแสดงฐานะ สัญจรไปทำงาน ส่วนบ้านอยู่หลังเล็กแบบคอนโดก็ได้เพราะอยู่กันไม่กี่คน

แม้จะเป็นคนรักอิสระมาก ให้ความสำคัญกับตัวเองสูง แต่คนเจนวายก็ไม่ทิ้งความเป็นพลเมือง

"เจน วายเป็นเจนที่เปิดสู่โลกข้อมูลข่าวสารมาก เขาจะมีส่วนร่วมกับความเป็นไปในสังคมสูง โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเริ่มเห็นบทบาทผ่านการโพสต์คลิป การแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่แรงๆ ส่วนใหญ่เป็นเจนวายทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดและแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เขาจึงโพสต์แรงๆ อย่างนี้ จนคนเจนเอ๊กซ์หรือเจนบีรู้สึกตกใจว่า โพสต์แบบนี้ไม่กลัวคนอื่นว่า เจ้านายจะว่า หรือไม่กลัวผลกระทบบ้างหรือ ความเป็นพลเมืองของคนเจนวายน่าจับตามอง เขามีข้อมูลและมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น มีช่องทางให้แสดงความคิดเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย"

ผศ.ภู เบศร์เผยว่า สังคมต้องการการตรวจสอบ ซึ่งผมเห็นด้วย ยิ่งแชร์ข้อมูลจะยิ่งทำให้คนเห็น และข้อมูลนั้นจะยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่เจนวายต้องมีวิจารณญาณการแสดงความเห็นจะดีมาก

"นี่เป็นความ แตกต่างที่แต่ละเจนเนอเรชั่นต้องปรับเข้าหากัน เจนวายไม่ใช่เจนที่ผิดเสียหมด ก็อยากให้นำจุดแข็งแต่ละเจนออกมาแสดงศักยภาพมากที่สุด" ผศ.ภูเบศร์กล่าว


ที่มา นสพ.มติชนรายวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      เปิดแผน 'ยิ่งลักษณ์' แจงคดีจำนำข้าว อดีตนายกฯลุยเดี่ยว

 

 

ทีมทนายเปิดแผน ยิ่งลักษณ์ แจงคดีจำนำข้าว สนช.พรุ่งนี้ รับอดีตนายกฯ ขึ้นแจงเพียงคนเดียว วิชาญ ส.ส.เพื่อไทย ปัด ไม่มีการเกณฑ์คนไปให้กำลังใจพรุ่งนี้แน่

วันที่ 8 ม.ค. นายพิชิต ชื่นบาน ทีมทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ เกี่ยวกับกรณีที่พรุ่งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปให้ข้อมูลกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. ในคดีจำนำข้าวกรณีถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในฐานะผู้มีอำนาจ แต่กลับไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ว่า ตนพร้อมกับอดีตรัฐมนตรี ทั้งนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง และนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ พร้อมทีมทนายความ จะเดินทางไปกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วย

เนื่องจากทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนคดีตามข้อบังคับ จึงมีสิทธิ์เข้าไปฟังประชุมด้วย แต่ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นผู้ชี้แจงด้วยตนเองเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม คณะทำงานทั้งหมดคงต้องขอฟังการแถลงเปิดคดีนี้ของ ป.ป.ช.เสียก่อนว่ามีข้อหาอะไรบ้าง เพื่อที่จะมีการเสนอถึงประเด็นและแนวทางในการต่อสู้

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ จะเดินทางถึงที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (รัฐสภา) ในเวลาประมาณ 09.00 น. พรุ่งนี้ อย่างไรก็ดี สำหรับแนวทางต่อสู้คดีนั้นขอให้รอฟังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดีกว่า ไม่ว่าประเด็นถูกกล่าวหาว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เกิดความเสียหายจริงไหม และเสียหายแค่ไหน ซึ่งมั่นใจว่าอดีตนายกรัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้

ส่วนที่มีข่าวระบุว่า อาจมีบรรดาพ่อยก-แม่ยก เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ส่วนตัวยอมรับว่าไม่ทราบ แต่ความเป็นจริงขอให้สงบๆ ดีกว่า แต่ยอมรับว่าขณะนี้รู้สึกกลัวและเป็นห่วงกระแสสังคมมากกว่า เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลที่พยายามกดดันสร้างกระแสพยายามที่ให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิด ทั้งที่ความเป็นจริงโครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เกิดมาเป็นเวลาถึง 33 ปีแล้ว การที่ระบุว่ามีความผิดโดยเฉพาะเน้นไปที่ปีที่แล้วกับปีนี้เพียงอย่างเดียว คงเป็นไปไม่ได้

ด้านนายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.เพื่อไทย กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกระแสข่าวว่า อาจมีประชาชนเดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่รัฐสภาในวันพรุ่งนี้นั้น ยืนยันว่า ไม่มีการกะเกณฑ์คนอะไรจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทั้งสิ้น หากมีคนเดินทางไปให้กำลังใจ น่าจะเป็นการเดินทางไปให้กำลังใจกันเอง และเชื่อว่าก็ไม่ได้ไปกันมาก ถ้ามีการเดินทางไป ทั้งนี้ ยอมรับว่าส่วนตัว ก็คิดว่าอาจจะเดินทางไปให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา แต่ไม่ใช่เกณฑ์คนไป อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้ว ฝากไปยัง สนช.ว่า หากไม่ต้องการให้คนเดินทางไปกันเยอะ ก็อนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดก็หมดเรื่อง ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครเดินทางไป เพราะต้องยอมรับว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญ สนใจ อดีตนายกฯ ในการแก้ต่าง.

http://www.thairath.co.th/content/473545

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 14/12/2014 20:31     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  ข่มขืน

 

 

 

ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา

 

 
 
 

ปัจจุบันเรามักมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือทางโทรทัศน์ว่า มีการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นประจำ โดยผู้กระทำเป็นผู้ใหญ่บ้างและเด็กบ้าง ขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเช่นเดียวกัน การข่มขืนกระทำชำเรานั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 276 ซึ่งบัญญัติว่าผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท


จะเห็นได้ว่า หลักกฎหมายของความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอยู่ที่มาตรา 276 วรรค 1 ส่วนวรรค 2 เป็นบทเพิ่มโทษ ถ้าการกระทำความตามวรรคแรกของมาตรา 276 ได้กระทำโดยมีหรือให้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง


การข่มขืนกระทำชำเรา คือ การร่วมเพศโดยฝ่าฝืนต่อความยินยอมของหญิง หากหญิงยินยอมย่อมไม่เป็นความผิด เว้นแต่หญิงนั้นอายุยังไม่เกิน 15 ปี ถึงหญิงนั้นยินยอมก็เป็นผิดตามมาตรา 277 กรณีต่อไปนี้ไม่ถือว่าหญิงยินยอม เช่น หญิงกำลังหลับหมดสติ หรือเป็นคนวิกลจริต หรือคนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ หรือโดยการทำให้หญิงเข้าใจผิดว่า ตนเองเป็นบุคคลอื่น เช่น ทำหญิงเข้าใจว่าตนเองเป็นสามีหญิงหรือคนรักของหญิง เช่น เพื่อนของคนรักหญิงมาร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของหญิง และนอนค้างบ้านของหญิงด้วย ตกดึก เพื่อนของคนรักหญิงเห็นหญิงกำลังหลับจึงเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราหญิง โดยทำให้หญิงเข้าใจว่าเป็นคนรักของตนเอง เป็นต้น

 

ส่วนแค่ไหนเพียงใดจึงจะถือว่าหญิงไม่ยินยอมนั้น ศาลอเมริกันถือว่าต้องมีการขัดขืนที่สุด (resist to the utmost) ต่อมาศาลได้ผ่อนคลาย หลักเกณฑ์ลงมาโดยเห็นว่าการขัดขืนเพื่อแสดงว่าไม่ได้ยินยอมไม่จำเป็นต้องขัดขืนถึงที่สุด การขัดขืนต้องเป็นไปตามสถานการณ์แต่ละกรณี เพราะถ้าหญิงขัดขืนมากจนเกินไป หญิงอาจถูกผู้ข่มขืนกระทำชำเราฆ่าก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามการขัดขืนจะมีการกระทำอะไรที่มากกว่าการกล่าวปฏิเสธไม่ให้ความยินยอมด้วยวาจาเท่านั้น ในขณะเดียวกันกรณีที่แพทย์กระทำชำเราคนไข้หญิงโดยทำให้หญิงเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาล ซึ่งไม่ใช่การร่วมเพศ ย่อมไม่ถือว่าหญิงให้ความยินยอมในการร่วมเพศ หากหญิงรู้ว่าการกระทำมีลักษณะเป็นการร่วมเพศ และหญิงถูกหลอกในมูลเหตุที่ทำให้หญิงยินยอม ย่อมถือว่าหญิงยินยอมในการร่วมเพศด้วย เช่น ชายหลอกคนรักว่าหากหญิงยอมหลับนอนจะให้พ่อแม่มาสู่ขอ หรือแต่งงานด้วย หญิงจึงหลับนอนกับชาย กรณีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนความยินยอมของหญิง


การกระทำชำเรา คือ การร่วมประเวณี หรือการกระทำร่วมเพศ คือ การที่ชายเอาอวัยวะเพศของตนเองสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง แม้เพียงเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิ ก็เป็นความผิดสำเร็จ


ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้กระทำต้องเป็นชาย และผู้ถูกกระทำต้องเป็นหญิงซึ่งไม่ใช่ภรรยาของชาย หากหญิงเป็นภรรยาของชายและไม่ยอมร่วมเพศกับชายผู้เป็นสามี สามีใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราภรรยา ชายผู้เป็นสามีไม่มีความผิด เรียกว่า marital exception หรือข้อยกเว้นความผิดอันเนื่องมาจากการสมรส ซึ่งกล่าวกันว่า เกิดจากข้อเขียนของ Sir Matthew Hale ซึ่งเป็นประธานศาลสภาขุนนางของอังกฤษ (Lord Chief Justice) ระหว่างปี ค.ศ. 1671 ถึง 1676 ที่ว่า


(1) การที่หญิงแต่งงานกับชายย่อมหมายความว่าหญิงได้ให้ความยินยอมแก่สามีในการที่ร่วมเพศกัน โดยความยินยอมนั้นไม่อาจเพิกถอนได้ (irrevocable consent to intercourse)


(2) ภรรยาถือว่าเป็นทรัพย์ (chattle) ของผู้เป็นสามี


(3) สามีและภรรยาเป็นบุคคลเดียวกัน ดังนั้น สามีจึงไม่อาจข่มขืนกระทำชำเราตนเอง
ตามกฎหมาย แม้ชายจะไม่สามารถกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนเองก็ตาม แต่ไม่ได้หมายว่าสามีไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนเอง เช่น ชายสามีจับแขนขาของภรรยาของตนไว้ และให้ชายอื่นข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามิได้จำกัดว่าให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้น แม้จำเลยจะเป็นหญิงเมื่อฟังว่าสมคบร่วมกันก็ลงโทษเป็นตัวการได้ (ฎีกา 250/2510) นอกจากนี้ สามีหรือหญิงอื่นอาจเป็นผู้สนับสนุนในการที่ให้ความช่วยเหลือให้ชายอื่นมาข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนได้

 


อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 0991 ศาลอุทธรณ์ของอังกฤษได้ตัดสินยกอุทธรณ์ของชายผู้หนึ่งซึ่งถูกตัดสินโทษฐานพยายามข่มขืนภริยาของตนเองซึ่งแยกกันอยู่ในคดีนี้มีผู้พิพากษาทั้งหมด 5 นาย ได้ทำคำพิพากษา โดยประธานศาลสภาขุนนางได้ให้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่กระทำชำเราผู้อื่นก็ยังคงเป็นผู้กระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงว่าผู้ข่มขืนกระทำชำเราจะมีความสัมพันธ์กับหญิงผู้เสียหายไม่ว่าในสถานะใด ๆ ก็ตาม ศาลยังให้ข้อสังเกตต่อไปว่าหลักการที่มีอายุเก่าแก่หลายศตวรรษไม่ได้เป็นหลักกฎหมายเช่นว่านั้นอีกต่อไปแล้ว เมื่อคำนึงถึงสถานะของหญิงในสมัยปัจจุบัน
ในส่วนเจตนานั้น ผู้กระทำความผิดนั้นผู้กระทำต้องมีเจตนาตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมาย ตามกฎหมายอเมริกัน ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามักบัญญัติว่าจำเลยต้องมีเจตนาเฉพาะ (specific intent) ที่จะข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งจำเลยอาจนำสืบว่าจำเลยไม่สามารถมีเจตนาเฉพาะที่จะข่มขืนกระทำชำเราได้ เนื่องจากจำเลยมึนเมาจากการเสพสุราด้วยความสมัครใจ แต่บางมลรัฐก็กำหนดว่าถ้าจำเลยมีเจตนาทั่วไป (general intent) ก็เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยฝ่าฝืนความยินยอมของหญิงได้


นอกจากนี้แม้หญิงจะยินยอมให้กระทำชำเรา ชายที่ชำเรากับหญิง โดยหญิงยินยอมก็เป็นความผิดได้ ถ้าหญิงมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี และหญิงนั้นมิใช่ภริยาของชาย
ปกติหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่น่าจะทำการสมรสได้ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ซึ่งบัญญัติว่าการสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นเพราะฉะนั้นการที่หญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นภริยาชายอาจเป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นกรณีพิเศษตามข้อความตอนท้ายของมาตรา 1448นี้ และที่สำคัญหญิงต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดาของหญิง แต่กฎหมายอเมริกา ชายจะชำเราด้วยหญิงที่มีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้เลยทีเดียวแม้หญิงนั้นจะยินยอมก็ตาม

สำหรับเกณฑ์อายุขั้นต่ำที่ชายไม่อาจกระทำชำเรากับหญิงนั้น เริ่มตั้งแต่16, 17 หรือ 18 ปี สุดแล้วแต่กฎหมายของแต่ละมลรัฐกำหนดไว้ นอกจากนี้บางมลรัฐยังกำหนดว่าหญิงต้องเป็นหญิงพรหมจารี ผลคือว่าหญิงที่เป็นเด็กไม่อาจให้ความยินยอมที่สมบูรณ์ในการร่วมเพศกับชาย ซึ่งความผิดที่เกิดจากการที่ชายกระทำชำเราด้วยเด็กหญิงนี้มีชื่อเรียกว่า statutory rape บางมลรัฐถือว่าความผิด statutory rape เป็นความผิดเด็ดขาด (strict liability) กล่าวคือจำเลยไม่สามารถจะแก้ตัวว่าจำเลยไม่ทราบว่าหญิงมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และถึงแม้จำเลยจะเข้าใจผิดว่าหญิงมีอายุเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ตาม หรือจำเลยจะใช้ความพยายามตามสมควรในการสอบถามอายุของหญิง และหญิงจะโกหกชายก็ตาม จำเลยก็มีความรับผิดตามกฎหมาย แต่ก็มีบางมลรัฐยอมให้ยกเอาความสำคัญในเรื่องอายุของหญิงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ แต่ก็เป็นแต่มลรัฐส่วนน้อย


เหตุผลที่กฎหมายเอาผิดกับชายที่ชำเรากับหญิงที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ตามกฎหมายไทย หรือตามกฎหมายอเมริกัน ซึ่งกำหนดอายุของหญิงไว้สูงกว่ากฎหมายไทย เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐไม่ประสงค์ที่จะให้ชายที่ร่วมเพศกับหญิงที่มีอายุยังน้อยและไม่รู้จักวิธีป้องกันมิให้เกิดการตั้งครรภ์อันเกิดจากการร่วมเพศ และกลายเป็นมารดาเด็กในขณะที่อายุยังเยาว์วัยโดยยังไม่มีความพร้อมที่จะเป็นมารดาเด็ก นอกจากนี้หากหญิงเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หญิงอาจหาทางออกด้วยการทำแท้งซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาและตัวหญิงเอง หากหญิงไปลักลอบทำแท้งกับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางแพทย์หรือถึงแม้ผู้นั้นจะเป็นแพทย์ก็ตาม แพทย์ก็ไม่มีสิทธิทำแท้งให้หญิงเพราะหากมีการทำแท้ง แพทย์ผู้ทำแท้งรวมทั้งหญิงยอมให้ผู้อื่นที่ทำแท้ง ก็มีความผิดตามกฎหมายอาญา
ตามกฎหมายอเมริกัน หญิงซึ่งร่วมเพศกับเด็กชายอายุไม่เกิน 16 ปี ก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นความผิดฐาน Statutory rapeอาจเป็นกรณีที่ชายที่มีอายุมากกว่าหญิงร่วมเพศกับเด็กหญิงซึ่งยังเยาว์วัยหรืออาจเป็นกรณีหญิงที่มีอายุมากกว่าชายโดยชายเป็นเด็กชายอายุไม่เกิน 16ปี


อย่างไรก็ตามในสหรัฐอเมริกาก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ห้ามการกระทำชำเรากับเด็กหญิงที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ที่เห็นแย้งมีความเห็นว่ากฎหมายห้ามการชำเรากับเด็กหญิงมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตทางเพศในโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เห็นว่าการลงโทษผู้ที่ชำเรากับเด็กหญิงเป็นการขัดต่อเสรีภาพในการเลือกใช้สิทธิส่วนตัวของหญิงที่มีอายุอยู่ในช่วงปลายของวัยรุ่น นอกจากนี้ยังมีการชี้ว่ามักไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมายการห้ามชำเรากับเด็กหญิง การบังคับใช้กฎหมายจะมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายการห้ามชำเรากับเด็กหญิง การบังคับใช้กฎหมายจะมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติเนื่องจากสีผิวและชนชั้นในสังคม ถึงกระนั้นก็ตามกฎหมายว่าด้วยการห้ามชำเรากับเด็กหญิงก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป


เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองหญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา มลรัฐต่าง ๆ ได้ตรากฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายเกราะคุ้มครองผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราหรือ rape shield law กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้จำเลยนำสืบพฤติกรรมทางเพศของผู้เสียหายกับบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่จำเลย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายก่อนที่มีการข่มขืนกระทำชำเรา กฎหมายบางฉบับบังคับว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับความยินยอมของผู้เสียหายในคดีหรือไม่


นอกจากมลรัฐต่าง ๆ ได้ตรากฎหมายที่เรียกว่า Megan’s Law เพื่อเป็นการระลึกถึง Megan Kanda เป็นเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ถูกข่มขืนและฆ่า ในปี ค.ศ. 1994 โดย Jesse Timmendeguas Jesse มีประวัติการกระทำความผิดทางเพศต่อเด็กหลายครั้ง ประชาชนมลรัฐนิวเจอซี่ได้เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติของมลรัฐตรากฎหมายมาบังคับให้ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดเกี่ยวกับเพศและพ้นโทษแล้ว จะต้องลงทะเบียนไว้กับสำนักงานผู้รักษากฎหมาย การไม่ลงทะเบียนเป็นความผิดทางอาญา สำนักงานผู้รักษากฎหมายจะต้องนำข้อมูลนี้ไปให้สาธารณชนรับทราบ เมื่อพ้น 15 ปี แล้วปรากฏว่าผู้ลงทะเบียนไม่ได้กระทำความผิดทางเพศ ผู้ลงทะเบียนอาจร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลตัดตนเองออกจากการเป็นผู้มีสถานภาพเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศ


สรุป ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามักจะมีการกระทำที่มีความผิดฐานอื่นรวมอยู่ด้วยในตัวมันเอง เช่น ความผิดต่อเสรีภาพ เพราะมีการบังคับให้หญิงจำยอมให้ชายกระทำชำเรา นอกจากนี้ยังมักจะมีการทำร้ายร่างกายของหญิง หรือมีการกระทำอันมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายต่อหญิง ทำให้หญิงได้รับความปวดร้าวใจยิ่งกว่าการบาดเจ็บทางกาย จึงเห็นว่าความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่น่าจะเป็นความผิดอันยอมความได้ นอกจากนี้ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่ควรจะจำกัดเฉพาะกรณีที่ชายทำต่อหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนเองเท่านั้น หญิงอาจบังคับให้ชายกระทำชำเราตนเองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความยินยอมของชาย หรืออาจเป็นการที่หญิงกระทำต่อหญิงหรือชายทำต่อชายก็ได้ เช่น ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง ก็อาจถูกชายอื่นข่มขืนกระทำชำเราได้

 

การข่มขืนกระทำชำเราไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำต่ออวัยวะเพศของหญิงเสมอไป อาจเป็นการกระทำต่อทวารหนัก หรืออาจเป็นการบังคับใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้ก็ได้ นอกจากนี้ตามกฎหมายอังกฤษ ชายอาจมีความผิดฐานข่มขืนภริยาของตนเองหากภริยาไม่ยอมร่วมเพศ หากชายผู้เป็นสามีใช้กำลังบังคับข่มขืนภริยาของตน ชายมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภริยาของตน ความคิดที่ว่าภริยาได้ให้ความยินยอมในการยินยอมให้ร่วมเพศด้วยตลอดกาลหลังจากการสมรสไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ภริยาไม่ได้ถือเป็นบุคคลคนเดียวกับสามีเพราะภริยาถือเป็นผู้มีตัวแยกต่างหากจากผู้เป็นสามี ดังจะเห็นได้จากมีการแยกทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็นสินส่วนตัวไม่ได้รวมกันดังเช่นในอดีต ทั้งหมดนี้เป็นวิวัฒนาการกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจน่าพิจารณาปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 ของประมวลกฎหมายอาญาของไทย

 

 

 


 

 

 พบ"ไทยไทโย"เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่ง แต่กวาดเรียบงานปรับโฉมสำนักโฆษก

 

 
 
 

พบข้อมูลใหม่! งานจัดหาครุภัณฑ์ใหม่ปรับโฉม "สำนักโฆษก" ให้สง่างาม 1.7 ล้าน บ.ไทยไทโย เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งหลายรายการ แต่ "ชนะ"

 

piefffvvvv

 

 

จากกรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2557 ก่อนหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างบริษัท ไทยไทโย จำกัด ให้เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดหาครุภัณฑ์มาทดแทนของเดิม ของสำนักโฆษกที่ชำรุดทรุดโทรม ใช้งานมานาน

 

โดยให้เหตุผลว่าเพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักโฆษก ซึ่งเป็นหน่วยงานประชาสัมพันธ์หลักของรัฐบาลให้มีความสง่างามและมีความพร้อมที่จะรองรับผู้มาติดต่อรวมทั้งสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนต่างประเทศ

 

โดยสัญญาจ้างดังกล่าว ลงวันที่ 16/2557 มูลค่างบประมาณโดยรวม 1,787,730.94 บาท ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้จำนวน 1,924,181 บาท

 

(อ่านประกอบ : รบ.ประยุทธ์ ซื้อโต๊ะ-เก้าอี้ จนท. 1.1 ล. ปรับโฉมใหม่ "สำนักโฆษก" ให้สง่างาม)

 

ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกขั้นตอนการว่าจ้างงานโครงการนี้ พบว่า มีบริษัทเอกชน 3 ราย ที่เข้ามาซื้อซอง และยื่นเสนอราคา คือ

 

1. บริษัทไทยไทโย จำกัด

2.บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด

3.บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการเสนอราคาจัดซื้อ ครุภัณฑ์ใหม่ 7 รายการ พบว่า มีหลายรายการที่ บริษัทไทยไทโย จำกัด ยื่นเสนอเข้ามาสูงกว่าคู่แข่งทั้ง 2 ราย อาทิ

- ชุดโต๊ะทำงานและเก้าอี้ ระดับเจ้าหน้าที่ ขนาด 150x120x70 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 1,177,856 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 709,452 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 1,148,160.64 บาท

 

- ตู้เก็บเอกสาร ขนาด 80x40x195 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 196,000 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 89,880 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 138,880 บาท

 

- ตู้เก็บเอกสาร ขนาด 80x40x80 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 63,000 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 25,466 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 32,760 บาท

 

- ตู้เก็บแบบฟอร์ม ขนาด 80x40x160 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 6,000 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 3,798.50 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 5,580 บาท

(ดูตารางประกอบ)

 

 

peewwfgghhh

@ ตารางรับรายการ ของบริษัท ไทยไทโย จำกัด

ppedddfgfgggg

 

 

 

 

 

 

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะกินอยู่อย่างไรใน 1 วัน

กระทู้สนทนา

กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ เผยเตรียมเคลื่อนค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาทต่อวัน ‘จิตรา’ ชี้ค่าจ้างที่เหมาะสมต้องดูแลคนในครอบครัว 3 คน ระบุสวัสดิการอื่นและสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานสำคัญ

จากรายงานราคาสินค้าขายปลีก (เฉลี่ยตามลักษณะจำเพาะ) ของ กรุงเทพมหานคร เดือน พ.ย.2557 ของกระทรวงพาณิชย์และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แสดงให้เห็นราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค ซึ่งขอยกตัวอย่างดังนี้



กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ เผยเตรียมเคลื่อนค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาทต่อวัน



อย่างไรก็ตามกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง(กสรก.)ได้ประกาศเตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ(อ่านรายละเอียด) ศรีไพร นนทรีย์ ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำว่า เมื่อปี 2553 เคยมีผลการสำรวจดัชนีค่าครองชีพ ในปีนั้นถ้าจะให้ค่าจ้างเพียงพอตัวเลขค่าจ้างต้องเป็น 421 บาท ปัจจุบันแม้ว่าค่าจ้างเป็น 300 บาทจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เพราะทุกยุคทุกสมัยไม่เคยควบคุมราคาสินค้า จะเห็นได้จาก คนงานต้องการเพิ่มรายได้ด้วยกานทำงานล่วงเวลา และงานเหมากันมากขึ้น ยิ่งปัจจุบันแม้ว่าน้ำมันลดราคา แต่ไม่มีสินค่าอุปโภค บริโภคตัวใดปรับลด มีแต่เตรียมเพิ่มราคา หรือลดปริมาณลงหลังคาราแก๊ส และก๊าซปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้การปรับเงินเดือนข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีฐานเงินเดือนสูงและมั่นคงมากกว่าลูกจ้างในภาคเอกชน จึงส่อให้เห็นว่าฝ่ายปกครองชุดนี้เลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน แสดงถึงความไร้มาตราฐานในการปกครอง


สำหรับค่าแรงขั้นตำที่ควรจะเป็นนั้น ศรีไพร มองว่า ต้องเป็น 460 บาทต่อวัน ณ ปัจจุบัน แต่พวกเราเคลื่อนไหวไว้ที่ตัวเลข 421 บาทต่อวัน ไปแล้ว ก็คงยังยืนยันเคลื่อนไหว 421 บาทต่อวันต่อไป ส่วนตัวเลขอื่นก็จะเก้บไว้เป็นข้อมูล


แนวทางการเคลื่อนไหวรณรงค์เรียกร้องของกลุ่มกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ ต่อประเด็นนี้ ศรีไพร เปิดเผยว่ากลุ่มมติเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าเราจะเคลื่อนไหวเรื่องค่าจ้างขึ้นต่ำ ครั้งแรกในวันที่ 18 ธ.ค.แต่ถูกสกัด แทรกแซงจากหน่วยงานรัฐและทหาร แต่หลังปีใหม่นี้จะมีการเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อโดยใช้เครื่องเสียงประชาสัมพันธ์ และแจกใบปลิวให้คนงานกลุ่มแรกที่นวนคร เข้าใจและสนับสนุนเรื่องการเคลื่อนไหวค่าจ้างขั้นต่ำและจัดสัมมนาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้าง และออกรณรงค์ต่อไป


‘จิตรา’ ชี้ค่าจ้างที่เหมาะสมต้องดูแลคนในครอบครัว 3 คน

จิตรา คชเดช นักสหภาพแรงงาน ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการปรับค่าจ้างของคนงานได้รับตามค่าจ้างขั้นตำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะทำงานมากี่ปี ไม่มีค่าฝีมือ ส่วนใหญ่ในโรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงาน ค่าจ่างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ซึ่งนายจ้างจ่ายเฉพาะวันทำงานเท่านั้นซึ่งการทำงานปกติเดือนละ 26 วันคนงานจะได้รับค่าจ้างทั้งหมด 7,800 บาทต่อเดือน ซึ่งถัวเฉลี่ยคนงานจะได้เงินวันละ 260 บาทเท่านั้น ในการครองชีพ หักค่าประกันสังคม 5% เป็นเงิน 390 บาท เหลือเงินสุทธิต่อเดือน 7,410 บาท


คนงานส่วนใหญ่เป็นคนย้ายถิ่นแล้วซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประจำเช่นค่าเช่าบ้าน ประมาณเดือนละ 2,000 บาท ค่าอาหารมื้อละ 40 บาท วันละ 120 เดือนละ 3600 บาทต่อเดือน ซึ่งจะเห็นว่าเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นของคนงานหนึ่งคนใช้เงิน 5,600 บาทที่เหลือ 1,810 บาทซึ่งมีทั้งค่าอื่นๆ อีกจิปาถะที่จำเป็นอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้พูดถึง เงินที่เหลือเท่านี้ทำให้ค่าจ้างวันละ 300 บาทไม่เพียงพอต่อการครองชีพสำหรับคนๆ เดียว ถ้ามีลูก มีพ่อมีแม่ ก็ยิ่งไม่สามารถดูแลได้เลย ต้องหารายได้พิเศษเพิ่มเช่นการทำโอที หรืออาชีพเสริม เงินออมในอนาคตไม่มี บางครอบครัวยังมีหนี้สินจากภาคเกษตรของพ่อแม่


สำหรับค่าแรงที่ควรจะเป็นนั้น จิตรา มองว่า ค่าแรงที่ควรจะเป็นคงหามูลค่าไม่ได้ แต่ค่าจ้างที่เหมาะสม ก็คือสามารถดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้อีก 2 คน เป็น 3 คน จึงเป็นค่าจ้างที่เหมาะสม ค่าเช่าบ้านที่เหมาะสมคือ 10% ของค่าจ้าง ต้องมีเงินเหลือออมประมาณ 20% ของรายได้ และต้องมีการช่วยเหลือเรื่องการเรียนฟรีที่แท้จริงสำหรับเด็ก ค่าจ่างต้องสามารถให้คนสามคนมีอาหารกินแบบมีคุณภาพและกินอิ่ม จึงจะเป็นค่าจ้างที่เหมาะสม การคำนวนค่าจ้างจึงต้องเอาค่าครองชีพและรายได้ที่จำเป็นมาเป็นตัวคำนวนร่วมด้วย


ระบุสวัสดิการอื่นและสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานสำคัญ

นอกจากนี้ จิตรา ยังกล่าวถึงข้อเสนอเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนงานด้วยว่า ต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อปรับค่าจ้างตามฝีมือแรงงาน และตามอายุการทำงานไม่ใช่จ่ายค่าจ้างตามค่าจ่างขั้นต่ำ ให้สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานเพื่อให้มีการเจรจาต่อรอง ค่าจ้างสวัสดิการ โบนัส ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างเต็มที่ รัฐบาลต้องจัดหาที่พักราคาถูกให้กับลูกจ้างย้ายถิ่น หรือสร้างบ้านเพื่อให้คนงานซื้อผ่อนได้

รวมถึง ต้องให้สิทธิในการเลือกตั้งในในเขตพื้นที่สถานประกอบการเพื่อเลือกตั้งตัวแทนในระดับทั้งถิ่นถึงระดับประเทศ เพื่อทำให้คนงานมีตัวแทนของพวกเขาเองในการบริหารประเทศ ต้องมีสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชนหรือในโรงงานฟรี รัฐต้องจัดให้มีการเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี


“ความมั่นคงในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ กรณีเลิกจ้างบริษัทปิดกิจการหรือย้ายฐานการผลิต ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามอายุคนงานที่ทำให้เขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและให้จัดหางานใหม่ให้ในระหว่างรองานต้องจ่ายเงินช่วยเหลือระหว่างว่างงานที่คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งปัจจุบันประกันสังคมจ่ายให้ซึ่งถือว่าน้อยมาก” จิตรา เสนอ


หมายเหตุ : ยังไม่รวมราคาเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องใช้สอยในครัวเรือน กิจกรรมนันทนาการ ค่าน้ำ-ไฟ ค่าแสวงหาความรู้ หนังสือ หนังสือพิมพ์ ค่าผ่อนชำระหนี้สินดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ

ที่มาข้อมูล : กระทรวงพาณิชย์, รายงานราคาสินค้าขายปลีก (เฉลี่ยตามลักษณะจำเพาะ) ของภาค กรุงเทพมหานคร ปี 2557 เดือน พ.ย. : องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

ที่มา :
http://prachatai.org/journal/2015/01/57248

แก้ไขข้อความเมื่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รวย หรือ เจ๊ง? ร้านค้ายอดฮิต มนุษย์เงินเดือน ผันไปทำธุรกิจ

 

 

ย่างก้าวเข้าสู่ ปี 2558 หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตที่หวังจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การได้ประกอบอาชีพที่รัก มีผลตอบแทนดี ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ จึงเสาะแสวงหาตัวตน เริ่มจากเป็นมนุษย์เงินเดือน จนเข้าที่เข้าทาง บางส่วนเริ่มเบื่อในสถานะลูกจ้าง จึงออกไปทำธุรกิจที่ชอบ ไปสู่เป้าหมายที่วาดฝันไว้

 

 

sanook0107101238357015429_baf3bf2788

 

 

แน่นอนว่าการออกไปทำธุรกิจเป็นของตนเองย่อมมีความเสี่ยง ไหนจะเงินทุนตั้งหลัก หากล้มเหลวขึ้นมาก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ความฝันที่ว่าต้องการผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจ มีอิสรภาพทางการเงิน รวยเร็ว สบายไวนั้น ฟังดูเหมือนง่าย แต่การเสี่ยงลงทุนก็ถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต

 

เด็กรุ่นใหม่ก็มุ่งหาเปิดร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ที่เรียกได้ว่าผุดขึ้นมาจำนวนมาก เห็นชัดๆ ที่จ.เชียงใหม่ ร้านกาแฟ พบเห็นได้ในทุกหย่อมหญ้า แล้วแต่ว่า ใครรุ่งก็ดีไป ใครขายต่อไม่ได้ ก็ถึงทางตัน ธุรกิจในฝันที่วาดฝัน อาจกลายเป็นฝันร้ายที่ให้บทเรียนแก่ชีวิต


มาดูกันว่า เด็กจบใหม่ จบปริญญาตรีส่วนใหญ่ ลาออกจากมนุษย์เงินเดื
อนไปทำอะไรกันบ้าง หากไม่ใช่ธุรกิจที่บรรพบุรุษ คุณปู่ ย่า ตา ทวด สืบทอดมา ก็เห็นจะเป็นร้านค้าที่เปิดขายลงทุนไม่มากนัก เพราะเพียงมีพื้นที่ มีเงินลงทุนพร้อม ก็สามารถเปิดร้านได้ทันที อย่างที่เกริ่นเอาไว้ว่า ธุรกิจเหล่านี้ แล้วแต่โอกาสและช่องทางที่เหมาะสม คนประสบผลสำเร็จมีมาก ขณะที่บางส่วนก็ไปต่อไม่ได้

 

 

0144

 

 

-เปิดร้านค้าออนไลน์ ขายของในอินเตอร์เน็ต


ตลาดใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้รั
บความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวก ซื้อง่าย ขายคล่อง ซึ่งต้องเป็นของใช้ที่ตีตลาด เป็นที่ต้องการ แต่ก็ต้องแข่งขันกับผู้ขายมากรายที่นำกลยุทธ์ด้านการโฆษณาบนสื่อออนไลน์มาเรียกลูกค้า เหล่านี้ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเฝ้าร้าน หากสินค้าติดตลาด โฆษณาดี แหวกแนว ก็อยู่รอดได้ไม่ยาก

 

 

Kafe’-retro-ร้านกาแฟสุดเก๋สไตล์เรโทร-teen.mthai967635_670025216368604_2123110939_n

 

 

-เปิดร้าน กาแฟ ร้านเหล้า ร้านอาหาร ร้านไอศครีม ร้านเบเกอรี่


การเปิดร้านค้า ต้องมีกลยุทธ์ทางการตลาด รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง อย่างที่เราได้ยินมาในวิ
ชาการตลาด สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาใช้ ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า ทำเล ช่องทางการค้าขาย  ศึกษาคู่แข่ง ราคาสินค้า  จุดเด่นสินค้า และการทำโปรโมชั่น แต่ที่สำคัญต้องมีความรู้ในตัวสินค้านั้นจริงๆ ส่วนใหญ่ร้านที่ประสบผลสำเร็จ ก็มักจะได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้ากันแบบปากต่อปาก โดยเฉพาะโลกออนไลน์ หากร้านไหนติดตลาด ก็มีโอกาสเฮง และ รวย ได้

 

-ร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ร้านถ่ายเอกสาร ร้านเกมส์ ร้านคอมพิวเตอร์


ต้องยอมรับว่า ธุรกิจเหล่านี้ ใช้เงินลงทุนสูง และต้องทำใจเช่นกันว่า กว่าจะได้รับเงินทุนกลับมานั้
นก็เหนื่อยพอตัว เพราะค่ากำไรจากการถ่ายเอกสารนั้นน้อยนิด ไม่คุ้มค่าเหนื่อย ต้องเปิดบริการเสริม เคลือบบัตร เข้าเล่ม ซึ่งก็ต้องใช้อุปกรณ์ และบุคลากรเพิ่ม คำนวณให้ดีว่า ทำแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ ขณะที่ร้านคอมฯที่เปิดส่วนใหญ่ ก็แข่งขันในเรื่องชั่วโมงบริการ 10 บาท 20 บาท กำไรอาจจะไม่พอใช้สำหรับค่าบำรุงรักษา ซ่อมคอมฯตัวที่เสีย ก็เป็นได้

 

-ขายของเฉพาะอย่าง ที่มีคู่แข่งน้อยราย แต่เป็นที่ต้องการของตลาด


กรณีนี้มีโอกาสสูงที่
จะประสบผลสำเร็จ เพราะมีคู่แข่งน้อยราย หากสินค้าดี มีคุณภาพย่อมเป็นที่ต้องการ  ยกตัวอย่างกรณี หนุ่มหนุ่มบุรีรัมย์ จบป.ตรี สมัครงานได้เงินเดือน 7 พัน หันมาขายหมูปิ้ง ข้าวจี่ปลาร้าบอง  อาหารพื้นบ้าน ด้วยสูตรเฉพาะที่คิดขึ้นเอง ใครจะเชื่อว่าทำแล้วรุ่ง ยิ่งในช่วงหน้าหนาว รายได้งาม เฉลี่ยวันละ  8,000–10,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหาจังหวะโอกาสที่เหมาะสมได้ก่อนกัน

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงจังหวะนี้ หลายธุรกิจก็ซบเซา แม้แต่ธุรกิจใหญ่ๆ หากไม่แย่ไปกว่านี้ ก็จะยังคงที่อยู่เช่นเดิม การเป็นลูกจ้างรับเงินเดือนก็เป็นการลดความเสี่ยง เซฟตัวเองไว้ก่อน ไว่ค่อยหาลู่ทางต่อไป โดยในปีหน้าหอการค้าไทยได้เผย 10 ธุรกิจมาแรง ธุรกิจไหนน่าสนใจบ้าง ลองมาดูกัน

 

1.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม
2.ธุรกิจเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว
3.ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสาร
4.ธุรกิจการศึกษา และธุรกิจท่องเที่ยว
5.ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิ

6.ธุรกิจเครื่องดื่ม
7.ธุรกิจถุงมือยาง ถุงมือตรวจโรค และธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่
อสร้าง
8.ธุรกิจสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ
9.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (แนวดิ่ง) และธุรกิจร้านกาแฟ
10.ธุรกิจประมงน้ำจืดและธุรกิ
จจำหน่ายบิ๊กไบค์

 

ธุรกิจดาวร่วงในปีหน้า ที่มีโอกาสซบเซา ได้แก่

 

1.ธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์
2.ธุรกิจหัตถกรรมทั่วไป
3.ผักผลไม้อบแห้ง
4.สิ่งทอผ้าผืน (งานไม่เน้นฝีมือ)
5.ร้านค้าดั้งเดิม (โชว์ห่วย)
6. ยางพารา
7.โทรทัศน์สีรุ่นธรรมดา (จอตู้)
8.ข้าว
9. ส้วมนั่งยอง
10.รถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์)

 

มาถึงจุดนี้ ต้องบอกว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจ สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรี การเป็นมนุษย์เงินเดือน หากได้อยู่ในบริษัทที่เหมาะสม ตำแหน่งที่ดี มีโอกาสเติบโต ก็สามารถร่ำรวย ตั้งหลักชีวิตได้  ตราบใดที่ยังมีความสามารถ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือ เจ้าของธุรกิจ ก็สามาถพิชิตความฝันตามที่ตั้งไว้ได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 ลับสุดยอด ! จริงหรือลวง? ลือกระหึ่ม เจ้าหญิงเคทแอบพบ ‘พระธิดาลับไดอานา’ โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2557 14:54 น.

 

 เผยความลับสุดยอดเอ็กซ์คลูซีฟ เจ้าหญิงเคท ทรงแอบพบกับ ‘หญิงคนหนึ่ง’ ที่เชื่อกันว่าเป็นพระธิดาลับๆ ของเจ้าหญิงไดอานา ระหว่างเสด็จเยือนนิวยอร์ก เมื่อเร็วๆ นี้ หวังทรงพิสูจน์หาความจริง

หลังมีข่าวลือสนั่นกันมาหลายปี เจ้าชายวิลเลียม ทรงมีพระภคินี (พี่สาว) อยู่ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. สื่อต่างแดน เปิดเผยข่าวลับสุดยอด ความเคลื่อนไหวของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ในโอกาสเยือนนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนธันวาคมว่า ขณะที่ทั้งสองพระองค์ทรงถูกจับตาจากบรรดาสื่อมวลชนในสหรัฐฯ แทบจะทุกฝีก้าว แต่คงน้อยคนนักที่จะรู้ว่า เจ้าหญิงแคทเธอรีน หรือเจ้าหญิงเคท ซึ่งกำลังทรงตั้งพระครรภ์ที่ 2 ได้ทรงดำเนินการอย่างลับๆ เพื่อพบกับบุคคลหนึ่ง ที่เชื่อกันว่า เป็นพระธิดาลับๆ ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาผู้ล่วงลับของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ แห่งอังกฤษ ‘

พระชายาในเจ้าชายวิลเลียมที่กำลังทรงตั้งพระครรภ์ ได้มีภารกิจลับสุดยอดระหว่างเสด็จเยือนนิวยอร์ก ด้วยการแอบพบกับหญิงคนหนึ่งแบบเงียบที่สุด ขณะที่แหล่งข่าวในวังเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพระธิดาลับของเจ้าหญิงไดอานา’

นิตยสาร GLOBE (โกลบ) สื่อในสหรัฐฯ ที่ชอบขุดคุ้ยติดตามเรื่องราวในรั้วในวังอังกฤษ ฉบับวันที่ 29 ธ.ค. รายงาน พร้อมทั้งยังเผยด้วยว่า หญิงคนนี้ ชื่อ ซาราห์ ได้ถูกนำตัวแอบมาพบกับเจ้าหญิงเคทที่ห้องนั่งเล่น โดยบรรดาผู้ช่วยและผู้ติดตามของเจ้าหญิงเคท เจ้าหญิงเคททรงแอบพบกับผู้หญิงที่เชื่อกันว่าเป็นพระธิดาลับๆ เจ้าหญิงไดอานาที่นิวยอร์กจริงหรือ?ข่าวแจ้งว่า มีข่าวลือแพร่สะพัดในช่วงหลายปีก่อน เกี่ยวกับเรื่องเจ้าหญิงไดอานา อดีตพระชายาในเจ้าชายชาร์ลส์ ทรงมีพระธิดาลับๆ อยู่อีกองค์หนึ่ง อีกทั้งนิยายเรื่อง ‘การหายไปของโอลิเวีย’ ยังเป็นนิยายที่ผสมผสานกันทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง

จากเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ และการเปิดเผยของคนใกล้ชิดในวัง อ้างว่า เจ้าหญิงไดอานาได้ทรงมีการพบกับแพทย์หลวงในปี 1980 ขณะทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา โดยทรงถูกบังคับให้ทำ ‘กิฟท์’ กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าพระองค์จะทรงมีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ของ ราชวงศ์อังกฤษต่อไปแน่นอนหากทรงได้อภิเษกสมรสกันแล้ว เพียงแต่ระหว่างนั้น กลับมีแพทย์คนหนึ่ง ในทีมแพทย์ที่ถวายงานเรื่องนี้ได้ขโมยไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วของเจ้า หญิงไดอานา ไปฉีดในท่อนำไข่ เพื่อให้ภริยาของเขาตั้งครรภ์เสียเอง เจ้าหญิงไดอานา ขณะทรงมีพระชนมชีพอยู่ เสด็จออกงานพร้อมเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์บทบรรณาธิการของนิตยสาร GLOBE (โกลบ) ฉบับล่าสุด ยังอ้างว่า เจ้าชายวิลเลียม ทรงต้องการรู้ว่า ‘ซาร่าห์’ ยังมีชีวิตอยู่ หรือมีตัวตนจริงหรือไม่

ดังนั้น พระองค์จึงทรงมอบหมายให้พระชายาแอบพบกับหญิงคนนี้ โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดเผยกับนักข่าวของโกลบว่า ซาร่าห์ได้บอกรายละเอียดที่น่ากลัวบางอย่างของเรื่องราวนี้ เธอไม่มีความคิดเห็นใดๆ ที่เธอไม่มีพ่อแม่ เพราะเธอมารู้ว่า พ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมาไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตพร้อมกัน ตอนนั้น ซาร่าห์จึงรู้ว่าเธอเป็นลูกที่เกิดจากการทำ ‘กิฟต์’ และเริ่มค้นหาว่าผู้หญิงคนไหนคือผู้บริจาคไข่ ซึ่งเป็นแม่ของเธอ ความพยายามหาความจริงในเรื่องนี้ของเธอ ทำให้เธอโดนคนข่มขู่ถึงขั้นจะเอาชีวิต พร้อมกับได้สั่งให้เธอหยุดดำเนินการในเรื่องนี้ทันที

จากนั้น เธอจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ ตามรายงานของนิตยสารโกลบ อ้างว่า เจ้าหญิงเคททรงตกพระทัยมาก เมื่อทรงรับทราบเรื่องนี้จากซาร่าห์ และทูลให้เจ้าชายวิลเลียมรับทราบแล้ว โดยเจ้าชายวิลเลียมทรงมีพระประสงค์ให้สืบหาข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ เพราะทรงคิดว่าซาร่าห์อาจเป็นพระภคินี (พี่สาว) จริงๆ ของพระองค์ และเจ้าชายแฮร์รี่ อย่างไรก็ตาม นิตยสารโกลบได้สอบถามความเห็นของคนอ่านด้วยว่า คิดอย่างไรต่อเรื่องราวพระธิดาลับๆ ของเจ้าหญิงไดอานา? คิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมา? และหากผลการพิสูจน์ว่าซาร่าห์ เป็นพระภคินี ของเจ้าชายวิลเลียม จะทำให้เธอเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษหรือไม่ ? และยังถามความเห็นของผู้อ่านที่ยากจะตอบว่า ปริศนาของเรื่องนี้จะทำให้ชีวิตของซาร่าห์ตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า?

 

 

 

 

 

 

 

 เพลง " ป่าลั่น" ขับร้องโดย คุณสุเทพ วงศ์กำแหง
นำเสนอโดย Aphirakchuchai
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

เป็นเพลงจากหนังเรื่องแรกที่ชรินทร์อำนวยการสร้างเรื่องเทพบุตรนักเลง ฉายที่โรงหนังเอ็มไพร์ พ.ศ. 2509 ตอนนั้นคณะสุเทพคอรัสกำลังมาแรง ได้ร่วมแสดงและขับร้องเพลงนี้. ครับ

 

โดยมติชนออนไลน์

 

 

 


เมื่อเกิดความต้องการมาก ก็ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบเข้าไปตัดโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งปัญหารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆของไม้พะยูง จนเจ้าหน้าที่รัฐเองบางส่วนยังเข้าร่วมขบวนการดังกล่าว รู้เห็นเป็นใจการค้าไม้พะยูงซะเองก็มี

ทั้งนี้อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เล่าเพิ่มเติมว่า  ในยุคที่ตนดำรงตำแหน่ง เมื่อเทียบสถานการณ์การค้าขายไม้พะยูงในปัจจุบันยัง ไม่รุนแรงขนาดนี้ โดยตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้ามาแก้ไข โดยได้ประกาศ  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.  ก็ทำให้สถานการณ์เบาลง

โดยในส่วนจำนวนของไม้พะยูงนั้น เคยมีมากในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะหมดไป การลักลอบตัดในไทยจึงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยในส่วนขั้นตอนการกระทำผิดนั้น หลังจากการลักลอบตัวในประเทศ ก็จะมีการลำเลียงออกต่างประเทศ โดยขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผ่านลำน้ำโขง ไปยังประเทศลาว เพื่อส่งต่อไปยัง เวียดนามและจีน  ขณะที่บางส่วนก็ส่งต่อผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา

 



เมื่อขอให้เสนอเเนะแนวทางแก้ไข นายดำรง เห็นว่า การแก้ปัญหานอกจากเร่งปราบปรามในไทย ก็จะต้องมีการประสานไปยังทางการของจีน ให้การรับซื้อไม้พะยูงเป็นเรื่องที่ผิด โดยเฉพาะการออกกฏระเบียบห้ามรับซื้อไม้พะยูงที่ขโมยมา ซึ่งขณะนี้ ไม้ดังกล่าวใกล้สูญพันธุ์ เหลือเพียงบริเวณประเทศไทยเท่านั้น  ซึ่งในฐานะที่ตนเองเป็นสมาชิกสภาปฏฺิรูปแห่งชาติ เห็นว่าน่าจะมีการเพิ่มโทษผู้ที่กระทำความผิดลักลอบตัดไม้ดังกล่าว เช่นโทษจำคุก หรือการยึดทรัพย์ ก็จะทำให้นายทุนที่อยู่เบื้องหลังเกิดความหวาดกลัว

ทั้งนี้เนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงาม จนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก  โดยเนื้อไม้พะยูงมีความละเอียด เหนียวแข็งทนทานและชักเงาได้ดี มีน้ำมันในตัวจึงมักใช้ทำเครื่อง เรือน เครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้ในการแกะสลักและทำด้ามเครื่องมือต่าง ๆ   ในกรณีของไทย ใช้ทำเกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด เป็นต้น

ทีนี้ก็พอเข้าใจกันบ้างแล้ว ว่าเขาขโมยไม้พะยูงกันเพราะอะไร เพราะมันคุ้มที่จะเสี่ยงนั่นแหละครับ  ... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                  เปิดโปงธุรกิจ “เก็บศพ” แย่งทำดีถึงฆ่ากันตาย ตั้งมูลนิธิฯบังหน้า-เบื้องหลังสมุนนักการเมือง

 

ครอบครัวของนายอดิเทพ พิริยะกุล อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง ถูกอาสาสมัครมูลนิธิร่มไทรยิงเสียชีวิต ร่ำไห้เสียใจ

 

      ASTVผู้จัดการ - ปฏิบัติการแย่งกันทำความดี จนต้องฆ่ากันตายนั้น อาจจะยังค้างคาใจว่ามีเหตุอะไรจูงใจให้หลายๆมูลนิธิฯต้องแข่งขันกัน คำตอบน่าจะอยู่ที่ผลประโยชน์ของมูลนิธิฯเองที่มาในรูปแบบต่างๆเช่นยอดการบริจาค เงินสนับสนุนต่างๆ และขั้นเลวร้ายที่สุดคือการเข้ามาของขบวนการฟอกเงิน

 

   กลายเป็นเรื่องขึ้นมาอีกแล้ว หลังจากที่เคยเปิดศึกราวีเสียเลือดเสียเนื้อกันมาหลายครั้ง
       
       กลางดึก 1 ธ.ค.ที่ผ่านมานายอดิเทพ พิริยะกุล อายุ 23 ปีอาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง ถูกนักเลงในคราบนักบุญอาสาสมัครมูลนิธิร่มไทร กระหน่ำยิงจนเสียชีวิตเหตุเกิดหน้าหมู่บ้านโฮมเพลส ปากซอยรามคำแหง 140 เขตสะพานสูง กทม.โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ทราบตัวมือปืนแล้วกำลังติดตามมาดำเนินคดี
       
       ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากการแย่งกันปฏิบัติหน้าที่จิต “จิตสาธารณะ”
       
       เมื่อพิจารณาถึงปมการฆ่าฟันกันว่ามาจาก “จิตสาธารณะ”สังคมอาจจะยิ่งมึนงงเพราะการทำงานเพื่อส่วนรวมหรือการบำเพ็ญตนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้นทำไมต้องเกิดความขัดแย้ง แย่งกันทำความดีด้วยความตาย และคงเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีเหตุการณ์อันน่าหดหู่ใจนี้
       
       พลิกปูมหลังเมื่อปี พ.ศ.2480 ได้ก่อเกิดมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง ขึ้นเป็นครั้งแรกและแยกเป็นกิจการสาธารณะกุศลคนเจ็บคนตายราว 50 ปีที่ผ่านมานี้โดยมีแรงบันดาลใจมาจากนายอุเทน เตชะไพบูลย์ นักธุรกิจชาวจีนคนหนึ่งที่เข้ามาอาศัยร่มโพธิสมภารจนประสบความสำเร็จและต้องการสนองคืนสังคมเริ่มด้วยการจัดตั้งโรงพยาบาลหัวเฉียว และแตกมาเป็นมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย คนยากคนจนตลอดจนเก็บศพไร้ญาติ
       
       ต่อมาได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นเนืองๆ เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมหรือคดีต่างๆที่เกิดขึ้นกิจการมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง จึงขยายมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (ตำรวจ) อย่างเต็มตัวโดยภารกิจหลักคือการเก็บศพในทุกรูปแบบ และพัฒนามาเป็นหน่วยกู้ชีพช่วยผู้ประสบภัยต่างๆ เช่นอุบัติเหตุรถชน ตึกถล่ม ปั๊มแก๊สระเบิด เป็นต้น ซึ่งต่อมากลายเป็นที่นิยมของบรรดาผู้มีจิตอาสา ทั้งดาราและประชาชนมาสมัครเป็นอาสาปอเต็กเชียงตึ้ง อาทิ แอ๊ด คาราบาว นักร้องดังกับตลกตระกูลชวนชื่น เป็นต้น
       
       เมื่อปรากฏผลงานด้านสาธารณกุศลอย่างชัดเจน ชื่อเสียงของมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง จึงเป็นที่รู้จักทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนอย่างกว้างขวางแน่นอนว่า ย่อมมีผู้ศรัทธาเข้าสมทบในรูปแบบทั้งๆอย่างคับคั่ง ทั้งด้านการเงินหรือบริจาคสิ่งของรวมทั้งโลงศพ ทำให้มีคนมองเห็นช่องทางจนเกิดมูลนิธิฯเล็กๆ ขึ้นมาอีกมูลนิธิหนึ่งชื่อ “ร่วมกตัญญู” ก่อตั้งโดยนายสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง ก่อตั้งเมื่อปี 2513 ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานมูลนิธิฯ
       
       เส้นทางมูลนิธิร่วมกตัญญู ลอกเลียนแบบ “ปอเต็กเชียงตึ้ง” เน้นเฉพาะการเก็บศพ สำนักงานเดิมอยู่ย่านกล้วยน้ำไทย เริ่มจากรถปิกอัพ 1 คันมีเด็กคลองเตยเป็นพนักงานขับรถ คนเก็บ-ส่งศพหนึ่งในนั้นก็คือนายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการมูลนิธิฯคนปัจจุบัน
       
       อย่างรวดเร็ว เพียง 2-3 ปีมูลนิธิร่วมกตัญญู สามารถสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเทคนิคที่ประสบความสำเร็จก็คือพยายามแย่งเก็บศพจากมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง ให้มากที่สุดเพราะในแต่ละครั้งจะปรากฏชื่อเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย ลูกเล่นที่ได้โฆษณาฟรีๆลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ โดยไม่เสียสตางค์แม้แต่บาทเดียวก็คือตอนเก็บศพไม่ว่าจะยืนเก็บ นั่งเก็บหรืออยู่ในมุมใดๆต้องมีพนักงาน 1-2 คนยืนหันหลังให้เห็นป้ายชื่อมูลนิธิฯที่ติดตัวโตๆ หลังเสื้ออย่างชัดเจน
       
       นอกจากนั้น ก็คือการ “ซื้อใจ” เพราะทุกครั้งที่นักข่าวอาชญากรรมไม่ว่าสำนักใดก็ตามหาก “ตกภาพ” ไปถ่ายรูปในที่เกิดเหตุไม่ทันก็จะได้รับการอนุเคราะห์จากมูลนิธิฯซึ่งต่างจาก “ปอเต็กเชียงตึ้ง”ในยุคก่อนที่ไม่ยืดหยุ่น ไม่ให้ความสำคัญกับสื่อจึงเปิดโอกาสให้ร่วมกตัญญู โตวันโตคืนจนมาถึงยุคปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีศูนย์ประสานงานตั้งอยู่หน้าวัดหัวลำโพง ปทุมวัน คาดว่ามีทรัพย์สินกว่า 1 พันล้านบาท มีนักร้องดาราให้การสนับสนุนอย่างมากมายเช่นบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ต่าย สายธาร ฝันดี ฝันเด่น และตลกตระกูล “เชิญยิ้ม” เป็นต้น
       
       อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาถึงวันนี้ทั้งมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู ต่างเคยกระทบกระทั่งกันมาหลายครั้ง เรียกว่าเคยเซ่นสังเวยเลือดเนื้อกันมาก่อนเช่นกันจนถึงยุค พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธ์ เป็น ผบช.น.ได้แก้ปัญหา “แย่งทำความดี” หรือ “แย่งเก็บศพ” ด้วยการแบ่งเขต กองบังคับการตำรวจนครบาลเหนือ (บก.น.เหนือ) กองบังคับการตำรวจนครบาลใต้ (บก.น.ใต้) และ กองบังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี (บก.น.ธนฯ) และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นวันคู่วันคี่เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนี่ง
       
        แต่ที่เกิดเป็นเรื่องราวบ่อยครั้งก็เพราะมีมูลนิธิเกิดใหม่อีกหลายมูลนิธิฯเช่น ประชาร่วมใจ – มูลนิธิร่มไทร เป็นต้น
       
       ทั้ง 2 มูลนิธินี้แม้จะมาในรูปจิตอาสา เป็นนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรแต่มุ่งเน้นงานสาธารณกุศล หากแต่ในความจริงแล้วเฉพาะในส่วนของมูลนิธิร่มไทร ซึ่งมีนายสุธี มีนชัยนันท์ คนนามสกุลเดียวกับนายวิชา มีนชัยนันท์ นักการเมืองชื่อดังเป็นประธานฯ ย่อมเป็นที่สงสัยของสังคมว่า นอกจากงานการกุศลแล้วยังมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
       
        เพราะทราบกันดีว่ามูลนิธิร่มไทร นั้นนอกจากอยู่ในการดูแลของสกุล “มีนชัยนันท์”แล้วยังมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตนักการเมืองคนดังร่วมสนับสนุนด้วย
       
       มีข้อมูลปรากฏในกลุ่มอาสา หรือบรรดามูลนิธิทั้งหลายว่าระบบการทำงานของมูลนิธิฯในปัจจุบันทั้งปอเต็กเชียงตึ้ง กับร่วมกตัญญู ไม่มีปัญหาอะไรกันแล้วเนื่องจากกำหนดพื้นที่ วันเวลาตารางการทำงานอย่างชัดเจน
       
        แต่ที่เป็นปัญหาก็คือกลุ่มคนทำงานของมูลนิธิร่มไทร ซึ่งยึดพื้นที่แนวตะเข็บชานเมืองโดยเฉพาะด้านตะวันออก ของกทม.ประกอบด้วยมีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง และย่านลำลูกกา เป็นต้น พื้นที่ดังกล่าวห้ามมูลนิธิฯ ใดย่างกรายเข้าไป แต่ที่เกิดเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง ก็เพราะมีการประสานงานมาจากศูนย์เอราวัณ (งานแพทย์ กทม.) หรือศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณะสุข เมื่อแจ้งไปยังมูลนิธิใดแล้วเผลอรีบไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุโดยลืมว่า มีเจ้าถิ่นคอยเอาเรื่องอยู่ก็จะเกิดปัญหาได้ เบาสุดคือขับรถปาดหน้าด่าทอ ขยับไปถึงขว้างปาสิ่งของใส่และอาจถึงทะเลาะวิวาทจนมีการใช้อาวุธ
       
       ปฏิบัติการแย่งกันทำความดีจนต้องฆ่ากันตายนั้นอาจจะยังค้างคาใจว่ามีเหตุอะไรจูงใจให้หลายๆ มูลนิธิต้องแข่งขันกัน คำตอบน่าจะอยู่ที่ผลประโยชน์ของมูลนิธิเองที่มาในรูปแบบต่างๆ เช่นยอดการบริจาค เงินสนับสนุนต่างๆ และขั้นเลวร้ายที่สุดคือการเข้ามาของขบวนการฟอกเงิน
       
       ส่วนข้อปลีกย่อยต่างๆที่ยังเป็นปัญหาก็คือการเข้ามาของพนักงานหรืออาสาทั้งหลายนั้นส่วนใหญ่มาจากร้อยพ่อพันแม่ ไม่มีระบบควบคุมที่ดีเห็นได้จากมีข่าวแอบอ้างชื่ออาสา ชื่อมูลนิธิไปกระทำผิดกฎหมายขนของเถื่อน ค้ายาเสพติดหรือบางครั้งนำไปก่ออาชญากรรมร้ายแรง
       
       จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานรับผิดชอบประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อนุญาตและผู้ควบคุม จะต้องรีบเข้ามาตรวจสอบการประกอบกิจการต่างๆ ของมูลนิธิฯทั้งหลายว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่นมูลนิธิใหญ่แห่งหนึ่งมีทรัพย์สินมากมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่าการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิฯต้องไม่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อผู้ใดฯ และข้อบังคับที่กำหนดให้มีคณะกรรมการของมูลนิธิฯประกอบด้วยบุคคลอย่างน้อย 3 คนเป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิตามกฏหมายและข้อบังคับของมูลนิธิฯนั้น ปรากฏว่ามูลนิธิฯดังกล่าวมีเมีย เป็นประธาน สามีเป็นผู้จัดการ และน้องเมียเป็นเลขาฯ สามารถทำได้หรือไม่ และในแต่ละปีมีการจัดบัญชีรายรับรายจ่ายไว้อย่างไรบ้างกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบมองเห็นเรื่องนี้เป็นสิ่งปกติ หรือผิดปกติ
       
       นอกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วยังมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกหน่วยงานหนึ่งที่ปล่อยปละละเลย ทั้งที่เป็นงานรับผิดชอบของตัวแต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่เคยมี ผบ.ตร.คนใดแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่นการแบ่งเขตทำงานของมูลนิธิปอเต็กตั้ง และร่วมกตัญญู ยังคงใช้ตามระบบกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดิมเมื่อ 30 ปีก่อนคือ เหนือ – ใต้-ธนฯทั้งที่ความจริงมีการแบ่งซอยอย่างชัดเจนเป็น 9 กองบังคับการไปแล้ว อีกทั้งมูลนิธิฯน้องใหม่ที่ได้แรงหนุนจากนักการเมืองดัง แทนที่จะเป็นจิตอาสาแต่กลายเป็นนักบุญในคราบของนักเลงอันธพาลซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงของสังคม
       
       นี่ยังไม่รวมเรื่องปลีกย่อยเช่นการใช้ไฟวาบ สัญญาณไซเรน ที่ปัจจุบันการขับรถอย่างเร่งรีบ ทำกันอย่างครึกโครมจนสร้างความตกอกตกใจ อีกทั้งอาจจะมีอันตรายจากอุบัติเหตุซ้ำขึ้นได้นั้นก็ล้วนแต่ต้องแก้ไขเพราะเป็นปัญหาหมักหมมกันมานาน
       
        เอาจังหวะนี้แหละจัดระเบียบให้เรียบร้อย จิตอาสาที่ดีเขาจะได้ทำหน้าที่ด้วยความเบิกบานใจ
       

 
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อควรู้ 7 วิธีรับมือ หากท่านกำลังถูกไฟแนนซ์ขู่ยึดรถ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องตกใจ ตั้งสติให้ดี แล้วอ่านบทความนี้อย่างตั้งใจ

การมีรถยนต์ขับสักหนึ่งคันสำหรับใครหลาย ๆ คนอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก อยากได้ก็ซื้อ แต่สำหรับคนอีกมากมายที่ไม่มีเงินถุง เงินถังขนาดนั้น การผ่อนรถกับไฟแนนซ์จึงเป็นทางเลือกที่หลายคนนิยมกัน

ใช่แล้วครับนั่นหมายความว่าชีวิตนี้คุณได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่เสียแล้ว บางคน 3-5 แสนบาท แต่สำหรับบางคนก็เป็นล้านนะครับ ไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลยทีเดียว

 

                              ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

   

ทำให้คำว่า ‘ภาระ’ เป็นเหมือนเงาตามตัวเราทุกสิ้นเดือน และถ้าหากวันหนึ่งมีอุบัติเหตุทางการเงินเกิดขึ้น เราไม่มีเงินผ่อนรถ จนไฟแนนซ์ติดตามทวงถาม และจะยึดรถของเราให้ได้

เราจะทำอย่างไร? ไม่ต้องกังวลนะครับ MThai News อยู่ข้างคุณเสมอ วันนี้เราขอนำเสนอ 7 วิธีรับมือไฟแนนซ์ขู่ยึดรถ สำหรับลูกหนี้ชั้นดี ‘ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย’ กันนะครับ

1.คุณลูกหนี้จงจำไว้ว่า ไฟแนนซ์จะสามารถยึดรถเราได้ต่อเมื่อ เราค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันขึ้นไป ก่อนยึดรถอีก 1 เดือน รวมเป็น 4 เดือน ซึ่งบางครั้งอาจจะนานกว่านี้ด้วยซ้ำ

ซึ่งถ้าไฟแนนซ์ยึดรถก่อนหน้านี้จะมีความผิดตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องสัญญา ดังนั้นผู้เช่าซื้อต้องอย่ายอมให้ยึดรถ และให้เรียกตำรวจมาเป็นพยาน

 

 

 

                            ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

 

2.ไฟแนนซ์มักขู่เรียกค่าเสียหายสูง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่สามารถเรียกค่าใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ การค่าเสียหายเรียกได้ตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ดังนั้นผู้เช่าซื้ออย่าวิตก

3.หากเราไม่ยินยอมให้ยึดรถ ไฟแนนซ์จะยึดรถไม่ได้ และถ้ามีการบังคับขู่เข็ญ หรือไล่ให้ผู้เช่าซื้อลงจากรถ หรือกระชากกุญแจรถไป หรือแม้แต่เอากุญแจสำรองมาเปิดรถ และขับหนีไป

ไฟแนนซ์ถือว่าทำความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และถ้ากระทำการโดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นถ้ามีคนกระทำการดังกล่าวให้ถ่าย รูปหรือบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้เลย

 

 

 

                             ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

 

4.ข้อนี้สำคัญครับ ถ้าคุณไม่ได้แคร์การติดแบล็คลิสต์เครดิตบูโร‘ ไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถไม่ว่าในกรณีใด ๆ เพราะถ้าถูกยึดรถแล้วเราก็จะหมดอำนาจต่อรองทันที และหลังจากยึดรถไปแล้ว

ไฟแนนซ์จะนำรถของเราไปขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ซึ่งส่วนมากมักจะไม่พอจ่ายหนี้ที่เราเป็นอยู่ และไฟแนนซ์จะเรียกค่าเสียหายจากเรา พูดง่าย ๆ ว่า ‘รถไม่มีแต่หนี้ยังอยู่’ นั่นเอง

5.ในกรณีที่เราถูกยึดรถไปแล้ว และไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ อย่าตกใจให้หาทนายสู้คดี เพราะค่าเสียหายของไฟแนนซ์มักจะสูงจนเว่อร์ แต่ศาลมักพิพากษาให้จ่ายเพียง 30% หรือครึ่งเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

                       ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

 

6.เมื่อแพ้คดี ไฟแนนซ์จะยึดทรัพย์ของเราที่ถือครองในนามลูกหนี้เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย แต่ถ้าเราไม่มี หรือเป็นทรัพย์ที่ถือครองโดยญาติ พี่น้อง ไฟแนนซ์ไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครเดือดร้อนเพราะคุณแน่นอน

7. คำถามที่หลายคนสงสัย และเป็นกังวลว่า ‘ถ้าไม่มีเงินจ่ายไฟแนนซ์จะติดคุกหรือไม่’ คำตอบคือไม่ครับ เพราะเป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา และการเป็นหนี้ไฟแนนซ์ ไม่ต้องลาออกจากงาน

เพราะไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเป็นหนี้สินถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไฟแนนซ์ไม่สามารถนำเรื่องส่วนตัวไปประจานให้เพื่อนร่วมงาน หรือผู้บังคับบัญชาของลูกหนี้รับรู้ได้

ถ้าทำถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเราสามารถฟ้องได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามบทความนี้เป็นเพียงวิธีการป้องกันการข่มขู่ และการเสียเปรียบ แต่อย่าเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควรนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูล ทนายพี และเฟซบุ๊คลูกชิ้น ปิ้ง (Fan Page)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                             

 

 

 

 

นิพิฏฐ์ ชี้ กกต. ต่างหากที่สมควรชดใช้ค่าเสียหายเลือกตั้ง โมฆะ เหตุดื้อ-ดันทุรังดำเนินการ


จากกรณีที่วานนี้ (21 ธ.ค. 57) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานกกต. กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ

 

 

 

                

 

รวมจำนวนกว่า 3 พันล้านบาทกกต. เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวสร้างความสูญเสียให้กับชาติ จึงจำเป็นต้องทวงคืนค่าเสียหายกลับสู่ประเทศ และประชาชน ส่วนจะมีใครถูกเรียกร้องเอาผิดในเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ระบุตัวตนที่แน่ชัด ต้องมีการตรวจสอบก่อนนั้น


ในวันนี้ (22 ธ.ค. 57) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวข้างต้นว่า คนที่ควรใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ควรจะเป็น กกต. มากกว่า เพราะหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง ความเสียหายก็ไม่เกิดขึ้น


แต่ กกต.รู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ กลับยังยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งต่อไป รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่ไม่ขึ้นอยู่ในการบังคับบัญชาของรัฐบาล การอ้างว่าถูกรัฐบาลบังคับให้จัดการเลือกตั้ง จึงรับฟังไม่ได้
ทั้งนี้หาก กกต. มีการฟ้องร้องเอาผิดจริงไม่ว่าจะกับใครก็แล้วแต่เชื่อได้เลยว่า กกต.จะถูกเชิญมาเป็นจำเลยร่วมด้วยแน่นอน จนในที่สุดและเรื่องจะเงียบไปเอง เพราะ กกต.ไม่กล้าที่จะฟ้องใคร เงินแผ่นดิน 3,000ล้านก็จะหายไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ หากไม่เชื่อก็ต้องคอยจับตาดูต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         ยาฆ่าเเมลง

 

 

“การบริโภคผักและผลไม้วันละ 400-800 กรัม จะช่วยลดการเกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน เต้านม และกระเพาะปัสสาวะ”

 

นั้นคือคำแนะนำของแพทย์ ผมแปลข้อความนี้จากภาษาอังกฤษที่แชร์กันใน facebook ผมขออนุญาตแปลคอมเมนต์ถัดไปมารับใช้ว่า “แต่อย่าบริโภคผักและผลไม้จากเวียดนาม จีน และไทย เพราะมันยิ่งจะทำให้ท่านเป็นมะเร็งไวยิ่งขึ้น”

 

จากนั้นก็มีคนส่งข้อความเข้ามาเตือนอันตรายจากผลิตภัณฑ์เกษตรจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ + จีน อ่านแล้วปวดใจครับ เราเป็นประเทศผลิตอาหารป้อนโลก แต่เรากลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหารจนบั้นปลายท้ายที่สุด โลกกลับกลัวผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารจากประเทศของเรา และจากภูมิภาคของเรา

 

อย่าดัดจริตเถียงผู้บริโภคโลกเลยว่า อาหารของเราปลอดภัย อยากให้ท่านมาดูนาข้าวแถวลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก ฉะเชิงเทรา ที่ฉีดยาฆ่าแมลงกันบ้าเลือด หรือมาบ้านที่ผมพำนักพักอยู่ในเวลานี้ ที่แขวงขุมทอง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ก็ได้ บ้านผมอยู่ติดกับทุ่งนาเลยนะครับ ชาวนาข้างบ้านท่านปลูกข้าวปีละ 3 ครั้ง และฉีดยาฆ่าแมลงทั้งปี ทุกครั้งที่ท่านฉีดยา พ่อผมก็จะสั่งปิดบ้าน และห้ามใครกลับมาจนกว่าจะค่ำ เมื่อลมพัดละอองยาฆ่าแมลงไปหมดแล้ว

 

ฝนตกคราใด น้ำฝนก็จะชะยาฆ่าแมลงลงไปในคลอง หนองน้ำ แถวนี้มีบ่อปลาเยอะ ยาฆ่าแมลงก็ไหลลงไปในบ่อปลา คนกินปลาก็คือกินมะเร็ง

 

เดี๋ยวนี้ คนไทยยังหนุ่ม ยังสาวอยู่แท้ๆ แต่วันดีคืนดีก็มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างเร็ว ชอบเป็นไข้เรื้อรัง โทร.ไปทีไรก็จะได้คำบอกว่า เป็นไข้ เป็นไข้ เป็นไข้ คนที่ผมรู้จักหลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ ตนใจหวิวคล้ายกับหิวข้าวบ่อย หน้าซีดบ่อย มีอาการจะเป็นลมบ่อย ฯลฯ พวกนี้นี่คืออาการร่วมกันของมะเร็งทั้งนั้น ไม่ว่าจะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้เล็ก/ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ ซึ่งหนึ่งในหลายสาเหตุคือ ทานอาหารไม่ปลอดภัย

 

อยากพิสูจน์เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปไกลเลยครับ วันเสาร์อาทิตย์มีเวลาว่าง ผู้อ่านท่านพาผู้คนในครอบครัวของท่านขับรถเล่นเย็นใจไปตามตรอกซอกซอยในพื้นที่เกษตรชานกรุงเทพฯ และปริมณฑล ท่านจะเจอการฉีดยาฆ่าแมลง นี่แหละครับ เห็นภาพพวกนี้ด้วยตาตัวเองแล้ว คนในครอบครัวของท่านจะได้ช่วยกันเลือกอาหารที่จะรับประทาน ว่าจะต้องปลอดภัยเท่านั้น

 

ไม่แค่เฉพาะชานกรุงเทพฯ อาหารมะเร็งอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นในประเทศไทย ลองขับรถไปตามสวนแถวภาคตะวันออกก็ได้ โอ้โฮ ป้ายโฆษณาสองข้างทางที่จังหวัดระยอง ตราด และจันทบุรี มีแต่โฆษณายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า มีแต่พวกสารเคมี ที่น่าตกใจก็คือ โฆษณาในวิทยุท้องถิ่นเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องยาฆ่าแมลงและยาปลุกอารมณ์ทางเพศ

 

แถวบ้านพ่อผม พอฤดูหนาวเข้ามาเยือน หนองบึงที่เคยเปี่ยมน้ำก็เริ่มแห้ง กุ้งหอยปูปลาที่ตามน้ำลงไปไม่ทันก็จะตกค้างอยู่ในแอ่ง พี่ป้าน้าอาของผมก็จะไปจับ มีตั้งแต่ปลาซิว ปลาซ่า ปลาหมอ ปลาตะพัด ปลาตะเพียน ปลาบู่ ปลากระดี่หม้อ ปลาดุก ปลาช่อน ฯลฯ

 

สมัยก่อนง่อนชะไร ตอนที่ยังไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงกันมาก สัตว์น้ำเหล่านี้คืออาหารอันโอชะของชาวบ้าน ย่าผมเคยทำต้มยำป่าปลาช่อนอร่อยมาก ป้าเนยก็แกงอ่อมปลาดุกใบยอได้แซ่บอย่าบอกใคร อีน้องเคยทำต้มกะทิปลาหมอมาให้พวกเราทานตอนลงแขกเก็บเงาะ แม้แต่ปลากะทิง พ่อของผมยังเอามายำกับมะม่วงเปรี้ยวซอย ที่มีตะไคร้ซอยเฉียงบางๆ พ่อโรยน้ำตาลทราย ใส่มะนาว อุ๊ย เขียนถึงแล้วน้ำลายไหลลงไปที่แป้นคอมพิวเตอร์เลยครับ

 

ทว่า ผู้อ่านท่านที่เคารพ ปัจจุบันทุกวันนี้ ปลาน้ำจืดกลายเป็นอาหารที่มีแต่สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคร้ายประเภทอื่น ประชาชนคนของเราที่ยากจนอยู่แล้ว ยังต้องดิ้นรนขวนขวายหารายได้เอาไปซื้อยามารักษาตัว บางคนต้องวิ่งหาสตางค์เอาไปฉายรังสี ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ ทำสแกน ส่องกล้อง และทำเคมีบำบัด

 

คนที่จนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจนเข้าไปใหญ่

ที่รวยขึ้นคือเจ้าของสารเคมีหรือผู้นำเข้ายาฆ่าแมลง

ไม่มีนโยบายของพรรคการเมืองไหนพูดถึงเรื่องนี้

เพราะได้รับเงินบริจาคจากบริษัทฆ่ามนุษย์กันถ้วนหน้า

ได้รับกันทุกพรรค ท่านไปตรวจสอบดูเถิด.

 

 

คุณนิติ นวรัตน์

 

 

 

 

สารพิษอันตราย ยาฆ่าแมลง สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ที่ รัฐไทย ปล่อยปะละเลย จนคนไทยป่วยโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสาเหตุโรคร้ายแรงต่าง ๆ อีกมากมาย ความรุนแรงกำลังทวีสูงขึ้น อย่างน่ากลัว

 

ว่าด้วยเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช ข้อมูลเมื่อปี 2553 พบว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรเป็นอันดับที่ 48 ของโลก
แต่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก
ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นอันดับ 4 ของโลก
หากดูปริมาณนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชของปี 2552 พบว่ามีการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชทั้งสิ้น 118,152 ตัน
เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากเมื่อปี 2545 ซึ่งมีปริมาณนำเข้า 39,634 ตันโดยตัวเลขการนำเข้านี้มีแนวโน้มสูงขึ้นมาตลอด

 

ในจำนวนการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชนี้ จำแนกได้เป็น การนำเข้าสารกำจัดแมลง (Insecticide) 19,709 ตัน

 

สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) 8,485 ตัน สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) 85,821 ตัน และอื่นๆ อีก 4,137 ตัน

 

ขณะที่ในการฉีดพ่น มีรายงานวิจัยจากต่างประเทศพบว่า สารเคมีที่ฉีดพ่นออกไป มีเพียงร้อยละ 0.2 ที่โดนแมลงโดยตรง
ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 99.8 จะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม

 

เช่นเดียวกับกรมวิชาการเกษตรของไทย เคยรายงานว่า มีเพียงร้อยละ 1 ที่โดนแมลงและทำให้แมลงตาย

 

ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 3 โดนแมลงบางส่วน แต่ไม่ใช่จุดสำคัญ

ร้อยละ 10 ระเหยทิ้ง

ร้อยละ 15 ฉีดไปแล้วพลาดเป้าหมาย

ร้อยละ 30 ปลิวกระจาย

และร้อยละ 41 ตกค้างบนพืช


ดังนั้นการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจึงไม่เพียงมีผลทำลายแมลงและวัชพืช แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งในบรรยากาศ ในน้ำ และแทรกซึมสะสมอยู่ในชั้นดิน

รวมถึงเป็นอันตรายต่อ

สุขภาพของทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย

 

 

 

    

 

2

 

 

 

จากข้อสงสัยเคลือบแคลงในโครงการรับจำนำข้าวที่มีการเก็บสต็อกในโกดังเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ข่าวลือแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดียว่าข้าวไทยบรรจุถุงอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีในระดับสูง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดวิตกว่าข้าวสารที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดสามารถบริโภคได้หรือไม่

 

ไม่เพียงแต่ ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยจะถูกตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ปลอดภัยแล้ว ยังมีพืชผลทางการเกษตรอีกมากมายหลายชนิดที่ควรได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารเคมีร้ายแรง 4 ชนิดที่นานาประเทศประกาศให้เป็น ‘สารต้องห้าม’ ได้แก่ คาร์โบฟูราน (Carbofuran) เมทโทมิล (Methomyl) อีพีเอ็น (EPN) และไดโครโตฟอส (Dicrotophos) ขณะที่ประเทศไทยกลับยังมีการพึ่งพายาฆ่าแมลงเหล่านี้อย่างแพร่หลายโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน

 

 

 

photof

 

 


ในน้ำมีปลา…ในไร่นามีสารพิษ

 

ปี 2554 ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอันดับที่ 5 ของโลก คือ 0.86 กิโลกรัมต่อเฮกเตอร์ โดยอันดับที่ 1-4 ได้แก่ ฝรั่งเศส เวียดนาม สเปน และบราซิล

 

ส่วนรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า ไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงเป็นอันดับ 1

 

เดือนกรกฎาคม 2554 มีการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานในผักและผลไม้จาก 70 ประเทศที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ปรากฏว่าสินค้าจากประเทศไทยมีสารพิษตกค้างสูงสุดเป็นอันดับ 1 และถูกตรวจพบบ่อยครั้งที่สุดในโลก

 

ณ ปัจจุบันไทยยังไม่มีการกำกับควบคุมปริมาณการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างจริงจัง และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นแทบทุกปี โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว กล่าวคือ ในปี 2542 มียอดนำเข้าประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ตัวเลขการนำเข้าพุ่งขึ้นเป็นกว่า 22,000 ล้านบาท หรือประมาณ 164 ล้านกิโลกรัม (สำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร, 2555)

 

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ไทยกำลังประสบวิกฤติการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงหลายด้าน ทั้งร่างกายของเกษตรกร ความปลอดภัยของผู้บริโภค คุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และผืนแผ่นดินที่แทบจะกลายเป็น ‘ไร่นาเคมี’ ไปทั้งประเทศ

 

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นลูกค้าผู้ภักดีต่อสินค้าเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร และตกอยู่ใต้อาณัติของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เพียง 6 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งของตลาดสารเคมีการเกษตรโลก นั่นคือ ไบเออร์ (เยอรมนี) ซินเจนทา (สวิตเซอร์แลนด์) บีเอเอสเอฟ (เยอรมนี) ดาวน์ อะโกรไซแอนซ์ (สหรัฐอเมริกา) มอนซานโต (สหรัฐอเมริกา) และดูปองท์ (สหรัฐอเมริกา) เมื่อนำเข้าสารเคมีเข้ามาแล้ว บริษัทท้องถิ่นของไทยก็ดำเนินธุรกิจหากินบนหลังคนด้วยการจัดจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าต้นทุนวัตถุดิบอีกหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแม้แต่บาทเดียว โดยอ้างว่าเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการเกษตร จึงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

 

 

c


 

ขนาดแมลงยังตาย แล้วคนจะไปเหลืออะไร

 

พิษภัยของการใช้ยาฆ่าแมลงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ดังเห็นได้จากสถิติการตรวจเลือดของเกษตรกรเพื่อวัดระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พบว่า เกษตรกรมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในร่างกายในระดับเสี่ยงสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 29.41 ในปี 2545 เพิ่มเป็นร้อยละ 39 ในปี 2554 โดยไม่มีแนวโน้มลดลง

 

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขประมาณการว่า มีเกษตรกรที่เสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยถึง 6 ล้านคน โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยจากยาฆ่าแมลงประมาณ 200,000-400,000 คน ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่โรคเรื้อรังอื่นๆ อาทิ มะเร็ง เบาหวาน โรคของต่อมไร้ท่อ ฯลฯ (แผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ, 2548)

 

ไม่เว้นกระทั่งตัวของผู้บริโภคเองที่ย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ดังผลการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN: Thailand Pesticide Alert Network) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ ที่ได้สุ่มตรวจผักยอดนิยม 7 ชนิด คือ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่วางขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ตลาดสด และรถเร่ในเขตกรุงเทพฯ พบปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานสหภาพยุโรปถึงร้อยละ 40 โดยได้รับคำยืนยันจากห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555

 

สอดคล้องกับผลสำรวจของ อย. ที่พบว่าผักสดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 359 ตัวอย่าง มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงตกค้างทั้งในผักที่มีเครื่องหมายปลอดสารพิษและที่ไม่มีเครื่องหมาย ร้อยละ 51.8 และ 63.7 ตามลำดับ

 

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระแสรณรงค์ขององค์กรภาคประชาชนและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ให้เลิกใช้สารเคมีร้ายแรงทั้ง 4 ชนิด ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน และกำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง

 

 

 

เกษตรเคมี4_resize

 

 

 

หยุดขึ้นทะเบียน 4 สารเคมี

 

ทำไมจึงต้องจำเพาะเจาะจงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 4 ชนิด ให้เป็นวัตถุอันตราย?

 

เหตุเพราะว่า แม้แต่ประเทศต้นทางการผลิตอย่างสหรัฐและเยอรมันยังรู้ซึ้งถึงพิษร้ายของสารเคมีที่ว่านี้เป็นอย่างดี จนต้องสั่งระงับการใช้โดยเด็ดขาด โดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (Environmental Protection Agency: EPA) ได้มีการประเมินผลการตกค้างของสารคาร์โบฟูรานในปี 2549 พบว่า การตกค้างของคาร์โบฟูรานในอาหารมีความเสี่ยงร้ายแรง ‘เกินระดับที่ EPA จะยอมรับได้’

 

จนกระทั่งปี 2551 EPA ได้ข้อสรุปจากผลการวิจัยทั้งหมดว่า ‘คาร์โบฟูรานที่ตกค้างในอาหารไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น’ จึงมีการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดนี้ในผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดของสหรัฐตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

 

เช่นนี้แล้วประเทศปลายทางอย่างไทยจะยังดึงดันฝืนใช้ต่อไปอีกทำไม

 

สำหรับแนวทางที่สามารถควบคุมการใช้สารเคมีร้ายแรงทั้ง 4 ชนิดได้อย่างเห็นผลก็คือ การประกาศห้ามใช้และไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงควรออกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีผลตามกฎหมายทันทีคือ ห้ามการนำเข้า จำหน่าย หรือใช้ รวมทั้งการไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเมื่อพบว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวมีผลการศึกษาและข้อมูลหลักฐานว่าเกิดพิษภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบันสารเคมีอันตรายทั้ง 4 ชนิด ถูกจัดให้อยู่ใน ‘บัญชีวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวัง’ เท่านั้น แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายดังกล่าว ทั้งที่นานาประเทศได้กำหนดให้เป็นสารเคมีต้องห้ามแล้ว

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีข้อสังเกตหนึ่งว่า เหตุที่ไทยไม่สามารถยกเลิกสารเคมีทั้ง 4 ชนิดได้ เป็นเพราะมีเงื่อนงำ ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ อยู่เบื้องหลังหรือไม่

 

 

 

 

*********************************************

 

 

 

 

 

 

ไม่รู้แบ่งกันยังไง แต่ข่าววงในบอกว่า สินจัยได้หนึ่งเรื่อง กันตนาได้หนึ่งเรื่อง อีกสิบเรื่องรอเช็คอยู่

ท่าทางต้องแย่งกันแน่ๆ หนังคนดีนี่มันดีจริมๆ....................................... (ᗒᗜᗕ)՛̵̖

 

 

 

 

ปปช. จำหน่ายคดีถอดถอน สส.310 คน ด้วย รธน50 สิ้นสุดลง

 
 
 
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มประชุมนายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ประธานป.ป.ช.ได้ทำหนังสือถึง สนช.2 ฉบับคือ

1.รายงานการไต่สวนกรณีการถอดถอนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกจากตำแหน่ง กรณีมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 จากกรณีใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อพ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ซึ่งพบว่า การกระทำของนายกิตติรัตน์ฟังไม่ได้ว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป

2.กรณีขอให้ถอดถอนอดีต ส.ส.จำนวน 310 คน ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 กรณีร่วมลงคะแนนเห็นชอบร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมือง ในวาระ 3 ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 สิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นมูลฐานการพิจารณานำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงอีกต่อไป มีมติให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418895496

 

 ถ้างั้นกรณีของประธานสมศักดิ์ และประธานนิคม ก็ต้องตกไปด้วย

เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็สิ้นสุดลงแล้ว

 

ปปช....เริ่มเปิด แนวทาง สมานฉันท์ นิรโทษกรรม...ตอบสนอง คสช.แฟรงเก้น

 

 

 

 

 

 

รูปภาพของ Tisox Intax

 

 

 

ข้อเท็จจริงและประเด็นคำถาม: 

ข้อเท็จจริง
 เพื่อนบ้านของผู้ร้องส่งเสียงดังรบกวนในเวลากลางคืน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนรำคาญ
 
ประเด็นคำถาม
ผู้ร้องสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นได้หรือไม่อย่างไร
 

ความเห็นและข้อเสนอแนะ: 

การให้คำปรึกษา
 ในทางแพ่ง
เพื่อนบ้าน หรือ ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ๆบ้านของผู้ร้องส่งเสียงดังรบกวนจนได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถพักผ่อนนอนหลับได้ตามปกติ เป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 คุ้มครองเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เมื่อบุคคลใดใช้สิทธิของเขาให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหาย หรือ เดือดร้อนเกินความคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุสมควร เมื่อเอาสภาพและตำแหน่งของอสังหาริมทรัพย์นั้นมาประกอบ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเดือดร้อนเสียหายให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิในการได้รับค่าสินไหมทดแทน
ในกรณีที่ผู้ร้องไม่ทราบมาก่อนเลยว่า จะมีการส่งเสียงดังรบกวนจนได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ก็สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการกระทำดังกล่าว หรือ อาจจะขอให้ศาลมีคำสั่งใดที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ได้ และ หากผู้ร้องได้รับความเสียหายแก่ร่างกายอนามัย หรือ สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 แม้ว่าผู้ร้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา 1337 ไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิได้ค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดได้ อย่างไรก็ดี หากเกิดขึ้นเป้นครั้งคราวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ผู้ร้องก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ 

ในทางอาญา 
 สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบ ดำเนินคดีอาญาได้ โดยความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ลหุโทษ ฐานก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควรจนทำให้ประชาชนตกใจ หรือ เดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับ 100 บาท 

 

                            ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์

 Topมาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ทำนายฝัน คำที่มีคนฝันมากที่สุด

 

 

1. ฟัน
หญิงชายใดฝัน ว่า ฟัน ตนหัก ถ้า ฟัน บน ทายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา ถ้า ฟัน ล่าง ทายว่า จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา ถ้า ฝัน ว่ามี ฟัน งอกขึ้นใหม่ ทายว่า จะมีคนมาขออาศัยในบ้าน ไม่ดีนัก
เลขเด็ด  ยังไม่เหมาะแก่การเสี่ยงโชค
2. งูรัด
ฝันว่า งูรัด หรือเลื้อยมาพันร่างกาย ทายว่า ถ้าเป็นคนโสด จะได้พบเนื้อคู่อย่างกระทันหัน ถ้า งูรัด ส่วนของของร่ายกาย เช่น งูรัด คอ รัดบั้นเอว จะได้เนื้อคู่ฐานะดี หรือมียศศักดิ์ ถ้า งูรัด ต่ำลงมาถึงขาทายว่าจะได้เนื้อคู่ศักดิ์ต่ำกว่า ที่แต่งงานแล้ว ถ้าในฝันนั้นได้จับลำตัวของงูด้วย จะได้ลาภเป็นบุตรหรือลาภลอยจากการเสี่ยงโชคใหญ่
เลขเด็ด  55, 66, 556, 559, 568
3. งูกัด
ฝันว่าถูก งูกัด ทายว่า เพศตรงข้ามจะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จากเพื่อนบ้าน ถ้า งูกัด ต่ำก็เป็นเคราะห์เล็ก ถ้า งูกัด สูงจะได้รับเคราะห์หนัก หรือมิฉะนั้นจะเจ็บป่วยเพราะอุบัติเหตุในการเดินทาง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เลขเด็ด 54, 64, 95, 864, 71, 178
4. เสื้อ
ฝันว่าได้สวม เสื้อ ผ้าใหม่ ทายว่า จะหมดเคราะห์หายจากโรค รับรองว่าไม่มีกรำกรายแน่นอน ถ้าฝันว่าได้ถอด เสื้อ ผ้าออกจากร่าง ว้าว...!! ทายว่าจะได้รับข่าวจากญาติพี่น้องทางไกลที่จากกันไปนาน ถ้าฝันว่า ได้รับ เสื้อ ผ้าจากคนนำมาให้ ทายว่า จะมีคนมาขออาศัยอยู่ในบ้าน(เอาอีกและ) และจะนำความเดือดร้อนมาสู่ ถ้าฝันว่าซัก เสื้อ ผ้า จะได้รับโชค ลาภ (งั้นรีบเอา เสื้อ มาซักกันเยอะดีก่า...อิอิ)
เลขเด็ด  05, 06, 506, 550, 556, 646
5. เลือด
 หญิงชายใดฝันเห็น เลือด นอง หรือ เลือด ออกตามร่างกายตน ทายว่า จะหมดเคราะห์ และจะได้รับข่าวดีจากทางไกล ถ้าฝันว่าได้กิน เลือด เนื้อสัตว์ ทายว่า จะได้ลาภจากการเสี่ยงหรือการพนัน
เลขเด็ด  76, 78, 275, 378, 786
6. หมากัด
หญิงชายใด ฝัน ว่าถูก สุนัขกัด หรือ หมากัด ทำนายว่าผู้ที่ถูก หมากัด จะเคราะห์ร้ายหรือได้รับเคราะห์จากศัตรู หรือจากคนใกล้ชิด ถ้า ฝัน ว่า สุนัข เข้ามาเลียแข้งขา ทายว่าศัตรูจะเข้ามาเป็นมิตร ที่ร้ายจะกลายเป็นดี ถ้าฝันว่าได้อุ้มลูกหมาขนปุยน่ารัก ทายว่า คนในบ้านต่ำอายุกว่าจะก่อความเดือดร้อนใจให้ภายหลัง
เลขเด็ด  41, 43, 334, 493, 944
7. บันได
หญิงชายใดฝันว่าได้ก้าวขึ้น บันได บันได เลื่อนสู่ที่สูง ทายว่า การที่คิดไว้จะสมหวัง ถ้าฝันว่าตกจาก บันได จะได้รับความเดือดร้อนภายในครอบครัว
เลขเด็ด  22, 44, 68, 220, 441, 681
8. ตาบอด
ถ้าฝันว่าตัวเอง ตาบอด  มองอะไรไม่เห็น  แปลว่า จะโชคดี จะสมปรารถนาในทุกสิ่งที่ต้องการในเวลาไม่นาน

        ถ้าฝันว่าได้พูดคุยกับคน ตาบอด แปลว่า ในครอบครัวจะมีปัญหาที่สร้างความไม่สบายใจ ไม่ไว้วางใจกันเกิดขึ้น
เลขเด็ด  ไม่ควรเสี่ยง
9. งานศพ
ฝันว่าได้ไปร่วมพิธีใน งานศพ หรือเห็นผู้คนพลุกพล่านใน งานศพ ทายว่า จะได้รับข่าวดีเกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือการค้าขาย ถ้าเป็นคดีความ จะได้ชัยชนะฝ่ายตรงข้าม
เลขเด็ด  47, 27, 48, 437, 427, 484
10. หญิง
ฝันเห็น หญิง แปลกหน้า หญิง ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทายว่าการงานการเงินของท่าน จะมีผู้ หญิง เข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นไปในทางดี
 
เลขเด็ด  05, 06, 07, 256, 267, 507
11. ตาย
ฝันเห็นคน ตาย ทายว่า จะได้ลาภหรือหมดเคราะห์ ถ้าฝันว่าตนเอง ตาย จะหมดเคราะห์และจะได้ลาภติดตามมา
เลขเด็ด  07, 04, 407, 714

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพ่อปากแดง16/12/57
หลวงพ่อปากแดง16/12/57

 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เจ้าพ่อปากแดง
หวยเด็ด หลวงพ่อปากแดง 16/12/57 เลขเด็ดงวดนี้ หวยหลวงพ่อปากแดง 16 ธันวาคม 2557 มาแล้ว ไปดูกันเลย

หลวงพ่อปากแดง16/12/57

8

347

เด่น 4

746

40-04
43-34
47-74

รอง 8

586

82-26
86-68
89-98

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                        

 

ในที่สุดเรื่อง “คุกลับ” ที่สหรัฐอเมริกาใช้ปฏิบัติการทางการลับในประเทศไทย ก็กลับมาหลอกหลอน “คนไทย” อีกครั้ง คำถามถูกตั้งขึ้นมาทันทีว่า “คุกลับ” มีจริงหรือ???
       
       ซึ่งตามคิวแล้วคนในรัฐบาลก็ออกมาปฏิเสธตามสคริปต์ “สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ หรือ “ซีไอเอเมืองไทย” ก็ต้องออกมายืนยันว่า ไม่มีคุกลับ และไม่มีรายงานเรื่องการทรมานนักโทษในประเทศไทย โบ้ยไปว่าเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ
       
       ที่ผ่านมา ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ “คุกลับ” มักถูกเปิดเผยออกมาตามหน้า “สื่อมวลชน” โดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข่าวมานัก ทำให้น้ำหนักของข่าวเรื่องนี้มีน้อยและเลือนหายไปทุกๆ ครั้ง
       
       แต่ครั้งนี้เป็นการเปิดเผยรายละเอียดจาก “คณะกรรมาธิการมั่นคงและข่าวกรอง” ของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ทำให้ข่าว “คุกลับ” ในประเทศไทยดูมีน้ำหนักขึ้นมาทันที แต่สาเหตุหลักที่มีการแฉกันออกมาในครั้งนี้ หนีไม่พ้นเหตุผลทางการเมืองของสองพรรคการเมืองใน “เมืองมะกัน” เอง
       
       เพราะขณะนี้คะแนนนิยมของ “บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตลดน้อยถอยลงมาก เพราะอเมริกาชนไม่พอใจนโยบายการบริหารของ “มิสเตอร์ Change” ที่นับวันเศรษฐกิจยิ่งถดถอย
       
       แถมคะแนนนิยมในตัว “โอบามา” ที่ลดลง ยังส่งผลให้คะแนนนิยมของ “เดโมแครต” ลดลงเหมือนกัน ศึกนี้ยอมกันไม่ได้เพราะจะมีการเลือกตั้ง “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ” คนใหม่ในอีก 2 ปีข้างหน้า หากปล่อยให้คะแนนนิยมดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ มีหวัง “เดโมแครต” แพ้ตั้งแต่ไก่โห่
       
       มุกเดิมของ “เดโมแครต” คือ การปลุกความรักชาติ ปลุกกลุ่มเกลียดความรุนแรงขึ้นมาให้ต่อต้าน “รีพับรีกัน” เพราะภาพของ “จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นยี่ห้อเรื่องความรุนแรงอยู่แล้ว
       
       โดย “ไดแอน ไพน์สไตน์” วุฒิสภาสหรัฐฯ ลูกน้องคนสนิทของ “โอบามา" เป็นคนเผยแพร่รายงานกระบวนการสอบปากคำของสำนักงานสอบสวนกลาง (ซีไอเอ) มาเปิดเผย โดยระบุว่าเหตุการณ์ 9/11 ที่กลุ่มอัลกออิดะห์จี้ครื่องบิน พุ่งชนตึกแฝด “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” กลางกรุงนิวยอร์ก ทำให้ประชาชนเสียชีวิตกว่า 3,000 คน ซึ่งในขณะนั้น “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” จากพรรครีพับรีกัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ “จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช” ต้องการกวาดล้าง “กลุ่มอัลกออิดะห์”
       
       ในรายงานสรุปที่ “เดโมแครต” นำออกมาเปิดเผยระบุว่า “ซีไอเอ ได้ใช้ไทยเป็นคุกลับในการเริ่มต้นกระบวนการสอบปากคำแบบพิเศษกับนักโทษอัลกออิดะห์รายแรกชื่อ อาบู ซูไบดา”
       
       นอกจากนี้ “วอชิงตัน โพสต์” ระบุถึงไทยในฐานะที่ถูกใช้เป็น “คุกลับ” ว่า “ซูไบดา นักโทษคนแรกของซีไอเอ ถูกจับกุมขณะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในตอนเริ่มแรกถูกขังในเดือนมีนาคม 2002 ที่ปากีสถาน และหลังจากนั้นซีไอเอ ย้านแกนนำระดับสูงของอัลกอร์ดิดะห์มายังประเทศไทย ซึ่งให้รหัสคุกลับของไทยว่าไซต์กรีน”
       
       นอกจากนี้ “เดโมแครต” ยังมองไปไกลย้อนอดีตให้เห็นกันว่า “จอร์จ บุช” ผู้เป็นพ่อของ “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” เคยเป็นหัวหน้าซีไอเอมาก่อน และยังเป็นหัวหน้าขบวนการ New World Order อีกด้วย
       
       “เดโมแครต” พยายามเชื่อมโยงทุกอย่างให้ “ชาวมะกัน” เห็นภาพว่า ที่แท้จริงแล้ว “รีพับรีกัน” ชั่วร้ายขนาดไหน นิยมความรุนแรงมากเพียงใด เพื่อลดความผิดพลาดการบริหารงานของ “เดโมแครต” ในสายตา “ชาวมะกัน” ทิ้งไปเสีย
       
       แต่ “ผลร้าย” กลับมาอยู่ที่ประเทศไทยที่ไม่รู้อีโน่อีเหน่ เพราะการเปิดเผยข้อมูลเชิงลับแบบนี้
       
       เด้งแรกกระทบต่อภาพลักษณ์ “ประเทศไทย” ในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน ชนิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย แถมยังปรากฎเป็นหลักฐานไว้ดูต่างอีกด้วย แก้ตัวยังไง “ชาวโลก” คงไม่เชื่อ
       
       เด้งสองกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยเช่นกัน “สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ” ประจำประเทศไทย รวมทั้งสถานกงสุลสหรัฐฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกมาเตือนชาวอเมริกันให้ระวังตัว อาจพบกับเหตุรุนแรงได้
       
       เด้งสามไทยตกเป็นเป้าหมายของ “กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากล” ไปโดยปริยาย เพราะบรรดากลุ่มก่อการร้ายคงติดภาพจำของไทยในแง่ลบเป็นแน่ ดีไม่ดีอาจจะเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะกลุ่มก่อการร้ายมักจะเอาคืนประเทศในเครือมิตรประเทศของ “มะกัน” อยู่บ่อยครั้ง
       
       เรียกได้ว่า “ประเทศไทย” ชั่วโมงนี้มีแต่ลบ ไม่มีบวกเลย งานเข้า “หน่วยงานความมั่นคง” ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เข้าอย่างจังเบ่อเร่อ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยกลับต้องเป็นหนังหน้าไฟให้คนอื่น
       
       ตามข้อมูลของ “หน่วยงานความมั่นคง” ของไทยแล้ว “คุกลับ” ของอเมริกามีจริง โดยอยู่ในพื้นที่ที่มหามิตรตะวันตกใช้เป็นฐานต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการระบุพิกัดว่าน่าจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก กทม. มากนัก เพราะจะสะดวกในการขนย้าย “ผู้ก่อการร้าย” ที่ถูกควบคุมตัวได้
       
       รายงานล่าสุดพบว่า หากทางการไทยจับ “ผู้ต้องสงสัย” ว่าจะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดาน เพื่อไปยังประเทศเป้าหมาย จะเร่งส่งตัวให้ทางการสหรัฐฯทันที และนำตัวออกนอกประเทศทันที เพื่อป้องกันอันตราย
       
       ดังนั้น จึงฟันธงได้เลยว่านัยยะของการขุดเรื่อง “คุกลับ” เพื่อทรมาน “อาบู ซูไบดา” นักโทษกลุ่มอัลกออิดะห์ จึงเป็นเรื่องการเมืองภายในสหรัฐฯล้วนๆ
       
       ส่วน “บิ๊กตู่” จะแก้เกมสร้างความน่าเชื่อถือได้รวดเร็วและมากน้อยแค่ไหนต้องติดตาม

 

 


เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้จักไม้พะยูงกันทั้งนั้น เหตุผลที่ต้องสันนิษฐานไว้อย่างนี้ ก็เป็นเพราะข่าวภูมิภาคที่เราๆท่านๆอ่านและฟังจากโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ หรือช่องทางเข้าถึงข่าวสารใดๆก็ตาม ที่นำเสนอเรื่องราวการจับไม้พะยูงกันจนเป็นเรื่องปกติรายวันนั่นเอง

แต่ก็เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของไม้พะยูงคืออะไร??  ทำไมคนมันถึงต้องลักลอบเข้าไปตัดกันถึงในเขตอุทยานเเห่งชาติไม่เกรงกลัวคุกกลัวตะราง  บางคนลักลอบไปตัดในพื้นที่วัด ไม่กลัวบาปกลัวกรรม   หนักกว่านั้น คือความพยายามในการขนไม้พะยูง ซึ่งข่าวบางข่าวอ่านแล้วก็แทบขำ เพราะผู้ต้องหาต้องพยายามหลบซ่อนสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม้ให้ถูกจับได้ 

เช่นที่เคยเห็นและเป็นข่าว ก็เช่นการใช้รถโฟล์คสวาเกน รถตู้ยี่ห้อหรูที่ระดับนายกรัฐมนตรีใช้ ในการไปขนไม้พะยูง หรือบางคนใช้รถเก๋งส่วนบุคคล ด้วยพื้นที่อันน้อยนิด ก็ก็ยังกล้าลงทุนยอมใช้ขนไม้พะยูง บางคนลงทุนใช้รถตำรวจ-ทหาร ปลอมไปขนก็มี...

 



เรื่องนี้น่าสนใจว่า ตกลงแล้วไม้พะยูงมันสำคัญยังไง ทำไมรอบตัวเราไม่เห็นจะมีใครใช้ไม้พะยูงไปทำอะไรเลย?

ผู้เขียนลงค้นหาประโยชน์ของไม้พะยูงในกูเกิ้ลก็ต้องดีใจ ที่พบเพื่อนเป็นจำนวนมาก หลายคนต้องเอาความสงสัยไปตั้งตามเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะ เว็บไซต์พันทิป ที่ต่างก็ถามกันว่าไม้พะยูงที่เห็นในข่าวบ่อยๆนี่ ตกลงมันมีประโยชน์อะไรกันแน่

ผู้เขียนติดต่อสอบถามไปยัง นายดำรงค์ พิเดช ที่ปรึกษาฝ่ายสังคมจิตวิทยา ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  และตำแหน่งปัจจุบันคือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ  ที่สำคัญคือเคยเป็น อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เคยต่อสู้เรื่องป่าไม้ และสิ่งเเวดล้อมมานาน

เมื่อถามไปสั้นๆง่ายว่า ทำไมจึงมีข่าวคนร้ายขนไม้พะยูงลักลอบไปขายบ่อยนัก มันสำคัญยังไง? นายดำรง ตอบกลับมาทันทีว่า เพราะมันแพงไง!! โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า

ราคาไม้พะยูงในเมืองไทยมันไม่เเพงหรอก แต่ปัญหาคือการรับซื้อเมื่อส่งออกไปเมืองนอกมันเเพงมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปประเทศจีน

"ราคาในเมืองไทยมันไม่แพงหรอก   แต่ถ้าส่งออกไปต่างประเทศเนี่ย แต่ก่อนเขาขายกันเป็นคิว คิวละ 3 - 4 แสน แต่ปัจจุบัน เศษเล็กเศษน้อยเขาก็ขายกัน  เขาขายกันเป็นกิโลกรัมแล้ว กิโลนึงนี่ประมาณ 3,000" นายดำรงค์กล่าว
 


นายดำรงค์เล่าเพิ่มเติมอีกว่า  ทั้งนี้เหตุที่ประเทศจีนมีการรับซื้อไม้ชนิดนี้เยอะ เริ่มจากการนำเข้าไม้ชนิดนี้ไปซ่อมแซมพระราชวังต้องห้าม  ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี 2551 ซึ่งช่างที่ซ่อมพบว่าไม้ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ (เช่น เก้าอี้ โต๊ะต่างๆ) ล้วนทำมาจากไม้พะยูง และยังมีสภาพสมบูรณ์ดีมาก ทั้งๆ ที่ผ่านมานานหลายร้อยปี จึงเกิดการเล่าขานและเป็นกระเเสในเมืองจีน ทำให้คนรวยๆ ซึ่งเกิดขึ้นจำนวนมากตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน ต้องการนำมันมาประดับบารมี เช่นการนำไปสลักมังกร หรือแม้กระทั่งการนำไปทำโรงศพของมหาเศรษฐี

ต่อมาก็มีความนิยมนำไม้พะยูงไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ แต่ระยะหลังไม้พะยูงมีราคาพุ่งสูงขึ้นมาก  ทางนายทุนจึงหันมาทำเป็นวัตถุมงคล พระ หรือแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ที่นำไปประดับบารมีคนรวย และเคารพบูชา 

ต่างกับประเทศไทยที่เชื่อว่าไม้พะยูงเป็นของสูง ผู้ที่มีบารมีไม่ถึงไม่สมควรเอามาใช้ เพราะจะมีปัญหาภายหลัง (ยกเว้นเอามาทำเป็นหิ้งพระ) ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงไม่นิยมนำไม้พะยูงมาทำเป็นไม้กระดาน บันไดบ้าน และเตียงนอน ใช้เพียงแต่ทำรั้วบ้านเท่านั้น
 

guest

Post : 04/12/2014 19:45     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  ตอบเเทนพ่อ เเม่

 

 

 เเรม 8 ค่ำ เดือน 1

 

                                                 

 

 

 

                 การตอบแทนคุณมารดาบิดาอย่างสูงสุด

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้งสอง.

ท่านทั้งสองนั้นคือใคร ? คือ 


 

๑. มารดา 

๒. บิดา


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

บุตรพึงประคับประคองมารดา ด้วยบ่าข้างหนึ่ง 

พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง

เขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้งสอง

นั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบนํ้าและการดัด

และท่านทั้งสองนั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสอง

ของเขานั่นแหละ. 


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

การกระทำอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่า อันบุตรทำแล้ว 

หรือทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดาเลย.


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดา บิดาในราชสมบัติ 

อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่

อันมีรัตนะ ๗ ประการ มากหลายเช่นนี้ 


 

การกระทำกิจอย่างนั้น 

ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้ว หรือทำตอบแทนแล้ว

 

แก่มารดาบิดาเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยงแสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย.


 

ส่วนบุตรคนใด 

ยังมารดาบิดา  ผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา).

ยังมารดาบิดา  ผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล).

ยังมารดาบิดา  ผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค).

ยังมารดาบิดา  ทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา).


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล

การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า 

อันบุตรนั้นทำแล้ว และ ทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา.


 

 

ทุก. อํ. ๒๐/๗๘/๒๗๘.

 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

        อังกฤษ วิกฤตหนัก ค่าฝังศพแพงหูฉี่ ถึงขั้นคนยากจนต้องฝังศพญาติไว้ในบ้าน ?

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์อังกฤษ ประกาศเตือน ในห้วข้ออังกฤษกำลังเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายในพิธีฝังศพ ที่อาจจะบานปลายถึงขั้นที่คนยากจนต้องฝังศพญาติไว้ในบ้านตัวเอง เพราะไม่มีเงินพอที่จะจ่ายฝังศพที่เพิ่มขึ้นอย่างสูง

 

                 14183672061418367382l

 

 

โดยนางเอ็มม่า เลเวลล์ บัค ส.ส.สภาอังกฤษ กล่าวว่า ปัจจุบัน มูลค่าในการฝังศพผู้เสียชีวิตชาวอังกฤษ ในพื้นที่ทั่วไปแต่ละครั้ง คิดเป็นเงินศพละ 3,551 ปอนด์ ราว 181,101 บาท และบางพื้นที่แพงถึง 7,000 ปอนด์ ราว 3.57 ล้านบาท และเพื่อที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ หรือสำนักงานบำนาญ เป็นจำนวน 1,144 ปอนด์

 

โดยญาติที่จะจัดพิธีศพ จะต้องแน่ใจว่าพวกเขามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวสำรองจ่ายอยู่แล้ว เพราะผู้อ้างสิทธิจะต้องมีใบแสดงค่าใช้จ่ายการทำพิธีศพก่อนจะเบิกสิทธินี้ ร้อนถึงคนยากจนกว่า 3 หมื่นคน ที่ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว นอกจากนี้ กระบวนการกรอกใบสมัครยังต้องใช้เวลานานและซับซ้อน และสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยเบิกสิทธิดังกล่าวครั้งแรก ก็ต้องใช้เวลานานถึง 17 วัน

 

นางเอ็มม่ากล่าวด้วยว่า หากคนเหล่านี้เลือกจะใช้วิธอื่น ก็ต้องใช้บริการฝังหมู่ศพของสภาท้องถิ่น ซึ่งจะไม่มีการจัดพิธีใด ๆ ทั้งสิ้น และที่ผ่านมา ประเมินว่า มีชาวอังกฤษราว 110,000 คนต้องเป็นหนี้ราว 1,300 ปอนด์สำหรับการจัดพิธีศพ และประเมินว่า อังกฤษ จะมีครอบครัวถังแตกยากจนกว่า 5 แสนคน ที่ต้องสูญเสียญาติในทุก ๆ ปี และวิกฤตนี้ทำให้หลายครอบครัวที่ยากจนต้องขายทรัพย์สิน หรือไปกู้ยืมเงิน รูดบัตรเครดิต ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะยากลำบากทางการเงิน

 

ทั้งนี้ สำหรับการฝังศพในบ้านของอังกฤษถือว่าไม่ผิดกฎหมาย หากกระทำได้มาตรฐาน โดยระบุว่าศพจะต้องถูกฝังห่างจากแม่น้ำ และอยู่ลึกใต้ดินถึง 2 ฟุต.

 

MThai News

 

 

 

 สำรวจต้นทุน"งานศพ" ในสังคมไทย 2555 " จากนาทีสิ้นลมถึงเชิงตะกอน ต้องจ่ายอะไรและเท่าไร ?มาดูกัน!!!

 

เมื่อพูดถึง "ความตาย" ใครๆก็ย่อมไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ชิด แต่ใครไหนเล่าจะเลี่ยงความตายได้ ? ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พูดถึงสิ่งต่างๆในโลกนี้ว่า ล้วนแล้วแต่ "เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป"


หากแต่เมื่อความตายเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ผู้ที่ยังอยู่ต้องทำให้แก่ผู้จากไปนั่นก็คือ "งานศพ" อาจจะเป็นงานศพหรูหรา หรืองานศพแบบธรรมดา ตามแต่เจ้าภาพจะต้องการ แต่รู้ไหมว่า งานศพแต่ละงานนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ

 

 

วันนี้ มติชนออนไลน์ จะพาคุณผู้อ่านไปดูราคาค่าใช้จ่ายต่างๆสำหรับการจัดงานศพกันว่า ในงานศพแต่ละงานนั้น มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
 
 
ค่าใช้จ่ายหลังความตายขั้นแรก


เริ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจะมีบริการอาบน้ำ แต่งตัว ให้ผู้ตายใหม่ในราคาค่าบริการ 300 บาท ค่าฉีดฟอร์มาลีน 950 บาท (รวมค่ายาแล้ว) หากต้องการฝากร่างผู้เสียชีวิตไว้ในห้องเก็บศพของทางโรงพยาบาล ก็จะมีราคาค่าเช่าห้องอีกวันละ 300 บาท แต่ถ้าต้องการฝากไว้นานหลายวัน สามารถต่อรองลดราคากับทางโรงพยาบาลได้  (ราคานี้เป็นราคาของโรงพยาบาลรัฐบาลตามระเบียบกระทรวงการคลัง)


แต่ถ้าใช้บริการของทางภาคเอกชนหรือตามร้านที่ให้บริการด้านงานศพนั้น ค่าฉีดฟอร์มาลีน พร้อมแต่งหน้าศพจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป แต่หากเป็นศพที่ประสบอุบัติเหตุหรือศพติดเชื้อ ราคาจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณยาที่ใช้ในการฉีดศพ

 

 


ต่อมา เป็นขั้นตอนของการจัดหาโลงศพ โดยโลงศพแต่ละโลงนั้นราคาจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำเป็นโลงศพ เช่น โลงไม้ยาง โลงไม้เนื้อแข็ง โลงไม้อัด โลงมุก โลงกระจก นอกจากวัสดุแล้ว ลวดลายตกแต่งโลงศพก็ยังมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบเทพพนม แบบแกะสลัก ฯลฯ พร้อมทั้งโลงศพที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆเช่น โลงศพติดแอร์ โดยราคาของโลงศพนั้นจะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 3,000 บาท ไปจนถึงกว่า 200,000 บาทเลยทีเดียว


เมื่อมีโลงศพแล้วก็ต้องมีดอกไม้ประดับหน้าที่ตั้งศพและเมรุ ราคาของดอกไม้จะอยู่ที่ประมาณ 8,000-15,000 บาท ราคาจะเพิ่มมากน้อยกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับดอกไม้ที่นำมาจัดว่าเป็นดอกไม้ชนิดไหน ปริมาณเท่าไร รูปแบบอย่างไร และหากตั้งสวดพระอภิธรรมศพหลายวัน ดอกไม้ที่จัดไว้ก็จะเริ่มเหี่ยวเฉา ทำให้ต้องมีค่าดอกไม้ที่ต้องเปลี่ยนเพิ่มตามมาอีก

 


ค่าใช้จ่ายช่วงการสวดพระอภิธรรม


แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ต้องทำช่วงการสวดพระอภิธรรมก็คือการหา "วัด" ที่จะใช้ตั้งศพ ในอดีตคนมักจะนิยมตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้านของผู้เสียชีวิต แต่ปัจจุบันจะนิยมนำศพไปทำพิธีที่วัด เพื่อความสะดวกของทุกๆฝ่าย ทั้งฝ่ายเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน อีกทั้งยังสะดวกต่อการทำตามพิธีกรรมให้ครบถ้วนอีกด้วย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ หากเป็นวัดที่อยู่ต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าวัดในกรุงเทพฯและจังหวัดใหญ่ๆหลายเท่าตัว


สำหรับวัดที่เป็นพระอารามหลวง ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจะสูงที่สุด รองลงมาคือวัดขนาดใหญ่ ส่วนวัดขนาดเล็กนั้นค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในวัดเดียวกันยังแตกต่างกันไปตามขนาดของศาลา นั่นก็คือ ถ้าเป็นศาลาขนาดใหญ่ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าศาลาขนาดเล็ก และถ้าเป็นศาลาที่มีเครื่องปรับอากาศค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

 

 


นอกจากนั้นแล้ว ปัจจัยสำคัญในการเลือกวัดเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศลยังมีตั้งแต่ วัดใกล้บ้านผู้เสียชีวิต, มีที่จอดรถเพียงพอ, มีศาลากว้างพอจะรับรองแขกได้, มีเมรุเผาศพอยู่ในวัดเรียบร้อย (แต่หากเป็นวัดทางภาคเหนือ วัดจะไม่มีเมรุเผาศพหรือสุสาน ต้องนำศพเคลื่อนไปทำพิธีฌาปนกิจที่สถานที่สำหรับเผาศพที่แยกออกมาต่างหาก)
 

ด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับวัดนั้น ค่าใช้จ่ายแรกก็คือ ค่าบำรุงในการสวดอภิธรรม หากเป็นวัดขนาดเล็ก มักกำหนดอัตราค่าศาลา 500 บาทต่อคืนขึ้นไป ส่วนวัดขนาดใหญ่ มักเรียกเก็บค่าบำรุงประมาณ 1,000 บาทต่อคืนหรือมากกว่านั้นตามขนาดของศาลา แต่ถ้าศาลาติดเครื่องปรับอากาศด้วย จะมีค่าบำรุงประมาณ 2,500 บาทต่อคืนขึ้นไป


นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอาหารที่จะใช้เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ว่าจะจัดหาอาหารอะไร เจ้าภาพสามารถจัดหามาเลี้ยงเองได้ หรือจะใช้บริการของธุรกิจแคทเทอริ่ง ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยธุรกิจนี้จะรับจัดเลี้ยงอาหารคาวหวานตามงานต่างๆ หรือรับทำเบเกอรี่กล่อง โดยราคาต่อกล่องนั้นจะอยู่ที่ประมาณกล่องละ 25-200 บาท แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากก็สามารถให้ทางวัดจัดการแทนก็ได้เช่นกัน โดยทางวัดจะคิดค่าอาหารเป็นรายหัว และชนิดอาหารที่นำมาเลี้ยง รวมแล้วคืนหนึ่งราคาค่าอาหารตกประมาณ 2,000-5,000 บาท

 

 

 

 


ค่าใช้จ่ายต่อมาคือ ค่าธรณีสงฆ์ หากญาติต้องการเก็บร่างผู้เสียชีวิตไว้ก่อน ยังไม่นำไปประกอบพิธีเผาหรือฝัง ก็สามารถนำร่างไปเก็บได้ที่ "โกดังเก็บศพ" ภายในบริเวณวัด โดยสามารถเก็บได้ไม่เกิน 100-150 วันตามแต่วัดนั้นๆจะกำหนด โดยบริจาคเป็นค่าบำรุงวัดประมาณ 500-1,000 บาท


ค่าใช้จ่ายที่ 3 คือ ค่าบำรุงในการเผาศพ ค่าบำรุงเมรุ ประมาณ 500-2,000 บาท โดยค่าเผาศพจะเรียกค่าบำรุงตามวิธีการเผา โดยวิธีการเผาแบบเตาถ่านจะถูกที่สุด ตามมาด้วยวิธีการเผาโดยใช้น้ำมัน และปัจจุบันนี้ยังมีเตาเผาศพไฟฟ้าเพิ่มมาอีกด้วย
       

นอกจากนั้นยังมีค่าสัปเหร่อประมาณ 1,000 บาท ค่าผ้าบังสุกุล ค่าเครื่องไทยธรรม/ดอกไม้ธูปเทียนที่ใช้ในการถวายพระประมาณ 1,000 บาทต่อคืน ค่าดอกไม้จันทน์ ถุงละ 80-100 บาท (1 ถุงมี 100 ดอก) และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ค่าเครื่องตราสัง ค่ารถรับศพ ค่าแรงงานผู้มาช่วยงาน ค่าของชำร่วยที่มีหลากหลายทั้งหนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือธรรมะ ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ยาหม่อง ยาดม ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวน โดยในปัจจุบัน มีร้านรับจัดทำของชำร่วยทั้งแบบไปสั่งเอง สั่งผ่านร้านตัวแทนที่เกี่ยวกับธุรกิจงานศพ หรือจะสั่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก

 


ค่าใช้จ่ายในงานศพแบบจีน


ค่าใช้จ่ายข้างต้นนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในงานพิธีศพแบบไทย แต่หากงานศพที่จัดเป็นแบบจีนนั้นก็จะมีรูปแบบที่ต่างออกไป คือจะมีพิธีกงเต็กและต้องนำศพไปฝัง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีพิธีเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะเพิ่มตามขึ้นมาด้วย


สำหรับการทำพิธีกงเต็กนั้น เจ้าภาพจะมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายแก่คณะพิธีกงเต็กและค่าใช้จ่ายเพิ่มแก่ทางวัด โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้คณะพิธีกงเต็กนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นกงเต็กใหญ่หรือเล็ก ถ้าเป็นกงเต็กใหญ่ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 20,000 บาท หากเป็นกงเต็กเล็กจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-18,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้น ไม่รวมถึงเครื่องกระดาษและของไหว้ที่ต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 3,000-20,000 บาท เจ้าภาพยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้แก่วัดสำหรับค่าอนุญาตทำพิธี ค่าบำรุงเตาเผาเครื่องกงเต็ก และค่าตำรวจรักษาการณ์คืนทำกงเต็ก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตกอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท


นอกจากค่าพิธีกงเต็กแล้ว ยังมีค่าหลุมฝังศพ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งซึ่งมีตั้งแต่ราคา 10,000-100,000 บาทขึ้นไป และค่าเสื้อผ้าของญาติในพิธีกงเต็ก ค่าทำพิธีกงเต็ก ค่าของไหว้ ค่าเครื่องกระดาษ และค่าดูฮวงจุ้ยเพิ่มมาอีก
 

แต่ปัจจุบันนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนบางส่วนก็ไม่ได้ทำพิธีกงเต็กหรือฝังศพอีกต่อไป โดยหันมาใช้วิธีเผาศพผู้เสียชีวิตเช่นเดียวกับพิธีศพแบบไทยมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นความต้องการของผู้ที่เสียชีวิตเองที่ไม่ต้องการให้เป็นภาระกับลูกหลาน

 


เมื่อมีงานศพก็ต้องมีพวงหรีด


หากพูดถึงงานศพ ทุกคนก็ต้องนึกถึงภาพพวงหรีดหลายประเภทแขวนประดับลานตาไปทั่วศาลาสวดพระอภิธรรม มีทั้งอันใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ถ้างานไหนเป็นงานใหญ่ จำนวนพวงหรีดก็แทบจะเต็มล้นไปทุกตารางนิ้วของศาลา จนเจ้าภาพต้องนำพวงหรีดที่เริ่มเหี่ยวไปทิ้ง รวมแล้วมูลค่าของพวงหรีดที่ถูกทิ้งไปเปล่าๆนั้นก็มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว


สำหรับราคาของพวงหรีดในปัจจุบันนั้น พวงหรีดดอกไม้สดมีราคาตั้งแต่ประมาณ 500 บาท ไปจนถึง 3,000 บาท พวงหรีดดอกไม้แห้งมีราคาตั้งแต่ 500 - 1,500 บาท และพวงหรีดที่ทำจากผ้านั้นมีราคาที่ประมาณ 300-1,500 บาท
 

แต่ปัจจุบันนี้ นอกจากพวงหรีดยอดนิยมทั้ง 3 แบบอย่างที่เอ่ยถึงไปแล้วนั้น ยังมีพวงหรีดแบบใหม่ที่เน้นการรักษ์โลก ไม่ทำลายธรรมชาติและมีประโยชน์อีกด้วย นั่นก็คือ พวงหรีดพัดลมที่มีราคาตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไป พวงหรีดหนังสือราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800-2,000 บาท พวงหรีดกล่องนาบุญที่ภายในจะบรรจุอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800-10,000 บาท พวงหรีดต้นไม้ที่เมื่อเสร็จงานศพแล้วก็สามารถนำต้นไม้นั้นไปปลูกต่อได้จริง สำหรับราคาของพวงหรีดต้นไม้นั้นขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ว่าเป็นต้นไม้อะไร สูงเท่าไร ราคาจะมีตั้งแต่ 800-2,000 บาท นอกจากนี้แล้วยังมีพวงหรีดของใช้ต่างๆ อีกหลายรูปแบบที่มีผู้สร้างสรรค์ออกมามากมายนับไม่ถ้วน ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
 

แม้ว่าในตอนนี้ พวงหรีดชนิดใหม่ดังกล่าวยังได้รับความนิยมไม่มากเท่าพวงหรีดดอกไม้แบบเดิมนัก แต่หากผู้อ่านท่านใดที่จะต้องสั่งพวงหรีดเพื่อเคารพศพก็น่าจะลองสั่งพวงหรีดแบบเหล่านี้ ดู เพื่อเป็นการช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งยังมีประโยชน์ที่เมื่อเสร็จงานแล้วก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้  

 


สำรวจค่าใช้จ่ายวัดดังในกรุงเทพฯ


ตามวัดต่างๆ การจัดงานศพแต่ละครั้งมักจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหลายไปในลักษณะเหมารวมเรียบร้อย ตั้งแต่ค่าศาลา ค่าบำรุงเมรุ ค่าอาหารและค่าจิปาถะต่างๆ วันนี้ มติชนออนไลน์จะขอนำเสนอราคาค่าใช้จ่ายของวัดดังภายในกรุงเทพฯให้ผู้อ่านได้ทราบกันว่า วัดใดมีราคาเท่าไร วัดไหนถูก วัดไหนแพงกว่ากัน


เริ่มต้นที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร ฌาปนสถานกองทัพอากาศ มีการให้บริการครบวงจร คิดค่าศาลาธรรมดาคืนละ 2,000 บาท ศาลาปรับอากาศคืนละ 2,500 บาท ค่าบำรุงเมรุ 4,000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟในวันเผา 2,000 บาท ค่าเจ้าหน้าที่วันละ 440 บาท และค่าของถวายพระคืนละ 1,040 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้แก่ ค่าโลงศพเทพนม ข้างในบุนวมมีราคาตั้งแต่ 3,450 บาทขึ้นไป ดอกไม้หน้าโลงศพนั้นราคาเริ่มต้นที่ 4,500 บาท สำหรับอาหารมีให้เลือก อาทิ กาแฟ โอวัลติน ไม่มีขนม ชุดละ 13 บาท กาแฟ โอวัลติน มีขนม 2 อย่าง ชุดละ 45 บาท หรืออาหารถ้วยละ 25-30 บาท สั้งขั้นต่ำ 50 ถ้วย
 

สรุปรวมหากจัดงาน 3 คืน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000–90,000 บาท, 5 คืน ประมาณ 80,000–120,000 บาท และ 7 คืน ประมาณ 100,000–150,000 บาท
 

 

 

วัดโสมนัส: สำหรับวัดโสมนัสนั้นมีหน่วยงานฌาปนสถานกองทัพบกเป็นผู้ให้บริการ โดยฌาปนสถานจะเป็นคนกลางติดต่อกับร้านค้าภายนอก อาหารว่างจะสั่งมาจากสวนดุสิตโฮม, เอสแอนด์พี และการบินไทย โดยมีเมนูให้เลือก ส่วนอาหารคาวมีเจ้าประจำ แต่เจ้าภาพสามารถนำอาหารมาเองได้ ทางฌาปนสถานจะมีจาน ชาม ช้อนไว้ให้บริการ นอกจากนี้ยังมีสินค้าฝากขาย เช่น บริการถ่ายภาพและวีดีโอ บริการลอยอังคาร จอมอนิเตอร์ และของชำร่วย โดยมีแผ่นพับ โบรชัวร์ ให้เจ้าภาพเลือกใช้บริการ


โลงศพที่ใช้นั้นมาจากร้านพรนิมิต มีหลายแบบหลายราคาให้เลือก ขนาดของโลงขึ้นอยู่กับผู้เสียชีวิต โดยมีทั้งหมด 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 20, 22 และ 24 นิ้ว ส่วนของดอกไม้นั้นมีหลายแบบให้เลือก พร้อมทั้งโกฐพระราชทานราคาเริ่มต้นที่ 2,500 บาท โดยต้องใช้ดอกไม้ 2 ชุดคือหน้าหีบศพ 1 ชุดและหน้าเมรุอีก 1 ชุด ของที่ระลึกมีให้เลือก เช่น พัด ร่ม หนังสือ ยาดม หรือเจ้าภาพสามารถเลือกของชำร่วยตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ และที่วัดยังมีบริการลอยอัฐิ เริ่มต้นที่ราคา 4,500 บาท สามารถเลือกสถานที่ในการลอยอัฐิได้
 

สรุปรวมค่าใช้จ่าย หากจัดงาน 3 คืน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาท, 5 คืน ประมาณ 60,000 บาท และ 7 คืน ประมาณ 70,000 บาท


วัดเสมียนนารี: ให้บริการงานศพครบวงจร มีศาลาทั้งหมด 11 ศาลา เป็นศาลาแอร์ 7 ศาลา ศาลาธรรมดา 4 ศาลา โลงศพสั่งจากร้านสุริยาหีบศพ (แคราย) อาหารว่างมีให้เลือกทั้ง กาแฟ ไมโล โอวัลติน ในกรณีไม่มีขนมคิดชุดละ 10 บาท ถ้ามีขนมคิดชุดละ 20 บาท กาแฟ ไมโล โอวัลตินพร้อมขนมของ เอสแอนด์พี ชุดละ 35 บาท ข้าวต้มหม้อเล็ก 1,000 บาท หม้อใหญ่ 1,500 บาท กระเพาะปลา ก๋วยเตี๋ยวและอาหารประเภทอื่นๆ จะคิดราคาที่หม้อเล็ก 1,500 บาท สำหรับแขก 60-70 คน หม้อใหญ่ 2,000 บาท สำหรับแขก 100-120 คน


สรุปรวมค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 40,000 บาท,  5 คืนประมาณ 60,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 70,000 บาท


วัดมกุฏกษัตริยาราม: วัดนี้มีอุปกรณ์ไว้บริการหลากหลาย ตั้งแต่หีบศพราคาเริ่มต้นที่ 2,300-5,500 บาท ดอกไม้ ราคาตั้งแต่ 6,000-20,000 บาท (หากเจ้าภาพนำร้านดอกไม้จากภายนอกมาจัดหน้าศพ ทางวัดคิดค่าบำรุงวัด 1,000 บาท) เครื่องไทยธรรมสามารถเช่าซื้อจากวัดได้ ชุดละ 220 บาท อาหารและเครื่องดื่มมีไว้บริการ แต่ถ้าเจ้าภาพต้องการอาหารและเครื่องดื่มของเอสแอนด์พีหรือการบินไทย เจ้าภาพต้องติดต่อหาซื้้อเอง


สำหรับอาหารว่างของทางวัดชุดละ 45 บาท ในหนึ่งกล่องมีขนม 2 ชิ้น และน้ำ 1 แก้วพลาสติก เจ้าภาพสามารถเลือกขนมและน้ำได้ตามเมนูขนมที่มีให้เลือก 26 รายการ มีน้ำให้เลือกอีก 4 รายการ ถ้าต้องการเป็นชา กาแฟ หรือโอวัลติน คิดถ้วยละ 20 บาท ถ้ามีของว่างด้วย 45 บาท ของว่างต้องสั่งขั้นต่ำ 30 ชุด อาหารถวายพระมี 5 อย่าง ของหวาน 1 อย่าง ผลไม้ตามฤดูกาล 3 อย่าง อาหารถวายพระ 9-10 รูปคิดราคา 250 บาทต่อรูป


สรุปรวมค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 60,000 บาท, 5 คืนประมาณ 80,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 100,000 บาท


วัดหัวลำโพง ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 60,000 บาท, 5 คืนประมาณ 80,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 100,000 บาท
 

วัดเทพศิรินทร์ ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืน ประมาณ 50,000 บาท, 5 คืนประมาณ 70,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 90,000 บาท


จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น หากใครที่ไม่อยากวุ่นวายกับการจัดหาโลง จัดหาวัดและข้าวของจิปาถะทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ก็มีร้านที่ทำแพ็คเกจสำเร็จรูปสำหรับการจัดหาโลง ฉีดยาศพ แต่งหน้าศพ นำศพไปส่ง จัดหาวัด หาอุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งหน้าศพ ของชำร่วย ดอกไม้ประดับต่าง จนกระทั่งถึงพิธีการนำกระดูกไปลอยอังคาร เรียกได้ว่าบริการครบเสร็จสรรพโดยที่ญาติไม่ต้องตระเตรียมสิ่งใด ซึ่งราคาสำหรับแพ็คเกจต่างๆนั้นจะมีราคาตั้งแต่ 9,000 บาท ไปจนถึงกว่า 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับบริการต่างๆที่มีให้ ที่ยิ่งแพงเท่าไร บริการก็ยิ่งดีและครบวงจรมากขึ้นเท่านั้น


อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง? บางคนอาจจะบอกว่าทำไมแพงจัง? บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไร ราคาเท่าไรก็จ่ายได้ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่คนตายครั้งสุดท้าย


แต่สิ่งที่สำคัญกว่างานศพที่ยิ่งใหญ่หรือหรูหรานั่นคือ ก่อนตายเราได้ทำอะไรดีๆให้แก่โลกใบนี้แล้วหรือยัง ? เราได้ให้ความรัก เอาใจใส่ แสดงความกตัญญูแก่คนสำคัญของเราแล้วหรือยัง ?


ไม่ใช่แค่ว่า เราจะมาทำดีให้ในวันที่สายไป ด้วยการจัดงานศพหรูหรา ที่คนตายไม่ได้รับรู้ในสิ่งนี้ด้วยเลย ...
  

 

เรื่อง/ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์
ข้อมูลประกอบรายงาน จาก :
http://thaipublica.org/

 

 

 

 

 

 

 

 

 อสส. ยังไม่สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ โกงจำนำข้าว ขอสอบพยานเพิ่ม

 

 

          

 

 

อัยการสูงสุดยังไม่สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีทุจริตจำนำข้าว ระบุ ขอสอบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้พยานหลักฐานสมบูรณ์ที่จะดำเนินคดีในชั้นศาล

 

ช่วง บ่ายวันนี้ (12 ธันวาคม 2557) นายสุรศักดิ์ ตรรีตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมกันแถลงข่าวการพิจารณาสำนวนโครงการทุจริตรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยระบุว่า คณะทำงานอัยการมีความเห็นให้สอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม และส่งพยานเอกสารให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงได้เสนอเรื่องต่อ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ให้พิจารณา ซึ่งก็เห็นชอบ เพราะมองว่าหากมีการสอบสวนเพิ่มเติม ก็น่าจะมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีในชั้นศาลได้

 

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ตัวแทนคณะทำงานของ อสส. จะนัดหารือกับตัวแทนคณะทำงานของ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกันอีกครั้งในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมย้ำว่าอัยการสูงสุดจะยึดหลักกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตามา เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

 

 

 ปปช.ยังจับคนทุจริต..จำนำข้าวไม่ได้สักคน ว่าใครทุจริต ทุจริตที่ไหน ทุจริตเท่าไหร่..และอย่างไร ... ดันจะรวบรัดเอาผิดนายกปู.. ทั้งที่ไม่ได้ลงไปทำงาน..ในระดับปฏิบัติแม้แต่น้อย ... คนมันจะหาเรื่อง คนมันมีธงจะทำร้ายเขา มันก็ดันทุรังแถกแถไปเรื่อย..แถมยังพูดจาเย้ยหยัน อสส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              สหรัฐอเมริกา กับ "ตลาดพลังงาน" โดย วีรพงษ์ รามางกูร

 

 

 

 

 

                       

 

 

 

หากจะยังจำกันได้เมื่อ 10-15 ปีก่อน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา แซงหน้าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและยุโรปไปแล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีนมีขนาดกว่า 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะแซงหน้าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวในอัตรา 7-8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกามีเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ทำให้ราคาของสินค้าขั้นปฐมหรือวัตถุดิบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสี ซึ่งรวมทั้งราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา อ้อย น้ำมันปาล์ม และพืชต่าง ๆ ที่สามารถนำมาผลิตทดแทนน้ำมันมีราคาสูงขึ้นไปด้วย

 

เมื่อราคาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ก็เป็นเหตุจูงใจให้มีการลงทุนในกิจกรรมที่เป็นแหล่งพลังงาน เหมืองแร่ ยางพารา และสินค้าเกษตรที่สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดราคาของสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ก็ค่อย ๆ ลดลง เกิดดุลยภาพใหม่ในตลาดสินค้าขั้นปฐมเหล่านี้

แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการการผลิตหรือเทคโนโลยีเกือบทุกด้านรวมทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยีเช่นว่าก็คือ ความสามารถในการขุดเจาะลงไปใต้ชั้นหินดานลึกกว่า 10 กม. และสามารถลดต้นทุนการขุดเจาะดังกล่าวได้จนสามารถนำก๊าซธรรมชาติและน้ำมันขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นผลสำเร็จ โดยการอัดฉีดน้ำลงไปแทนที่ก๊าซและน้ำมัน

แม้ว่าใต้ชั้นหินดานลงไปลึกกว่า 10 ก.ม. โดยทั่วไปในอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย แอฟริกา หรือในภูมิภาคอื่น ๆ จะค้นพบก๊าซและน้ำมัน แต่ก็ไม่มีประเทศใดมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอที่จะสามารถขุดเจาะเพื่อผลิตก๊าซและน้ำมันดิบขึ้นมาใช้อย่างสหรัฐอเมริกา

เมื่อเวลาผ่านไปปริมาณพลังงานที่สหรัฐสามารถขุดเจาะขึ้นมาใช้แทนการนำเข้าพลังงานก็มีมากขึ้นทุกที่ แม้ว่าในขั้นนี้สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถส่งออกได้มากนัก เพราะยังไม่มีท่อส่งก๊าซและน้ำมันมาถึงยุโรปและภูมิภาคอื่น การขนส่งทางทะเลก็ยังมีต้นทุนสูง แต่การใช้พลังงานของตนเองทดแทนพลังงานนำเข้า ทำให้ต้นทุนต่ำลงไปเรื่อย ๆ ขณะนี้ประมาณการว่าพลังงานที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้มีค่าความร้อนเท่า ๆ กับการผลิตของประเทศซาอุดีอาระเบีย อันเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้นเหมือนอย่างที่เคยเป็น คืออยู่ในระดับประมาณ 90-100 เหรียญสหรัฐมาเป็นเวลาหลายปี

การที่สหรัฐสามารถพึ่งตัวเองในด้านพลังงาน จึงทำให้ยังคงความเป็นมหาอำนาจได้ต่อไป และเป็นสาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าอาจจะฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ การว่างงานเริ่มลดลงแม้ว่าจะไม่ค่อยเร็วนักก็ตาม และดูดีกว่ายุโรปค่อนข้างมาก

การที่สหรัฐสามารถพึ่งตนเองได้ในด้านพลังงาน และมีโอกาสที่จะส่งออกได้ในอนาคตถ้าหากสามารถพัฒนาระบบขนส่งให้มีราคาถูกกว่านี้ พร้อม ๆ กับสามารถพัฒนาให้การขุดเจาะอัดฉีดน้ำลงไปแทนที่มีต้นทุนที่ถูกลง ทำให้เงินทุนจากทั่วโลกไหลกลับเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกามากขึ้น โอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งขึ้นเมื่อเทียบเงินสกุลหลักของโลกจึงมีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน บทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคต่าง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วยตามน้ำหนักของยุทธศาสตร์ของสหรัฐกล่าวคือ น้ำหนักของสหรัฐที่จะให้กับการรักษาเสถียรภาพและดุลแห่งอำนาจในตะวันออกกลางน่าจะน้อยลง ทรัพยากรทางการเงินและการทหารในภูมิภาคนี้น่าจะมีสัดส่วนที่น้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน น้ำหนักที่สหรัฐจะให้กับการรักษาเสถียรภาพและดุลแห่งอำนาจของตนในเอเชียตะวันออกและยุโรปตะวันออกน่าจะมีมากขึ้น

ในทศวรรษต่อไปเราน่าจะเห็นบทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น คู่แข่งของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียก็คงจะหนีจากจีนไม่พ้น แต่จะมาในรูปอื่นที่ไม่ใช่การแข่งขันในทางทหาร จะเป็นในรูปแบบใดก็เป็นเรื่องที่น่าคิด จีนเองก็คงจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ การหาทางออกทางทะเลทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทางฝั่งอันดามัน ก็คงจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่น่าจะมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน สหรัฐก็คงต้องพยายามรักษาพันธมิตรเดิมอย่างอาเซียนไว้อย่างเหนียวแน่น

รูปแบบยุทธศาสตร์ในยุโรปตะวันออกก็คงคล้ายกัน โดยคู่แข่งของสหรัฐก็คงหนีไม่พ้นรัสเซีย แม้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม รัสเซียก็ยังคงสามารถดำรงความเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศที่เคยร่วมกันอยู่ในสาธารณรัฐเดิม ในขณะที่สหรัฐก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศนาโต้ ซึ่งได้แก่ประเทศยุโรปตะวันตก และประเทศยุโรปตะวันออกที่เกิดใหม่

การที่ยุโรปตะวันตกยังต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากรัสเซีย โดยท่อน้ำมันและก๊าซผ่านยุโรปตะวันออก ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองของรัสเซียต่อประเทศยุโรปตะวันตกยังมีอยู่

เหตุการณ์เดินขบวนในยูเครนเพื่อแบ่งแยกดินแดนกลับไปรวมกับรัสเซีย หรือการที่แหลมไครเมียซึ่งเคยรวมอยู่กับยูเครนมีประชามติให้กลับไปรวมกับรัสเซีย เห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัสเซียกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก หรือกลุ่มประเทศนาโต้โดยมีสหรัฐหนุนหลังอยู่ โดยที่ยุโรปตะวันตกไม่วิตกว่าจะมีผลต่อการส่งพลังงานของรัสเซียไปยังยุโรปตะวันตก

ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ายุโรปตะวันตกมองเห็นศักยภาพของการผลิตพลังงานโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าอาจจะทดแทนการผลิตน้ำมันของตะวันออกกลางได้ทั้งหมด และพลังงานจากตะวันออกกลางอาจจะสามารถทดแทนพลังงานทั้งหมดที่นำเข้าจากรัสเซียได้ในอนาคตอันใกล้ อำนาจต่อรองของยุโรปตะวันตกเหนือรัสเซียอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้รัสเซียไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรงต่อยูเครนและประเทศยุโรปอื่น ๆ

โลกตลอดมาจนทุกวันนี้ พลังงานกลายเป็นอาวุธสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ของนโยบายการต่างประเทศ และนโยบายทางการทหารที่สำคัญ ดุลแห่งอำนาจและความสำคัญของภูมิภาคต่าง ๆ ของมหาอำนาจนั้น มักจะเปลี่ยนผันแปรไปตามทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญสำหรับโลกทุกวันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพลังงาน

บทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจคงมีมากขึ้นในภูมิภาคนี้

 

 

 

 

                  “ปูติน” เยือนอินเดีย หวังกระชับสัมพันธ์การค้า-พลังงาน ต้านพิษคว่ำบาตร 

 

 

 

 

        เอเอฟพี - ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียในวันนี้ (11 ธ.ค.) จะตั้งโต๊ะเจรจากับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ขณะที่ประเทศของเขาซึ่งถูกพิษคว่ำบาตรกำลังหาทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านพลังงาน, ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ในเอเชีย
       
       ปูตินจะพุ่งเป้าที่การผลักดันข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์, น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และกระทั่งเพชรกับพันธมิตรเก่าแก่อย่างอินดีย ในช่วงการเยือนแดนภารตะครั้งแรกของเขา นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดียก้าวขึ้นสู่อำนาจในเดือนพฤษภาคม
       
       ประมุขวังเครมลินผู้นี้กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ขณะเศรษฐกิจของแดนหมีขาวกำลังซวนเซภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) จากกรณีที่มอสโกสนับสนุนการลุกฮือในยูเครนและการควบรวมแคว้นไครเมีย
       
       “เขา (ปูติน) ต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า เขาไม่ได้ถูกโดดเดี่ยวและอย่างน้อยเขาก็ยังมีกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS ซึ่งประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้) อยู่” นันดาน อุนนีกฤษนัน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย พูดถึงการเยือนของปูติน
       
       “อินเดียในตอนนี้กำลังมุ่งเน้นการพัฒนาและคาดหวังให้รัสเซียแบ่งปันเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ของพวกเขา เพื่อให้อินเดียสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ” อุนนีกฤษนัน สมาชิกอาวุโสของมูลนิธิออบเซิฟเวอร์รีเสิร์ช สถาบันวิจัยวิจัยซึ่งมีฐานอยู่ในนครเดลี
       
       ปูตินคาดว่าจะมุ่งความสนใจที่การยกระดับการค้าสองทาง ซึ่งมีมูลค่าเพียงหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของทั้งสองประเทศมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ภายหลังการอสัญกรรมของสตาลิน
       
       นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โมดี ก็หาทางกระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติอินเดียในเดือนมกราคมปีหน้า
       
       อย่างไรก็ตาม อินเดียกลับแข็งขืนไม่ขอร่วมวงคว่ำบาตรรัสเซียกับฝ่ายตะวันตก และมีแนวโน้มว่าจะไม่สนใจคำเตือนจากวอชิงตันที่ว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจกับมอสโก
       
       ปูติน กล่าวก่อนการมาเยือนของเขาในเช้าวันนี้ (11) ว่า เขาจะหาทางเสริมสร้าง “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ” ของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยจะเลือกเฉพาะการขายเครื่องปฏิกรณ์สำหรับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศซึ่งหิวกระหายพลังงานอย่างอินเดียเพิ่มเติมและการขายยุทโธปกรณ์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                "ตู่-ปู" เผชิญหน้า มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 5-11 ธันวาคม 2557

 

 

            

 

 

 

ว่ากันว่าถ้าเกิดมนต์ดำทำให้คนที่ชุมนุมอยู่ในห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ชั้น22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เมื่อคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หายวับไปกับตา ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะในห้องนั้นมีทั้งคนในแวดวงการเมืองตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี 5 คน ตั้งแต่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนักการเมืองรุ่นใหญ่อีกเพียบ

 

ส่วนนักธุรกิจก็มีตั้งแต่นายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี เจ้าภาพ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เบียร์ช้าง นายชาตรี โสภณพนิช แบงก์กรุงเทพ นายอนันต์ อัศวโภคิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และนักธุรกิจใหญ่มากมาย รวมมูลค่ากิจการทั้งหมดของคนมาร่วมงานไม่น่าจะต่ำกว่างบประมาณประเทศไทย นี่คืองานแต่งงานของลูกสาวเจ้าสัวซีพี "นิพาภรณ์ เจียรวนนท์" และ ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เชลล์ฮัท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้ใหญ่ทั้งบ้านทั้งเมืองจึงให้เกียรติมาร่วมงานกว่า 3,000 คน และกลายเป็นงานชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนปัจจุบัน กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ มาร่วมงานเดียวกัน และยังมีนักการเมืองต่างขั้วอย่างนายอภิสิทธิ์ และนายชวนอีก

 

การจัดวาง "ที่นั่ง" ของแต่ละคนจึงเป็นสุดยอดกลยุทธ]ทำอย่างไรทุกฝ่ายจะพอใจ"ธนินท์" จัดเวทีขนาดใหญ่อยู่ด้านใน เป็นเวทีที่มีทางเดินคั่นกลางแบ่งแขกรับเชิญเป็น 2 ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์และภรรยา นั่งโต๊ะติดเวทีฝั่งหนึ่ง ผู้ร่วมโต๊ะประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา 3 ขุนพล "บูรพาพยัคฆ์" ที่สำคัญก็คือ มีนักธุรกิจใหญ่อย่าง นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา ภรรยา นั่งร่วมโต๊ะด้วย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ รักษา "ระยะห่าง" ด้วยการให้ พล.อ.ประวิตร นั่งคั่นกลาง ก่อนที่จะเป็นนายเจริญและคุณหญิงวรรณา ตามมาด้วย พล.อ.อนุพงษ์

 

ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง โต๊ะที่อยู่ติดเวทีเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซ้ายมือเป็น นายวราเทพ รัตนากร ขวามือเป็น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และ พล.ต.อ.วุฒิ น้องชาย ก่อนที่ นายชาตรี โสภณพนิช จะมาร่วมโต๊ะด้วย โต๊ะถัดมาเป็น นายชวน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายเกียรติ สิทธีอมร นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

ช็อตที่น่าสนใจที่สุด คือ ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นกล่าวอวยพรบนเวที เพราะเป็นช่วงเวลาที่ "เวที" ไม่สามารถเป็นกำแพงกั้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนบนเวที จากตำแหน่งนั้นห่างไปไม่ถึง 10 เมตร ด้านล่างขวามือ คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ตลอดเวลาที่กล่าวคำอวยพร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เหลือบมองมาทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลย ในขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้มองขึ้นไปบนเวที เธอเลือกก้มหน้าลงรับประทานอาหาร สลับกับดื่มน้ำ และบางจังหวะก็หันไปสนทนากับนายวราเทพ มีจังหวะเดียวที่ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญชวนแขกที่มาร่วมงานให้ดื่มอวยพร "ยิ่งลักษณ์" ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองแต่แก้วน้ำ จิบนิดนึงแล้วนั่งลง จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็เดินลง "เวที" กลับมาทำหน้าที่ "กำแพง" กั้นระหว่าง "พยัคฆ์หนุ่ม" กับ "นางเสือสาว" อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเลี่ยงเดินออกจากงานในเวลาต่อมา

 

 

 

 

 

         เป้าหมายที่แท้จริงของพวกนี้ในการเลือกนายกก็คือ สิ่งนี้สินะ

 

 

 
พยายามบิดไป บิดมา หาทางกันอยู่ได้แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายหลักมันก็คือแบบนี้แหละ ให้ สว มาร่วมโหวตด้วย  เพราะพวกตัวเองมี สว สรรหาอยู่ในมือแล้ว 77 คน บวกกับ สว จากการเลือกตั้งอีกเอาซักแค่ 30 กว่าคนก็พอ แค่นี้ก็มี 100 เสียงสบายๆ แล้ว  ส่วน สส ก็ปรับให้ลดเหลือ 350 คน เลือกตั้งมา พท อาจจะลดลงมาเหลือแค่ 180 คน ปชป อาจจะได้มา 120 คน แค่นี้ก็ไปบวกเอากับ สว ฝ่ายตัวเองอีก 100 กว่าคน พรรคเล็กๆ อีก 30-40 คน รวมมาได้ 260+ คน ก็ชนะใสๆ ดันคนของ ปชป ขึ้นมาเป็นนายกได้ทุกรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         ปิดตำนานตลาดมืดคลองถม "กทม."ให้ขายถึงสิ้นปี57

 

 

 

นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมจัดระเบียบบริเวณโดยรอบถนนเสือป่า โรงพยาบาลกลาง และถนนคลองถม ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จะอนุญาตให้มีการค้าบริเวณดังกล่าวได้ถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ หลังจากนั้น กทม. จะขอคืนพื้นที่ ซึ่งมีผู้ค้ากว่า 2,000 ราย โดยได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับแล้ว เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน และสถานีขนส่งเดิม

 

เนื่องจาก มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับความสะดวกในการสัญจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงปัญหาในการดูแลป้องกัน การเกิดอัคคีภัย และปัญหาด้านความสะอาด

 

ด้าน พลตำรวจตรีอดุลย์ ณรงศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ จะเชิญผู้ค้าในบริเวณดังกล่าวร่วมประชุม เพื่อชี้แจง และขอความร่วมมือ ซึ่งมีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ค้าที่เป็นตึกแถว มีการก่อสร้างต่อเติมรุกล้ำทางเท้า ผู้ค้าที่อยู่ในจุดผ่อนผันมีชื่ออยู่ในบัญชี จำนวน 67 ราย แต่ปัจจุบันมีกว่า 900 ราย และผู้ค้าที่ทำการค้าขายบนถนน

 

คลองถม เป็นแหล่งขายของมือสองและของเก่า รวมทั้งอุปกรณ์รถยนต์ประดับยนต์ รวมไปถึงของจิปาถะ เป็นย่านการค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนวรจักรและถนนเจริญกรุงกับเยาวราชมาแต่โบราณ ปัจจุบันตั้งอยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร

เดิมคลองถมนั้นเรียกกันว่า คลองสำเพ็ง โดยมีปลายคลองด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนปลายคลองอีกด้านออกสู่คลองมหานาค เมื่อมีการตัดถนนเพิ่มขึ้น และทางการได้ลดจำนวนคลองลง ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จากนั้นก็ได้มีการสร้างถนนขึ้นบริเวณคลองนี้ ตอนแรกก็ถมกันด้วยขยะทั่วไป ต่อมาก็แปรสภาพม