Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 26/08/2015 11:15     Forum: บอกเล่าข่าวเพลง อ.ป้อง  >  บอกเล่าข่าวเพลง อ.ป้อง 26-8-58

*** รายการบอกเล่าข่าวเพลง อ.ป้อง 26-8-58 ***

 รับฟังได้ที่...

 http://youtu.be/Pwl788ZEgMI

guest

Post : 05/08/2015 20:56     Forum: สาระรอบโลก  >  รายงานค้ามนุษย์ของสหรัฐโดนสอบ

 

 

 

                                     

 

 การปรับอันดับมาเลเซียสู่เทียร์ 2 ในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2015 ของสหรัฐฯ คือหนึ่งในหลายข้อสงสัยที่กระตุ้นให้นักการเมืองอเมริกันรุมสวดคณะบริหารโอบามา ขณะที่วุฒิสภาเตรียมเปิดการไต่สวนความไม่ชอบมาพากล

 

รอยเตอร์ - นักการเมืองอเมริกันรุมสวดคณะบริหาร “โอบามา” ขณะที่วุฒิสภาเตรียมเปิดการไต่สวนความไม่ชอบมาพากลในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2015 นี้ในวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) หลังสำนักข่าวรอยเตอร์เผยแพร่บทความแฉเหล่านักการทูตอาวุโสเมืองลุงแซมใช้กำลังภายในปั่นอันดับกว่าสิบประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้ขยับดีขึ้น ทั้งที่สถานการณ์การลักลอบค้ามนุษย์ในบางชาติเหล่านี้เลวร้ายลงมากกว่าจะกระเตื้องขึ้น

บ็อบ เมเนนเดซ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ระบุว่ารายงานของรอยเตอร์เป็น “สัญญาณเตือนภัยและยอมรับไม่ได้” หากเป็นเรื่องจริง พร้อมระบุว่า จะต้อง “ขุดคุ้ย” เรื่องนี้ระหว่างการไต่สวนของวุฒิสภาในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อตรวจสอบรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP) ประจำปี 2015

ทั้งนี้ การตรวจสอบของรอยเตอร์ที่อิงกับการสัมภาษณ์ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในกรุงวอชิงตันและในเมืองหลวงของอีกนับสิบประเทศ แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานที่กระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการจัดอันดับความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ของทั่วโลกอย่างอิสระ กลับตกอยู่ภายใต้การครอบงำซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนักการทูตอาวุโส ซึ่งกดดันให้มีการประเมินและให้คะแนนสูงเกินจริงถึง 14 ประเทศในปีนี้

แหล่งข่าวเผยว่า บรรดาประเทศที่ได้อันดับสูงกว่าที่สำนักงานเพื่อการตรวจสอบและการต่อสู้กับการค้ามนุษย์แนะนำมีอาทิ มาเลเซีย คิวบา จีน อินเดีย อุซเบกิสถาน และเม็กซิโก เป็นต้น

ขณะที่ มาร์โค รูบิโอ วุฒิสมาชิกที่ลงสมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันสู้ศึกชิงทำเนียบขาว วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องน่าละอายที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ปล่อยให้กลุ่มการเมืองแก้ไขรายงานการค้ามนุษย์ของคณะบริหาร เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ประเทศที่มีพฤติการณ์ละเมิดอย่างคิวบาและมาเลเซีย

รูบิโอ ซึ่งเช่นเดียวกับ เมเนนเดซ ต่างอยู่ในคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา ยังสำทับว่า เหตุการณ์นี้เป็นแบบอย่างที่อันตราย ในวันพฤหัสบดีนี้ คณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ซักถาม ซาราห์ ซีเวลล์ ปลัดกระทรวงต่างประเทศด้านความมั่นคงของพลเรือน ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์

ทางด้าน เจ๊บ บุช อดีตผู้ว่าการรัฐฟลอริดา และผู้สมัครเป็นตัวแทนรีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกคน ร่วมวงชำแหละว่า โอบามาและกระทรวงการต่างประเทศควรละอายใจกับการชักใยทางการเมืองในปัญหาการค้ามนุษย์ของคิวบา

ตามการสืบทราบของรอยเตอร์นั้น พวกนักวิเคราะห์ในสำนักงานต่อต้านการค้ามนุษย์ หรือที่ภายในรัฐบาลอเมริกันรู้จักกันในชื่อ J/TIP ไม่เห็นด้วยกับการจัดอันดับในปีนี้ของฝ่ายการทูตในกระทรวงการต่างประเทศ รวมแล้ว 17 ประเทศ

ทว่า นักวิเคราะห์เหล่านั้นซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความพยายามในการต่อสู้กับการค้าทาสยุคใหม่ เช่น การค้ามนุษย์ผิดกฎหมายเพื่อเป็นแรงงานบังคับหรือโสเภณี สามารถเอาชนะได้เพียง 3 กรณี ซึ่งถือเป็นสถิติเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ 15 ปีที่ J/TIP ก่อตั้งขึ้น จากปกติที่ J/TIP จะสามารถเอาชนะ “ข้อขัดแย้ง” จากส่วนการทูตในกระทรวงการต่างประเทศได้กว่าครึ่ง

1 ใน 3 กรณีที่ J/TIP ชนะคือ กรณีของไทยที่ฝ่ายการทูตต้องการเลื่อนอันดับจาก Tier 3 เป็น “Tier 2 ซึ่งต้องจับตามอง” แต่สุดท้ายไทยยังคงติดกลุ่มประเทศที่มีการลักลอบค้ามนุษย์เลวร้ายที่สุด ตามที่ J/TIP เสนอ

ทั้งนี้ เทียร์ 3 ถือเป็นระดับต่ำสุด ซึ่งหมายถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติตามมาตรฐานต่ำสุดของสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่มาตรการลงโทษด้วยการจำกัดการเข้าถึงความช่วยเหลือของสหรัฐฯ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือธนาคารโลก แม้เอาเข้าจริงอาจเป็นเพียงคำขู่เท่านั้นก็ตาม ดังนั้น อำนาจที่แท้จริงของการจัดอันดับนี้จึงเป็นการทำให้บางประเทศได้อายเท่านั้น

แหล่งข่าวเผยว่า ในรายงานประจำปีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 เดือนที่แล้ว คิวบา มาเลเซีย และอุซเบกิสถาน ได้รับการเลื่อนขั้นจากระดับต่ำสุด โดยฝ่ายนักการทูตไม่ฟังเสียงทัดทานของ J/TIP

ว่ากันว่า การอัพเกรดมาเลเซียจากเทียร์ 3 มีเป้าหมายหมกเม็ดในการแผ้วทางสำหรับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ที่อเมริกาเป็นแม่ยก และกำลังเร่งตกลงกับกัวลาลัมเปอร์และอีก 11 ชาติ ขณะที่จีนได้รับการเลื่อนอันดับจากเทียร์ 3 เช่นกัน ทั้งที่ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า ปักกิ่งไม่ได้เพิ่มความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า จำนวนการปฏิเสธข้อเสนอแนะของนักวิเคราะห์อาชีพเช่นนี้ บ่งชี้ว่าการแทรกแซงของนักการทูตระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศนั้น กำลังอยู่ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศบางคนยังแสดงความกังวลว่า การเลื่อนอันดับโดยไม่ชอบธรรม ย่อมเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรายงาน TIP ไปในตัว

guest

Post : 01/08/2015 10:07     Forum: บอกเล่าข่าวเพลง อ.ป้อง  >  ส้วมเทวดา

 

 

     Filmed in Bohol, Philippines.

 

guest

Post : 01/08/2015 09:18     Forum: สาระรอบโลก  >  วงการเพลงเศร้า! อู๋ แมคอินทอช เส้นเลือดสมองแตก เสียชีวิตวัย 56 ปี

 วงการเพลงไทยเศร้าอีกรอบเมื่อ อู๋ อรรถพล หรือ อู๋ แมคอินทอช นักร้องนักแต่งเพลงดังวัย 56 ปี เสียชีวิตด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 31 ก.ค. 2558 ณ รพ.สมิติเวช ญาติเตรียมนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดธาตุทอง 1 ส.ค.นี้

 

 

                                     

 

 

เรียกว่าช่วงนี้มีแต่ข่าวเศร้าสลดจริงๆ เพราะหลังจากสูญเสียมือกีตาร์หนุ่ม สิงห์ ประชาธิป มุสิกพงศ์ หรือ สิงห์ สควีซ แอนิมอล ที่กระโดดตึกเสียชีวิตเมื่อตอนดึกของวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ล่าสุดวงการเพลงเมืองไทยก็ต้องเศร้าอีกครั้งเมื่อสูญเสีย อู๋ อรรถพล ประเสริฐยิ่ง อดีตนักร้องนำวงแมคอินทอช วัย 56 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 31 ก.ค. 2558 ที่ รพ.สมิติเวช โดยจะมีพิธีรดน้ำศพในวันพรุ่งนี้ (1 ส.ค. 2558) เวลา 17.00 น. และสวดพระอภิธรรมศพในเวลา 18.30 น. ที่ศาลา 17 วัดธาตุทอง

 

 

 

 

              

 

 


สำหรับประวัติของ อู๋ อรรถพล เกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2502 แจ้งเกิดจากการเป็นนักร้องนำและมือคีย์บอร์ดวงแมคอินทอช มีเพลงดังสร้างชื่อหลายเพลง อาทิ ลมหายใจของความคิดถึง, ผมอยากดัง, อดีต ฯลฯ นอกจากนี้ อู๋ ยังเป็นนักแต่งเพลงให้กับค่ายจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ด้วย โดยมีผลงานการแต่งเพลงให้นักร้องดังหลายคน อาทิ เบิร์ด ธงไชย, ทาทา ยัง, ลีโอ พุฒ, ซาซ่า, แอน ธิติมา ฯลฯ.

 

ข่าวไทยรัฐ

guest

Post : 25/07/2015 22:03     Forum: บอกเล่าข่าวเพลง อ.ป้อง  >  สาวน้อยมหัศจรรย์

Amazing Street Football Skills By Lisa 15 years old

 

 

                     Amazing Street Football Skills by Lisa in paris ! 

 

guest

Post : 25/07/2015 21:37     Forum: สาระรอบโลก  >  เเห้ว รีเจนซี่ ยังไม่ตาย

 

 

                                          

 

 เมื่อ 7 ปีก่อน เคยสัมภาษณ์ คุณปณิธาน สังข์ประเสริฐ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “แห้ว รีเจนซี่” ทำให้เราลึกซึ้งถึงคุณค่าของผู้ที่ไม่ยอมแพ้กับความอาภัพอับจน ด้วยความอดทน อดกลั้นและอดออม โดยเฉพาะความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม เงินจำนวนมากที่หาได้จากน้ำพักน้ำแรงเป็นค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่จนหมด...         

          จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสที่ 18 ธันวาคม 2014 ได้พบกันอีกครั้งที่ร้านอาหารศรีวินซอร์ ของคุณดนัยภัทร-คุณอัมภาศรี บุณยะพรรค แต่ในวันนี้ “แห้ว รีเจนซี่” อยู่ในสมณเพศ “พระปณิธาน (ฐิตฺวิริโย)” ได้สัมภาษณ์ท่านถึงความตั้งใจและสิ่งที่ได้จากใต้ร่มกาสาวพัสตร์... 

     

     ...อาตมาบวชตั้งแต่เมื่อปี 2010 ตอนนี้ครบ 5 พรรษาแล้ว ที่ตัดสินใจบวชเพราะหมดห่วง คุณพ่อเสียแล้ว สุดท้ายคุณแม่เสียก็ไม่ได้ไปดูใจ เท่ากับหมดภาระหน้าที่ของตัวเอง กับความกตัญญูบิดามารดาที่เลี้ยงดูมา ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ถือว่าครบแล้ว มาคิดถึงชีวิตของตัวเอง ในเมื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับหลายคนมาแล้ว ก็ต้องให้กับตัวเองบ้าง

 

อาตมาชอบท่องเที่ยว ชอบสนุกสนาน ชอบอยู่ในสังคมที่กำลังพัฒนา แต่สิ่งที่จะเป็นกุศลส่งให้มีความเจริญรุ่งเรืองก็คือธรรมะ ใฝ่บุญ ใฝ่รู้ จึงตัดสินใจบวช ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

เริ่มจากความตั้งใจตอนที่แฟนคลับสมัยเป็น “แห้ว รีเจนซี่” พาไปที่วัดบอสตันพุทธวราราม เมืองเบดฟอร์ด รัฐแมสซาชูเส็ท ห่างจากบอสตัน 40 นาที เป็นวัดธรรมยุติ พอไปถึงอาตมารู้สึกชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ ตั้งใจจะบวชที่นั่น เดินทางกลับมาถึงแอลเอแล้วต่อไปเมืองไทย เพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย ไปเคารพดวงวิญญาณแม่ แล้วไปกราบหลวงพ่อถาวร วัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะมานาน อาตมาเคยคิดบวชครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 29 ปี หลวงพ่อถาวรบอกว่า ไม่บวชให้ ไปดังทางโลกก่อน ตอนนั้นผิดหวังมาก จนกระทั่งเป็นแห้ว รีเจนซี่ ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ก็นึกถึงคำที่ท่านเคยเอ่ยไว้ 

 

          ครั้งนี้พอกราบท่าน ท่านถามเลยว่า มาบวชใช่ไหม จะบวชให้ มาทางธรรมบ้าง อาตมาบอกว่าต้องการบวชให้กับชีวิตของตัวเอง เพื่อความเจริญในสิ่งที่จะก้าวต่อไป หลวงพ่อบอกว่า บวชน้อย บวชนานไม่มีปัญหา แต่คราวนี้จะเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ อาตมาก็บวชที่นั่นเลย และหลวงพ่อมีวัดพุทธไทยถาวร ที่นิวยอร์ค ท่านบอกว่าบวชแล้วอยู่ที่เมืองไทย 1 พรรษา แล้วไปอยู่ที่นิวยอร์คสักพัก หรือจะไปเมืองฮิวส์ตันก็ได้ อาตมาเลือกนิวยอร์ค

 

          ตอนอยู่เมืองไทย เเห้ว รีเจนซี่ เป็นลมล้มไปเฉยๆ เข้าโรงพยาบาลหมอตรวจพบว่าเส้นเลือดในสมองข้างขวาของอาตมาตีบ มีแต่ข้างซ้าย เลือดขึ้นไปหล่อเลี้ยงสมองได้น้อย หมอให้คอยดูแลควบคู่กับโรคที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บอกว่าอย่าให้เกิดการอุดตันอีกข้างหนึ่ง จะมีปัญหา

 

          อาตมาอยู่ที่นิวยอร์ค 6 เดือน กลับแอลเอมาทำเรื่องเกี่ยวกับการรักษาโรค เพื่อให้หมอทำใบรับรองส่งตัวไปรักษาทางโน้น พอปี 2012 นึกขึ้นได้ว่าเคยให้คำสัตย์สัญญากับวัดบอสตันพุทธวราราม เมืองเบดฟอร์ด ว่าจะไปบวชที่นั่น แล้วก็ไม่ได้ทำตาม รู้สึกสำนึกว่าตัวเองให้คำสัตย์เอาไว้แล้ว จึงเดินทางไปที่วัดบอสตันฯ กราบเจ้าอาวาส พระครูวิทิตธรรมสาร (หลวงพ่อนิโรช ฐิตฺโชติโก) ว่าขอจำพรรษาเพื่อทดแทนคำสัตย์ที่เคยเอ่ยไว้ ท่านก็อนุญาต

 

พออยู่สักพัก ไปหาหมอที่โรงพยาบาลโรเวล เจนเนอรัล ใกล้กับเมืองเบดฟอร์ด หมอบอกว่า ถ้ารักษาโรคนี้ก็ควรอยู่ที่นั่น อากาศดีกว่ามาก ควรอยู่กับอากาศเย็น โรคจะได้ไม่กำเริบ มิฉะนั้นร่างกายจะเพลียและเกิดอาการช็อคได้ง่าย อาตมาเชื่อหมอก็อยู่ต่อ ปีแรก ปีที่ 2-3 รู้สึกสบายใจ สดชื่นแจ่มใส บินกลับมาเยี่ยมโยมที่แอลเอ ก็มีคนชมว่า อาตมาหน้าตาผ่องใส ไปตรวจครั้งล่าสุด หมอแปลกใจว่า ลดน้อยลงเกือบจะเป็นปกติ อาตมานึกถึงสิ่งที่พระทำคือ เจริญภาวนา      

 

ถ้าถามว่าบวชครั้งนี้อยากได้อะไร อาตมาขอตอบว่า อยากเป็นพระ คำว่าพระ ไม่ใช่ของง่าย การรักษาศีล 227 ข้อ การปฏิบัติตนทั้งหน้าและหลังให้เหมือนกัน ทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย แล้วอยู่ตรงนี้ไม่อึดอัดเลย นึกถึงความอดทนที่ขดตัวอยู่ในท้องมารดาตั้ง 9 เดือน ยังอยู่ได้ แค่นี้ทำไมถึงทนไม่ได้ นั่นคือกำลังใจที่ให้ตัวเองมาตลอด อีกอย่างหนึ่งการดูแลตัวเองในเรื่องอาหาร ร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้รู้จักการผ่อนคลาย

 

โยมชมว่าหน้าตาดูดีขึ้น ถือเป็นกำลังใจให้อาตมา ถ้าหน้าตาอิดโรย แสดงว่าขาดการดูแล สิ่งเหล่านี้เป็นกระจกส่องให้เรา ถ้าโยมทักว่าอาตมาดูโทรมไปนะ ดูซีดไป เราก็จะซีดลง คนที่เป็นโรคร้ายๆ พอมีสภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยว เหมือนเจ้ากรรมนายเวรช่วยกันรุมกระทืบ รุมย่ำ รุมขยำ ก็ไปเร็ว โยมที่เคยคุ้นเคยกัน พอรู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย 2 อาทิตย์ก็ไปเลย

 

ขอฝากไว้ว่าคนที่เป็นโรคร้ายชนิดใดก็ตาม ต้องสู้กับมัน ไม่ใช่ไปแบมือรับยากับหมอ หรือขอคำแนะนำกับหมอเท่านั้น ต้องหมั่นศึกษาว่าเป็นขนาดไหน อย่าให้มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมา ให้มันเบาบางลง อย่าห้ามตัวเองไม่ให้กิน แต่จงกินพอประมาณ ถ้าเป็นของแสลงหยุดได้ก็จะดี ของที่หมอไม่ห้าม ควรบริโภคปริมาณน้อยลง แล้วเราต้องกำจัดความอยากให้หายไป ส่วนตัวอาตมาจดไว้ว่าอาทิตย์หนึ่งฉันเนื้อน้อยหน่อย ปลาฉันได้ทุกวัน ผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่

 

ข่าวที่ว่าอาตมาเป็นมะเร็งตับ ตอนนี้ดีขึ้นเกือบปกติแล้ว เพราะดูแลตัวเองและสวดมนต์ภาวนา เมื่อก่อนเคยดูรายการเจาะใจ เชิญคนที่เป็นโรคนี้มาออกรายการ ใช้วิธีปฏิบัติธรรม อาตมาได้ข้อคิดจากตรงนั้น พอเกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ถือว่ายังมีบุญอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น ขอให้มีจิตมุ่งมั่น ไม่ตึงเกินไป ร่างกายคนเราอยู่ที่ใจ ถ้าจิตดี กายดี ปัญญาเกิด

 

                                            

 

 

พระพุทธองค์สอนว่า จงดูสิ่งที่ใกล้ตัวก่อนที่จะไปมองคนอื่น จิตใจคือพลังแห่งอำนาจ พลังที่เป็นกำแพง พลังที่บ่งบอกถึงความต่อต้าน อดทน อดกลั้นที่จะฝ่าฟัน ไม่ได้คิดว่าจะหาย แต่คิดว่ามีความสุข มีคำกล่าวว่า ตอนหมดลมหายใจ จิตดีจะขึ้นสวรรค์ แต่อาตมาก็ไม่รู้เพราะสิ่งนี้ตอบไม่ได้ว่าจริงหรือไม่ นอกจากเราจะถึงตรงนั้น แต่ขอให้เรามีจิตดี การเรียนนั่งสมาธิก็เหมือนกัน มีใครบ้างหนึ่งนาทีไม่คิดอะไรเลย เป็นไปไม่ได้ ความฟุ้งซ่านอาจเป็นไปได้ สิ่งที่อาตมาสัมผัสก็คือ จงทำตัวเองให้มีความว่างเปล่า หมายความว่าไม่คิด ไม่ฟุ้ง ไม่เสื่อม ไม่แสวงหาในสิ่งที่บั่นทอนให้ตัวเองเกิดทุกข์ จะได้ความสบายใจ อะไรดีก็ดี อะไรเลวมันก็เลว     

      

เมื่อก่อนอธิษฐานจากได้ภาษาอังกฤษ ก็เข็นไม่ขึ้นเสียที ภาษาต่างประเทศของอาตมาอ่อนอยู่แล้ว ไปเรียนที่เมืองโรเวล ได้ 2 ปีแล้ว คิดว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะต้องใช้ถ้ายังอยู่ที่นี่ ถึงไม่อยู่ก็อาจได้ใช้ เพราะชีวิตชอบดิ้นรน มุ่งมั่นในความเจริญ แต่ภาษาก็ไม่ค่อยขึ้น ฟังเทปจนหูช้ำ หูชา ก็ได้แค่นั้น แต่ครูที่สอนชมว่าพูดได้เหมือนซีดี แล้วก็พูดเพราะ ครูชมว่า..ฉันชอบเวลาปณิธานยิ้ม ยิ้มทั้งนัยน์ตา...พอรู้ทีหลังว่าอาตมาเคยเป็นนักแสดงตลก จากยูทูปที่ให้เพื่อนๆ ดู ก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ฝรั่งสนใจเข้ามาไต่ถาม

 

ชีวิตอาตมาพยายามมามากแล้ว มีอยู่อย่างเดียวที่ยังพยายามอยู่ก็คือเรียนภาษา ก็ตั้งจิตอธิษฐาน คำใดที่อาตมาเคยสาบาน เคยเกลียดชัง เคยอิจฉา เคยริษยาภาษาต่างประเทศ ขอถอนคำสาบานนั้นๆ ถึงเข็นไม่ขึ้นแต่จิตใจก็ยังมุมานะ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

 

ถ้าถามว่า อาตมาจะบวชอีกนานเท่าไร ขอตอบว่า แล้วแต่ชะตาชีวิต โลกนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี เชื่อว่าตอนนี้อยู่ในยุคเสื่อม ขอพูดกว้างๆ ไม่ว่าสิ่งใดก็แล้วแต่ที่เห็นมา ศรัทธาที่มีอยู่ ไม่อยากให้ตัวเองต้องขับออกจากใจ พยายามเลี่ยงที่จะเห็น หลับหูหลับตา ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่เอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นอารมณ์ อารมณ์ในที่นี้กว้าง หมายถึงว่า เราเห็นแล้วไม่ไปนินทาเขา เห็นแล้วก็อยู่ในวินัย อยู่ในกรอบของพระให้ดีที่สุด

 

ตอนที่ท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี ไปเยี่ยมวัดบอสตันฯ ได้พบกัน ท่านถามอาตมาว่า ตอนบวชมีจุดประสงค์อะไร อาตมาตอบว่า ต้องการเป็นพระ ท่านอาจารย์บอกว่า ตอบแปลก ตอบไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วตอนนี้ยังไม่เป็นพระหรือ อาตมาตอบว่า ยังไม่ครบสมบูรณ์ แค่อยู่ในกรอบของพระ การเป็นพระ เป็นสิ่งที่ยาก ยากที่จะทำ อะไรนิดอะไรหน่อยต้องอยู่ในกรอบ ถ้ามากไป คนสมัยใหม่ก็ว่า แป๊ะเว่อ น้อยไปก็เสี่ยง ก็ขอคงเส้นคงวาในตัวเองก็แล้วกัน

 

บวชนานหรือไม่นาน ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่จะพาไป สิ่งที่ได้คือข้อแตกต่างระหว่างผู้ทรงศีลกับฆราวาส สมัยนี้การเป็นฆราวาสก็บรรลุธรรมได้ ถ้าตัวเองอยู่ในกรอบที่ดี ไม่ต้องถึงกับเคร่งหรือแก่วัด เวลาเทศน์ให้โยมฟัง ก็ไม่ศึกษาธรรมะมากมาย เอาประสบการณ์ชีวิตของตัวเองที่เคยผ่านมา กลายเป็นดลใจคนที่ฟัง ทำให้มีข้อแก้ไข 

 

 ที่วัดบอสตันฯ ละแวกนั้นมีคนไทยพอสมควร ถ้ามีงานบุญ งานสำคัญ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า มีประมาณ 400-500 คน มีฝรั่งมาร่วมด้วยบ้าง พระประจำวัดในปัจจุบันมี 4 รูป มีพระอาคันตุกะมาเสริมบ้างในแต่ละพรรษา ให้ครบ 5 รูป เพื่อกฐิน หลวงพ่อนิโรช เจ้าอาวาสเป็นพระที่มีจิตใจงาม มีความเอื้อเฟื้อกับพระผู้น้อย อยากแสวงหาธรรมก็เรียนให้ท่านทราบ อาตมาต้องขอขอบคุณท่านที่ได้เอื้อเฟื้อมาตลอด

 

ส่วนหนึ่งอาตมาได้บทเรียน ได้เห็น ได้รูปแบบของพระแต่อาตมาเข้าใจว่า ยุคนี้อยู่ในยุคเสื่อม อยู่ในยุคที่เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมพาไป จิตใจของคนเราเป็นสิ่งสำคัญ มีความอดกลั้น อดทน มีจุดมุ่งหมายที่ดี ถ้าเราไปไม่ถึงตรงนั้น แต่เราตั้งใจไปให้ถึง นั่นก็เป็นสิ่งที่สมควรกับทุกคน ถ้าคนเราไม่มีจุดมุ่งหมายเลย สะเปะสะปะ เดินออกนอกทางบ้าง ไปพบขวากหนามจนไขว้เขวไป มีอะไรเข้ามาสัมผัสหน่อยก็เหมือนกับนุ่น แตะแล้วฟุ้ง ลอยไปในอากาศโดยไม่มีทิศทาง อาตมาคิดว่า ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในชีวิต มีความตั้งใจ อดกลั้น อดทน สิ่งเหล่านั้นเป็นความสำเร็จอยู่ข้างหน้าที่ทุกคนจะไขว่คว้าให้ถึง

 

ดีใจที่กลับมาพบความเปลี่ยนแปลงในจุดเดิม ไม่ว่าคนหรือวัตถุสิ่งของ รู้สึกว่าปรับตัวได้ทัน ไม่ผิดหวังเหมือนเมื่อก่อน เวลากลับไปเมืองไทย เพื่อนฝูงเปลี่ยนแปลงไปหมด ทำให้อาตมาคิดว่าจากวันนั้นถึงวันนี้เราไม่เปลี่ยน การปรับเปลี่ยนของเราถ้าตรงกับเป้าหมายก็ดีไป แต่ถ้าปรับเปลี่ยนในสถานะที่เป็นอยู่และความเอาใจใส่ตัวเองบ้าง เราก็จะตามในสิ่งนั้นทัน โดยไม่ผิดหวังและเสียใจ

 

คนไทยที่อยู่ที่นี่ มีจุดมุ่งหมายในสิ่งที่แสวงหาและเดินทางกันมา ความดีที่ตนเองสร้างกับสิ่งที่ไม่ดีที่ตนเองเห็น ให้เลือกและแบ่งให้ถูก ว่าเราควรจะเข้าไปยุ่งหรือไม่ ถ้ายุ่งแล้วเกิดทุกข์ก็เลี่ยงเสีย แต่ถ้าเข้าไปแล้วเกิดสุข ก็อย่าเหลิงกับความสุขที่ได้มา อย่าติดมั่นในสิ่งที่เป็นความเจริญไม่มีขอบเขต จงรักษาตน ร่างกาย สุขภาพจิตสุขภาพใจให้ดี ประคองให้ดี อย่าหลงไหลให้มากเกินไป แต่ก็อย่าจมอยู่กับความทุกข์ที่ไม่มีวันหายไปจากจิตของเราเลย

 

ตอนอาตมามาทำงานที่แอลเอใหม่ๆ เคยเสียใจกับเพื่อนร่วมงาน มาถึงวันนี้ อาตมาเกือบลืมไปหมดแล้ว เพราะสิ่งที่ได้จากธรรมะมาขัดเกลาจิตใจของตัวเองให้เย็นลง มีสติเกิดขึ้นบ้าง แม้ไม่มาก แต่ก็ยั้งคิดยั้งทำ คิดเสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่โลกยังหมุน ลมหายใจยังมี เรายังต้องแสวงหาด้วยสัมผัสทั้ง 5 ตา หู ปาก จมูกและร่างกาย จิตใจที่ดี มองโลกในแง่ดีเป็นพลังอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ถ้ามองโลกในแง่ร้ายความทุกข์ใจจะเข้ามาหาทันที

 

ขอฝากไว้ว่า รักอะไรก็รักได้ แต่ถ้าจะรักใครสักคน ขอให้รักตัวเราให้มากที่สุด สิ่งนี้คือสิ่งที่ประเสริฐแล้วสำหรับจิตที่ดี ในชีวิตข้างหน้า.      

 

guest

Post : 24/07/2015 20:54     Forum: สาระรอบโลก  >  เรือปีศาจ Flying Dutchman

 

 

 

     เรือปีศาจ Flying Dutchman

 

 

 

           

 

ในปีค.ศ. 1835 ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ เหล่าลูกเรือบนเรืออังกฤษลำหนึ่งที่กำลังวุ่นวายกับการรับมือคลื่นน้ำที่โหมซัดเข้ามา ได้เห็นบางสิ่งกำลังมุ่งหน้าตรงมา สิ่งนั้นคือเรือสำเภาโบราณที่แล่นเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้านต่อคลื่นพายุและก่อนที่มันจะชนเข้ากับเรือของพวกเขา เรือลึกลับลำนั้นก็จางหายไปในอากาศ

 

เรื่องราวของ เรือปีศาจ นาม ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน (Flying Dutchman) ถูกเล่าขานกันมาเป็นเวลานานนับร้อยปี บรรดาชาวเรือเล่ากันว่า แต่เดิมเรือลำนี้มีกัปตันเรือเป็นชาวดัทช์ นามว่า เฮนดริก แวน เดอ เด็คเค่น ซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 17 กัปตันผู้นี้ได้พยายามนำเรือของเขาแล่นอ้อมข้ามแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา ทว่าพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำได้กลายเป็นอุปสรรคที่ขวางหน้า ทว่าแทนที่จะหันหัวเรือกลับ กัปตันผู้นี้กลับยิ่งดื้อรั้นดันทุรังที่จะเดินหน้าต่อไป จนทำให้เรือของเขาต้องติดอยู่ท่ามกลางพายุและไม่อาจเคลื่อนที่ต่อไปได้ หลังจากติดอยู่ท่ามกลางพายุเป็นเวลานาน กัปตันเฮนดริก ก็หมดความอดทน เขาได้ร้องตะโกนด่าว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องมหาสมุทร อย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับยกปืนขึ้นยิงไปยังท้องฟ้า ทว่าปืนกระบอกนั้นได้ระเบิดมือของเขาขาดกระจุย พร้อมๆ กับมีเสียงลึกลับที่สาปแช่งให้เขากับลูกเรือต้องล่องเรือลำนี้ไปในท้องทะเลตราบจนชั่วกาลนานและเรือลำนี้จะกลายเป็นคำสาปมรณะสำหรับทุกคนที่ได้พบเห็นมัน

 

หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มเล่าขานกันถึง ภาพของ เรือปีศาจ ที่ล่องไปเหนือผืนน้ำอย่างไร้จุดหมายและมีบางครั้งที่ผู้พบเห็นกล่าวอ้างว่า พวกเขาได้เห็นกัปตันและลูกเรือผู้ต้องสาปในสภาพของซากโครงกระดูกกำลังทำงานอยู่บนดาดฟ้าเรือลำนั้นด้วยและ เรือปีศาจ ลำนั้นก็ถูกเรียกว่า ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน เรื่องราวการพบเห็น เรือฟลายอิ้งดัทช์แมน ถูกบันทึกไว้เป็นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1835 โดยลูกเรือชาวอังกฤษที่พบเห็นเรือลำนี้ปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุและแล่นตรงมาหาเรือของพวกเขา ก่อนที่มันจะจางหายไป สำหรับเรื่องของคำสาปมรณะนั้น ได้เกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1881 ขณะที่เรือรบแห่งราชนาวีอังกฤษกำลังแล่นผ่านบริเวณแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกาใต้ ท่ามกลางสายหมอกที่ลอยปกคลุมอยู่เหนือท้องน้ำ กะลาสีผู้หนึ่งที่อยู่บนรังกาของเรือ (ที่สําหรับคนขึ้นไปยืนสังเกตการณ์บนยอดเสากระโดงเรือ มักทําเป็นแป้นกลมมีรั้วล้อมรอบ) ได้มองเห็นเรือสำเภาโบราณแล่นอยู่ในสายหมอกห่างออกไป 200 หลา โดยเรือลำนั้นดูเหมือนจะปรากฏแสงไฟสีแดงลุกโชนอยู่รอบๆลำเรือ และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน กะลาสีผู้นั้นก็พลัดตกลงมาจากรังกาจนเสียชีวิตคาที่

 

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ได้มีบุคคลผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์พบเห็น เรือปีศาจ ลำนี้ด้วย ซึ่งบุคคลผู้นั้นก็คือ องค์มกุฏราชกุมารของอังกฤษในเวลานั้น ที่ต่อมา ได้ขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งบริเตน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีเหตุการณ์การพบเห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1939 โดยในครั้งนี้ พยานที่พบเห็นคือบรรดาผู้คนที่กำลังเล่นน้ำอยู่ริมหาดเกลนคาร์นในแอฟริกาใต้ โดยพวกเขาได้เห็น เรือปีศาจ ลำนี้แล่นผ่านทะเลนอกชายฝั่งดังกล่าว ก่อนที่จะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ใน วารสาร บริติช เซาท์ แอฟริกา ด้วย

 

นอกจากเรื่องที่กล่าวไปแล้ว ยังมีเรื่องการพบเห็น เรือปีศาจ ฟลายอิ้ง ดัทช์แมนอีกหลายครั้ง โดยผู้ที่พบเห็นมีทั้งกะลาสีที่กำลังอยู่บนเรือเดินทะเล ผู้คนที่อยู่บนชายหาด ไปจนถึงยามเฝ้าประภาคาร แม้ว่า เรื่องราวของ เรือปีศาจ ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน จะเป็นที่เล่าขานในฐานะตำนานที่น่าสะพรึงกลัวแห่งท้องทะเล แต่ก็ได้มีผู้คนบางกลุ่มที่พยายามอธิบาย การปรากฎขึ้นของเรือปีศาจ ว่าไม่ได้มีที่มาจากเรือของกัปตันที่ต้องคำสาป แต่เป็นปรากฏการณ์ของภาพลวงตาที่เกิดจากการหักเหของแสงที่สะท้อนกับผิวน้ำจนเกิดภาพลวงตาเป็นรูปเรือกำลังล่องอยู่เหนือท้องทะเล ซึ่งแม้ว่า คำอธิบายดังกล่าว จะทำให้ผู้คนจำนวนมากเลิกหวาดหวั่นในตำนานของเรือมรณะ แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยังคงสนใจในการปรากฏตัวของมัน สุดท้าย ไม่ว่า ฟลายอิ้ง ดัทช์แมนจะเกิดจากอาถรรพ์ของคำสาป หรือ อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากแสงหักเห แต่เรื่องราวของมันก็ยังคงเป็นหนึ่งในตำนานเล่าขานแห่งท้องมหาสมุทรและยังเป็นอีกสิ่งที่เตือนใจมนุษย์ถึงความยิ่งใหญ่และลี้ลับของธรรมชาติ ที่มนุษย์ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างแท้จริง

guest

Post : 23/07/2015 21:20     Forum: รู้ทันโรค  >  ริดสีดวงทวาร

 


    

 

                                ริดสีดวง(hemorrhoids)

 


วิธีแก้โรคริดสีดวง ไม่ว่าจะเป็นโรค ริดสีดวง ชนิดไหน หรือโรคริดสีดวงเกิดจากอะไร เรามีวิธีรักษาโรคริดสีดวงง่าย ๆ มาบอกต่อ

โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoids) เป็นโรคที่พบบ่อย โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย และเมื่อเกิดอาการก็เพิ่มความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันมากพอสมควร ดังนั้นหากใครกำลังมองหาวิธีแก้โรค ริดสีดวง ทวารกันอยู่ อย่าปล่อยให้โรค ริดสีดวง อยู่กับเรานานเกินไปค่ะ จัดการด่วน !

 

 

                                             



โรค ริดสีดวง เกิดจากอะไร

แพทย์หญิงนรสรา วิทยาพิพัฒน์ โรงพยาบาลพญาไท 3 ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของโรคริดสีดวงเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละบุคคล ซึ่งจำแนกได้ดังนี้

ภาวะท้องผูกเรื้อรัง

ท้องเสียบ่อย

พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง

ชอบนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน เช่น นั่งอ่านหนังสือหรือเล่นมือถือระหว่างการขับถ่าย

ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น

มีภาวะโรคตับแข็งซึ่งทำให้เลือดดำอุดตันจนเส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง

อายุมากขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนยานจนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก

บุคคลที่ในครอบครัวมีประวัติ อาจมีแนวโน้มเป็นโรคริดสีดวงมากกว่าปกติ

ริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์ โดยริดสีดวงเกิดจากปัญหาท้องผูก ที่อาจเกิดก่อนตั้งครรภ์หรือขณะตั้งครรภ์ก็ได้ ยิ่งช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ก็ส่งผลให้เกิดการยืดขยายตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและการกดทับของลำไส้ เนื่องจากมดลูกที่เพิ่มขนาดมากขึ้น เมื่ออาการท้องผูกถูกปล่อยไว้นานก็กลายเป็นต้นเหตุของภาวะริดสีดวงได้



 ริดสีดวง ทวาร อาการไหนบ่งบอก

มีเลือดสด ๆ ปนออกมากับอุจจาระ

สังเกตได้ว่ามีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะอุจจาระ

ทวารหนักเปียกแฉะ และมีอาการคันรอบ ๆ ปากทวารหนักร่วมด้วย

มีอาการเจ็บที่ทวารหนัก โดยเฉพาะตอนขับถ่าย

คลำเจอก้อนเนื้อบริเวณทวารหนัก

 ริดสีดวง รักษาด้วยตัวเอง ต้องทำยังไง

หากเป็นริดสีดวงระยะแรก ที่หัวยังอยู่ภายใน ไม่เจ็บ แต่จะมีเลือดออก หรือริดสีดวงระยะที่ 2 ที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมาจากปากทวารเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่จะหดกลับเข้าไปเองได้ ริดสีดวงทั้ง 2 ระยะนี้สามารถรักษาได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น ด้วยวิธีการดังนี้ค่ะ

นั่งแช่ในน้ำอุ่น

ผสมน้ำให้อุ่นพอเอามือลงไปจุ่มได้สบาย ๆ ในกะละมังใบใหญ่พอจะลงไปนั่งได้ เทด่างทับทิมลงผสมในน้ำจนน้ำกลายเป็นสีชมพูจาง ๆ จากนั้นให้นั่งเอาก้นลงไปแช่น้ำในกะละมังนาน 15-30 นาที ทั้งนี้ควรทำทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระ โดยก่อนถ่ายให้แช่น้ำอุ่น ส่วนหลังถ่ายให้แช่น้ำเย็นขึ้นมาอีกหน่อย วิธีนี้จะช่วยลดอาการอักเสบ

เหน็บยา รักษา ริดสีดวง

ยาเหน็บมีขายหลายชนิด หลายยี่ห้อ แต่ส่วนมาจะมีตัวยาคล้าย ๆ กันคือ มีน้ำมันสำหรับหล่อลื่น มียาชาเฉพาะที่สำหรับระงับอาการเจ็บปวด และบางชนิดผสมสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบด้วย ทว่าแนะนำให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของตัวยาเบนโซเคน (Benzocaine) 1 กรัม ครีมลาโนลิน (Lanolin Ointment base) 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรคริดสีดวง

วิธีแก้โรคริดสีดวง


โดยวิธีเหน็บยา ริดสีดวง ภก. กรชัย ฉันทจิรธรรม เภสัชกรวิชาชีพ แนะนำวิธีเหน็บยา ริดสีดวง ตามนี้

ควรถ่ายอุจจาระและปัสสาวะให้เรียบร้อย เพื่อให้ยาที่เหน็บอยู่ในทวารหนักได้นานขึ้น ไม่หลุดปนมากับของเสียจากการขับถ่าย

อ่านวิธีใช้จากฉลากยาให้เข้าใจ หากยาเหลวไม่เป็นแท่ง ให้นำยาไปแช่เย็นในตู้เย็นช่องทำความเย็นปกติ คอยเช็กดูว่ายาแข็งตัวพอสอดได้หรือยัง และพยายามอย่าปล่อยให้ยาเหน็บเป็นน้ำแข็งเด็ดขาด เนื่องจากยาอาจเสื่อมสภาพได้

ทำความสะอาดบริเวณทวารหนักด้วยสบู่อ่อน จากนั้นซับให้แห้ง

ล้างมือให้สะอาด หรือจะสวมถุงมือยางก็ได้

ฉีกกระดาษหรือพลาสติกที่ห่อหุ้มยาเหน็บออก

นอนตะแคงข้างที่ถนัด ขาล่างเหยียดตรง ส่วนขาบนยกขึ้นเพื่อเปิดรูทวารหนัก

หันด้านหัวยาซึ่งมีลักษณะปลายแหลม ค่อย ๆ สอดยาเหน็บเข้าไปช้า ๆ ขั้นตอนนี้สามารถใช้ยาหล่อลื่นทาหัวยาเหน็บเพื่อช่วยให้เม็ดยาสอดเข้ารูทวารได้ง่ายขึ้น

ใช้นิ้วชี้ดันยาเหน็บให้ผ่านรูหูรูดทวารเบา ๆ พยายามดันแท่งยาให้เข้าไปลึกประมาณ 1 นิ้ว เป็นอย่างต่ำ ที่สำคัญอย่าใช้แรงดันมากในการสอดยาเหน็บ เพราะความรุนแรงอาจทำให้เนื้อเยื่อทวารฉีกขาดได้

หนีบแก้มก้นไว้ในท่านอนตะแคงต่อประมาณ 15 นาที อย่ารีบลุกเดินทันทีเพราะตัวยาเหน็บอาจหลุดออกมาได้

ล้างมือให้สะอาด

ยารักษา ริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคดังที่กล่าวไปในเบื้องต้น อย่างหากเป็นริดสีดวงในระยะเริ่มแรกหรือระยะที่ 2 ยังพอรักษาริดสีดวงด้วยตัวเองได้อยู่ โดยอาจจะใช้ยาเหน็บหรือบรรเทาอาการอักเสบด้วยด่างทับทิมก็ได้ นอกจากนี้ อาจมียาหดตัวของหลอดเลือด ยาฝาดสมาน ยาช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดดำ ยาระบาย มาใช้ในการบรรเทาอาการของริดสีดวงทวาร ทว่าสำหรับริดสีดวงระยะที่ 3 และ 4 อาจต้องรักษาอาการริดสีดวงด้วยฝีมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการรักษาริดสีดวงสามารถทำได้ดังนี้

วิธีแก้โรคริดสีดวง


การรักษาโรค ริดสีดวง

การรักษาโดยการฉีดยา

โดยฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งริดสีดวงทวารที่เลือดออก เพื่อให้เลือดจับลิ่มในหัวริดสีดวง จากนั้นจะเกิดเนื้อพังผืดมาแทนที่หัวริดสีดวง ต่อมาเนื้อพังผืดก็จะหดตัวตามธรรมชาติของมัน แล้วหัวริดสีดวงก็ฝ่อไป

การรักษาโดยการใช้ยางรัด

ยิงยางรัดโคนหรือหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อให้ริดสีดวงขาดเลือด ซึ่งจะทำให้หัวริดสีดวงนั้นฝ่อและหลุดออกไปได้เอง

การผ่าตัด

อาการริดสีดวงระยะที่ 3 และ 4 ริดสีดวงทวารมีขนาดใหญ่มากเกินกว่าจะกลับเข้าไปได้เอง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น ทั้งนี้การผ่าตัดจะขึ้นกับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1-2 ตำแหน่ง อาจใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องใช้ไหมเย็บแผล แต่ถ้าริดสีดวงทวาร 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ทำให้สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง อีกทั้งแนวการเย็บแผลอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่แผลภายนอกเลย รวมถึงอาการเจ็บปวดก้นหลังผ่าตัดก็จะลดน้อยลง

สมุนไพรรักษา ริดสีดวง

นอกจากตัวยาและการฉีดรักษาริดสีดวงแล้ว ยังมีวิธีแก้ริดสีดวงให้หายขาดด้วยสมุนไพรไทยด้วยนะคะ ซึ่งสมุนไพรรักษาริดสีดวงที่ว่าก็มีหลายชนิด ไปดูกันเลย

เพชรสังฆาต

 

               

 

วิธีการใช้สมุนไพรรักษาริดสีดวงจะใช้เพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็ก ๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุกหรือมะขามเปียกแล้วกลืนวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10-15 วัน อาการริดสีดวงจะค่อย ๆ บรรเทาและหายไปเอง

ขลู่

ใบของต้นขลู่มีกลิ่นหอม สามารถนำมาต้มเป็นชาขลู่ดื่มแก้ริดสีดวงทวารหนัก หรือจะใช้เปลือกต้นขลู่ต้มน้ำ ให้ไอของต้นขลู่รมทวารหนักรักษาอาการอักเสบก็ได้ นอกจากนี้ขลู่ยังเป็นยาขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในไต ช่วยย่อยอาหาร และรักษาริดสีดวงจมูกได้อีกด้วย

ครอบสีฟันหรือหญ้าขัดหลวง

ให้นำส่วนราก 150 กรัม ต้มพอเดือด คั้นเอาแต่น้ำข้น ๆ มาดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา ที่เหลือนำไปอุ่นเพื่อให้มีไอไว้รมที่ก้นพออุ่น ๆ ทนได้ ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง จากนั้นล้างแผลด้วยน้ำอุ่น

ว่านหางจระเข้

ทำความสะอาดทวารหนักให้สะอาดและแห้ง ควรปฏิบัติหลังจากอุจจาระ หลังอาบน้ำ หรือก่อนนอน ปอกส่วนนอกของใบว่านหางจระเข้ แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อยเพื่อใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ถ้าจะให้เหน็บง่ายควรนำไปแช่ตู้เย็นให้วุ้นว่านหางแข็งตัวพอที่จะสอดเข้าไปได้ง่ายขึ้น และควรหมั่นเหน็บวันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

อัคคีทวาร

นำรากหรือต้นยาว 1-2 นิ้ว ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ แล้วนำมาทาที่ริดสีดวงทวาร หรือจะนำใบ 10-20 ใบ มาตากแห้ง บดให้เป็นผง แล้วคลุกกับน้ำผึ้งรวง ปั้นเป็นเม็ดขนาดพอเหมาะ รับประทานครั้งละ 2-4 เม็ด ทุก ๆ วันติดต่อกัน 7-10 วันก็ได้ แต่ถ้าใครสะดวกใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่านไฟ เผาเอาควันรมหัวริดสีดวงที่งอกออกมาก็ตามแต่วิธีที่อยากแก้ริดสีดวงเลย

วิธีแก้โรคริดสีดวง


 ริดสีดวง แตก อย่าเพิ่งตกใจ

ริดสีดวงแตกสังเกตได้ง่าย ๆ จากการขับถ่ายของคุณเองเลยค่ะ หากมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลออกมาจารูทวารไม่หยุด รวมทั้งมีอาการปวดมากให้บรรเทาอาการด้วยยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลหรือไอบูโทรเฟน ในเบื้องต้น จากนั้นใช้สำลีหรือผ้าอนามัยซับเลือดที่ออกมา แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาริดสีดวงแตกโดยเร็วที่สุด

วิธีป้องกัน ริดสีดวง ทวาร

รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ข้าวกล้อง ถั่ว น้ำลูกพรุน หรือเม็ดลูกพรุน เพื่อให้การขับถ่ายคล่องตัวและไม่เสี่ยงกับอาการท้องผูก

ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อย วันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำมีส่วนช่วยให้กากอาหารมีความอ่อนตัว ช่วยให้อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ได้สะดวกขึ้น

ออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ เพราะไม่เพียงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น การออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้มีการเคลื่อนที่ ทำให้สุขภาพแข็งแรงด้วยนะ

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ กาแฟ ชา น้ำอัดลม เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง และถ่ายลำบากขึ้น

ไม่ควรกลั้นอุจจาระเป็นเวลานาน

หลีกเลี่ยงการนั่งอุจจาระเป็นเวลานาน ๆ อบ่างนั่งอ่านหนังสือหรือเล่นมือถือไปด้วย

ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง

โรค ริดสีดวง ทวารเกิดขึ้นได้กับทุกคนนะคะ ดังนั้นใครที่ยังไม่เป็นโรคนี้ก็ควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีตามคำแนะนำเบื้องต้น หรือหากใครที่เป็นโรคริดสีดวงแล้วก็พยายามดูแลตัวเองรวมทั้งรักษาริดสีดวงให้ถูกวิธีด้วย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
,

guest

Post : 23/07/2015 20:50     Forum: สาระรอบโลก  >  เชือกเส้นเดียวพลิกประวัติศาสตร์

เชือกเส้นเดียว...พลิกประวัติศาสตร์ อเมริกา

 

                         


ใครจะรู้ว่า เชือกเส้นเล็กๆ เพียงเส้นเดียว จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ อเมริกาได้ถึงเพียงนี้
ในปี ๑๖๖๐ จอห์น ฮาวแลนด์ (John Howland) ชายหนุ่มผู้กำลังโดยสารเรือเมย์ฟลาวเวอร์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เกิดพลัดตกลงไปในทะเลขณะที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ด้วยความที่คลื่นทะเลกำลังบ้าคลั่งเพราะ พายุ ทำให้ฮาวแลนด์คิดว่าเขาคงไม่รอดแน่แล้ว แต่โชคยังเป็นของชายหนุ่ม เมื่อเขาคว้าเส้นเชือกตรงท้ายเรือเอาไว้ได้ ฮาวแลนด์ลอยคออยู่จนกระทั่งมีคนบนดาดฟ้าสังเกตเห็นเขา และสาวเชือกมาด้านข้างลำเรือ แล้วใช้ตะขอเกี่ยวเขาขึ้นมา

 

                              

เรื่องมีอยู่ว่า วันนั้นสาวน้อยนางหนึ่งอายุ ๑๒ ปี นามว่า อลิซาเบธ ทิลลี่ย์ (Elizabrnth Tilley) ก็เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่บนดาดฟ้าเรือลำนั้นด้วย ในการณ์ต่อมาทิลลี่ย์และฮาวแลนด์ก็ได้พบกันอีกครั้ง หลังจากผ่านไปหล ายปีทั้งคู่แต่งงาน และตั้งรกรากอยู่ในโลกใหม่ ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน ๑๐ คน มีลูกหลาน ๘๒ คน และเป็นบรรพบุรุษของคนอีกมากมายนับไม่ถ้วนในดินเเดนโลกใหม่ อเมริกา

ในบรรดาลูกหลานของพวกเขามีประธานาธิบดีของ อเมริกา อยู่ด้วยถึง ๓ คน ได้แก่ แฟรง คลิน ดี. รูสเวลต์ (Frankin D. Roosevenlt),จอช บุช (Josh W. Bushes) คนพ่อ และ จอช บุช จูเนียร์ (Josh W. Bushes Junior) หากไม่มีเส้นเชือกห้อยจากท้ายเรือในวันนั้น ประธานาธิบดีทั้ง ๓ คนนี้ของ อเมริกา คงไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกเป็นแน่.......

 

(จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๔ / หน้า ๒๒-๒๗)

 

guest

Post : 22/07/2015 20:52     Forum: สาระรอบโลก  >  กำลังใจดีๆให้ตัวเอง

 

 

                                  


.. ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า 
แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง 
และคนฉลาดที่สุด 
ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ..

.. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า 
การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป 
ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน ..

.. คนที่ไม่เคยหิว 
ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม

ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว 
ย่อมหอมหวานกว่าเดิม ..

.. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง 
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ 
เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน 
อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า 
ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร 


ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น 
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป 
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ 
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง ..

.. คนเรา 
ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง 
แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น 
ที่ได้ทำ ..

หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย 
หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า

 

........................................

บทความจาก
http://www.watsuthatschool.com/viteput/

guest

Post : 22/07/2015 12:24     Forum: รู้ทันโรค  >  วิธีเเก้ท้องผูกอย่างถูกวิธี

 
                                 

 

                                    

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ท้องผูกทําไงดี อาหารแก้ ท้องผูก มีอะไรบ้าง ใครกำลังทุกข์ทรมานกับโรคฮิตที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันแบบนี้ มาดูวิธีแก้ท้องผูกกันเลย 

          เมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นมาในตอนเช้า หนุ่มสาวออฟฟิศก็ต้องรีบลุกขึ้นมาจากที่นอน อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว แล้วก็รีบบึ่งออกจากบ้าน กว่าจะฝ่าดงรถติด กว่าจะได้ทานอะไรรองท้องในตอนเช้า ก็ถึงเวลาเข้างานพอดี เป็นอย่างนี้ตลอด 5 วันทำงาน อ้าว ! แล้วเอาเวลาไหนไปเข้าห้องน้ำขับถ่ายอุจจาระล่ะเนี่ย ถึงว่าล่ะคนสมัยนี้ถึง ท้องผูก บ่อยจัง 

          อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ปกติแล้วเราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายในช่วงเช้าเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. ที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน ช่วงนี้จะเป็นเวลาที่เราถ่ายอุจจาระได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าใครพลาดนาทีทองไปล่ะก็ อุจจาระเหล่านั้นก็จะถูกดูดน้ำกลับ ทำให้มีสภาพแข็ง ขับถ่ายได้ลำบาก หากยิ่งปล่อยไว้นาน ๆ ไม่ยอมถ่ายออก นอกจากจะรู้สึกอึดอัด อ่อนแรง หงุดหงิดง่ายแล้ว มีโอกาสเป็นริดสีดวงได้อย่างแน่นอน 

          ก่อนจะถึงขั้นนั้น ต้องปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อพิชิตอาการ ท้องผูก กันแล้ว !!!


แบบไหนถึงเรียกว่า "ท้องผูก"

          หลายคนอาจจะไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวัน ก็เลยสงสัยว่าแบบนี้จะเรียก "ท้องผูก" หรือเปล่านะ แต่คำตอบก็คือ คนที่ท้องผูกนั้นจะต้องมีการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ คือประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น และอุจจาระนั้นจะเป็นก้อนแข็งขึ้น หรือเป็นก้อนที่เล็กลง โดยทั่วไปแล้วเราจะพบผู้หญิงมีอาการท้องผูกมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไป และอีกกลุ่มหนึ่งที่พบบ่อยก็คือกลุ่มคนอายุ 60-65 ปีขึ้นไป 

 ท้องผูก เกิดจากอะไร?

          สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ท้องผูก มีมากมาย อาจจำแนกออกเป็น 3 อย่าง คือ

          1. เกิดจากพฤติกรรมแบบผิด ๆ  

          การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันแบบผิด ๆ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องผูก เริ่มตั้งแต่เรื่อง "กิน" ที่หลายคนไม่ชอบทานผักผลไม้ ชอบทานแต่เนื้อสัตว์ ไขมัน หรือแป้งมากเกินไป โดยเฉพาะแป้งจำพวกข้าวสาลีที่ผ่านกระบวนการแปรรูป จะยิ่งย่อยยาก กินแล้วทำให้ท้องอืด ท้องผูก หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมทั้งยังเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย วัน ๆ นั่งทำงานอยู่กับที่ แทบไม่ได้ขยับตัวไปไหน ก็ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อย ส่งผลให้อาการท้องผูกมาเคาะประตูบ้านอยู่ทุกเมื่อ

          และนอกจากเรื่อง "กิน" แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เราท้องผูกได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน การนั่งรถนาน การเดินทางไกล ใช้ที่สวนทวารบ่อยครั้ง ฯลฯ 

           2. การใช้ยา

          รู้ไหมว่า "ยา" บางชนิดที่เราทานเข้าไปรักษาโรคบางอย่าง อาจส่งผลข้างเคียงให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันสูง ยาลดกรด รวมทั้งอาหารเสริมจำพวกธาตุเหล็ก และยาแก้ปวดที่มีสารประกอบโคเดอีน (codeine) ทำให้การย่อยอาหารช้าลง มีผลให้เกิดอาการท้องผูก

           3. มีโรคประจำตัว

          อาการท้องผูกอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน หรือมีก้อนเนื้องอก มีมะเร็งอุดกั้นลำไส้ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถ่ายอุจจาระลำบาก กระทั่งท้องผูกได้เหมือนกัน 
 

                       


 ท้องผูกทําไงดี แก้ง่าย ๆ แค่เปลี่ยนพฤติกรรม

          เมื่อสาเหตุหลัก ๆ ของอาการ ท้องผูก เกิดจากพฤติกรรมของผู้นั้น การจะแก้ปัญหาก็ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ดังนี้ 

           1. ทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด แอปเปิล ฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย โดยอาหารที่มีกากมากจะต้านทานการย่อยของน้ำย่อยที่จะไปดูดน้ำภายในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายอุจจาระได้รวดเร็ว แนะนำให้ทานใยอาหาร 20-30 กรัมต่อวัน

           2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ก็จะไปส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามไปด้วย ทำให้อาหารส่งผ่านไปได้สะดวก หากนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ ลำไส้ไม่ได้เคลื่อนไหว กากอาหารเหล่านั้นก็จะยิ่งแข็งค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้ท้องผูกได้ง่าย ทั้งนี้ หากไม่มีเวลามาก แนะนำให้เดินออกกำลังกายสัก 20-30 นาทีก็พอจะช่วยให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวแล้ว
 
           3. หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที อย่ากลั้นไว้ เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก 

           4. ฝึกเข้าห้องน้ำขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตร โดยควรนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที ไม่ควรเร่งรีบเกินไป 

           5. ดื่มน้ำให้มาก ๆ เราคงเคยได้ยินคนแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องอื่น ๆ แล้ว การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ยังช่วยไม่ให้ท้องผูกด้วย เพราะน้ำจะไปช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้ 

           6. งดดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง แต่จะไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลให้อาการท้องผูกตามมา

           7. ยาระบาย หรือยาถ่าย สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่ได้ช่วยรักษาอาการท้องผูกให้หายขาด แต่กลับยิ่งทำให้ร่างกายไม่ถูกกระตุ้นให้ขับถ่ายตามเวลาที่ควรจะเป็น เพราะลำไส้จะชินต่อยากระตุ้นพวกนี้ หากมีอาการท้องผูกขึ้นมาอีกก็ต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ

           8. พยายามลดความเครียดลง ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส 



 อาหารแก้ท้องผูก มีอะไรที่ได้ผล !

           มะขามเปียก นำมาขยำกับน้ำสุกประมาณ 3 แก้ว จะได้น้ำมะขามข้น ๆ เติมเกลือลงไป 1 ช้อนกาแฟ แล้วดื่มให้หมดก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ถ่ายง่าย หรือหากไม่ได้ท้องผูกมาก ๆ ก็นำมะขามเปียกแกะเมล็ดแล้วมาจิ้มเกลือกินสัก 5-10 ฝัก แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็ช่วยได้

           มะขามแขก มีฤทธิ์เป็นยาระบายเช่นกัน โดยใช้ใบแห้ง 1-2 หยิบมือ หรือ ใช้ฝัก 4-5 ฝัก หักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย นาน 15 นาที ดื่มก่อนนอน ถ้ามีอาการแน่นจุกเสียดให้ใช้ร่วมกับยาขับถ่าย เช่น ขิงแก่ กระวาน หรือ กานพูล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูกประจำ แต่ถึงกระนั้นก็ควรระวัง อย่ารับประทานมะขามติดต่อกันนนเกินไป ควรใช้รักษาอาการท้องผูกเป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะจะทำให้ขาดธาตุโปแตสเซียม และทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้

           ลูกพรุนแห้ง ให้รับประทานทั้งผล เพื่อจะได้กากอาหาร หรือดื่มเป็นน้ำลูกพรุนก็ได้ โดยควรรับประทานทานตอนกลางคืนก่อนเข้านอน แต่ไม่ควรทานมากเกินไป หรือทานบ่อยเกินไป เพราะถึงแม้จะมีกากใยมาก แต่ก็มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยง 

           แอปเปิลเขียว มีเส้นใยอาหารมาก สามารถกินทั้งผลหรือปั่นทั้งกากก็ได้ 1 ผล ให้ใยอาหาร 4.4 กรัม

           ถั่วดำ ถือเป็นธัญพืชที่มีใยอาหารสูงมาก โดยถั่วดำต้มหรือนึ่ง 1 ถ้วย มีใยอาหารมากถึง 15 กรัม 

           สับปะรด และมะละกอ มีน้ำย่อยช่วยกัดกากคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ถูกย่อยไม่หมด ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น

           เม็ดแมงลัก ตักออกมาสัก 2 ช้อนชา แช่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว (250 ซีซี) ให้พองตัวเต็มที่ แล้วค่อยดื่มช่วงก่อนนอน จะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะแมงลักมีเมือกหล่อลื่น ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้แมงลักพองตัวเต็มที่เท่านั้นจึงทานได้ หากเม็ดแมงลักยังพองตัวไม่เต็มที่แล้วเราทานเข้าไป เม็ดแมงลักจะไปดูดน้ำจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อุจจาระแข็งและอุดตันเกิดอาการท้องผูกมากขึ้น
 
           ขี้เหล็ก ขี้เหล็กเป็นสมุนไพรมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้สูงอายุซึ่งมักจะนอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ และมีอาการท้องผูก ให้นำใบอ่อนหรือดอกตูมมาประกอบอาหารรับประทาน หรือจะนำใบขี้เหล็ก 4-5 กำมือ มาต้มกับน้ำพอท่วม แล้วดื่มก่อนนอนก็ได้

           กล้วยน้ำว้าสุก เป็นผลไม้ที่มีสารเพ็กตินสูง ช่วยเพิ่มกากอาหาร และยังมีเมือกลื่นทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ควรทานทุกวัน ๆ ละ 2-4 ผล  

           มะเฟือง ผลไม้รสเปรี้ยวชนิดนี้สามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้เช่นกัน เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารด้วย โดยให้ทานมะเฟือง 2-3 ลูก ขณะท้องว่าง

           เมล็ดแฟล็กซ์ (flaxseed) อาจโรยลงในซีเรียล หรือสลัด เมื่อทานแล้วจะไปพองตัวในร่างกาย ช่วยดูดซึมของเหลว และไปเพิ่มกากอาหารให้กับอุจจาระ
 
           ชุมเห็ดเทศ เป็นสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายชั้นเลิศอีกหนึ่งตัว โดยให้ใช้ดอกสดมาต้มจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำใบสดไปหั่นตากแห้ง แล้วนำไปต้มดื่มเป็นน้ำชาก็ได้ 
 


 Tip เด็ด ๆ พิชิตอาการท้องผูก

           เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ยังไม่ต้องแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว (ห้ามดื่มน้ำเย็น) เพราะการดื่มน้ำตอนท้องว่างจะช่วยให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ดีขึ้น ทำให้รู้สึกปวดอุจจาระ

           บริหารร่างกายในตอนเช้า ด้วยการยืนตรง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้มลง หายใจออก เอามือท้าวเข่าไว้ แขม่วท้องจนเหมือนหน้าท้องติดสันหลัง

           ขณะนั่งอยู่บนโถส้วม ให้ใช้ฝ่ามือนวดหน้าท้อง โดยวนตามเข็มนาฬิกาหลาย ๆ รอบ แขม่วท้องไว้ด้วย 

           ส้วมนั่งยองจะช่วยทำให้ขับถ่ายได้ง่ายกว่าส้วมชักโครก เพราะจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอยู่ในลักษณะตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายและไม่มีอุจจาระเหลือค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ แต่หากที่บ้านมีแต่ส้วมชักโครก แนะนำให้นั่งโค้งตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น หรืออาจหากล่องมาวางเท้า จะได้ยกเข่าให้สูงขึ้น 

 วิธีบริหารกาย ช่วยคลายท้องผูก

          ลองฝึกบริหารร่างกายดู วิธีนี้จะช่วยให้คนมีปัญหาท้องผูก สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น

           ขั้นที่ 1 ให้นอนหงายกับพื้น มือทั้งสองวางรองไว้ใต้ศีรษะ ขาทั้งสองวางชิดกัน แล้วยกขึ้นช้า ๆ ให้ตั้งฉากกับลำตัว นับ 1-10 แล้วค่อย ๆ วางลง ทำซ้ำ 6 ครั้ง

           ขั้นที่ 2 มือทั้งสองกางออกข้างลำตัว แล้วค่อย ๆ ยกขาขึ้นตั้งฉากกับลำตัว วางขาทั้งสองลงด้านข้างทางขวา นับ 1-5 ยกขึ้นตั้งฉาก แล้วสลับทำอีกข้าง จากนั้นค่อย ๆ วางขาทั้งสองลงบนพื้น ผ่อนคลายสักครู่ แล้วทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

 ท้องผูก ต้องไปพบแพทย์หรือไม่?

          ปกติแล้วท้องผูกเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมาก แต่หากใครมีอาการท้องผูกนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือท้องผูกรุนแรง ร่วมกับอาการอื่น เช่น ปวดท้องมาก น้ำหนักลด ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียน ก็ควรจะมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย เพราะท้องผูกที่เป็นอาจเป็นสัญญาณแฝงของโรคอื่นก็เป็นได้

guest

Post : 22/07/2015 12:07     Forum: ถามมา ตอบไป  >  สอบถามเพิ่มเติมได้เลยครับ

 สอบถาม พูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้เลยนะครับ...ยินดีครับ........

guest

Post : 21/07/2015 21:09     Forum: สาระรอบโลก  >  Siren เสียงเพลงแห่งมรณะ

 

 

         ไซเรน (Siren) เสียงเพลงแห่งมรณะ

 

 

                                     

 

ปีศาจสตรีแห่งตำนานเทพปกรณัมกรีก ผู้มีมนตราแห่งเสียงเพลงเป็นอาวุธร้าย หลอกล่อเหล่ามนุษย์ที่นำเรือผ่านไปยังเกาะอันเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกนาง โดยหากมนุษย์ผู้ใดที่ได้ยินเสียงเพลงของพวกนางแล้ว จะตกอยู่ในอำนาจมนต์สะกดและไม่อาจคิดสิ่งใด นอกจากมุ่งไปหาเจ้าของเพลงมรณะนี้

 

 ในตำนานเทพปกรณัมกรีกได้เล่าถึงเรื่องของ ไซเรน ซึ่งตามตำนานนั้น ไซเรน เป็นอมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นสาวงามทว่ามีขาเป็นครีบปลาคล้ายนางเงือก แต่ก็มีอีกกระแสหนึ่งที่อธิบายว่า นาง ไซเรน มีรูปร่างเป็นนกขนาดใหญ่คล้ายแร้ง ทว่ามีส่วนหัวเป็นหญิงสาว แต่ลักษณะที่เหมือนกันคือ นาง ไซเรน มีเสียงร้องที่ไพเราะซึ่งสามารถสะกดผู้ที่ฟังให้ตกอยู่ในภวังค์ได้

 

นาง ไซเรน อาศัยอยู่บนเกาะเล็ก ๆ และใช้เสียงของพวกนางหลอกล่อนักเดินเรือให้นำเรือเข้าไปใกล้เกาะของนาง ซึ่งรอบเกาะมีหินโสโครกแหลมคม เรือทุกลำที่เข้าไปจะถูกทำลายด้วยหินโสโครก จากนั้นนาง ไซเรน จะจับลูกเรือเคราะห์ร้ายกินเป็นอาหาร

 

ในตำนานกรีก ที่ปรากฏบทบาทของนาง ไซเรน คือ เรื่องเจสันและเรืออาร์โก กับ เรื่อง มหากาพย์โอดิสซีย์ โดยในตำนานเรื่อง เจสันนั้น ระหว่างที่เจสันและเหล่าลูกเรืออาร์โกเดินทางกลับพร้อมขนแกะทองคำจากนครโคลคีส เรืออาร์โกได้ผ่านเกาะของนาง ไซเรน พวก ไซเรน ได้ร้องเพลงหลอกล่อให้เรือเข้าไปใกล้เกาะ ทว่านางเมเดีย ภรรยาของเจสันได้รีบบอกให้ออร์ฟีอุสยอดนักพิณ บรรเลงเพลงพิณให้ไพเราะยิ่งกว่าเสียงของพวก ไซเรน ทำให้พวกไซเรน อับอายและหนีหายไป เจสันและพรรคพวกจึงรอดพ้นจากหายนะมาได้

 

 

 

       

 

 

ส่วนในมหากาพย์โอดิสซีย์นั้น โอดิสซีอุส กษัตริย์แห่งอิธากา ได้ร่วมกับกองทัพพันธมิตรชาวกรีกทำมหาสงครามพิชิตกรุงทรอย หลังชนะศึก พระองค์จึงเดินทางกลับอิธากา ระหว่างทางเรือของโอดิสซีอุสได้ผ่านเกาะของไซเรน พระองค์เคยได้ยินเรื่องมนต์เพลงมรณะของ ไซเรน มาก่อน จึงสั่งให้ลูกเรือเอาขี้ผึ้งอุดหูไว้ ส่วนโอดิสซีอุสนั้นทรงปรารถนาจะฟังเพลงของเหล่า ไซเรน จึงให้ลูกเรือมัดพระองค์ไว้กับเสากระโดงเรือ ซึ่งทันทีที่ได้ยินเสียงเพลง โอดิสซีอุสก็พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการเพื่อจะโดดลงน้ำว่ายไปยังเกาะของ ไซเรน ทว่าเชือกที่มัดนั้นแน่นหนามาก พระองค์จึงรอดจากพวก ไซเรน มาได้

 

จาก คมคิดดอทคอม

guest

Post : 16/07/2015 18:31     Forum: สาระรอบโลก  >  ชะตากรรมสุกี้พระนายกอง หลังตีค่ายบางระจัน

 

 

                                

 

วีรกรรมของชาวบางระจัน เป็นที่จดจำในความห้าวหาญของเหล่าบรรพชนที่สู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน พอๆกับที่คนไทยจำนวนไม่น้อย จดจำชื่อของนายทัพพม่าผู้พิชิตค่ายบางระจัน สุกี้พระนายกอง ได้ ทว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับคนผู้นี้ หลังจากเขาพิชิตค่ายบางระจันแล้ว

 

 ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า คำว่า สุกี้ ไม่ใช่ชื่อตัว แต่เป็นชื่อตำแหน่ง มาจากคำว่า ซุกคยี หรือนายกองใหญ่ ซึ่งในพงศาวดารไทยจะเรียกว่า พระนายกอง ซึ่ง สุกี้ พระนายกอง ผู้นี้ กรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งเป็นพระน้องนางเธอต่างพระชนนีของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(รัชกาลที่ 1) ซึ่งทรงมีพระชนม์ชีพร่วมสมัยกับ พระนายกอง ผู้นี้ ได้ทรงเล่าไว้ว่า สุกี้พระนายกอง เป็นชาวมอญ มีชื่อไทย ว่า ทองสุก (หากดูจากตรงนี้ ก็แสดงว่า สุกี้พระนายกอง มีตัวตนจริง ซึ่งก็อาจสนับสนุนความมีอยู่จริงของชาวบ้านบางระจันเพิ่มได้อีกข้อหนึ่ง)หลังกองทหารอังวะพ่ายแพ่ชาวบางระจันถึงแปดครั้ง สุกี้พระนายกองได้อาสาแม่ทัพใหย่เนเมียวสีหบดี เข้าปราบค่ายบางระจัน โดย สุกี้พระนายกองอยุู่เมืองไทยมาหลายปี(พระราชพงศาวดารว่า เป็นชาวมอญที่อาศัยอยู่ในไทยแต่ไปเข้ากับพม่า จนได้ตำแหน่งเป็น นายกองใหญ่ แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่า สุกี้ เป็นอุปนิกขิตที่แฝงตัวอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้) จึงรู้จักนิสัยใจคอคนไทยดี ซึ่งเนเมียวสีหบดีก็ได้อนุมัติให้เขาทำงานนี้โดยมอบพลรบให้สองพัน พร้อมปืนใหญ่

 

 เนื่องจากสุกี้ พระนายกอง รู้ว่า ชาวค่ายระจันขาดอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่ และอาวุธยิงอย่างปืนคาบศิลาก็มีอยู่จำกัด สุกี้ จึงเลือกกลยุทธ์เลี่ยงการปะทะแต่ใช้วิธีสร้างค่ายขยับเข้าไปใกล้ค่ายบางระจันทีระน้อย โดย สุกี้พระนายกองจะให้สร้างค่ายแรกก่อน แล้ว ขยับไปสร้างค่ายถัดไป ในระยะที่ใกล้ค่ายระจันเข้าไป ซึ่งหากค่ายใดค่ายหนึ่ง ถูกโจมตี ก็จะมีทหารจากอีกค่ายเข้าช่วยได้

 

 

 

         

 

 

สุกี้ พระนายกอง ใช้กลยุทธ์สร้างค่ายทีละค่าย เข้าใกล้ค่ายบางระจันไปเรื่อยๆ จนเมื่อได้ระยะปืนใหญ่ ก็สั่งให้ยิงถล่มค่ายระจัน จนเมื่อชาวค่ายอ่อนกำลังถึงที่สุด ก็ระดมทหารเข้าตี และสามารถทำลายค่ายบางระจัน พร้อมทั้งสังหารผู้นำทั้งสิบเอ็ดคนของชาวบางระจันได้ในหนึ่งเดือน รวมเวลาที่บางระจัน ต้านศึกพม่าได้ทั้งสิ้นห้าเดือน

 

หลังทำลายค่ายบางระจันได้แล้ว สุกี้พระนายกองได้เข้าร่วมทัพอังวะโจมตีกรุงศรีอยุธยา จนเมื่อทัพพม่าตีกรุงศรีฯได้ เนเมียวสีหบดีได้ให้สุกี้พระนายกอง คุมไพร่พลสามพัน อยู่ค่ายโพธิ์สามต้น กรุงศรีอยุธยา โดยมีหน้าที่เก็บกวาดทรัพย์สินและเชลยศึกที่ยังตกค้างในพระนครส่งกลับไปกรุงอังวะ 

 

 

แปดเดือนหลังกรุงแตก กองทัพของพระเจ้าตากสินจากเมืองจันทบุรีพร้อมด้วยไพร่พลไทยจีนห้าพันนายก็ยกมาตีค่ายโพธิ์สามต้น เพื่อชิงกรุงศรีฯกลับคืนจากทัพอังวะโดยทัพพระเจ้าตากเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นแต่ยามเช้าจนตกค่ำ จึงหักค่ายได้ และสุกี้พระนายกอง ก็ถูกสังหาร ตายในค่ายนั้น

 

 

อย่างไรก็ตาม ในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ได้บันทึกว่า สุกี้ พระนายกองยอมอ่อนน้อมต่อเจ้าตากก่อนการรบที่ค่ายโพธิ์สามต้นและนำเชื้อพระวงศ์อยุธยาที่ถูกควบคุมไว้ที่นั่นมาถวาย ซึ่งพระเจ้าตากก็ทรงละเว้นชีวิตพระนายกองผู้นี้ไว้

 

 

 ทว่า พงศาวดาร บางฉบับ เล่าว่า ในวันที่ ทัพพระเจ้าตากตีค่ายโพธิ์สามต้นได้นั้น สุกี้ พระนายกอง หนีรอดไปได้ และไปสวามิภักดิ์กับ กรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งตั้งมั่นที่เมืองพิมาย แต่ทว่าจากนั้นไม่นาน เมื่อทัพพระเจ้าตากยกไปตีเมืองพิมายแตก ก็จับกรมหมื่นเทพพิพิธปลงพระชนม์พร้อมทั้งประหารสุกี้ พระนายกอง ด้วย

guest

Post : 15/07/2015 21:18     Forum: สาระรอบโลก  >  กองทัพเกย์

    

 

 

กองทัพพลีชีพแห่งคาร์เธจ (Sacred Band of Carthage)


ทหารสปาร์ตัน ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรกรีกเด็กชายชาวสปาร์ตัน จะถูกพรากจากอกแม่ เพื่อเข้ารับการฝึกเป็นทหารตั้ งแต่อายุ ๗ ขวบ และชายชาวสปาร์ตันทุกคนที่อายุตั้งแต่ ๒๐-๖๐ ปี จะต้องเข้ารับใช้กองทัพ ทว่าเมื่อ ๓๗๑ ปีก่อนคริสตกาล กองทัพสปาร์ตันกลับพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพของชาวธีบส์ ซึ่งกองทหารธีบส์เป็นที่รู้จักกันในนาม Sacred Band ซึ่งสามารถตีฝ่าปีกขวาของกองทัพสปาร์ตา ไปได้ ทั้งๆ ที่มีกำลังทหารเพียง ๓๐๐ นาย... ปรากฏว่าสิ่งที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้กองทัพธีบส์แข็งแกร่งก็คือ ทหารทุกนายล้วนเป็นเกย์ หรือพวกรักร่วมเพศนั่นเอง ซึ่งพวกเขาทั้ง ๑๕๐ คู่ต่างเป็นคู่รักที่มีความผูกพันกันอย่างยิ่ง


ปัจจุบันมีการวิเคราะห์กันว่า กลยุทธ์ของกองทัพธีบส์ ที่เรียกกันว่า “Band of Lovers” เป็นกลยุทธ์การจัดทัพที่มีประสิทธิภาพยิ่ง เพราะนอกจากชายชาติทหารทุกคนจะมีความห้าวหาญแล้วพวกเขายังพยายามปกป้องคนที่ตนรัก และไม่อยากทำตัวแข็งแกร่งเพื่อให้คนรักชื่นชมด้วย กองทหาร Sacred Band ของธีบส์ยืนหยัดมาได้ ๓๐ ปี โดยไม่เคยรบแพ้สักครั้ง กระทั่งสมรภูมิสุดท้ายของชีวิตที่พวกเขารบกับกองทัพมาซี่โดเนี่ยน ไม่มีใครยอมแพ้ คู่รักทั้ง ๑๕๐ คู่ล้วนสู้จนตัวตาย

 

 ในยุคกรีกโบราณ มีเรื่องราวกล่าวขานถึง กองกำลังศักดิ์สิทธิ์แห่งนครธีบส์ ซึ่งความห้าวหาญของเหล่านักรบในกองกำลังนี้ ได้เป็นที่ครั่นคร้ามแก่เหล่าข้าศึกศัตรู ทว่าทหารทุกคนในกองกำลังนี้ล้วนแต่เป็นชายที่รักร่วมเพศทั้งสิ้นและบุรุษแต่ละคนต่างก็มีคู่รักของตนอยู่ร่วมทัพเดียวกับตนด้วย โดยการตั้งกองกำลังนี้ขึ้นมาอยู่บนบรรทัดฐานที่ว่า นักรบแต่ละคนจะยอมตายเพื่อคนรักที่อยู่ในกองทัพและจะไม่ยอมทิ้งคู่รักของเขาอย่างเด็ดขาดในบรรดาอารยธรรมโบราณต่างๆ อารยธรรมกรีกดูจะเป็นอารยธรรมเดียวที่ปรากฏเรื่องราวของความรักในเพศเดียวกันให้เห็นมากที่สุด โดยเฉพาะความรักระหว่างชายกับชาย ทั้งนี้ อริสโตเติล นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในสมัยกรีกโบราณ เคยกล่าวไว้ว่า ความรักที่บุรุษมีให้กันนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่ง เนื่องจากในยามที่บุรุษมีความเสน่หาต่อกันนั้น พวกเขาได้หลอมรวมสติปัญญาอันสูงส่งของทั้งคู่เข้าไว้ด้วยกันด้วย

 

 สาเหตุสำคัญที่ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า ความรักระหว่างชายกับชายนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่ง ก็เนื่องด้วยว่า ในยุคกรีกโบราณนั้น ชาวกรีกให้คุณค่าของความเป็นคน สำหรับเพศหญิงและชายไม่เท่าเทียมกัน โดยชาวกรีกถือว่า สตรีนั้นต่ำต้อย ด้อยค่ากว่าบุรุษมากมายนักและความรักของชายกับหญิงมีเพียงเพื่อการสืบทอดเผ่าพันธุ์เป็นสำคัญ แต่จะไม่ถือว่าเป็นความรักอันสูงค่าเนื่องด้วยคู่รักทั้งสองไม่มีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นหากว่าผู้ชายต้องการจะมีความรักอันสูงค่า ก็มีแต่เพียงบุรุษด้วยกันเท่านั้น ที่มีควรค่าพอที่จะทำให้เป็นความรักอันสูงค่าได้

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับนิยามความรักของชาวกรีก ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องของกามารมณ์มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอไป หลายกรณีที่ความรักระหว่างบุรุษนั้น เกิดจากความนิยมชมชอบในสติปัญญา ความสามารถของกันละกัน เหมือนดังเช่นความรักของชายชาตินักรบที่บูชาในความกล้าหาญและเสียสละของอีกฝ่าย หรือ กล่าวให้ชัดคือ เป็นความรักที่ประกอบด้วยมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างเพื่อนนั่นเอง

 

และด้วยพื้นฐานของความรักอันสูงส่งตามแบบกรีกนี่เอง ที่ทำให้นครธีบส์ได้จัดตั้งกองกำลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้น โดยทหารทุกคนในกองกำลังนี้ ต่างก็มีคู่รักของตัวเองอยู่ในกองกำลังเดียวกันด้วย พวกเขาจะใช้ชีวิตในค่ายด้วยกัน ฝึกรบด้วยกันและยามที่เข้าต่อสู้กับศัตรู ต่างคนต่างก็จะไม่ทอดทิ้งกันและด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้กองกำลังนี้กลายเป็นกองทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น โดยทุกครั้งที่เข้าประจัญบานกับศัตรู พวกเขาจะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

 

อวสานของกองกำลังศักดิ์สิทธิ์ได้มาถึง เมื่อกองทัพมาซิโดเนียของพระเจ้าฟิลิปยกเข้ารุกรานนครธีบส์และพันธมิตรชาวกรีกอื่นๆ การประจัญบานครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่ทุ่งบีโอเชีย กองทัพพันธมิตรชาวกรีกต่อสู้กับผู้รุกรานจากแดนเหนืออย่างสุดกำลัง ทว่าไม่อาจต้านทานแสนยานุภาพและยุทธวิธีรบของทัพมาซิโดเนียได้ ทำให้ในที่สุด กองทัพพันธมิตรกรีกก็แตกพ่ายและหนีออกจากสมรภูมิ ยกเว้นก็แต่กองกำลังศักดิ์สิทธิ์ของชาวธีบส์เท่านั้น ที่ปักหลักสู๋จนตัวตายทั้งกองทัพ

 

ซากศพของพวกเขาถูกฝังรวมกันในหลุมใหญ่และมีศิลาวางทับอยู่ ส่วนที่ข้างบนหลุมศพนั้นมีรูปสลักของสิงโตที่ทำด้วยหินตั้งอยู่ ซึ่งถือเป็นการฝังศพอย่างมีเกียรติ เนื่องจากผู้ชนะชาวมาซิโดเนียรู้สึกนับถือในความกล้าหาญของนักรบแห่งนครธีบส์ นอกจากนี้ วีรกรรมของกองกำลังศักดิ์สิทธิ์ ยังเป็นที่ประทับใจของเจ้าชายอเล็กซานเดอร์ ผู้ที่ในเวลาต่อมา คือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นอย่างมากอีกด้วย

 

guest

Post : 13/07/2015 21:54     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  เทพบุตรเสียงกังสดาล‏

 

 

                                                            

   

" พี่น้อย เป็นอะรั๊ยยย?!!...."
 
เสียงของน้าออน เจ้าของร้านเสริมสวย ซอยช่างกลปัญจะ เเถวๆสะพานควาย ร้องลั่นกลางดึก
เมื่อได้เห็นสภาพของพี่น้อยของเธอ นอนหมดสติน้ำลายฟูมปากตาค้างอยู่ข้างหน้า เเขนขาไม่ขยับเขยื้อนลมหายใจอ่อนรวยริน ชีพจรเต้นช้า อาการเป็นตายเท่ากัน ไวเท่าความคิดเธอรีบเเจ้งไปยังตำรวจ 191ประสานงานไปยังรถพยาบาลพาพี่น้อยส่ง ร.พ วชิระ ในชั่วพริบตา
 
น้อย ทองใจ เด็กหนุ่มจากอัมพวา เเม่กลอง ผู้เป็นเตี่ยเป็นชาวจีนเเซ่ทอง ต่อมาก็เปลี่ยนนามสกุลมาเป็นทองใจ
หลังจากสิ้นเตี่ยเเล้ว น้อยกับเเม่ก็พากันอพยพมาอยู่ที่มหาชัย ทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆอยู่เเถวท่าเรือวัดตึกกับสถานีรถไฟ โดยมีเจ้าน้อยคอยเป็นหัวเรี่ยวหัวเเรงเดินขายของตามเเม่ติดๆ เรียกว่าติดเเม่เเจเลยว่างั้น

 

จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มรุ่นกระทง เจ้าน้อยก็เป็นเด็กหนุ่มที่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ งานวัดประจำปีที่ไหนเขาไม่เคยพลาดในการที่จะสมัครเข้าร่วมเเข่งขันประกวดร้องเพลงด้วยทุกครั้งไป โดยเฉพาะงานประจำปีที่วัดโกรกกรากเขาจะชนะเลิศทุกครั้ง เพลงปราบเซียนที่เขาใช้เข้าประกวดคือเพลงค่ำเเล้วในฤดูหนาวของ ล้วน ควันธรรม จนคณะกรรมการตัดสินต้องขอร้องไม่ให้เขาเข้าประกวด เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้รับรางวัลบ้าง เเละก็เชิญให้เขามาเป็นกรรมการตัดสินด้วยกันซะเลย

 

จนกระทั่งครู ชาญชัย บัวบังศร เห็นเเวว จึงฝากให้ไปร้องเพลงอยู่ที่ภูเก็ตหลายปี จึงกลับเข้ามากรุงเทพฯ เข้ารับราชการทหารที่ ขสทบ. ได้ยศสิบตรี เเละได้เป็นนักร้องประจำวงมาตุลี ของขสทบ. ซึ่งสิบเอก สิทธิ์ โมกรกานต์ หัวหน้าวงได้พาไปรู้จักครูเบญจมินทร์ ฝากฝังเจ้าน้อยให้เป็นลูกศิษย์ลูกหาจนครูเเต่งเพลงให้รัองชื่อเพลง ทุยหน้าทื่อ บันทึกเเผ่นเสียงเป็นเพลงเเรกในชีวิต เมื่อปี พ.ศ 2499 ก่อนที่ครูจะไปสงครามเกาหลี

 

ไม่มีคนวิ่งเเผ่นไม่มีคนวิ่งเชียร์ เพลงทุยหน้าทื่อ ก็เลยไม่เเจ้งเกิดในวงการ เงียบหายไปกับสายลมอย่างน่าเสียดาย จนกระทั่งครูเบญจมินทร์ กลับมาจากสงครามเกาหลี ครูก็เเต่งเพลงมาด้วย 4 เพลง มีเพลง รำเต้ย,รักเเท้จากหนุ่มไทย 2 เพลงนี้ครูร้องเอง เสียงครวญจากเกาหลี ครูให้ สมศรี ม่วงศรเขียว เป็นผู้ร้อง เเละอีกเพลง โปรดเถิดดวงใจ เอามาให้เจ้าน้อยโดยเฉพาะเเล้วก็เปลี่ยนชื่อจาก น้อย ทองใจ มาเป็น ทูล ทองใจ

 

เมื่อเปิดทางวิทยุปรากฎว่าดังทุกเพลง เเละเป็นตำนานเพลงลูกทุ่งทั้ง 4 เพลงจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเฉพาะ ทูล ทองใจ นั้นดังมากซึ่งต่อมาภายหลัง ครูก็นำไปฝากกับวงจุฬารัตน์ ของครูมงคล อมาตยกุล ยิ่งดังกันเข้าไปใหญ่ เพราะได้เพลงหนุนจากครูมงคลเเละครู ไพบูลย์ บุตรขัน อัดซ้ำกระหน่ำเข้าไป ดังเปรี้ยงปร้างจนฉุดไม่อยู่กันเลยทีเดียว เเละที่วงนี่เอง ทูล ทองใจ ก็ได้พบกับคู่ชีวิตที่เป็นนักร้องอยู่ที่วงนี้เหมือนกัน นั่นก็คือ นวลสวาท ชื่นชมบุญ ทั้งคู่ตกร่องปล่องชิ้นใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนมีพยานรัก 3 คนเป็นหญิง 2 ชาย 1 แล้วจึงเเยกออกมาทำวงเป็นของตัวเองเมื่อปี พ.ศ 2511 เเละยุบวงในปี พ.ศ 2515 เเต่ก็ยังคงรับเชิญร้องตามสวนอาหาร คาเฟ่ ต่างๆอยู่เสมอทั้ง 2 คน

 

กระทั่งวันที่ 30 มกราคม พ.ศ 2538 ทูล ทองใจ ก็ได้เดินทางไปยังร้านเสริมสวย น้าออน ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทที่คอยดูเเลซึ่งกันเเละกันในยามบั้นปลายของชีวิต โดยในวันนั้นเขาได้ทำหล่อ เสริมสวย ทำเล็บมือเล็บเท้า ดัดผมให้เป็นลอนหยักศก หล่อชนิดที่เรียกว่าเขาไม่เคยทำมาก่อนเลย ตกเย็นก็กินข้าวกับผัดคะน้าหมู ปลาทู ปลาสลิด เเล้วเข้านอนตั้งเเต่หัวค่ำ จนตกดึก น้าออนต้องสะดุ้งตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงเขาหายใจติดๆขัดๆ จนกระทั่งธาตุไฟเเตกต้องหามส่ง ร.พ กันจ้าละหวั่น

 

1 กุมพาพันธ์ พ.ศ 2538 เวลา 20.05 น. ทูล ทองใจ ก็จากมิตรรักนักฟังเพลงไปอย่างสงบ ด้วยโรคความดันโลหิตสูงจนเส้นโลหิตฝอยในสมองเเตก เลือดคั่งในสมอง ด้วยวัยเพียง 67 ปี ท่ามกลางความสูญเสียของวงการเพลงลูกทุ่งอย่างที่สุด

 

" พี่น้อย...หลับให้สบายนะ....เดี๋ยวฉันกับลูกๆ จะปั้นหุ่นของพี่ไว้ที่วัดภุมรินทร์กุฏีทอง อัมพวา บ้านเกิดของพี่ เเละพี่จะได้กลับไปอยู่ที่นั่นตลอดไป........."

 

นวลสวาท ชื่นชมบุญ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขา กระซิบข้างหูเบาๆก่อนที่จะซบอกร้องไห้อย่างไม่อายใครอยู่บนร่างของ ทูล ทองใจอยู่นานเเสนนาน..............

 

 

guest

Post : 13/07/2015 21:45     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  ท่าฉลอม

 

 

                                     

 

 

" หง่า....นี่ไม่คิดจะเเต่งเพลงให้มหาชัยบ้านเกิดเราหน่อยเหรอ? เห็นเเต่งชมบ้านอื่นเมืองอื่นเขาอยู่ได้ "
 
เสียงตัดพ้อต่อว่าของหญิงวัยกลางคนที่ประชดประชันน้องชายอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่พี่น้องทั้งคู่ เดินคุยกันเพลินๆ
ริมฝั่งเลียบปากอ่าวเเม่น้ำท่าจีน เมื่อปลายพ.ศ 2504 ปีฉลู
 
" เเต่งยังไง? " เสียงของสง่า(ชาลี) อินทรวิจิตร ถามขืั้นเบาๆในขณะที่สายตายังจ้องหอนาฬิกาท่าเรือมหาชัย

ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ที่ในขณะนี้ผู้คนที่ใช้บริการข้ามฝาก เริ่มบางตาลงไปในช่วงเวลาที่พลบค่ำอย่างนี้
 
" จะไปรู้เร๊อะ?!! " พี่สาวทำเสียงสูงใส่
" เเหมมมมม...ทีบ้านของศรินทิพย์ สุดที่รัก อยู่นครชัยศรี บรรจงเเต่งซะจนหวานเยิ้มหยดย้อยเหมือนดั่ง

ยอดหญ้าเสียจริงนะพ่อคู๊ณณณณ..."
 
ชายหนุ่มผู้เป็นน้องชาย เหลือบหางตาไปมองพี่สาวที่กระเเนะกระเเหนเเล้วเขาก็ยิ้มส่ายหัวอย่างอดขำในคำพูด

ของพี่สาวไม่ได้ ก็จริงเหมือนดังที่พี่ของเขาพูดไว้ไม่มีผิด ไม่ว่าจะเป็นเพลง ทุ่งรวงทอง เเสนเเสบ สักขีเเม่ปิง

กว๊านพะเยา สาวนครชัยศรี เเละอีกหลายต่อหลายผลงานเพลงที่กำลังโด่งดังไปทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้

กลับไม่มีบทเพลงที่พูดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเลยเเม้เเต่เพลงเดียว
 
เช้าวันรุ่งขึ้น สง่ารีบตื่นเเต่เช้าพร้อมตั้งใจว่าจะเเต่งเพลงให้บ้านเกิดเมืองนอนสักเพลงหนึ่งให้ได้ภายในวันนี้ เขารีบไปที่ท่าเรือท่าฉลอมเพื่อที่จะข้ามฝากไปยังฝั่งมหาชัย โชคดีได้คุยกับลุงเย็นผู้เป็นนายท้ายเรือลำนั้น ซึ่งลุงเย็นก็ได้เล่าเหตุการณ์ของหนุ่มชาวประมงคนหนึ่งบ้านเกิดเมืองนอนก็เป็นคนพื้นเพที่นี่ ตัวดำร่างใหญ่เนื้อตัวมีเเต่กลิ่นปลา ไปเเอบหลงรักสาวมหาชัยเเถวๆหน้าวัดตึก ชื่อว่าพยอม เเต่สาวไม่เล่นด้วย จึงทำให้ชายหนุ่มคนนั้นตรอมใจมาก โกนหัวเข้าวัดบวชตลอดชีวิตที่วัดโกรกกราก
 
ได้การล่ะ สมองไวเท่าความคิด กลับถึงบ้านวันนั้น สง่าไม่รอช้า หยิบสมุดปากกาจดเนื้อเพลงทันที
 
" พี่อยู่ไกล ถึงท่าฉลอม
แต่พี่ ไม่ตรอม เพราะรักพยอม ยามยาก
ออกทะเล จะหาปลา มาฝาก
แม่คุณขวัญใจ คนยาก รับของฝาก จากพี่ได้ไหม       


       โปรดเมตตา รักพี่สักนิด
พี่มอบชีวิต อุทิศให้สาวมหาชัย
แบกความรัก ข้ามทะเลมาให้
ฝ่าลมและคลื่นเท่าไหร่ รักจึงได้ว่ายน้ำข้ามมา


       ท่าฉลอม กับมหาชัย
จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า
ตอบเพียงสักคำ ว่าไม่รัก จะหักใจลา
ซ่อนตัวตามประสา จะหนีซ่อนหน้าห่างไกล


       เรื่องทะเล นั้นพี่พอรู้
แต่เรื่องเจ้าชู้ไม่รู้จะทำฉันใด
หยั่งทะเล พอคะเนดูได้
แต่ความรักเกิน ครวญใคร่ ลึกเท่าไหร่ ไม่รู้หยั่งถึง....."

 
 
 
 
" เอ้า เอาไป เสร็จเเล้ว!!..."

ชายหนุ่มยื่นกระดาษเเผ่นเล็กๆไปให้พี่สาว ในขณะที่ผ่านพ้นอาหารเย็นของครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย


" อะไรของเธอ หง่า?..."
" เพลงที่พี่ขอเมื่อวานไง...."
 

ผู้เป็นพี่สาวหยิบกระดาษเเผ่นนั้นขึ้นมาดูสักครู่
 
" ชื่อเพลงอะไรล่ะ? "
" ท่าฉลอม...."
 
" อ๋อ..เธอจะให้พี่ร้องเหรอออออ?..."
" ฝันไปเหอะ...ฉันจะให้เพื่อนฉันร้อง "
" ใคร???..."
" ชรินทร์ นันทนาคร....."
 
ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงเเผ่วเบา เเต่ทว่าเเววตาของเขา มีประกายเจิดจ้าทอเเสงเเจ่มจรัสอย่างเเปลกประหลาด......"

guest

Post : 13/07/2015 21:39     Forum: หลังเวทีบันเทิง  >  เเรงใจจากพี่

 

                  
 
                                                  
 
 
 
 

 " เอาดีให้ได้นะเอ็ง...อย่ายอมเเพ้ต่อชะตาชีวิตเด็ดขาด...ยามเอ็งท้อ นึกถึงคำพี่ไว้..."
 
นั่นคือคำสั่งเสียสุดท้าย ก่อนที่พี่ชายคนโตจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ วันชัย โรจนะวิชัย เด็กหนุ่มจากบางบ่อ สมุทรปราการ ลูกคนสุดท้องน้องคนสุดท้ายจากพี่น้อง 5 คน ที่มีพ่อเป็นคนทำขวัญนาค ส่วนเเม่เป็นชาวนาที่ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ต้องเช่าเขาทำ ได้ข้าวบ้างไม่ได้ข้าวบ้าง ก็พอเเต่เลี้ยงลูกทั้ง 5 เติบโตมาได้อย่างทุลักทุเล
 
เจ้าหนูน้อยวันชัย ในฐานะเป็นลูกคนสุดท้อง จึงได้มีโอกาสได้เรียนหนังสืออยู่คนเดียว โดยที่พี่ๆต่างก็ยอมเสียสละให้น้องได้เรียนหนังสือ เเล้วก็ได้พี่ชายคนโตที่ยังไม่มีครอบครัวทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้นำเจ้าน้องคนเล็กมาอยู่ด้วย โดยเรียนหนังสืออยู่ที่วัดนวลนรดิษฐ์ ภาษีเจริญ หวังเมื่อจบ ม.ศ 3 เเล้ว ก็จะไปสอบเรียนเตรียมทหารต่อ เเต่ทว่าพี่ชายคนโตก็ต้องมาจากไปเสียก่อน ความฝันจึงพังทลาย ต้องหันเหชีวิตมาเป็นกรรมกรก่อสร้าง ทำโครงเหล็กช่างเชื่อมอยู่กับพี่เขย จนมีเงินเรียนหนังสือกระทั่งจนจบ ม.ศ 5 ด้วยหยาดเหงื่อเเรงงานของตัวเอง
 
ทุกครั้งยามไหนท้อ คำพูดของพี่ชายก็จะดังก้องอยู่ในใจตลอด ทำให้ลุกขึ้นสู้ได้ทุกครั้ง จนกระทั่ง ปลายปี 2514 สถานีวิทยุ จส.4 ได้ประกาศรับสมัครประกวดร้องเพลงในรายการ ดาวรุ่งธูปหอมร่มโพธิ์ทอง โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์คือคุณนายทองคำ จะตั้งวงดนตรีให้ทันทีสำหรับผู้ชนะเลิศการประกวด
ผลปรากฎว่า มีผู้สมัครกันมืดฟ้าม้วดินเลยทีเดียว เเต่ละคนก็ล้วนเเล้วเเต่มีประสบการณ์กันมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น บุญทัน คล้ายละมั่ง (ศรเพชร ศรสุพรรณ) ทัน ใจบุญ (ดำ เเดนสุพรรณ) ที่ยังไม่ได้เข้าสู่วงการก็มาสมัครเเข่งขันด้วย ส่วนตัวเขาไม่เคยผ่านการประกวดเวทีใดๆมาก่อนเลย โดยในวันนั้นเขาใช้เพลง คุณนายโรงเเรม ของระพิน ภูไท เข้าเเข่งขัน
 
" พี่...ผมไม่ไหวเเล้ว สู้เขาไม่ได้เเน่ๆ...ช่วยผมด้วย....."
 
นั่นคือสำนึกสุดท้ายของวันชัยก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่เวทีประกวด หลังจากโฆษกบนเวทีประกาศชื่อของเขาเป็นครั้งที่ 2 เขาตั้งใจร้องอย่างเต็มที่ดีที่สุดในชีวิต เสียงปรบมือดังกระหึ่มหลังจากเพลงที่เขาร้องจบลง ไม่ผิดหวัง...การประกวดในครั้งนั้น เขาได้ที่ 1
 
" พี่ครับ...ผมทำได้เเล้ว...ผมทำสำเร็จเเล้ว....."
 
เขาบรรจงจูบถ้วยรางวัลชนะเลิศใบใหญ่ พร้อมทั้งหยิบรูปถ่ายขาวดำใบเล็กๆของพี่ชายเขา ที่พกติดตัวไว้ตลอดในกระเป๋าเสื้อออกมาจุมพิตเบาๆ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มทั้งน้ำตา...นั่นคือก้าวเเรกของเขาในการเข้าสู่วงการบันเทิงในนามของ สดใส ร่มโพธิทอง ในเวลาต่อมา......
 

guest

Post : 13/07/2015 21:29     Forum: สาระรอบโลก  >  พิธิอาบน้ำศักดิสิทธิ

 


       อังคาร 14 กรกฎาคม
       
       - เทศกาลมหากุมภะเมลา หรือการรวมตัวของชาวฮินดูจำนวนนับร้อยล้านคนเพื่อจุดหมายอันเดียวกันนั่นคือการ “อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์” มีกำหนดเปิดฉากขึ้นอีกครั้งที่รัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของอินเดีย (ดำเนินไปจนถึง 25 กันยายน)

 

 

 

      

 

 

สิ่งที่น่าสนใจและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนทั้งชาวอินเดียเองและชาวต่างชาติมากที่สุดในงานก็คือ เหล่าบรรดาสาธุหรือนักบวชฮินดูจำนวนหมื่น ๆ คน โดยชาวฮินดูถือว่าเป็นผู้วิเศษหมดกิเลสแล้วมีหลากหลายลัทธินิกาย มาจากทั่วสารทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลงมาจากหุบเขาหิมาลัย มีทั้งนิกายนุ่งผ้าและไม่นุ่งผ้าหรือนิกายเปลือยกายก็คงไม่ผิดกัน นิกายเปลือยกายมีมากถึ 90% ของบรรดานักบวชฮินดูทั้งหมด

 

ในยามเช้าพอได้ฤกษ์เหล่านักบวชต่างก็วิ่งกรูลงอาบน้ำกัน โดยนักบวชผู้สูงศักดิ์คือ มหานิรวาณีสันยาสี กับอตลาสันยาสี ลงไปอาบก่อน จากนั้นพวกนิรัญชะนี อขราสันยาสี จูนา อขราสันยาสี เป็นต้น หรือเรียกรวม ๆ กันว่า"นาคะ บาบา" พากันวิ่งกรูลงไปอาบซึ่งต่างก็เปลือกายทาขี้เถ้าเดินกันหน้าตาเฉย ดูแล้วเหมือนการเดินแฟชั่นนู๊ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากการอาบน้ำเสร็จ ก็พากันอยู่ในซุ้มหรือในเต้นท์ที่เรียกว่า "อาศรม" ที่ทางการจัดไว้ให้ ในแต่ละซุ้มนั้นหมายถึงแต่ละสำนัก ทุก ๆ ซุ้มมีการก่อไฟผิงกันทั้งวันทั้งคืน และนำขี้เถ้ามาทาตัว จึงไม่แปลกที่ทนหนาวกันได้โดยไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยสักชิ้นเดียว

 

บางคนก็ยืนขาเดียว บางคนก็สูบกัญชา บางคนก็กำมือโดยให้เล็บแทงทะลุหลังมือยาวเหยียด บางคนก็เอาอวัยวะเพศพันดาบเอาไว้ เป็นต้น บางกลุ่มพอเรายกกล้องจะถ่ายรูปถึงกับโมโหสุดขีดคว้าท่อนฟืนจะขว้างเอาก็มี นี่น่ะหรือผู้วิเศษของคนในโลกาภิวัฒน์ บางสำนักกลับมีชาวต่างชาติ ที่หลาย ๆ ท่านต่างหลงใหลว่าเป็นผู้ที่มีความคิดที่พัฒนาแล้ว มาเป็นลูกศิษย์ลูกหามากมายนั่งพนมมือแต้ฟังอาจารย์เจ้าสำนักแสดงธรรม

 

                              

 

เทศกาลมหากุมภะ เมลา เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ไม่มีใครตอบได้ จากการบันทึกการเดินทางของพระถัมซัมจั๋งในคราวที่ท่านได้มาศึกษาที่อินเดีย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ท่านได้บันทึกไว้ว่า บริเวณตริเวณี หรือ สังคัม เมืองปรยาคกรืออัลลาฮาบาดในปัจจุบัน อันเป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำ 3 สาย งามมหาทานจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ซึ่งพระเจ้าหรรษวรรธนะได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 เป็นเวลา 75 วัน โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 5แสนคน พระราชาจาก 18 แคว้นก็มาร่วมงานด้วย โดยช่วงเช้าของวันแรกพระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ที่ประรำ แล้วถวายพุทธบูชาด้วยของอันมีค่า ไตรจีวร ภัตตาหาร บรรเลงดนตรี โปรยดอกไม้ จนถึงเวลาพลบค่ำจึงเสร็จกลับ

 

วันที่สองทรงบูชาพระจันทร์และพระศิวะ วันที่สามบูชาพระอิศวร วันที่สี่ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์จำนวน 10,000 รูป วันต่อ ๆ ไป ทรงบริจาคทานแก่พราหมณ์ พวกเดียรถีย์ คนเดินทางไกล คนอนาถายาจก จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำนุบำรุงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงให้ความอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยนาลันทามากกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในอดีต แต่ก็ให้ความอุปถัมภ์แก่ทุก ๆ ศาสนาด้วย จะอย่างไรก็ตามพวกพราหมณ์เกิดความไม่พอใจที่พระองค์ยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนา ทำให้ศาสนาพราหมณ์ด้อยลงไปถึงขนาดจ้างคนไปลอบปลงพระชนม์พระองค์ แต่ทรงจับได้และคัดค้านเอาความจริง แสดงว่าสถานที่ตรงนี้เคยเป็นที่บริจาคทานของพระเจ้าหรรษวรรธนะ เป็นการชุมนุมเพื่อบุญเพื่อกุศลจริง ๆ ตามแนวพระพุทธศาสนา แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นเรื่องของการอาบน้ำของชาวฮินดูไป

 

     หากเรามองย้อนไปในศตวรรษที่ 13 ได้มีคนสำคัญของชาวฮินดูคนหนึ่งนามว่า "ศังกราจารย์" เกิดที่รัฐเกราลา (Kerala) ทางตอนใต้ของอินเดีย โดยเป็นศิษย์ของท่านโควินทะ ซึ่งเป็นศิษย์ของเคาฑปาทะ อาจารย์ฮินดูนิกายเวทานตะ เฉพาะเคาฑปาทะและศังกราจารย์ถือว่าเป็นต้นตำรับของศาสนาฮินดู ได้นำเอาหลักคำสอนของพุทธศาสนามหายานสำคัญ ๆ เข้าไปบรรจุเป็นคำสอนของศาสนาฮินดู ซึ่งในช่วงนี้พระพุทธศาสนาแบบมหายานได้เจริญสุดขีดและก็ได้เริ่มเสื่อมลงเรื่อง ๆ เมื่อศังกราจารย์มีกำลังกล้าแข็งขึ้นก็ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ และพยายามล้มล้างพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ ถึงกับเรียกพระพุทธศาสนาว่าเป็นลัทธิไวนาศิกา หมายถึงลัทธิที่ก่อความพินาศ

 

     หากท่านได้ศึกษาพุทธประวัติมา คงยังจำเหตุการณ์ตอนที่เหล่านิครนถ์ นาฏบุตรหรือชีเปลือยท้าพระพุทธองค์ประลองแสดงปาฏิหาริย์ และพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ณ คัณฑามพฤกษ์ เมืองสาวัตถี และพระอรหันต์ ชีเปลือยที่มิคารเศรษฐี พ่อสามีของมหาอุบาสิกาวิสาขา เชิญให้มาทานอาหารที่บ้าน ในเมืองสาวัตถี ถึงกับทำให้นางต่อว่าจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีแม้แต่ความละอาย จะเห็นได้ว่าความเชื่อในลัทธิเปลือยกายนี้ทีมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งพระพุทธองค์ถือว่าเป็นทางสุดโต่งด้านอัตตกิลมถานุโยค เป็นทางที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ด้วยการทรมานตน ในขณะเดียวกันก็ทรงชี้ทางที่พึงปฏิบัติคือ มัชฌิมาปฏิปทา อันประกอบไปด้วยอริยมรรค 8 ประการ เป็นหนทางเส้นเดียวเท่านั้นที่สามารถนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองจนไปสู่ความหลุดพ้นอันเป็นบรมสุขได้ในที่สุด

 

โดย พระมหาบวรวิทย์ อายุมั่น, พระอธิการแอ๊ว สิงห์เรือง
สิทธารถสาร "ปฐมสาร" ปีที่13 (2552)

 

 

     แต่ก็นั่นแหละในเมื่อมีคนเห็นด้วย ก็ย่อมมีผู้คัดค้านด้วยเช่นกัน เช่น สวาม นายานันท์ เจ้าสำนักโบลาคีรีอาศรม เมืองหริดวาร์ กล่าวคัดค้านไว้ว่า "มันเป็นความพยายามที่เหนื่อยเปล่าที่จะไปสู่สรวงสวรรค์ และทุกคนที่มาอาบน้ำล้างบาปนั้นไม่สามารถที่จะถึงโมกษะได้" จากการสังเกตุผู้คนที่มาอาบน้ำนั้นเป็นคนในระดับกลางและระดับต่ำเท่านั้น จะหาคนในวรรณะสูงหรือผู้มีอันจะกินไปอาบน้ำนั้นหายากเต็มที ถามบางคนก็ตอบว่า มันเป็นเรื่องไร้สาระ น้ำก็สกปรก อากาศก็หนาว ไปอาบกันทำไม.........

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 ... 다음 끝