Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 24/01/2015 12:15     Forum: สูตรยาสมุนไพร  >  ต่อต้านมะเร็งตับ

                

                                            

 

                             

 

                     กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง

 

นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที......

 

 

 

guest

Post : 24/01/2015 10:41     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  ลูกทุ่งพันล้าน

 

 

                     ลูกทุ่งพันล้าน

 

 

 

ฟังเพลง สัปเหร่อ แด่นายห้าง 100 ล้าน ประจวบ จำปาทอง

 

 

 

ย้อนรอยเรื่องราวบนเส้นทางคนสู้ชีวิต "ประจวบ จำปาทอง" นายห้าง 100 ล้านผู้พลิกประวัติศาสตร์ลูกทุ่งไทยจากรายการ "ชุมทางคนเด่น" และเจ้าของครีมไข่มุกชื่อดัง

วงการบันเทิงบ้านเราต้องสูญเสียคนมีฝีมืออีกครั้งหลังมีงายงานว่า "ประจวบ จำปาทอง" หนึ่งในคนสำคัญของวงการเพลงลูกทุ่งได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 74 ปีเมื่อช่วงบ่ายของวันวานที่ผ่านมา

"ประจวบ จำปาทอง" ชื่อนี้ - นามสกุลนี้เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยเท่าใดนัก แต่สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเชื่อว่าหลายคนจะต้องรู้จักกับชายคนนี้เป็นอย่างดีทั้งในบทบาทของนักร้อง โฆษกชื่อดังทางวิทยุ ที่สำคัญก็คือในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์เพื่อหน้าขาวยุคแรกๆ ที่มีชื่อว่า "กวนอิม" นั่นเอง

พลิกดูปูมประวัติกว่าจะกลายเป็น "นายห้าง 100 ล้าน" คนนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายและถือเป็นแบบเรียนของคนที่มีความมุ่งมั่นได้เป็นอย่างดี

"ประจวบ จำปาทอง" เกิดเมื่อพ.ศ.2483 ที่จังหวัดนครพนม เรียนที่โรงเรียนเทศบาลสองหนองแสง ในตัวจังหวัด ระหว่างที่เรียนอยู่เจ้าตัวได้รับรู้เรื่องราวความทันสมัยโอ่อ่าของเมืองที่ชื่อ "กรุงเทพ" จากเพื่อนๆ และคนใกล้ตัวทำให้เขามีความฝันอยากจะเข้ามาสัมผัสชีวิตในเมืองกรุงสักครั้ง แต่ฝันนั้นกลับถูกฏิเสธโดยพ่อ-แม่ของเขาที่ต้องการให้เขาตั้งใจเรียนเพื่อจะได้ไม่อดตาย

แต่ด้วยความรักกรุงเทพฯ จนขึ้นสมอง วันหนึ่งในปีพ.ศ.2497 เจ้าตัวในวัย 14 ปีจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเข้าสู่เมืองหลวงโดยมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบบาทและไม่รู้จักใครเลย พยามหางานอยู่หลายวันเพื่อหาเงินซื้อข้าวกินประทังชีวิตแต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าตัวจึงตัดสินใจเดินทางไปยัง จ.ชลบุรี ได้งานเป็นลูกจ้างทำโป๊ะได้เงินเดือนละ 100 บาทพอประทังชีวิต

จากนั้นชีวิตของเขาก็เริ่มดีขึ้นมานิดหลังได้ไปทำงานที่โรงโม่ ได้เงินเพิ่มเดืนละ 50 บาท ทำงานที่โรงโม่ไม่กี่เดือนพอมีเงินเก็บ เจ้าตัวก็ตัดสินใจมุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ เมืองในฝันอีกครั้ง คราวนี้โชคชะตาพาเขาไปเป็นจ็อคกี้ม้าแข่งที่คอกของ "อุดม ประพันธ์ทเสน" ก่อนยึดอาชีพนี้นานว่า 5 ปีเพราะรู้สึกสนุก ระหว่างนั้นเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ต่อด้วยวัดสุทัศน์ตามลำดับ

เก็บเงินจากการเป็นจ็อคกี้ได้ก้อนหนึ่งประจวบก็ตัดสินใจบินไปเสี่ยงโชคที่ญี่ปุ่นเพื่อเรียนต่อและหวังจะดูงานเกี่ยวกับเครื่องสำอางพร้อมตั้งความหวังของตนเองเอาไว้ว่าจะต้องเปิดร้านเป็นตัวเทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามให้ได้ แต่อยู่ที่ญี่ปุ่นได้แค่ 3 ปีเจ้าตัวก็ต้องกลับมาเมืองไทยเพราะเงินหมด ตอนนี้เองชีวิตของเขาก็เกิดความเคว้างคว้างอีกครั้ง

จากนั้นเจ้าตัวจึงได้ไปอยู่กับคณะลิเกของ "จันทร์แรม พยัคฆ์โส" และหวังจะเอาดีทางด้านนี้ก่อนได้รู้จักกับ "พร ภิรมย์" ที่กลายเป็นราชาเพลงแหล่ในเวลาต่อมา โดยช่วงที่เล่นลิเกอยู่นั้นหากมีเวลาว่างประจวบก็จะมาขายข้าวแกงอยู่ที่หลังวังบูรพาหารายได้อีกทาง ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ได้ติดตาม "พร ภิรมย์" ออกจากคณะลิเกไปร้องเพลงกับวงดนตรี "จุฬารัตน์" ของ "ครูมงคล อมาตยกุล" วงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังในสมัยนั้่น

ร้องเพลงพร้อมเป็นโฆษกได้ไม่นานเจ้าตัวก็อยากจะเป็นนักจัดรายการวิทยุขึ้นมาจึงได้ไปเป็นโฆษกวิทยุจัดรายการเพลงที่สถานี "จ.ส." และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้พบกับแฟนสาวที่ทำหน้าที่คอนโทรลเครื่องและได้กลายเป็นคู่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองจะมีความรักต่อกันแต่เส้นทางก็หาได้ราบรื่นไม่ เพราะต้องมาถูกทางญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงกีดกัน

ทั้งคู่ฟันฝ่าจนได้แต่งงานกันในที่สุด หลังมีครอบครัวประจวบยิ่งมีความมุมานะมากยิ่งขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้ทางญาติภรรยาดูถูก โดยตั้งบริษัท "จำปาทอง" สั่งเครื่องสำอางจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย มีผลิตภัณฑ์ที่หลายคนรู้จัก อาทิ แป้งน้ำจำปาทอง, ครีมเชฟจากอเมริกา, น้ำหอมแห้ง เอเธนส์ รวมถึงครีมไข่มุกแก้สิวลอกฝ้าตรา "กวนอิม" อันลือลั่น

ขณะที่ลีลาการจัดรายการเพลงของขาก็เป็นที่ประทับใจของคนส่วนใหญ่จนชื่อเสียงเริ่มขจรไกล มีการเปิดค่ายเสกสรรค์เทปแผ่นเสียงขึ้น นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์วงการลูกทุ่งไทยหลังจัดประกวดร้องเพลง "ชุมทางคนเด่น" ออกทางช่อง 7 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและสร้างนักร้องลูกทุ่งขึ้นมาประดับวงการมากมาย อาทิ พุ่มพวง ดวงจันทร์, ศิรินทรา นิยากร, สุนารี ราชสีมา ฯ

สำหรับผลงานเพลงในฐานะการเป็นนักร้องของเขานั้นมีอยู่หลายเพลงเช่นกัน อาทิ คอแห้งเป็นผง, คนเมา, น้ำตาโฆษก ฯ แต่ที่รู้จักกันมากก็คือเพลง สัปเหร่อ ทั้งนี้ศพของประจวบ จำปาทองนั้นจะตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดเทพศิรินทร์ (ศาลา 3) ตั้งแต่วันที่ 19 - 25 พฤศจิกายน 2557 จากนั้นทางญาติจะเก็บศพไว้ 100 วันก่อนทำพิธีต่อไป

หมายเหตุ : เรียบเรียงประวัติจาก "อนุทินคู่ชีวิตดารานักร้อง" เล่ม 3 ปีที่ 1 ฉบับพิเศษที่ 3 ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.2514

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

20 ม.ค พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) - ผลการประชุมของพรรคนาซีเบอร์ลิน เพื่อหาทางออกปัญหาชาวยิว นำไปสู่ปฏิบัติการการล้างชาติพันธุ์โดยนาซี (Holocaust)

 

 

 






มีการยิงทิ้ง



มีรมแก๊ส



มีเผาศพ


มีค่ายกักกัน



มีชุดนักโทษ

 

 

 

ยิวฉลาด ขยัน เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นนายทุน แม้ไม่ใช่ญาติแต่ถ้าเป็นยิวด้วยกันก็ช่วยเหลือกันเอง ทำให้ชาวยิวส่วนใหญ่มีฐานะดีกว่าคนอื่น
เศรษฐกิจตกต่ำจนชาวเยอรมันอดอยาก แต่ชาวยิวกลับสุขสบาย ทำให้คนเยอรมันไม่พอใจ

แล้วตามในพระคัมภีร์ ชาวยิวเป็นคนฆ่าพระเยซู ทำให้คนในเยอรมันที่นับถือคริสต์แบบเคร่งจัดที่เกลียดยิวเป็นทุนเดิมพอถูกนาซีเสนอให้ยึดทรัพย์และฆ่ายิว คนเยอรมันที่เกลียดชังก็เห็นด้วยกันหมด


ไม่ใช่ว่านาซีเกลียดยิว แต่คนยุโรปตอนกลางกับตะวันออกก็เกลียดยิวกันเกือบหมด ข้อสังเกตคือพวกนี้นับถือคริสต์แบบเก่า

 

 



 

แผนที่จักรวรรดิเยอรมัน
สังเกตบริเวณสีเหลืองคือพื้นที่ของ ราชอาณาจักรปรัสเซีย มีเมืองหลวงคือ เบอร์ลิน
พื้นที่สีเขียวอ่อนทางใต้คือ ราชอาณาจักรบาวาเรีย เมืองหลวงคือ มิวนิค
พื้นที่สีฟ้าคือ ราชอาณาจักรแซกโซนี
สีเลือดหมูทางใต้คือ ราชอาณาจักรเวิร์ตเทมเบิร์ก

ทุกราชอาณาจักรรวมกันเป็น จักรวรรดิเยอรมัน โดยบิสมาร์กสถาปนาให้ กษัตริย์ของปรัสเซีย เป็นไกเซอร์หรือจักรพรรดิของเยอรมันทั้งจักรวรรดิเหนือกว่ากษัตริย์ราชอาณาจักรอื่นทั้งปวง


หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไกเซอร์วินแฮมกษัตริย์เยอรมันผู้พ่ายสงครามร่ำไห้กับความพ่ายแพ้
มีผู้คนที่ไม่แน่ใจในตัวพระองค์ พระองค์เป็นสมุติเทพแต่แพ้สงครามได้อย่างไร
ตอนนี้เริ่มมีข่าวการก่อกบฏตามเมืองต่างๆ ไกเซอร์ไม่รอช้าเรียกตัวลูกชายและนายทหารกลับมาจากแนวรบเพื่อรับมือในทันที


รูปองค์ไกเซอร์กับนายทหาร




คิงจอร์จที่ 5 กษัตริย์แห่งอังกฤษได้เขียนบันทึกที่วังบักกิ้งแฮมวันที่ 8 พฤษจิกายน ว่า


"เช้านี้คณะทูตเยอรมันถือธงขาวมาเข้าเฝ้า ฟ๊อกกับโรซี่ เวมิสส์รอต้อนรับอ่านเงื่อนไขอ่านสัญญาหยุดยิง
ให้คณะทูตได้ทราบ ได้รับคำขาด 72 ชั่วโมงที่จะปฎิเสธหรือยอมรับ เห็นได้ชัดว่าการปฏิวัติเกิดขึ้นแล้วในหลายเขตในเยอรมันนี"
(Rain in the morning RA GV/GVD/1918:November)ใครมีโอกาสไปที่วังบักกิ้งแฮมลองขออนุญาตอ่านดูนะครับ


ในสัปดาห์ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของปรัสเซีย วิเฮล์ม ดรูว์ส เดินทางไปยังเมืองสปา รับคำสังจากมักซ์
ฟอน บาเดน ให้อ้อนวอนไกเซอร์สละราชสมบัติ ไกเซอร์แจ้งแก่ดรูว่าไม่มีเจตนาคอมย้อมรับข้อเรียกร้องของพวกยิวและคนงานสังคมนิยม
(หมายถึงคอมมิวนิสต์) จากนั้นพระองค์เชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่ากองทัพของพระองค์กำลังเดินทางกลับเบอร์ลินต้องมาจัดการพวกยิวได้แน่ๆ

 
 
หลังจากนายทหาร 39 คนมาถึงฮินเดนบวร์กเรียกนายทหารทั้งหมดเข้าประชุมทันทีที่เมืองสปา
และสอบถามเรียงตัวว่าจะมั่นใจได้หรือไม่ที่จะทำสงครามกลางเมืองกับพวกยิวและคอมมิวนิสต์ คำตอบเป็เอกฉันท์คือไม่
องค์ไกเซอร์ได้รับผลประชุมในเช้าวันนั้น และเวลาต่อมาการปฏิวัติเต็มรูปแบบเกิดขึ้นในเมืองเบอร์ลินสายข่าวแจ้งว่าเลืดท่วมเมือง
กบฏเรียกร้องให้สละบัลลังค์ในทันที



ความวุ่นวายจากพวกคอมมิวนิสต์ ในเยอรมัน

ฝ่ายซ้ายนำโดยยิวสองคนชายหญิง..ชายคือ Karl Liebknecht หญิงคือ Rosa Luxemberg หรือสมญาว่า แม่กุหลาบแดงเดือด (Red Rose หรือ Bloody Rose) สองคนนี่ซ่องสุมผู้คนนับแสนคนที่จะล้มล้างรัฐบาล

เพื่อเปลี่ยนให้เป็นคอมมิวนิสต์ให้ได้ โดยมีการจลาจลชนิดถึงขั้นนองเลือด..และจวนเจียนที่จะสำเร็จผลเสียด้วย...

หากแต่พวกคณะที่รักชาติ อดีตทหารหาญที่เพิ่งกลับกันมาจากแนวหน้า ได้รวมตัวกันสำเร็จเป็นกองทัพย่อย ๆ เรียกว่า Free Corps เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียเลือดเนื้อล้มตายไปกันมากมาย..ในเดือนมกราคม 1919 การสู้รบได้ผลัดกันแพ้ชนะ ไปจนถึงวันที่ 13 มกรา..
Karl และ Rosa ถูกจับตัวได้..

ถูกซ้อมซะอ่วมไปสองวัน ก่อนที่จะถูกยิงกบาลแบบเผาขนไปทั้งสองคน..ศพแม่แดงเดือดถูกโยนทิ้งในลำคู.. ส่วน Karl นั้น..ทิ้งเป็นที่เป็นทาง คือ ในป่าช้า...

เป็นอันว่า..พวกสปาตาลิสต์ ได้จบบทบาทลงในเบอร์ลิน..แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า..
พวกที่ฝักใฝ่ในลัทธินี้จะหายไปจากแผ่นดินเสียเมื่อไหร่..รัฐบาลไม่สามารถใช้ กำลังตำรวจเข้าควบคุมทั้งหมดได้ จึงต้องออกประกาศเรียกร้องผู้คนเข้าร่วมขบวนการอาสาช่วยเป็นหูเป็นตา ในการกวาดล้างให้สิ้นซาก เชิญไปสมัครได้ ที่ Buaer Cafe กับ..Potsdam Beer Garden

กองทัพ Free Corps ได้จากเบอร์ลินหลังจากที่ทำการกู้เมืองสำเร็จ..เพียงสองอาทิตย์เอง..เอาอีก แล้ว ก่อการปฏิวัติอีกแล้ว คราวนี้คือ..พวกยิวแดงโดยการหนับหนุนของรัสเซีย {Lenin และ Trotsky}.. จัดการก่อการจราจลชิงเมืองอีกครั้ง.. เพราะคิดเอาเองว่า เคยทำสำเร็จที่ Petrograd กับ Moscow มาแล้ว..ที่เบอร์ลินจะง่ายดังปอกกล้วยเข้าปากเช่น กัน ทั้ง ๆ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยแค่ 5% งานนี้ทำให้รากหญ้าของฝ่ายนิยมซ้ายในเมืองต่าง ๆ เกิดลุกฮือขึ้นมาอีก Saxony ถูกยึดครอง..ต่อมาก็ Dresden ตามด้วยเมืองต่าง ๆ

กองทัพ Free Corps สามหมื่นคน ถูกเรียกกลับมาใช้งานโดยด่วน..คราวนี้..มีการประกาศกฎอัยการศึกใครขัดขืน ยิงทันที การนองเลือดครั้งนี้ ฝ่ายก่อการตายเป็นเบือ บาดเจ็บนับพัน
เบอร์ลินถูกกู้กลับคืนขึ้นมาได้ หากแต่อีกหลายเมืองยังอยู่ในความควบคุมของพวกคอมมิวนิสต์

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รัสเซียเองก็เพิ่งเปลี่ยนการปกครองไปหมาด ๆ จากกษัตริย์มาเป็นกรรมกร ทำให้พวกชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่ ฮึกเหิมถึงกับคิดจะเข้ายึดครองในประเทศอื่น ๆ ในยุโรปด้วยลัทธิ (อย่างที่เล่ามาในฮังการี) ยังไม่ได้มีกองทหารเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่กลุ่มแทรกแซงที่ เข้าไปสร้างความเดือดร้อนที่นั่นที่นี่ อย่าง Bela Kun

พวกนักรบ Free Corps คือพวกทหารผ่านศึกที่รัฐบาลเรียกกลับมาจากแนวหน้า ที่เข้ามารวมตัวกันไม่ยอมให้ บ้านเมืองตกในมือของคอมมิวนิสต์ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและรัฐบาลฝ่ายขวา {right wing} ดังเหตุการณ์ครั้งที่ยิ่งใหญ่ในมิวนิค..คอมมิวนิสต์ในการนำของ Levine เข้ายึดครองอย่างเด็ดขาด..

นักรบ FC เก้าพันคน นัดรวมตัวกันที่ Nuremberg เพื่อเคลื่อนทัพเข้าสู่มิวนิค และ เพียงสิบไมล์ก่อนถึง..คือเมือง Dachau (อ่านว่า ดักเฮา) เกิดการปะทะกันขึ้น..
กองทัพคอมภายใต้การนำของ Ernst Tollerชนะ..
นักรบ Free Corps ตายเรียบ..ไม่เหลือ

นี่ คือเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ..ซึ่งฮิตเล่อร์จำไว้อย่างละเอียดละออ..เขาจึงเลือก Nuremberg เป็นศูนย์กลางการประชุมต่างๆ..และ..เลือก..Dachau เป็น..สถานีนรกแก่ศัตรู (หมายถึง Concentration camp แบบจงใจ)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

และขอให้คิดดูว่า ฮิตเลอร์ต้องมาพบกับความล่มสลายของอาณาจักรบาวาเรียที่เขารัก ด้วยฝีมือของของยิวเพียงไม่กี่คน

ตามข่าวเล่าว่า..พระเจ้าลุดวิคที่สาม ถูกสั่งให้ขนข้าวของออกจากวัง..ขึ้นรถภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง..และ..ขณะที่ รถแล่นออกจากวังไปอย่างช้าๆ พวกคณะยิวปฏิวัติยิงปืนไล่จนรถพระที่นั่งต้องเร่งความเร็วขับหนี เป๋ปัดปุเลง ๆ ลง ไปในไร่มันฝรั่งแบบทุลักทุเล ฝุ่นตลบ..ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าทหารแดง

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เป็นเพราะเหตุเหล่านี้ ฮิตเลอร์ จึงจงเกลียดจงชัง ยิว กับ คอมมิวนิสต์ เป็นกรณีพิเศษ...


. ถูกแทงข้างหลัง

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1919 สมาชิกรัฐสภาไวมาร์ได้แต่งตั้งชุด Untersuchungsausschuß für Schuldfragen ขึ้นเพื่อสืบหาสาเหตุของสงครามโลกและปัจจัยที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเยอรมนี ในวันที่ 18 พฤศจิกายน จอมพลฮินเดนเบิร์กได้ให้การยืนยันต่อหน้าคณะกรรมการของรัฐสภา และได้มีการกล่าวอ้างถึงบทความ Neue Zürcher Zeitung ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งเป็นการสรุปบทความสองบทความก่อนหน้านั้นในเดย์ลี่ เมล์ ที่เขียนโดยนายพลชาวอังกฤษ เฟรเดอริก บาร์ตัน เมาไรซ์ ด้วยประโยคที่ว่า กองทัพเยอรมันถูก "แทงข้างหลังโดยพลเมืองชาวเยอรมันเอง" (เมาไรซ์ปฏิเสธในภายหลังว่าเขาไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้แต่อย่างใด) การให้ปากคำของฮินเดนเบิร์กนี้เองที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวแพร่กระจายไปกว้างขวางในเยอรมนีภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง


แน่นอนว่ามีการสืบหามูลเหตุที่แพ้สงครามเยอรมันชาติแห่งนักรบแพ้สงครามได้อย่างไร หวยตกไปที่ยิวครับเพราะมีการสืบสาวรามเรื่องแล้วพบว่าไม่ใช่แค่เยอรมันหรอกที่เกลียดยิว อังกฤษก็เกลียด เพราะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวเยอรมันเอาอาวุธมาขายให้ยิวอังกฤษ และยิวอังกฤษก็เอาอาหารและสินค้าควบคุมขายให้ยิวเยอรมัน(เช่นสารตั้งต้นวัตถุระเบิด) พอมีคนท้วงพวกยิวก็บอกว่ายิวไม่เกี่ยวจะรบก็รบกันไปยิวจะค้าขายกัน ทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุกฝ่ายล่มจมหมดเงินไปกับสงครามเป็นจำนวนมากแต่ว่ายิวกลับร่ำรวยเพราะสงคราม!!!


ภาพประกอบจากไปรษณียบัตรออสเตรีย ค.ศ. 1919 เป็นภาพล้อยิวกำลังแทงทหารเยอรมันทางด้านหลังด้วยมีด การยอมจำนนถูกกล่าวโทษแก่ประชาชนที่ไม่รักชาติ พวกสังคมนิยม พวกบอลเชวิค สาธารณรัฐไวมาร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิว ยิวถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติรักแผ่นดิน
ประมาณว่าเปิดประตูให้ข้าศึกประมาณนั้นแหละครับ






ชาวยิวถึงกะร้องเหยดดดดดดด งานงอกละตูทำไมหวยถึงออกมาในรูปแบบนี้ได้ละ ยิวเลยออกใบปลิวขึ้นมาสู้ข้อกล่าวหาว่ามี"ทหารยิว 12,000 นายเสียชีวิตในสมรภูมิเกียรติยศเพื่อปิตุภูมิ" ใบปลิวซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1920 โดยทหารผ่านศึกยิวเยอรมัน ตอบโต้การกล่าวหาการขาดความรักชาติ






 

แต่ก็ไม่นำพาชาวเยอรมันแท้ซักเท่าใดรักเพราะเขาตายกันเป้นล้านแต่ยิวตายแต่ 1,2000 นาย มันน้อยไปไหม มีการกล่าวหาว่าชาวยิว
ใช้เงินยัดใต้โต๊ะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปรบในสงคราม ส่วนยิวที่ไปคือพวกยิวจนๆ


ความรู้สึกเกลียดชังยิวทวีความรุนแรงขึ้นโดย สาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรีย รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ปกครองนครมิวนิกนานสองสัปดาห์ก่อนจะถูกปราบโดย ทหารอาสาสมัครไฟรคอร์พส์ ผู้นำสาธารณรัฐโซเวียตบาวาเรียจำนวนมากเป็นยิว ทำให้นักโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านยิวเชื่อมโยงยิวเข้ากับคอมมิวนิสต์ (และดังนั้นจึงเป็นกบฏ)

มีเพื่อนสมาชิกถามผมว่าแล้วทำไมไม่ไปจัดการกับตัวการใหญ่ละ จัดการแน่นอนครับ ชาวยิวในประเด็นความพ่ายแพ้ของเยอรมนีนั้นส่วนใหญ่ตกอยู่กับบุคคลที่มีชื่อเสียง อย่าง คุร์ท ไอซเนอร์ ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้อาศัยอยู่ในนครมิวนิก เขาได้เกี่ยวกับสงครามซึ่งผิดกฎหมายนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1916 เป็นต้นมา นอกจากนี้เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการปฏิวัติ จนกระทั่เขาถูกลอบสังหารในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 สาธารณรัฐไวมาร์ภายใต้การนำของฟรีดริช อีเบิร์ต



เมื่อตัวการถูกสังการแล้วทำไมยังไม่จบ

 

 

 

 



 

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ: แต่จากใจคนยังไงก็ไม่จาง .... มติชนออนไลน์

ถกเถียงทักท้วงถอดถอน

ร้อนร้อนการเมืองล้วนล้วนไล่

จากตำแหน่งไม่ยากสักเท่าใด

แต่จากใจคนยังไงก็ไม่จาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

..........................................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีรูป
เป็นที่มายินดี
ยินดีแล้วในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อม
อยู่เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ก็ตรัส
อย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งรูป ตามเป็นจริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี
ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะ
ความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
(ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและ
ธรรมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน).

สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.
 

ทิ้งเสียนั่นแหละ กลับจะเป็นประโยชน์

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ, สิ่งนั้น จงละมันเสีย;
สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ
.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! จักษุ ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย;
จักษุนั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และ
ความสุขแก่เธอ
(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน ก็ได้
ตรัสต่อไปด้วยข้อความอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือน อะไร ๆ ในแคว้นนี้
ที่เป็นหญ้า เป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้ ที่คนเขา
ขนไปทิ้ง หรือ เผาเสีย หรือทำตามปัจจัย; พวกเธอรู้สึก
อย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป หรือเผาเรา หรือ
ทำแก่เราตามปัจจัยของเขา ?

“ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า !”
เพราะเหตุไรเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า
ตัวตน (อตฺตา) ของตน (อตฺตนิยา) ของข้าพระองค์ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
จักษุ...โสตะ...ฆานะ...ชิวหา...กายะ...มโน ไม่ใช่ของเธอ
เธอจงละมันเสีย
สิ่งเหล่านั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล
.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา


มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

“วรงค์” ฉะ ลิ่วล้อ “ปู” โกหกตามถนัด บิดเบือนคำถาม สนช.

 

 


 

 

 

 

(18 ม.ค.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อดีต รมต. พรรคเพื่อไทย จัดทำคลิปตอบ 35 คำถามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการซักถามคดีถอดถอนในสภา ว่า ตนเข้าใจว่าคงต้องการตอบคำถามแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งจากข้อมูลที่อ่านทั้งคำถามและคำตอบรู้สึกแปลกใจทั้งในคำถามและคำตอบ เพราะบางคำถามเป็นคำถามที่ สนช. ไม่น่าถาม และบางคำถามเหมือนกับ สนช. ชงให้แบบฮั้วกัน บางคำถามรู้สึกว่า สนช. ติดลบ แต่ก็ปรากฏเป็นคำถาม ซึ่งเท่าที่ดูจาก 35 คำถามมีข้อสังเกตุหลายประเด็น เช่น การตอบคำถามในคลิปมีเพียง 30 คำถาม ไม่ใช่ 35 คำถามที่จั่วหัวไว้ คำถามที่แหลมคมไม่ถูกนำมาตอบ เช่น คำถาม “กรณีคุณกิตติรัตน์เคยแถลงความเสียหายมากกว่า 60,000 ล้านบาท กรณีผู้มาซื้อข้าวคือ ผู้ช่วย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นภรรยาของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย และที่สำคัญคำถามเกี่ยวกับการทุจริตจำนวนหลายข้อ ไม่ถูกนำมาตอบ

นพ.วรงค์ กล่าวว่า การตั้งคำถามเป็นการตั้งชงขึ้นมาเอง ตามที่ตนเองต้องการตอบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุดที่นายนิวัฒน์ธำรง ตอบ เช่น ชื่อโครงการมีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือกโครงการรับจำนำ ข้าวมาหาเสียงและปฏิบัติ และอีกหลายๆ คำถาม จากการตรวจสอบ 35 คำถามที่ สนช. ถาม ไม่มีคำถามเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามบิดเบือน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อ สนช. ว่า ตั้งคำถามนี้มาได้อย่างไร เช่น โครงการรับจำนำข้าวแต่ละปีรัฐบาลต้องเอาข้าวไปทิ้งทะเลทราบถึงความสูญเปล่า และสูญเสียที่เกิดขึ้นข้างต้นหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงเราไม่เคยได้ยินเรื่องการนำข้าวไปทิ้งทะเล แต่มีการตั้งเป็นคำถาม และลักษณะการตอบเป็นการตอบไม่ตรงประเด็น ตอบแบบอยากจะตอบแต่ไม่สนใจคำถาม โดยเฉพาะการตอบของนา ยยรรยง พวงราช เป็นการถามช้างตอบม้า ไปไหนมาสามวาสองศอก ที่สำคัญการตอบคำถามเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เช่นกรณีการตอบว่า จีทูจีไม่พบการกระทำผิดทุจริตใดๆ หรือการกล่าวว่าการยกเลิกโครงการต้องไปขออนุมัติรัฐสภาในการยกเลิก รวมทั้งการรับจำนำไม่ได้ทำลายกลไกตลาด เหล่านี้ เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนแนวทางถนัดของคนจากพรรคเพื่อไทย ที่โกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงจนวาระสุดท้าย แม้จะมีตำแหน่งถึงอดีตรัฐมนตรี เอาจุดอ่อนของคนไทยที่อ่านไม่ละเอียดมาหาประโยชน์ และยิ่งเป็นการสะท้อนถึงการไม่สำนึกผิดของคนเหล่านี้ สิ่งที่สนช.ต้องทำคือการไปตรวจสอบคำถามและคำตอบที่ทางอดีตรัฐมนตรีเผยแพร่ ท่านจะได้รับรู้ด้วยตัวท่านเองถึงการบิดเบือนต่างๆ และบางคำถามถึงขนาดทำให้เสียเกียรติภูมิของท่าน สนช. ท่าน สนช. ยังคิดจะปรองดองกับคนที่บิดเบือนและไม่สำนึกอีกหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14214673141421467329l.jpg


เมืองบ้านวัดโรงเรียน

บ้างซ่อนแอบแนบเนียนมหาศาล

แหล่งคนดีมีบุญบริวาร

เบียดบังทรัพย์ชาวบ้านแล้วลอยนวล


สุจิตต์วงษ์เทศ
ศุกร์16มกราคม 2558

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 






 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากคุณ ไท ประชาทอลค์ 18/1/58

 

 

 

 

‘ บิ๊กข้าราชการ-นักการเมือง ’ ตัวการใหญ่..!! * แฉขบวนการค้าของเถื่อนนับวันยิ่งทรงอิทธิพลอย่างน่าสะพรึงกลัว * รัฐยิ่งปราบก็ยิ่งทำให้ขบวนการนี้โตแล้วแตก * เบื้องหลัง ‘มือปราบ’ เจอตอ ‘บิ๊กข้าราชการ-นักการเมืองระดับชาติ’ ตัวการใหญ่! * สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศนับแสนล้าน * เผย 10 เส้นทางลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีทั่วประเทศ และ 5 สินค้าเถื่อนยอดฮิตถูกใจขาโจ๋…

 

“ของเถื่อน สินค้าหนีภาษี” คืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดย รวมของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงที่ประเมินค่าความเสียหายไม่ได้แต่มีการ ประเมินกันคร่าวๆ ตัวเลขความเสียหายมากนับแสนล้านบาท และธุรกิจของเถื่อนหรือสินค้าหนีภาษีส่วนใหญ่จะระบาดหนักช่วงภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงเมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีอากรต่างๆ เพราะทำให้ราคาสินค้าต้องปรับสูงขึ้นจากภาษีอากรที่ปรับขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าติดอากรแสตมป์กับสินค้าหนีภาษีจะมีราคาต่างกันมาก หรือต่างกันเกือบ 50% เหล้าเถื่อน เบียร์เถื่อนและบุหรี่เถื่อน ดูเหมือนจะเป็นสินค้นยอดฮิตติดอันดับต้นๆ ที่นิยมลักลอบหนีภาษีกันมาก รองจากน้ำมันเถื่อนซึ่งได้ขยับขึ้นมาติดอันดับแรกในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เพราะราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 เท่า ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมีการปรับขึ้นภาษีสรรพาสามิตด้วย

 

แหล่งข่าวในวงการตลาดมืดบอกว่า ความนิยมเหล้าเถื่อน เบียร์เถื่อนและบุหรี่เถื่อน อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งสินค้าทั้ง 3 ประเภทได้รับความนิยมจากนักดื่มคอทองแดง และพวกสิงห์อมควันทั้งหลาย เห็นได้จากสถิติไทยติดอันดับ 5 ของนักดื่มโลก ซึ่งหากย้อนกลับไปดูจะพบว่ายอดขายเหล้า เบียร์ มีมูลค่าตลาดรวมปีละนับแสนล้านบาท ไม่รวมบุหรี่ที่มีมูลค่ามากถึง 70,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราขยายตัวทุกปีเฉลี่ยที่ปีละ 10-20% ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นใด ขณะเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นสินค้าที่มีขนาดเล็ก ง่ายต่อการขนส่งและเปลี่ยนมือได้ง่าย แต่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จากส่วนต่างมากถึงเกือบ 50% ของมูลค่าการลงทุนในแต่ละครั้ง โดยเหล้ายี่ห้อดังที่นักดื่มนิยมดื่ม หากซื้อในราคาบวกภาษีอากร ราคาขวดละเกือบ 1,000 บาท แต่หากซื้อในตลาดมืด หรือหนีภาษี จะซื้อขายในราคาแค่ 500-600 บาทเท่านั้นต่ำกว่าราคาที่เสียภาษีถึง 400-500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่มีกำไร เพราะต้นทุนเหล้าขวดละไม่เกิน 200 บาท “ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือบุหรี่ ยี่ห้อที่ถูกลักลอบหนีภาษีล้วนเป็นยี่ห้อดังที่เห็นขายในท้องตลาดทั้งของไทย และของนำเข้า” คาดเหล้า-เบียร์ ชายแดนเกลื่อน ขานรับรัฐ-ปรับขึ้นภาษี การปรับขึ้นภาษีสรรพามิตรเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ทั้งสุราแช่ ประเภทเบียร์ และสุรากลั่นชนิดสุราขาว สุราผสม และสุราพิเศษ (บรั่นดี) โดยมีผลทันทีในเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 นั้น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ราคาจำหน่ายสินค้าที่สูงขึ้นตามภาระต้นทุนด้านภาษี ทำให้แนวโน้มที่ประชาชนจะตัดสินใจชะลอหรือลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยลง ยังก่อให้เกิดปัญหาการผลิตและลักลอบนำเข้าสุราโดยไม่เสียภาษีมีแนว โน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดอาจทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับ เพิ่มขึ้นได้ไม่เท่ากับที่คาดหวังไว้ให้เกิดรายได้ประมาณ 6,300 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นปัญหานี้จำเป็นที่ภาครัฐต้องระวังป้องกันไว้ด้วย ประกอบกับการที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และร้านค้าต่างๆ มีการผลิตและสั่งซื้อสินค้าไว้ล่วงหน้าพอสมควร ภายหลังจากมีกระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีออกมาก่อนล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสามารถแบกรับภาระภาษีที่ปรับขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสต็อกที่เป็นต้นทุนเดิมหมดลงและจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามภาระ ภาษีใหม่ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ปริมาณจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คงจะต้องปรับลดลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ยิ่งปราบยิ่งโต หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีข่าวการจับกุมสินค้าหนีภาษีบ่อย ซึ่งการจับแต่ละครั้งจะได้สินค้าหลายประเภทจำนวนมากไม่ใช่แค่เหล้า เบียร์ บุหรี่เท่านั้น แต่ยังมีน้ำมัน เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ซีดี เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ผลไม้ แม้แต่กระเทียมก็ยังมีการลักลอบหนีภาษี รวมถึงรถยนต์ยี่ห้อหรูก็เคยมีการจับกุม แต่ทำไมจับเท่าไหร่ก็ไม่หมดและส่วนใหญ่ที่จับได้ก็เป็นพ่อค้ากลุ่มก๊วนเดิมๆ ที่มีเส้นสายใหญ่โตเป็นแบล็คหนุนหลัง ที่ส่งส่วยให้กันเป็นทอดๆ “เฉพาะเหล้าเถื่อนมีการประเมินกันว่าลักลอบขนกันวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ลัง ซึ่งจะมีการแบ่งผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ตามด่าน ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและของประเทศเพื่อนบ้านลังละ 100 บาท” นั่นเป็นเพราะพ่อค้ากลุ่มนี้มีคนหนุนหลังทำกันเป็นขบวนการแบ่งผล ประโยชน์กันอย่างลงตัว ตั้งแต่คนดูต้นทาง คนขนถ่ายสินค้า คนเคลียร์เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่และขบวนการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีนักการเมืองท้องถิ่นอยู่เบื้อง หลัง และหากมีปัญหาที่เคลียร์กันยาก เคลียร์ไม่จบ ก็จะมีการต่อสายตรงถึงนักการเมืองระดับชาติเพื่อเคลียร์ สุดท้ายเรื่องก็จบ และยังสามารถทำธุรกิจที่ท้าทายกฎหมายต่อไป “

 

นักการเมืองรุ่นเก่าหลายคนเคยเติบโตมาจากธุรกิจค้าของเถื่อนหรือหนี ภาษี พอร่ำรวยเงินทองก็นำเอามาเป็นทุนเข้าสู่ถนนการเมือง จากนั้นก็ฟอกตัวเอง โดยส่งต่อธุรกิจให้กับคนสนิทที่ไว้ใจ โดยตัวเองเปลี่ยนเป็นผู้สนับสนุน แต่ก็ยังรับส่วย ส่วนแบ่งผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น กฎหมายจึงเอาผิดสาวไม่ถึงตัวการใหญ่” แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า เรื่องของเถื่อนของหนีภาษีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลและทำให้รัฐบาลสูญ เสียรายได้มาก ซึ่งมีการประเมินจากตัวเลขการจับกุมได้ว่า หากสินค้าที่จับได้ผ่านการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐจะเก็บภาษีอากร ศุลกากร สรรพกร สรรพสามิตและภาษีอื่นๆได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของภาษีที่เก็บได้ในปัจจุบัน ดังนั้น ฟันธงได้เลยว่าขบวนการพวกนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง สิ้น ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ “เห็นขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีแล้ว ยังฉายภาพให้เห็นว่าทำไมทุกวันนี้จึงปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ขณะเดียวกันยิ่งขยายใหญ่โตขึ้น เพราะพ่อค้าผู้ลักลอบจะยิ่งมั่นใจว่าทางสะดวกมีคนคุ้มครองดูแล”

 

จากการแถลงผลการจับกุมสินค้าหนีภาษีของสำนักงานสรรพสามิตภาค 9 ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ โดยณารินี ตะล่อมสิน ที่ปรึกษา พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.กระทรวงการคลัง และสิรินุช พิศลยบุตร อธิบดีกรมสรรพาสามิต ระบุว่า สามารถดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดได้ 623 คดี เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 13 ล้านบาท ประกอบด้วย บุหรี่ 30,369 ซอง สุราต่างประเทศ 3,179 ขวด น้ำมันเถื่อน 39,640 ลิตร และ เครื่องปรับอากาศ 20 ชุด และแบตเตอรี่ อีก 194 ชุด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้มงวดเรื่องการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนมาก ขึ้น เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันของไทยที่มีส่วนต่าง แพงกว่าน้ำมันในมาเลเซีย ส่งผลให้มีการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซียมาก จังหวัดชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน แหล่งลักลอบของหนีภาษี สำหรับเส้นทางลักลอบส่วนใหญ่มาจากด้านชายแดนมากกว่า 10 แห่งรอบประเทศ ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือไล่มาตั้งแต่ ภาคเหนือพื้นที่มีการลักลอบสินค้ามากที่สุด ได้แก่ ด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก เพราะมีพรมแดนติดกับประเทศจีน จึงทำให้การลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีทำได้ง่าย

 

เนื่องจากความต้องการสินค้าราคาถูกของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะสินค้าราคาถูก ทั้งประเภทการเกษตร, อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมคบเคี้ยวและสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ภาคอีสาน พบมากในจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศ จีน เวียดนาม ลาว (ร้านค้าปลอดภาษี) ได้แก่ หนองคาย มุกดาหาร นครพนม สุรินทร์ ผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีทั้งสินค้าลักลอบหนีภาษี ของปลอม และละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนใหญ่ มีตั้งแต่ สุรา เบียร์ บุหรี่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป บุหรี่ โทรศัพท์มือถือ ในรูปแบบกองทัพมด และซุกซ่อนไว้ที่บริเวณที่นั่งของผู้โดยสารที่ไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ หรือบรรจุในถุงพลาสติกแล้ววางปะปนมากับสัมภาระผู้โดยสารใต้ท้องรถ ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัด จันทบุรี ตราด ชลบุรี เป็นแหล่งลักลอบสินค้าทางเรือจากประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ รวมทั้งปราจีนบุรี สระแก้ว อรัญประเทศ โดยเฉพาะตลาดโรงเกลือ ซึ่งมีชายแดนติดกัมพูชา สินค้าส่วนใหญ่มีทั้งของปลอมและของลักลอบจำพวก เหล้า บุหรี่ ผ่านร้านค้าปลอดภาษี โดยมักซ่อนสินค้าลักลอบมาในรถเข็น หรือ จ้างนักท่องเที่ยวเป็นผู้ขนสินค้า ภาคใต้ จังหวัดที่มีการลักลอบสินค้าหนีภาษีเป็นจำนวนมาก ต้องยกให้ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัด สตูล โดยสินค้าส่วนใหญ่มาจากเกาะลังกาวี ผ่านเส้นทางด่านปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ โดยใช้รถบรรทุกหกล้อหรือรถบรรทุกสิบล้อขนส่ง สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง รถยนต์ที่ถูกโจรกรรมมาจากมาเลเซียโดยเฉพาะรถเบนซ์ซึ่งพบเห็นทั่วไปในสวนยาง ค่ายทหาร รถจักรยานยนต์ สินค้าประเภทผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล

 

เผยวิธีลักลอบหนีภาษี กองทัพมดยันระดับชาติ ตามด่านชายแดนและท่าเรือที่เป็นแหล่งลักลอบนำเข้าเหล้าเถื่อนที่ สำคัญ มีวิธีการลักลอบนำเข้าประเทศ 3 วิธีหลัก ประกอบด้วย 1. การลักลอบโดยรายใหญ่ลักษณะนี้ต้องมีเส้นสายหรือทำกันเป็นขบวนการระดับชาติ เพราะต้องขนกันทีเป็นร้อยๆ ลัง แต่วิธีการนี้นานๆ จะมีสักครั้ง แต่ครั้งหนึ่งก็คุ้มทุน ด่านชายแดนที่ขบวนการประเภทนี้นิยมใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้าสุรา คือด่านที่ติดทะเล เช่น จ.ตราด จ.สตูล และจ.ชลบุรี ขบวนการนี้จะขนส่งเหล้า เบียร์กันด้วยเรือเร็ว และส่วนใหญ่จะทำกันในเวลากลางคืน เมื่อเข้าถึงฝั่งแล้วจะมีรถกระบะมารับอีกทอดหนึ่ง ก่อนส่งสินค้าไปยังร้านค้าส่งต่างๆ หรือ “ซัปพลายเออร์” เพื่อนำไปกระจายต่อ ส่วนเหล้าเถื่อนที่เหลือจะถูกส่งตรงไปยังสถานบันเทิงขนาดใหญ่ที่ต้องการ เหล้านอกราคาแพงแต่ต้นทุนต่ำ 2.ขบวนการประเภทนี้ไม่ต้องใช้เส้นสายมากนักเป็นของรายย่อย เนื่องจากจำนวนเหล้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามีไม่มาก แต่จะใช้การขนส่งแบบ “กองทัพมด” ลำเลียงกันเข้ามา โดยด่านชายแดนที่นิยมมากเป็นอันดับต้นๆ อยู่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะเขตพื้นที่ที่ติดต่อกับ 'โนแมนส์แลนด์' วิธีการของกองทัพมดจะใช้วิธีแบกเหล้าเถื่อนข้ามกำแพง หรือข้ามแม่น้ำที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนเท่านั้น ส่วนอีกวิธีคือฝากขึ้นรถทัวร์หรือรถนำเที่ยวที่เข้ามา ข้อเสียและข้อจำกัดของขบวนการขนแบบนี้คือต้องเสี่ยงดวง เพราะหลายด่านจะมีสายสืบนั่งดักอยู่หน้าร้านค้าปลอดภาษี หรือ 'ดิวตี้ฟรี' ในประเทศเพื่อนบ้าน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดสังเกต ก็จะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านชายแดนฝั่งไทยจับกุมทันที

 

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ยังมีหลุดรอดเข้ามาได้ด้วยวิธีพิเศษต่างๆ 3.ลักลอบเป็นรายบุคคล การขนลักษณะนี้เป็นการ “ลอดช่องกฎหมาย” เพราะกฎหมายอนุญาตให้ทุกคนก็มีสิทธิถือสุราเข้าประเทศได้คนละขวด แต่ถ้าเป็นด่านตามแนวชายแดนจะมีรายการ 'ขอ' จาก 1 ขวดเป็น 2 ขวดบ้าง ซึ่งวิธีการนี้ไม่ถือว่าเป็นพวกขนมาเพื่อการค้า ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดมากนัก แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะเข้มงวดเป็นรายยี่ห้อ หากบริษัทเหล้ายี่ห้อใดไม่ให้เงินพิเศษ ก็มักไม่ค่อยกวดขัน แต่เหล้ายี่ห้อดังที่ขายดีและมีเงินพิเศษหว่านให้เจ้าหน้าที่ ก็จะเข้มงวดมากกว่าปกติ มักไม่ยอมให้ผ่านง่ายๆ หรืออย่างน้อยต้องเปิดฝากันต่อหน้าถึงจะผ่านได้ “เมื่อก่อนบริษัทเหล้านอกยี่ห้อดังพยายามสกัดไม่ให้เหล้าเถื่อน ยี่ห้อเดียวกันทะลักเข้ามา เพราะกลัวจะแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ จึงใช้วิธีตั้งสินบนนำจับให้กับเจ้าหน้าที่ แต่หลังจากรัฐบาลปรับภาษีเหล้าจนชนเพดาน ทำให้เหล้ายี่ห้อแพงยอดขายตก จึงปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ คือปล่อยให้เหล้าเถื่อนเข้าประเทศ เพราะอย่างไรเสียรายได้ก็ตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิตรายเดียวกันอยู่ดี และยังเป็นการรักษาความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า ดีกว่าปล่อยให้เจ้าอื่นมาแย่งลูกค้าไป” **********

 

รัฐรีดภาษีบาป ดันสินค้าเถื่อนทะลักแถบใต้ เกาะติดชะตากรรรมสินค้าหนีภาษีชายแดนใต้ หลังรัฐรีดภาษีบาปเพิ่ม ระลอกแรก ดันบุหรี่นอก 1 ใน 5 สินค้าฮิต ฉวยโอกาสจากช่องว่างทางด้านราคาปรับราคาตาม ดันสินค้าหนีภาษีทะลักเข้าประเทศครั้งใหญ่ หลังจากภาครัฐเก็บภาษี บุหรี่ สุรา และน้ำมัน เพิ่มขึ้นนั้น ได้ส่งผลต่อภาพรวมสินค้าหนีภาษีในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ว่า ร้านขายสินค้าหนีภาษีในอำเภอหาดใหญ่จะกลับมาคึกคักอีก เพราะเมื่อรัฐขึ้นภาษีจะทำให้สินค้าหนีภาษีกลับมาได้รับความนิยมทุกครั้ง รวมถึงจะมีการกักตุนสินค้าหนีภาษีที่ลักลอบเข้ามาทางด้านชายแดน ด่านปาดังเบซาร์ ด่านสะเดา ด่านคลองแงะมาฝั่งไทย โดยการลำเลียงสินค้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนรูปแบบจากกองทัพมดรถกระบะ 7-8 คันมาเป็น ขนส่งด้วยรถห้องเย็น 10 ล้อ ที่สามารถขนสินค้าได้จำนวนมากกว่าเดิม รวมทั้งพ่อค้าฝั่งมาเลย์ เปลี่ยนระบบการขาย โดยอำนวยความสะดวกให้ร้านค้าหนีภาษีฝั่งไทย โทรสั่งออเดอร์สินค้าได้ พร้อมเสียค่ารายการผ่านด่านให้เสร็จสรรพ

 

หลังจากนั้นจะมีพ่อค้าฝั่งไทยที่เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้เก็บเงินที่ปลายทาง ฉวยจังหวะภาษีพุ่ง ขึ้นราคาบุหรี่เถื่อน ทันทีที่มีข่าวคราวรัฐจะขอเก็บภาษีเพิ่มขึ้นของ สินค้าประเภท บุหรี่ เหล้า เบียร์นั้น ไม่เพียงสร้างปัญหาให้มีการกักตุนสินค้าจากร้านค้าที่ขายสินค้าตามรายการที่ จะมีการขึ้นภาษี ทว่าการขึ้นภาษี ก็ส่งผลกระทบต่อราคาขายบุหรี่หนีภาษีราคาถูกที่วางขายอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ เช่นกัน ว่ากันว่า พ่อค้าแม่ค้าบุหรี่ต่างประเทศปลอดภาษีก็ใช้โอกาสนี้ บวกราคาขึ้นไปอีก โดยบุหรี่ยี่ห้อ RAVE ของมาเลเซีย จากราคาเดิมขาย 150 ต่อแถว ขึ้นราคาเป็นแถวละ 190 ทันที ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ได้ตรวจสอบถึงผลกระทบและแนวโน้มที่ของการขึ้นภาษีครั้งนี้ รวมทั้งการฉวยโอกาสบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก พบว่า ภาษีบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นทำให้บุหรี่ต่างประเทศที่นำเข้าจากมาเลเซียได้ยิ่ง รับความนิยมมากขึ้น ความเห็นของแหล่งข่าวผู้ที่ซื้อสินค้าประจำจากในอำเภอหาดใหญ่ กล่าวว่า แม้จะมีการฉวยโอกาสบวกกำไรเพิ่มขึ้นไปอีก แต่การสินค้าปลอดภาษีนี้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดียิ่ง สำหรับเศรษฐกิจในยุคนี้ หากเปรียบเทียบราคากันแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อบุหรี่ไทยขึ้นราคาก็ทำให้สิงห์อมควันที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของบุหรี่ ไทยอย่าง กรองทิพย์ และสายฝน เปลี่ยนพฤติกรรมหันไปซื้อบุหรี่นำเข้าจากประเทศมาเลเซียแทนยี่ห้อโปรดที่เคย ซื้อประจำ เนื่องจากสู้ราคาไม่ไหว อีกทั้งยังมีความสะดวกในการซื้อโดยสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าปลอดภาษีทั่วไป ในหาดใหญ่ ช่องว่างด้านราคา โอกาสหนีภาษีทะลัก เหตุผลหลักๆที่ทำให้สินค้าที่ลักลอบนำเข้ามาแบบปลอดภาษีทะลักเข้ามา เพราะได้รับความนิยม นั่นเห็นจะเป็นเพราะจุดเด่นทางด้าน 'ราคา' ที่มาจากช่องว่างราคาระหว่างสินค้านำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย กับสินค้าที่ลักลอบห่างกัน ตัวอย่างกรณี สุรายี่ห้อจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล นับว่าเป็นยี่ห้อที่นิยมกันมากที่สุด เพราะมีราคาถูกกว่ากันมาก โดยเฉพาะราคาขายของขนาด 1 ลิตร ราคาขายติดอากรจำหน่ายขวดละ 1,220 บาท ขณะที่ราคาปลอดภาษีที่ขายกันอยู่ที่ประมาณ 650 บาท ส่วนน้ำมันพืชที่มีการลักลอบน้ำมันปาล์มเถื่อน ในบรรจุภัณฑ์แบบถุง นำเข้าจากประเทศมาเลเซียนั้น มีราคาถูกกว่าน้ำมัน ปาล์มที่ผลิตในประเทศมาก

 

แหล่งข่าวในอำเภอหาดใหญ่กล่าวว่า เแทบจะทุกๆ ครัวเรือนและธุรกิจอาหาร ส่วนใหญ่จะซื้อมาใช้เพราะราคาต่างกันโดยเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันปาล์มใน ประเทศขายในราคา 38 บาทต่อขวดขนาด 1 ลิตร ขณะที่น้ำมันพืชจากมาเลเซียมีราคาลิตรละประมาณเกือบ 18-20 บาทเท่านั้น ทางด้านเบียร์แบรนด์ดังที่มีขายในชายแดนภาคใต้ แม้จะมีจุดเด่นทางด้านราคาเช่นเดียวกับ เหล้า และบุหรี่ก็ตาม ทว่า เบียร์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียนั้น ไม่สามารถเอาชนะเบียร์ที่ผลิตในประเทศ นั่นเพราะจุดขายเบียร์ไทย มีรสชาติถูกคอคนไทยมากกว่า ประกอบกับมีช่องว่างทางด้านราคาที่ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าเบียร์ โดยตลาดเบียร์ไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจากตัวเลขปี 2548 มูลค่าตลาดเบียร์ 8.2 พันล้าน เติบโตขึ้นไปโดยในปี 2551 มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.2 แสนล้านบาทแบ่งเป็นเบียร์ระดับพรีเมียม 7% สแตนดาร์ด 10% และอีโคโนมี 83% ขณะเดียวกัน ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ได้ตรวจสอบถึงแนวโน้ม การลักลอบเติมน้ำมันรถจากประเทศมาเลเซีย ที่เคยได้รับความนิยมกันมากในชายแดนทางภาคใต้เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่มีการนำแกลลอนไปเติมน้ำมันจากประเทศมาเลย์เข้ามาในประเทศไทยนั้น พบว่าจากการบอกต่อกันปากต่อปากถึงปัญหาของเครื่องยนต์ของผู้ที่เคยนำรถเข้า ไปเติมน้ำมันดังกล่าว ทำให้การเข้าไปเติมน้ำมันรถโซลาร์ ลดลง รวมทั้งมาตราการคุมเข้มและอนุญาตให้นำรถเข้าไปเติมน้ำมันเท่านั้น โดยเติมน้ำมันดีเซลได้ไม่เกิน 300 บาทส่วนน้ำมันเบนซินยังคงให้เติมได้เต็มที่วันละนั้น แต่ยังคงมีผู้ค้าน้ำมันรายย่อยที่ทำธุรกิจในลักษณะปั๊มหลอดลักลอบนำเข้า น้ำมันจากประเทศมาเลเซียมาจำหน่ายบ้าง

 

5 อันดับสินค้ายอดนิยม ของด่านชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้าจะมีการขึ้นภาษี นับว่าบุหรี่ต่างประเทศที่ปลอดภาษีนำเข้ามาจากชายแดนทางภาคใต้เป็นสินค้ายอด นิยมสำหรับซื้อหามาใช้กันในพื้นที่ภาคใต้ ติดอันดับ 1 ใน 5 ก็ว่าได้ โดยสินค้าปลอดภาษีที่มีราคาถูกว่าสินค้าไทยและเป็นที่นิยมกันมากตามลำดับ คือ สุรา, บุหรี่, น้ำมันพืช, ขนมขบเคี้ยวและผลไม้ เช่น แอปเปิล ลูกแพร์ องุ่น ส้ม และสินค้าประเภทกระเทียม และหอมหัวใหญ่ ปัญหาภาคใต้ เศรษฐกิจ ทำหนีภาษีฟุ่มเฟือยยอดหด เห็นได้ว่าสินค้ายอดนิยมที่ลักลอบนำเข้ามาจากชายแดนทางภาคใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าบริโภคที่ใช้ประจำวัน และแม้ว่าที่ผ่านมา สินค้าปลอดภาษีในอำเภอหาดใหญ่ ที่ขายอยู่ในตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข จะมีสินค้าครบทุกประเภท ไมว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป เครื่องเสียงรถยนต์ และสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง นาฬิกา เครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าแบรนด์เนม ที่ผ่านมานั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าวว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ สินค้าประเภทที่กล่าวมานั้น เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็นในการบริโภคหรือใช้งานประจำวัน มีอัตราการจำหน่ายสินค้าออกจากร้านต่ำและไม่สม่ำเสมอ ผู้ค้าจึงไม่นิยมสต๊อกสินค้า เนื่องจากต้องใช้เงินทุนเพื่อหมุนเวียน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาและปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดทางภาคใต้เอง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การค้าขายในหาดใหญ่เป็นไปอย่างเงียบเหงา

 

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้นักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่นไม่ค่อยมาเที่ยวตั้งแต่เกิด เหตุการณ์ไม่สงบทางภาคใต้ ทำให้ร้านค้าปิดเร็ว บนถนน 2 ทุ่มคนก็เริ่มเข้าบ้านแล้ว” ค่ายเหล้านอก หนักใจ เจาะตลาดภาคใต้ การขึ้นภาษีสุรารอบใหม่นี้ไม่ส่งผลที่ดีกับ สุรานำเข้าที่ลักลอบเข้ามาทางชายแดนภาคใต้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ 1 ปีมีการปรับภาษีสรรพสามิตเต็มเพดานแล้ว ทว่าปัญหาการลักลอบสุรานำเข้ามาขายหรือบริโภคทางภาคใต้เป็นเรื่องที่มีมานาน แล้ว สถานการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุผลที่ทำให้ที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมทางการตลาดของหล้านอก 2 ค่ายหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นสัดส่วนใหญ่ คือ ดิอาจิโอ ที่มีจอห์นี่ วอลค์เกอร์ และเพอร์นอร์ต มี ชีวาส รีกัล และฮันเดรด ไพเพอร์ส เป็นยี่ห้อหลักในการทำตลาดนั้น จึงไม่ให้ความสำคัญกับการทำตลาดทางภาคใต้นัก สอดคล้องกับความเห็นของ ศนิตา คาจิจิ รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวิสกี้ตระกูลจอห์นนี่ ที่เคยกล่าวกับผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์ว่า ตลาดภาคใต้ที่มีการลักลอบนำเข้าสุรามาก ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคในการทำตลาดที่บริษัทไม่สามารถเข้าไปเจาะตลาดได้อย่าง เต็มที่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าการแข่งขันเพื่อช่วงชิงตลาดในพื้นที่ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ พัทยา นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง และมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ รองจากยอดขายจากพื้นที่สำคัญคือกรุงเทพฯก็ว่าได้ ขณะเดียวกัน การขึ้นภาษีเหล้าในช่วงปี 2551 วิมลวรรณ อุดมพร รองประธานกรรมการบริหาร ด้านรัฐกิจ กฎหมาย และนิเทศสัมพันธ์ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า ตั้งแต่มีการปรับราคาเหล้าราคาแพง อย่าง แบล็ก เลเบิล จนเต็มเพดานที่อัตราภาษีตามปริมาณ 400 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ กลุ่มผู้บริโภคจะหันไป เหล้าราคาถูกกว่า โดยจะทำให้เกิดช่องว่างเรื่องของราคา ระหว่างสุราที่เสียภาษีและสุราที่ไม่เสียภาษี เป็นทางเลือก โดยจะมีทั้งที่ลักลอบหนีภาษีเข้ามาตามชายแดนและนำมาวางจำหน่ายในร้านค้า และที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามาเองนับว่ากลุ่มนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 40% อย่างไรก็ตามการเติบโตของเหล้าที่มาจากช่องทางนี้มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายเหล้านอก ที่ติดอากรสแตมป์ถูกกฎหมาย อาทิ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล หรือเรด เลเบิล ซึ่งเป็นสัดส่วนตลาดประมาณ 10% ของตลาดสุรานำเข้ามูลค่า 1.6 พันล้านบาท ลดลงเกือบ 50%

 

*********** สินค้าเถื่อนทะลักตลาด กฎหมายอ่อนเปิดช่องทุจริต ช่องโหว่กฎหมาย บทลงโทษอ่อน เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่นยันระดับชาติ ฮั้วรับผลประโยชน์มหาศาล ทำสินค้าเถื่อนเกลื่อนเมือง หากจะสาวถึงต้นตอที่ทำให้ 'สินค้าเถื่อน' ทั้งของหนีภาษี รวมไปถึงของเลียนแบบ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติของเมืองไทยที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยก็ตาม คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพาดพิงไปถึงเรื่องตัวบทกฎหมายที่ยังมีปัญหาในการใช้งาน ทั้งความล้าสมัยของกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ใช้มานานกว่า 83 ปี กระบวนการใช้กฎหมายที่ไร้การถ่วงดุล รวมถึงเจ้าพนักงานผู้ใช้กฎหมายรู้เห็นเป็นใจ หรือมีการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นมาตรฐาน จึงยังมี 'ช่องว่าง' ที่ทำให้สินค้าเถื่อนเหล่านี้ยังคงทะลักตลาด แม้จะปราบปรามเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ในการนำเข้าสินค้าต่างๆ เข้ามาในราชอาณาจักรไทย จะมีกฎหมายควบคุมอยู่ คือ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดไว้ว่า ผู้ใดที่มีการนำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อนำไปทำการค้า จะต้องผ่านพิธีทางศุลกากร เพื่อเสียภาษีนำเข้าตามอัตราพิกัดที่กำหนดไว้ ซึ่งหากเป็นการนำเข้ามาในลักษณะที่เป็นทางการ และเปิดเผยชัดเจนว่าเป็นการนำเข้ามาเพื่อทำการค้า เช่น เป็นตู้คอนเทนเนอร์ ก็จะต้องผ่านพิธีทางศุลกากรตามปกติ ส่วนการนำเข้ามาด้วยวิธีบรรจุลงกระเป๋า ลัง ในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นสัมภาระทั่วไปในการเดินทาง หรือเป็นของฝาก ถ้าเจ้าหน้าที่ศุลกากรพิจารณาแล้วว่า มีปริมาณมากพอที่จะขายต่อได้ ก็จะต้องเสียภาษี ซึ่งถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ สุรา ก็จะต้องเสียภาษีมากเป็นพิเศษ เพราะสินค้าประเภทดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีก

 

ในขณะที่ยาเสพติด อาวุธ สินค้าปลอมแปลงเลียนแบบเครื่องหมายการค้า หรือสินค้าก็อปปี้ จะเป็นสินค้าต้องห้ามที่ห้ามนำเข้ามาในประเทศไทย หากพิจารณาโทษของ พ.ร.บ.ดังกล่าว หากมีการหลบเลี่ยงภาษี กฎหมายกำหนดไว้ว่า ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาประเมินสินค้า ซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ แม้มองเผินๆ จะยังตัดสินได้ยากว่าเป็นบทลงโทษที่น้อยเกินไปหรือไม่ จึงยังทำให้สินค้าเถื่อนยังมีเล็ดลอดให้เห็นอยู่ทั่วเมือง แต่จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการนำเข้าสินค้า เถื่อนชี้ว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงกระบวนการทำงานตามกฎหมายฉบับนี้เป็นไปแบบไร้การถ่วงดุล ทำให้เกิดช่องว่างของการทุจริต รู้เห็นเป็นใจระหว่างเจ้าพนักงานศุลกากรและผู้นำเข้าสินค้า

 

ต้นตอปัญหา สุ่มตรวจไม่ทั่วถึง “ทุกวันนี้ที่ยังมีสินค้าเถื่อนทะลักเข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำเข้าจงใจไม่แจ้งรายละเอียดจำนวนให้ครบถ้วน รวมถึงการตรวจดูสินค้าก็จะใช้วิธีสุ่มตรวจ ไม่ได้ตรวจละเอียดทุกตู้คอนเทนเนอร์ บางครั้งก็แค่ดูเอกสาร เมื่อไม่ได้เช็คละเอียด ก็มีโอกาสที่จะเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง คือ เสียแค่บางส่วน ทำให้รัฐต้องสูญรายได้ไปมหาศาล” ในช่วงที่เศรษฐกิจดีพบว่า จะมีการนำเข้าสินค้ามากเป็นพิเศษ มีตู้คอนเทนเนอร์นับร้อยตู้ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องตรวจดู ซึ่งเป็นภาระหนัก ทำให้ในช่วงสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการออกระเบียบศุลกากรใหม่ เป็นการย่นกระบวนการของพิธีศุลกากรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า คือ วิธี Paperless โดยให้ผู้นำเข้าหรือ Shipping คีย์ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของการนำเข้า แล้วยื่นเป็นเอกสารให้เจ้าหน้าที่แทนการแจ้งบอกแบบวิธีเดิม ซึ่งปัญหาที่พบ คือ มีการแจ้งรายละเอียดไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยการแจ้งจำนวนสินค้าไว้ต่ำ หรือแจ้งประเภทสินค้าไว้ไม่ตรง เพื่อให้เสียภาษีต่ำ ทำให้มีสินค้าบางส่วนที่ไม่ได้เสียภาษีเล็ดลอดออกมาได้ และทุกวันนี้ระเบียบดังกล่าวก็ยังใช้อยู่ นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันจะมีการนำเครื่องเอ๊กซเรย์มาใช้ในการตรวจ เพื่อช่วยให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ก็เชื่อว่าน่าจะตรวจได้ไม่ทั่วถึง

 

และยังมีสินค้าก๊อบปี้หลุดเข้ามาได้ เพราะเครื่องเอ๊กซเรย์จะทำหน้าที่แค่สแกนของในกระเป๋าให้เห็นเป็นรูปร่าง เท่านั้น เหมาะกับการตรวจค้นอาวุธ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นสินค้าแบรนด์ใด เป็นของละเมิดลิขสิทธิ์ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็มีการลักลอบนำสินค้าก็อปปี้เข้ามา โดยแสดงเป็นของไม่มียี่ห้อ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจหรือเสียภาษี ซึ่งหากพบจะถือว่าละเมิดกฎหมายอื่นๆ นอกจาก พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ด้วย ให้อำนาจศุลกากรเบ็ดเสร็จ “เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นว่ามีการเลี่ยงภาษี ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรจะให้อำนาจเต็มที่กับอธิบดีเจ้าพนักงานศุลกากร ในการพิจารณาว่าจะดำเนินคดีต่อไปหรือยุติคดี จุดนี้ทำให้เกิดช่องว่างขึ้น หากเจ้าพนักงานที่คุ้นเคยกับผู้นำเข้ารู้เห็นเป็นใจ ก็ทำให้สินค้าเถื่อนสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ เช่น หากตกลงจะยุติคดี ยอมจ่ายค่าปรับ และยอมเอาเงินมาซื้อของคืน แค่นี้ก็หลุดแล้ว ทำให้สุดท้ายกฎหมายก็ไม่มีประสิทธิภาพที่จะปราบปรามคนกลุ่มนี้ได้จริง” แหล่งข่าววิเคราะห์ ตามกฎหมายกำหนดว่า ผู้กระทำผิดจะถูกปรับเป็น 4 เท่า ตามราคาประเมินของเจ้าหน้าที่ศุลกากร แต่ถ้าผู้ถูกจับยอมรับผิด ยอมยกสินค้าให้เป็นของแผ่นดิน และยอมยุติคดี โดยจ่ายค่าปรับ ศุลกากรจะไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ทำให้คดีจบลงได้ นอกจากนี้ผู้กระทำผิดยังมีสิทธิ์ที่จะรับซื้อสินค้าคืนก่อนรายอื่นด้วย แต่หากไม่มีการซื้อคืนกรมศุลกากรจะนำของออกไปประมูลขายต่อไป แหล่งข่าวระบุว่า การที่กฎหมายให้อำนาจศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จ พิจารณาจบคดีเองได้ โดยไม่มีหน่วยงานกลางอื่นๆ มาคานอำนาจ ทำให้สุดท้ายคดีก็ไม่เคยไปถึงตำรวจ ไม่เคยได้ส่งฟ้องศาล ทำให้ไม่สามารถปราบปรามผู้นำเข้าสินค้าเถื่อนได้อย่างจริงจัง

 

รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่ช่วยเหลือกันระหว่างผู้นำเข้าที่คุ้นเคยกับเจ้า หน้าที่ ก็มีการรวบรัดทำให้คดีจบลง ทำให้คนที่ควรจะเป็นผู้ต้องหาหลุดจากคดีทุกครั้ง ทั้งที่เป็นความผิดทางอาญา ต้องส่งฟ้องศาลเพื่อพิจารณาโทษ นอกจากนี้ยังมีการวิ่งเต้นขอซื้อสินค้าคืนในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงอีกด้วย อำนาจของตำรวจจะสามารถจับกุมสินค้าเถื่อนได้ ก็ต่อเมื่อพ้นเขตศุลกากรไปแล้วเท่านั้น นอกจากนั้นจะเป็นการดำเนินคดีที่รับเรื่องต่อจากศุลกากรมา มีการสอบปากคำ ดูเอกสาร พยาน ก่อนทำสำนวนส่งอัยการ เพื่อสั่งฟ้องศาล ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ผู้นำเข้ามักจะรับสารภาพ ยอมจ่ายค่าปรับ เพื่อยุติคดี รัฐจี้เร่งแก้กฎหมาย ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามที่จะแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ขึ้น โดยในปี 2549 กรมศุลกากรได้เสนอแผนพัฒนากฎหมาย โดยจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร และพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีศุลกากร รวมถึงประกาศอธิบดี และประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันให้กลายเป็นฉบับเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน เน้นความสะดวกรวดเร็ว เน้นการปรับแก้พิกัดศุลกากร ไม่ได้มีการระบุว่าจะแก้ไขในเรื่องกระบวนการใช้กฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่ง ขึ้น ล่าสุดขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 แก้ไขเพิ่มเติมร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ส่วนกฎหมายลิขสิทธิ์ที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จ รวมทั้งการทำประชาพิจารณ์ก่อนสิ้นเดือน พ.ค. นี้ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อให้ใช้บังคับได้ดีขึ้น ซึ่งเนื้อหาในกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นความผิดทางกฎหมายมีโทษทางแพ่ง คือ ปรับ ส่วนเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าจำหน่ายสินค้าละเมิด ทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารพาณิชย์ ตลาดนัด จะมีความผิดทางแพ่งและทางอาญา.

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครูบนดอย

 

 

 

 

16/1/58

เราเริ่มต้นพูดคุยด้วยคำถามที่ว่า "เป้าหมายของครูตั๋นในการมาเป็นครูดอยครั้งนี้คืออะไร?" ครูตั๋นได้ตอบข้อซักถามของเราได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว

ครูตั๋นเกริ่นนำว่า "..ครั้งแรกที่เดินทางมาถึงโรงเรียน บอกตรงๆเลยว่าผมคิดในใจว่า “กูจะอยู่รอดได้หรือ มันไกลและกันดารกว่าที่คิดมากจริงๆ ไม่มีไฟฟ้ามีแค่ไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่โซล่าร์เซล์ ที่พร้อมจะทรยศได้ทุกเมื่อที่ไม่มีแสงแดด ไม่มีน้ำประปาที่ใสสะอาดแต่เป็นระบบประปาดอย อยู่ห่างจากจุดที่มีคลื่นโทรศัพท์ไปอีก50 กิโลเมตร ไม่มีตลาดสด ไม่มีตลาดนัด ไม่มี 7-11 มีเพียงร้านขายของชำเล็กๆประจำหมู่บ้านอยู่สองร้าน บริเวณหมู่บ้านเป็นพื้นชายแนวชายแดน ถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดงของการขนส่ง-ซื้อขายยาเสพติดและไข้มาลาเลีย ชีวิตที่ผ่านมาของผมเกิด เรียน และอยู่ในเมืองมาตลอด ชีวิตกำลังตาลปัตจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สองสัปดาห์แรกครูตั๋นได้แต่นั่งนอนทำใจทั้งวันทั้งคืน วกวนอยู่กับความคิดว่าจะเสี่ยงอยู่ หรือว่าลาออกเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ไปทำงานโลตัสเหมือนเดิมดี เพราะถึงแม้จะรู้มาว่าโรงเรียนบนดอยนั้นเป็นอย่างไร แต่พอมาเจอจริงๆนั้นเป็นมากกว่าที่คิดไว้มาก

"ผมเริ่มนับวันและคืนที่จะครบกำหนดในการเขียนย้าย เฝ้าถวิลหาเวลาที่จะได้ลงจากดอยคือ “ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์” ที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตกินอาหารดีๆ เที่ยวเล่นตามที่ที่เจริญๆ เยี่ยงคนเมืองเหมือนเดิม แต่แล้วผมก็ลองมองดูรอบๆตัว เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ แล้วก็บอกตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า “ผมเป็นใคร? ผมมาทำอะไรที่นี่?” วันเวลามันค่อยๆผ่านไป ทำให้ผมค่อยๆเปลี่ยนความคิดที่เคยมีมา เมื่อผมตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเริ่มสร้างความชัดเจนในอุดมการณ์ที่ผมตั้งไว้ตลอดมา"

ครูตั๋นเล่าว่าจากที่ต้องรับผิดชอบงานการสอนแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็เพิ่มชั่วโมงสอนมากขึ้น สรรพวิชาที่ได้ร่ำเรียนในแขนงความรู้ต่างๆเริ่มถูกงัดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาช่าง วิชาศิลปะดนตรี วิชาการทำอาหาร วิชาการพยาบาล และความเป็นนักกิจกรรม เขาได้งัดเอาออกมาใช้อย่างเต็มที่ จนทุกวันนี้ครูตั๋นแทบจะหาเวลานั่งอยู่เฉยๆ และเป็นส่วนตัวโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเด็กๆไม่ได้เลย เพราะตอนนี้ เขารู้ตัวแล้วว่า เขาเป็นใคร เขามาที่นี่ทำไม เขาทำอะไรอยู่ เขาได้คำตอบแล้ว..

"ผมต้องการสนองความต้องการของตัวเองในการทำงาน เพื่อเด็กนักเรียนที่เป็นเด็กบนดอยนั้น ไม่รู้สึกว่าด้อยค่า หรือเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในวิถีความเป็นอยู่ของตนเอง ผมมุ่งสร้างบรรยากาศในการจัดระบบโรงเรียน ให้มีหลายๆสิ่งทัดเทียมกับโรงเรียนในเมืองให้มากที่สุดตามสภาพบริบทของโรงเรียนบ้านนาดอยเท่าที่ผมจะทำได้ ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องมีงานเอกสาร ตำราที่หรูหรา ไม่ต้องมีสื่อที่สวยงามทันสมัย ไม่ต้องแต่งตัวดีหน้าเชื่อถือมากเกินไป ขอแค่มีไฟ มีใจเสียสละ และมีความกล้าก็เกินพอแล้ว..”

"การทำงานของผมคือการทำงานโดยเอาตัวผมเองเป็นที่ตั้ง สนองแนวทางของตัวเองด้วยความกล้าในการทำงาน ทุกอย่างที่ผมทำมุ่งหมายเพื่อรอยยิ้มและความสุขของเด็กๆ หลักการสำคัญที่ผมยึดถือคือ 'คนๆเดียวสามารถเปลี่ยนโลก ทั้งใบได้ ถ้าคนๆนั้นมุ่งมั่นและใจถึงจะเปลี่ยนจริงๆ'

"ผมอยากเห็นจริงๆนะ ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เกิดจากเพลงๆสนุกๆที่ครูสอนร้อง เกิดจากอาหาร-ขนมอร่อยๆ ที่ครูทำให้ เด็กๆหรือลูกๆของผมอยู่ดีมีสุข ไม่เจ็บป่วยไข้ สิ่งนี้คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมุ่งมั่นทำงานต่อไป และสัญญาว่าจะอยู่โรงเรียนต่อไปเรื่อยๆโดยไม่เขียนย้ายไปไหน อย่างไม่มีกำหนด หรือนี่อาจจะเป็นการตีตั๋วเที่ยวเดียวก็อาจจะเป็นไปได้ เป็น one way ticket" ครูตั๋นแถมภาษาอังกฤษให้ แล้วหัวเราะอารมณ์ดี

 

 



เราทราบมาว่าครูตั๋นนั้นเป็นคนเมือง อาศัยและเรียนจบจากในเมือง จึงอยากทราบว่าเมื่อมาใช้ชีวิตเป็นครูดอยในที่แห่งนี้ ชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

"ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากๆครับ
ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องตื่นเช้ามืดมาก่อไฟ หุงข้าวทำกับข้าวให้นักเรียนกว่า 80 ชีวิตกิน
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเป็นหมอพร้อมๆกับเป็นครู
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเดินทางจากที่พักในตัวเมืองมาถึงโรงเรียน จะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในฤดูแล้ง 4-6 ชั่วโมงในฤดูฝน
ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะต้องทำหน้าที่เป็นพ่อให้กับเด็กๆที่อยู่หมู่บ้านห่างไกลซึ่งเข้ามาเป็นนักเรียนหอพักของโรงเรียนบ้านนาดอย คงไม่ต้องสาธยายว่าผมต้องทำอะไรบ้างในหน้าที่ของคนเป็นพ่อ ยื่งเด็กเล็กๆ ยิ่งทำให้ผมรู้ซึ้งถึงการมีลูกจริงๆครับ
ชีวิตความเป็นอยู่ของผมยังมีอีกมายมายที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หากให้สาธยายทั้งหมดคงไม่จบสิ้นง่ายๆ วิธีเดียวทีคุณจะรู้และเข้าใจผมให้ลึกซึ้งคือมาอยู่กินกับผมที่โรงเรียนและนั่งคุยกับผมในวงเหล้า(บ้าง)เท่านั้นครับ"

 

 



เมื่อถามว่า ครูตั๋นอยู่ที่นี่ต้องทำงานหนักไหม ไม่ทันจะจบคำถามครูตั๋นก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

ครูตั๋น : หนักสิ หนักมากเลยล่ะ แต่ก็ทำมาทุกวัน ชินไปเสียแล้ว แล้วก็สนุกดีนะ

พร้อมกันนั้นครูตั๋นได้เล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆว่า ในหนึ่งวันเขาได้ทำอะไรบ้าง

"...ผมตื่นนอนตีห้าครึ่ง ก่อไฟหุงข้าว ทำกับข้าวให้เด็กๆหอพัก
-พาเด็กทำความสะอาด หรือพัฒนาโรงเรียนในส่วนโรงอาหารและหอพัก
-พานักเรียนกินข้าว แล้วก็ปล่อยให้นักเรียนไปปฎิบัติหน้าที่เวรประจำวัน
-7.00 น. ทำกับข้าวของครู กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็ให้ยา ทายาเด็กที่ป่วยทั้งป่วยใหม่ป่วยเก่า
-เจ็ดโมงสี่สิบ ถ้าไฟโซล่าร์เซล์พอมี ก็เปิดระบบเสียงตามสาย เปิดเพลงและให้นักจัดรายการนักเรียนจัดรายการเสียงตามสาย


-แปดโมงครึ่งก็พาเด็กๆเขาแถวเคารพธงชาติ ปฎิบัติกิจกรรมหน้าเสาธง
-เก้าโมงเริ่มจัดการเรียนการสอน ถ้าวันไหนแม่ครัวไม่มาทำอาหารกลางวันผมก็รับหน้าที่โดดสอนไปทำอาหารกลางวันสักหนึ่งชั่วโมง ก็ได้เมนูแสนอร่อยสำหรับมื้อกลางวันของเด็กๆ 210 คน โดยมีสมาคมแม่บ้านบ้านนาดอยเป็นผู้ช่วยเหลือ(สมาคมที่ว่านี้คือเด็กนักเรียนมัธยม5555)
-ตอนเที่ยงก็ทำกับข้าวของครู กินข้าวแล้วก็จ่ายยาให้เด็กที่ป่วยตามปกติ บ่ายโมงเริ่มสอน
-บ่ายสามโมงถ้าไม่มีกิจกรรมใดๆ ก็ซ้อมดนตรีให้เด็กๆทั้งวงดุริยางค์และวงดนตรีโฟล์คซอง


-สี่โมงเย็นเข้าแถวปฏิบัติกิจกรรมหน้าเสาธง เลิกแถวก็พาเด็กชั้นประถมเล็กๆลงไปอาบน้ำที่แม่น้ำเงา หลังจากนั้นก็ไปทำกับข้าวเย็นให้เด็กหอพัก
-หกโมงเย็นอบรมเด็กหอพัก พาเด็กกินข้าว
-หนึ่งทุ่มตรง จ่ายยา ทายาให้เด็กที่ป่วยทั้งใหม่และเก่า
-หนึ่งทุ่มครึ่งก็นั่งคุยกับเด็กๆ ฟังเด็กเล็กร้องรำทำเพลงอยู่ที่ชานบ้านพักครู


-สองทุ่มครึ่ง(ถ้ามีไฟฟ้า)เปิดทีวีให้เด็กหอพักดูที่ชานบ้านพักครู บางวันครูก็กินเหล้าอยู่เฝ้าจนละครหลังข่าวจบ ถ้าไม่มีไฟก็ปล่อยให้เด็กๆร้องรำทำเพลงไปจนกว่าเด็กจะง่วงนอน
-เที่ยงคืนก็เข้านอน(ผมนอนรวมกับหอพักเด็กชาย) เหล่าลูกสมุนของผมก็จะปูผ้าห่มให้หนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ กับผ้าห่มกันหนาวตายอีกหนึ่งผืน คือเด็กอยู่แบบไหนเราก็ต้องอยู่แบบนั้น

ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาปฏิบัติภารกิจเหมือนๆเดิมอีกวันหนึ่ง บางวันอาจจะมีแปลกพิศดารไปบ้างถ้าหากเด็กเกิดไม่สบายกลางดึกก็ต้องจัดการไปตามเรื่องตามราวครับ

 

 

 

 

 

โรงเรียนบ้านนาดอย อำเภอ สบเมย ตำบล สบเมย จังหวัด แม่ฮ่องสอน

 

 

 

 

 

 

ท่านที่ติดตามรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง" ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสอง ของทุกๆวัน ตั้งเเต่ปีใหม่ 58 เป็นต้นมา ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย โดยเอารายการของคุณพงษ์กร นักจัดรายการที่มากด้วยประสบการณ์เเละฝีมือเข้ามาเเทนในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสรรค์ให้กับทางสถานีได้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนตัวผมก็กำลังมองหาเวลาเหมาะๆลงมาจัดเหมือนกัน อดใจอีกสักนิดนะครับสำหรับท่านที่ฟังรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง"คงอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียง"ไอ้หนุ่มเสียงกาละมังเเตก" จะมาร้องเเรกเเหกกระเฌอในวิทยุของท่านต่อไป....อีกไม่นาน...........

 

ป้อง 13/1/58

 

 

 

 

 

`โรคซึมเศร้า เอาชนะได้..

 

 

 

เคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั๊ย? เหนื่อยง่าย ปวดหัว ท้องอืดอาหารไม่ย่อย กินอะไรก็ไม่อร่อย เฉื่อยชา เก็บตัวเงียบๆ..เบื่อ..ทำอะไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จสักกะอย่าง คิดว่าตัวเองนี้ไร้ค่า ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครเลย เเต่ทำไมชีวิตมันเซ็งๆอย่างนี้ ไม่มีความภาคภูมใจในตัวเอง ทั้งๆที่ทางบ้านก็ไม่ได้ยากจนข้นเเค้นอะไรสักนิด เเต่มันเบื่อชีวิตเหลือหลาย จะโทรไปหาเพื่อนสักหน่อยกลับหาว่าเราบ้า คิดมาก ฟุ้งซ่าน สติเเตก เออนั่นนนน....ตายมันซะ!!

 

ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในสภาวะอย่างนี้เเสดงว่าอันตรายเเล้วครับ ปรึกษาจิตเเพทย์เถิดไม่ต้องอายกลัวคนจะหาว่าเราเป็นโรคจิตหรอกครับ เพราะอาการที่คุณกำลังเจออยู่นั้นเขาเรียกว่าโรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) หรือ MDD

 

ซึ่งโรค MDD นี้ สุดท้ายก็คือการฆ่าตัวตายนั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่คุณสังเกตุเห็นตัวเองหรือคนรอบข้าง เริ่มตำหนิตัวเอง ด่าตัวเอง โทษตัวเอง กูเกิดมาทำไม? กูมันไม่มีค่า เริ่มเก็บตัวไม่ไปไหน หมดเรี่ยวหมดเเรงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร การเริ่มตำหนิตัวเองถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดที่จะต้องรีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

เพราะในปัจจุบันสื่อต่างๆได้ลงข่าวกันอย่างโจ่งเเจ้งเกี่ยวกับในเรื่องของการฆ่าตัวตายในเเต่ละวัน ซึ่งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธรณสุข ได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าตัวตายของคนไทยว่ามีมากกว่า 3,900 คน/ปี เฉลี่ย 328 คน/เดือน หรือวันละ 12 คน คือ 2 ชั่วโมง/ศพ เลยทีเดียว สาเหตุอันดับ 1 เลยก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัว รองลงมาก็คือปัญหาเศรฐกิจ เเละป่วยเป็นโรคเรื้อรัง

 

อายุ 40-44 ปี มากที่สุด รองลงมาก็อายุ 30-34 ปี นิยมเเขวนคอ ยาฆ่าเเมลงเเละก็อาวุธปืน ซึ่งการที่สื่อต่างๆลงข่าวการเกรียวกราวมาเท่าไร ก็จะเกิดอาการ Copy Cat หรือเลียนเเบบกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นดารา นักร้อง นักเเสดงด้วยเเล้ว ก็จะเป็นกระเเสที่รุนเเรงมาก

 

ข้อควรระวังสำหรับสื่อมวลชนคือ หนึ่ง ไม่ควรนำเสนอวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด เช่น การรมแก๊สเพื่อฆ่าตัวตาย หนังสือพิมพ์บางฉบับบรรยายชัดเจนว่าต้องปิดหน้าต่างให้มิดชิด เปิดแก๊สเป็นเวลานานเท่าไหร่ บางเคสฆ่าตัวตายด้วยการใช้สารเคมีก็มีการอธิบายอย่างละเอียดว่าใช้สารเคมีตัวใด ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไหร่

 

สอง ไม่ควรนำเสนอข่าวฆ่าตัวตายไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำนั้นเด็ดเดี่ยว ใจถึง เพราะคนที่ปลิดชีพตัวเองอาจถูกมองว่าเป็นฮีโร่

 

สาม อย่าใส่อารมณ์ความรู้สึกลงเยอะจนเกินไปจนแยกไม่ออกว่าคือข้อเท็จจริงหรือนิยาย ผู้อ่านที่กำลังรู้สึกว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน สี่ สื่อโทรทัศน์ไม่ควรฉายภาพเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน สุดท้ายการมีสมาชิกในครอบครัวฆ่าตัวตายคนที่ยังอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส ฉะนั้นการไปสัมภาษณ์ด้วยคำถามบางคำถามไม่ต่างอะไรกับตอกย้ำซ้ำเติม

 

รีบไปพบเเพทย์โดยด่วนเหอะ หรือจะใช้บริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ทีจะให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ได้...ดีกว่าปล่อยไว้จนสายเกินเเก้.......

ป้อง 14/1/58...

 

 

 

ขอพักสักนิด...

 

ท่านที่ติดตามรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง" ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสอง ของทุกๆวัน ตั้งเเต่ปีใหม่ 58 เป็นต้นมา ตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนเเปลงนิดหน่อย โดยเอารายการของคุณพงษ์กร นักจัดรายการที่มากด้วยประสบการณ์เเละฝีมือเข้ามาเเทนในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสรรค์ให้กับทางสถานีได้เป็นอย่างมาก

 

ส่วนตัวผมก็กำลังมองหาเวลาเหมาะๆลงมาจัดเหมือนกัน อดใจอีกสักนิดนะครับสำหรับท่านที่ฟังรายการ"บอกเล่าข่าวเพลง"คงอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียง"ไอ้หนุ่มเสียงกาละมังเเตก" จะมาร้องเเรกเเหกกระเฌอในวิทยุของท่านต่อไป....อีกไม่นาน...........

 

ป้อง

 

 

 

 

 

 

#ระวังมันจะกลับมา    อีกครั้งกับการสูญเปล่ากับงบประมานที่ทุ่มลงไปกับคูปองช่วยชาติ ไม่ต่างอะไรกับเช็คช่วยชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เคยใช้นโยบายนี้ ถ้ายังจำกันได้ และผู้ออกเช็คก็เป็นธนาคารในเครือพรรคปชป.เรียกว่ากินรวบหัวรวบหางกันสนุกมือ #โจรสลัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 08/01/2015 20:06     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  เมื่อเผชิญช้างป่าทำไงดี

 

 

 

"หมอล็อต" แนะข้อปฏิบัติ เมื่อเจอช้างป่าบนถนน ย้ำ! ห้ามดับเครื่อง

 

 

 
 
 

 

 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จากกรณีช้างป่าออกมาทำลายรถยนต์นักท่องเที่ยวบนถนนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนเป็นคลิปแชร์ว่อนทางโซเชียล เน็ตเวิร์กในขณะนี้ถึงสองคัน สองเหตุการณ์ ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทำให้หลายๆ คนหวาดระแวงในการขับรถขึ้นเขาใหญ่มากขึ้น ประจวบเหมาะกับก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา นายสัตว์แพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ "หมอล็อต" ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Patarapol Lotter Maneeorn ถึงวิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนน ในพื้นที่ อช.เขาใหญ่ ดังนี้

 

Lotter: Khao yai Only. บ้านใครบ้านมัน เข้าใจตรงกันนะ


วิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนน ในพื้นที่ อช.เขาใหญ่ ขอย้ำครับ ช้างป่าเขาใหญ่เท่านั้น เพราะช้างป่าพฤติกรรมหรือปฎิกิริยาตอบสนองต่อรถที่สัญจรไปมาในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นที่เขาอ่างฤาไน หรือป่าละอู ต้องทำอีกอย่าง มาทำความเข้าใจกันนะครับ....


ทำไมถึงมักเจอช้างบนถนนของเขาใหญ่


- ในอดีตตอนยังไม่มีการสร้างถนนเส้นนี้ ช้างป่าได้ใช้เส้นทางบางส่วนของพื้นที่เป็นเส้นทางเดินหากิน หรือเราเรียกว่า "ด่านช้าง" ซึ่งบรรพบุรุษของช้างได้สอนลูกหลานต่อๆกันมาว่านี้คือเส้นทางหากินของเรา อยู่มาวันหนึ่งมีการสร้างถนนขึ้นมาและบังเอิญไปทับซ้อนกับด่านช้าง ทำให้บางส่วนของถนนนั้นเกิดการใช้ร่วมกันระหว่างช้างและรถยนต์


- ช้างป่าเขาใหญ่ในแต่ละฝูง มีการตกลูกทุกๆปี นั่นหมายถึงว่าในฝูงมีลูกน้อย การเดินหากินในป่าที่รกทึบ หญ้าสูง หรือเขาที่ชัน ของลูกช้างมักมีความยากลำบาก หลายพื้นที่มีลูกช้างป่าพลัดหลงฝูงจากการตกภูเขา และฝูงก็จะห่วงลูกช้างมาก การเดินบนถนนก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ปลอดภัยสำหรับลูกช้าง เดินสะดวก และฝูงช้างป่าจะหวงลูกมากๆ


- พื้นถนนในตอนกลางคืนจะอุ่น เนื่องจากความร้อนสะสมในตอนกลางวัน ในช่วงฤดูหนาว ช้างจะเดินออกมาบนถนนถี่ขึ้น บางครั้งจะเห็นช้างป่านอนหลับบนถนนในช่วงหน้าหนาว นอนบนดินโป่งในช่วงหน้าร้อน


- บริเวณข้างทางของถนน มักมีต้นหญ้าและพื้นขนาดเล็กที่เป็นอาหารของช้าง ช้างสามารถกินได้ง่าย


- เป้าหมายของการใช้ถนนของช้าง คือ การมุ่งหน้าไปยังพื้นที่แหล่งอาหารต่างๆด้วยความปลอดภัยและรวดเร็ว เช่น แหล่งดินโป่ง หรือแหล่งน้ำ


1. หยุดรถให้ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร หากช้างเดินเข้าหา ให้เคลื่อนรถหนีด้วยการถอยหลังอย่างมีสติ รอจนกว่าช้างจะหลบจากถนน จึงเคลื่อนรถผ่านไป


2. อย่าใช้แตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้างหรือไล่ช้าง เพราะอาจทำให้ช้างโกรธ และตรงเข้ามาหาเราได้ เนื่องจากช้างป่า ประสาทหูจะดีมาก เสียงแตรแหลมๆจะทำให้ช้างตกใจและโกรธ


3. งดการใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะอาจทำให้ช้างตกใจ ตรงเข้ามาทำร้ายได้ และทำให้ช้างเกิดการสนใจ เดินเข้ามาหา ช้างตกใจแล้ว ตกใจเลย หายยาก


4. ให้ติดเครื่องรถยนต์ไว้เสมอ เพื่อให้สามารถเคลื่อนรถหนีได้ทันท่วงที และเสียงเครื่องยนต์รถที่ติดเครื่องดังทุ้มๆ จะไม่ทำให้ช้างนั้นตกใจ ไม่เครียด และคุ้นเคย เพราะได้ยินเสียงและรู้ว่านี่คือรถยนต์ เรารู้จักแล้ว ไม่สน กินดีกว่า 55555


5. หากพบช้างในเวลากลางคืน ให้เปิดไฟรถไว้เสมอ เพื่อให้สามารถสังเกตอาการของช้างและระยะห่างระหว่างรถกับช้างได้โดยสะดวก ห้ามเปิดกระพริบ เพราะแสงจะเข้าตา และดึงดูดให้ช้างเกิดความสนใจ เดินเข้ามาหา


6.ประสาทสัมผัสของช้างที่ดีที่สุดคือ หู จมูก และตา ถ้าดับเครื่องยนต์ ช้างจะเข้าใกล้เพื่อใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่น นั่นคือการดม ดู และสัมผัส ซึ่งนั่นหมายถึง ช้างเข้ามาหาคุณแย้ววววว เค้าแค่แตะๆ แต่ด้วยกำลังมหาศาล รถคุณก็บาดเจ็บได้


7. เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของช้าง ตั้งสติให้มั่น หากเป็นเวลากลางคืน ให้ใช้ไฟต่ำ และอย่าเปิดกระพริบ แล้วเลือกเคลื่อนรถไปในทางที่มีช้างอยู่น้อย แม้บางครั้งจำเป็นต้องเข้าใกล้หรือเบียดโขลงช้างไปก็ตาม อย่าดับเครื่องยนต์ และปิดไฟรถเป็นอันขาด ค่อยๆเคลื่อนรถ ให้เสียงเครื่องยนต์นิ่งมากที่สุด


ปล. ไฟสูงเปิดได้ ในกรณีที่เราอยู่ห่างจากช้างป่ามากกว่า 50 เมตรขึ้นไป เพราะจะทำให้ช้างรู้ตัวว่ามีรถมา ไม่ตกใจ และเดินหลบเข้าข้างทาง ถ้าเปิดไฟสูงระยะใกล้กว่านี้แสงจะแยงตา ช้างตกใจได้


8. ไม่ควรจอดรถดูช้าง เพราะอาจมีรถคันอื่นตามมา แล้วรถของคุณกีดขวางรถผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายแทนรถของคุณได้ คนตามหลังซวยเลยครับ


9. สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อรถจอดเรียงกันบนถนน ความสามัคคีจะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าคันที่อยู่ใกล้ช้างหรืออยู่ไกลช้างก็ล้วนเป็นผู้ประสบเหตุทั้งสิ้น ดังนั้นหากรถคันหน้าเปิดไปถอยรถ คันข้างหลังถัดไปก็กรุณาถอยรถอย่างมีสติด้วยนะครับ โดนด้วยกันรอดก็ต้องรอดด้วยกัน


10. ไม่ควรจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ เพราะอาจทำให้คุณวิ่งหนีขึ้นรถไม่ทัน ควรระลึกอยู่เสมอๆว่า โดยทั่วไปช้างมักจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวหรือฝูง ขณะที่คุณเจอช้างเพียงตัวเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช้างตัวอื่นๆ อยู่ในบริเวณนั้น ฝูงช้างอาจจะกระจายกันหากินอยู่ในบริเวณป่าข้างๆทางนั้นก็เป็นได้ และวินาทีที่เค้าจะเข้ามาหานั้น เร็วมาก


วิธีสังเกตุอารมณ์ของช้างอย่างง่าย ๆ


- เมื่ออารมณ์ดี หูจะสะบัดไปมา หางจะแกว่งและใช้งวงสะบัดไปมา หรือเกี่ยวดึงต้นไม้กิน ไม่ค่อยสนใจเรา


- เมื่ออารมณ์ไม่ดี หูจะตั้งกาง ไม่สะบัดหาง หางชี้ งวงจะนิ่งแข็ง แตะอยู่ที่พื้น หรือใช้งวงตีพื้น และอยู่นิ่งจ้องมองมาทางเรา...
ปกติช้างจะวิ่งไล่ผู้รบกวนเป็นระยะทางสั้น ๆ เพียง 2 - 3 ครั้ง หากวิ่งตามผู้รบกวนไม่ทันก็จะเลิกวิ่งไล่ไปเอง ช้างเมื่ออารมณ์ดี สังเกตจากการแกว่งหู และสะบัดหางไปมา จะไม่ทำร้ายแม้รถจะวิ่งเข้ามาใกล้ก็ตาม
แต่หากช้างโกรธ หรือไม่ไว้ใจสิ่งใด เช่น ช้าง
แม่ลูกอ่อน อาจตรงเข้าทำร้ายผู้รบกวนได้ในระยะไกล จึงพึงสังเกตอารมณ์ และอาการของช้างไว้ประกอบการตัดสินใจด้วยครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเกิดเหตุที่รถติดเป็นจำนวนมาก หรือช้างเกิดความเครียด จากการสังเกตุตามข้อแนะนำข้างต้น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ จะมาทำการอารักขา ขอย้ำครับว่า"อารักขาช้างป่า" ไม่ใช่ไล่ช้าง
"เพราะเวลาที่ช้างป่ามาเดินเที่ยวสวนจตุจักร เค้าก็เจอแต่คนเยอะแยะมากมายเช่นกัน"



ภาพจากเฟซบุ๊ค Patarapol Lotter Maneeorn

 


 

 

 

 

            วันจันทร์ที่ 12มกราคม2558เป็นวันแรม๘ค่ำ เดือนยี่(๒)ปีมะเมีย
 
 

                         

 

                                      การทำกรรมทางใดมีโทษมากที่สุด

 

 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า ท่านพระโคดม ! พระองค์เล่าย่อมบัญญัติทัณฑะ ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! ตถาคตจะบัญญัติว่ากรรม ๆ ดังนี้
เป็นอาจิณ.

ท่านพระโคดม ! ก็พระองค์ย่อมบัญญัติกรรม ในการ
ทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! เราย่อมบัญญัติกรรม ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ
คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑.

ท่านพระโคดม ! ก็กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรมอย่าง
หนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง มิใช่หรือ ?

ทีฆตปัสสี ! กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรม
อย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง.

ท่านพระโคดม ! ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนก
ออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ กรรมไหน คือ
กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่พระองค์บัญญัติว่ามีโทษ
มากกว่าในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม ?
ทีฆตปัสสี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่
จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้
เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติ
กายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมาก เหมือนมโนกรรม
หามิได้.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.
 
ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?
ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ทีฆตปัสสีนิครนถ์ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยัน
ในเรื่องที่ตรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ แล้วลุกจาก
อาสนะเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่.

  

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
 
 
 
 

                

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 "ทัวร์นกขมิ้น" เป็นการเดินทางไปดูปัญหาของประชาชนถึงจุดที่น่าจะเป็นปัญหาไม่ใช่เหรอ ?

ไม่ใช่ทัวร์หรู สำหรับท่องเที่ยว และบันเทิงซักหน่อย

หากนี่เป็น "ความผิด" ต่อไปใครจะทำงาน ก็คือผิดหมด เพราะไม่สามารถลงไปดูพื้นที่ได้เลย
 
 "สั่งให้ลุงกำนันประกาศไล่ล่าตอนปิดบ้านปิดเมือง พอนายกฯ ยิ่งลักษณ์หลบไปต่างจังหวัดเพื่อดูแลราษฎร และเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุความรุนแรง ก็จะฟ้องว่าไป "หาเสียง" ซะอีก พวกนี้เล่นกันเป็นทีม"
 
แล้วคนขวางการพิมพ์บัตร ทำลายบัตร ขวางการเลือกตั้ง บีบคอ ปิดคูหา ไม่เอาผิดหรา?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                                อาหารเสริมโชคลาภ
 

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า แต่ละประเทศก็จะมีอาหารพื้นบ้านของแต่ละที่แตกต่างกันออกไป ถ้า Horoscope.Mthai.com จะนำเสนออาหารประจำประเทศต่างๆก็จะธรรมดาเกินไป วันนี้เราจึงนำอาหารการกินที่ เสริมโชคลาภ หรืออาหารมงคลทานแล้วจะมีโชคของแต่ละประเทศมาฝากกันแทนครับ ลองไปดูกัน

 

 

 

 

องุ่นแห่งความโชคดีของชาวสเปน ประเทศสเปนทำไร่องุ่นมากที่สุดในโลก และได้ผลผลิตจำนวนมาก ชาวสเปนจึงกินองุ่น 12 ผลไปพร้อมกับเสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนในวันสิ้นปี เพื่อต้อนรับความโชคดีตลอด 12 เดือนข้างหน้า

 

เนเธอร์แลนด์ โดนัทแห่งความบริบูรณ์ ชาวดัตช์เชื่อว่า การกินโดนัทซึ่งมีลักษณะกลมแบบวงแหวน จะทำให้โชคดี และมีชีวิตครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนรูปร่างของอาหาร

 

กรีซ St. Basils cake แห่งความสุข ในวันปีใหม่ ชาวกรีกจะทำเค้กสอดใส้เหรียญเงินชิ้นใหญ่ (St.Basils cake) กินกันในครอบครัว เพื่อรำลึกถึงนักบุญบาซิล ผู้ที่มีเมตตาต่อคนยากจน ซึ่งถึงแก่กรรมในวันที่ 1 มกราคม เชื่อกันว่าสมาชิกคนใดที่พบเหรียญเงินในชิ้นเค้กนั้นจะโชคดีตลอดปี

 

ญี่ปุ่น กินโซบะ อายุยืนหมื่นปี คนญี่ปุ่นนิยมกินบะหมี่ไม่ตัดเส้นที่ชื่อ โทชิโคชิ โซบะ ต้อนรับปีใหม่ เพราะเชื่อว่า จะทำให้อายุยืนยาวเหมือนเส้นบะหมี่

 

จีน กินปลากินไก่ ให้ความมั่งคั่ง ชาวจีนนิยมกินปลาในเทศกาลปีใหม่ เพราะเสียงของคำนี้ในภาษาจีนพ้องกับคำว่า เหลือเฟือ จึงเชื่อว่าจะทำให้มีเหลือกินเหลือใช้ตลอดทั้งปี และการกินไก่ทั้งตัวโดยไม่ตัดส่วนใดออก ก็จะทำให้ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์และมั่งคั่งอีกด้วย

 

อิตาลี ความมั่งมีในถั่วเลนทิล ชาวอิตาลีกินถั่วเลนทิลในวันแรกของปีเพราะถั่วเลนทิลมีรูปร่างคล้ายเหรียญเงิน จึงเป็นสิ่งนำความมั่งคั่งร่ำรวยมาให้

 

อเมริกา ถั่วตาดำ กับความร่ำรวย ถั่วตาดำ Black-Eyed Beans (Cow Peas) เป็นอาหารนำโชคของชาวอเมริกัน เพราะเมื่อปรุงสุกแล้ว จะมีสีและลักษณะคล้ายเหรียญเงิน แสดงถึงความร่ำรวย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Forward mail
ขอบคุณภาพจาก www.goodfoodgoodlife.in.th

 

 

ส้มเขียวหวาน ก็ดีนะ เพราะ มีความเชื่อว่าเป็นผลไม้ที่สมหวัง อ้อ.. บางคนก็ใช้ส้มโอนะเพราะถือว่าจะได้มีโชคลาภ ใหญ่ ๆ เหมือนส้มโอ

 

 1. ละมุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักไม่โดดเด่น ปิดๆ ซ่อนๆ

2. มังคุด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่ได้ดีเท่าที่ควร ไปไม่ถึงที่สุด มันกุด ๆ ด้วน ๆ ไม่โดดเด่น

3. พุทรา เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วดีในช่วงแรกๆ ช่วงหลังๆ ซาซา

4. มะเฟือง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักผืดเคือง ไม่อะไรก็อะไร สักอย่าง

5. มะไฟ เชื่อกันว่าทำอะไรแล้วมักต้อง เร่งๆ รีบๆ เหมือนไฟลน ไม่ได้คุณภาพ

6. น้อยหน่า เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักมีปัญหา อุปสรรค เล็กน้อย จุกๆจิกๆ อยุ่เสมอๆ ทำแล้วได้ผลเพียงน้อยนิด

7. น้อยโหน่ง เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ได้ผลสมบรูณ์เพียงน้อยนิด มีอุปสรรคปัญหา ไม่สมบรูณ์แบบ

8. มะตูม เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วไม่เจริญก้าวหน้า เช่นเดียวกับชื่อที่ตูมอยู่ตลอด ไม่ก้าวหหน้า ไปไม่ได้ไกล

9. มะขวิด เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้วมักจะประสบปัญหา วัสดุอุปกรณ์ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ครบ ขาดโน่น ขาดนี่เสมอ

10. ลูกจาก เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ยั่งยืน

11. ลูกพลับ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ผลงานต้องโดนเก็บใส่ลิ้นชัก ไม่ได้แสดงผลงาน ไม่ก้าวหน้า

12. ลูกท้อ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว ท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจ

13. ระกำ เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว มักจะไม่ประสบความสำเร็จ

14. กระท้อน เชื่อกันว่า ทำอะไรแล้ว สิ่งที่ดีๆ ที่ต้องการเผยแพร่ออกไป กลับสะท้อนมายังจุดเดิม

15. ลางสาด เชื่อกันว่า เป็นผลไม้ที่มียาง ทำอะไรแล้วมักจะมีเรื่อง ยุ่งยากวุ่นวาย

 

1. ขนุน มีคนคอยสนับสนุน

2. กล้วย ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จง่าย ๆ เหมือนที่พูดติดปากว่า กล้วย ๆ หรือ คำโบราณที่บอกว่าง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากไงล่ะ

 

 

 


* *"เพราะผม พยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะถอดถอน นายกปู...เพื่อนำไปสู่การ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง ให้พ้นเส้นทางของพวกผมไป อย่างน้อยๆก็อีกซัก 5 ปี....


*
*
 

แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นว่า...ผมได้นำเธอมา "ฟอกขาว" เพิ่มความบริสุทธิ์ให้กับตัวเธอเอง...แถม เธอยังได้ใช้โอกาสนี้ ทำการ "หาเสียงเลือกตั้ง กับนโยบายช่วยเหลือชาวนา...และเกษตรกร คนยากคนจนเอาไว้ล่วงหน้า อย่างเบ็ดเสร็จไปเลยซะอีก"..

 

 

 

 

 
 

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

                                  เลี้ยงเด็กในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันดูจะเป็นปัญหากับพ่อแม่มาก ว่าเลี้ยงอย่างไรให้เก่งบ้าง เป็นอัจฉริยะบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นพัฒนาสมอง เพราะสังคมยุคนี้ต้องฉลาด มีปฏิภาณ ไหวพริบดี ทันสมัยจึงจะอยู่รอดปลอดภัย ท่ามกลางกระแสแปรปรวนทางเศรษฐกิจ เราลืมว่าปู่ย่า ตายาย มักจะอวยพรลูกหลานให้ "อยู่ดี มีสุข" หรือ "ร่มเย็น เป็นสุข" มากกว่าจะอวยพรให้เป็นอัจฉริยะ เพราะท่านผ่านโลกมามาก ทราบว่าอัจฉริยะอย่างเดียวไม่พอสำหรับการดำรงชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีสุข ดังนั้นเด็กยุคใหม่ที่คาดหวังน่าจะเป็น "เก่ง ดี และมีสุข" สมบูรณ์ทั้งไอคิว และอีคิว ลองพิจารณาดูความจริงของชีวิตที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้เรียบเรียงไว้น่าสนใจ

 

 

                        

 

 

 

ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการยอมรับ เขาจะเป็นคนที่พอใจในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการให้กำลังใจ เขาจะเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความยุติธรรม เขาจะเป็นคนมีใจเป็นธรรม ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเป็นมิตร เขาจะมีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความรักและความอบอุ่น เขาจะเป็นคนมีศรัทธาในชีวิต ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยคำตำหนิติเตียน เขาจะเป็นคนล้มเหลว ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความก้าวร้าว เขาจะเป็นคนที่กร้าวแข็ง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเย้ยหยัน เขาจะเป็นคนขลาดอาย ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความละอาย เขาจะเป็นคนขี้ระแวง ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความมานะ เขาจะเป็นคนอดทน ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความชื่นชม เขาจะเป็นคนซาบซึ้งในคุณค่า

 

ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านหยุดคิดเรื่องอื่น นิ่งสัก 1 นาทีเพื่อพิจารณาข้อแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิในการเลี้ยงดูเด็ก วิเคราะห์ดูถึงปัญหา นำมาซึ่งปัญญาที่เหมาะสมและถูกต้องต่อไป โดย ศ.จ.เกียรติคุณพ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา โรงพยาบาลสมิติเวช

 

 

 

 

           "ตีสนิท" พลังขับเคลื่อนโลก "เจนวาย"

 
 

โลก เปลี่ยนไปแล้ว เห็นวัยรุ่นสมัยนี้ทำอะไรแปลกๆ อย่าเพิ่งตกใจ เห็นลูกไม่ทนไม่แกร่งเหมือนตนเองสมัยก่อนอย่าท้อใจ เพราะทั้งหมดคือธรรมชาติของเขา ฉะนั้น มาทำความเข้าใจวัยรุ่นที่เป็นคนรุ่นใหม่ในสังคม ซึ่งเป็น "คนเจนเนอเรชั่นวาย" กัน

ผศ.ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า เจนเนอเรชั่นวาย เป็นผู้เกิดระหว่างปี 2525-2546 หรือปัจจุบันเป็นผู้มีอายุระหว่าง 11-32 ปี มีช่วงระดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษา และวัยทำงานช่วงแรก เจนวายปัจจุบันมีจำนวนสัดส่วน 1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลก สำหรับประเทศไทยมี "ประชากรเจนวาย" จำนวน 18 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของประชากรทั้งประเทศ

"เจนวายในปัจจุบันเริ่ม มีบทบาทมากขึ้น เพราะอยู่ในวัยทำงานเริ่มแรกและวัยกำลังเจริญพันธุ์ ทำให้สังคมเริ่มให้ความสำคัญและสนใจว่า เจนเนอเรชั่นนี้ทำไมถึงมีแนวทางดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมลักษณะที่แตกต่าง ทั้งจากเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งหลอมรวมแต่ละเจนเนอเรชั่นไว้"

ผศ.ภูเบศร์เผยว่า สิ่งพิเศษของเจนเนอเรชั่นวายคือ คนเจนวายแต่ละพื้นที่ในโลกมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แม้ยังไม่มีงานวิจัยชัดเจนว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่สันนิษฐานได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสิ่งเชื่อมจากโลกาภิวัตน์ ที่คนแต่ละภูมิภาคสามารถเชื่อมโยงด้วยโลกไซเบอร์ รวมถึงการเดินทางไปมาหากันได้ง่ายขึ้น เหล่านี้ทำให้ลักษณะการดำเนินชีวิตของคนเจนวายคล้ายคลึงกัน


ผศ.ภูเบศร์ สมุทรจักร



ส่วน ลักษณะโดดเด่นของคนเจนวายเป็นเรื่องของความเป็นตัวของตัวเอง ให้เกียรติกับความเป็นตัวของตัวเอง ตัวเองใหญ่ขึ้น เสียงของตัวเองดังมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปลูกฝังจากคนเจนเนอเรชั่นบี หรือเบบี้บูม (พ.ศ.2468-2503) คือพ่อแม่ และเจเนอเรชั่นเอ๊กซ์ (พ.ศ.2504-2524) คือครู ซึ่งจะปลูกฝังเสมอว่าต้องค้นหาตัวเอง ให้เรียนในสิ่งที่ชอบและรัก ไม่ฝืนเพื่อให้ลูกมีความสุข

"คนเจนวายเป็นคนที่พยายามค้นคว้าหาตัวเอง เขาไม่ได้เรียนเพื่ออยากมีงานที่มั่นคงทำ แต่เรียนเพราะชอบและรัก"

ผศ.ภู เบศร์เผยว่า นอกจากนี้ คนเจนวายยังมีลักษณะจับจ่ายใช้สอยโดดเด่น เนื่องจากเติบโตในช่วงพาณิชย์ระดับบุคคลโตขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่าเติบโตมาพร้อมสินค้าที่หลากหลาย ตรงกับความต้องการและมีจำนวนมาก ไม่เหมือนคนยุคก่อนที่จำนวนสินค้าไม่เยอะมาก ทั้งนี้ ก็ทำให้คนเจนวายใช้เงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าเยอะ ไม่ว่าจะมีรายได้ระดับไหนก็ตาม

"เวลามีรายการที่อยากซื้อมากและชอบ ชีวิตอิสระมาก ก็ทำให้คนเจนวายไม่อยากมีพันธะในการเลี้ยงดูคนนั้นคนนี้รวมถึงการแต่งงานมี ลูก ยิ่งเมื่อรวมกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมในปัจจุบัน ยิ่งทำให้คนเจนวายตั้งคำถามว่าจะมีบุตรไปเพื่ออะไร หรือหากต้องมีก็ขอมีเพียงคนเดียว กระทั่งไม่อยากมีบุตรเลย"

ในส่วน ของการทำงาน ผศ.ภูเบศร์เล่าว่า คนเจนวายเร่งอยากประสบความสำเร็จเร็วๆ อยากเป็นตัวของตัวเองเร็วๆ อยากมีอิสระ ไม่อยากอยู่ในองค์กรที่ตนเองต้องไต่เต้าใช้เวลานาน เพราะกว่าจะอยู่ในตำแหน่งระดับกลางหรือขยับสู่ระดับสูงได้ก็ใกล้เป็นผู้สูง อายุแล้ว ฉะนั้นคนเจนวายรับกับองค์กรลักษณะนี้ไม่ได้ จึงมีแนวโน้มไปหาอาชีพอะไรที่ถนัด อาชีพที่หาเงินง่ายและเร็ว และมีเวลาพักผ่อนมากกว่า

ผศ.ภูเบศร์เผยเสริมว่า คนเจนวายให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ซึ่งมีความแตกต่างจากเจนเอ๊กซ์และบีในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเจนเอ๊กซ์และบีที่ถูกปลูกฝังเรื่องความมั่นคงของชีวิต ซื้อบ้านก่อนค่อยซื้อรถ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สิน ส่วนเจนวายซื้อรถก่อนซื้อบ้าน เพราะรถจำเป็นทั้งเพื่อแสดงฐานะ สัญจรไปทำงาน ส่วนบ้านอยู่หลังเล็กแบบคอนโดก็ได้เพราะอยู่กันไม่กี่คน

แม้จะเป็นคนรักอิสระมาก ให้ความสำคัญกับตัวเองสูง แต่คนเจนวายก็ไม่ทิ้งความเป็นพลเมือง

"เจน วายเป็นเจนที่เปิดสู่โลกข้อมูลข่าวสารมาก เขาจะมีส่วนร่วมกับความเป็นไปในสังคมสูง โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเริ่มเห็นบทบาทผ่านการโพสต์คลิป การแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่แรงๆ ส่วนใหญ่เป็นเจนวายทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดและแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เขาจึงโพสต์แรงๆ อย่างนี้ จนคนเจนเอ๊กซ์หรือเจนบีรู้สึกตกใจว่า โพสต์แบบนี้ไม่กลัวคนอื่นว่า เจ้านายจะว่า หรือไม่กลัวผลกระทบบ้างหรือ ความเป็นพลเมืองของคนเจนวายน่าจับตามอง เขามีข้อมูลและมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น มีช่องทางให้แสดงความคิดเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย"

ผศ.ภู เบศร์เผยว่า สังคมต้องการการตรวจสอบ ซึ่งผมเห็นด้วย ยิ่งแชร์ข้อมูลจะยิ่งทำให้คนเห็น และข้อมูลนั้นจะยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่เจนวายต้องมีวิจารณญาณการแสดงความเห็นจะดีมาก

"นี่เป็นความ แตกต่างที่แต่ละเจนเนอเรชั่นต้องปรับเข้าหากัน เจนวายไม่ใช่เจนที่ผิดเสียหมด ก็อยากให้นำจุดแข็งแต่ละเจนออกมาแสดงศักยภาพมากที่สุด" ผศ.ภูเบศร์กล่าว


ที่มา นสพ.มติชนรายวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      เปิดแผน 'ยิ่งลักษณ์' แจงคดีจำนำข้าว อดีตนายกฯลุยเดี่ยว

 

 

ทีมทนายเปิดแผน ยิ่งลักษณ์ แจงคดีจำนำข้าว สนช.พรุ่งนี้ รับอดีตนายกฯ ขึ้นแจงเพียงคนเดียว วิชาญ ส.ส.เพื่อไทย ปัด ไม่มีการเกณฑ์คนไปให้กำลังใจพรุ่งนี้แน่

วันที่ 8 ม.ค. นายพิชิต ชื่นบาน ทีมทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ เกี่ยวกับกรณีที่พรุ่งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปให้ข้อมูลกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. ในคดีจำนำข้าวกรณีถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในฐานะผู้มีอำนาจ แต่กลับไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ว่า ตนพร้อมกับอดีตรัฐมนตรี ทั้งนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง และนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ พร้อมทีมทนายความ จะเดินทางไปกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วย

เนื่องจากทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนคดีตามข้อบังคับ จึงมีสิทธิ์เข้าไปฟังประชุมด้วย แต่ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นผู้ชี้แจงด้วยตนเองเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม คณะทำงานทั้งหมดคงต้องขอฟังการแถลงเปิดคดีนี้ของ ป.ป.ช.เสียก่อนว่ามีข้อหาอะไรบ้าง เพื่อที่จะมีการเสนอถึงประเด็นและแนวทางในการต่อสู้

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ จะเดินทางถึงที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (รัฐสภา) ในเวลาประมาณ 09.00 น. พรุ่งนี้ อย่างไรก็ดี สำหรับแนวทางต่อสู้คดีนั้นขอให้รอฟังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดีกว่า ไม่ว่าประเด็นถูกกล่าวหาว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เกิดความเสียหายจริงไหม และเสียหายแค่ไหน ซึ่งมั่นใจว่าอดีตนายกรัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้

ส่วนที่มีข่าวระบุว่า อาจมีบรรดาพ่อยก-แม่ยก เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ส่วนตัวยอมรับว่าไม่ทราบ แต่ความเป็นจริงขอให้สงบๆ ดีกว่า แต่ยอมรับว่าขณะนี้รู้สึกกลัวและเป็นห่วงกระแสสังคมมากกว่า เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลที่พยายามกดดันสร้างกระแสพยายามที่ให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิด ทั้งที่ความเป็นจริงโครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เกิดมาเป็นเวลาถึง 33 ปีแล้ว การที่ระบุว่ามีความผิดโดยเฉพาะเน้นไปที่ปีที่แล้วกับปีนี้เพียงอย่างเดียว คงเป็นไปไม่ได้

ด้านนายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.เพื่อไทย กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกระแสข่าวว่า อาจมีประชาชนเดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่รัฐสภาในวันพรุ่งนี้นั้น ยืนยันว่า ไม่มีการกะเกณฑ์คนอะไรจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทั้งสิ้น หากมีคนเดินทางไปให้กำลังใจ น่าจะเป็นการเดินทางไปให้กำลังใจกันเอง และเชื่อว่าก็ไม่ได้ไปกันมาก ถ้ามีการเดินทางไป ทั้งนี้ ยอมรับว่าส่วนตัว ก็คิดว่าอาจจะเดินทางไปให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา แต่ไม่ใช่เกณฑ์คนไป อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้ว ฝากไปยัง สนช.ว่า หากไม่ต้องการให้คนเดินทางไปกันเยอะ ก็อนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดก็หมดเรื่อง ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครเดินทางไป เพราะต้องยอมรับว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญ สนใจ อดีตนายกฯ ในการแก้ต่าง.

http://www.thairath.co.th/content/473545

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 14/12/2014 20:31     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  ข่มขืน

 

 

 

ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา

 

 
 
 

ปัจจุบันเรามักมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือทางโทรทัศน์ว่า มีการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นประจำ โดยผู้กระทำเป็นผู้ใหญ่บ้างและเด็กบ้าง ขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเช่นเดียวกัน การข่มขืนกระทำชำเรานั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 276 ซึ่งบัญญัติว่าผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท


จะเห็นได้ว่า หลักกฎหมายของความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอยู่ที่มาตรา 276 วรรค 1 ส่วนวรรค 2 เป็นบทเพิ่มโทษ ถ้าการกระทำความตามวรรคแรกของมาตรา 276 ได้กระทำโดยมีหรือให้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง


การข่มขืนกระทำชำเรา คือ การร่วมเพศโดยฝ่าฝืนต่อความยินยอมของหญิง หากหญิงยินยอมย่อมไม่เป็นความผิด เว้นแต่หญิงนั้นอายุยังไม่เกิน 15 ปี ถึงหญิงนั้นยินยอมก็เป็นผิดตามมาตรา 277 กรณีต่อไปนี้ไม่ถือว่าหญิงยินยอม เช่น หญิงกำลังหลับหมดสติ หรือเป็นคนวิกลจริต หรือคนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ หรือโดยการทำให้หญิงเข้าใจผิดว่า ตนเองเป็นบุคคลอื่น เช่น ทำหญิงเข้าใจว่าตนเองเป็นสามีหญิงหรือคนรักของหญิง เช่น เพื่อนของคนรักหญิงมาร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของหญิง และนอนค้างบ้านของหญิงด้วย ตกดึก เพื่อนของคนรักหญิงเห็นหญิงกำลังหลับจึงเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราหญิง โดยทำให้หญิงเข้าใจว่าเป็นคนรักของตนเอง เป็นต้น

 

ส่วนแค่ไหนเพียงใดจึงจะถือว่าหญิงไม่ยินยอมนั้น ศาลอเมริกันถือว่าต้องมีการขัดขืนที่สุด (resist to the utmost) ต่อมาศาลได้ผ่อนคลาย หลักเกณฑ์ลงมาโดยเห็นว่าการขัดขืนเพื่อแสดงว่าไม่ได้ยินยอมไม่จำเป็นต้องขัดขืนถึงที่สุด การขัดขืนต้องเป็นไปตามสถานการณ์แต่ละกรณี เพราะถ้าหญิงขัดขืนมากจนเกินไป หญิงอาจถูกผู้ข่มขืนกระทำชำเราฆ่าก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามการขัดขืนจะมีการกระทำอะไรที่มากกว่าการกล่าวปฏิเสธไม่ให้ความยินยอมด้วยวาจาเท่านั้น ในขณะเดียวกันกรณีที่แพทย์กระทำชำเราคนไข้หญิงโดยทำให้หญิงเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาล ซึ่งไม่ใช่การร่วมเพศ ย่อมไม่ถือว่าหญิงให้ความยินยอมในการร่วมเพศ หากหญิงรู้ว่าการกระทำมีลักษณะเป็นการร่วมเพศ และหญิงถูกหลอกในมูลเหตุที่ทำให้หญิงยินยอม ย่อมถือว่าหญิงยินยอมในการร่วมเพศด้วย เช่น ชายหลอกคนรักว่าหากหญิงยอมหลับนอนจะให้พ่อแม่มาสู่ขอ หรือแต่งงานด้วย หญิงจึงหลับนอนกับชาย กรณีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนความยินยอมของหญิง


การกระทำชำเรา คือ การร่วมประเวณี หรือการกระทำร่วมเพศ คือ การที่ชายเอาอวัยวะเพศของตนเองสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของหญิง แม้เพียงเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิ ก็เป็นความผิดสำเร็จ


ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้กระทำต้องเป็นชาย และผู้ถูกกระทำต้องเป็นหญิงซึ่งไม่ใช่ภรรยาของชาย หากหญิงเป็นภรรยาของชายและไม่ยอมร่วมเพศกับชายผู้เป็นสามี สามีใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราภรรยา ชายผู้เป็นสามีไม่มีความผิด เรียกว่า marital exception หรือข้อยกเว้นความผิดอันเนื่องมาจากการสมรส ซึ่งกล่าวกันว่า เกิดจากข้อเขียนของ Sir Matthew Hale ซึ่งเป็นประธานศาลสภาขุนนางของอังกฤษ (Lord Chief Justice) ระหว่างปี ค.ศ. 1671 ถึง 1676 ที่ว่า


(1) การที่หญิงแต่งงานกับชายย่อมหมายความว่าหญิงได้ให้ความยินยอมแก่สามีในการที่ร่วมเพศกัน โดยความยินยอมนั้นไม่อาจเพิกถอนได้ (irrevocable consent to intercourse)


(2) ภรรยาถือว่าเป็นทรัพย์ (chattle) ของผู้เป็นสามี


(3) สามีและภรรยาเป็นบุคคลเดียวกัน ดังนั้น สามีจึงไม่อาจข่มขืนกระทำชำเราตนเอง
ตามกฎหมาย แม้ชายจะไม่สามารถกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนเองก็ตาม แต่ไม่ได้หมายว่าสามีไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนเอง เช่น ชายสามีจับแขนขาของภรรยาของตนไว้ และให้ชายอื่นข่มขืนกระทำชำเรา และความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามิได้จำกัดว่าให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้น แม้จำเลยจะเป็นหญิงเมื่อฟังว่าสมคบร่วมกันก็ลงโทษเป็นตัวการได้ (ฎีกา 250/2510) นอกจากนี้ สามีหรือหญิงอื่นอาจเป็นผู้สนับสนุนในการที่ให้ความช่วยเหลือให้ชายอื่นมาข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนได้

 


อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 0991 ศาลอุทธรณ์ของอังกฤษได้ตัดสินยกอุทธรณ์ของชายผู้หนึ่งซึ่งถูกตัดสินโทษฐานพยายามข่มขืนภริยาของตนเองซึ่งแยกกันอยู่ในคดีนี้มีผู้พิพากษาทั้งหมด 5 นาย ได้ทำคำพิพากษา โดยประธานศาลสภาขุนนางได้ให้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่กระทำชำเราผู้อื่นก็ยังคงเป็นผู้กระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงว่าผู้ข่มขืนกระทำชำเราจะมีความสัมพันธ์กับหญิงผู้เสียหายไม่ว่าในสถานะใด ๆ ก็ตาม ศาลยังให้ข้อสังเกตต่อไปว่าหลักการที่มีอายุเก่าแก่หลายศตวรรษไม่ได้เป็นหลักกฎหมายเช่นว่านั้นอีกต่อไปแล้ว เมื่อคำนึงถึงสถานะของหญิงในสมัยปัจจุบัน
ในส่วนเจตนานั้น ผู้กระทำความผิดนั้นผู้กระทำต้องมีเจตนาตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมาย ตามกฎหมายอเมริกัน ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามักบัญญัติว่าจำเลยต้องมีเจตนาเฉพาะ (specific intent) ที่จะข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งจำเลยอาจนำสืบว่าจำเลยไม่สามารถมีเจตนาเฉพาะที่จะข่มขืนกระทำชำเราได้ เนื่องจากจำเลยมึนเมาจากการเสพสุราด้วยความสมัครใจ แต่บางมลรัฐก็กำหนดว่าถ้าจำเลยมีเจตนาทั่วไป (general intent) ก็เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยฝ่าฝืนความยินยอมของหญิงได้


นอกจากนี้แม้หญิงจะยินยอมให้กระทำชำเรา ชายที่ชำเรากับหญิง โดยหญิงยินยอมก็เป็นความผิดได้ ถ้าหญิงมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี และหญิงนั้นมิใช่ภริยาของชาย
ปกติหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่น่าจะทำการสมรสได้ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ซึ่งบัญญัติว่าการสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นเพราะฉะนั้นการที่หญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นภริยาชายอาจเป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นกรณีพิเศษตามข้อความตอนท้ายของมาตรา 1448นี้ และที่สำคัญหญิงต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดาของหญิง แต่กฎหมายอเมริกา ชายจะชำเราด้วยหญิงที่มีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้เลยทีเดียวแม้หญิงนั้นจะยินยอมก็ตาม

สำหรับเกณฑ์อายุขั้นต่ำที่ชายไม่อาจกระทำชำเรากับหญิงนั้น เริ่มตั้งแต่16, 17 หรือ 18 ปี สุดแล้วแต่กฎหมายของแต่ละมลรัฐกำหนดไว้ นอกจากนี้บางมลรัฐยังกำหนดว่าหญิงต้องเป็นหญิงพรหมจารี ผลคือว่าหญิงที่เป็นเด็กไม่อาจให้ความยินยอมที่สมบูรณ์ในการร่วมเพศกับชาย ซึ่งความผิดที่เกิดจากการที่ชายกระทำชำเราด้วยเด็กหญิงนี้มีชื่อเรียกว่า statutory rape บางมลรัฐถือว่าความผิด statutory rape เป็นความผิดเด็ดขาด (strict liability) กล่าวคือจำเลยไม่สามารถจะแก้ตัวว่าจำเลยไม่ทราบว่าหญิงมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และถึงแม้จำเลยจะเข้าใจผิดว่าหญิงมีอายุเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ตาม หรือจำเลยจะใช้ความพยายามตามสมควรในการสอบถามอายุของหญิง และหญิงจะโกหกชายก็ตาม จำเลยก็มีความรับผิดตามกฎหมาย แต่ก็มีบางมลรัฐยอมให้ยกเอาความสำคัญในเรื่องอายุของหญิงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ แต่ก็เป็นแต่มลรัฐส่วนน้อย


เหตุผลที่กฎหมายเอาผิดกับชายที่ชำเรากับหญิงที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ตามกฎหมายไทย หรือตามกฎหมายอเมริกัน ซึ่งกำหนดอายุของหญิงไว้สูงกว่ากฎหมายไทย เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐไม่ประสงค์ที่จะให้ชายที่ร่วมเพศกับหญิงที่มีอายุยังน้อยและไม่รู้จักวิธีป้องกันมิให้เกิดการตั้งครรภ์อันเกิดจากการร่วมเพศ และกลายเป็นมารดาเด็กในขณะที่อายุยังเยาว์วัยโดยยังไม่มีความพร้อมที่จะเป็นมารดาเด็ก นอกจากนี้หากหญิงเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หญิงอาจหาทางออกด้วยการทำแท้งซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาและตัวหญิงเอง หากหญิงไปลักลอบทำแท้งกับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางแพทย์หรือถึงแม้ผู้นั้นจะเป็นแพทย์ก็ตาม แพทย์ก็ไม่มีสิทธิทำแท้งให้หญิงเพราะหากมีการทำแท้ง แพทย์ผู้ทำแท้งรวมทั้งหญิงยอมให้ผู้อื่นที่ทำแท้ง ก็มีความผิดตามกฎหมายอาญา
ตามกฎหมายอเมริกัน หญิงซึ่งร่วมเพศกับเด็กชายอายุไม่เกิน 16 ปี ก็เป็นความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นความผิดฐาน Statutory rapeอาจเป็นกรณีที่ชายที่มีอายุมากกว่าหญิงร่วมเพศกับเด็กหญิงซึ่งยังเยาว์วัยหรืออาจเป็นกรณีหญิงที่มีอายุมากกว่าชายโดยชายเป็นเด็กชายอายุไม่เกิน 16ปี


อย่างไรก็ตามในสหรัฐอเมริกาก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ห้ามการกระทำชำเรากับเด็กหญิงที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ที่เห็นแย้งมีความเห็นว่ากฎหมายห้ามการชำเรากับเด็กหญิงมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตทางเพศในโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เห็นว่าการลงโทษผู้ที่ชำเรากับเด็กหญิงเป็นการขัดต่อเสรีภาพในการเลือกใช้สิทธิส่วนตัวของหญิงที่มีอายุอยู่ในช่วงปลายของวัยรุ่น นอกจากนี้ยังมีการชี้ว่ามักไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมายการห้ามชำเรากับเด็กหญิง การบังคับใช้กฎหมายจะมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายการห้ามชำเรากับเด็กหญิง การบังคับใช้กฎหมายจะมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติเนื่องจากสีผิวและชนชั้นในสังคม ถึงกระนั้นก็ตามกฎหมายว่าด้วยการห้ามชำเรากับเด็กหญิงก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป


เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองหญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา มลรัฐต่าง ๆ ได้ตรากฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายเกราะคุ้มครองผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราหรือ rape shield law กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้จำเลยนำสืบพฤติกรรมทางเพศของผู้เสียหายกับบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่จำเลย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายก่อนที่มีการข่มขืนกระทำชำเรา กฎหมายบางฉบับบังคับว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับความยินยอมของผู้เสียหายในคดีหรือไม่


นอกจากมลรัฐต่าง ๆ ได้ตรากฎหมายที่เรียกว่า Megan’s Law เพื่อเป็นการระลึกถึง Megan Kanda เป็นเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ถูกข่มขืนและฆ่า ในปี ค.ศ. 1994 โดย Jesse Timmendeguas Jesse มีประวัติการกระทำความผิดทางเพศต่อเด็กหลายครั้ง ประชาชนมลรัฐนิวเจอซี่ได้เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติของมลรัฐตรากฎหมายมาบังคับให้ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดเกี่ยวกับเพศและพ้นโทษแล้ว จะต้องลงทะเบียนไว้กับสำนักงานผู้รักษากฎหมาย การไม่ลงทะเบียนเป็นความผิดทางอาญา สำนักงานผู้รักษากฎหมายจะต้องนำข้อมูลนี้ไปให้สาธารณชนรับทราบ เมื่อพ้น 15 ปี แล้วปรากฏว่าผู้ลงทะเบียนไม่ได้กระทำความผิดทางเพศ ผู้ลงทะเบียนอาจร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลตัดตนเองออกจากการเป็นผู้มีสถานภาพเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศ


สรุป ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามักจะมีการกระทำที่มีความผิดฐานอื่นรวมอยู่ด้วยในตัวมันเอง เช่น ความผิดต่อเสรีภาพ เพราะมีการบังคับให้หญิงจำยอมให้ชายกระทำชำเรา นอกจากนี้ยังมักจะมีการทำร้ายร่างกายของหญิง หรือมีการกระทำอันมีลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายต่อหญิง ทำให้หญิงได้รับความปวดร้าวใจยิ่งกว่าการบาดเจ็บทางกาย จึงเห็นว่าความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่น่าจะเป็นความผิดอันยอมความได้ นอกจากนี้ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่ควรจะจำกัดเฉพาะกรณีที่ชายทำต่อหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนเองเท่านั้น หญิงอาจบังคับให้ชายกระทำชำเราตนเองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความยินยอมของชาย หรืออาจเป็นการที่หญิงกระทำต่อหญิงหรือชายทำต่อชายก็ได้ เช่น ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง ก็อาจถูกชายอื่นข่มขืนกระทำชำเราได้

 

การข่มขืนกระทำชำเราไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำต่ออวัยวะเพศของหญิงเสมอไป อาจเป็นการกระทำต่อทวารหนัก หรืออาจเป็นการบังคับใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้ก็ได้ นอกจากนี้ตามกฎหมายอังกฤษ ชายอาจมีความผิดฐานข่มขืนภริยาของตนเองหากภริยาไม่ยอมร่วมเพศ หากชายผู้เป็นสามีใช้กำลังบังคับข่มขืนภริยาของตน ชายมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราภริยาของตน ความคิดที่ว่าภริยาได้ให้ความยินยอมในการยินยอมให้ร่วมเพศด้วยตลอดกาลหลังจากการสมรสไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ภริยาไม่ได้ถือเป็นบุคคลคนเดียวกับสามีเพราะภริยาถือเป็นผู้มีตัวแยกต่างหากจากผู้เป็นสามี ดังจะเห็นได้จากมีการแยกทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็นสินส่วนตัวไม่ได้รวมกันดังเช่นในอดีต ทั้งหมดนี้เป็นวิวัฒนาการกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจน่าพิจารณาปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 ของประมวลกฎหมายอาญาของไทย

 

 

 


 

 

 พบ"ไทยไทโย"เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่ง แต่กวาดเรียบงานปรับโฉมสำนักโฆษก

 

 
 
 

พบข้อมูลใหม่! งานจัดหาครุภัณฑ์ใหม่ปรับโฉม "สำนักโฆษก" ให้สง่างาม 1.7 ล้าน บ.ไทยไทโย เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งหลายรายการ แต่ "ชนะ"

 

piefffvvvv

 

 

จากกรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2557 ก่อนหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างบริษัท ไทยไทโย จำกัด ให้เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดหาครุภัณฑ์มาทดแทนของเดิม ของสำนักโฆษกที่ชำรุดทรุดโทรม ใช้งานมานาน

 

โดยให้เหตุผลว่าเพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักโฆษก ซึ่งเป็นหน่วยงานประชาสัมพันธ์หลักของรัฐบาลให้มีความสง่างามและมีความพร้อมที่จะรองรับผู้มาติดต่อรวมทั้งสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนต่างประเทศ

 

โดยสัญญาจ้างดังกล่าว ลงวันที่ 16/2557 มูลค่างบประมาณโดยรวม 1,787,730.94 บาท ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้จำนวน 1,924,181 บาท

 

(อ่านประกอบ : รบ.ประยุทธ์ ซื้อโต๊ะ-เก้าอี้ จนท. 1.1 ล. ปรับโฉมใหม่ "สำนักโฆษก" ให้สง่างาม)

 

ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกขั้นตอนการว่าจ้างงานโครงการนี้ พบว่า มีบริษัทเอกชน 3 ราย ที่เข้ามาซื้อซอง และยื่นเสนอราคา คือ

 

1. บริษัทไทยไทโย จำกัด

2.บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด

3.บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการเสนอราคาจัดซื้อ ครุภัณฑ์ใหม่ 7 รายการ พบว่า มีหลายรายการที่ บริษัทไทยไทโย จำกัด ยื่นเสนอเข้ามาสูงกว่าคู่แข่งทั้ง 2 ราย อาทิ

- ชุดโต๊ะทำงานและเก้าอี้ ระดับเจ้าหน้าที่ ขนาด 150x120x70 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 1,177,856 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 709,452 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 1,148,160.64 บาท

 

- ตู้เก็บเอกสาร ขนาด 80x40x195 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 196,000 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 89,880 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 138,880 บาท

 

- ตู้เก็บเอกสาร ขนาด 80x40x80 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 63,000 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 25,466 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 32,760 บาท

 

- ตู้เก็บแบบฟอร์ม ขนาด 80x40x160 ซม

บริษัทไทยไทโย จำกัด เสนอราคาสูงสุด 6,000 บาท

บริษัท เพอร์เฟ็คท์ ออฟฟิศ เฟอร์นิเจอร์ จำกัด เสนอ 3,798.50 บาท

บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เสนอ 5,580 บาท

(ดูตารางประกอบ)

 

 

peewwfgghhh

@ ตารางรับรายการ ของบริษัท ไทยไทโย จำกัด

ppedddfgfgggg

 

 

 

 

 

 

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะกินอยู่อย่างไรใน 1 วัน

กระทู้สนทนา

กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ เผยเตรียมเคลื่อนค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาทต่อวัน ‘จิตรา’ ชี้ค่าจ้างที่เหมาะสมต้องดูแลคนในครอบครัว 3 คน ระบุสวัสดิการอื่นและสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานสำคัญ

จากรายงานราคาสินค้าขายปลีก (เฉลี่ยตามลักษณะจำเพาะ) ของ กรุงเทพมหานคร เดือน พ.ย.2557 ของกระทรวงพาณิชย์และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แสดงให้เห็นราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค ซึ่งขอยกตัวอย่างดังนี้



กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ เผยเตรียมเคลื่อนค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาทต่อวัน



อย่างไรก็ตามกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง(กสรก.)ได้ประกาศเตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ(อ่านรายละเอียด) ศรีไพร นนทรีย์ ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำว่า เมื่อปี 2553 เคยมีผลการสำรวจดัชนีค่าครองชีพ ในปีนั้นถ้าจะให้ค่าจ้างเพียงพอตัวเลขค่าจ้างต้องเป็น 421 บาท ปัจจุบันแม้ว่าค่าจ้างเป็น 300 บาทจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เพราะทุกยุคทุกสมัยไม่เคยควบคุมราคาสินค้า จะเห็นได้จาก คนงานต้องการเพิ่มรายได้ด้วยกานทำงานล่วงเวลา และงานเหมากันมากขึ้น ยิ่งปัจจุบันแม้ว่าน้ำมันลดราคา แต่ไม่มีสินค่าอุปโภค บริโภคตัวใดปรับลด มีแต่เตรียมเพิ่มราคา หรือลดปริมาณลงหลังคาราแก๊ส และก๊าซปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้การปรับเงินเดือนข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีฐานเงินเดือนสูงและมั่นคงมากกว่าลูกจ้างในภาคเอกชน จึงส่อให้เห็นว่าฝ่ายปกครองชุดนี้เลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน แสดงถึงความไร้มาตราฐานในการปกครอง


สำหรับค่าแรงขั้นตำที่ควรจะเป็นนั้น ศรีไพร มองว่า ต้องเป็น 460 บาทต่อวัน ณ ปัจจุบัน แต่พวกเราเคลื่อนไหวไว้ที่ตัวเลข 421 บาทต่อวัน ไปแล้ว ก็คงยังยืนยันเคลื่อนไหว 421 บาทต่อวันต่อไป ส่วนตัวเลขอื่นก็จะเก้บไว้เป็นข้อมูล


แนวทางการเคลื่อนไหวรณรงค์เรียกร้องของกลุ่มกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตฯ ต่อประเด็นนี้ ศรีไพร เปิดเผยว่ากลุ่มมติเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าเราจะเคลื่อนไหวเรื่องค่าจ้างขึ้นต่ำ ครั้งแรกในวันที่ 18 ธ.ค.แต่ถูกสกัด แทรกแซงจากหน่วยงานรัฐและทหาร แต่หลังปีใหม่นี้จะมีการเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อโดยใช้เครื่องเสียงประชาสัมพันธ์ และแจกใบปลิวให้คนงานกลุ่มแรกที่นวนคร เข้าใจและสนับสนุนเรื่องการเคลื่อนไหวค่าจ้างขั้นต่ำและจัดสัมมนาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้าง และออกรณรงค์ต่อไป


‘จิตรา’ ชี้ค่าจ้างที่เหมาะสมต้องดูแลคนในครอบครัว 3 คน

จิตรา คชเดช นักสหภาพแรงงาน ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการปรับค่าจ้างของคนงานได้รับตามค่าจ้างขั้นตำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะทำงานมากี่ปี ไม่มีค่าฝีมือ ส่วนใหญ่ในโรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงาน ค่าจ่างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ซึ่งนายจ้างจ่ายเฉพาะวันทำงานเท่านั้นซึ่งการทำงานปกติเดือนละ 26 วันคนงานจะได้รับค่าจ้างทั้งหมด 7,800 บาทต่อเดือน ซึ่งถัวเฉลี่ยคนงานจะได้เงินวันละ 260 บาทเท่านั้น ในการครองชีพ หักค่าประกันสังคม 5% เป็นเงิน 390 บาท เหลือเงินสุทธิต่อเดือน 7,410 บาท


คนงานส่วนใหญ่เป็นคนย้ายถิ่นแล้วซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประจำเช่นค่าเช่าบ้าน ประมาณเดือนละ 2,000 บาท ค่าอาหารมื้อละ 40 บาท วันละ 120 เดือนละ 3600 บาทต่อเดือน ซึ่งจะเห็นว่าเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นของคนงานหนึ่งคนใช้เงิน 5,600 บาทที่เหลือ 1,810 บาทซึ่งมีทั้งค่าอื่นๆ อีกจิปาถะที่จำเป็นอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้พูดถึง เงินที่เหลือเท่านี้ทำให้ค่าจ้างวันละ 300 บาทไม่เพียงพอต่อการครองชีพสำหรับคนๆ เดียว ถ้ามีลูก มีพ่อมีแม่ ก็ยิ่งไม่สามารถดูแลได้เลย ต้องหารายได้พิเศษเพิ่มเช่นการทำโอที หรืออาชีพเสริม เงินออมในอนาคตไม่มี บางครอบครัวยังมีหนี้สินจากภาคเกษตรของพ่อแม่


สำหรับค่าแรงที่ควรจะเป็นนั้น จิตรา มองว่า ค่าแรงที่ควรจะเป็นคงหามูลค่าไม่ได้ แต่ค่าจ้างที่เหมาะสม ก็คือสามารถดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้อีก 2 คน เป็น 3 คน จึงเป็นค่าจ้างที่เหมาะสม ค่าเช่าบ้านที่เหมาะสมคือ 10% ของค่าจ้าง ต้องมีเงินเหลือออมประมาณ 20% ของรายได้ และต้องมีการช่วยเหลือเรื่องการเรียนฟรีที่แท้จริงสำหรับเด็ก ค่าจ่างต้องสามารถให้คนสามคนมีอาหารกินแบบมีคุณภาพและกินอิ่ม จึงจะเป็นค่าจ้างที่เหมาะสม การคำนวนค่าจ้างจึงต้องเอาค่าครองชีพและรายได้ที่จำเป็นมาเป็นตัวคำนวนร่วมด้วย


ระบุสวัสดิการอื่นและสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานสำคัญ

นอกจากนี้ จิตรา ยังกล่าวถึงข้อเสนอเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนงานด้วยว่า ต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อปรับค่าจ้างตามฝีมือแรงงาน และตามอายุการทำงานไม่ใช่จ่ายค่าจ้างตามค่าจ่างขั้นต่ำ ให้สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานเพื่อให้มีการเจรจาต่อรอง ค่าจ้างสวัสดิการ โบนัส ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างเต็มที่ รัฐบาลต้องจัดหาที่พักราคาถูกให้กับลูกจ้างย้ายถิ่น หรือสร้างบ้านเพื่อให้คนงานซื้อผ่อนได้

รวมถึง ต้องให้สิทธิในการเลือกตั้งในในเขตพื้นที่สถานประกอบการเพื่อเลือกตั้งตัวแทนในระดับทั้งถิ่นถึงระดับประเทศ เพื่อทำให้คนงานมีตัวแทนของพวกเขาเองในการบริหารประเทศ ต้องมีสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชนหรือในโรงงานฟรี รัฐต้องจัดให้มีการเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี


“ความมั่นคงในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ กรณีเลิกจ้างบริษัทปิดกิจการหรือย้ายฐานการผลิต ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามอายุคนงานที่ทำให้เขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและให้จัดหางานใหม่ให้ในระหว่างรองานต้องจ่ายเงินช่วยเหลือระหว่างว่างงานที่คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งปัจจุบันประกันสังคมจ่ายให้ซึ่งถือว่าน้อยมาก” จิตรา เสนอ


หมายเหตุ : ยังไม่รวมราคาเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องใช้สอยในครัวเรือน กิจกรรมนันทนาการ ค่าน้ำ-ไฟ ค่าแสวงหาความรู้ หนังสือ หนังสือพิมพ์ ค่าผ่อนชำระหนี้สินดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ

ที่มาข้อมูล : กระทรวงพาณิชย์, รายงานราคาสินค้าขายปลีก (เฉลี่ยตามลักษณะจำเพาะ) ของภาค กรุงเทพมหานคร ปี 2557 เดือน พ.ย. : องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

ที่มา :
http://prachatai.org/journal/2015/01/57248

แก้ไขข้อความเมื่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รวย หรือ เจ๊ง? ร้านค้ายอดฮิต มนุษย์เงินเดือน ผันไปทำธุรกิจ

 

 

ย่างก้าวเข้าสู่ ปี 2558 หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตที่หวังจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การได้ประกอบอาชีพที่รัก มีผลตอบแทนดี ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ จึงเสาะแสวงหาตัวตน เริ่มจากเป็นมนุษย์เงินเดือน จนเข้าที่เข้าทาง บางส่วนเริ่มเบื่อในสถานะลูกจ้าง จึงออกไปทำธุรกิจที่ชอบ ไปสู่เป้าหมายที่วาดฝันไว้

 

 

sanook0107101238357015429_baf3bf2788

 

 

แน่นอนว่าการออกไปทำธุรกิจเป็นของตนเองย่อมมีความเสี่ยง ไหนจะเงินทุนตั้งหลัก หากล้มเหลวขึ้นมาก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ความฝันที่ว่าต้องการผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจ มีอิสรภาพทางการเงิน รวยเร็ว สบายไวนั้น ฟังดูเหมือนง่าย แต่การเสี่ยงลงทุนก็ถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต

 

เด็กรุ่นใหม่ก็มุ่งหาเปิดร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ที่เรียกได้ว่าผุดขึ้นมาจำนวนมาก เห็นชัดๆ ที่จ.เชียงใหม่ ร้านกาแฟ พบเห็นได้ในทุกหย่อมหญ้า แล้วแต่ว่า ใครรุ่งก็ดีไป ใครขายต่อไม่ได้ ก็ถึงทางตัน ธุรกิจในฝันที่วาดฝัน อาจกลายเป็นฝันร้ายที่ให้บทเรียนแก่ชีวิต


มาดูกันว่า เด็กจบใหม่ จบปริญญาตรีส่วนใหญ่ ลาออกจากมนุษย์เงินเดื
อนไปทำอะไรกันบ้าง หากไม่ใช่ธุรกิจที่บรรพบุรุษ คุณปู่ ย่า ตา ทวด สืบทอดมา ก็เห็นจะเป็นร้านค้าที่เปิดขายลงทุนไม่มากนัก เพราะเพียงมีพื้นที่ มีเงินลงทุนพร้อม ก็สามารถเปิดร้านได้ทันที อย่างที่เกริ่นเอาไว้ว่า ธุรกิจเหล่านี้ แล้วแต่โอกาสและช่องทางที่เหมาะสม คนประสบผลสำเร็จมีมาก ขณะที่บางส่วนก็ไปต่อไม่ได้

 

 

0144

 

 

-เปิดร้านค้าออนไลน์ ขายของในอินเตอร์เน็ต


ตลาดใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้รั
บความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวก ซื้อง่าย ขายคล่อง ซึ่งต้องเป็นของใช้ที่ตีตลาด เป็นที่ต้องการ แต่ก็ต้องแข่งขันกับผู้ขายมากรายที่นำกลยุทธ์ด้านการโฆษณาบนสื่อออนไลน์มาเรียกลูกค้า เหล่านี้ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องเฝ้าร้าน หากสินค้าติดตลาด โฆษณาดี แหวกแนว ก็อยู่รอดได้ไม่ยาก

 

 

Kafe’-retro-ร้านกาแฟสุดเก๋สไตล์เรโทร-teen.mthai967635_670025216368604_2123110939_n

 

 

-เปิดร้าน กาแฟ ร้านเหล้า ร้านอาหาร ร้านไอศครีม ร้านเบเกอรี่


การเปิดร้านค้า ต้องมีกลยุทธ์ทางการตลาด รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง อย่างที่เราได้ยินมาในวิ
ชาการตลาด สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาใช้ ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า ทำเล ช่องทางการค้าขาย  ศึกษาคู่แข่ง ราคาสินค้า  จุดเด่นสินค้า และการทำโปรโมชั่น แต่ที่สำคัญต้องมีความรู้ในตัวสินค้านั้นจริงๆ ส่วนใหญ่ร้านที่ประสบผลสำเร็จ ก็มักจะได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้ากันแบบปากต่อปาก โดยเฉพาะโลกออนไลน์ หากร้านไหนติดตลาด ก็มีโอกาสเฮง และ รวย ได้

 

-ร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ร้านถ่ายเอกสาร ร้านเกมส์ ร้านคอมพิวเตอร์


ต้องยอมรับว่า ธุรกิจเหล่านี้ ใช้เงินลงทุนสูง และต้องทำใจเช่นกันว่า กว่าจะได้รับเงินทุนกลับมานั้
นก็เหนื่อยพอตัว เพราะค่ากำไรจากการถ่ายเอกสารนั้นน้อยนิด ไม่คุ้มค่าเหนื่อย ต้องเปิดบริการเสริม เคลือบบัตร เข้าเล่ม ซึ่งก็ต้องใช้อุปกรณ์ และบุคลากรเพิ่ม คำนวณให้ดีว่า ทำแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ ขณะที่ร้านคอมฯที่เปิดส่วนใหญ่ ก็แข่งขันในเรื่องชั่วโมงบริการ 10 บาท 20 บาท กำไรอาจจะไม่พอใช้สำหรับค่าบำรุงรักษา ซ่อมคอมฯตัวที่เสีย ก็เป็นได้

 

-ขายของเฉพาะอย่าง ที่มีคู่แข่งน้อยราย แต่เป็นที่ต้องการของตลาด


กรณีนี้มีโอกาสสูงที่
จะประสบผลสำเร็จ เพราะมีคู่แข่งน้อยราย หากสินค้าดี มีคุณภาพย่อมเป็นที่ต้องการ  ยกตัวอย่างกรณี หนุ่มหนุ่มบุรีรัมย์ จบป.ตรี สมัครงานได้เงินเดือน 7 พัน หันมาขายหมูปิ้ง ข้าวจี่ปลาร้าบอง  อาหารพื้นบ้าน ด้วยสูตรเฉพาะที่คิดขึ้นเอง ใครจะเชื่อว่าทำแล้วรุ่ง ยิ่งในช่วงหน้าหนาว รายได้งาม เฉลี่ยวันละ  8,000–10,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหาจังหวะโอกาสที่เหมาะสมได้ก่อนกัน

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงจังหวะนี้ หลายธุรกิจก็ซบเซา แม้แต่ธุรกิจใหญ่ๆ หากไม่แย่ไปกว่านี้ ก็จะยังคงที่อยู่เช่นเดิม การเป็นลูกจ้างรับเงินเดือนก็เป็นการลดความเสี่ยง เซฟตัวเองไว้ก่อน ไว่ค่อยหาลู่ทางต่อไป โดยในปีหน้าหอการค้าไทยได้เผย 10 ธุรกิจมาแรง ธุรกิจไหนน่าสนใจบ้าง ลองมาดูกัน

 

1.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม
2.ธุรกิจเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว
3.ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสาร
4.ธุรกิจการศึกษา และธุรกิจท่องเที่ยว
5.ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิ

6.ธุรกิจเครื่องดื่ม
7.ธุรกิจถุงมือยาง ถุงมือตรวจโรค และธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่
อสร้าง
8.ธุรกิจสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ
9.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (แนวดิ่ง) และธุรกิจร้านกาแฟ
10.ธุรกิจประมงน้ำจืดและธุรกิ
จจำหน่ายบิ๊กไบค์

 

ธุรกิจดาวร่วงในปีหน้า ที่มีโอกาสซบเซา ได้แก่

 

1.ธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์
2.ธุรกิจหัตถกรรมทั่วไป
3.ผักผลไม้อบแห้ง
4.สิ่งทอผ้าผืน (งานไม่เน้นฝีมือ)
5.ร้านค้าดั้งเดิม (โชว์ห่วย)
6. ยางพารา
7.โทรทัศน์สีรุ่นธรรมดา (จอตู้)
8.ข้าว
9. ส้วมนั่งยอง
10.รถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์)

 

มาถึงจุดนี้ ต้องบอกว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจ สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรี การเป็นมนุษย์เงินเดือน หากได้อยู่ในบริษัทที่เหมาะสม ตำแหน่งที่ดี มีโอกาสเติบโต ก็สามารถร่ำรวย ตั้งหลักชีวิตได้  ตราบใดที่ยังมีความสามารถ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือ เจ้าของธุรกิจ ก็สามาถพิชิตความฝันตามที่ตั้งไว้ได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 ลับสุดยอด ! จริงหรือลวง? ลือกระหึ่ม เจ้าหญิงเคทแอบพบ ‘พระธิดาลับไดอานา’ โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2557 14:54 น.

 

 เผยความลับสุดยอดเอ็กซ์คลูซีฟ เจ้าหญิงเคท ทรงแอบพบกับ ‘หญิงคนหนึ่ง’ ที่เชื่อกันว่าเป็นพระธิดาลับๆ ของเจ้าหญิงไดอานา ระหว่างเสด็จเยือนนิวยอร์ก เมื่อเร็วๆ นี้ หวังทรงพิสูจน์หาความจริง

หลังมีข่าวลือสนั่นกันมาหลายปี เจ้าชายวิลเลียม ทรงมีพระภคินี (พี่สาว) อยู่ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. สื่อต่างแดน เปิดเผยข่าวลับสุดยอด ความเคลื่อนไหวของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ในโอกาสเยือนนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนธันวาคมว่า ขณะที่ทั้งสองพระองค์ทรงถูกจับตาจากบรรดาสื่อมวลชนในสหรัฐฯ แทบจะทุกฝีก้าว แต่คงน้อยคนนักที่จะรู้ว่า เจ้าหญิงแคทเธอรีน หรือเจ้าหญิงเคท ซึ่งกำลังทรงตั้งพระครรภ์ที่ 2 ได้ทรงดำเนินการอย่างลับๆ เพื่อพบกับบุคคลหนึ่ง ที่เชื่อกันว่า เป็นพระธิดาลับๆ ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาผู้ล่วงลับของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ แห่งอังกฤษ ‘

พระชายาในเจ้าชายวิลเลียมที่กำลังทรงตั้งพระครรภ์ ได้มีภารกิจลับสุดยอดระหว่างเสด็จเยือนนิวยอร์ก ด้วยการแอบพบกับหญิงคนหนึ่งแบบเงียบที่สุด ขณะที่แหล่งข่าวในวังเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพระธิดาลับของเจ้าหญิงไดอานา’

นิตยสาร GLOBE (โกลบ) สื่อในสหรัฐฯ ที่ชอบขุดคุ้ยติดตามเรื่องราวในรั้วในวังอังกฤษ ฉบับวันที่ 29 ธ.ค. รายงาน พร้อมทั้งยังเผยด้วยว่า หญิงคนนี้ ชื่อ ซาราห์ ได้ถูกนำตัวแอบมาพบกับเจ้าหญิงเคทที่ห้องนั่งเล่น โดยบรรดาผู้ช่วยและผู้ติดตามของเจ้าหญิงเคท เจ้าหญิงเคททรงแอบพบกับผู้หญิงที่เชื่อกันว่าเป็นพระธิดาลับๆ เจ้าหญิงไดอานาที่นิวยอร์กจริงหรือ?ข่าวแจ้งว่า มีข่าวลือแพร่สะพัดในช่วงหลายปีก่อน เกี่ยวกับเรื่องเจ้าหญิงไดอานา อดีตพระชายาในเจ้าชายชาร์ลส์ ทรงมีพระธิดาลับๆ อยู่อีกองค์หนึ่ง อีกทั้งนิยายเรื่อง ‘การหายไปของโอลิเวีย’ ยังเป็นนิยายที่ผสมผสานกันทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง

จากเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ และการเปิดเผยของคนใกล้ชิดในวัง อ้างว่า เจ้าหญิงไดอานาได้ทรงมีการพบกับแพทย์หลวงในปี 1980 ขณะทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา โดยทรงถูกบังคับให้ทำ ‘กิฟท์’ กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าพระองค์จะทรงมีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ของ ราชวงศ์อังกฤษต่อไปแน่นอนหากทรงได้อภิเษกสมรสกันแล้ว เพียงแต่ระหว่างนั้น กลับมีแพทย์คนหนึ่ง ในทีมแพทย์ที่ถวายงานเรื่องนี้ได้ขโมยไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วของเจ้า หญิงไดอานา ไปฉีดในท่อนำไข่ เพื่อให้ภริยาของเขาตั้งครรภ์เสียเอง เจ้าหญิงไดอานา ขณะทรงมีพระชนมชีพอยู่ เสด็จออกงานพร้อมเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์บทบรรณาธิการของนิตยสาร GLOBE (โกลบ) ฉบับล่าสุด ยังอ้างว่า เจ้าชายวิลเลียม ทรงต้องการรู้ว่า ‘ซาร่าห์’ ยังมีชีวิตอยู่ หรือมีตัวตนจริงหรือไม่

ดังนั้น พระองค์จึงทรงมอบหมายให้พระชายาแอบพบกับหญิงคนนี้ โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดเผยกับนักข่าวของโกลบว่า ซาร่าห์ได้บอกรายละเอียดที่น่ากลัวบางอย่างของเรื่องราวนี้ เธอไม่มีความคิดเห็นใดๆ ที่เธอไม่มีพ่อแม่ เพราะเธอมารู้ว่า พ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมาไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตพร้อมกัน ตอนนั้น ซาร่าห์จึงรู้ว่าเธอเป็นลูกที่เกิดจากการทำ ‘กิฟต์’ และเริ่มค้นหาว่าผู้หญิงคนไหนคือผู้บริจาคไข่ ซึ่งเป็นแม่ของเธอ ความพยายามหาความจริงในเรื่องนี้ของเธอ ทำให้เธอโดนคนข่มขู่ถึงขั้นจะเอาชีวิต พร้อมกับได้สั่งให้เธอหยุดดำเนินการในเรื่องนี้ทันที

จากนั้น เธอจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ ตามรายงานของนิตยสารโกลบ อ้างว่า เจ้าหญิงเคททรงตกพระทัยมาก เมื่อทรงรับทราบเรื่องนี้จากซาร่าห์ และทูลให้เจ้าชายวิลเลียมรับทราบแล้ว โดยเจ้าชายวิลเลียมทรงมีพระประสงค์ให้สืบหาข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ เพราะทรงคิดว่าซาร่าห์อาจเป็นพระภคินี (พี่สาว) จริงๆ ของพระองค์ และเจ้าชายแฮร์รี่ อย่างไรก็ตาม นิตยสารโกลบได้สอบถามความเห็นของคนอ่านด้วยว่า คิดอย่างไรต่อเรื่องราวพระธิดาลับๆ ของเจ้าหญิงไดอานา? คิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมา? และหากผลการพิสูจน์ว่าซาร่าห์ เป็นพระภคินี ของเจ้าชายวิลเลียม จะทำให้เธอเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษหรือไม่ ? และยังถามความเห็นของผู้อ่านที่ยากจะตอบว่า ปริศนาของเรื่องนี้จะทำให้ชีวิตของซาร่าห์ตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า?

 

 

 

 

 

 

 

 เพลง " ป่าลั่น" ขับร้องโดย คุณสุเทพ วงศ์กำแหง
นำเสนอโดย Aphirakchuchai
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

เป็นเพลงจากหนังเรื่องแรกที่ชรินทร์อำนวยการสร้างเรื่องเทพบุตรนักเลง ฉายที่โรงหนังเอ็มไพร์ พ.ศ. 2509 ตอนนั้นคณะสุเทพคอรัสกำลังมาแรง ได้ร่วมแสดงและขับร้องเพลงนี้. ครับ

 

โดยมติชนออนไลน์

 

 

 


เมื่อเกิดความต้องการมาก ก็ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบเข้าไปตัดโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งปัญหารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆของไม้พะยูง จนเจ้าหน้าที่รัฐเองบางส่วนยังเข้าร่วมขบวนการดังกล่าว รู้เห็นเป็นใจการค้าไม้พะยูงซะเองก็มี

ทั้งนี้อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เล่าเพิ่มเติมว่า  ในยุคที่ตนดำรงตำแหน่ง เมื่อเทียบสถานการณ์การค้าขายไม้พะยูงในปัจจุบันยัง ไม่รุนแรงขนาดนี้ โดยตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้ามาแก้ไข โดยได้ประกาศ  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.  ก็ทำให้สถานการณ์เบาลง

โดยในส่วนจำนวนของไม้พะยูงนั้น เคยมีมากในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะหมดไป การลักลอบตัดในไทยจึงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยในส่วนขั้นตอนการกระทำผิดนั้น หลังจากการลักลอบตัวในประเทศ ก็จะมีการลำเลียงออกต่างประเทศ โดยขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผ่านลำน้ำโขง ไปยังประเทศลาว เพื่อส่งต่อไปยัง เวียดนามและจีน  ขณะที่บางส่วนก็ส่งต่อผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา

 



เมื่อขอให้เสนอเเนะแนวทางแก้ไข นายดำรง เห็นว่า การแก้ปัญหานอกจากเร่งปราบปรามในไทย ก็จะต้องมีการประสานไปยังทางการของจีน ให้การรับซื้อไม้พะยูงเป็นเรื่องที่ผิด โดยเฉพาะการออกกฏระเบียบห้ามรับซื้อไม้พะยูงที่ขโมยมา ซึ่งขณะนี้ ไม้ดังกล่าวใกล้สูญพันธุ์ เหลือเพียงบริเวณประเทศไทยเท่านั้น  ซึ่งในฐานะที่ตนเองเป็นสมาชิกสภาปฏฺิรูปแห่งชาติ เห็นว่าน่าจะมีการเพิ่มโทษผู้ที่กระทำความผิดลักลอบตัดไม้ดังกล่าว เช่นโทษจำคุก หรือการยึดทรัพย์ ก็จะทำให้นายทุนที่อยู่เบื้องหลังเกิดความหวาดกลัว

ทั้งนี้เนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงาม จนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก  โดยเนื้อไม้พะยูงมีความละเอียด เหนียวแข็งทนทานและชักเงาได้ดี มีน้ำมันในตัวจึงมักใช้ทำเครื่อง เรือน เครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้ในการแกะสลักและทำด้ามเครื่องมือต่าง ๆ   ในกรณีของไทย ใช้ทำเกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด เป็นต้น

ทีนี้ก็พอเข้าใจกันบ้างแล้ว ว่าเขาขโมยไม้พะยูงกันเพราะอะไร เพราะมันคุ้มที่จะเสี่ยงนั่นแหละครับ  ... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                  เปิดโปงธุรกิจ “เก็บศพ” แย่งทำดีถึงฆ่ากันตาย ตั้งมูลนิธิฯบังหน้า-เบื้องหลังสมุนนักการเมือง

 

ครอบครัวของนายอดิเทพ พิริยะกุล อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง ถูกอาสาสมัครมูลนิธิร่มไทรยิงเสียชีวิต ร่ำไห้เสียใจ

 

      ASTVผู้จัดการ - ปฏิบัติการแย่งกันทำความดี จนต้องฆ่ากันตายนั้น อาจจะยังค้างคาใจว่ามีเหตุอะไรจูงใจให้หลายๆมูลนิธิฯต้องแข่งขันกัน คำตอบน่าจะอยู่ที่ผลประโยชน์ของมูลนิธิฯเองที่มาในรูปแบบต่างๆเช่นยอดการบริจาค เงินสนับสนุนต่างๆ และขั้นเลวร้ายที่สุดคือการเข้ามาของขบวนการฟอกเงิน

 

   กลายเป็นเรื่องขึ้นมาอีกแล้ว หลังจากที่เคยเปิดศึกราวีเสียเลือดเสียเนื้อกันมาหลายครั้ง
       
       กลางดึก 1 ธ.ค.ที่ผ่านมานายอดิเทพ พิริยะกุล อายุ 23 ปีอาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง ถูกนักเลงในคราบนักบุญอาสาสมัครมูลนิธิร่มไทร กระหน่ำยิงจนเสียชีวิตเหตุเกิดหน้าหมู่บ้านโฮมเพลส ปากซอยรามคำแหง 140 เขตสะพานสูง กทม.โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ทราบตัวมือปืนแล้วกำลังติดตามมาดำเนินคดี
       
       ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากการแย่งกันปฏิบัติหน้าที่จิต “จิตสาธารณะ”
       
       เมื่อพิจารณาถึงปมการฆ่าฟันกันว่ามาจาก “จิตสาธารณะ”สังคมอาจจะยิ่งมึนงงเพราะการทำงานเพื่อส่วนรวมหรือการบำเพ็ญตนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้นทำไมต้องเกิดความขัดแย้ง แย่งกันทำความดีด้วยความตาย และคงเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีเหตุการณ์อันน่าหดหู่ใจนี้
       
       พลิกปูมหลังเมื่อปี พ.ศ.2480 ได้ก่อเกิดมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง ขึ้นเป็นครั้งแรกและแยกเป็นกิจการสาธารณะกุศลคนเจ็บคนตายราว 50 ปีที่ผ่านมานี้โดยมีแรงบันดาลใจมาจากนายอุเทน เตชะไพบูลย์ นักธุรกิจชาวจีนคนหนึ่งที่เข้ามาอาศัยร่มโพธิสมภารจนประสบความสำเร็จและต้องการสนองคืนสังคมเริ่มด้วยการจัดตั้งโรงพยาบาลหัวเฉียว และแตกมาเป็นมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย คนยากคนจนตลอดจนเก็บศพไร้ญาติ
       
       ต่อมาได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นเนืองๆ เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมหรือคดีต่างๆที่เกิดขึ้นกิจการมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง จึงขยายมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (ตำรวจ) อย่างเต็มตัวโดยภารกิจหลักคือการเก็บศพในทุกรูปแบบ และพัฒนามาเป็นหน่วยกู้ชีพช่วยผู้ประสบภัยต่างๆ เช่นอุบัติเหตุรถชน ตึกถล่ม ปั๊มแก๊สระเบิด เป็นต้น ซึ่งต่อมากลายเป็นที่นิยมของบรรดาผู้มีจิตอาสา ทั้งดาราและประชาชนมาสมัครเป็นอาสาปอเต็กเชียงตึ้ง อาทิ แอ๊ด คาราบาว นักร้องดังกับตลกตระกูลชวนชื่น เป็นต้น
       
       เมื่อปรากฏผลงานด้านสาธารณกุศลอย่างชัดเจน ชื่อเสียงของมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง จึงเป็นที่รู้จักทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนอย่างกว้างขวางแน่นอนว่า ย่อมมีผู้ศรัทธาเข้าสมทบในรูปแบบทั้งๆอย่างคับคั่ง ทั้งด้านการเงินหรือบริจาคสิ่งของรวมทั้งโลงศพ ทำให้มีคนมองเห็นช่องทางจนเกิดมูลนิธิฯเล็กๆ ขึ้นมาอีกมูลนิธิหนึ่งชื่อ “ร่วมกตัญญู” ก่อตั้งโดยนายสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง ก่อตั้งเมื่อปี 2513 ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานมูลนิธิฯ
       
       เส้นทางมูลนิธิร่วมกตัญญู ลอกเลียนแบบ “ปอเต็กเชียงตึ้ง” เน้นเฉพาะการเก็บศพ สำนักงานเดิมอยู่ย่านกล้วยน้ำไทย เริ่มจากรถปิกอัพ 1 คันมีเด็กคลองเตยเป็นพนักงานขับรถ คนเก็บ-ส่งศพหนึ่งในนั้นก็คือนายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการมูลนิธิฯคนปัจจุบัน
       
       อย่างรวดเร็ว เพียง 2-3 ปีมูลนิธิร่วมกตัญญู สามารถสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเทคนิคที่ประสบความสำเร็จก็คือพยายามแย่งเก็บศพจากมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง ให้มากที่สุดเพราะในแต่ละครั้งจะปรากฏชื่อเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย ลูกเล่นที่ได้โฆษณาฟรีๆลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ โดยไม่เสียสตางค์แม้แต่บาทเดียวก็คือตอนเก็บศพไม่ว่าจะยืนเก็บ นั่งเก็บหรืออยู่ในมุมใดๆต้องมีพนักงาน 1-2 คนยืนหันหลังให้เห็นป้ายชื่อมูลนิธิฯที่ติดตัวโตๆ หลังเสื้ออย่างชัดเจน
       
       นอกจากนั้น ก็คือการ “ซื้อใจ” เพราะทุกครั้งที่นักข่าวอาชญากรรมไม่ว่าสำนักใดก็ตามหาก “ตกภาพ” ไปถ่ายรูปในที่เกิดเหตุไม่ทันก็จะได้รับการอนุเคราะห์จากมูลนิธิฯซึ่งต่างจาก “ปอเต็กเชียงตึ้ง”ในยุคก่อนที่ไม่ยืดหยุ่น ไม่ให้ความสำคัญกับสื่อจึงเปิดโอกาสให้ร่วมกตัญญู โตวันโตคืนจนมาถึงยุคปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีศูนย์ประสานงานตั้งอยู่หน้าวัดหัวลำโพง ปทุมวัน คาดว่ามีทรัพย์สินกว่า 1 พันล้านบาท มีนักร้องดาราให้การสนับสนุนอย่างมากมายเช่นบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ต่าย สายธาร ฝันดี ฝันเด่น และตลกตระกูล “เชิญยิ้ม” เป็นต้น
       
       อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาถึงวันนี้ทั้งมูลนิธิปอเต็กเชียงตึ้ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู ต่างเคยกระทบกระทั่งกันมาหลายครั้ง เรียกว่าเคยเซ่นสังเวยเลือดเนื้อกันมาก่อนเช่นกันจนถึงยุค พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธ์ เป็น ผบช.น.ได้แก้ปัญหา “แย่งทำความดี” หรือ “แย่งเก็บศพ” ด้วยการแบ่งเขต กองบังคับการตำรวจนครบาลเหนือ (บก.น.เหนือ) กองบังคับการตำรวจนครบาลใต้ (บก.น.ใต้) และ กองบังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี (บก.น.ธนฯ) และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นวันคู่วันคี่เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนี่ง
       
        แต่ที่เกิดเป็นเรื่องราวบ่อยครั้งก็เพราะมีมูลนิธิเกิดใหม่อีกหลายมูลนิธิฯเช่น ประชาร่วมใจ – มูลนิธิร่มไทร เป็นต้น
       
       ทั้ง 2 มูลนิธินี้แม้จะมาในรูปจิตอาสา เป็นนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรแต่มุ่งเน้นงานสาธารณกุศล หากแต่ในความจริงแล้วเฉพาะในส่วนของมูลนิธิร่มไทร ซึ่งมีนายสุธี มีนชัยนันท์ คนนามสกุลเดียวกับนายวิชา มีนชัยนันท์ นักการเมืองชื่อดังเป็นประธานฯ ย่อมเป็นที่สงสัยของสังคมว่า นอกจากงานการกุศลแล้วยังมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
       
        เพราะทราบกันดีว่ามูลนิธิร่มไทร นั้นนอกจากอยู่ในการดูแลของสกุล “มีนชัยนันท์”แล้วยังมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตนักการเมืองคนดังร่วมสนับสนุนด้วย
       
       มีข้อมูลปรากฏในกลุ่มอาสา หรือบรรดามูลนิธิทั้งหลายว่าระบบการทำงานของมูลนิธิฯในปัจจุบันทั้งปอเต็กเชียงตึ้ง กับร่วมกตัญญู ไม่มีปัญหาอะไรกันแล้วเนื่องจากกำหนดพื้นที่ วันเวลาตารางการทำงานอย่างชัดเจน
       
        แต่ที่เป็นปัญหาก็คือกลุ่มคนทำงานของมูลนิธิร่มไทร ซึ่งยึดพื้นที่แนวตะเข็บชานเมืองโดยเฉพาะด้านตะวันออก ของกทม.ประกอบด้วยมีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง และย่านลำลูกกา เป็นต้น พื้นที่ดังกล่าวห้ามมูลนิธิฯ ใดย่างกรายเข้าไป แต่ที่เกิดเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง ก็เพราะมีการประสานงานมาจากศูนย์เอราวัณ (งานแพทย์ กทม.) หรือศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณะสุข เมื่อแจ้งไปยังมูลนิธิใดแล้วเผลอรีบไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุโดยลืมว่า มีเจ้าถิ่นคอยเอาเรื่องอยู่ก็จะเกิดปัญหาได้ เบาสุดคือขับรถปาดหน้าด่าทอ ขยับไปถึงขว้างปาสิ่งของใส่และอาจถึงทะเลาะวิวาทจนมีการใช้อาวุธ
       
       ปฏิบัติการแย่งกันทำความดีจนต้องฆ่ากันตายนั้นอาจจะยังค้างคาใจว่ามีเหตุอะไรจูงใจให้หลายๆ มูลนิธิต้องแข่งขันกัน คำตอบน่าจะอยู่ที่ผลประโยชน์ของมูลนิธิเองที่มาในรูปแบบต่างๆ เช่นยอดการบริจาค เงินสนับสนุนต่างๆ และขั้นเลวร้ายที่สุดคือการเข้ามาของขบวนการฟอกเงิน
       
       ส่วนข้อปลีกย่อยต่างๆที่ยังเป็นปัญหาก็คือการเข้ามาของพนักงานหรืออาสาทั้งหลายนั้นส่วนใหญ่มาจากร้อยพ่อพันแม่ ไม่มีระบบควบคุมที่ดีเห็นได้จากมีข่าวแอบอ้างชื่ออาสา ชื่อมูลนิธิไปกระทำผิดกฎหมายขนของเถื่อน ค้ายาเสพติดหรือบางครั้งนำไปก่ออาชญากรรมร้ายแรง
       
       จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานรับผิดชอบประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อนุญาตและผู้ควบคุม จะต้องรีบเข้ามาตรวจสอบการประกอบกิจการต่างๆ ของมูลนิธิฯทั้งหลายว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่นมูลนิธิใหญ่แห่งหนึ่งมีทรัพย์สินมากมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่าการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิฯต้องไม่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อผู้ใดฯ และข้อบังคับที่กำหนดให้มีคณะกรรมการของมูลนิธิฯประกอบด้วยบุคคลอย่างน้อย 3 คนเป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิตามกฏหมายและข้อบังคับของมูลนิธิฯนั้น ปรากฏว่ามูลนิธิฯดังกล่าวมีเมีย เป็นประธาน สามีเป็นผู้จัดการ และน้องเมียเป็นเลขาฯ สามารถทำได้หรือไม่ และในแต่ละปีมีการจัดบัญชีรายรับรายจ่ายไว้อย่างไรบ้างกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบมองเห็นเรื่องนี้เป็นสิ่งปกติ หรือผิดปกติ
       
       นอกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วยังมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกหน่วยงานหนึ่งที่ปล่อยปละละเลย ทั้งที่เป็นงานรับผิดชอบของตัวแต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่เคยมี ผบ.ตร.คนใดแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่นการแบ่งเขตทำงานของมูลนิธิปอเต็กตั้ง และร่วมกตัญญู ยังคงใช้ตามระบบกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดิมเมื่อ 30 ปีก่อนคือ เหนือ – ใต้-ธนฯทั้งที่ความจริงมีการแบ่งซอยอย่างชัดเจนเป็น 9 กองบังคับการไปแล้ว อีกทั้งมูลนิธิฯน้องใหม่ที่ได้แรงหนุนจากนักการเมืองดัง แทนที่จะเป็นจิตอาสาแต่กลายเป็นนักบุญในคราบของนักเลงอันธพาลซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงของสังคม
       
       นี่ยังไม่รวมเรื่องปลีกย่อยเช่นการใช้ไฟวาบ สัญญาณไซเรน ที่ปัจจุบันการขับรถอย่างเร่งรีบ ทำกันอย่างครึกโครมจนสร้างความตกอกตกใจ อีกทั้งอาจจะมีอันตรายจากอุบัติเหตุซ้ำขึ้นได้นั้นก็ล้วนแต่ต้องแก้ไขเพราะเป็นปัญหาหมักหมมกันมานาน
       
        เอาจังหวะนี้แหละจัดระเบียบให้เรียบร้อย จิตอาสาที่ดีเขาจะได้ทำหน้าที่ด้วยความเบิกบานใจ
       

 
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อควรู้ 7 วิธีรับมือ หากท่านกำลังถูกไฟแนนซ์ขู่ยึดรถ ใจเย็น ๆ ไม่ต้องตกใจ ตั้งสติให้ดี แล้วอ่านบทความนี้อย่างตั้งใจ

การมีรถยนต์ขับสักหนึ่งคันสำหรับใครหลาย ๆ คนอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก อยากได้ก็ซื้อ แต่สำหรับคนอีกมากมายที่ไม่มีเงินถุง เงินถังขนาดนั้น การผ่อนรถกับไฟแนนซ์จึงเป็นทางเลือกที่หลายคนนิยมกัน

ใช่แล้วครับนั่นหมายความว่าชีวิตนี้คุณได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่เสียแล้ว บางคน 3-5 แสนบาท แต่สำหรับบางคนก็เป็นล้านนะครับ ไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลยทีเดียว

 

                              ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

   

ทำให้คำว่า ‘ภาระ’ เป็นเหมือนเงาตามตัวเราทุกสิ้นเดือน และถ้าหากวันหนึ่งมีอุบัติเหตุทางการเงินเกิดขึ้น เราไม่มีเงินผ่อนรถ จนไฟแนนซ์ติดตามทวงถาม และจะยึดรถของเราให้ได้

เราจะทำอย่างไร? ไม่ต้องกังวลนะครับ MThai News อยู่ข้างคุณเสมอ วันนี้เราขอนำเสนอ 7 วิธีรับมือไฟแนนซ์ขู่ยึดรถ สำหรับลูกหนี้ชั้นดี ‘ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย’ กันนะครับ

1.คุณลูกหนี้จงจำไว้ว่า ไฟแนนซ์จะสามารถยึดรถเราได้ต่อเมื่อ เราค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันขึ้นไป ก่อนยึดรถอีก 1 เดือน รวมเป็น 4 เดือน ซึ่งบางครั้งอาจจะนานกว่านี้ด้วยซ้ำ

ซึ่งถ้าไฟแนนซ์ยึดรถก่อนหน้านี้จะมีความผิดตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องสัญญา ดังนั้นผู้เช่าซื้อต้องอย่ายอมให้ยึดรถ และให้เรียกตำรวจมาเป็นพยาน

 

 

 

                            ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

 

2.ไฟแนนซ์มักขู่เรียกค่าเสียหายสูง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่สามารถเรียกค่าใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ การค่าเสียหายเรียกได้ตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ดังนั้นผู้เช่าซื้ออย่าวิตก

3.หากเราไม่ยินยอมให้ยึดรถ ไฟแนนซ์จะยึดรถไม่ได้ และถ้ามีการบังคับขู่เข็ญ หรือไล่ให้ผู้เช่าซื้อลงจากรถ หรือกระชากกุญแจรถไป หรือแม้แต่เอากุญแจสำรองมาเปิดรถ และขับหนีไป

ไฟแนนซ์ถือว่าทำความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และถ้ากระทำการโดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นถ้ามีคนกระทำการดังกล่าวให้ถ่าย รูปหรือบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้เลย

 

 

 

                             ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

 

4.ข้อนี้สำคัญครับ ถ้าคุณไม่ได้แคร์การติดแบล็คลิสต์เครดิตบูโร‘ ไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถไม่ว่าในกรณีใด ๆ เพราะถ้าถูกยึดรถแล้วเราก็จะหมดอำนาจต่อรองทันที และหลังจากยึดรถไปแล้ว

ไฟแนนซ์จะนำรถของเราไปขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ซึ่งส่วนมากมักจะไม่พอจ่ายหนี้ที่เราเป็นอยู่ และไฟแนนซ์จะเรียกค่าเสียหายจากเรา พูดง่าย ๆ ว่า ‘รถไม่มีแต่หนี้ยังอยู่’ นั่นเอง

5.ในกรณีที่เราถูกยึดรถไปแล้ว และไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ อย่าตกใจให้หาทนายสู้คดี เพราะค่าเสียหายของไฟแนนซ์มักจะสูงจนเว่อร์ แต่ศาลมักพิพากษาให้จ่ายเพียง 30% หรือครึ่งเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

                       ผ่อนรถ, ไฟแนนซ์, ยึดรถ, เครดิตบูโร, ติดแบล็คลิสต์

 

 

 

 

6.เมื่อแพ้คดี ไฟแนนซ์จะยึดทรัพย์ของเราที่ถือครองในนามลูกหนี้เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย แต่ถ้าเราไม่มี หรือเป็นทรัพย์ที่ถือครองโดยญาติ พี่น้อง ไฟแนนซ์ไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครเดือดร้อนเพราะคุณแน่นอน

7. คำถามที่หลายคนสงสัย และเป็นกังวลว่า ‘ถ้าไม่มีเงินจ่ายไฟแนนซ์จะติดคุกหรือไม่’ คำตอบคือไม่ครับ เพราะเป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา และการเป็นหนี้ไฟแนนซ์ ไม่ต้องลาออกจากงาน

เพราะไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเป็นหนี้สินถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไฟแนนซ์ไม่สามารถนำเรื่องส่วนตัวไปประจานให้เพื่อนร่วมงาน หรือผู้บังคับบัญชาของลูกหนี้รับรู้ได้

ถ้าทำถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเราสามารถฟ้องได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามบทความนี้เป็นเพียงวิธีการป้องกันการข่มขู่ และการเสียเปรียบ แต่อย่าเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควรนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูล ทนายพี และเฟซบุ๊คลูกชิ้น ปิ้ง (Fan Page)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                             

 

 

 

 

นิพิฏฐ์ ชี้ กกต. ต่างหากที่สมควรชดใช้ค่าเสียหายเลือกตั้ง โมฆะ เหตุดื้อ-ดันทุรังดำเนินการ


จากกรณีที่วานนี้ (21 ธ.ค. 57) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานกกต. กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ

 

 

 

                

 

รวมจำนวนกว่า 3 พันล้านบาทกกต. เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวสร้างความสูญเสียให้กับชาติ จึงจำเป็นต้องทวงคืนค่าเสียหายกลับสู่ประเทศ และประชาชน ส่วนจะมีใครถูกเรียกร้องเอาผิดในเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ระบุตัวตนที่แน่ชัด ต้องมีการตรวจสอบก่อนนั้น


ในวันนี้ (22 ธ.ค. 57) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวข้างต้นว่า คนที่ควรใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ควรจะเป็น กกต. มากกว่า เพราะหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง ความเสียหายก็ไม่เกิดขึ้น


แต่ กกต.รู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ กลับยังยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งต่อไป รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่ไม่ขึ้นอยู่ในการบังคับบัญชาของรัฐบาล การอ้างว่าถูกรัฐบาลบังคับให้จัดการเลือกตั้ง จึงรับฟังไม่ได้
ทั้งนี้หาก กกต. มีการฟ้องร้องเอาผิดจริงไม่ว่าจะกับใครก็แล้วแต่เชื่อได้เลยว่า กกต.จะถูกเชิญมาเป็นจำเลยร่วมด้วยแน่นอน จนในที่สุดและเรื่องจะเงียบไปเอง เพราะ กกต.ไม่กล้าที่จะฟ้องใคร เงินแผ่นดิน 3,000ล้านก็จะหายไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ หากไม่เชื่อก็ต้องคอยจับตาดูต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         ยาฆ่าเเมลง

 

 

“การบริโภคผักและผลไม้วันละ 400-800 กรัม จะช่วยลดการเกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน เต้านม และกระเพาะปัสสาวะ”

 

นั้นคือคำแนะนำของแพทย์ ผมแปลข้อความนี้จากภาษาอังกฤษที่แชร์กันใน facebook ผมขออนุญาตแปลคอมเมนต์ถัดไปมารับใช้ว่า “แต่อย่าบริโภคผักและผลไม้จากเวียดนาม จีน และไทย เพราะมันยิ่งจะทำให้ท่านเป็นมะเร็งไวยิ่งขึ้น”

 

จากนั้นก็มีคนส่งข้อความเข้ามาเตือนอันตรายจากผลิตภัณฑ์เกษตรจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ + จีน อ่านแล้วปวดใจครับ เราเป็นประเทศผลิตอาหารป้อนโลก แต่เรากลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหารจนบั้นปลายท้ายที่สุด โลกกลับกลัวผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารจากประเทศของเรา และจากภูมิภาคของเรา

 

อย่าดัดจริตเถียงผู้บริโภคโลกเลยว่า อาหารของเราปลอดภัย อยากให้ท่านมาดูนาข้าวแถวลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก ฉะเชิงเทรา ที่ฉีดยาฆ่าแมลงกันบ้าเลือด หรือมาบ้านที่ผมพำนักพักอยู่ในเวลานี้ ที่แขวงขุมทอง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ก็ได้ บ้านผมอยู่ติดกับทุ่งนาเลยนะครับ ชาวนาข้างบ้านท่านปลูกข้าวปีละ 3 ครั้ง และฉีดยาฆ่าแมลงทั้งปี ทุกครั้งที่ท่านฉีดยา พ่อผมก็จะสั่งปิดบ้าน และห้ามใครกลับมาจนกว่าจะค่ำ เมื่อลมพัดละอองยาฆ่าแมลงไปหมดแล้ว

 

ฝนตกคราใด น้ำฝนก็จะชะยาฆ่าแมลงลงไปในคลอง หนองน้ำ แถวนี้มีบ่อปลาเยอะ ยาฆ่าแมลงก็ไหลลงไปในบ่อปลา คนกินปลาก็คือกินมะเร็ง

 

เดี๋ยวนี้ คนไทยยังหนุ่ม ยังสาวอยู่แท้ๆ แต่วันดีคืนดีก็มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างเร็ว ชอบเป็นไข้เรื้อรัง โทร.ไปทีไรก็จะได้คำบอกว่า เป็นไข้ เป็นไข้ เป็นไข้ คนที่ผมรู้จักหลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ ตนใจหวิวคล้ายกับหิวข้าวบ่อย หน้าซีดบ่อย มีอาการจะเป็นลมบ่อย ฯลฯ พวกนี้นี่คืออาการร่วมกันของมะเร็งทั้งนั้น ไม่ว่าจะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้เล็ก/ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ ซึ่งหนึ่งในหลายสาเหตุคือ ทานอาหารไม่ปลอดภัย

 

อยากพิสูจน์เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปไกลเลยครับ วันเสาร์อาทิตย์มีเวลาว่าง ผู้อ่านท่านพาผู้คนในครอบครัวของท่านขับรถเล่นเย็นใจไปตามตรอกซอกซอยในพื้นที่เกษตรชานกรุงเทพฯ และปริมณฑล ท่านจะเจอการฉีดยาฆ่าแมลง นี่แหละครับ เห็นภาพพวกนี้ด้วยตาตัวเองแล้ว คนในครอบครัวของท่านจะได้ช่วยกันเลือกอาหารที่จะรับประทาน ว่าจะต้องปลอดภัยเท่านั้น

 

ไม่แค่เฉพาะชานกรุงเทพฯ อาหารมะเร็งอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นในประเทศไทย ลองขับรถไปตามสวนแถวภาคตะวันออกก็ได้ โอ้โฮ ป้ายโฆษณาสองข้างทางที่จังหวัดระยอง ตราด และจันทบุรี มีแต่โฆษณายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า มีแต่พวกสารเคมี ที่น่าตกใจก็คือ โฆษณาในวิทยุท้องถิ่นเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องยาฆ่าแมลงและยาปลุกอารมณ์ทางเพศ

 

แถวบ้านพ่อผม พอฤดูหนาวเข้ามาเยือน หนองบึงที่เคยเปี่ยมน้ำก็เริ่มแห้ง กุ้งหอยปูปลาที่ตามน้ำลงไปไม่ทันก็จะตกค้างอยู่ในแอ่ง พี่ป้าน้าอาของผมก็จะไปจับ มีตั้งแต่ปลาซิว ปลาซ่า ปลาหมอ ปลาตะพัด ปลาตะเพียน ปลาบู่ ปลากระดี่หม้อ ปลาดุก ปลาช่อน ฯลฯ

 

สมัยก่อนง่อนชะไร ตอนที่ยังไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงกันมาก สัตว์น้ำเหล่านี้คืออาหารอันโอชะของชาวบ้าน ย่าผมเคยทำต้มยำป่าปลาช่อนอร่อยมาก ป้าเนยก็แกงอ่อมปลาดุกใบยอได้แซ่บอย่าบอกใคร อีน้องเคยทำต้มกะทิปลาหมอมาให้พวกเราทานตอนลงแขกเก็บเงาะ แม้แต่ปลากะทิง พ่อของผมยังเอามายำกับมะม่วงเปรี้ยวซอย ที่มีตะไคร้ซอยเฉียงบางๆ พ่อโรยน้ำตาลทราย ใส่มะนาว อุ๊ย เขียนถึงแล้วน้ำลายไหลลงไปที่แป้นคอมพิวเตอร์เลยครับ

 

ทว่า ผู้อ่านท่านที่เคารพ ปัจจุบันทุกวันนี้ ปลาน้ำจืดกลายเป็นอาหารที่มีแต่สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคร้ายประเภทอื่น ประชาชนคนของเราที่ยากจนอยู่แล้ว ยังต้องดิ้นรนขวนขวายหารายได้เอาไปซื้อยามารักษาตัว บางคนต้องวิ่งหาสตางค์เอาไปฉายรังสี ตรวจอุจจาระ เอกซเรย์ ทำสแกน ส่องกล้อง และทำเคมีบำบัด

 

คนที่จนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจนเข้าไปใหญ่

ที่รวยขึ้นคือเจ้าของสารเคมีหรือผู้นำเข้ายาฆ่าแมลง

ไม่มีนโยบายของพรรคการเมืองไหนพูดถึงเรื่องนี้

เพราะได้รับเงินบริจาคจากบริษัทฆ่ามนุษย์กันถ้วนหน้า

ได้รับกันทุกพรรค ท่านไปตรวจสอบดูเถิด.

 

 

คุณนิติ นวรัตน์

 

 

 

 

สารพิษอันตราย ยาฆ่าแมลง สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ที่ รัฐไทย ปล่อยปะละเลย จนคนไทยป่วยโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสาเหตุโรคร้ายแรงต่าง ๆ อีกมากมาย ความรุนแรงกำลังทวีสูงขึ้น อย่างน่ากลัว

 

ว่าด้วยเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช ข้อมูลเมื่อปี 2553 พบว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรเป็นอันดับที่ 48 ของโลก
แต่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก
ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นอันดับ 4 ของโลก
หากดูปริมาณนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชของปี 2552 พบว่ามีการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชทั้งสิ้น 118,152 ตัน
เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากเมื่อปี 2545 ซึ่งมีปริมาณนำเข้า 39,634 ตันโดยตัวเลขการนำเข้านี้มีแนวโน้มสูงขึ้นมาตลอด

 

ในจำนวนการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชนี้ จำแนกได้เป็น การนำเข้าสารกำจัดแมลง (Insecticide) 19,709 ตัน

 

สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) 8,485 ตัน สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) 85,821 ตัน และอื่นๆ อีก 4,137 ตัน

 

ขณะที่ในการฉีดพ่น มีรายงานวิจัยจากต่างประเทศพบว่า สารเคมีที่ฉีดพ่นออกไป มีเพียงร้อยละ 0.2 ที่โดนแมลงโดยตรง
ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 99.8 จะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม

 

เช่นเดียวกับกรมวิชาการเกษตรของไทย เคยรายงานว่า มีเพียงร้อยละ 1 ที่โดนแมลงและทำให้แมลงตาย

 

ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 3 โดนแมลงบางส่วน แต่ไม่ใช่จุดสำคัญ

ร้อยละ 10 ระเหยทิ้ง

ร้อยละ 15 ฉีดไปแล้วพลาดเป้าหมาย

ร้อยละ 30 ปลิวกระจาย

และร้อยละ 41 ตกค้างบนพืช


ดังนั้นการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจึงไม่เพียงมีผลทำลายแมลงและวัชพืช แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

ตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งในบรรยากาศ ในน้ำ และแทรกซึมสะสมอยู่ในชั้นดิน

รวมถึงเป็นอันตรายต่อ

สุขภาพของทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย

 

 

 

    

 

2

 

 

 

จากข้อสงสัยเคลือบแคลงในโครงการรับจำนำข้าวที่มีการเก็บสต็อกในโกดังเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ข่าวลือแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดียว่าข้าวไทยบรรจุถุงอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีในระดับสูง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดวิตกว่าข้าวสารที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดสามารถบริโภคได้หรือไม่

 

ไม่เพียงแต่ ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยจะถูกตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ปลอดภัยแล้ว ยังมีพืชผลทางการเกษตรอีกมากมายหลายชนิดที่ควรได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารเคมีร้ายแรง 4 ชนิดที่นานาประเทศประกาศให้เป็น ‘สารต้องห้าม’ ได้แก่ คาร์โบฟูราน (Carbofuran) เมทโทมิล (Methomyl) อีพีเอ็น (EPN) และไดโครโตฟอส (Dicrotophos) ขณะที่ประเทศไทยกลับยังมีการพึ่งพายาฆ่าแมลงเหล่านี้อย่างแพร่หลายโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน

 

 

 

photof

 

 


ในน้ำมีปลา…ในไร่นามีสารพิษ

 

ปี 2554 ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอันดับที่ 5 ของโลก คือ 0.86 กิโลกรัมต่อเฮกเตอร์ โดยอันดับที่ 1-4 ได้แก่ ฝรั่งเศส เวียดนาม สเปน และบราซิล

 

ส่วนรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า ไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรสูงเป็นอันดับ 1

 

เดือนกรกฎาคม 2554 มีการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานในผักและผลไม้จาก 70 ประเทศที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ปรากฏว่าสินค้าจากประเทศไทยมีสารพิษตกค้างสูงสุดเป็นอันดับ 1 และถูกตรวจพบบ่อยครั้งที่สุดในโลก

 

ณ ปัจจุบันไทยยังไม่มีการกำกับควบคุมปริมาณการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างจริงจัง และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นแทบทุกปี โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว กล่าวคือ ในปี 2542 มียอดนำเข้าประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ตัวเลขการนำเข้าพุ่งขึ้นเป็นกว่า 22,000 ล้านบาท หรือประมาณ 164 ล้านกิโลกรัม (สำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร, 2555)

 

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ไทยกำลังประสบวิกฤติการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงหลายด้าน ทั้งร่างกายของเกษตรกร ความปลอดภัยของผู้บริโภค คุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และผืนแผ่นดินที่แทบจะกลายเป็น ‘ไร่นาเคมี’ ไปทั้งประเทศ

 

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นลูกค้าผู้ภักดีต่อสินค้าเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร และตกอยู่ใต้อาณัติของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เพียง 6 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งของตลาดสารเคมีการเกษตรโลก นั่นคือ ไบเออร์ (เยอรมนี) ซินเจนทา (สวิตเซอร์แลนด์) บีเอเอสเอฟ (เยอรมนี) ดาวน์ อะโกรไซแอนซ์ (สหรัฐอเมริกา) มอนซานโต (สหรัฐอเมริกา) และดูปองท์ (สหรัฐอเมริกา) เมื่อนำเข้าสารเคมีเข้ามาแล้ว บริษัทท้องถิ่นของไทยก็ดำเนินธุรกิจหากินบนหลังคนด้วยการจัดจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าต้นทุนวัตถุดิบอีกหลายเท่าตัว ทั้งๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแม้แต่บาทเดียว โดยอ้างว่าเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการเกษตร จึงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

 

 

c


 

ขนาดแมลงยังตาย แล้วคนจะไปเหลืออะไร

 

พิษภัยของการใช้ยาฆ่าแมลงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ดังเห็นได้จากสถิติการตรวจเลือดของเกษตรกรเพื่อวัดระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พบว่า เกษตรกรมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในร่างกายในระดับเสี่ยงสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 29.41 ในปี 2545 เพิ่มเป็นร้อยละ 39 ในปี 2554 โดยไม่มีแนวโน้มลดลง

 

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขประมาณการว่า มีเกษตรกรที่เสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยถึง 6 ล้านคน โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยจากยาฆ่าแมลงประมาณ 200,000-400,000 คน ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่โรคเรื้อรังอื่นๆ อาทิ มะเร็ง เบาหวาน โรคของต่อมไร้ท่อ ฯลฯ (แผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ, 2548)

 

ไม่เว้นกระทั่งตัวของผู้บริโภคเองที่ย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ดังผลการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN: Thailand Pesticide Alert Network) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ ที่ได้สุ่มตรวจผักยอดนิยม 7 ชนิด คือ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่วางขายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ตลาดสด และรถเร่ในเขตกรุงเทพฯ พบปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานสหภาพยุโรปถึงร้อยละ 40 โดยได้รับคำยืนยันจากห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555

 

สอดคล้องกับผลสำรวจของ อย. ที่พบว่าผักสดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 359 ตัวอย่าง มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงตกค้างทั้งในผักที่มีเครื่องหมายปลอดสารพิษและที่ไม่มีเครื่องหมาย ร้อยละ 51.8 และ 63.7 ตามลำดับ

 

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระแสรณรงค์ขององค์กรภาคประชาชนและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ให้เลิกใช้สารเคมีร้ายแรงทั้ง 4 ชนิด ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน และกำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง

 

 

 

เกษตรเคมี4_resize

 

 

 

หยุดขึ้นทะเบียน 4 สารเคมี

 

ทำไมจึงต้องจำเพาะเจาะจงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 4 ชนิด ให้เป็นวัตถุอันตราย?

 

เหตุเพราะว่า แม้แต่ประเทศต้นทางการผลิตอย่างสหรัฐและเยอรมันยังรู้ซึ้งถึงพิษร้ายของสารเคมีที่ว่านี้เป็นอย่างดี จนต้องสั่งระงับการใช้โดยเด็ดขาด โดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (Environmental Protection Agency: EPA) ได้มีการประเมินผลการตกค้างของสารคาร์โบฟูรานในปี 2549 พบว่า การตกค้างของคาร์โบฟูรานในอาหารมีความเสี่ยงร้ายแรง ‘เกินระดับที่ EPA จะยอมรับได้’

 

จนกระทั่งปี 2551 EPA ได้ข้อสรุปจากผลการวิจัยทั้งหมดว่า ‘คาร์โบฟูรานที่ตกค้างในอาหารไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น’ จึงมีการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดนี้ในผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดของสหรัฐตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

 

เช่นนี้แล้วประเทศปลายทางอย่างไทยจะยังดึงดันฝืนใช้ต่อไปอีกทำไม

 

สำหรับแนวทางที่สามารถควบคุมการใช้สารเคมีร้ายแรงทั้ง 4 ชนิดได้อย่างเห็นผลก็คือ การประกาศห้ามใช้และไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงควรออกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีผลตามกฎหมายทันทีคือ ห้ามการนำเข้า จำหน่าย หรือใช้ รวมทั้งการไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเมื่อพบว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวมีผลการศึกษาและข้อมูลหลักฐานว่าเกิดพิษภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบันสารเคมีอันตรายทั้ง 4 ชนิด ถูกจัดให้อยู่ใน ‘บัญชีวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวัง’ เท่านั้น แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายดังกล่าว ทั้งที่นานาประเทศได้กำหนดให้เป็นสารเคมีต้องห้ามแล้ว

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีข้อสังเกตหนึ่งว่า เหตุที่ไทยไม่สามารถยกเลิกสารเคมีทั้ง 4 ชนิดได้ เป็นเพราะมีเงื่อนงำ ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ อยู่เบื้องหลังหรือไม่

 

 

 

 

*********************************************

 

 

 

 

 

 

ไม่รู้แบ่งกันยังไง แต่ข่าววงในบอกว่า สินจัยได้หนึ่งเรื่อง กันตนาได้หนึ่งเรื่อง อีกสิบเรื่องรอเช็คอยู่

ท่าทางต้องแย่งกันแน่ๆ หนังคนดีนี่มันดีจริมๆ....................................... (ᗒᗜᗕ)՛̵̖

 

 

 

 

ปปช. จำหน่ายคดีถอดถอน สส.310 คน ด้วย รธน50 สิ้นสุดลง

 
 
 
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มประชุมนายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ประธานป.ป.ช.ได้ทำหนังสือถึง สนช.2 ฉบับคือ

1.รายงานการไต่สวนกรณีการถอดถอนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกจากตำแหน่ง กรณีมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 จากกรณีใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อพ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ซึ่งพบว่า การกระทำของนายกิตติรัตน์ฟังไม่ได้ว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป

2.กรณีขอให้ถอดถอนอดีต ส.ส.จำนวน 310 คน ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 กรณีร่วมลงคะแนนเห็นชอบร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผู้กระทำผิดในการชุมนุมทางการเมือง ในวาระ 3 ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 สิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นมูลฐานการพิจารณานำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงอีกต่อไป มีมติให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418895496

 

 ถ้างั้นกรณีของประธานสมศักดิ์ และประธานนิคม ก็ต้องตกไปด้วย

เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกัน และรัฐธรรมนูญ 2550 ก็สิ้นสุดลงแล้ว

 

ปปช....เริ่มเปิด แนวทาง สมานฉันท์ นิรโทษกรรม...ตอบสนอง คสช.แฟรงเก้น

 

 

 

 

 

 

รูปภาพของ Tisox Intax

 

 

 

ข้อเท็จจริงและประเด็นคำถาม: 

ข้อเท็จจริง
 เพื่อนบ้านของผู้ร้องส่งเสียงดังรบกวนในเวลากลางคืน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนรำคาญ
 
ประเด็นคำถาม
ผู้ร้องสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นได้หรือไม่อย่างไร
 

ความเห็นและข้อเสนอแนะ: 

การให้คำปรึกษา
 ในทางแพ่ง
เพื่อนบ้าน หรือ ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ๆบ้านของผู้ร้องส่งเสียงดังรบกวนจนได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถพักผ่อนนอนหลับได้ตามปกติ เป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 คุ้มครองเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เมื่อบุคคลใดใช้สิทธิของเขาให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหาย หรือ เดือดร้อนเกินความคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุสมควร เมื่อเอาสภาพและตำแหน่งของอสังหาริมทรัพย์นั้นมาประกอบ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเดือดร้อนเสียหายให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิในการได้รับค่าสินไหมทดแทน
ในกรณีที่ผู้ร้องไม่ทราบมาก่อนเลยว่า จะมีการส่งเสียงดังรบกวนจนได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ก็สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการกระทำดังกล่าว หรือ อาจจะขอให้ศาลมีคำสั่งใดที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ได้ และ หากผู้ร้องได้รับความเสียหายแก่ร่างกายอนามัย หรือ สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 แม้ว่าผู้ร้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา 1337 ไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิได้ค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดได้ อย่างไรก็ดี หากเกิดขึ้นเป้นครั้งคราวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ผู้ร้องก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ 

ในทางอาญา 
 สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบ ดำเนินคดีอาญาได้ โดยความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ลหุโทษ ฐานก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควรจนทำให้ประชาชนตกใจ หรือ เดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับ 100 บาท 

 

                            ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์

 Topมาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ทำนายฝัน คำที่มีคนฝันมากที่สุด

 

 

1. ฟัน
หญิงชายใดฝัน ว่า ฟัน ตนหัก ถ้า ฟัน บน ทายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา ถ้า ฟัน ล่าง ทายว่า จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา ถ้า ฝัน ว่ามี ฟัน งอกขึ้นใหม่ ทายว่า จะมีคนมาขออาศัยในบ้าน ไม่ดีนัก
เลขเด็ด  ยังไม่เหมาะแก่การเสี่ยงโชค
2. งูรัด
ฝันว่า งูรัด หรือเลื้อยมาพันร่างกาย ทายว่า ถ้าเป็นคนโสด จะได้พบเนื้อคู่อย่างกระทันหัน ถ้า งูรัด ส่วนของของร่ายกาย เช่น งูรัด คอ รัดบั้นเอว จะได้เนื้อคู่ฐานะดี หรือมียศศักดิ์ ถ้า งูรัด ต่ำลงมาถึงขาทายว่าจะได้เนื้อคู่ศักดิ์ต่ำกว่า ที่แต่งงานแล้ว ถ้าในฝันนั้นได้จับลำตัวของงูด้วย จะได้ลาภเป็นบุตรหรือลาภลอยจากการเสี่ยงโชคใหญ่
เลขเด็ด  55, 66, 556, 559, 568
3. งูกัด
ฝันว่าถูก งูกัด ทายว่า เพศตรงข้ามจะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จากเพื่อนบ้าน ถ้า งูกัด ต่ำก็เป็นเคราะห์เล็ก ถ้า งูกัด สูงจะได้รับเคราะห์หนัก หรือมิฉะนั้นจะเจ็บป่วยเพราะอุบัติเหตุในการเดินทาง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เลขเด็ด 54, 64, 95, 864, 71, 178
4. เสื้อ
ฝันว่าได้สวม เสื้อ ผ้าใหม่ ทายว่า จะหมดเคราะห์หายจากโรค รับรองว่าไม่มีกรำกรายแน่นอน ถ้าฝันว่าได้ถอด เสื้อ ผ้าออกจากร่าง ว้าว...!! ทายว่าจะได้รับข่าวจากญาติพี่น้องทางไกลที่จากกันไปนาน ถ้าฝันว่า ได้รับ เสื้อ ผ้าจากคนนำมาให้ ทายว่า จะมีคนมาขออาศัยอยู่ในบ้าน(เอาอีกและ) และจะนำความเดือดร้อนมาสู่ ถ้าฝันว่าซัก เสื้อ ผ้า จะได้รับโชค ลาภ (งั้นรีบเอา เสื้อ มาซักกันเยอะดีก่า...อิอิ)
เลขเด็ด  05, 06, 506, 550, 556, 646
5. เลือด
 หญิงชายใดฝันเห็น เลือด นอง หรือ เลือด ออกตามร่างกายตน ทายว่า จะหมดเคราะห์ และจะได้รับข่าวดีจากทางไกล ถ้าฝันว่าได้กิน เลือด เนื้อสัตว์ ทายว่า จะได้ลาภจากการเสี่ยงหรือการพนัน
เลขเด็ด  76, 78, 275, 378, 786
6. หมากัด
หญิงชายใด ฝัน ว่าถูก สุนัขกัด หรือ หมากัด ทำนายว่าผู้ที่ถูก หมากัด จะเคราะห์ร้ายหรือได้รับเคราะห์จากศัตรู หรือจากคนใกล้ชิด ถ้า ฝัน ว่า สุนัข เข้ามาเลียแข้งขา ทายว่าศัตรูจะเข้ามาเป็นมิตร ที่ร้ายจะกลายเป็นดี ถ้าฝันว่าได้อุ้มลูกหมาขนปุยน่ารัก ทายว่า คนในบ้านต่ำอายุกว่าจะก่อความเดือดร้อนใจให้ภายหลัง
เลขเด็ด  41, 43, 334, 493, 944
7. บันได
หญิงชายใดฝันว่าได้ก้าวขึ้น บันได บันได เลื่อนสู่ที่สูง ทายว่า การที่คิดไว้จะสมหวัง ถ้าฝันว่าตกจาก บันได จะได้รับความเดือดร้อนภายในครอบครัว
เลขเด็ด  22, 44, 68, 220, 441, 681
8. ตาบอด
ถ้าฝันว่าตัวเอง ตาบอด  มองอะไรไม่เห็น  แปลว่า จะโชคดี จะสมปรารถนาในทุกสิ่งที่ต้องการในเวลาไม่นาน

        ถ้าฝันว่าได้พูดคุยกับคน ตาบอด แปลว่า ในครอบครัวจะมีปัญหาที่สร้างความไม่สบายใจ ไม่ไว้วางใจกันเกิดขึ้น
เลขเด็ด  ไม่ควรเสี่ยง
9. งานศพ
ฝันว่าได้ไปร่วมพิธีใน งานศพ หรือเห็นผู้คนพลุกพล่านใน งานศพ ทายว่า จะได้รับข่าวดีเกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือการค้าขาย ถ้าเป็นคดีความ จะได้ชัยชนะฝ่ายตรงข้าม
เลขเด็ด  47, 27, 48, 437, 427, 484
10. หญิง
ฝันเห็น หญิง แปลกหน้า หญิง ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทายว่าการงานการเงินของท่าน จะมีผู้ หญิง เข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นไปในทางดี
 
เลขเด็ด  05, 06, 07, 256, 267, 507
11. ตาย
ฝันเห็นคน ตาย ทายว่า จะได้ลาภหรือหมดเคราะห์ ถ้าฝันว่าตนเอง ตาย จะหมดเคราะห์และจะได้ลาภติดตามมา
เลขเด็ด  07, 04, 407, 714

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพ่อปากแดง16/12/57
หลวงพ่อปากแดง16/12/57

 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เจ้าพ่อปากแดง
หวยเด็ด หลวงพ่อปากแดง 16/12/57 เลขเด็ดงวดนี้ หวยหลวงพ่อปากแดง 16 ธันวาคม 2557 มาแล้ว ไปดูกันเลย

หลวงพ่อปากแดง16/12/57

8

347

เด่น 4

746

40-04
43-34
47-74

รอง 8

586

82-26
86-68
89-98

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                        

 

ในที่สุดเรื่อง “คุกลับ” ที่สหรัฐอเมริกาใช้ปฏิบัติการทางการลับในประเทศไทย ก็กลับมาหลอกหลอน “คนไทย” อีกครั้ง คำถามถูกตั้งขึ้นมาทันทีว่า “คุกลับ” มีจริงหรือ???
       
       ซึ่งตามคิวแล้วคนในรัฐบาลก็ออกมาปฏิเสธตามสคริปต์ “สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ หรือ “ซีไอเอเมืองไทย” ก็ต้องออกมายืนยันว่า ไม่มีคุกลับ และไม่มีรายงานเรื่องการทรมานนักโทษในประเทศไทย โบ้ยไปว่าเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ
       
       ที่ผ่านมา ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ “คุกลับ” มักถูกเปิดเผยออกมาตามหน้า “สื่อมวลชน” โดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข่าวมานัก ทำให้น้ำหนักของข่าวเรื่องนี้มีน้อยและเลือนหายไปทุกๆ ครั้ง
       
       แต่ครั้งนี้เป็นการเปิดเผยรายละเอียดจาก “คณะกรรมาธิการมั่นคงและข่าวกรอง” ของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ทำให้ข่าว “คุกลับ” ในประเทศไทยดูมีน้ำหนักขึ้นมาทันที แต่สาเหตุหลักที่มีการแฉกันออกมาในครั้งนี้ หนีไม่พ้นเหตุผลทางการเมืองของสองพรรคการเมืองใน “เมืองมะกัน” เอง
       
       เพราะขณะนี้คะแนนนิยมของ “บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตลดน้อยถอยลงมาก เพราะอเมริกาชนไม่พอใจนโยบายการบริหารของ “มิสเตอร์ Change” ที่นับวันเศรษฐกิจยิ่งถดถอย
       
       แถมคะแนนนิยมในตัว “โอบามา” ที่ลดลง ยังส่งผลให้คะแนนนิยมของ “เดโมแครต” ลดลงเหมือนกัน ศึกนี้ยอมกันไม่ได้เพราะจะมีการเลือกตั้ง “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ” คนใหม่ในอีก 2 ปีข้างหน้า หากปล่อยให้คะแนนนิยมดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ มีหวัง “เดโมแครต” แพ้ตั้งแต่ไก่โห่
       
       มุกเดิมของ “เดโมแครต” คือ การปลุกความรักชาติ ปลุกกลุ่มเกลียดความรุนแรงขึ้นมาให้ต่อต้าน “รีพับรีกัน” เพราะภาพของ “จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นยี่ห้อเรื่องความรุนแรงอยู่แล้ว
       
       โดย “ไดแอน ไพน์สไตน์” วุฒิสภาสหรัฐฯ ลูกน้องคนสนิทของ “โอบามา" เป็นคนเผยแพร่รายงานกระบวนการสอบปากคำของสำนักงานสอบสวนกลาง (ซีไอเอ) มาเปิดเผย โดยระบุว่าเหตุการณ์ 9/11 ที่กลุ่มอัลกออิดะห์จี้ครื่องบิน พุ่งชนตึกแฝด “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” กลางกรุงนิวยอร์ก ทำให้ประชาชนเสียชีวิตกว่า 3,000 คน ซึ่งในขณะนั้น “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” จากพรรครีพับรีกัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ “จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช” ต้องการกวาดล้าง “กลุ่มอัลกออิดะห์”
       
       ในรายงานสรุปที่ “เดโมแครต” นำออกมาเปิดเผยระบุว่า “ซีไอเอ ได้ใช้ไทยเป็นคุกลับในการเริ่มต้นกระบวนการสอบปากคำแบบพิเศษกับนักโทษอัลกออิดะห์รายแรกชื่อ อาบู ซูไบดา”
       
       นอกจากนี้ “วอชิงตัน โพสต์” ระบุถึงไทยในฐานะที่ถูกใช้เป็น “คุกลับ” ว่า “ซูไบดา นักโทษคนแรกของซีไอเอ ถูกจับกุมขณะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในตอนเริ่มแรกถูกขังในเดือนมีนาคม 2002 ที่ปากีสถาน และหลังจากนั้นซีไอเอ ย้านแกนนำระดับสูงของอัลกอร์ดิดะห์มายังประเทศไทย ซึ่งให้รหัสคุกลับของไทยว่าไซต์กรีน”
       
       นอกจากนี้ “เดโมแครต” ยังมองไปไกลย้อนอดีตให้เห็นกันว่า “จอร์จ บุช” ผู้เป็นพ่อของ “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” เคยเป็นหัวหน้าซีไอเอมาก่อน และยังเป็นหัวหน้าขบวนการ New World Order อีกด้วย
       
       “เดโมแครต” พยายามเชื่อมโยงทุกอย่างให้ “ชาวมะกัน” เห็นภาพว่า ที่แท้จริงแล้ว “รีพับรีกัน” ชั่วร้ายขนาดไหน นิยมความรุนแรงมากเพียงใด เพื่อลดความผิดพลาดการบริหารงานของ “เดโมแครต” ในสายตา “ชาวมะกัน” ทิ้งไปเสีย
       
       แต่ “ผลร้าย” กลับมาอยู่ที่ประเทศไทยที่ไม่รู้อีโน่อีเหน่ เพราะการเปิดเผยข้อมูลเชิงลับแบบนี้
       
       เด้งแรกกระทบต่อภาพลักษณ์ “ประเทศไทย” ในสายตาชาวโลกอย่างแน่นอน ชนิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย แถมยังปรากฎเป็นหลักฐานไว้ดูต่างอีกด้วย แก้ตัวยังไง “ชาวโลก” คงไม่เชื่อ
       
       เด้งสองกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยเช่นกัน “สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ” ประจำประเทศไทย รวมทั้งสถานกงสุลสหรัฐฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกมาเตือนชาวอเมริกันให้ระวังตัว อาจพบกับเหตุรุนแรงได้
       
       เด้งสามไทยตกเป็นเป้าหมายของ “กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากล” ไปโดยปริยาย เพราะบรรดากลุ่มก่อการร้ายคงติดภาพจำของไทยในแง่ลบเป็นแน่ ดีไม่ดีอาจจะเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะกลุ่มก่อการร้ายมักจะเอาคืนประเทศในเครือมิตรประเทศของ “มะกัน” อยู่บ่อยครั้ง
       
       เรียกได้ว่า “ประเทศไทย” ชั่วโมงนี้มีแต่ลบ ไม่มีบวกเลย งานเข้า “หน่วยงานความมั่นคง” ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เข้าอย่างจังเบ่อเร่อ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยกลับต้องเป็นหนังหน้าไฟให้คนอื่น
       
       ตามข้อมูลของ “หน่วยงานความมั่นคง” ของไทยแล้ว “คุกลับ” ของอเมริกามีจริง โดยอยู่ในพื้นที่ที่มหามิตรตะวันตกใช้เป็นฐานต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการระบุพิกัดว่าน่าจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก กทม. มากนัก เพราะจะสะดวกในการขนย้าย “ผู้ก่อการร้าย” ที่ถูกควบคุมตัวได้
       
       รายงานล่าสุดพบว่า หากทางการไทยจับ “ผู้ต้องสงสัย” ว่าจะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดาน เพื่อไปยังประเทศเป้าหมาย จะเร่งส่งตัวให้ทางการสหรัฐฯทันที และนำตัวออกนอกประเทศทันที เพื่อป้องกันอันตราย
       
       ดังนั้น จึงฟันธงได้เลยว่านัยยะของการขุดเรื่อง “คุกลับ” เพื่อทรมาน “อาบู ซูไบดา” นักโทษกลุ่มอัลกออิดะห์ จึงเป็นเรื่องการเมืองภายในสหรัฐฯล้วนๆ
       
       ส่วน “บิ๊กตู่” จะแก้เกมสร้างความน่าเชื่อถือได้รวดเร็วและมากน้อยแค่ไหนต้องติดตาม

 

 


เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้จักไม้พะยูงกันทั้งนั้น เหตุผลที่ต้องสันนิษฐานไว้อย่างนี้ ก็เป็นเพราะข่าวภูมิภาคที่เราๆท่านๆอ่านและฟังจากโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ หรือช่องทางเข้าถึงข่าวสารใดๆก็ตาม ที่นำเสนอเรื่องราวการจับไม้พะยูงกันจนเป็นเรื่องปกติรายวันนั่นเอง

แต่ก็เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของไม้พะยูงคืออะไร??  ทำไมคนมันถึงต้องลักลอบเข้าไปตัดกันถึงในเขตอุทยานเเห่งชาติไม่เกรงกลัวคุกกลัวตะราง  บางคนลักลอบไปตัดในพื้นที่วัด ไม่กลัวบาปกลัวกรรม   หนักกว่านั้น คือความพยายามในการขนไม้พะยูง ซึ่งข่าวบางข่าวอ่านแล้วก็แทบขำ เพราะผู้ต้องหาต้องพยายามหลบซ่อนสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม้ให้ถูกจับได้ 

เช่นที่เคยเห็นและเป็นข่าว ก็เช่นการใช้รถโฟล์คสวาเกน รถตู้ยี่ห้อหรูที่ระดับนายกรัฐมนตรีใช้ ในการไปขนไม้พะยูง หรือบางคนใช้รถเก๋งส่วนบุคคล ด้วยพื้นที่อันน้อยนิด ก็ก็ยังกล้าลงทุนยอมใช้ขนไม้พะยูง บางคนลงทุนใช้รถตำรวจ-ทหาร ปลอมไปขนก็มี...

 



เรื่องนี้น่าสนใจว่า ตกลงแล้วไม้พะยูงมันสำคัญยังไง ทำไมรอบตัวเราไม่เห็นจะมีใครใช้ไม้พะยูงไปทำอะไรเลย?

ผู้เขียนลงค้นหาประโยชน์ของไม้พะยูงในกูเกิ้ลก็ต้องดีใจ ที่พบเพื่อนเป็นจำนวนมาก หลายคนต้องเอาความสงสัยไปตั้งตามเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะ เว็บไซต์พันทิป ที่ต่างก็ถามกันว่าไม้พะยูงที่เห็นในข่าวบ่อยๆนี่ ตกลงมันมีประโยชน์อะไรกันแน่

ผู้เขียนติดต่อสอบถามไปยัง นายดำรงค์ พิเดช ที่ปรึกษาฝ่ายสังคมจิตวิทยา ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  และตำแหน่งปัจจุบันคือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ  ที่สำคัญคือเคยเป็น อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เคยต่อสู้เรื่องป่าไม้ และสิ่งเเวดล้อมมานาน

เมื่อถามไปสั้นๆง่ายว่า ทำไมจึงมีข่าวคนร้ายขนไม้พะยูงลักลอบไปขายบ่อยนัก มันสำคัญยังไง? นายดำรง ตอบกลับมาทันทีว่า เพราะมันแพงไง!! โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า

ราคาไม้พะยูงในเมืองไทยมันไม่เเพงหรอก แต่ปัญหาคือการรับซื้อเมื่อส่งออกไปเมืองนอกมันเเพงมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปประเทศจีน

"ราคาในเมืองไทยมันไม่แพงหรอก   แต่ถ้าส่งออกไปต่างประเทศเนี่ย แต่ก่อนเขาขายกันเป็นคิว คิวละ 3 - 4 แสน แต่ปัจจุบัน เศษเล็กเศษน้อยเขาก็ขายกัน  เขาขายกันเป็นกิโลกรัมแล้ว กิโลนึงนี่ประมาณ 3,000" นายดำรงค์กล่าว
 


นายดำรงค์เล่าเพิ่มเติมอีกว่า  ทั้งนี้เหตุที่ประเทศจีนมีการรับซื้อไม้ชนิดนี้เยอะ เริ่มจากการนำเข้าไม้ชนิดนี้ไปซ่อมแซมพระราชวังต้องห้าม  ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี 2551 ซึ่งช่างที่ซ่อมพบว่าไม้ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ (เช่น เก้าอี้ โต๊ะต่างๆ) ล้วนทำมาจากไม้พะยูง และยังมีสภาพสมบูรณ์ดีมาก ทั้งๆ ที่ผ่านมานานหลายร้อยปี จึงเกิดการเล่าขานและเป็นกระเเสในเมืองจีน ทำให้คนรวยๆ ซึ่งเกิดขึ้นจำนวนมากตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน ต้องการนำมันมาประดับบารมี เช่นการนำไปสลักมังกร หรือแม้กระทั่งการนำไปทำโรงศพของมหาเศรษฐี

ต่อมาก็มีความนิยมนำไม้พะยูงไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ แต่ระยะหลังไม้พะยูงมีราคาพุ่งสูงขึ้นมาก  ทางนายทุนจึงหันมาทำเป็นวัตถุมงคล พระ หรือแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ที่นำไปประดับบารมีคนรวย และเคารพบูชา 

ต่างกับประเทศไทยที่เชื่อว่าไม้พะยูงเป็นของสูง ผู้ที่มีบารมีไม่ถึงไม่สมควรเอามาใช้ เพราะจะมีปัญหาภายหลัง (ยกเว้นเอามาทำเป็นหิ้งพระ) ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงไม่นิยมนำไม้พะยูงมาทำเป็นไม้กระดาน บันไดบ้าน และเตียงนอน ใช้เพียงแต่ทำรั้วบ้านเท่านั้น
 

guest

Post : 04/12/2014 19:45     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  ตอบเเทนพ่อ เเม่

 

 

 เเรม 8 ค่ำ เดือน 1

 

                                                 

 

 

 

                 การตอบแทนคุณมารดาบิดาอย่างสูงสุด

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้งสอง.

ท่านทั้งสองนั้นคือใคร ? คือ 


 

๑. มารดา 

๒. บิดา


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

บุตรพึงประคับประคองมารดา ด้วยบ่าข้างหนึ่ง 

พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง

เขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้งสอง

นั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบนํ้าและการดัด

และท่านทั้งสองนั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสอง

ของเขานั่นแหละ. 


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

การกระทำอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่า อันบุตรทำแล้ว 

หรือทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดาเลย.


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดา บิดาในราชสมบัติ 

อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่

อันมีรัตนะ ๗ ประการ มากหลายเช่นนี้ 


 

การกระทำกิจอย่างนั้น 

ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้ว หรือทำตอบแทนแล้ว

 

แก่มารดาบิดาเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยงแสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย.


 

ส่วนบุตรคนใด 

ยังมารดาบิดา  ผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา).

ยังมารดาบิดา  ผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล).

ยังมารดาบิดา  ผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค).

ยังมารดาบิดา  ทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา).


 

ภิกษุทั้งหลาย ! 

ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล

การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า 

อันบุตรนั้นทำแล้ว และ ทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา.


 

 

ทุก. อํ. ๒๐/๗๘/๒๗๘.

 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

        อังกฤษ วิกฤตหนัก ค่าฝังศพแพงหูฉี่ ถึงขั้นคนยากจนต้องฝังศพญาติไว้ในบ้าน ?

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์อังกฤษ ประกาศเตือน ในห้วข้ออังกฤษกำลังเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายในพิธีฝังศพ ที่อาจจะบานปลายถึงขั้นที่คนยากจนต้องฝังศพญาติไว้ในบ้านตัวเอง เพราะไม่มีเงินพอที่จะจ่ายฝังศพที่เพิ่มขึ้นอย่างสูง

 

                 14183672061418367382l

 

 

โดยนางเอ็มม่า เลเวลล์ บัค ส.ส.สภาอังกฤษ กล่าวว่า ปัจจุบัน มูลค่าในการฝังศพผู้เสียชีวิตชาวอังกฤษ ในพื้นที่ทั่วไปแต่ละครั้ง คิดเป็นเงินศพละ 3,551 ปอนด์ ราว 181,101 บาท และบางพื้นที่แพงถึง 7,000 ปอนด์ ราว 3.57 ล้านบาท และเพื่อที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ หรือสำนักงานบำนาญ เป็นจำนวน 1,144 ปอนด์

 

โดยญาติที่จะจัดพิธีศพ จะต้องแน่ใจว่าพวกเขามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวสำรองจ่ายอยู่แล้ว เพราะผู้อ้างสิทธิจะต้องมีใบแสดงค่าใช้จ่ายการทำพิธีศพก่อนจะเบิกสิทธินี้ ร้อนถึงคนยากจนกว่า 3 หมื่นคน ที่ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว นอกจากนี้ กระบวนการกรอกใบสมัครยังต้องใช้เวลานานและซับซ้อน และสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยเบิกสิทธิดังกล่าวครั้งแรก ก็ต้องใช้เวลานานถึง 17 วัน

 

นางเอ็มม่ากล่าวด้วยว่า หากคนเหล่านี้เลือกจะใช้วิธอื่น ก็ต้องใช้บริการฝังหมู่ศพของสภาท้องถิ่น ซึ่งจะไม่มีการจัดพิธีใด ๆ ทั้งสิ้น และที่ผ่านมา ประเมินว่า มีชาวอังกฤษราว 110,000 คนต้องเป็นหนี้ราว 1,300 ปอนด์สำหรับการจัดพิธีศพ และประเมินว่า อังกฤษ จะมีครอบครัวถังแตกยากจนกว่า 5 แสนคน ที่ต้องสูญเสียญาติในทุก ๆ ปี และวิกฤตนี้ทำให้หลายครอบครัวที่ยากจนต้องขายทรัพย์สิน หรือไปกู้ยืมเงิน รูดบัตรเครดิต ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะยากลำบากทางการเงิน

 

ทั้งนี้ สำหรับการฝังศพในบ้านของอังกฤษถือว่าไม่ผิดกฎหมาย หากกระทำได้มาตรฐาน โดยระบุว่าศพจะต้องถูกฝังห่างจากแม่น้ำ และอยู่ลึกใต้ดินถึง 2 ฟุต.

 

MThai News

 

 

 

 สำรวจต้นทุน"งานศพ" ในสังคมไทย 2555 " จากนาทีสิ้นลมถึงเชิงตะกอน ต้องจ่ายอะไรและเท่าไร ?มาดูกัน!!!

 

เมื่อพูดถึง "ความตาย" ใครๆก็ย่อมไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ชิด แต่ใครไหนเล่าจะเลี่ยงความตายได้ ? ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พูดถึงสิ่งต่างๆในโลกนี้ว่า ล้วนแล้วแต่ "เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป"


หากแต่เมื่อความตายเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ผู้ที่ยังอยู่ต้องทำให้แก่ผู้จากไปนั่นก็คือ "งานศพ" อาจจะเป็นงานศพหรูหรา หรืองานศพแบบธรรมดา ตามแต่เจ้าภาพจะต้องการ แต่รู้ไหมว่า งานศพแต่ละงานนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ

 

 

วันนี้ มติชนออนไลน์ จะพาคุณผู้อ่านไปดูราคาค่าใช้จ่ายต่างๆสำหรับการจัดงานศพกันว่า ในงานศพแต่ละงานนั้น มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
 
 
ค่าใช้จ่ายหลังความตายขั้นแรก


เริ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจะมีบริการอาบน้ำ แต่งตัว ให้ผู้ตายใหม่ในราคาค่าบริการ 300 บาท ค่าฉีดฟอร์มาลีน 950 บาท (รวมค่ายาแล้ว) หากต้องการฝากร่างผู้เสียชีวิตไว้ในห้องเก็บศพของทางโรงพยาบาล ก็จะมีราคาค่าเช่าห้องอีกวันละ 300 บาท แต่ถ้าต้องการฝากไว้นานหลายวัน สามารถต่อรองลดราคากับทางโรงพยาบาลได้  (ราคานี้เป็นราคาของโรงพยาบาลรัฐบาลตามระเบียบกระทรวงการคลัง)


แต่ถ้าใช้บริการของทางภาคเอกชนหรือตามร้านที่ให้บริการด้านงานศพนั้น ค่าฉีดฟอร์มาลีน พร้อมแต่งหน้าศพจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป แต่หากเป็นศพที่ประสบอุบัติเหตุหรือศพติดเชื้อ ราคาจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณยาที่ใช้ในการฉีดศพ

 

 


ต่อมา เป็นขั้นตอนของการจัดหาโลงศพ โดยโลงศพแต่ละโลงนั้นราคาจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำเป็นโลงศพ เช่น โลงไม้ยาง โลงไม้เนื้อแข็ง โลงไม้อัด โลงมุก โลงกระจก นอกจากวัสดุแล้ว ลวดลายตกแต่งโลงศพก็ยังมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบเทพพนม แบบแกะสลัก ฯลฯ พร้อมทั้งโลงศพที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆเช่น โลงศพติดแอร์ โดยราคาของโลงศพนั้นจะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 3,000 บาท ไปจนถึงกว่า 200,000 บาทเลยทีเดียว


เมื่อมีโลงศพแล้วก็ต้องมีดอกไม้ประดับหน้าที่ตั้งศพและเมรุ ราคาของดอกไม้จะอยู่ที่ประมาณ 8,000-15,000 บาท ราคาจะเพิ่มมากน้อยกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับดอกไม้ที่นำมาจัดว่าเป็นดอกไม้ชนิดไหน ปริมาณเท่าไร รูปแบบอย่างไร และหากตั้งสวดพระอภิธรรมศพหลายวัน ดอกไม้ที่จัดไว้ก็จะเริ่มเหี่ยวเฉา ทำให้ต้องมีค่าดอกไม้ที่ต้องเปลี่ยนเพิ่มตามมาอีก

 


ค่าใช้จ่ายช่วงการสวดพระอภิธรรม


แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ต้องทำช่วงการสวดพระอภิธรรมก็คือการหา "วัด" ที่จะใช้ตั้งศพ ในอดีตคนมักจะนิยมตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้านของผู้เสียชีวิต แต่ปัจจุบันจะนิยมนำศพไปทำพิธีที่วัด เพื่อความสะดวกของทุกๆฝ่าย ทั้งฝ่ายเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน อีกทั้งยังสะดวกต่อการทำตามพิธีกรรมให้ครบถ้วนอีกด้วย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ หากเป็นวัดที่อยู่ต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าวัดในกรุงเทพฯและจังหวัดใหญ่ๆหลายเท่าตัว


สำหรับวัดที่เป็นพระอารามหลวง ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจะสูงที่สุด รองลงมาคือวัดขนาดใหญ่ ส่วนวัดขนาดเล็กนั้นค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในวัดเดียวกันยังแตกต่างกันไปตามขนาดของศาลา นั่นก็คือ ถ้าเป็นศาลาขนาดใหญ่ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าศาลาขนาดเล็ก และถ้าเป็นศาลาที่มีเครื่องปรับอากาศค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

 

 


นอกจากนั้นแล้ว ปัจจัยสำคัญในการเลือกวัดเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศลยังมีตั้งแต่ วัดใกล้บ้านผู้เสียชีวิต, มีที่จอดรถเพียงพอ, มีศาลากว้างพอจะรับรองแขกได้, มีเมรุเผาศพอยู่ในวัดเรียบร้อย (แต่หากเป็นวัดทางภาคเหนือ วัดจะไม่มีเมรุเผาศพหรือสุสาน ต้องนำศพเคลื่อนไปทำพิธีฌาปนกิจที่สถานที่สำหรับเผาศพที่แยกออกมาต่างหาก)
 

ด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับวัดนั้น ค่าใช้จ่ายแรกก็คือ ค่าบำรุงในการสวดอภิธรรม หากเป็นวัดขนาดเล็ก มักกำหนดอัตราค่าศาลา 500 บาทต่อคืนขึ้นไป ส่วนวัดขนาดใหญ่ มักเรียกเก็บค่าบำรุงประมาณ 1,000 บาทต่อคืนหรือมากกว่านั้นตามขนาดของศาลา แต่ถ้าศาลาติดเครื่องปรับอากาศด้วย จะมีค่าบำรุงประมาณ 2,500 บาทต่อคืนขึ้นไป


นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอาหารที่จะใช้เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ว่าจะจัดหาอาหารอะไร เจ้าภาพสามารถจัดหามาเลี้ยงเองได้ หรือจะใช้บริการของธุรกิจแคทเทอริ่ง ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยธุรกิจนี้จะรับจัดเลี้ยงอาหารคาวหวานตามงานต่างๆ หรือรับทำเบเกอรี่กล่อง โดยราคาต่อกล่องนั้นจะอยู่ที่ประมาณกล่องละ 25-200 บาท แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากก็สามารถให้ทางวัดจัดการแทนก็ได้เช่นกัน โดยทางวัดจะคิดค่าอาหารเป็นรายหัว และชนิดอาหารที่นำมาเลี้ยง รวมแล้วคืนหนึ่งราคาค่าอาหารตกประมาณ 2,000-5,000 บาท

 

 

 

 


ค่าใช้จ่ายต่อมาคือ ค่าธรณีสงฆ์ หากญาติต้องการเก็บร่างผู้เสียชีวิตไว้ก่อน ยังไม่นำไปประกอบพิธีเผาหรือฝัง ก็สามารถนำร่างไปเก็บได้ที่ "โกดังเก็บศพ" ภายในบริเวณวัด โดยสามารถเก็บได้ไม่เกิน 100-150 วันตามแต่วัดนั้นๆจะกำหนด โดยบริจาคเป็นค่าบำรุงวัดประมาณ 500-1,000 บาท


ค่าใช้จ่ายที่ 3 คือ ค่าบำรุงในการเผาศพ ค่าบำรุงเมรุ ประมาณ 500-2,000 บาท โดยค่าเผาศพจะเรียกค่าบำรุงตามวิธีการเผา โดยวิธีการเผาแบบเตาถ่านจะถูกที่สุด ตามมาด้วยวิธีการเผาโดยใช้น้ำมัน และปัจจุบันนี้ยังมีเตาเผาศพไฟฟ้าเพิ่มมาอีกด้วย
       

นอกจากนั้นยังมีค่าสัปเหร่อประมาณ 1,000 บาท ค่าผ้าบังสุกุล ค่าเครื่องไทยธรรม/ดอกไม้ธูปเทียนที่ใช้ในการถวายพระประมาณ 1,000 บาทต่อคืน ค่าดอกไม้จันทน์ ถุงละ 80-100 บาท (1 ถุงมี 100 ดอก) และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ค่าเครื่องตราสัง ค่ารถรับศพ ค่าแรงงานผู้มาช่วยงาน ค่าของชำร่วยที่มีหลากหลายทั้งหนังสือที่ระลึกงานศพ หนังสือธรรมะ ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ยาหม่อง ยาดม ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวน โดยในปัจจุบัน มีร้านรับจัดทำของชำร่วยทั้งแบบไปสั่งเอง สั่งผ่านร้านตัวแทนที่เกี่ยวกับธุรกิจงานศพ หรือจะสั่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก

 


ค่าใช้จ่ายในงานศพแบบจีน


ค่าใช้จ่ายข้างต้นนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในงานพิธีศพแบบไทย แต่หากงานศพที่จัดเป็นแบบจีนนั้นก็จะมีรูปแบบที่ต่างออกไป คือจะมีพิธีกงเต็กและต้องนำศพไปฝัง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีพิธีเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะเพิ่มตามขึ้นมาด้วย


สำหรับการทำพิธีกงเต็กนั้น เจ้าภาพจะมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ ค่าใช้จ่ายแก่คณะพิธีกงเต็กและค่าใช้จ่ายเพิ่มแก่ทางวัด โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้คณะพิธีกงเต็กนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นกงเต็กใหญ่หรือเล็ก ถ้าเป็นกงเต็กใหญ่ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 20,000 บาท หากเป็นกงเต็กเล็กจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-18,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้น ไม่รวมถึงเครื่องกระดาษและของไหว้ที่ต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 3,000-20,000 บาท เจ้าภาพยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้แก่วัดสำหรับค่าอนุญาตทำพิธี ค่าบำรุงเตาเผาเครื่องกงเต็ก และค่าตำรวจรักษาการณ์คืนทำกงเต็ก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตกอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 บาท


นอกจากค่าพิธีกงเต็กแล้ว ยังมีค่าหลุมฝังศพ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งซึ่งมีตั้งแต่ราคา 10,000-100,000 บาทขึ้นไป และค่าเสื้อผ้าของญาติในพิธีกงเต็ก ค่าทำพิธีกงเต็ก ค่าของไหว้ ค่าเครื่องกระดาษ และค่าดูฮวงจุ้ยเพิ่มมาอีก
 

แต่ปัจจุบันนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนบางส่วนก็ไม่ได้ทำพิธีกงเต็กหรือฝังศพอีกต่อไป โดยหันมาใช้วิธีเผาศพผู้เสียชีวิตเช่นเดียวกับพิธีศพแบบไทยมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นความต้องการของผู้ที่เสียชีวิตเองที่ไม่ต้องการให้เป็นภาระกับลูกหลาน

 


เมื่อมีงานศพก็ต้องมีพวงหรีด


หากพูดถึงงานศพ ทุกคนก็ต้องนึกถึงภาพพวงหรีดหลายประเภทแขวนประดับลานตาไปทั่วศาลาสวดพระอภิธรรม มีทั้งอันใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ถ้างานไหนเป็นงานใหญ่ จำนวนพวงหรีดก็แทบจะเต็มล้นไปทุกตารางนิ้วของศาลา จนเจ้าภาพต้องนำพวงหรีดที่เริ่มเหี่ยวไปทิ้ง รวมแล้วมูลค่าของพวงหรีดที่ถูกทิ้งไปเปล่าๆนั้นก็มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว


สำหรับราคาของพวงหรีดในปัจจุบันนั้น พวงหรีดดอกไม้สดมีราคาตั้งแต่ประมาณ 500 บาท ไปจนถึง 3,000 บาท พวงหรีดดอกไม้แห้งมีราคาตั้งแต่ 500 - 1,500 บาท และพวงหรีดที่ทำจากผ้านั้นมีราคาที่ประมาณ 300-1,500 บาท
 

แต่ปัจจุบันนี้ นอกจากพวงหรีดยอดนิยมทั้ง 3 แบบอย่างที่เอ่ยถึงไปแล้วนั้น ยังมีพวงหรีดแบบใหม่ที่เน้นการรักษ์โลก ไม่ทำลายธรรมชาติและมีประโยชน์อีกด้วย นั่นก็คือ พวงหรีดพัดลมที่มีราคาตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไป พวงหรีดหนังสือราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800-2,000 บาท พวงหรีดกล่องนาบุญที่ภายในจะบรรจุอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800-10,000 บาท พวงหรีดต้นไม้ที่เมื่อเสร็จงานศพแล้วก็สามารถนำต้นไม้นั้นไปปลูกต่อได้จริง สำหรับราคาของพวงหรีดต้นไม้นั้นขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ว่าเป็นต้นไม้อะไร สูงเท่าไร ราคาจะมีตั้งแต่ 800-2,000 บาท นอกจากนี้แล้วยังมีพวงหรีดของใช้ต่างๆ อีกหลายรูปแบบที่มีผู้สร้างสรรค์ออกมามากมายนับไม่ถ้วน ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
 

แม้ว่าในตอนนี้ พวงหรีดชนิดใหม่ดังกล่าวยังได้รับความนิยมไม่มากเท่าพวงหรีดดอกไม้แบบเดิมนัก แต่หากผู้อ่านท่านใดที่จะต้องสั่งพวงหรีดเพื่อเคารพศพก็น่าจะลองสั่งพวงหรีดแบบเหล่านี้ ดู เพื่อเป็นการช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งยังมีประโยชน์ที่เมื่อเสร็จงานแล้วก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้  

 


สำรวจค่าใช้จ่ายวัดดังในกรุงเทพฯ


ตามวัดต่างๆ การจัดงานศพแต่ละครั้งมักจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหลายไปในลักษณะเหมารวมเรียบร้อย ตั้งแต่ค่าศาลา ค่าบำรุงเมรุ ค่าอาหารและค่าจิปาถะต่างๆ วันนี้ มติชนออนไลน์จะขอนำเสนอราคาค่าใช้จ่ายของวัดดังภายในกรุงเทพฯให้ผู้อ่านได้ทราบกันว่า วัดใดมีราคาเท่าไร วัดไหนถูก วัดไหนแพงกว่ากัน


เริ่มต้นที่ วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร ฌาปนสถานกองทัพอากาศ มีการให้บริการครบวงจร คิดค่าศาลาธรรมดาคืนละ 2,000 บาท ศาลาปรับอากาศคืนละ 2,500 บาท ค่าบำรุงเมรุ 4,000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟในวันเผา 2,000 บาท ค่าเจ้าหน้าที่วันละ 440 บาท และค่าของถวายพระคืนละ 1,040 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้แก่ ค่าโลงศพเทพนม ข้างในบุนวมมีราคาตั้งแต่ 3,450 บาทขึ้นไป ดอกไม้หน้าโลงศพนั้นราคาเริ่มต้นที่ 4,500 บาท สำหรับอาหารมีให้เลือก อาทิ กาแฟ โอวัลติน ไม่มีขนม ชุดละ 13 บาท กาแฟ โอวัลติน มีขนม 2 อย่าง ชุดละ 45 บาท หรืออาหารถ้วยละ 25-30 บาท สั้งขั้นต่ำ 50 ถ้วย
 

สรุปรวมหากจัดงาน 3 คืน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000–90,000 บาท, 5 คืน ประมาณ 80,000–120,000 บาท และ 7 คืน ประมาณ 100,000–150,000 บาท
 

 

 

วัดโสมนัส: สำหรับวัดโสมนัสนั้นมีหน่วยงานฌาปนสถานกองทัพบกเป็นผู้ให้บริการ โดยฌาปนสถานจะเป็นคนกลางติดต่อกับร้านค้าภายนอก อาหารว่างจะสั่งมาจากสวนดุสิตโฮม, เอสแอนด์พี และการบินไทย โดยมีเมนูให้เลือก ส่วนอาหารคาวมีเจ้าประจำ แต่เจ้าภาพสามารถนำอาหารมาเองได้ ทางฌาปนสถานจะมีจาน ชาม ช้อนไว้ให้บริการ นอกจากนี้ยังมีสินค้าฝากขาย เช่น บริการถ่ายภาพและวีดีโอ บริการลอยอังคาร จอมอนิเตอร์ และของชำร่วย โดยมีแผ่นพับ โบรชัวร์ ให้เจ้าภาพเลือกใช้บริการ


โลงศพที่ใช้นั้นมาจากร้านพรนิมิต มีหลายแบบหลายราคาให้เลือก ขนาดของโลงขึ้นอยู่กับผู้เสียชีวิต โดยมีทั้งหมด 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 20, 22 และ 24 นิ้ว ส่วนของดอกไม้นั้นมีหลายแบบให้เลือก พร้อมทั้งโกฐพระราชทานราคาเริ่มต้นที่ 2,500 บาท โดยต้องใช้ดอกไม้ 2 ชุดคือหน้าหีบศพ 1 ชุดและหน้าเมรุอีก 1 ชุด ของที่ระลึกมีให้เลือก เช่น พัด ร่ม หนังสือ ยาดม หรือเจ้าภาพสามารถเลือกของชำร่วยตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ และที่วัดยังมีบริการลอยอัฐิ เริ่มต้นที่ราคา 4,500 บาท สามารถเลือกสถานที่ในการลอยอัฐิได้
 

สรุปรวมค่าใช้จ่าย หากจัดงาน 3 คืน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาท, 5 คืน ประมาณ 60,000 บาท และ 7 คืน ประมาณ 70,000 บาท


วัดเสมียนนารี: ให้บริการงานศพครบวงจร มีศาลาทั้งหมด 11 ศาลา เป็นศาลาแอร์ 7 ศาลา ศาลาธรรมดา 4 ศาลา โลงศพสั่งจากร้านสุริยาหีบศพ (แคราย) อาหารว่างมีให้เลือกทั้ง กาแฟ ไมโล โอวัลติน ในกรณีไม่มีขนมคิดชุดละ 10 บาท ถ้ามีขนมคิดชุดละ 20 บาท กาแฟ ไมโล โอวัลตินพร้อมขนมของ เอสแอนด์พี ชุดละ 35 บาท ข้าวต้มหม้อเล็ก 1,000 บาท หม้อใหญ่ 1,500 บาท กระเพาะปลา ก๋วยเตี๋ยวและอาหารประเภทอื่นๆ จะคิดราคาที่หม้อเล็ก 1,500 บาท สำหรับแขก 60-70 คน หม้อใหญ่ 2,000 บาท สำหรับแขก 100-120 คน


สรุปรวมค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 40,000 บาท,  5 คืนประมาณ 60,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 70,000 บาท


วัดมกุฏกษัตริยาราม: วัดนี้มีอุปกรณ์ไว้บริการหลากหลาย ตั้งแต่หีบศพราคาเริ่มต้นที่ 2,300-5,500 บาท ดอกไม้ ราคาตั้งแต่ 6,000-20,000 บาท (หากเจ้าภาพนำร้านดอกไม้จากภายนอกมาจัดหน้าศพ ทางวัดคิดค่าบำรุงวัด 1,000 บาท) เครื่องไทยธรรมสามารถเช่าซื้อจากวัดได้ ชุดละ 220 บาท อาหารและเครื่องดื่มมีไว้บริการ แต่ถ้าเจ้าภาพต้องการอาหารและเครื่องดื่มของเอสแอนด์พีหรือการบินไทย เจ้าภาพต้องติดต่อหาซื้้อเอง


สำหรับอาหารว่างของทางวัดชุดละ 45 บาท ในหนึ่งกล่องมีขนม 2 ชิ้น และน้ำ 1 แก้วพลาสติก เจ้าภาพสามารถเลือกขนมและน้ำได้ตามเมนูขนมที่มีให้เลือก 26 รายการ มีน้ำให้เลือกอีก 4 รายการ ถ้าต้องการเป็นชา กาแฟ หรือโอวัลติน คิดถ้วยละ 20 บาท ถ้ามีของว่างด้วย 45 บาท ของว่างต้องสั่งขั้นต่ำ 30 ชุด อาหารถวายพระมี 5 อย่าง ของหวาน 1 อย่าง ผลไม้ตามฤดูกาล 3 อย่าง อาหารถวายพระ 9-10 รูปคิดราคา 250 บาทต่อรูป


สรุปรวมค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 60,000 บาท, 5 คืนประมาณ 80,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 100,000 บาท


วัดหัวลำโพง ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืนประมาณ 60,000 บาท, 5 คืนประมาณ 80,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 100,000 บาท
 

วัดเทพศิรินทร์ ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 3 คืน ประมาณ 50,000 บาท, 5 คืนประมาณ 70,000 บาท และ 7 คืนประมาณ 90,000 บาท


จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น หากใครที่ไม่อยากวุ่นวายกับการจัดหาโลง จัดหาวัดและข้าวของจิปาถะทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ก็มีร้านที่ทำแพ็คเกจสำเร็จรูปสำหรับการจัดหาโลง ฉีดยาศพ แต่งหน้าศพ นำศพไปส่ง จัดหาวัด หาอุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งหน้าศพ ของชำร่วย ดอกไม้ประดับต่าง จนกระทั่งถึงพิธีการนำกระดูกไปลอยอังคาร เรียกได้ว่าบริการครบเสร็จสรรพโดยที่ญาติไม่ต้องตระเตรียมสิ่งใด ซึ่งราคาสำหรับแพ็คเกจต่างๆนั้นจะมีราคาตั้งแต่ 9,000 บาท ไปจนถึงกว่า 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับบริการต่างๆที่มีให้ ที่ยิ่งแพงเท่าไร บริการก็ยิ่งดีและครบวงจรมากขึ้นเท่านั้น


อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง? บางคนอาจจะบอกว่าทำไมแพงจัง? บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไร ราคาเท่าไรก็จ่ายได้ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่คนตายครั้งสุดท้าย


แต่สิ่งที่สำคัญกว่างานศพที่ยิ่งใหญ่หรือหรูหรานั่นคือ ก่อนตายเราได้ทำอะไรดีๆให้แก่โลกใบนี้แล้วหรือยัง ? เราได้ให้ความรัก เอาใจใส่ แสดงความกตัญญูแก่คนสำคัญของเราแล้วหรือยัง ?


ไม่ใช่แค่ว่า เราจะมาทำดีให้ในวันที่สายไป ด้วยการจัดงานศพหรูหรา ที่คนตายไม่ได้รับรู้ในสิ่งนี้ด้วยเลย ...
  

 

เรื่อง/ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์
ข้อมูลประกอบรายงาน จาก :
http://thaipublica.org/

 

 

 

 

 

 

 

 

 อสส. ยังไม่สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ โกงจำนำข้าว ขอสอบพยานเพิ่ม

 

 

          

 

 

อัยการสูงสุดยังไม่สั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีทุจริตจำนำข้าว ระบุ ขอสอบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้พยานหลักฐานสมบูรณ์ที่จะดำเนินคดีในชั้นศาล

 

ช่วง บ่ายวันนี้ (12 ธันวาคม 2557) นายสุรศักดิ์ ตรรีตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมกันแถลงข่าวการพิจารณาสำนวนโครงการทุจริตรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยระบุว่า คณะทำงานอัยการมีความเห็นให้สอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม และส่งพยานเอกสารให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงได้เสนอเรื่องต่อ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ให้พิจารณา ซึ่งก็เห็นชอบ เพราะมองว่าหากมีการสอบสวนเพิ่มเติม ก็น่าจะมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีในชั้นศาลได้

 

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ตัวแทนคณะทำงานของ อสส. จะนัดหารือกับตัวแทนคณะทำงานของ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกันอีกครั้งในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมย้ำว่าอัยการสูงสุดจะยึดหลักกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตามา เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

 

 

 ปปช.ยังจับคนทุจริต..จำนำข้าวไม่ได้สักคน ว่าใครทุจริต ทุจริตที่ไหน ทุจริตเท่าไหร่..และอย่างไร ... ดันจะรวบรัดเอาผิดนายกปู.. ทั้งที่ไม่ได้ลงไปทำงาน..ในระดับปฏิบัติแม้แต่น้อย ... คนมันจะหาเรื่อง คนมันมีธงจะทำร้ายเขา มันก็ดันทุรังแถกแถไปเรื่อย..แถมยังพูดจาเย้ยหยัน อสส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              สหรัฐอเมริกา กับ "ตลาดพลังงาน" โดย วีรพงษ์ รามางกูร

 

 

 

 

 

                       

 

 

 

หากจะยังจำกันได้เมื่อ 10-15 ปีก่อน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราเลข 2 หลักมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา แซงหน้าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและยุโรปไปแล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีนมีขนาดกว่า 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะแซงหน้าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวในอัตรา 7-8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกามีเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน ทำให้ราคาของสินค้าขั้นปฐมหรือวัตถุดิบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสี ซึ่งรวมทั้งราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา อ้อย น้ำมันปาล์ม และพืชต่าง ๆ ที่สามารถนำมาผลิตทดแทนน้ำมันมีราคาสูงขึ้นไปด้วย

 

เมื่อราคาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ก็เป็นเหตุจูงใจให้มีการลงทุนในกิจกรรมที่เป็นแหล่งพลังงาน เหมืองแร่ ยางพารา และสินค้าเกษตรที่สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดราคาของสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ก็ค่อย ๆ ลดลง เกิดดุลยภาพใหม่ในตลาดสินค้าขั้นปฐมเหล่านี้

แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการการผลิตหรือเทคโนโลยีเกือบทุกด้านรวมทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยีเช่นว่าก็คือ ความสามารถในการขุดเจาะลงไปใต้ชั้นหินดานลึกกว่า 10 กม. และสามารถลดต้นทุนการขุดเจาะดังกล่าวได้จนสามารถนำก๊าซธรรมชาติและน้ำมันขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นผลสำเร็จ โดยการอัดฉีดน้ำลงไปแทนที่ก๊าซและน้ำมัน

แม้ว่าใต้ชั้นหินดานลงไปลึกกว่า 10 ก.ม. โดยทั่วไปในอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย แอฟริกา หรือในภูมิภาคอื่น ๆ จะค้นพบก๊าซและน้ำมัน แต่ก็ไม่มีประเทศใดมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอที่จะสามารถขุดเจาะเพื่อผลิตก๊าซและน้ำมันดิบขึ้นมาใช้อย่างสหรัฐอเมริกา

เมื่อเวลาผ่านไปปริมาณพลังงานที่สหรัฐสามารถขุดเจาะขึ้นมาใช้แทนการนำเข้าพลังงานก็มีมากขึ้นทุกที่ แม้ว่าในขั้นนี้สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถส่งออกได้มากนัก เพราะยังไม่มีท่อส่งก๊าซและน้ำมันมาถึงยุโรปและภูมิภาคอื่น การขนส่งทางทะเลก็ยังมีต้นทุนสูง แต่การใช้พลังงานของตนเองทดแทนพลังงานนำเข้า ทำให้ต้นทุนต่ำลงไปเรื่อย ๆ ขณะนี้ประมาณการว่าพลังงานที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้มีค่าความร้อนเท่า ๆ กับการผลิตของประเทศซาอุดีอาระเบีย อันเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้นเหมือนอย่างที่เคยเป็น คืออยู่ในระดับประมาณ 90-100 เหรียญสหรัฐมาเป็นเวลาหลายปี

การที่สหรัฐสามารถพึ่งตัวเองในด้านพลังงาน จึงทำให้ยังคงความเป็นมหาอำนาจได้ต่อไป และเป็นสาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าอาจจะฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ การว่างงานเริ่มลดลงแม้ว่าจะไม่ค่อยเร็วนักก็ตาม และดูดีกว่ายุโรปค่อนข้างมาก

การที่สหรัฐสามารถพึ่งตนเองได้ในด้านพลังงาน และมีโอกาสที่จะส่งออกได้ในอนาคตถ้าหากสามารถพัฒนาระบบขนส่งให้มีราคาถูกกว่านี้ พร้อม ๆ กับสามารถพัฒนาให้การขุดเจาะอัดฉีดน้ำลงไปแทนที่มีต้นทุนที่ถูกลง ทำให้เงินทุนจากทั่วโลกไหลกลับเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกามากขึ้น โอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งขึ้นเมื่อเทียบเงินสกุลหลักของโลกจึงมีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน บทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคต่าง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วยตามน้ำหนักของยุทธศาสตร์ของสหรัฐกล่าวคือ น้ำหนักของสหรัฐที่จะให้กับการรักษาเสถียรภาพและดุลแห่งอำนาจในตะวันออกกลางน่าจะน้อยลง ทรัพยากรทางการเงินและการทหารในภูมิภาคนี้น่าจะมีสัดส่วนที่น้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน น้ำหนักที่สหรัฐจะให้กับการรักษาเสถียรภาพและดุลแห่งอำนาจของตนในเอเชียตะวันออกและยุโรปตะวันออกน่าจะมีมากขึ้น

ในทศวรรษต่อไปเราน่าจะเห็นบทบาทของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น คู่แข่งของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียก็คงจะหนีจากจีนไม่พ้น แต่จะมาในรูปอื่นที่ไม่ใช่การแข่งขันในทางทหาร จะเป็นในรูปแบบใดก็เป็นเรื่องที่น่าคิด จีนเองก็คงจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ การหาทางออกทางทะเลทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทางฝั่งอันดามัน ก็คงจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่น่าจะมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน สหรัฐก็คงต้องพยายามรักษาพันธมิตรเดิมอย่างอาเซียนไว้อย่างเหนียวแน่น

รูปแบบยุทธศาสตร์ในยุโรปตะวันออกก็คงคล้ายกัน โดยคู่แข่งของสหรัฐก็คงหนีไม่พ้นรัสเซีย แม้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม รัสเซียก็ยังคงสามารถดำรงความเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศที่เคยร่วมกันอยู่ในสาธารณรัฐเดิม ในขณะที่สหรัฐก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศนาโต้ ซึ่งได้แก่ประเทศยุโรปตะวันตก และประเทศยุโรปตะวันออกที่เกิดใหม่

การที่ยุโรปตะวันตกยังต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากรัสเซีย โดยท่อน้ำมันและก๊าซผ่านยุโรปตะวันออก ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองของรัสเซียต่อประเทศยุโรปตะวันตกยังมีอยู่

เหตุการณ์เดินขบวนในยูเครนเพื่อแบ่งแยกดินแดนกลับไปรวมกับรัสเซีย หรือการที่แหลมไครเมียซึ่งเคยรวมอยู่กับยูเครนมีประชามติให้กลับไปรวมกับรัสเซีย เห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัสเซียกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก หรือกลุ่มประเทศนาโต้โดยมีสหรัฐหนุนหลังอยู่ โดยที่ยุโรปตะวันตกไม่วิตกว่าจะมีผลต่อการส่งพลังงานของรัสเซียไปยังยุโรปตะวันตก

ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ายุโรปตะวันตกมองเห็นศักยภาพของการผลิตพลังงานโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าอาจจะทดแทนการผลิตน้ำมันของตะวันออกกลางได้ทั้งหมด และพลังงานจากตะวันออกกลางอาจจะสามารถทดแทนพลังงานทั้งหมดที่นำเข้าจากรัสเซียได้ในอนาคตอันใกล้ อำนาจต่อรองของยุโรปตะวันตกเหนือรัสเซียอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้รัสเซียไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรงต่อยูเครนและประเทศยุโรปอื่น ๆ

โลกตลอดมาจนทุกวันนี้ พลังงานกลายเป็นอาวุธสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ของนโยบายการต่างประเทศ และนโยบายทางการทหารที่สำคัญ ดุลแห่งอำนาจและความสำคัญของภูมิภาคต่าง ๆ ของมหาอำนาจนั้น มักจะเปลี่ยนผันแปรไปตามทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญสำหรับโลกทุกวันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพลังงาน

บทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจคงมีมากขึ้นในภูมิภาคนี้

 

 

 

 

                  “ปูติน” เยือนอินเดีย หวังกระชับสัมพันธ์การค้า-พลังงาน ต้านพิษคว่ำบาตร 

 

 

 

 

        เอเอฟพี - ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียในวันนี้ (11 ธ.ค.) จะตั้งโต๊ะเจรจากับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ขณะที่ประเทศของเขาซึ่งถูกพิษคว่ำบาตรกำลังหาทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านพลังงาน, ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ในเอเชีย
       
       ปูตินจะพุ่งเป้าที่การผลักดันข้อตกลงพลังงานนิวเคลียร์, น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และกระทั่งเพชรกับพันธมิตรเก่าแก่อย่างอินดีย ในช่วงการเยือนแดนภารตะครั้งแรกของเขา นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดียก้าวขึ้นสู่อำนาจในเดือนพฤษภาคม
       
       ประมุขวังเครมลินผู้นี้กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ขณะเศรษฐกิจของแดนหมีขาวกำลังซวนเซภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) จากกรณีที่มอสโกสนับสนุนการลุกฮือในยูเครนและการควบรวมแคว้นไครเมีย
       
       “เขา (ปูติน) ต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า เขาไม่ได้ถูกโดดเดี่ยวและอย่างน้อยเขาก็ยังมีกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS ซึ่งประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้) อยู่” นันดาน อุนนีกฤษนัน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย พูดถึงการเยือนของปูติน
       
       “อินเดียในตอนนี้กำลังมุ่งเน้นการพัฒนาและคาดหวังให้รัสเซียแบ่งปันเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ของพวกเขา เพื่อให้อินเดียสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ” อุนนีกฤษนัน สมาชิกอาวุโสของมูลนิธิออบเซิฟเวอร์รีเสิร์ช สถาบันวิจัยวิจัยซึ่งมีฐานอยู่ในนครเดลี
       
       ปูตินคาดว่าจะมุ่งความสนใจที่การยกระดับการค้าสองทาง ซึ่งมีมูลค่าเพียงหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของทั้งสองประเทศมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ภายหลังการอสัญกรรมของสตาลิน
       
       นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โมดี ก็หาทางกระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติอินเดียในเดือนมกราคมปีหน้า
       
       อย่างไรก็ตาม อินเดียกลับแข็งขืนไม่ขอร่วมวงคว่ำบาตรรัสเซียกับฝ่ายตะวันตก และมีแนวโน้มว่าจะไม่สนใจคำเตือนจากวอชิงตันที่ว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจกับมอสโก
       
       ปูติน กล่าวก่อนการมาเยือนของเขาในเช้าวันนี้ (11) ว่า เขาจะหาทางเสริมสร้าง “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ” ของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยจะเลือกเฉพาะการขายเครื่องปฏิกรณ์สำหรับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศซึ่งหิวกระหายพลังงานอย่างอินเดียเพิ่มเติมและการขายยุทโธปกรณ์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                "ตู่-ปู" เผชิญหน้า มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 5-11 ธันวาคม 2557

 

 

            

 

 

 

ว่ากันว่าถ้าเกิดมนต์ดำทำให้คนที่ชุมนุมอยู่ในห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ชั้น22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เมื่อคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หายวับไปกับตา ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะในห้องนั้นมีทั้งคนในแวดวงการเมืองตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี 5 คน ตั้งแต่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนักการเมืองรุ่นใหญ่อีกเพียบ

 

ส่วนนักธุรกิจก็มีตั้งแต่นายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี เจ้าภาพ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เบียร์ช้าง นายชาตรี โสภณพนิช แบงก์กรุงเทพ นายอนันต์ อัศวโภคิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และนักธุรกิจใหญ่มากมาย รวมมูลค่ากิจการทั้งหมดของคนมาร่วมงานไม่น่าจะต่ำกว่างบประมาณประเทศไทย นี่คืองานแต่งงานของลูกสาวเจ้าสัวซีพี "นิพาภรณ์ เจียรวนนท์" และ ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เชลล์ฮัท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้ใหญ่ทั้งบ้านทั้งเมืองจึงให้เกียรติมาร่วมงานกว่า 3,000 คน และกลายเป็นงานชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนปัจจุบัน กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ มาร่วมงานเดียวกัน และยังมีนักการเมืองต่างขั้วอย่างนายอภิสิทธิ์ และนายชวนอีก

 

การจัดวาง "ที่นั่ง" ของแต่ละคนจึงเป็นสุดยอดกลยุทธ]ทำอย่างไรทุกฝ่ายจะพอใจ"ธนินท์" จัดเวทีขนาดใหญ่อยู่ด้านใน เป็นเวทีที่มีทางเดินคั่นกลางแบ่งแขกรับเชิญเป็น 2 ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์และภรรยา นั่งโต๊ะติดเวทีฝั่งหนึ่ง ผู้ร่วมโต๊ะประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา 3 ขุนพล "บูรพาพยัคฆ์" ที่สำคัญก็คือ มีนักธุรกิจใหญ่อย่าง นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา ภรรยา นั่งร่วมโต๊ะด้วย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ รักษา "ระยะห่าง" ด้วยการให้ พล.อ.ประวิตร นั่งคั่นกลาง ก่อนที่จะเป็นนายเจริญและคุณหญิงวรรณา ตามมาด้วย พล.อ.อนุพงษ์

 

ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง โต๊ะที่อยู่ติดเวทีเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซ้ายมือเป็น นายวราเทพ รัตนากร ขวามือเป็น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และ พล.ต.อ.วุฒิ น้องชาย ก่อนที่ นายชาตรี โสภณพนิช จะมาร่วมโต๊ะด้วย โต๊ะถัดมาเป็น นายชวน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายเกียรติ สิทธีอมร นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

 

ช็อตที่น่าสนใจที่สุด คือ ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นกล่าวอวยพรบนเวที เพราะเป็นช่วงเวลาที่ "เวที" ไม่สามารถเป็นกำแพงกั้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนบนเวที จากตำแหน่งนั้นห่างไปไม่ถึง 10 เมตร ด้านล่างขวามือ คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ตลอดเวลาที่กล่าวคำอวยพร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เหลือบมองมาทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลย ในขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้มองขึ้นไปบนเวที เธอเลือกก้มหน้าลงรับประทานอาหาร สลับกับดื่มน้ำ และบางจังหวะก็หันไปสนทนากับนายวราเทพ มีจังหวะเดียวที่ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญชวนแขกที่มาร่วมงานให้ดื่มอวยพร "ยิ่งลักษณ์" ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองแต่แก้วน้ำ จิบนิดนึงแล้วนั่งลง จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็เดินลง "เวที" กลับมาทำหน้าที่ "กำแพง" กั้นระหว่าง "พยัคฆ์หนุ่ม" กับ "นางเสือสาว" อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเลี่ยงเดินออกจากงานในเวลาต่อมา

 

 

 

 

 

         เป้าหมายที่แท้จริงของพวกนี้ในการเลือกนายกก็คือ สิ่งนี้สินะ

 

 

 
พยายามบิดไป บิดมา หาทางกันอยู่ได้แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายหลักมันก็คือแบบนี้แหละ ให้ สว มาร่วมโหวตด้วย  เพราะพวกตัวเองมี สว สรรหาอยู่ในมือแล้ว 77 คน บวกกับ สว จากการเลือกตั้งอีกเอาซักแค่ 30 กว่าคนก็พอ แค่นี้ก็มี 100 เสียงสบายๆ แล้ว  ส่วน สส ก็ปรับให้ลดเหลือ 350 คน เลือกตั้งมา พท อาจจะลดลงมาเหลือแค่ 180 คน ปชป อาจจะได้มา 120 คน แค่นี้ก็ไปบวกเอากับ สว ฝ่ายตัวเองอีก 100 กว่าคน พรรคเล็กๆ อีก 30-40 คน รวมมาได้ 260+ คน ก็ชนะใสๆ ดันคนของ ปชป ขึ้นมาเป็นนายกได้ทุกรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         ปิดตำนานตลาดมืดคลองถม "กทม."ให้ขายถึงสิ้นปี57

 

 

 

นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมจัดระเบียบบริเวณโดยรอบถนนเสือป่า โรงพยาบาลกลาง และถนนคลองถม ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จะอนุญาตให้มีการค้าบริเวณดังกล่าวได้ถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ หลังจากนั้น กทม. จะขอคืนพื้นที่ ซึ่งมีผู้ค้ากว่า 2,000 ราย โดยได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับแล้ว เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน และสถานีขนส่งเดิม

 

เนื่องจาก มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับความสะดวกในการสัญจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงปัญหาในการดูแลป้องกัน การเกิดอัคคีภัย และปัญหาด้านความสะอาด

 

ด้าน พลตำรวจตรีอดุลย์ ณรงศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ จะเชิญผู้ค้าในบริเวณดังกล่าวร่วมประชุม เพื่อชี้แจง และขอความร่วมมือ ซึ่งมีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ค้าที่เป็นตึกแถว มีการก่อสร้างต่อเติมรุกล้ำทางเท้า ผู้ค้าที่อยู่ในจุดผ่อนผันมีชื่ออยู่ในบัญชี จำนวน 67 ราย แต่ปัจจุบันมีกว่า 900 ราย และผู้ค้าที่ทำการค้าขายบนถนน

 

คลองถม เป็นแหล่งขายของมือสองและของเก่า รวมทั้งอุปกรณ์รถยนต์ประดับยนต์ รวมไปถึงของจิปาถะ เป็นย่านการค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนวรจักรและถนนเจริญกรุงกับเยาวราชมาแต่โบราณ ปัจจุบันตั้งอยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร

เดิมคลองถมนั้นเรียกกันว่า คลองสำเพ็ง โดยมีปลายคลองด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนปลายคลองอีกด้านออกสู่คลองมหานาค เมื่อมีการตัดถนนเพิ่มขึ้น และทางการได้ลดจำนวนคลองลง ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จากนั้นก็ได้มีการสร้างถนนขึ้นบริเวณคลองนี้ ตอนแรกก็ถมกันด้วยขยะทั่วไป ต่อมาก็แปรสภาพมาเป็นถนน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นมาแต่เดิม เรียกกันติดปากเรื่อยมากันว่า "คลองถม" จนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

รู้มั้ย!? สัญลักษณ์การชูนิ้ว แบบต่างๆมีความหมายอย่างไร?  รู้ไว้จะได้ไม่ไปยก ซุ่มสี่ซุ่มห้า เพราะบางทีคุณอาจจะงานเข้าไม่รู้ตัว

กระแสการชู 3 นิ้ว ที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว หลังจากภาพยนตร์ชุด The Hunger Games ออกฉาย ซึ่งมีการนำไปตีความ  และใช้สื่อความหมายมากมาย นัยหนึ่งก็แสดงออกซึ่งความกระด้างกระเดื่อง ต่อต้าน และไม่เห็นด้วยกับการปกครอง

วันนี้ก็เลย  ไปหาข้อมูล เกี่ยวกับ “สัญลักษณ์นิ้ว” มาบอกเล่าสู่กันฟังครับ

 

ชูนิ้วโป้ง 1 นิ้ว : ทั่วไปก็คือ Thumbs up ยกย่อง-เยี่ยมไปเลย ยิ่งยกหัวแม่โป้ง 2 ข้าง Two Thumbs up ก็ยิ่งเยี่ยมเข้าไปใหญ่

 

 

ชูนิ้วโป้ง 1 นิ้ว

 

 

 

บ้านเรากับอีกหลายๆ ประเทศ นิ้วโป้งหมายถึง “สุดยอด” หรือ “นายแน่มาก” แต่ถ้าไปเผลอยกใส่ใครในญี่ปุ่น นิ้วนี้จะถูกลดความหมายไปทันทีแปลว่า นายก็เป็นได้แค่ที่ 5 เท่านั้นเอง!! เพราะเวลาที่คนญี่ปุ่นเขานับนิ้ว เขจะเริ่มนับกันที่นิ้วชี้ก่อน ตามด้วยนิ้วกลาง นาง ก้อย แล้วปิดท้ายด้วยนิ้วโป้ง ส่วนถ้าไปที่ออสเตรเลีย การชูนิ้วโป้งนี่อันตรายมาก เพราะมันมีความหมายหยาบคายทำนอง “Kiss My Ass” เทียบแล้วก็คือท่าชูนิ้วกลางในบ้านเราขืนไปชมใครด้วยนิ้วนี้ อาจได้รองเท้า (พร้อมเท้า) เป็นรางวัล

ชูนิ้วกลาง 1 นิ้ว : เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าหมายถึงการให้ของลับของเพศชาย ที่มาของท่าคลาสสิคนี้เกิดขึ้นในสมัยโบราณ

 

 

 

 

 

ตอนนั้นชาวโรมันเชื่อกันว่าองคชาติของผู้ชายเป็นเครื่องรางที่ใช้สู้กับคำสาปชั่วร้ายได้เวลาชูนิ้วกลางใส่ใครจึงเป็นการข่มขู่คู่ต่อสู้ว่า “มนต์ดำของแกทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่า” แต่ต่อมาเกิดการเพี้ยนขั้นรุนแรง เลยลืมเรื่องมนต์ดำกันไป กลายเป็นคำด่าล้วนๆ นอกจากนี้ท่าชูนิ้วกลางนี่ยังได้เกิดในวงการมายาด้วย เมื่อ 423 ปีก่อนคริสตศักราช ละครเวทีเรื่อง “The Cloulds” ของ ?อริสโตฟาเนส’ ได้เอาท่านี้ขึ้นไปเล่นกันบนเวที แต่เรียกมันว่าท่า “ดิจิตุส อินฟามุส” มีความหมายประมาณว่าเป็นนิ้วทุเรศ หรือนิ้วทะลึ่ง จากนั้นความหมายของนิ้วกลางก็เลยยิ่งแพร่หลายไปในทำนองหยาบคายมากขึ้นไปอีกหลายประเทศถือว่า การแสดงท่านี้ มีความผิดทางกฎหมาย ด้วย

 

ชูนิ้วชี้ ความหมายทั่วๆไปมักจะเป็นการบอกจำนวน หรือมีนัยยะว่า ชั้นน่ะคือที่ 1  (ใช้เพื่อข่มคู่ต่อสู้) ในการแข่งขันบางประเทศในประเทศสหรัฐอเมริกาการชูนิ้วชี้นิ้วเดียวเป็นการบอกว่าชั้นนี่แหละที่ 1

 

 

 

 

 

และการชูนิ้วชี้นิ้วเดียวไปยังคนที่ต้องการจะสื่อสารด้วย มักจะเป็นการสั่ง หรือเป็นการเตือนว่าพอได้แล้ว (อาจจะมีเรื่องกันได้) แต่ถ้าไปทำท่านี้ในประเทศแถบอาหรับหรือแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะมีความหมายเท่ากับการชูนิ้วกลางนิ้วเดียวให้อีกฝ่าย

 ชูนิ้วนาง การชูนิ้วนาง (เฉพาะด้านซ้าย) มักจะเป็นการชูเพื่อให้คนรัก หรือคู่หมั้นใส่แหวนหมั้นในพิธีหมั้นหมายนั่นเอง

 ชูนิ้วนิ้วก้อย การชูนิ้วก้อยมักจะมีความหมายไปทาง “ขอคืนดี ดีกันนะ”  มักจะสื่อไปทางความหมายที่ดีแบบอมยิ้ม

 

ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง 2 นิ้ว  การชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง (แบบหงายฝ่ามือออก) เรียกว่า ” V (Victory) Sign ”

 

ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง 2 นิ้ว

 

 

หรือ สัญลักษณ์แหงชัยชนะ เรื่องมันก็มีอยู่ ครั้งหนึ่งในสงคราม อังกฤษ – ฝรั่งเศส โดยนักแม่นธนูชาวอังกฤษถูกทหารฝรั่งเศสจับตัวและถูกทหารฝรั่งเศสตัดนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ใช้ในการยิงธนูทิ้ง ทหารอังกฤษทุกคนจึงร่วมชูนิ้วชี้และนิ้วกลางเพื่อเป็นการยกย่องวีรบุรุษพลธนูคนนั้น

อีกนัยยะนึงอาจจะหมายความว่า “สู้โว๊ย” เพื่อต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส ก็เป็นได้ คนที่เอาการชูสองนิ้วมาใช้ในความหมายแสดงชัยชนะจริงๆ คือ “วินสตัน เซอซิล” เค้าเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่มักจะกล่าวคำปราศรัยพร้อมทั้งชู 2 นิ้วประกาศชัยชนะสงครามโลกอยู่หลายครั้ง

แต่การชู 2 นิ้วในประเทศญี่ปุ่น จะหมายความว่า “เราต้องการสันติภาพ” (หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2) แต่ในประเทศไทย มีการชูนิ้วชี้และนิ้วกลางไว้เพื่อการถ่ายรูป เพื่อเพิ่มความแอ๊บแบ๊วขึ้นเท่านั้นเอง

การชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง (เอาหลังมือแบออก) มีความหมายหลายระดับ  (มักจะออกไปทางไม่ดี)

-ระดับเด็กๆ มักจะหมายความว่า “อยากจะมีเซ็กส์กับฉันไหม”

-ระดับหนัก ถ้าใช้กับคนแปลกหน้าก็จะหมายความพอๆกับการชูนิ้วกลางดีๆนี่เอง

และถ้าเพิ่มนิ้วโป้งเข้ามาอีกนิ้วนะ จะหยาบคายสุดๆ

แต่ทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับว่าภาษากายเราแสดงออกมาประกอบการเข้าใจมากกว่านะครับ

 

ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง 2 นิ้ว : แบบเอาหลังมือออก แบบที่ผมเห็นแม่ค้าชาวไทยทำให้ฝรั่งดูนั่นแหละครับ

ความหมายมีหลายระดับ ออกไปทางไม่ดีทั้งนั้น

– อย่างดีกรีอ่อน จะหมายถึง “อยากมีเซ็กส์กับฉันไหม” (สังเกตรูปนิ้วแล้วจินตนาการความหมายเอาละกัน)

หญิงบริการ ที่ไปยืนรอรับกลาสีเรือขึ้นบก มักใช้สัญลักษณ์นี้สือความหมายว่า “ขายนะจ๊ะ”

หรือ เอาไว้ใช้ล้อ แซว เพื่อน ประมาณว่า ไอ้หน้า… ก็ได้

– อย่างดีกรีแรง ถ้าใช้กับคนแปลกหน้า ก็คือคำด่า ประมาณเดียวกับ ชูนิ้วกลาง นั่นเอง

ถือเป็น คำหยาบรุนแรง ที่เอาไว้ใช้ด่ากันโดยเฉพาะ

ถ้าเพิ่ม นิ้วโป้ง แทรกเข้ามา ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ยิ่งหยาบหนักเข้าไปอีก คงไม่ต้องอธิบาย อิ อิ

ฝรั่ง ก็คงพอเข้าใจว่า การชู 2 นิ้วแบบนี้ ไม่ได้หมายถึง อะไรอย่างที่ว่านั่น

เป็นการไม่เข้าใจความหมายที่แท้ เฉย ๆ*

ชูมือ 2 นิ้ว ทั้งสองข้าง : แบบเอามาแนบหู คล้าย ๆ หูกระต่าย ฝรั่งเรียกท่านี้ว่า Bunny Finger

ไม่ได้มีเอาไว้ ต่อหู ต่อเขา ให้เพื่อน แบบคนไทยเวลาถ่ายรูปหมู่

แต่หมายถึง ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ชัด ครับ

 

ชูนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วก้อย  ที่รู้จักกันว่า  I love you

 

 

 

05

 

แต่ถ้าไปเมืองฝรั่ง แล้วเผลอ ลืมยกนิ้วโป้งขึ้นมาด้วย แบบนี้ อาจมีปัญหา เพราะการชูนิ้วชี้ กับ นิ้วก้อย หมายถึง สัญลักษณ์ซาตาน ครับ

 ชูนิ้วชี้ กับ นิ้วก้อย : มันคือ Devil Horn บ่งบอกว่าเป็น “เขา” ของซาตาน

ในสมัยโบราณ การแสดงท่านี้ คือสัญลักษณ์แสดงการ ไม่นับถือพระเจ้า ของพวกนอกรีต บูชาซาตาน แต่ในปัจจุบัน พวกวงดนตรีร็อค แนวเฮฟวี่เมทัล หลายวง ใช้สัญลักษณ์นี้ แสดงถึงความรุนแรงทางดนตรี ประมาณว่า ดนตรีที่ซาตานประทานมาให้ นะแหละ ในการไปชมคอนเสิร์ตเฮฟวี่เมทัล แฟน ๆ ที่ชูนิ้วท่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นพวกนอกรีต แต่อย่างใด  แต่อย่าเผลอ เอามาทำนอกเวทีคอนเสิร์ตก็แล้วกัน คนจะเข้าใจผิด

 

 

จรดนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เป็นวงกลม หรือ โอเค แม้วัฒนธรรมอเมริกันที่แพร่หลาย

 

จรดนิ้วโป้ง, โอเค

 

 

จะทำให้การเอาปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มาชนกัน  จนเกิดวงกลม และปล่อยสามนิ้วที่เหลือให้กางออกจะแปลว่าโอเค ตกลง หรือดี แต่สำหรับบางประเทศการทำมือแบบนี้มีความหมายอื่นค่ะ เช่น บางประเทศในทวีปยุโรปแปลว่าเลข 3 ส่วนในจีนแปลว่าเลข 7

ส่วนที่ประเทศบราซิลและประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเป็นคำด่าเทียบเท่ากับ Asshole (เพราะมองว่าวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของทวารหนัก) ในเยอรมนีหลายคนใช้แปลว่าเกย์ และยังมีอีกหลายประเทศในแถบยุโรปตะวันออกที่ใช้ด่าว่าคนนั้นไม่มีค่า (เป็นศูนย์) หรือด่าตรงๆ เลยว่าอ้วน ตัวกลมไปหมด ฉะนั้นจะโอเคกันง่ายๆ เหมือนปกติไม่ได้แล้วนะคะ

“โอเคนะ” หรือ “ตกลง” แต่ก็ยังอุตส่าห์มีการยกเว้นจนได้สำหรับประเทศผ่าเหล่าผ่ากออย่างอิตาลี ใครไปเยือนประเทศนี้ต้องเก็บท่าโอเคนะให้ดีเลย เพราะคนที่นั่นเขาถือว่ามันเป็นการด่ากันแบบไม่ออกเสียงว่า “ไอ้หน้า…” (โปรดเติมคำในช่องว่างเอาเอง) แทนที่ทุกอย่างจะโอเค มันจะกลายเป็นโนเคไปน่ะสิ

 

ชูนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง (รวม 3 นิ้ว) จะหมายถึง ถ้าในวงการลูกเสือสามัญ การชู นิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนาง (ด้านขวา) เค้าหมายถึง การทำความเคารพ (วันธยาหัตถ์)

 

ชูนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง

 

 

และการชูสัญลักษณ์ประเภทนี้ ในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง The Hunger Games  มักจะมีนัยยะในด้านการเมือง ทั้งนี้ เหตุการณ์รัฐประหาร โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ที่ทางกลุ่มมวลชนซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ได้เดินทางมารวมกันตามสถานที่ที่นัดหมาย ทั้งหน้าทางเดินสกายวอล์กสนามกีฬาแห่งชาติ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, ห้างสรรพสินค้า เทอร์มินอล 21  แยกอโศก, ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  รวมถึงห้างสรรพสินค้าห้างเมยา ถ.ห้วยแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อประท้วงเชิงสัญลักษณ์ไม่เอารัฐประหาร

โดยการประท้วงดังกล่าว ผู้ชุมนุมได้ใช้วิธีชูนิ้ว 3 นิ้ว คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง พร้อมกับเอามือปิดปาก ส่วนบางคนก็นำสีสเปรย์มาพ่นคำว่า “NO COUP” และ “ปล้นประชาธิปไตย” ในหลายพื้นที่ และตะโกนเรียกร้องประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง

 

การกางเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้เหมือนตัว L จะให้นิ้วโป้งอยู่แนวนอนเหมือนตัว L หรือนิ้วโป้งอยู่แนวตั้งแบบ “ถูกต้องนะคร้าบ” ก็ได้

 

 

การกางเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้เหมือนตัว L

การกางเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้เหมือนตัว L

 

บ้านเราใช้เวลาชี้บางอย่าง หรือบางทีอาจจะทำมือแบบนี้แล้วคว่ำมือลงเพื่อถ่ายรูปให้ดูฮิพฮอพก็ได้ แต่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศที่ได้รับอิทธิพลอเมริกันจะมองว่า L มาจาก Loser (คนแพ้) และใช้เป็นสัญลักษณ์ว่าขี้แพ้ ส่วนในจีนหมายถึงเลข 8 และในประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์จะแปลว่าเลข 2 (ทีนี้คงนับเลขกันมึนเลย)

สำหรับความหมายแง่ลบของการทำมือแบบนี้พบในประเทศอิตาลีและพื้นที่ข้างเคียง แปลว่าไม่ดี หรือแย่มากค่ะ

 

การหงายฝ่ามือและกระดิกนิ้วชี้เรียก เรามักเห็นในภาพยนตร์ฝรั่งว่าถ้าสาวสวยกระดิกนิ้ว                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               09                                                                                                                                                                                                                                                                                                                เรียกในลักษณะนี้แล้วมักเป็นการเชิญชวนและยั่วยวนอีกฝ่ายให้ตามไป หรือเป็นการส่งสัญญาณให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อกระซิบบอกความลับบางอย่าง แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์นั้น ท่าทางนี้ใช้เรียกน้องหมาเท่านั้นค่ะ ฉะนั้นถ้าเผลอไปทำใส่ใครจะเหมือนไปว่าเขาเป็นสุนัข และอีกฝ่ายอาจจะโกรธถึงขั้นหักนิ้วชี้เราได้เลยค่ะ โหดแฮะ

 

การแบมือทั้งห้านิ้วโดนหันฝ่ามือออก โดยทั่วไปแล้วถ้าเรายื่นมือออกไปโดยกางนิ้วทั้งห้าออกและหันฝ่ามือใส่อีกฝ่ายจะเป็นการบอกให้หยุด

 

 

 

10

 

หรือตามธรรมเนียมอเมริกันคือการแสดงความไม่สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดและให้อีกฝ่าย “พูดกับมือ” แทน ซึ่งก็ค่อนข้างจะแสดงความไร้มารยาทแล้วใช่มั้ยคะ แต่ที่ประเทศกรีซแรงกว่านั้นอีกค่ะ เพราะมันหมายถึงให้ไปตายซะ

ทีนี้น้องๆ ก็พอรู้กันแล้วนะคะว่าภาษาท่าทางที่ใช้มือเป็นสำคัญนั้นมีหลายความหมายแตกต่างกันไปทั่วโลก จริงๆ มีอีกหลายแบบเลยนะคะ รวมไปถึงการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาด้วยที่ให้ความหมายต่างกัน ฉะนั้นก่อนจะเดินทางไปประเทศใดให้หาข้อมูลเรื่องพวกนี้ดีๆ ค่ะ ใครจะรู้ว่าการยิ้มสวยๆ ของเราที่ดูเป็นสิ่งที่ดีนั้น อาจแปลว่าเรากำลังท้าทายคนบางประเทศอยู่ก็ได้ น้องๆ คนไหนที่มีประสบการณ์เรื่องภาษามือที่ความหมายต่างกัน สามารถแบ่งปันเรื่องราวได้ด้านล่างเลยค่ะการแบมือทั้งห้านิ้วโดนหันฝ่ามือออก

โดยทั่วไปแล้วถ้าเรายื่นมือออกไปโดยกางนิ้วทั้งห้าออกและหันฝ่ามือใส่อีกฝ่ายจะเป็นการบอกให้หยุด หรือตามธรรมเนียมอเมริกันคือการแสดงความไม่สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดและให้อีกฝ่าย “พูดกับมือ” แทน ซึ่งก็ค่อนข้างจะแสดงความไร้มารยาท  แต่ที่ประเทศกรีซแรงกว่านั้นอีกค่ะ เพราะมันหมายถึงให้ไปตายซะ

 

Snap การดีดนิ้ว การดีดนิ้วดังเป๊าะนั้น ถ้าดีด 1 ครั้งคนอเมริกาและอังกฤษจะสื่อว่านึกอะไรออกแล้ว

 

13

 

หรือมีไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาในหัว ส่วนการดีดเรื่อยๆ ไปมาหมายถึงกำลังพยายามนึกถึงบางอย่างให้ออกอยู่ แต่สำหรับประเทศแถบละตินอเมริกานั้นหมายความว่า ให้คนข้างหน้าช่วยรีบเดิน เร็วๆ หน่อย แต่ 10 ภาษากายที่มีความหมายต่างกันทั่วโลกสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในโลก การดีดนิ้วใส่หน้าคนอื่นเป็นกิริยาที่หยาบคายมาก(แต่บางประเทศก็หมายถึงดึงความสนใจอีกฝ่ายให้กลับมา)

 

 Sign of the Cross เครื่องหมายกางเขน เป็นสัญลักษณ์ของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของศาสนาคริสต์

 

14

 

เป็นการให้ศีลให้พร จะทำโดยการเคลื่อนมือเป็นรูปกากบาทในอากาศ ตามร่างกายของตัวเอง ด้วยมือข้างขวามักจะมาพร้อมด้วยการบรรยาย พูดหรือสวดมนต์ เป็นการสะท้อนรูปแบบของการเล่าเรื่องของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ให้นึกถึงพระเยซูที่ถูกตรึงไม้กางเขน มีสองรูปแบบและถูกใช้เฉพาะในคริสตจักรภาคตะวันออกดั้งเดิมและพิธีกรรมทางทิศตะวันออกของโบสถ์คาทอลิกเท่านั้น

 

 Fig sign / Dulya การมีเพศสัมพันธ์  เป็นท่าทางแสดงความลามกอนาจารอย่างอ่อนโยน

 

 

15

 

 

ที่ใช้ในวัฒนธรรมตุรกีและสลาฟ และในบางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ใช้นิ้วหัวแม่มือสอดเข้าไประหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ตำแหน่งนิ้วเป็นตัวแทนของอวัยวะเพศชาย(นิ้วโป้ง)ที่กำลังสอดเข้าๆ ไปในช่องคลอด (ช่องระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง) ท่าทางนี้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดเพื่อปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

 

 Shocker สิ่งที่เลวทราม   สัญลักษณ์นี้เป็นที่รู้จักในนามว่า “two in the pink, one in the stink

 

16

 

เกี่ยวกับสองสิ่งที่ห่วยแตกหรือมีกลิ่นเหม็น เป็นท่าทางมือที่มีความหมายทางเพศ นิ้วนางและนิ้วหัวแม่มือจะขดหรืองอลงในขณะที่นิ้วอื่นๆ จะขยาย นิ้วโป่งกับนิ้วนางจะถูกเก็บอยู่ด้วยกัน และด้านหลังของมือที่ใบหน้าออกไปด้านนอก ท่าทางนี้หมายถึงการกระทำของการสอดใส่นิ้วกลางเข้าไปในช่องคลอดและนิ้วก้อยเข้าไปในทวารหนักของผู้หญิงจึง มีการห้ามประชาชนใช้สัญลักษณ์นี้ เพราะเป็นท่าทางที่เสื่อมและเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ซึ่งบางประเทศนั้นสัญลักษณ์นี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

 

Three-finger salute (Serbian) แสดงความยินดี เป็นสัญลักษณ์แสดงความยินดี ซึ่งคาดว่าเริ่มมาจากชาวเซอร์เบีย

 

17

 

เป็นการการชูนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ด้วยมือข้างใดข้างนึง ซึ่งสัญลักษณ์นี้ยังมีความหมายอื่นๆ ของการแสดงความยินดี และยังถูกใช้โดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของรัฐบาลเซอร์เบีย โดยนาย Srdjan Srećković รองนายกรัฐมนตรีของเซอร์เบียในช่วงเวลานั้นกล่าวในการสัมภาษณ์กับKurir สำนักข่าวของประเทศเซอร์เบีย ว่าสัญลักษณ์นี้ยังสามารถเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลสำคัญทั้งสามของเซอร์เบีย นั่นก็คือ Sveti Sava , Njegoš, และ Karađorđe ซึ่งในช่วงเวลาของสงครามยูโกสลาเวียสัญลักษณ์นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความยินดีเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮียจะบอกว่าสมน้ำหน้า ใช่ใหมหล่ะ
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

 

 

 

ฝ่านค้านจวกผู้นำตุรกี หลังทุ่มงบ 2 หมื่นล้านบาท สร้างทำเนียบประธานาธิบดี ใหญ่กว่าทำเนียบขาวแห่งสหรัฐ กว่า 30 เท่า ลั่นสิ้นเปรือง ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น

สำนักข่าว อัล-อาบีญา รายงานข่าว เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ประธานาธิบดีแห่งตุรกี เปิดเผยเรื่องการสร้างทำเนียบประธานาธิบดีในย่านชานเมืองของเมืองอังการา เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งกินพื้นที่กว่า 2 แสน ตารางเมตร ประกอบไปด้วยห้องต่างๆกว่า 1,150 ห้อง โดยเปิดเผยงบประมาณในการก่อสร้างสูงถึง 615 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 2 หมื่นล้านบาท

 

เมื่อนำทำเนียบแห่งนี้ มาเปรียบเทียบกับทำเนียบขาว ปรากฏว่ามีขนาดใหญ่กว่าถึง 30 เท่า นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่มากกว่า พระราชวังอันงดงามและโด่งดังจากฝรั่งเศส อย่างพระราชวังแวร์ซายอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการทุ่มงบประมาณในการก่อสร้างครั้งนี้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวเงินมหาศาล สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายค้าน ที่ออกมาแสดง ความคิดเห็น ว่าการนำเงินมาก่อสร้างทำเนียบประธานาธิบดีอันมากมายเช่นนี้ เป็นการใช้เงินไปกับเรื่องที่สิ้นเปรือง ฟุ่มเฟือย และไร้สาระ

ทั้งนี้ผู้นำตุรกีเผยว่า จุดมุ่งหมายในการก่อสร้างทำเนียบให้ใหญ่โตอลังการเช่นนี้ เพราะต้องการสร้างเพื่อเป็นสมบัติของคนรุ่นต่อๆไป และนี่ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาแต่อย่างใด หากแต่มันเป็นสมบัติของทุกๆคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โบสถ์คริสต์ฟ้าดเยี่ยม

 

 


 

*** บ้านไม้ใต้ถุนสูงธรรมดาๆหลังหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอยคือสถานที่ที่ลุงโฮได้พักอาศัยและทำงานเป็นระยะเวลานานที่สุดในชีวิตการเคลื่อนไหว ต่อสู้ปฏิวัติของท่าน สถานที่แห่งนี้หาใช่เป็นแต่เพียงสถานที่ประวัติศาสตร์เท่านั้น บ้านหลังนี้ยังเป็นมรดกทางด้านสถาปัตย์และทางด้านวัฒนธรรมจิตวิญญาณของ เวียตนามด้วย  บ้านลุงโฮ เป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุด ที่ตั้งอยู่ในเขตโบราณสถานทำเนียบประธานประเทศ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนที่แห่งนี้ มักตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมอยู่ใจกลางเมืองหลวงอย่างนี้ลุงโฮถึงชอบอยู่อาศัยในบ้านไม้ใต้ถุนอย่างนี้


ในช่วงสงครามต่อต้านนักล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศส ที่เขตปลดปล่อยเวียตบั๊ก ลุงโฮอาศัยอยู่ในบ้านใต้ถุนทำจากไม่ไผ่ ช่วงระยะเวลา 9 ปีแห่งการต่อสู้กู้ชาติ ลุงโฮได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติบรรดาชนเผ่าต่างๆในเขต เวียตบั๊ก ดังนั้นเมื่อสันติภาพกลับคืน ลุงโฮกลับสู่กรุงฮานอย ท่านยังคงระลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลัง ในปี 1954 เมื่อลุงโฮกลับมาพำนักในเมืองหลวง ท่านปฏิเสธที่จะอาศัยอยู่ในทำเนียบอันหรูหรา โดยลุงโฮจะต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในทำเนียบเท่านั้น ส่วนที่พักของท่านจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ของช่างไฟฟ้าที่อยู่หลังทำเนียบ


ครั้งหนึ่งลุงโฮ กลับจากเยี่ยมประชาชนที่จังหวัด ถายเงียน ช่วงที่อยู่ระหว่างเดินทางกลับฮานอย ท่านก็ได้ปรารภกับคณะผู้ติดตามว่าอยากจะสร้างบ้านไม้ใต้ถุน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของสระน้ำเพื่อพักอาศัยและทำงานให้ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ตามดำริของลุงโฮ  ฤดูร้อนปี 1958 บ้านพักได้เริ่มลงมือสร้าง ออกแบบโดยสถาปนิก เหงียน วัน นิงห์ ..คุณนิงห์เป็นหนึ่งในแปดสถาปนิกคนเวียตนาม ที่จบจากวิทยาลัยจิตรกรรมอินโดจีนเป็นรุ่นแรก ก่อนการออกแบบลุงโฮได้เสนอข้อคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับสถาปนิกด้วย

 

โดยท่านเสนอว่าให้ออกแบบเหมือนกับบ้านที่ท่านเคยอาศัยอยู่ในเขตเวียตบั๊ก แต่ให้ใช้วัสดุเป็นไม้ที่แข็งแรง ชั้นบนมีสองห้องเล็กๆ แต่ละห้องพอดีสำหรับอยู่ได้คนเดียว ตัวบ้านจึงออกมาในรูปแบบคล้ายบ้านพักอาศัยของพี่น้องชนเผ่า มีสองชั้น ชั้นบนมีสองห้อง ใช้เป็นห้องนอนและห้องทำงานในหน้าหนาว ชั้นล่างใต้ถุนโล่งใช้ทำงานในหน้าร้อน เช่นใช้เป็นที่ประชุมของคณะกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์เวียตนาม ตัดสินปัญหาสำคัญๆของการปฏิวัติเวียตนาม เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่สำคัญ ๆ ของชาติ  

 

บริเวณหน้าบ้านจะมีสระเลี้ยงปลา  ในสระมีปลานานาพันธุ์แหวกว่ายสวยงาม ในช่วงที่ลุงโฮ ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันหลังจากเวลาเลิกงานช่วงบ่าย ท่านจะออกมานั่งตกปลาและให้อาหารปลาที่หน้าบ้าน อาหารปลาจะเป็นรำข้าว ขนมปัง ข้าวตากแห้งปั้นเป็นก้อนๆ ก่อนให้อาหารท่านจะปรบมือเรียกปลามารับอาหาร นานวันเข้าเสียงปรบมือก็ทำให้ปลาเกิดความเคยชินเมื่อได้ยินเสียงปรบมือก็จะ พากันออกมารับอาหาร ทุกปีในวันสำคัญเช่นวันตรุษเต๊ดเวียตนาม ลุงโฮก็จะให้นำปลาในสระทำอาหารเลี้ยงพนักงานคนใกล้ชิดท่าน หรือนำไปมอบให้แก่ผู้นำพรรครัฐ เป็นต้น

 

ลูกหลานเวียตนามทุกคนที่ได้มาเยือนบ้านลุงโฮ จะมีความประทับใจในจริยวัตรอันงดงามของลุงโฮ ในการดำรงชีพอย่าง พอเพียง สมถะ กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ยึดติดกับลาภยศ สรรเสริญถึงแม่ว่าท่านจะเป็นถึงผู้นำประเทศมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต แต่ก็ไม่หลงใหลได้ปลื้มยึดติดไปกับภาพมายาเหล่านั้น รู้ถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ที่ตายไปก็ไม่สามารถนำเอาสิ่งใดไปได้ คุณธรรมการดำเนินชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างคำสอนอันล้ำค่าที่ชนรุ่นหลังควร ที่จะปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง

อรรถพล อุดร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             

 

 

 

 

 ANAk เป็นภาษา tagalog ตากาล็อก ออกเสียงว่า "อานัก". แปลว่า เด็กน้อย,ลูกน้อย
เพลงนี้ แต่งโดย Freddy Aguilar เฟรดดี้ อากีลาร์ เป็นเพลงชนะเลิศการประกวดการแต่งเพลง Metropop Music Festival ครั้งที่ 1 ที่กรุงมะนิลา เมื่อปี ค.ศ. 1977 เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก จนแต่ละประเทศเอาไปใส่เนื้อเป็นภาษาของตนก
­ันมากมายกว่า 26 ภาษา เช่น จีน ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษฝรั่งเศส เป็นต้น สำหรับภาษาไทยวงคาราบาวนำมาแปลงเป็นเพลง ลุงขี้เมา ที่เราคุ้นหูกันดี


Freddy Aguilar เป็นชาวฟิลิปปินส์โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖
สำหรับเพลง ANAK เขาแต่งขึ้นเพื่อที่จะสอนเด็กๆว่า ถึงแม้ลูกๆจะทำผิดพลาดพลั้งขนาดไหนสำหรับผ
­ู้เป็นบิดา มารดา แล้วพร้อมที่จะยกโทษให้ลูกๆเสมอ โดยมาจากประสบการณ์จริงที่เกิดจากชีวิตในช­่วงวัยเด็กที่เขาขัดแย้งกับบิดาอย่างรุนแร­งจนต้องหนีออกจากบ้านมาและไม่กลับไปอีกเลย­เนื่องจากความละอายแก่ใจ จนกระทั่งเมื่อเพลง "ANAK" ออกวางตลาดเขาจึงย้อนกลับบ้านเพื่อไปขอโทษ­ผู้เป็นบิดา และได้รับการยกโทษให้จากบิดา

 

 

 

 

 

   


 
In Pics: ไต้ฝุ่น “ฮากูปิต” เคลื่อนขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ทางการสั่งอพยพ ปชช.หลายล้านหวั่นซ้ำรอย “ไห่เยี่ยน”

 

 

เอเอฟพี – พายุไต้ฝุ่น “ฮากูปิต” วันนี้ (7 ธ.ค.) ได้พัดทำลายบ้านเรือนมากมาย และกระตุ้นให้เกิดคลื่นซัดถาโถมชุมชนริมชายฝั่ง ทั่วภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ จนประชาชนหลายล้านคนบนหมู่เกาะที่เผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงหลายครั้งแหงนี้ต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้นไปอีก
       
       สำนักอุตุนิยมวิทยาปาซา ของแดนตากาล็อกรายงานว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้ เคลื่อนตัวมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนจะพัดกระหน่ำทำลายชุมชนชาวประมงในพื้นที่ห่างไกล ของเกาะซามาร์คืนวานนี้ (6) ด้วยความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
       
       ความรุนแรงของพายุลูกนี้ทำให้ ฮากูปิต เบียดแซงพายุไต้ฝุ่น “รามสูร” ที่คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 100 คน เมื่อเดือนกรกฎาคม ขึ้นมาเป็นพายุกำลังแรงที่สุดที่เคลื่อนขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ในปีนี้
       
       สเตฟานี อวย-ตาน นายกเทศมนตรีเมืองคัตบาโลกัน บนเกาะซามาร์ เล่าสิ่งที่พบเห็นกับเอเอฟพีผ่านทางโทรศัพท์ว่า “หลังคาสังกระสีปลิวว่อน ต้นไม้ล้มระเนระนาด และเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่”
       
       ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแดนตากาล็อกได้สั่งอพยพประชาชนหลายล้านคน ก่อนพายุฮากูปิตเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับในปีที่แล้ว เมื่อซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” คร่าชีวิตประชาชนไปมากถึง 7,350 คน
       
       คาดการณ์กันว่า ฮากูปิตจะใช้เวลาสามวัน ก่อนตัวเคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์ โดยพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนยากจนในภาคกลางของประเทศ ขณะที่พายุลูกนี้จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในบริเวณค่อนไปทางเหนือของกรุงมะนิลา เมืองหลวงซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
 รัฐบาลเตือนว่า อาจเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 5 เมตร ในบางพื้นที่ รวมทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และลมแรงที่สามารถสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนที่มีโครงสร้างแน่นหนาถาวรได้
       
       เส้นทางที่ไต้ฝุ่นลูกนี้เคลื่อนผ่านนั้นมีประชากรอาศัยอยู่นับสิบล้านคน รวมถึงพื้นที่ตอนกลางของฟิลิปปินส์ที่ชาวบ้านยังคงพยายามฟื้นฟูความเสียหายหลังถูกพายุไห่เยี่ยนพัดถล่มเมื่อ 13 เดือนก่อน
       
       ไห่เยี่ยน คือพายุที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งด้วยกำลังรุนแรงที่สุดที่ในประวัติการณ์ โดยมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 315 ต่อชั่วโมง และกระตุ้นให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งสูงคล้ายคลื่นยักษ์สึนามิพัดกวาดเมืองทั้งเมืองจนราบเป็นหน้ากลอง
       
       เกวนโดลิน ปัง เลขาธิการสภากาชาดระบุกับเอเอฟพีว่า เมื่อรุ่งเช้าวันนี้ (7) พบว่ามีหลายพื้นที่ทั่วภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ไม่สามารถติดต่อได้ และยังไม่ทราบว่าพื้นที่เหล่านี้ได้รับความเสียหายร้ายแรงเพียงใด
       
       สำหรับในพื้นที่ที่ยังสามารถติดต่อได้ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รายงานว่า เกิดลมและคลื่นรุนแรงน่าหวาดกลัว จนบ้านเรือนได้รับความเสียหาย แม้ว่า คาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตไม่มาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่อพยพไปอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว
       
       เจอร์รี เยากาซิน รองนายกเทศมนตรีเมืองตาโกลบาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักทสุดจากพายุไห่เยี่ยน เมื่อปีที่แล้วเล่าว่า บ้านเรือนหลังคามุงใบปาล์ม ที่บรรดาหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยสร้างไว้เป็นที่พักชั่วคราวของผู้รอดชีวิตจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นเมื่อปีที่แล้วถูกพายุทำลายจนเสียหาย

 

 

 

 ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ไต้ฝุ่นฮากูปี๊ต (Hagupit) ที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง เป็นไต้ฝุ่นระดับ 5 (202-221 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในวันพฤหัสบดี 4 ธ.ค.นี้ กำลังมุ่งหน้าจากทะเลแปซิฟิกเข้าถล่มย่านใจกลางหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยความแรงจัด และเคลื่อนที่เร็ว 25-30 กม./ชม. ทางทิศตะวันตก-ตะวันตกเฉียงเหนือ ในขณะที่ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านยังคงซมอยู่กับพิษพายุโซนร้อนซินลากู (Sinlaku) ที่เพิ่งจะผ่านไปหยกๆ ซึ่งทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นประเทศที่ถูกพายุโซนร้อนรุนแรงทำลายเสียหายมากที่สุดในโลกในปี 2557
       
       
       แต่ฤดูกาลแห่งหายนะยังไม่ได้ผ่านไปง่ายๆ แม้จะถึงช่วงเดือนสุดท้ายแห่งปีแล้วก็ตาม สำนักงานพยากรณ์อากาศแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ได้แจ้งเตือนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบเกี่ยวความหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกนี้พัดเข้าถึงฝั่งคืนวันที่ 7 ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ ตั้งแต่ 1 วันก่อนหน้านั้น
       
       “ฮากูปี๊ต” เป็นชื่อภาษาตากาล็อก
อันเป็นภาษาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์เอง มีความหมายว่า “โบย” หรือ “กระหน่ำตี” “ลงแส้อย่างหนัก” หรือ “ตัดขาด” เมื่อเดือน ก.ย.2551 หรือ 6 ปีที่แล้ว ไต้ฝุ่นอีกลูกหนึ่งที่ใช้ชื่อเดียวกันนี้ได้พัดถล่มเกาะภาคเหนือของฟิลิปปินส์ ก่อนจะพัดเข้าทะเลจีนใต้ เงยหัวขึ้นสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ก่อนจะหักมุมลงทิศตะวันตกเฉียงใต้อีกครั้งหนึ่งในนาทีสุดท้าย
ซัดเข้าเวียดนามแบบหักปากกาเซียน พยากรณ์
       
       ครั้งนั้นพายุโซนร้อนฮากูปี๊ต เข้าถล่มภาคเหนือเวียดนาม ซึ่ง
ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน ก่อนจะพัดเลยเข้าภาคเหนือลาว ทำให้เกิดฝนตกหนัก และเกิดอุทกภัยรุนแรงในหลายแขวง
       
       ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์ในกรุงฮานอย ได้ออกคำเตือนในค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการพยากรณ์อากาศในช่วง 24-28 ชั่วโมงข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกล่าสุดนี้มี “กระสวน” การพัฒนาที่สลับซับซ้อน ยังไม่สามารถที่จะตัดความเป็นไปได้ สำหรับโอกาสที่ฮากูปี๊ต จะพัดเลยเข้าสู่ทะเลจีนใต้ต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งแม้ว่าจะลดระดับความรุนแรงลงเป็นพายุโซนร้อนลูกหนึ่ง เหมือนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก็ยังแรงพอที่จะสร้างความเสียหายให้แก่กองทัพเรือหาปลาของเวียดนามได้
       
       แผนภูมิพยากรณ์ของสำนักอุตุนิยมวิทยาหลักๆ ที่ออกตอนค่ำวันพฤหัสบดีนี้ คือ ทั้ง JMT แห่งญี่ปุ่น หอสังเกตการณ์แห่งฮ่องกง และศูนย์ร่วมเตือนภัยไต้ฝุ่น หรือ Joint Typhoon Warning Center ที่เป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในนครโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ต่างแสดงให้เห็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮากูปิต พุ่งเข้าถล่มเขตวิซายาส (Visayas) หรือ “หมู่เกาะภาคกลาง” ของฟิลิปปินส์ ปลายทางของพายุ หยุดอยู่แค่เกาะซีบู (Cebu) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค ในขณะเป็นไต้ฝุ่นระดับ 2
       
       อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายสิบปีมานี้ยังไม่เคยมี่ไต้ฝุ่นลูกใดที่สลายตัวไปทันทีทันใดขณะยังเป็นไต้ฝุ่นที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางถึงระดับ 2 ซึ่งในระดับนั้นพายุยังมีโอกาสที่จะปั่นตัวเองรุนแรงขึ้นได้อีก ภายใต้สภาพการณ์เกี่ยวกับลมฟ้าอากาศที่เหมาะสม หรืออาจจะค่อยอ่อนกำลังลงจนมลายไปในที่สุดอีก 1 หรือ 2 วันหลังจากนั้น
       
       ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ เวียดนาม ที่มีประสบการณ์อย่างโชกโชนในการ “ไล่จับพายุ” กล่าวว่า จะต้องติดตามพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของพายุรุนแรงลูกนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                          

 

 

 

1.ประเทศฟิลิปปินส์เล็กกว่าประเทศไทย 2.5 เท่า แต่มีประชากรมากกว่าไทยเรา ราวๆ 82 ล้านคน

2.มีเกาะเยอะที่สุดในโลก บางคนอาจจะเถียงว่าเป็น อินโดนีเซีย

3.ประเทศฟิลิปปินส์ยากจน

4.สภาพบ้านเมืองก็ไม่สวยงาม ไม่สะอาดตา

5.ที่กรุง"มะนิลา"เป็นเมืองหลวงที่มี "สลัม" เยอะอันดับต้นๆของโลก

6.ย่านธุรกิจQuiapo วุ่นวายมาก

7.จากข้อ^ มีสลัมที่พวกลักเล็กขโขยน้อยเยอะด้วย

8.คนที่เมืองหลวง มะนิลา จะอาศัยอยู่ตาม อพาร์ตเม้นต์เป็นหลัก

9.แต่...อพาร์ตเม้นต์เหล่านั้นก็มักรกรุงรัง ไม่สะอาด เสียงดัง และคับแคบราวกะรังหนู

10.ฟิลิปปินส์มีความห่างของฐานะเยอะมาก คนรวยรวยอักโข คนจน จนมากมาย

11.คนฟิลิปปินส์ไม่มีศูนย์รวมใจ เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรง รัฐบาลจะใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงถึงเลือดเนื้อโดยไม่แคร์ชีวิตประชาชน

12.คนฟิลิปปินส์บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนคนไทย แต่...ก็ปลูกได้น้อย จึงต้องทำนาแบบขั้นบันไดเสียดายภูเขาดีๆ

13.ในเมืองไทยหากวิกฤตข้าวแพงขึ้นราคายังไม่สาหัสอะไร...แต่หากเป็นฟิลิปปินส์จะเดือดร้อนอย่างเว่อร์มากๆ

14.จนต้องนำเข้าหักๆมาหุงเพื่อรับประทานกัน

15.ข้าวหักๆ คือข้าวคุณภาพต่ำที่คนไทยนำไปหุงเลี้ยงหมานั่นแหละ

16."แกง" ของฟิลิปปินส์นิยมตำข้าวลงไปเป็นส่วนผสมหนึ่งด้วย น้ำแกงจะได้ข้นๆ

17.พระเจ้า! คนฟิลิปปินส์ไม่มีมะนาวนะครับ มีแต่ส้มจี๊ด เค้าเรียกมันว่า กาละมังซี่ ไม่เปรี้ยวเท่าไหร่ ไม่หอมด้วย

18.สิ่งที่เถียงไม่ได้ คือ คนฟิลิปปินส์รูปร่างหน้าตาเหมือนคนไทยมากจริงๆ

19.แต่ คนฟิลิปปินส์ผิวจะคล้าเกรียมว่าคนไทย เพราะเป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะ อิทธิพลทางทะเลเต็มที่

20.คนฟิลิปปินส์เหมาะมากกับความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะผิวสีน้ำตาลจะดูดีมากกว่าผิวขาวๆ ดังนั้น คนฟิลิปปินส์จึงใส่เสื้อเกาะอก สายเดี่ยว หรือ ผู้ชาย ใส่เสื้อกล้าม จะดูเหมาะ และดูดี

 

21. ชาวฟิลิปปินส์มีสไตล์ลูกครึ่งเยอะมาก หลายชาติเสียด้วย ประกอบกับในอดีตเคยเป็นประเทศอาณานิคมของทั้ง สเปน อังกฤษ อเมริกัน ฝรั่งเศส  เราพบว่าคนฟิลิปปินส์หน้าเหมือนคนไทยแล้ว จำนวนมากมีหน้าตาผิวพรรณแบบฝรั่ง ตะวันตกเป๊ะ หรือบางส่วนหน้าตาแบบแขกๆก็มีอยู่มาก ..ทั้งความเป็นปินอยด์มีเชื้อทางอินโดมาผสมทางตอนใต้และทางจีนทางเกาะไต้หวันผสมในตอนเหนือ

จึงไม่แปลกที่หลายคนมองว่านายแบบและนักแสดงชายฟิลิปปินส์นั้นดูหล่อเข้มกว่าไทย...สังเกตุดีๆ นายแบบ นักแสดงชาย ของฟิลิปปินส์มองลึกๆที่นัยน์ตา มองภาพรวมของใบหน้าหันซ้ายหันขวาจะดูอมๆ จะปินอยด์ก็ไม่ใช่ จะหน้าตะวันตกก็ไม่เชิง...

22. สาวฟิลิปปินส์มองว่า สาวไทย นั้น"สวย" แต่ สาวฟิลิปปินส์เอง"ไม่สวย"

23. แต่ความ sexy เค้ามองว่า สาวปินอยด์ "Sexy" แต่ สาวไทย "ไม่Sexy"

24. ลูกค้าชาวฟิลิปปินส์ในไทยมักซื้อของและต่อรองราคาอย่างน่ารำคาญและและโคตรน่าเบื่อจนเคยตัว

25. แต่..นิสัยของคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะเป็นมิตร ภาษาอังกฤษดี ชอบทำตัวสบายๆและผูกมิตรกับคนอื่นได้ง่าย

 24.แต่ข้อเสียก็มี คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ชอบนินทา ไม่ชอบเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง

25.ประเทศฟิลิปปินส์อาจไม่น่าอยู่น่าชื่นชมนักสำหรับคนไทย คอรัปชั่นเยอะ พวกลักเล็กขโมยน้อยก็เยอะด้วย เพราะเค้ายากจน ระวังไว้

26. ทะเล ชายหาด รีสอร์ทของฟิลิปปินส์สวยงามไม่แพ้เมืองไทยเลย

27. ตามชนบทบ้านนอกก็มีทุ่งนา  ต้นไม้ เหมือนกับไทย แต่...มีภูเขาไฟตั้งเด่นอย่างน่าเกรงขาม

28. จากการพูดคุยกับชาวฟิลิปปินส์ (รวมถึงนั่งดูรายการทีวีและฟังจากสถานีวิทยุ) ทราบว่า ปัจจุบัน ชาวฟิลิปปินส์ มีการใช้ภาษาที่เรียกว่า ทากรีส (Tagalog + English) คือพูดตากาล็อกคำอังกฤษคำ ผสมกันไปในประโยคสนทนา แต่เป็นที่เข้าใจกันในหมู่ของประชาชน แม้แต่ในรายการทีวีและรายการวิทยุ

29. คนฟิลิปปินส์สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี ก็เพราะค่านิยม

30. ใครสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เขาจะยกให้เป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง แต่ถ้าใครพูดอังกฤษไม่ได้แต่พูดกาตาล้อคได้ก็จะถูกถีบให้ไปเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่ถ้าพูดไม่ได้ทั้งอังกฤษและกาตาล้อคจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสามไปเลย เขาแบ่งกันอย่างนี้จริงๆ

31. ภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยเราก็ถือว่าเป็นเพียงเครื่องมือการสื่อสารเท่านั้น ใครพูดได้ก็ดี พูดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหายอะไรมากเพราะประเทศเราไม่มีความจำเป็นใดใดที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารระหว่างคนในชาติ

32. แต่สำหรับคนฟิลิปปินส์ภาษาอังกฤษเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือการสื่อสาร เพราะมันหมายถึงการได้รับการศึกษาที่ดีและที่สำคัญที่สุดคือ การมีโอกาสได้ไปทำงานต่างประเทศ

33. ด้วยค่านิยมและสภาพการณ์ที่บีบบังคับแบบนี้ทำให้คนฟิลิปปินส์ต้องขวนขวายหาทางเรียนภาษาอังกฤษ ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องที่สุดเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของตัวเองและครอบครัว

 

35. คนฟิลิปปินส์ร้อยละ 90 อยากออกไปทำงานที่ต่างประเทศเพื่อต้องการหลุดพ้นจากขุมนรกในประเทศตัวเอง

36.  เพราะพวกเค้าอยากอพยพออกจากประเทศตัวเองเพื่อไปอยู่ประเทศอื่น เพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า มีเงินเดือนที่ดีกว่า

37. จึงมีคนฟิลิปปินส์อยู่ต่างประเทศมากมายเต็มไปหมด

38. มีชาวฟิลิปปินส์อยู่ในฮ่องกงราวๆสามแสนคน

39. แต่ชาวฮ่องกงมีทัศนคติด้านลบต่อชาวฟิลิปปินส์นานกว่า10ปี เพราะที่ผ่านมาคนฟิลิปปินส์ไปเป็นคนรับใช้,แม่บ้านให้เค้า(ขี้ค่านั่นแหละ)

40. ในเมืองไทยก็มีชุมชนชาวฟิลิปปินส์ พวกนั้นมาอยู่โดยการเป็นครูสอนภาษา และพวกนักแสดงและนักกายกรรม

41. หากเป็นไปได้ชาวฟิลิปปินส์อยากได้สัญชาติของประเทศที่ตัวเองไปอยู่เลยทีเดียว เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอนอีก

42. คนไทยหลายๆคนไม่ชอบคนฟิลิปปินส์ในหลายๆเรื่อง

43. เรื่องที่เราคนไทยไม่ชอบคนฟิลิปปินส์ มาจากสภาพแวดล้อมของเค้าที่เป็นอย่างนั้น พวกเค้ายากจน บ้านเมืองมีปัญหามากกว่าไทย

44. แต่กระนั้น คนดีๆในฟิลิปปินส์ก็พอจะมีอยู่เช่นกัน...ดังนั้นหากเราเจอเรื่องร้ายๆแย่ๆจากการไปอยู่ในฟิลิปปินส์หรือจากคนฟิลิปปินส์ที่อยู่ในไทย ...มองโลกสองด้านไว้ อย่าเหมารวมคิดว่าคนฟิลิปปินส์สันดารเหมือนกันไปหมดทุกคน

45. และหากเราได้มีเพื่อน หรือคนรู้จักที่เป็นคนฟิลิปปินส์ หากเราถูกใจคนฟิลิปปินส์ เราอาจจะหลงรักพวกเค้าขั้นมาได้เช่นกัน....เรียนรู้ไว้เยอะๆ

...............................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

**เดชบักหำ** *****

บักหำเป็นคนขับรถของผู้ว่าแห่งนึง ขึ้นชื่อว่าเป็นเสือ ผู้หญิงคนนึงของจังหวัด จนผู้ว่าสงสัยเรียกตัวมาสอบถาม ผู้ว่า ...เฮ้ย ไอ้หำ เอ็งมีทีเด็ดไรมั่งวะ สาว ๆ ถึงไดีติดกันตรึม บักหำ...ง่าย ๆ เจ้านาย ก่อนที่ผมจะมีอะไรกับผู้หญิง ผมก้อควักไอ้นั่น ของผม ฟาดหัวเตึยงสามครั้ง รับรอง ติดหนึบ

*****คืนนั้นหลังจากที่ผู้ว่ากลับบ้าน อาบน้ำ ย่องเข้าห้องนอนที่ปิดไฟมืด คุณนายผู้ว่านอนหลับอยู่บนเตียง เสียงดังขึ้นที่หัวเตียง "ปั้ก ๆ ๆ" คุณนาย ผู้ว่างัวเงียครึ่งหลับครึ่งตื่น ร้องทักว่า "นั่น..หำ เหรอจ๊ะ"

 

 

 

 

 

ในงานแต่งงาน ขณะที่ดื่มกินกันไปสักพัก พิธีกรก็เชิญบ่าวสาวขึ้นเวทีขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน เจ้าบ่าวกำลังเมาได้ที่ ก็กล่าวขอบคุณเป็นกลอนว่า

"วันนี้ดีใจจะได้ เมีย หลังจากได้เสียกันหลายหน วันนี้ดีใจ มีเมีย เป็นตัวตน ขอบใจ ทุกคน ที่มางาน" พูดจบเพื่อนเจ้าบ่าว ก็ตบมือกันเกรียว เรียกให้เจ้าสาวพูดบ้าง

เจ้าสาว ขึ้นกล่าวตอบว่า "วันนี้ดีใจจะได้ผัว หลังจากเสียตัวมาหลายหน วันนี้ดีใจ มีผัว เป็นตัวตน ขอบคุณผัว ทุกคนที่มางาน "

 

 

 

 

 

 **สาวยุค AEC**

*****หลานสาวกำลังจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนชายฝรั่งครั้งแรก แต่ด้วยความอ่อนทางภาษาอังกฤษ จึงมาปรึกษากับยาย ยาย.....เอางี้ ถ้ามันพูดอะไรมาเอ็งก้อ no no yes yes มั่ว ๆ ไป สาว.....แล้วถ่ามันลวนลามหนูละ จะพูดยังไง ยาย.....

ฮี่โท่ ของกล้วย ๆ ถ้ามันจับข้างบน เอ็งบอก Don ' t

สาว.....แล้วถ้ามันจับข้างล่างละ พูดไง ยาย.....

จะยากอาไร้ ก็บอกว่า Stop แค่นี้เองเว้ย

*****หลานสาวรับคำสอนของยายใส่หัวแล้วออกจากบ้านไป จนกระทั่งเกือบสว่าง หลานสาวก็เดินโซซัดโซเซเข้าบ้านด้วย หน้าตาอิดโรย แต่แววตาเปล่งประกายอย่างมีความสุข เสื่อผ้า ยับยู่ยี่ เมื่อเห็นยายรออยู่ ก็รีบโผเข้ากอดยายแกล้งสะอึกสะอื้น

ยาย.....เป็นไงนังหนู ร้องไห้ทำไม แล้วทำตามที่ยายสอนป่าว

สาว.....หนูพูดตามที่ยายสอนทุกอย่าง แต่นี่มันเล่นจับทั้งบนกะ ล่างพร้อม ๆ กัน หนูเลยพูดว่า ...........don't stop ...........don't stop ...........don't stop -

 

 

 

 

 

  

                        อุโบสถมหาอุดวัดหันตรา

 

 

 

 

อุโบสถมหาอุดวัดหันตราตั้งอยู่ภายในวัดหันตรา หมู่ที่ 2 ตำบลหันตรา อำเภอพระนคร

ศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เรียกว่า "โบสถ์แบบมหาอุด" เพราะว่า เป็นพระอุโบสถ

ที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่มีประตูด้านหลังและไม่เจาะช่องหน้าต่าง เชื่อกันว่าใช้

พระอุโบสถ์แห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังที่ศักดิืสิทธิ์ยิ่ง

 

โดย

เฉพาะบริเวณที่ทุ่งหันตราแห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งทัพรับศึก และเป็นที่ประชุมทัพสมเด็จ

พระบรมราชาธิราชที่ 2เจ้าสามพระยา และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อไปตีเมืองละแวก

การสร้างพระเครื่องจึงเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจของเหล่าทหารกล้ากรุงศรีอยุธยา ดังที่เคย

ได้ยินชื่อติดปากมาจนถึงปัจจุบันว่า"พระยอดธง"ภายในอุโบสถ์มหาอุดแห่งนี้ มีพระประธาน

ปางมารวิชัย ชื่อว่า"พระพุทธอนันตชินราช" และนอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่บอก

 

 

เล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับพุทธประวัติให้แก่พุทธศาสนิกชน

โดย…วัฒนธรรมอำเภอพระนครศรีอยุธยา

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

 

  วัดหันตราเป็นอีกวัดที่มีพระพุทธฉายประดิษฐานในซุ้มเพิงผาที่สร้างจากการนำโอ่งไหมาเรียงซ้อนแล้วโบกปูนให้เป็นโขดหินผสมกันการก่ออิฐถือปูนให้เป็นซุ้มคล้ายเพิงผา ปัจจุบันหลังคาส่วนบนที่ปูนหลุดออกจะเห็นร่องรอยการให้เหล็กเส้นเป็นโครงควบคุมเนื้อปูนให้เป็นซุ้มเพิงผา1 รูปร่างลักษณะคล้ายกับพระพุทธฉายในวัดท่าทรายที่อยู่ในวัดราชประดิษฐานดังกล่าวถึงมาแล้วแต่งต่างที่ที่วัดท่าทรายก่อด้วยหินภูเขา และมีขนาดใหญ่กว่า วัดหันตรานี้นับว่าเป็นพระอารามที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงปฏิสังขรณ์ทั้งวัดเมื่อสำเร็จบริบูรณ์แล้วโปรดเกล้าให้จัดการฉลองขึ้นเมื่อเดือน ๖ ปีมะเมียสัมฤทธิศก จุลศักราช๑๑๐๐ หรือพ.ศ. ๒๒๘๑ 


      ด้วยพื้นที่ตั้งวัดเป็นนาหลวงอยุธยามาแต่ต้นกรุงสืบมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์แม้ป้จจุบันก็ถือเป็นพื้นที่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และยังเป็นนาทดลองพันธุ์ข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นานกว่า๕๐ ปีมาแล้ว เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จวัดหันตราเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๔๒ มีข้อความยืนยันในราชกิจจานุเบกษาว่า ที่วัดนี้มีซากพระที่นั่ง1สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศอยู่ข้างพระอุโบสถ และแนวถนนที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศเสด็จมาเกี่ยวข้าวในทุ่งหันตรา แต่ไม่ปรากฏในเอกสารว่าทรงกล่าวถึงพระพุทธฉาย ทั้งๆที่บริเวณพระพุทธฉายตั้งอยู่ใกล้ท่าที่เสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่ง ( ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๑๖ ร.ศ.๑๑๘ หน้าที่ ๙๖๗ ) จึงไม่อาจลงความเห็นให้ชัดเจนได้ว่าพระพุทธฉายวัดหันตราสร้างขึ้นเมื่อไร ใครเป็นผู้สร้างแต่ก็ต้องไม่น้อยกว่า๔-๕ ช่วงอายุคนแน่


      ในช่วงชีวิตของชาวหันตรานับขึ้นไป ๔-๕ ชั่วคนต่างเคยเห็นพระพุทธฉายนี้ เช่นคุณยายแจง สุขเกตุ ขณะนั้นอายุ ๕๒ ปีซึ่งมีบ้านอยู่ริมคลองฝั่งตรงข้ามกับวัดหันตรา ได้เล่าไว้เมื่อราว เดือนกุมภาพันธ์

 

 ๒๕๐๕ ที่บ้านของคุณยายว่า เห็นพระพุทธฉายนี้มาแต่เด็ก บิดาของคุณยายเล่าว่ามีพระภิกษุวัดหันตรารูปหนึ่งไปทำความสะอาดพระพุทธฉายพบว่าโอ่งที่นำมาพอกปูนเป็นโขดหินกระเทาะออกมา ภิกษุรูปนั้นได้พบสร้อยทองคำ แต่เรื่องราวต่อจากนั้นผู้เล่าไม่ได้บอกไว้ และยังเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธฉายว่าคุณยายฟังผู้ใหญ่เล่ากันว่าเคยเห็นไฟพะเนียงลุกเป็นเปลวสูงที่บริเวณพระพุทธฉาย แล้วก็ดับไป จึงมีคำร่ำลือกันว่าที่พระพุทธฉายนี้มีสมบัติโบราณฝังไว้ ซึ่งความเชื่อเช่นนี้มีเล่าสืบกันมานานแล้ว แม้ที่วัดใหญ่ชัยมงคลก็เคยมีผู้เล่าว่าเห็นไฟพะเนียงลุกที่บริเวณพระอุโบสถ เมื่อลุกขึ้นระยะหนึ่งแล้วก็ค่อยๆมอดลง

 

ที่เล่ากันมานี้น่าจะเกิดจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อจะเสียกรุงนั้นคนที่เสียดายอาลัยเครื่องทองแก้วแหวนที่สะสมมาก็พากันฝังทรัพย์เหล่านั้นฝากแม่พระธรณีไว้ใกล้เรือนที่อาศัยบ้างซ่อนในที่ที่คิดว่าปลอดภัยอื่นๆสุดแต่จะเลือกหากันไป จากนั้นก็ทำลายแทงบอกที่ซ่อนทรัพย์ไว้กันลืม ที่ล้มหายตายจากในช่วงหลบหนีข้าศึก คนพบลายแทงก็มาขออนุญาตทางการขุดทรัพย์กันต่อมาในช่วงแผ่นดินกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ ที่รอดตายก็พากันมาขุดทรัพย์นั้นด้วยตนเองดังเรื่องเล่าเจ้าพระยาอัครมหาเสนา (บุนนาค) ต้นสกุลบุนนาค พาภริยากับบ่าวและลูกชายคนโตมาขุดทรัพย์แต่ขากลับถูกโจรปล้นเรือที่นนทบุรีภริยาและลูกชายเสียชีวิต เหลือแต่บุตรสาวที่ฝากท่านผู้หญิงนาก ภริยาของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก

 

ต่อมาท่านผู้หญิงเห็นใจ ทนายข้าหลวงเดิมของสามีจึงยกคุณนวลน้องสาวให้ ด้วยเห็นว่าเป็นหม้ายและลูกก็ยังเล็กนักนี่ก็เป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าความจริงของการขุดหาลายแทงหลังเสียกรุง แต่สำหรับไฟพะเนียงนี้คุณยายแจงเให้ความเห็นว่าอาจเป็นของมีค่าที่นิยมใส่ไว้เป็นพุทธบูชาของคนโบราณมากกว่าเป็นทรัพย์ฝังหนีพม่า ประจักษ์พยานความศรัทธาเช่นนี้ก็มีให้เห็นจริงดังที่คุณยายให้ความเห็น ดังการขุดกรุศาสนสถานหลายแห่งโดยเฉพาะในวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง เช่นวัดพระศรีสรรเพชญ วัดมหาธาตุ วัดราชบูระ วัดสบสวรรค์เป็นต้น


     กาลเวลาย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อถนนเอเซียถูกตัดผ่านพื้นที่ตำบลหันตรามีปัญหาพื้นที่ทำนาขาดน้ำเพราะคูคลองตื้นเขินแม้แต่นาทดลองก็ต้องมีการสูบน้ำจากคลอง ชาวบ้านที่ยากจนสู้ปัญหาต้นทุนสูงไม่ได้ก็เลิกอาชีพชาวนาหันมาเป็นลูกจ้างทำนาของสถานีทดลองข้าวกันเกือบหมด เมื่อมีนิคมโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ชุมชนที่เคยมีวิถีชีวิตสงบร่มเย็นผันแปรไปบ้างเป็นธรรมดา การใช้เรือพายมาทำบุญโดยขึ้นท่าหน้าวัดเปลี่ยนเป็นการใช้รถรถยนต์ขับมาทำบุญเพราะถนนลูกรังเมื่อ๔๐ปีที่แล้วพัฒนามาโดยลำดับจนกลายเป็นถนนกว้างขวางกว่าเดิม คนก็เลิกใช้เรือ ท่าน้ำเริ่มลดประโยชน์ ชาวหันตราหลายคนก็ลืมๆกันไปบ้างว่าชายคลองหันตราที่เรียกว่าหลังวัดเพราะการสลับทิศสลับที่ทางเข้าวัดมามาเป็นทางด้านถนน ตรงหลังวัดปัจจุบันนี้ยังมีพระพุทธฉายอยู่โดยเฉพาะเด็กๆรุ่นหลังที่ไม่รู้ประวัติของวัดมาก่อน

   

     พระพุทธฉายวัดหันตราแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแบบนูนสูงจากผนังคูหามีประภามณฑล รอบพระเศียร แต่สีที่ระบายบนองค์พระพุทธรูปจางลงมาก จึงมีการเขียนซ่อมใหม่เมื่อราว พ.ศ. ๒๕๔๗ องค์พระพุทธฉายยังเหมือนเดิมแต่การให้สีมีแสงเงาต่างไปจากเดิมที่เป็นการวาดและระบายสีแบบ๒ มิติ ส่วนพระสาวกที่อนุมานว่าผู้สร้างต้องการให้เป็นพระปัญจวัคคีย์ คือพระอัญญาโกณฑัญญะ พระภัทริยะพระวัปปะ พระมหานามะ และพระอัสสชิจึงเขียนเป็นพระภิกษุ ๕ รูป ทุกรูปรวมทั้งพระพุทธฉายต่างอุ้มบาตรในลักษณะเสด็จออกบิณฑบาตรโปรดชาวโลก พระพุทธฉายจึงอยู่ในปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันพุธไปโดยปริยาย


     การบำรุงรักษาพระพุทธฉายนี้มีอยู่พอประมาณแล้วแต่ประชาชนยังเข้าใจและสนใจน้อยเกินไป หากมีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้ตระหนักว่าชุมชนชาวหันตรามีโอกาสเป็นเจ้าของวัดสำคัญและเป็นเพียงหนึ่งในสองวัดเท่านั้นที่มีพระพุทธฉายที่มีมาเก่าแก่นับร้อยปี คุณค่าก็จะส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกอนุรักษ์อันเป็นสิ่งควรสร้างให้เกิดในจิตใจคนไทยทั้งปวงแม้เกิดได้ในวันนี้ก็อาจสายไปเสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

 


                  วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2557 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1

 

 

 

                                              

 

 

 

อริยสัจสี่โดยสังเขป (ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า)

 

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ
คือทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.
ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ :-
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม,
ตัณหาในความมีความเป็น,
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.


ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย.
! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ,
การงานชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอ
พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
“นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,” ดังนี้เถิด.

มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๓๔-๕/๑๖๗๘-๑๖๘๓.

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา......


มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปธ.คตง.ตั้งหลานช่วยงานผู้ช่วยเลขาฯ จบออกแบบนิเทศฯ เงินเดือน2.1หมื่น

 

พวกคนดีนี่มันสุดยอดจริงๆ มาเหมือนกันหมด
ถ้าเป็นทักกี่หล่ะก็ จะพากันดาหน้าออกมาป่าวประกาศว่า เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง

ประเทศไทย มันทุเรศก็ตรงนี้แหละ
พวกตัวเองทำได้ทุกอย่าง

ปล.หญิงเป็ดก็เคยทำแบบนีมาแล้ว

 



        

 

 

ปธ.คตง.ตั้งหลานช่วยงานผู้ช่วยเลขาฯ จบออกแบบนิเทศฯ เงินเดือน2.1หมื่น
พบประธาน คตง. ตั้งหลานชาย ช่วยงานตำแหน่งผู้ช่วยเลขาฯ จบออกแบบนิเทศศิลป์ กินเงินเดือนละ 2.1 หมื่นบาท
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง นายภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 51,200 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2557 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ยังได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งนายจุฬา ตราชูธรรม ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการประธาน คตง. โดยได้รับอัตราเงินเดือนละ 21,765 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2557 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ นายจุฬา ตราชูธรรม เป็นหลานของศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ จบการศึกษาศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต (การออกแบบนิเทศศิลป์) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

แหล่งข่าวจาก สตง. กล่าวว่า เหตุผลที่ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ตั้งคนใกล้ชิด หรือเข้ามาช่วยงานในตำแหน่งเลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการ เป็นเพราะต้องการคนที่ไว้ใจด้วยมาทำงานให้ ขณะที่ตำแหน่งประธานคตง. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ถ้าศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ พ้นตำแหน่งไปเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ ก็จะพ้นตำแหน่งตามไปด้วย
สำนักข่าวอิศรา

http://isranews.org/isranews-news/item/34915-news02_34915.

 

 

 คนดี - เอาญาติพี่น้องมาทำงาน เพราะต้องการคนที่ไว้ใจได้มาทำงานด้วย

นักการเมือง (พรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์) - การเอาญาติพี่น้องมาลงรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. เป็นสภาผัวเมีย ห้ามทำเพราะมีเจตนาคอรัปชั่น

เฮ้ยยยยยยยยยยยยยย..........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าจีนจะมาสร้างรถไฟให้ไทย ใครจะได้ประโยชน์กันแน่? {แตกประเด็นจาก 32941799}

 
 

  

 

 

 

 

 

สนช. เพิ่งจะให้ความเห็นชอบ MOU รถไฟไทย-จีน โดยใช้รางกว้าง 1.435 เมตรเส้นทาง หนองคาย-โคราช-มาบตพุต เพื่อจะเชื่อมเส้นทาง คุนหมิง-หลวงพระบาง-เวียงจันทน์ ที่หนองคาย โดยใช้ความเร็ว 160 กม/ชม  

จริงๆแล้วในปัจจุบันทางรถไฟในประเทศไทยเป็นทางขนาด 1.0 เมตร (มิเตอร์เกจ) มีระยะทางประมาณ 4,000 กม. เป็นทางคู่ประมาณ 300 กม. ที่เหลือเป็นทางเดี่ยวครับ

ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคมเดิม จะพัฒนารถไฟในสองระบบคือ

1. ระบบรถไฟทางคู่เดิม (มิเตอร์เกจ) เน้นขนสินค้าหนัก ผู้โดยสารที่ไม่ต้องการความเร็วมากนัก (ประมาณ 120 กม.ต่อ ชม.) ทำเป็นทางคู่ทั้งประเทศ และ เพิ่มเส้นทางใหม่ เช่น เด่นชัย-เชียงราย ขอนแก่น-นครพนม

2. ระบบรถไฟความเร็วสูง (วางรางใหม่ ขนาด 1.435 เมตร หรือ แสตนดาร์ดเกจ) เน้นขนผู้โดยสารที่ต้องการความรวดเร็ว สินค้ามูลค่าสูง ความเร็วไม่ต่ำกว่า 250 กม.ต่อชม ทำสี่เส้นทาง เหนือ อีสาน ตะวันออก ใต้

เป็นระบบคล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นมีคือ ญึ่ปุ่นมีระบบรถไฟสองระบบ รางขนาด 1 เมตร สำหรับ รถช้า รถสินค้า และ รางขนาด 1.435 เมตร สำหรับ รถไฟชินคันเซ็น

สำหรับโครงการนี้ของรัฐบาล เหมือนกับเอาสองระบบมายำรวมกัน คือ วางรางใหม่ใช้แสตนดาร์ดเกจ แต่เน้นเพื่อขนสินค้า (ขนคนด้วยความเร็ว 160 กม/ชม ไม่มี Economy of Speed แข่งกับ Low Cost ไม่ได้)

ถ้าจะทำจริง ก็คงจะมีประเด็นที่ต้องศึกษาให้ละเอียดดังนี้ครับ

1. หัวรถจักร แคร่ โบกี้ โรงซ่อม ของการรถไฟที่มีอยู่เดิมสำหรับทาง 1 เมตร ไม่สามารถใช้กับทางใหม่ 1.435 เมตรได้ ต้องจัดหาใหม่ และ ในอนาคตต้องจัดหาเป็นสองชุด ชุดหนึ่งสำหรับทางเดิม และ อีกชุดหนึ่ง สำหรับทางใหม่ หรือ สุดท้ายอาจจะมีแต่รถไฟจีนเข้ามาวิ่งในเส้นทางนี้

2. การเน้นขนสินค้าจะเกิดประโยชน์กับไทยมากน้อยเพียงไร คงต้องศึกษาให้ดี ประโยชน์กับจีนมีแน่ เพราะทางมณฑลยูนานทางตะวันตกของจีนนั้น ยังมีต้นทุน Logistics ค่อนข้างสูง ต้องขนออกทะเลทางเมืองท่าตะวันออก ถ้าลัดลงมาทางใต้ได้ จีนอาจจะประหยัดต้นทุนขนส่งได้ รวมทั้งการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบเข้าจีนจะสะดวกขึ้น แต่ประโยชน์ที่ไทยได้ ต้องศึกษาให้ดีว่าจะมีสินค้าไทยไปจีนทางเส้นทางนี้เท่าไร เพราะส่วนใหญ่สินค้าเราน่าจะไปทางเรือ ไม่ใช่ว่าสุดท้ายแล้วเรากลายเป็น Transit Country ที่มีแต่สินค้าผ่าน (เหมือนที่ สปป ลาว กังวลอยู่) ค่าผ่านทาง เราเก็บแพงไม่ได้เพราะถ้าเก็บแพงเขาก็ไม่มาใช้

3. การก่อสร้างรถไฟความเร็ว 160 กม ต่อ ชม (กท-หนองคาย 4-5 ชม) ไม่มีแรงจูงใจให้ผู้โดยสารใช้ ดังนั้น ความฝันที่จะเห็นการกระจายความเจริญสู่ชนบทโดยรถไฟความเร็วสูงจะไม่เกิดขึ้น ส่วนที่มีคนพยายามอธิบายว่า อนาคตจะ upgrade ให้มีความเร็ว 250 กม ต่อ ชม ก็น่าจะยากและต้องลงทุนเพิ่มอีกมาก เพราะความเร็วสูงสุดต่างกัน มาตรฐานในการก่อสร้างก็ต่างกัน (เช่น รัศมีความโค้ง การทรุดตัว) ถ้าจะ upgrade ในอนาคต ก็ต้องสร้างเผื่อไว้เลย

4. ความร่วมมือ G-to-G ในกรณีนี้ ความหมายคืออะไร เพราะเท่าที่ฟัง สุดท้ายแล้ว ไทยก็ต้องจ่ายเงินคืน การก่อสร้างรถไฟทางคู่ แสตนดาร์ดเกจ ความเร็ว 160 กม/ชม ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ถ้าเปิดประมูลให้แข่งขัน น่าจะได้ราคาที่เป็นธรรมกว่า ส่วนที่คาดว่าจะจ่ายค่าก่อสร้างเป็นสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ในทางปฏิบัติคงจะยาก เพราะติดเงื่อนไขด้านราคา การส่งของ จีนเขาเอาเงินสดและไปซื้อสินค้าเองง่ายกว่า (ที่ผ่านมา ผมยังไม่เห็นโครงการขนาดใหญ่ทำ Barter Trade สำเร็จสักโครงการ)

5. การเชื่อมมาบตาพุดมีประโยชน์อย่างไร เพราะท่าเรือหลักของเราคือแหลมฉบัง มาบตาพุดมีท่าเรือสำหรับขนวัถตุดิบของนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์น้อยมาก และไม่มีสายเดินเรือแวะ ถ้าเชือมมาบตาพุด อนาคตต้องมีการขยายท่าเรือมาบตาพุดเพื่อรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ ผลกระทบต่างๆในการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อ รับส่งสินค้าให้จีน จะคุ้มกับประเทศไทยหรือไม่ และถ้าท่าเรือเราแออัดเพิ่มจากสินค้าจีน จะมีผลกับสินค้าไทยอย่างไร

6. เขตทางรถไฟมีจำกัด ถ้าไทยเลือกที่จะทำรถไฟแบบนี้จากหนองคาย ลงมากรุงเทพแล้ว ก็จะไม่มีเขตทางเหลือสำหรับทำรถไฟความเร็วสูงสำหรับขนผู้โดยสาร กระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัดอีกแล้ว

7. เส้นทางรถไฟนี้ คงไม่ได้ช่วยให้จีนมาลงทุนไนไทยหรอกครับ เพราะถ้าลงทุนในไทย เขาส่งออกทางแหลมฉบังไปทั่วโลกได้เลย ไม่ต้องส่งสินค้าย้อนเข้าไปในจีนอีกที

โครงการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งกับความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดี จีนเองก็เป็นมิตรประเทศที่ดีของเราเสมอมา แต่ในการตกลงในความร่วมมือต่างๆ แต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายตนเอง และ หาข้อสรุปที่ได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมทั้งสองฝ่าย ที่ผมกังวลคือ ฝ่ายไทยเอง เรายังไม่เข้าใจประโยชน์ของโครงการนี้อย่างชัดเจนเลยครับ เราเอาตามจีนเป็นหลัก ก็ต้องฝากช่วยกันดูรายละเอียด รวมทั้งศึกษาประเด็นต่างๆให้รอบคอบด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมทั้งสองฝ่าย

 

 

 

 

 

 โดยคุณ...พิเภกInter

 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชที่ ตอนอายุได้ 74 ปี เขียน "ชรากถา" น่าคิด---------------

 

กฏของการใช้ชีวิตในวัยทองอย่างมีความสุข

1.อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นอิสระ

2.ถือครองเงินฝากธนาคารและทรัพย์ไว้กับตัวเอง

3.อย่าไปคาดหวังว่าลูกเต้าจะดูแลตอนแก่

4.หาเพื่อนเพิ่มคบทุกวัย

5.อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น

 

6.อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตลูก

7.อย่าเอาความชรามาเป็นข้ออ้าง เพื่อเรียกร้องความเคารพนับถือและความสนใจ

8.ให้ฟังเสียงผู้อื่นแต่ให้วิเคราะห์และปฏิบัติตามที่คิดอย่างอิสระ

9.ให้สวดมนต์แต่อย่าร้องขอจากพระ

10.ข้อสุดท้าย "อย่าเพิ่งตาย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                              

 

 

ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู

 

ลูก “พ่อครับ พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง”
พ่อ “ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ”
ลูก “พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่”

 

พ่อ “ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ” พ่อตอบด้วยความโมโห
ลูก “ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่”
ลูกพูดร้องขอ


พ่อ “ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ”
ลูก “โอ..” ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง
ลูก “พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10เหรียญ”


พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
พ่อ “นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะ แล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ เห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"


เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่ กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้น เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร หลังจากนั้นเกือบชั่วโมง อารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็น ต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริงๆ และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้อง แล้วเปิดประตู


พ่อ “หลับหรือยังลูก”
ลูก “ยังครับ”
พ่อ “พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ”


เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง
ลูก “ขอบคุณครับพ่อ”
ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้าๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง

 

พ่อ “ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม”
ลูก “เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว.....


พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง ….พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ..........

 

 

 

…”

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เค้าสนุกอะไรกันครับ ผมไม่เข้าใจ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

guest

Post : 26/11/2014 21:18     Forum: ข่าวเด่นประเด่นดัง  >  วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน

 

 

 

 

         ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังจากอิรักสามารถบรรลุข้อตกลงส่งออกน้ำมันได้

 

 

         

 

 

 

- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอีกครั้ง หลังอิรักผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของกลุ่มโอเปคสามารถบรรลุข้อตกลงกลับกลุ่มชาวเคิร์ดเพื่อให้สามารถส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่งบริเวณทางตอนเหนือของชาวเคิร์ดซึ่งมีปริมาณ 250,000-550,000 บาร์เรลต่อวันผ่านทางประเทศตุรกีได้ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาดมากยิ่งขึ้น

 

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าธนาคากลางยุโรป (ECB) จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ และนักลงทุนยังคงรอและจับตามองว่าธนาคารกลางยุโรปจะมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในช่วงเวลาใด รวมถึงเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับที่ดีอยู่

 

+ สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐ (API) ประกาศตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ย. 57 ว่ามีปริมาณน้ำมันดิบคงคลังลดลง 6.5 ล้านบาร์เรล มาสู่ที่ระดับ 373 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบน้ำมันดิบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลง 610,000 บาร์เรล และปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 35,000 บาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาร์เรล แต่อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 0.2 ล้านบาร์เรล

 

- ขณะที่ตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่จะประกาศโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (IEA) ในวันนี้นั้น มีการคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความกังวลต่ออุปทานที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงหน่วยผลิตน้ำมันเบนซินของโรงกลั่น Mailiao ในประเทศไต้หวัน แต่อย่างไรก็ตามอุปสงค์ในภูมิภาคก็ยังคงไม่สูงมากนัก

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ แต่อย่างไรก็ตามอุปสงค์น้ำมันดีเซลในภูมิภาคยังคงมีไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังคงจับตามองและรอให้ราคาน้ำมันคงที่ก่อนที่จะเข้าซื้อน้ำมันเพิ่มเติม

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

 

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 65-71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 70-76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

- ติดตามท่าทีของตลาดที่ตอบรับต่อการคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคที่ระดับเดิมที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมวันที่ 27 พ.ย ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าการประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สมาชิกบางส่วนอย่างที่มีต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบสูง ได้แก่ เวเนซุเอลา อิหร่าน รวมถึงผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคที่มีต้นทุนสูงเช่นกัน ได้แก่ รัสเซีย ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ระดับปัจจุบันยังแสดงความผิดหวังต่อมติการประชุม

 

- ตลาดจับตาการหาวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของยูโรโซน ในการประชุมครั้งต่อไปของอีซีบีในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ หลังประธานอีซีบีส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลเงินเฟ้อให้ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มมาตรการ QE ในไตรมาสหน้าด้วย

 

- โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐ ยังคงทยอยกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง รวมถึงอากาศที่หนาวเย็นของสหรัฐ ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจหนุนราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

-----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                

         

 

 

 

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของหญ้าดอกขาว

  • สารที่พบได้แก่ พบสารจำพวก Flavonoid glycoside, Phenols, Amino acids เป็นต้น[1]
  • น้ำต้มจากส่วนที่อยู่เหนือดินมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบของเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการปวดและลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลอง[2]
  • ใบหญ้าดอกขาวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย แต่ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อมาลาเรีย[1],[7]
  • สารสกัดจากต้นด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้หนู และเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง[2]
  • เมล็ดและรากหญ้าดอกขาวมีฤทธิ์สามารถฆ่าเชื้อพยาธิได้[1],[7]
  • ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ของสมุนไพรชนิดนี้ โดยพบว่ามีฤทธิ์เป็นยาลดไข้ ต้านมาลาเรีย ต้านเบาหวาน ต้านการกระจายตัวของมะเร็ง ต้านไม่ให้รังสีแกมมาทำลายเซลล์ ขับปัสสาวะ ป้องกันไตไม่ให้ถูกทำลาย ต้านแบคทีเรีย ต้านการเกิดแผล แก้ปวด ต้านการอักเสบ ลดการอักเสบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบ เป็นต้น[3],[6] รวมทั้งยังมีฤทธิ์การยับยั้งการกินอาหารของแมลงบางชนิด ส่วนการวิจัยใหม่ๆ จะมุ่งเน้นศึกษาฤทธิ์ต้านการเติมออกซิเจนและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างมาก[6]
  • ต้น ใบ และรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ Sodium nitrate ทำให้ลิ้นชา ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้[5] จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวกับยาหลอกในการลดการสูบบุหรี่ พบว่า หญ้าดอกขาวสามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ลงได้มากกว่ากลุ่มควบคุม และพบว่าสมุนไพรหญ้าดอกขาวในรูปแบบการนำไปเคี่ยว คือการนำหญ้าดอกขาวแห้ง 20 กรัม ผสมกับน้ำ 3 แก้ว แล้วต้มเคี่ยวจนเหลือเพียง 1 แก้ว แล้วนำมาอมไว้ในปากประมาณ 1-2 นาทีแล้วค่อยกลืน จากนั้นจึงค่อยสูบบุหรี่ จะทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทำให้ไม่อยากสูบยุหรี่ในที่สุด และลดจำนวนของมวนบุหรี่ที่ใช้สูบต่อวันได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะสูบเบาหรือสูบหนักมาก่อนก็ตาม และจากการวิจัยพบว่าหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน จะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง 60% และหากออกกำลังกายร่วมด้วยก็จะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้ 62% และที่สำคัญยังช่วยทำให้คนเลิกบุหรี่ได้สูงถึง 60-70% หากออกกำลังกายร่วมด้วย[3],[4]
  • จากการศึกษาผู้ติดบุหรี่พบว่าหลังการรักษาด้วยสมุนไพรหญ้าดอกขาวเป็นระยะเวลา 4 เดือน ผู้ติดบุหรี่มีอัตราการเลิกสูบบุหรี่ร้อยละ 69.35 โดยเหตุผลสำคัญของการเลิกสูบบุหรี่ คือ ชาลิ้น กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้สึกอยากบุหรี่ รู้สึกเหม็นกลิ่นบุหรี่ เมื่อสูบแล้วรู้สึกอยากอาเจียน ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ให้เหตุผลว่า การดื่มชาสมุนไพรชนิดนี้ก็เหมือนกับการดื่มน้ำธรรมดา โดยไม่มีอาการใดๆ[5]
  • ส่วนการศึกษาด้านความปลอดภัย พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง[3] ซึ่งจากการศึกษาด้านพิษวิทยาพบว่าสารสกัดในเมทานอลไม่เกิดให้เกิดพิษเฉียบพลันในหนูเมื่อให้ทางปาก โดยมีค่า LD50 สูงกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม[6]

ประโยชน์ของหญ้าดอกขาว

  1. ปัจจุบันมีการใช้หญ้าดอกขาวเป็นยาแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่และไม่อยากสูบบุหรี่อีก ซึ่งทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งนำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2547 ได้มีการจดสิทธิบัตรในอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ใช้สารสกัดจากหญ้าดอกขาวใส่ลงไปในก้นกรองของบุหรี่เพื่อช่วยลดความอยากสูบบุหรี่[3]
  2. นอกเหนือจากจะทำให้เลือกบุหรี่ได้แล้ว ยังช่วยทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้นอีกด้วย เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน และที่สำคัญผลข้างเคียงของการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีนี้ก็มีน้อยมาก (เช่น มีอาการกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย สมาธิแปรปรวน)[3]
  3. เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง มีสรรพคุณมากมาย กินง่าย มีรสชาติดีเยี่ยม จึงได้มีการพัฒนาเป็นยาในรูปแบบชง แบบชาชง แบบแคปซูล แบบลูกอมเม็ดแข็ง แบบลูกกวาดนุ่ม แบบหมากฝรั่ง แบบแผ่นฟิล์มละลายเร็ว และแบบผลิตภัณฑ์กาแฟผสมหญ้าดอกขาว ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและนำไปใช้ประโยชน์กันได้ง่ายขึ้น ซึ่งในปัจจุบันชาหญ้าดอกขาวถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2555 ในส่วนยาพัฒนาจากสมุนไพรสำหรับลดความอยากบุหรี่ในรูปแบบชง ใช้กินครั้งละ 2 กรัม โดยชงกับน้ำร้อนประมาณ 120-200 มิลลิเมตร ใช้กินหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง ส่วนในรูปแบบชาชง ก็คือการนำหญ้าดอกขาวแห้งมาบดเป็นผงละเอียด แล้วบรรจุลงในถุงชาขนาดเล็ก วิธีรับประทานก็ให้นำถุงชามาจุ่มลงในน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำมาอมไว้ในปากประมาณ 1-2 นาทีเช่นเดียวกับแบบชงดื่ม ส่วนในรูปของยาอมแบบอัดเม็ด ก็มาจากการนำหญ้าดอกขาวมาเคี่ยวแล้วทำให้เป็นผงแห้งก่อนการอัดเม็ด รูปแบบนี้ทำให้พกพาง่ายและสะดวก ก่อนจะสูบบุหรี่ทุกครั้งก็ให้นำมาอมไว้ในปากจนละลายหมดแล้วจึงค่อยสูบบุหรี่ ก็จะช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ครับ (ประสิทธิภาพในรูปแบบอมจะได้ผลเร็วกว่ารูปแบบชงชาและแบบเคี่ยวมาก)[3],[4]
  4. แม้สมุนไพรชนิดนี้จะมีประโยชน์อยู่มากก็ตาม แต่ก็มีข้อเสียที่อาจเป็นประโยชน์อยู่ด้วย นั้นก็คือ เมื่อกินยาชนิดแล้วจะทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ทำให้ไม่อยากอาหาร (ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคไตเนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีโพแทสเซียมสูง) ด้วยเหตุนี้หญ้าดอกขาวจึงอาจมปีประโยชน์ในควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย[3]
References
  1. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “หญ้าหมอน้อย”.  หน้า 604.
  2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.  (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “เสือสามขา”.  หน้า 223.
  3. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.  “หญ้าดอกขาว หมอข้างกาย ทางสบายเลิกบุหรี่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_herbal/.  [13 ก.ค. 2014].
  4. เดลินิวส์ 5 สิงหาคม พ.ศ.2555.  “หญ้าดอกขาว สมุนไพรช่วยเลิกบุหรี่”.
  5. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  “หญ้าดอกขาวกับการลดการอยากบุหรี่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.cmu.ac.th/dic/newsletter/newpdf/newsletter10_6/smokingherb.pdf.  [14 ก.ค. 2014].
  6. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2553.  (อรลักษณา แพรัตกุล).  “องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ทางชีวภาพของหมอน้อย และแนวทางการพัฒนาตำรับเพื่อใช้ช่วยเลิกบุหรี่”.
  7. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “หมอน้อย”.  หน้า 819-820.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by 翁明毅, eddy lee, u20202003, Hamid, Dinesh Valke, CANTIQ UNIQUE)

เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม
 

advertisements

 

หญ้าดอกขาว

หญ้าดอกขาว ชื่อสามัญ Little ironweed, Ash-coloured fleabane, Ash-coloured ironweed, Purple fleabane, Purple-flowered fleabane.[6]

หญ้าดอกขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea (Linn.) Less. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Conyza cinerea L.) จัดอยู่ในวงศ์ COMPOSITAE (ASTERACEAE)[1],[7]

สมุนไพรหญ้าดอกขาว ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกว่า หญ้าสามวัน (เชียงใหม่), เสือสามขา (ตราด), ถั่วแฮะดิน ฝรั่งโคก (เลย), ก้านธูป ต้นก้านธูป (จันทบุรี), หนาดหนา (ชัยภูมิ), หญ้าละออง หญ้าดอกขาว หญ้าหมอน้อย หมอน้อย (กรุงเทพฯ), เซียวซัวโห้ว เซียหั่งเช่า (จีนแต้จิ๋ว), เย่เซียงหนิว เซียวซานหู่ เซียวซัวเฮา ซางหางฉ่าว (จีนกลาง), ผ้ำสามวัน, ม่านพระอินทร์, ยาไม่ต้องย่าง เป็นต้น[1],[2],[3],[7]

หมายเหตุ : หญ้าดอกขาวเป็นชื่อที่พ้องกับพืชหลายชนิดทั้งที่อยู่คนละวงศ์ เช่น กระดุมเงิน (Eriocaulon henryanum Ruhle), หญ้ายอนหู (Leptochloa chinensis (L.) Nees), หรือใช้เรียกพืชชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน เช่น สาบเสือ (Eupatorium odoratum L.) ดังนั้นการใช้ชื้อ “หญ้าดอกขาว” ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน โดยต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์กำกับไว้อยู่เสมอ เพราะจากการทบทวนเอกสารข้อมูลการวิจัยส่วนใหญ่จะใช้ชื่อว่า “หญ้าดอกขาว” แทน “หญ้าหมอน้อย” มากกว่า[6]

ลักษณะของหญ้าดอกขาว

  • ต้นหญ้าดอกขาว จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุได้ประมาณ 1-5 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 20-80 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านน้อย กิ่งและก้านเรียว มีลักษณะเป็นร่องและมีขนสีเทาขึ้นปกคลุม มีลายเส้นนูนขึ้นตามข้อ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปี พบได้ทั่วไปตามสนามหญ้า ที่รกร้าง และทุ่งนาชายป่า[1],[4],[6] หญ้าดอกขาวจัดเป็นพืชในเขตร้อนที่พบได้ทั่วไปในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[6]

 

 

หญ้าดอกขาว

  • ใบหญ้าดอกขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน รูปแถบ หรือรูปใบหอก ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบหยักหรือจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตร หลังใบมีเส้นใบชัดเจน มีสีเขียวเข้ม มีขนทั้งสองด้าน ใบที่บริเวณโคนต้นมีขนาดใหญ่กว่าใบที่อยู่ปลายยอด[1],[2],[5]

 

 

ใบหญ้าดอกขาว

  • ดอกหญ้าดอกขาว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด ช่อหนึ่งมีดอกย่อยประมาณ 20 ดอก ดอกออกรวมกันเป็นช่อแยกแขนง รูปคล้ายช่อเชิงหลั่น กว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-35 เซนติเมตร มีใบประดับลักษณะเป็นรูปคล้ายระฆัง 4 ชั้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะของดอกย่อยเป็นหลอดยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร และกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร ดอกเป็นสีม่วงอ่อนอมสีแดง สีม่วง หรือสีชมพู เมื่อดอกบานเต็มที่สีดอกจะจางลง พอกดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อดอกร่วงโรยแล้วจะเห็นผลเป็นรูปทรงกระบอก[1],[6]

 

 

 

หญ้าหมอน้อย

 

 

 

 

 

ดอกหญ้าดอกขาว

  • ผลหญ้าดอกขาว ผลชนิดผลแห้งเมล็ดล่อน มีเมล็ดเดียว ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแคบสีน้ำตาลเข้ม เปลือกแข็งและแห้งไม่แตก ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาน้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร ด้านบนมีขนสีขาวปกคลุม ผลเป็นพู่แตกบาน ช่วยทำให้เมล็ดลอยไปตามลมได้[1],[6]

 

 

 

หญ้าละออง

เสือสามขา

 

 

 

สรรพคุณของหญ้าดอกขาว

  1. ทั้งต้นมีรสขมชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ มีสรรพคุณทำให้เลือดเย็น เป็นยาแก้พิษ (ทั้งต้น)[1] ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษเช่นกัน ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำร้อนกิน (เมล็ด)[6],[7]
  2. ตำรายาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ใช้ดื่มต่างน้ำชาเป็นยาบำรุงเลือด แก้ตกเลือด (ทั้งต้น)[2]
  3. ช่วยบำรุงกำลัง (ทั้งต้น)[5]
  4. เมล็ดป่นใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาบำรุงธาตุ (เมล็ด)[6],[7]
  5. หากเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ให้ใช้ทั้งต้นนำมาตากแห้งไว้ต้มกินเป็นประจำ (ทั้งต้น)[3],[6] ตำรับยาลดความดันโลหิตสูงอีกวิธีให้ใช้ลำต้นแห้งของหญ้าดอกขาว ต้นแห้งของสะพานก๊น และต้นแห้งของส้มดิน อย่างละ 15 กรัม เท่ากัน นำมารวมกันแล้วต้มเอาน้ำกิน[7]
  6. ใช้เป็นยาลดไข้ แก้ตัวร้อน แก้ไข้หวัดแดดตัวร้อน แก้ไอ แก้ไอหวัด แก้ไข้ทับระดู ไข้มาลาเรีย (ทั้งต้น)[1],[2],[3],[5],[6] ตำรับยาแก้ไข้หวัด แก้ไอ ให้ใช้คนทีเขมาแห้ง ใบไทรย้อยใบทู่แห้ง และรากบ่อฮ๋วมแห้ง อย่างละ 15 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน[7]
  7. ใช้เป็นยาล้างปอดได้ดี จึงนำมาใช้แก้อาการไอ เจ็บคอ และหอบ รวมไปถึงการช่วยลดเสมหะและน้ำมูกเวลาเป็นหวัด (ทั้งต้น)[3]
  8. เมล็ดนำมาป่นให้ละเอียดใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้ไอ ไอเรื้อรัง (เมล็ด)[4],[6],[7] หรือจะใช้รากนำมานำมาต้มเอาน้ำกินก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอเรื้อรังเช่นกัน ถ้าเป็นรากสดใช้ 30-60 กรัม ถ้าเป็นรากแห้งใช้ 15-30 กรัม (ราก)[6],[7]
  9. ใบมีรสเย็น สรรพคุณเป็นยาแก้หืด แก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)[5]
  10. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ[5], ทั้งต้น[1])
  11. ช่วยแก้ประสาทอ่อน แก้นอนไม่หลับ (ทั้งต้น)[1]
  12. ใบใช้ตำผสมกับน้ำนมคน แล้วกรองเอาแต่น้ำมาใช้เป็นยาหยอดตาแก้ตาแดง ตาเปียก ตาแฉะ (ใบ)[2],[5],[6]
  13. ช่วยแก้เต้านมอักเสบ (ทั้งต้น)[1]
  14. ทั้งต้นใช้ตำให้ละเอียดเป็นยาพอกแก้นมคัด (ทั้งต้น)[4],[5],[6]
  15. ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ (ทั้งต้น)[2],[5],[6] เมล็ดป่นใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้ท้องอืด (เมล็ด)[6],[7]
  16. ทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องขึ้น ท้องร่วง โรคกระเพาะ (ทั้งต้น)[2],[3],[4],[5],[6]
  17. ใช้เป็นยาแก้บิด (ใบ[5], ทั้งต้น[1])
  18. ใช้เป็นยาขับพยาธิ ด้วยการใช้รากสด 30-60 กรัม (แห้งใช้ 15-30 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกิน (ราก[6],[7], ทั้งต้น[1]) ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียดใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาขับพยาธิ ขับพยาธิเส้นด้าย (เมล็ด)[4],[5],[6],[7]
  19. ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ด้วยการใช้รากสด 30-60 กรัม ถ้าเป็นแห้งให้ใช้ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน (ราก[6],[7], ใบ[5], ทั้งต้น[3]) เมล็ดป่นใช้ชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้ปัสสาวะขัด (เมล็ด)[4],[6],[7]
  20. ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ทั้งต้น)[5],[6]
  21. ทั้งต้นนำมาคั้นเอาน้ำดื่มช่วยกระตุ้นให้เจ็บท้องคลอด ขับรก ขับระดูของสตรี (ทั้งต้น)[5] รากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วงเร่งคลอด และขับรกหลังคลอด (ราก)[6],[7]
  22. ใช้เป็นยาแก้ดีซ่าน แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)[1],[2],[5],[6]
  23. ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ทั้งต้นและรากหญ้าดอกขาว นำมาตากแห้งบดเป็นผง ใช้เป็นยารักษาแผลสด แผลเรื้อรัง ผิวหนังพุพอง และใช้ห้ามเลือด (ทั้งต้น)[2],[6]
  24. ใบสดใช้ตำพอกปิดแผล เป็นยาสมานแผล (ใบ)[2],[5],[6]
  25. ช่วยรักษาแผลบวมอักเสบ ดูดฝีหนอง แก้บวม (ทั้งต้น)[4],[5],[6]
  26. ใช้แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ผื่นคัน (ทั้งต้น)[1] ใบใช้ตำพอกแก้กลากเกลื้อน เรื้อนกวาง (ใบ)[2],[5],[6] เมล็ดใช้ตำพอกหรือนำมาป่นชงกับน้ำร้อนกินเป็นยาแก้โรคผิวหนัง โรคผิวหนังเรื้อรัง ผิวหนังด่างขาว (เมล็ด)[5],[6],[7]
  27. ช่วยรักษาแผลเบาหวาน ด้วยการใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้นรวมรากประมาณ 1-2 กำมือ นำมาต้มกับน้ำประมาณ 6-8 แก้ว เมื่อยาเดือด ก็ปล่อยให้เดือดกรุ่นไปสัก 5-10 นาที จนได้น้ำยาสีเหลืองแบบชา หรือจะตากแห้งนำมาต้มหรือใช้ชงกินต่างน้ำชาก็ได้ (ทั้งต้น)[3]
  28. ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้พิษงู ฝีหนอง งูสวัด แผลกลาย ผ้ำ (การติดเชื้อมีหนองในเนื้อเยื่อลึกๆ ดูคล้ายฝีแต่ไม่ใช่ฝี) (ทั้งต้น)[1],[3] ตำรับยาแก้ผ้ำหรืออาการติดเชื้อมีหนองในเนื้อเยื่อลึกๆ คล้ายฝีแต่ไม่ใช่ฝี ให้ใช้หญ้าดอกขาวนำมาต้มเอาไอรมแผลบริเวณเป็น เมื่อยาเย็นลงแล้วให้เอาน้ำต้มยามาล้างแผล 1 วัน รม 3 ครั้ง 3 วันก็จะหาย โดยให้ใช้ยาหม้อเดิมทั้ง 3 วัน (ทั้งต้น)[3]
  29. ช่วยรักษาโรคเท้าช้าง (ใบ[5], ทั้งต้น[1])
  30. ตำรับยาแก้ฟกช้ำ ให้ใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้น ฝาง บัวบก ยาหัว และเถาไม้กระเบื้องต้น (แก้มขาว) นำมาต้มกับน้ำกินจนหาย (ทั้งต้น)[3]
  31. ใช้แก้เหน็บชา แขนขาไม่มีแรง ให้ใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้น และกิ่งก้านของใบทองพันชั่ง นำมาต้มกับน้ำกินแทนน้ำชา (ทั้งต้น)[3]
  32. ใช้รักษาอาการปวด ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเข่าด้วยการใช้หญ้าดอกขาวนำมาต้มกินเช่นเดียวกับการรักษาแผลเบาหวาน (ทั้งต้น)[3]
  33. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะรดที่นอน แก้เด็กกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-30 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อนกินเป็นชา (ทั้งต้น)[2],[5],[6],[7]
  34. เมล็ดมีเฝื่อน ใช้ตำพอกช่วยกำจัดเหา (เมล็ด)[5]
  35. ใช้ลดอาการอยากบุหรี่ ด้วยการใช้หญ้าดอกขาวทั้งต้นประมาณ 2-3 ต้น ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มเดือด 10 นาที ใช้กินบ่อยๆ หรือจะใช้ในรูปแบบชาชงในขนาด 3 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารก็ได้ (ทั้งต้น)[3]
  36. นอกจากนี้การแพทย์โบราณและการแพทย์พื้นบ้านในหลายๆ ประเทศ ก็มีการใช้หญ้าดอกขาวเพื่อบรรเทาโรคและอาการต่างๆ จำนวนมาก เช่น มะเร็ง โรคทางเดินอาหาร โรคตับ โรคหืด ไข้มาลาเรีย ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เยื่อตาอักเสบ อาการปวด อักเสบ โดยในกัมพูชาจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาลดไข้ในผู้ป่วยโรคมาลาเรีย ส่วนอินเดียจะใช้น้ำคั้นจากหญ้าดอกขาวเพื่อบรรเทาอาการปัสสาวะขัดในเด็ก บรรเทาอาการไอ ส่วนเมล็ดใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย เป็นต้น[6]

หมายเหตุ : วิธีใช้ตาม [1] ถ้าใช้ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 35-60 กรัม ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 20-35 กรัม ถ้าใช้ภายนอกก็ให้กะใช้พอประมาณ[1] ส่วนวิธีการใช้ตาม [6] ถ้าเป็นส่วนของทั้งต้นให้เลือกใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน ส่วนเมล็ดให้ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 2-4 กรัม นำมาป่นให้ละเอียดใช้ชงกับน้ำร้อนกิน ส่วนรากสดให้ใช้ครั้งละ 30-60 กรัม ถ้ารากแห้งให้ใช้ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกิน[6]

 

 

 

            360 องศา: พบสูบบุหรี่บั่นทอนความจำ 1 ใน 3 

                         การสูบบุหรี่ทำให้สูญเสียความทรงจำในชีวิตประจำวันถึง 1 ใน 3

 

 

 

         เดลิเมล์ - นักวิจัยระบุสิงห์อมควันอาจสูญเสียความทรงจำประจำวัน 1 ใน 3 แต่ข่าวดีก็คือเมื่อเลิกบุหรี่สามารถฟื้นความจำได้เกือบถึงระดับเดียวกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
       
       งานศึกษาจากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธทัมเบรียในอังกฤษ พบว่าคนสูบบุหรี่สูญเสียความจำมากว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
       
       นอกจากนั้น นักวิจัยยังพบว่า คนที่เลิกบุหรี่สามารถฟื้นความจำได้เกือบถึงระดับเดียวกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
       
       การศึกษานี้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-25 ปี จำนวน 70 คน ที่ถูกขอให้นึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น รายชื่อเพลงที่จะเล่นในงานสังสรรค์ของนักศึกษา และภารกิจที่ทำเสร็จสิ้นในจุดต่างๆ ที่เรียกว่าการทดสอบความจำในโลกจริง
       
       ผลปรากฏว่าสิงห์อมควันจดจำภารกิจได้แค่ 59% แต่คนที่เลิกสูบแล้วจดจำได้ 74% ส่วนคนที่ไม่เคยแตะต้องบุหรี่เลยจำได้ถึง 81%
       
       ดร.ทอม เฮฟเฟอร์แนน ผู้นำกลุ่มความร่วมมือเพื่อการวิจัยด้านยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของมหาวิทยาบัยนอร์ธทัมเบรีย กล่าวว่าผลศึกษานี้เป็นประโยชน์สำหรับโครงการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่
       
       “เมื่อพิจารณาว่ามีคนสูบบุหรี่ในสหราชอาณาจักรถึง 10 ล้านคน และ 45 ล้านคนในสหรัฐฯ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจผลจากการสูบบุหรี่ที่มีต่อการทำงานของสมองในด้านความคิดความจำประจำวัน
       
       “นี่เป็นครั้งแรกที่การศึกษาได้รับการจัดเตรียมเพื่อตรวจสอบว่าการเลิกสูบบุหรี่มีผลต่อความจำหรือไม่
       
       “เรารู้กันอยู่แล้วว่า การเลิกสูบบุหรี่มีผลดีอย่างมากต่อสุขภาพร่างกาย แต่การศึกษานี้ยังแสดงให้เห็นว่าการหยุดทำร้ายตัวเองด้วยบุหรี่ยังมีผลต่อการทำงานของสมองด้วย”
       
       ต่อไป นักวิจัยจะตรวจสอบผลจากการได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่นที่มีต่อความจำ ขณะที่ดร.เฮฟเฟอร์แนนและดร.เทอเรนซ์ โอนีลล์จะตรวจสอบผลจาก “การสูบบุหรี่มือที่สาม” หรือสารพิษที่ตกค้างอยู่ในม่านหรือเฟอร์นิเจอร์
       
       ปีที่แล้ว ดร.เฮฟเฟอร์แนนเป็นผู้นำการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่างการดื่มหนักในวัยรุ่นกับความเสียหายที่เกิดกับความจำ ซึ่งพบว่าคนที่ดื่มหัวราน้ำไม่คิดว่าตัวเองมีความจำแย่ลง บ่งชี้ว่าวัยรุ่นไม่รับรู้ผลเสียที่เกิดขึ้นกับตนเอง

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำไมไม่จับมัน

 อีกหน่อย พ่อค้ายาบ้าคงมารวมตัวประท้วง ขอผ่อนปรนให้ขายยาบ้าได้บ้าง.........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

      

พื้นที่
 -  รวม 1,972,550 ตร.กม. (14)
761,606 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) ร้อยละ 2.5
ประชากร
 -  2551 (ประเมิน) 111,211,789 คน[2] (11)
 -  2548 (สำมะโน) 103,263,388 คน 
 -  ความหนาแน่น 55 คน คน/ตร.กม. (142)
142 คน คน/ตร.ไมล์

513,120 ตร.กม.
ประเทศไทย, พื้นที่

        

 

                 5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"       

 

 

 สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และวัฒนธรรมต่างประเทศที่จะทำให้น้องๆ ได้รู้เรื่องซอกแซกของชาวบ้าน เอ๊ย ของประเทศอื่นมากขึ้นเช่นเคย ^^ สำหรับเรื่องราวที่นำมาฝากกันในวันนี้ เป็นเรื่องราวของประเทศที่อยู่ไกลโพ้นนนนนไกลมากกก จนทำให้คนไทยยังไม่นิยมไปเที่ยวประเทศนั้นกันซักเท่าไหร่ ซึ่งประเทศที่ว่าก็คือ "เม็กซิโก" นั่นเองค่ะ .... เอาล่ะ ถ้าใครอยากรู้จักเม็กซิโกให้มากกว่านี้ ก็ตามมาเลย !

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

          

 

    - เม็กซิโกเป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ย้ำอีกทีว่าอเมริกาเหนือ ! ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศอเมริกา แต่กลับมีหลายคนชอบคิดว่าเม็กซิโกอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ซะงั้นน่ะ และคนเม็กซิโกพูดภาษาสเปนเป็นภาษาหลักค่ะ 

              - ประเทศเม็กซิโกมีแท็กซี่ในเฉพาะเขตเมืองหลวงหรือเม็กซิโกซิตี้เท่านั้น ถ้าพ้นออกจากเมืองหลวงไปแล้ว แทบจะหาแท็กซี่ค่อนข้างลำบาก ถึงมีก็จะเป็นแบบไม่มีมิเตอร์ ต้องตกลงราคากันเอง ส่วนแท็กซี่ในเขตเมืองหลวงนั้น ถึงจะมีมิเตอร์ แต่อย่าหวังว่าแท็กซี่ที่ว่านี้จะเป็นแท็กซี่ใหม่เอี่ยม เพราะทุกคันล้วนเก่ามากๆ และจะวิ่งแบบโอเพ่นแอร์คือเปิดกระจก บางคันอาจจะไม่มีกระจกด้วยซ้ำ

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

          

 

    - ผู้ชายเม็กซิโกจะนิยมใช้แว๊กซ์หรือเจลเซ็ตผมให้ดูเปียกๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Wet Look แล้วจะหวีผมให้เรียบแปล้ (นึกถึงผู้ชายไทยสมัยก่อน) คือถ้ามีผู้ชายเม็กซิโกเดินมา 10 คน ต้องมีอย่างน้อย 5 คนล่ะที่หัวเรียบแปล้มาแต่ไกล คือผู้ชายเม็กซิโกเนี่ย ถ้าเค้าไม่เซ็ตผมให้ดู Wet Look ล่ะก็ เค้าก็จะไม่ยอมเซ็ตผมกันเลยค่ะ แปลกดีเหมือนกันเนาะ

 

              - รถไฟใต้ดินในเมืองหลวงหรือเม็กซิโกซิตี้ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง เพราะมีหลายสาย ทำให้สามารถเดินทางได้ทั่วเมือง แต่สภาพภายในก็คล้ายๆ กับรถไฟของไทยอ่ะค่ะ คือจะเก่าๆ หน่อย และแทบทุกสถานี จะมีขอทานขึ้นมาขอเงิน รวมถึงมีคนเอาของขึ้นมาขายด้วย เช่น ขายหมากฝรั่ง ขายลูกบอล ขายทิชชู่ หรือแม้แต่คอร์สฝังเข็มก็มีขาย !!!

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

            

 

  - ประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีอัตราการก่ออาชญากรรมค่อนข้างสูงโดยเฉพาะการลักพาตัว ยิ่งถ้าเป็นเมืองที่อยู่แถบภาคเหนือติดกับอเมริกาล่ะก็ ขอบอกว่าบางทีเดินๆ อยู่บนถนนก็ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการถูกลักพาตัวด้วย โดยพวกโจรจะลักพาตัวและติดต่อไปทางญาติเพื่อเรียกค่าไถ่ ถ้าญาติไม่นำเงินมาไถ่ตัวก็ .... ตายสถานเดียวค่ะ T_T

 

 

5 เรื่อง (จำเป็น) ต้องรู้ของ "เม็กซิโก"

 

               แต่ถึงจะได้ชื่อว่ามีอัตราการก่ออาชญากรรมที่สูง แต่ถ้ามีโอกาส(และมีเงิน) พี่เป้ ก็อยากไปเหมือนกันนะเนี่ย ท่าทางจะน่าท้าทายไม่น้อยเลย ! ว่าแต่แถวนี้มีใครอยากไปเที่ยวเม็กซิโกบ้าง ขอเสียงหน่อยสิ

 

เด็กดีดอทคอม :: 3 ประเทศที่มีสงกรานต์เหมือนเมืองไทย; tags: holi, tomatina, สี, อินเดีย, โปแลนด์, สเปน, เทศกาล, ประเพณี, สงกรานต์
Special Thanks : THUMB @ MEXICO
ภาพประกอบ : hji.co.uk , interzone.com ,
fjolmenningarvefurbarna.net , ads2blog.com

 

 

 

 

ที่เม็กซิโก...มีนกชื่อ นกจังโกตาเหลือง Yellow-eyed Junco (Junco phaeonotus). พบในป่าบนภูเขาสูงของเม็กซิโก

Mexican Junco (Junco phaeonotus phaeonotus) ก็เป็นนกที่พบในเม็กซิโก
Chiapas Junco (Junco phaeonotus fulvescens).
Guatemala Junco (Junco phaeonotus alticola). ...

ในภาพ นกจังโกตาเหลือง...

 

 

 

 
 

 

 

 “จังโก้” ที่คนไทยใช้เป็นสแลงเรียกคนเม็กซิกัน มาจากคำว่า “Django” ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลอินโด-อารยัน แปลว่า “I awake”

เหตุที่คนไทยใช้ชื่อ “จังโก้” เรียกคนเม็กซิกัน  มาจากอิทธิพลของภาพยนตร์คาวบอยสปาเก็ตตี้เรื่อง Django ของผู้กำกับ Sergio  Corbucci   ซึ่งเข้าฉายในไทยเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว  ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “จังโก้ ยอดคนแดนเถื่อน”   มี Franco Nero รับบทเป็น Django  และมีดินแดนดิบเถื่อนของเม็กซิโกเป็นฉากหลังของเรื่อง

ภาพยนตร์เรื่อง Django ของ Corbucci  ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่แรกฉายเมื่อปี 1966  และกลายเป็นต้นแบบของภาพยนตร์แนว Spaghetti Western ที่มีตัวเอกชื่อ Django อีกหลายสิบเรื่อง  อาทิ

W Django หรือ A Man Called Django (1966)  
Few Dollars for Django (1966)
Django Shoots First (1966)
Django the Last Killer (1967)
Django Kill: If You Live, Shoot (1967)
Django the Bastard (1969)
Django Strikes Again (1987)

และ  ... ฯลฯ

ในจำนวนหลายสิบเรื่องที่ว่า  มีเพียง Django Strikes Again เพียงเรื่องเดียว  ที่มีเนื้อหาและตัวละครต่อเนื่องจาก Django ของ Corbucci  นอกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องต้นแบบเลยแม้แต่น้อย

เคยเห็น VCD ของภาพยนตร์เรื่อง Django และ Django Strikes Again เมื่อเร็ว ๆ นี้  เรื่องแรกใช้ชื่อไทยว่า “ดีจังโก้”  และเรื่องหลังใช้ชื่อ “ยอดคนแดนเถื่อน”
___________

ภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Django จาก
http://dvdmagazine.virgula.com.br/Resenhas_filmes/menus_filmes/Django4.jpeg

 

 

 

 
 

 

             

 

 

                   360 องศา:‘นักรบหญิง’ นางฟ้าในโลกจริงที่พึ่งพิงผู้ยากไร้ในเมืองสิ้นหวัง 

 

                            นางฟ้าในโลกจริงที่พึ่งพิงผู้ยากไร้ในเมืองสิ้นหวัง

 

 เอเอฟพี - กลุ่ม ‘นักรบ’ หญิงในชุดทะมัดทะแมง ขี่มอเตอร์ไซค์สีชมพูไปตามท้องถนนของซิอูดาด ฮวาเรซ เพื่อปฏิบัติภารกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่สุดในเมืองที่ยากจนข้นแค้นที่สุดของเม็กซิโกแห่งนี้
       
       ในวันปกติ พวกเธอเหล่านี้อาจเป็นตำรวจ สาวโรงงาน หรือแม่บ้านดูแลลูกๆ แต่เมื่อถึงวันอาทิตย์ ผู้หญิงทั้งสิบจะหยิบชุดหนังขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์ และออกตระเวนแจกจ่ายอาหารไปทั่วเมืองที่ถูกกลุ้มรุมจากปัญหาความรุนแรงและอาชญากรรม
       
       หลายปีมานี้ สภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองนี้เลวร้ายลง บ้านร้าง ธุรกิจมากมายปิดกิจการ และหน่วยทหารลาดตระเวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์
       
       “ระหว่างสัปดาห์ เราจะมองหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งอาจเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว หรือคนแก่ที่อยู่ตามลำพัง พอถึงเสาร์-อาทิตย์เราจะออกไปหาซื้อของไปให้พวกเขา” ลอรีเนีย เกรนาดอส ประธานกลุ่ม ‘เกอร์เรอราส์’ หรือแปลได้ว่า 'นักรบ’ บอกและว่า
       
       “ตอนที่ตั้งกลุ่มขึ้นมา เราต้องการสิ่งที่แตกต่าง เราไม่ได้แค่อยากตั้งวงดื่มเหมือนแก๊งมอเตอร์ไซค์อื่นๆ และเราสรุปที่ไอเดียในการช่วยเหลือคน”
       
       ซิอูดาด ฮวาเรซ เมืองที่ขึ้นชื่อที่สุดของเม็กซิโกเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงจากยาเสพติด นับจากปี 2008 เชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทำร้ายที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดกว่า 8,100 คน
       
       ปี 2010 คนงานราว 100,000 คนในโรงงานต้นทุนต่ำตกงานระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจ และประชาชนประมาณ 150,000 ครอบครัวจากทั้งหมด 1.3 ล้านครอบครัวในเมือง มีเงินไม่พอซื้ออาหารและยาพื้นฐาน
       
       ปีที่แล้ว รัฐบาลออกโครงการโทดอส โซโมส ฮวาเรซ (เราทุกคนคือฮวาเรซ) มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งหวังลดปัญหาสังคมของเมืองนี้ แต่สถานการณ์แทบไม่ดีขึ้นเลย
       
       ขณะที่แผนการริเริ่มของเอกชน เช่น เกอร์เรอราส์ที่ตั้งขึ้นเมื่อสองปีก่อน หาได้น้อยมาก
       
       กลุ่มนี้เน้นที่แม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
       
       “ผู้ชายทิ้งบ้านเพราะความรุนแรงหรือไม่มีงานทำ และทิ้งผู้หญิงให้อยู่ตามลำพังกับลูกๆ พวกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากที่ไหน”
       
       เกอร์เรอราส์ซื้อของใช้พื้นฐาน เช่น พาสตา เกลือ และผ้าอ้อม โดยควักเงินจากกระเป๋าตัวเองราว 10-15 ดอลลาร์ พร้อมไปกับพยายามชักชวนให้ห้างร้านและประชาชนทั่วไปร่วมบริจาค
       
       ของใช้เหล่านั้นนับเป็นของขวัญพิเศษสุดสำหรับเซซิเลีย คาริลโญ เดอ ซานติเอโก ที่อยู่กับลูก 6 คนกับหมาผอมโซหนึ่งตัวในห้องเล็กๆ ที่เป็นทั้งห้องนอนและครัว
       
       หลังจากหมดสัญญาทำงานกับสภากาชาด เธอมองหางานใหม่มาตลอดครึ่งปี
       
       คาร์ริลโญขอโทษขอโพยสำหรับบรรยากาศร้อนอบอ้าวในห้อง พลางชี้ที่ถั่วต้มบนเตา
       
       “เราเหลือเท่านั้นแหละสำหรับมื้อเย็น พวกคุณมาได้เวลาจริงๆ” เธอบอกกลุ่มเกอร์เรอราส์ด้วยรอยยิ้มกว้าง
       
       อิสซาเบล ลูเซอโร ผู้ร่วมก่อตั้งคลับนักรบหญิง บอกว่าการช่วยเหลือผู้สิ้นไร้ในเมืองนี้เป็นตัวเลือกที่ชัดเจน
       
       “การให้ช่วยพัฒนาตัวคุณเอง และเป็นแบบอย่างสำหรับเด็ก ฉันหวังว่าวันหนึ่ง เด็กๆ เหล่านี้จะเติบโตเป็นคนดีและช่วยเหลือผู้อื่นเช่นเดียวกัน”
       
       สื่อท้องถิ่นเรียกผู้หญิงเหล่านี้ว่า ‘โรบินฮูดหญิง’ แต่สำหรับพวกเธอมองตัวเองต่างจากแก๊งมอเตอร์ไซค์ทั่วไป
       
       “เราพยายามนำความสุขเล็กๆ น้อยๆ ไปให้คนที่ไม่มีอะไรเลย เราอยากให้ซิอูดาด ฮวาเรซมีข่าวดีบ้าง” ลูเซโรทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ตามรอยตำนาน ...พญานาค

 











  นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำนานพญานาคไว้ ข้อมูลอาจจะซ้ำกันไปมาบ้าง ...คงไม่เป็นไรนะ
ความเชื่อหนึ่ง ที่มีมายาวนานจนเรียกได้ว่ากลายเป็นตำนาน นั่นก็คือเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับ นาค หรือ  
พญานาค พญา แห่งงูใหญ่ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ ที่ผู้คนรู้จักและมีตำนานเล่าถึงกันมายาวนานและ
เก่าแก่มาก อาจจะมากกว่าว่าพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครค้นหาคำตอบได้ว่า เรื่องของ
พญานาคนี้เป็นเพียงความเชื่อความศรัทธา เป็นจินตนาการจากผู้แต่งวรรณคดี หรือจะเป็นเรื่องราวที่
มาจากความจริงกันแน่  

 
ตำนานความเชื่อเรื่อง นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ 
เนื่องจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เต็มไปด้วยป่าเขา ทำให้มีงูอาศัยอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุ
ที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ 
และเป็นสัตว์ที่ชาวอินเดียนับถือ นอกจากนี้ยังมีนิยายหลายเรื่องของอินเดียที่กล่าวถึงพญานาค 
โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งนาคเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนาน
พุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน
ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านใน
ภูมิภาคนี้เชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมี
คนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้าย รอยของงูขนาดใหญ่ 
และเมื่อใดที่ไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์
                                            

 
ตามตำนานเล่าว่า พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้   
มีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตใกล้กับคน  สามารถ แปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอ
บวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก 
จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้
เฉพาะในน้ำเท่านั้น
         ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 
อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด 
ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค 
ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย 
ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม ซึ่งเป็นตำนานหนึ่ง
ในพระพุทธศาสนา เหตุที่เราเรียกคนที่นุ่งขาวห่มขาว
ก่อนบวชว่า นาค เนื่องจากมีพญานาคเกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงแปลงกายเป็นมนุษย์มาขออุปสมบท 
สุดท้ายก็ได้เป็นพระสมใจ แต่เมื่อพระที่แปลงกายทิพย์นอนก็กลับกกลายเป็นพญานาค พระรูปอื่นเห็น
เข้าจึงรีบไปแจ้งเจ้าอาวาส เพราะว่าพญานาคจะบวชเป็นพระไม่ได้เนื่องจากไม่ใช่มนุษย์ จึงมีคำสวดก่อน
อุปสมบทว่า มนุสโสสิ แปลว่า ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า คำตอบก็จะบอกว่า อามะภันเต แต่ถ้าไม่ใช่มนุษย์ 
ก็จะตอบไม่ได้เพราะทั้งพญานาค ครุฑ หรือกระทั่งเทวดานางฟ้ามีกฎว่าห้ามพูดปด 

 
พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า 
สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้ว
พวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย 
แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน  
 พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพเทวาอาศัยอยู่ลึกลง
ไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้น
ลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ 
ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อน ๆ กัน ชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์  พญา นาค สามารถ
ผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูก
เป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาล
พื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล 
กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้น ๆ

 
                จะ เห็นได้ว่า เรื่องราวของพญานาคมีตำนานเล่ามาอย่างละเอียด ทว่าเป็นอีกภพภูมิหนึ่ง 
                ที่ไม่ใช่ที่เดียวกับมนุษย์ แต่หลายครั้งหลายคราที่มนุษย์เชื่อว่า พญานาคปรากฏกายให้เห็น

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 1

 

 

 

                                   

 

ความอยากเป็นเหตุแห่งความทุกข์

 
ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
๙ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๙ อย่าง คือ :-

เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก 

จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);

เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ 

จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา 

จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);

เพราะอาศัยความจับอกจับใจ 

จึงมี ความตระหนี่(มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ 
จึงมี การหวงกั้น(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น 

จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ; 

กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม
การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย :
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗. , (มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).

 

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

                    

 

 

 

 

 

 
Jack Russell-th ได้แชร์รูปภาพของ Nat Chlorophyll — กับ Fern Akkarawattana-angkul

".... ถึงวันนี้ยังมีคนเอาสิ่งที่พี่นก สินจัย ไม่ได้เขียน ไปแชร์และเข้าใจกันผิดว่าเป็นพี่นก เขียนซะอย่างนั้น น่าตลกที่สุด 555 หน้ามืดตามัวทั้งชมและด่ากันอย่างเมามันส์ แม้มีคนพยายามจะบอกความจริง ว่าใครเป็นคนที่เขียนบทความชิ้นนี้ตัวจริง และอธิบายถึงความเข้าใจผิดนั้น ก็ไม่มีใครสนใจฟัง .... บางความเห็นกลับโชว์ความวิปริตบอกว่า ใครเขียนก็ไม่สำคัญ แต่พี่นกแชร์มา ก็ถือว่าพี่นก เป็นเจ้าของบทความ ?!!

.... (เหี้ยไหมล่ะครับ คนที่คิดส้นตีน - แบบนี้ ??!!!)

.... ข้อความทั้งหมด ผมเป็นคนเขียนเอง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 ตามลิ้งนี้ .. <https://www.facebook.com/photo.php?fbid=863680513645618&set=a.161798780500465.41646.100000110337117&type=1&theater> และ ASTV ผู้จัดการออนไลน์นำไปลง คนเลยแชร์กันไปหลายหมื่นๆ รวมทั้งพี่นก สินจัย ด้วย

.... แต่คนที่ไปแชร์พี่นกมาอีกต่อ กลับมักง่าย สะเพร่า ไม่นำชื่อผู้เขียนนั่นก็คือผมติดมาด้วย และเหมาให้เป็นว่าพี่นก เป็นคนเขียนข้อความนี้ไปเลยนับจากนั้น

.... แต่ถึงวันนี้ผมเฉยๆแล้วล่ะครับ เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่เขียนอะไรแบบนี้ ที่เขียนเพราะคิดว่าตอนนั้น มันไม่มีทางออก กลัวประชาชนจะถูกทำร้ายและเสียชีวิต ทหารน่าจะเป็นทางเลือกทางเดียว และคิดว่าทหารน่าจะไว้ใจได้ที่สุด เข้ามาเพื่อกำจัดระบอบทักษิณ และเดินหน้าปฏิรูปการเมือง ตามที่ประชาชนที่ออกไปสู้เรียกร้องกันมาตลอด 6 - 7 เดือน

.... ไม่ใช่แอบเซี่ยเกี๊ย ชูแต่ปรองดองปาหี่ ส่วนคนผิดคนปล้นชาวนา ตัวการใหญ่ที่สั่งให้ลอบฆ่าประชาชนในการชุมนุมกลับอยู่ดีมีสุข และ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะต้องถูกยึดทรัพย์ หรือรับโทษแต่อย่างใด ??!!!!

.... ผมหูตาสว่างตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2557 แล้ว ที่น่าเศร้าคือยังมีคน "หูหนวกตาบอด" อีกมาก หลงคิดว่า ควช. ดีเลิศ จนลืมกันไปว่า ที่ออกไปสู้ๆกันนั้น เพื่ออะไร ?!

.... สงสารคนที่เอาชีวิตไปทิ้งในการชุมนุมจริงๆ มันไม่คุ้มค่าเลย ...." / แ จ็ ค รั ส เ ซ ล

 

ละครกำลังออกอากาศอยู่ช่อง 3 เรื่อง ภพรัก สงสัยอยากได้เรตติ้งเพิ่ม.......

 

 

 

 

 

 

 

วิธีทำให้เมียรัก มี 7 ขั้นตอน

1. ดื่มเหล้าให้เมาแล้วกลับดึก ๆ

2. แต่พอกลับมาบ้านต้องพยายามให้ยั
งพอมีสตินิดนึง

3. แกล้งทำเป็นเข้านอนทั้งชุดนั้นเ
ลยโดยไม่ต้องอาบน้ำ

4. ช่วงนั้นเมียคงจะด่าเราอยู่..เร
าก็เลยถอดกางเกง
...
5. แกล้งทำเป็นถอดไม่ได้..เมียเราก
็จะมาช่วยถอดเอง

6. จังหวะที่เมียเข้ามาใกล้ๆให้บรร
จง "ถีบเมีย" ให้หงายไปเลย

7. เอ่ยขึ้นมาว่า "อย่ามายุ่งกับกู..กูรักเมียกูค
นเดียว" แล้วก็หลับไปเลย

ลองทำกันดูนะครับ / ขว.๐๒

 

 

 

 

 

 

 

 

                                           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

เอเจนซีส์ - พบข้อมูลฉาว รัฐบาลแทนซาเนียขับไล่ประชากรชนเผ่า “มาไซ” กว่า 40,000 คนออกจากที่ดินซึ่งพวกเขาอาศัยมาแต่บรรพบุรุษ เปิดทาง “ราชวงศ์ดูไบ” เข้าซื้อที่ดิน ก่อนพัฒนาเป็น “พื้นที่ล่าสัตว์” เพื่อการพักผ่อน พร้อมยื่นคำขาดชาวมาไซรายใดไม่ยอมออกจากพื้นที่ภายในสิ้นปีนี้ เตรียม “ติดคุกยาว”

 

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลแทนซาเนียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมิเซงโก ปินดาซึ่งก้าวขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี 2008บรรลุข้อตกลงมูลค่า “หลายพันล้านดอลลาร์” ในการขายที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชนพื้นเมืองเผ่า “มาไซ” จำนวนกว่า 40,000 คนให้กับราชวงศ์ดูไบ ผ่านทางบริษัทนายหน้าอย่าง ออร์เทโล บิสเนสส์ คอร์ป ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภท “ซาฟารี” ให้กับบรรดาลูกค้ากระเป๋าหนักจากทั่วโลก
       
       ข้อตกลงสุดอื้อฉาวดังกล่าวกำหนดให้ชาวมาไซที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติ “เซเรงเกติ” จะต้องอพยพออกนอกพื้นที่ภายในเส้นตายในสิ้นปีนี้ แลกกับการรับเงินชดเชยจำนวน 1,000 ล้านชิลลิง (คิดเป็นเงินไทยราว 18.9 ล้านบาท) มิฉะนั้นจะต้องรับโทษจำคุกนานหลายปีฐานขัดขวางการปฏิบัติงานของภาครัฐ
       
       ด้านแหล่งข่าวในกรุงโดโดมา เมืองหลวงของแทนซาเนียระบุว่า ราชวงศ์ดูไบภายใต้การนำ ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูม เตรียมพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา และใช้เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับสมาชิกราชวงศ์ดูไบ
       
       ทั้งนี้ ชนเผ่ามาไซซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่า 840,000 คนในเคนยาและอีกมากกว่า 430,000 คนในแทนซาเนีย กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากการรุกล้ำของการพัฒนาที่ไม่สมดุล และการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนนักลงทุนข้ามชาติ ท่ามกลางรายงานว่า ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของเผ่ามาไซกำลังถูกคุกคามหนักจนลดจำนวนลงอย่างสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”
       
 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

                         ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูมแห่งดูไบ

 

 

 

เผ่ามาไซ(Maasai)
เป็นชนกลุ่มน้อยที่กระจายอยู่ในพื้นที่ประเทศคีนยา แทนซาเนีย และแอฟริกา มีความเข้มแข็ง นิยมรบพุ่งและล่าสัตว์ นักรบของมาไซ นิยมดื่มนมวัว ที่ผสมกับเลือดวัว เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง

พวกเขามีฝูงวัวเป็นของตนเอง และเลี้ยงวัวแบบเร่ร่อน เปลี่ยนตำแหน่งไปตามแหล่งอาหารของสัตว์ โดยได้น้ำนมวัว และเนื้อเป็นอาหาร หนังวัวใช้เป็นที่พักอาศัยและเครื่องนุ่งห่ม ชาวมาไซให้ความสำคัญต่อวัวมาก เล่ากันว่าพวกผู้ชายมาไซ ให้ความสำคัญกับวัวมากกว่าภรรยาเสียอีก

 

 

เผ่ามาไซ (Maasai)

ได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่กล้าหาญที่สุดในแอฟริกา เรามาดูชีวิตประจำวันของเผ่ามาไซกันเลยครับ

  • เผ่ามาไซจะทักทายโดยถ่มน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่าย เพราะน้ำเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับเผ่า การให้ความชุ่มชื้นแก่ผู้อื่นถือว่าเป็นการแสดงความดีใจและการต้อนรับอย่างดี
  • เผ่ามาไซจะผสมเลือดวัวในนมแล้วดื่ม ถ้าเลือดวัวแข็งตัวจะนำมากินเป็นของว่าง ผู้ชายในเผ่าจะเจาะคอวัวเพื่อดื่มเลือด แม้แต่เลือดก็ยังเป็นอาหารที่เผ่ามาไซทิ้งไม่ได้
  • เผ่ามาไซจะสวมรองเท้าที่ทำจากยางชนเผ่าในแอฟริกาส่วนใหญ่จะเดินเท้าเปล่า แต่เผ่ามาไซจะสวมรองเท้า

นอกจากชนเผ่ามาไซแล้ว ในแอฟริกายังมีชนเผ่าอีกหลายเผ่าที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและธรรมเนียมดั้งเดิมอยู่ เราไปทำความรู้จักกับชนเผ่าต่างๆกันเลย

                         เผ่ามาไซ

 

 

ชนเผ่ามาไซ (Maasai Tribe)

            ชื่อชนเผ่ามาไซอาจจะเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่คอหนังหรือผู้ที่เคยชมภาพยนต์ จากเยอรมันเรื่อง The White Maasai ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือสารคดีชีวิตจริงชื่อเดียวกันของโครีนน์ ฮอฟมานน์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรักข้ามชาติพันธุ์ระหว่างคาโรล่า (Carola) นักธุรกิจสาวชาวสวิสกับเลมาเลี่ยน (Lemalian) นักรบมาไซหนุ่ม ซึ่งเรื่องจบลงด้วยการที่ทั้งสองต้องแยกทางกันเพราะความความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม ภาพยนต์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมที่มักจะเป็นอุปสรรค ต่อการอยู่ร่วมกันของคนที่มาจากวัฒนธรรมอันแตกต่าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งถ้าจะก้าวออกไปจากสิ่งที่นำเสนอใน ภาพยนต์มาสู่สภาพความเป็นจริงของชนเผ่านี้ในสังคมแอฟริกาในปัจจุบัน


            ชนเผ่ามาไซนั้นจัดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นิโลต ซึ่งเป็นพวกเดียวกับชาติพันธุ์ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในประเทศแทนซาเนีย ซูดานตอนใต้ ยูกันดา และเคนยา และพูดภาษา "มา" (Maa) ซึ่งอยู่ในภาษากลุ่มนิโล - ซาฮาราน อันเป็นภาษาที่พูดกันในแถบตอนบนของแม่น้ำไนล์และแม่น้ำชารี ชนเผ่านี้มีจำนวนประชากรที่ไม่ชัดเจน แต่จากการประมาณการครั้งล่าสุดพบว่ามีอยู่ 900,000 คน โดยกระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้ของเคนยาประมาณ 453,000 คน และตอนเหนือของแทนซาเนีย 430,000 คน

            สังคมเผ่า มาไซประกอบด้วยกลุ่มย่อยๆ (เรียกกันในภาษามาว่า อิโลชอน) 16 กลุ่ม ได้แก่ อิลดามัต (Ildamat) อิลปูร์โก (Ilpurko) อิลกีกอนโยกี (Ilkeekonyokie) อิลอยไต (Iloitai) อิลกาปูติเอ (Ilkaputiei) อิลกันเกเร่ (Ilkankere) อิสิเรีย (Isiria) อิลมอยตานิก (Ilmoitanik) อิลูโดกิลานี (Iloodokilani) อิลอยโตกิโตกิ (Iloitokitoki) อิลารุซา (Ilarusa) อิลมาตาตาปาโต (Ilmatatapato) อิลวัวซินกิชู (Ilwuasinkishu) โกเร่ (Kore) ปารากูยู (Parakuyu) และอิลกิซองโก (Ilkisonko)

            ชาวมาไซดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์เร่รอน สัตว์ที่เลี้ยงก็คือวัว แพะ และแกะ ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงไว้บริโภคแล้ว สัตว์เหล่านี้ยังอาจใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสัตว์ประเภทเดิมและ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เหล่านี้ หรือแม้แต่นำไปขายเพื่อแลกเป็นเงิน การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนดังกล่าวนี้จะเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือไม่ได้เร่ร่อนไปไหนก็ได้ แต่จะเร่รอนแบบกลับมาที่เดิมตามฤดูกาล

            วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนเช่นนี้ส่งผลให้ชาวมาไซต้องมีระบบบริหารการ ใช้ที่ดินแบบสาธารณะ กล่าวคือ ทุกคนในกลุ่มมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าไปใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บนที่ดิน ที่กำลังถือครองอยู่ในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในยามอุดมสมบูรณ์นั้น ชาวมาไซจะแบ่งที่ดินเป็นส่วนเพื่อให้แต่ละครอบครัวใช้ทำมาหากิน

            นอกจากนี้ วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนและระบบการใช้ที่ดินแบบสาธารณะนี้เองที่ทำ ให้ชาวมาไซผูกพันกับวัวและบุตรเป็นอย่างมาก อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากก็คือการที่ชนเผ่านี้วัดความมั่งคั่งของบุคคล ด้วยจำนวนวัวที่ถือครองและจำนวนบุตรที่เลี้ยงดูอยู่ โดยบุคคลจะต้องมีทั้งสองอย่างเป็นจำนวนมากถึงจะเรียกได้ว่ามั่งคั่งอย่างแท้ จริง มีวัวมากแต่มีลูกน้อย ก็ถือว่าไม่มั่งคั่ง ในขณะเดียวกัน มีลูกมากแต่ไม่ค่อยจะมีวัวก็ยังไม่ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานความมั่งคั่ง และแม้แต่ศาสนาของชาวมาไซก็ยังหนีไม่พ้นสองสิ่งข้างต้น ชนเผ่านี้เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ประทานสิ่งดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากบทสวดของชาวมาไซ ที่กล่าวว่า ขอให้พระผู้สร้างจงได้ประทานวัวและบุตรแก่ปวงข้า

            ในเรื่อง ที่อยู่อาศัยนั้น ชาวมาไซไม่มีวัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัยแบบถาวร มีแต่การสร้างที่พักชั่วคราว โดยที่พักดังกล่าวนี้จะเรียกกันว่า อินกาจิจิก (Inkajijik) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเพิงพักรูปดาวหรือวงกลมทรงตัวด้วยเสาไม้และหุ่มด้วยผนัง ที่ทำขึ้นจากเศษกิ่งไม้โดยใช้ส่วนผสมของโคลน หญ้า มูลวัว ปัสสวะคน กิ่งไม้เล็กๆ และขี้เถ้า มาเป็นตัวผสานเนื้อในของผนัง การสร้างอินกาจิจิกจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง อินกาจิจิกแต่ละหลังจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 5 เมตร และสูงประมาณ 1.5 เมตร ภายในจะใช้เป็นที่เก็บ ปรุง ตลอดจนบริโภคอาหาร เป็นที่เก็บทรัพย์สิน เป็นที่หลับนอน และยังเป็นที่เก็บสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ชาวมาไซจะนิยมสร้างที่พักอยู่กันเป็นกลุ่มๆล้อมรอบด้วยรั้วที่ทำจากกิ่งหนาม ของต้นไม้จำพวกสีเสียด (Acacia) เพื่อป้องกันภัยจากสิงห์โต

            ชาวมาไ