Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 26/05/2016 11:24     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  เเดนประหาร กบฎ

 

 

 

 

                  

 

 

                   หนึ่งเเสนครูดี

 

   ครูโซ่ นาย ยอดหทัย รีศรีคำ อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่ โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา ต.กล่ำ อ.เเกลง จ.ระยอง

 

                 

 

 

 

หวิดเป็นศพในห้องขัง หลังตร.เจอดีเอ็นเอมัด สารภาพเมายาหน้ามืด!

ตำรวจรวบเพิ่มฆาตกรวิปริตข่มขืนฆ่าเด็กหญิง 8 ขวบ ตะลึงเป็นพ่อแท้ๆ เหยื่อโหด นำตัวจากวัดที่ตั้งศพเด็กสอบเค้นจนเปิดปากรับสารภาพอ้างเสพยาบ้าแล้วเข้าไปนอนกับเหยื่อตามปกติ แต่ฤทธิ์ยานรกทำให้ลงมือโดยขาดความยั้งคิด แต่พอถูกส่งเข้าห้องขังไม่ทันข้ามคืน กลับใช้เชือกกางเกงกีฬาผูกคอกับก๊อกน้ำหวังฆ่าตัวตาย แต่ตำรวจช่วยไว้ได้ทัน ส่งรักษาตัวจนพ้นขีดอันตราย ด้าน ผบช.ภ.9 ยันตำรวจทำไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันพ่อผู้ตายร่วมก่อเหตุด้วย ส่วนคนร้ายน่าจะมีไม่น้อยกว่า 2 คน มั่นใจลากคอดำเนินคดีได้แน่

จากเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ด.ญ.เก๋ (นามสมมติ) อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3 ถูกคนร้ายหื่นกามบุกเข้าไปข่มขืนวิตถารขณะนอนหลับอยู่กับพี่น้องในบ้านพื้นที่ ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง หลังหลอกให้กินยาบ้าผสมน้ำอัดลม กระทั่งแม่น้องเก๋กลับจากกรีดยางมาถึงบ้านในตอนเช้าวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบน้องเก๋มีอาการปวดท้องรุนแรงเพ้อคลั่งพูดจาไม่รู้เรื่อง พาไปรักษาตัวที่ รพ.ศูนย์ตรัง ถึงรู้ว่าถูกข่มขืนทารุณและมอมยาบ้า แต่แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ น้องเก๋เสียชีวิตอนาถในตอนค่ำวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังเข้ารักษาอาการไม่ทันข้ามวัน ต่อมาตำรวจจับกุมนายศรัณย์รัชต์ ซู่สั้น หรือเฟิร์ส อายุ 20 ปี เพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน ดำเนินคดีโดยนายศรัณย์รัชต์ให้การปฏิเสธ ขณะที่ญาตินายศรัณย์รัชต์ร้องขอความเป็นธรรมอ้างว่าตำรวจ “จับแพะ”

ความคืบหน้าค่ำวันที่ 23 พ.ค. พ.ต.ท.ณัฐภาคย์ นุ้ยโดด รอง ผกก.ป.สภ.บ้านหนองเอื้อง รองหัวหน้าชุดเฉพาะกิจคลี่คลายคดีฆ่าน้องเก๋ นำกำลังเดินทางไปที่วัดต้นปีก หมู่ 4 ต.หนองตรุด อ.เมืองตรัง สถานที่เก็บศพน้องเก๋ หนูน้อยเหยื่อกามโฉด เชิญตัวนายกิตติศักดิ์ หรือบ่าว ทองย้อย อายุ 33 ปี พ่อน้องเก๋ มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บก.ภ.จ.ตรัง เนื่องจากผลการตรวจดีเอ็นเอคนร้ายที่พบในร่างน้องเก๋ตรงกับดีเอ็นเอของนายกิตติศักดิ์ นอกจากนี้จากการสอบสวนที่ผ่านมา นายกิตติศักดิ์ให้การว่า วันเกิดเหตุนอนหลับอยู่ข้างบ้านไม่ได้ไปกรีดยางกับภรรยาตามที่แม่น้องเก๋ให้การไว้ ประกอบกับนายกิตติศักดิ์ยอมรับว่าเสพยาบ้า เนื่องจากตรวจพบฉี่สีม่วง

ในการสอบปากคำนายกิตติศักดิ์ครั้งนี้มี พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.ธนชาต บุญโพธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.ท.ปรีชา ชูแก้ว รอง ผกก.สส.ภ.จ.ตรัง ร่วมสอบปากคำจนนายกิตติศักดิ์เปิดปากรับสารภาพ ตำรวจไปขออนุมัติศาลออกหมายจับเลขที่ จ.229/2559 ลงวันที่ 23 พ.ค.2559 ในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตน โดยเด็กไม่ยินยอม โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต” ก่อนส่งไปควบคุมตัวที่ สภ.เมืองตรัง เพื่อดำเนินคดี นับเป็นผู้ต้องหาคนที่สองของคดีนี้

ต่อมาเวลา 06.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ร.ต.ท.เอกลักษณ์ ศักดิ์ชัยนันท์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งจาก จ.ส.ต.วีระศักดิ์ หนูพุ่ม สิบเวร สภ.เมืองตรัง ว่ามีผู้ต้องหาใช้เชือกผูกคอกับก๊อกน้ำภายในห้องขัง สภ.เมืองตรัง อาการสาหัสนอนหายใจรวยริน รีบเข้าไปช่วยเหลือพบว่าผู้ต้องหาที่พยายามฆ่าตัวตายคือนายกิตติศักดิ์คนร้ายข่มขืนน้องเก๋ลูกสาวของตัวเองที่เพิ่งถูกส่งมาควบคุมตัวได้ไม่กี่ชั่วโมง ใช้เชือกกางเกงกีฬาผูกคอกับก๊อกน้ำ ประสานไปยังศูนย์นเรนทร รพ.ศูนย์ตรัง ส่งไปรักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ศูนย์ตรัง พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ

ที่ บก.ภ.จ.ตรัง ตอนสายวันเดียวกัน พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พร้อมชุดสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว ร่วมแถลงข่าวนายกิตติศักดิ์ ผู้ต้องหาพยายามผูกคอฆ่าตัวตาย โดย พล.ต.ท.วีรพงษ์กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นนายกิตติศักดิ์ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีการเสพยาบ้าก่อนจะเข้าไปนอนกับลูกสาวตามปกติ ซึ่งเป็นห้องนอนรวม และรับว่าด้วยฤทธิ์ของยาทำให้ลงมือก่อเหตุโดยขาดความยั้งคิด ตำรวจก็ได้นำตัวนายกิตติศักดิ์ไปควบคุมต่อโดยกำชับให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระหว่างสอบสวนเห็นแล้วว่านายกิตติศักดิ์มีความเครียดสูงมาก มีอาการเกร็งและร้องไห้ กระทั่งเมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมานายกิตติศักดิ์ ได้ใช้เชือกจากกางเกงกีฬาที่สวมใส่อยู่มาผูกคอตัวเองกับก๊อกน้ำในห้องน้ำของห้องขัง ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว คาดว่าสาเหตุที่นายกิตติศักดิ์พยายามฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ถูกจับกุม

ผบช.ภ.9 กล่าวต่อว่า คดีนี้ พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง เป็นผู้รับผิดชอบงานสืบสวน ส่วนฝ่ายสอบสวนมอบหมายให้ พ.ต.อ.อรุณ กุลสิรวิชย์ รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง ดูแล โดยทางฝ่ายสอบสวนได้มีการส่งหลักฐานต่างๆในที่เกิดเหตุ เช่นเครื่องแต่งกายของเด็ก เส้นขน เส้นผม และรอยคราบบนที่นอน ส่งไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ รพ.สงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) เปรียบเทียบดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัย 7 คน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว โดยผลการตรวจได้ออกมาแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผลปรากฏว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบสามารถระบุได้ชัดเจนว่านายกิตติศักดิ์พ่อแท้ๆของผู้ตายมีส่วนในการก่อคดีนี้ ในส่วนที่เหลือต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จะทราบผลที่ชัดเจน หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครจะจับกุมหมด คาดผู้ต้องหาที่ลงมือมีไม่ต่ำกว่า 2 คน

พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 กล่าวย้ำอีกว่า ขอให้เชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะให้ความเป็นธรรม แม้ว่าในเบื้องต้น นายศรัณรัชย์ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้จะให้การปฏิเสธ รวมถึงพ่อแม่ผู้ต้องหาออกมาร้องว่าลูกเป็นแพะ ทางตำรวจก็ดำเนินไปตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย และมั่นใจว่าตำรวจจะสามารถปิดสำนวนคดีสั่งฟ้องส่งให้อัยการได้แน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       

 

 

“บิ๊กตู่” เฉ่งนักการเมืองได้คืบจะเอาศอก

เมื่อเวลา 05.45 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงข้อเรียกร้องของพรรคการ เมืองให้ทบทวนผ่อนปรนประกาศ คสช. ที่ 57/2557 เรื่องห้ามพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมืองว่า ได้คืบจะเอาศอกอยู่เรื่อย เวทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญและกระบวนการลงประชามติ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นั้น ตนเป็นคนสั่งให้จัดเอง วันนี้ให้แค่นี้และต่อไปต้องดูสถานการณ์ก่อน

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานผลการประชุมดังกล่าว แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ต้องรายงาน รู้อยู่แล้วรู้หมดว่าใครร่วมประชุมบ้างหรือใครพูดอะไร เพราะที่รัสเซียมีสัญญาณไวไฟ เมื่อถามว่า พอใจกับ การจัดการพูดคุยเวทีดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า จะพอใจเรื่องอะไร แต่พอใจที่ได้จัดขึ้น ส่วนคนที่ไม่พอใจคือคนที่เขาร่วม นักการเมืองที่เข้าไปประชุมไม่เคยพอใจอะไรอยู่แล้ว จะเอานู่นเอานี่ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรเคยตอบคำถามได้หรือไม่ ที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง เคยพูดหรือไม่ว่า ต่อไปจะทำอะไร มีแต่การปลุกปั่นให้ประชาชนต่อต้าน แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญ

ผ่านประชามติ แล้วเราจะทำไปเพื่ออะไร ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จบ รัฐธรรมนูญไม่ผ่านเดือดร้อนไหม สื่อเกี่ยวไหม อ่านรัฐธรรมนูญทุกมาตราหรือยัง มีมาตราใดที่สงสัยบ้าง ตนไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างมา จะมีปัญหาอะไร ไม่ได้ต่างจากอันเก่าเท่าไหร่ แต่มีบทหนึ่งที่บางคนรับไม่ได้ คือบทที่ลงโทษนักการเมือง

เสียงแข็งไม่ผ่อนปรน ก.ม.ประชามติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเสนอเรื่องใดของฝ่ายการเมืองที่รัฐบาลเห็นว่าดีและจะรับฟังเพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เหมือนกับที่เคยพูดมา ยืนยันว่าจะไม่มีผ่อนปรน พ.ร.บ.ว่าด้วย การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ต้องทำใหม่ ส่วนจะตั้งกรรมการขึ้นมาร่างใหม่หรือไม่นั้น ยังไม่รู้ต้องรอดูก่อน เมื่อ ถามว่า มีการคาดการณ์ว่าจะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 และร่างฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) และฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มายำรวมกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้ คนพูดก็ไปตั้งเอาเอง ไปพิจารณากันเอง ตนไม่เกี่ยว

ลั่นไม่มีใครมากดดันได้

“การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้โรดแม็ปของ รัฐบาลขยับออกไปหรือไม่นั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ยังไม่ถึงตรงนั้นแต่พูดเหมือนกับว่าจะต้องไปถึง ที่ผ่านมาพูดมาตลอดว่าจะมีเลือกตั้งในปี 2560 ก็จบตรงนี้ ตนเป็นคนให้อำนาจให้โอกาสโดยไม่ได้แสวงหาอำนาจ ที่จะอยู่ต่อไป ไม่มีใครมากดดันได้ เพราะทำเพื่อคนไทยที่ยังลำบากอยู่ คนที่ดีอยู่แล้ว สบายอยู่แล้ว ก็แล้วแต่ท่าน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนว่าคนจะได้ประโยชน์อย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

โวยทำงานมากถูกด่าละเมิดสิทธิฯ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนกฎหมายที่รัฐบาลนี้ออกมาก็เป็นประโยชน์ ซึ่งรัฐบาลปกติออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลแก้ปัญหาทั้งหมดแต่ กลับไม่ไว้ใจรัฐบาล อยากจะได้ทุกอย่างแต่กลับไม่ให้ ตนทำ ทั้งที่ทำโดยไม่ได้เรียกร้องอะไรกับใคร แต่เพราะมีความจำเป็นจึงต้องทำ หากไม่ทำจะถูกด่า พอทำมากก็มากล่าวหาว่าไปละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ อะไรทำไม่ได้ก็ไม่ทำ วันหน้าปล่อยให้ไปทำกันเอาเอง ไปประชุมที่รัสเซีย ไม่เห็นมีประเทศไหนรังเกียจประเทศไทยมีแต่คนชื่นชม มีแต่คนในประเทศที่ด่าประเทศตัวเอง เท่านั้นไม่พอยังเอาคนอื่นมาด่าอีก จะรักเขาชอบเขาก็ตามใจ

 

 

          

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 18/05/2016 10:21     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ออกหมายจับธรรมชโย

 

 
 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

ทนายขอหารือวัด-จ่อยื่นคัดค้าน ยันหลวงพ่อป่วยจริงไม่หลบหนี ‘ดีเอสไอ’ไม่ทำรุนแรงให้อีก7วัน

 

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับพระธัมมชโยแล้ว 3 ข้อหาฉกรรจ์ ประกอบด้วยข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และข้อหาร่วมกันรับของโจร หลังพนักงานสอบสวนดีเอสไอออกหมายเรียกไปแล้ว 3 ครั้ง ไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา “พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง” เผยหลังได้หมายจับ ไม่ใช้วิธีรุนแรง แต่จะส่งหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับภายใน 7 วัน ด้านทนายอ้างอาการอาพาธล่าสุด แพ้ยาหนัก ขอเวลา 3 เดือนที่หายป่วยทั้งร่างกายและจิตใจก่อน ค่อยไปรับทราบข้อกล่าวหา

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมารับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร กรณีรับเงินบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯกว่า 2,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย ทำหนังสือถึงดีเอสไอขอเลื่อนเข้ามอบตัวมาแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุดทนายทำหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกาย เนื่องจากพระธัมมชโยมีอาการอาพาธตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 พ.ค. นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายวัดพระธรรมกาย นำเอกสารเวชระเบียนและเอกสารหลักฐานการรักษาอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเพิ่มเติม นายสัมพันธ์กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 17 พ.ค. แพทย์ผู้รักษาได้แจ้งผลการตรวจร่างกายพระธัมมชโยว่า มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ทำให้คลื่นไส้อาเจียนอย่างหนัก วันนี้จึงเตรียมเอกสารใบรับรองแพทย์และหนังสือมอบอำนาจจากพระธัมมชโย ขอความเมตตาจากพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เลื่อนการเข้าแจ้งข้อกล่าวหาฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่วัดพระธรรมกายออกไปก่อน จนกว่าจะพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่การประวิงเวลาการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และขอให้แพทย์ระบุเวลาที่พระธัมมชโยสามารถให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำได้ แพทย์ได้ระบุความเห็นว่า สมควรให้พักเป็นเวลา 3 เดือน
หลังรับหนังสือ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.ปกรณ์

สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ คณะพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ร่วมประชุมพิจารณาหนังสือขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของพระธัมมชโย หลังประชุม พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนให้ทนายความกลับไปนำเอกสารต่างๆที่เซ็นรับมอบอำนาจอย่างถูกต้องมาให้วันนี้ แต่ขาดเอกสารเวชระเบียนการรักษาพระธัมมชโยที่ยังไม่ครบตามต้องการ คณะพนักงานสอบสวนจึงมีมติให้ดำเนินการยื่นเรื่องขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับพระธัมมชโย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่ศาลว่าจะพิจารณาอนุมัติหมายจับหรือไม่ นอกจากนี้ ดีเอสไอจะนำเอกสารที่ทางทนายความยื่นมาทั้งหมด อาทิ เวชระเบียน ใบรับรองแพทย์ รวมถึงภาพขณะพระธัมมชโยกำลังปล่อยนกในงานวันเกิดของลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ไปยื่นให้ศาลพิจารณาด้วย
ส่วน พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในส่วนของเวชระเบียนและใบรับรอง คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่สอดรับกัน สถานพยาบาลที่เป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์คือสหคลินิกรัตนเวช ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระธรรมกาย ซึ่งเรานำประเด็นนี้ประกอบเอกสารหลักฐานเพื่อยื่นให้ศาลพิจารณาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่าย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ เดินทางไปศาลอาญา เพื่อขออนุมัติหมายจับพระธัมมชโย เนื่องจากพนักงานสอบสวนเชื่อว่าพระธัมมชโยสามารถเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเองได้ โดยพิจารณาจากศาสนกิจที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเอกสารยังไม่ครบตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ

มีรายงานอีกว่า ในการยื่นขอศาลอนุมัติหมายจับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้ดีเอสไอยื่นเรื่องต่อศาลแต่ไม่ได้รับการอนุมัติหมายจับ โดยศาลให้เหตุผลการยกคำร้องว่า พระธัมมชโยไม่มีพฤติกรรมหลบหนีและมีอาการอาพาธจริง จึงขอให้ดีเอสไอออกหมายเป็นครั้งที่ 3 อีกครั้งเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ทางทนายความของพระธัมมชโยได้ยื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด แต่ที่ประชุมพนักงานสอบสวนดีเอสไอมีมติไม่เดินทางไปตามคำร้องขอ ก่อนประชุมพิจารณาเอกสารหลักฐานในวันนี้ และมติที่ประชุมให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารหลักฐานไปขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับอีกครั้ง

ด้านพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ส่งเอกสารข่าวชี้แจงอาการอาพาธพระเทพญาณมหามุณี (หลวงพ่อธัมมชโย) ระบุว่า กรณีภาพถ่ายพระเทพญาณมหามุนีกำลังปล่อยนกนั้น เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค. โดยท่านเดินไม่ไหวจึงนั่งรถไปปล่อยนกหน้ากุฏิใกล้ๆภายในวัด ส่วนที่มีการเผยแพร่ข่าวออกไปว่า ท่านนั่งรถไปปล่อยนกที่บ้านลูกศิษย์จึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ทราบว่าจะมีผู้ไปแจ้งความกล่าวโทษผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จนี้ด้วย

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บังคับการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมด้วยนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน เดินทางไปยื่นคำร้องขอหมายจับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลอาญาเคยมีคำสั่งยกคำร้องการขอหมายจับไปแล้วครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกัน นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระธัมมชโย ได้เดินทางมายื่นคำคัดค้านคำร้องขอหมายจับของดีเอสไอ นายสัมพันธ์กล่าวว่า นำเอกสารคำคัดค้านและหนังสือเล่มรวมประวัติและการปฏิบัติศาสนกิจที่จะแสดงให้เห็นว่า พระธัมมชโยไม่มีเจตนาและมีพฤติการณ์ใดจะแสดงว่ากระทำผิด เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ทั้งนี้ พระธัมมชโยไม่มีพฤติการณ์ขัดขืนหรือหลบหนี แต่มีอาการป่วยจริง โดยเตรียมเอกสารเวชระเบียน 2 ฉบับ จากคลินิกภายในวัดและสถานพยาบาลของรัฐ มีรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา อยากให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปแจ้งข้อกล่าวหาพระธัมมชโย พร้อมนำแพทย์ของดีเอสไอไปตรวจอาการที่วัดได้

ต่อมาเวลา 18.30 น. หลังการประชุมและสอบถามฝ่ายผู้ร้องนานกว่า 5 ชั่วโมง นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน เผยว่า ศาลอาญาได้มีคำสั่งออกหมายจับพระธัมมชโย เชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่มารับทราบข้อกล่าวหา หลังมีหมายเรียกออกไปแล้ว 3 ครั้ง ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะนำเสนอให้คณะที่ประชุมพนักงานสอบสวนดีเอสไอในวันที่ 18พ.ค. ส่วนแนวทางในการจับกุมเป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวน
คดีพิเศษ เป็นผู้พิจารณา

ส่วนนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความพระธัมมชโยเผยว่า จากนี้จะนำเรื่องไปแจ้งให้ทางวัดทราบ ส่วนขั้นตอนตามกฎหมายสามารถยื่นคัดค้านหมายจับได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่ศาลออกหมายจับ และในวันนี้ศาลก็ไม่ได้ไต่สวนคำคัดค้านของฝ่ายทนายจำเลย จึงจำเป็นต้องหารือกับทีมกฎหมายของวัดอีกครั้ง ถึงแนวทางการดำเนินการต่อไปและยืนยันว่าพระธัมมชโยยังคงอยู่ที่วัด และไม่ได้หลบหนีแต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยสั้นๆว่า หลังศาลอนุมัติหมายจับพระธัมมชโย ดีเอสไอจะยังไม่ดำเนินการจับกุมเลย ไม่ใช้วิธีรุนแรงแบบนั้น จะประชุมคณะพนักงานสอบสวนในวันที่ 18 พ.ค. พร้อมส่งเอกสารแจ้งไปยังวัดพระธรรมกาย เพื่อให้พระธัมมชโยเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับภายใน 7 วัน ทั้งนี้ หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามที่กำหนด คณะพนักงานสอบสวนจะประชุมพิจารณากันต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี บรรยากาศหลังพระธัมมชโยถูกออกหมายจับว่า ที่บริเวณประตูทางเข้าที่ 3 มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด โดยเรียกตรวจรถทุกคันที่เข้า-ออก ส่วนในวัดยังเป็นปกติ ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือรวมกลุ่มกันแต่อย่างใด มีแต่เพียงประชาชนที่เข้ามาบวชอุบาสิกาแก้วจำนวนกว่า 5 หมื่นคน ที่ยังนั่งสวดมนต์ ฟังธรรมและนั่งสมาธิกันตามปกติ

ขณะที่พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอดูสถานการณ์และรอประชุมกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป บรรดาลูกศิษย์ที่ทราบเรื่องไม่ได้มีความเคลื่อนไหวใดๆ และพร้อมที่จะให้ดีเอสไอเดินทางเข้ามาที่วัดพร้อมหมายจับและยินยอมให้นำแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐมาตรวจอาการป่วยของหลวงพ่อธัมมชโยเพื่อพิสูจน์ว่าท่านป่วยจริงไม่ได้จะหนีหรือบิดพลิ้วอะไร ส่วนที่โลกโซเชียล แชร์ภาพขณะที่หลวงพ่อปล่อยนกเป็นภาพตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่ท่านจะอาพาธหนัก

 

                     

 

 

 

 

 

 

จิตใจไม่สุจริต ‘มีชัย’จวก การเมืองรุมด่า

 

 

 แปลความ‘รับก่อน’ค่อยแก้ บิ๊กตู่ฮึดฮัดทูตมะกันกดดัน ตั้งกก.สอบ-อผศ.ขุดหนอง

มีชัย” จวกแหลกพวกใจไม่สุจริต แปลความกล่าวหาชักนำรับ รธน.ก่อน ค่อยไปแก้ทีหลัง สวดยับมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ต้องมีจิตใจเห็นแก่บ้านเมืองบ้าง เมินกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ท้าดีเบต ขอคุยกับคนมีเหตุผลเท่านั้น “องอาจ” เย้ย กรธ.แก้ตัวไปไร้ประโยชน์ “นิพิฏฐ์” ตอก สมช.พ่นมั่วเพิ่มความรุนแรง ยันไร้วี่แววล้มประชามติ “บิ๊กตู่” ไม่ได้ขู่ รธน.คว่ำก็อยู่ต่อเริ่มต้นใหม่ “บิ๊กป้อม” ยอมรับ 2 ปี คสช.ตีโจทย์ปฏิรูปไม่ออก ครม. รับทราบรายงานละเมิดสิทธิมนุษยชน นายกฯโต้ศาลทหารไทยแตกต่างแค่มียศ เหน็บชาติมหาอำนาจว่าแต่เรายังแก้ได้ไม่ถึงครึ่ง ว้ากสื่อเป็นเมืองขึ้นสหรัฐฯหรือไง สวนทูตมะกันไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วพูด “ไพบูลย์” ลั่นไม่จำเป็นต้องทำตามยูพีอาร์ทุกข้อ “ประวิตร” สั่งตั้ง กก.สอบขุดลอกหนองพล โยนผลงานรัฐบาลเก่าทำต่อเนื่องมา ครม.สั่ง ก.คลัง ร้องศาลปกครองใหม่ชะลอจ่ายค่าโง่คลองด่าน

จากกรณีฝ่ายการเมืองออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์โจมตีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ออกมาพูดในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง ล่าสุด นายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธยืนยันว่าไม่ได้ระบุตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมตอบโต้กลับผู้ที่ออกมาโจมตีเป็นพวกใช้จิตใจที่ไม่สุจริตไปแปลความแล้วมาต่อว่า

มีชัย” ซัดพวกใจไม่สุจริตจ้องแปลความ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 พ.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาแผนการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้ระบุให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขภายหลัง ใช้เถยจิตแปลกันไป คือใช้จิตใจที่ไม่สุจริตแปลความแล้วมาต่อว่า ขอให้คิดอะไรที่อยู่ในทำนองคลองธรรมกันบ้าง เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกคน ตนแค่บอกว่าวันข้างหน้าอะไรที่ขาดตกบกพร่องก็ไปแก้ไข รัฐธรรมนูญใช้อีกยาว หากสถานการณ์เปลี่ยน ใครอยากแก้ไขอะไรก็แก้ไข แต่ที่ทำอยู่ย้ำว่าทำดีที่สุดแล้ว ไม่ได้บอกให้รับไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนที่พูดพยายามทำทุกวิถีทาง เพราะหาเรื่องที่ไม่ดีของร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐก็ต้องมีจิตใจที่เห็นแก่บ้านเมืองบ้าง

เมินดีเบต ปชต.ใหม่ขอคุยคนมีเหตุผล

เมื่อถามว่า ขณะนี้จะมีการรณรงค์ใส่เสื้อโนโหวต และวิเคราะห์ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดูแลกันเอง ส่วน กรธ. มีหน้าที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบเท่านั้น ขณะที่การให้ข้อมูลเป็นความคิดส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยก็บอกกันได้ ข้อสำคัญคืออย่าทำผิดกฎหมายแล้วกัน ส่วนที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ท้าขอดีเบตกับ กรธ.เรื่องร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่ส่งกรธ.ไปร่วม เราจะไปคุยกับใครก็ได้ ต่อเมื่อคนนั้นมีเหตุผลและอ่านร่างรัฐธรรมนูญจนจบแล้ว ถ้ายังไม่ได้อ่านเลยหรืออ่านยังไม่จบ ก็ไม่รู้จะคุยทำไม หนังสือทั้งเล่มอ่านไป 3 หน้า แล้วจะว่าคนเขียนเขียนไม่ดี ตนไม่รู้จะเถียงอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

                       *** ฟ้าหลังฝน ***

 

                          

 

 

" เเม่ครับ...ผมขอให้เเม่พบคนที่ใช่ พบคนที่รักเเม่จริงๆ เสียที ผมไม่ต้องการเห็นน้ำตาของเเม่อีก....."

นั่นคือคำพูดของ คามิน เเอนโทนี เบิร์ด ลูกชายหัวเเก้วหัวเเหวนของเธอ ซึ่งเป็นทหารเรือประจำการในกองทัพสหรัฐ ที่ได้กล่าวไว้หลังจากที่เธอได้บอกกับลูกชายว่าจะเข้าพิธีเเต่งงานอีกครั้งที่เมืองไทย

 ไก่ ปริศนา วงศ์ศิริ ตั้งเเต่ไหนเเต่ไรเเล้ว เธอไม่เคยโกรธลูกชายคนนี้ของเธอเลย เพราะชีวิตของเธอเหลือลูกอยู่กันเพียง 2 คนเท่านั้น คนโตเป็นหญิงทำงานเเอร์โฮสเตสอยู่การบินไทย อีกคนก็คือหนูเบิร์ดนี่เเหละ

 เเทบไม่น่าเชื่อ...ชีวิตเด็กสาวบ้านนอกซื่อๆจากสกลนครคนนี้ ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องลูกทุ่งมาตั้งเเต่วัยเด็ก ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯตั้งเเต่อายุ 19 เพื่อมาเรียนเสริมสวยที่เกศสยามของคุณเเม่ยุพา นพวิชัย ก็ได้รับความเอ็นดูจากคุณเเม่ยุพา รักเธอเหมือนดังกับเป็นลูกเเท้ๆกันเลยทีเดียว ถึงกับเมตตาให้เธอได้เรียนฟรีตลอดชีวิต เพราะเธอรับบทเป็นนางเเบบทรงผมทุกสไตล์ให้กับเกศสยาม

 โชคชักพาชะตาชักนำ คุณสมชาย จันทวังโส มาเจอะเจอเธอเข้า จึงชักชวนให้ไปเป็นนางเเบบเพื่อถ่ายภาพลงปกหนังสือ เเล้วได้เล่นละครเรื่องเเรกให้ช่อง 7 ในเรื่องขุนเเผนผจญภัย ในปี พ.ศ 2520 เเล้วมาโด่งดังในเรือง เเก้วหน้าม้า ของไพรัช สังวรบุตร ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งประเทศ มีงานเเสดงต่อเนื่องทั้งหนังเเละละคร 

หลังจากนั้นเธอก็ได้หยุดพักการเเสดงไประยะหนึ่งเพราะไปเเต่งงาน ซึ่งเธอก็กล้าประกาศออกไปตรงๆ อย่างเปิดเผย เเต่สุดท้ายรักครั้งนั้นก็ล่ม เพราะอาชีพนี้ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ก็เกิดปัญหาครอบครัว มีปากมีเสียงกัน สามีโทรตามมาบอกว่าลูกป่วย ขณะทีเธอกำลังถ่ายละครที่หาดใหญ่ ้ก็ทิ้งงานมาไม่ได้ เขาก็เสียความรู้สึก ไม่พอใจเพราะอยากให้เมียอยู่บ้าน เเต่เธอก็รับงานไว้เเล้วก็ต้องรับผิดชอบ ชีวิตการทำงานจึงสวนทางกันมาโดยตลอด ท้ายสุดก็ต้องเลิกลากันไป

 โชคชะตาสำหรับความรักยังคงตามมาเล่นงานหลอกหลอนเธออีก หลังจากได้พบนักบินรูปหล่อชาวต่างประเทศ คบหาดูใจกันได้ไม่นานก็ตกร่องปล่องชิ้นใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน....เเต่ทว่าอนิจจา ถูกดาราดังรุ่นน้องฉกสามีไปต่อหน้าต่อตา ถึงขนาดเธอต้องหอบลูกไปถามต่อหน้าดารารุ่นน้องคนนั้นถึงบ้านเลยว่า ทำไมถึงทำกับลูกผู้หญิงด้วยกันอย่างนี้?!!....

 หอบลูกน้อยไปตายดาบหน้า ตัดสินใจเดินทางไปเสี่ยงโชคที่สหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่ไม่รู้จักใครเลยเเม้เเต่คนเดียว หนักเอาเบาสู้ ทำทุกอย่างที่มันไม่ผิดกฎหมาย อยู่ที่นั่นเป็นสิบๆปี จวบจนกระทั่งลูกโตมีงานมีการทำ ต่อมาก็เกิดข่าวร้ายน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 บ้านที่ซื้อไว้ให้พ่ออยู่ที่ปทุมธานี ถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา เเละผู้เป็นพ่อก็ต้องมาเสียชีวิตลงไปกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย ประจวบเหมาะกับลูกชายโชคร้าย ต้องได้รับการผ่าตัดทีเยอรมัน เเต่เธอก็ตัดสินใจบินกลับมาช่วยงานศพพ่อก่อน เเต่ทว่ากลับโดนคนร้ายเข้ามาขโมยของที่เหลือจากน้ำท่วมซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก เเถมมันยังจะเข้ามาข่มขืนเธออีก เดชะบุญที่เธอเอาตัวรอดมาได้

 ไม่เหลืออะไรอีกเเล้ว หมดอาลัยตายอยากถึงกับคิดสั้น โชคดีที่ได้คุณ สุจินต์ พิทักษ์ เข้ามาในชีวิตของเธออย่างพอดิบพอดี สิ่งที่ร้ายๆในชีวิตของเธอ ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยกำลังใจจากผู้ชายคนนี้

 " เเม่รักอาจินต์ เขาหรือเปล่าละครับ?..."

เสียงลูกชายอันเป็นดวงใจของเธอกระซิบกระซาบถามเบาๆ... เธอยิ้มเเล้วก็หันไปทางอื่นอย่างช้าๆเเทนคำตอบ

 " เเม่ครับ...ผมเชื่อว่า เเม่จะไม่ร้องไห้ให้กับผู้ชายคนนี้อย่างเด็ดขาดครับ........"

 กล่าวจบ เจ้าหนุ่มน้อยก็เข้าไปกอดเเม่อย่างเเนบสนิท นานเเล้วที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเเม่ลูกทั้งสอง ที่บ่งบอกถึงความสมหวังอย่างนี้ เมฆหมอกที่บดบังชีวิตของ ปริศนา วงศ์ศิริ ก็คงจะมลายหายสิ้นไปสักที..........

 (ตาป้อง...นสพ.สยามโพลล์)

 

 

                          

                        ฮอทที่สุดในขณะนี้

             

 เเม่หนู เจสสิกา ช็อง เด็กสาวเกาหลี จาก เเคลิฟอร์เนีย คนนี้ เเค่ครึ่งวัน ยอด views กดไป ล้านกว่า...ช่างร้อนเเรงจริงๆ.......

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

guest

Post : 16/05/2016 10:22     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ไฟป่ามรณะ

 

 
 

 

                  

 

 

                                                                                                               

 

  จุดไฟเผาร่างทั้งเป็น สาวห้างดัง อดีตผัวแค้นอำมหิต

    

 

             

 
โดนบอกเลิก-ง้อไม่สำเร็จดักล็อกคอเอาเบนซินราดย่างสดต่อหน้าคน-สาหัส

อดีตผัวแค้นอำมหิตราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็นสาวบิ๊กซีปางตาย หลังอยู่กินกันมานาน จนมีลูกชายวัยขวบเศษเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ช่วงไม่กี่เดือนก่อนตกงาน ถูกเมียรักบอกเลิกแถมทิ้งลูกน้อยไว้ให้เลี้ยงดู พยายามตามง้อขอคืนดีหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล ตัดสินใจขี่รถ จยย.ไปดักรอที่ทำงาน ฝ่ายหญิงเห็นท่าไม่ดีโทร.ตามให้เพื่อนขี่รถ จยย.มารับกลับหอ ยังไล่ตามประกบถีบจะให้รถล้มจนต้องเร่งเครื่องหนีไปจอดหน้าร้านค้ากลางเมือง วิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้าน แต่ไม่รอดถูกตามไปล็อกคอลากออกมาหน้าร้านแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผาร่างทั้งเป็น หลังก่อเหตุเผ่นหนีไปกบดานในเพิงพักสวนหลังบ้าน ถูกตำรวจตามลากคอทันควัน อ้างแค้นถูกอดีตเมียด่าหยาบคายแถมลามปามถึงบุพการี

สาวห้างตกเป็นเหยื่ออารมณ์โหดอดีตผัวราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็นปางตายรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 14 พ.ค. ร.ต.ท.อภิเชษฐ์ จำปาทอง รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองอ่างทอง รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาหญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณหน้าร้านศรีไพโรจน์ เลขที่ 97 ถนนอ่างทอง-โพธิ์ทอง ต.ตลาดหลวง จึงรายงานให้ พ.ต.ท.บุญสม ใบละมุด สว.สส. นำกำลังตำรวจ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่สมาคมวีอาร์กู้ภัย จ.อ่างทอง ไปให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดและตู้แช่เครื่องดื่ม มีชาวบ้านพากันมามุงดูจำนวนมากพร้อมจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้น บนฟุตปาทหน้าร้านพบร่าง น.ส.เบญญาภา นาคแคล้ว อายุ 31 ปี พนักงานขายสินค้าห้างบิ๊กซี สาขาอ่างทอง อยู่บ้านเลขที่ 104 หมู่ 2 ต.พระงาม อ.เมืองสิงห์บุรี ถูกไฟไหม้ร่างกายลำตัวช่วงบน แขนขวา ใบหน้า และศีรษะเป็นแผลพุพอง ได้รับบาดเจ็บนอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด หน่วยกู้ภัยรีบช่วยเหลือนำส่ง รพ.อ่างทอง แพทย์นำเข้าห้องไอซียูช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน ในที่เกิดเหตุพบขวดน้ำดื่มพลาสติกขนาด 1.5 ลิตรมีน้ำมันเบนซินเหลืออยู่ก้นขวด และหมวกกันน็อกสีดำของคนร้ายตกอยู่ ตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนนางสุภาวิไล ปกป้องมงคล อายุ 62 ปี เจ้าของร้านศรีไพโรจน์ให้การว่า ขณะขายของอยู่หน้าร้าน เห็นคนเจ็บนั่งซ้อนท้ายรถ จยย.เพื่อนสาวมาจอดริมถนน เดินมายืนหน้าร้านพูดคุยโทรศัพท์มือถือลักษณะโต้เถียงทะเลาะกับปลายสาย สักพักมีคนร้ายเป็นชายสวมหมวกกันน็อกสีดำขี่รถ จยย.มาจอดหน้าร้าน หญิงสาวทั้งสองหันไปเห็นรีบวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ คนร้ายลงจากรถถือขวดใส่น้ำมันเบนซินเดินตามเข้ามาหาพร้อมตะโกนว่า “มึงจะเอายังไง” ก่อนปรี่เข้าล็อกคอคนเจ็บลากออกไปที่ฟุตปาทหน้าร้าน แล้วราดน้ำมันในขวดใส่ร่างก่อนควักไฟแช็กออกมาจุดไฟเผาทั้งเป็น จนไฟลุกท่วมร่างล้มลงดิ้นทุรนทุรายส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เปลวไฟยังไปติดหมวกกันน็อกของคนร้ายที่เปื้อนน้ำมันจนต้องถอดโยนทิ้งก่อนขึ้นรถ จยย.ขี่หลบหนีไป พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้าช่วยตักน้ำไปดับไฟ ก่อนโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

ขณะที่นางเยาวนีย์ พนาศักดิ์ อายุ 35 ปี เพื่อนของคนเจ็บที่อยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญให้การยืนยันว่า คนร้ายที่ก่อเหตุคือนายเรืองวิทย์ เกษทอง อายุ 32 ปี อดีตสามีของคนเจ็บที่เพิ่งเลิกรากันไปแต่ยังแสดงความหึงหวงพยายามตามมาง้อขอคืนดี ก่อนเกิดเหตุคนเจ็บโทรศัพท์บอกให้ตนไปรับที่ห้างหลังเลิกงานเพราะเห็นนายเรืองวิทย์มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ เกรงจะถูกทำร้าย ตนจึงขี่รถ จยย.ไปรับเพื่อนกลับหอพัก ระหว่างทางปรากฏว่านายเรืองวิทย์ ขี่รถ จยย.ไล่ตามประกบพยายามใช้เท้าถีบให้รถล้ม แต่ตนประคองรถไว้ได้ รีบเร่งเครื่องมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุเป็นตึกแถวริมถนนผ่านกลางตลาดอ่างทองมีผู้คนพลุกพล่านเพราะเชื่อว่านายเรืองวิทย์คงไม่กล้าทำอะไร แต่ผิดคาด นายเรืองวิทย์ยังกล้าลงมือเผาทั้งเป็นอดีตเมียตัวเองอย่างโหดเหี้ยม

พ.ต.ท.บุญสม ใบละมุด สว.สส. เผยว่า สอบสวนเบื้องต้นสาเหตุมาจากเรื่องความหึงหวง คนร้ายเป็นอดีตสามีของคนเจ็บ ทั้งคู่อยู่กินกันจนมีลูกชาย 1 คน อายุ 1 ขวบ 2 เดือน ฝ่ายชายเคยเป็นพนักงานโรงงานอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่เพิ่งตกงานได้ไม่กี่เดือน และถูกฝ่ายหญิงขอเลิกพร้อมทิ้งลูกชายไว้ให้เลี้ยงดู ก่อนหน้านี้นายเรืองวิทย์พยายามโทรศัพท์ตามง้อขอคืนดีอดีตภรรยาหลายครั้งเพื่อขอให้เห็นแก่ลูก แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดีด้วยทำให้มีปากเสียงกันหลายครั้ง จึงขี่รถ จยย.ไปแอบดูลาดเลาและตามมาจากที่ทำงานเพื่อจะพูดคุยตกลงกัน เมื่อเห็นอดีตภรรยาแวะซื้อของจึงโทรศัพท์ง้อเป็นครั้งสุดท้าย เมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธสิ้นเยื่อใยจึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุสยองดังกล่าว

ต่อมาเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พ.ค. พ.ต.ท.บุญสม ใบละมุด สว.สส.สภ.เมืองอ่างทอง นำกำลังพร้อมหมายศาลบุกเข้าจับกุมตัวนายเรืองวิทย์ หรือต้น เกษทอง อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ 5 ต.ราษฎร์พัฒนา อ.สามโก้ จ.อ่างทอง ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในเพิงพักสวนหลังบ้าน สภาพร่างกายมีบาดแผลถูกไฟไหม้แขนซ้าย ขาซ้าย และไหล่ซ้ายได้รับบาดเจ็บด้วย ควบคุมตัวมาสอบสวนเบื้องต้นให้การรับสารภาพว่า สาเหตุที่ลงมือเพราะโกรธแค้นที่ถูกอดีตภรรยาด่าอย่างหยาบคาย และยังลามปามไปถึงบุพการี ด้วยอารมณ์ชั่ววูบจึงใช้น้ำมันที่ซื้อมาเพื่อจะนำไปล้างอุปกรณ์เบ็ดตกปลาราดใส่และจุดไฟเผา หลังสอบสวนเบื้องต้นควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

 

 

 

                                               

 

                           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         กลอนหวานผ่านใจ

 

                    

 

                   

 

 

 
 
 
 
 
 
 

                

 

 

 

 

    กลัวตายเป็นสาเหตุ ธัมมชโย ไม่ยอมไป-ดีเอสไอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จัดหมอมาแถลงอาการ นอนยกขาสูงกว่าหัวใจ ท้าไปตรวจที่ธรรมกาย

วัดพระธรรมกายเปิดแถลงข่าวพร้อมแพทย์ที่ให้การรักษาพระธัมมชโย ยัน 4 ข้อเสี่ยงถ้าจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้ พร้อมให้แพทย์จากหน่วยงานที่เป็นกลางมาตรวจยืนยัน ด้าน “บิ๊กต๊อก” ระบุ วันที่ 16 พ.ค. ดีเอสไอจะประชุมร่วมกับอัยการว่า ถ้าพระธัมมชโยไม่มารับทราบข้อกล่าวหาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ไม่อยากไปยุ่งมาก เดี๋ยวจะหาว่าเข้าไปสั่งการ

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมารับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร กรณีรับเงินบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ กว่า 2,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย ทำหนังสือถึงดีเอสไอขอเลื่อนเข้ามอบตัวมาแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุดทนายทำหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกาย เนื่องจากพระธัมมชโยมีอาการอาพาธตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากวัดพระธรรมกาย เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 พ.ค. พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย พร้อมด้วยทีมแพทย์ที่รักษาอาการอาพาธพระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือ ร.อ.นพ.อัฉริยะ แพงมา และ นพ.ศิริพงษ์ พัฒนวิสุทธิ์ ร่วมกันแถลงชี้แจงอาการอาพาธระบุว่า พระเทพญาณมหามุนีมีอาการอาพาธเดิมอยู่แล้ว แต่จากการที่ต้องฝืนลงประกอบพิธีในวันที่ 22 เม.ย. ทำให้อาการทรุดหนักลง และตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ขาซ้ายบวมมากขึ้นและปวดมาก แพทย์ผู้ดูแลจึงเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยมาตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ และเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์หลอดเลือด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยามาตรวจวินิจฉัยและรักษา ปรากฏผลการตรวจดังนี้

1.พระเทพญาณมหามุนีมีอาการป่วยเรื้อรังมาแต่เดิม ด้วยโรคหลอดเลือดดำใหญ่ส่วนลึกในช่องท้องข้างซ้ายอุดตัน อันเกิดจากการถูกทับด้วยเส้นเลือดแดงใหญ่ ทำให้เลือดไม่สามารถไหลจากขาซ้ายกลับสู่หัวใจได้ ร่างกายจึงปรับตัวโดยหลอดเลือดดำสายรองขยายขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจ 2.อาการปวดบวมที่ขาเฉียบพลันที่เกิดขึ้นเพราะหลอดเลือดดำสายรองที่ขยายใหญ่เกิดการอุดตันเฉียบพลัน เลือดจึงคั่งอยู่ที่ขาทำให้เกิดอาการบวมและปวดอย่างมาก และมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณขาขาดเลือดเฉียบพลันและสูญเสียขาได้

3.การที่หลอดเลือดดำสายรองเกิดอุดตันเฉียบพลันในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตันที่ยังไม่สามารถรักษาสาเหตุให้หายได้ มีความเสี่ยงที่ลิ่มเลือดจะหลุดไปตามกระแสเลือด และไปอุดตันที่หลอดเลือดใหญ่ในปอด อันจะทำให้เสียชีวิตได้ทันที จะต้องหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายและภาวะที่จะทำให้ร่างกายมีการสั่นสะเทือนโดยเฉพาะที่บริเวณขาซ้าย 4.เรื่องแผลเรื้อรังที่ข้อเท้าเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำสูงขึ้น ทำให้การไหลเวียนเลือดของเนื้อเยื่อบริเวณข้อเท้าผิดปกติ ประกอบกับผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานร่วมด้วย แผลจึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเฉียบพลันสูง คณะแพทย์จึงได้รักษาโดยการให้ยาและสั่งห้ามนั่งห้อยขา ให้นอนยกขาสูงกว่าระดับของหัวใจเพื่อให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ดีขึ้น

ลงความเห็นว่าไม่ให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกาย หลีกเลี่ยงการเดินทางอย่างน้อย 2-3 เดือน เพราะอาจทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของร่างกายและเพิ่มภาวะความเสี่ยงที่จะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เป็นเหตุให้พระเทพญาณมหามุนีไม่สามารถเดินทางมาพบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามนัดหมายได้ จึงขอความกรุณาไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โปรดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเดินทางมาพบพระเทพญาณมหามุนี ที่วัดพระธรรมกาย ในเวลา 14.00 น. วันที่ 16 พ.ค. เพื่อเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงรวมทั้งรับทราบถึงเหตุผลความจำเป็นดังกล่าว คณะสงฆ์ยินดีที่จะส่งคณะแพทย์ผู้ตรวจรักษาไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติม หรือดีเอสไอจะเชิญแพทย์จากหน่วยงานที่เป็นกลางให้เดินทางมาตรวจอาการก่อนถึงกำหนดนัดหมายก็ได้

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า รอให้พนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการประชุมร่วมกันในวันที่ 16 พ.ค.ก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะตนไม่สามารถสั่งการอะไรได้ พนักงานสอบสวนจะไปสอบปากคำที่วัดตามข้อเรียกร้องของพระธัมมชโยหรือไม่ ตนไม่ทราบ เนื่องจากไม่ใช่พนักงานสอบสวน ปล่อยให้ดีเอสไอทำงานไป ถ้าเข้าไปยุ่งกับคดีมากเกินไป เดี๋ยวจะหาว่าไปสั่งการอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมขอให้ทำตามระบบ ส่วนการที่พระธัมมชโยเฉไฉไปมา ไม่ยอมมาให้ปากคำตามกำหนดดีเอสไอนั้น คิดว่าสังคมจะพิสูจน์เอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                  *** คำสาปมหาสมบัติ ***

 

                                        

 

 

"กราบทูลฝ่าพระบาท เลิกเถิดขอรับ เจ้าของเค้าไม่ให้...."

เสียงกระซิบเบาๆของบ่าวไพร่ผู้หนึ่ง ที่มีน้ำเสียงตะกุกตะกัก เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ที่กำลังก้มหน้าคุกเข่า ขอร้องวิงวอน พระองค์เจ้าพีระพงษ์ภานุเดช หรือเรียกพระนามทั่วไปว่า พระองค์เจ้าพีระ ที่ทรงประทับนิ่งอยู่ที่หน้าโบสถ์ร้างวัดกุฏีดาว พระนครศรีอยุธยา โดยที่พระองค์ท่านยังทรงถือลายเเทงสมุดข่อยโบราณอันเก่าเเก่ ด้วยพระอาการครุ่นคิด ภายใต้เเสงจันทร์ที่มืดมิดในคืนเดือนดับ

" ขุดต่อไป!!..."
"ขอรับกระผม..."

สิ้นพระสุรเสียงพระองค์ท่าน บ่าวไพร่ผู้นั้นก็เดินกลับไปยังหลุมมหาสมบัติตามลายเเทง ด้วยอาการหวาดกลัว โดยที่มีลูกน้องอีก 14 คน ยืนถือจอบถือเสียมเก้ๆกังๆ จะขุดต่อหรือล้มเลิกกลางคัน ต่างก็รอคำตอบจากหัวหน้าใหญ่ ที่เข้าไปกราบทูลถามพระองค์ท่าน เมื่อรู้เเน่ชัด ต่างคนก็ต่างมุ่งมั่นทำงานกันต่อไป

พระองค์เจ้าพีระฯทรงได้ลายแทงขุมทรัพย์ที่ฝังสมบัติล้ำค่าในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระภิกษุรูปนั้นได้จำพรรษาอยู่ในเขตอารามแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี ท่านเล่าที่มาของลายแทงชิ้นนี้ว่าได้มาโดยบังเอิญ โดยไปพบซุกซ่อนอยู่บนเพดานในกุฎีของท่านจึงได้นำมามอบให้แก่พระองค์เจ้าพีระฯ ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้มอบถวายปัจจัยตอบแทนให้ไปจำนวนหนึ่ง

ลายแทงดังกล่าว เป็นสมุดข่อยแบบโบราณเก่าแก่มาก ด้านหนึ่งในกระดาษข่อยนั้นมีอักษรไทยโบราณเขียนด้วยรงค์(สี,น้ำย้อม)แต่ตัวอักษรได้ซีดจางเป็นสีขาวไปจนหมด อีกด้านหนึ่งเป็นผ้าเยื้อไม้มีอักขระไทยโบราณเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำ(หมึกจีน) ด้านที่เป็นผ้าเยื้อไม้ มีรอยวาดแสดงที่ตั้งของโบสถ์และเจดีย์วัดกุฎีดาวและมีเครื่องหมายเป็นปริศนา บอกตำแหน่งขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ถึง 16 จุดรอบๆโบสถ์ คิดเป็นมูลค่าสูงหลายโกฎิล้าน! และในด้านซึ่งเป็นผ้าเยื้อไม้ที่ระบุลายแทงขุมทรัพย์นั้นเอง มีปรากฎคำสาปแช่งเขียนกำกับเอาไว้ด้วย!!

พระองค์เจ้าพีระฯจึงทรงตัดสินพระทัยเปิดฉากขุดค้นหาขุมทรัพย์อันล้ำค่าแห่งนี้ ที่หน้าโบสถ์ร้างวัดกุฎีดาวก่อนแห่งอื่น ก่อนจะลงมือขุดค้นหานั้น พระองค์เจ้าพีระฯทรงดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง โดยขออนุญาติไปทางกรมศิลปากรเพื่อขุดหาสมบัติโบราณ และมีข้อตกลงเป็นสาระสำคัญว่า ถ้าขุดพบมหาสมบัติโบราณได้จริงๆ จะมอบให้แก่รัฐ 90 % ส่วนอีก 10% เป็นของพระองค์

เมื่อกรมศิลปากรตกลงตามข้อเสนอนั้น พระองค์ทรงดำเนินงานในส่วนที่สองทันที โดยสั่งเครื่องมือค้นหาแหล่งแร่ใต้ดินที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นคือเครื่อง ไมน์ ดีเทคเตอร์ (Mine detecter)เครื่องมืออุปกรณ์นี้สามารถบอกได้ว่า ลึกลงไปใต้ดิน ๒๐ เมตร มีแหล่งแร่อะไรบ้าง เช่น แร่เงิน แร่ทอง และวัตถุโลหะอื่นๆได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งสามารถบอกได้อีกด้วยว่าแหล่งแร่ดังกล่าวมีปริมาณมากน้อยเท่าไหร่ โดยจะมีเสียงดังหลายระดับ เช่นถ้าพบแร่มีปริมาณน้อยก็จะดังน้อย ถ้าพบแร่มีปริมาณมากก็จะดังมาก

เเต่ให้ตายเุถอะ เจ้าเครื่องนี้พอเสียงดังมากๆนั่นก็เเสดงว่าใกล้ขุมทรัพย์เเล้ว เเต่พอเร่งขุดอีกต่อไปเสียงก็ค่อยๆเบาลงๆ เเล้วก็ไปดังอยู่ทางหลังโบสถ์เเทน เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งเช้า พระองค์ท่านจึงเข้าไปกราบนมัสการพระอาจารย์วิปัสนาที่พระองค์ทรงเคารพนับถือ เเล้วเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง

"เขาชื่อผาด เป็นทหารเอกของพระเจ้าอู่ทอง เฝ้าทรัพย์สมบัติของพระมเหสี ที่พระเจ้าอู่ทอง ทรงโปรดปรานที่สุด อย่าไปรบกวนเขาเลย...เขาสาปเเช่งเอาไว้....."

สายเกินไปเสียเเล้ว คำพูดของพระอาจารย์วิปัสนารูปนั้น ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งกรรมนี้ได้ พระสหายสองคนของพระองค์ท่าน ที่ร่วมลงทุนขุดสมบัติในครั้งนี้ ก็หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนธุรกิจการงานของพระองค์ท่าน ก็ประสบการขาดทุนเเละล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตามคำสาปเเช่งของ ปู่ผาด วัดกุฏีดาว!!.....

(พระองค์เจ้าพีระ เสด็จไปประทานสัมภาษณ์ที่สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ณ ตึกเกษมปัญญาคาร วัดมกุฎกษัตริยาราม โดยมี พ.ต.อ. ชะลอ อุทกภาชน์ ผู้กำกับการสันติบาลกอง 5 นายแพทย์เชียร สิริยานนท์ และนายแพทย์ประพันธ์ พืชผล เป็นผู้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ 2504 )

 

 

- จาก นสพ.สยามโพลล์ โดย ตาป้อง....

 
 

 

 

               ใครเตะไม่โดน เลี้ยงกาเเฟ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                      กลอนหวานผ่านใจ 

 

                     

 

                    

guest

Post : 14/05/2016 09:08     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  มีดจี้คอเด็กกลางห้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       ประชาทัณฑ์อ่วม โจรพม่า จี้คอเด็ก-ชิงทอง

 

               

 

ถูกตร.บ้านใช้ไม้บุกฟาดฟุบ ชาวบ้านฮือรุมกระทืบสาหัส 

หนุ่มชาวพม่าใช้มีดจี้คอเด็กหญิงเป็นตัวประกัน ขณะเข้าชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราชกรุงเทพอยู่ในห้างบิ๊กซี สาขาบางบัวทอง ชาวบ้านแตกตื่นร้องให้คนร้ายปล่อยตัวเด็ก ตำรวจเข้าเกลี้ยกล่อมเดินวนไปมาเมื่อสบโอกาสใช้ไม้ตีหลังจนร่างทรุดถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ สารภาพไม่มีเงินใช้ตัดสินใจก่อเหตุชิงทรัพย์

เหตุคนร้ายชิงร้านทองจี้เด็กหญิงเป็นตัวประกัน เปิดเผยเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 13 พ.ค. พ.ต.ท.สมุทร์ เกตุยา รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุมีคนร้ายจับเด็กเป็นตัวประกันและพยายามชิงทรัพย์ที่ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาบางใหญ่ ภายในห้างบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า ถนนกาญจนาภิเษก ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง ไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผบก.ภ.จ.นนทบุรี พ.ต.อ.ณัฐพล ศุกระศร รอง ผบก. พ.ต.อ.สุรพงษ์ ถนอมจิตร รรท.ผกก.สภ.บางบัวทอง พ.ต.ท.รุ่งระวี สุขัง รอง ผกก.สส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและฝ่ายสืบสวน

ที่เกิดเหตุอยู่ชั้นล่างหน้าร้านทองเยาวราชกรุงเทพ พบนายอ่อง ซูนั่ย อายุ 26 ปี ชาวพม่าใช้มีดปลายแหลมจี้คอ ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 10 ขวบ แล้วเดินเข้าไปในร้านพยายามหยิบสร้อยคอ ทองคำที่หน้าตู้โชว์ พนักงานของร้านพูดหว่านล้อมให้นายอ่องออกไปอยู่นอกร้าน แล้วรีบเก็บทองจากตู้โชว์ทั้งหมดนำไปเก็บไว้หลังร้าน ทำให้นายอ่องไม่พอใจหยิบค้อนที่อยู่ในกระเป๋าสะพายทุบกระจกเดินวนไปมา ท่ามกลางความแตกตื่นชาวบ้านที่จับจ่ายซื้อของในห้างต่างมุงดู พร้อมตะโกนให้ปล่อยตัวเด็ก

ต่อมา ร.ต.ท.ไกรสร เที่ยงธุติ รอง สวป.สภ. บางบัวทอง เข้าไปเจรจาให้คนร้ายปล่อยตัวเด็กเดินวนไปมาเพื่อให้เกิดความสับสน เมื่อสบโอกาสนายชูชาติ มาศรี อาสาสมัครตำรวจบ้าน สภ.บางบัวทอง ใช้ไม้ตีเข้าไปที่หลังคนร้ายจนล้มฟุบ จากนั้นชาวบ้านเข้ารุมประชาทัณฑ์ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รีบดึงตัว ด.ญ.เอออกมา ได้รับบาดเจ็บที่คอเล็กน้อย ส่วนคนร้ายได้รับบาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาลบางบัวทอง

สอบสวนนายอ่องสารภาพว่า ทำงานอยู่โรงหล่อพระด้านหลังห้างบิ๊กซี สาขาบางบัวทอง ไม่มีเงินใช้ ช่วงบ่ายเดินวนไปมาที่ร้านทอง คนไม่พลุกพล่านจึงตัดสินใจเข้าไปชิงทรัพย์ เห็นเด็กเดินมากับแม่พอดี รีบเข้าไปล็อกคอใช้มีดขู่แล้วเดินเข้าไปในร้านทองบังคับให้พนักงานหยิบทองใส่กระเป๋าสะพาย ขณะนั้นชาวบ้านตะโกนร้องโวยวายให้คนช่วย แล้วใช้กล้องมือถือถ่ายรูปล้อมหน้าร้านไว้ไปไหนไม่รอดจนถูกจับกุม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                

 

 

                                            กลอนหวานผ่านใจ

 

                  

 

                  

 

 

                             คลิปหลุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ระทึกกลางกรุง! กล่องรังสีใส่ ‘อิริเดียม-192

 

 

            

 

ซุกอาคารร้างซ.พหลโยธิน24 ปิดพื้นที่เก็บกู้-ยันไม่รั่วไหล ผวาซ้ำรอย‘โคบอลต์-60 ’ปี43

ระทึกกลางกรุง พบกล่องโลหะบรรจุสาร “อิริเดียม-192” ในสำนักงานร้าง กลางซอยพหลโยธิน 24 แยก 2-1 ตำรวจกลัวซ้ำรอยคดี “โคบอลต์ 60” เมื่อสิบกว่าปีก่อน

เตรียมอพยพคนออกในรัศมี 200 ม. พอเจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติตรวจสอบพบไม่รั่วซึมจึงแค่กันรอบพื้นที่ ก่อนนำกล่องไปตรวจสอบหาผู้ครอบครองเพื่อดำเนินคดี ขณะที่ผู้ดูแลอาคารระบุน่าจะเป็นของนักธุรกิจชาวเกาหลีใต้ที่เคยเช่าอาคารนำมาทิ้งไว้

แตกตื่นพบกล่องกัมมันตรังสี “อิริเดียม-192” เปิดเผยเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 12 พ.ค. ร.ต.ท.ไชยวัฒน์ พลหาญ รอง สว. (สอบสวน) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุพบกล่องโลหะปิดผนึก ติดสติกเกอร์สัญลักษณ์สารกัมมันตรังสีอันตราย ภายในอาคารสำนักงานอยู่ระหว่างปรับปรุงเลขที่ 10 ซอยพหลโยธิน 24 แยก 2-1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท. ผบช.น. พล.ต.ต. เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.ภาณุเดช สุขวงศ์ ผกก.สน.พหลโยธิน นายเทวฤทธิ์ เครือมณี ผู้ช่วย ผอ.เขตจตุจักร เจ้าหน้าที่สำนักบรรเทาสาธารณภัย กทม. และเจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสำนักงานแบบเก่า สูง 2 ชั้น ปลูกในเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ภายในห้องเก็บของบนชั้น 2 ข้างบันไดทางขึ้นพบกล่องโลหะสีบรอนซ์ติดสติกเกอร์สัญลักษณ์สารกัมมันตรังสีอันตราย ขนาดกว้าง 4 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว สูง 8 นิ้ว เจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมจุดเกิดเหตุและเตรียมอพยพประชาชนในรัศมี 200 ม. ก่อนนำอุปกรณ์เครื่องวัดกัมมันตรังสีเข้าตรวจสอบ พบภายในบรรจุสารอิริเดียม-192 สภาพกล่องยังสมบูรณ์ไม่พบการรั่วซึมและปนเปื้อน เจ้าหน้าที่จึงกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าบริเวณโดยรอบ พื้นที่เท่านั้น

สอบสวน น.ส.พิมพ์ชยา สุรสาระพันธุ์ อายุ 55 ปี ผู้ดูแลอาคาร ทราบว่า อาคารดังกล่าวเคยเป็นสำนักงานเกี่ยวกับจัดหางาน เจ้าของอาคารเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 6-7 ปี หลังจากนั้นมีชาวเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเพื่อนกับเจ้าของมาเช่าอาคารต่อ แต่ไม่ได้ปรับปรุงตัวอาคาร ใช้เพียงที่อยู่ของอาคารไปจดทะเบียน ที่สำนักงานจังหวัดระยอง ผู้เช่าจะเดินทางเข้ามาที่อาคารนี้บ้างเป็นบางครั้ง ขณะนี้กลับประเทศเกาหลีใต้ไปแล้ว ส่วนตนอาศัยอยู่ที่ชั้น 1 หลังจากผู้เช่าเดินทางกลับประเทศ คิดจะย้ายออกจึงไปเก็บของใช้ส่วนตัวภายในอาคารกระทั่งเจอวัตถุดังกล่าว ส่วนตัวคิดว่าชาวเกาหลีใต้ผู้เช่าอาคารนำมาวางทิ้งไว้

พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 เผยว่า จากการตรวจสอบพบเป็นกล่องโลหะสารเคมี 1 กล่อง ปิดฝาแน่นหนา ไม่พบร่องรอยการรั่วไหล ยังไม่ต้องกันประชาชนออกนอกพื้นที่ รอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสารภายในกล่องเพื่อยืนยันว่ามีอันตรายหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่แจ้งข้อหากับบุคคลใด อยู่ระหว่างตรวจสอบสารดังกล่าวถูกกำหนดห้ามมีไว้ในความครอบครองหรือไม่ ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ระบุว่า ตัวกล่องที่พบมีการระบุรหัสเนมเพลต ระบุว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของ สั่งการให้ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.พหลโยธิน ประสานขอข้อมูลไปยังสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หาข้อมูลเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า วัตถุดังกล่าวภายในบรรจุสาร “อิริเดียม-192” หมดอายุตั้งแต่ปี 1995 ทำให้ขณะนี้ไม่เป็นอันตราย วัตถุดังกล่าวมีลักษณะเป็นแท่ง ใช้ในการถ่ายภาพด้วยรังสีแกรมมา เพื่อตรวจสอบรอยรั่ว รอยร้าวของท่อที่ใช้ในอุตสาหกรรมโรงงานก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่สารโคบอลต์ 60 ยืนยันไม่มีการรั่วไหล เตรียมนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ วัตถุดังกล่าวนั้นจะครอบครองหรือนำเข้าต้องมีใบอนุญาต เพราะเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบสถานที่เก็บว่ามีความเหมาะสม หรือไม่ รวมทั้งต้องเข้าไปตรวจสอบเป็นระยะเพื่อต่อใบอนุญาต การเคลื่อนย้ายกรณีนี้ถือว่าผิดกฎหมาย

นายเทวฤทธิ์ เครือมณี ผู้ช่วย ผอ.เขตจตุจักร กล่าวว่า ตรวจสอบไม่พบการรั่วไหลของสารรังสีตามที่เป็นข่าว พบเพียงกล่องโลหะที่ระบุเป็นสารอันตราย ใช้ในการถ่ายรูปเฉพาะในโรงงานอุตสาห-กรรม ไม่อนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง ก่อนนำกล่องที่พบไปเก็บไว้ที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ตำรวจอยู่ระหว่างสืบหาผู้ครอบครองเพื่อดำเนินคดี เบื้องต้นพบเจ้าของอาคารได้ให้ชาวเกาหลีใต้ที่มีโรงงานอยู่ที่ จ.ระยอง เช่าอาคารดังกล่าวมาระยะหนึ่งก่อนดินทางกลับประเทศ กระทั่งผู้ดูแลอาคารมาพบกล่องดังกล่าว

สำหรับเหตุการณ์พบสารกัมมันตรังสีในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.พ.43 หลัง รพ.สมุทรปราการ รับผู้ป่วย 2 รายที่ได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสี “โคบอลต์ 60” ประกอบด้วย นายนิพนธ์ พันธุขันธ์ และนายเหลียง สุววรรณี ชาวลาว ที่นำบัตรประชาชนของนายสุดใจ ใจเร็ว มาแอบอ้างเพื่อทำงานในไทย ทั้งคู่เป็นลูกจ้างร้านของเก่าชื่อ “สมจิตร” ใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ นำแท่งกระบอกสเตนเลส หนัก 15 กก. ที่รับซื้อจากรถซาเล้ง มาแยกชิ้นส่วนโดยใช้แก๊สเป่า ต่อมาทุกคนภายในร้านเริ่มปรากฏอาการที่ได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตรังสี รวมทั้งสุนัขภายในร้าน 3 ตัวทยอยตาย แพทย์ที่รักษาจึงส่งตัวนายเหลียง หรือนายสุดใจ และนายนิพนธ์ ไปรักษาตัวที่ รพ.ราชวิถี พร้อมนายเกชา ทรงศรีพิพัฒน์ คนขับรถบรรทุกของเก่า ก่อนทั้ง 3 คนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภายหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปผลกระทบ มีประชาชนที่ได้รับสารกัมมันตรังสี ทั้งหมด 44 ราย แยกเป็นกลุ่มผู้ป่วยซาเล้งและร้านของเก่า 10 ราย เสียชีวิต 3 ราย กลุ่มที่สอง ผู้ได้รับรังสีจนเม็ดเลือดขาวเหลือต่ำกว่า 3,000 เซลล์/มิลลิกรัม 4 ราย ต้อง ติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด กลุ่มที่สาม ประชาชนที่อยู่รอบร้านขายของเก่า “สมจิตร” 25 ราย มีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 5,000 เซลล์/มิลลิกรัม และกลุ่มสุดท้าย หญิงตั้งครรภ์ 5 ราย แพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

 

 

                     

 

 

                    

 

 

 

 

 

guest

Post : 12/05/2016 09:59     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  หญิงเเย้ เตียงหัก

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รับจากมือแม่จะไปส่งโรงเรียนแอร์เสียไปคันใหม่-ลืมนับคนแดดเผาขาดอากาศสิ้นใจอนาถ

สยองรับเปิดเทอม คนขับรถตู้ลืมนักเรียนหญิง วัย 3 ขวบไว้ในรถ จอดตากแดดนานค่อนวัน ขังตายทั้งเป็น แม่เห็นศพแทบเป็นลม โชเฟอร์ อ้างขณะตระเวนรับเด็กนักเรียนรถแอร์เสีย จึงถ่ายเด็กขึ้นรถตู้คันใหม่ โดยไม่ทันได้นับว่าครบจำนวนหรือไม่ มาทราบอีกทีตอนที่ไปรับในช่วงเลิกเรียน ว่าหนูน้อยหายไป ตรวจสอบรถตู้คันเก่าพบนอนตายอนาถอยู่ในรถ ตำรวจแจ้งข้อหาหนักคนขับและผู้ช่วย

เหตุสลดใจนักเรียนติดอยู่ในรถตู้ตายอนาถรับเปิดเทอมรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 พ.ค. พ.ต.ท.ศิวะ ริมฝาย สว. (สอบสวน) สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ รับแจ้งมีเด็กเสียชีวิตจากสาเหตุถูกลืมไว้อยู่ในรถตู้รับส่งนักเรียน บริเวณทางเข้าหมู่บ้านเด่นชัย 1 ซอยคลองอาเสี่ย ต.แพรกษาใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผกก. พ.ต.ท.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ รอง ผกก.สส. กำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพแพรกษาใหม่ ได้นำร่างเด็กที่เสียชีวิตออกมานอกรถแล้ว ทราบชื่อ ด.ญ.ปริมประภา ปัจจัยโย หรือ “น้องอิง” อายุ 3 ขวบ นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคลองบางกระบือ เสียชีวิตอยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียน เสื้อสีขาว กระโปรงสีน้ำเงิน โดยมี น.ส.ธนัชชา ปัจจัยโย อายุ 34 ปี ผู้เป็นแม่นั่งกอดศพร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจ ใกล้กันบริเวณปากซอย 2 ของหมู่บ้าน พบรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีฟ้า หมายเลขทะเบียน ฮต 3033 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ ตรวจสอบในรถตู้พบกระเป๋านักเรียนของ ด.ญ.ปริมประภาตกอยู่ที่เบาะหลังรถ เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชม.

พ.ต.ท.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ รอง ผกก.สส.สภ.บางปู กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้นำตัวนายอาทิตย์ รังษิโย อายุ 29 ปี คนขับรถตู้ และนายสาธิต สุวรรณจักร อายุ 43 ปี ผู้ช่วย ไปสอบสวน โดยทั้งคู่ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อช่วงเช้าได้ขับรถตู้ออกไปตระเวนรับนักเรียนภายในหมู่บ้านเด่นชัย 1 ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นอนุบาล มีนายสาธิตนั่งไปด้วย ต่อมาหลังจากตระเวนรับเด็กจนครบ 13 คน พบว่าแอร์รถเกิดเสีย จึงได้ขับรถไปจอดไว้บริเวณที่เกิดเหตุซึ่งอยู่หน้าหมู่บ้าน ก่อนจะถ่ายเด็กที่อยู่ในรถขึ้นรถตู้คันใหม่ เนื่องจากที่บ้านทำธุรกิจรถตู้ มีรถตู้รวม 3 คัน แต่ช่วงระหว่างที่นำเด็กลงจากรถนั้น เป็นช่วงชุลมุน เด็กบางคนร้องไห้กระจองอแงไม่ยอมขึ้นรถเนื่องจากเป็นวันเปิดเทอมวันแรก

เมื่อนายอาทิตย์คนขับเห็นว่านำเด็กขึ้นรถตู้คันใหม่หมดแล้ว จึงรีบปิดประตูรถทันที แล้วขับรถไปส่งนักเรียนที่โรงเรียนตามปกติ โดยไม่ได้ตรวจนับเด็กว่านั่งไปครบตามจำนวนหรือไม่ จากนั้นพากันกลับบ้าน กระทั่งถึงเวลาประมาณ 14.30 น. นายอาทิตย์กับนายสาธิตพากันไปรับเด็กที่โรงเรียนส่งกลับบ้าน ทำให้ทราบว่า ด.ญ.ปริมประภาหายไปไม่ได้ไปเรียนตั้งแต่เช้า จึงพากันกลับไปดูที่รถคันเกิดเหตุซึ่งจอดทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า พบร่าง ด.ญ.ปริมประภานอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณพื้นท้ายรถ ช่วยกันนำร่างออกมาพบเสียชีวิตไปแล้ว จึงแจ้งให้ น.ส.ธนัชชา แม่ของเด็กและตำรวจทราบ

ด้าน น.ส.ธนัชชา ปัจจัยโย กล่าวทั้งน้ำตาว่า มีลูก 5 คน ยึดอาชีพขายของชำอยู่ที่ตลาดเพชรอารี ย่านคลอง 9 ด.ญ.ปริมประภาเป็นคนสุดท้อง เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ตนได้ส่งลูกขึ้นรถตู้เพื่อไปเรียนหนังสือ เนื่องจากเป็นวันเปิดเทอมวันแรก ก่อนจะออกไปขายของตามปกติ กระทั่งช่วงบ่ายได้รับโทรศัพท์ว่าลูกสาวหมดสติอยู่ในรถตู้ รีบเดินทางมาดูก็พบว่าเสียชีวิตไปแล้ว ไม่คิดว่าลูกสาวจะมาเสียชีวิตรวดเร็วขนาดนี้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.สมุทรปราการ และแจ้งข้อหานายอาทิตย์กับนายสาธิตข้อหาร่วมกันกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป

 

 

                

 

 

 

                                               

 
“บิ๊กป้อม” ถามเสนอทำไมให้ตีกัน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ข้อเสนอออกกฎหมายรอการกำหนดโทษตนไม่ค่อยเห็นด้วย เสนอมาทำไมไม่รู้ สถานการณ์ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้ว อะไรก่อให้เกิดความขัดแย้ง ตีกัน ก็อย่าไปทำ ไม่เอา พอเสนอมาแบบนี้คนที่ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วยออกมาพูดยุ่งไปหมด ควรปล่อยให้เป็นไปตามโรดแม็ป เดี๋ยวพอรัฐธรรมนูญออกมาค่อยว่ากันไปช่วงเลือกตั้ง เมื่อถามว่า ได้สั่งการเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมจะไปสั่งการเรื่องอะไรล่ะ เป็นเรื่อง สปท.เขาทำอะไรยังไม่เห็นบอกผมเลย” เมื่อถามว่า คสช.จะชี้แนะไปไหมว่าไม่ควรทำ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ชี้แนะ เมื่อตั้งเขามาเป็น สปท. ต้องให้เขามีอิสระ อยากทำอะไรแล้วถ้าคนอื่นเห็นด้วยก็ว่าไป แต่เรื่องนี้ตนคนหนึ่งไม่เห็นด้วย

 

 

      โดนผัวด่าติดเที่ยว ‘หญิงแย้’ ร้องไห้โฮ จุดชนวนแตกทำเตียงหัก

 

หลังยอมรับว่าเตียงหักเลิกรากับ “หมอสอง” นพ.นพรัตน์ รัตนวราห ศัลยแพทย์เจ้าของโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งนพรัตน์ หลังแต่งงานได้ 3 เดือนแล้วเมื่อบ่ายวันที่ 10พ.ค. ที่ร้าน Spec Bar เอกมัย หญิงแย้-นนทพร ธีระวัฒนสุข พิธีกรและบล็อกเกอร์สาวชื่อดัง ได้เปิดแถลงข่าวถึงสาเหตุการเลิกรากับสามี ว่าเป็นเรื่องของทัศนคติและไลฟ์สไตล์ที่ไม่ตรงกัน แต่ไม่ขอแจกแจงว่ามีอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างต่างกันมากๆ ไลฟ์สไตล์ตนทำธุรกิจต้องอยู่นอกบ้าน แต่หมอสนุกกับการอยู่ในบ้าน จะสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความสุขอยู่ในบ้าน จากการคบกันมาในช่วง 9 ปี ตนปรับเปลี่ยนตัวเองค่อนข้างมาก ตั้งแต่เป็นแฟนกันใหม่ๆ เพราะเรารักเขามาก สิ่งที่สั่ง สิ่งที่สอน เราทำตามหมด ด้วยวุฒิภาวะ อายุทำให้เราเชื่อฟังคุณหมอ จริงๆไม่ใช่คนเชื่อฟังใครขนาดนั้น การที่เปลี่ยนตัวเองต้องมีความอดทนอยู่แล้ว คิดว่าความรักที่มีทำให้สิ่งที่เรากำลังอดทน สิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง ก้าวผ่านไปได้ แต่สุดท้ายมันเหมือนกับเราต้องถอยออกมา นอกจากสิ่งที่สะสมมานาน มันก็มีจุดแตกหักด้วย

เมื่อถามว่า จุดแตกหักมาจากเพราะเราชอบสังสรรค์หรือไม่ หญิงแย้กล่าวว่า ตนถูกทุกคนมองว่าเป็นผู้หญิงปาร์ตี้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะตนปฏิบัติตามกฎของหมออยู่แล้วว่า ต้องกลับบ้านก่อนเวลา 22.30 น. และปฏิบัติแบบนี้มาตลอด หากอยู่เกินเวลาต้องมีคุณหมอคอยอยู่ด้วยตลอด นอกจากนี้ ตนทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น ร้านอาหาร เครื่องสำอาง บริษัทโฆษณา ทำให้ไม่สามารถอยู่บ้านได้ ต้องออกมาข้างนอก สมัยนี้จะเริ่มประชุมกัน 2-3 ทุ่ม เราต้องเอาใจลูกค้าถ้าสะดวกเวลานี้ กลางวันงานเราก็มาก แต่ก็ไม่เคยกลับหลัง 4 ทุ่มครึ่ง จนทุกวันนี้ไม่มีคุณหมอแล้ว ก็ยังเชื่อฟังในคำสั่งสอนที่เขาเคยปูทางไว้

เมื่อถามว่าคุณหมอเป็นคนบอกหญิงแย้ใจร้อนเอง เจ้าตัวตอบว่ายอมรับว่าใจร้อนจริง เพราะเหมือนว่าเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ขอย้อนกลับไปเล่าถึงจุดแตกหัก วันนั้นไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวทองหล่อ แล้วเพื่อนชวนไปเที่ยวต่อ เลยโทร.หาคุณหมอเพื่อให้ตามมา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เพื่อนช่วยโทร.ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงทิ้งข้อความไว้ในไลน์ ว่าจะไปเที่ยวให้ตามมา จากนั้นเราก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ จนประมาณเที่ยงคืน คุณหมอติดต่อกลับมาถามว่าอยู่ไหน ก็บอกที่ที่เราอยู่ไป กำลังเที่ยวอยู่ เขาเลยว่า ทำไมไม่กลับบ้าน แต่งงานแล้วทำไมยังเที่ยวอยู่ จะไม่ปาร์ตี้สักวันได้ไหม เราบอกไปพยายามชวนเขาแล้ว ตรงนี้ยอมรับว่าเราก็อยากไปเที่ยว เพราะไม่ได้เที่ยวมานาน จนกระทั่งกลับถึงบ้านก็ถูกว่า เลยนึกไปถึงสิ่งที่สะสมมานาน รู้สึกมันไม่ไหวแล้วจุดนั้น เลยถอดแหวนแต่งงานวางไว้และเก็บของบางส่วนที่สำคัญออกมาเลย ซึ่งคุณหมอมองหน้าอย่างเดียว ไม่พูดอะไร ไม่ห้าม คงคิดว่าเดี๋ยวเราก็กลับมา หลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกันเลยตั้งแต่คืนวันที่ 16 เม.ย.

หญิงแย้กล่าวทั้งน้ำตาว่า วันที่ 20 เม.ย. วันเกิดแย้เป็นวันเกิดที่เศร้ามาก แต่คิดว่าต้องมีเซอร์ไพรส์ เพราะเราหายไปจากหมอ 4 วัน ไลน์ โทรศัพท์ไม่ได้บล็อก พร้อมที่จะติดต่ออยากให้ง้อมาก 4 วันแย้เครียดมาก ทำไมไม่เป็นห่วงเราเลยหรือวันที่ขับรถออกจากบ้านไป เป็นอารมณ์ที่แบบเสียใจ เลยมีความหวังว่าหมอจะมา เพราะอยู่ด้วยกันมาตลอด 9 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรเลย เหมือนเป็นการเซอร์ไพรส์ตัวเอง หลังจากวันที่ 20 เม.ย. ได้ตัดสินใจว่าคงต้องออกจากชีวิตผู้ชายคนนี้ เพราะชีวิตคู่น่าจะเป็นห่วงกันมากกว่านี้ ตอนนั้นพ่อแม่ไม่ทราบเพราะอยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อกลับมาก็บอกพ่อแม่อธิบายเหตุผลให้ฟัง พ่อแม่ก็ไม่ขัดอะไร และลบหมอออกจากไลน์กลุ่มครอบครัว จากนั้นไม่นานหมอได้ไลน์หาพ่อแม่ อยากให้มาทำความเข้าใจกัน ถ้าจะจบก็จบด้วยดี เราก็อยากจบด้วยดี สักพักเขาโทร.มาง้อ แต่เราปฏิเสธไม่คืนดีและจบแค่ตรงนั้น

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวเหมือนเราไม่ได้อยากแต่งงาน หญิงแย้-นนทพร กล่าวว่า ไม่ค่อยอยากแต่งงาน ยอมรับว่าเคยบอกเลิกคุณหมอก่อนแต่งงานด้วย เรายังสนุกกับการทำงาน แต่อายุคุณหมอ 44 ปีแล้ว เราก็เห็นใจเขาที่อยากแต่งงานมีลูกแล้ว ด้วยความรักคิดว่าจะผ่านพ้นทุกอุปสรรคได้ แต่ก็ผ่านไม่ได้ ส่วนมือที่ 3 หรือการนอกใจยืนยันว่าไม่มีแน่นอน ส่วนฝั่งคุณหมอก็คิดว่าไม่มีเรื่องมือที่สามเหมือนกัน กรณีที่หลายคนมองว่าเป็นการโปรโมตสินค้านั้น ยืนยันว่าไม่เกี่ยว เราก็ผู้หญิงคนหนึ่ง สังคมไทยก็รู้อยู่แต่งงานแล้วก็คือแต่งงาน เป็นเรื่องน่าอายมากกว่า ทุเรศตัวเอง ถ้าทำแบบนั้น

เมื่อถามว่า เรื่องสินสอดทำให้มีปัญหากันหรือไม่ หญิงแย้กล่าวว่า สินสอดไม่ใช่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลิกกัน แต่เป็นประเด็นสังคมหาว่าตนหน้าเงินแต่งงานไม่นานก็เลิกกันเลย เรื่องสินสอดที่มีข่าวไปว่า 100 กว่าล้านบาท ขอชี้แจง 2 อย่าง คือ เงิน 100 ล้าน คือโรงพยาบาลและเรือนหอตรงนี้เป็นทรัพย์สินคุณหมอแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ เราไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน ส่วนรถยนต์ต่างๆที่คุณหมอมีทั้งหมด ก็ไม่มีชื่อตน

“สินสอด 30 ล้านบาท หญิงแย้ต้องขออภัยสื่อมวลชน สังคม และทุกคนมากๆ ตอนที่มีพิธีหมั้น หญิงแย้ได้ให้สัมภาษณ์ไปพร้อมกับคุณหมอว่า สินสอดมีมูลค่า 30 ล้านบาท แต่จริงๆแล้วไม่ได้อะไรนอกจากแหวนเพชร ซึ่งคืนไปแล้ว ต่างหูเพชรยังอยู่ที่บ้านคุณหมอ และกำไลเพชรอยู่กับแย้ ดังนั้น สินสอดหญิงแย้ไม่ได้อะไรเลย แต่ไม่ได้เป็นเหตุผลในการเลิกกัน เรื่องสินสอดได้ตกลงกันตั้งแต่ก่อนหมั้นว่า คุณหมออยากให้สมเกียรติ สมฐานะของแย้ อยากให้การแต่งงานครั้งนี้ดูยิ่งใหญ่ต่อตัวเราและครอบครัวเราก็ยอมรับการตัดสินใจ ครอบครัวก็ไม่ขัดถ้าจะเอาเงินสด ทองคำ ในวันนั้นคืนไป หญิงแย้เองก็ไม่ได้สนใจว่าจะเอาเงินมาทำไม เพราะสุดท้ายก็คือชีวิตคู่อยู่ดี” หญิงแย้-นนทพรกล่าว

 

 

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

“จตุพร” ไม่เล่นด้วยขอสู้คดีชั้นศาล

 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบ ว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนายเสรี สุวรรณภานนท์ เพราะไม่ได้ทำผิดอะไรจึงไม่ต้องรับสารภาพ ขอไปต่อสู้คดีในชั้นศาลตามเดิม สิ่งที่นายเสรีควรทำคือ การเสนอให้ปลดปล่อยประชาชนทุกฝ่ายยกเว้นแกนนำ ที่ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ดูแล้วข้อเสนอนายเสรีมีเจตนาไม่สุจริต สร้างเงื่อนไขเหมือนพาไปประจานให้รับสารภาพก่อน และเชื่อว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. คงไม่รับเช่นกัน หากต้องการฆ่าตัวตายโดยตอบรับข้อเสนอนี้ มวลชนจะมองอย่างไร ข้อเสนอนี้เป็นการดิสเครดิตการต่อสู้ของประชาชนทุกฝ่าย ทำให้แกนนำทุกฝ่ายเป็นคนชั่วร้าย เป็นคนกระจอก รักตัวกลัวตาย พร้อมทรยศในการต่อสู้

 

 

             

                      

 

              

 

              

guest

Post : 10/05/2016 09:49     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ก.ม ปรองดองล้างทุกสี

 

 

 

 

 

 กรณีรับผิด ห้ามทำอีก...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ขอบคุณ คลิปข่าวจาก สยามสปอร์ต

 

 

                 

 

   

 

 

 

    

                            

 

                   

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

                

 

 

guest

Post : 09/05/2016 10:12     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  อย่าเล่นมือถือก่อนนอน

 

 

 

 

 

       

 

 

 

 ขอบคุณ คลิปข่าวจาก สยามสปอร์ต

 

 

                 

 

   

 

 

 

    

                            

 

                   

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

                

 

guest

Post : 08/05/2016 08:37     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ผ้ายันต์เลสเตอร์ ราคากระฉูด

 

 

                   

 

 

 

 

                    

 

 

 

ผ้ายันต์เลสเตอร์ เปิดประมูลทางเน็ตเกือบหมื่น จิ้งจอกสยามลงซดทอฟฟี่คืนนี้ แล้วมีพิธีมอบถ้วยต่อหน้าแฟน

 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสความแรงของผ้ายันต์แพ้ไม่เป็น “เลสเตอร์ซิตี้” ก็ยังเป็นที่ต้องการของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนนิยมพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ต่างเสาะแสวงหามาบูชา เพราะเชื่อว่ายันต์แพ้ไม่เป็น จะช่วยให้ชีวิตไม่ตกต่ำ และไม่มีคำว่าแพ้ หลายคนมุ่งหน้าไปวัดไตรมิตรวิทยาราม แต่หลังจากพระพรหมมังคลาจารย์ หรือ “เจ้าคุณธงชัย” ยืนยันว่า ไม่มีขาย แจกอย่างเดียว หลายคนจึงผิดหวัง แต่ยังคงแสวงหา มาเป็นเจ้าของ โดยพบว่ากลุ่มคนที่ได้ไปบูชาเป็นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ใกล้ชิด นักกีฬา ข้าราชการผู้ใหญ่ หรือกลุ่มเซียนพระเครื่อง ที่เก็บไว้คนละหลายผืน

และล่าสุดในเว็บไซต์ซื้อขายพระเครื่องออนไลน์ มีการนำผ้ายันต์สุดฮอตออกมาประกาศซื้อขาย ขณะที่ครูบาอาจารย์บางคนก็ประกาศหาซื้อไปบูชา หวังให้เป็นกำลังใจในการแข่งขันกีฬาของนักเรียน โดยพบว่าในเว็บจี-พระดอทคอม มีคนนำ ผ้ายันต์สีเหลืองทอง ขนาด 20×25 นิ้ว มาตั้งราคา ประมูลที่ 1 พันบาท ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้ามา แข่งประมูลหลายคน และกระทั่งเวลา 17.04 น. คน ที่ชนะประมูลได้ไปในราคา 7,500 บาท ส่วนอีกผืน เป็นผ้ายันต์สีขาว สัญลักษณ์สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ขนาดเล็ก เปิดประมูลที่ราคา 1 พันบาท มีคนประมูลถึง 2 พันบาท แต่ก็ยังไม่ปิดการขาย

guest

Post : 07/05/2016 09:06     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  วาร์ดี้ นำ เลสเตอร์ มาไทย

   

 

              

 

 

 

 

 

ขนดาวดังทัพใหญ่ครบทีม ‘เจ้าสัววิชัย’ควักกระเป๋าเพิ่มแจกโบนัสเบนซ์คนละคัน

แฟนบอลชาวไทยเตรียมเฮ! พลพรรค “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษป้ายแดง เตรียมขนทัพใหญ่บุกไทยแลนด์ในวันที่ 18-19 พ.ค. โดยจะขึ้นเครื่องสู่แดนสยามทันทีหลังแมตช์ปิดซีซั่น นำโดยกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี พร้อมดาวดัง เจมี วาร์ดี และริยาด มาห์เรซ ขณะที่เจ้าของทีมชาวไทย วิชัย ศรีวัฒนประภา ใจปํ้าควักกระเป๋าซื้อรถเบนซ์ ราคาคันละ 1.65 ล้านบาท แจกนักเตะทุกคนเป็นรางวัล พ่วงด้วยพาทัวร์พักผ่อนที่ลาสเวกัส พร้อมวางคิวขึ้นบัสเปิดประทุน แห่พาเหรดฉลองถ้วยแชมป์รอบเมืองเลสเตอร์ ในวันที่ 16 พ.ค. อย่างยิ่งใหญ่อลังการงานเลสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ตั๋วเข้าชมเกมฉลองแชมป์ในบ้านที่พบกับเอฟเวอร์ตัน วันเสาร์ที่ 7 พ.ค. มีการโก่งราคาแบบบ้าเลือด ขายต่อสูงถึงใบละ 8 พันปอนด์หรือ 4 แสนบาท

ความเคลื่อนไหวของทีม “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งประวัติศาสตร์ โดยที่ยังไม่จบฤดูกาล และเป็นการได้แชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 132 ปีของสโมสรที่ก่อตั้งมานั้น เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิวเตะนัดสุดท้ายในบ้านตัวเองที่สนามคิง เพาเวอร์ พบกับ “ทอฟฟี่” เอฟเวอร์ตัน ในวันเสาร์ที่ 7 พ.ค. ก่อนที่จะมีการรับถ้วยแชมป์อย่างเป็นทางการต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง

สื่อในอังกฤษเผยเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ตั๋วเข้าชมเกมนัดนี้มีค่าดั่งทองคำ เพราะแฟนบอลต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สโมสร ทำให้มีการโก่งราคาขายต่อให้คนที่ยังไม่มีตั๋วในอินเตอร์เน็ตสูงถึง 8,000 ปอนด์ (400,000 บาท) ส่วนตั๋วราคาต่ำสุดที่มีการนำมาขายต่ออยู่ที่ราคา 1,700 ปอนด์ (85,000 บาท) จากราคาหน้าตั๋วปกติ ที่สโมสรขายออกไป 30-50 ปอนด์เท่านั้น (1,500-2,500 บาท) ส่วนตั๋วโซนทีมเยือนฝั่งเอฟเวอร์ตัน มีราคาขายต่อ 434 ปอนด์ (21,700 บาท)

ทางด้านมาร์ค เซลบี นักสอยคิวแชมป์โลกคนล่าสุด ที่เพิ่งคว้าแชมป์สนุ้กเกอร์โลกสดๆร้อนๆเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะมาร่วมชมเกมและนำถ้วยแชมป์เวิลด์ สนุ้กเกอร์ มาโชว์ที่สนามคิง เพาเวอร์ ในวันเสาร์นี้ด้วย ในฐานะที่เขาเป็นชาวเมืองเลสเตอร์ และเป็นแฟนบอลตัวยงของสโมสร เซลบีได้แชมป์โลกสอยคิว 2 สมัย ตรงกับช่วงที่เลสเตอร์ได้แชมป์ลีกแชมเปียนชิพปี 2014 และแชมป์พรีเมียร์ลีกในครั้งนี้ด้วย

ส่วนนัดสุดท้ายของฤดูกาล เลสเตอร์จะไปเยือนเชลซีในวันที่ 15 พ.ค. หลังจากนั้นจะมีการฉลองชัยอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองเลสเตอร์ วันที่ 16 พ.ค. ตามธรรมเนียมทีมแชมป์ที่จะนั่งรถบัสเปิดประทุนแห่ไปรอบเมือง อลัน เบิร์ชเนลล์ ทูตของสโมสรเลสเตอร์เชื่อว่า ผู้คนจะแห่ออกมาฉลองทั้งเมืองยิ่งกว่าตอนได้แชมป์ลีกแชมเปียนชิพเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างแน่นอน โดยครั้งนั้นมีแฟนบอลมาชมการแห่ถ้วยแชมป์ราว 30,000 คน หลังจากนั้นกุนซือเคลาดิโอ รานิเอรี จะนำนักเตะมาฉลองแชมป์ต่อที่เมืองไทยในวันที่ 18-19 พ.ค. มีซุปเปอร์สตาร์ของทีม ทั้งเจมี วาร์ดี และริยาด มาห์เรซ มาโชว์ตัวพร้อมหน้า

นอกจากนี้ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรและเจ้าของทีมชาวไทย ยังใจปํ้าควักกระเป๋าซื้อรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาส อิเลคทริกไดรฟ์ แจกนักเตะเป็นของขวัญในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกคนละ 1 คัน ราคาคันละ 32,670 ปอนด์ (1.65 ล้านบาท) รวมแล้วคิดเป็นเงินราว 1 ล้านปอนด์ (50 ล้านบาท) ส่วนเงินโบนัสอัดฉีดนั้นเลสเตอร์จะได้จากพรีเมียร์ลีก 6.5 ล้านปอนด์ ให้นักเตะไปแบ่งกัน และก่อนหน้านี้นายวิชัยได้ให้สัญญากับกุนซือเคลาดิโอ รานิเอรีไว้ว่า จะนำทีมไปทัวร์ลาสเวกัส โดยสโมสรออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดอีกด้วย

ส่วนบรรยากาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พ.ค. กุนซือเคลาดิโอ รานิเอรี แถลงข่าวที่สนามคิงเพาเวอร์ ก่อนดวลกับเอฟเวอร์ตันในวันเสาร์ เมื่อรานิเอรีเข้ามาถึงห้องแถลงข่าว บรรดาผู้สื่อข่าวที่แห่กันมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากคว้าแชมป์ ต่างลุกขึ้นยืนปรบมือให้ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนเสียงปรบมือดังสนั่นกระหึ่มยาวนานหลายนาที นอกจากนี้ สโมสรยังจัดแชมเปญมาให้กองทัพนักข่าวที่มาทำข่าวแน่นขนัด ดื่มฉลองแชมป์กับรานิเอรีด้วย

กุนซือจิ้งจอกสยามกล่าวถึงนักเตะชุดปัจจุบันว่า อยากให้อยู่ช่วยกันสู้ศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้าต่อไป หลังจากมีข่าวว่า ทีมยักษ์ใหญ่สนใจนักเตะเลสเตอร์หลายคน นอกจากนี้ รานิเอรียังกล่าวยกย่องนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรและเจ้าของทีมชาวไทยว่า เป็นคนนำความสำเร็จมาสู่ทีมอย่างแท้จริง

“ประธานสโมสรทำให้พวกเราไม่กดดันหรือเคร่งเครียด ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงอาการหัวเสียเลย สิ่งนี้สำคัญต่อผมมาก เมื่อผมรู้สึกดีแบบนี้ก็จะส่งต่อไปยังลูกทีมด้วย เราทำงานกันหนักมากตลอดฤดู ความสำเร็จที่เกิดขึ้นต้องขอบคุณนักเตะทุกคน, ประธานสโมสร, สตาฟฟ์โค้ช และแฟนบอลทุกคน พวกเขาน่าทึ่งจริงๆ” รานิเอรีกล่าว

       

 

              

guest

Post : 06/05/2016 09:38     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  จิ้งจอกสยาม เเชมป์พรีเมียร์

 

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

'จิ้งจอกสยามแชมป์พรีเมียร์ เจ้าสัววิชัยดังสนั่น สร้าง 'เลสเตอร์' ดังกระหึ่มโลก!

 

 

“เทพนิยายเลสเตอร์” สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ หลัง “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษไปแน่นอนแล้วแม้จะเหลืออีก 2 นัด เมื่อสเปอร์สทำได้แค่เสมอเชลซี ไป 2-2 เป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกนับแต่ก่อตั้งสโมสร มา 132 ปี ชนิดหักปากกาเซียนทั่วโลก โดยแรกเริ่มเมื่อต้นฤดูกาลถูกหยามด้วยอัตราต่อรองแบบห่างไกลสุดขีด 5,000/1 ผลพวงจากการได้แชมป์พรีเมียร์ลีก คว้าเงินรางวัลไปราว 4,545 ล้านบาท และเมื่อรวมกับการได้สิทธิ์เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า บวกกับมีฐานแฟนบอลและสปอนเซอร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้จากตั๋วเข้าชมและสินค้าของสโมสร สำนักข่าวบีบีซีคาดว่า “เลสเตอร์” จะฟันเงินได้ถึง 7,500 ล้านบาททีเดียว โดยเจ้าสัวคิง เพาเวอร์ วิชัย ศรีวัฒนประภา ซื้อทีมมาในราคาเพียง 1,750 ล้านบาท เมื่อปี 2010 มาถึงตอนนี้ก็เกินคุ้ม แค่เงินรางวัลอย่างเดียวก็ฟันกำไรมหาศาลแล้ว ด้านเจ้าคุณธงชัย เจ้าของ “ผ้ายันต์เลสเตอร์” ที่กลายเป็นของขลังอินเตอร์ เผยที่มาที่ไปผ้ายันต์สุดฮอต และยังมอบพระเครื่องคล้องคอให้นักเตะทุกคนใช้เป็นสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกชนิด พร้อมเตรียมเดินทางไปร่วมฉลองชัยกับเลสเตอร์ตามคำนิมนต์ของเจ้าสัวคิง เพาเวอร์ 5 พ.ค.นี้

 

เผยเส้นทางความสำเร็จ

เส้นทางความสำเร็จของทีมจิ้งจอกสยาม ภายใต้การกุมบังเหียนของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นเจ้าของสโมสรและ “ต็อบ” อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชาย ที่มีตำแหน่งเป็นรองประธานสโมสร เริ่มในปี 2010 เมื่อ “คิง เพาเวอร์ กรุ๊ป” ซึ่งเป็นธุรกิจดิวตี ฟรี (สินค้าปลอดภาษี) ของนายวิชัยเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้เลสเตอร์ 3 ปีก่อน ที่มิลาน มานดาริช เจ้าของทีมชาวอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบีย จะขายสโมสรให้กลุ่มเอเชียน ฟุตบอลอินเวสต์เมนต์ส (เอฟเอไอ) นำโดยคิง เพาเวอร์ กรุ๊ป ของนายวิชัย มูลค่า 35 ล้านปอนด์ (1,750 ล้านบาท) ช่วงนั้นมานดาริชยังคงเป็นประธานสโมสรเลสเตอร์ ออกสตาร์ตฤดูกาล 2010-11 ในลีกแชมเปียนชิพได้ไม่ดีนัก 9 นัดแรก ชนะได้เพียงนัดเดียว รั้งตำแหน่งบ๊วยของตาราง ทำให้เปาโล ซูซา กุนซือชาวโปรตุเกส ถูกปลดออกจากตำแหน่ง และได้สเวน โกรัน อีริกสัน ผู้จัดการทีมจอมเก๋า เข้ามาคุมทีมแทนในเดือน ต.ค.2010 เซ็นสัญญาเป็นเวลา 2 ปี

จากทีมหนีตายสู่ม้ามืดพรีเมียร์ลีก

เดือน พ.ย. ปีเดียวกัน มานดาริชโบกมือลาเลสเตอร์ไปซื้อทีมเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ นายวิชัยจึงรับตำแหน่งประธานสโมสรแทนอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ.2011 ฤดูกาลแรกของอีริกสันเขานำทีมรอดตกชั้น ส่วนฤดูกาลถัดมา (2011-12) เลสเตอร์เป็น 1 ในบรรดาตัวเต็งที่ได้จะขึ้นชั้น แต่ผลงานในสนามกลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ชนะ 5 นัด จาก 13 นัดแรก เป็นเหตุให้อีริกสันแยกทางกับเลสเตอร์ด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายในเดือน ต.ค.2011 อีริกสันอยู่คุมทีมได้เพียงปีเดียวเท่านั้น และมีการแต่งตั้งไนเจล เพียร์สัน ขึ้นมาเป็นคนคุม
ทีมแทน

เพียร์สันมีส่วนสำคัญในการนำทีมขึ้นชั้นมาเล่นพรีเมียร์ลีก ด้วยการคว้าแชมป์ลีกแชมเปียนชิพฤดูกาล 2013-14 กลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ในฤดูกาล 2014-15 เลสเตอร์ต้องจมปลักอยู่ท้ายตารางมาตลอด เก็บได้เพียง 19 แต้มจาก 29 นัด จนถึงวันที่ 3 เม.ย.2014 เลสเตอร์อยู่ในโซนตกชั้นมีแต้มห่างจากโซนปลอดภัยถึง 7 แต้ม ผู้คนในวงการลูกหนังฟันธงว่าตกชั้นแน่นอน แต่แล้วเพียร์สันและลูกทีมก็สร้างปาฏิหาริย์คว้าชัยได้ 7 นัดจาก 9 นัดสุดท้าย จบฤดูกาลรอดตกชั้นทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 14 เก็บได้รวม 41 แต้ม

อื้อฉาวสาวไทยก่อนเป็นแชมป์

ก่อนเปิดฤดูกาลนี้ เพียร์สันถูกปลดฟ้าผ่าเมื่อ 30 มิ.ย.2015 เชื่อกันว่า เป็นผลมาจากเหตุอื้อฉาวของนักเตะดาวรุ่งเลสเตอร์ที่มาเยือนเมืองไทยแล้วทำคลิปอื้อฉาวเกี่ยวกับสาวไทยโพสต์ลงบนโซเชียล มีเดีย ในจำนวนนี้มี “เจมส์” ลูกชายของเพียร์สันรวมอยู่ด้วย เลสเตอร์ ซิตี้ จึงแต่งตั้งเคลาดิโอ รานิเอรี กุนซือประสบการณ์สูงชาวอิตาเลียนเข้ามารับงานต่อจากเพียร์สัน รานิเอรีและลูกทีมทำผลงานได้ดี พลิกความคาดหมายตั้งแต่ต้นฤดูกาล นักเตะหลายคนในทีมฉายแววซุปเปอร์สตาร์ออก เจมี วาร์ดี ยิงได้ 11 นัดติดต่อกัน ระหว่างเดือน ส.ค.-พ.ย. ปีที่แล้ว ทำลายสถิติเดิมของรุด ฟาน นิสเตลรอย อดีตหัวหอกแมนฯยู ที่ยิงได้ 10 นัดติดต่อกัน และในวันที่ 19 ธ.ค. เลสเตอร์บุกไปชนะเอฟเวอร์ตัน 3-2 ครองตำแหน่งจ่าฝูงเป็นครั้งแรก ในช่วงคริสต์มาส เทียบกับปีก่อนหน้านั้นที่รั้งอันดับสุดท้ายของตาราง หลังจากนั้นเกาะกลุ่มหัวตารางมาตลอด จนยึดจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่นในช่วงโค้งสุดท้ายลุ้นแชมป์ และคว้าแชมป์ได้อย่างเด็ดขาด เมื่อเชลซีเสมอกับสเปอร์ส 2-2 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

นอกจากจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว นักเตะของเลสเตอร์ยังกวาดรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2 สถาบันอีกด้วย โดยริยาด มาห์เรซ ได้นักเตะแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพในอังกฤษ และล่าสุด เจมี วาร์ดี ได้ตำแหน่งนักเตะแห่งปีของสมาคมนักข่าวสายฟุตบอลในอังกฤษ

 

          

 

ผ้ายันต์ของขลังอินเตอร์

ในส่วนความเคลื่อนไหวที่เมืองไทย ที่มีข่าวฮือฮาเกี่ยวกับเรื่อง “ผ้ายันต์เลสเตอร์” ของเจ้าคุณธงชัยหรือพระพรหมมังคลาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ ที่ถือเป็น “ของขลังอินเตอร์” ที่มีการจัดทำให้กับนักเตะทุกคนของทีมนี้ใช้เป็นเครื่องรางเอาชนะคู่ต่อสู้นั้น

เวลา 14.00 น. วันที่ 3 พ.ค. “เจ้าคุณธงชัย” เดินทางมายังวัดหนองน้อย อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล แล้วเปิดเผยถึงที่มาที่ไปของ “ผ้ายันต์เลสเตอร์” ว่า นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าสัวคิง เพาเวอร์ ในฐานะเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ นิมนต์ไปที่สโมสรเลสเตอร์ ที่ประเทศอังกฤษ สวดมนต์เจริญพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สโมสร ผู้ฝึกสอน โค้ช และนักเตะในทีม หลายครั้ง ตามความเชื่อ ความศรัทธาต่อศาสนาพุทธ ทำคล้ายพิธีขึ้นบ้านใหม่ของคนไทยคือการบวงสรวงเทพเทวา เจ้าที่เจ้าทาง ทำบุญให้กับอดีตเจ้าของทีม แฟนคลับที่ล่วงลับไปแล้วกว่า 132 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรขึ้นมา และมอบผ้ายันต์เลสเตอร์ไว้เป็นสิ่งช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ จนทำให้ทีมได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ยังให้พระเครื่องแขวนคอ

เจ้าคุณธงชัยเปิดเผยอีกว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งที่เดินทางไปประกอบพิธีกรรมที่สนามของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ จะนำพระเครื่องไปแขวนคอให้กับนักเตะทุกคน พร้อมประพรมน้ำมนต์ เป่ากระหม่อมและเคาะศีรษะ 3 ครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่นักเตะทุกคน คล้ายกับการเอาฤกษ์เอาชัยก่อนออกรบ รวมไปถึงมอบผ้ายันต์ปลุกเสก มีรูปสัญลักษณ์สโมสรเลสเตอร์อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยยันต์หลากหลายรูปแบบ ยันต์ส่วนหนึ่งนั้นนำมาจากตำราของอาจารย์เทพ สาริกบุตร อ้างอิงว่าเป็นยันต์สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตกทอดกันมา

ขณะเดียวกันยันต์ทุกยันต์นำมาจากหลากหลายเกจิอาจารย์ เช่น ยันต์เกาะเพชร ของหลวงพ่อยัง ลูกศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ยันต์พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ที่รวมๆแล้วเรียกว่าไตรสรณคมน์ นำมาผูกไว้เป็นอานุภาพของเทวดา ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของยันต์ ที่รายล้อมรอบสัญลักษณ์ของทีม เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสัญลักษณ์ทางจิตใจลูกทีมทั้งหมด สร้างความฮึกเฮิมในทุกนัด ที่ลงเตะกับทีมต่างๆในพรีเมียร์ลีก ล่าสุดยังมอบพระและผ้ายันต์ให้กับ “วาร์ดี” ผู้เล่นศูนย์หน้าหมายเลข 9 พร้อมอวยพรให้โชคดีเป็นที่ 1 เป็นภาษาอังกฤษว่า “Good luck to you No.1” แต่วาร์ดี ตอบกลับหยอกล้อว่า “ไม่ใช่ๆ ผม No.1 ผมใส่หมายเลข 9” เรียกเสียงหัวเราะแก่ทุกคนที่ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ถือว่าเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ สนิทใจที่นักเตะทุกคนมีให้กับพระ เริ่มเข้าถึงจิตใจของนักเตะได้เป็นอย่างดี

 

                                        *** เเม่กราบลูก ***

ผมว่าเป็นการอบรมสั่งสอนลูก ที่ใช้วิธีการที่เเย่มาก การทำประชดประชันอย่างนี้ นอกจากความสะใจของผู้เป็นเเม่ เเละคนที่กำลังถ่ายคลิปนั้น ประโยชน์อย่างอื่น ผมยังมองไม่เห็นเลย คุณเเม่ท่านนี้จะล่วงรู้หรือเปล่าว่า คุณกำลังจะเสียลูกสาวคนนี้ไป.......

 

         

 

guest

Post : 04/05/2016 11:49     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  มรดกเลือด

 

 

                      

 

                      

 

 

 

      มรดกเลือด100ล. ลวงอุ้มฆ่า เสี่ยหนุ่มนร.นอก

 

           

 

ยิงหัวหมกข้างถนนจ.กาฬสินธุ์ไปขอส่วนแบ่งจากการขายที่ดิน ได้เค้าทีมสังหารอยู่ฉะเชิงเทรา

เผยปมที่ดินมรดก 100 ล้าน ชนวนสังหารหนุ่มนักเรียนนอก “ภาสพล รัตนตยาธิคุณ” หลังไปสำนักงานที่ดินเขตห้วยขวางเพื่อขอส่วนแบ่งจากเงินก้อนโต จากนั้นเพียงวันเดียวมีกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างเป็นทหารกับตำรวจมาอุ้มหายออกไปจากบ้าน กระทั่งโผล่กลายเป็นศพถูกยิงที่กาฬสินธุ์ สาเหตุที่ไปฆ่าไกลถึงเมืองน้ำดำ คนร้ายต้องการไม่ให้ตรวจสอบได้ว่าผู้ตายเป็นใครแต่โชคดีที่พบบัตรเอทีเอ็มในกระเป๋ากางเกงของเหยื่อกลายเป็นกุญแจสำคัญไขสู่เส้นทางสว่างของคดี ส่วนทีมอุ้มเป็นซุ้มนักฆ่าจากแปดริ้ว

กรณีพบศพชายถูกยิงตายในร่องน้ำข้างไหล่ ทางถนนถีนานนท์ ระหว่างกาฬสินธุ์-สกลนครช่วงระหว่างหลัก กม.ที่ 102-103 บนเทือกเขาภูพาน บริเวณทางโค้งก่อนเข้าผาเสวย ท้องที่บ้านแก้งกะอาม ต.ผาเสวย อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อเช้าวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ตายสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำคอโปโล กางเกงยีนส์ เบื้องต้นไม่พบหลักฐานว่าผู้ตายเป็นใคร ลักษณะเป็นชายผิวขาว คล้ายคนจีน อายุประมาณ 40 ปี สูงประมาณ 160 ซม. เจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.ศรีนครินทร์ขอนแก่น ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าผู้ตายเป็นนักเรียนนอกบ้านอยู่กรุงเทพฯนั้น

ต่อมาบ่ายวันที่ 2 พ.ค. พ.ต.อ.วิเชียร พินดวง รอง ผบก.ภ.จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ชุดสอบสวนคดีนี้นำโดย พ.ต.ต.รพี สีพันนา สว. (สอบสวน) เจ้าของคดีได้เดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อตามหาญาติผู้ตายตามที่อยู่เจ้าของบัตรเอทีเอ็มที่พบในกระเป๋ากางเกงของผู้ตายคือ น.ส.โสรยา สิงห์กวาง อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17/2 ซอยสุขุมวิท 65 แขวงพระโขนง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ จากการสอบถามญาติยืนยันว่าผู้ตายคือ นายภาสพล รัตนตยาธิคุณ อายุ 48 ปี เป็นนักเรียนนอกอยู่บ้านเลขที่เดียวกันกับ น.ส.โสรยา เจ้าของบัตรเอทีเอ็มจริง

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนจะหายตัวออกจากบ้านไป นายภาสพลได้เดินทางไปที่สำนักงานเขตที่ดินห้วยขวาง เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการขายที่ดินมรดกมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท โดยผู้ตายได้ขอส่วนแบ่งจากเงินก้อนแต่มีคนใกล้ชิดบางคนไม่พอใจที่เงินก้อนนี้ถูกแบ่งไป ต่อมาวันที่ 29 เม.ย.ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 4-5 คนอ้างเป็นตำรวจกับทหารมาหาผู้ตายที่บ้าน พร้อมพาขึ้นรถหายไป

หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งพบกลายเป็นศพถูกฆ่าที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนถึงสาเหตุการถูกสังหารอีกครั้ง แต่น้ำหนักของปมสังหารมุ่งไปในเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกับเรื่องขายที่ดินมรดกค่อนข้างชัดเจน หลังชุดสอบสวนได้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของปมสังหารแล้ว ได้เดินทางจากกรุงเทพฯต่อไปยัง จ.ฉะเชิงเทรา หลังทราบว่าทีมอุ้มฆ่ารายนี้เป็นคนในซุ้ม จ.ฉะเชิงเทรา

ขณะที่ พ.ต.อ.วรากร บุญประคอง ผกก.สภ. สมเด็จ กล่าวว่า ก่อนถูกสังหารผู้ตายน่าจะกำลังยืนปัสสาวะอยู่ไหล่ถนน เพราะสภาพกางเกงยีนส์ที่ผู้ตายสวมใส่ที่หัวกางเกงได้ปิดเม็ดกระดุมแต่ไม่ได้รูดซิปกางเกง อวัยวะเพศโผล่ออกมาอยู่นอกกางเกงใน คนร้ายน่าจะฉวยโอกาสที่ผู้ตายเผลอ ยืนปัสสาวะหันหลังให้ถนนเลยจ่อยิงเข้าท้ายทอย ร่างผู้ตายกลิ้งตกลงไหล่ทางไปอยู่ในร่องน้ำข้างทางซึ่งสูงประมาณ 3 เมตร มือสังหารน่าจะเตรียมการลงมือมาก่อนแล้ว เพราะมีการเก็บหลักฐานในตัวผู้ตายไปหมด แต่คงลืมตรวจดูที่กระเป๋ากางเกงหลังผู้ตายว่ามีบัตรเอทีเอ็มอยู่ 1 ใบ

ส่วน พล.ต.ต.อภิชิต เทียนเพิ่มพูล ผบก.ภ.จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ได้จัดกำลังชุดสืบสวนทั้งของ สภ.สมเด็จ และ ภ.จ.กาฬสินธุ์ แบ่งทำงานโดยมุ่งปมขัดแย้งผลประโยชน์บางอย่าง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวนได้ระบุสาเหตุที่กลุ่มคนร้ายอุ้มนายภาสพล รัตนตยาธิคุณ มาฆ่าทิ้งด้วยระยะทางที่ไกลจากกรุงเทพฯ ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ นั้น เพื่อต้องการให้การตรวจสอบผู้ตายยากขึ้นว่าเป็นใคร แต่สุดท้ายกลับพบบัตรเอทีเอ็มในกระเป๋ากางเกงของผู้ตายเป็นตัวเชื่อมจนนำไปสู่ว่าผู้ตายเป็นใครและถูกอุ้มฆ่าเพราะสาเหตุใด

guest

Post : 03/05/2016 09:06     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ยิ่งลักษณ์ โพสต์สอน บิ๊กตู่

 

 

 

                      

 

 

                       

 

 

 

 

                                              

 

  

 

 

'ยิ่งลักษณ์'โพสต์ สอนบิ๊กตู่! เปิดใจฟังวิจารณ์

 

 

ปู” สอนเชิง “บิ๊กตู่” เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กว่า วันนี้ขออนุญาตเขียนถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หน่อย เพราะแม้ว่าวันนี้สถานะเราจะต่างกัน แต่เมื่อก่อนเราก็เคยร่วมงานกัน เคยอยู่ในสถานะเช่นท่านมาก่อน แม้ว่าที่มาที่ไปของเราจะต่างกัน จึงเข้าใจความรู้สึกของท่านเวลาถูกต่อว่าต่างๆนานา ในฐานะที่เป็นผู้นำถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องพร้อมเปิดใจรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในด้านดีและด้านลบ ที่มีต่อตัวเอง หรือรัฐบาล เพราะตนเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ต้องเป็นฝ่ายอดทนมาโดยตลอด ย่อมเข้าใจความรู้สึกท่านดี เพียงแต่ตนไม่สามารถที่จะออกกฎหมายหรือคำสั่งการใดๆให้เป็นกฎหมายได้เช่นท่าน

ยกคำพูดย้อนศรใช้ ก.ม.บังคับยิ่งเลวร้าย

“ซึ่งเมื่อก่อนท่านก็เคยพูดกับดิฉันว่า ยามบ้านเมืองแตกแยก ถ้าคิดแต่เอากฎหมายมาปลดคนนั้นคนนี้ออก เพียงเพราะไม่สนองตอบนโยบาย หรือเอากฎหมายมาใช้บังคับคนให้ทำงานตามคำสั่ง จะยิ่งทำให้สถานการณ์มันแย่และเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ซึ่งดิฉันก็พูดมาโดยตลอดว่าคนที่มีความคิดเห็นต่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บ้านเมืองแตกแยก แต่จะเป็นการดีที่จะได้ช่วยกันแสดงความคิดความเห็นในการพัฒนาประเทศมากกว่า วันนี้ดิฉันจึงอยากจะขอฝากสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้ หวังว่าท่านคงจะไม่ลืม และนำไปใช้เช่นเดียวกัน ตามที่เคยบอกกับดิฉันเมื่อสองปีที่แล้วนะคะ”

 

 

 

                                                 อุทธาหรณ์

คลิปจากคุณ SamphanRanong และ Rattanakamnerd Wongwarangkoon 

ก็ขอเเสดงความเสียใจมายังครอบครัวของท่านทั้งสองด้วยนะครับ ที่ต้องมาพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝันดังนี้ รายงานล่าสุด น้องอีกท่านหนีังเเพทย์ยังคงเฝ้ารอดูอาการอยู่นะครับ.....

 

--

 

 

             

                                                    ไม่เนียน

 

คลิปนี้โด่งดังมากในโลกโซเชียล มาจากประเทศจีน ผมดูเเล้วก็ไม่เชื่อใจว่าเป็นเรื่องจริง เพราะมีการตั้งกล้องคอยถ่ายไว้ล่วงหน้าก่อนเเล้ว......ผมคิดว่ามันต้องเป็นยังงั้น...........

 

 

 

 

 

 

                                     เเผนซ้อนเเผน

                   

 

guest

Post : 02/05/2016 11:18     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  สิ้นเเล้ว เเดง จิตรกร

 

 

                                              

 

  

 

    ‘เสก โลโซ’ นัด มอบตัว ตามหมายจับ คดีทําร้ายสาวทอมเจ็บสาหัส

 

ติดคอนเสิร์ต-ที่สมุทรสาคร

 

ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ขอศาลออก หมายจับ “เสก โลโซ” แล้ว ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส กับข้อหาข่มขู่ผู้อื่นให้เกิดความกลัวหรือตกใจ หมอระบุคู่กรณีสาวหล่อต้องนอนโรงพยาบาลรักษาตัวไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ด้านร็อกเกอร์ชื่อก้องยังเฉย โพสต์นัดขาร็อกเจอกันที่ จ.สมุทรสาคร ส่วนทนายความดอดติดต่อตำรวจ บอกลูกความขอเข้ามอบตัวตอนตีหนึ่ง วันที่ 1 พ.ค.

กรณีอดีตภรรยาของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ“เสก โลโซ” ร็อกเกอร์ชื่อดัง โพสต์ภาพและข้อความลงในเฟซบุ๊ก แฉอดีตสามีทำร้ายร่างกายสาวหล่อ น.ส.ชนกชล บุญเพ็ง หรือทอมบี ลูกน้องคนสนิทต่อหน้าบุตรสาวคนกลาง ทำให้เหยื่อบาดเจ็บกระดูกกรามหัก รอเช็กเลือดคั่งในสมอง หลังเกิดเหตุคู่กรณีเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ต่อมาตำรวจเจ้าของคดีออกหมายเรียก “เสก โลโซ” มารับทราบข้อหา แต่ไร้วี่แวว ท่ามกลางกระแสข่าวตำรวจเตรียมออกหมายจับภายในวันที่ 30 เม.ย.

ความคืบหน้าที่ สน.ลาดพร้าว เมื่อเวลา17.00 น. วันที่ 30 เม.ย. พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้ขอศาลออกหมายจับนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ “เสก โลโซ” 2 ข้อหา ประกอบด้วยข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส ระวางโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและข้อหาข่มขู่ผู้อื่นให้เกิดความกลัวหรือตกใจ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายละเอียดของหมายจับไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นเอกสารจากศาล จนถึงขณะนี้ “เสก โลโซ” ยังไม่ติดต่อขอเข้าพบตำรวจแต่อย่างใด คาดหลังออกหมายจับทางทนายของผู้ต้องหาจะติดต่อกลับมาเพราะลูกความมีหมายจับติดตัว

“ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าของสำนวนคดี ผมขอปฏิเสธว่าไม่มีความล่าช้า เพราะทุกอย่างทำอย่างเป็นระบบมีขั้นตอน ไม่ต้องกังวลตำรวจพร้อมจับกุมผู้ต้องหาให้เร็วที่สุดและสามารถจับกุมตัวได้ทั่วประเทศ หากผู้ต้องหายื่นเรื่องขอประกันตัวก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล” พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์กล่าว

พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ระบุด้วยว่า ส่วนของผู้บาดเจ็บแพทย์ระบุว่าต้องรักษาตัวอย่างน้อยเป็นเวลา 2 เดือน หากไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่ถ้ามีโรคแทรกซ้อนต้องใช้เวลารักษาตัวมากกว่านี้ หลังจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีรับใบผลตรวจจากทางแพทย์ได้ให้ผู้เสียหายเดินทางมายืนยันผลใบตรวจก่อนหน้านี้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของ “เสก โลโซ” นั้น เจ้าตัวยังไม่มีท่าทีที่จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ลาดพร้าว อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก “SEK LOSO” ว่าอยู่ที่บ้าน และโชว์เล่นกีตาร์ คีย์บอร์ด ร้องเพลง ให้แฟนคลับหรือผู้ติดตามฟังผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 30 เม.ย. พร้อมโพสต์ข้อความว่า “คืนนี้พบกันที่สมุทรสาคร ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!”

มีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ข่าวการออกหมายจับ “เสก โลโซ” แพร่สะพัดออกไปตามโลกโซเชียล ทางทนายความของ “เสก โลโซ” ได้โทรศัพท์ติดต่อกับตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ เพื่อนัดหมายลูกความเตรียมเดินทางเข้ามอบตัวในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 1 พ.ค.

อีกด้าน ที่ตลาดทะเลไทย ต.ท่าจีน อ.เมืองสมุทรสาคร มีการจัดงานสมุทรสาครไบค์วีค ครั้งที่ 2 มีการแสดงคอนเสิร์ตตั้งแต่ช่วง 20.00 น. โดย “เสก โลโซ” เดินทางมาด้วยรถตู้ส่วนตัวเข้ามาจอดด้าน หลังเวที เพื่อเตรียมขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับวงดนตรีแมนฮัตตัน ผู้สื่อข่าวแจ้งกับผู้จัดการวงดนตรีดังกล่าวเพื่อขอสัมภาษณ์ “เสก โลโซ” กรณีถูกออกหมายจับ แต่ได้รับการปฏิเสธ ชี้แจงเพียงว่ายังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เบื้องต้นประสานงานไปยังตำรวจแล้ว ไม่ขอลงลึกในรายละเอียด

 

 

 

                    

 

   สุดยื้อ แดง จิตกร ตายที่บ้านหลังอาการทรุด ขอออกจากรพ. ครอบครัวเศร้า

 

สุดยื้อชีวิต “แดง จิตกร” สิ้นลมสงบ หลังญาติขออนุญาตหมอพาออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้เพียง 5 ชั่วโมง ตามความ ต้องการของเจ้าตัวพร่ำบ่นมาหลายวัน เมียรอให้เสร็จคอนเสิร์ตที่เพื่อนศิลปินจัดหาทุนช่วยเหลือก่อนทำตามความต้องการครั้งสุดท้าย ขณะเจ้าหน้าที่หามร่างอดีตนักร้องลูกทุ่งอีสานชื่อดังขึ้นรถพยาบาลกลับบ้าน ยังโบกมือทักทายแฟนเพลงที่มาคอยให้กำลังใจอยู่หน้าโรงพยาบาล พอถึงบ้านสักพักหยุดหายใจไปชั่วขณะจนญาติๆต้องช่วยกันปั๊มขึ้นมาหายใจได้อีกครั้ง แต่สุดท้ายสู้มะเร็งร้ายไม่ไหวสิ้นใจสงบ เมีย-ญาติสุดเศร้าร่ำไห้ระงม

จากเรื่องราวชีวิตพลิกผันของอดีตนักร้องลูกทุ่งแดนอีสานชื่อดัง “แดง จิตกร” หรือนายสมจิตร เกตุภูเขียว อายุ 46 ปี เจ้าของผลงานเพลงโด่งดังครองใจมหาชน อาทิ มนต์รัก ตจว. หัวใจคิดฮอด ฯลฯ ล้มป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งที่โพรงจมูกระยะสุดท้าย รักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู รพ.ศูนย์บุรีรัมย์ ท่ามกลางความเป็นห่วงของมิตรรักแฟนเพลง มีธารน้ำใจหลั่งไหลให้การช่วยเหลือจำนวนมาก โดยเฉพาะเพื่อนศิลปินกว่า 100 ชีวิตร่วมกันจัดคอนเสิร์ต “รวมน้ำใจช่วย แดง จิตกร” เมื่อวันที่ 29 เม.ย. เพื่อหาทุนช่วยเหลืออดีตนักร้องดังต่อสู้กับโรคร้ายที่เผชิญอยู่

ความคืบหน้าเมื่อช่วงสายวันที่ 30 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่าครอบครัวเตรียมทำเรื่องขออนุญาตแพทย์พาแดง จิตกร กลับไปรักษาตัวที่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 บ้านทุ่งสว่าง ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ไปตรวจสอบที่ รพ.ศูนย์บุรีรัมย์ พบว่า แดง จิตกร ยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู จึงสอบถามไปยังนางอุไรวรรณ เกตุภูเขียว อายุ 44 ปี ภรรยาเผยว่า เตรียมนำตัวแดง จิตกร ออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เป็นไปตามความต้องการของสามี ตนได้ศึกษาวิธีการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจากพยาบาลเพื่อนำไปใช้ดูแลสามีขณะพักรักษาตัวที่บ้านแล้ว

“ตอนนี้พี่แดงอยากกลับบ้านอย่างเดียว บ่นมาตั้งแต่วันที่ 24-25 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ขอพี่แดงไว้ว่าให้ผ่านงานคอนเสิร์ตไปก่อน วันนี้ตั้งใจจะพากลับบ้านตามที่พี่แดงต้องการ ที่ผ่านมาได้เรียนรู้วิธีดูแลผู้ป่วยจากพยาบาลที่มาสอนให้ ทั้งการดูดเสมหะ ทำความสะอาดแผลบริเวณที่เจาะคอ ป้อนอาหารผ่านทางสายยาง เตรียมเครื่องช่วยหายใจไปติดตั้ง และเครื่องดูดเสมหะไปไว้ที่บ้าน ใจจริงไม่อยากให้ออก ส่วนคุณหมอก็แล้วแต่ผู้ป่วย” นางอุไรวรรณกล่าว

ต่อมาในช่วงเที่ยง นางอุไรวรรณ เดินทางมาถึง รพ.ศูนย์บุรีรัมย์ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นั่งปรึกษาหารือกับญาติบริเวณหน้าห้องไอซียู ก่อนเข้าไปภายในห้อง ร่วมกับเจ้าหน้าที่นำพานดอกไม้ทำพิธีขอขมาแทนแดง จิตกร ต่อสิ่งที่ได้ล่วงเกินผู้อื่นทั้งที่ตั้งใจและมิได้ตั้งใจ ทั้งทางกาย วาจา ใจ บริเวณข้างเตียงผู้ป่วย ระหว่างทำพิธีนางอุไรวรรณและญาติๆ มีสีหน้าวิตกกังวลพร้อมทั้งร่ำไห้ออกมา จากนั้นเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่นำแดง จิตกร ออกจากห้องไอซียู ลงลิฟต์มาขึ้นรถพยาบาลที่จอดรออยู่หน้าโรงพยาบาล เพื่อเดินทางกลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้าน โดยแดง จิตกร ได้ยกมือสองข้างขึ้นมาโบกทักทายแฟนเพลงและประชาชนที่มารอให้กำลังใจอยู่ ขณะที่นางอุไรวรรณและญาติๆช่วยกันเก็บข้าวของเครื่องใช้เดินตามลงมา แยกไปขึ้นรถส่วนตัวตามออกไป

นพ.จรัญ ทองทับ ผอ.รพ.ศูนย์บุรีรัมย์ เผยว่า เป็นสิทธิ์ของผู้ป่วยหรือญาติที่จะขอออกไปรักษาตัวที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลมีการแนะนำระบบดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้กับญาติ อาทิ การป้อนอาหารผ่านทางสายยาง การใช้เครื่องช่วยหายใจ การทำความสะอาดแผล และให้ยาผู้ป่วยตามเวลา เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์ยังต้องรักษา แดง จิตกร อย่างใกล้ชิด เพราะผู้ป่วยยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีเสมหะมาก ทานอาหารเองไม่ได้ ต้องให้ผ่านทางสายยาง และมีอาการเจ็บปวดทรมาน ต้องให้ยาระงับปวด โดยรวมยังทรงตัวตามอาการผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน รถพยาบาลเดินทางมาส่งแดง จิตกร ที่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 บ้านทุ่งสว่าง ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ จากนั้นทีมแพทย์พยาบาลพร้อมรถพยาบาลพากันเดินทางกลับไป นางอุไรวรรณ เกตุภูเขียว ภรรยาได้จัดเตรียมเครื่องมือดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องดูดเสมหะ ผ่านไปครู่ใหญ่ แดง จิตกร หยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง ญาติๆช่วยกันปั๊มหัวใจจนหายใจขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่อดีตนักร้องลูกทุ่งอีสานที่ต้องเผชิญกับมะเร็งร้ายยังคงนอนไม่ได้สติ จนกระทั่งเวลา 20.40 น. แดง จิตกร ก็เสียชีวิต ลงอย่างสงบ หลังออกจากโรงพยาบาลกลับมาถึงบ้านได้ประมาณ 5 ชม. สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับญาติๆเป็นอย่างมาก นางอุไรวรรณ ภรรยา จะได้ปรึกษากับญาติๆ เรื่องการจัดงานศพต่อไป

 

 

                     

 

 

                     

guest

Post : 01/05/2016 09:15     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ระวังคุก

       

 

                                        

 

  

 

     6ข้อทำได้-8ทำไม่ได้ กกต.ลั่น ออกเสียงประชามติ

 
ใช้ความเห็นโดยสุภาพ ห้ามแชร์โซเชียลหยาบคาย ขัง8มือโพสต์ไม่ให้ประกัน

ศาลทหารอนุมัติฝากขัง 8 ผู้ต้องหา มือโพสต์โลกโซเชียล ผิดอาญา ม.116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่อนุญาตประกันตัว ระบุมีพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ทำเป็นขบวนการ ทนายโวยตั้งข้อหาไม่สมเหตุสมผล ต้องการเหนี่ยวนำคดีไว้ที่อำนาจศาลทหาร เปิดช่องจับตัวก่อนออกหมายจับ ตร.แจงหลักฐานสาวไม่ถึงตัว “จตุพร-หนูหริ่ง” เผยผู้ต้องหา 2 รายเจอพ่วงข้อหาหนัก ม. 112 “ตุ๊ดตู่” เดือดซัดแผนผังโยงใยให้ดูน่ากลัว ทั้งที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ลั่นถูกไล่ให้จนตรอกจะสู้ตาย กกต.ประกาศหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ประชามติ 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้ ชี้ชัดห้ามปลุกระดม ข่มขู่ ก้าวร้าวหยาบคาย นักเลงคีย์บอร์ดโพสต์-แชร์โลกโซเชียลโดนแน่ พร้อมระบุติดป้าย ธง เข็มกลัด ริบบิ้น เครื่องหมายสัญลักษณ์รณรงค์ทำไม่ได้ ล้วนเข้าข่ายโทษจำคุก 10 ปี นายกฯลั่นจับหมดพวกเคลื่อนไหวล้ม รธน. ใครชอบไม่ชอบให้ไปกาบัตรลงประชามติ ไม่ปิดกั้นต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

กกต.ประกาศ 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้

ส่วนความคืบหน้าชัดเจนเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายยังสงสัยคลุมเครือว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้นั้น เมื่อเวลา 16.20 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต.แถลงผลประชุม กกต. ว่า กกต.มีมติให้ออกร่างประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ จะมีผลเมื่อประกาศดังกล่าวลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว คาดว่าจะมีผลไม่เกินสัปดาห์หน้า โดยมีข้อกำหนดสิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ คือ 1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วนจากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน 2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจนไม่กำกวมอันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง 4. การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย 5. การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน 6. การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวโดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ห้ามปลุกระดม-ข่มขู่-หยาบคาย

นายธนิศร์กล่าวว่า ส่วนที่ทำไม่ได้ 8 ข้อประกอบด้วย 1. การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล (โพสต์) อันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือส่งต่อข้อมูล (แชร์) ในลักษณะดังกล่าว 3. การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 4. การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมายเข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

ใช้สัญลักษณ์เชิงรณรงค์ไม่ได้

5. การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขายการแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าวในลักษณะรณรงค์ทั่วไปเพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง 6. การใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคายหรือปลุกระดมทางการเมือง 7. การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม 8. การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างไรอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดม หรือขัดขวางการออกเสียง

ฝากเตือนระวังอาจผิด ก.ม.อื่นด้วย

นายธนิศร์กล่าวว่า กรณีสื่อมวลชนสามารถรายงานหรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ กกต.อาจจะออกประกาศเพิ่มเติม ถ้ามีกรณีใดเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกเพื่อให้เกิดความชัดเจน กรณีการกระทำในเรื่องอื่น ที่ กกต.อาจเขียนบอกว่าสามารถทำได้ การออกประกาศของ กกต.ยืนอยู่บนพื้นฐาน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำอาจจะผิดกฎหมายอย่างอื่น เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประกาศหรือคำสั่ง คสช. โดยประชาชนพึงระวังความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดสามารถร้องพนักงานสอบสวนได้เลย ไม่ต้องร้องผ่าน กกต. และพนักงานสอบสวนจะเรียกบุคคลนั้นไปให้ปากคำ และ กกต.มีดำริจะเชิญ ผบ.ตร.มาทำความเข้าใจเพื่อให้การปฏิบัติงานเรียบร้อย แต่รอให้ร่างประกาศมีผลก่อน

guest

Post : 30/04/2016 09:53     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  มิน-พิชญา เเก้ตัวกระะเป๋าหรู

 

 

            

 

 

ยังนอนแอ้งแม้งอยู่สิงคโปร์ รอว่างเมื่อไหร่จะกลับไปเอา พร้อมเสียภาษีตามกฎหมาย

นางเอกสาว “มิน-พีชญา” ไขข้อคาใจสังคม ยืนยันไปช็อปกระเป๋าแบรนด์เนมเป็นของขวัญวันเกิดตัวเองตามรูปที่โพสต์ในไอจีจริง ช่วงไปดูงานที่สิงคโปร์แต่ยังไม่ได้ขนกลับมา ปัดเข้าช่องทางลึกลับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะมาลงที่สนามบินดอนเมือง ย้ำว่างแล้วจะกลับไปเอา พร้อมเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมาย แต่ไม่ระบุตอนนี้ฝากของไว้ที่ใด

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาชนิดเจ้าตัวยังงงๆ กรณีดาราสาว มิน-พีชญา วัฒนมนตรี โพสต์ภาพถ่ายในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นภาพสาวมินกับกองกล่องและถุงกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง แอร์เมส นับสิบใบ เป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง จนเกิดข้อกังขาว่ากระเป๋าหรูที่สาวๆ ชอบกันนักนั้น มีการเสียภาษีนำเข้าอย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงกรมศุลกากรก็เตรียมเรียกมาชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่28 เม.ย. ที่มูลนิธิบ้านนกขมิ้น ซอยเสรีไทย 17 นางเอกสาว มิน-พีชญา เดินทางมาเลี้ยงอาหารว่างเด็ก เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 27 ปี จากนั้นได้เปิดใจถึงกระแสที่เป็นวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่คิดว่าเรื่องมาไกลขนาดนี้ ข่าวถูกพัฒนามาไกล โดยไม่ได้ฟังคำตอบจากมิน ระหว่างที่มีข่าว ตนอยู่เขาใหญ่ถ่ายทำละครอยู่ และมีงานทุกวัน เลยไม่มีโอกาสชี้แจง ดังนั้น ขออธิบายตั้งแต่ต้นว่า ตนได้ไปดูงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้ใหญ่หลายท่านและเพื่อนหลายคนไปด้วยกัน ระหว่างอยู่ที่นั่น เรามีช่วงเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ได้ช็อปปิ้ง เลยคิดว่าถ้าจะซื้อของขวัญให้ตัวเองคงไม่ผิดอะไร มีการซื้อสินค้าจริงทุกอย่างตามที่ลงภาพไป แต่ใน 2 วันที่ตนเดินทางไป นำกระเป๋าไปเพียงใบเดียว และต้องรีบบินกลับมาถ่ายละคร จึงไม่สามารถนำของทั้งหมดกลับมาได้

“มินไม่มีอภิสิทธิ์ชนเหนือผู้ใด ตอนที่เข้ามาขอชี้แจงว่าบินมาลงที่สนามบินดอนเมือง ไม่ได้เข้าช่องทางลึกลับใดๆที่สุวรรณภูมิ ผ่านออกมาตามระเบียบทุกอย่าง ยืนยันว่ากรมศุลกากรไม่ได้ขาดตกบกพร่องแม้แต่นิดเดียว เมื่อศุลกากรติดต่อเข้ามา มินก็ได้ชี้แจงไปแล้วเหมือนที่แถลงข่าว ส่วนกำหนดการที่จะเอากระเป๋ากลับมานั้น ยังไม่มี เพราะว่ามินมีคิวงานเยอะขึ้น คิวต่างๆ ถูกแทรกมาเยอะมาก” มิน-พีชญา กล่าว

 

              

  

             

 

     

               

 

 

 

 

                                                           

 

   

 

guest

Post : 29/04/2016 09:14     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  ตายเเล้วฟื้นเห็นนรกสวรรค์

                                              

 

 

    

 

 

 

 

                             พายุถล่มโคราช

เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (26 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุพายุฤดูร้อน ฝนตกหนักและลมแรงถล่มในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลทำให้ทรัพย์สินและบ้านเรือนประชาชนพั­งเสียหาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าศาลจังหวัดสีคิ้ว เสาไฟฟ้าหักโค่นนับสิบต้น ป้ายโฆษณาต่างๆ ริมถนนมิตรภาพถูกกระแสลมพัดปลิว


ทั้งนี้ พายุฤดูร้อนครั้งนี้ยังเกิดพายุลูกเห็บขนา­ดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 เซนติเมตร ตกลงในพื้นที่อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานความเสียหายทั่วบริเว­ณ รวมทั้งที่บ้านกุดเต่า ต.กุดน้อย อ.สีคิ้ว พบว่าบ้านทรงไทยมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ถูกกระแสลมพัดพังถล่ม ทำให้บ้านทั้งหลังพังราบเป็นหน้ากลอง

 

 

                    

 

 

 

               

 

 

 

 

                           กลอนหวานผ่านใจ

 

 

 

          

 

 

    

 

                 

 

 

                 

 

guest

Post : 28/04/2016 08:28     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  เสี่ยเบนซ์ชนฟอร์ดรอดพยายามฆ่า

 

 

                                       

 

พล.ต.อ.พงศพัศ แถลงแจ้งข้อหา "เสี่ยเจนภพ" กรณีซิ่งไฟลุก นิสิตเสียชีวิต 2 ศพ เจอ 8 ข้อหาหนัก แต่ไม่มีคดีพยายามฆ่า

(26 เม.ย.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้าคดีดังที่สังคมให้ความสนใจ กรณีอุบัติเหตุรถเบนซ์ชนฟอร์ด เป็นเหตุมีผู้เสียชีวิต 2 คน เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังการสืบสวนและสอบปากคำพยานแวดล้อมเสร็จสิ้น ล่าสุดสามารถสรุปข้อหาได้แล้ว

พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวได้รวบรวมหลักฐานต่างๆ แล้ว สามารถสรุปแจ้งข้อหาแก่คู่กรณีนายเจนภพ ผู้ขับขี่รถเบนซ์ชนฟอร์ด รวมทั้งสิ้น 8 ข้อหา ประกอบด้วย ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเสียหายและเสียชีวิต , ขับรถขณะหย่อนความสามารถที่จะขับขี่ได้ , ขับรถขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอื่นๆ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต

สำหรับข้อหาที่ 4 คือ ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด , ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น , ผู้ขับขี่เป็นบุคคลที่เสพยาเสพติดให้โทษ เสพวัตถุที่ส่งผลต่อจิตและระบบประสาท เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

ขณะที่ข้อหาที่ 7 ได้แก่ ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานสอบสวนให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา 43 ทวิ ที่สามารถสั่งทดสอบความสามารถในการขับขี่ จากการมึนเมาสุราหรือวัตถุอื่นๆ และ แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีข้อแก้ตัวและเหตุผลโดยสมควร

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยอีกว่า กรณีข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น จากการตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานชี้ชัดถึงเจตนาดังกล่าว จึงยังไม่ได้แจ้งข้อหานี้เพิ่มเติมเข้าไป แต่หากผู้เสียหายมีการยื่นฟ้องกับอัยการเพิ่มเติมก็เป็นสิทธิที่ทำได้

ทั้งนี้ นายเจนภพ ผู้ต้องหาขับเบนซ์ชนฟอร์ดยังอยู่ระหว่างการฝากขังผลัดที่ 4 และการประกันตัวต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นประเด็นนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลต่อไป

 

               

 

 

               

 

 

guest

Post : 27/04/2016 09:15     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  โพลล์ระบุ รัฐบาลบิ๊กตู่ ปชช.เงินล้นกระเป๋า

 

 

 

                   

 

 

                                         

 

 

 

                  

 

 

จ่อฟันเทือก-จตุพร บิ๊กป้อมขู่ ก.ม.มีผลบังคับแล้ว

 

ไม่ให้ยูเอ็น-อียูสังเกตการณ์ กกต.ออก‘ระเบียบ’ประชามติ วรชัยแฉมีทหารแจกใบปลิว

“ประวิตร” สั่งทีมกฎหมายเช็กยิบ กปปส.-นปช.ตั้งโต๊ะประกาศจุดยืนหนุน-ต้าน รธน.ผิด พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่ จวกลั่นห้ามโฆษณาผ่านสื่อชี้นำไม่จบสิ้น โวยไม่ต้องเชิญยูเอ็น-อียูเข้ามาจุ้นสอดส่องการทำประชามติ “บิ๊กตู่” ย้ำทหารไม่ได้ยึดอำนาจอดีตนายกฯ กุมขมับคนไทยไม่รู้เรื่องประชามติ บ่นทะเลาะกันไม่จบเหมือนยุคไดโนเสาร์ “นิพิฏฐ์” ค้านเปิดช่องดึงต่างชาติแทรกแซงประจานตัวเอง “วรชัย” ย้อนศรถามทหารเชิญชวน ปชช.รับร่าง รธน.ผิดด้วยหรือไม่ กกต.คลอด 3 ร่างระเบียบประชามติ 29 เม.ย. รอประธาน กกต.เคาะข้อห้ามรณรงค์รับ-ไม่รับ รธน. “ประยุทธ์” ปิดปากไม่พูดปม “ทักษิณ” จ้างล็อบบี้ยิสต์ โบ้ยสื่อไปถามสำนักข่าวอิศรา ทีมโฆษก คสช. อุบไต๋กุมข้อมูลอ้างยังไม่ถึงเวลาโชว์หลักฐาน “วัฒนา” ซัดสูตรสำเร็จเผด็จการยัดคดี ไปขึ้นศาลยื่น 1 แสนบาทประกันตัวสู้คดีผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

จากกรณีกลุ่มการเมืองสองขั้วใหญ่ ทั้งกลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ออกมาประกาศจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญพร้อมกัน โดยที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่

“บิ๊กป้อม” เช็ก กปปส.–นปช.แถลงข่าวผิด ก.ม.

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. เวลา 09.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) หรืออดีตเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แถลงข่าวแสดงจุดยืนรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่า นี่แหละเป็นสาเหตุที่ต้องออกกฎหมายเพื่อไม่ให้มีใครชี้นำ คนชอบก็ว่าชอบ คนไม่ชอบก็ว่าไม่ชอบ แล้วแต่คนละคน แต่เราไม่ให้มีการโฆษณาหรือยกป้ายสนับสนุน ไม่สนับสนุน เพราะจะไม่จบสิ้นเสียที ตนบอกแล้วว่าปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะมีทั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ต้องชี้แจงถึงเจตนาการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะอธิบายขั้นตอนต่างๆ ในการลงประชามติ

เมื่อถามว่าการแถลงข่าวของ กปปส.และ นปช. ผิดหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ไปดูทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะกฎหมายออกมาแล้วคิดว่าหยุดเสียที อยากชอบก็ชอบไป แต่ไปคุยกันในบ้านส่วนตัว ไม่ต้องออกมา สื่อเองก็เหมือนกันไม่ต้องไปถามแล้ว จบแล้วถามกันอยู่นั่นแหละ กับคนแค่ 2 คน คนชอบก็ชอบ คนไม่ชอบก็ไม่ชอบ ถามไปก็ได้คำตอบแบบนี้ทุกครั้ง เป็นประเด็นตลอด สื่อไม่ต้องไปถามแล้วพอๆ

ว้ากห้ามโฆษณา สวดชี้นำไม่จบสิ้น

เมื่อถามว่า ถือเป็น 2 กลุ่มสำคัญที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า นั่นแหละ แบบนี้ชอบกันไหม บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ชอบทำให้เป็นประเด็น ปล่อยให้ประชาชนมีเสรีบ้าง ไปชี้นำอยู่เรื่อย ไม่จบไม่สิ้น เมื่อถามว่า มีกลุ่มพลเมือง 100 ชื่อ เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายกษิต ภิรมย์ แถลงการณ์ขอให้ คสช.เปิดช่องแสดงความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า กฎหมายออกมาแล้ว ไม่เข้าใจหรือไง บ้านเมืองอยู่ได้ด้วยอะไร ยืนยันว่าจะไม่เป็นสาเหตุทำให้สถานการณ์บ้านเมืองอึมครึม “ผมมองว่าไม่ให้แสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญดีแล้ว เพราะเห็นชัดเจนว่ามี 2 ค่าย ถ้าจะพูดไปพูดกันในกลุ่มของตัวเอง ไม่ให้โฆษณา ผมไม่ได้ห้ามหรือเอาพลาสเตอร์ปิดปากใครทั้งหมด แต่ไม่ให้ออกมาโฆษณา ไม่ให้ลงสื่อโฆษณา” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ติงยูเอ็น–อียูอย่าจุ้นส่องประชามติ

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงกรณีที่ นปช.เรียกร้องให้ยูเอ็นและอียูเข้ามาสังเกตการณ์ในวันลงประชามติว่า เรื่องของ กกต.ไปเรียกร้องอะไร คงไม่มีประเทศไหนที่เรียกร้องให้มาดูการลงประชามติ หากเกี่ยวกับการเลือกตั้งแบบนี้ได้ โดยหลักการแล้วไม่ต้องเชิญมา รอเลือกตั้งดีกว่าเชิญมาดู ใครซื้อเสียง การลงประชามติคงไม่เกี่ยว ทั้งนี้ ยืนยันว่าการลงประชามติเกิดขึ้นแน่นอน เพราะกฎหมายออกแล้ว ยกเว้นตีกันจนลงประชามติไม่ได้ แบบนี้จะไปกันอย่างไร ออกแถลงทุกวันแบบนี้ ถามว่าจะไปกันอย่างไร คนนั้นดีไม่ดี เมื่อถามว่า การลงประชามติครั้งนี้เป็นการประลองระหว่างสองขั้วการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่เกี่ยวหรอก คงไม่ใช่การประลองอะไร มีแต่คนคิดอย่างไร ประชาชนคิดอย่างไร และตัวเองเป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่ว่าจะคุมเสียงของตัวเองได้หมด อย่าไปคิดเอาเอง ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครออกมาแสดงพลังอะไรทั้งนั้น ขณะนี้ใกล้ถึงเวลาการลงประชามติแล้ว

ปัดส่ง กรธ.–กกต.กรอกหูฝ่ายเดียว

เมื่อถามว่า มาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติ จำกัดความคิดเห็นมากเกินหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เห็นแล้วว่าข้อห้ามต่างๆ จะทำให้ไม่เกิดประเด็นขึ้นมาและกลายเป็นความขัดแย้งในสังคม เขาจึงออกกฎหมาย ถ้าทำแล้วมีความขัดแย้งคงไม่ออกกฎหมาย มั่นใจว่ากฎหมายจะไม่สร้างความขัดแย้ง ข้อห้ามทั้งหมดใช้กับทุกคน ถ้าห้ามคนโน้นไม่ห้ามคนนี้ นี่คือเป็นการสร้างความขัดแย้ง เมื่อถามว่า การที่ กกต.และ กรธ.ออกไปชี้แจงประชาชนเป็นการชี้นำฝ่ายเดียวหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ กรธ.ชี้แจงว่าเจตนาการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ไม่ได้ชี้นำ และเรื่องนี้ไม่มีฝ่ายไหนทั้งนั้น ถือเป็นฝ่ายประชาชนทั้งหมด ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายสุเทพออกมาแถลงข่าวต้องการช่วย คสช.คงไม่เกี่ยว ทาง กปปส.จะรู้ได้อย่างไรว่าใครคิดอย่างไร เพราะ คสช.ไม่ได้ไปร่างรัฐธรรมนูญ

“บิ๊กตู่” ปลุกกำนัน–ผญบ.ขจัดไฟขัดแย้ง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ รังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานมอบนโยบายโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านภาคกลาง 6 จังหวัดกว่า 3,878 คนเข้าร่วมประชุม พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ถือว่าตนกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนสีเดียวกัน มีเลือดสีเดียวกัน ทุกคนมีส่วนร่วมกันรัฐบาลชุดนี้และ คสช. วันนี้ต้องเชื่อใจตน ตนก็ไว้ใจ เราต้องไม่สนับสนุนให้เกิดความแตกแยก ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม สิ่งแรกที่ต้องทำวันนี้ คือทำอย่างไรสังคมจะเกิดความสงบ ไม่ขัดแย้งไม่เห็นต่าง ทุกอย่างต้องกลับมาสู่กระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลไม่ได้จำกัดความคิดเห็นที่แตกต่าง เพียงแต่จะต้องคิดให้ได้ก่อนว่า แตกต่างกันเพื่ออะไร ต้องฟังเหตุผลและข้อมูลทุกด้าน ไม่ใช่หยิบยกอะไรมาเรื่องเดียวแล้วตีกันทั้งหมด ปัญหาไม่มีทางแก้ได้ถ้าเอาความขัดแย้งขึ้นมาก่อน วันนี้เราต้องมาร่วมกันสร้างประชาธิปไตยให้เท่าเทียม ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกันให้ได้เสียก่อน

ย้ำทหารไม่ได้ยึดอำนาจอดีตนายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมจึงต้องมีทหารเข้ามา เพราะประเทศไทยติดล็อกว่าไม่มีอะไรมาแก้ปัญหาได้เลย ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 ปัญหาไม่ง่ายแล้ว ปล่อยไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นประเทศเดินหน้าไม่ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม นายกฯไม่มีอำนาจ และตนไม่ได้ไปยึดอำนาจมาจากนายกฯ ขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่ไม่มีนายกฯ ตามกฎหมายเขียนไว้ว่าใช้จ่ายงบประมาณ ไม่ได้ในปี 57 แล้วปี 58 ต้องทำงบประมาณใหม่แล้วจะปล่อยให้ตีกันต่อไปหรือ ตนจำเป็นต้องเข้ามาเพื่อปลดล็อกตรงนั้น ย้อนกลับไปปี 53 ไม่มีใครอยากจะทำร้ายประเทศของเรา ทหารก็เป็นลูกหลานของพวกเราทั้งสิ้น ไม่ใช่คนใจร้าย แต่เมื่อเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องทำ ปัญหาครั้งล่าสุดนี้ทุกคนก็เห็นอยู่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นจาก 2 ฝ่าย แต่ฝ่ายใดทำผิดกฎหมายมากที่สุด จะไปเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ ตนไม่ได้เข้ามาเพื่อชี้ว่าไอ้นี่ผิดถูก แต่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทุกคนไม่เข้ามาก็อยู่อย่างทุกวันนี้ เมื่อเข้ามาก็ไปต่อสู้ ตนจะไปยุ่งอะไร ขี้เกียจตอบ ไม่ตอบแล้ว สื่อแส่เลิก ไม่ไปทะเลาะกับใครอยู่แล้วมันเสียเวลา แต่หงุดหงิดก็มีบ้าง ทหารเป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นปกครองกันไม่ได้

บ่นทะเลาะไม่จบเหมือนยุคไดโนเสาร์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นนายกฯหรือเปล่า รู้อย่างเดียวว่าตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน คือความตั้งใจของรัฐบาลและ คสช. อย่าไปฟังสิ่งบิดเบือนที่บอกว่าตนทำเพื่ออำนาจ กฎหมายว่าอย่างไรก็อย่างนั้น นำเข้าสู่กระบวนการทั้งหมดใครผิดก็เข้ามาต่อสู้ แต่ถ้าไม่เข้าถือว่าเป็นผู้ต้องหา กฎหมายตัดสินแล้วว่าผิดคือผิด ไม่ใช่ศาลตัดสินแล้วแสดงว่าเข้าข้างโน้น ไม่ใช่ว่าคดีเมื่อ 4-5 ปี ให้ยกเลิกทั้งหมด อ้างว่าศาลไว้ใจไม่ได้ อย่ามาคิดแบบที่บิดเบือนกันมา ใครทำดีก็ตอบแทน ใครทำไม่ดีก็ลงโทษ ระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยอาจเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ปัญหาตั้งแต่อดีตมามักเกิดจากคนนำเรื่องราวไปสู่การทะเลาะ จนบางครั้งคิดว่าคนจะกินกันเองเหมือนไดโนเสาร์ยุคก่อนหรือไม่ มีปัญหานิดเดียวยังทะเลาะกันไม่จบสิ้น

กุมขมับคนไทยไม่รู้เรื่องประชามติ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชน ระบุว่า ประชาชน 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้เรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะทำกันอย่างไร หรือประเทศจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ตนเข้ามาช่วงที่ประชาธิปไตยไทยกำลังเอน จึงเข้ามาแก้ไม่ให้มันเอน คนไทยต้องช่วยกัน ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าผิดกฎหมายก็จับดำเนินคดี มีคนบางคนต้องการให้ คสช.จับ พอจับแล้วจะได้ไปฟ้องโลก ไอ้ขี้เท่อ ประเทศชาติ เสียหาย ตนก็กลัวเหมือนกัน กลัวคนอื่นเขาไม่ชอบแล้วจะตีหัวเอา ไม่ใช่ผมไม่ใช่ทหารตำรวจ แต่คนเขารังเกียจพวกเหล่านี้ขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะให้ประท้วงกันแบบนี้หรือ

คสช.ยันบังคับใช้ ก.ม.เท่าเทียมทุกกลุ่ม

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการคสช. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ นปช.และ กปปส.ว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายกำลังตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร กกต.ต้องเป็นผู้ชี้แจงทำความเข้าใจ ส่วนการเคลื่อนไหวของ กปปส. นั้น ประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ต้องการความรุนแรง ต้องการใช้ชีวิตปกติสุขมากกว่า เราดำเนินการเท่าเทียมกันตามกรอบกฎหมายทุกกลุ่มทุกฝ่าย หากอะไรที่นำไปสู่ความไม่สงบ ต้องเข้าไประงับยับยั้งทันที ยืนยันว่าไม่มีการปฏิบัติสองมาตรฐาน ตอนนี้เมื่อมีกฎหมายประชามติแล้ว และยังมีประกาศหรือคำสั่ง คสช. ขอชี้แจงว่า คสช.จะพิจารณาในภาพรวม แต่จะให้ใช้กฎหมายปกติเป็นหลักก่อน หลังจากที่มีการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงประชามติ ให้ประชาชนได้ศึกษาว่าทำอะไรได้ หรือทำอะไรไม่ได้ จะได้ไม่มีข้อกังขา ผู้ที่ต้องชี้แจงได้ชัดเจนที่สุดคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะได้รับรู้รับทราบร่วมกันต่อไปจะได้ไม่กังวล การทำอะไรจะได้อยู่ในกรอบกฎหมาย เป็นเรื่องที่ทุกคนคงจะได้สบายใจ

ผบ.ตร.สั่งจับตาเข้มสองกลุ่มต่างขั้ว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งการให้ตำรวจสันติบาล ตำรวจท้องที่ และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่ม นปช. และกลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หากพบมีการแสดงความคิดเห็นหรือออกมารณรงค์ให้ประชาชน ไม่ออกไปใช้สิทธิ์ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หรือชี้นำให้ประชาชนออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีความผิดตามมาตรา 62 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากการติดตามทางโซเชียลมีเดียและช่องทางต่างๆ ยังไม่พบมีการออกมาเคลื่อนไหวโดยมีนัยแต่อย่างใด ขอให้ผู้ที่จะออกมาแสดงความเห็น อย่ากระทำผิดกฎหมาย เพื่อให้การลงเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“มีชัย” จ่อลงพื้นที่แย้มให้ สนช.ร่วมขบวน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม กรธ.ว่า กรธ.จะหารือเรื่องแนวทางการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะให้แม่ข่ายอาสาสมัครจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข มาร่วมดำเนินการ นอกจากนี้อาจหารือว่า จะให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมชี้แจงคำถามพ่วงประชามติในเวทีเดียวกันหรือไม่ เพราะกังวลว่าถ้า กรธ.และ สนช.ไปชี้แจงคนละครั้ง อาจจะยิ่งทำให้ประชาชนสับสน โดย กรธ.จะอธิบายรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สนช.จะได้อธิบายคำถามพ่วง จะได้ช่วยกันชี้แจง ถ้าต่างคนต่างไปจะเสียเวลาชาวบ้านต้องมาฟัง และไปพูดคนละทีสองที จะกลายเป็นพูดไม่ตรงกันหรือพูดขัดกัน อาจทำให้สับสน ตนจะไปด้วยตนเองบางจุดจะดูเป็นวาระ เช่น การลงพื้นที่ร่วม

ใครขัดขวาง กรธ.ว่ากันตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า กังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายเหมือนเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า เราจะบอกให้ฝ่ายบ้านเมืองให้รู้ว่าจะไปไหนทำอะไร ขณะที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีผลบังคับใช้แล้ว ถ้ามีการขัดขวางการทำงานของ กรธ.ต้องว่ากันตามกฎหมาย หากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เป็นไร จะพยายามพูดให้เขาได้สติ ส่วนที่บางกลุ่มการออกมาแสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ไม่มีความเห็น เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณามองในแง่ของบางพรรค หรือบางคนที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจตามอำเภอใจ รักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง รัฐธรรมนูญนี้คงยากที่เขาจะยอมรับได้ แต่ในแง่ประชาชนได้อะไรคือ มีกฎกติกาถาวร ใช้กฎหมายอย่างเท่ากัน ไม่ใช่ว่าตะรางมีไว้ขังคนจน คนรวยไม่ถูกขัง และการปฏิรูปจะเดินหน้าสู่จุดหมายที่ดีได้ ประชาชนต้องพิจารณาว่าจะเห็นแก่พรรคการเมือง หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนที่จะได้มีความทัดเทียมกัน สำหรับนักวิชาการที่ติติงร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าอ่านดีๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ถ้าทำใจกว้างๆ และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก คงจะไปกันได้มั่นใจว่า กรธ.จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ แต่อาจมีข้อเสียเปรียบ เครือข่ายพรรคการเมือง แต่ต้องพยายามเต็มที่

“วันชัย” ซัด นปช.ชักศึกเข้าบ้านย่ำยีคนไทย

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณี นปช.ขอให้ดึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ตัวแทนสหภาพยุโรป (อียู) เข้าร่วมสังเกตการณ์การทำประชามติว่า ไม่เห็นด้วยที่จะชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้านโดยไม่จำเป็น คนไทยดูแลกันเองได้ ทุกภาคส่วนมีสิทธิร้องเรียนหากเห็นการทุจริต ไม่จำเป็นต้องให้คนต่างด้าวท้าวต่างแดนมาดูแล การชักชวนต่างชาติเข้ามาเท่ากับย่ำยีดูถูกถูกคนไทยด้วยกันเอง รัฐบาล คสช.คงรู้ทันเกม ไม่หลงกระแสตามคนที่จงใจป่วนทั้งในและนอกประเทศ ต้องการสร้างสถานการณ์บ้านเมืองไม่ว่าสงบเรียบร้อยหวังชักนำชาวต่างชาติเข้ามา ส่วนกรณี กปปส.ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิทธิของทุกกลุ่มทุกพรรค แต่กฎหมายประชามติห้ามรณรงค์ชี้นำ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ถือเป็นตัวชี้ขาดว่าประชามติจะราบรื่น แต่สำคัญอยู่ที่ กรธ. กกต. และผู้เกี่ยวข้องจะเผยแพร่ความเข้าใจไปยังประชาชนได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า

“นิพิฏฐ์” ฉะประจานตัวเองดึงต่างชาติแทรก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีแกนนำกลุ่ม นปช. ออกมาเรียกร้องให้ คสช.เปิดให้ยูเอ็น ตัวแทนอียูหรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในไทยโดยเปรียบเทียบกับพม่าว่า สถานการณ์ไทยต่างกับพม่า หลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐบาลทหารก็เข้ายึดอำนาจนานกว่า 50 ปี เพิ่งจะกลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย พม่าปรับตัวหลุดพ้นจากระบบทหารได้ แต่ไทยเราอยู่ในระบบประชาธิปไตยมาก่อน เพิ่งจะสะดุดล้มช่วง 3 ปีนี้ ขณะนี้กำลังจะลุกขึ้นเดินต่อเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องดึงองค์กรต่างชาติ หรือคนชาติอื่นมายุ่งในกิจการภายในของเรา เท่ากับการประจานประเทศเราเองว่าคนในชาติคุยกันไม่ได้ต้องดึงคนต่างชาติมาแทรกแซงกิจการภายในของชาติไทย ที่พม่าให้ต่างชาติสังเกตการณ์เพราะอยู่กับรัฐบาลทหารมาตลอด การเลือกตั้งหรือทำประชามติใดๆ ไม่มีประสบการณ์ ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ เป็นดุลพินิจของแต่ละกลุ่ม แต่ละพรรค ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนถึงเวลาโหวตประชามติพรรคประชาธิปัตย์จะมีท่าที นายอภิสิทธิ์เรียกร้องว่าขอให้รัฐบาลบอกว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ประชาชนจะได้อะไร คือควรมีตัวเลือกให้ประชาชน

“วิรัตน์” ชี้ กปปส.เห็นต่าง ปชป.เรื่องปกติ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ มปท.หรือกลุ่ม กปปส. เดิมแสดงจุดยืนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญว่า เป็นเรื่องของกลุ่ม กปปส. และเป็นเรื่องปกติที่เห็นต่างกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีอะไรน่ากังวล สมาชิกพรรคเองทุกคนไม่ได้เห็นเหมือนกัน แต่เมื่อสรุปได้ข้อยุติแล้ว เราต้องว่าตามนั้น เมื่อถามว่า เมื่อกลุ่มแกนนำ กปปส.เห็นต่างจากแนวคิดของพรรค อดีตแกนนำ กปปส.จะกลับมาที่พรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ นายวิรัตน์ กล่าวว่า ตอนนี้มีแค่นายสุเทพเท่านั้นที่ประกาศตัวว่าไม่กลับมาที่พรรคแล้ว ส่วนแกนนำคนอื่นจะกลับมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะตัดสินใจอย่างไร ถ้าเห็นว่าแกนนำ กปปส.เป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยด้านหนึ่ง ไม่ขัดแย้งกับแนวนโยบายพรรคก็จบ แต่ถ้าเห็นว่าไปทำการเมืองนอกจากระบบของพรรค จะไม่เห็นชอบก็เป็นสิทธิของ กก.บห.จะพิจารณา

“วรชัย” ย้อนทหารชวนรับร่างผิดหรือไม่

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรค เพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ปรากฏภาพทหารเดินแจกใบปลิวตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ชักชวนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิรับร่างรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องตัดสินว่าผิด พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่ ขอให้ กกต.ประกาศชัดเจนว่าอะไรพูดได้หรือพูดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นกฎหมายนี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการผู้เห็นต่าง จะเป็นข้ออ้างให้พวกตนโดนจับไปเรื่อยๆ อย่าใช้ พ.ร.บ.ประชามติทำลายใครอีก และยังมีประเด็นคำว่าคลุมเครือ การตีความคืออะไร ถ้าบอกว่าไม่รับร่างฯ หรือบอกว่า ส.ว.ลากตั้งมีอำนาจเลือกนายกฯคลุมเครือหรือเปล่า ขอเรียกร้องให้ กกต.ทำงานเป็นระบบ ต้องแจ้งประชาชนว่าวิจารณ์ได้แค่ไหน ต้องทำอย่างไรให้ชัดเจน ถ้ายังคลุมเครืออยู่ แล้วประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร หากประชามติผ่านแบบบริสุทธิ์ยุติธรรมจะยอมรับ แต่ถ้าไม่ขาวสะอาด ประชาชนไม่ยอมรับแน่ คิดว่าประชาชนจะไม่ให้โอกาสอีกแล้ว ขณะนี้ภัยแล้ง ขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ร้องเรียนมาว่าไม่มีจะกินแล้ว ช่วยบอก คสช.ให้ลงไปดูแล แต่กลับมาไล่ล่าพวกเรา มากล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่เบื้องหลังการป่วนประเทศซึ่งไม่ใช่ ขอให้ลงไปดูปัญหาอย่าหมักหมม อย่าคิดว่าใช้อำนาจได้กับทุกอย่าง

“พิชัย” ตื๊อขอ คสช.ไปประชุมสหรัฐฯ–ยุโรป

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สภาแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เชิญตนให้เข้าร่วมหารือสถานการณ์ในประเทศไทย ที่สำนักงานในกรุงวอชิงตัน หรือที่นครนิวยอร์ก ช่วงปลายเดือน พ.ค. และยังได้รับเชิญให้ร่วมงาน 2016 SOUTHEASTERN EUROPEAN GATHERING ที่กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ในวันที่ 27-29 พ.ค.ด้วย โดยสภาแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นองค์กรสมาชิกแห่งชาติที่เป็นกลาง และเป็นสถาบันวิจัย สมาชิกเป็นประธานาธิบดี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการคลังในอดีตและปัจจุบันของประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก ตลอดจนข้าราชการอาวุโสของประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิชาการ และผู้นำทางเศรษฐกิจ และกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ทั้งนี้ได้ยื่น คสช.ขออนุมัติการเดินทางแล้วหวังว่าจะได้รับการอนุมัติ

กกต.คลอดร่างระเบียบประชามติ

เมื่อเวลา 16.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ พ.ศ... 2.ร่างระเบียบกกต.ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ... 3.ร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญฯ ขั้นตอนการออกเสียง การจัดสรรเวลาออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ...คาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในวันเดียวกันนี้และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป จากนั้นวันที่ 29 เม.ย. จะประชุมพิจารณาร่างประกาศ กกต.ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมรวมทั้งพิจารณาอะไรทำได้ไม่ได้ แม้จะมีความชัดเจนเบื้องต้นแล้วแต่ต้องรอประธาน กกต. กลับจากเดินทางดูงานต่างประเทศเพื่อพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง

ดึง 6 สถานีฟรีทีวีเผยแพร่กิจกรรม

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนการจัดอภิปรายเชิงวิชาการเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการและสื่อมวลชนสามารถจัดอภิปรายได้ แต่ถ้ากลุ่มองค์กรอื่นที่ต้องการจัดอภิปรายต้องจัดร่วมกับ 3 หน่วยงานนี้เท่านั้น แนวทางที่ กกต.ออกมาไม่ได้ครอบคลุมทุกเรื่อง การกระทำบางอย่างอาจคาบเกี่ยวขัดประกาศ คำสั่ง คสช.ผู้จัดต้องรับผิดชอบเอง เมื่อถามว่า พ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้แล้วการบังคับใช้ครอบคลุมถึงการแสดงความคิดเห็นของนายกฯด้วยหรือไม่นายสมชัยปฏิเสธจะตอบคำถาม ระบุสั้นๆว่า “เป็นคำถามหาเรื่อง พ.ร.บ. ประชามติ ประธาน กกต.เป็นผู้รักษาการกฎหมาย ฉะนั้นขอให้ไปถามประธาน กกต.” ส่วนของการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ กกต.จะเชิญผู้บริหารสถานีฟรีทีวี 6 สถานี ประกอบด้วยช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และไทยพีบีเอส ให้จัดสรรเวลาช่วงไพรม์ไทม์เพื่อเผยแพร่กิจกรรมประชามติ ที่กำหนดไว้ 2 รูปแบบ รวม 12 ครั้ง

องค์กรสื่อขอตีกรอบให้ชัดเจน

ต่อมาเมื่อเวลา 16.30 น. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน นำโดยนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เข้ายื่นข้อห่วงใยในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ภายหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีผลบังคับใช้ ถึงประธาน กกต. ผ่านนายประวิช รัตนเพียร กกต. เนื่องจากเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มีบทบัญญัติที่อาจจะกระทบต่อการทำหน้าที่สื่อมวลชนในการเผยแพร่และนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะความคลุมเครือในมาตรา 7 ที่มีการตัดคำว่า “รณรงค์” ออกจากร่างกฎหมาย รวมทั้งมาตรา 61 ที่ระบุถึงการแพร่ภาพ เสียง ข้อความตามช่องทางของสื่อต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความว่าเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง ทั้งนี้ จึงขอให้ กกต.ให้หลักประกันที่ชัดเจนกับสื่อมวลชนทุกแขนง

ประกาศบังคับใช้หลักเกณฑ์ออกเสียง

ค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้เผยแพร่ระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 โดยระเบียบดังกล่าวมีตัวอย่างบัตรลงคะแนนเสียงด้วย พร้อมระบุให้ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) ให้เพิ่มค่าตอบแทน สําหรับการปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยในวันอบรม วันรับวัสดุอุปกรณ์ และวันลงคะแนนให้เจ้าหน้าที่ รวมทั้งเพิ่มค่าตอบแทนสําหรับการรายงานผลคะแนนออกเสียงประชามติผ่านสมาร์ทโฟน หน่วย/ที่ออกเสียงละ 20 บาท จ่ายให้แก่ ผอ.ประจําหน่วยออกเสียง/ที่ออกเสียงนอกเขตจังหวัด หรือผู้ได้รับมอบหมายให้รายงาน และเว็บไซต์ราชกิจจาฯ เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการใช้จ่ายเงินในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 แล้ว โดยทั้ง 2 ฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

นายกฯโบ้ย “อิศรา” แฉปมล็อบบี้ยิสต์

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 15.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ นโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผลการประชุม นบข.ทางปลัดกระทรวง พาณิชย์เป็นผู้ชี้แจง” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ถามผู้สื่อข่าวว่ามีอะไรถามมา “ถ้าถามการเมืองไม่ตอบ ก็ไม่มีงานทำ ถ้าถามการเมืองไม่มีคำตอบ” เมื่อ ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะมีการเปิดเผยเกี่ยวกับข้อมูลจ้างล็อบบี้ยิสต์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ไปถามทางอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) เขาสิเขามีข้อมูล” ก่อนที่จะเดินเลี่ยงขึ้นห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เรียกร้อง คสช.โชว์หลักฐานกล่าวหา นายทักษิณ ชินวัตร จ้างล็อบบี้ยิสต์มาเคลื่อนไหวป่วนประเทศไทย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.พูดตามข้อมูลต่างประเทศที่ออกข่าว ไม่ได้คิดเอง เมื่อถามว่า นายกฯเอ่ยชื่อนายทักษิณจะส่งผลการเมืองแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คงไม่ นายกฯพูดตาม ข้อมูลที่ต่างประเทศออกมา

ทีม คสช.อุบไต๋ยังไม่ถึงเวลาโชว์ของ

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คสช. กล่าวถึงกรณีนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เรียกร้อง คสช.โชว์หลักฐานกล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จ้างล็อบบี้ยิสต์ ทำลายความน่าเชื่อถือประเทศไทยว่า ตอนนี้มีข้อมูลบางส่วนส่งมาให้บ้างแล้ว เจ้าหน้าที่รวบรวมเอกสารไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่เปิดเผยในเวลานี้ ซึ่งเป็นไปตามที่นายกฯระบุไปแล้วว่ามีการจ้าง แต่รายละเอียดเอกสาร คสช.ขอสงวนสิทธิ์ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เข้าทางคนที่ท้าให้เปิด เรื่องเหล่านี้พี่น้องประชาชนตรวจสอบสืบค้นได้ทุกช่องทางการสื่อสาร ไม่ใช่เอกสารลับแต่อย่างใด ส่วนการที่นายทักษิณวิจารณ์นายกฯนั้น ขอชี้แจงว่า คสช.มองการแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญสุด รวมทั้งบรรยากาศความสงบสุขของบ้านเมือง ปัญหาทางการเมือง แม้ว่าจะมีคนสนใจบางกลุ่มบางพวก เท่านั้น แต่ไม่ใช่ความเร่งด่วนสูงสุด ส่วนที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ยังคงแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กต่อเนื่อง เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายดำเนินการ

“วัชระ” หยัน “นพดล” ท้าทายแก้เกี้ยว

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศท้าให้โชว์หลักฐานที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศว่า เป็นการแก้เกี้ยว นายนพดลควรบอกให้นายทักษิณกล้ายอมรับความเป็นจริง หลักฐานการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ สำนักข่าวอิศรานำมาเปิดเผยหมดแล้วว่ามีมากถึง 5 บริษัท และนายทักษิณยังเขียนหนังสือยอมรับด้วยตนเองในคำนำของหนังสือสมุดปกขาว การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ โดยสำนัก กฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์เปรอฟจัดพิมพ์ว่า เป็นคนขอให้สำนักกฎหมายนี้เข้ามาศึกษากรณีการประท้วง ของกลุ่มคนเสื้อแดง โลกควรจะได้เข้าใจในประเทศไทย คือคำสารภาพของนายทักษิณในหนังสือที่หมิ่นสถาบันสำคัญของชาติ หมิ่นศาลยุติธรรมและหมิ่นประมาทกองทัพบกไทย ไม่ทราบว่านายนพดลจะแก้ตัวให้นายใหญ่ว่าอย่างไรอีก

“วัฒนา” อัดสูตรสำเร็จเผด็จการยัดคดี

ช่วงเช้า นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “สูตรสำเร็จของเผด็จการ” ว่า เมื่อคืนวันที่ 24 เม.ย. ไปรับลูกสาวกลับจากฮ่องกง และวันนี้จะไปศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อรายงานตัวต่อศาลในคดีที่ได้รับอภินันทนาการเพราะบังอาจไปกล่าวหาท่านผู้มีอำนาจว่า การยึดอำนาจทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งตำรวจและอัยการเห็นว่าเป็นการโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้ คสช.ได้รับความเสียหาย ใครรู้ช่วยบอกทีว่าข้อความเท็จตรงไหน เผื่อจะได้เอาไปสู้คดี สูตรสำเร็จของเผด็จการที่ผ่านมา จะเริ่มจากการใช้กระบวนการยุติธรรมที่กำหนดขึ้นเองเป็นเครื่องมือจัดการกับฝ่ายตรงข้าม ข่มขู่ ยัดเยียดคดี หรือขุดคุ้ยเรื่องเก่า เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับให้อีกฝ่ายยอมตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ สำหรับคดีนี้ตนได้ยื่นร้องให้อัยการสอบพยานเพิ่มเติมแต่ถูกปฏิเสธ อัยการแจ้งว่าได้ยื่นฟ้องคดีไปในช่วงที่ถูกควบคุมตัวครั้งล่าสุด ตนเข้าใจเพราะขนาดอดีตอัยการสูงสุดยังเคยถูกคำสั่ง คสช.ย้ายมาแล้ว อัยการระดับฝ่ายไหนเลยจะกล้าให้ความเป็นธรรม

ลั่นไม่ก้มหัวสยบอำนาจนอกระบบ

นายวัฒนาระบุว่า ถูก คสช.ควบคุมตัวครั้งล่าสุด เพราะโพสต์ข้อความแสดงความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่เมื่อวันที่ 24 เม.ย. มีกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนคสช. ออกมาแถลงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่กฎหมายประชามติมีผลบังคับ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าผู้แถลงจะถูกนำตัวไปปรับทัศนคติแบบตนตามคำพูดของท่านผู้นำหรือไม่ ตนไม่ติดตามเพราะเลิกเชื่อมานานแล้ว ถูก คสช.นำตัวไปปรับทัศนคติหลายครั้ง ท้ายสุดถูกดำเนินคดีต่อศาล ล้วนมาจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเห็นว่าเป็นสิทธิและยังมีคดีขัดคำสั่ง คสช.ที่ศาลทหารกรุงเทพฯอีกหนึ่งคดี คาดว่าคงสะสมได้อีกหลายคดี จนกว่าจะครบเวลา ตามโรดแม็ป ยิ่งหากท่านผู้นำได้เวลาเพิ่มอีก 5 ปี อาจสร้างสถิติใหม่ แต่วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้หวั่นไหว จะยังคงมีความเห็นและต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนต่อไป เพราะไม่เคยคิดจะก้มหัวให้กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

ขึ้นศาลยื่นประกันตัวสู้คดี พ.ร.บ.คอมฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ตามที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้โพสต์แสดงข้อความในบัญชีเฟซบุ๊ก “Wattana Muangsook” มีข้อความทำนองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม จะไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งความจริง คสช.ดำเนินการร่าง รธน.และจัดให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนไม่ใช่เป็นการยึดอำนาจตลอดไป ทั้งนี้นายวัฒนากล่าวปฏิเสธหลังสอบคำให้การพร้อมยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว 100,000 บาท ระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวและมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

อัยการศาลทหารฟ้อง “จ่านิว” บุกราชภักดิ์

ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัยการศาลทหารได้นัดนายอานนท์ นำภา นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) น.ส.กรกนก คำตา นายกิตติธัช สุมาลย์นพ นายวิจิตร หันหาบุญ นายวิศรุต อนุกูล–การย์ โดยอัยการมีคำสั่งส่งฟ้องต่อศาลทหารในคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.กรณีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.58 และชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทำให้ทั้ง 6 คน ต้องถูกคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯระหว่างการพิจารณาคดี หลังจากนั้นทนายได้ยื่นหลักทรัพย์คนละ 40,000 บาท เพื่อขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว และมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาตจากศาล

ปล่อยตัวแล้วชูกำปั้นเคลื่อนไหวต่อ

ต่อมาเวลา 20.20 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพปล่อยตัวนายสิรวิชญ์พร้อมพวกรวม 6 คน ท่ามกลางเหล่าญาติมิตรที่มาเฝ้ารอรับ ก่อนที่ทั้งหมดเดินไปรวมกันที่ป้ายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และแสดงสัญลักษณ์ด้วยการชูกำปั้นพร้อมกัน ทั้งนี้นายสิรวิชญ์กล่าวว่า วันนี้คนตรวจสอบทุจริตกลับต้องเดินเข้าเรือนจำ แต่คนฉ้อฉลกลับไม่เป็นอะไร ส่วนตัวยืนยันเคลื่อนไหวต่อภายใต้กฎหมายปกติ เพราะกฎหมายใดที่ไม่ชอบธรรมจะไม่ยอมรับ

แจงคดี “จาตุรนต์” ขึ้นศาลอาญา–ทหาร

ขณะเดียวกัน ที่ศาลทหารกรุงเทพ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาฯพร้อมทนายเดินทางมาฟังคำวินิจฉัยของศาลทหาร ภายหลังยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติมคดีความผิดฐานขัดประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 และ 38/2557 ที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารเนื่องจากการกระทำเกิดขึ้นก่อนมีคำสั่ง คสช.ดังนั้นคดีจึงควรอยู่ในศาลอาญา รวมถึงประกาศ คสช.ฉบับที่ 37 และ 38 ที่ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4 ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนที่ได้รับคุ้มครองตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ศาลทหารได้อ่านคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องนายจาตุรนต์ คดีฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 และ 38/2557 ให้อยู่ในศาลพลเรือนหรือศาลอาญา ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และคดีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้อยู่ในศาลทหาร ทั้งนี้ฐานความผิดนายจาตุรนต์ขัดคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 37 และ 38 ที่ไม่เข้ารายงานตัว กระทำการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบหรือละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.กระทำ ผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

นักวิชาการหวั่นคำถามพ่วงก่อปัญหา

วันเดียวกัน ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนา “คำถามพ่วงท้ายมีนัยอย่างไร” โดยนายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ตอบโจทย์ข้อเสนอแนะของแม่น้ำ 4 สาย โครงสร้างกลไกของร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีหลักประกันเพียงพอในการสร้างเสถียรภาพทางอำนาจ ซึ่งอาจเกิดความเกรงกลัวว่าฝ่ายการเมืองจะเข้ามาคุมกลไกอำนาจ โดยอาจเกิดจากคนที่มีอำนาจ แล้วไม่อยากลงจากอำนาจเลยต้องมีคำถามพ่วง

นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มคำถามพ่วงการทำประชามติจะส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิ์ ถ้าลงประชามติแค่ร่างรัฐธรรมนูญก็คิดอีกแบบ แต่พอมีคำถามพ่วงจะทำให้ประชาชนคิดอีกแบบหนึ่ง ถ้าคำถามพ่วงผ่านแต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะมีผลต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปหรือไม่

ตร.บุกยึดเอกสารค้านไม่รับร่าง รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเสวนากลุ่มพลเมือง ผู้ห่วงใย นำโดยนายไพโรจน์ พลเพชร นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แถลงถึงการทำประชามติว่า ต้องจัดทำด้วยความชอบธรรม โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม ให้ประชาชนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต การปิดกั้นเสรีภาพ การแสดงออกรวมถึงการนำผู้ที่มีความเห็นต่างไปปรับทัศนคติ เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ลดความชอบธรรมของกระบวนการทำประชามติ จึงต้องกำหนดให้ชัดเจนก่อนทำประชามติว่าจะมีทางเลือกอย่างไรกรณีทำประชามติไม่ผ่าน

ภายหลังแถลงข่าวได้เกิดเหตุวุ่นวายภายนอกห้องเสวนาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ยึดเอกสารรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของนางเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา ม.มหิดล ที่เตรียมนำมาแจกให้ผู้ร่วมเสวนาก่อนนำตัวไปพูดคุยที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งนางเบญจรัตน์ชี้แจงว่า ที่นำเอกสารมาแจกจ่ายเพราะมีข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์ที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาอย่างรอบด้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขอเอกสารไปตรวจสอบ และขอเบอร์โทรศัพท์นางเบญจรัตน์ เพื่อติดต่อกลับภายหลัง

 

 

 

 

รวบหนุ่มวัย 19 ปี ซิ่งเก๋งปาดหน้า เบียดกระบะข้ามเกาะชนสิบล้อ - สลดกระบะดับคาที่

 

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 เม.ย. พ.ต.ท.ขวัญชัย กองศักดิ์ รองผกก.(สอบสวน) สน.ลำผักชี รับแจ้งเหตุรถชนกันหลายคัน หน้าตลาดลำผักชี ถนนสุวินทวงศ์ขาออก แขวงลำผักชี เขตหนองจอก รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยร่มไทร

 

ที่เกิดเหตุอยู่ตรงข้ามกับซอยสุวินทวงศ์64 เยื้องกับตลาดลำผักชี เจ้าหน้าที่พบรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีบรอนซ์เงิน หมายเลขเลขทะเบียน 1 ฒร 4855 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพด้านหน้าพังเสียหายยับเยิน กระจกแตก ยางแตก ใกล้กันบนพื้นถนนพบศพนายอนุวัฒน์ มินเจริญ อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว กระเด็นตกจากรถมาเสียชีวิตอยู่บนพื้นถนน และยังมีนายธนิศร โสภา ผู้ที่นั่งมากับรถคันดังกล่าวได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลการุณเวช ใกล้กันพบรถเก๋ง ยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ สีเลือดหมู หมายเลขทะเบียน ฎณ 3059 กรุงเทพมหานคร สภาพกันชนด้านหน้าและกระโปรงหน้ายุบไปถึงเครื่องยน์จนเครื่องยนต์พังยับ ยางล้อหน้าทั้งคู่แตกมีนายณัฐพล ลินเพ็ง อายุ 19 ปี เป็นผู้ขับขี่ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลการุณเวช


และยังมีรถสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 50-3333 กรุงเทพกรุงเทพมหานคร มีนายประพันธ์ คุ้มฉายา อายุ 43 ปี เป็นคนขับ ชนกับรถบัสนำเที่ยว 2 คันที่จอดอยู่ข้างทาง และรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน

 

จากการสอบสวนทราบว่า รถกระบะคันที่มีนายอนุวัฒน์ เป็นผู้ขับขี่ ได้ขับรถบรรทุกรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คันมา โดยใช้ถนนสุวินทวงศ์ขาเข้าเพื่อมุ่งหน้าเข้ามายังมีนบุรี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุได้มีรถเก๋ง ที่ขับมาโดยนายณัฐพล ซึ่งขับมาด้วยความเร็วจากนั้นได้ปาดเข้ามายังเลนขวาที่รถกระบะขับอยู่ แล้วรถเสียหลักพุ่งเข้าชนเกี่ยวรถกระบะจนข้ามเกาะไปกับรถกระบะแล้วไปชนกับรถสิบล้อที่ขับสวนมาอย่างแรง จนทำให้นายอนุวัฒน์ที่ขับขี่รถกระบะกระเด็นออกมาจากรถเสียชีวิต และรถจักรยานยนต์ที่บรรทุกมาในรถกระบะกระเด็นออกจากกระบะท้ายด้วย ส่วนรถสิบล้อที่ถูกชนได้หักหลบรถทั้ง 2 คันที่ข้มฝั่งมาทำให้รถสิบล้อเสียหลักไปชนกับรถบัสที่จอดอยู่ริมถนนอีก 2 คัน

 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ พร้อมทั้งตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่กับรถที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งสอบปากคำผู้ขับขี่รถเก๋งและรถบรรทุก ก่อนจะแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับนายณัฐพล ลินเพ็ง ผู้ขับขี่รถเก๋ง ในข้อหาขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัสก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

guest

Post : 26/04/2016 12:51     Forum: ข่าว ตาป้อง  >  100 วัน ปอ-ทฤษฎี ไร้ดารามางาน

 

 

 

 

   

 มะลิถามหาพ่อปอ งานทำบญ100วัน

 

โบว์ร้องไห้อาลัย นำอัฐิบรรจุเจดีย์

ครอบครัว “สหวงษ์” จัดพิธีทำบุญ 100 วันบรรจุอัฐิ “ปอ-ทฤษฎี” พระเอกหนุ่มผู้ล่วงลับที่ จ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางบรรดาแฟนคลับและประชาชนมาร่วมงานกว่า 200 คน น้องมะลิเรียก “พ่อปอๆ” ตลอดงาน โบว์-แวนด้า ร่ำไห้อาลัยรักเผยฝันเห็นสามีบ่อย สัญญาจะดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด ขอให้ปอมีความสุขไม่ต้องเป็นห่วง เลือกอัฐิ 1 ชิ้นเก็บไปทำจี้ห้อยคอน้องมะลิให้พ่อปอช่วยปกป้องคุ้มภัยให้ลูกสาว ครอบครัวสุดซาบซึ้งแฟนคลับจากกรุงเทพฯ มารวมตัวกันจุดเทียนร้องเพลงรำลึกให้ที่หน้าบ้าน

ครบ 100 วันกับการจากไปของพระเอกหนุ่ม “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์” ครอบครัวจัดพิธีทำบุญและบรรจุอัฐิพระเอกผู้ล่วงลับที่วัดธรรมธีราราม (วัดป่าหลังโรงเลื่อย) อ.เมือง