Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 26/08/2014 19:26     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  จุดอ่อนจุดเเข็งเเต่ละประเทศอาเซียน

 

 

 

 
 
 
 

จุดแข็ง จุดอ่อน

“ใคร” พร้อม-ไม่พร้อม ด้านไหน อะไรยังไง มาดูข้อดี-ข้อเสีย (เปรียบ) ของ 10 ประเทศสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กัน และไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่แต่เมื่อปฏิเสธไม่ได้ เพราะอย่างไร เราต้องเข้าสู่วงจรประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในวันที่ 1 มกราคม 2558 อยู่ดี! จุดแข็ง-จุดอ่อนเบื้องต้นของประเทศต่างๆใน AEC ขอเริ่มจากประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในสมาชิก AEC ก่อนค่ะ ซึ่งผู้ได้รับตำแหน่งนั้นได้แก่…


 

จุดแข็ง จุดอ่อน

1. ประเทศอินโดนีเซีย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เน้นทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก ส่วนจุดแข็ง : นั้น แน่นอน เมื่อเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศสมาชิกฯ(จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับหนึ่งใน ASEAN) อินโดนีเซียก็กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้บริโภค (และเป็นมุสลิม) มากที่สุด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีระบบธนาคารที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่จุดอ่อน :ของประเทศนี้คือการที่ประเทศเป็นหมู่เกาะ ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมก็ยังต้องพัฒนาอยู่ค่ะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

2. ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรารายได้เฉลี่ยต่อหัวมากที่สุดในกลุ่มสมาชิกฯ ตอนนี้ทางสิงคโปร์กำลังเน้นการขยายระบบเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า จุดแข็ง :ข้อได้เปรียบของสิงคโปร์ คือตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ อยู่ในจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ (เอื้อต่อการขนส่ง) ศูนย์การการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานที่มีทักษะ มีการศึกษาและภาษาดี ตบท้ายด้วยการเมืองมีเสถียรภาพ และ จุดอ่อน : คือ เนื่องจากมีประชากรน้อยและเป็นแรงงานที่มีทักษะ สิงคโปร์จะขาดแรงงานที่เป็นแรงงานระดับล่างและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหรือค่าครองชีพค่อนข้างสูง

จุดแข็ง จุดอ่อน

3. ประเทศกัมพูชา

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน (USD 1.6/วัน) สำหรับไทยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่อาจจะเป็นได้ทั้งการสนับสนุนและบั่นทอนโอกาสในการร่วมมือ ขยายการค้า หรือการลงทุนต่างๆ จุดแข็ง: ของกัมพูชานอกจากเรื่องค่าแรงต่ำแล้ว ประเทศนี้ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น แร่ธาตุ หรือป่าไม้ จุดอ่อน : เรื่องที่ต้องพัฒนาปรับปรุงต่อไปคือ เรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังให้บริการได้ไม่ทั่วถึงและมีต้นทุนค่อนข้างสูง และการขาดแรงงานที่มีทักษะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

4. ประเทศเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มสมาชิก (รองจากกัมพูชา) สิ่งที่น่าจับตามองของเวียดนามคือการเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความต้องการภายในประเทศ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเรื่องสิทธิและเสรีต่างๆ เวียดนามมีจุดแข็ง : ที่การเมืองที่ค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ ประชากรจำนวนมากซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ มีปริมาณน้ำมันสำรองมาก (อันดับ2 ของอาเซียน) และมีแนวชายฝั่งทะเลยาวมากกว่า 3,000 กิโลเมตร จุดอ่อน : เรื่องที่ยังคงต้องกังวลอยู่คือระบบสาธารณูปโภคที่ยังต้องการการพัฒนาและราคาค่าที่ดินและค่าเช่าสำนักงานซึ่งยังถือว่าสูงมากทีเดียว

จุดแข็ง จุดอ่อน

5. ประเทศลาว

ประเด็นที่น่าสนใจเป็น จุดแข็ง : สำหรับลาวคือการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่ เพราะที่ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะ น้ำ และ แร่ธาตุค่ะ การเมืองที่นี่ก็นิ่งและมีเสถียรภาพ บวกกับค่าแรงต่อหัวที่ยังถือว่าต่ำ (USD 2.06/วัน) จุดอ่อน : เรื่องที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนหรือการติดต่อต่างๆคือประเทศลาวไม่มีทางออกที่ติดกับทะเลเลย รวมถึงภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งจะมีผลต่อการขนส่ง รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังคงต้องได้รับการพัฒนา

จุดแข็ง จุดอ่อน


6. ประเทศพม่า

พม่ากำลังทุ่มสุดตัวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและเครือข่ายคมนาคมภายในและเชื่อมต่อภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูง ถนนต่างๆ และท่าเรือ เพื่อรองรับความต้องการและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จุดแข็ง : ถ้าพูดเรื่องค่าแรง พม่ายังจัดอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่อหัวค่อนข้างต่ำ(USD2.5/วัน) แถมยังความได้เปรียบทางภูมิประเทศและเพื่อนบ้าน โดยมีพรมแดนเชื่อมโยงกับประเทศจีนและอินเดีย ส่วนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีอยู่มากมาย รวมถึงแหล่งพลังงานอย่าง ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันด้วย จุดอ่อน : ที่ต้องระวัง ก็น่าจะเป็นเรื่องนโยบายในหลายๆด้านและความไม่แน่นอนทางการเมือง บวกกับสาธารณูปโภคที่ยังต้องพัฒนาอยู่ค่ะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

7. ประเทศฟิลิปปินส์

เป็นอีกประเทศที่มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นเกาะ แก่ง น้อยใหญ่ จุดเด่นของประเทศนี้คือสหภาพแรงงานที่มีบทบาทมาก มีการประท้วงเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงอยู่เรื่อยๆ การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางตอบสนองความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีจำนวนประชากรจำนวนมาก (มากกว่า 100 ล้านคน ติดอันดับที่ 12 ของโลก) ทำให้เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีขนาดใหญ่มาก จุดแข็ง : อีกเรื่องของประเทศนี้คือประชากร (หรือมองอีกแง่คือแรงงาน) แทบจะทั้งประเทศสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษากลางของประชาคมอาเซียน (AEC) ได้ดี ส่วนจุดอ่อน :ของฟิลิปปินส์คือที่ตั้งของประเทศที่ค่อนข้างห่างไกลจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิภาพทางสังคมที่ยังต้องการการพัฒนาอยู่


จุดแข็ง จุดอ่อน


8. ประเทศบรูไน

บรูไน- ประเทศที่คนไทยหลายคน (รวมถึงแอดมินด้วย)ไม่ค่อยจะรู้สึกคุ้นชินมากนัก ทำให้ไม่ค่อยได้ทราบข้อมูลหรือติดตามข่าวอัพเดตต่างๆในเชิงลึก เพื่อนๆหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า บรูไนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ (สองประเทศแรกเข้าใจว่าเพราะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน) ส่วนสิงคโปร์จะเป็นหลักในการส่งสินค้าระหว่างประเทศให้กับบรูไน ที่สำคัญประเทศนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมากเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมันและมีปริมาณน้ำมันสำรองรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน บรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีมากเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ที่กล่าวมานี้นับเป็นจุดแข็ง : ของบรูไน ในขณะที่เรื่องที่ถือว่าน่าจะเป็นจุดอ่อน : ของบรูไน คือ ขนาดตลาดของประเทศนี้ถือว่าเล็กมาก เพราะมีจำนวนประชากรอยู่แค่สี่แสนคนเท่านั้น และปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ตามมาเป็นลูกโซ่ค่ะ


จุดแข็ง จุดอ่อน


9. ประเทศมาเลเซีย

เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีมากเป็นอันดับสาม รองจากสิงคโปร์และบรูไน สิ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศนี้คือ มาเลเซียตั้งเป้าให้ในอีก 8 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศนี้มีฐานการผลิตและสินค้าส่งออกหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับไทย และมีนโยบายการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ จุดเด่น : ของมาเลเซียคือ ความได้เปรียบเรื่องพลังงาน จำนวนปริมาณน้ำมันสำรองและก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่มาก ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร รวมไปถึงแรงงานที่มีทักษะ ส่วนจุดอ่อน : ก็จะคล้ายๆกับของประเทศบรูไนคือการที่จำนวนประชากรน้อยและปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานระดับล่างค่ะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

10. ประเทศไทย

ปิดท้ายด้วยไทยแลนด์ แดนสยาม ประเทศอันเป็นที่รักของเราเอง ประเทศไทยตั้งเป้าเป็น Hub หรือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ หรือการท่องเที่ยว จุดแข็ง : ของประเทศเรา คือมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง ที่ตั้งและภูมิประเทศเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแข็ง ขนาดของตลาดใหญ่ มีแรงงานจำนวนมาก รวมถึงการที่เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลกเลยทีเดียว แต่จุดอ่อน : ยังคงอยู่ที่แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ เทคโนโลยีในการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง และระดับความรู้และการใช้ภาษากลาง (อังกฤษ) ที่อาจทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันสำหรับแรงงานเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว


 

 

 

แนวโน้มการเคลื่อนย้ายแรงงานและอาชีพของประเทศใน AEC

AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น สิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแรงงานวิตกคือ เกรงว่าเมื่อเปิดตลาดแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนแล้วจะมีแรงงานจากอาเซียนมากมายเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ทำให้หางานยากขึ้นและทำให้ค่าจ้างและรายได้ของแรงงานไทยต่ำลง

 

ขณะที่ด้านผู้ประกอบการอาจจะเห็นว่าการเปิดตลาดแรงงานเสรีอาจจะช่วยให้มีทางเลือกใช้แรงงานมากขึ้นจากประเทศอาเซียนซึ่งก็ยังไม่มีเสียงสะท้อนชัดเจนนักจากภาคเอกชน ในอีกด้านหนึ่งคือมองในแง่โอกาสว่าตลาดแรงงานไทยจะได้กว้างขึ้น แรงงานฝีมือไทยจะได้ออกไปทำงานในประเทศอาเซียนมากขึ้นซึ่งการไหลออกของแรงงานก็อาจเป็นปัญหาต่อผู้ประกอบการบ้างแต่ยังไม่มีภาคเอกชนออกมาแสดงความวิตกในเรื่องนี้

 

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน และแรงงานรวมกันประมาณ 307 ล้านคน โดยอินโดนีเซีย มีแรงงาน 120 ล้านคน รองลงมา คือ เวียดนาม 52.6 ล้านคน ฟิลิปปินส์และไทยประเทศละประมาณ 40 ล้านคน พม่า 28.4 ล้านคน มาเลเซีย 12.2 ล้านคน กัมพูชา 8.1 ล้านคน สปป.ลาว 3.2 ล้านคน สิงคโปร์ 2.9 ล้านคน และบรูไน 0.2 ล้านคน แต่ แรงงานจากประเทศอาเซียนที่ เข้ามาทำงานในประเทศไทยรวมทั้งระดับล่างและระดับฝีมือยังมีจำนวนน้อยมากประมาณ 1.8 ล้านคน (ไม่รวมแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน) คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของแรงงานทั้งหมดของอาเซียน ดังนี้

 

ก) แรงงานระดับล่าง 3 สัญชาติ (พม่า กัมพูชา และลาว) 1,825,658 คน (แยกเป็น ขึ้นทะเบียน 1,248,064 คน พิสูจน์สัญชาติ 505,238 คน และ นำเข้าตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 72,356 คน)

 

ข) แรงงานฝีมือ 14,313 คน (แยกเป็น ได้รับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ประเภททั่วไป 12,303 คน และ ตาม
มาตรา 12 ส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI 2,010 คน)

 

สำหรับแรงงานระดับล่างนั้นขณะนี้ยังไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีตามกรอบ AEC เพราะไม่ใช่แรงงานฝีมือ การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีตามกรอบ AEC ซึ่งจะเริ่มในปี พ.ศ.2558 เป็นการเคลื่อนย้ายเฉพาะแรงงานฝีมือและต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (MRAs) ของอาเซียน

 

ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (MRAs) ใน 7 สาขาด้วยกันคือ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี และ บุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว (ซึ่งไทยยังไม่ได้ลงนามใน MRA) ส่วนสาขาอื่นๆ ยังอยู่ระหว่าง พิจารณาจึงควรมาดูเฉพาะแรงงานฝีมือ ดังกล่าวไปแล้ว ในปี 2554 มีแรงงานฝีมือจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ (ไม่นับบรูไน และ ไทย) ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมายจำนวน 14,313 คน แยกเป็น ได้รับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ประเภททั่วไป 12,303 คน และ ตามมาตรา 12 ส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI 2,010 คน คิดเป็นสัดส่วนของแรงงานฝีมือประเภททั่วไป ต่อ ประเภทการลงทุนประมาณ 6 ต่อ 1 ในจำนวนนี้เป็นฟิลิปปินส์เกือบ 8 พันคน คิดเป็นร้อยละ 55 ของแรงงานฝีมือจากอาเซียนทั้งหมด รองลงมาได้แก่มาเลเซีย 2,200 คน สิงคโปร์ 1,500 คน และพม่า (แรงงานฝีมือประเภททั่วไปและการลงทุน) 1,400 คน

 

นอกนั้นมีจำนวนไม่ถึงพันคน แรงงานฝีมือจากอาเซียน ส่วนใหญ่ 6,600 คน (ร้อยละ 46) เป็นบุคลากรวิชาชีพ หรือ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี และบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว รองลงมาได้แก่เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสหรือผู้จัดการ 5,900 คน (ร้อยละ 41) และช่างเทคนิค ประมาณ 1,000 คน (ร้อยละ 7)

 

สำหรับแรงงานวิชาชีพจากฟิลิปปินส์จำนวน 7,823 คน นั้นมีจำนวนไล่เลี่ยกับแรงงานฝีมือที่ มาจากประเทศนอกอาเซียนคือจีน (7,168) อินเดีย (6,786) อังกฤษ (8,328) และอเมริกา (6,598) ที่น่าจับตาคือแรงงานจากฟิลิปปินส์ซึ่งส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 70 เป็นบุคลากรวิชาชีพ นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับแรงงานจากประเทศอาเซียนที่ เหลือซึ่งเป็นบุคลากรวิชาชีพเพียงร้อยละ 17 เท่านั้น

 


การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีตามกรอบอาเซียนประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือการเข้ามาหางานทำและการเข้ามาตามการลงทุน ซึ่งปัจจุบันแรงงานฝีมือจากอาเซียนยังมีจำนวนน้อย ปริมาณแรงงานฝีมือจากอาเซียนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยขึ้นอยู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออก และอัตราค่าจ้างในประเทศไทยเทียบกับประเทศต้นทาง ดังนั้นหากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถกระตุ้นให้มีประเทศไทยมีการส่งออกเพิ่มขึ้นย่อมทำให้มีการจ้างแรงงานฝีมือทั้งแรงงานไทยและแรงงานจากอาเซียนเพิ่มขึ้น จากที่ IMF ได้ประมาณว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5.5 7.5 และ 5.0 ในช่วงปี 2555 2556 และ 2557 ตามลำดับ

 

จึงคาดได้ว่าแรงงานฝีมือจากอาเซียนจะเข้ามาประเทศไทยในอัตราไม่ต่างจากนี้ มากนัก ที่น่าเป็นห่วงนอกจากแรงงานจากฟิลิปปินส์แล้วคือ แรงงานฝีมือจากประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนสูงมาก แรงงานเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ อาเซียนและประเทศไทยซึ่งมีโอกาสได้งานทำดีกว่า เพราะเหตุผลประการหนึ่งคือ คุณภาพของแรงงานเหล่านี้กำลังได้รับการพัฒนาอย่างมากทั้งในประเทศจีนและอินเดีย รัฐบาลจีนได้ใช้งบประมาณจำนวนมากปรับปรุงมหาวิทยาลัย และระบบการศึกษาพื้นฐาน และรัฐบาล อินเดียมีโครงการรือฟื้นมหาวิทยาลัยเก่าๆ และลงทุนในการศึกษาอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน

 


ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องพัฒนาความพร้อมของแรงงานที่ จะออกสู่ ตลาดใน 4-5 ปี ข้างหน้านี้มากขึ้น เพราะการแข่งขันจะสูงมาก โดยเฉพาะจากแรงงานฝีมือในประเทศเอเชีย ซึ่งมิใช่แค่อาเซียนเพียงกลุ่มเดียว



อ่านต่อ:
http://www.thai-aec.com/231#ixzz3BaxunVZF

 

 

 

 

 

รัฐบาลเขายายเที่ยง...อยู่ปีกว่ามีแต่เรื่อง

ตามล้าง ตามเช็ด...ตามกำจัดฝ่ายทักษิณอย่างเดียว

เรื่องทำมาหากิน หาเงินเติมคลัง...ไม่มีเพราะทำไม่เป็น

.....

ไอทีวีกำลังทำรายได้ดี...จ่ายภาษีเข้ารัฐ

จ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ...รัฐมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

.....

จู่ๆไปยึดไอทีวีมา...ยัดใส่มือคนหัวเหม่งฟรีๆ

แค่นั้นยังน้อยไป...ยังแถมเงินให้อีกปีละ 2 พันล้าน

.....

รายได้ที่รัฐเคยได้รับแบบเสือนอนกิน..นอกจากหายวับแล้ว

ยังต้องควักเป๋าจ่ายให้เขาเสียอีก..เก่งจริงๆรัฐบาลขิงแก่

.....

เวลานอกนั้นที่เหลือ..ก็ตั้งหน้าตั้งตาล้างบางนักการเมือง

ฝั่งทักษิณ...ทั้งยุบพรรค ยึดเงิน ยัดคดี พร้อมสรรพ

แถมตามล่าทักษิณให้ต่างชาติส่งตัว..ฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

.....

พอเขียนรัฐธรรมนูญ 50 เสร็จ..

หมกเม็ด สว.ลากตั้งครึ่งนึง..จัดเลือกตั้งฝ่ายตนแพ้ตามเคย

.....

แพ้แล้วพาล แล้วแปลงร่างเป็นพวก...ขี้แพ้ชวนตี

ไล่โค่นล้มทำลาย...รัฐบาลที่ชนะเลือกตั้ง

.....

ทั้งสมัครและสมชายล้มหมด...กะไม่ให้เหลือซาก

พรรคดีแต่พูดจะได้หมดขู่แข่ง...เป็นรัฐบาลสะดวกโยธิน

.....

ยุบพรรคเขา...เป็นรอบที่สอง

แล้วแย่ง สส.ของเขา..เอามาใส่พานให้พรรคดีแต่พูด

พากันไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร..ถ้ามียางอายคงไม่กล้า

.....

อยู่แก้กติกาการเลือกตั้ง..จนมั่นใจยังไงก็ชนะใสๆ

ท้าทายได้ สส.ไม่ต่ำกว่า 200...ถ้าแพ้จะขุดรูอยู่

....

แล้วก็แพ้จริงๆ...ทั้งที่ทำกติกาให้คนงงเล่นๆก็ยังแพ้

มีใครเคยเห็นเมือก....ขุดรูอย่างที่พูดรึยัง

.....

เป็นฝ่ายค้านทนไม่ไหว..ถอดหนังราชสีห์โชว์หนังเห้

ปาแฟ้มป่วนสภาก็แล้ว..ขโมยเก้าอี้ประธานไปซ่อนก็แล้ว

.....

ไล่ชกไล่บีบคอ สส.ฝ่ายรัฐบาลก็แล้ว...ทุ่มเก้าอี้จนพังก็แล้ว

ยังทำอะไรรัฐบาล..ที่ประชาชนค่อนประเทศเลือกมาไม่ได้

....

ออกมาเป็นอันธพาลข้างถนนง่ายกว่า..ป่วนบ้านป่วนเมือง

สมบัติราชการพังเสียหายพินาศย่อยยับ...ก็ไม่มีทางผิด

...

กวักมือเรียกเย้วๆ...ให้สางเขียวออกมาเป็นตัวช่วย

คราวนี้สมใจเมือก..สางเขียวยึดอำนาจตามใจเมือกทุกอย่าง

.....

เมือกเห็นท่าไม่ค่อยดี...วางบิล 1.4 พันล้าน คืนตรูมาซะดีๆ

อ้อยเข้าปากช้างแล้ว...มีหรือจะคายออกมาง่ายๆ

....

ไหนๆก็ลงทุนโค่นรัฐบาล..ล้มประชาธิปไตยแล้ว

หัวหน้ายึดอำนาจเป็นายกเองเลย..เหมือนตู่จตุพรพูดไว้

.....

ตอนนี้นักข่าวทายว่า...จะตั้งรัฐบาลขิงแก่เหมือนเดิม

แต่แก่กว่าเดิมหน่อย..ขนาดแก่แค่นี้ ยังแค่นั้น

ถ้าแก่กว่านั้นจะแค่ไหน..นึกภาพขิงแก่ชุดเก่าทีไรขนลุกทุกที

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3 ประเทศที่ "คนหยาบคาย" มากที่สุดในโลก

 

 

สวัสดีค่ะ.... เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม เวลาเราพบเจอนักท่องเที่ยว เราก็มักจะยิ้มให้เค้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีใช่มั้ยคะ แต่ในทางกลับกัน ก็มีบางประเทศบนโลกใบนี้ติดอันดับ Rudest countries for travelers !! หรือประเทศที่หยาบคายต่อนักท่องเที่ยว !!! โอ้วววว แค่ฟังชื่อก็ดูน่ากลัวแล้วล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น พี่เป้ ขอพาน้องๆ ไปดูว่า มีประเทศไหนติดอันดับบ้างนะ

 

อันดับ 3 United Kingdom (สหราชอาณาจักร)

 

ภาพลักษณ์ของคนในสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะคนอังกฤษคือ "ผู้ดี" แต่ก็มีหลายคนออกมาค้านว่า ไม่จริงอย่างภาพลักษณ์หรอก !! เพราะคนอังกฤษน่ะชอบตะโกนโหวกเหวก ชอบทะเลาะลงมือตบต่อยกันอย่างไร้เหตุผล และที่สำคัญ ถ้าเราคุยกับคนอังกฤษโดยพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันล่ะก็ รับรองโดนคนอังกฤษหัวเราะเยาะใส่แน่ๆ เหมือนถูกเหยียดหยามเลยล่ะ

 

อย่างคนข้างบนเล่าว่า ได้เดินทางไปเที่ยวที่สหราชอาณาจักร และรู้สึกว่าคนส่วนมากที่นั่นหยาบคาย ไม่มีการเคารพผู้อื่น เวลาเดินบนถนนก็มักถูกผลักและไม่มีการเอ่ยคำขอโทษโดยเฉพาะคนลอนดอน เคยไปซื้ออาหารในร้านแมคโดนัลด์และพนักงานนี่แทบจะเขวี้ยงอาหารใส่หน้ากันเลยทีเดียว

 

อันดับ 2 Russia (รัสเซีย)

คนรัสเซียเป็นชาติที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กๆ ค่ะ เช่น ถ้าเราช่วยเปิดประตูให้เค้า เค้าอาจจะไม่พูดขอบคุณก็ได้ เพราะสำหรับคนรัสเซียแล้วไม่ถือเป็นเรื่องไร้มารยาท หรือในอีกกรณีคือ เวลาที่เราไปเยี่ยมคนรัสเซียที่บ้าน เราจะต้องมีของฝากติดไม้ติดมือไปด้วย และเมื่อเรามอบของนั้นให้เค้า เค้าก็อาจจะไม่พูดขอบคุณก็ได้ แน่นอนค่ะ คนชาติไหนๆ ก็ต้องรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมไม่ขอบคุณล่ะ ไม่มีมารยาท แต่สำหรับคนรัสเซียเค้าไม่ถือค่ะ

 

หรืออีกเหตุการณ์หนึ่ง เจ้าของที่พักแห่งหนึ่งเล่าว่า ในบรรดานักท่องเที่ยวที่มาพัก ชาติที่รับมือยากที่สุดคือคนรัสเซีย เพราะทุกๆ คืนนักท่องเที่ยวรัสเซียจะเมาแล้วโวยวายเสียงดังมากๆ สร้างความรำคาญให้แก่ผู้อื่น หรือเวลาที่มีจัดเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ นักท่องเที่ยวรัสเซียก็มักจะตักอาหารใส่จานเยอะเวอร์ๆ จนทำให้อาหารหมดไวและไม่เหลือให้คนอื่นกิน หรือแม้แต่เวลาที่กำลังเช็คอินเข้าที่พักและจ่ายเงิน บางทีอาจมีแขกกำลังต่อคิวเช็คอินหลายคน นักท่องเที่ยวรัสเซียก็มักจะชอบโวยวายและโชว์บัตรเครดิตหลายๆ ใบ เหมือนเป็นการอวดว่าตัวเองรวยกว่าคนอื่น ควรจะต้องได้รับสิทธิพิเศษหรือต้องได้เช็คอินก่อนคนอื่น

 

อันดับ 1 (ฝรั่งเศส)

 

สาเหตุหลักที่ทำให้คนฝรั่งเศสดูเป็นคนหยาบคายก็เพราะว่า คนฝรั่งเศสไม่ค่อยยิ้มค่ะ ปกติแล้วเวลาที่เราเจอนักท่องเที่ยว เราก็มักจะยิ้มให้เค้าเพื่อจะได้แสดงความเป็นมิตรหรือเฟรนด์ลี่ แต่คนฝรั่งเศสนี่เป็นพวกเสือยิ้มยากค่ะ เค้าจะไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อถ้าเค้าไม่ได้รู้สึกมีความสุขจริงๆ จึงทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นคนเฉยเมยค่อนข้างไปทางหยาบคาย ก็แหม คิดดูสิคะ เรายิ้มให้เค้าจนเหงือกแห้งแต่เค้าไม่ยิ้มกลับมาเลย เป็นใครก็ต้องคิดแหละว่า เฮ้ย ทำไมไม่มีมารยาทเลยอะ

 

อย่างคนข้างบนเค้าเล่าว่า เค้าใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสมา 3 ปีแล้ว และบอกได้เลยว่าคนฝรั่งเศสนี่หยาบคายสุดๆ เคยเดินทางไปหลายประเทศแล้วแต่ไม่เคยเจอที่ไหนเป็นแบบนี้มาก่อน เวลาเจอหน้ากัน คนฝรั่งเศสจะทักทายว่า Bonjour (บงชู) แต่ในใจไม่ได้คิดอยากทักทายกันจริงๆ หรอก

สำหรับคนที่จะไปฝรั่งเศสเพื่อเที่ยวเฉยๆ ก็ถือว่าโอเค แต่ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษใส่คนฝรั่งเศส เค้าจะไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่ (เพราะคนฝรั่งเศสรักภาษาของตัวเองมากจนไม่สนใจภาษาอื่น) ดังนั้นถ้าใครคิดจะไปอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับตัวให้ชินกับคนประเทศนี้

 


นั่นก็คือผลสำรวจที่เค้าได้สำรวจกันมานะคะ ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเถียงกันนะ เพราะยังไงก็เป็นความคิดเห็นของคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ^^ ส่วนประเทศไทยนี่ติดอันดับท้ายๆ เลยค่ะ (โล่งไป) แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็มีทั้งคนสุภาพและคนหยาบคายอยู่รวมกันทั้งนั้นแหละค่ะ ดังนั้นถ้าเราไปเที่ยวที่ไหนแล้วเจอคนหยาบคาย ก็อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ให้หมดสนุกเลยเนาะ มองข้ามไปดีกว่า อิอิ


 

 

 

 

 

 

 

 

   คสช.ไฟเขียว โละขายยาง 2.1 แสนตัน...

 

 

ยอม ขาดทุนยับเยินกว่า 50%

ขายให้ผู้ประกอบการเพียงรายเดียว...

...

ไม่ต้องประมูลให้เสียเวลา...

...วงเงิน 6,040 ล้านบาท...

...

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯขายยางในสต็อก 2.1 แสนตัน กับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ซึ่งในต้นสัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯจะลงนามกับผู้ประกอบการดังกล่าว เพื่อส่งมอบยางล็อตแรกจำนวน 1 แสนตัน วงเงิน 6,040 ล้านบาท แยกเป็นยางแท่ง 4 หมื่นตัน ราคากก.ละ 58 บาท รวม วงเงิน 2,320 ล้านบาท และ ยางแผ่นรมควัน 6 หมื่นตัน ราคากก.ละ 62 บาท รวมวงเงิน 3,720 ล้านบาท...!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

~ มติ!! กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ไม่รับรอง ป.โทกฎหมาย 7 ม.ดัง (ตรวจสอบชื่อ) ~

 

 

 

เว็บไซต์ สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่ผลการประชุม ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ครั้งที่ 19/2557

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2557 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 8 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยที่ประชุมพิจารณาได้พิจารณา และมีมติที่ประชุม ที่น่าสนใจ ดังนี้

 

ในวาระที่ 4 ที่ประชุม ไม่เห็นชอบรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัยจำนวน 4 แห่ง ได้แก่

 

1.มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น

 

2.มหาวิทยาลัยสยาม


3.มหาวิทยาลัยบูรพา

 

4.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

 

ให้เพิกถอนการรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัยจำนวน 3 แห่ง ได้แก่

 

1.มหาวิทยาลัยตาปี

 

2.มหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

3.มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

ขอขอบพระคุณ หนังสือพิมพ์คุณภาพ " มติชน " หลายๆเด้อครับ

 

 

สถาบันการศึกษา...ระดับอุดมศึกษา

ก่อนเปิดสอนหลักสูตรใด..ต้องได้รับการอนุมัติจาก

คณะกรรมการการอุดมศึกษา...หรือ กอศ.กระทรวงศึกษาฯ

....

เมื่ออนุมัติแล้ว...ก็เปิดรับสมัคร

มีคนมาสมัครเสียเงินมากมาย...จึงเปิดทำการสอนได้

ถ้าไม่รับรองแล้วผู้เรียนจะให้ทำอย่างไร..ใครรับผิดชอบ

guest

Post : 16/08/2014 18:58     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  จับวีระ สมความคิดอีกเเล้ว

 

             

 

 

 

 

 

               ด่วน...วีระ สมความคิด ถูกตำรวจรวบตัวแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าปล่อยลิ้มซะ ไอ้พวกม็อบปฎิรูปพลังงานคงไม่ออกมา
ตั้งแต่ลิ้มถูกจับ พรรคพวกก็พยายามโยงประเด็นปตท.ทวงคืนพลังงาน
เข้ากับเรื่องลิ้ม...

แต่เดิม ทวงคืนปตท.กันในเฟส..หลัง(หรือก่อนไม่แน่ใจ)ลิ้มถูกจับ
ก็มีพวกคนในหาดใหญ่ใส่เสื้อสีเขียวมาเดินปฎิรูปพลังงาน
และถูกจับไปค่ายทหาร แต่ปล่อยตัวออกมาเมื่อหลายวันที่ผ่านมา



หลังรสนาไปยื่นคัดค้านเรื่องแยกโรงท่อกาซ
แต่ทหารไม่สน ให้ปตท.แยกโรงท่อกาซออกมา
ก็มีคนหาดูเรืื่่องเก่าๆว่า ปตท.ไม่คืนท่อกาซตามคำสั่งศาล
วีระออกหน้า รสนา ตามหลัง ลิ้มนอนคุก
จนเป็นที่มาของกิจจกรรมเล็กๆของพวกเขาวันนี้
และ ไอ้น้านวยนิ่มมะโน ก็จับวีระติดคุกไทยตามข่าววันนี้..

 

 

 

 

 

24 ส.ค.57, 1640 จนท.ตร. ควบคุมตัวกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน จำนวน 5 คน ขึ้นรถตำรวจ ฐานฝ่าฝืนกฎอัยการศึก และควบคุมตัวนายวีระ สมความคิด ในเวลาต่อมา

รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed
รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed
รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed
รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed

 

 

 

         5 อาหารช่วย ตับ ขับพิษ

 

 

"ตับ" --เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย
การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้
นอกจากนี้
-- ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน ---- เมื่อร่างกายต้องการตับที่แข็งแรงจะส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี
-- เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย
-- เราจึงต้องดูแลตับด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
-- ถ้าในแต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารต่อไปนี้ ก็จะเป็นการช่วยตับให้แข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง

1. กระเทียมสด -- สามารถเร่งการขับน้ำดี ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีน้ำดีจางลง จะได้ไม่เกิดอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อยหลังจากกินอะไรมัน นอกจากนี้รกะเทียมยังปกป้องตับจากการสัมผัสสารพิษ จึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคตับทั้งมวล นอกจากนี้ การกินกระเทียมสดวันละ 1-3 กลีบจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ตัวการที่ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด

2. หัวหอม -- มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเรสตอลรอล LD เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจกนี้ยังทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น

3. มะนาว -- สีเหลืองของมะนาวมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์สูง จึงช่วยการทำงานของงตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินสุง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น

4. ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี -- ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซนม์ออกมาให้พียงพอในการกำจัดของเสีย

5. บร็อคโคลี่ -- มีสรรพคุณต่อต้านมะเร็ง เนื่องจากมีวิตามินซีสูง บร็อคโคลี่ยังอุดมด้วยสารกลูโคซิโนเลตเช่นเดียวกับสารซัลโฟราเฟน ซึ่งจะช่วยตับขับสารพิษ รับประทานดิบๆ โดยนำดอกบร็อคโคลี่จิ้มกับซัลซ่า

๐๐ อาหารที่กล่าวมานี้จะช่วยทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการผลิตน้ำดีซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

                  วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557 เป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9

 


              

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                              

 

 

 

                                สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร
: ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่ง
การคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งกะละภาค (ส่วนเสี้ยว)”

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น :สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย;
สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่.
อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่าง คือ :-
อริยสัจคือทุกข์
อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.


ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรม อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์เป็นอย่างนี้,
เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้”

ดังนี้.

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗.

* โยคกรรม คือ การกระทำอย่างเป็นระบบ

 

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

    อ่าน เสรีพิสุทธิ์ วิพากษ์ สมยศ พุ่ม ฯ ทาง FM 101 เจิมศักดิ์เอามาแชร์ทางช่องเนชั่น

 

Bugbunny

 

 

 

มันส์พะยะคะ...


เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง shared Nation Channel's ว่า

1.ไม่เห็นมันจะมีผลงานอะไร ทำการค้าอย่างเดียว มีหุ้นและเป็นที่ปรึกษาตั้งไม่รู้กี่บริษัท

2. คนที่ไม่ได้ คือ พล.ต.อ.เอก ยังทำงานมากกว่า

3. ที่มีคนอวยว่า มาช่วย คสช. ดูงานด้านความมั่นคงนั้น ก่อนหน้านี้เคยดูที่ไหน เพิ่งมาดูกันเดือนสองเดือนนี่แหละ

4. ทำอย่างนี้ จะทำให้วัฒนธรรมสอพลอ เล่นพรรคเล่นพวกไม่หมดไปจากวงการตำรวจ ไม่ต้องทำงาน คอยเอาใจคนมีอำนาจ ก็ได้เป็นใหญ่

5. มีตำแหน่งในสมาคมโปโล ก็เห็นคิงพาวเวอร์กับเนวินอยู่ข้างหลังแล้ว

ไม่ได้พูดเอง ตำรวจเขาพูดถึงตำรวจให้ฟัง"

ข้อสังเกตุ

คนวิพากษ์ เสรีพิสุทธิ์
ทางสถานี FM 101 ปีย์ สนธิญาน
คนโดนวิจารณ์ สมยศ พุ่ม ฯ
คนเอามาขยาย เจิมศักดิ์
คนตั้งสมยศ ประยุทธ

 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

           ปูยักษ์อลาสก้า มีเงินอย่างเดียวไม่พอ

 

 

 

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408613705

กรรณิกา เพชรแก้ว (เรื่อง/ภาพ)

 

 

 

 

ใน บรรดาอาหารที่เราสรรหาพามากินกันเกินกว่าขอบเขตของการประทังชีวิตหรือพูดให้ มันตรงๆคืออาหารที่มันแพงและมีจริตจะก้านประดับประดาจนเกินวิสัยอาหารปกติ ทั่วไปนี่น่าจะไม่มีอะไรเกิน ปูยักษ์อลาสก้า อีกแล้ว


ด้วยว่ามันทั้งแพง ทั้งหายาก คนจะได้กินต้องมีเงิน และต้องมีกิเลสในการบำรุงบำเรอชีวิตตนเองเกินมาตรวัดปกติไม่น้อย เพราะนอกจากมันจะแพงแล้ว มันยังมีให้หาซื้อไม่บ่อยนัก ต้องจับจ้องเวลาให้ดิบดี บ้างถึงแก่จับจองกันข้ามปี ถ้ามีมาจากต่างประเทศให้แจ้งโดยพลัน หากฉันไม่ทันกิน ฉันมีโกรธเหวี่ยงวีนครบสูตร


เรื่องฉะนี้เกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อไปลองถามผู้ดูแลซุปเปอร์มาร์เก็ตในย่านคนดีมีเงินของเมืองกรุงหลายแห่งดู บัญชีจองปูยักษ์อลาสก้านั้นยาวเหยียด และจะตกหล่นใครมิได้

 


ปูยักษ์อลาสก้านั้น มันคือ ปูทะเลธรรมดา แต่มันตัวโต และมันมาจากทะเลแถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่ใช่ทะเลของอเมริกา หรือรัฐอลาสก้าอย่างเดียว แต่ครอบคลุมพื้นที่ขั้วโลกเหนือเกือบทั้งหมด แต่ที่เรียกว่าปูอลาสก้า เพราะอลาสก้าเป็นท่าเทียบเรือที่ใหญ่ ที่สุดสำหรับเรือประมงที่ตระเวนจับปลา ปู ในย่านนั้น คือจับมาแล้วต้องมาส่งที่ท่าอลาสก้า จากนั้นค่อยส่งออกไปทั่วโลก


ก็เหมือนเนื้อโกเบของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อที่ผลิตจากเมืองโกเบ หากแต่ส่งมาจากเมืองใกล้ๆ แล้วมาส่งออกผ่านเมืองโกเบ ซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่


ฉันเคยกินปูยักษ์อลาสก้าแล้ว กินที่อลาสก้าเลยด้วย และฉันรู้สึกว่างั้นๆ แหละ รสนิยมฉันไม่วิไลขนาดแยกแยะปูทะเลนั้นทะเลนี้ได้ ปูสำหรับฉันมันก็คือปู ปูทะเลอ่าวไทยก็อร่อยล้ำแล้วสำหรับฉัน และน่าจะสำหรับเราทุกคน

 


ที่ ว่าปูยักษ์อลาสก้าหายากจนพาให้ราคาสูงลิ่วประหนึ่งเพชรพลอยนั้นหนึ่งเพราะ ทะเลขั้วโลกเหนือจับตัวเป็นน้ำแข็งเกือบตลอดปีจะว่างเว้นไม่กี่เดือนช่วง หน้าร้อนของที่นั่นเป็นเวลาที่เรือประมงล่าปลา ปู จะออกหากินกันอย่างครึกครื้น เวลาที่จำกัดไม่กี่เดือนย่อมทำให้กิจกรรมการล่าปู ปลา ทำได้ไม่มากนัก แม้จะเร่งรีบเพียงใด เวลาก็เป็นกรอบจำกัดอยู่

 

นอกจากนั้น ทะเลขั้วโลกเหนือ ยังเป็นทะเลที่ไม่มีมนุษย์รายใดอยากไปสัมผัส เพราะหนาวเย็น มืดครึ้ม (แม้ในหน้าร้อนก็ตามที) คลื่นและลมแรงเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะใช้ชีวิตเป็นปกติ จึงเป็นเหมือนทะเลนรก ที่คนกล้าตายเท่านั้นจึงจะอยากไปสัมผัส


นั่นทำให้กิจกรรมการหาปู ปลา ในทะเลแถบขั้วโลกเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายที่สุด เรือหาปู ปลา ลำใหญ่เท่าตึก 5 ชั้น จะต้องเจอคลื่นใหญ่สูงกว่าเท่าตัวซัดใส่อยู่ตลอดเวลา คนทำงานบนเรือต้องเสี่ยงภัยกับการถูกคลื่นและลมพัดตกเรือ เพราะเมื่อตกลงไปในน้ำที่เย็นจัดก็ยากจะมีชีวิตรอด


ค่าตัวคนทำงานบนเรือประมงล่าปู ปลา ในทะเลแถบขั้วโลกเหนือจึงสูงลิ่ว คนงาน 1 คน ทำงาน 3 เดือน ถ้าอยู่รอดปลอดภัยและทนได้ จะได้ค่าจ้างราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบล้านบาท เท่ากับค่าแรงกรรมกรยามปกติเกือบ 2 ปี จึงมีคนหนุ่มจากทั่วโลกบ่ายหน้าไปเสี่ยงชีวิตทำงานบนเรือเหล่านี้ทุกปี

 


ค่าตัวกรรมกรคนละล้าน ทำให้ราคาปูยักษ์อลาสก้าแพงจนสะท้านสะเทือนใจ เพราะฉะนั้นเวลาละเลียดเนื้อปูพวกนี้ ให้รู้ว่ามันคือปูธรรมดาที่ผ่านการจับโดยได้ค่าตัวคนละล้านนะคุณ


วิธีจับปู เขาก็ไม่ได้พิสดารอะไร เขาจะเอาเหยื่อเป็นปลา และอะไรต่อมิอะไรไปวางไว้ในลอบ เสร็จแล้วหย่อนลอบลงไปในทะเล พอถึงเวลาก็มากู้ลอบ แล้วเอาปูออกมาแยกขนาด ใส่ไว้ในน้ำให้มันไม่ตายจนกว่าจะถึงฝั่ง เพราะปูเป็นขายได้ราคาดีกว่าปูตาย


ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรยาก แต่ที่ยากคือ ทุกอย่างที่ทำต้องทำบนเรือท่ามกลางคลื่นซัดตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่งให้หายใจหายคอแม้แต่นิดเดียว อากาศและน้ำหนาวเย็นจัด คนงานจึงทำงานเหมือนหุ่นยนต์ กัดฟันอดทนให้มันผ่านไป เวลาพักก็หลับเป็นตายเพื่อจะตื่นมาสู้กับงานใหม่ เป็นเช่นนี้กันไปวันๆ

 


และเห็นอยู่ไกลโพ้นและหนาวเย็นเช่นนี้ เชื่อหรือไม่กรรมกรที่ไปทำงานมากที่สุดคือ คนจีน คนจีนคนหนึ่งแววตาแกแบบตายเป็นตาย บอกว่าผมพร้อมเสี่ยง เพราะเงินที่ได้มันเท่ากับผมต้องทำงานตลอด 2 ปี แกบอกว่าบ้านแกไม่เคยหนาวเกิน 15 องศาเซลเซียส แต่แกมาทำงานกลางทะเลที่อุณหภูมิติดลบ 10 องศาเซลเซียส เอากับแกสิ


เมื่อเรือขนปูมาถึงฝั่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ด้านคุณภาพอาหารตรวจดู เจอปูล็อตไหนมีปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนก็ต้องกำจัด แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจอ เพราะทะเลอาร์กติกทั้งไกล ทั้งหนาวเย็น ทั้งคลื่นแรง ไม่มีใครที่ไหนอยากไปทำอะไรปนเปื้อนแถบนั้นแน่ ทะเลแถบนั้นมีแต่นักวิจัยแขนงต่างๆ กองเรือป้องกันชายฝั่งของอเมริกา แล้วก็บรรดาเรือประมงหาปูหาปลาเท่านั้น

 


นัก ท่องเที่ยวที่ไปอลาสก้าเขาจะมีโปรแกรมทัวร์พาไปตกปลาในทะเลหนาวเหน็บไป จับปูแต่อันนั้นคือทำโชว์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปอวดกันเฉยๆจับกันแบบไก่กา การจับปลาจับปูแท้จริงของอลาสก้านั้นโหดเหนือโหด ดังนั้น ใครที่มีรูปจับปูจับปลาเล่นแบบนักท่องเที่ยวแถวอลาสก้า อย่าเอามาอวดเชียว


ฉันเคยถามเชยๆ ว่า ทำไม เขาไม่เพาะเลี้ยงปูเอาล่ะ จะต้องไปเสี่ยงชีวิตคนออกไปกลางทะเลลึกทำไม เจอเขาย้อนถามว่า จะเลี้ยงทำไม ในเมื่อกลางทะเลมันมีอยู่มากมาย จับเท่าไหร่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด เออ! สินะ


นอกจากจ้องจะกินมันนักหนาแล้ว ฉันเห็นนักท่องเที่ยวที่ไปอลาสก้าชอบถ่ายรูปกับปูยักษ์ตัวเป็นๆ ปล่อยให้มันดิ้นดุ๊กดิ๊ก ดิ้นรนจะเป็นอิสระโดยไม่ใส่ใจในความทุกข์ใจของมัน พากันแหกแข้งแหกขาปูแล้วยิ้มร่า เอามาอวดลูกหลาน คือจะกินมันเลยก็ไม่กิน ทรมานทรกรรมเขาอยู่นั่นแหละ


ฉันสงสัยว่า คนพวกนี้ป่วยหรือเปล่า?

 

 

 

18 ตุลาคม 1867 หรือเมื่อประมาณ145ปีที่แล้ว เป็นวันที่อะแลสกาของรัสเซีย เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐโดยสมบูรณ์ โดยในวันนั้น ที่เมือง โนวา - อาร์คานเกลสค์ เมืองหลวงอะแลสกาของรัสเซีย ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิมคือ ซิทก้า ได้มีพิธีส่งมอบคาบสมุทรแห่งนี้ให้กับสหรัฐ

 

ตาม ประวัติ เชื่อว่าคนเชื้อสายเอเชีย อพยพข้ามช่องแคบแบริ่ง เข้ามาลงหลักปักฐานที่อะแลสการาวเมื่อ 1 หมื่น 2 พันปีก่อน การเข้าไปติดต่อกับคนที่นี่ของชาวยุโรป เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1741 เมื่อ วิตุส แบริ่ง เดินทางไปที่นั่นกับเรือเซ็นต์ปีเตอร์ เพื่อทำการสำรวจให้กับกองทัพเรือรัสเซีย และเมื่อคณะสำรวจกลับออกมา ขนสัตว์จากที่นั่นก็ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพดีเยี่ยม คณะนักค้าขนสัตว์เล็กๆจึงเริ่มมาที่อะแลสกา โดยหลักฐานการตั้งหลักฐานของชาวยุโรปที่นี่ว่าเกิดขึ้นในปี 1784

 

ตั้งแต่ ช่วงต้นจนถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 1800 รัสเซียและสหรัฐเริ่มเข้ามาสำรวจอะแลสกา เพื่อโครงการขยายอาณานิคม แต่รัสเซียไม่เคยผนวกอะแลสกาเป็นอาณานิคมโดยสมบูรณ์ และก็ไม่ได้หาประโยชน์จากดินแดนแห่งนี้มากนัก ผิดกับฝ่ายสหรัฐที่ได้แสดงความสนใจในดินแดนแห่งนี้

 

ข้อ ตกลงเรื่องการขายอะแลสกา ลงนามโดยนายวิลเลี่ยม เซวาร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเมื่อ 30 มีนาคม 1867 งานนี้ ฝ่ายอเมริกันต้องจ่ายเป็นค่าดินแดนขนาด 1 ล้าน 5 แสนตารางกิโลเมตรเพียง 7 ล้าน 2 แสนดอลล่าร์ หรือเทียบเท่ากับ 11 ล้านรูเบิ้ลทองคำ

 

ใน ยุคปัจจุบันนี้ นักประวัติศาสตร์หลายคนออกมาตำหนิการตัดสินพระทัยขายอะแลสกาของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ว่ามองการณ์ใกล้ และไม่มีความรักชาติเอาเสียเลย ขายไปได้ยังไง คนรัสเซียที่อยู่ที่นั่นก็ตั้งมากมาย แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนบอกว่าในยุคที่ขายนั้น คนรัสเซียในอะแลสกามีอยู่แค่ไม่กี่ร้อยคน ทรัพยากรธรรมชาติมีค่าอะไรก็ยังหาไม่พบ

 

ส่วนทางฝ่ายสหรัฐฯ หลายคนในยุคนั้น มองไม่เห็นประโยชน์ของการซื้ออะแลสกา ดินแดนที่ทั้งไกลก็ไกล ร้างผู้คนก็ร้าง สื่อมวลชนในยุคนั้นก็ล้อเลียนรัฐบาลว่าเสียเงินไปมากมายเพื่อซื้อก้อนน้ำแข็ง ถึงขั้นมีข่าวลือว่า นักการทูตรัสเซียยัดเงินใต้โต๊ะ ให้ข้าราชการสหรัฐเดินเรื่องเพื่อให้มีการซื้อขาย เพิ่งจะปลายศตวรรษที่ 19 เท่านั้น ที่เริ่มมีการค้นพบทองคำ ต่อมาก็ยังพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกมากมายมหาศาล

 

ตอน แรกเมื่อมาอยู่กับสหรัฐ อะแลสกา อยู่ในการดูแลของกระทรวงการทหาร ต่อมาก็ถูกยกระดับสถานะเรื่อยมา จนได้เป็นรัฐที่ 49 ของสหรัฐ เมื่อ 1959

 

พื้นที่ 1,717,855 ตร.กม. ประชากร 626,932 คน

 

 

 

......

Deadliest Catch เป็นชื่อเรียก ของอาชีพๆหนึ่ง

 

ที่เรียกเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆว่า อาชีพจับปูอลาสก้านั่นเอง

.
จับปู แล้วจะรวย และเสี่ยงตายได้อย่างไร ? ความจริงก็คือ

 

อาชีพจับปูอลาสก้านั้น ถือเป็นอาชีพที่ทำรายได้งดงามมากๆ

 

แต่ก็ถือเป็นอาชีพที่เสี่ยงตายที่สุดในโลกอาชีพหนึ่งเช่นกัน!!!

 

…..
ลองดูราคาปูกันก่อนดีกว่า สำหรับปูอลาสก้านั้น

 

ในประเทศไทยจะมีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 3,000 บาทโดยประมาณ

 

และจะแพงกว่านี้ ถ้าหากถูกนำไปขายในประเทศที่นิยมกินปูอลาสก้ากัน

 

ลองคิดดูว่า ปูอลาสก้าตัวนึง ที่เป็นปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

จะมีน้ำหนักประมาณสักกี่กิโลกรัมกัน??

 

……

....

หนึ่งในผู้ทำอาชีพนี้กล่าวว่า เค้าได้เงินหลังจากการจับปูอลาสก้า

 

ครั้งละประมาณ 5 แสนบาทเลยทีเดียว และ 4-5 แสนบาทเนี่ย

 

ใช้เวลาเตรียมตัว เตรียมเรือประมาณ 2 เดือน

 

แต่การออกเดินทางจับปูอลาสก้าใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น

 

และคนส่วนใหญ่ที่ทำอาชีพนี้ จะออกไปรับงานอย่างอื่นทำ

 

ในช่วงที่หมดเทศกาลจับปูอลาสก้า

 

……
ฟังดูดีนี่ แล้วอะไรกันคือความเสี่ยงตาย ?

.

ปูอลาสก้า ก็ต้องอยูที่ อลาสก้าน่ะสิ แล้วทำไมน่ะหรอ

 

ง่ายๆเลยคือ ทะเลที่อาศัยของเหล่าปูอลาสก้านั้น

 

จะประกอบไปด้วย คลื่นลมแรง และสูงอย่างต่ำ 7 - 10 เมตรตลอดเวลา

 

ทำให้เรือนั้นไม่มีทางที่จะอยู่นิ่งๆได้เลย

 

นอกจากนี้ ด้วย อุณหภูมิ ประมาณ 0 องศา นั้น

 

ก็เพียงพอที่จะทำให้น้ำทะเลที่กระฉอกเข้ามาในเรือกลายเป็นน้ำแข็งได้ทันที

.
ในขณะที่กำลังหาปลาอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิ ต่ำกว่า 0 องศาเช่นนี้

 

ภายในน้ำทะเล จะยิ่งมีความเย็น

 

ไม่ต่างจากการลงไปแช่ในน้ำแข็งสักเท่าไหร่นัก

 

.....

 

และทุกๆครั้งที่มีเทศกาลจับปูอลาสก้าเกิดขึ้น

 

จะต้องมีผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา

 

และสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตนั้น

 

ก็คือการที่ผู้จับตกลงไปในน้ำซึ่งหนาวจัด

 

และเกิดภาวะ สูญเสียความร้อนอย่างเฉียบพลัน นั่นเอง
…….

 

เรือทุกลำที่ออกไปตามบริเวณต่างๆเพื่อหาปูอลาสก้า

 

จะเรียกได้ว่า พร้อมจะช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเวลา

 

จะไม่มีเลยที่ว่า ตำแหน่งใครมีปูเยอะ เราก็จะจับคนเดียว

 

หากแต่ยังเรียกบรรดาเรือใกล้เคียงให้มาช่วยกันจับอีกด้วย

 

ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าประทับใจ

 

และที่สำคัญ หากมีลูกเรือลำใด ตกลงไปในน้ำ

 

เรืออื่นที่ใกล้เคียง จะรีบมาช่วยกัน ทันที

 

โดยคิดว่า ถ้าหากเป็นเราตกลงไปในน้ำ

 

เราคงต้องอยากที่จะได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

 

เพราะโอกาสโชคร้ายแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเลยทีเดียว

 

…..
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องกังวลอีกมาก

 

ไม่ว่าจะเป็นขนาดของปูที่จับได้นั้น

.

จะต้องตรงตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น

 

มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนใบอณุญาติกันได้ทันทีเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                 ความผิดลหุโทษ

                                                          เขียนโดย ลีลา LAW

 

 

 

                                                        

 

 

 

ความผิดลหุโทษ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวดหนึ่งซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้โดยไม่มีเจตนา ก็ต้องรับโทษ ซึ่งแตกต่างจากการกระทำผิดอาญาอื่นๆที่ต้องรับโทษเมื่อกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะความผิดในหมวดนี้เน้นการป้องกันและระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลมิให้ลุกลามใหญ่โต ไม่ใช้สิทธิของตนในการก่อความรำคาญแก่ผู้อื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

 

ตัวอย่างลักษณะความผิดลหุโทษที่น่าสนใจ เช่น

1. มาตรา 367 ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

2. มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียง หรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

3. มาตรา 371 ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือโดยไม่มีเหตุสมควร หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง หรือการอื่นใด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบอาวุธนั้น

 

4. มาตรา 372 ผู้ใดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถานหรือกระทำโดยประการอื่นใดให้เสียความสงบเรียบร้อยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

 

5. มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

6. มาตรา 378 ผู้ใดเสพย์สุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเหตุให้ตนเมา ประพฤติวุ่นวาย หรือครองสติไม่ได้ขณะอยู่ในถนนสาธารณะ หรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

 

7. มาตรา 383 ผู้ใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น และเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ ถ้าผู้นั้นสามารถช่วยได้ แต่ไม่ช่วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

8. มาตรา 384 ผู้ใดแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

9. มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

10. มาตรา 397 ผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ปกติการกระทำผิดอาญาในขั้นพยายามหรือการเป็นผู้สนับสนุน ต้องรับโทษอาญาลดหลั่นกันไปตามลักษณะความผิดที่เกิดขึ้น แต่สำหรับความผิดลหุโทษแล้ว ถือเป็นความผิดอาญา แต่ไม่ต้องรับโทษ เพราะประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดมิให้ต้องรับโทษฐานพยายามทำผิดลหุโทษหรือฐานเป็นผู้สนับสนุน

รูปแบบความผิดลหุโทษดังกล่าวข้างต้นนั้น มักเกี่ยวกับการกระทบกระทั่งของบุคคลที่อาจก่อความวุ่นวายในสังคม หรือช่วยส่งเสริมให้คนมีน้ำใจช่วยเหลือกัน หรือป้องปรามมิให้ความผิดอาญาขยายหนักเกินเหตุ

 

สถานการณ์ที่หลายท่านมักพบเห็นบ่อยครั้งและอาจถูกลงโทษได้ เช่น ชาวบ้านทะเลาะตีกัน เมาแล้วอาละวาดทำร้ายคนอื่น ชายตบตีเมียหรือลูกตามข้างถนน นักเลงข่มขู่ชาวบ้านให้กลัวเพื่อรีดไถ ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน เห็นคนอยู่ในอันตรายแล้วไม่ยอมช่วย ทั้งที่ช่วยได้ เป็นต้น หากประชาชนพบความผิดที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายหรือวุ่นวายอันมีลักษณะละเมิดสิทธิของท่าน เพียงแจ้งร้องเรียนกับตำรวจในเขตท้องที่ซึ่งเกิดเหตุความผิด ผู้กระทำผิดจักได้รับการตักเตือนอย่างมีเมตตาหรือลงโทษตามกฎหมายแล้วแต่ดุลพินิจของตำรวจซึ่งล้วนทำเพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้

 

 

 

 

 

 

************************

 

 ถาม

ผมอยู่ในคอนโดกึ่งโรงแรม คือครึ่งหนึ่งของตึกเป็นโรงแรมอีกครึ่งเป็นคอนโด ผมอยู่ในส่วนคอนโด แต่ข้างห้องผมนั้นเจ้าของห้องปล่อยห้องเช่าให้กับนักท่องเที่ยว แขกส่วนใหญ่เป็นฝรั่งและตะวันออกกลางซึ่งสูบบุหรี่จัดมาก มักจะออกมายืนสูบที่ระเบียงห้องเพื่อชมวิว ผมเลยได้ควันบุหรี่เต็มๆ เคยคอมเพลนกับเจ้าของห้องไปครั้งสองครั้งแต่ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม ผมเดาเอาว่าเขาคงไม่ได้สนใจ


เคยดูกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่ ซึ่งว่าตามคอนโดหรือโรงแรมนั้นสูบได้เฉพาะในห้องส่วนตัว ผมก็ไม่รู้ว่าระเบียงนี่ถือเป็นห้องส่วนตัวหรือเปล่าแต่มันก็รบกวนผู้อื่นได้แบบเดียวกับมายืนสูบตามทางเดิน คำถามคือถ้าผมจะห้ามห้องข้างๆไม่ให้สูบบุหรี่บนระเบียงนี่ ผมทำได้มีสิทธิ์ตามกฎหมายหรือเปล่า และการที่เจ้าของห้องไม่ได้เป็นคนสูบแต่แขกเขาสูบนี่ ตัวเจ้าของห้องมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรตามกฎหมายหรือเปล่า ขอบคุณครับ

 

ตอบ

สถานที่สาธารณะ” หมายความว่า สถานที่หรือยานพาหนะใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้..ดังนั้น....ระเบียงน่าจะเป็นสถานที่สาธารณะ ตาม พรบ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 มาตรา 3 จึงห้ามสูบบุหรี่ ถ้าฝ่าฝืน ต้องปรับไม่เกินสองพันบาท ตาม มาตรา 12....ผู้ดำเนินการ คือเจ้าของห้อง ไม่ จัดให้มีเครื่องหมายในเขตสูบบุหรี่หรือเขตปลอดบุหรี่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด จะมีโทษปรับสองพันบาท เช่นกัน ตาม มาตรา 11 ครับ

 

ขอถามเพิ่มเติมนะครับ

อย่างกรณีเพื่อนบ้านรบกวนไม่ว่าด้วยอะไรก็แล้วแต่เช่น เปิดเพลงเสียงดัง ทะเลาะกันตึงตัง รวมไปถึงควันบุหรี่นี่ เราสามารถโทรแจ้งตำรวจได้หรือเปล่าครับ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจหรือเปล่าครับ

 

 ตอบ

ก็แจ้งได้ แต่มีโทษน้อย คือปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท บางทีตำรวจอาจไม่สนใจก็ได้ครับ
มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

 

 

 

 

 

 

 
 

 

 

                เอาแล้วไง ทั่นนายกฯของผมเจอรับน้องซะแล้ว

 
โรงเรียนยังไม่ทันเปิด แต่กิจกรรมรับน้องใหม่ดันเริ่มต้นขึ้นแล้วละครัชชชชชช


'มาร์ค' แนะเร่งปฏิรูปฯ หาก 'บิ๊กตู่' นั่งนายกฯ

วันที่ 19 ส.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนยังเป็นห่วงเรื่องการปฏิรูปพลังงาน เพราะเกรงว่าผู้ที่เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาเป็นคนที่อยู่กับระบบพลังงานอยู่แล้ว จะไม่สนับสนุนผู้ที่มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน จึงต้องตีโจทย์ให้ชัด เช่น ปัญหาเรื่องท่อก๊าซที่ตีโจทย์ยังไม่ถูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้องแยกมาเป็นบริษัท แต่ความจริงคือมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งไม่เป็นธรรม รูปแบบที่เหมาะสมไม่ใช่เฉพาะคู่แข่งของผู้ประกอบการด้านพลังงาน แต่ต้องเป็นธรรมกับทั้งประเทศและประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรนี้

"ตอนนี้จะพยายามแยกบริษัทออกมาแล้วบอกว่า สร้างความเป็นธรรมระหว่างบริษัทคู่แข่งขันท่อก๊าซเท่านั้น ทั้งที่โดยหลักแล้วผู้ที่จะมาบริหารจุดนี้จะต้องเป็นอิสระ ไม่ควรมีส่วนได้ส่วนเสียกับการประกอบธุรกิจพลังงานในส่วนอื่น และท่อก๊าซไม่ควรเป็นของผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ซึ่งรัฐต้องมาคิดว่าจะใช้กลไกใดในการแก้ไขปัญหานี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

http://www.thairath.co.th/content/444310

ปล.หลังจากพูดเสร็จ วันรุ่งขึ้นขบวนการได้เริ่มเดินขบวนขานรับทันที แต่โดนทหารสกัดไว้ทันที



ด่วน! ทหารห้ามกลุ่มปฏิรูปพลังงานเดินเท้าเข้ากทม. พร้อมเชิญแกนนำเข้าค่าย!

รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 20 สิงหาคมนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจาก มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอรัตภูมิและตำรวจภูธรรัตภูมิ ได้ร่วมกันเชิญตัวแกนนำ เครือข่ายขาหุ้น ปฏิรูปพลังงาน ที่อยู่ในช่วงการทำกิจกรรมเดินเท้าเข้าสู่ กทม.ภายใต้แนวคิด”เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ”อยู่ในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ โดยเชิญตัวผู้ร่วมกิจกรรมรวม 14 คน ที่นำโดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา นายประสิทธิชัย หนูนวล ซึ่งเป็นแกนนำหลักในการเดินเท้าครั้งนี้ โดยได้ขึ้นรถบัสของ มทบ.42 ที่มีรถฮัมวี่นำ มุ่งหน้าไปยัง มทบ.42 อ.หาดใหญ่ พร้อมจัดเก็บธงสัญลักษณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆไปทั้งหมด



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408527423

นี่ขนาดยังไม่เริ่มต้นทำงานของท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ที่รักยิ่งของพวกเราท่านอภิสิทธิ์ ยังรับน้องจัดม๊อบมาเตรียมต้อนรับขนาดนี้ ซึ่งการทำอย่างนี้คงเป็นการส่งสัญญาณแจ้งเตือนก่อนว่าหากทางท่านไม่ทำตามสิ่งอันต้องประสงค์ของกระผม อนาคตการทำงานของท่านอาจจะไม่ราบเรียบ ราบรื่น เพราะท่านจะต้องเจอกับสารพัดม๊อบที่กระผมจะปลุกขึ้นมาจากทางภาคใต้ถิ่นของพลพรรคของกระผมนะขอรับ หึ หึ หลังจากนี้ต่อไป คงต้องจับตามองให้ดี คงมีอะไรสนุกๆอีกเยอะให้ดูละครับท่าน

 

 

 

 

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด
เอเจนซีส์ – รัฐมิสซูรีส่งกองกำลังรักษาดินแดนไปควบคุมสถานการณ์ในเมืองเฟอร์กูสัน หลังจากผู้ประท้วงยังคงปะทะกับตำรวจก่อนมาตรการเคอร์ฟิวมีผลเป็นวันที่สอง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งชันสูตรศพ ไมเคิล บราวน์ หนุ่มวัยรุ่นผิวสีที่ถูกตำรวจยิงดับโดยเร็วที่สุด ด้านนิวยอร์กไทม์สรายงานผลการชันสูตรเบื้องต้นว่า บราวน์ ซึ่งถูกตำรวจผิวขาวยิงเสียชีวิตเมื่อต้นเดือนจนเป็นที่มาของการจลาจลในเฟอร์กูสัน ถูกยิงทั้งหมด 6 นัด โดย 2 นัดพุ่งเข้าศีรษะ

 

 

เจย์ นิกสัน ผู้ว่าการรัฐมิสซูรี ลงนามคำสั่งในการส่งกองกำลังรักษาดินแดนไปยังเมืองเฟอร์กูสันเมื่อวันจันทร์ (18) เพื่อฟื้นความสงบเรียบร้อยและปกป้องพลเมือง โดยการตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากตำรวจปะทะกับกลุ่มชนที่โกรธแค้นก่อนมาตรการเคอร์ฟิวมีผลในคืนที่สองเพียงไม่นาน

รายงานระบุว่า การชุมนุมอย่างสงบตลอดช่วงกลางวันวันอาทิตย์ (17) เปลี่ยนเป็นความรุนแรงทันทีเมื่อเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ โดยหลังจากเจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ชุมนุมสลายตัว ผู้ชุมนุมจำนวนมากล่าถอยกลับบ้าน แต่ยังมีอีกราว 100 คนที่ปักหลักห่างจากตำรวจ 2 ช่วงตึก กระทั่งตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปหนึ่งชุด

กระนั้นก็ดี ผู้ประท้วงยังนำคอนกรีตบล็อกมาขวางบนถนนใกล้ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่ถูกเผาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อไม่ให้รถตำรวจเข้าไปได้ และมีการเผาถังขยะในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งมีเสียงปืนดังประปรายห่างออกไปหลายช่วงตึก และมีการการปล้นร้านค้าเกิดขึ้นด้วย

ตำรวจสามารถเคลียร์พื้นที่บนถนนเวสต์ฟลอริสแซนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางสัญจรหลักของชุมชนภายในเวลาสองชั่วโมง และถนนสายต่างๆ กลับสู่ความเงียบสงบเมื่อมาตรการเคอร์ฟิวเริ่มต้นขึ้นในเวลาเที่ยงคืน และมีผลจนถึง 5.00 น. วันจันทร์ (18)

รอน จอห์นสัน ผู้บัญชาการตำรวจทางหลวงมิสซูรีที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสถานการณ์ในเฟอร์กูสัน แถลงเมื่อวันจันทร์ (18) ว่า ผู้ประท้วงขว้างระเบิดขวดใส่กองกำลังความมั่นคงจนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบโต้

“สำหรับผู้ที่อ้างว่าเคอร์ฟิวนำไปสู่ความรุนแรง ผมขอย้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเริ่มเคอร์ฟิว 3 ชั่วโมงครึ่ง” จอห์นสัน กล่าว พร้อมสำทับว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 คนจากกระสุนปืน

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

 ทั้งนี้ เหตุการณ์สังหาร บราวน์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อกระแสความตึงเครียดด้านเชื้อชาติรุนแรงระหว่างชุมชนคนผิวสีกับสำนักงานตำรวจเฟอร์กูสันที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันผิวขาว นำไปสู่การปะทะหลายครั้งจนกระทั่งผู้ว่าการรัฐมิสซูรีต้องขอให้ตำรวจทางหลวงของรัฐเข้ารับผิดชอบสถานการณ์แทนตำรวจท้องที่

ตำรวจเฟอร์กูสันยังใช้เวลาถึง 6 วันจึงจะเปิดเผยว่า ผู้ที่ยิง บราวน์ คือ ดาร์เรน วิลสัน ซึ่งเป็นนายตำรวจที่รับราชการมานาน 6 ปีโดยไม่เคยมีประวัติถูกร้องเรียน พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดเผยเอกสารหลักฐานที่กล่าวหาว่า บราวน์ ขโมยของในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งก่อนที่จะถูกยิงเสียชีวิต

โธมัส แจ็กสัน ผู้บัญชาการตำรวจเฟอร์กูสัน ให้สัมภาษณ์รายการ “ดีส วีก” ของสำนักข่าวเอบีซีเมื่อวันอาทิตย์ (17) ว่า ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านที่ บราวน์ ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปขโมยบุหรี่ซองละ 49 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ คนส่วนใหญ่โกรธแค้นเพราะรู้สึกว่าเป็นความพยายามใส่ความเด็กหนุ่มที่ถูกยิงเสียชีวิต

นอกจากนี้ ตำรวจยังพาดพิงถึงการเผชิญหน้าระหว่าง บราวน์ กับ วิลสัน น้อยมาก โดยระบุเพียงว่า มีการต่อสู้กันซึ่ง วิลสัน ได้รับบาดเจ็บและ บราวน์ ถูกยิง ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า บราวน์ ชูมือเหนือศีรษะขณะที่ วิลสัน ระดมยิงเข้าใส่เขาหลายนัด

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของ ดร. ไมเคิล เบเดน อดีตหัวหน้าคณะแพทย์ผู้ตรวจสอบของนิวยอร์กซิตีว่า บราวน์ ถูกยิงอย่างน้อย 6 นัด โดย 2 นัดเจาะเข้าที่ศีรษะ และอีก 4 นัดที่แขนขวา โดยกระสุนทั้งหมดยิงเข้าทางด้านหน้า

การเรียกร้องของครอบครัว บราวน์ ทำให้ อีริก โฮลเดอร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางชันสูตรศพ บราวน์ เป็นครั้งที่ 3 “โดยเร็วที่สุด” และนำผลการชันสูตรไปพิจารณาประกอบการตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิพลเมืองของกระทรวงยุติธรรม

เดวิด เวนสไตน์ อดีตอัยการรัฐที่รับผิดชอบด้านสิทธิพลเมืองของสำนักงานอัยการไมอามี เปิดเผยว่า การชันสูตรของรัฐบาลจะมุ่งเน้นจุดที่กระสุนเจาะเข้าสู่ร่างกาย ตลอดจนบาดแผล และรอยฟกช้ำจากการป้องกันตัว ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน และเสริมว่าคำสั่งชันสูตรศพของกระทรวงยุติธรรมไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังเป็นเพราะรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนที่กังวลว่า จะไม่มีการดำเนินการใดๆ กับคดีนี้

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด


 
สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

 

นางแอนนา เม บูลล็อก ที่ผู้อ่านท่านที่เคารพรู้จักกันในวงการเพลงในชื่อ ทินา เทอร์เนอร์ คนนี้เป็นนักร้องแนวโซลอาร์แอนด์บีที่ชื่อดังมากนะครับ ตอนนี้แกประกาศสละสัญชาติอเมริกันและยื่นเรื่องขอเป็นพลเมืองสวิสกับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ผมเชื่อว่าผู้อ่านท่านที่เคารพจำนวนไม่น้อยเป็นสมาชิกของเครือข่ายสังคมออนไลน์หมายเลข 1 ของโลกอย่างเฟซบุ๊ก ท่านที่ตามประวัติความเป็นมาของเฟซบุ๊กก็คงจะทราบนะครับว่า ผู้ร่วมก่อตั้งคนหนึ่งของเฟซบุ๊กคือ เอดูอาร์โด ซาเวริน ซึ่งนายคนนี้ก็ประกาศสละสัญชาติอเมริกันและหันไปยื่นเรื่องขอถือสัญชาติสิงคโปร์สำเร็จแล้วเช่นกัน

 

ตอนนี้มีคนอเมริกันขอสละสัญชาติอเมริกันกันเยอะมาก แค่ 6 เดือนแรกของ พ.ศ.2557 มี 1,577 คน ปีที่แล้ว พ.ศ. 2556 มี 2,999 คน และตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะมีคนยื่นเรื่องขอสละสัญชาติอเมริกันกันเยอะมากขึ้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศ ซึ่งตอนนี้สูงถึง 39.6%

 

สหรัฐฯเป็นประเทศเดียวในโลกที่เรียกเก็บภาษีกับพลเมืองที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักอยู่ในสหรัฐฯ ในอัตราและเงื่อนไข ‘เดียวกัน’ กับพลเมืองอเมริกันที่อาศัยอยู่ในประเทศ

 

สภาพความเป็นอยู่ในสหรัฐฯ กำลังถูกวิจารณ์อย่างมากครับ นอกจากจะเรื่องภาษีมหาโหดแล้ว ก็ยังมีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนผิวที่ต่างกัน ชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ ทำอะไรผิดนิดหน่อยก็มักจะถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลังจับกุม บางทีก็มีการยิง หรือรุมยิงกันจนเสียชีวิต

 

ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ การรุมจับและรุมฆ่าชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ ก็เป็นแต่เพียงข่าวที่เป็นตัวอักษร หรืออย่างมากก็เป็นภาพข่าวซึ่งเป็นภาพนิ่ง แต่สมัยนี้การถ่ายภาพเคลื่อนไหวทำได้ง่าย และการนำมาลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็ทำให้ภาพเคลื่อนไหวพวกนี้แพร่ขยายกระจายไปได้ไวขึ้น เรื่องที่แพร่ภาพและแพร่เรื่องราวอยู่ในอินเตอร์เน็ตนี่แหละครับ ทำให้คนแขยงแขงขนและกลัวการถือสัญชาติอเมริกัน ทำให้สหรัฐอเมริกามิได้เป็นดินแดนในฝันของประชาชนคนทั้งโลกอีกต่อไป

 

2 ปีที่แล้ว สตรีอเมริกันเชื้อสายจีนอายุ 44 ปีคนหนึ่ง เดินเข้าไปในร้านแอปเปิลสโตร์ที่เมืองนิวทาวน์ รัฐแมสซาชูเสตต์ เธอขอซื้อไอโฟน 4 เครื่อง สุภาพสตรีชาวจีนคนนี้พูดจาภาษาอังกฤษไม่เก่งและก็ไม่รู้มาก่อนว่าแอปเปิลสหรัฐฯ มีนโยบายจำหน่ายโทรศัพท์มือถือไอโฟนให้แก่ลูกค้าคนละ 2 เครื่องเท่านั้น เธอคิดแต่เพียงว่าเธอมีเงินก็อยากจะซื้อไปฝากญาติที่เมืองจีน เมื่อพนักงานของแอปเปิลปฏิเสธการขาย เธอก็ไม่ออกไปจากร้าน

 

พนักงานแอปเปิลโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ ตำรวจ 2 คนมาถึงก็ใช้ที่ช็อตไฟฟ้าช็อตจนเธอล้มลงไปนอนกับพื้นและร้องอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ผู้หญิงจีนตัวเล็กนิดเดียว ตำรวจสหรัฐฯ ตัวใหญ่โตยังนั่งคร่อมเธอและใช้ที่ช็อตไฟฟ้าช็อตไปที่ตัวเธออย่างไม่หยุด

 

9 สิงหาคม พ.ศ.2557 นายบราวน์ ชาวผิวสี อายุ 18 ปี เข้าไปขโมยซิการ์ 1 กล่อง ราคา 50 ดอลลาร์ ในร้านสะดวกซื้อ เมื่อตำรวจผิวขาวมาถึง ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงดอกครับ ยิงวัยรุ่นผิวสีคนนี้ตายกลายเป็นผีทั้งที่ไม่มีอาวุธและชูมือเปล่าขึ้นไปในอากาศ ซึ่งเป็นลักษณะอาการที่บอกว่า ผมยอมแล้ว ผมยอมให้จับแล้ว ในประเทศอื่น ตำรวจจะไม่ฆ่าผู้ร้ายที่ยกมือขึ้นไปในอากาศในลักษณะยอมจำนน แต่ตำรวจอเมริกันผิวขาวคนนี้ไม่ยอมครับ กระหน่ำยิงซะจนตาย ตอนนี้ก็เลยมีการประท้วงกันใหญ่ แอฟริกันอเมริกัน ละตินอเมริกัน เอเชียนอเมริกัน ต่างก็มาร่วมเดินประท้วงกันมากและนานจนผู้ว่าการรัฐมิสซูรีต้องประกาศเคอร์ฟิว

 

อเมริกาไม่ใช่ดินแดนในฝันของมนุษย์อีกต่อไป.

 

คุณนิติ นวรัตน์

 

 

                       
 

 

คุณค่าทั้งหลายในโลกที่ยึดถือกันในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง สิ่งที่ดูเหมือนดูจะเป็นของปกติธรรมดา ทุกอย่างต้องมีก้าวแรก และก้าวแรกนี่เอง ที่จะต้องถูก "รับน้อง" จากค่านิยมความเชื่อเก่าๆ แรงต้านทานความเปลี่ยนแปลงนั้นรุนแรงเสมอ ดังตัวอย่างสำคัญที่สุดตัวอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกนี้

"เจมส์ เมเรดิธ นักศึกษาผิวดำคนแรก"





หลังเรียนจบมัธยม เจมส์ เมเรดิธ สมัครเป็นทหารอยู่นาน 9 ปีก่อนจะยื่นใบสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ความพยายาม 2 ครั้งแรกของเขาประสบความล้มเหลว แต่แล้วในวันที่ 31 พฤษภาคม 1961 ศาลสูงสุดของอเมริกาก็ตัดสินให้เขาสามารถเข้าเรียนได้ แม้กระนั้นเมื่อเมเรดิธเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยวันแรก ประตูหน้าของมหาวิทยาลัยกลับถูกรอส บาร์เน็ตผู้ว่าการรัฐมิสซิสซิปปียืนขวางทางอยู่ โดยอ้างว่าเขาได้ละเมิดกฎหมายห้ามคนดำไป
เลือกตั้งซึ่งทำให้เขาหมดสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยประจำรัฐ นายโรเบิร์ต เอฟ เคเนดี้ อัยการสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกาต้องต่อสายโทรศัพท์เจรจากับนายบาร์เน็ตหลายครั้งจนในที่สุดก็ยอมให้เมเรดิธเข้าไปลงทะเบียนเรียนอย่างเสียไม่ได้

ในการไปเรียนวันแรกของเมเรดิธ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารคุ้มกันถึง 500 นาย คุ้มครองเขาจากนักศึกษาผิวขาวที่เหยียดสีผิวซึ่งก่อม๊อบมาขัดขวางและปะทะกับเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บมากมาย และมีผู้เสียชีวิตถึง 2 คน การเรียนของเมเรดิธเป็นไปโดยยากลำบาก เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยทั้งกลั่นแกล้งและแสดงความรังเกียจต่อเขาต่างๆ นานา ไม่ว่าจะกลั่นแกล้งในห้องเรียน แสดงความรังเกียจด้วยการไม่นั่งด้วยในโรงอาหาร เพียงเพราะเขามีสีผิวที่ต่างไปจากตัวเอง หลังจากนั่งกินข้าวอย่างโดดเดี่ยวอยู่หลายปี เขาก็สามารถเรียนจบสาขารัฐศาสตร์ได้ในปี 1963 และกลายเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนคนสำคัญ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       ลีน่า จัง เธอบ้าไปเเล้ว...

 

 

                          

 

 

 

 

 

             เรื่องใหญ่ คสช.สั่งเดินหน้าเก็บภาษีมรดก ที่ดิน

 
ประยุทธ์สั่งคลัง นำพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บรรจุในแผนปฏิรูปเสนอสนช.
3เป้าหมายคือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็ธรรมและขยายฐานภาษีสร้างรายได้ให้รัฐบาล
คาดว่าจะมีรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า หนึ่งแสนล้านบาท
ครังยังเสนอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม7%เป็น10ในปีงบประมาณ2559 อีกด้วย

 

 


เครดิตโพสต์ทูเดย์

ในอดีตรัฐบาลจากการเลือกตั้งพยามทำเรื่องนี้มาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ.......................

จำกัดการถือครอง ก็น่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้บ้าง

เวนคืนมาเป็นของรัฐ แล้วขายให้ผู้ไม่มีที่ทำกินราคาถูก โดยมีเงื่อนไข ห้ามขายต่อ...ปี

แต่ถ้าจำกัดการถือครองแล้ว คนที่จะซื้อก็คงซื้อไม่ได้ถ้าถือครองเต็มแล้ว

เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง รปห ครั้งนี้ ต้องทำในสิ่งที่รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถ
ทำได้สักที ได้แก่


1) รถไฟ รางคู่ ชวนหลีกภัย บอกจะสร้างตั้งแต่สมัย ชวน 1 มาชวน 2 มา มาร์ค 1 แหม่ง ! นอกจาก
มีแค่รางเดียว แล้ว ยังตกรางอีก
2) ภาษี ที่ดิน
3) ภาษี มรดก
4) ภาษี กำไรจากการขายหุ้น
5) กฏหมายคอรัปชั่น ต้องไม่หมดอายุความ ถึงตายไปแล้ว ทายาท ก็ต้องรับผิดชอบ
ถ้า ท่าน ประธาน คสช ทำได้ 3 ใน5 ข้อ ก็ถือว่า ที่ท่าน รปห ไม่เสียของ ประเทศชาติ
ไม่เสียเวลาเปล่าๆแล้วครับ

 

 

 

 

 

 

มันต้องหยั่งงี้ซิ ปปช. อัยการสั่งไม่ฟ้อง มันต้องฟ้องเอง เอาผิดมันให้ได้ จัยมาก !!!

 

 
ไม่ต้องไปสนมัน ถ้าใครถามว่าปิดล้อมรัฐสภา คดีถึงไหน ?
ไม่ต้องสนมัน ใครจะบอกว่าปิดสนามบิน ผู้ก่อการร้ายสากลไปถึงไหน ?
ไม่ต้องไปสนมัน ใครจะถามว่าปิดทำเนียบ ถุงยางเกลื่อน เมื่อไหร่จะเสร็จ ?

เราต้องเดินหน้าเอาผิด
รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ให้ได้
เพราะบังอาจเอาแก๊สน้ำตายิงคนเสียชีวิตได้

เรื่องอื่นไม่สน ทิ้งให้หมด
เราจะแก้แค้นแทนสนธิ..
หน็อย..บังอาจเอาพ่อลิ้มเข้าคุกก่อนไอ้แม้วซะได้

เดินมาถูกทางแล้ว ปปช.
นายแน่มากกกก ลุยโลดดดดดดดดด !!!
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ตำนานวังหน้า - กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

 

 

 

  พญาเสือ

"อันกรุงรัตนอังวะครั้งนี้ฤา.............จักพ้นเนื้อมืออย่าสงสัย
พม่าจะมาเป็นข้าไท......................จะได้ใช้สร้างกรุงอยุธยา
แม้นสมดังจิตไม่ผิดหมาย..............จะเสี่ยงทายตามบุพเพวาสนา
จะได้ชูกู้ยกนัครา..........................สมดังปรารถนาทุกสิ่งอัน


ถ้าเสร็จการอังวะลงตราบใด............จะพาใจเป็นสุขเกษมสันต์
อ้ายชาติพม่ามันอาธรรม์.................เที่ยวล้างขอบขัณฑ์ทุกพารา
แต่ก่อนก็มิให้มีความสุข..................รบรุกฆ่าฟันเสียหนักหนา
แต่บ้านร้างเมืองเซทั้งวัดวา..............ยับเยินเป็นป่าทุกตำบล...."

 

 

 
 

 

 

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

 
 
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
Maha Sura Singhanat.jpg
'"สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท"'

พระนาม สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ วันพฤหัสบดีขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน
(
1 พฤศจิกายนพ.ศ. 2287) [1]
สวรรคต 3 พฤศจิกายนพ.ศ. 2346
(59 พรรษา)
พระราชบิดา สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี)
พระราชมารดา พระอัครชายา (หยก)
พระชายา เจ้าครอกศรีอโนชา

 

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิม บุญมา เป็นพระราชภาตาร่วมพระราชชนกชนนี กับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 5 ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกทองดี และพระชนนีหยก ประสูติในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน พ.ศ. 2286 มีนิวาสถานอยู่หลังป้อมเพชร ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อทรงเจริญวัยได้รับราชการเป็นมหาดเล็กตำแหน่งนายสุดจินดา มหาดเล็กหุ้มแพร ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มีพระเชษฐา พระเชษฐภคิณี พระอนุชาร่วมพระชนก ประกอบด้วย

 

 

 การทำศึกสงคราม

 

พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทรงร่วมศึกสงครามขับไล่อริราชศัตรูปกป้องพระราชอาณาจักรตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ได้เสด็จไปในการพระราชสงครามทั้งทางบก และทางเรือ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึง 16 ครั้ง และในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อีก 8 ครั้ง ได้แก่

 

  • พ.ศ. 2310 ตีค่ายโพธิ์สามต้นของข้าศึก
  • พ.ศ. 2311 ตีค่ายพม่าที่บางกุ้ง และที่สมุทรสงคราม ขณะนั้นทรงมีบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรี และเสด็จไปรับพระเชษฐาธิราช จาก อำเภออัมพวา เข้ามารับราชการกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และทรงรับสถาปนาเป็น พระราชวรินทร์
  • พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกกองทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพิษณุโลก และยกไปปราบชุมนุมเจ้าพิมายที่นครราชสีมา พระมหามนตรี และพระราชวรินทร์ได้ร่วมการสงครามที่ด่านขุนทด มีชัยชนะในเวลา 3 วัน ความชอบในการสงครามครั้งนี้ พระราชวรินทร์ได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอภัยรณฤทธิ์ และพระมหามนตรี เป็นพระยาอนุชิตราชา จางวางตำรวจ
  • พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ และพระยาอนุชิตราชา ยกทัพไปปราบกรุงกัมพูชา ตีได้เมืองเสียมราฐ
  • พ.ศ. 2313 พระยาอนุชิตราชาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็น พระยายมราช ได้ยกทัพไปร่วมกับทัพหลวงปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง ตีได้เมืองสวางคบุรี และได้หัวเมืองเหนือไว้ในพระราชอำนาจทั้งหมด เมื่อเสร็จราชการศึกครั้งนี้ ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก เป็นผู้ปกป้องพระราชอาณาจักรฝ่ายเหนือ และได้ยกทัพไปตีทัพโปมยุง่วนที่มาล้อมเมืองสวรรคโลก
  • พ.ศ. 2315 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ได้ยกทัพไปปราบพม่าที่ยกมาตีเมืองลับแล หรืออุตรดิตถ์ และเมืองพิชัยจนแตกพ่ายไป
  • พ.ศ. 2316 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช และพระยาพิชัย ได้ยกทัพไปรบถึงประจัญบาน กับทัพโปสุพลาที่เมืองพิชัย จนข้าศึกแตกพ่าย ครั้งนี้เองที่พระยาพิชัยได้รับสมญานามว่า "พระยาพิชัยดาบหัก"
  • พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งขณะนั้นเป็น เจ้าพระยาจักรี กับเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ยกทัพหัวเมืองเหนือไปตีเมืองเชียงใหม่ มีชัยชนะ และเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราชได้คุมทัพเหนือไปล้อมทัพพม่า

ที่เขาชะงุ้ม ตีค่ายพม่าที่เขาชะงุ้ม และปากแพรกแตกจนพม่ายอมแพ้

  • พ.ศ. 2318 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช และเจ้าพระยาจักรี ได้รับพระราชบัญชาให้ยกทัพจากพิษณุโลกไปขับไล่โปสุพลา ที่ยกมาตีเมืองเชียงใหม่ และต่อมาอะแซหวุ่นกี้ ยกมาล้อมเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาทั้งสองจึงนำไพล่พลออกจากพิษณุโลกไปตั้งมั่นที่เมืองเพชรบูรณ์ ต่อมาพม่าถอนกำลัง จึงได้คุมกำลังเมืองนครราชสีมาติดตามตีทัพที่กำลังถอยแตกกลับไป
  • พ.ศ. 2320 ได้ยกทัพจากกรุงธนบุรีไปสมทบทัพเจ้าพระยาจักรีที่นครราชสีมา ตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองอัตบือสุรินทร์สังขะขุขันธ์ ไว้ได้ จากความชอบในการพระราชสงครามครั้งนี้ เจ้าพระยาจักรี ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก"
  • พ.ศ. 2321 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช เกณฑ์ทัพเรือจากกัมพูชา ไปล้อมเมืองเวียงจันทน์ 4 เดือนจึงตีได้ และตีหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นลาวจนจดตังเกี๋ยของญวนไว้ได้ด้วย และในครั้งนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญพระพุทธมหามุนีรัตนปฏิมากร กลับคืนเวียงจันทน์มาประดิษฐานที่กรุงธนบุรีด้วย
  • พ.ศ. 2324 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช เป็นแม่ทัพหน้าร่วมกับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปตีกัมพูชา แต่ต้องเสด็จกลับกรุงธนบุรี เนื่องจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระประชวร บ้านเมืองเกิดจลาจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เสด็จปราบดาภิเษก

 

 

เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์ และสถาปนากรุงเทพมหานคร เป็นราชธานี เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล บันทึกบางฉบับจะเอ่ยพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลบ้าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์บ้าง (หมายความรวมถึงรัชกาลที่ 1 และสมเด็จวังหน้า) ไม่เป็นที่แน่นอน ซึ่งพระนามนี้ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดระเบียบเกี่ยวกับพระเกียรติเจ้านายใหม่ โดยให้ขานพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

 

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทรงร่วมการพระราชสงคราม ระหว่าง พ.ศ. 2325 ถึง พ.ศ. 2345 รวม 8 ครั้ง คือ

  • พ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ รบกับทัพพระเจ้าปดุง ที่ยกทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ แม้มีไพร่พลน้อยกว่าข้าศึก แต่ทรงทำกลอุบายลวงข้าศึก จนสามารถมีชัยชนะ ในปีนั้น ยังได้เสด็จนำทัพเรือไปตีพม่าที่ไชยา และเสด็จไปปราบปัตตานีที่เอาใจออกห่าง และตีเมืองกลันตัน ตรังกานู เป็นเมืองขึ้นของไทยด้วย
  • พ.ศ. 2329 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จนำทัพไปรบกับพระเจ้าปดุง ที่เข้ามายึดตำบลท่าดินแดง และสามสบ ได้ตีทัพพม่าแตก
  • พ.ศ. 2330 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองลำปางคืน และตีทัพพม่าที่ป่าซางแตก เสร็จการสงครามนี้ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่ มาประดิษฐาน ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ที่กรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2336 เสด็จไปตีเมืองทวายสำเร็จ
  • พ.ศ. 2340 เสด็จยกทัพไปป้องกันเมืองเชียงใหม่ ตีพม่าที่ลำพูน และเชียงใหม่แตก
  • พ.ศ. 2345 ได้เสด็จไปขับไล่กองทัพข้าศึกออกจากเชียงใหม่ แต่เมื่อเสด็จไปถึงเมืองเถิน ทรงพระประชวรโรคนิ่ว ต้องประทับรักษาพระองค์โดยมีสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ทรงพยาบาลพระอาการอยู่ต่อมาเมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระอาการประชวรกำเริบ ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2346 พระชนมายุ 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระโกศ (พระลอง) ย่อมุมไม้สิบสองหุ้มทองคำประดิษฐานพระบรมศพไว้ที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากการถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวงเสร็จสิ้น พระบรมอัฐิถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งวายุสถานอมเรศในหมู่พระวิมาน ปัจจุบันอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หอพระนาคในพระบรมมหาราชวัง อนึ่ง คำว่าสวรรคตนั้นนอกจากจะใช้กับพระมหากษัตริย์และพระราชินี พระราชินีนาถ พระราชชนนีแล้วยังสามารถใช้ได้กับสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระฯ สยามบรมราชกุมารีได้อีกด้วย ทว่าในส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระราชวังบวรสถานพิมุขนั้นกำหนดให้ใช้คำว่า ทิวงคต

 

มีคำกล่าวกันมาแต่ก่อนว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างพระราชมณเฑียรและสถานที่ต่างๆในพระราชวังบวรฯ ทรงทำโดยปราณีตบรรจงทุกๆอย่าง ด้วยตั้งพระราชหฤทัยว่า เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชสิ้นพระชนมายุขัยสวรรคต ถึงเวลาพระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติ จะเสด็จประทับอยู่พระราชวังบวรฯตามแบบอย่างสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ไม่เสด็จลงมาอยู่วังหลวง เป็นคำเล่ากันมาดังนี้ แต่พระราชประวัติมิได้เป็นไปตามธรรมดาอายุขัย กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จดำรงพระยศมาได้ ๒๑ พรรษา ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ มีพระอาการประชวรเป็นนิ่วในเวลาเมื่อเสด็จเป็นจอมพลไปรบพม่าที่มาตีเมืองเชียงใหม่ เสด็จขึ้นไปถึงกลางทางประชวรลงในเดือน ๓ ต้องประทับอยู่ที่เมืองเถิน ให้กรมพระราชวังหลังเสด็จขึ้นไปบัญชาการรบแทนพระองค์


เมื่อมีชัยชนะข้าศึกสงครามเสด็จกลับลงมาถึงกรุงเทพฯ พระอาการค่อยทุเลาขึ้นคราวหนึ่ง ครั้นถึงเดือน ๘ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๔๖ พระโรคกลับกำเริบอีก คราวนี้พระอาการมีแต่ทรงอยู่กับทรุดลงโดยลำดับมา จนถึงเดือน ๑๒ ประชวรหนัก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปช่วยรักษาพยาบาล(๑) มาจนถึงวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ แรม ๔ ค่ำ เพลาเที่ยงคืน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคตในพระที่นั่งบุรพาภิมุข คำนวนพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ครั้นรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จไปพระราชทานน้ำสรงพระศพพร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ ทรงเครื่องพระศพตามพระเกียรติยศเสร็จแล้ว เชิญลงพระลองประกอบด้วยพระโกศไม้สิบสองหุ้มทองคำ(๒) ซึ่งโปรดฯให้สร้างขึ้นใหม่ แห่ไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พร้อมด้วยเครื่องประดับตามสมควรแก่พระเกียรติยศพระมหาอุปราช แล้วโปรดฯให้มีหมายประกาศให้คนโกนหัวไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร(๓)



ตรงนี้จะต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯทรงพระประชวรจะสวรรคต ด้วยเกี่ยวข้องเนื่องกับตำนานวังหน้าในชั้นหลังต่อมา เรื่องราวเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นมีปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร และพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับทั้งในเรื่องนิพพานวังหน้า พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรพระราชธิดากรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งนักองค์อีเป็นเจ้าจอมมารดาได้ทรงนิพนธ์ไว้ พิมพ์แล้วทั้ง ๓ เรื่อง พิเคราะห์เนื้อเรื่องที่ยุติต้องกัน ได้ความดังนี้




เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสังเกตเห็นอาการที่ทรงพระประชวร มีแต่ทรงอยูกับทรุดลงเป็นอันดับมา จนพระสิริรูปซูบผอมทุพพลภาพ ทรงรำคาญด้วยทุกขเวทนาที่มีในอาการพระโรค วันหนึ่งจึงทรงอธิษฐานเสี่ยงทายพระสุธารสว่า ถ้าหากพระโรคที่ประชวรจะหายไซร้ ขอให้เสวยพระสุธารสนั้นให้ได้โดยสะดวก พอเสวยพระสุธารสเข้าไปก็มีอาการทรงพระอาเจียน พระสุธารสไหลกลับออกมาหมด แต่นั้นกรมพระราชวังบวรฯก็ปลงพระราชหฤทัยว่าคงจะสวรรคต มิได้เอาพระทัยใส่ที่จะเสวยพระโอสถรักษาพระองค์ และทรงสั่งเสียพระราชโอรสธิดา ข้าราชการในวังหน้า ตามพระอัธยาศัยให้ทราบทั่วกันว่า พระองค์คงจะเสด็จสวรรคตในไม่ช้าแล้ว



อยู่มาในกาลวันหนึ่ง ทรงระลึกถึงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ซึ่งไฟไหม้เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๔๔ ทรงสถาปนาใหม่การยังค้างอยู่ จึงดำรัสสั่งให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลื่ยง เสด็จออกมายังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ว่าจะทรงนมัสการพระพุทธรูป ครั้นเสด็จถึงหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ดำรัสเรียกพระแสง ว่าจะจบพระหัตถ์อุทิศถวายให้ทำเป็นราวเทียน ครั้นพนักงานถวายพระแสงเข้าไป ทรงเรียกเทียนมาจุดเรียบเรียงติดเข้าที่พระแสงทำเป็นพุทธบูชาครู่หนึ่ง ขณะนั้นพออาการพระโรคเกิดทุกขเวทนาเสียดแทงขึ้นเป็นสาหัส ก็ทรงปรารภจะเอาพระแสงแทงพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชา พระองค์เจ้าลำดวนลูกเธอองค์ใหญ่ที่ตามเสด็จไปด้วยเข้าแย่งพระแสงเสียไปจากพระหัตถ์ กรมพระราชวังบวรฯทรงโทมนัสทอดพระองค์ลง ทรงกันแสงแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนต่างๆ ในที่สุดเจ้านายและข้าราชการที่ไปตามเสด็จ ต้องช่วยกันปล้ำปลุกเชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงกลับคืนเข้าพระราชวังบวรฯ



ต่อนั่นมาในไม่ช้าอีกวันหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯมีรับสั่งว่า พระราชมณเฑียรสถานได้ทรงสร้างไว้ใหญ่โตมากมายเป็นของปราณีตบรรจง ประชวรมาช้านานไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นให้รอบคอบ จะใคร่ทอดพระเนตรให้สบายพระราชหฤทัย จึงโปรดฯให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงบรรทมพิงพระเขนย เชิญเสด็จไปรอบพระราชมณเฑียร กระแสรับสั่งของกรมพระราชวังบวรฯเมื่อเสด็จประพาสพระราชมณเฑียรครั้งนี้เล่ากันมาเป็นหลายอย่าง บางคนเล่าว่ากรมพระราชวังบวรฯทรงบ่นว่า "ของนี้อุตส่าห์ทำขึ้นด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด ต่อนี้ไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น" เล่ากันแต่สังเขปเท่านี้ก็มี เล่ากันอีกอย่างหนึ่งยิ่งไปกว่านี้ว่า กรมพระราชวังบวรฯรับสั่งบ่นว่า "ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุนให้แรง ก็สร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอให้ผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข" ตามพระหฤทัยที่โทมนัส เล่ากันอย่างหลังนี้โดยมาก(๔)



ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า กรมพระราชวังบวรฯประชวรครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปเยี่ยมพระประชวร เมื่อแรกเสด็จกลับลงมาจากเมืองเถินครั้ง ๑ ต่อมาเมื่อทรงทราบว่าพระอาการมาก จะเสด็จขึ้นไปรักษาพยาบาล ครั้งหลังนี้พวกข้าราชการวังหลวงจะขึ้นไปตั้งกองรักษาพระองค์ พวกวังหน้ามากีดกันห้ามปราม ไม่ยอมให้พวกวังหลวงเข้าไปตั้งกองล้อมวงลงได้ เจ้าพระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายกต้องเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จขึ้นไปเป็นประธานจัดตั้งกองล้อมวง เจ้าพระยารัตนาพิพิธกับเจ้าพระยายมราช เดินตามเสด็จไปสองข้างพระเสลี่ยง พวกวังหน้ายำเกรงพระบารมีจึงยอมให้ตั้งกองล้อมวง



เรื่องตั้งกองล้อมวงที่ปรากฏตรงนี้ บางทีท่านผู้อ่านจะมีความสงสัยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปเยี่ยมประชวรกรมพระราชวังบวรฯถึง ๒ ครั้ง ครั้งก่อนก็เป็นการเรียบร้อย เหตุใดจึงมาเกิดการเกี่ยงแย่งเรื่องล้อมวงขึ้นต่อครั้งหลัง ข้อนี้อธิบายว่าที่จริงการที่วังหลวงเสด็จขึ้นไปวังหน้านั้น โดยปกติย่อมมีเนืองๆ เหมือนดังเช่นเสด็จในงานพระราชพิธีโสกันต์ลูกเธอวังหน้าเป็นต้น แต่การเสด็จโดยปกติจัดเหมือนอย่างเสด็จวังเจ้านายต่างกรม ไม่มีจุกช่องล้อมวงเป็นการพิเศษอย่างใด แต่ครั้งหลังนั้น เพราะจะเสด็จขึ้นไปรักษาพยาบาลกรมพระราชวังบวรฯซึ่งประชวรหนักจวนสวรรคต จะประทับอยู่เร็วหรือช้าหรือจนถึงแรมค้างคืนวันก็เป็นได้ เป็นการผิดปกติ จึงต้องจัดการจุกช่องล้อมวงรักษาพระองค์ให้มั่นคงกวดขัน ฝ่ายข้างพวกวังหน้าถือว่าพวกวังหลวงเข้าไปทำละลาบละล้วงในรั้ววังลบหลู่เจ้านายของตน จึงพากันขัดแข็งเกะกะ เพราะพวกข้าราชการวังหลวงกับวังหน้ามีทิฐิถือเป็นต่างพวกต่างฝ่ายกันอยู่แล้ว



และในครั้งนั้นยังมีเหตุอื่นอีก ซึ่งทำให้พวกวังหน้ากระด้างกระเดื่อง เนื่องมาแต่ครั้งรบพม่าที่เมืองเชียงใหม่ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๔๐ คราวนั้นโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรฯเสด็จเป็นจอมพล เจ้านายไปตามเสด็จมีกรมพระราชวังหลัง เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ และกรมขุนสุนทรภูเบนทร์(๕) กับพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต ๒ พระองค์นี้เป็นลูกเธอชั้นผู้ใหญ่ของกรมพระราชวังบวรฯ พึ่งจะออกทำสงครามในครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรฯเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถิน ทรงจัดกองทัพที่จะยกไปรบพม่าที่มาตั้งล้อมเมืองเชียงใหม่เป็น ๔ ทัพ ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงหริรักษ์ กับพระยายมราชคุมกองทัพวังหลวงยกไปทัพ ๑ ให้กรมขุนสุนทรภูเบนทร์กับพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัตคุมกองทัพวังหน้ายกไปทัพ ๑ ให้เจ้าอนุอุปราชซึ่งยกกองทัพเมืองเวียงจันทน์มาช่วยยกไปทัพ ๑ แล้วให้กรมพระราชวังหลังยกไปเป็นทัพหนุนอีกทัพ ๑ การสงครามครั้งนั้นต่างทัพต่างทำการรบพุ่งประชันกัน มีชัยชนะตีกองทัพพม่ายับเยิน จนจับได้อุบากองนายทัพพม่าคน ๑



ต่อมาถึงปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่อีก จึงโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรฯเสด็จเป็นจอมพล และจัดกองทัพให้เหมือนครั้งก่อน เว้นแต่กรมพระราชวังหลังไม่ได้เสด็จขึ้นไปในชั้นแรก กรมพระราชวังบวรฯเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถิน ไปประชวรในคราวที่จะสวรรคตนี้ กองทัพเจ้าอนุเวียงจันทน์ก็ยกมาไม่ทันกำหนด กรมพระราชวังบวรฯจึงทรงจัดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์กับพระยายมราชคุมกองทัพวังหลวงยกขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ทางเมืองลี้ทัพ ๑ ให้กรมขุนสุนทรภูเบนทร์กับพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัตและพระเสน่หาภูธร ชื่อทองอิน ภายหลังได้เป็นพระยากลาโหมราชเสนา เป็นคนซึ่งกรมพระราชวังบวรฯทรงพระเมตตาเหมือนอย่างพระราชบุตรบุญธรรม คุมกองทัพวังหน้าขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ทางเมืองนครลำปางอีกทัพ ๑



ข้างฝ่ายกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทราบข่าวกรมพระราชวังบวรฯประชวร โปรดฯให้กรมพระราชวังหลังเสด็จตามขึ้นไป กรมพระราชวังบวรฯจึงให้กรมพระราชวังหลังคุมกองทัพหนุนขึ้นไปอีกทัพหนึ่ง กองทัพที่ยกขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ ทัพหลวงที่ไปทางเมืองลี้ไปเข้าใจผิดถอยลงมาเสียคราวหนึ่ง จนทัพวังหน้าตีได้เมืองลำพูนจึงยกตามขึ้นไปตั้งประชิดค่ายพม่าที่ล้อมเมืองเชียงใหม่ ครั้นกรมพระราชวังหลังเสด็จขึ้นไปถึง มีรับสั่งให้กองทัพยกเข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกัน กองทัพวังหน้าก็ตีได้ค่ายพม่าก่อน ต่อพวกวังหน้าชนะแล้วทัพวังหลวงจึงตีค่ายได้



กรมพระราชวังบวรฯทรงขัดเคืองกองทัพวังหลวง ดำรัสบริภาษติเตียนต่างๆแล้วปรับโทษให้ขึ้นไปตีเมืองเชียงแสนแก้ตัว ด้วยกันกับกองทัพเจ้าอนุเวียงจันทน์ซึ่งยกมาไม่ทันรบพม่าที่เมืองเชียงใหม่ การสงครามคราวนี้จึงเป็นเหตุให้พวกวังหน้าที่เป็นตัวสำคัญ คือพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต และพระยากลาโหมทองอิน ซึ่งเป็นพวกรุ่นหนุ่มไปมีชื่อเสียงมาในคราวนี้ เกิดดูหมิ่นพวกวังหลวงว่าในการรบพุ่งทำศึกสงครามสู้พวกวังหน้าไม่ได้ ข้างพวกวังหลวงเมื่อเห็นพวกวังหน้าดูหมิ่นก็ต้องขัดเคือง จึงเลยเป็นเหตุให้ไม่ปรองดองกันในเวลาเมื่อจะตั้งกองล้อมวงเตรียมรับเสด็จ

 

 

แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปถึงพระราชวังบวรฯ ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระอนุชาธิราชประชวรมาก ก็ทรงพระอาลัยและทรงพระกันแสงรำพรรณต่างๆ พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรเฝ้าอยู่ในที่นั้น ได้ทรงพรรณนาไว้ในกลอนเรื่องนิพพานวังหน้าเป็นน่าจับใจ จึงคัดมาลงไว้ต่อไปนี้

"พระปิตุลาปรีชาเฉลียวแหลม
ขยายแย้มสั่งให้ห้อยมณฑาหอม
พระโองการร่ำว่านิจาจอม
ถนอมขวัญตรัสโอ้พระอนุชา

ว่าพ่อผู้กู้ภพทั้งเมืองพึ่ง
จงข้ามถึงพ้นโอฆสงสาร์
ดำรงจิตคิดทางพระอนัตตา
อนาคตนำสัตว์เสวยรมย์

ครั้งทรงสดับโอวาทประสาทสอน
ค่อยเผยผ่อนเคลื่อนคล้อยอารมณ์สม
แต่หนักหน่วงห่วงหลังยังเกรงกรม
ประนมหัตถ์ร่ำว่าฝ่าละออง

บุญน้อยมิได้รองยุคลคืน
ยิ่งทรงสะอื้นโศกสั่งกันทั้งสอง
จึงทูลฝากพระนิเวศน์ที่เคยครอง
ประสิทธิ์ปองมอบไว้ใต้ธุลี

ฝากหน่อขัตติยานุชาด้วย
จงเชิญช่วยโอบอ้อมถนอมศรี
แต่พื้นพงษ์จะพึ่งพระบารมี
จงปรานีนัดดาอย่าราคิน

เหมือนเห็นแก่นุชหมายถวายมอบ
จะนึกตอบแต่บุญการุญถวิล
ก็จะงามฝ่ายุคลไม่มลทิน
ก็เชิญผินนึกน้องเมื่อยามยัง

อนึ่งหน่อวรนาถผู้สืบสนอง
โปรดให้ครองพระนิเวศน์เหมือนปางหลัง
อย่าบำราศให้นิราแรมวัง
ก็รับสั่งอวยเออพระโองการ

จึงตรัสปลอบพระบัณฑูรอาดูรด้วย
ว่าจะช่วยเอาธุระแสนสงสาร
เป็นห่วงไปไยพ่อให้ทรมาน
จะอุ้มหลานจูงลูกไม่ลืมคำ

อันเยาวยอดสืบสายโลหิตพ่อ
พี่ตั้งต่อสุจริตอุปถัมภ์
ครั้นทรงสดับแน่นึกสำเนาคำ
ก็คลายร่ำทุกข์ถ้อยบรรเทาทน"

เนื้อความตามที่ปรากฏในกลอนของพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร ก็ตรงกับคำที่เล่ากันมา ว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปเยี่ยมประชวร กรมพระราชวังบวรฯกราบทูลฝากพระโอรสธิดา แล้วกราบทูลขอให้ได้อยู่อาศัยในวังหน้าต่อไป บางทีความข้อหลังนี้เองจะเป็นเหตุให้พระองค์เจ้าลำดวน และพระองค์เจ้าอินทปัตเข้าพระทัยไปว่า พระราชบิดาได้ทูลขอให้ลูกเธอได้ครองวังหน้า อย่างรับมรดกกันในสกุลคนสามัญ ไม่รู้สึกว่าเป็นพระราชวังสำหรับพระมหาอุปราช ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯเสด็จสวรรคตแล้ว ไม่ได้เข้าไปครองวังหน้าดังปรารถนา จึงโกรธแค้นคบคิดกันช่องสุมหากำลังจะก่อการกำเริบ

ในชั้นแรกมีความปรากฏทราบถึงพระกรรณแต่ว่า พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต เกลี้ยกล่อมหาคนดีมีวิชาอยู่คง ไปลองวิชากันที่ในวังในเวลากลางคืนเนืองๆ บางทีลองวิชาพลาดพลั้งถึงผู้คนล้มตายก็เอาศพซ่อนฝังไว้ในวังนั้น เพื่อจะปิดความมิให้ผู้อื่นได้รู้

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยังทรงแคลงพระทัยอยู่ ให้แต่งข้าหลวงปลอมไปเข้าเป็นสมัครพรรคพวกของพระองค์เจ้าทั้งสองนั้น ก้ได้ความสมจริงดังำที่กล่าว จึงโปรดฯให้จับมาชำระ ได้ความว่าคบคิดกับพระยากลาโหมทองอินด้วย ครั้นจับพระยากลาโหมกับพรรคพวกที่เข้ากันมาชำระ จึงให้การรับเป็นสัตย์ว่าคบคิดกันจะทำร้ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อวันเสด็จพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯ

และทำนองถ้อยคำซึ่งกรมพระราชวังบวรฯได้ตรัสว่าประการใดเมื่อเวลาทรงพระประชวร ก็เห็นจะปรากฏขึ้นในเวลาชำระกันนี้ จึงเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงน้อยพระทัยในสมเด็จพระอนุชาธิราช ว่าเพราะผู้ใหญ่พูดจาให้ท้ายเช่นนั้นเด็กจึงกำเริบ แต่แรกดำรัสว่าจะไม่ทำพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯ

แต่ครั้นคลายพระพิโรธลงก็โปรดฯให้ทำพระเมรุใหญ่ตามเยี่ยงอย่างพระเมรุพระมหาอุปราชครั้งกรุงเก่า แต่ดำรัสให้เชิญพระบรมสารีริกธาตุออกสมโภชที่พระเมรุเป็นพุทธบูชาเสียก่อน ไม่ให้เสียพระวาจาที่ว่าจะไม่ทำพระเมรุกรมพระราชวังบวรฯ
ครั้นพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯแล้ว จึงโปรดฯให้เชิญพระอัฐิไปประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ อันเป็นพระวิมานกลางในหมู่มหามณเฑียรในพระราชวังบวรฯ จึงเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิแต่นั้นมา ส่วนการพระเมรุแต่นั้นก็เลยเป็นประเพณี เวลามีงานพระเมรุท้องสนามหลวงจึงเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกสมโภชก่อนงานพระศพ สืบมาจนรัชกาลหลังๆ

 

 

 

guest

Post : 09/08/2014 18:35     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ตร.เผยผลชันสูตรศพโรบิน วิลเลียมส์แขวนคอตาย

 

 

 

 

 

 

 

        ตร.เผยผลชันสูตรศพโรบิน วิลเลียมส์แขวนคอตาย

 

 

 

 

      ตร.เผยผลชันสูตรศพโรบิน วิลเลียมส์แขวนคอตาย

 


ตำรวจสหรัฐอเมริกา แถลงยืนยันผลการชันสูตรพลิกศพ โรบิน วิลเลียมส์ ดารานักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอในบ้านพัก หลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาอย่างหนัก

 

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันผลการชันสูตรพลิกศพของ โรบิน วิลเลียมส์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอภายในบ้านพักรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ร้อยโท คีธ บอยด์ นายอำเภอเขต มาริน เคาน์ตี้ แถลงว่า โรบิน วิลเลียมส์ ถูกพบขณะมีชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นโดยภรรยาของเขา ก่อนที่เธอจะเข้านอน และออกจากบ้านในเวลา 10.30 น.วันต่อมา โดยเธอเชื่อสามียังคงนอนหลับอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง ต่อมาในเวลาก่อนเที่ยงวันเพียงเล็กน้อยผู้ช่วยส่วนตัวของ โรบิน วิลเลียมส์ เคาะประตูเรียกหลายครั้งแต่กลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ จึงเขาไปในห้องและพบว่า โรบิน วิลเลียมส์ เสียชีวิตแล้ว

 

หลังจากการชันสูตรพลิกศพเจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจจากการแขวนคอ แต่เจ้าหน้าที่กำลังรอผลตรวจทางพิษวิทยา ก่อนจะมีการสรุปการตรวจสอบ

 

ในอดีต โรบิน วิลเลียมส์ เคยพูดเอาไว้ว่า เขากำลังต่อสู้กับการติดยาและสุรา โดยตัวแทนของเขาแถลงว่า โรบิน วิลเลียมส์ ประสบปัญหาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงมาตลอดในระยะหลายหลายปีนี้ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

 

 

 

 

 

ช่วยหยุดการฆ่าตัวตาย

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of
MedicineSirirajHospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

 

ปัญหาการฆ่าตัวตายเริ่มพบมากขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะมีสาเหตุอะไรบ้าง และจะมีวิธีการอย่างไรไม่ให้เราเกิดความคิดฆ่าตัวตาย มีข้อแนะนำมาฝากครับ

เข้าใจการฆ่าตัวตาย
 

การฆ่าตัวตาย เกิดจากหลายสาเหตุแต่สาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนคิดอยากฆ่าตัวตายเกิดจากโรคซึมเศร้า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีความรู้สึกเบื่ออย่างรุนแรงแทบทุกอย่างในชีวิต เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเศร้าที่รุนแรงมาก ๆ อาจทำให้คิดว่าตนเองผิด ไร้ค่า และคิดอยากฆ่าตัวตาย การตายจึงเป็นเหมือนทางออกของปัญหาในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องเผชิญปัญหาต่อไป ความคิดของคนที่จะฆ่าตัวตายมักไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหา ชีวิตมืดมนและหมดหวัง ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น



อาการของโรคซึมเศร้า มักเริ่มเป็นจากอาการน้อย ๆ แล้วมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้ไม่ยาก ดังนี้


1.อารมณ์ไม่สนุกสนานเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ หงุดหงิด และเศร้า
2.หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร
3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก(บางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น)
4.นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 2-3 ชั่วโมงแล้วนอนต่อไม่ได้(บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร พยายามนอนแต่ก็ไม่หลับ)


5.เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
6.ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า ไม่มั่นใจตนเอง ไม่กล้าคิด ลังเลตัดสินใจลำบาก
7.สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลืมง่าย ความจำลดลง
8.คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี
9.คิดอยากตายและพยายามฆ่าตัวตาย



โรคซึมเศร้า อาจเกิดหลังจากปัญหาความเครียดในชีวิต เช่น การสูญเสียคนรักหรือสิ่งที่รักในชีวิต ปัญหาเรื่องการเรียน การทำงาน ปัญหาอื่น ๆ แต่ในบางคนอาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุก็ได้ ถ้าเริ่มมีอาการน้อย ๆ ผู้นั้นมักจะรู้ตัวและอาจมาพบจิตแพทย์ แต่ถ้ามีอาการมากอาจไม่รู้ตัวและไม่มารับการรักษา บางคนกลัวว่าการมาพบจิตแพทย์แสดงว่า ตนเองเป็นโรคจิตโรคประสาท ทำให้ไม่ได้รับการรักษาและโรคมีอาการมากขึ้น จนถึงระดับที่คิดอยากตายได้ จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 100 คน มีเพียง 10 คน เท่านั้น ที่มาพบแพทย์และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

รักษาโรคซึมเศร้า


การรักษาโรคซึมเศร้า เป็นการแก้ไขสาเหตุของการฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก เนื่องจากปัจจุบันนี้เรารู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากการทำงานแปรปรวนของสารสื่อนำประสาทที่มีผลต่ออารมณ์ ยารักษาโรคซึมเศร้าช่วยให้การทำงานของสารสื่อนำประสาทนั้นกลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยร้อยละ 80 รักษาให้หายได้ เมื่อได้รับยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจ เมื่อหายป่วยแล้วจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม โรคซึมเศร้าจึงไม่ใช่โรคจิตหรือโรคประสาท แต่เป็นโรคทางอารมณ์ที่สามารถรักษาให้หายได้


หากเราสงสัยว่าคนใกล้ชิดมีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า เช่น ซึมเฉย เงียบ ไม่พูดไม่จา เฉื่อยชา เชื่องช้า ทำอะไรผิดไปจากเดิมมาก ๆ การเรียนหรือการทำงานเสียไป บางคนอาจใช้คำพูด เช่น รู้สึกเบื่อจัง ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม” “ฝากดูแลลูกด้วยนะหรือดำเนินการบางอย่างที่น่าสงสัยว่าจะไม่อยากมีชีวิตต่อไป เช่น ทำพินัยกรรม โอนทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน เราควรให้ความห่วงใยสอบถามถึงความรู้สึก ความคิดและอาการของโรคซึมเศร้า เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น ทำให้คนที่กำลังซึมเศร้ารู้สึกว่ามีคนห่วงใย มีเพื่อน มีที่พึ่ง ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นและไม่คิดอยากฆ่าตัวตาย ถ้าพบว่าผู้ใดมีอาการของโรคซึมเศร้าข้างต้นเกิน 5 ข้อ ควรแนะนำให้ผู้นั้นมาพบจิตแพทย์ เพื่อรับการตรวจและช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว การรักษาโรคซึมเศร้าได้เร็วจะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้

 

ถ้าสงสัยว่าผู้นั้นคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ ควรถาม


การถามเรื่องการฆ่าตัวตายสามารถทำได้ เพราะอาจช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ได้ วิธีการถามควรใช้ชุดคำถามแบบขั้นบันได ดังนี้

1.เมื่อพบว่าใครมีอารมณ์ซึมเศร้า ให้ถามว่าความเศร้านั้นมากจนทำให้เบื่อชีวิตหรือไม่
2.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า ความรู้สึกเบื่อชีวิตนั้น ทำให้คิดอยากตายหรือไม่
3.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่าเมื่อคิดอยากตาย เคยคิดจะทำหรือไม่
4.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า คิดจะทำอย่างไร

5.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า เคยทำหรือไม่
6.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า เคยทำอย่างไร
7.สุดท้าย ให้ถามต่อไปว่า มีอะไรยับยั้งใจ หรือหยุดความคิดนี้ได้ จนทำให้ไม่ได้ทำ

คำถามข้อสุดท้ายไม่ว่าจะตอบอย่างไร แสดงถึงปัจจัยบวกของผู้นั้นที่ช่วยให้เขายั้งคิด และป้องกันไม่ให้ฆ่าตัวตาย ควรชมและส่งเสริมให้กำลังใจในข้อดีนี้ เพื่อให้เป็นปัจจัยป้องกันในครั้งต่อไป

บางคนเชื่อว่า การถามเรื่องฆ่าตัวตายจะไปกระตุ้นคนที่ยังไม่คิดให้คิด หรือกระตุ้นให้คนที่คิดอยู่บ้างทำจริง ๆ ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้องเพราะในความเป็นจริงการถามเรื่องนี้ไม่ได้ชักจูงหรือกระตุ้นให้คิดหรือทำ แต่สำหรับคนที่คิดจะทำอยู่แล้ว เมื่อมีคนถามจะรู้สึกว่ามีคนเข้าใจความรู้สึกดีขึ้นจนไม่คิดอยากทำ

 

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการช่วยป้องกันการฆ่าตัวตาย โดย...


สนใจ ใส่ใจ สังเกตตนเอง เพื่อน ๆ และคนใกล้ชิด ว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่ ถ้ามีอาการมากให้ถามถึงอาการซึมเศร้า และถามถึงความคิดอยากฆ่าตัวตาย
ถ้าตนเองเกิดโรคซึมเศร้า ให้ปรึกษาทีมสุขภาพจิตโดยเร็ว
แนะนำผู้ที่มีอาการซึมเศร้า รีบมาพบทีมสุขภาพจิต

เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วจะได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีความคิดอยากตายหรือฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

                                         ความฝันอันสูงสุด

 

 

ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดชฯ
คำร้อง : ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค

 

 

ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไข ในสิ่งผิด จะรักชาติ จนชีวิต เป็นผุยผง
จะยอมตาย หมายให้ เกียรติดำรง จะปิดทอง หลังองค์ พระปฏิมา
ไม่ท้อถอย คอยสร้าง สิ่งที่ควร ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา
ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป

นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง หมายผดุง ยุติธรรม อันสดใส
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจครัน
โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่ เพราะมีผู้ ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน
ยังคงหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย

 

 

พล ตต. เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน รอง ผบ.ตำรวจตระเวนชายแดน ได้เล่าประวัติความเป็นมา ของเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ไว้ในหนังสือ "วารสารลูกเสือชาวบ้าน" ของ มานพ ลิ้มจรูญ ฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๑๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ได้เสด็จฯ ไปในงานพระราชพิธีสังเวยดวงวิญญาณอดีตมหาราช (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกปี

 

สำหรับในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ นี้ ได้เสด็จฯ ไปที่ ต.แม่อาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เสด็จฯ มาตั้งค่ายพักแรม ณ ที่นี้ก่อนยกทัพเข้าไปตีเมือง ซึ่งยังปรากฏร่องรอยรั้วป้อมค่ายต่างๆ อยู่ และในปัจจุบันนี้ รัฐบาลได้สร้างอนุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จนเรศวรมหาราชทรงช้างต้น และได้จำลองค่ายที่ประทับแรมจินตนาการ และร่องรอยที่ปรากฏอยู่ตามสภาพจริง หลังจากเสร็จพระราชพิธี เมื่อ ๒๕ มกราคม ๒๕๑๕ แล้วเสด็จฯ กลับประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

 

ในคืนนั้น ก่อนรุ่งสว่าง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสุบินนิมิตว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จฯ มาปรากฏพระองค์ขึ้น ที่หน้าพระแท่นบรรทม ในพระสุบินนิมิต สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้กราบถวายบังคม โดยที่ทรงทราบจาก พระวรกายและฉลองพระองค์ทรงเครื่องออกศึกว่า คือ องค์พระนเรศวรมหาราช และได้มีกระแสพระดำรัส แก่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า พระองค์ท่านปัจจุบันนี้ ดวงพระวิญญาณยังอยู่ในประเทศไทย เพราะทรงเป็นห่วงบ้านเมือง ประชาชนคนไทย ยังไม่ได้ไปประสูติใหม่ ณ ที่ใดเลย และที่มาปรากฏในสุบินนิมิตนี้ ก็เพื่อจะทรงเตือนว่า ในอนาคตต่อจากนี้ไป บ้านเมืองไทยจะประสบกับความวุ่นวายยุ่งยาก และความมืดมนยิ่งขึ้น อย่างน่ากลัวอันตราย เหมือนกับที่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์ท่าน (อนาคตนั้นก็น่าจะเป็น สมัยปัจจุบันนี้เอง -ผู้เรียบเรียง) ขอให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นกำลังพระทัยถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ทรงนำประชาชน และชาติไทยฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวง ให้ผ่านพ้นไปได้

 

และพระองค์ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน จักเป็นผู้นำให้ชาติไทยและประชาชนชาวไทย ผ่านพ้นห้วงวิกฤตินี้อย่างแน่นอน และพระองค์ท่านจะเสด็จฯ ติดตามช่วยเหลืออยู่ตลอดไป และขอให้ทั้งสองพระองค์ ได้ทรงให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ที่เขาเหล่านั้น ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ถวายงานโดยใกล้ชิด แต่เป็นประชาชนที่ยึดมั่นในพระองค์ท่าน โดยไม่เคยแสดงตัวออกมาให้ปรากฏ เหมือนกับการทำบุญปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

 

และเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะถวายชีวิต เพื่อพระองค์ท่านและชาติไทย จึงทรงขอให้รวบรวมชาวไทยผู้รักชาติเหล่านั้น และสนับสนุนให้เขาได้มีกำลังใจเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองไว้ ในพระสุบินนิมิตนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า พระองค์ทรงสะดุ้งพระองค์ตื่นจากที่บรรทม และทรงประทับนั่งก็ยังทรงทอดพระเนตรเห็น องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชปรากฏอยู่ จึงทรงปลุกพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปรากฏให้ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรเห็นชั่วครู่ ก็เสด็จฯ ไป

 

เมื่อทั้งสองพระองค์ได้ทรงถวายบังคมแล้ว และจากพระสุบินนี้เอง ทั้งสองพระองค์จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงความฝันอันสูงสุดนี้ขึ้น และได้พิมพ์เพลงพระราชนิพนธ์นี้ พระราชทานแก่ ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ ป้องกันอธิปไตยของชาติโดยทั่วหน้า และได้โปรดเกล้าฯ ให้คุณทนงศักดิ์ ภักดีเทวา และคุณจินตนา สุขสถิตย์ ร้องเพลงนี้ สอนให้แก่ข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นครั้งแรกที่ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา.....

 

 

 

 

 

 

 

 

          จี้ “ปู”เดินหน้าสู้คดีปล่อยโกงจำนำข้าว

 

                                    

 

   

“หมอวรงค์ ” จี้ “ปู” เดินหน้าสู้คดีปล่อยโกงจำนำข้าว หลังเดินทางกลับไทย อย่าใช้วิธีเตะถ่วง คดีจะได้จบไว ๆ

 

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยหลังจากขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรปว่า ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ บริสุทธิ์ใจก็ต้องเข้าต่อสู้คดีการปล่อยปละละเลยจนเกิดปัญหาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาโดยต้องสู้คดีตามข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้คดีโดยใช้มิติทางด้านการเมืองกล่าวหา ว่า ป.ป.ช.เร่งรีบรวบรัดในการสอบสวนคดี ซึ่งไม่เป็นความจริง

 

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังขอเพิ่มพยานอีก 8 ปากให้อัยการสูงสุดไต่สวนเพิ่มทั้ง ๆ ที่ผ่านมาได้เคยยื่นให้ ป.ป.ช.ไต่สวน เช่นกัน และถูก ป.ป.ช.ไม่รับไต่สวนพยานเพิ่มมาแล้ว สิ่งเหล่านี้แสดงว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีพฤติกรรมยื่นเพิ่มตลอดแบบไม่จบสิ้นถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ คิดว่ามีข้อเท็จจริงที่ต้องแก้ในคดี หรือมีหลักฐานอะไรเพิ่มควรจะยื่นเรื่องทีเดียว ปัญหาจะได้จบ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับใช้วิธียื่นคำร้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้คนมอง ว่า ต้องการเตะถ่วงหรือไม่.

 

 

 

แถมอีกภาพ หาว่าคุณยิ่งลักษณ์ให้เงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                            เรื่องซึ้งๆของแม่ที่มีต่อลูก

 

  

 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต


1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็กๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว
แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งพูดว่า "ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้น
นะ ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว" นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม

2. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผม
จะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้างๆ ผม
แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมไ ด้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผม
รู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับ
กล่าวว่า
"ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม

3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้
พิเศษด้วยการรับงานเล็กๆ น้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอน
ตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน " แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว
พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่
เหนื่อย...นอนไม่หลับ" ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม

4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไป
เป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม มันเป็นวันที่แดดร้อนมากๆ...แม่ต้องรอผม
อยู่หลายชม. เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วม
ตัว.. แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและ
ร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม

5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมาก
ขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้างๆ บ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเรา
เสมอ....เช่น ซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า "แม่มีลูกอยู่ทั้ง
คน...แม่ไม่ต้องการความรักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว

6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้งๆ ที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า
"แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6

7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน" ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม

8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อยๆ.. ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่า

ตัด ที่โรงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
"ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว" นี่เป็นครั้งที่ 8
 

ที่แม่โกหกผม และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม
แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ
หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง
 
 
 
 
 
 
 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อุ้มบุญ คืออะไร มารู้จักวิธีอุ้มบุญ เด็กอุ้มบุญกัน

 

 

 

การอุ้มบุญ
การอุ้มบุญเป็นพัฒนาการทางการแพทย์ที่เพิ่มโอกาสให้หญิงผู้ประสบปัญหามีบุตรยาก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

อุ้มบุญ คืออะไร คำถามที่ได้ยินหลังมีข่าวน้องแกมมี่ เด็กอุ้มบุญที่ถูกพ่อแม่ไม่รับ ว่าแต่ การอุ้มบุญ คืออะไร การอุ้มบุญในประเทศไทยผิดกฎหมายหรือไม่ เรามีข้อมูลมาฝาก

 
การอุ้มบุญ เป็นสิ่งที่อาจไม่คุ้นหูคนทั่วไป แต่สำหรับคู่รักที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องมดลูก การอุ้มบุญเป็นตัวเลือกที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาบ่อย และเป็นทางเลือกที่มีค่ามาก ช่วยเติมเต็มความฝันและเติมความสมบูรณ์ให้คำว่าครอบครัวได้

การอุ้มบุญคืออะไร

การอุ้มบุญ (surrogacy) หรืออาจเรียกให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจนว่าเป็นการยืมมดลูกหญิงอื่นเพื่อตั้งครรภ์แทน ใช้ในกรณีที่ผู้มีความประสงค์จะมีบุตรแต่ไม่สามารถตั้งท้องเองได้ โดยมีภาวะที่ทำให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัวในมดลูก ภาวะไร้มดลูก หรือมดลูกมีความผิดปกติใด ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถเป็นที่อาศัยของตัวอ่อนทารกได้ กระบวนการคือนำน้ำเชื้อและไข่มาผสมกันภายนอก เช่นเดียวกับกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) จากนั้นจึงฉีดเข้าไปเพื่อให้ฝังตัวตัวในมดลูกของผู้รับฝากครรภ์หรือคุณแม่อุ้มบุญนั่นเอง

การอุ้มบุญมีอยู่สองลักษณะ

อุ้มบุญแบบแรกเรียกว่า อุ้มบุญแท้ (Full suroogacy หรือ Traditional surrogacy) คือการใช้น้ำเชื้อจากฝ่ายชายของคู่ที่ต้องการมีบุตร ผสมกับไข่ของแม่ผู้อุ้มบุญ และฉีดฝังในมดลูกของคุณแม่อุ้มบุญ จะเห็นได้ว่าไม่มีกระบวนการใดเกี่ยวข้องทางชีวภาพกับคุณแม่หรือคุณภรรยาตัวจริงของคุณพ่อที่ต้องการมีบุตรเลย อาจเนื่องมาจากคุณภรรยาผ่าตัดนำรังไข่ออกไป หรือมีปัญหารังไข่ไม่สามารถผลิตไข่ที่สมบูรณ์ได้ คุณแม่ผู้อุ้มบญแท้คือผู้ที่ให้ทั้งไข่และมดลูก

อุ้มบุญแบบที่สองเรียกว่า อุ้มบุญเทียม (Partial surrogacy หรือ Gestational carrier) คือการที่ใช้น้ำเชื้อและไข่จากคู่คุณพ่อคุณแม่ที่แท้จริง แล้วจึงฝากไข่ที่รับการผสมเรียบร้อยแล้วเข้าไปในตัวของคุณแม่อุ้มบุญ ผู้จะทำหน้าที่เป็นผู้ตั้งครรภ์แทนจนกว่าทารกจะคลอดออกมา ในกรณีนี้เด็กทารกจะไม่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมใด ๆ กับคุณผู้อุ้มบุญเลย แม่อุ้มบุญทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้ยืมมดลูกเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันการอุ้มบุญเทียมเป็นทางเลือกได้รับความนิยมมากกว่าการอุ้มบุญแบบแรก

โอกาสประสบความสำเร็จในการอุ้มบุญ

การตั้งครรภ์ในการอุ้มบุญก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในสัดส่วนเท่า ๆ กับการตั้งครรภ์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความพร้อมของมดมูลคุณแม่ซึ่งเป็นผู้อุ้มบุญนั่นเอง เพราะหากไข่ที่ได้รับการผสมกับสเปิร์มจากภายนอกเรียบร้อยแล้วได้รับการฉีดเข้าไปในมดลูกของผู้อุ้มบุญ โอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวและพัฒนาเป็นทารกได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของมดลูกของคุณแม่อุ้มบุญนั่นเอง คือต้องมีความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสม มีระดับฮอร์โมนในร่างกายเหมือนกับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งก่อนดำเนินการถ่ายตัวอ่อนคุณแม่อุ้มบุญก็จะต้องรับประทานยาเพื่อปรับระดับฮอร์โมนให้เหมาะสมพร้อมจะตั้งท้องไว้ก่อนล่วงหน้า

นอกจากนี้ เปอร์เซ็นค์ความสำเร็จในการอุ้มบุญยังขึ้นอยู่กับอายุของคุณแม่ผู้รับท้องแทน ซึ่งควรอยู่ในช่วงวัย 20-35 ปี อันเป็นวัยเจริญพันธุ์ รวมทั้งควรผ่านการมีบุตรมาแล้วอย่างน้อย 1 คน เพื่อลดความยุ่งยากหรือภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดขึ้นได้ง่ายสำหรับการตั้งครรภ์ท้องแรกด้วย ส่วนหลังจากเมื่อตัวอ่อนเกาะกับมดลูกดีแล้ว การดูแลร่างกายของคุณแม่อุ้มบุญก็ไม่ต่างจากคุณแม่ท้องทั่ว ๆ ไป

เด็กมีโอกาสได้รับถ่ายทอดสิ่งใดจากแม่ผู้อุ้มบุญหรือไม่

หากพูดถึงในแง่กรรมพันธุกรรมแล้ว ทารกในท้องจะไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับแม่ผู้อุ้มบุญเลย ตราบเท่าที่ทารกนั้นเกิดจากการผสมกันของสเปิร์มของคุณพ่อและไข่ของคุณแม่ที่แท้จริง (เป็นกรณีของ Partial surrogacy) ซึ่งผสมกันมาเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนจะฉีดเข้าในมดลูกของผุ้อุ้มบุญแล้ว แต่นอกเหนือจากแง่พันธุกรรมแล้ว ทั้งสภาพอารมณ์หรือสุขภาพของคุณแม่ผู้ท้องแทนสามารถส่งผ่านถึงทารกในครรภ์ได้ไม่ต่างกับการตั้งท้องปกติ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดผ่านทางรกและระบบการทำงานของร่างกายที่ส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้ ฉะนั้นเพื่อให้ทารกคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด แม่อุ้มบุญจึงจำเป็นต้องผ่านการตรวจโรคอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงดี และต้องรักษาสุขภาพและบำรุงตนเองอย่างดีระหว่างตั้งครรภ์ด้วย

การอุ้มบุญในประเทศไทย

ในขณะหลาย ๆ ประเทศในแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน จีน การอุ้มบุญถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้วยความอ่อนไหวว่าอาจขัดต่อศีลธรรมอันดี โดยเฉพาะกรณีว่าจ้างหรือรับจ้างท้องแทน เนื่องจากร่างกายของผู้หญิงมิใช่สิ่งที่พึงซื้อขายกันได้ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน การอุ้มบุญในประเทศไทยจึงเติบโตในอัตราค่อนข้างสูง ถึงขนาดที่คู่รักต่างชาติเข้ามามองหาแม่อุ้มบุญในไทยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดีในทางกฏหมายของบ้านเรานั้น จะถือว่าหญิงผู้ให้กำเนิดหรือผู้ที่คลอดเด็กออกมานั้นเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็ก ในใบสูติบัตรจึงระบุชื่อของแม่อุ้มบุญว่าเป็นแม่ที่แท้จริง แม้ว่าผู้อุ้มบุญจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายเลือดใด ๆ กับเด็กเลยก็ตาม สิ่งนี้จึงอาจก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในภายหลังเกี่ยวกับการอ้างสิทธิความเป็นแม่ในตัวเด็ก หากว่าผู้อุ้มบุญเกิดความผูกพันกับทารกขึ้นมา ฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้วการอุ้มบุญสำหรับคู่รักชาวไทยจึงนิยมไหว้วานแม่อุ้มบุญที่เป็นญาติพี่น้องที่สนิทสนมและไว้ใจได้เท่านั้น

อย่างไรก็ดีขณะนี้คณะกรรมการแพทยสภากำลังพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญอยู่ ซึ่งในอนาคตหากมีการบัญญัติกฎหมายว่าด้วยเรื่องการอุ้มบุญขึ้นเป็นรูปร่าง ก็อาจให้สิทธิ์แม่ผู้เป็นเจ้าของไข่ได้เป็นแม่ที่แท้จริงและถูกต้องตามกฎหมายก็ได้

การอุ้มบุญเป็นพัฒนาการทางการแพทย์ที่เพิ่มโอกาสให้หญิงผู้ประสบปัญหามีบุตรยากได้มีทายาทมาเชยชมสมใจ หากต้องพึงระวังเรื่องของความอ่อนไหวในประเด็นด้านจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี และยินยอมพร้อมใจกันอย่าถูกต้องทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายคู่ที่ต้องการมีบุตร และหญิงผู้เป็นคุณแม่อุ้มบุญ ความปราถนาที่จะให้กำเนิดทารกตัวน้อย ๆ ขึ้นมาเป็นแก้วตาดวงใจก็คงไม่ยากเกินไปนักค่ะ
 

 


------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

       ป.ป.ช. ปรับหลักสูตร ดัน 'ลูกเสือช่อสะอาด' เป็นวิชาบังคับ

 

 
ป.ป.ช. จับมือ ลูกเสือแห่งชาติ จัดโครงการลูกเสือช่อสะอาด ปรับปรุงหลักสูตร-คู่มือผู้ให้การฝึกอบรม เพื่อใช้ในการเรียนการสอนตามสถานศึกษา พร้อมดันให้เป็นวิชาพิเศษบังคับเรียน ระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. ที่บ้านท้ายหาด สมุทรสาคร...

วันที่ 11 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ป.ป.ช. โดยสำนักป้องกันการทุจริตภาคการเมือง ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและการจัดทำคู่มือสำหรับผู้ให้การฝึกอบรมหลักสูตรลูกเสือช่อสะอาด ระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. 57 ที่บ้านท้ายหาด รีสอร์ต แอนด์ วอเตอร์ สปอร์ต อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกในเด็กและเยาวชนให้ตระหนักถึงปัญหาการทุจริต และพัฒนาตนเองสู่การเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรมผ่านหลักสูตรวิชาลูกเสือเนตรนารีในสถานศึกษาทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จะนำหลักสูตรและคู่มือสำหรับผู้ให้การฝึกอบรมหลักสูตรลูกเสือช่อสะอาดที่สมบูรณ์ โดยจัดอบรมครูผู้ปฏิบัติการสอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำหลักสูตรและคู่มือไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาลูกเสือและเนตรนารี สำหรับเยาวชนในสถานศึกษา รวมถึงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งหน่วยลูกเสือช่อสะอาดในสถานศึกษา และผลักดันให้วิชาลูกเสือช่อสะอาดเป็นวิชาพิเศษ และเป็นวิชาบังคับให้ผู้เรียนวิชาลูกเสือทุกคนต้องเรียน.

 

 

  หากศึกษาความเป็นมาของลูกเสือ ที่ลอร์ดเบเดน เพาเวล ก่อตั้งขึ้นนั้น ก็เป็นเพียงการออกแบบกิจกรรมอะไรบางอย่างที่ต้องการพัฒนาความเป็นสุภาพบุรุษหรือลูกผู้ชาย โดยให้มีจิตใจเข้มแข็ง รู้จักเสียสละ และมีร่างกายที่แข็งแรง แต่เพื่อให้เด็กผู้ชายในยุคนั้นสนใจ ก็เลยต้องออกแบบกิจกรรมลูกเสือให้สนองธรรมชาติของเด็กผู้ชายด้วย โดยการบูรณาการการพัฒนาจิตใจและร่างกายเข้าไปในกิจกรรมที่เด็กผู้ชายชอบ เช่น การผจญภัย การเดินทางไกล จึงต้องมีการสอนทักษะจำเป็นบางอย่างในการผจญภัยไว้ให้ด้วย เช่น การเรี่ยนรู้เรื่องเงื่อนเชือก การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำและผุ้ตาม ระเบียบวินัย เป็นต้น

 

แต่พอมาหลังๆ กิจกรรมลูกเสื้อก็ถูกแปรเปลี่ยนไป บางประเทศใช้ลูกเสื้อเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็มี อีกทั้งมองกิจกรรมลูกเสือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโรงเรียน จนมีการบังคับให้เด็กทุกคนต้องเป็นลูกเสือ ทั้งๆที่หลายคนไม่ได้อยากเป็น บังคับไปจนถึงเด็กโตระดับอาชีวฯ เราจึงได้เห็นลูกเสืออาชีวะแต่งเครื่องแบบเพี้ยนๆกันเยอะแยะ การเรียนการสอนลูกเสือก็ทำไปอย่างแกนๆ ไม่ได้สนองตอบธรรมของเด็กๆเลย ...

 

 

Chayapat Dittajaroen ถ้าไม่เป็นวิชาลูกเสือก็ให้เป็นทหารเยาวชนไปเลยครับ ไม่น่าเป็นทางเลือกครับ และเชิญทหารจริงๆมาฝึกเลย ไม่เอาคุณครูมาฝึก สอนความรักชาติจริง ให้เล่าเรื่องราวความรู้สึกเมื่ออกรบ ความรู้สึกเมื่อเผชิญหน้ากับประชาชนอันเป็นที่รัก เมื่อเวลาที่เด็กดูทีวีเห็นสงคราม และ การปฎิวัติในประเทศไทยจะได้เข้าใจของจริง ให้เข้าใจว่าชีวิตที่หนีทหารมันเป็นยังไง ให้เข้าใจการสูญเสีย และให้รู้คุณค่าและเกียรติยศของทหารที่แท้จริง เพราะเขาไม่เคยเห็นลูกเสือออกไปทำอะไรดีดีแล้วในปัจจุบัน ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่เสมือนจริง ให้เด็กได้วางแผนเช่นช่วยคนจมน้ำจริง ไม่ใช่แค่อยู่แต่ในห้องเรียน และเข้าค่ายเท่านั้น แต่ขอยืนยันว่า ควรเป็นวิชาบังคับครับ ไม่ใช่ทางเลือก

 

 

Khunbum Chintanakul วิชาลูกเสือมีประโยชน์นะ แต่ลูกเสือสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เด็กจะช่วยเหลือตนเองได้จาการเข้าค่าย แต่ก่อนต้องกางเต็นท์เอง หุงข้าวเอง สมัยนี้มีบ้านพัก มีแม่ครัวทำกับข้าวให้พร้อม แล้วจะไปเข้าค่ายทำไม ไม่มีประโยชน์

 

 

Big-bottom Bigbig วิชาลูกเสือเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ฝึกให้เด็กมีวินัย รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมาย ค้นหาตัวเอง ฝึกระเบียบ รับผิดชอบตัวเอง ในวิชาลูกเสือ พัฒนาสติปัญญา ทางกาย ทางใจ เป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคม ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ในระดับชั้นสูงๆ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่จะได้เรียน การปฐมพยาบาล ระเบียบหมู่การอยู่ร่วมกับผู้อื่น หน้าที่ของผู้นำ การบำเพ็ญประโยชน์ การเดินทางเมื่อหลงป่าใช้เข็มทิศ การดูดาว ดูทิศทาง ช่วยเหลือคน เงื่อน การทำอาหาร การเอาตัวรอดเมื่อต้องอยู่ในป่า การแสดงออก และอื่นๆ อีกหลายวิชา ยิ่งสามัญรุ่นใหญ่มีทั้งหมด 76 วิชาให้เลือกเรียน เพราะวิชาลูกเสือต้นกำเนิดเขาอยู่ประเทศอังกฤษ ถ้าอยากให้เด็กไทยเห็นแก่ตัว ทำอะไรไม่เป็นก็ไม่ต้องคับเรียน แต่ถ้าอยากให้เด็กไทยเป็นเด็กที่มีคุณธรรมจริยธรรม ซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ก็สมควรที่จะบังคับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิเคราะห์ข่าว : ทำไมอเมริกาถึงอยากบุกซีเรียนัก

 

เมื่อปี พ.ศ. 2523 อายาตุลลอฮ์รูฮุลลอฮ์ มูซาวี โคมัยนี ได้ทำการปฏิวัติประเทศอิหร่านโดยไล่ชาร์ ปาร์ลาวี(กษัตริย์)ออกจากอิหร่าน และเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยใช้หลักการศาสนาอิสลามเข้ามาปกครองบริหารประเทศ นี้คือสิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริการับไม่ได้ นอกจากผลประโยชน์ของตนเองในอิหร่านจะเสียหายไม่เหลือแล้ว อเมริกายังกลัวว่าอิหร่านจะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆเลียนแบบโดยนำหลักการอิสลามมาปกครองในประเทศ

 

หลังจากนั้นอเมริกาก็เร่งสร้างตัวละครเพื่อมาล้มอิหร่าน และอเมริกาก็ปั้นซัดดัม ฮุสเซน จนกลายเป็นประธานาธิบดีอิรัค และให้ซัดดัมนำทหารเข้าสู่สมรภูมิรบกับอิหร่านนานถึง 8 ปี(สงครามอ่าวเปอร์เซีย) เมื่อปราบอิหร่านไม่สำเร็จ ซัดดัม ก็กลายเป็นขยะชิ้นหนึ่งซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องเก็บไว้ และสุดท้ายก็โดนกำจัดในที่สุดด้วยข้อหามีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แต่ต่อมาเมื่อค้นหาก็เป็นที่รู้ว่าอิรักไม่มีนิวเคลียร์สักลูก เจอแต่ขีปนาวุธที่เคยรับจากอเมริกาทั้งนั้น

 

ประเทศสหรัฐอเมริกามีแผลใหญ่ในใจอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการแพ้สงครามในเวียดนาม และเรื่องที่สองคือการฟาดฟันกับอิหร่านอย่างถึงพริกถึงขิงนาน 30 ปี แต่ทำอะไรอิหร่านไม่ได้เลย ใช้เฮลิคอปเตอร์กี่ลำบุกเข้าไปก็ร่วงหมด สู้กันด้วยกำลังอาวุธและทหารยังไงก็ไม่ชนะ จนสุดท้ายอเมริกาต้องยืมมือสหประชาชาติเข้าไปบอยคอตอิหร่าน เจ็บใจกว่านั้นคือประชาชนอิหร่านก็ยังอยู่กันอย่างปกติ การบอยคอตแทบไม่เกิดผลอันใดเลยกับอิหร่าน โดยปัจจุบันผู้นำสูงสุดของประเทศอิหร่านคือ ฯพณฯ อยาตุลลอฮ์ซัยยิด อาลี คอมาเนอี ก็ยังมีแนวทางการเมืองเช่นเดิมต่ออเมริกาคือไม่มีการอ่อนข้อให้อย่างเด็ดขาด

 

ประเทศซีเรียถือเป็นประเทศหนึ่งซึ่งประกาศตนว่าเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน การมีความสัมพันธ์อันดีฉันท์มิตร การติดต่อค้าขายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นการหยามหน้าพี่เบิ้มอย่างอเมริกาเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าเรามองให้ดีๆและติดตามข่าวสารอยู่บ้างก็จะรู้ว่าประเทศอเมริกาจะไม่บุกประเทศที่ไม่มีประโยชน์ อย่างเมื่อก่อนหน้านี้ประเทศเกาหลีเหนือเคยถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธนิวเคลียร์(ซึ่งก็มีจริง) อเมริกาก็ไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง แค่ขู่ๆเท่านั้น แต่ดันเจอของจริงเมื่อเกาหลีเหนือท้าให้มาบุก อเมริกาก็ไม่แน่จริงอย่างที่ขู่รีบม้วนเสื่อกลับบ้านพลางบอกว่าเห็นแก่สิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกประเทศเค้ารู้ดีว่าอเมริกาเป็นอย่างไร

 

ประเทศซีเรียก็เช่นเดียวกันเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย น้ำมันมีแต่น้อย ก๊าซธรรมชาติก็พอใช้ในประเทศ แร่ธาตุแทบจะไม่มี นอกจากจะเอาไว้เป็นที่วางท่อเพื่อดูดน้ำมันจากอิรัคมาที่ทะเล และเมื่อซีเรียเป็นอย่างข้างต้นที่ผมบอกแล้วอเมริกาจะมายุ่มย่ามอะไรกับซีเรีย หนึ่งในบรรดาเหตุผลทั้งหลายคือซีเรียเป็นเพื่อนสนิทกับอิหร่านและซีเรียเองก็ให้ความช่วยเหลือกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ที่ต่อไปจะเป็นอันตรายต่ออิสราเอลมาก ซึ่งถ้าหากกำจัดซีเรียได้ การจัดการกับอิหร่านก็จะง่ายขึ้น แต่เท่าที่ผมสังเกตุผมว่ายังไงอเมริกาก็ไม่กล้าบุกอิหร่าน ซึ่งถ้าอเมริกาบุกอิหร่านจริง ก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 อย่างแน่นอน

 

เนื่องจากมหาอำนาจต่างๆจะถูกลากเข้ามาตีรันฟันแทงกันในสงครามนี้ ไหนจะรัสเซียที่ทำสงครามเย็นกับอเมริกามาตลอด ไหนจะจีนพี่เบิ้มแห่งเอเชียที่มีทหารประมาณ400ล้านคนเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็เป็นคู่ค้าและพันธมิตรที่ดีของอิหร่าน ยังไม่รวมประเทศเล็กประเทศน้อยอีก ซึ่งอเมริกาก็รู้ดีว่าได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นในตอนนี้อเมริกาทำยังไงก็ได้เพื่อให้อิหร่านอ่อนแอลงและนั้นก็คือการจัดการซีเรีย ประธานาธิบดีบาชัร อัซซาด เป็นนายแพทย์ที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง แกจะไม่รู้หรอกหรือว่าถ้าใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนเมื่อใด ก็จะกลายเป็นเหยื่อของอเมริกาและชาติตะวันตกเมื่อนั้น

 

ในขณะที่ข่าวการใช้อาวุธเคมีแพร่กระจายออกไปนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่กองกำลังฝ่ายกบฎกำลังจนมุม หรือพูดง่ายๆคือกำลังจะถูกถอนรากถอนโคนโดยฝ่ายรัฐบาล แล้วนายบาชัร อัซซาด จะใช้อาวุธเคมีเพื่ออะไรเมื่อได้เปรียบอยู่สุดกู่ขนาดนั้น และที่สำคัญการใช้อาวุธเคมีนอกจากจะฆ่ากองกำลังกบฎแล้วมันยังฆ่าประชาชนของตัวเขาเองด้วย

 

ดังนั้นจากที่ผมกล่าวมาจึงทำให้รัสเซีย จีน และอิหร่าน ไม่เชื่อว่านายบาชัร อัซซาด เป็นคนทำ!!! ชาติที่ออกมาเตือนชาติตะวันตกว่าอย่าเล่นซีเรียอย่างไร้เหตุผลคือจีน ส่วนรัสเซียนั้นไม่พูดพล่ำทำเพลงจัดการส่งเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี และเรือดำน้ำเข้าประจำการแล้ว ส่วนอิหร่านนั้นช่วยซีเรียมานานแล้วครับ เพราะชาติเหล่านี้รู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อเมริกากุขึ้นเพื่อเขมือบซีเรีย ถ้าอเมริกาบุกซีเรียขึ้นมาจริงๆ ผมมีลางสังหรณ์ว่าจะมีประเทศบางประเทศหายไปจากแผนที่โลก เหมือนที่อิหร่านเคยประกาศไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ปชช.อิรักถูก ISIS ล้อมราวครึ่งแสน

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com


 

ISIS บุกยึดอิรักเพิ่ม ปชช.ถูกล้อม 50,000 คน สหรัฐอเมริกาเตรียมบุก UN เตือนระมัดระวัง

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์ในอิรักหลังการเข้าควบคุมพื้นที่ทางเหนืออีกครั้ง ซึ่งคราวนี้กองกำลังติดอาวุธอิสลามซุนนีย์เข้ายึดเมืองชุมชุนของชาวคริสต์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่หนีตายกว่าแสนรายทะลักเข้าชายแดนเคิร์ดเป็นจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่มั่นคงของเคิร์ดยังถูกบังคับให้ถอนกำลังบริเวณชายแดนด้วย ล่าสุด พบประชาชนกว่า 50,000 ราย ยังคงติดค้างอยู่ในวงล้อมของกองกำลังกลุ่มนี้ ขณะที่ บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศจะโจมตีอิรักทางอากาศในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ สหประชาชาติได้ออกเตือนว่าการปฏิบัติการดังกล่าวจะต้องทำอย่างระมัดระวังและต้องทำให้เด็ดขาด

 

 

แฉสหรัฐโจมตีกองกำลังไอซิสเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์

 
 
 
สหรัฐ 9 ส.ค.-นักวิเคราะห์อิรักแฉสหรัฐตัดสินใจโจมตีกองกำลังไอซิส เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์มากกว่าช่วยรัฐบาลอิรัก

นายฮูเนียน อัล คาโด นักวิเคราะห์ชื่อดังของอิรัก กล่าวว่า รัฐบาลอิรักได้ร้องขอการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายหลายครั้ง ตั้งแต่สหรัฐยุติปฏิบัติการในอิรัก 3 ปี ตามนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แต่เมื่อกลุ่มไอซิสรุกคืบคุกคามเขตปกครองตนเองชองชาวเคิร์ดในภาคเหนือของอิรัก ผู้นำสหรัฐกลับส่งเครื่องบินเข้าโจมตีทางอากาศทันที โดยอ้างว่าประชาคมโลกกดดัน แต่แท้จริงแล้วสหรัฐหวั่นเกรงว่าหากเขตปกครองตนเองชาวเคิร์ด ซึ่งเชื่อมโยงกับซีเรีย อิหร่าน และตุรกี ตกอยู่ในกำมือของผู้ก่อการร้ายไอซิส

สหรัฐจะสูญเสียผลประโยชน์ หากประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรจะต้องกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของขบวนการก่อการร้ายไอซิสที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว.-สำนักข่าวไทย
 

 

 ย้อนรอย สงครามอิรัก ค.ศ. 2003


๑๘ มี.ค.๒๕๔๖ สหรัฐฯ ก็ได้ประกาศเส้นตายให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอิรัก โดยประกาศว่าจะต่อสู้และต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตร

สงครามอิรัก เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอิรักตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2546 ด้วยการรุกรานอิรักโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งมีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชเป็นผู้นำ และสหราชอาณาจักรซึ่งมีนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์เป็นผู้นำ สงครามคราวนี้อาจเรียกชื่ออื่นว่า การยึดครองอิรัก, สงครามอ่าวครั้งที่สอง หรือ ปฏิบัติการเสรีภาพอิรัก โดยทหารสหรัฐ สงครามครั้งนี้สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 แม้ความรุนแรงประปรายยังมีต่อไปทั่วประเทศ

การรุกรานอิรักนำไปสู่การยึดครองและการจับกุมตัวประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนในท้ายที่สุด ซึ่งภายหลังถูกพิจารณาโดยศาลอิรักและประหารชีวิตโดยรัฐบาลใหม่ของอิรัก ความรุนแรงต่อกองกำลังผสมและระหว่างกลุ่มนิกายต่าง ๆ ได้นำไปสู่การก่อความไม่สงบในอิรักในเวลาไม่นาน การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอิรักนิกายซุนนีย์และชีอะฮ์หลายกลุ่ม และการเกิดกลุ่มแยกใหม่ของอัลกออิดะฮ์ขึ้นในอิรัก

วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom)
โดย กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ
Part of the War on Terror
Iraq header 2.jpg
คำนำ

หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ โลกได้ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงของการจัดระเบียบครั้งใหญ่ โดยระเบียบโลกใหม่ ในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายนี้ได้สะท้อนให้เห็นบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก

 

The 9/11 attacks
The terrorist attacks on New York on September 11, 2001.


ภายใต้แนวคิดของการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) การต่อต้านการก่อการร้ายจึงเป็นแกนกลาง ของนโยบายและการปฏิบัติ
ทั้งด้านการเมืองและการทหารของสหรัฐฯ อิรักซึ่งสหรัฐฯอ้างว่ามีความเชื่อมโยงและให้การสนับสนุนการก่อการร้าย จึงเป็นประเทศหนึ่ง
ที่อยู่ในกระบวนการจัดระเบียบโลกใหม่ดังกล่าว การศึกษาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบของความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯและอิรัก
ตั้งแต่มูลเหตุการเกิดสงคราม สภาวะสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ ยุทธศาสตร์ และแผนการปฏิบัติทำให้การวิเคราะห์สามารถดำเนินการจนได้บทเรียนที่สมเหตุสมผล การวิเคราะห์สงครามระหว่างสหรัฐและอิรักของกรมยุทธการทหารอากาศ โดยกองวิจัยและพัฒนาการรบฯในครั้งนี้ ได้พิจารณาจัดทำในลักษณะ วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยนำเอากระบวนการวางแผนการยุทธทางอากาศใน Air Campaign Planning Hand Book ที่เคยใช้วิเคราะห์สงครามการก่อการร้าย เป็นหลักในการดำเนินการ สำหรับบทเรียนของสงครามที่ได้จากการวิเคราะห์ในเอกสารนี้ เป็นการนำเสนอ แนวคิดในแง่มุมหนึ่ง ที่อาจยังไม่ครอบคลุมทุกบทบาทที่เกี่ยวข้อง ผู้อ่านจำเป็นต้องวิเคราะห์
ตามไปด้วย พร้อมทั้งสามารถเสนอแนวคิด ของท่านในแง่มุมที่แตกต่างออกไปได้ตลอดเวลา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้
จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และทำให้เกิดแนวคิด ในการพัฒนาการใช้กำลังทางอากาศ ของกองทัพอากาศให้เกิดประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้นไป

พลอากาศตรี พิธพร กลิ่นเฟื่อง
เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ

บทนำ

ตะวันออกกลางนับเป็นดินแดนภูมิภาคหนึ่งที่เกิดปัญหาความขัดแย้ง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจตะวันตก พยายามเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งรวมถึงการเข้าไปแสวงประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สหรัฐฯได้เข้าไปมีบทบาทด้านการทหารกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้มากขึ้น เช่นในปี ๒๕๒๒ ได้สนับสนุนประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำอิรัก เพื่อคานอำนาจโคไมนีของอิหร่าน จนเกิดสงครามระหว่างอิรักกับ อิหร่าน ในปี ๒๕๒๓ และเป็นผลทำให้อิรักมีศักยภาพทางทหารสูงขึ้น และมุ่งพัฒนากองทัพ
และเทคโนโลยีทางทหารอย่างต่อเนื่อง

 

 

ภูมิภาคตะวันออกกลาง

 


ปี ๒๕๓๓ อิรักได้ใช้กำลังทหารเข้ายึดคูเวต ทำให้สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร ต้องใช้กำลังทหารผลักดันทหารอิรักออกจากคูเวต
จนเกิดสงครามอ่าวครั้งที่ ๑ คือในปี ๒๕๓๔ ภายใต้ยุทธการพายุทะเลทราย (Desert Strom) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติและประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก หลังจากการพ่ายแพ้สงคราม ในปี ๒๕๓๔ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติใช้มาตรการคว่ำบาตร ทางเศรษฐกิจต่ออิรัก และให้อิรักทำลายอาวุธที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงรวมทั้งขีปนาวุธระยะไกล ไม่แสวงหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จัดตั้งเขตปลอดทหาร และจัดคณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบอาวุธร้ายแรงของอิรักแต่ในห้วงเวลา ๑๒ ปี ที่ผ่านมา อิรักละเมิดมติสหประชาชาติมาโดยตลอด และสหรัฐฯยังเชื่อว่ามาตรการทางการทูตด้วยวิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanctions) เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้ผลกับอิรัก หรือในกรณีการตรวจสอบอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงก็เช่นเดียวกัน อิรักจะใช้วิธีหลบหลีกประวิงเวลา แสดงอาการไม่ให้ความร่วมมือ และคณะผู้ตรวจสอบอาวุธเข้าไม่ถึงหลักฐานที่เป็นจริงของโครงการอาวุธของอิรัก ทำให้ อิรักยังมีขีดความสามารถในการพัฒนาระบบอาวุธร้ายแรง (Weapons of Mass Destruction: WMD)
ซึ่งได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ เคมีและชีวภาพ

มูลเหตุของสงคราม


เมื่อ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ ได้เกิดการก่อวินาศกรรมทำลายอาคาร World Trade Center และอาคาร Pentagon ที่ตั้งกห.สหรัฐฯทำให้สหรัฐฯประกาศทำสงครามกับประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเริ่มปฏิบัติการในอัฟกานิสถานเป็นประเทศแรก แม้จะประสบผลสำเร็จ ในการล้มล้างต่อระบอบตอลีบัน แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุม นายโอซามา บินลาเดน และทำลายเครือข่ายกลุ่มอัลกออิดะห์
ที่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ทำให้สหรัฐฯมุ่งประเด็นไปยังประเทศที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ อาทิ อิรัก อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย ซูดาน เกาหลีเหนือ และคิวบา

หลังจาก ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ เป็นต้นมา สังคมโลกได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสังคมอเมริกา และโลก ตะวันตก เมื่อลัทธิ บินลาเดน ซึ่งเปรียบเสมือนความคิดแห่งอนาธิปไตยใหม่ ต่อต้านสหรัฐ ฯ และแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ตามความคิดตะวันตก จึงนำเอารูปแบบการต่อสู้แบบดั้งเดิม คือการก่อการร้าย ที่มุ่งหวังจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ด้วยการพัฒนารูปแบบ
ของสงครามก่อการร้าย ที่มีองค์ประกอบของกลยุทธ์อยู่เหนือจินตนาการ และอาศัยจุดอ่อนสังคมเปิดของตะวันตก มาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคนอเมริกาและพันธมิตร ความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความหวาดผวาจากภัยก่อการร้าย สร้างความกังวลให้คนอเมริกา และประชาคมโลกให้อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงปลอดภัย จากการก่อการร้ายทั้งๆที่มิได้อยู่ในวงสัมพันธ์ของความเกลียดชังระหว่างชาวอเมริกัน ชาวตะวันตก และชาวยิว กับกลุ่มอาหรับมุสลิมอุดมการณ์รุนแรง จากความหวาดผวานี้นำความรู้สึกนึกคิดย้อนไปสู่กลุ่มประเทศที่สร้างอดีตอันขมขื่นให้กับสหรัฐฯโดยตรง ทั้งในปัจจุบันยังแสดงท่าทีต่อต้านสหรัฐ ฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนประธานาธิบดีบุช ประกาศชัดเจนว่าเป็นกลุ่มแกนนำแห่งความชั่วร้าย ได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ และประเทศเหล่านั้น อาจจะร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีอยู่มากมายหลายกลุ่ม โดยเน้นไปที่ประเทศอิรัก ในการเปิดฉากสงครามอ่าวครั้งที่ ๒ สหรัฐฯและอังกฤษ อ้างว่าพวกตนทำสงครามอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มติปี ๒๕๓๔ ที่สั่งให้ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซ็น ต้องปลดอาวุธ นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังให้เหตุผลว่าอาวุธในครอบครองของประธานาธิบดี ซัดดัม เป็นภัยร้ายแรงมากพอที่จะทำให้สหรัฐฯมีสิทธิชิงลงมือก่อนได้ อีกทั้งรัฐบาลกรุงวอชิงตันยังระบุว่าประธานาธิบดี ซัดดัม ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย อัลไกดา ซึ่งเท่ากับว่าอิรักเกี่ยวพันกับการโจมตีอาคาร
World Trade Center เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ ด้วย อย่างไรก็ตามสมาชิกมนตรีความมั่นคงชาติอื่น ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายทั้งหลายของสหรัฐฯ พร้อมชี้แจงว่าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธกำลังปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยดี ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า อิรักมีความสัมพันธ์กับอัลไกดา ก็ยังไม่ชัดเจน นอกจากนั้นมติฉบับเก่าๆ ก็ไม่ได้ให้อำนาจในการดำเนินการทางทหาร หากมองไปที่อิรัก จะพบว่าคณะมนตรีความมั่นคงได้ออกมติ ๑๗ ฉบับ ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียเรียกร้องให้อิรักร่วมมือในการปลดอาวุธ แม้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงเห็นพ้องกันว่าแบกแดดท้าทายสหประชาชาติแต่หลายชาติไม่เชื่อว่าอิรักจะเป็นภัยคุกคามยิ่งใหญ่ สำหรับมติฉบับล่าสุด ๑๔๔๑ ที่ผ่านไปเมื่อเดือน พ.ย.๒๕๔๕ กำหนดให้อิรักร่วมมือกับคณะผู้ตรวจสอบอาวุธ พร้อมระบุว่าอิรักจะเผชิญผลพวงที่ร้ายแรง หากคณะมนตรีความมั่นคงตัดสินใจว่ารายการอาวุธที่อิรักยื่นมาไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง รวมถึงกรณีที่ อิรักไม่ยอมให้ความร่วมมือกับคณะผู้ตรวจสอบ ในส่วนนี้สหรัฐฯประกาศว่า อิรักละเมิดเนื้อหาในมติ ๑๔๔๑ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงยังไม่ได้ลงความเห็นเช่นนั้น อีกทั้งมติยังไม่ได้ระบุว่าอิรักจะเผชิญผลลัพธ์ในรูปแบบใด แต่สหรัฐฯและอังกฤษกล่าวว่าในฐานะหนึ่งในสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง พวกเขามีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวลาต่อมา

President George Bush, surrounded by leaders of the House and Senate, announces the Joint Resolution to Authorize the Use of United States Armed Forces Against Iraq, October 2, 2002.

 

 

United States Secretary of State Colin Powell holding a model vial of anthrax while giving a presentation to the United Nations Security Council



Anti-War protest in London, 2002

 

 

A Marine Corps M1 Abrams tank patrols a Baghdad street after its fall in 2003 during Operation Iraqi Freedom.

ผลลัพธ์
  • การรุกรานและการยึดครองอิรัก
  • การล้มรัฐบาลพรรคบาธและการประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซน
  • การก่อความไม่สงบในอิรัก, ปฏิบัติการก่อการร้ายต่างชาติ และความรุนแรงระหว่างนิกายต่าง ๆ[2]
  • การก่อความไม่สงบลดลงกระทันหัน[3] พัฒนาการในความมั่นคงสาธารณะ[4]
  • การสถาปนาการเลือกตั้งประชาธิปไตยอีกครั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
  • การถอนทหารสหรัฐออกจากอิรัก
  • การก่อความไม่สงบขนาดเล็กดำเนินต่อไป




ผู้นำของอิรัก

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน เกิดที่เมืองกีตริท อยู่ห่างจากกรุงแบกแดด ทางตะวันตกเฉียงเหนือราว ๑๐๐ ไมล์ ครอบครัวเป็นชาวนา เคยเข้ารับราชการศึกษาด้านกฎหมายที่ไคโรประเทศอียิปต์ เมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรคบาธ ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมอาหรับ และเรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น ในช่วงที่เป็นรองประธานาธิบดี ได้เริ่มตั้งองค์กรตำรวจลับขึ้นมาเพื่อกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล องค์กรตำรวจลับจึงเป็นเสมือนฐานอำนาจของซัดดัม ทำให้เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอิรัก ต่อมาในปี ๒๕๒๒ ก็ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดี ขึ้นปกครองประเทศแบบเผด็จการ


 

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน

 


ในทัศนะของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงหมายถึงอำนาจ อีกทั้งอาวุธนี้ยังหมายถึงฐานะความเป็นผู้นำของโลกอาหรับ ดังนั้น การครอบครองอาวุธดังกล่าว จึงเป็นการส่งเสริมฐานะทางการเมือง ของอิรักในเวทีระหว่างประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงหมายถึง เกียตริยศและอิทธิพลนั่นเอง
 
ยุทธการเสรีภาพแห่งอิรัก (Operation Iraqi Freedom)

แผนการรบของยุทธการนี้ มีระยะเวลาประมาณ ๓๐ วัน ซึ่งสมมติฐานนี้น่าจะเป็นจริงได้ เพราะเมื่อวันที่ ๒๕ มี.ค.๒๕๔๖ที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดีบุชได้ยืนยัน ข้อเสนอของบประมาณการทำสงคราม ซึ่งจะหมดในเดือน พ.ค.๒๕๔๖ จากรัฐสภาเพิ่มอีก ๘๕,๐๐๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ดังนั้นตามหลักการทำแผนสงครามทางอากาศจะต้องเชื่อมกับแผนการรบร่วมอากาศพื้นดิน (Air Land Battle Doctrine) ในห้วงเวลา ๓๐ วัน สามารถแบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน โดยมีช่วงแต่ละขั้นตอนประมาณ ๗-๘ วัน และคาบเกี่ยวกันเพื่อความอ่อนตัวตามสถานการณ์การรบ ดังนี้
๑. การโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิดและขีปนาวุธ Cruise
๑.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ประมาณ ๘ วัน โดยใน ๓ วันแรก (๒๐–๒๒ มี.ค.๒๕๔๖) เป็นยุทธการ “เด็ดหัว” ณ เป้าหมายตามที่ข่าวกรองแจ้งว่ามีการประชุมของประธานาธิบดีซัดดัม คณะรัฐบาลและสภากองทัพ จึงโจมตีทันทีหวังจะพิฆาตประธานาธิบดีซัดดัม แต่ล้มเหลว จากนั้นก็เริ่มโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น ศูนย์บัญชาการแห่ง อำนาจรัฐ ได้แก่ ทำเนียบประธานาธิบดีหลายแห่งกระทรวง ทบวง กรม ที่ทำการพรรคบาธ โรงผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอาวุธเคมี-ชีวภาพ ฐานยิงขีปนาวุธ หน่วยกำลังพิทักษ์สาธารณรัฐ (Republican Guard) กองบัญชาการต่อสู้อากาศยานแท่นยิงจรวด ฐานทัพอากาศ และสถานีเรดาร์ในเมืองสำคัญๆ เช่น กรุงแบกแดด โมซูล และ
เคอร์คุก
ภาพถ่ายทางอากาศของเป้าหมายที่สำคัญ

 

๑.๓ ขั้นตอนที่ ๓ โจมตีเป้าหมายทางทหารที่ยังหลงเหลืออยู่และเป็นหน่วยกำลังทหารที่เผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐ ฯ และอังกฤษ โดยเฉพาะบริเวณสมรภูมิขั้นแตกหักรอบกรุงแบกแดด ตลอดจนที่ตั้งกำลังสำรองพรรคบาธ และหน่วยกำลังที่เป็นภัยคุกคาม เช่น กองกำลังทหารรับจ้างและกองโจรจากนอกประเทศ

๑.๔ ขั้นตอนที่ ๔ โจมตีทางอากาศเมื่อเกิดภัยคุกคามต่อกองกำลังสหรัฐ ฯและพันธมิตรที่เข้าสถาปนารัฐ ณ กรุงแบกแดด ตามที่ได้รับการร้องขอแบบทันทีทันใด ตลอดจนเป้าหมายที่หลบซ่อนของผู้นำประเทศ หากหนีออกจากกรุงแบกแดดไปหลบซ่อนในพื้นที่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

๒. การปฏิบัติการของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ (Special Forces) ได้แก่ Delta Force, Rangers, Green Baret, Seal, SAS, Mar Force Reccon Usafsf และ CIA

๒.๑ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ก่อนวันที่ ๒๐ มีนาคม แล้วแทรกซึมรอบทิศสู่อิรักในลักษณะต่างๆ เช่น การกระโดดร่มลงที่ตำบลและพื้นที่สถาปนาเขตปลอดภัย หรือ เข้าพื้นที่ปฏิบัติการด้วย เฮลิคอปเตอร์ และรถติดปืน โดยคาดหวังว่าจะสถาปนาฐานปฏิบัติการลาดตะเวนระยะไกล จัดตั้งสถานีโทรคมนาคมถ่ายทอดต่อระยะ (Relay Station) กำหนดตำบลแมวมองตามเส้นทางการรุกของขบวนยานยนต์ กำหนดตำบลชี้เป้า ทำลายเส้นใยแก้วสื่อสาร ทำสงครามจิตวิทยาและล่าสังหาร

๒.๒ เตรียมกำลังสนับสนุน และคุ้มกันกองกำลัง CIA ที่ถูกฝึกให้ทำการรบแบบกองโจรในเมือง (Urban Guerrilla Warfare) ต่อต้านหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองโจรฝ่ายอิรัก

๓. การปฏิบัติการกองกำลังทางบกหลักประกอบด้วย กองพลยานยนต์ที่ ๓ และกองพลนาวิกโยธินที่ ๑ เป็นสองแกนรุก (Two Prong Princess) ขนาบตะวันตก-ตะวันออก โดยมีกองพลทหารที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทันสมัยที่สุดเป็นกำลังสำรอง

๓.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ตีผ่านเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่น นาชิริยาห์ และคาร์บาลา ก่อนมุ่งสู่กรุงแบกแดด

๓.๒ ขั้นตอนที่ ๒ สถาปนาอำนาจรัฐ






ปฐมเหตุแห่งสงคราม

หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ สหรัฐประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตามล่าตัวนาย ออสมา บินลาเดน ที่สหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และประเทศแรกที่ถูกอเมริกาพิพากษา ก็คือ รัฐบาลตอลีบัน แห่งอาฟกานิสถาน และตามด้วยการพิพากษาสามประเทศอันได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ว่าเป็นกลุ่ม “อักษะแห่งความชั่วร้าย “ ที่เป็นอันตรายต่อความสงบสุขสันติภาพของประชาคมโลก
จุดปะทุของสงครามอเมริกา-อิรัก รอบสอง เริ่มปรากฏเค้ารางที่ชัดเจนขึ้นเมื่อประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ออกมาแถลง ถึงแผนโค่นอำนาจ 'ซัดดัม' ผู้นำอิรัก เบิกโรงด้วยการให้ เครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษเปิดฉากทิ้งระเบิด โจมตีศูนย์ควบคุมและบัญชาการทางอากาศ ที่สนามบินทหารแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางตะวันตกประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร ในวันศุกร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในอิรักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๔ ปี
ตามด้วยการกดดันองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เห็นด้วยกับ แผนการโจมตี อิรักของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงว่าเขาจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่ออิรัก ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ ๑๒ กันยายน นี้ ท่ามกลางกระแสคัดค้านของประชาคมโลก ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ไร้หลักฐานของสหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างโจมตีอิรัก ในครั้งนี้


สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (อังกฤษ: War on Terrorism) เป็นการอ้างของอเมริกาที่จะแสวงหาประโยชน์จากประเทศมุสลิม ชื่อเรียกทั่วไปที่ใช้เรียกความขัดแย้งทางการทหาร ทางการเมือง ทางกฎหมายและอุดมการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะใช้เรียกการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม และใช้ในความหมายถึงปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรภายหลังจากวินาศกรรม 11 กันยายน เมื่อปี พ.ศ. 2544
เป้าหมายที่กำหนดไว้ของการทำสงครามในสหรัฐอเมริกา คือ เพื่อปกป้องพลเมืองชาวอเมริกันและผลประโยชน์ทางธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ การแบ่งแยกกลุ่มก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาและขัดขวางการดำเนินการขององค์การก่อการร้ายข้ามชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้เงาของกลุ่มอัลกออิดะฮ์
ทั้งการให้นิยามและนโยบายการทำสงครามยังคงถูกถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอ้างเหตุผลเพื่อการชิงโจมตีก่อน การละเมิดสิทธิมนุษยชนและยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย


สงครามช่วงชิงความชอบธรรม ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิรักก่อนเปิดยุทธการสู้รบในยุทธภูมิ เมื่อสหรัฐประกาศกล่าวหาอิรักว่า เป็น”อักษะแห่งความชั่วร้าย “เป็นอันตรายต่อสันติภาพโลก มีการซ่องสุม ผลิตอาวุธทำลายล้างสูง เช่น อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และขีปวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ สหรัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปปลดอาวุธ และเปลี่ยนแปลงผู้นำในอิรัก ปลดอำนาจประธานาธิบดี ซัสดัม ฮุสเซน ผู้นำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงในสันติภาพของโลก !! ออกไป
สังคมโลกเกิดความตรึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศพิพากษากลุ่ม “อักษะแห่งความชั่วร้าย” สามประเทศอันได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ โดยมีเป้าหมายแรกประกาศสงครามต่อประเทศอิรัก แต่ แทนที่ประธานาธิบซัสดัม ฮุสเซน จะเดือดเนื้อรัอนใจกลับนั่งตีขิม วางหมากอยู่ในแนวลึก ปล่อยให้สงครามทางการฑูตวิ่งพล่านกันทั่วโลก เมื่อมหาอำนาจต่างๆ เกิดความระแวงต่อแผนการโจมตีอิรักของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ว่าในเบื้องลึกมีอะไรแอบแฝงมากกว่าความต้องการ รักษาความสงบสันติสุขของประชาคมโลกตามที่สหรัฐกล่าวอ้างหรือไม่ พันธมิตรของอิรักจึงค่อยๆ ปรากฎร่างขึ้นโดยที่อิรักไม่ต้องออกแรง ซัสดัม ฮุสเซน เมื่อเขาสามารถกุมสภาพ เงื่อนไขภายนอกได้ จึงเลือก “ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว “ ปล่อยให้เงื่อนไขภายนอก ไปโดดเดี่ยวพลังอำนาจของศัตรู เช่น
องค์การสหประชาชาติ ที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ มากกว่าการยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม พวกเขาเป็นองค์กรแรกที่สับสนวุ่นวายกันไปหมด เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ และประชาคมโลกที่รักและหวงแหนเสรีภาพสันติภาพ พวกเขาจึงกำหนดบทบาทตนเองแทบไม่ถูก เสียผู้เสียองค์กรไป กับความไม่ชัดเจน โปร่งใส ไร้อำนาจ ต่อการตัดสินปัญหา เมื่อผลการตรวจสอบอิรักไม่พบหลักฐาน ไม่มีเหตุผล การตัดสินปัญหาก็ยังต้องเกรงใจสหรัฐ ผลของการตัดสินปัญหาขององการสหประชาชาติ จึงปรากฏออกมาในรูปของสีเทา ไม่เด็ดขาดชัดเจน สร้างความอึมครึมต่อเศรษฐกิจโลก และกระทบความมั่นคงต่อสันติภาพโลก อย่างแหลมคม



ซัดดัม ฮุสเซน



การประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซน มีขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2549 (วันแรกของอีดิลอัดฮา)ซัดดัมถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการแขวนคอ หลังพบว่ามีความผิดจริงและถูกพิพากษาฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยศาลอาญาอิรักสูงสุด ในการฆาตกรรมชาวอิรักชีอะฮ์ 148 คนในเมืองดูเญล เมื่อ พ.ศ. 2525 เพื่อเป็นการแก้แค้นต่อความพยายามลอบสังหารตัวเขา[1]
ซัดดัม ฮุสเซนเป็นประธานาธิบดีอิรักตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 2546 เมื่อเขาพ้นจากตำแหน่งระหว่างการรุกรานอิรัก พ.ศ. 2546 โดยกำลังผสมพันธมิตรนำโดยสหรัฐ หลังการจับกุมตัวซัดดัมในอัดดาวร์ ใกล้ติกรีตเมืองเกิดของเขา เขาถูกกักขังที่ค่ายครอปเปอร์ และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

 

 

 

 

 

 

               สารทจีน 2557 ของไหว้สารทจีน 2557


สารทจีน วันสารทจีน
วันสารทจีน
 


 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก irrigation.rid.go.th


 

สารทจีน 2557 ตรงกับวันที่ 10 ส.ค. ว่าแต่ ไหว้สารทจีน 2557 ต้องทำอย่างไร ของไหว้สารทจีน 2557 มีอะไรบ้าง เรามีบทความมาฝาก

สารทจีน 2557 หรือ วันสารทจีน 2557 ตรงกับวันที่ 10 สิงหาคม ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็นเวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ ชาวจีนจึงมีการเซ่นไหว้ด้วยของไหว้ สารทจีน หลากความหมาย ที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานใน.. เทศกาลวันสารท

ทั้งนี้ ในรอบหนึ่งปี คนจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย การไหว้เจ้า สารทจีน หรือ วันสารทจีน ถือเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิด-เปิดให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้

ตำราจีนหนึ่งกล่าวไว้ว่า วันที่ 15 เดือน 7 เป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์ และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้าย จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ นรกจึงเปิดประตู เพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญได้ ใน วันสารทจีน นั่นเอง

การไหว้ในเทศกาลสารทจีน ต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่น ๆ ตรงที่แบ่งการไหว้สารทจีน ออกเป็น 3 ชุด ดังนี้

 

สารทจีน วันสารทจีน ของไหว้สารทจีน
สารทจีน ของไหว้ สารทจีน



ของไหว้สารทจีน ชุดแรก สำหรับไหว้เจ้าที่ จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมไหว้ สารทจีน ก็ใช้ ถ้วยฟู กุยช่าย ซึ่งต้องมีสีแดงแต้มเป็นจุดเอาไว้ ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของ สารทจีน คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง

ของไหว้สารทจีน ชุดที่สอง สำหรับไหว้บรรพบุรุษ คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียม สารทจีน ต้องมีน้ำแกง หรือขนมน้ำใส ๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชา จัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ และที่ขาดไม่ได้ในเทศกาล สารทจีน ก็คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง

ของไหว้สารทจีน ชุดที่สาม สำหรับไหว้วิญญาณพเนจร ซึ่งไม่มีลูกหลานกราบไหว้ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ จะต้องไหว้นอกบ้าน ของไหว้ สารทจีน มีทั้งของคาวหวานกับผลไม้ตามต้องการ และที่พิเศษคือ มีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง จัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้ ในวันสารทจีน

เทพแห่งโชคลาภ ไหว้เจ้าวันสารทจีน

 

 


 

ในช่วงหลายสิบปี เทพแห่งโชคลาภที่บันทึกไว้ในระบบความจำของตี๋หมวยใหญ่น้อยทั้งหลายคือ "ฮก-ลก-ซิ่ว" เทพยอดนิยมอมตะนิรันดร์กาล ที่ไม่ว่าจะเป็นจีนเชื้อสายใด เป็นคนรุ่นไหน ฮก-ลก-ซิ่ว คือเทพที่อยู่ในความศรัทธามายาวนาน ที่สามารถเข้าได้กับทุกงานมงคล ตั้งแต่งานขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดสำนักงาน วันเกิด ฯลฯ

หรือหากเป็นเมื่อประมาณ 5-6 ปีผ่านมา "ไฉ่ สิ่ง เอี๊ย" หรือเทพแห่งทรัพย์ เริ่มยึดครองพื้นที่ศรัทธาในใจผู้คนมากขึ้น เพราะไม่ว่าคนรวยคนจนไหว้พระไหว้เจ้าก็ไม่พ้นเรื่องของเงินทอง

ส่วนเทพแห่งโชคลาภของจีนมี 7 องค์ด้วยกัน คือ พระยูไล พระโพธิสัตว์กวนอิม พระสังกัจจายน์ พระจี้กง เทพแห่งเงินตราทั้ง 4 ในศาสนาพุทธ เซียนคู่ และเทพฮก

หลายองค์ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเทพที่คุ้นเคยใกล้ชิดไม่เฉพาะแต่คนจีน หากรวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อยทีเดียว เช่น พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่เรามักเรียกกันว่าเจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ ที่นั่งยิ้มแฉ่งรับญาติโยม

พระโพธิสัตว์กวนอิม ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมา หาได้มีตัวตนจริงไม่ แต่เมื่อสร้างแล้วมีผู้กราบไหว้บูชามากมาย จึงพยายามผูกเป็นเรื่องให้เข้ากับประวัติศาสตร์จีน โดยจัดเรื่องให้พระโพธิสัตว์เป็นพระราชธิดาของพระราชาองค์หนึ่ง…กล่าวไว้ว่าพระนางนั้นเดิมเป็นพระธิดาของ พระเจ้าเมี่ยว จวง หวาง ทรงพระนามว่า เมี่ยวซ่าน ทรงฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไม่ยอมเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสตามพระประสงค์ของพระบิดา

ต่อมาได้เทพทางศาสนาเต๋า คือเทพไท้ไป๋ ซิง จวิน ชี้แนะ จึงได้บำเพ็ญบารมีจนตรัสรู้เป็นพระโพธิสัตว์…ด้วยศาสนาพุทธและศาสนาเต๋าล้วนเข้าไปสู่วิถีชีวิตของชาวจีนอย่างแยกกันไม่ออก พระโพธิสัตว์กวนอิมของศาสนาพุทธจึงกลายเป็นเทพของศาสนาเต๋าไปด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นพุทธศาสนิกชนก็ได้ เป็นผู้ที่นับถือศาสนาเต๋าก็ดี ล้วนกราบไหว้พระโพธิสัตว์องค์นี้กันทั้งนั้น…

พระสังกัจจายน์ หรือพระยิ้ม หรือเรียกกันทั่วไปว่าพระถุงย่าม…ที่รู้จักกันของชาวจีนว่าคือ พระหมี เล่อ โฝว นั้นเป็นนามเรียกขานเดียวกับพระศรีอริยเมตไตรย แต่แท้จริงแล้วพระยิ้มอาจไม่ใช่พระศรีอริยเมตไตรยก็ได้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระประหลาด…ที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ย พุงยุ้ย มักใช้ไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่เกี่ยวถุงผ้าแล้วแบกไว้บนบ่า มักปรากฏกายไปบิณฑบาตในตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา พูดจาผิดจากคนทั่วไป ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ที่ไหน ๆ ก็นอนได้หมด มักจะบอกเล่าและทำนายเรื่องในอนาคตที่จะเป็นอันตรายต่อผู้คน ราวกับเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

ความจริงแล้วสิ่งที่ติดตัวของท่านก็มีเพียงถุงย่ามใบเดียว ท่านมักจะนำของบิณฑบาตมาได้เทรวมลงไปในถุงย่าม ผู้คนเข้ามามุงดู ท่านจะพูดกับคนเหล่านั้นด้วยคำพูดที่เปรียบเทียบให้คนรู้เห็นธรรมอันแท้จริง บางคนบอกว่าท่านเป็นเทพเจ้า บางคนก็ว่าท่านเป็นบ้า…

พระหมีเล่อ หรือพระศรีอริยเมตไตรย เป็นเสียงเรียกขานตามภาษาสันสกฤต Maitreya ความหมายก็คือผู้มีความเมตตา เป็นนามของพระโพธิสัตว์หมีเล่อของศาสนาพุทธมหายาน กล่าวกันว่า ท่านเป็นบุตรตระกูลพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งหมู่บ้านเจี่ยพอหลีชุน แห่งหนานเทียนจู๋ ของอินเดียโบราณ

พระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้ก่อนพระศรีศากยมุนี จากนั้นก็ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตรทางทิศตะวันตก…พระองค์ทรงดูแลความสุขของมวลมนุษยชาติสืบต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวกันว่าในยุคของพระองค์จะมีแต่สิ่งดี ๆ ความสวยงาม และความสุข…

พระจี้กง หลายท่านรับรู้เรื่องราวของท่านในฐานะ "พระคนยาก" เพราะภาพลักษณ์ของพระที่แต่งตัวปอน ๆ ด้วยจีวรเก่าซอมซ่อ และมีขวดน้ำเต้าบรรจุเหล้าติดตัวอยู่เสมอ หากเบื้องลึกของพระจี้กงที่ได้กล่าวไว้คือ พระจี้กงเป็นชาวไถโจว ปัจจุบันคืออำเภอหลินไห่ ของมณฑลเจ้อเจียง นามเดิมของท่านคือหลี่ ซิน หย่วน ท่านออกบวชที่วัดหลิงอวิ่นซื่อ ที่เมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง…เนื่องจากพระจี้กงไม่นิยมปฏิบัติตามกฎของสงฆ์ ชอบกินเนื้อสัตว์และดื่มเหล้า อีกทั้งมีท่าทางเหมือนคนบ้า ผู้คนจึงเรียกท่านว่าพระบ้า

พระจี้กงมีจิตใจเมตตา ชอบช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม อีกทั้งดูถูกพวกข้าราชการที่ชอบกินสินบนและกดขี่ข่มเหงประชาชน การปฏิบัติตัวของพระจี้กงเป็นที่นิยมนับถือของประชาชนทั้งหลาย จนเรียกกันว่า ท่านคือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดในยุคปัจจุบัน…"

ข้อความข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระเจ้าใกล้ตัว ที่หลายท่านคุ้นเพราะเคยได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวจากผู้เฒ่าผู้แก่มาตั้งแต่เด็ก ในเชิงของตำนานพื้นบ้านที่มีอภินิหารผสมอยู่ด้วย เล่าสู่กันฟังเพื่อความสนุก จึงอยากเชิญให้ท่านลองทำความรู้จักกับพระเจ้าองค์เดิมที่นับถือมานาน รวมถึงพระเจ้าองค์อื่น ๆ ที่เหลือในแง่มุมที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ ตลอดจนสถานะของเทพแห่งโชคลาภ เผื่อการไหว้พระไหว้เจ้าในวันสารทจีนจะมีคุณค่า และความหมายยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ
สารทจีน สะท้อนให้คนเราเห็นว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ควรกระทำตัวให้เป็นบรรพบุรุษที่ดี ให้ลูกหลานเคารพ และกราบไหว้บูชาแม้ยามจากไป ยังดีกว่าจะรอให้คนทั่วไปมาเซ่นไหว้ตามข้างทาง ขึ้นอยู่ที่ว่า..คุณ !! จะเลือกเป็นบรรพบุรุษแบบไหน

และในปีนี้ขอให้คนจีนไหว้เจ้าสารทจีนทุกคนช่วยกันรณรงค์ไหว้เป็นผลไม้ไทย และซื้อสินค้าไทยไหว้เจ้ากัน   

 



เจ้าเเม่กวนอิม เทพเจ้า
เทพเจ้าโชคลาภ ในวันสารทจีน

 

 

 

 

 

 

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เคยสงสัยไม๊ว่า เหตุใดระบบการทำงานในร่างกายคนเราถึงทำงานได้เป็นเวลาคล้ายมีโปรแกรมตั้ง เวลาระบบไว้ ที่ทำเช่นนี้ได้เพราะในร่างกายมีนาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ตั้งอยู่ที่ suprachiasmatic nucleus(SCN) ของสมอง ไฮโพธาลามัส ทำหน้าที่บริหารระบบในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ เพราะสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ประกอบกับธรรมชาติไม่หยุดนิ่ง, มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากโลกหมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ ทำให้โลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงจากดวงอาทิตย์ เกิดเป็นวงจรของวัน(circadian rhythm) ใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงต่อการหมุนรอบตัวเองของโลก 1 รอบ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงมืด(กลางคืน) กับช่วงสว่าง(กลางวัน) ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตจะต้องปรับสภาวะร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับวงจรของวันใน ธรรมชาติ มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้มีอายุขัยสั้นลง

 

ด้วยเหตุนี้นาฬิกาชีวภาพของคนจึงทำงานเป็นวงจรและใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน โดยมี 2 ช่วง คือ ช่วงมืด กับช่วงสว่าง สำหรับช่วงสว่าง แสงจะกระตุ้น SCN โดยอาศัยตัวรับแสง(melanopsin) ซึ่งอยู่ ที่เรตินา(จอตา) กับที่เส้นใยประสาท retinohypothalamic tract ส่วนช่วงมืด(กลางคืน) ต่อมไพเนียลของสมองจะหลั่งเมลาโทนิน(melatonin) มากระตุ้น SCN เมื่อ SCN ถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทและฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของอวัยวะ และต่อมต่างๆ เพื่อให้สภาวะร่างกายดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับวงจรของวันในธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิของร่างกาย, ความดันเลือด, การเต้นของหัวใจ และวงจรการหลับ-ตื่น เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมาก โดยชักนำให้เกิดการนอนหลับ ปรับการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ ช่วยชะลอความแก่ และป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่เมลาโทนินจะถูกหลั่งออกมาในช่วงกลาง คืนเท่านั้น เนื่อง จากถูกยับยั้งโดยแสง แม้แสงจะมีความเข้มต่ำเพียง 0.1 ลักซ์(เทียบได้กับแสงในคืนพระจันทร์เต็มดวง) ก็ส่งผลให้ร่างกายหลั่งเมลาโทนินน้อยลงได้

 


ปัจจัยที่ทำให้นาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิต(เช่น การนอนไม่เป็นเวลา นอนดึก) ความชรา และโรคบางชนิด เช่น อัลไซเมอร์ มะเร็ง พาร์คินสัน โรคทางจิตเภท(schizophrenia) โรคซึมเศร้า เป็นต้น โดยเซลล์ประสาทใน SCN จะหลั่ง vasopressin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายและยังส่งผลไปควบคุม สภาวะร่างกาย เช่น อุณหภูมิของร่างกาย การตื่นตัว/ความกระฉับกระเฉง เมื่อ คนเรามีอายุมากขึ้น vasopressin และเมลาโทนินจะถูก หลั่งออกมาน้อยลง ส่งผลให้นาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ คนชราจึงมีอาการต่างๆ เช่น นอนไม่ค่อยหลับ ใช้ระยะเวลาให้เริ่มหลับนาน ระยะเวลานอนหลับสั้นลง นอนหลับไม่ลึก และเข้านอนเร็ว ทั้งนี้เป็นเพราะตัวรับแสงและตัวรับสัญญาณอื่นๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพลง ส่วนผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานาน(jet lag) ร่างกายจะต้องปรับการทำงานของนาฬิกาชีวภาพใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงเกิดอาการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

 

ขณะที่นาฬิกาชีวภาพของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะทำงานช้าลง ทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุดแตกต่างจากคนปกติ คือ จะลดลงในช่วง 9.00 น. ถึงช่วงเย็น แทนที่จะลดลงในช่วง 4.00 – 5.00 น. เหมือนคนปกติ ทำให้ตารางเวลาชีวิตเปลี่ยนไป โดยช่วงกลางคืนจะมีภาวะวิตกเครียดและนอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นมาทำกิจกรรมและนอนหลับในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นแทน สำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภท นาฬิกาชีวภาพจะทำงานเร็วผิดปกติ ผู้ป่วยจะนอนหลับไม่สนิทเนื่องจากมีภาวะรบกวนขณะหลับ โดยพบว่า 40-65% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะนอนไม่หลับขั้นรุนแรง คาดว่าเป็นผลมาจากการนอนหลับในช่วงเย็น ทำให้เวลาเข้านอนดึก หลังเวลา 2.00 – 3.00 น. ร่างกายจึงไม่หลั่งหรือหลั่งเมลาโทนินออกมาน้อย ดังนั้นในขณะนอนหลับจึงไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้เพราะมีผลไปยับยั้งการหลั่งเมลา โทนิน และไม่ควรรนอนหลับในช่วงเย็นเพราะจะทำให้ช่วง เวลาเข้านอนต้องเลื่อนออกไป

 

 

 


 

 

 

การแพทย์จีนได้ใช้ทฤษฎี หยิน-หยาง อธิบายความสัมพันธ์ 2 ด้านที่ต่อต้าน/ตรงกันข้ามกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่องควบคุมและสัมพันธ์กันตลอดเวลา โดย หยิน หมายถึง เย็น/ร่ม การหยุดนิ่ง กลางคืน ส่วนหยาง หมายถึง ร้อน/สว่าง กลางวัน การเคลื่อนไหว ดังนั้นหยิน-หยางจึงเปรียบได้กับสภาวะธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งกลางวันและกลางคืน และเปรียบได้กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่ทำงานเชื่อมโยงกันและสอดคล้องกับวงจรของวันโดยแต่ละช่วงเวลาจะ มีอวัยวะบางชนิดหรือบางระบบในร่างกายที่ต้องทำงานหนัก (ภาพที่ 1) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อวัยวะอื่นๆ จะหยุดทำงาน อวัยวะทั้งหมดยังคงทำงานเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลา

 


ความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะ/ระบบของร่างกายกับช่วงเวลาในวงจรของวัน มีดังนี้

 

เวลา 3.00 – 5.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด เพื่อให้ระบบหายใจได้ทำงานได้เต็มที่ และเซลล์ต่างๆ ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอโดยเฉพาะที่สมอง สมองที่ได้รับออกซิเจนน้อยหรือไม่เพียงพอจะมีผลความจำของคนเราเสื่อมลงได้ และช่วง 4.00 – 5.00 น เป็นช่วงที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุด ร่างกายควรได้รับความอบอุ่น หลีกเลี่ยงสภาวะอากาศเย็น ช่วงนี้จึงเหมาะต่อการตื่นนอนเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น สำหรับคนที่ระบบหายใจหรือปอดมีปัญหา หายใจติดขัด ไอ จาม มีน้ำมูก โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบต้องระวังสุขภาพ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่อาการกำเริบได้ง่าย

 

เวลา 5.00 – 7.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ เพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และมีการหลั่ง cortisol เพื่อช่วยให้ร่างกายกระปรี่กระเปร่า ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย และตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ความดันเลือดในร่างกายจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น สำหรับคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ จะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก หายใจติดขัด โดยเฉพาะคนที่เป็นโรค หืดควรระวังอาการกำเริบ

 

เวลา 7.00 – 9.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงาน ดังนั้นจึงควรรับ ประทานอาหารมื้อเช้า สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน ภูมิแพ้ ไขข้ออักเสบรูมาทอยด์ช่วงเวลานี้ควรระวังอาการกำเริบได้

 

เวลา 9.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้ามและตับอ่อน โดยม้ามทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย กำจัดเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ ส่วนตับอ่อนจะผลิตเอนไซม์มาช่วยย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก ร่างกายช่วงนี้จะมีความตื่นตัวมาก จึงเป็นช่วงที่เหมาะต่อการ ทำงาน/ทำ กิจกรรม

 

เวลา 11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ช่วงนี้ระดับความดันเลือดในร่างกายยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดัง นั้นคนที่หัวใจผิดปกติ ช่วงนี้จะมีเหงื่อออกมากและรู้สึกร้อน อบอ้าว

 

เวลา 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร หากมื้อกลางวันไม่รับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ ช่วงนี้จะรู้สึกหิวและทรมาน

 

เวลา 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ปัสสาวะ ซึ่งทำหน้าที่เก็บน้ำกรองจากไต โดยช่วง 17.00 น. เป็นช่วงที่หลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรง จึงเหมาะต่อการออกกำลังกาย

 

เวลา 17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต เพื่อกรองของเสียออกจากเลือดและ รักษาสมดุลในร่างกาย ช่วง 18.30 น. ระดับความดันเลือดจะเพิ่มขึ้นสูงสุด และ ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำสะอาด(ไม่ควรดื่มน้ำเย็น) และไม่ควรนอนหลับในช่วงนี้ เพราะจะทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

 

เวลา 19.00 – 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของหัวใจ และเป็นช่วงของระบบหมุนเวียนโลหิต โดยช่วง 19.00 น. อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มขึ้นสูงสุด ผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง ช่วงนี้ควรระวังอาการกำเริบ

 

เวลา 21.00 – 23.00 น. เป็นช่วง เวลาของระบบทั้ง 3 (triple heater) ได้แก่ ระบบหายใจส่ง ผลต่อร่างกายช่วงบน(หัวใจ-ปอด) ระบบย่อยอาหารมีผลต่อช่วงกลางลำตัว(กระเพาะ อาหาร ม้าม ตับ) และระบบขับถ่ายมีผลต่อร่างกายช่วงล่าง(ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้เล็ก) เป็นช่วงที่ร่างกายปรับสมดุลความร้อนและเป็นช่วงที่อุณหภูมิในร่างกายจะ ค่อยๆ ลดลง การขับถ่ายอุจจาระจะหยุดพักชั่วคราว ร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ควร นอนหลับพักผ่อน

 

เวลา 23.00 – 1.00 น. เป็นช่วง เวลาของถุงน้ำดี เพื่อเก็บน้ำดีที่ได้จากตับและส่งน้ำดีมาช่วยย่อยไขมันที่ลำไส้เล็ก ถุง น้ำดีและตับ จึงเป็นอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันอย่างมาก

 

เวลา 1.00 – 3.00 น. ช่วงเวลาของตับ เพื่อกำจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยนำมาสังเคราะห์และเก็บสะสมในรูปไกลโคเจน และสร้างน้ำดีมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ช่วงนี้ควรเป็น ช่วงที่หลับสนิทเพื่อ ให้เลือดไหลเวียนมาที่ตับได้ดี เนื่องจากเวลา 2.00 น ร่างกายจะหลั่งเมลาโทนินได้สูงสุด การนอนไม่หลับ เครียด ได้รับสารพิษ หรือรับประทานอาหารหวานจัด จะส่งปัญหาถึงตับ สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ช่วงนี้อาจทำให้อาการกำเริบและหัวใจล้มเหลวได้

 

 

ทีนี้ลองพิจารณาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราสิว่า สอดคล้องกับตารางเวลาของนาฬิกาชีวิตหรือไม่? เพราะโรคบางโรค อาจมีสาเหตุมาจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา

 

http://board.postjung.com/795453.html#

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 โภชนาบำบัด^^'1.ดื่มน้ำร้อนปลอดทุกโรค2.กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ3.หยุดกินน้ำตาลทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก(เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมส์)ทำให้หน้าอกโตด้วย8.กล้วยน้ำหว้านำไปเผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความจำดี และสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมนให้กินกับน้ำมพร้าวอ่อน จะดีมาก ช่วยรักษาโรคฮันจิสัน(สตรีถ้ากินมากจะเซ็กส์จัด)10.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใช้กินและทาหน้า ร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด11.กินน้ำมันหมูดีที่สุด
 

 

โภชนาบำบัด


1.ดื่มน้ำร้อนปลอดทุกโรค
2.กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ
3.หยุดกินน้ำตาลทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ
4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า
5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง


6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด
7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก(เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมส์)ทำให้หน้าอกโตด้วย
8.กล้วยน้ำหว้านำไปเผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน
9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความจำดี และสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมนให้กินกับน้ำมพร้าวอ่อน จะดีมาก ช่วยรักษาโรคฮันจิสัน(สตรีถ้ากินมากจะเซ็กส์จัด)
10.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใช้กินและทาหน้า ร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด
11.กินน้ำมันหมูดีที่สุด

 

 

 

 

@ อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! ! @

1. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม - ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!

2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

3. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

 

6. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

7. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

8. กล้วย+มะละกอ+แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

9. มังคุดกับน้ำตาล - กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต

10. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

 

11. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

12. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

13. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

14. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

15. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

 

16.น้ำเต้าหู้กับนมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

17. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

18. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

19. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

20. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

21. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

 

* * *มีนักท่องเที่ยวชาวจีนวัยเพียง28ปีรายหนึ่ง ตอนมาเที่ยวเมืองไทยได้รับประทานทุเรียนไปจำนวนมากหลังจากนั้นก็ดื่มน้ำอัดลม สารคาเฟอินในน้ำอัดลมก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจวายอย่างเฉียบพลัน

+ + ประเทศไทยได้ออกกฎอย่างชัดเจนไว้ว่า ภายใน 8 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานทุเรียนเป็นจำนวนมาก ห้ามดื่มน้ำอัดลมเป็นอันขาด ! !

* * ทุเรียนก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะสูงเลยทีเดียว

 

Nichapat Kaeokun วิชาลูกเสือเป็นวิชาที่สนุกสนาน ครื้นเครง แต่วิทยากรที่มาสอนทำให้เด็กไม่อยากเรียน เช่น ทำซุ้มโรยมดแดง ลอดถ้ำเอาตะปูตอกให้เด็กลอดตะปูก็ขูดหลัง ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ทำให้เด็กขยาดกับกิจกรรมนี้

guest

Post : 29/07/2014 18:32     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  สงครามรอบใหม่ในอิรัก

 

 

 

 

ภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดในประเทศซิมบับเว เป็นสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงเป็นอันดับที่สองในประวัติศาสตร์การเงินโลก (รองจากภาวะเงินเฟ้อในประเทศฮังการี ใน พ.ศ. 2489) ภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดครั้งนี้ เกิดขึ้นกับเงินสกุล ดอลลาร์ซิมบับเว (Zimbabwean Dollar, ZWD) อันเนื่องมาจากการบริหารงานอันผิดพลาดของประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ โดยมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ 516,000,000,000,000,000,000 (ห้าร้อยสิบหกล้านล้านล้าน) ต่อปี [1] (อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปัจจุบัน จะอยู่ที่ร้อยละ 4 ต่อปี) ทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นอย่างรุนแรงในระบบเศรษฐกิจและสังคม จนนำไปสู่การยุติการใช้สกุลเงินประจำชาติในที่สุด

 

ลำดับเหตุการณ์

พ.ศ. 2530-2542

                                            
ที่ตั้งของประเทศซิมบับเว

พ.ศ. 2530 นายโรเบิร์ต มูกาเบ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนที่สองแห่งสาธารณรัฐซิมบับเว หลังจากนั้น นายมูกาเบ มีนโยบายทางการเงินที่ผิดพลาดอยู่บ่อยๆ เงินเฟ้อของประเทศในช่วงนั้นอยู่ที่ร้อยละ 10-20 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อเกิดรุนแรงขึ้น คือวันหนึ่ง นายมูกาเบเห็นว่า ประเทศซิมบับเวนั้นเคยเป็นอาณานิคม(เมืองขึ้น) ของสหราชอาณาจักร (ได้รับเอกราชในพ.ศ. 2523) ในช่วงที่เป็นเมืองขึ้นนั้นถูกคนขาว(คนอังกฤษ) กดขี่ขมเหง แม้ตอนนี้จะมีเอกราชแล้ว การกดขี่ลดน้อยลงไป แต่ยังมีคนขาวจำนวนหนึ่งที่ยังปักหลักทำมาหากินอยู่ในซิมบับเว นายมูกาเบไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าแผ่นดินซิมบับเวควรเป็นของซิมบับเว จึงได้ออกมาตรการปฏิรูปที่ดินในซิมบับเว โดยเป็นนโยบายในการขับไล่คนขาวออกไป หรือทำให้ชาวผิวขาวกลายสถานะเป็นลูกจ้าง และริบที่ดินทำกินมาให้ชาวผิวดำซิมบับเว ชาวผิวขาวซึ่งมีจำนวนแม้จะน้อยไม่กี่พันคน แต่ครอบครองที่ดินในซิมบับเวเป็นสัดส่วนจำนวนมาก ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นรุนแรง ประกอบกับเมื่อที่ดินเหล่านั้นถูกริบ ปรากฏว่ารัฐบาลซิมบับเวกลับบริหารไม่เป็นประโยชน์ ใช้คนไม่ถูกงาน ที่ดินเหล่านั้นเสมือนไร้ประโยชน์ ทำให้ผลิตภัณฑ์และระบบเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลง[2][ต้องการอ้างอิง] รวมถึงการคอรัปชันที่เกิดขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้นจากระดับปกติมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 20-50 ต่อปี

ธนบัตรชุดดั้งเดิมของ ดอลลาร์ซิมบับเว จะมี 4 ชนิด มูลค่า 2, 5, 10, 20 ดอลลาร์ แต่เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ ใน พ.ศ. 2537 จึงได้มีการออกธนบัตรมูลค่า 50 ดอลลาร์ และออกธนบัตรมูลค่า 100 ดอลลาร์ตามมาในปี 2538 ตามมาด้วยการยกเลิกธนบัตร 2 ดอลลาร์ และการเปลี่ยนรูปแบบของธนบัตร 5, 10, 20 ดอลลาร์พร้อมกันในปี 2540

พ.ศ. 2543-2549

                           

ภาพข่าวเชิงประชดประชันที่ถูกส่งต่อในอินเทอร์เน็ตและอีเมล กล่าวถึงการเตรียมเงินจ่ายค่าอาหารหนึ่งมื้อ

 

จากการปฏิรูปที่ดินที่ล้มเหลว สถานการณ์รุนแรงขึ้นตามเวลา ซิมบับเวจากที่เคยเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ ส่งออกสินค้าหลายชนิด กลายเป็นต้องนำเข้า อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 50-100 ต่อปี ต่อมาได้ติดหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อีกทั้งการเริ่มขาดแคลนอาหารและสาธารณูปโภค และสถานการณ์การขับคนขาวออกที่รุนแรงขึ้นในระยะนี้ ผลักหนุนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มไปอยู่ที่ร้อยละ 100-600 ต่อปี ผลสุดท้าย พ.ศ. 2549 ธนาคารกลางแห่งประเทศซิมบับเว ตัดสินใจพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาเพิ่มเติมครั้งใหญ่ เพื่อนำไปซื้อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและนำเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐนั้นไปใช้หนี้ (อัตราแลกเปลี่ยนเงินในขณะนั้น คือ 1.59 ดอลลาร์ซิมบับเว = 1 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งซิมบับเวสามารถปลดหนี้ให้ตนเองได้ แต่ด้วยระบบเศรษฐกิจ เงินดอลลาร์สหรัฐที่ใช้หนี้คืนไป เมื่อออกสู่ระบบ ก็เริ่มค่อยๆ ถูกแลกกลับเป็นเงินในสกุลดอลลาร์ซิมบับเว และกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของซิมบับเวเอง ทำให้เงินล้นประเทศ ค่าของเงินจึงจางลง ซ้ำเติมสถานะทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว หนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีก และในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลยังสั่งอัดฉีดเงินเข้าระบบอีก 60,000,000,000,000 (หกสิบล้านล้าน) ดอลลาร์ซิมบับเว เพื่อเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการชดเชยภาวะเงินเฟ้อ แต่ยิ่งทำให้เงินล้น เงินเฟ้อจึงพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมอีก ในปี 2549 เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นไปที่ร้อยละ 1,281.11 ต่อปี

 

ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 50-100 ต่อปี ธนาคารกลางต้องออกธนบัตร 500 ดอลลาร์ พร้อมยกเลิกการธนบัตร 5 ดอลลาร์ ในปี 2544 ต่อมาเมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงเกินร้อยละ 100 ต่อปี ธนาคารกลางต้องออก Bearer Cheque ออกมาเพิ่ม 4 ชนิด (และเงินหมุนเวียนทุกรุ่นหลังจากนี้ไป ส่วนใหญ่จะออกในรูปของ Bearer Cheque หรือ "เช็คที่ธนาคารสัญญาว่าจะแลกเป็นเงินได้" ทั้งหมด) มูลค่า 1 000 5 000 10 000 และ 20 000 ดอลลาร์ ในปี 2546 และตามมาด้วย Bearer Cheque 50 000 และ 100 000 ดอลลาร์ในปี 2548 แต่ที่สุดแล้ว เนื่องจากเงินเฟ้อจัด ทำให้การซื้อ-ขาย มีเลขศูนย์ต่อท้ายมากเกินไป ทำให้ 1 สิงหาคม 2549 รัฐบาลและธนาคารกลางสั่งปรับปรุงสกุลเงินนี้ใหม่ทั้งหมด โดยกำหนดหน่วยเงินเป็น "ดอลลาร์ซิมบับเวที่สอง" (ZWN) มาแทนเงินดอลลาร์ซิมบับเวเดิม (ZWD) โดยกำหนดให้ 1 ZWN = 1,000 ZWD รวมทั้งยกเลิกธนบัตรและ Bearer Cheque ของ ZWD ทั้งหมดตั้งแต่ 10 20 50 100 500 1,000 5,000 10,000 20,000 50,000 100,000 ดอลลาร์ทิ้งทั้งหมด และออก Bearer Cheque ของ ZWN ใหม่ โดยชุดแรกมี 14 ชนิด คือ 0.01, 0.05, 0.10, 0.50, 1, 5, 10, 20, 50, 100, 500, 1,000, 10 000 และ 100,000 ดอลลาร์ซิมบับเวที่สอง

 

พ.ศ. 2550

                                        

ภาพข่าวเชิงประชดประชันที่ถูกส่งต่อในอินเทอร์เน็ตและอีเมล เกี่ยวกับราคาอาหารสำเร็จรูป ราคาต่ำที่สุดคือ 10 ล้านดอลลาร์[3]

 

พ.ศ. 2550 รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมราคาสินค้า ผู้ใดขายสินค้าในราคาเกินกำหนดถือว่ามีความผิด แต่ผลคือ ต้นทุนของสินค้ายังเพิ่มขึ้นจนแพงกว่ากำแพงราคาที่กำหนด ร้านค้าต่างๆ เก็บสินค้าของตนออกไปขายในตลาดมืด เพราะไม่สามารถขายในราคาที่ขาดทุนได้ ทำให้ตลาดมืด (ตลาดผิดกฎหมาย) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประชาชนไม่มีทางเลือก และเกิดการกักตุนสินค้าในตลาดมืดไว้ขายในราคาที่สูงกว่าในวันหน้า และนอกจากนี้ ชาวซิมบับเวเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลอื่น หรือใช้สิ่งของในการแลกเปลี่ยนแทนเงินประจำชาติ เพราะมีความเสถียรกว่ามาก มีรายงานว่าแม้แต่โรงพยาบาลบางแห่ง ยังยินดีรับค่ารักษาเป็นถั่วลิสงมากกว่าที่จะรับเงินในสกุล ZWN โดยจะคิดค่ารักษาเป็นจำนวนถังของถั่วลิสง[4] เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทาขนมปังให้คนไข้ เงินสกุลนี้ กลายเป็นเงินที่ต้องรีบใช้ เพราะราคาของในเงินสกุลนี้จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเก็บออมโดยใช้เงินสกุลนี้คงจะยากที่จะมีโอกาสตั้งตัว และมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต้องพบชะตากรรม เพราะเงินล้านที่ทำงานอดออมมาทั้งชีวิตตลอดก่อนหน้านี้เพื่อหวังจะใช้ชีวิตสบายยามชรา กลับเหลือมูลค่านำมาซื้อได้เพียงข้าวเช้า 1 จานเท่านั้น การควบคุมค่าเงินดูจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เงินเฟ้อประจำปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 66,212.3 ต่อปี

 

ในช่วงต้นปี รัฐบาลประกาศยินยอมให้คนขาวกลับมาทำมาหากินในดินแดนซิมบับเวได้ใหม่อีกครั้ง รวมทั้งยินยอมให้คนขาวเซ็นสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในประเทศซิมบับเวได้ใหม่ แต่ที่ดินที่เคยใช้ประโยชน์ได้ ก็เสื่อมสภาพ ไม่สามารถใช้ทำประโยชน์ได้เต็มที่ดังเดิม

 

ในปี 2550 มีการออก Bearer Cheque มูลค่า 5,000 และ 50,000 ดอลลาร์มาเพื่อลดช่องว่างของ Bearer Cheque 1,000, 10,000 และ 100,000 ดอลลาร์ และในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง การออก Bearer Cheque รุ่นใหม่ของซิมบับเวเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2550 เพียงหนึ่งปีหลังปรับปรุงสกุลเงินมาเป็น ZWN, Bearer Cheque มูลค่าตั้งแต่ 0.01 ถึง 50 ดอลลาร์ซิมบับเวถูกยกเลิก และมีการออก Bearer Cheque มูลค่า 200,000, 250,000, 500,000 และ 750,000 ดอลลาร์ซิมบับเวออกมาในปีเดียว เพื่อลดปริมาณเช็คที่ต้องพกไปในการซื้อสินค้า

 

พ.ศ. 2551

                                     

 

ด้วยภาวะเงินเฟ้อทำให้ต้องออก Bearer Cheque มูลค่าสูงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อความสะดวก ภาพนี้แสดงเช็คที่อยู่ในระบบในช่วงหนึ่งปี นับจากเดือนกรกฎาคม 2550

 

ภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะยานไม่หยุด มากกว่าร้อยละล้านต่อปี ในช่วงนี้ธนาคารกลางต้องออก Bearer Cheque รุ่นใหม่เกือบทุกเดือน โดยในเดือนมกราคม ออก Bearer Cheque 1,000,000, 5,000,000 และ 10,000,000 ดอลลาร์ซิมบับเว ต่อมาในเดือนเมษายน ออก Bearer Cheque 25,000,000 และ 50,000,000 ดอลลาร์ ตามด้วยการออก Bearer Cheque 100,000,000 (หนึ่งร้อยล้าน), 250,000,000 (สองร้อยห้าสิบล้าน) ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมต้นเดือน และ Bearer Cheque 500 000 000 (ห้าร้อยล้าน) ดอลลาร์ในช่วงกลางเดือน และในเดือนเดียวกันยังต้องออกเงินพิเศษฉุกเฉินในรูป Special Agro-Cheque มูลค่าใบละ 5,000,000,000 (ห้าพันล้าน), 25,000,000,000 (สองหมื่นห้าพันล้าน), 50,000,000,000 (ห้าหมื่นล้าน) และ 100,000,000,000 (หนึ่งแสนล้าน) ดอลลาร์ซิมบับเว แต่มันมีค่าเทียบเท่าเงินไทยในช่วงนั้นเพียง 61 บาท[5]

 

เมื่อการอนุญาตให้คนขาวกลับเข้ามาในประเทศไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น สุดท้ายรัฐบาลซิมบับเวได้ประกาศว่า เป็นเพราะรัฐบาลสหราชอาณาจักรในสมัยที่นายโทนี แบลร์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้อาวุธเคมีและชีวภาพทำให้เกิดโรคระบาดในซิมบับเว และทำให้ที่ดินเสื่อมสภาพ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งยังประกาศจะตรวจสอบกิจการที่มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะสัญชาติอังกฤษถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของ ว่ามีการกักตุนสินค้าเพื่อปั่นราคาหรือไม่ หากพบ จะยึดกิจการดังกล่าวเป็นของรัฐบาล หากไม่พบ แต่พบว่าเป็นกิจการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจระดับมหภาคของซิมบับเว จะยึดกิจการดังกล่าวให้นักลงทุนชาวซิมบับเว หรือเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อซิมบับเวเป็นผู้บริหารแทน[6] ทำให้คนขาวต้องออกไปจากซิมบับเวอีกครั้ง

 

ในที่สุด 1 สิงหาคม 2551 ธนาคารกลางต้องสั่งปรับค่าเงินสกุลนี้ใหม่อีกครั้ง โดยให้ประเทศเปลี่ยนไปใช้เงิน “ดอลลาร์ซิมบับเวที่สาม” (ZWR) แทนดอลลาร์ซิมบับเวที่สอง (ZWN) โดยกำหนดให้ 1 ZWR = 10,000,000,000 (หนึ่งหมื่นล้าน) ZWN (= 10,000,000,000,000 ZWD) เพียงสองปีหลังจาก ZWN ออกใช้ ซึ่งเงินสกุล ZWR เป็นต้นไป ได้กลับมาใช้ธนบัตรจริงทั้งหมด ไม่ใช้ Cheque โดยธนบัตรชุดแรกมี 6 ชนิด คือ 1, 5, 10, 20, 100 และ 500 ดอลลาร์ซิมบับเวที่สาม แต่ยังอนุญาตให้ใช้ Bearer Cheque ของดอลลาร์ที่สองได้จนถึงสิ้นปี โดยจะต้องคำนวณมูลค่าให้เป็นดอลลาร์ที่สาม แต่ในช่วงนั้น รายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมสูงขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 231 150 888.87 ต่อปี เป็นอัตราที่สูงอย่างไม่เคยพบมาก่อนในซิมบับเว เพียงเดือนเดียวก็ต้องออกธนบัตร 1,000, 10,000 และ 20,000 ดอลลาร์มาในเดือนกันยายน ตามด้วยออกธนบัตร 50,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม ตามด้วยธนบัตร 100,000, 500,000 และ 1,000,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในเดือนดังกล่าว เงินเฟ้อทะยานสูงสุดในประวัติศาสตร์ซิมบับเว โดยมีรายงานว่าอยู่ที่ร้อยละ 516,000,000,000,000,000,000 (ห้าร้อยสิบหกล้านล้านล้าน) ต่อปี

 

ในเดือนธันวาคม 2551 สถานการณ์ที่รุนแรงต่อเนื่อง การออกธนบัตรรุ่นใหม่ออกกันเป็นรายสัปดาห์ โดยออกธนบัตร 10,000,000, 50,000,000 และ 100,000,000 (ร้อยล้าน) ดอลลาร์ในวันที่ 4 ธันวาคม ออกธนบัตร 200,000,000 (สองร้อยล้าน) และ 500,000,000 (ห้าร้อยล้าน) ดอลลาร์ในวันที่ 12 ธันวาคม ตามด้วยธนบัตร 1,000,000,000 (หนึ่งพันล้าน), 5,000,000,000 (ห้าพันล้าน) และ 10,000,000,000 (หนึ่งหมื่นล้าน) ดอลลาร์ในวันที่ 19 ธันวาคม ปิดท้ายปีด้วยการสั่งยกเลิกธนบัตรมูลค่าตั้งแต่ 1 000 ดอลลาร์ลงไปทั้งหมด

 

ไม่ว่ารัฐบาลและธนาคารกลางจะทำอย่างไร แต่ก็ดูจะเริ่มไร้ประโยชน์ ความน่าเชื่อถือในเงินสกุลนี้หายไปแล้ว เศรษฐีที่มีเงินแสนล้าน เมื่อสองปีก่อน กลับจะเหลือทรัพย์สินเพียงสิบ มีรายงานว่าชาวซิมบับเวบางส่วนเลิกประกอบอาชีพทั้งหมด ไปร่อนทองในแม่น้ำ เพื่อนำเศษทองที่ร่อนได้ไปแลกอาหารประทังชีวิตเป็นรายวัน ส่วนระบบที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลอื่นได้ล่มสลายไปโดยปริยาย แรงงานในสาขาอาชีพต่างๆ อพยพไปทำงานในประเทศอื่นถึงร้อยละ 10 ของประเทศ แม้แต่แพทย์-พยาบาล ยังได้อพยพไปทำงานในประเทศอื่นๆ มากกว่าครึ่ง ระบบสาธารณสุขล่มสลายโดยปริยาย อัตราการว่างงานพุ่งสูงถึงร้อยละ 80 อัตราการติดเชื่อเอดส์ สูงถึงร้อยละ 20 เป็นความล่มสลายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสิ้นเชิง

 

พ.ศ. 2552

                                      

ด้านหน้าธนบัตรมูลค่า หนึ่งร้อยล้านล้านดอลลาร์ที่สาม

 

สถานการณ์เลวร้ายต่อเนื่องมาจากสิ้นปี การออกธนบัตรรุ่นใหม่รวดเร็วเช่นเดิม โดย 12 มกราคม ออกธนบัตร 20,000,000,000 (สองหมื่นล้าน) และ 50,000,000,000 (ห้าหมื่นล้าน) ดอลลาร์ หลังจากนั้น 4 วัน ในวันที่ 16 มกราคม ก็ก้าวกระโดดไปออกธนบัตร 10,000,000,000,000 (สิบล้านล้าน), 20,000,000,000,000 (ยี่สิบล้านล้าน), 50,000,000,000,000 (ห้าสิบล้านล้าน) และ 100,000,000,000,000 (หนึ่งร้อยล้านล้าน) ดอลลาร์

 

นับจากการปรับปรุงค่าเงินเป็น ZWR เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สูงมากอย่างต่อเนื่อง จนที่สุดแล้ว 2 กุมภาพันธ์ 2552 ครั้งนี้เพียงครึ่งปีหลังจากดอลลาร์ที่สาม รัฐบาลประกาศปรับปรุงค่าเงินอีกครั้ง โดยให้ใช้ “ดอลลาร์ซิมบับเวที่สี่” (ZWL) โดยกำหนดให้ 1 ZWL = 1,000,000,000,000 (หนึ่งล้านล้าน) ZWR ( = 10,000,000,000,000,000,000,000 ZWN = 10,000,000,000,000,000,000,000,000 ZWD) โดยธนบัตรของดอลลาร์ที่สี่ ออกมาทั้งสิ้น 7 ชนิด คือ 1, 5, 10, 20, 50, 100 และ 500 ดอลลาร์ที่สี่ แต่ยังให้ใช้ธนบัตรของดอลลาร์เก่าได้ แต่ต้องคำนวณมูลค่าให้เป็นไปตามดอลลาร์ใหม่

 

แต่การกระทำใดๆ ไร้ผล ที่สุดแล้วรัฐบาลซิมบับเว ประกาศยกเลิกการใช้เงินสกุลดอลลาร์ซิมบับเวในประเทศและยอมรับการใช้เงินสกุลอื่นในประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 เมษายน 2552 โดยกล่าวว่า จะหยุดใช้เงินสกุลนี้ไปอย่างน้อยหนึ่งปี จนกว่าประเทศจะพร้อมกลับไปใช้เงินสกุลนี้อีกครั้ง เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเยียวยาตัวมันเอง นับจากวันนั้น ภาวะเงินเฟ้อในซิมบับเวลดลงสู่ระดับเกือบปกติในทันที และไม่เคยพุ่งสูงอีกเลย และจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเลิกใช้เงินสกุลนี้มีแล้วหลายปี แต่ก็ยังไม่ได้ให้ประเทศกลับไปใช้เงินสกุลนี้แต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ย้ายผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีโบล่ากลางดึกหลังอาการทรุด

 

 

                                        

 

   

 

กรณีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อมรณะ ล่าสุดอาการทรุดหนักเกิดภาวะช็อกเนื่องจากขาดเกล็ดเลือดถูกหามส่งย้ายเข้าโรงพยาบาลศูนย์กลางดึก

วันอาทิตย์ 3 สิงหาคม 2557 เวลา 16:28 น.

 

 

กรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสมรณะ อีโบลาในพื้นที่ จ.จันทบุรี ถูกส่งเข้ารักษาตัว รพ.กรุงเทพ-จันทบุรี แพทย์ได้นำเข้าห้องไอซียูเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนัก และเกิดภาวะช็อค เนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำยังไม่รู้สึกตัว ซึ่งน่าจะมีสาเหตุจากอาการติดเชื้อไข้มาลาเรีย โดยอาการทรุดหนักมากถึงขั้นอวัยวะภายในไม่ทำงาน แพทย์จึงลงความเห็นว่าควรจะหยุดการรักษาและแจ้งให้ทางญาติทราบ กระทั่งมีข่าวแพร่สะพัดออกไปในโลกโซเชี่ยลรอบ 2 ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิตลงแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

 

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาได้เกิดปาฏิหาริย์ เมื่อคนไข้กลับมีอาการตอบสนองดีขึ้น จนสามารถกระพริบตา และตอบสนองกับการรักษาได้ดี ซึ่งต่อมาญาติได้ปรึกษากับทีมแพทย์ที่ดูแล และตกลงจะทำการย้ายตัวผู้ป่วยไปเข้ารับการรักษาต่อที่ รพ.พระปกเกล้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่มีเครื่องมือและทีมแพทย์พร้อมกว่า โดยขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการที่ทรงตัว และยังไม่รู้สึกตัว ส่วนผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ยังสรุปว่า เป็นการติดเชื้อมาลาเรีย และโรคบิด ส่วนเรื่องการส่งตรวจเชื้อต้องสงสัยนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสมรณะอีโบลาหรือไม่ เนื่องจากยังคงต้องรอผลแลป และการยืนยันของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ทางญาติเองในขณะนี้ได้มีการระดมทั้งญาติพี่น้อง เพื่อน ๆตลอดจนในโลกโซเชี่ยลขอรับบริจาคเกล็ดเลือดกรุ๊ปบีเป็นการเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้ในการรักษายื้อชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากขณะนี้ผู้ป่วยมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำมาก.

 

 

ข่าว CNN องค์การอนามัยโลก (WHO) เเจ้ง อีโบล่าแพร่กระจายเกินกว่าความสามารถที่จะควบคุมมันได้เเล้ว

 

 
ขึ้นหน้าจอเลยว่า WHO : Ebola spreading faster than our ability to control it

ทางเข้าของโรค ไม่ได้มีเเค่ สุวรรณภูมิ

--- พวกลักลอบหนีเข้าเมือง ตามด่านชายเเดน

--- เเรงงานเถื่อนที่ไป ตปท กับเรือประมง

--- เล็ดลอดจาก สนามบิน โดยไม่จำเป็นเลยต้องเป็นสายการบิน ที่บินตรงจาก ปท ที่เเพร่ระบาด อย่าเข้าใจผิด เเบบ อ่อนๆ

--- พวกสัตว์ที่ลักลอบนำเข้า

---- การนำเข้า สัตว์ เนื้อสัตว์ จากต่างประเทศ ( ก้ไม่จำเป็นอีกเเหละว่า ต้องมาจาก ปท ที่เเเพร่ระบาดอยู่ )

 

 

 

 

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส อีโบลา ขณะนี้ในภูมิภาคแอฟริกา ตะวันตก กำลังสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก!!

 

ถึงแม้ขณะนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสมรณะ และผู้เสียชีวิต จะยังคงพบเพียงแค่ใน 3 ประเทศในแอฟริกา ตะวันตก คือ กินี , ไลบีเรีย และเซียร์รา ลีโอน เท่านั้น

 

แต่อัตราผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่า ติดเชื้ออีโบลา ยังคงพุ่งไม่หยุด เพราะนับตั้งแต่เดือน มี.ค. ปีนี้ จนถึงวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลาถึง 759 ราย ในจำนวนนี้ เสียชีวิตไปแล้ว 467 ราย

 

ที่น่าวิตก คือ การระบาดของเชื้อ อีโบลา ขณะนี้ เป็นการระบาดในระดับที่ไม่ธรรมดา... เพราะเชื้อมรณะกำลังแพร่ระบาดอยู่ในชุมชนเมืองใหญ่ และโดยเฉพาะในเมืองหลวง ซึ่งยากต่อการควบคุม!!

 

มีเมืองหลวงถึง 2 แห่ง คือ กรุงโคนาครีย์ เมืองหลวงของประเทศกินี และกรุงมอนโรเวีย เมืองหลวงของไลบีเรีย รวมถึง เมืองฟรีทาวน์ เมืองใหญ่ของ เซียร์รา ลีโอน กำลังเกิดการระบาดของเชื้ออีโบลา

 

จากวิกฤตการณ์การระบาดที่รุนแรงของอีโบลา ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของ 11 ประเทศในแอฟริกา ตะวันตก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, แกมเบีย, กานา,กินี,กินี-บิสโซ ,ไอวอรี่ โคสต์, ไลบีเรีย,มาลี ,เซเนกัล, เซียร์รา ลีโอน และยูกันดา รวมทั้งตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ไปนั่งร่วมประชุมฉุกเฉินที่เมืองอัคครา ในประเทศกินี เมื่อวันที่ 2-3 ก.ค. เพื่อหาทางรับมือและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของอีโบลา

 

 

 

 

พร้อมกันนั้น ยังเชิญบรรดาตัวแทนจากสายการบินต่างๆให้มาร่วมประชุมด้วย เพื่อจะได้ร่วมรับฟังและดำเนินมาตราการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของอีโบลา ที่อาจติดต่อผ่านทางผู้โดยสารที่ต้องเดินทางไป-มาระหว่างประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อมรณะ

 

แต่คำถามคงอยู่ที่ว่า “ จะสามารถหยุดการแพร่ระบาดของอีโบลา ครั้งใหญ่สุด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้หรือไม่??”

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของอีโบลา ด้วยความวิตกกังวลว่า จำเป็นต้องใช้ ‘ปฏิบัติการขั้นสูงสุด’ เพื่อหยุดเชื้อไวรัสมรณะ พร้อมทั้งยังชี้ว่าการระบาดของอีโบลา ในเวลานี้ เป็นการระบาดครั้งใหญ่สุดและเลวร้ายที่สุด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

องค์การอนามัยโลก ยังแถลงว่า ไม่ใช่เพียงแต่ไม่สามารถจะควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้เท่านั้น แต่สายพันธุ์ของเชื้ออีโบลา ยังมีความรุนแรง และสามารถ “ฆ่า” ผู้ป่วยที่ติดเชื้อให้ตายได้ในอัตราสูงมาก ถึง 90%

 

นายแพทย์ปีเตอร์ เพียต หนึ่งในคณะนักวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบเชื้ออีโบลา เป็นครั้งแรก ในการระบาดเมื่อช่วงทศวรรษ 1970 กล่าวกับ คริสเตียน อาแมนพัวร์ นักข่าวหญิงอาวุโสคนดัง ของซีเอ็นเอ็น ด้วยความกังวลว่า สถานการณ์การระบาดของอีโบลาขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

 

‘ประการแรก นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบาดของอีโบลา ในแอฟริกา ตะวันตก-ประการที่สอง เป็นครั้งแรกที่มีถึง 3 ประเทศเกี่ยวข้องกับการระบาดของอีโบลา และประการที่สาม มันเป็นครั้งแรกที่พวกเราพบการระบาดของอีโบลา ในเมืองหลวง และเมืองใหญ่หลายแห่ง’ นายแพทย์ เพียต ชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของวิกฤตการณ์อีโบลา ระบาดในเวลานี้

 

 

 

 

เรียกว่า อีโบลา กำลังเป็นฆาตรกรเหี้ยม ที่ประหัตประหารชีวิตของผู้คนที่ได้รับเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆทุกขณะ !!

 

เพราะความร้ายกาจของอีโบลา นอกจากจะทำให้ผู้ติดเชื้อ ล้มป่วยด้วยอาการมีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน และมีเลือดออกตามอวัยวะภายใน เหมือนที่เคยเห็นในหนังเรื่อง Outbreak แล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยท้องร่วง และอาเจียน ซึ่งผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถเสียชีวิตได้ภายในเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น

 

ข่าวดีไม่มากนักเกี่ยวกับเชื้ออีโบลา คงอยู่ตรงที่มันไม่สามารถจะติดต่อกันง่ายๆ ตามที่คิดกัน เพราะผู้ที่จะเป็นต้นเหตุการระบาด จะต้องแสดงอาการป่วยออกมาให้เห็นแล้วเท่านั้น จากนั้น การติดเชื้อจะเกิดการสัมผัสโดยตรงกับ สารคัดหลั่งในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำลาย น้ำมูก ของผู้ป่วยทั้งจากคน และสัตว์

 

ด้านองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ซึ่งส่งแพทย์และเจ้าหน้าที่ไปช่วยต่อสู้ยับยั้งการระบาดของอีโบลา ตั้งแต่เดือน มี.ค. และหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนได้ออกแถลงการณ์เตือนเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การระบาดของอีโบลาในแอฟริกา ตะวันตก อยู่นอกเหนือการควบคุมแล้ว

 

ขณะที่หากฟังข้อสรุปถึงปัญหาที่ทำให้รัฐบาลประเทศในแอฟริกา ตะวันตก ยากจะรับมือหรือควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลา ก็คือ การขาดแคลนทรัพยากร โดยเฉพาะ ขาดเงิน ที่จะนำไปซื้อหายา รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ และค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ทำงาน รวมถึงยังต้องเจออุปสรรค ความเชื่อเก่าๆ ตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ทำให้การแพร่ระบาดยิ่งขยายวงกว้างออกไป

 

 

เต้นท์สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อที่แยกออกมาอยู่ด้านนอกโรงพยาบาลในเซียร์รา ลีโอน


 

เรียกว่า เป็นปัญหาพื้นฐานที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในการแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลที่เกิดขึ้นในประเทศยากจน ด้อยพัฒนา …

 

เพียงแต่ว่า เมื่อปัญหานั้น เป็นปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสร้ายแรง อย่าง อีโบลา...ชาวโลกจึงได้เห็นวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรง จนชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และคำถามคงอยู่ที่ เราจะหยุดยั้งการระบาดของอีโบลา ได้อย่างไร?.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก จะถึงที่หมายต้องเดินเอาเอง

 

“ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมกล่าวสอน
พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ทุก ๆ รูปได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่งหรือ ? หรือว่าไม่ได้บรรลุ ?”

พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาค.


พราหมณ์ ! สาวกของเรา แม้เรากล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวกที่ได้บรรลุนิพพาน อันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ.


“พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย, ที่พระนิพพานก็ยังตั้งอยู่, หนทางที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพานก็ยังตั้งอยู่. พระโคดมผู้ชักชวน (เพื่อดำเนินไป) ก็ยังตั้งอยู่, ทำไมน้อยพวกที่บรรลุ และบางพวกไม่บรรลุ ?”


พราหมณ์ ! เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้,
ท่านจงตอบตามควร. ท่านเป็นผู้ช่ำชองในหนทางไปสู่เมืองราชคฤห์มิใช่หรือ ? มีบุรษผู้จะไปเมืองราชคฤห์ เข้ามาหาและกล่าวกับท่านว่า “ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์ ขอท่านจงชี้บอกทางไปเมืองราชคฤห์
แก่ข้าพเจ้าเถิด” ดังนี้;
ท่านก็จะกล่าวกะบุรุษผู้นั้นว่า

“มาซิท่าน ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ไปได้ครู่หนึ่งจักพบบ้าน
ชื่อโน้น แล้วจักเห็นนิคมชื่อโน้น จักเห็นสวนและป่าอัน
น่ารื่นรมย์ จักเห็นภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอัน
น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์” ดังนี้. บุรุษนั้นอันท่าน
พร่ำบอก พร่ำชี้ให้อย่างนี้ ก็ยังถือเอาทางผิด กลับหลัง
ตรงกันข้ามไป, ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่ง ไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี.

พราหมณ์เอย ! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย ที่เมืองราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่ ท่านผู้ชี้บอกก็ยังตั้งอยู่ แต่ทำไมบุรุษผู้หนึ่งกลับหลงผิดทาง ส่วนบุรุษ
อีกผู้หนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี ?


“พระโคดมผู้เจริญ ! ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรได้เล่า,
เพราะข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น”


พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล, ที่พระนิพพาน
ก็ยังตั้งอยู่ ทางเป็นเครื่องถึงพระนิพพานก็ยังตั้งอยู่ เรา
ผู้ชักชวนก็ยังตั้งอยู่;
แต่สาวกแม้เรากล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้
น้อยพวกที่ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ.
พราหมณ์ ! ในเรื่องนี้ เราจักทำอย่างไรได้เล่า,
เพราะเราเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น.

อุปริ. ม. ๑๔/๘๕-๘๗/๑๐๑-๑๐๓.
 

              

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สาวจีนไฟช็อตดับร่างไหม้เกรียม หลังชาร์จไอโฟนไว้ข้างตัวตอนหลับ แพทย์ยันเสียชีวิตจากไฟช็อตจริง

 

 

วานนี้(31ก.ค.) เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์ รายงานว่า สาวจีน วัย 18 ปี ตกเป็นเหยื่อสมาร์ทโฟนรายล่าสุด เมื่อเธอถูกไฟช็อตเสียชีวิต ขณะนอนหลับโดยมีโทรศัพท์มือถือ iPhone 4s ชาร์จอยู่ข้างตัว แพทย์ยืนยันถูกไฟช็อตจริง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สาวจีนจากเขตปกครองตนเองซินเจียง อุยกูร์ ได้นอนหลับบนเตียงตามปกติ แต่มีการชาร์จโทรศัพท์มือถือ iPhone 4s ไว้ข้างตัว หลังจากนั้น เมื่อพี่สาวของเธอกลับมาบ้าน ก็ได้กลิ่นไหม้จึงเข้ามาในห้องนอนที่น้องสาวนอนอยู่ และต้องตกใจเมื่อพบว่า ร่างของน้องสาวนั้นไหม้เกรียมไปทั่วร่าง โดยมี iPhone 4s ในสภาพแตกละเอียด วางอยู่ข้าง ๆ

 

 

3

 

 

 

 

หลังจากส่งร่างของเธอให้แพทย์ชันสูตร พบว่า เธอเสียชีวิตจากไฟช็อต และจากการสืบสวนทราบว่า เธอซื้อโทรศัพท์ iPhone มาจากศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในเมืองอูรุมชีในราคาราว 10,500 บาท

 

อย่างไรก็ดี เจ้าของร้านขายโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวได้ติดต่อมาทางครอบครัวเหยื่อ เพื่อพูดคุยเรื่องค่าเสียหายแล้ว ขณะที่การสืบสวนสาเหตุของไฟช็อตครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 

อันตราย !!!!!
อีก 1 ชีวิต ที่ต้องสังเวยให้กับ โทรศัพท์มือถือ
อย่าใช้โทรศัพท์ ไม่ว่าจะรับ หรือ โทร ออก
ขณะที่เครื่องกำลังชาร์จ แบตเตอรี่
เพราะแรงสั่นสะเทือนของพลัง
งานที่แผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า...
มีความรุนแรง ถึง 1000 เท่า !!!!!!
โดยแรงสั่นสะเทือนจะพุ่งเข้
าสู่หัวใจเร็วมาก
มือที่จับโทรศัพท์ จะถูกเผาไหม้ ดังภาพ
และอันตรายดังกล่าว เกิดขึ้นได้กับทุกยี่ห้อ
ช่วยแชร์ด้วยครับ Cr.
แอบ ชอบ
ดูเพิ่มเติม
 
  •  
  •  
    Line Dye, Ton Mebungpiem, Massaya Chapukdee และ คนอื่นอีก 4,713 คน ถูกใจสิ่งนี้
  • Rattasate Kinnata เเบตไม่ได้มาตาฐาน สังเกตุนะคัฟเเบตทุกก้อนจะมีอยุสามขา ขาเเรกขั่ว บวก ขา สอง ขั่วลบ ขาที่สาม เปียบเหมื่อนสายดินคับ เมื่อเวลาชร์ตเเบต เเบตเต็มเเร้ว พลังงานจะไหลไปที่นั้นเเระถูกปล่อยออกเหมือนน้ำล้นเเก้ว เเก้วก็ไม่เเตก เเต่กรณีนี้เราคิดว่า ไอ้ขั่วที่ สาม คงเป็นขั่วหรอก คือใช้ไม่ได้ เปียบ เมื่อ เราเป่าลูกโป่ง เป้าเข้าไปๆ ลมไม่มีทางออกมันก็ต้องหาทางออกด้วยการระเบิด เหมือนกับเเบต เมื่อชาร์ตเข้าไปเติมเเร้วเต็มอีกเเต่ไม่มีทางออก มันจึงเกิดการระเบิด เพราะไอ้ขั่วที่ สามที่ว่า มัน เเค่ขั่วหรอกใช้การไม่ได้ (แต่ถ้าเป็นของศูนย์ไม่น่ามีปัญหานะคัฟ)

    แต่ถ้าเป็นของเลียนเเบบหรือโทรศัพท์ที่เหมือนของแท้ที่เราที่ไปซื้อตามตลอดนัดน่ะมีลุ้นคับที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้) แต่ผมสบายใจได้หน่อยคัฟผมซื้อโทรศัพท์ที่ศูนย์ตลอดไม่ว่าจะเป็นอะไหก็ตาม อิอิื
    ลบ
  • Alex Kross อธิบายซะเป็นนิยาย sci-fi เลย จนอ่านแล้วอดคิดไม่ได้ "มุขป่าวหว่า?" แบตมันระเบิดเพราะมันร้อนครับ อย่างที่เค้าเขียนเตือนกันไว้เสมอว่าห้ามไม่ให้โยนแบตเข้ากองไฟ เพราะมันร้อนแล้วมันจะระเบิด เท่าที่มองๆดูคร่าวๆ น่าจะเป็นของก๊อปราคาถูกๆ มันก็เลย

    1. ไม่มีวงจรตั
    ดไฟเวลาชาร์จแบ็ตเต็ม หรืออาจจะมีแต่มันห่วย
    2. แบ็ตห่วย ไม่มีมาตรฐาน

    ถ้าเป็นจริงทั้ง 2 ข้อ ก็การันตีได้ว่าระเบิดระหว่างใช้งานแน่ๆ แค่เมื่อไหร่เท่านั้น
    ส่วนคนใช้ของแท้ทุกชิ้นไม่ต้องวิตกไป มันไม่ระเบิดหรอก เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นในแบ็ตไม่ว่าจะระหว่างชาร์ตหรือใช้งานหรือแม้แต่ทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน มันไม่มากพอที่จะทำให้แบ็ตระเบิดได้
    ลบ
  • สิริวัฒน์ อินทรไพบูลย์ รูปแม่งมั่ว เด็กเล่นประทัดยักษ์
    ลบ
  • Rattasate Kinnata ไอ้ที่เห็นโทรศัพท์ระเบิดจิงเเร้วมันไม่ใช่โทรศัพทํระเบิดเเต่เป็นแระเบิด การระเบิดของแบต จะไม่รุนเเรงมีอำนาจทำลายล้างนะคัฟ ไอ้ที่เห็นโทรศัพท์กับมือผู้บาดเจ็บเเล้วบางคนอาจคิดว่าไท่น่าใช่เหตุการณ์เดียวกัน เเต่การระเบิดของ แบต ไม่ได้รุนเเรงคัฟ
     
    เเค่เเบตเหล่านี้เมื่อระเบิดเเร้วจะมีสารเคมีที่มีอนุภาพเหมือนนำ้กรดเเตกกระจายไปด้วยอย่างมือน้องคนนี้ไม้ได้เกิดจากเเรงระเบิดเเต่เกิดจากการโดนสารเคมีที่อยู่ในแบตเตอรี่ของโทรศัพท์คัฟ
    ลบ
  • เมธ ฟินาเล่ ถ้าจำมั่ยผิดน้องคนนี้มันโดนประทัดยักมั่ยชั่ยรึ
    ลบ
  • ใคร ก็ไม่รู้ ถ้างั้นไม่ว่าจะรับหรือไม่รับมันก็ต้องระเบิดเหมือนกันเวลามีคนโทรเข้ามาหนะสิ จริงๆ มันน่าจะเป็นเพราะเวลาเราคุยโทรศัพท์ตัวเราจะไม่ค้อยอยู่เฉยๆ ทำให้ขั้วเสียบสายชาดมีการขยับมากๆ จนไฟฟ้าลัดวงจรจนระเบิดมากกว่านะ
    ลบ
  • Mana Prakopthanyasiri แบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพ ถ้าเอาไปชาร์ทไฟ แผ่นธาตุ บวก ลบ วิ่งหากัน ทำให้ละเบิดครับ ผมเป็นช่างไฟ นะ
    ลบ
  • Back To BeTa OakZii แบตจีนเนี่ยแหละ ตัวจุดระเบิดเลยคับ ระวังหน่อย เวลาซื้อมือถือตามตลาดนัดที่มีวางขายกัน ถึงจะเป็นของมือ1 แต่รับรองว่าของจีนแน่นอน และอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ตอนผมเล่นบีบีกัน ผมลองซื้อแบตจีนมาใช้ ปรากฎว่า ชาร์จไว้ในห้อง แต่ผมคุยกะเพื่อนอยู่ข้างนอก แบตระเบิดเฉยเลย ดีน่ะไม่มีประกายไฟ นี่แหละคับผลของการใช้แบตไม่ได้มาตรฐาน
    ลบ
  • นาวิกโยธิน อังคาร แก่นวงษ์ เดี๋ยวเสียบสายชาร์จยาวๆแล้วโทรออก ขว้างแม่งแทนลูกระเบิดเลย 5555 กูขำ
    ลบ
  • Somyot Suvitayasiri ถ้ามานระเบิดแล้วทำม้ยโทรศัพท แตกแค่หน้าจอคับ มานมัยกะจุยเลยรึ น้องเขาเละซะขนาดนั้น แค่จอแตก ์
    ลบ
  • สวัสดี ชาวโลก เพื่อนๆจ๋า อุปกรณ์มือถือ และเครื่องใช้ส่วนมาก
    ผลิตจากจีนทั้งหมดจ้า
    เพียงแต่การรับรองจะมาจากที่ไหนเท่านั้นเอง

    ไอโฟนกับซัมซุง ฐานผลิตคือจีน
    ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกันด้วย

 

 

 

 

 

   อันตรายมือถือ ไฟดูด แบตระเบิด ป้องกันได้

โดย Momypedia

 


ข่าวแอร์สาวที่ถูกไฟช็อตจนเสียชีวิต ขณะคุยโทรศัพท์ระหว่างชาร์จไฟไปด้วยนั้น ทำให้หลายคนต้องมาทบทวนเรื่องความปลอดภัยกันอย่างจริงจังแล้วว่า เราจะป้องกันอันตรายทั้งไฟช็อต ไฟรั่ว และแบตเตอรี่ระเบิดใส่ จากการใช้มือถือ (ไม่ใช่แค่ iPhone) และอุปกรณ์เสริมนี้ได้อย่างไรบ้าง



อันตรายมือถือ ไฟดูด แบตระเบิด-

 

 

 

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  อุปกรณ์เสริมต้องของแท้

พวกอุปกรณ์เสริมทั้งหมด เช่น สายชาร์จ หัวปลั๊ก แบตเตอรี่พกพา ไม่เฉพาะกับมือถือเพียงอย่างเดียว ควรเป็นของแท้ รับประกันคุณภาพโดยตรงจากผู้ผลิตที่ได้รับมาตราฐานรับรองเท่านั้น หากชำรุดเสียหายต้องซื้อใหม่ก็ควรพิจารณาของแท้เท่านั้น อย่าเกี่ยงเรื่องราคา เพราะอาจได้ไม่คุ้มเสี่ยง

- ติดตั้งสายดิน

สายดินถือเป็นสิ่งสำคัญกับระบบไฟฟ้าทุกสถานที่ เพราะสายดินทำให้ไฟฟ้าส่วนเกินในระบบ ไหลออกไปที่โครงสร้างอาคารอันไม่เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้งานลดความเสี่ยงที่จะถูกไฟดูดได้

อย่างที่ทราบกันว่าตัวเราก็เป็นสื่อนำไฟฟ้าอย่างดี จึงมีคำแนะนำเรารู้ๆกันว่า เพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าดูดทุกกรณี ห้ามไม่ให้สัมผัสกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดถ้าตัวเปียกชื้น ถ้าไม่มั่นใจวิธีที่ง่ายที่สุด คือใส่รองเท้าแบบใส่เดินในบ้าน เพื่อเป็นฉนวนกันไฟฟ้าอย่างง่ายๆ

ดังนั้นถึงปลั๊กและสายชาร์จของแท้ จะมีความปลอดภัย ป้องกันได้ระดับหนึ่ง แต่หากระบบไฟในบ้าน-อาคาร ไม่ได้เดินสายดินไว้ ก็ยังมีความเสี่ยงที่เราจะถูกไฟฟ้าดูด หรือไฟฟ้าลัดวงจรกับอุปกรณ์ที่เราใช้ได้จึงควรติดตั้งสายดินในระบบไฟในบ้าน เพื่อความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

- อุปกรณ์มีปัญหาต้องงดใช้ ตรวจดูความสมบูรณ์ของอุปกรณ์ควรอยู่ในสภาพพร้อมใช้ หากชาร์จไฟแล้วมีเสียง มีไฟแลบ หรือสายไฟชำรุดฉีกขาด ก็มีโอกาสที่กระแสไฟฟ้าจะรั่ว ช็อตและดูดเราได้

- เสียบปลั้กเข้าเต้ารับก่อนทุกครั้ง เป็นเทคนิคง่าย ๆ ในการป้องกันไฟกระชากใส่มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็คือเอาหัวปลั้กเสียบเข้ากับเต้ารับก่อนเสียบสายเข้าอุปกรณ์ ทำให้ไฟที่เกินมา จะไม่วิ่งเข้าอุปกรณ์ในทันที

- ไม่ใช้ขณะชาร์จแบตเตอรี่ ก็เท่ากับลดความเสี่ยงจากการถูกไฟดูด ไฟช็อตได้ไประดับหนึ่ง เพราะเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าขณะนั้นมือหรือร่างกายเราเปียกน้ำเช่นเดียวกับสาวแอร์ หรือสายชาร์จหรือไฟฟ้าภายในบ้านฉีกขาดชำรุดอยู่หรือไม่ค่ะ

-ไม่ชาร์จแบตนานข้ามวัน และควรรู้จักชนิดของแบตเตอรี่ที่ใช้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดบนก้อนแบตเอตรี่นั้นๆ จะได้ใช้งานและชาร์จไฟอย่างถูกวิธี ในกรณีนี้ควรปฏิบัติตามคู่มือการใช้โทรศัพท์แต่ละรุ่นจะดีที่สุด

-อย่าวางโทรศัพท์ไว้ในที่ที่ร้อนจัด เช่น ในรถยนต์ หรือโลหะ เช่น เหรียญกษาปณ์ ที่อาจสัมผัสกับขั้วที่ใช้ชาร์จ ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร และอาจทำให้ระเบิดได้ค่ะ

-เปลี่ยนแบตใหม่ทันที (ควรใช้ของแท้) หากพบว่าแบตที่ใช้บวมผิดสภาพ แสดงว่าแบตเตอรี่นั้นเสื่อมแล้ว

มาทำให้การสูญเสียแบบนี้ให้เป็นศูนย์ ด้วยการรู้ทันอันตรายจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และมือถือกันเถอะค่ะ Safety frist ไม่ยากเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.macstroke.com และ blogspot กลุ่มจุดตะเกียง
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก :
news.thaiza.com

 

 

 

 


 

 

 somying

 

รุ่งศักดิ์ สุวรรณภาณุ คนไทย...ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ

 

1. วัยรุ่นหญิงของไทยท้องก่อนวัยอันควรสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และเป็นที่ 1 ในเอเซีย เดี๋ยวนี้ท่ายากมันเยอะ เด็กไทยเลยต้องเร่งศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อย

 

2. ผู้หญิงไทยทำแท้งมากที่สุดในโลก (ทั้งข้อ1 ข้อ2 ชี้ให้เห็นว่าผู้ชายไทยขาดความรับผิดชอบมากที่สุดในโลก)

 

3. คนไทยดื่มเหล้ากลั่นปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก

 

4. คนไทยตายจากอุบัติเหตุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นที่ 1 ในอาเซียน

 

4.1 คนไทยใช้รถมอเตอร์ไชค์จำนวนมากที่สุดอันดับ 5 ของโลก และตายเพราะมอเตอร์ไซค์ มากที่สุดในโลก (ขนาดญี่ปุ่นเจ้าของยี่ห้อมอไซค์ดัง ๆ คนในประเทศเขากลับนิยมใช้จักรยานมากกว่าใช้มอเตอรไซค์ ไม่เหมือนคนในประเทศด้อยพัฒนาแถวนี้)

 

5. คนไทยติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์สูงที่สุดในโลก (หากไม่นับประเทศในอาฟริกา)

 

6. ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่น อาชญากรรม และหลบเลี่ยงภาษี สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 13 ของโลก (ไทยแลนด์คือแดนสวรรค์ของพวกมาเฟียทั่วโลก)

 

7. ล่าสุด เด็กไทยเล่นเน็ตผ่านสมาร์ทโฟนค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในเอเชีย แต่เด็กไทยเรียนแย่ที่สุดในอาเซียนไปแล้ว

เศร้าใจค่ะ

Wacko

 

 

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         พวกเรากำลังจะตายหมู่...?

 

 

ไพร่รอนาย

 

 

 

 

 

โดย คุณนิติ นวรัตน์ 31 ก.ค. 2557 05:01

‘เจ้าของร้านขายอุปกรณ์แต่งรถในร้านขนาดเล็กในห้างแห่งหนึ่ง เคยขายได้วันละ 20,000 บาท ตอนนี้เหลือไม่ถึง 5,000 บาท ร้านขายชาโบราณที่เคยขายได้วันละ 5,000-10,000 บาท ตอนนี้เหลือ 3,000 บาท ตัวเลขจากการสำรวจการค้าขายในห้างสรรพสินค้าของไทย ขายได้น้อยลงทุกห้าง 20-80%’, ‘ร้านอาหารหลายแห่งต้องมีการลดแลกแจกแถม’,

‘พนักงานโรงแรมขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯออกมาเปิดใจในชะตากรรมเรื่องถูกลอยแพหลังโรงแรมปิด’


บริษัททัวร์หลายแห่งปิดกิจการไปแล้ว เพราะไม่มีลูกค้าเข้ามาเยือนเมืองไทย บางแห่งต้องให้พนักงานออกเพื่อรักษากิจการ เจ้าของสวนยางแห่งหนึ่งซึ่งแต่เดิมเฮฮา ขนเพื่อนๆมาประท้วงทางการเมืองในกรุงเทพฯไม่เคยขาด วันนี้ประกาศหยุดกรีด เพราะไม่มีคนรับจ้างกรีดยางแบ่งครึ่ง ด้วยเหตุว่าราคายางแผ่นตกลงไปเหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาท ขี้ยางเหลือกิโลกรัมละ 22 บาท กรีดและแบ่งกันไปยังไงก็ไม่คุ้ม ทั้งเจ้าของสวนและทั้งคนรับจ้างกรีด


ความโกลาหลอลหม่านเกิดในราชอาณาจักรไทยของเราทีละน้อยจนปัจจุบันทุกวันนี้ ความจนด้นลึกเข้าไปจนจะถึงขีดที่ละม้ายคล้ายวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 แล้ว
ประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินที่ส่งมาจากหัวหน้าครอบครัวที่เดินทางไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ทั้งที่อิสราเอลและลิเบีย จากใจแรงงานไทยที่รับผิดชอบปากท้องของลูกเมียตัวเอง แม้ว่าจะมีสถานการณ์การสู้รบรุนแรงขนาดไหน แต่แรงงานไทยก็ยังยอมปักหลักทำงาน เพียงแต่ทางการไทยไม่ไว้ใจให้ทำงานต่อเพราะมีผู้เสียชีวิต ก็ขอให้กลับ ทำให้เงินที่เสาหลักของครอบครัวส่งกลับมาบ้านทุกเดือนหายไป ไหนจะเป็นหนี้ที่ไปกู้ยืมเอามาเป็นค่าหัว ไหนจะหนี้ค่าเดินทาง กรมการจัดหางานบอกว่าจะมอบเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศคนละ 40,000 บาท ให้แก่ญาติ เงินจำนวนนี้ก็คงมลายหายไปในเวลาเพียงเดือนสองเดือน แล้วเดือนต่อๆไปเล่า?


ผมอ่านจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 9 ปี หนี้ครัวเรือนตัวนี้นี่แหละครับ จะทำให้การบริโภคในประเทศของคนไทยไม่กระดิกพลิกตัว ตอนนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันทั้งทวีปเอเชียแล้วนะครับ ว่าหนี้ครัวเรือนของไทยมีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุดในเอเชีย ที่ว่าขยายตัวเร็วที่สุดเพราะปัจจุบันอัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนของเราอยู่ที่ 82.3% ของจีดีพี คนรวยไม่เป็นไรดอกครับ แต่คนจนซีครับแย่ เพราะหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ที่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน


พวกอสังหาริมทรัพย์ก็โอดว่า เห็นท่าจะต้องพับโครงการและเก็บข้าวของกลับบ้าน เพราะยอดจำหน่ายบ้านเดี่ยวทั่วกรุงเทพฯลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ถึง 31% และลดลงทุกทำเล เดือนมิถุนายน พ.ศ.2557 ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งหดตัวชะลอลง 33.7% รถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัว 27.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปออกแถลงการณ์ว่า จะระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน+จะไม่ลงนามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) กับไทย ผมสังหรณ์ใจยังไงชอบกล ว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรี 6 ฉบับ ระหว่างไทยกับอียูจะสะดุด หากการเจรจาเอฟทีเอรอบที่ 4 ไม่จบทันปลาย พ.ศ.2557 ผู้อ่านท่านตัดเปิดฟ้าส่องโลกแปะข้างฝาไว้พิสูจน์ได้เลยว่า ปีหน้า พ.ศ.2558 เราจะมีปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง เพราะสินค้าไทยที่จะส่งไปยุโรปจะถูกตัดสิทธิพิเศษ 6,200 รายการ เป็นเงินมหาศาล 2.9 แสนล้านบาท


โรงงานหลายแห่งตั้งอยู่ในแผ่นดินไทยไม่ได้แล้วครับ เพราะเราจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษจากสหภาพยุโรป ประเภทที่ต้องย้ายด่วนก็เป็นโรงงานที่ผลิตยานยนต์ขนส่ง กุ้งปรุงแต่ง ถุงมือยาง เลนส์แว่นตา เครื่องปรับอากาศ ยางนอกรถยนต์ กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง สับปะรดกระป๋อง ฯลฯ ใครยังอยากพึ่งพาตลาดสหภาพยุโรปก็จะต้องย้ายฐานการผลิตไปที่กัมพูชา พม่า และลาว ซึ่งยังคงได้รับสิทธิพิเศษจากสหภาพยุโรปอยู่


ส่วนใครที่ยังต้องการผลิตและส่งออกไปตลาดอเมริกัน ก็ต้องย้ายฐานการผลิตไปที่ญวน เพราะญวนได้รับการต่ออายุจีเอสพี เสียภาษีนำเข้า 10% ไปอีก 3 ปี และถ้าญวนเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐฯสำเร็จ ก็จะได้ลดภาษีนำเข้าเครื่องนุ่งห่มลงเหลือ 0% ในขณะเครื่องนุ่งห่มที่ยังผลิตในไทย จะโดนโขกภาษีนำเข้าสูงถึง 30%


ความ ‘จนอย่างยิ่ง’ กำลังมาเยือนประชาชนคนไทย
ต้องชุมนุมสุมหัวช่วยกันคิดแก้ไขครับ.
คุณนิติ นวรัตน์
http://www.thairath.co.th/content/439875

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                   เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทิปพนักงานเสิร์ฟ

 

 

คนไทยเพิ่งได้รับการยกย่องเรื่องของความมีน้ำใจเป็นที่หนึ่งของเอเชียแปซิฟิกในเรื่องของการให้ทิปพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร

เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา บัตรเครดิต MasterCard ได้รายงานผลสำรวจในหัวข้อเรื่อง Top Tippers in Asia Pacific ที่ได้ทำการสำรวจระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนปีที่แล้ว ถึงพฤติกรรมการให้ทิปของคนเอเชีย

โดยทำการศึกษาคนจำนวน 7,932 คน อายุระหว่าง 18-64 ปี ใน 16 ประเทศคือ ไทย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, สิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, อินเดีย, บังกลาเทศ, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ผลการสำรวจออกมาเป็นที่น่าภูมิใจว่า สัดส่วนของคนไทยที่ให้ทิปพนักงานเวลาไปทานอาหารที่ร้านสูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย

คนไทยจำนวน 84 เปอร์เซ็นต์ จะให้ทิปพนักงาน อันดับ 2 คือ บังกลาเทศ 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสองอันดับสุดท้ายจากล่างสุดคือ เกาหลีใต้ที่ให้ทิปพนักงานเสิร์ฟ 10 เปอร์เซ็นต์ และท้ายสุดคือญี่ปุ่นที่มีคนให้ทิปแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ (เพราะวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศเขาไม่รับทิปในทุกกรณี)

สำหรับค่าเฉลี่ยของจำนวนการให้ทิปของคนในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ คณะผู้ศึกษายังได้ผลการศึกษาที่น่าสนใจว่า สัดส่วนของผู้ชายที่ทิปนั้นสูงกว่าผู้หญิง โดยผู้ชายจำนวน 43 เปอร์เซ็นต์ จะให้ทิป ส่วนผู้หญิงให้ทิป 36 เปอร์เซ็นต์

เรื่องของอายุกับการให้ทิปก็มีส่วนเช่นกัน คนที่อายุ 45 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการให้ทิปสูงกว่าคนที่อายุระหว่าง 18-29 ปี

คนอายุ 45 ปีขึ้นไป จำนวน 42 เปอร์เซ็นต์จะให้ทิป ส่วนคนอายุ 18-29 ปี จำนวน 37 เปอร์เซ็นต์ ให้ทิปพนักงาน

มารยาทของการให้ทิปในแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่สับสนพอสมควร บางประเทศการให้ทิปถือเป็นการดูถูก อย่างประเทศญี่ปุ่น วัฒนธรรมญี่ปุ่นถือว่าการให้บริการที่ดีเป็นหน้าที่ของพนักงานเสิร์ฟอยู่แล้ว ดังนั้น การให้ทิปจึงเหมือนเป็นดูถูกว่าพนักงานเสิร์ฟเป็นอาชีพรายได้น้อย ต่ำต้อย ไม่มีเกียรติ

ในขณะที่หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา การไม่ให้ทิปพนักงานเสิร์ฟถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย พนักงานเสิร์ฟอาจโมโหฉุนเฉียว ถามอย่างเอาเรื่องกับลูกค้าว่าตนบริการแย่นักหรือไงถึงไม่ให้ทิป หรือหากให้ทิปน้อยเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์กับราคาค่าอาหาร พนักงานเสิร์ฟก็อาจเดินเข้ามาถามลูกค้าทันทีว่าบริการไม่ถูกใจตรงไหนถึงให้ทิปน้อยขนาดนี้!

เรื่องทำนองนี้เพื่อนผมเคยเจอมาแล้วในร้านสเต๊กชื่อดังที่นิวยอร์ก รับประทานกัน 4 หมื่นกว่าบาท ทิปไป 15 เปอร์เซ็นต์ก็ 6,000 บาท ถูกพนักงานเสิร์ฟตามเข้าไปในห้องน้ำถามว่า "เราบริการไม่ดีหรืออย่างไร" เลยต้องเพิ่มอีก 50 เหรียญ

การให้ทิปในร้านอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพนักงานเสิร์ฟในสหรัฐอเมริกา สมัยก่อนเวลาคนไทยไปสหรัฐอเมริกา มักจะได้รับการบอกต่อๆ มาว่าเวลาเข้าร้านอาหารอย่าลืมให้ทิปพนักงานเสิร์ฟ 10 เปอร์เซ็นต์ ของราคาค่าอาหาร

แต่สมัยนี้การให้ทิป 10 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าต่ำมากตามมาตรฐานของร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา แม้พนักงานเสิร์ฟจะบริการไม่ประทับใจ คนอเมริกันก็มักจะกัดฟันให้ทิป 15 เปอร์เซ็นต์ หากบริการดีก็มักจะให้เพิ่มเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พนักงานเสิร์ฟในสหรัฐอเมริกาจะคาดหวังเงินทิปจากลูกค้าว่าจะต้องได้รับประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์

หลายคนสงสัยว่าทำไมในสหรัฐอเมริกา ต้องให้ทิปกันมากมายขนาดนั้น

คำตอบก็คือในสหรัฐอเมริกาอาชีพที่ทำงานได้ทิป เช่น พนักงานเสิร์ฟ, บาร์เทนเดอร์ หรือพนักงานเข็นกระเป๋าในโรงแรม เป็นอาชีพที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำต่ำมาก

ในหลายรัฐพนักงานเหล่านี้จะได้รับค่าแรง 2.13 ดอลลาร์ หรือเพียง 70 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในอเมริกา ถ้าหากไม่ได้ทิปจากลูกค้า ก็จะมีรายได้ไม่พอกินพอใช้ ดังนั้น รายได้ของพนักงานกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับการให้ทิปของลูกค้าเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ในร้านอาหารที่จัดการอย่างเป็นระบบคือทำงานเป็นทีม ซึ่งประกอบด้วย พนักงานเสิร์ฟมีหน้าที่รับออเดอร์อาหาร พนักงานทำหน้าที่ทำความสะอาดโต๊ะหรือที่เรียกว่า Busser และพนักงานที่ถืออาหารมาเสิร์ฟจากในครัว ซึ่งเรียกว่า Runner เงินทิปที่ลูกค้าให้กับพนักงานเสิร์ฟนั้น ตัวพนักงานเสิร์ฟไม่ได้รับไปคนเดียวเต็มๆ แต่ต้องนำทิปไปแบ่งให้กับ Busser และ Runner ด้วย

ว่าไปแล้วพนักงานเสิร์ฟต้องทำหน้าที่บริการอย่างดีเพื่อหาเงินแบ่งกับลูกทีมอีก 2 คน

เรื่องการไม่ให้ทิปหรือให้ทิปน้อยจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมากในสหรัฐอเมริกา หากเป็นคนดังหรือคนรวยที่มีชื่อเสียง พนักงานเสิร์ฟก็คาดหวังว่าควรให้ทิปมากตามฐานะ

ดังนั้น จึงมีข่าวซุบซิบดาราฮอลลีวู้ดอยู่เรื่อยๆ ว่าดาราคนไหนเป็นเศรษฐีใจดี คนไหนเป็นเศรษฐีขี้เหนียว ถึงกับมีการตั้งเว็บไซต์โดยบรรดาพนักงานเสิร์ฟ เพื่อชื่นชมคนดังที่ทิปหนัก และประจานคนดังที่ทิปน้อย

คนดังที่เป็นข่าวเรื่องความใจดีในการให้ทิปพนักงานเสิร์ฟอยู่เป็นประจำคือ เบ็น แอฟเฟล็ก ดาราหนุ่มเจ้าของรางวัลออสการ์ ที่มีพนักงานเสิร์ฟออกมาให้ข่าวถึงความใจดีว่าให้เงินค่าทิปมากกว่าค่าอาหารอยู่เรื่อยๆ

ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีพนักงานร้านกาแฟในเมืองซานตา โมนิก้า เล่าว่า เธอได้ทิปเป็นเงินกว่า 90 ดอลลาร์ จาก เบ็น แอฟเฟล็ก ที่มาซื้อกาแฟแก้วละไม่ถึง 10 ดอลลาร์!

ในวันนั้น เบ็นมาซื้อกาแฟที่ร้านแต่เช้าตรู่ และยื่นธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ เพื่อจ่ายค่ากาแฟ แต่แคชเชียร์ทางร้านมีเงินทอนไม่พอเพราะร้านเพิ่งเปิด พนักงานสาวเลยบอกให้เบ็นรอสักครู่เพื่อไปเอาเงินทอนในตู้เซฟหลังร้าน

เบ็นซึ่งมีธนบัตร 100 ดอลลาร์ ติดตัวอยู่ฉบับเดียว บอกว่าไม่ต้องห่วง ให้เก็บเงินทอนไว้ เรื่องความใจดีของเบ็นสร้างความประทับใจให้กับพนักงานสาวเป็นอย่างมากและนำมาบอกต่อให้นักข่าวทราบ

ด้วยความที่เรื่องการให้ทิปรวมถึงการปฏิบัติต่อพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากในวัฒนธรรมของคนอเมริกัน จึงมีการกล่าวกันว่าจะดูนิสัยใจคอว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไรให้ดูการปฏิบัติต่อพนักงานเสิร์ฟอาหาร หากใครที่นั่งทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกับเรา พูดจาสุภาพกับเรา แต่หยาบกระด้าง ไม่มีหางเสียงกับพนักงานเสิร์ฟ คนคนนั้นไม่ใช่คนที่น่าคบ

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำกันอีกว่า เวลาจีบกันใหม่ๆ หากผู้หญิงลังเลใจว่าจะคบกับผู้ชายคนนี้ต่อไปดีหรือไม่ ขอให้ดูที่การทิปพนักงานเสิร์ฟ ก็จะรู้เลยว่าผู้ชายคนนี้มีน้ำใจหรือเปล่า

แม้หนุ่มจะพาสาวไปทานอาหารร้านหรู ราคาแพง แต่พอถึงเวลาจ่ายเงิน กลับทิปพนักงานเสิร์ฟเพียงน้อยนิด ก็เป็นเครื่องชี้บอกได้เลยว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีน้ำใจและขาดมารยาททางสังคม!

คอลัมน์ คลุกวงใน
พิศณุ นิลกลัด
ที่มา นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

 

 

 

 

 

 

 

คสช.ต่ออายุรถไฟ-รถเมล์ฟรี 6 เดือน เดินหน้ารถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ขนาดความกว้างราง 1 เมตร

 

 

 

  

 

 

 

วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. อนุมัติขยายเวลามาตรการลดค่าครองชีพในการเดินทางของประชาชน (รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี) ออกไปอีก 6 เดือน ถึงเดือนมกราคม 2558 ส่วนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของกระทรวงคมนาคม พร้อมเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 873 กม. ขนาดความกว้างของราง 1 เมตร 6 เส้นทาง คือ

 

1. ชุมทางจิระ - ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม.

 

2. ประจวบคีรีขันธ์ -ชุมพร ระยะทาง 167 กม.

 

3. นครปฐม - หัวหิน ระยะทาง 165 กม.

 

4. มาบกะเบา - นครราชสีมา ระยะทาง 132 กม.

 

5. ลพบุรี - ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.

 

6. หัวหิน - ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม.


รวมทั้ง ยังได้มอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจรจาจร หรือ สนข. ศึกษาเพิ่มเติมโครงการรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1.435 เมตร ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ความเร็ว 160 กม./ชม. จากผลการศึกษาเดิมของโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ สนข. เคยศึกษาไว้ จำนวน 2 เส้นทาง คือ หนองคาย - โคราช -สระบุรี-แหลมฉบัง -มาบตาพุด ระยะทาง 737 กม. และ เชียงของ - เด่นชัย - บ้านภาชี ระยะทาง 655 กม.

 

นอกจากนี้ คสช. ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาการลงทุนระบบรางของประเทศไทย รวมถึงการจัดหาหัวรถจักร และระบบอาณัติสัญญาณ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.เป็นประธาน และคณะทำงานประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

 

 

 

 

 

                                      

 

ตุ้ม จ่านกร้อง เกิดวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และได้รับรางวัลระดับเกียรติยศในหลายรายการ[1] เขาเป็นผู้ชนะการประกวดรายการชิงช้าสวรรค์สองปีซ้อน[2] ซึ่งได้นำพาโรงเรียนจ่านกร้อง เข้ารับตำแหน่งแชมป์ออฟเดอะแชมป์ในปี.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2549

 

 

                                             ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน

 

ดร.ช่วยชาติ ตันตระกูล

 

 

 




 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรงเรียนจ่านกร้อง จ.พิษณุโลก ได้ชื่อโรงเรียนมาจากตำนาน "จ่านกร้อง" และ "จ่าการบุญ" สร้างเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นที่สรุปแล้วว่าเป็นเพียงตำนานเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยที่นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้ศึกษา ค้นคว้าจากหลักฐานต่างๆ ทั้งทางโบราณคดี สภาพภูมิศาสตร์ ศิลาจารึก พงศาวดาร ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองพิษณุโลกแล้ว ไม่พบหลักฐานที่จะระบุได้ว่ามีชื่อจ่านกร้องและจ่าการบุญในการสร้างเมืองพิษณุโลก

ทั้งนี้ ตำนานเล่าว่า แต่ชาติก่อน พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกเป็นภิกษุ ได้สร้างพระไตรปิฎกขึ้น ครั้นพระองค์เกิดตรัสรู้ในไตรปิฎกทั้งสาม รู้ในพระทัยว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตทางตะวันตก ตะวันออก แล้วเสด็จไปอาศัยฉันจังหันใต้ต้นสมอ จึงเห็นควรจะไปสร้างเมืองไว้ที่นั้น มีพระราชโองการตรัสสั่งจ่านกร้อง จ่าการบุญ ให้ทำเป็นพ่อค้าเกวียนไปด้วยคนละ 500 เล่ม เดินทางจากเมืองเชียงแสน มาถึงเมืองน่าน และเมืองลิหล่ม พักพลไหว้พระบาทธาตุพระพุทธเจ้าแล้วจึงข้ามแม่น้ำตรอมตนิม ข้ามแม่น้ำแก้วน้อย แล้วจึงถึงบ้านพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้าไปบิณฑบาต บ้านพราหมณ์ข้างตะวันออก 150 เรือน ข้างตะวันตก 100 เรือนมีเศษ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


จ่านกร้อง จ่าการบุญ คิดอ่านกันสร้างเมืองถวายแก่เจ้า โดยจ่านกร้องทำสารบาญชีพ่อพราหมณ์และไพร่ของตนรวมกันเป็นคน 1,000 ส่วนจ่าการบุญทำบาญชีพ่อพราหมณ์และไพร่ของตนรวมกันเป็นคน 1,000 เท่ากัน จ่านกร้องสร้างข้างตะวันตก จ่าการบุญสร้างข้างตะวันออกแข่งกัน ทำปีหนึ่งกับเจ็ดเดือนจึงแล้ว สั่งชีพ่อพราหมณ์ให้รักษาเมือง ครั้นได้ฤกษ์ดีนำเอาเกวียนและคน 500 เล่มขึ้นไปสองเดือน จึงถึงเมืองเชียง แสนราชธานี ถวายบังคมกราบทูลพระกรุณาว่า พระองค์เจ้าใช้ตูเข้าไปถึงที่พระ พุทธเจ้าฉันจังหันใต้ต้นสมอสถานที่นั้นเป็นอันสนุกนักหนา ข้าพเจ้าชวนกับพ่อพราหมณ์ทั้งหลาย สร้างเมืองถวายแก่พระองค์เจ้าแล้ว

พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่เสนาอำมาตย์ให้ชุมนุมท้าวพระยาทั้งหลาย ให้จ่าทั้งสองไปก่อนเป็นทัพหน้า ท้าวพระยาทั้งหลายเป็นปีกซ้ายขวา เจ้าไกรสรราช เจ้าชาติสาคร พระราชโอรสทั้งสองเป็นกองรั้งหลัง ตามเสด็จพระราชบิดา พระราชมารดาออกจากพระนคร ณ วันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรม 6 ค่ำ เพลาเช้า ไปได้ 2 เดือนจึงถึง มีพระราชโองการตรัสถามพ่อพราหมณ์ว่าจะให้ชื่อเมืองอันใดดี พราหมณาจารย์กราบทูลว่า พระองค์เจ้ามาถึงวันนี้ในยามพิษณุ พระองค์ได้ชื่อเมืองตามคำพรามหณ์ว่า เมืองพิษณุโลก ถ้าจะว่าตามพระพุทธเจ้ามาบิณฑ บาต ก็ชื่อว่าโอฆบุรีตะวันออก ตะวันตกชื่อจันทรบูร

เรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกเมืองเชียงแสน ให้จ่านกร้อง จ่าการบุญมาสร้างเมืองพิษณุโลกนั้นพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องประเภทตำนาน เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า พ.ศ.1400 กว่าๆ เมืองเชียงแสนยังไม่เกิดขึ้น เอกสารของล้านนาที่เล่าเรื่องเมืองเชียงแสนเก่าแก่ถึงสมัยนั้นก็เป็นตำนาน ซึ่งตำนานเมืองเชียงแสนก็ขัดแย้งกับตำนานเรื่องนี้ เพราะไม่มีกษัตริย์เชียงแสนพระนามศรีธรรมไตรปิฎก หรือมีกษัตริย์เชียงแสนองค์ใดลงมามีบทบาทอยู่ที่เมืองพิษณุโลก

หลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นเช่นกันว่า เมืองเชียงแสนในตำนานนั้นเป็นเพียงถิ่นที่อยู่เดิมของต้นตระกูลพระเจ้ามังราย เพิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองในสมัยหลานพระเจ้ามังราย เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 19 และพระเจ้ามังรายก็เพิ่งรับพระพุทธศาสนาเมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 นี้เอง ส่วนเมืองพิษณุโลกนั้น ฝั่งตะวันออกเดิมชื่อสองแคว ต่อมาอยุธยามาสร้างเมืองชัยนาททางฝั่งตะวันตก และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้รวมเอาเมืองทั้งสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกันตั้งขึ้นเป็นเมืองพิษณุโลก

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา......

มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

แผนที่จากเว็บไซต์ BBC ชิ้นนี้ แสดงจุดที่กองกำลังติดอาวุธรุกเข้าใกล้สู่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก แล้ว

 

 

        สงครามอิรักรอบใหม่ เขย่าสันติภาพโลกอีกรอบ

 

          
          

 

 

สงครามรอบใหม่ในอิรัก อาจจะจบลงด้วยการแบ่งประเทศเป็นส่วนๆ และความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องปกติ ตอกย้ำอีกครั้งว่า สหรัฐล้มเหลวอีกรอบหนึ่งในความพยายามที่จะแก้ปัญหาในอิรัก เพราะว่าตอนถอนทหารออกเมื่อปลายปี 2011 นั้น ประธานาธิบดีโอบามา บอกว่า ทหารอิรักจะดูแลตัวเองได้แล้ว

แต่วันนี้ กลุ่มติดอาวุธ ISIS (Islam State in Iraq and Syria) ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ จับมือกับกลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมนิกายสุหนี่ ซึ่งไม่พอใจรัฐบาลกลางที่แบกแดด เพราะเชื่อว่ามุสลิมนิกายชีอะต์ได้ผูกขาดอำนาจในการปกครองประเทศ

กองกำลัง ISIS สามารถยึดเมืองหลักๆ ทางเหนือของประเทศได้หลายจุด เช่น Mosul (เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ) กับ Tikrit ตามมาด้วยเมือง Tal Afar หลังจากที่เมื่อปลายปีก่อนได้เริ่มรุกด้วยการเข้าเมืองในภาคกลาง คือ Falluja และบางส่วนของเมือง Ramadi

หากดูจากแผนที่แล้ว จะเห็นว่า เมืองเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทางเหนือของอิรัก และหากว่ารัฐบาลของนายกฯ นอรี มาลิกิ ไม่สามารถจะตีคืนเมืองเหล่านี้ได้ อิรักจะถูกแบ่งเป็นส่วนเหนือที่อยู่ใต้ ISIS และ สุหนี่ ขณะที่ทางใต้ซึ่งมีเมืองหลวงแบกแดดเป็นแกนหลักจะอยู่กับฝ่ายชีอะต์

เท่ากับเป็นการเริ่มต้นศึกสงครามรอบใหม่ของอิรักอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีคนล้มตายกันอีกมาก และจะมีผลต่อการเมืองในภูมิภาคนั้นอีกไม่น้อย

อเมริกาทำอย่างไร?

ประธานาธิบดีโอบามา บอกว่า จะไม่ส่งทหารมะกันภาคพื้นดินกลับเข้าไปอิรักแน่นอน แต่ก็ได้ส่งนาวิกโยธิน 275 คน ไปคุ้มกันสถานทูตอเมริกันที่แบกแดด อีกทั้งได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอีกสองลำเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อส่งสัญญาณว่า ถ้าจำเป็นอาจจะถล่มทางอากาศช่วยเหลือทหารของรัฐบาลอิรักสู้กับฝ่ายติดอาวุธจากทางเหนือ

ผมจะไม่แปลกใจ หากว่าสหรัฐจะส่งเครื่องบินไร้คนขับแบบ Drone ขึ้นถล่มกลุ่ม ISIS ถ้าเห็นว่าสถานการณ์เสื่อมทรุดจนรัฐบาลอิรักเอาไม่อยู่

เริ่มด้วยการส่งเครื่องบินลาดตระเวน F-18 จากเรือบรรทุกเครื่องบินเหนืออิรัก เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะช่วยสกัดการรุกคืบของฝ่าย ISIS ให้ถอยร่น และที่สำคัญคือไม่ให้เข้ายึดเมืองหลวงได้อย่างไร

ISIS ซึ่งประกาศตัวเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ประกาศว่า ต้องการจะสร้างรัฐอิสลามซึ่งกินพื้นที่อิรักและซีเรีย อ้างว่าตนสามารถควบคุมพื้นที่ใน 16 จังหวัด ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศใหม่แล้ว

กองกำลังจริงๆ ของกลุ่มนี้ ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 3,000 ถึง 5,000 คน และมีหัวหน้าชื่อ Abu Bakr al-Baghdad ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในแวดวงระหว่างประเทศนัก แต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่เคยคึกคักในบริเวณที่กลุ่มนี้กำลังยึดเป็นฐานปฏิบัติการอยู่

ที่น่าเป็นห่วงอีกด้านหนึ่ง ก็คือ การที่กองกำลังติดอาวุธนี้เข้าไปล้อม และถล่มโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิรัก ที่เมือง Baiji ทางเหนือ

ข่าวสับสนว่า ทหารรัฐบาลสามารถสกัดกั้นการรุกของกลุ่มต่อต้าน เข้าไปยึดโรงกลั่นแห่งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ข่าวเรื่องนี้ทำให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วโลก หวั่นว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งพรวดพราด เพราะความกลัวว่าน้ำมันจากอิรักสู่ตลาดโลกจะหดหายไป เพราะความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่

มีคำอธิบายทางผู้เชี่ยวชาญว่า บ่อน้ำมันและโรงกลั่นส่วนใหญ่ของอิรักอยู่ทางใต้ที่รัฐบาลยังควบคุมอยู่ ส่วนทางเหนือที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถยึดได้หลายเมืองนั้น ไม่ได้เป็นแหล่งขุดและกลั่นน้ำมันมากนัก

แต่...สถานการณ์ก็ไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี เพราะตราบเท่าที่การสู้รบยังดำเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรงเช่นนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้...ทั้งนั้น

 

 

 

แผนที่จากเว็บไซต์ BBC ชิ้นนี้ แสดงจุดที่กองกำลังติดอาวุธรุกเข้าใกล้สู่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก แล้ว

 

 

สงครามอิรักรอบใหม่ เขย่าสันติภาพโลกอีกรอบ

 

 

 

 

 

 

สงครามรอบใหม่ในอิรัก อาจจะจบลงด้วยการแบ่งประเทศเป็นส่วนๆ และความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องปกติ ตอกย้ำอีกครั้งว่า สหรัฐล้มเหลวอีกรอบหนึ่งในความพยายามที่จะแก้ปัญหาในอิรัก เพราะว่าตอนถอนทหารออกเมื่อปลายปี 2011 นั้น ประธานาธิบดีโอบามา บอกว่า ทหารอิรักจะดูแลตัวเองได้แล้ว

แต่วันนี้ กลุ่มติดอาวุธ ISIS (Islam State in Iraq and Syria) ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ จับมือกับกลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมนิกายสุหนี่ ซึ่งไม่พอใจรัฐบาลกลางที่แบกแดด เพราะเชื่อว่ามุสลิมนิกายชีอะต์ได้ผูกขาดอำนาจในการปกครองประเทศ

กองกำลัง ISIS สามารถยึดเมืองหลักๆ ทางเหนือของประเทศได้หลายจุด เช่น Mosul (เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ) กับ Tikrit ตามมาด้วยเมือง Tal Afar หลังจากที่เมื่อปลายปีก่อนได้เริ่มรุกด้วยการเข้าเมืองในภาคกลาง คือ Falluja และบางส่วนของเมือง Ramadi

หากดูจากแผนที่แล้ว จะเห็นว่า เมืองเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทางเหนือของอิรัก และหากว่ารัฐบาลของนายกฯ นอรี มาลิกิ ไม่สามารถจะตีคืนเมืองเหล่านี้ได้ อิรักจะถูกแบ่งเป็นส่วนเหนือที่อยู่ใต้ ISIS และ สุหนี่ ขณะที่ทางใต้ซึ่งมีเมืองหลวงแบกแดดเป็นแกนหลักจะอยู่กับฝ่ายชีอะต์

เท่ากับเป็นการเริ่มต้นศึกสงครามรอบใหม่ของอิรักอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีคนล้มตายกันอีกมาก และจะมีผลต่อการเมืองในภูมิภาคนั้นอีกไม่น้อย

อเมริกาทำอย่างไร?

ประธานาธิบดีโอบามา บอกว่า จะไม่ส่งทหารมะกันภาคพื้นดินกลับเข้าไปอิรักแน่นอน แต่ก็ได้ส่งนาวิกโยธิน 275 คน ไปคุ้มกันสถานทูตอเมริกันที่แบกแดด อีกทั้งได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอีกสองลำเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อส่งสัญญาณว่า ถ้าจำเป็นอาจจะถล่มทางอากาศช่วยเหลือทหารของรัฐบาลอิรักสู้กับฝ่ายติดอาวุธจากทางเหนือ

ผมจะไม่แปลกใจ หากว่าสหรัฐจะส่งเครื่องบินไร้คนขับแบบ Drone ขึ้นถล่มกลุ่ม ISIS ถ้าเห็นว่าสถานการณ์เสื่อมทรุดจนรัฐบาลอิรักเอาไม่อยู่

เริ่มด้วยการส่งเครื่องบินลาดตระเวน F-18 จากเรือบรรทุกเครื่องบินเหนืออิรัก เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะช่วยสกัดการรุกคืบของฝ่าย ISIS ให้ถอยร่น และที่สำคัญคือไม่ให้เข้ายึดเมืองหลวงได้อย่างไร

ISIS ซึ่งประกาศตัวเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ประกาศว่า ต้องการจะสร้างรัฐอิสลามซึ่งกินพื้นที่อิรักและซีเรีย อ้างว่าตนสามารถควบคุมพื้นที่ใน 16 จังหวัด ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศใหม่แล้ว

กองกำลังจริงๆ ของกลุ่มนี้ ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 3,000 ถึง 5,000 คน และมีหัวหน้าชื่อ Abu Bakr al-Baghdad ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในแวดวงระหว่างประเทศนัก แต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่เคยคึกคักในบริเวณที่กลุ่มนี้กำลังยึดเป็นฐานปฏิบัติการอยู่

ที่น่าเป็นห่วงอีกด้านหนึ่ง ก็คือ การที่กองกำลังติดอาวุธนี้เข้าไปล้อม และถล่มโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิรัก ที่เมือง Baiji ทางเหนือ

ข่าวสับสนว่า ทหารรัฐบาลสามารถสกัดกั้นการรุกของกลุ่มต่อต้าน เข้าไปยึดโรงกลั่นแห่งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ข่าวเรื่องนี้ทำให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วโลก หวั่นว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งพรวดพราด เพราะความกลัวว่าน้ำมันจากอิรักสู่ตลาดโลกจะหดหายไป เพราะความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่

มีคำอธิบายทางผู้เชี่ยวชาญว่า บ่อน้ำมันและโรงกลั่นส่วนใหญ่ของอิรักอยู่ทางใต้ที่รัฐบาลยังควบคุมอยู่ ส่วนทางเหนือที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถยึดได้หลายเมืองนั้น ไม่ได้เป็นแหล่งขุดและกลั่นน้ำมันมากนัก

แต่...สถานการณ์ก็ไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี เพราะตราบเท่าที่การสู้รบยังดำเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรงเช่นนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้...ทั้งนั้น

 

 

 

 

สงครามอิรักรอบใหม่ เขย่าสันติภาพโลกอีกรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สงครามรอบใหม่ในอิรัก อาจจะจบลงด้วยการแบ่งประเทศเป็นส่วนๆ และความรุนแรงจะกลายเป็นเรื่องปกติ ตอกย้ำอีกครั้งว่า สหรัฐล้มเหลวอีกรอบหนึ่งในความพยายามที่จะแก้ปัญหาในอิรัก เพราะว่าตอนถอนทหารออกเมื่อปลายปี 2011 นั้น ประธานาธิบดีโอบามา บอกว่า ทหารอิรักจะดูแลตัวเองได้แล้ว

แต่วันนี้ กลุ่มติดอาวุธ ISIS (Islam State in Iraq and Syria) ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ จับมือกับกลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมนิกายสุหนี่ ซึ่งไม่พอใจรัฐบาลกลางที่แบกแดด เพราะเชื่อว่ามุสลิมนิกายชีอะต์ได้ผูกขาดอำนาจในการปกครองประเทศ

กองกำลัง ISIS สามารถยึดเมืองหลักๆ ทางเหนือของประเทศได้หลายจุด เช่น Mosul (เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ) กับ Tikrit ตามมาด้วยเมือง Tal Afar หลังจากที่เมื่อปลายปีก่อนได้เริ่มรุกด้วยการเข้าเมืองในภาคกลาง คือ Falluja และบางส่วนของเมือง Ramadi

หากดูจากแผนที่แล้ว จะเห็นว่า เมืองเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทางเหนือของอิรัก และหากว่ารัฐบาลของนายกฯ นอรี มาลิกิ ไม่สามารถจะตีคืนเมืองเหล่านี้ได้ อิรักจะถูกแบ่งเป็นส่วนเหนือที่อยู่ใต้ ISIS และ สุหนี่ ขณะที่ทางใต้ซึ่งมีเมืองหลวงแบกแดดเป็นแกนหลักจะอยู่กับฝ่ายชีอะต์

เท่ากับเป็นการเริ่มต้นศึกสงครามรอบใหม่ของอิรักอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีคนล้มตายกันอีกมาก และจะมีผลต่อการเมืองในภูมิภาคนั้นอีกไม่น้อย

อเมริกาทำอย่างไร?

ประธานาธิบดีโอบามา บอกว่า จะไม่ส่งทหารมะกันภาคพื้นดินกลับเข้าไปอิรักแน่นอน แต่ก็ได้ส่งนาวิกโยธิน 275 คน ไปคุ้มกันสถานทูตอเมริกันที่แบกแดด อีกทั้งได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอีกสองลำเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อส่งสัญญาณว่า ถ้าจำเป็นอาจจะถล่มทางอากาศช่วยเหลือทหารของรัฐบาลอิรักสู้กับฝ่ายติดอาวุธจากทางเหนือ

ผมจะไม่แปลกใจ หากว่าสหรัฐจะส่งเครื่องบินไร้คนขับแบบ Drone ขึ้นถล่มกลุ่ม ISIS ถ้าเห็นว่าสถานการณ์เสื่อมทรุดจนรัฐบาลอิรักเอาไม่อยู่

เริ่มด้วยการส่งเครื่องบินลาดตระเวน F-18 จากเรือบรรทุกเครื่องบินเหนืออิรัก เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะช่วยสกัดการรุกคืบของฝ่าย ISIS ให้ถอยร่น และที่สำคัญคือไม่ให้เข้ายึดเมืองหลวงได้อย่างไร

ISIS ซึ่งประกาศตัวเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ประกาศว่า ต้องการจะสร้างรัฐอิสลามซึ่งกินพื้นที่อิรักและซีเรีย อ้างว่าตนสามารถควบคุมพื้นที่ใน 16 จังหวัด ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศใหม่แล้ว

กองกำลังจริงๆ ของกลุ่มนี้ ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 3,000 ถึง 5,000 คน และมีหัวหน้าชื่อ Abu Bakr al-Baghdad ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในแวดวงระหว่างประเทศนัก แต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่เคยคึกคักในบริเวณที่กลุ่มนี้กำลังยึดเป็นฐานปฏิบัติการอยู่

ที่น่าเป็นห่วงอีกด้านหนึ่ง ก็คือ การที่กองกำลังติดอาวุธนี้เข้าไปล้อม และถล่มโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิรัก ที่เมือง Baiji ทางเหนือ

ข่าวสับสนว่า ทหารรัฐบาลสามารถสกัดกั้นการรุกของกลุ่มต่อต้าน เข้าไปยึดโรงกลั่นแห่งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ข่าวเรื่องนี้ทำให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วโลก หวั่นว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งพรวดพราด เพราะความกลัวว่าน้ำมันจากอิรักสู่ตลาดโลกจะหดหายไป เพราะความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่

มีคำอธิบายทางผู้เชี่ยวชาญว่า บ่อน้ำมันและโรงกลั่นส่วนใหญ่ของอิรักอยู่ทางใต้ที่รัฐบาลยังควบคุมอยู่ ส่วนทางเหนือที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถยึดได้หลายเมืองนั้น ไม่ได้เป็นแหล่งขุดและกลั่นน้ำมันมากนัก

แต่...สถานการณ์ก็ไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี เพราะตราบเท่าที่การสู้รบยังดำเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรงเช่นนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้...ทั้งนั้น

 

 

guest

Post : 19/07/2014 17:44     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ชีวิตสุดท้ายที่เบตง

 

 

        คาร์บอมเบตงหนักสุดรอบ7ปี

 

 

 

                      

 

 

อดีตนายกฯเทศมนตรีเบตงเผยคาร์บอมเบตงหนักสุดรอบ 7 ปี เร่งประสานฝ่ายความมั่นรปภ.เมืองเข้มหวั่นกระทบศก.ชายแดน

 

นายคุณวุฒิ มงคลประจักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเบตง และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า เหตุคาร์บอมบ์บริเวณหน้าโรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์ (ฟูทูน่า) บริเวณเขตเทศบาลเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ทำให้เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อคือน.ส.เพ็ญนภา ตุ่นห่อ 2.นายเดชา ดารีเยาะ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 30 ราย

 

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นเหตุความรุนแรงที่สุดอีกครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดธนาคารในพื้นที่อ.เบตงพร้อมกัน 6 แห่งเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.49 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีการวางระบบการดูแลความปลอดภัยพื้นที่อย่างเข้มงวด ทำให้ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ค่อนข้างเบาบางลงเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ

 

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซียทยอยเดินทางเข้ามาเที่ยวและจัดทริปทัวร์เพื่อรับประทานทุเรียนที่กำลังให้ผลผลิต แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการแจ้งประสานให้ทุกฝ่ายเฝ้าระมัดระวังเหตุการณ์ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงเดือนสุดท้ายของการถือศีลอดก็ตาม

 

" หลังจากนี้อาจต้องมีการหารือร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อวางมาตรการดูแลความปลออดภัยอีกครั้ง เนื่องจากผลกระทบที่ตามมามีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นและระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองชายแดน " นายคุณวุฒิ กล่าว

 

 

 

 

 

 

'ชีวิตสุดท้ายที่...เบตง' คาร์บอมบ์สะเทือน 'ไข่แดง' ศก.

 

 
ก่อนนั้นไม่กี่ชั่วโมง...
 
หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า กำชับเฝ้าระวังช่วงเปราะบาง "โค้งสุดท้าย" ก่อนสิ้นเดือนรอมฎอน
 
 
กระทั่ง 14.48 น. วันที่ 25 กรกฎาคม คนร้ายขับรถตู้ ทะเบียนป้ายเหลือง 10-1010 มาจอดกันพื้นที่เป้าหมาย เพื่อ "ล็อกเป้า" เปิดทางให้ "มัจจุราช" ผู้ขับรถกระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน บค8594 เบตง (ป้ายปลอม) บรรทุกระเบิดเข้ามาเสียบแทน ก่อนกลุ่มคนร้ายจากรถ "คาร์บอมบ์" ก้าวขึ้นรถตู้ไปด้วยท่าทางเรียบเฉย
 
 
ไม่มีใครล่วงรู้หรือมีลางสังหรณ์ใดๆ ว่าจะบังเกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ขึ้นในพื้นที่ ไม่กี่นาทีถัดมา...
 
เสียงตูมสนั่น!!
 
ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน ความชุลมุน สับสนวุ่นวาย มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีกเกือบครึ่งร้อย
 
บริเวณหน้า "โรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์" ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนภักดีดำรงค์ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา คือพิกัดหลักที่กลุ่มลงมือ "ก่อการ" พื้นที่ "ไข่แดง" ทางเศรษฐกิจอย่างเบตงสงบร่มเย็นมาเกือบ 10 ปีแล้ว อาจทำให้หลายฝ่ายชะล่าใจอย่างมิควรจะเป็น
 
 
หลังอรุณรุ่ง... ย่างเข้าวันใหม่...
 
ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" เข้าสำรวจพื้นที่ พบความเงียบงันยังครอบงำ การใช้ชีวิตประจำวันผิดแผกจากทุกวัน ส่วนใหญ่เลือกปิดตัวเงียบ หลายชีวิตขอเก็บตัวเงียบ
 
บ้านใครบ้านมัน!!
 
 
บรรพต รัตนพันธ์ ชาวสงขลา วัย 47 ปี คนต่างถิ่นที่ย้ายครอบครัวมาทำกินในเมืองเบตง ปัจจุบันยึดอาชีพขายของชำใกล้ที่เกิดเหตุ เล่าว่า เข้ามาทำมาหากินที่เบตง 19 ปีแล้ว ทั้งเปิดร้านขายของชำ และร้านน้ำชา ไม่เคยประสบเหตุรุนแรงกับตัวเองเหมือนครั้งนี้มาก่อน ช่วงเกิดเหตุกำลังวุ่นอยู่กับการขายของในช่วงใกล้ค่ำ จู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดรุนแรง จึงหมอบกับพื้น เพราะเกรงจะมีระลอกที่ 2 ตามมา
 
 
"ผมสั่งให้ลูกเมียหมอบลงกับพื้นทั้งหมด แต่นาทีนั้นสติทุกคนแตกหมดแล้ว จึงแตกกระเจิงกันละทิศละทาง โดยเฉพาะลูกค้า ผู้คนที่เดินถนนหลายคนก็กระโจนเข้ามาหลบในร้าน ชุลมุนวุ่นวายไปหมด สักพักหลังตั้งหลักได้ จึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่นี้ เพราะเริ่มมีเปลวเพลิงดำโขมงตามมา" ชายวัยกลางคน เล่านาทีระทึก
 
 
พร้อมยืนยันว่า แม้จะเกิดเหตุร้ายรุนแรง ชีวิตเฉียดตาย ก็ไม่เคยท้อ คงไม่ย้ายออกจากพื้นที่นี้ เพราะปักหลักมานานจนเหมือนบ้านเกิด ไม่รู้จะถอยร่นไปไหนแล้ว ยอมรับว่า หากเป็นช่วงปกติ การทำมาหากินในพื้นที่นี้ถือว่าพออยู่ได้ เศรษฐกิจดี อนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่ไปไหน ขอตายสุดท้ายที่เบตง
 
 
ธัณยวรรณ ยงวิริยะกุล เจ้าของร้านอาหาร “ต้าเหยิน” อ.เบตง เล่าว่า จุดอ่อนที่ทำให้คนร้ายก่อเหตุครั้งนี้ คือ มาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในระยะหลังอ่อนลงไป โดยเฉพาะการตรวจค้นการเข้า-ออกเมือง ยิ่งไม่ค่อยเกิดเหตุบ่อยยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ชะล่าใจ เพราะมั่นใจว่าไม่มีอะไร หลังจากนี้จะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การตรวจค้นการเข้า-ออกเมืองเบตง และให้ดำเนินการด้วยความเข้มข้นต่อเนื่อง ไม่เฉพาะหลังจากเกิดเหตุใหม่ๆ เท่านั้น
 
 
สำหรับผลกระทบชัดเจนล่าสุด จำนวนลูกค้าลดลงบางส่วน ส่วนกรุ๊ปทัวร์ก็มีการแจ้งยกเลิกบางส่วน แต่ยังไม่มาก ในขณะที่ทางร้านก็จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ด้วยการสั่งให้พนักงานในร้านทุกคนช่วยกันสังเกตคนแปลกหน้า ยานพาหนะที่ไม่คุ้น เพราะถือว่าการดูแลทุกคนจะต้องช่วยกัน หวังพึ่งเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
 
 
“ช่วงนี้ก็เป็นการเสียโอกาส เพราะเป็นช่วงเทศกาลผลไม้ ปกติจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โรงแรมห้องพักจะเต็ม การที่นักท่องเที่ยวเข้ามามากก็มีผลต่อร้านอาหารตามไปด้วย" เจ้าของร้านระบุ
 
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา ประเมินว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ไม่ว่าเป้าหมายของคนร้ายจะต้องการสร้างสถานการณ์ หรือตั้งใจทำลายระบบเศรษฐกิจใจพื้นที่ แต่ครั้งนี้ย่อมกระตุ้นให้ภาคเอกชนในพื้นที่เรียกร้องไปยัง คสช.ช่วยคืนความสุขให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมเสียที
 
 
สะท้อนจาก คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเบตง ย้ำว่า อ.เบตง ทิ้งช่วงการเกิดเหตุนานถึง 8 ปี ล่าสุดที่เกิดเหตุในปี 2549 ถือว่ารุนแรงกว่า ครั้งนี้แม้ความรุนแรงน้อยกว่า แต่ผลกระทบทางด้านจิตวิทยามีมากกว่า ด้วยเหตุผลคือ เบตงทิ้งช่วงเหตุร้ายเป็นเวลานานมาก
 
 
“เพื่อนที่กรุงเทพฯ จองห้องพักว่าจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2 คืน หลังจากเกิดเหตุก็โทรมาแจ้งยกเลิกและขอค้างคืนที่ปีนังแทน จากเดิมที่ค้างที่ปีนัง 1 คืน แล้วมาค้างที่เบตง 2 คืน”
 
 
คนในพื้นที่รายนี้ บอกด้วยว่า ในฐานะคนเบตง อยากจะขอความร่วมมือทุกฝ่ายในเรื่องความปลอดภัย ว่า อย่าประมาท แม้เบตงไม่เกิดเหตุถี่เหมือนที่อื่นๆ ใน 3 จังหวัด แต่ก็ไม่ควรประมาท ที่พูดก็ไม่ได้เป็นการตำหนิ แต่เข้าใจว่า บางช่วงเวลามั่นใจมากเกินไปจะทำให้คนที่จ้องทำลายกับคนที่ป้องกันมีโอกาสพลาดได้ อย่าคิดว่าเบตงมีความปลอดภัยเหนือกว่าที่อื่น เพราะปัจจุบันไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยแล้ว
 
 
บทเรียนการจ้องทำลายหัวเมืองทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเนืองๆ จึงไม่ควรมองข้ามมิติพื้นที่เมืองหลวงปักษ์ใต้อย่าง "หาดใหญ่" จ.สงขลา
 
 
เรื่องนี้ สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ระบุว่า ปกติในช่วง 10 วันสุดท้ายของการถือศีลอด ในส่วนของ จ.สงขลา มีการประสานงานเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างเข้มงวดเป็น 2 เท่า ทั้งในส่วนคุมเข้มในย่านสำคัญ รวมถึงการประสานความร่วมมือผู้ประกอบการตรวจสอบและเช็กความพร้อมกล้องวงจรปิด รวมถึงประสานเครือข่ายวิทยุสอดส่องดูแล ทั้งนี้ ขอฝากไปยัง คสช.ให้จริงจังเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ภายใต้กรอบอำนาจและโครงสร้างใหม่ที่สามารถดำเนินการทันที
 
 
 
 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนหลังการเป็น เอ.อี.ซี

 

 

 

                                 

 

2. ไมต้องรอให้ถึงมีการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียน หรือ เอ.อี.ซี.ในปีหน้า 2558 เพราะที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ มีการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามไปมาในประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว มีทั้งการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องตามกฎหมายและที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศอื่น ตามความต้องการแรงงานของประเทศนั้น ซึ่งหลายประเทศขาดแคลนแรงงานที่ต้องการ ทั้งแรงงานมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ เช่น สิงคโปร์ต้องการแรงงานมีฝีมือไปทำงานก่อสร้างซึ่งกำลังขยายอย่างไม่หยุดยั้ง จึงมีแรงงานจากไทยจำนวนมากไปทำงานในสิงคโปร์ ขณะที่สิงคโปร์ก็ต้องการแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร บรูไนต้องการแรงงานมีฝีมือไปทำงานก่อสร้างซึ่งบรูไนมีการก่อสร้างขยายตัว มีการเปิดเมืองใหม่ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพราะคนบรูไนมีรายได้ดี มีแรงงานไทยไปทำงานก่อสร้างในบรูไนมาก

ไทยและมาเลเซียขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ เพราะคนงานท้องถิ่นส่วนใหญ่ไปทำงานในต่างประเทศ ไปทำงานก่อสร้าง ทำงานในโรงงาน ดูแลคนสูงอายุ แม่บ้าน ดังนั้น คนงานพม่า เขมร ลาว จึงมาทำงานใช้แรงงานในภาคเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ประมง ก่อสร้าง แม่บ้าน ในมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือจากอินโดนีเซียมาทำงานในงานที่มาเลเซียขาดแคลน ส่วนฟิลิปปินส์นั้น ส่งคนออกไปทำงานในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเพราะพูดภาษาอังกฤษได้ดี

 

3. ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้า มีการสร้างงาน มีโครงการก่อสร้าง มีโรงงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรม อาหาร ฯลฯ จึงต้องการแรงงานจำนวนมาก หากในประเทศมีแรงงานไม่พอ ก็มีแรงงานในเพื่อนบ้านอาเซียนหลั่งไหลเข้ามา โดยทั่วไปจะเป็นแรงงานจากเพื่อนบ้าน เช่น แรงงานพม่า ลาว เขมรเข้ามาทำงานในไทย เพราะพรมแดนติดกัน อีกทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เป็นชาวพุทธเหมือนกัน เช่นเดียวกับคนอินโดนีเซีย มุสลิมจากไทย โรฮิงยา ไปทำงานในมาเลเซียเพราะศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงกัน นั่นคือ เป็นมุสลิมเหมือนกัน

ฟป. มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดในอาเซียน ฟิลิปปินส์ไปทำงานในสิงคโปร์เพราะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันรู้เรื่อง ทั้งอาชีพระดับสูงและแรงงานก่อสร้าง

 

4. โดยทั่วไป คนเราทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า และแสวงหางานที่ดีกว่ารายได้มากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา เช่น แรงงานไทยไปทำงานในตะวันออกกลาง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฯลฯ จากแรงงานไร้ฝีมือพัฒนาเป็นแรงงานมีฝีมือเพื่อไปทำงานต่างประเทศ แรงงานที่มีฝีมือแล้วก็ไปทำงานในต่างประเทศ ทำงานมีรายได้ดีกว่า ส่งเงินกลับไทย ทำให้ครอบครัวมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น แรงงานเกษตรก็เข้ามาทำงานในโรงงาน ทำให้เราขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ แรงงานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร ประมง ซึ่งคนพม่า ลาว เขมร มาปิดช่องว่างตรงนี้ ซึ่งพวกเขาจะมีรายได้มากกว่าค่าแรงในประเทศ และส่งเงินกลับบ้าน

 

5. การเคลื่อนย้ายแรงงานและการอพยพย้ายถิ่นในโลกปัจจุบันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการอพยพย้ายถิ่นข้ามพรมแดนในอาเซียน ก็เป็นเรื่องปกติ และเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาประเทศ ที่ประโยชน์ผู้รับต้องดูแลสวัสดิการของแรงงานต่างด้าวและค่าแรง ๆ ดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการ ปัญหาอยู่ที่ขาดแคลนแรงงานมากกว่า ผู้ประกอบการพร้อมที่จะจ่ายค่าแรงเท่าแรงงานไทย แต่ต้องมีแรงงานต่อเนื่อง เพื่อผลผลิตต่อเนื่อง

 

6. ดังนั้น หลังอาเซียนรวมตัวเป็น เอ.อี.ซี.และการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ข้อจำกัดการข้ามพรมแดนถูกยกเลิก หรืออำนวยความสะดวกได้มากขึ้น เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามประเทศในอาเซียนน่าจะมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัวเผชิญกับขบวนการค้ามนุษย์ที่จะขยายกิจการกว้างขวางมากขึ้น ปัญหาเด็กต่างด้าวที่เกิดในเมืองไทยและได้สัญชาติไทย ปัยหาการขอแปลงสัญชาติเมื่อทำงานในเมืองไทยหลายปี ฯลฯ

 

7. ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนของตนเองถึงเหตุผลและความจำเป็นในการต้องการแรงงานต่างชาติมากขึ้น เพื่อป้องกันความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันระหว่างคนท้องถิ่นกับแรงงานต่างด้าว รัฐบาลที่เกี่ยวข้องต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย ส่วนประเทศไหนในอาเซียนจะรับหรือส่งแรงงานออกมากน้อยกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุน การสร้างงานที่เพิ่มขึ้น และต้องดูตัวเลขของการว่างงานของประเทศอาเซียนด้วย ประเทศใดที่มีคนว่างงานมาก แสดงว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้นไม่ดี ไม่มีการจ้างงาน ควรดูตัวเลขการว่างงานเปรียบเทียบของประเทศในอาเซียน

 

8. องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ( ไอ.แอล.โอ) ระบุใน แนวโน้มการมีงานทำของโลก (Global Employmen Trends) ปี 2556 ว่า ฟิลิปปินส์มีการว่างงานสูงที่สุดถึงร้อยละ 7.3 ของจำนวนประชากรของประเทศ ในรอบสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถสร้างงานได้เพิ่มขึ้น ทำให้คนไม่มีงานทำมากขึ้น ส่วนงานที่สร้างขึ้นได้ก็มีคุณภาพต่ำลง ทั้งที่รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจโตได้ร้อยลฃะ 6.8 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตของงานกลับน้อยลง ดังนั้น คนฟิลิปปินส์จึงหาทางออกไปหางานทำนอก

 

ประเทศ โดยมีจุดเด่นคือภาษาอังกฤษดี อันดับสองคือ อินโดนีเซีย ร้อยละ 6 ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวดี แต่ประชากรมากเกินไป คนอินโดนีเซียนิยมไปทำงานในมาเลเซียมากที่สุด จนทำให้รัฐบาลมาแลซียปวดหัวเหมือนกันเพราะมากเกินไป บรูไนร้อยละ 3.7 เพราะคนบรูไนไม่ทำงานต่ำ ต้องใช้แรงงานต่างชาติแทน ถ้าเรื่องก่อสร้างก็เป็นแรงงานไทย พม่า 3.5 คนพม่านิยมมาทำงานไนไทยมากที่สุด มาเลเซีย 3.2 แต่มีแรงงานต่างชาติจากอินโดนีเซีย สิงคโปร์ 3.1 แต่มีการสร้างงานตลอดเวลา ต้องการแรงงานจากต่างประเทศมาก

 

9. ประเทศที่อัตราการว่างงานต่ำที่สุด คือ เวียตนาม 1.9 / ลาว 1.4 / ไทย 0.8 กัมพูชา 0.3 เพราะรัฐบาลมีโครงการพัฒนามากมาย มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้สร้างงานได้มาก คนท้องถิ่นจึงมีงานทำ ส่วนคนที่ไปทำงานนอกประเทศก็ถือว่ามีงานทำแล้ว ไม่ใช่เป็นคนว่างงาน ที่น่าสนใจ

 

ไอแอลโอ.ระบุว่า ภาพรวมของอาเซียน แนวโน้มการว่างงานโดยรวมจะลดลงจากร้อยละ 6 ระหว่างปี 2543-2551 เหลือร้อยละ 4.5 ในปี 2556 ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่ง รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างงานเพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งคนไปทำงานในต่างประเทศ แต่ละประเทศตื่นตัว มีนโยบายในการส่งเสริมคนออกไปทำงานในต่างประเทศ และคอยให้ความค้าครองดูแลคนงานของตนในต่างประเทศ เพราะพวกนี้ส่งเงินเข้าประเทศ และไม่มากดดันรัฐบาลในประเทศ

 

10. ยิ่งมีการยกเลิกข้อจำกัดในการเข้าเมืองหลังอาเซียนรวมตัวเป็น เอ.อี.ซี. เช่น ไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศ หรือขยายเวลานานขึ้นในการไม่ต้องใช้วีซ่า การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนก็น่าจะมาขึ้น

 

 

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 คะแนน 8.87 เต็ม 10 ผลงาน คสช.ครบ 2 เดือน

 

 

 

 

 

 

"สวนดุสิตโพล" เผยประชาชนให้คะแนนการทำงานของ คสช. ครบ 2 เดือน 8.87 เต็ม 10 ชี้พอใจ คสช. บริหารประเทศเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง


วันที่ 27 ก.ค. "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ คสช. เข้ามาทําหน้าที่บริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 เดือน โดย คสช. ได้มีการดําเนินงานแก้ปัญหาสําคัญในหลายๆ เรื่อง จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ดังนี้

จากที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน ประชาชน 72.94% เห็นว่า ยังสามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้ดี ไม่มีความขัดแย้งหรือการชุมนุมเคลื่อนไหวรองลงมา 69.98% มองว่า คสช.ดําเนินการจัดระเบียบสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และ 67.14% มองว่า คสช.บริหารประเทศได้ดี มีผลงานให้เห็น มุ่งมั่นตั้งใจในการทํางาน

"จุดเด่น" ของ คสช. ที่บริหารประเทศ ครบ 2 เดือน 35.96% ระบุ การทําเพื่อประชาชน คืนความสุขให้กับประชาชน รองลงมา 34.84% มองว่าแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคม อีก 29.20% มองว่าจุดเด่นเป็นการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ การมอบหมายให้ผู้นําแต่ละเหล่าทัพทําหน้าที่ดูแลด้านต่างๆ

"ปัญหา หรืออุปสรรค" ในการดําเนินงานของ คสช. ส่วนใหญ่ 42.63% ระบุว่า บางปัญหามีความละเอียดซับซ้อน ต้องอาศัยเวลา และความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย รองลงมา 35.12% ต่างชาติยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และ 22.25% การดูแลรักษาความปลอดภัยยังไม่ทั่วถึง ยังมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เช่น ไฟใต้

สิ่งที่อยากฝากบอก คสช. เกี่ยวกับการบริหารประเทศ 50.87% ฝากบอกว่าการจัดระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรคํานึงถึงผลกระทบที่ประชาชนบางส่วนจะได้รับ รองลงมา 36.69% เร่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของ ประเทศขณะที่ 12.44% เร่งแก้ปัญหาไฟใต้และดําเนินคดีกับผู้กระทําผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆ โดยเร็ว

ส่วนความพึงพอใจของประชาชน ต่อ คสช. ในการบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน 51.51% พึงพอใจมากเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในภาพรวมยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ฯลฯ รองลงมา 40.26% ค่อนข้างพึงพอใจ เพราะ ชื่นชอบการจัดระเบียบสังคม ปราบมาเฟีย อาวุธเถื่อน ยาเสพติด ทําให้บ้านเมืองเป็นระเบียบมากขึ้น ฯลฯ 5.57% ไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้ เศรษฐกิจความเป็นอยู่ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น ฯลฯ และ 2.66% ไม่พึงพอใจเลย เพราะอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบคะแนนที่ประชาชนให้ คสช.นั้นพบว่า คะแนนสูงกว่า จากการที่คสช.ทำงานครบ 1 เดือน โดยครั้งที่ คสช.ทำงานครบ 1 เดือน ได้ 8.82 คะแนน ครบ 2 เดือน ได้ 8.87 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.05 คะแนน.

 

 

 เสี้ยนตำเท้า...: มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

หนุ่ม SME

 

 

เอาละทีนี้หันมาพูดถึงผลงานของ คสช.ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน หรือเรียกว่า เป็นรูปธรรมบ้าง ตามกระแสข่าวต่างๆ ที่เช็คยังแทบไม่มีอะไรที่สำเร็จเรียบร้อย 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีดีขึ้นบ้างก็เห็นได้แก่

 

ย้ายที่จอดรถตู้เป็นที่เป็นทาง แต่เรื่องอื่น เช่น การขับรถเร็ว การจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่ายังไม่สำเร็จ

 

เรื่อง วินมอเตอร์ไซค์ ผลงานพอรับได้ ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว ใคร่ขอกระซิบ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช.ว่า เค้าเล่าลือกันว่า เปลี่ยนชุดเจ้าหน้าที่เก็บเงินจากชุดสีกากีเป็นชุดสีเขียว ยังไงลองไปเช็คสอบดูด้วยก็ดี

 

เรื่อง ภาษีที่ดิน ที่จะเรียกเก็บแก่ผู้ถือครองที่ดินเกินความจำเป็น ผู้เขียนเห็นวูบออกมา แล้วก็หายวาบไปในพริบตา ไม่ทราบติดอยู่ที่อุปสรรคอะไรหรือ ถึงได้เงียบหายไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

เรื่อง ปตท. ที่มีข่าวว่าสร้างความร่ำรวยให้กับนักการเมืองในอดีตจนทำให้ราคาน้ำมันแพง เกินจริง จนเป็นที่หมายมั่นปั้นมือของ ส.ว.ลากตั้ง รสนา โตสิกระกูล ว่าจะต้องทวงคืนให้ได้หากมีโอกาส แต่พอมีรัฐประหารซึ่งน่าจะยึดคืนได้โดยง่าย แต่กลับหายเงียบไปทั้งคนโวยวายและ คสช. ผู้คนพากันตั้งความหวังว่าจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกผิดหวังกันไปเป็นแถบ

 

การ บินไทย ซึ่งขาดทุนเละเทะอยู่ในปัจจุบัน แต่พนักงานกลับมีความเป็นอยู่กันอย่างสมบูรณ์พูนสุข ได้ข่าวว่า ขนาดกิจการขาดทุนยังมีโบนัสอีก จะไม่ให้สุขได้อย่างไร คสช.ก็ยังไม่สามารถทำอะไรกับการบินไทยได้เลย ได้แต่ปล่อยให้ขาดทุนไปเรื่อยๆ แล้วก็เอาเงินภาษีของประชาชนเข้าไปโปะทั้งๆ ที่รู้ว่า โปะเท่าไหร่ก็ไปไม่รอดน่าจะเลิกไปได้แล้ว ไม่มีสายการบินแห่งชาติของประเทศก็ไม่ได้เสียอะไรไปหรอก กลับจะทำให้การเงินของประเทศดีขึ้นมาเสียอีก

 

นอก จากในประเทศแล้วก็ยังมีทางด้านต่างประเทศอีก เท่าที่ทราบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเองก็จ้องจะบอยคอตสินค้าจากประเทศไทย ซึ่งก็ได้บอยคอตไปแล้วหลายรายการ แรงงานในประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะตกงานเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ นอกจากนั้นก็ยังมีองค์กรเสรีไทย ที่ไปตั้งองค์กรพลัดถิ่นอยู่ในต่างประเทศคอยรายงานให้ต่างประเทศทราบถึงความ เคลื่อนไหวที่ไม่ถูกไม่ควรของ คสช.ให้ต่างประเทศได้รับทราบนั้น คสช.จะทำอย่างไร จะไปบอกให้พวกเค้าเลิกแล้วต่อกันแล้วกลับมาจูบปากกันก็คงไม่มีใครกล้า เพราะขนาดเรียกเค้ามาประชุมให้ปรองดองกัน พอคุยกันไม่รู้เรื่องก็จับเค้าซะเลย หรือนักศึกษาที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารก็จับแล้วจับอีก ใครจะกล้ากลับมาปรองดอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สามีนอกใจ...จะทำอย่างไรให้เขากลับมาเป็นคนเดิม

 
 
 
 
 
 
 
บทความ ความรัก
 





ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงดูใจหรือกำลังคบหากัน ก็พบว่าปัญหาเรื่องมือที่ 3 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทุกคู่รักอยู่ดี โดยเฉพาะคู่รักที่ตัดสินใจร่วมหอกันไปแล้ว ซึ่งสาเหตุของการนอกใจส่วนใหญ่นั้นมาจากความเจ้าชู้ของฝ่ายชาย หรือไม่ก็ฝ่ายหญิงทำหน้าที่ของภรรยาได้ไม่ดีพอ แต่ไม่ว่าการนอกใจจะเกิดจากเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้ดีขึ้นได้คือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นก็คือ ตัวเขาและตัวของคุณเอง โดยเริ่มจาก...


1. ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

หลังจากการแต่งงานไปแล้วระดับความหึงหวงของผู้หญิงอาจเพิ่มมากขึ้น เช่น โทรศัพท์ ไลน์ ส่งข้อความบ่อยจนเกินไป หรือตั้งคำถามมากมาย เพราะต้องการจะเช็กข้อมูลหรือจับพิรุธฝ่ายชาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาไม่ชอบพฤติกรรมจุกจิกจู้จี้แบบนี้ หากคุณไม่อยากเสียเขาไปให้กับคนอื่น ควรเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ เพราะในเมื่อเขาแต่งงานกับคุณ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าเขามั่นใจและเชื่อมั่นในตัวคุณ ดังนั้น คุณควรที่จะรู้จักเชื่อใจเขา และเชื่อมั่นในความรักที่เขามีให้กับคุณด้วย

2. รับฟังและเข้าใจ

ไม่ว่าฝ่ายชายจะพูดหรือบอกอะไรกับคุณ ควรเงียบและตั้งใจฟัง อย่างเพิ่งขัดจังหวะเขาโดยการพูดแทรก หรือแสดงความคิดเห็นว่าเขาควรทำอย่างไร หรือไม่ควรทำอะไรบ้าง พร้อมกับทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด เพราะผู้ชายชอบผู้หญิงที่ยอมรับฟังสิ่งที่เขาพูด ไม่ว่าเรื่องนั้นคุณจะรู้เรื่องหรือไม่ก็ตาม เชื่อเถอะว่าถ้าหากคุณสามารถทำได้ เขาจะทำแบบเดียวกันกับคุณ และไม่มีทางนอกใจคุณแน่ ๆ

3. ไม่ควรสั่งให้เขาทำ

เนื่องจากหลาย ๆ คนชอบเปรียบคนรักของตัวเองกับผู้ชายคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ พี่ชาย น้องชาย คนรักเก่า เพื่อน หรือแฟนของเพื่อน แล้วก็คาดหวังว่าคนรักจะทำแบบเดียวกันกับที่คุณชอบ ดังนั้น เมื่อไม่ได้ดั่งใจมักจะสั่งหรือพูดให้เขารู้สึกผิด ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อคุณตัดสินใจแต่งงานกันแล้ว ควรจะยอมรับตัวตนของเขาให้ได้ และไม่ควรสั่งหรือบอกให้เขาทำตามใจคุณ เพราะเป็นการบังคับให้เขาถอยห่างจากคุณไปเรื่อย และอาจจะหายไปจากชีวิตคุณในที่สุด

4. นิ่งสยบความเคลื่อนไหว

หากวิธีที่บอกไปไม่มีวิธีใดได้ผลเลย และคุณต้องการจะรู้ความจริง คุณควรจะนิ่งเอาไว้ ทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น ห้ามแสดงกิริยาหรือทำอาการร้าย ๆ ใส่เขา เพราะนั่นอาจทำให้เขาไหวตัวทันและเรื่องราวบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ แถมทำให้เขารู้สึกว่าคุณเป็นคนผิดอีกด้วย จะดีกว่าหากคุณพูดเป็นนัย ๆ ว่าทราบเรื่องของเขาแล้ว หรือพูดประมาณว่า คุณคงไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในเวลานี้

5. ใช้น้ำตาเป็นอาวุธ

ถ้าคุณทำทุกอย่างและงัดทุกกลยุทธออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้ ถึงเวลาที่คุณจะเรียก "น้ำตา" อาวุธของผู้หญิงออกมาใช้แล้วล่ะ เพราะน้ำตาเรียกคะแนนความสงสารจากผู้ชายได้ดีทีเดียว สำหรับผู้ชายแล้วการที่เขาตัดสินใจแต่งงาน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเลือกคุณ และคงไม่มีใครอยากจะทำให้สุดที่รักของต้องเสียใจและเสียน้ำตาให้กับตัวเองหรอก


ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีคนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคงไม่ดีแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาแทรกตรงกลางความรักระหว่างพวกคุณ แต่ถ้าหากปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรตีโพยตีพายหรือเอะอะจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพวกคุณอาจตกเป็นเหยื่อของการนินทา และทำให้ฝ่ายชายดูแย่ลง ทางที่ดีลองนำวิธีของเราไปใช้ดีกว่า นอกจากจะไม่ทำให้เขาเสียหายแล้ว ยังทำให้ความรักของคุณกลับมาสดใสเหมือนเดิมอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 สาวหน้าคล้ายนางเอกดัง ถ่ายรูปบาดแผลโดนซ้อม ภาพว่อน! ชาวเน็ตสังเกตเคสมือถือเหมือนของ ‘เจนี่’

วันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก มาอย่างต่อเรื่อง กรณีนางเอกดังที่กำลังตกเป็นข่าวเตรียมประกาศเลิกรากับสามี หลังจากถูกทำร้ายร่างกาย และแยกกันอยู่มาระยะหนึ่ง ซึ่งกระแสข่าวดังกล่าวนับวันยิ่งร้อนแรง

ล่าสุดในสังคมออนไลน์ มีการแชร์ภาพสาวหน้าคล้ายนางเอกดัง เจนี่ ถูกทำร้าย มีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง

ที่สำคัญชาวเน็ตตาดี สังเกตภาพจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ถ่ายรูปของหญิงสาวที่ถูกทำร้ายร่างกาย ว่าเคสโทรศัพท์คล้ายคลึงกับของนางเอกดังด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นางเอกดัง เจนี่ เตรียมแถลงข่าวทั้งหมดในเร็วๆ นี้





 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

  

สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าอวยพรครบรอบวันคล้ายวันเกิด 76 ปี นายสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าอวยพรครบรอบวันคล้ายวันเกิด 76 ปี นายชวน หลีกภัย

 

 

ภาพข่าว
********************************************
*****************************
********************
 

ทหารบุกอิมพีเรียล ลาดพร้าวขอยกเลิกจัดงานวันเกิด′แม้ว′ปลดป้ายรูป′ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ′

 

 

อีกข้างจัดได้ แต่อีกข้างที่ไม่ใช่พวกห้ามจัด

 

 

 

 
 

 

 

     

 

 

 

 

       ปิดน้ำตกเขาสอยดาว จันทบุรี ไม่มีกำหนด หลังฝนตกต่อเนื่อง

 

 

                                    

 

 

หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี สั่งปิดน้ำตกเขาสอยดาว ไม่มีกำหนด เนื่องจากฝนตกติดต่อกัน ทำให้ปริมาณน้ำในน้ำตกเขาสอยดาวมีระดับสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 นายสิทธิชัย บรรพต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ได้สั่งปิดน้ำตกเขาสอยดาว ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวแล้ว เนื่องจากตอนนี้ปริมาณน้ำในน้ำตกเขาสอยดาวมีระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาสอยดาวมายังเบื้องล่าง หรืออาจทะลักท่วมชุมชนได้

นอกจากนี้ ยังเกรงว่านักท่องเที่ยวอาจ จะได้รับอันตราย ส่วนการปิดน้ำตกเขาสอยดาวนั้น จะยังคงปิดอย่างไม่มีกำหนด โดยจะดูจากสภาพอากาศเป็นสำคัญ หากสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว มีฝนตกเหนือเทือกเขาเติมน้ำในน้ำตกให้มากขึ้น มีโอกาสไหลทะลักอย่างรวดเร็วสู่น้ำตกเขาสอยดาวในชั้นล่าง หรือมีลมพัดหนักหน่วงรุนแรง ก็จะยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวน้ำตกเขาสอยดาวอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

 

น้ำตกเขาสอยดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อำเภอสอยดาว น้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 4 กิโลเมตร มี 16 ชั้น บริเวณธารน้ำตกมีผีเสื้อจำนวนมากเหมาะสำหรับการดูผีเสื้อและศึกษาพรรณไม้ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวนั้นมีสภาพป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและสมุนไพร เช่น กระชายป่า กระวาน สัตว์ป่า ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูรณ์ นกสาริกาเขียวหางสั้น สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน โดยมียอดเขาสูง 2 ยอด คือ ยอดสอยดาวเหนือและสอยดาวใต้ ความสูงของยอดสูงสุดคือ ยอดสอยดาวใต้ อยู่ที่ประมาณ 1,675 เมตร จากระดับน้ำทะเล

 

สภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นต้นกำเนิดของธารน้ำหลายสาย ไหลตกลงมาเป็นน้ำตกเขาสอยดาวขนาดใหญ่ ท่ามกลางป่าลึกที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าเข้าไปชม ตลอดเส้นทางเดินชมน้ำตกมีทั้งความงามและความตื่นเต้นท้าทาย เช่น ชั้นน้ำตกที่ต้องปีนผาไปตามรากไทรสูงราว 20 เมตร กระทั่งถึงน้ำตกชั้นบนสุดซึ่งมีขนาดสูงใหญ่ งดงามยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นน้ำตกได้ถึงชั้นที่ 9 ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ใชเวลาเดินขึ้นเกือบ 2 ชั่วโมง ส่วนชั้นที่ 10-16 ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง ใช้เวลาเดินอีก 1 ชั่วโมง บริเวณน้ำตกมีบ้านพักรับรองบริการนักท่องเที่ยว          

 

       ข้อควรระวังในการเที่ยวน้ำตก

1. เนื่องจากช่วงของการเดินทางเที่ยวน้ำตกนั้น มักอยู่ในฤดูฝน ควรจะตรวจตรา ระวังในเรื่องระดับน้ำและ น้ำป่า หากสังเกตว่าธารน้ำตกมีน้ำเต็มเปี่ยม ไหลแรง การเดินข้ามลำธารหรือลงเล่นน้ำควรต้องเพิ่มความ ระมัดระวัง หรือพยายามหลีกเลี่ยง และหากมีฝนตกหนักบริเวณนั้น หรือในผืนป่าต้นน้ำเป็นเวลานาน ๆ ควรขึ้นจากสายน้ำ และขึ้นมาอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย

2. การเดินป่า หรือเลาะริมลำธาร หากจำเป็นต้องตัดข้ามไปมาบ่อยครั้ง ก็ควรยอมเปียกด้วยการเดินลุยน้ำ เพราะการโดดข้ามไปตามก้อนหิน อาจเสี่ยงต่อการลื่นล้มได้รับบาดเจ็บได้

3. หากจะต้องตั้งแค้มป์พักแรมกลางป่า ควรตั้งในที่สูงขึ้นมาจากสายน้ำพอสมควรเพราะอาจเกิดน้ำป่าไหล หลากลงมาได้

4. ไม่ประมาท หรือหยอกล้อกันในบริเวณที่อาจจะเกิดอันตราย เช่น ริมผาน้ำตก ริมลำธาร เป็นต้น

5. น้ำตกบางแห่งมีคำเตือน "ห้ามเล่นน้ำในบางบริเวณนี้" เช่น บริเวณอ่างน้ำตกพรหมโลก นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำวน ทำให้ผู้ลงไปเล่น จมน้ำเสียชีวิตได้ จึงไม่ควรฝ่าฝืน

6. ควรระมัดระวังอย่าให้การเข้าไปเที่ยวน้ำตกของท่าน เป็นการรบกวนหรือทำลายธรรมชาติ

ข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ

1. ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในการเที่ยวน้ำตก เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการมึนเมา เสี่ยงต่อการ จมน้ำ หรือพลัดตกจากผาน้ำตกแล้ว เศษแก้วเศษขวดที่แตกยังเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและธรรมชาติอีกด้วย

2. ควรเคารพสิทธิ์ผู้อื่นที่เดินทางเข้าไปสัมผัสธรรมชาติร่วมกัน

3. ไม่ทิ้งขยะในทุกพื้นที่ ยกเว้นภาชนะที่ได้จัดไว้ให้เท่านั้น

4. ช่วยกันเก็บขยะออกจากพื้นที่ เพื่อให้แหล่งธรรมชาติงดงามน่าชมตลอดไป

5. ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่นั้น ๆ เช่น กฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติ หรือกฎข้อบังคับของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

6. ควรให้การเดินทางเข้าไปสัมผัสธรรมชาติของท่านเป็นการเรียนรู้ที่คุ้มค่าที่สุด

 

 

 

 

         คสช.สั่งเบรกเบี้ยยังชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา

 

คสช.สั่งสภาฯ ชะลอจ่ายเบี้ยยังชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา อ้างขอปรึกษาฝ่ายกฎหมาย “บุญยอด” วอนทบทวน เหตุเป็นสิทธิพึงได้ตามกฎหมาย เตือนออกนโยบายเหมาเข่งกระทบนักการเมืองสุจริตที่รักษาผลประโยชน์ประชาชน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ต้นกำเนิดไลน์ LINE จ๋ามาจากไหน?

 

 

                                   

 
 
 
 
 

นาทีนี้ถ้าพูดถึงการติดต่อสื่อสาร LINE ก็คือเบอร์หนึ่งในเรื่องการแชตบนสมาร์ตโฟน ปรากฏการณ์ของการส่งสติกเกอร์ไลน์ให้กัน ส่งต่อจนทำให้หลายองค์กรถึงกับผลิตสติกเกอร์ไลน์ให้คนได้โหลดฟรี แต่ใครจะทราบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของ LINE ในวันนี้นั้นเกิดมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2554

 

จุดกำเนิดของ LINE เกิดขึ้นหลังจากตลาดสมาร์ตโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วในทั่วทุกมุมโลก จนทำให้ NAVER Japan ซึ่งเป็นทีมพัฒนาเกี่ยวกับการให้บริการการหาข้อมูล search engine เกมแพลตฟอร์ม และ portal เว็บไซต์ของญี่ปุ่นต้องหันมาสนใจตลาดแอพฯ ของสมาร์ตโฟน

 

จากการสอบถามไปทาง LINE ญี่ปุ่น ว่าอะไรคือจุดกำเนิดของแอพฯ ยอดฮิตนี้ ทาง LINE ก็ได้เล่าให้ฟังว่า “ถ้าพูดถึงแอพฯ ให้บริการการส่งข้อความ LINE ถือเป็นแอพฯ แรกที่ได้พัฒนาขึ้น และเพื่อให้ได้แอพฯ ที่ดีตรงใจมากที่สุด ทางทีมจึงได้เริ่มทำการวิจัยและหาข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2554 ทำให้เราเข้าใจถึงสิ่งสำคัญในการสื่อสารของผู้ใช้ในยุคสมาร์ตโฟน ว่าเราควรพัฒนาและให้บริการอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้

 

ระหว่างที่ทำการค้นหาข้อมูลอยู่นั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม ปี 2554 ทำให้ความคิดทางสังคมที่เกี่ยวกับการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงการให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเดิมเป็นการให้บริการแบบค่อนข้างเปิด ที่มีจุดประสงค์เพื่อการหาเพื่อนใหม่ แต่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ NAVER Japan ได้บทสรุปว่าจริงๆ แล้ว สังคมต้องการการให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบปิด คือสำหรับเพื่อการสื่อสารกับคนใกล้ชิด คนที่เรารัก ซึ่งรวมถึงเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ

 

จากบทสรุปที่ NAVER Japan ได้รับ ทำให้การคิดค้น LINE ได้เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2554 และเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ทำให้ NAVER Japan ต้องการมอบบริการใหม่ตัวนี้ให้แก่ผู้ใช้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงช่วงเวลาแค่ 1.5 เดือน NAVER Japan จึงเปิดตัวการให้บริการ LINE ก่อนที่จะพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จนถึงวันนี้ LINE ได้มอบนวัตกรรมเพื่อการสื่อสารสำหรับคนที่เรารักอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของสติกเกอร์ จนถึงเกมและฟังก์ชันการทำงานอีกมากมาย

 

ทางทีม NAVER Japan ยังได้กล่าวปิดท้ายถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนา LINE ออกมาว่า “จริงๆ แล้วการให้บริการการส่งข้อความมีแผนจะเกิดขึ้นเพื่อใช้ภายในองค์กรเท่านั้น แต่เนื่องจากช่วงแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เมื่อปี 2554 นั้นรุนแรงสร้างความเสียหายจนทำให้การสื่อสารผ่านสายในรูปแบบดั้งเดิมขัดข้อง แต่ผู้คนก็ยังคงติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต เราจึงรีบพัฒนา LINE แอพพลิเคชันอย่างเต็มที่ออกมาเพื่อให้เราสามารถสื่อสารกับคนที่เรารักได้ตลอดเวลา แม้ในยามขับขัน”

 

และนี่ก็คือต้นกำเนิดสุดยอดแอพฯยอดฮิตในปัจจุบันอย่าง ‘LINE

   

ข้อดี - ข้อเสีย ของ Social Network

 

 ในโลกไซเบอร์ก็เหมือนสังคมรอบข้างตัวเรา มีใส่หน้ากาก กัดกันข้างหลัง มีนิสัยดี นิสัยชั่ว มีการสงสัย การระวังคนรอบข้าง มีหมดทุกอย่าง เพราะมันเป็นธรรมดาของโลก แต่เราจะสามารถคัดกรองกลุ่มคนยังไงได้นั้น ก็ต้องใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ หรือพิจารณา คนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนดี สักวันหนึ่งอาจจะกลับกลายเป็นคนชั่วไปก็เป็นได้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแน่นอน เพียงแต่เราจะมองโลกในแง่บวก หรือแง่ลบ เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอก็เฉกเช่นเดียวกับคนที่มีทั้งคนดีและคนชั่ว และใน Social Network ก็เช่นเดียวกัน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ประโยชน์ของ Social Network

...............บริษัทต่างๆเริ่มหันมาใช้ Blog ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น เนื่องจากจัดการใช้งาน และอัพเดทให้ทันสมัยได้ง่าย อีกทั้งยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดี เพราะ Blog ส่วนใหญ่จะสำรวจและแยกประเภทความสนใจของสมาชิกอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูก และสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้าผ่านข้อความแสดงความคิดเห็นได้อีกด้วย

ข้อดีของ Social Network

  • สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
     
  • เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
     
  • เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
     
  • ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
     
  • ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
     
  • คลายเคลียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
     
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
     

ข้อเสียของ Social Network

  • เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
     
  • Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
     
  • เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
     
  • ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้
     
  • ผู้ใช้ที่เล่น social network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้
     
  • ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ social network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้
     
  • จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์

 

 

 social network คือ สังคมของโลกแห่งอินเตอร์เน็ท หรือเรียกว่าสังคมของมนุษย์ที่ติดต่อสื่อสารกันด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอินเตอร์เน็ท ทางโทรศัพท์ ทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และอื่น ๆ ที่ไร้สาย


ในโลกอินเทอร์เน็ตปัจจุบันนี้รูปแบบของเว็บไซต์ที่เป็น โซเชียล เน็ตเวิร์คได้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเว็บในรูปแบบของโซเชียล เน็ตเวิร์ค คือ เว็บที่คุณสามารถ “สร้าง” ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนได้ผ่านเว็บไซต์ในรูปแบบเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายจาก เพื่อนสู่เพื่อน ทำให้ติดต่อสื่อสารกันสะดวกมากยิ่งขึ้นแต่ในทางกลับกันก็มีภัยด้านมืดของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว‘การใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์กที่แพร่หลาย พบว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา มีเพียง 4 ใน 100 คนที่รู้ด้านลบของการใช้ โซเชียล เน็ตเวิร์ก และรู้ว่าต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง’ เป็นคำกล่าวของ ปริญญา หอมเอนก นักวิชาการและกรรมการและเลขานุการ สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ

 

ปริญญา มองว่า กระแสโซเชียล เน็ตเวิร์กที่มาแรงมากๆ แต่การเล่นโซเชียล เน็ตเวิร์กกำลังกลายเป็นดาบสองคม ถ้าใช้ไม่ระวังก็จะเป็นภัยกับตัวเอง รวมทั้งองค์กร โดยเฉพาะการทวิต หรือ โพสต์ข้อมูลที่อาจเป็นช่องโหว่ให้อาชญากรไซเบอร์ ใช้เป็นข้อมูลในการคุกคามผู้ใช้ได้ง่ายๆ

 

ข้อดี
1. โซเชียลเน็ตเวิร์ก จะเป็นการสร้างเครือข่ายและจุดประกายด้านการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง หากใช้ได้อย่างถูกวิธี

2. ทำให้ไม่ตกข่าว คือทราบความคืบหน้า เหตุการณ์ของบุคคลต่างๆและผู้ที่ใกล้ชิด

3. ผู้ใช้สามารถสร้างเครือข่ายทางสังคม แฟนคลับหรือผู้ที่มีเป้าหมายเหมือนกัน และทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้

4. สามารถสร้างมิตรแท้ หรือเพื่อนที่รู้ใจที่แท้จริงได้

5. โซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นซอฟแวร์ที่เอื้อต่อผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัวทางสังคม ขาดเพื่อน อยู่โดดเดี่ยว หรือผู้ที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ให้มีเครือข่ายทางสังคม และเติมเต็มชีวิตทางสังคมได้อย่างดี ไม่เหงาและปรับตัวได้ง่ายขึ้น

6. สร้างเครือข่ายที่ดี สร้างความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจที่ดีแก่ผู้อื่นได้


ข้อเสีย
1. โซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นการขยายเครือข่ายทางสังคมในโลกอินเตอร์เนต ดังนั้นการมีเพิ่มเพื่อนเครือข่ายที่ไม่รู้จักดีพอ จะทำให้เกิดการลักลอบขโมยข้อมูล หรือการแฝงตัวของขบวนการหลอกลวงต่างๆได้

2. เพื่อน ทุกคนในเครือข่ายสามารถเขียนข้อความต่างๆลง Wall ของ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้แต่หากเป็นข้อความที่เป็นความลับ การใส่ร้ายกัน หรือแฝงไว้ด้วยการยั่วยุต่างๆ จะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีวุฒิภาวะพอ หลงเชื่อ เกิดความขัดแย้ง และปัญหาตามมาในภายหลังได้

3. โซเชียลเน็ตเวิร์ก อาจเป็นช่องทางในการสร้างสังคมแห่งการนินทา หรือการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะสังคมที่ชอบสอดรู้สอดเห็น

4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่รู้จักดีพอ เช่นการลงรูปภาพของครอบครัวหรือลูก อาจนำมาเรื่องปัญหาการปลอมตัว หรือการหลอกลวงอื่นๆที่คาดไม่ถึงได้

5. เด็กๆที่ใช้เวลาในการเล่น โซเชียลเน็ตเวิร์ก มากเกินไป จะทำให้เสียการเรียน

6. ในการสร้างความผูกพันและการปรับตัวทางสังคมเป็นการพบปะกันในโลกของความจริง มากกว่าในโลกอินเตอร์เนต ดังนั้นผู้อยู่ในโลกของไซเบอร์มากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาทางจิต หรือขาดการปรับตัวทางสังคมที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่น โซเชียลเน็ตเวิร์ก ตั้งแต่ยังเด็ก

7. โซเชียลเน็ตเวิร์ก อาจเป็นแรงขับให้มีการพบปะทางสังคมในโลกแห่งความเป็นจริงที่น้อยลงได้ เนื่องจากทราบความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายอย่างตลอดเวลา

8. นโยบาย ของบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย บางครอบครัวหรือในบางประเทศมีปัญหามากมายที่เกิดจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ได้รับการอนุญาตให้มีในหลายพื้นที่

จึงกล่าว ได้ว่าผู้ปกครองควรเอาใจใส่ลูกหลานของท่านที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นซึ่งนิยมท่อง โลกอินเตอร์เน็ต ให้มีความระมัดระวังและมีวิจารณญาณในการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กมากยิ่งขึ้น เพราะ โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นเป็นทั้งสื่อที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ในเวลาเดียวกัน