Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 26/06/2015 20:54     Forum: อ่านก่อนเลย  >  รวยที่สุดในโลก

 

 

 

               

 

 

 

เอเจนซีส์ / ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - วอร์เร็น บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีและนักลงทุนชื่อก้องโลกชาวอเมริกัน เผยเคล็ดลับ ระบุ ช่องทาง “การลงทุนที่ได้กำไรงดงามที่สุด” คือ “การลงทุนกับตัวเอง”
       
       วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ ซีอีโอวัย 84 ปีแห่งบริษัท “เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์” ผู้ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จที่สุดของโลก กล่าวระหว่างเข้าร่วมงานเสวนาด้านการศึกษาที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเนบราสกา โอมาฮา (ยูเอ็นโอ) โดยระบุการลงทุนที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด และได้ผลกำไรเยอะที่สุด คือ การลงทุนในตัวของคุณเอง
       
       บัฟเฟตต์ซึ่งมีทรัพย์สินในความครอบครองคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 68,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว “2.3 ล้านล้านบาท” ระบุว่า การลงทุนในตัวเองที่เขาหมายความถึงนี้ก็คือ การมอบการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่อยู่ภายในห้องเรียน หรือความรู้ที่อยู่ในโลกกว้างนอกเหนือจากในตำรา
       
       “การลงทุนเพื่อเปิดโลกทัศน์และแสวงหาความรู้ใหม่ๆให้กับตัวเองอยู่เสมอ ทั้งในและนอกห้องเรียน ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดและให้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด ผมขอยืนยันว่าไม่มีหุ้นตัวไหนที่น่าช้อนซื้อเก็บเอาไว้ มากไปกว่าหุ้นที่มีชื่อว่า การศึกษาอีกแล้ว และไอ้หุ้นตัวที่ชื่อว่าการศึกษานี้ถือเป็นหุ้นแบบปลอดภาษีเพียงตัวเดียวในโลก เพราะเป็นหุ้นที่คุณถือครองตลอดชีพได้โดยไม่ต้องถูกหักภาษี แม้แต่บุคคลที่มีอำนาจล้นฝ่ามืออย่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังสั่งรีดภาษีหุ้นตัวนี้ไปจากคุณไม่ได้” บัฟเฟตต์ กล่าว
       
       บัฟเฟตต์ระบุว่า การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น จะอาศัยแต่เพียง “พรสวรรค์” ที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดไม่ได้ แต่จะต้องอาศัย “พรแสวง” นั่นคือการหาทางเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆให้กับตัวเองอยู่เสมอ และว่าบรรดานักลงทุนที่มีการเติบโตของ “พอร์ต” ในอัตราสูง ไม่ถือว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ตราบใดที่นักลงทุนผู้นั้นยังไม่รู้จักแสวงหาความรู้-ความสามารถใหม่ๆมาเพิ่มพูนให้กับตัวเอง
       
       ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนปีที่แล้ว บัฟเฟตต์ได้เปิดใจระหว่างให้การต้อนรับผู้ถือหุ้นจากนครชิคาโก ณ บ้านพักของเขาในเมืองโอมาฮา มลรัฐเนบราสกา โดยบัฟเฟตต์ระบุเคล็ดลับการสร้างความสุขในชีวิตของเขา คือ การใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอดี และต้องตัดทิ้งความรู้สึกที่ว่า “อยากรวยมากยิ่งขึ้น” ให้หมดสิ้น
       
       โดยในครั้งนั้น บัฟเฟตต์ กล่าวต่อผู้ถือหุ้นเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์โดยระบุว่า โลกของเราจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่หาก บรรดา “คนรวย” ไม่รู้จักพอ และยังคงแสวงหาช่องทางในการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมให้แก่ตัวเองไม่รู้จักจบสิ้น
       
       ผู้บริหารสูงสุดแห่งเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์รายนี้ยังระบุด้วยว่า การมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องใช้จ่ายให้มาก เพื่อให้สมกับฐานะทางเศรษฐกิจของตน พร้อมยืนยัน “เงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้”
       
       “ในความเป็นจริงแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์เราต้องการเพียงแค่การมีบ้านที่ดีสักหลังหนึ่ง มีสุขภาพที่ดี มีอาหารที่ดี รวมถึงการมียานพาหนะที่ดีสักคันหนึ่งก็เพียงพอแล้ว อย่างในกรณีของผม ผมก็ต้องการเพียงเท่านี้เช่นกัน ผมขอยืนยันว่าตัวเองไม่เคยมีความคิดที่จะมีบ้านหลังใหญ่สัก 6 หรือ 8 หลัง เพราะมันจะทำให้ชีวิตผมมีความสุขน้อยลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการที่ผมมีบ้านที่ดีเพียงแค่หลังเดียว” บัฟเฟตต์กล่าว

 

 

 

 

 

                          รักแท้ของวอร์เรน

                 

                           

 

 

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

 

ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่” เธอเป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่วอร์เรนรักและนับถือ เป็นผู้หญิงที่เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซูซี่ เสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี ซึ่งทำให้วอร์เรนเศร้าโศกเสียใจมาก

 

ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงอดีตภรรยาผู้เป็นที่รัก เขาจะร้องไห้ทุกครั้ง วอร์เรนบอกว่าการตายของเธอเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมได้ลง

 

ซูซี่รู้จักกับวอร์เรนในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของวอร์เรน ก่อนที่ทั้งคู่จะพบรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น

 

อย่างที่ได้บอกแล้วว่า วอร์เรนเป็นคนเนิร์ดๆ เป็นผู้ชายที่สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่เรื่องของตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง จนเมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องบ้าน และเลี้ยงลูกทั้งสามคน คือ ซูซี่จูเนียร์ โฮเวิร์ด และปีเตอร์ จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี

 

แม้แต่ “เลล่า” แม่ของวอร์เรน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย ก็ถูกซูซี่จัดการเสียอยู่หมัด ทำให้วอร์เรนมุ่งเน้นความสนใจของเขาไปในการ “การลงทุน” ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิกับสิ่งรบกวนรอบตัว สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งได้มากมายมหาศาล

 

 

วอร์เรนบอกว่า “ซูซี่ทำให้ชีวิตผมเข้าที่เข้าทาง”

 

 

                     

 

 

 

ปัญหาก็คือ โลกของวอร์เรนกับซูซี่จะเป็นคนละโลกกัน ซูซี่เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยงคนหนึ่ง ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และสนใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง ส่วนวอร์เรนไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากนั่งอยู่ในห้องที่บ้าน และ “หาหุ้น” อย่างเดียวเท่านั้น

 

แม้ซูซี่จะพยายามเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับสามี โดยบอกวอร์เรนว่า “ในโลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่นั่งหาเงินอยู่ในห้อง” แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเขาได้ยาก จนทั้งสองเริ่มจะ “จูน” กันไม่ติด เพราะต่างคนต่างมีความปรารถนาของตัวเอง มีโลกที่ต้องแสวงหา

 

ด้วยความแตกต่างกันอย่างมากนี้ ทำให้ในที่สุด ซูซี่จำต้องขอแยกทางเดินกับวอร์เรน และนั่นเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในชีวิตของเขา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนที่ดี มีความห่วงใย ให้กัน

 

ที่น่าแปลกคือ เชื่อไหมครับว่าก่อนจะหย่าร้างกัน ซูซี่ถึงขนาดพา “เอสทริด เมิงส์” เพื่อนของเธอมาแนะนำให้วอร์เรนรู้จัก โดยขอให้เอสทริดอยู่ร่วมชายคา ทำหน้าที่เสมือนภรรยาคนใหม่ ช่วยดูแลอดีตสามีแทนเธอด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายคนมองว่า “ใจกว้าง” จนไม่น่าเชื่อ และทั้งสามก็ยังคงติดต่อกันด้วยความรักและผูกพันตลอดมา

 

แต่แล้ว เหมือนโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง ในปี 2003 ซูซี่ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก และป่วยหนักอยู่หนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อปี 2004 โดยวอร์เรนดูแลเธออยู่ข้างเตียงแทบจะทุกนาที ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

เรื่องราวความรักของวอร์เรนและซูซี่ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “เบื้องหลังผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ มีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริงอยู่เสมอ

 

วอร์เรน บอกว่า เขาจะไม่มีวันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้าไม่มีซูซี่ ความรักของทั้งคู่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ ทั้งคู่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากความ “แตกต่าง” อย่างสุดขั้ว แม้ในที่สุดจะต้องแยกทางกันเดิน แต่พวกเขาก็ยังคง “รัก” กัน

 

จะมีผู้ชายคนไหนเล่า ที่แม้จะมีเงินล้นฟ้า แต่ยังคิดถึงภรรยาเก่าทุกเช้าค่ำเป็นเวลาหลายสิบปี แม้เธอตายไปแล้วก็ยังน้ำตานองหน้าทุกครั้งเมื่อมีใครถามถึง

guest

Post : 25/06/2015 21:57     Forum: อ่านก่อนเลย  >  กินเหล้าเจ้าชู้สู้นาย

 

รัชกาลที่๓ กับ สุนทรภู่


เรื่องราวประวัติของสุนทรภู่ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นเรื่องราวที่เชื่อกันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ทรงโปรดสุนทรภู่นัก ทั้งนี้ก็ด้วยสาเหตุจากการที่สุนทรภู่เคย " หักหน้า" พระองค์ไว้คราวประชุมกวีสองคราว ครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เรื่องพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ทรงโปรดสุนทรภู่นั้น เป็นที่สงสัยถกเถียงกันมากกว่าจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพราะมีเหตุผลบางประการ ทำให้คิดได้ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ทรงโปรดสุนทรภู่จริง แต่น่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่า เรื่องดังกล่าวซึ่งทำให้สุนทรภู่ต้องรำพันให้เกิดภาพพจน์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งว่า

เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา


เบื้องหลัง ทำไมหนอ สุนทรภู่จึงเป็นกวีที่ไม่รุ่งเอาเสียเลยในสมัย ร.3 

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า วันที่ ๒๖ มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่ กวีเอกของโลก ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ ๒ ตกอับในรัชกาลที่ ๓ สิ้นชีวิตในรัชกาลที่ ๔ มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เป็นกวีที่ปรึกษาก็เพราะกลอน คือเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ ทรงนำพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ มาแก้ไขให้เหมาะสม กับการแสดงละคร มีตอนหนึ่งคือตอนหนุมานถวายแหวน ถึงบทสีดาผูกคอตายกลอนของเดิมว่า

บัดนั้น วายุบุตรวุมิไกรใจกล้า
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา ผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิต ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
โลดโผนโจนลงตรงไป ด้วยกำลังว่องไวทันที
ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง ที่ผูกองค์พระลักษมี
หย่อนลงยังพื้นปัฐพี ขุนกระบี่ก็โจนลงมา


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ ทรงติว่า บทหนุมานยาวไป กว่าจะช่วยได้ ก็พอดีสีดาตายจริง ๆ หรือไม่ก็บรรยากาศของผู้ดูจะเห็นว่าสีดาตายจริง ๆ จึงทรงพระราชนิพนธ์เสียใหม่ เป็น

"จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัด เกี่ยวกระหวัดกับกิ่งโศกใหญ่"


นัยว่าจนพระราชหฤทัย จึงรับสั่งให้สุนทรภู่ช่วยแต่ง สุนทรภู่ต่อขึ้นได้ในทันทีทันใดนั้น

"ชายหนึ่งผูกศออรไท แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
บัดนั้น วายุบุตรแก้ได้ได้ดังใจหมาย"


จะเห็นว่ากลอนของสุนทรภู่นั้นสั้นและให้ใจความชัดเจน ทั้งยังทำให้ผู้ดูเห็นว่า หนุมานช่วยสีดาไว้ได้ทันท่วงที


เรื่องที่สุนทรภู่ถูกพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กริ้วนั้น มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนานั้น ทรงแบ่งตอนบุษบาเล่นธาร เมื่อท้าวดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระนิพนธ์ เมื่อทรงพระนิพนธ์แล้ว ถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ มีรับสั่งให้วานสุนทรภู่ดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่าเห็นดีแล้ว ครั้นเสด็จออกเมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ปรึกษาพร้อมกันถึงบทแห่งหนึ่งว่า

"น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว"


สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น

"น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว"

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสว่า เมื่อขอให้ไปตรวจทำไมจึงไม่แก้ไขแกล้งนิ่งเอาไว้ติหักหน้าเล่นกลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง เรื่องท้วงติงอีกครั้งหนึ่ง คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทรงพระราชทานให้กรมหมื่น เรื่องสุนทรภู่ต้องระเหระหนในรัชกาลที่ ๓ ถ้านึกถึงความเป็นจริงจะเป็นความอยุติธรรมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ก็คงไม่ได้เพราะพระองค์พระราชทานให้สุนทรภู่ตรวจดูแล้ว ในฐานะที่ทรงนับถือเป็นครู สุนทรภู่ก็เห็นด้วย แต่ต่อหน้าพระที่นั่งกลับติ และก็ไม่ได้เพียงครั้งเดียวเป็นถึงสองครั้ง ถ้าเป็นตัวเราเองก็คงเห็นจะคบกันไม่ได้


แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีจะถือว่าเป็นความผิดของสุนทรภู่ก็ไม่ได้อีก เพราะอารมณ์กวีอาจเกิดขึ้นตอนนั้นก็ได้ ตอนแรกสุนทรภู่อาจเห็นว่าไพเราะแล้ว แต่พอหน้าพระที่นั่ง อารมณ์กวีเกิดขึ้นทันทีจึงเห็นว่ายังไม่ไพเราะก็เป็นได้ คงจะเป็นถึงคราวโชคชะตาของท่านที่จะตกอับ แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของเรา ที่ทำให้ท่านตกอับระเหระหน จึงต้องแต่งเรื่องต่าง ๆ ขายเพื่อยังชีพ เราจึงได้อ่านเรื่องดี ๆของท่านมากมายหลายเรื่อง


ข้อมูลจาก : http://210.1.20.34/?name=article&file=readarticle&id=392

guest

Post : 20/06/2015 22:20     Forum: อ่านก่อนเลย  >  อัฐบริขาร

 

        เครื่องอัฐบริขาร ๘

 

 

 

+-ท่านทั้งหลาย-+-นักบวชที่ปรากฏอยู่ในศาสนาพุทธ ในฐานะภิกษุชุดแรกที่เข้ามาบวชเป็นสาวก มีทั้งหมด 5 รูป ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ท่านเหล่านั้นเห็นต้องเสียทรัพย์ไม่ หากจำเป็นดั่งที่กล่าวมา แล้วท่านทั้ง 5 รูป ไปจ้างนักร้อง นักแสดงมาจากที่ไหนหรือ หยุดเถอะท่านทั้งหลาย จงบอกต่อผู้ใฝ่ที่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ว่าหากท่านตั้งจิตทั้งใจใฝ่ในพระธรรมคำสอน จงเดินไปแค่ตัวเปล่า เดินไปบอกท่านเจ้าอาวาสวัดที่ท่านจะบวช ว่า "ลูกใฝ่ที่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์และเพื่อทดแทนบุญคุณบิดร-มารดา แต่ลูกมีเพียงจิตใจที่ตั้งมั่น ลูกไร้ซึ่งเงินทอง

 

" ผ้าไตร ชุดผ้าใหญ่ ผ้าโทเรอย่างดี๙ขันธ์ ชุดละ ๔๐๐๐ (ผ้า ๒๑๐ ซม.) - สี -แบบ จะได้เหมือนกันทั้งวัด


ไตรอาศัย ๓๐๐๐(ไม่ได้อยู่ในบริขาร ๘)
บาตร + ถลก ๑๐๐๐
อื่นๆสำหรับพระใหม่ ๒๐๐๐
ทั้งหมด เป็นเงินโดยประมาณ

อัฏฐบริขารต่างๆเหล่านี้ ตามพระวินัยบอกไว้ว่าคนจะบวช "ต้องมีเป็นของตัวเอง" ห้ามยืม
แต่หากทางวัดจะจัดของที่มีอยู่ให้ ก็ถือว่าทางวัดยกให้เลย


ซองพระอุปัชฌาย์ คู่สวด อันดับ ๒๐๐๐ -๔๐๐๐

ศึกษาพระวินัย 227 ข้อให้ละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะหมวดอาบัติปาราชิก******** ถ้าตั้งใจบวชเพื่อหาพระธรรมจริงๆ  ไปกราบครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนปฏิบัติ   ชุดผ้าไตรนั้นในวัดที่มีผู้ศรัทธามีมากมาย  เรียนท่านตามตรงว่าไม่มีเงินค่าผ้าไตร  ซื้อท่านสัก 1 บาทก็ได้   อย่าเอามาเป็นปัญหาของการบวช


------ ขอให้ท่านได้บวชและพระธรรมเข้ามาในใจ เทอญ

 

 

 

เครื่องอัฐบริขาร ๘

อัฐบริขาร คือ ของเครื่องใช้ที่จำเป็น ๘ อย่างสำหรับพระภิกษุสงฆ์ได้แก่ ๑. ผ้าจีวร, ๒. ผ้าสังฆาฎิ, ๓. ผ้าสบง, ๔. ประคดเอว, ๕. มีดโกน, ๖. บาตร, ๗. เข็มเย็บผ้า, ๘. ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ)

ในปัจจุบัน กุลบุตรที่ต้องการจะอุปสมบท จะต้องจัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ครบ โดยแบ่งเป็น

  • ๑. ไตรครอง ๑ ชุด
  • ๒. ไตรอาศัย ๑ ชุด
  • ๓. บาตร ๑ ชุด
  • ๔. มีดโกน หินลับมีด เข็มเย็บผ้าพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
  • ๕. ตาลปัตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า ปิ่นโต จาน ช้อน ส้อม
  • ๖. เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง ไฟฉาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขันน้ำ
  • ๗. อุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น โคมไฟ กาต้มน้ำ กระติกน้ำร้อน ฯลฯ
  • ไตรครอง ได้แก่ อันตรวาสก อุตราสงค์ สังฆาฏิ กายพันธน์ ผ้าอังสะ และผ้ารัดอก
  • อันตรวาสก คือ ผ้าสบง (สำหรับนุ่ง)
  • อุตราสงค์ คือ ผ้าจีวร (สำหรับห่ม)
  • สังฆาฏิ คือ ผ้าสำหรับห่มซ้อนนอกเวลาอากาศหนาว ปกติพระสงฆ์ท่านจะพับไว้แล้วพาดซ้อนบ่าเวลาห่มดอง (เป็นการห่มจีวรอีกแบบหนึ่งของพระ)
  • กายพันธน์ คือ ผ้าประคดรัดเอว
  • ผ้าอังสะ คือ ผ้าสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อใช้คล้องไหล่เฉียงบ่าปิดไหล่ซ้าย พระจะใช้เมื่อเวลาอยู่ที่วัดตามลำพัง (ไม่ต้องห่มจีวรคลุมร่างทั้งผืน)
  • ผ้ารัดอก คือ ใช้สำหรับรัดจีวรเมื่อเวลาห่มดอง นอกจากนี้ยังมีผ้ากราบ ใช้สำหรับรองเมื่อเวลากราบและใช้ปูรับของเมื่อเวลาผู้หญิงประเคนของถวาย
  •  
  • ไตรอาศัย คือ ไตรสำรองอีกชุดหนึ่ง มีจีวร สบง อังสะ และผ้าอาบน้ำฝน
  • บาตร จะต้องมีเชิงรองหรือที่สำหรับตั้งบาตรพร้อมฝาบาตร  และถลกบาตร สายโยง ถุงตะเคียว (ได้แก่ ตาข่ายคลุมบาตรและสายโยงสำหรับใช้สะพาย)

guest

Post : 18/06/2015 20:17     Forum: อ่านก่อนเลย  >  เจงกีสข่าน ผู้พิชิตโลก



                                     

 

 

เจงกิสข่าน จอมทัพผู้พิชิตแห่งโลก” สำหรับคอลัมน์ มองบุคคลโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ประจำวันอาทิตย์ที่  17 ธันวาคม  2549 โดย วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ www.vikrom.net, e-mail:vikrom@vikrom.net

ผมเดินทางไปกรุงมอสโกครั้งแรกเมื่อปี 1982 ขณะนั้นภารกิจหลักคือต้องการไปสำรวจตลาดปลาทูน่าจากท่าเรือประมงของรัสเซีย การเดินทางในครั้งนั้นทำให้ผมได้ทราบประวัติของกรุงมอสโกว่าในอดีตอดีตเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาว มองโกล มากว่า 300 ปีจึงทำให้ปัจจุบันชาวเมืองมอสโกจำนวนไม่น้อยที่มีเชื้อสายมองโกล มีชื่อเรียกว่าตาต้าร์มองโกล โดยที่ในอดีตนั้น เผ่าตาต้าร์จัดเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ทำการปศุสัตว์อยู่ในบริเวณ ทะเลสาปโกบี แต่ถูกพวกมองโกลตีรวบขึ้นมาจนถึงมอสโก หลังจากนั้นในปี 1985 ผมเดินทางไปอินเดียเพราะมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนจึงได้มีโอกาสแวะเยี่ยมชมความงามของ ทัชมาฮาล ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าผู้สร้างสิ่งมหัศจรรย์แห่งนี้คือกษัตริย์ซาร์จาฮาร์ชาวมองโกล  ดังที่ปรากฎจากประวัติศาสตร์ของอินเดียว่าอินเดียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของชนชาติมองโกลมากว่า 300 ปี  หากจะมองย้อนไปในอดีตของประวัติศาสตริ์แห่งชนชาติยุโรปตะวันออกจะพบว่าเคยถูกยึดครองด้วยชนชาติมองโกลเช่นกัน


ต่อมาในปี 1991 ผมเดินทางไปประเทศ เวียดนาม และได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเวียดนาม ครั้งนั้นทำให้ผมได้ความรู้ใหม่ว่ากองทัพมองโกลเคยยกทัพมาถึง เวียดนาม ถึงสามครั้ง และจากประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเองได้มีระบุไว้ว่ามองโกลเคยคิดที่จะเข้ายึดครอง ญี่ปุ่น แต่โชคดีเหลือเกินที่พายุในช่องแคบ ญี่ปุ่น สามารถทำให้กองทัพมองโกลจมสู่ใต้ท้องทะเลได้ ในการบุกยึด ญี่ปุ่นครั้งที่ 3 จึงทำให้ญี่ปุ่นรอดพ้นจากการถูกยึดครอง  สิ่งเหล่านี้คงเป็นเครื่องยืนยันความแข็งแกร่ง เกรียงไกรของการแผ่ขยายอำนาจทางการปกครองไปทั่วทุกสารทิศจนแทบเรียกได้ว่าเกือบจะครองโลกของกองทัพมองโกลได้เป็นอย่างดี จะว่าไปแล้วการขยายอำนาจโดยใช้กำลังทหารในอดีตเมื่อกว่า 700 ปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวกสบาย การเดินทัพต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้นและจะต้องมีการเดินทางผ่านทะเลทรายที่ร้อนระอุ และหน้าหนาวที่หนาวจับขั้วหัวใจ

 

                              

 


ระบบการสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพดังใจ ต้องใช้มาเร็วในการแจ้งข่าวสารต่าง ๆ ให้กับคนทั้งกองทัพ  เมื่อเราคิดเปรียบเทียบกับกองทัพเยอรมันจากการนำของฮิตเลอร์กลับแพ้สงครามที่รัสเซียเมื่อ 60 ปีที่แล้วทั้งที่มีอาวุธต่าง ๆ ครบมือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถถัง ปืนใหญ่ และจำนวนทหารมากมายมหาศาล กลับต้องพ่ายแพ้ให่แก่รัสเซียด้วยสภาพอากาศที่แสนโหดร้ายและหนาวเหน็บนั้นนับเป็นเรื่องที่น่ายกย่องในความอดทนของกองทัพมองโกลอันเกรียงไกรอย่างแท้จริง
 
จะว่าไปแล้วขณะที่ผมเดินเที่ยวในฮานอย ผมอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าทำไมกองทัพมองโกลถึงไม่เคยเข้ามารุกรานบริเวณประเทศไทยเลย คำตอบที่ผมนึกได้ว่าอาจเป็นเพราะดงพญาเย็นหรือเปล่าที่ทำให้ชาวมองโกลไม่เข้ามารุกรานดินแดนในสุวรรณภูมิ เนื่องจากบริเวณดงพญาเย็นนั้นมีไข้ป่าระบาดหนัก และคนมองโกลเองนั้นคงไม่มีภูมิต้านทานเกี่ยวกับโรคมาเลเรีย ทำให้ไม่กล้าเดินทางเข้ามาในเขตนี้ จนทำให้เราไม่พบอิทธิพลของการแผ่ขยายอาณาจักรของมองโกลในดินแดนสุวรรณภูมิ

เมื่อ 700 ปีที่แล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่ามีชายผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เกือบเป็นผู้พิชิตโลก เขาสามารถขยายอาณาเขตและสร้างอิทธิพลไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่โลก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้เขายังเป็นผู้สร้างอิทธิพลแห่งความหวาดกลัวให้กับคนรุ่นต่อมาอีกหลายชั่วอายุคน และสมญานามที่เรารู้จักกันดีคือจอมพล เจงกิสข่าน ผมคิดว่าเราคงไม่สามารถประเมินเขาได้จากมาตรฐานจากคนทั่วไป เพราะทุกครั้งที่เขานำกองทัพมองโกลออกรบนั้น เขาสามารถที่จะขยายอาณาเขตออกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนนับเป็นเส้นรุ้งหรือเส้นแวงไม่ใช่เป็นกิโลเมตร  เพราะเมืองต่างๆ ที่เขาเคลื่อนทัพผ่านจะย่อยยับและเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บล้มตาย ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองและมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างมากมายมหาศาล กลับต้องกลายเป็นเมืองร้างที่ไร้ซึ่งผู้คนอาศัยหากกองทัพมองโกลเคลื่อนทัพผ่านแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ผมรู้สึกภูมิใจในตัว เจงกิสข่าน ในฐานะชาวเอเชียด้วยกันนั้นเป็นเพียงความภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของกองทัพมองโกลเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความภาคภูมิใจกับความโหดเหี้ยมของกองทัพนี้แต่อย่างใด

เมื่อย้อนกลับไปยังยุคศตวรรษที่ 13 จะพบว่าชาวมุสลิมตระหนักถึงความกลัวภัยสงครามจากการรุกรานของกองทัพมองโกลมาก แม้แต่หลังจาก เจงกิสข่าน สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ภาพอันน่าสะพรึงกลัวแห่งกองทหารม้ามองโกลที่เคลื่อนเข้าไปพิชิตทางยุโรปตะวันตกยังฝังใจคนรุ่นหลังเสมอ จอมทัพโบเลสลาสแห่งโปแลนด์ และจอมทัพเบลาแห่งฮังการีต้องหนีจากสมรภูมิที่ทำสงครามกับพวกมองโกล ส่วนแม่ทัพเฮนรี ดยุกแห่งไซลีเซียพร้อมทั้งอัศวินคู่ใจสิ้นชีวิตด้วยธนูที่เมืองลีจนิตช์ ราชินีบลานช์แห่งคาสติลก็ทรงร่วมชะตากรรมเช่นเดียวกันกับแกรนด์ดยุกจอร์จแห่งรัสเซีย แม้กระทั่งองค์สันตะปาปาเองก็ได้เรียกประชุมที่เมืองลีอองส์ เพื่อหาทางยับยั้งกระแสคลื่นการรุกรานของพวกมองโกล ในที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้จอห์นแห่งปลาโน คาร์ปินีบาทหลวงซึ่งเหมาะสมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิเป็นทูตไปพบพวกมองโกล

เจงกิสข่าน มิใช่นักรบที่นำกองทัพรุกรานดินแดนต่างๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่เขาเป็นนักรบที่ได้ชื่อว่านักรบที่ชำนาญศึกและเฉลียวฉลาด เป็นนักรบที่เปี่ยมไปด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการทำสงครามชั้นยอดกับชนเผ่าต่างๆ แทบไม่น่าเชื่อว่าจากคนเถื่อนที่เริ่มจากเป็นนักเลี้ยงสัตว์ร่อนเร่พเนจร กลายเป็นจอมทัพที่สามารถใช้ยุทธศาสตร์ที่เลิศล้ำโจมตีข้าศึก จนกระทั่งมีอำนาจครอบคลุมถึงสามอาณาจักร

จอมทัพ เจงกิสข่าน ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในการปกครองนับจากแคว้นอาร์เนียไปถึงเกาหลี จากทิเบตไปถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำโวลกาในรัสเซีย ซึ่งบุตรชายของเขาได้ยกกองกำลังไปยึดครองโดยไม่มีใครต่อต้าน ส่วนหลานชายของเขาคือ กุบไลข่าน นักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถดำเนินรอยตาม สามารถครอบครองอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลเกือบครึ่งโลก จะเห็นได้ว่าอาณาจักรมองโกลแห่งนี้ได้เกิดขึ้นจากน้ำมือของจอมทัพคนเถื่อนที่ไม่มีอะไรเลย ซึ่งได้กลายเป็นเรื่องประหลาดสำหรับนักประวัติศาสตร์ของโลกตลอดมาทุกยุคทุกสมัย

เรื่องราวเกี่ยวกับชาวมองโกลนั้นยังคงเป็นปริศนาให้คนรุ่นหลังได้ขบคิดกันเสมอมาเพราะชาวมองโกลเขียนและอ่านไม่เป็น บันทึกประวัติศาสตร์ต่าง ๆนั้นล้วนเขียนขึ้นจากประเทศที่ถูกมองโกลเข้ารุรานเช่น ชนชาติตะวันตกทำให้ภาพที่สะท้อนออกมานั้นส่วนใหญ่เป็นภาพของความโหดเหี้ยมและป่าเถื่อน  และถูกมองว่าเป็นชนชาติที่น่าสะพรึงกลัว สามารถรุกรบผ่านดินแดนต่างๆ อย่างรวดเร็ว  เนื่องจากบันทึกทางประวัติศาสตร์นั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นปรปักษ์กับเจงกิสข่านทั้งนั้น ผมขอให้ทุกท่านพิจารณาถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่มีความสามารถในการนำชนเผ่าที่ไม่มีใครรู้จักไปสู่ความเป็นผู้นำโลก

ขณะที่ เจงกิสข่าน เกิด บิดาของเขาได้นำกำลังออกไปสู้รบกับพวกเตมูยิน ชนเผ่าศัตรูเผ่าหนึ่งจนชนะราบคาบ   ซึ่งต่อมาได้นำมาเป็นชื่อของเจงกิสข่านในวัยเด็ก ภายหลังจากรบชนะและจับข้าศึกมาเป็นเชลยได้สำเร็จ เมื่อแรกเกิดเขาจึงได้ชื่อว่า เตมูยิน ซึ่งหมายความว่า เหล็กกล้าที่ดีที่สุด ในวัยเด็กนั้นเขามีหน้าที่หลายอย่างต้องออกไปจับปลาตามลำธาร ต้องเดินทางผ่านไปตามทุ่งหญ้าทั้งในช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาว ดูแลฝูงม้าและต้องขี่ม้าติดตามหาม้าหรือสัตว์อื่นที่พลัดหลงหายไป บางครั้งต้องติดตามค้นหาไปยังดินแดนที่เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ใหม่ นอกจากนั้น พวกเขาต้องทำหน้าที่เป็นยามคอยระวังโจรลอบโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน และต้องทนกับอากาศหนาวเวลากลางคืนในเขตหิมะโดยปราศจากกองไฟ และที่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดอย่างยิ่งยวดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาต้องฝึกนั่งบนหลังม้าเป็นเวลานานหลายวัน และสามารถรับประทานอาหารแห้งได้นานสามหรือสี่วัน หรืออดอาหารต่อเนื่องกันหลายวัน

เตมูยินมีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงมาก มีความสามารถหลายด้าน ลักษณะรูปร่างโดยทั่วไปของเตมูยินคือมีรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ผิวหนังสีน้ำตาลค่อนข้างขาว ดวงตาสีเทาอมฟ้า และลูกตาสีดำ ผมสีน้ำตาลอมแดง ถักเปียสั้นๆ ทางด้านหลัง เป็นคนพูดน้อย เขาจะพูดก็ต่อเมื่อหยุดคิดพิจารณาสิ่งที่ควรพูดก่อนเสมอ บางครั้งดูเป็นคนอารมณ์ร้อนควบคุมไม่ได้ เป็นคนมีพรสวรรค์ในการผูกมิตรไมตรีได้รวดเร็วมาก พอๆ กับอารมณ์โรแมนติกกับสตรีเพศตรงข้าม


ปัญหาครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตลงจากการถูกลอบวางยาพิษ ทำให้ภายในชนเผ่าเกิดความระส่ำระสายเพราะในตอนนั้นเตมูยินเองก็ยังอายุน้อยอยู่  ทำให้ชาวมองโกลบางส่วนหันไปสวามิภักดิ์ชนเผ่าอื่น แต่ด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นมารดาที่นั่งบนหลังม้าแล้วถือธงประจำชนเผ่าออกรวมรวมกลุ่มต่าง ๆ ที่หนีออกไปให้กลับมารวมกันใหม่  และในที่สุดเขาก็ได้กลายมาเป็นหัวหน้าเผ่าและได้นั่งบนแผ่นหนังม้าสีขาวที่พ่อของเขาเคยนั่งเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่   ในตอนนั้นศัตรูต่างจ้องจะรุกรานชนเผ่ามองโกลเพราะถือว่าเป็นจังหวะที่ดีเพราะเป็นช่วงที่มองโกลกำลังอ่อนแอ ศัตรูคนสำคัญลำดับแรกคือตาร์กูไต นักรบที่เก่งกาจซึ่งสืบสายเลือดจากชนเผ่าบูร์ชิกุน หรือพวกที่มีนัยน์ตาสีเทา ตาร์กูไตคือหัวหน้าชนเผ่าอิดจัทซ์ ซึ่งเป็นศัตรูกับเผ่ามองโกลมานาน เตมูยินต้องหลบหนีการติดตามไล่ล่าของศัตรู และอาศัยอยู่ในค่ายพักของชนเผ่าที่รู้จักกันดี นับวันเตมูยินยิ่งมีความสามารถเก่งกล้ามากขึ้น เขาเรียนรู้การหลบหนีจากการถูกโจมตี และรู้วิธีตีฝ่าวงล้อมแนวข้าศึกออกมา รู้จักเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว

เขาได้ตระเวนไปเยี่ยมชนเผ่าเล็กๆ ที่กระจัดกระจายไปยังดินแดนต่างๆ ซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาก่อน เขาใช้วิธีการรวมเผ่าโดยแต่งงานกับลูกสาวหัวหน้าเผ่าทางด้านตะวันตกที่เคยมีพันธะสัญญากันตั้งแต่สมัยที่บิดาของเขายังมีชีวิตอยู่ การแต่งงานในครั้งนี้ทำให้เขาสามารถรวมกำลังของทางด้านตะวันตกได้ทั้งหมด  แต่ในขณะเดียวกันทำให้เขามีศัตรูทางด้านฝั่งตะวันออกมากขึ้น ซ้ำร้ายชนเผ่าทางด้านตะวันออกล้วนแต่เป็นชนเผ่าที่มีกองกำลังอันเข้มแข็งทั้งสิ้น ในขณะที่เขามีกองกำลังทหารม้าแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง

ในที่สุดชนเผ่าเตอิดจัทซ์รวมกับชนเผ่าตาร์ตาร์ที่มีความแข็งแกร่งกว่ากองทัพมองโกลของเตมูยินถึง 3 เท่าก็ได้บุกเข้าเผชิญหน้ากับกองทัพของเขา แต่ด้วยความเก่งกาจในการต่อสู้บนหลังม้าและความแม่นยำในการยิ่งธนูคราวละหลาย ๆ ดอก จึงทำให้กองทัพของเตมูยินเป็นฝ่ายชนะ ทหารฝ่ายข้าศึกจำนวน 6,000 ล้มตายระเนระนาด ส่วนทหารตำแหน่งหัวหน้า 70 คน ถูกจับไปคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเตมูยิน และในที่สุดทั้งหมดก็ถูกประหาร ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือข้าศึก ซึ่งมีกำลังทหารมากกว่า

 

                                  

 


ต่อมาข่านเตมูยินมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ ชนเผ่าเล็กๆ หลายเผ่าต่างเข้ามาสวามิภักดิ์ เข้าร่วมกับกองทัพมองโกลมากขึ้น จนบัดนี้ทำให้เขามีกำลังพลมากถึงหมื่นครอบครัว หรือหมื่นกระโจมเกวียน ทำให้ชนเผ่ามองโกล กลายเป็นชนเผ่าแห่งขุนเขามีอำนาจมหาศาล

เขาได้กล่าวในที่ประชุมบรรดานักรบชั้นนำของเผ่า “ว่าหัวใจและจิตใจที่แตกต่างกันไม่สามารถอยู่ในร่างเพียงหนึ่งเดียวได้ แต่นี่ละที่ข้าตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้นจนได้ ข้าจะแผ่ขยายอำนาจครอบคลุมชนเผ่าเพื่อนบ้านของเราทั้งหมดให้ได้” จึงเป็นสาเหตุให้ในเวลาช่วงเวลา 5 ปีต่อมาเขาได้ทำสงครามไปทั่วทะเลทรายโกบีและได้รวมชนเผ่าต่าง ๆ เข้าด้วยกันกลายเป็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ หลังจากนั้นจึงเคลื่อนทัพตามเส้นทางจากที่ราบสูงตระหง่านของมณฑลเทียนซานไปยังดินแดนแห่งกำแพงเมืองจีน

ตอนนั้นมีการตั้งสภาและประชุมกันเพื่อหาผู้นำกองทัพ ที่ประชุมสภาได้ตกลงเป็นเอกฉันท์เลือกเตมูยินเป็นประมุขสูงสุด ขณะนั้นโหราจารย์คนหนึ่งได้ลุกยืนขึ้น เสนอข้อคิดเห็นแก่ที่ประชุมสภาว่า เมื่อเตมูยินได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจสูงสุดเป็นตำแหน่งผู้นำใหม่แล้ว ควรเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น “เจงกิสข่าน” ปรากฏว่าทุกคนเห็นด้วย คำว่าเจงกิสข่าน หมายถึง ข่านผู้ยิ่งใหญ่ หรือข่านผู้ปกครองแผ่นดินจนถึงทะเล

ในช่วงเริ่มศตวรรษที่ 13 เจงกิสข่านได้ตรากฎหมายขึ้นเจงกิสข่านถือว่ากฎหมายของเขาศักดิ์สิทธิ์มากทั้งต่อมนุษย์และสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น หากใครขโมยสัตว์หนึ่งตัว ต้องถูกลงโทษประหารชีวิตหลังจากยอมรับหรือสารภาพแล้ว ทหารคนใดละทิ้งกลุ่มของตนในยามสงคราม จะได้รับโทษหนัก  รวมถึงการห้ามมิให้ทหารและกองทัพล่าถอยเด็ดขาด ตราบใดที่ธงชัยยังโบกสะบัดนำหน้ากองทัพอยู่ ทหารม้าทุกคนต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ขณะโจมตีข้าศึกแตกพ่าย ห้ามแยกกลุ่มเข้าไปยึดทรัพย์จากเชลยโดยเด็ดขาด ทรัพย์สมบัติที่ยึดได้จากข้าศึกทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งอย่างยุติธรรมในภายหลัง  การจัดกองทัพ มีระเบียบการจัดเป็นหมวดหมู่เป็นกอง กองทหารม้ามองโกลจัดเป็นหน่วยแต่ละหน่วยมีกำลังหนึ่งพันคนถึงหนึ่งหมื่นคน

ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ จะแจกจ่ายในช่วงปฏิบัติการรบในสมรภูมิเท่านั้น ตามปกติจะเก็บไว้ในคลังแสงทั้งหมด ทัพมองโกลจะไม่ปล่อยให้นักรบติดอาวุธออกไปในสถานที่ต่างๆ อย่างไร้เหตุผล

การนำคำสั่งจากเจงกิสข่านไปแจ้งให้แต่ละแห่งได้ทราบนั้น อาศัยม้าเร็วจากค่ายหนึ่งไปยังอีกค่ายหนึ่งต่อไปตามลำดับ ในสถานที่หยุดพักแต่ละแห่ง ต้องมีการเปลี่ยนม้าใหม่เสมอ ผู้นำสารจะนำคำสั่งที่บรรจุอยู่ในกระบอกหรือท่อสีดำปิดผนึกเรียบร้อยไปส่งตามจุดหมายปลายทางให้ครบและกำหนดการเดินทางในหนึ่งวันต้องเดินทางไปให้ได้สองร้อยไมล์ ผู้นำสารต้องใช้น้ำมันเนยทาหน้าและลำตัวเพื่อทนต่ออากาศหนาวจัดในช่วงฤดูหนาว เสียงกระดิ่งซึ่งผูกไว้ที่เอวจะเตือนให้ผู้คนหลีกทางให้ความสะดวก กระบวนการนี้พวกมองโกลสามารถทำเวลาได้เร็วกว่าผู้นำสารของการสื่อสารด่วนพิเศษของอเมริกัน โพนี เอกซเพรสในอีกห้าร้อยปีต่อมาเสียอีก

ในปี 1214 เจงกิสข่านได้นำกองทหารม้าอันเกรียงไกรโจมตีอาณาจักรคาเธย์หรือจีนในปัจจุบัน เพื่อข่มขวัญ เขาได้ส่งสายลับไปล่วงหน้า ตามด้วยกองสอดแนม ซึ่งกระจายกำลังออกไปถนนทุกสาย จากนั้นกองกำลังทหารม้าซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ทัพใหญ่  จูชิบุตรชายคนโตของเจงกิสข่านนำกองทัพผ่านเข้าไปทางเมืองเลียวตุง ส่วนบุตรชายอีกสามคนได้นำทัพเข้าทางมาณฑลชานสี ส่วนเจงกิสข่านนำทัพหลวงเข้าด้านหลังเมืองเยนกิง

กองทัพทั้งสี่นี้ได้ทำลายหมู่บ้านต่างๆ ในเขตชนบทตามรายทาง รวมทั้งได้กวาดต้อนเชลยอีกเป็นจำนวนมาก พวกเขาได้ล้อมรอบและตีฝ่ากองทัพคาเธย์แตกพ่ายกระเจิงหลายทัพ ปฏิบัติการรบดังกล่าวหลายครั้งยืนยันได้ว่า กองทัพเจงกิสข่านแข็งแกร่งอย่างแท้จริง


ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของกองทัพทั้งสี่ของเจงกิสข่าน คือ นอกจากแยกย้ายกันปฏิบัติการโจมตีเข้าล้อมเมืองต่างๆ แล้ว ยังใช้วิธีกวาดต้อนผู้คนตามชนบท ตามเมืองที่ผ่านมาบังคับให้เดินเป็นทัพหน้านำกองทหารบุกเข้าไปทำให้เมืองต่างๆ อีกหลายเมืองยอมแพ้ หากเมืองใดยอมแพ้และสวามิภักดิ์โดยดี กองทหารม้าเจงกิสข่านก็ยอมเว้นชีวิตไม่สังหาร แต่ภายนอกเมืองทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายราบเรียบ หากเป็นเสบียงอาหาร เช่น สัตว์ ข้าว เกลือ หรือพืชไร่ต่างๆ ก็ถูกยึดหมด

กองทหารของเจงกิสข่านมีมากมายมหาศาลเพียงใดนั้น นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ทุกเมืองที่กองทัพเจงกิสข่านเคลื่อนผ่านไป จะเห็นขบวนทัพยาวเหยียดไม่ขาดสาย กองคาราวานเกวียนที่บรรทุกเสบียงเคลื่อนไปช้าๆ และนานกว่าจะจบสิ้น ส่วนฝูงสัตว์ที่ต้อนไปก็มีจำนวนมากมาย และในที่สุดด้วยแสนยานุภาพของกองทัพมองโกล เจงกิสข่านก็ได้ครอบครองอาณาจักรคาเธย์หรือประเทศจีนในปัจจุบันหลังจากนั้นกองทัพทหารม้าของเจงกิสข่านก็ได้ขยายอาณาจักรครอบครองดินแดนในโลกนี้กว่าครึ่งโลกดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

และเมื่อปี ค.ศ. 1227 เจงกิสข่านก็ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ แต่ชื่อของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันและแสดงให้คนรุ่นหลังโดยเฉพาะคนเอเชียภาคภูมิใจในความเกรียงไกรของกองทัพมองโกล และผมเชื่อแน่ว่าหากคนเอเชียทั้งหมดร่วมมือร่วมใจกันเหมือนในครั้งอดีตที่ผ่านมา เอเชียจะสามารถผงาดและกลับมายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อีกครั้งหนึ่ง

guest

Post : 17/06/2015 20:16     Forum: อ่านก่อนเลย  >  เราะมะฎอน

 

 

 

 

 

 

 

 

  

เราะมะฎอน (อาหรับ: رمضان

 

 

 

ภายหลังจากที่สำนักจุฬาราชมนตรี    กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1432 ในวันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2554  หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า  

 

 

 

รอมะฏอน หรือ รอมฎอน คือเดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์หรือปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เดือนบวช และถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง มุสลิมจะต้องอดอาหารเพื่อที่จะได้มีความรู้สึกถึงคนที่ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม เช่น คนยากจน เป็นต้น และเดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อัลกรุอานได้ถูกประทานลงมาเป็นทางนำให้กับมนุษย์ มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้และโลกหน้าจะเป้นอย่างไร และจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง กิจกรรมพิเศษของมุสลิมนิกายซุนนะหฺคือการละหมาดตะรอเวียะฮ์ในยามค่ำของเดือนนี้

เมื่อสิ้นเดือนเราะมะฎอนแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 1 เดือนเชาวาล เรียกว่า อีดุลฟิฏริหรือวันอีดเล็ก


วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1432  จึงตรงกับ 1 สิงหาคม  2554    เริ่มต้นถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

 

 


หลายคนที่นับถือต่างศาสนา คงสงสัยไม่ใช่น้อยว่า  เดือนรอมฎอน ตามหลักศาสนาอิสลาม มีความสำคัญอย่างไร นอกเหนือไปจาก เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิมแล้ว

 

รอมะฎอน   หรือ รอมฎอน คือ เดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ หรือปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เดือนบวช   เป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง  เนื่องจากชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติเพราะเป็นศาสนบัญญัติ  ด้วยการงดอาหารทุกชนิด รวมถึงน้ำดื่ม   ในช่วงเวลา พระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตกดิน รวมทั้ง ให้อดทนต่อสิ่งรอบตัว หยุดทำความชั่ว และออกห่างจากสิ่งหรือคนที่จะชักนำเราไปสู่การฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าไม่ว่าจะโดยมือ(ทำร้ายหรือขโมย)       เท้า  (เดินไปสู่สถานที่ต้องห้าม)   ตา (ดูสิ่งลามก)   หู (เช่นการฟังสิ่งไร้สาระ ,ฟังเรื่องชาวบ้านนินทากัน)  ปาก (การนินทาว่าร้ายคนอื่น โกหก โป้ปด)   

 

 เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่จูงใจให้ผู้ศรัทธาทำความดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดือนอื่นๆ  เน้นการบริจาคทาน หัวใจจะจดจ่ออยู่กับการแสดงความเคารพภักดี (อิบาดะฮฺ) ต่ออัลลอฮฺและหันไปหาพระองค์มากขึ้น    เรียกได้ว่า  รอมฏอนเป็นเดือนแห่งการอบรมจิตใจ นั่นเอง เพราะจะไม่ทำสิ่งไร้สาระ จะทำอะไรต้องระมัดระวังทุกการกระทำและคำพูด มิเช่นนั้น ก็จะเป็นการถือศีลอดที่ได้แค่เพียง การอดอาหาร เท่านั้นเอง รวมทั้งจะได้รับรู้ความยากลำบากคนที่ยากไร้ด้วย

 

 

 

นอกจากถือศีลอด และทำทานแล้ว  รอมฎอนยังเป็นเดือนสุดประเสริฐ  ที่มีการประทานคัมภีร์อัล-กรุอาน (พระวัจนะของพระเจ้า) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคน และเป็นเดือนแห่งความเมตตา ประตูสวรรค์เปิด ประตูนรกปิด เดือนนี้จึงหมั่นทำความดีให้มากๆมุสลิมทุกคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (อากิลบาเล็ฆ)  มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้และโลกหน้าจะเป็นอย่างไร และจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง

 

เมื่อสิ้นเดือนรอมะฎอนแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 1 เดือนเชาวาล เรียกว่า อีดุลฟิฏริหรือ วันอีดเล็ก


การกำหนดวันที่ 1 ของเดือนการเริ่มต้นวันตามศาสนาอิสลามเริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า และการกำหนดเดือนเป็นระบบจันทรคติ ซึ่ง 1 เดือนจะมี 29 หรือ 30 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับเวลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการหมุนรอบโลกครบ 1 รอบในเดือนนั้นๆ


ความจริงแล้วการกำหนดวันที่ 1 ของแต่ละเดือนนั้น ประเทศที่มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่หรือประเทศมุสลิมจะมีการกำหนดไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีนักวิชาการหลากหลายครบทุกแขนง ซึ่งแน่นอนว่ารวมทั้งด้านดาราศาสตร์ด้วย ดังนั้นการกำหนดวันที่ 1 ของเดือนต่างๆ ด้วยการดูจันทร์เสี้ยว เมื่อผ่านพ้นวันที่ 29 ของแต่ละเดือนขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มตกลับขอบฟ้า ถ้าเห็นจันทร์เสี้ยวให้เริ่มนับจากคืนนั้นว่าเป็นวันที่ 1 ของเดือนใหม่ แต่ถ้าไม่ปรากฏว่ามีจันทร์เสี้ยว แสดงว่าดวงจันทร์ยังโคจรไม่ครบรอบ ให้นับเดือนนั้นว่า มี 30 วัน จึงเป็นไปตามหลักศาสนาและตรงตามสภาพความจริงบนฟ้าตามที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ทรงกำหนดไว้

 

 


บุคคลที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน  ได้แก่  คนเจ็บป่วย  หญิงที่มีประจำเดือน หญิงที่ให้นมบุตร แต่หากมีความสามารถ ก็จะถือได้  หญิงที่ตั้งครรภ์  และคนแก่ชรา ที่ไม่มีความสามารถเพียงพอ
 
 
ทั้งนี้ หญิงที่ตั้งครรภ์และที่ให้นมบุตร กับคนที่ไม่มีความสามารถที่จะถือศีลอดนั้น....ต้อง จ่ายเป็นทาน โดยจ่ายทานเป็นข้าวสาร จ่ายทานข้าวสาร วันละ 1 มุด 1 มุดประมาณ 6 ขีด   ส่วนคนเจ็บป่วย และ สตรีที่มีประจำเดือนนั้น ให้ถือศีลอดใช้ภายหลัง ให้ครบ ก่อนรอมฎอนในปีถัดไปช่วงเวลาที่เริ่มถือศีลอด คือตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ขึ้น - แสงพระอาทิตย์เริ่มตกดินการคำนวนดูเวลาแสงพระอาทิตย์ ขึ้น-ตก ตามการคำนวณของหลักดาราศาสตร์อิสลาม วัดตามพิกัดองศาแต่ละพื้นที่เวลาละศีลอด นั้นมักจะใช้อินทผลัมในการละศีลอด...เพราะเป็นแบบอย่างจากท่านนบีมูฮำมัด  ซึ่ง อินทผลัมนั้น ประกอบด้วย น้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส น้ำ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส จัดเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายชนิดหนึ่ง และเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นในสภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย จากการขาดพลังงานและน้ำ ลูกอินทผลัมน่าจะเป็นผลไม้ที่ดีชนิดหนึ่ง สำหรับผู้ที่จะละศีลอด ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีรสหวานก็สามารถทานได้

     

 

 

     
อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของเดือนรอมฎอน  คือ เพื่อเพิ่มความยำเกรงพระเจ้าให้มากขึ้น  ต้องการให้เราทำทานมากขึ้น  รวมถึงยังให้ฝึกฝนตนเองไว้ให้พร้อมสำหรับการญิฮาด (เสียสละ)ตลอดชีวิต สุดท้ายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคัมภีร์กุรอานให้มากยิ่งขึ้น


  การถือศีลอดเดือนรอมฎอนตามบัญญัติอิสลาม เป็นอิบาดะฮฺที่ต้องมีการปฏิบัติในประชาชาติอิสลามโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะต้องปฏิบัติในช่วงเดือนรอมฎอน ที่มีเพียงเดือนเดียวต่อปี จึงทำให้ชาวมุสลิมต้องตระหนักถึงความเป็นปึกแผ่นของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน  ตามคำสอนของอัลลอฮฺตะอาลา ที่ตรัสไว้ว่า  "เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้นเถิด"

 

                    

 

guest

Post : 10/06/2015 21:38     Forum: อ่านก่อนเลย  >  กำเนิดฟุตบอล

 

ฟุตบอล (Football) หรือซอคเกอร์ (Soccer) เป็นกีฬาที่มีผู้สนใจที่จะชมการแข่งขันและเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในโลก ชนชาติใดเป็นผู้กำเนิดกีฬาชนิดนี้อย่างแท้จริงนั้นไม่อาจจะยืนยันได้แน่นอน เพราะแต่ละชนชาติต่างยืนยันว่าเกิดจากประเทศของตน แต่ในประเทศฝรั่งเศสและประเทศอิตาลี ได้มีการละเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ซูเลอ" (Soule) หรือจิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) มีลักษณะการเล่นที่คล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศอาจจะถกเถียงกันว่ากีฬาฟุตบอลถือกำเนิดจากประเทศของตน อันเป็นการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะขาดหลักฐานยืนยันอย่างแท้จริง ดังนั้น ประวัติของกีฬาฟุตบอลที่มีหลักฐานที่แท้จริงสามารถจะอ้างอิงได้ เพราะการเล่นที่มีกติการการแข่งขันที่แน่นอน คือประเทศอังกฤษเพราะประเทศอังกฤษตั้งสมาคมฟุตบอลในปี พ.ศ. 2406 และฟุตบอลอาชีพของอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431

 

 

วิวัฒนาการด้านฟุตบอลจะเป็นไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ตลอดมา ต้นกำเนิดกีฬาตะวันออกไกลจะได้รับอิทธิพลมาจากสงครามครั้งสำคัญๆ เช่น สงครามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้นำเอา "แกลโล-โรมัน" (Gello-Roman) พร้อมกีฬาต่างๆ เข้ามาสู่เมืองกอล (Gaul) อันเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของกีฬาฟุตบอลในอนาคต และการเล่นฮาร์ปาสตัม (Harpastum) ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นกีฬาซูเลอ


วิวัฒนาการของฟุตบอล

 

 

ภาคตะวันออกไกล
ขงจื้อได้กล่าวไว้ในหนังสือ "กังฟู" เกี่ยวกับกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ใช้เท้าและศีรษะในสมัยจักรพรรดิ์ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี 32 ก่อนคริสตกาล) มีการเล่นกีฬาที่คล้ายกับฟุตบอลซึ่งเรียกว่า"ซือ-ซู" (Tsu-Chu) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกหนังด้วยเท้า กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ซึ่งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นได้ยกย่องผู้เล่นที่มีชื่อเสียงให้เป็นวีรบุรุษของชาติ และในสมัยเดียวกันได้มีการเล่นคล้ายฟุตบอลในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

 

ภาคตะวันออกกลาง
ในกรุงโรม ความเจริญของตะวันออกไกลได้แผ่ขยายถึงตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอิทธิพลของสงครามโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช การเล่นกีฬาชนิดหนึ่งเรียกว่า ฮาร์ปาสตัม เป็นกีฬาที่นิยมของชาวโรมันและชาวกรีกโบราณวิธีการเล่นคือ มีประตูคนละข้าง แล้วเตะลูกบอลไปยังจุดหมายที่ต้องการ เช่น จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง การเล่นจะเป็นการเตะ หรือการขว้างไปข้างหน้าฮาร์ปาสตัม หมายถึงการเหวี่ยงไปข้างหน้า การเล่นกีฬาฮาร์ปาสตัมในกรุงโรมดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาซึ่งมีการเล่นในสมัยกลาง

 

 

 

ในการเล่นฮาร์ปาสตัม ขนาดของสนามจะเล็กกว่าสนามกีฬาซูเลอ แต่จุดประสงค์ของกีฬาทั้งสองคือ การนำลูกบอล ไปยังแดนของตน แต่เนื่องจากมีเสียงอึกทึกโครมครามจากการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า จึงมีพระบรมราชโองการในนามของพระเจ้าแผ่นดินห้ามเล่นกีฬาดังกล่าวในเมือง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามซึ่งออกในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.1892 ขอให้เล่นยิงธนูในวันฉลองต่าง ๆ แทนการเล่นเกมฟุตบอล

ในโอกาสต่อมากีฬาฟุตบอลได้จัดให้มีการแข่งขันกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างทีมต่างๆ ที่อยู่ห่างกันประมาณ 3-4 ไมล์ ( 5-6.5 กิโลเมตร- )

 

 

ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดนี้ได้ขัดเกลาให้ดีขึ้น มีการกำหนดจำนวนผู้เล่นให้เท่ากันในแต่ละข้าง ขนาดของสนามอยู่ในระหว่าง 80 - 100 หลา (73-91 เมตร) และมีประตูทั้งสองข้างที่ริมสุดของสนามซึ่งทำด้วยไม้ 2 อัน ห่างกัน 2-3 ฟุต

ในปี พ.ศ. 2366 ได้จัดให้มีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบัน William Alice คือผู้เริ่มวางกฎบังคับต่างๆ สำหรับกีฬาฟุตบอลและรักบี้ ในปี พ.ศ. 2393 ได้มีการออกระเบียบและกฎของการเล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ให้ปฏิบัติตาม โดยจำกัดจำนวนผู้เล่นให้มีข้างละ 15-20 คน

ในปี พ.ศ. 2413 มีการกำหนดผู้เล่นให้เหลือข้างละ 11 คน โดยมีผู้เล่นกองหน้า 9 คน และผู้เล่นรักษาประตู 2 คน โดยผู้รักษาประตูใช้เท้าเล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทั่งให้เหลือผู้รักษาประตู 1 คน แต่อนุญาตให้ใช้มือจับลูกบอลได้ในปี พ.ศ. 2423

ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลได้ก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่เมืองเซนพัสด์ประเทศอังกฤษ และต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งได้มารวมกันที่กรุงลอนดอนเพื่อก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น ซึ่ง
ถือเป็นรากฐานในการกำเนิดสมาคมแห่งชาติ จนถึง 140 สมาคม และทำให้ผู้เล่นฟุตบอลต้องเล่นตามกฎและกติกาของสมาคมฟุตบอล จนเวลาผ่านไปจากคำว่า Association ก็ย่อเป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ขึ้นในที่สุด ซึ่งนิยมเรียกกันในประเทศอังกฤษ แต่ชาวอเมริกันเรียกว่า Football หมายถึง American football

 

 

ภายนอกเกาะอังกฤษ พวกกะลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า วิศวกร หรือแม้แต่นักบวชได้นำกีฬาชนิดนี้ไปเผยแพร่ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ 2 ในยุโรป

ในอเมริกาใต้ สโมสรแรกได้ถูกตั้งขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา เมื่อพี่น้องชาวอังกฤษ 2 คน ได้ลงข้อความโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของเมืองบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires) เพื่อ หาผู้อาสาสมัคร ในปี พ.ศ. 2427 กีฬาฟุตบอลก็กลายมาเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียนของเมืองบูเอโนสไอเรส การแข่งขันระดับชาติครั้งแรกในทวีปอเมริกาใต้ คือ การแข่งขันระหว่างอาร์เจนตินากับอุรุกวัย ในปี พ.ศ.2448 แต่อเมริกาเหนือเริ่มแข่งขันเมื่อปี พ.ศ. 2435

ในอิตาลี ฮาร์ปาสตัมเป็นต้นกำเนิดจิโอโค เดล คาลซิโอ ผู้เล่นกีฬาจะเป็นผู้นำทางสังคม หรือแม้แต่ผู้นำชั้นสูงของศาสนา เช่นสันตปาปา เกลาเมนต์ที่ 7 ลีออนที่ 10 และเออร์เบนที่ 7 เป็นถึงแชมเปี้ยนในกีฬาฟลอเรนไทน์ฟุตบอล ต่อมาชาวโรมันได้ดัดแปลงเกมการเล่นฮาร์ปาสตัมเสียใหม่ โดยกำหนดให้ใช้เท้าแตะลูกบอลเท่านั้น ส่วนมือให้ใช้เฉพาะการทุ่มลูกบอล ซึ่งนักรบชาวโรมัน นิยมเล่นกันมาก

 

 

กีฬาฮาร์ปาสตัมซึ่งมีต้นกำเนิดจากสมัยโรมันได้ถูกแปลงมาเป็นกีฬาซูลอหรือซูเลอ กีฬาชนิดนี้เหมือนกับฮาร์ปาสตัม คือ นำลูกบอลกลับไปยังแดนของตน แต่สนามมีขนาดกว้างกว่ามาก
การเล่นซูเลอมักจะมีขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์หลังการสวดมนต์เย็น จะมีการแข่งขันสำคัญในช่วงเวลาดีคาร์นิวาล กีฬาชนิดนี้เป็นที่นิยมมากในเขตปริตานีและมอร์ลังดี กีฬานี้ได้ถูกเผยแพร่ไปยังอังกฤษโดยผู้ติดตามของวิลเลี่ยมผู้พิชิตภายหลัง การรบที่เฮสติ้ง (Hasting)

เมื่อ 900 ปีกว่ามาแล้ว ประเทศอังกฤษได้ตกอยู่ในความปกครองของพวกเคนส์ เชื้อสายโรมัน ซึ่งยกกองทัพมาตีหมู่เกาะอังกฤษตอนใต้ และได้ปกครองเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 1589 อังกฤษเริ่มเข้มแข็งขึ้น และสามารถขับไล่พวกเคนส์ออกจากประเทศได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี อังกฤษจึงเริ่มปรับปรุงประเทศเป็นการใหญ่ มีการขุดอุโมงค์ตามพื้นที่หลายแห่ง ซึ่งในการขุดอุโมงค์คนงานคนหนึ่งได้ขุดไปพบกะโหลกศีรษะในบริเวณที่เคยเป็นสนามรบ และเป็นที่ฝังศพของพวกเคนส์มาก่อนทุกคนในที่นั้นแน่ใจว่าเป็นกะโหลกศีรษะของพวกเคนส์ อารมณ์แค้นจึงเกิดขึ้นทันทีเมื่อต่างคนต่างคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกพวกเคนส์กดขี่ทารุณจิตใจคนอังกฤษในสมัยนั้นด้วยเหตุผลนี้ คนงานคนหนึ่งจึงเตะกะโหลกศีรษะนั้นทันที ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันหยุดงานชั่วคราว แล้วหันมาเตะกะโหลกศีรษะเป็นการใหญ่ เพื่อระบายอารมณ์แค้นที่เก็บไว้อย่างสนุกสนาน ผลที่สุดเมื่อพวกนี้หากะโหลกศีรษะเตะกันไม่ได้ก็เอาถุงลมของวัวมาทำเป็นลูกกลมขึ้นเตะแทนกะโหลกศีรษะ ปรากฏว่าเป็นที่รื่นเริงสนุกสนามกันมาก


ต่อมาชาวโรมันได้นำเกมนี้ไปเล่นในอังกฤษ จากนั้นชาวอังกฤษก็ได้ปรับปรุงวิธีการเล่น เทคนิคการเล่น ตลอดจนกติกาให้เหมือนในสมัยปัจจุบัน คือเกมฟุตบอลที่ใช้เท้าเล่น แต่ในระยะแรกของการเล่นฟุตบอลจะเล่นกันเป็นกลุ่มๆ เฉพาะพวกคนธรรมดาเท่านั้น ไม่มีการจำกัดจำนวนผู้เล่น ประตูจะห่างกันเป็นไมล์ และใช้เวลาในการเล่นหลายชั่วโมง จะเป็นการเล่นระหว่างทหารใหม่ที่ถูกเกณฑ์ นักบวช คนที่แต่งงานแล้ว คนโสด และพวกพ่อค้า เกมชนิดได้กลายเป็นสิ่งฉลองในงานพิธีต่างๆ เช่น ในวันโชรพ ทิวส์เดย์ (Shrove Tuesday) จะมีฟุตบอลนัดสำคัญให้คนได้ชม เกมในสมัยนั้นจะเล่นกันอย่างรุนแรงและมีการบาดเจ็บกันมาก

 

 

ในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 1857 พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 2 ได้ทรงออกพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากมีเสียงอึกทึกครึกโครมจาการวิ่งแย่งลูกบอล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากมาย อันเป็นข้อห้ามของพระเจ้า โดยห้ามเล่นกีฬาดังกล่าว ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก

ฟุตบอลได้เริ่มแข่งขันภายใต้กฎของสมาคมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2412 ระหว่างทีมรัตเกอร์กับทีมบรินท์ตัน จากนั้นกิจการฟุตบอลได้เจริญขึ้นช้าๆ ในต่างจังหวัดจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการตั้ง
สมาคมฟุตบอลต่างจังหวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2450 และมีการฝึกสอนในปี พ.ศ. 2484

ในทวีปเอเชีย อินเดียเป็นประเทศแรกที่เริ่มเล่นฟุตบอล ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยกัลกัตตา เป็นผู้นำสำเนากฎหมายการเล่นมาเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2426 และในปี พ.ศ. 2435 ได้มีการแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเป็นครั้งแรก
ในทวีปซึ่งยังไม่มีชื่อเสียงในด้านการเล่นฟุตบอล กีฬาชนิดนี้ก็ได้เริ่มมีการเล่นมาก่อนร่วมร้อยปีแล้ว เช่น
สมาคมฟุตบอลแห่งนิวเซาท์เวลส์ ได้ถูกตั้งขึ้นในออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2425 และสมาคมฟุตบอลของนิวซีแลนด์ได้ถูกตั้งขึ้นหลังจากนั้น 9 ปี

ในแอฟริกา สมาคมระดับชาติแห่งแรกได้ถูกตั้งขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ แต่อียิปต์เป็นประเทศแรกที่มีการแข่งขันระดับชาติในปี พ.ศ. 2467 คือ 3 ปี หลังจากที่ได้ก่อตั้งสมาคมขึ้น และอียิปต์สามารถเอาชนะฮังการีได้ 3-0 ในกีฬาโอลิมปิกที่ปารีส

การแข่งขันระดับชาติเป็นการแข่งขันระหว่างอังกฤษกับสกอตแลนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2415 และในปีแรกของศตวรรษที่ 20 โดยประเทศยุโรปอื่นๆ อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2447 กลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบนี้ได้ประชุมกันที่ปารีสเพื่อตั้งสมาคมฟุตบอลนานาชาติขึ้น ในครั้งแรกก่อนการจัดตั้งสหพันธ์ 20 วัน สเปนและเดนมาร์กไม่เคยร่วมการแข่งขันระดับชาติมาก่อน และ 3 ประเทศใน 7 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมยังไม่มีสมาคมฟุตบอลในชาติของตน แต่ฟีฟ่าก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยมา โดยมีสมาชิก 5 ชาติ ในปี พ.ศ. 2481 และ 73 ชาติ ในปี พ.ศ. 2493 และในปัจจุบันมีสมาชิกถึง 146 ประเทศ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของฟีฟ่า ทำให้ฟีฟ่าเป็นองค์การกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สมาพันธ์ประจำทวีปของสมาคมฟุตบอลแห่งแรกที่ตั้งขึ้นคือ Conmebol ซึ่งเป็นสมาพันธ์ของอเมริกาใต้ สมาพันธ์นี้ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อจัดตั้งเพื่อจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศภายในทวีปอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2460 เกือบครึ่งศตวรรษ ต่อมาเมื่การแข่งขันภายในทวีปได้แพร่หลายมากขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งสมาพันธ์ในทวีปอื่นๆ ขึ้นอีกคือสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการจัดตั้งในทวีปเอเชีย และ 2 ปี ก่อนการจัดตั้งสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งแอฟริกา (Concacaf)หรือสหพันธ์ฟุตบอลแห่งอเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และแคริบเบี้ยน ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 และน้องใหม่ในวงการฟุตบอลโลกคือ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งโอเชียนเนีย (Oceannir)

 

 

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Federation International Football Association FIFA) ก่อตั้งขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2447 โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฝรั่งเศส และประเทศที่เข้าร่วมก่อตั้ง 7 ประเทศคือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


สมาพันธ์ฟุตบอลที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

1. Africa (C.A.F.) เป็นเขตที่มีสมาชิกมากที่สุด ได้แก่ ประเทศแอลจีเรีย ตูนิเซีย แซร์ ไนจีเรีย และซูดาน เป็นต้น

2. America-North and Central Caribbean (Concacaf) ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก คิวบา เอติ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และฮอนดูรัส เป็นต้น

3. South America (Conmebol) ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา ชิลี เวเนซุเอลา อีคิวเตอร์ และโคลัมเบีย เป็นต้น

4. Asia (A.F.C.)เป็นเขตที่มีสมาชิกรองจากแอฟริกา ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เลบานอน อิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน และเนปาล เป็นต้น

5. Europe (U.E.F.A.) เป็นเขตที่มีการพัฒนามากที่สุด ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮังการี อิตาลี สกอตแลนด์ รัสเซีย สวีเดน สเปน และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

6. Oceannir เป็นเขตที่มีสมาชิกน้อยที่สุดและเพิ่งจะได้รับการแบ่งแยก ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ และปาปัวนิวกินี เป็นต้น ซึ่งประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงเป็นรายปี ปีละ 300 ฟรังสวิสส์ หรือประมาณ 2,400 บาท


สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย

ในทวีปเอเชียมีการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเอเชีย (A.F.C.) เพื่อดำเนินการด้านฟุตบอล ดังนี้

พ.ศ. 2495 มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากประเทศในเอเชียเข้ามาร่วมการแข่งขันด้วย จึงได้ปรึกษาหารือกันในการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียขึ้น

พ.ศ. 2497 มีการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการจากชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 12 ประเทศ

พ.ศ. 2501 มีการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกรวมเป็น 35 ประเทศ

พ.ศ. 2509 ฟีฟ่าได้มองเห็นความสำคัญของ A.F.C. จึงได้กำหนดให้มีเลขานุการประจำในเอเชีย โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด รวมทั้งเงินเดือน และคนแรกที่ได้รับตำแหน่งคือ Khow Eve Turk

พ.ศ. 2517 ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่เตหะราน ประเทศอิหร่านได้มีการประชุมประเทศสมาชิก A.F.C. และที่ประชุมได้ลงมติขับไล่อิสราเอล ออกจากสมาชิก และให้จีนแดงเข้าเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆ ที่จีนแดงไม่ได้เป็นสมาชิกของฟีฟ่า นับว่าเป็นการสร้างเหตุการณ์ที่ประหลาดใจให้กับบุคคลทั่วไปเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง

พ.ศ. 2519 มีการประชุมกันที่ประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าประเทศสมาชิกได้ลงมติให้ขับไล่ประเทศไต้หวันออกจากสมาชิก และให้รับจีนแดงเข้ามาเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆ ที่ไต้หวันเป็นประเทศที่ร่วมกันก่อตั้งสหพันธ์ขึ้นมา

งานของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย

1. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Asian Cup
2. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Asian Youth
3. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก
4. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม Pre-Olympic
5. ดำเนินการจัดการแข่งขันและควบคุม World Youth
6. ควบคุมการแข่งขัน Kings Cup, President Cup, Merdeka, Djakarta Cup
นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากฟีฟ่าจัดส่งวิทยากรมาช่วยดำเนินการ


สรุปวิวัฒนาการของฟุตบอล

ก่อนคริสตกาล - อ้างถึงการเล่นเกมซึ่งเปรียบเสมือนต้นฉบับของกีฬาฟุตบอลที่เก่าแก่ที่ได้มีการค้นพบจากการเขียนภาษาญี่ปุ่น-จีน และในสมัยวรรณคดีของกรีกและโรมัน

ยุคกลาง - ประวัติบันทึกการเล่นในเกาะอังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศส
ปี พ.ศ. 1857 - พระเจ้าเอ๊ดเวิร์ดที่ 3 ทรงออกพระราชกฤษฎีกาห้ามเล่นฟุตบอล เพราะจะรบกวนการยิงธนู
ปี พ.ศ. 2104 - Richardo Custor อาจารย์สอนหนังสือชาวอังกฤษกล่าวถึงการเล่นว่า ควรกำหนดไว้ในบทเรียนของเยาวชน โดยได้รับอิทธิพลจาการเล่นกาลซิโอในเมืองฟลอเร้นท์
ปี พ.ศ. 2123 -Riovanni Party ได้จัดพิมพ์กติการการเล่นคาลซิโอ
ปี พ.ศ. 2223 -ฟุตบอลในประเทศอังกฤษได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจ้ชาร์ลที่ 2
ปี พ.ศ. 2391 -ได้มีการเขียนกฎข้อบังคับเคมบริดจ์ขึ้นเป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ. 2406 -ได้มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น
ปี พ.ศ. 2426 -สมาคมฟุตบอลจักรภพ 4 แห่ง ยอมรับองค์กรควบคุม และจัดตั้งกรรมการระหว่างชาติ
ปี พ.ศ. 2429 -สมาคมฟุตบอลเริ่มทำการฝึกเจ้าหน้าที่ที่จัดการแข่งขัน
ปี พ.ศ. 2431 -เริ่มเปิดการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยยินยอมให้มีนักฟุตบอลอาชีพ และเพิ่มอำนาจการควบคุมให้ผู้ตัดสิน
ปี พ.ศ. 2432 -สมาคมฟุตบอลส่งทีมไปแข่งขันในต่างประเทศ เช่น เยอรมันไปเยือนอังกฤษ
ปี พ.ศ. 2447 - ก่อตั้งฟีฟ่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส เมื่อ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 โดยสมาคมแห่งชาติคือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์
ปี พ.ศ. 2480 - 2481 -ข้อบังคับปัจจุบันเขียนขึ้นตามระบบใหม่ขององค์กรควบคุม โดยใช้ข้อบังคับเก่ามาเป็นแนวทาง

ที่มา: kittanut1.blogspot.com/p/blog-page_5938

guest

Post : 08/06/2015 21:38     Forum: อ่านก่อนเลย  >  เดรัจฉานวิชา

 

                             

 

 

   

guest

Post : 05/06/2015 21:11     Forum: อ่านก่อนเลย  >  เธอนี่เองที่คิดสูตรยาบ้า

 

 

             กำเนิดยาบ้า

 

                                 

 

http://variety.teenee.com/foodforbrain/69307.html

 

 

ก่อนที่ ยาบ้า จะระบาดเหมือนทุกวันนี้จุดกำเนิดของ ยาบ้า มาจากผู้หญิงไทยคน หนึ่งส่งลูกไปเรียนวิชาเคมีที่ประเทศ ไต้หวัน เพื่อกลับมา ผลิตยาบ้ารายแรกของเมืองไทย ผู้หญิงคนนี้ ปัจจุบันถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำลาดยาว.....

 

 
ชื่อของเธอ นางกัลยาณี อร่ามเวชอนันต์กลาย เป็นประวัติศาสตร์วงการค้ายาบ้า เมื่อครั้งยังใช้ชื่อว่า "ยาม้า" ชื่อของเธอถูกบันทึกไว้ในฐานะผู้ผลิตยาม้ารายแรกของเมืองไทย เธอถูกจับพร้อมสามีและลูกชาย 2 คน ที่เรียนจบด้านเคมีจาก ไต้หวัน ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งครอบครัวของเธอเช่าไว้ผลิตยาม้า เธอถูกจับในเดือนพฤศจิกายน 2530 เพียงไม่กี่วันหลังจากยาม้าถูกประกาศให้เป็นยาต้องห้าม
 
ซึ่งก่อนหน้านั้นยาม้าสามารถนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อใช้กับ ม้าแข่ง ได้ แม้ กัลยาณีและครอบครัวจะถูกคุมขังแต่การผลิตยาม้าไม่ได้หยุดไปด้วย คนงานที่ช่วยผลิตในโรงงานของกัลยาณีได้เรียนรู้สูตรจากลูกชาย 2 คน ของเธอที่เรียนรูดด้านเคมีจากไต้หวันได้ขยายธุรกิจต่อ บางคนแยกไปทำเอง จนสูตรยาม้าที่กัลยาณี เคยใช้ยี่ห้อ "เปาบุ้นจิ้น" ในครั้งแรกได้ขยายเป็นยี่ห้อต่างๆ มามาย แหล่งผลิตที่เคยกระจุกตัวอยู่รอบๆ กรุงเทพฯ ถูกตำรวจตามทลายจนต้องกระจายไปสู่ภูมิภาค
 
กระทั่งสุดท้ายประมาณกลางปี 2538 คนงานของกัลยาณี บางคนที่แยกมาผลิตเองได้ขยายสู่ชายแดนในเขตพม่า ด้วยการจ่ายค่าคุ้มครองให้ชนกลุ่มน้อยและทหารพม่าบางกลุ่ม โรงงานของคนไทยได้ขยายมากในพื้นที่พม่า จนในที่สุดชนกลุ่มน้อย ที่แตกตัวออกมาจากขุนส่า และกลุ่มว้า เริ่มสนใจธุรกิจยาม้าจึงทั้งขอและบังคับให้เจ้าของคนไทยยอมบอกสูตรให้ และสุดท้ายธุรกิจยาม้าได้ตกอยู่ในมือของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ของพม่าทั้งหมด
 
 
การ ผลิตและทำการตลาดของชนกลุ่มน้อยใชประสบการณ์จากการค้าเฮโลอีนทำให้ยาม้าได้ แพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง ไม่น่าที่จะเชื่อว่าโรงงานผลิตยาม้าที่เกิดขึ้นมากมายในประเทศพม่าบริเวณชาย แดนภาคเหนือของประเทศไทยที่แท้ก็มีต้นกำเนิดมาจากคนไทยเรานั่นเอง สถานการณ์การผลิตยาบ้าในพื้นที่ชายแดน
 
 
ปฏิบัติ การของตำรวจภาคเหนือทำได้เพียงการตรวจค้นและจับยาม้าที่นำมาซ้อนตามหมู่บ้าน คนไทยตามชายแดนเพื่อรอส่งให้ลูกค้าในไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีข้อมูลระบุว่า หลายครั้งที่พวกนี้นำยาบ้าที่ผลิตแล้วมาซุกซ่อนไว้ที่หมู่บ้านอีก้อ ผาฮี้ อ.แม่สาย มีชาวเขาหลายหลังที่มีพฤติกรรมรวยผิดปกติแต่ผู้ใหญ่บ้านที่นี่ยืนยันว่า รวยเพราะทำไร่กาแฟ เพียงไม่กี่ปีผู้ผลิตยาบ้าชาวไทยถ่ายทอดสูตรให้กับชนกลุ่มน้อยและชาวเขารวม กันผลิตยาบ้าขึ้นมาอย่างมากมายพร้อมที่จะทลักเข้าสู่ประเทศไทยตลอดเวลาท่า หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยไม่ใส่ใจอย่างจริงจัง
 
นี่คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่มียาบ้ามากมายเฉกเช่นทุกวันนี้

 

guest

Post : 04/06/2015 21:03     Forum: อ่านก่อนเลย  >  เเพะรับบาป

 

 

                                 

 

 

ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ พ.ศ. 2190 โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิส ฟอลคอนเข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ

พ.ศ. 2205 ฟอลคอนออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังแดนต่าง ๆ

 

 ชีวิตในอยุธยา

 พ.ศ. 2218 เดินทางมายังอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย ฟอลคอนจึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปีและเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส ฟอลคอนได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว

 

พ.ศ. 2225 ฟอลคอนแต่งงานกับดอญา มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ซึ่งภายหลัง เป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง

 

ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิดและเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง ซึ่งแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นข้ออ้างให้พระเพทราชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย วางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้ไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน พ.ศ. 2231

 

 บั้นปลายชีวิต

 พระเพทราชา เมื่อกุมอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ก็จับกุมเจ้าพระยาวิชเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ในวัยเพียง 40 ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ทรงกริ้วมาก แต่ไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใด ๆ และเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา บรรดาขุนนางได้อัญเชิญ พระเพทราชา ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษกทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม หรือ สมเด็จพระเพทราชา และปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

 

การตีความกันไปต่าง ๆ นานาถึงเหตุจูงใจที่ทำให้สมเด็จพระเพทราชาสั่งจับกุมและประหารชีวิตเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์มองเจ้าพระยาวิชเยนทร์ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแพะรับบาป เป็นช่องว่างให้สมเด็จพระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทได้โดยนำเอาความริษยาและความระแวงที่มีต่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาเป็นมูลเหตุสนับสนุน

 

guest

Post : 03/06/2015 21:20     Forum: กลอน-คำคม  >  ลาก่อนนครพนม

       

 

 

 

                     กลอน,คำคม

 

 

 

 

 

 

   

 

 

  

 

 

     

 

 

 

      

    

 

 

 

        

 

 

 

         

 

 

           

 

 

                                             

 

     

 

 

 

           

 

 

             

 

   

                     

          

guest

Post : 03/06/2015 21:07     Forum: อ่านก่อนเลย  >  ลางสังหรณ์

 

                                        ความฝันกลายเป็นจริง

 

                    


ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เป็นคนที่มี ความฝัน บอกเหตุแม่นอย่างเหลือเชื่อ และเขามักจะเล่าเรื่องราวในความฝันให้เพื่อนๆ ฟังเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีเหตุการณ์คล้ายกับความ ฝันของลินคอล์นเกิดขึ้นเสมอ ในเดือนเมษายน ปี ๑๗๖๕ ลินคอล์นเล่าความฝันเมื่อคืนก่อนหน้านี้ให้บรรดาผู้ร่วมงานฟัง

ในฝันนั้น ลินคอล์นได้ยินเสียงร่ำไห้ ราวกับมีผู้คนมากมายกำลังสะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจอย่างสุดแสน เขาจึงลุกจากเตียงและเดินไปตามทางเดินในทำเนียบขาว ทว่าในห้องโถงกลับว่างเปล่า แต่เสียงร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้านั้นก็ยังไม่จางไปลินคอล์น เล่าว่า

เขาประหลาดใจเหลือเกิน ว่าเกิดเหตุร้ายแรงใดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ ด้วยความสงสัยเขาจึงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงห้องทางด้านตะวันออก แล้วก้าวเข้าไปข้างใน เขาเห็นผู้คนมากมายสะอึกสะอื้นร่ำไห้ในห้องนั้น และเห็นโลงศพตั้งอยู่บนเชิงตะกอน มีทหารยืนรายรอบราวกับกำลังอารักขาโลงศพนั้น

“มีใครใน ทำเนียบขาว เสียชีวิตหรือ” ลินคอล์นถามทหารนายหนึ่ง ซึ่งตอบว่า “ประธานา ธิบดีขอรับ ท่านถูกลอบสังหาร”

หลังจากนั้น ๓ วัน ลินคอล์นก็ถูกลอบสังหาร ศพของเขาถูกนำไปตั้งไว้ที่ปีกด้านตะวันออกของ ทำเนียบขาว และมีทหารยืนรายรอบเชิงตะกอน เช่น ที่เขาเห็นในความฝัน

guest

Post : 02/06/2015 20:41     Forum: อ่านก่อนเลย  >  น้ำตาเเสงใต้

 

 

           น้ำตาเเสงใต้

 

 

 

                                         

 

               

 

 ส่วนทางด้านการประพันธ์คำร้องนั้น ครูสง่า อารัมภีร ได้คำแนะนำจากเรืออากาศโท ทองอิน บุณยเสนา ซึ่งเป็นนักเขียนชื่อดังที่มีนามปากกาว่า "เวทางค์" (ที่บอกรงค์ วงษ์สวรรค์ว่า "เว" มาจากคำว่า way ที่แปลว่า "ทาง" แล้วเติม "ค์" เท่านั้นเอง) รวมทั้ง ครูมารุต (ทวี ณ บางช้าง) และ ครูเนรมิต (อำนวย กลิสนิมิ) ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการเขียนบทและกำกับละครเวทีในยุคนั้น เป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำปรึกษาอยู่ด้วยตลอดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลงานเพลงอมตะ "น้ำตาแสงไต้" อันเป็นที่รู้จักันอย่างกว้างขวาง แพร่หลายมานานหลายสิบปี

 
 
 
 

       
       ครูสง่า อารัมภีร เล่าถึงความเป็นมาของเพลงน้ำตาแสงไต้ นี้ไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า
       
       "ผมจำได้แม่นยำว่า "วันนั้น" ในราวเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2487 ศิวารมณ์กำลังซ้อมละครเรื่องพันท้ายนรสิงห์อยู่ที่ห้องครูเล็กศาลาเฉลิมกรุง ดูเหมือนจะเข้าโปรแกรมวันที่ 10 พฤศจิกายน เราซ้อมกันอย่างหนักเพราะเป็นสมัยที่เริ่มงานกันใหม่ๆ กำลังฟิต
       
       สุรสิทธิ์ จก สมพงษ์ และทุกๆ คนมาซ้อมตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน
       
       เนรมิต มารุต สมัยโน้น เข้าคู่กันคร่ำเครียดกับบท และวางคาแร็กเตอร์ตัวละครเป็นการใหญ่ นาฏศิลป์ก็ซ้อมกันไป นักร้องก็ร้องกันไป เสียงแซดไปทั่วห้องเล็กเฉลิมกรุงตั้งแต่ 9 น. ถึง 15.30 น. ทุกวัน
       
       ตอนนั้นผมมีหน้าที่แต่เพียงดีดเปียโนสำหรับนาฎศิลป์เขาซ้อมและต่อเพลงนักร้องเท่านั้น ผู้แต่งเพลงศิวารมณ์คือ ประกิจ วาทยกร และ โพธิ์ ชูประดิษฐ์ ผมเป็นนักดนตรีใหม่ๆ ยังไม่ถึงปีเลย เพลงก็ยังแต่งกับเขายังไม่เป็น และไม่เคยคิดว่าจะแต่งกับเขาได้ยังไง ได้แต่ดูเขาแต่งเท่านั้น วันหนึ่งๆ ก็ได้แต่ดีดีดเปียโนจนเมื่อยนิ้วไปหมด..."
       
       เหตุการณ์ต่อมาก็คือเพลงเอกของเรื่องยังแต่งไม่เสร็จ แม้ครูเพลงทั้งสองจะแต่งมาให้แล้ว แต่เจ้าของเรื่องและผู้กำกับยังไม่พอใจ เพราะต้องการให้เพลงนั้นมีท่วงทำนองแบบไทยๆ หวานเย็นและเศร้า โดยที่ทำนองเพลงของครูประกิจออกไปทางฝรั่ง ส่วนของครูโพธิ์ก็เป็นไทยครึ่ง ฝรั่งครึ่ง ทุกคนต่างพากันอึดอัด เพราะเรกงว่าจะเสร็จไม่ทันวันเปิดการแสดง
       
       เย็นวันนั้น ครูสง่า อารัมภีร ก็ไปนั่งดื่มเหล้ากับครูเวทางค์ที่ร้านโว่กี่ตรงข้าม ศาลาเฉลิมกรุง และก็ปรารถถึงการแต่งเพลงน้ำตาแสงไต้ ซึ่งเป็นเพลงเอกในละครเรื่องพันท้ายนรสิงห์ที่ยังค้างคาอยู่ไม่แล้วเสร็จ
       
       ครูทองอินหรือเวทางค์ ก็บอกว่า
       "เพลงไทยนั้นมีแยะ แต่ไอ้รสหวานเย็นและเศร้าที่หง่าว่ามันมีน้อย ที่อั๊วชอบมากและรู้สึกหวานเย็นเศร้าก็เห็นจะมีแต่ เขมรไทรโยค และ ลาวครวญ เท่านั้น"
       
       เมื่อพูดขาดคำ ครูเวทางค์ก็ร้องให้ฟัง เสียงดังลั่นร้านว่า
       "ร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้..."
       
       ร้องไม่ทันจบก็ขึ้นเพลงใหม่
       "เสียงนกยูงทอง มันร้องโด่งดัง หูเราฟัง หูเราฟัง..." ทันที จนคนในร้านพากันขำ หัวร่อกันทุกคน
       
       ซึ่งคืนนั้นครูสง่า อารัมภีร เล่าว่า ตนเองได้ข้ามฟากมานอนที่เก้าอี้ยาวของแผนกฉาก แล้วหลับฝันไปว่า
       
       "...มีคนอยู่ 4 เป็นชาย 3 หญิง 1 แต่งกายแปลกมากเหมือนนักรบไทยโบราณ เขาถอดหมวกวางไว้บนเปียโน คนเล่นเปียโนผิวค่อนข้างขาว หน้าตาคมคาย อีกคนหนึ่งผิวคล้ำ นั่งอยู่ทางขวาของเปียโน คนที่ 3 อายุมากกว่า 2 คนแรก ผมหงอกประปราย ท่าทางเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หน้าตาอิ่มเอิบ ปล่อยผมยาวปรกบ่า กำลังเอามือท้าวเปียโนอยู่ด้านซ้าย..."
       
       ในความฝันนั้นครูสง่า อารัมภีร เล่าว่า ชายคนแรกที่ชื่อเทพ เล่นเปียโนเพลงเขมรไทรโยค ส่วนผู้หญิงที่ชื่อธิดานั้น เล่นเพลงลาวครวญ และชายผิวคล้ำคนที่สามที่ชื่อว่า อมรนั้นนำเอาเพลงทั้งสองเพลงมาผสมกันอย่างไพเราะ และกลมกลืนกัน
       
       ครูสง่า อารัมภีร เขียนเล่าเอาไว้ว่า
       "...ท่านที่รัก เสียงที่ลอยมาจากเปียโนนั้น สำเนียงไทยแท้มีรส "หวานเย็นเศร้า"
       
       ศิษย์ทั้งสองของเขาจับมือกันอย่างเป็นสุข หน้าของผู้มีอายุยืนยิ้มละไม
       
       คุณครูอมรได้รวมวิญญาณของเขมรไทรโยคและลาวครวญ ให้เป็นเกลียวเขม็งเข้าหากันอย่างสนิทแนบ สำเนียงและวิญญาณถอดออกมาจากเพลงทั้งสองอย่างครบถ้วน โดยที่เพลงเดิมไม่ได้เสียหายอะไรแม้แต่น้อย ดูดุจสองวิญญาณเก่า เข้าเคล้ากันจนเกิดวิญญาณใหม่ที่สวยงามขึ้นอีกวิญญาณหนึ่ง..."
       
       เพราะเหตุที่ครูสง่า อารัมภีร เปงเป็นนักเขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับผีๆ สางๆ และวิญญาณต่างๆ และมีแฟนติดตามอ่านกันมากมายหลายเรื่องถึงขนาดพิมพ์รวมเล่มในชื่อว่าหนังสือแจ๋วเจอผี โดยใช้นามปากกาว่า "แจ๋ว วรจักร" เช่นเรื่อง วิญญาณสุนทรภู่ แจ๋วเจอพี่เหม ฯลฯ การเขียนเล่าเรื่องในแนวแบบนี้จึงน่าอ่าน น่าติดตาม

 

                                 
       
    
   ครูสง่า อารัมภีร เล่าต่อไปอีกว่า
       
       "...บ่าย 3 โมงวันนั้น...เมื่อนาฎศิลป์และละครกลับกันไปแล้ว บนห้องเล็กเหลือ ผม เนรมิต มารุต สุรสิทธิ์
       
       เนรมิตและมารุตพากันบ่นถึงเพลงน้ำตาแสงไต้ว่า ทำนองที่คุณประกิจส่งมายังใช้ไม่ได้ ไม่ตรงกับความประสงค์ สุรสิทธิ์บ่นว่าเหลืออีก 3 วัน เดี๋ยวก็ร้องไม่ทันหรอก
       
       ผมนั่งฟังเขาสักครู่ ก็หันมาดีดเปียโน
       
       ท่านที่รัก ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกได้พานิ้วมือของผมบรรเลงๆ ไปตามอารมณ์ ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไร เพราะเคลิ้มๆ ยังไงพิกล ก็ได้ยิน เนรมิต ถามว่า
       
       "หง่า...นั่นเพลงอะไร?"
       
       ผมสะดุ้งพร้อมกับนึกขึ้นได้ และจำทำนองได้ทันทีว่าเป็นเพลงที่ครูอมรดีด เป็นเพลงที่ผมได้ฟังอย่างประหลาด ผมจำได้หมด
       
       ในบัดนั้น ผมหันไปถามเนรมิตว่า "เพราะหรือฮะ"
       
       เนรมิตพยักหน้า พลางบอกให้ผมเล่นใหม่ ผมก็บรรเลงอีกหนึ่งเที่ยว ทั้ง เนรมิต และมารุตก็พูดขึ้นว่า นี่แหละ "น้ำตาแสงไต้"
       
       ผมดีใจรีบจดโน้ตและประพันธ์คำร้องกันเดี๋ยวนั้น จากพล็อตขององค์ชายใหญ่เจ้าของเรื่อง มารุตเอ่ยขึ้น..."นวล เจ้าพี่เอย..." เนรมิตต่อ "คำน้องเอ่ยล้ำคร่ำครวญ" แล้วก็ช่วยกันต่อ "ถ้อยคำดั่งเหมือนจะชวน ใจพี่หวนครวญคร่ำอาลัย"
       
       พอจบประโยคแรก สุรสิทธิ์ก็ร้องเกลาทันที ร่วมกันสร้างจบคำร้องในราว 10 นาทีเท่านั้นเอง
       
       สุดท้ายเพลงก็ทันละครแสดง สมัยนั้นฉากสุดท้ายเมื่อทำนอง น้ำตาแสงไต้ พลิ้วขึ้น คนร้องไห้กันทั้งโรงแม้พันท้ายฯ จะสร้างเป็นภาพยนตร์ ก็ยังใช้ "น้ำตาแสงไต้" เป็นเพลงเอกอยู่"

guest

Post : 01/06/2015 20:20     Forum: อ่านก่อนเลย  >  สหรัฐสั่งจีนหยุดสร้างเกาะเทียม

 

     

 

นายใหญ่เพนตากอนจี้จีน “หยุดถมทะเล” สร้างเกาะเทียมแบบ “ทันทีและถาวร”

 

เอเอฟพี – สหรัฐฯ เรียกร้องในวันนี้ (30 พ.ค.) ให้รัฐบาลจีนยุติโครงการถมทะเลสร้างเกาะเทียมบริเวณน่านน้ำพิพาทในทะเลจีนใต้ “ทันที และอย่างถาวร” ระบุพฤติกรรมของปักกิ่งถือว่าไม่เคารพหลักปฏิบัติของนานาชาติ

แอชตัน คาร์เตอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำความมั่นคงเอเชีย "แชงกรี-ลา ไดอะล็อก" ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ว่า “ประการแรก เราปรารถนาที่จะเห็นความขัดแย้งได้รับการแก้ไขด้วยแนวทางสันติ ซึ่งนั่นหมายความว่า ทุกฝ่ายที่อ้างกรรมสิทธิ์อยู่จะต้องหยุดปรับสภาพที่ดินในทันที และอย่างถาวรด้วย”

“สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหารไปในเชิงก่อความขัดแย้ง” คาร์เตอร์ กล่าว พร้อมประกาศว่า กองกำลังสหรัฐฯ จะไม่หยุดส่งเรือและเครื่องบินเข้าไปลาดตระเวนในจุดที่เป็นน่านน้ำและน่านฟ้าสากล

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังตำหนิจีนแบบไม่อ้อมค้อมด้วยว่า “สิ่งที่จีนกำลังกระทำในทะเลจีนใต้ถือว่าไม่เคารพกฎเกณฑ์และหลักปฏิบัติของนานาชาติ”

คาเตอร์ ยอมรับว่า ประเทศผู้อ้างกรรมสิทธิ์รายอื่นๆ ก็ได้เข้าไปสร้างฐานที่มั่นของตนเอาไว้บนหมู่เกาะพิพาทเช่นกัน โดยเวียดนามมีฐานอยู่ 48 แห่ง, ฟิลิปปินส์ 8 แห่ง, มาเลเซีย 5 แห่ง และไต้หวัน 1 แห่ง

“อย่างไรก็ดี มีเพียงประเทศเดียวที่ทำมากกว่า และเร็วยิ่งกว่าใครเพื่อน นั่นก็คือ จีน... เวลานี้รัฐบาลจีนเข้าไปยึดพื้นที่กว่า 2,000 เอเคอร์ มากกว่าของประเทศอื่นๆ รวมกัน และมากที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับภูมิภาคแถบนี้... แต่จีนทำได้ในระยะเวลาแค่ 18 เดือน”

“ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าจีนจะรุกคืบไปอีกแค่ไหน และนี่คือเหตุผลที่ทำให้น่านน้ำบริเวณนี้เป็นบ่อเกิดของข้อพิพาท ซึ่งตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก”

สัปดาห์ที่แล้ว กองทัพจีนสั่งให้เครื่องบินลาดตระเวน พี-8 โพไซดอน ของกองทัพเรือสหรัฐฯ บินออกจากน่านฟ้าเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ยอมทำตาม

“กรุณาเข้าใจให้ถูกต้องว่า... สหรัฐฯ มีสิทธิ์ที่จะบิน ล่องเรือ หรือปฏิบัติการในพื้นที่ใดๆ ก็ตามที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต อย่างที่กองทัพของเราก็ได้ปฏิบัติอยู่แล้วทั่วโลก” คาเตอร์ กล่าว

“สหรัฐฯ ตลอดจนประเทศพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราในภูมิภาคนี้ไม่ลังเลที่จะใช้สิทธิ์ของเรา ซึ่งเป็นสิทธิที่ทุกประเทศพึงมี อีกอย่าง... แค่การเข้าไปยึดเกาะปาการังมาทำสนามบินไม่ได้ช่วยให้ประเทศนั้นๆ ได้อธิปไตย หรือสามารถจำกัดสิทธิในการเดินเรือและการบินในพื้นที่สากลได้”

ปักกิ่งยืนยันว่ามีสิทธิ์ที่จะถมทะเลในน่านน้ำพิพาท และกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าจ้องเล่นงานจีนอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่อีกหลายประเทศก็กระทำการอย่างเดียวกัน

จีนอ้างอธิปไตยเหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก และเชื่อกันว่าอุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน และบรูไน ต่างก็อ้างสิทธิทับซ้อนในทะเลจีนใต้เช่นเดียวกัน

 

 

 

       นายใหญ่เพนตากอนจี้จีน “หยุดถมทะเล” สร้างเกาะเทียมแบบ “ทันทีและถาวร”

 

       นายใหญ่เพนตากอนจี้จีน “หยุดถมทะเล” สร้างเกาะเทียมแบบ “ทันทีและถาวร”

 

 

หมู่เกาะสแปรตลี ,พาราเซล

 

(อังกฤษ: Spratly Islands) เป็นดินแดนที่ประกอบด้วยหินโสโครกอะทอลล์สันดอนเกาะ และเกาะขนาดเล็กมากกว่า 750 แห่งในทะเลจีนใต้[1] ตั้งอยู่ระหว่างประเทศเวียดนามประเทศฟิลิปปินส์ประเทศจีนประเทศมาเลเซีย และประเทศบรูไน ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นผืนแผ่นดินน้อยกว่า 4 ตารางกิโลเมตร แต่ครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรมากกว่า 425,000 ตารางกิโลเมตร ผืนแผ่นดินเหล่านี้เป็นเกาะขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล ไม่มีประชาชนตั้งถิ่นฐาน [2] และไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในตัวเอง แต่มีความสำคัญในการกำหนดอาณาเขตดินแดนระหว่างประเทศ และเป็นแหล่งสำคัญในกิจการประมง นอกจากนี้ยังมีการสำรวจพบน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติ

 

ปัจจุบัน เกาะ 45 เกาะในหมู่เกาะสแปรตลีเป็นที่ตั้งกองกำลังทหารของกองทัพเวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิในพื้นที่พิพาท ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งมาแต่เดิมระหว่างอินโดจีนของฝรั่งเศสสาธารณรัฐจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น มาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

 

ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ เป็นปัญหาโลกแตกให้เถียงกันปวดหัวมาแล้วฉันใด วันนี้ข้อพิพาทกรณีเขตแดนทางทะเล ที่ประเทศคู่ขัดแย้งต่างอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือดินแดน กำลังเป็นอีกปัญหาโลกแตก ในยุคที่แหล่งพลังงานใต้ท้องทะเล คือ ขุมทรัพย์อันเย้ายวน

 

ไม่ว่าจะเป็นคู่พิพาท ระหว่าง จีน–ญี่ปุ่น, กัมพูชา–เวียดนาม, มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์–เวียดนาม, บรูไน–มาเลเซีย, อินโดนีเซีย–มาเลเซีย, อินโดนีเซีย–ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย–เวียดนาม, มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์, ไทย–กัมพูชา หรือกรณีอื้อฉาวล่าสุดของโลก เวียดนาม–จีน

 

ถ้าให้ร่ายยาวปูมปัญหาของแต่ละข้อพิพาท คงไม่ต่างจากมหากาพย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันซับซ้อน แต่ครั้งสมัยประวัติศาสตร์ลากยาวมาจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างหลักฐานเข้าข้างตัวเอง

 

โดยเฉพาะกรณีปมขัดแย้งรุนแรงล่าสุด บริเวณ หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ระหว่างมวยคู่เอก จีนกับเวียดนาม ที่ยามนี้กำลังซัดกันนัวเนีย

 

ตามคำอธิบายของสารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย อธิบายถึง “หมู่เกาะพาราเซล” (Paracel Islands) เอาไว้ว่า ในภาษาจีนเรียกชื่อ หมู่เกาะซีซา (Xisha Islands) หรือ หย่งซิง ส่วนภาษาเวียดนาม เรียกว่า หมู่เกาะแห่งซา เป็นดินแดนพิพาท ที่ถูกอ้างสิทธิโดยจีน เวียดนาม และไต้หวันมาช้านาน

 

พื้นที่หมู่เกาะพาราเซล เคยถูกจีนครอบครองบางส่วน ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ยุคราชวงศ์ถัง และราชวงศ์ซ่ง และพื้นที่บางส่วนของหมู่เกาะเดียวกันนี้ ก็เคยถูกเวียดนามครอบครองมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15

 

ปี ค.ศ.1947 จีนได้อ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนดังกล่าว โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นซึ่งยังเป็นรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง นำโดย เจียงไคเช็ค ได้ประกาศอ้างกรรมสิทธิ์ดินแดนต่างๆในทะเลจีนใต้ ในรูปของแผนที่ซึ่งมีการลากเส้นประไว้ทั้งสิ้นรวม 11 เส้น เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อเรือต่างชาติ ที่จะแล่นผ่านเข้าไปในอาณาเขตเกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้

 

ต่อมาแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถยึดครองอำนาจปกครองประเทศ ต่อจากรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้สำเร็จ แต่แผนที่ดังกล่าวยังคงได้รับการยอมรับจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ โดยนายกรัฐมนตรี โจวเอิน-ไหล ของจีน ได้จัดการลบเส้นประ 2 เส้นในพื้นที่อ่าวตังเกี๋ย จึงทำให้เหลือเส้นประเพียง 9 เส้น

 

แผนที่อย่างไม่เป็นทางการซึ่งมีเส้นประ 9 เส้น ซึ่งเรียกกันว่าU-shaped, nine-dotted line map นี้ จีนเพิ่งนำไปยื่นแสดงต่อสหประชาชาติอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ.2009

 

แผนที่ดังกล่าว ประกอบด้วยเส้นประจำนวน 9 เส้นเรียงรายเป็นรูปตัว “ยู” (U) ไล่ตั้งแต่ชายฝั่งด้านตะวันออกของเวียดนาม ลากลงมาถึงบริเวณใกล้กับตอนเหนือของอินโดนีเซีย จากนั้นวกกลับขึ้นไปทางเหนือบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกของฟิลิปปินส์ โดยจีนอ้างว่าอาณาบริเวณทั้งหมดที่อยู่ในแนวเส้นประนี้ คือ ทะเลของตนมีข้อมูลว่ารัฐบาลจีนสมัยก๊กมินตั๋ง เคยครอบครองหมู่เกาะพาราเซล

 

และสแปรตลีย์มาก่อนก็จริง แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างปี ค.ศ.1945-1949 (พ.ศ.2488-2492) โดยต่อมาได้ละทิ้งพื้นที่ดังกล่าวไปที่ ไต้หวัน หลังจากที่คอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองเมื่อ พ.ศ.2492

 

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามซึ่งเป็นคู่กรณี ได้งัดข้อมูลออกมาโต้แย้งว่า เมื่อ ค.ศ.1887 หรือ 127 ปีก่อน สมัยที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองคาบสมุทรอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) มีการกล่าวอ้างถึงสิทธิในการปกครองหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ และยังได้อ้างสิทธิอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1933 หรือเมื่อ 81 ปีที่แล้ว

 

ต่อมาเมื่อเกิดการสู้รบระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กับเวียดนามใต้ เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2517 จีนได้เข้าครอบครองพื้นที่ทั้งหมด แต่ก็ถูกฝ่ายเวียดนามโต้แย้งมาโดยตลอด

 

ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมก่อสร้างโรงเรียนขึ้นบนหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นพิพาทอยู่กับเวียดนาม ไม่เพียงเท่านั้นก่อนหน้านี้เรือจีนได้พุ่งเข้าชนเรือประมงของเวียดนามจนแตกและอับปาง หลังจากที่จีนได้นำแท่นขุดเจาะน้ำมัน ไปติดตั้งไว้ใกล้กับบริเวณหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเวียดนามอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลเกาะแห่งนี้มานานหลายศตวรรษแล้ว

 

กรณีดังกล่าว ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านจีนอย่างหนักในเวียดนาม ถึงขั้นทำให้คนงานชาวจีนในเวียดนามถูกทำร้ายเสียชีวิตไปหลายราย

 

ประเด็นที่น่าจับตาก็คือ การที่เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวง เริ่มมีแนวโน้มทวีความตึงเครียดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการค้นพบขุมพลังงานแห่งใหม่ ปริมาณมหาศาลใต้ท้องทะเล ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบริเวณหมู่เกาะ ซึ่งมีข้อพิพาทระหว่างจีนกับเวียดนาม



เชื่อกันว่าแหล่งพลังงานใต้ท้องทะเลดังกล่าว อุดมไปด้วยขุมทรัพย์ทั้งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติมากถึง 17.7 พันล้านตัน หมู่เกาะเจ้าปัญหาจึงกลายเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ยังไม่รวมถึงความสมบูรณ์ของทรัพยากรการประมง (มีสัตว์น้ำชุกชุม) และการเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอันดับ 2 ของโลก

 

โดยเฉพาะหมู่เกาะสแปรตลีย์ ถือเป็นทางผ่านของเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณ 25% ของการขนส่งทางทะเลทั่วโลก และถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่อจีนมาก เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังจีน ซึ่งคิดเป็น 80% ของน้ำมันที่จีนนำเข้า

 

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งใช้เส้นทางนี้นำเข้าน้ำมันถึง 70% และเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ จึงไม่แปลกที่ประเทศต่างๆ แม้แต่สหรัฐอเมริกา จึงอ้างมาตลอดว่า ความสำคัญของหมู่เกาะสแปรตลีย์ คือ ประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือ และความมั่นคงปลอดภัยของเส้นทางการเดินเรือ

 

ในแง่ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หากประเทศใดสามารถอ้างกรรมสิทธิ์ที่มีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ได้ ย่อมสามารถควบคุมเส้นทางการเดินเรือและควบคุมยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยสามารถกดดันจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี

 

โดยเฉพาะหากจีนสามารถเข้าควบคุมบริเวณนี้ จะสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทะเลของอินเดียและสหรัฐฯ รวมทั้งยังสามารถขยายอิทธิพลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงช่องแคบมะละกา หมู่เกาะสแปรตลีย์จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเกมถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจชาติต่างๆ

 

โดยเฉพาะสหรัฐฯและญี่ปุ่น มียุทธศาสตร์ในการใช้ความขัดแย้งในหมู่เกาะสแปรตลีย์ เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงเพื่อถ่วงดุลจีน

 

ดังนั้น การได้ครอบครองกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ จึงเท่ากับได้ควบคุมเส้นทางเดินเรือ ยุทธศาสตร์ทางทะเล และทรัพยากรมหาศาล เอาไว้ในกำมือ

 

เรื่องแบบนี้ ไม่มีชาติไหนโง่ไปกว่ากัน มีแต่แกล้งทำเป็นโง่ การที่แต่ละชาติต่างแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์

 

ก็เพื่อนำสิทธิเหนือหมู่เกาะเจ้าปัญหามาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้ชาติของตนนั่นเอง

 

(จาก นสพ.ไทยรัฐ)

guest

Post : 31/05/2015 20:59     Forum: อ่านก่อนเลย  >  วันเพ็ญเดือน 6

 

 

 

                      วันปรินิพพาน

 

                               

 

 

 

 ทรงปลงพระชนมายุสังขาร

 

พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติดำรงตนในฐานะพระบรมศาสดา เผยแผ่พระธรรมวินัย คือ พระพุทธศาสนาแก่พหูชนชาวชมพูทวีปเป็นเวลากว่า 45 ปี ทำให้พระศาสนาตั้งหลักฐานอย่างมั่นคง ณ ชมพูทวีปกว่าพันปี และพระพุทธศาสนาได้ขยายออกไปทั่วแผ่นดินเอเชียนับแต่นั้นมา จวบจนพระพุทธองค์มีพระชนมายุ 80 พรรษา มีพระวรกายชราภาพเสมือนคนทั่วไป พระองค์ตรัสว่า ศาสนาของพระองค์ได้ทรงตั้งมั่นแล้ว ทรงทำหน้าที่แห่งพระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว ในเวลาสามเดือนก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ขณะพระองค์ประทับอยู่ ณ ปาวาลเจดีย์ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ได้ตรัสอภิญญาเทสิตธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วพระองค์ทรงทำการปลงพระชนมายุสังขารว่า  

 

"...ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนท่านทั้งหลาย: สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา..., ตถาคตจักปรินิพพาน โดยกาลล่วงไปแห่งสามเดือนจากนี้..."

 

        "...อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว... " 

 

 

จากนั้นตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ อีก 4-5 เรื่อง จนในที่สุดตรัสพระปัจฉิมโอวาทเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่า

   ...หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ...
แปลว่า : ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"         

 

เสด็จไปเมืองกุสินารา

จากนั้น พระองค์เสด็จไปบ้านภัณฑคาม บ้านหัตถิคาม จนเสด็จถึงเมืองปาวา โดยลำดับ ที่นี่พระองค์ได้ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร ทรงแสดงธรรมแก่นายจุนทะ และเสด็จไปรับบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น พระองค์ทรงอนุญาตรับบิณฑบาตเสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะจัดไว้ (ต่อจากนี้ พระองค์ประชวรด้วยโรคปักขันธิกาพาธอย่างกล้าจวบจนสิ้นพระชนมายุ) จากนั้น ได้เสด็จไปสู่เมืองกุสินารา[ ในกลางทางทรงพักที่ร่มไม้แห่งหนึ่ง รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิเพื่อเสวยน้ำดื่มและทรงสนทนากับปุกกุสสะ มัลละบุตร จนเกิดศรัทธาถวายผ้าเนื้อดีสองผืน ทรงรับสั่งให้นำมาห่มคลุมพระองค์ผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งรับสั่งให้ถวายแก่พระอานนท์ เมื่อปุกกุสสะถวายผ้านั้นแล้วหลีกไป พระอานนท์ได้น้อมถวายผ้าของตนแก่พระพุทธเจ้า ได้เห็นพระวรกายของพระองค์ว่ามีพระฉวีผ่องใสยิ่งจึงได้ทูลถาม พระองค์ตรัสตอบว่า

 

"...อานนท์! เป็นอย่างนั้น, กายของตถาคต ย่อมมีฉวีผุดผ่องในกาลสองครั้งคือ ในราตรีที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, และราตรี ที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
อานนท์! การปรินิพพานของตถาคตจักมีในระหว่างต้นสาละคู่ ในสวนสาละอันเป็นที่พัก ของพวกมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา ในตอนปัจฉิมยามคืนนี้..."

 

ประทับสีหไสยาสน์

 

เมื่อเสด็จถึงพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ พระองค์ทรงให้พระอานนท์จัดที่บรรทมระหว่างต้นสาละคู่ ขณะทรงประทับสีหเสยยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ได้เกิดอัศจรรย์ คือ ดอกาละผลิดอกผิดฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ ดอกมณฑารพ จุรณ์ไม้จันทร์ ตกลงและดนตรีทิพย์บรรเลงขึ้นเพื่อบูชาแก่พระพุทธเจ้า เทวดาทั่วโลกธาตุได้มาประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้า บางองค์คร่ำครวญเสียใจด้วยอาการต่าง ๆ

 

ประทานพระปัจฉิมโอวาท

 

จากนั้น พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกมัลละกษัตริย์เข้าเฝ้าและได้ตรัสแก้ปัญหาของสุภัททะปริพาชก จนเกิดศรัทธาขอบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ แล้วตรัสให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นผู้สืบศาสดาไว้ว่า

 

ปรินิพพาน

 

จากนั้น พระองค์ทรงนิ่งเงียบ หลับตา ทรงเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติ 9 มีรูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จากนั้นเป็นอรูปฌาน 4 คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เรียกรวมเป็น สมาบัติ 8) และ นิโรธสมาบัติ 1 ชื่อเต็มคือสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วย้อนลงมาตามลำดับจนถึงปฐมฌาน แล้วย้อนขึ้นอีกเป็น ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานเป็นปัจฉิมสมาบัติ เมื่อออกจากจตุตถฌานจึง เสด็จดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมราตรี วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 1 ปี

guest

Post : 28/05/2015 21:45     Forum: กลอน-คำคม  >  881 เฮ้ออออ

 

                                                  กลอน,คำคม

 

 

 

 

 

 

                              

 

 

 

    

 

 

 

    

 

 

 

     

 

 

                              

 

 

      

      

 

 

         

 

 

 

           

 

 

 

             

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

                  

guest

Post : 28/05/2015 21:10     Forum: อ่านก่อนเลย  >  จีวรพระ

 

                           

         

                                      

 

 

ไตรจีวร หรือ ผ้าไตร เป็นชื่อเรียกผ้านุ่งผ้าห่มที่พระสงฆ์ใช้สอย หมายถึงผ้า 3 ผืน ซึ่งมีทั้งผ้านุ่งและผ้าห่ม อันได้แก่สังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า) อุตราสงฆ์ (ผ้าจีวรสำหรับห่ม) และอันตรวาสก (สบงสำหรับนุ่ง) แต่นิยมเรียกรวมกันว่า ไตรจีวร โดยไตรจีวรเป็นปัจจัยหรือบริขารของพระสงฆ์อย่างหนึ่งในจำนวน ๘ อย่าง

นอกจากนี้ยังมีอีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกไตรจีวรทั้งนิกายเถรวาทและมหายานคือคำว่า กาสาวะ หรือ กาษายะ (บาลี: kasāva กาสาว; สันสกฤต: काषाय kāṣāya กาษาย; จีน: 袈裟; พินอิน: jiāshā; ญี่ปุ่น: 袈裟 kesa ?;เกาหลี: 가사, ฮันจา: 袈裟, MC: gasa; เวียดนาม: cà-sa) ซึ่งหมายเอาตามชื่อสีที่ใช้ย้อมทำจีวรเป็นหลัก โดยผ้ากาสาวะ หมายถึงผ้าย้อมน้ำฝาด ซึ่งก็คือผ้าไตรจีวรทั้งสามผืนนั่นเอง

 

 

ความเป็นมาของจีวร

ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช ก็มีหลักฐานกล่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ใช้ผ้านุ่งห่มที่เรียกว่าจีวร แต่ในช่วงต้นพุทธกาล พระภิกษุยังคงใช้ผ้าที่หาได้มาเย็บต่อกันไม่เป็นระเบียบ หรือบางครั้งภิกษุบางรูปได้รับถวายผ้าอย่างดีจากคหบดีก็มีการถูกลักขโมยบ่อยครั้ง เนื่องด้วยผ้าเป็นสิ่งที่หายากในสมัยพุทธกาล

 

ลายคันนาบนจีวร

 

 จนต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทอดพระเนตรนาของชาวมคธจึงได้มีพระพุทธดำริให้ตัดผ้าจีวร เป็นสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ มาต่อกัน จึงมีลักษณะเป็นผ้าที่เศร้าหมอง คือผู้อื่นมักไม่ต้องการไปตัดเย็บอีก เหมาะสมกับสมณะ ผ้าสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ ที่เย็บต่อกันนั้น ปรากฏลวดลายเป็นลายคันนา ออกแบบโดย พระอานนท์ ดังปรากฏข้อความใน พระวินัยปิฎก ว่า
 

"อานนท์เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดิน ขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่างๆ ด้วยคันนาสั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่ง คันนากับคันนา ผ่านตัดกันไปหรือไม่? ...เธอสามารถแต่งจีวรของภิกษุทั้งหลาย ให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่?"

 

พระอานนท์ตอบว่า "สามารถ พระพุทธเจ้าข้า."

 

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ กลับมาพระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้นท่านพระอานนท์แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูป ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้กราบทูลว่า

"ขอพระผู้มีพระภาคจงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระพุทธเจ้าแต่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า."

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมิกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด อานนท์ได้ซาบซึ้ง ถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อ ได้โดยกว้างขวาง ...จีวรจักเป็นผ้าที่ตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการ"

 

ไตรจีวร

 

หลังจากพระอานนท์ถวายจีวรที่ตัดแต่งแล้ว ให้ทอดพระเนตร พระพุทธองค์ทรงพอพระทัย และอนุญาตให้ใช้ ผ้า 3 ผืน คือ สังฆาฏิชั้นเดียว จีวร และสบง

ต่อมาทรงอนุญาต ไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น จีวร และสบง ทั้งนี้เพื่อให้พระสงฆ์ ใช้ป้องกันความหนาวเย็น และรับสั่งว่า ภิกษุไม่พึงมีจีวรมากกว่านี้ (รูปใดมีมากกว่านี้ เป็นอาบัติ)

อติเรกจีวร คือ จีวรที่มีเกินกว่าผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร ตามพระวินัย ภิกษุสามารถเก็บไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน และสามารถทำเป็น วิกัปอติเรกจีวร คือ ทำให้เป็นสองเจ้าของ เพื่อจะได้ไม่ต้องอาบัติ เพราะเก็บไว้เกินกำหนด

ความเป็นมาของเรื่องอติเรกจีวรนี้ เนื่องจากมีผู้ถวายจีวรแก่พระอานนท์ แล้วท่านประสงค์จะเก็บไว้ ถวาย พระสารีบุตร ซึ่งขณะนั้นอยู่ต่างเมือง ประมาณ 10 วัน จึงจะเดินทางมาถึง พระอานนท์ได้เข้าไป ทูลถามพระพุทธองค์ว่า จะปฏิบัติอย่างไร กับอติเรกจีวรดี จึงทรงมีพุทธบัญญัติ ให้เก็บรักษาอติเรกจีวร ไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน

ผ้าที่ใช้ทอจีวร

สมัยต่อมา มีจีวรหลายประเภทเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายไม่แน่ใจว่า จีวรชนิดใดที่ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นต่อพระศาสดา พระพุทธองค์ทรงอนุญาตจีวร 6 ชนิด คือ

  • จีวร ทำด้วยเปลือกไม้
  • ทำด้วยฝ้าย
  • ทำด้วยไหม
  • ทำด้วยขนสัตว์
  • ทำด้วยป่าน
  • ทำด้วยของเจือกัน

สี จีวร

ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 2 บันทึกว่า แต่เดิมนั้นพระภิกษุย้อมสี จีวร ต่างกันไป พระโคตมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำย้อม 6 อย่าง คือ น้ำย้อมเกิดแต่รากหรือเหง้า 1 น้ำย้อมเกิดแต่ต้นไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่เปลือกไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่ใบไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่ดอกไม้ 1 น้ำย้อมเกิดแต่ผลไม้ 1"

ส่วนสีที่ทรงห้ามมี 7 สี คือ สีเขียวครามเหมือนดอกผักตบชวา, สีเหลืองเหมือนดอกกรรณิการ์, สีแดงเหมือนชบา, สีหงสบาท (สีแดงกับเหลืองปนกัน), สีดำเหมือนลูกประคำดีควาย, สีแดงเข้มเหมือนหลังตะขาบ และสีแดงกลายแดงผสมคล้ายใบไม้แก่ใกล้ร่วงเหมือนสีดอกบัว

บางแห่งระบุว่า สีต้องห้าม คือ สีดำ สีคราม สีเหลือง สีแดง สีบานเย็น สีแสด และสีชมพู

 

เกี่ยวกับการห่มจีวรของพระภิกษุ ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รวบรวมเรียบเรียงไว้ เริ่มจากนิกายเถรวาท ว่า การห่มจีวรของพระในนิกายเถรวาทมีหลักฐานที่แน่ชัดมากขึ้นในราวศตวรรษที่ 12 หรือราวปี พ.ศ.1700-1800 ศูนย์กลางสำคัญของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในขณะนั้นมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน แต่ละแห่งเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน แต่ใช้บาลีเช่นเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนอุปัชฌาย์และคัมภีร์ต่างๆ ระหว่างกัน อันได้แก่ วัดมหาวิหารในศรีลังกาแห่งหนึ่ง อาณาจักรของชาวพยู ทางตอนเหนือของพม่าแห่งหนึ่ง และอาณาจักร ทวารวดีแถวลุ่มน้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่ง



                                      
                                                
พระภิกษุพม่า

 

 

ต่อมาชาวพยูประสบภัยพิบัติ ผู้คนล้มตายจากโรคระบาดครั้งใหญ่ ชาวมอญเข้าไปครอบครองพร้อมรับวัฒนธรรมพยูไปด้วย คัมภีร์เก่าแก่ของชาวพยูถูกแปลเป็นภาษามอญ และเมื่อพม่าแผ่อิทธิพลเข้าครอบครองดินแดน ก็ได้แปลคัมภีร์เหล่านั้นเป็นภาษาพม่าในสมัยต่อมา โดยสิ่งที่น่าจะเป็นผลโดยตรงคือการเกิดวิธีการห่มผ้าของพระพม่าและมอญที่แตกต่างไปจากศรีลังกา ทั้งสีของผ้าจีวรก็หลากหลายออกไป

การห่มจีวรของพระในประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากทั้ง 2 ประเทศ คือ ศรีลังกา และมอญ ส่วนการห่มผ้าของภิกษุที่มีผ้าประคดอกและสังฆาฏิพาดไหล่ อาจจะเก่าแก่กว่าวิธีการห่มจากลังกา และอาจเป็นวิธีการห่มผ้า ของภิกษุกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การห่มผ้าในลักษณะเช่นนี้ยังพบกันมากในแถบสิบสองปันนาและยูนนาน สำหรับธรรมยุติกนิกาย ห่มผ้าลูกบวบหมุนซ้ายได้รับอิทธิพลจากพระมอญซึ่งอพยพเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 2 และได้รับการปรับปรุงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว สมัยที่พระองค์ทรงผนวช


ประเทศไทย พระภิกษุแต่เดิมครองจีวรแบบที่เรียกว่า ห่มมังกร หมุนผ้าลูกบวบทางขวาเวลาออกนอกวัด เมื่อถึงเวลา ทำสังฆกรรมจะห่มผ้ารัดประคดคาดที่หน้าอก มีผ้าสังฆาฏิพาดที่ไหล่ซ้าย การห่มผ้าในลักษณะเช่นนี้ปัจจุบันมีน้อยวัด เนื่องจากมีคำสั่งของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้พระภิกษุทั่วสังฆมณฑลห่มผ้าตามแบบของธรรมยุติกนิกายทั้งหมด พระภิกษุส่วนใหญ่จึงห่มผ้าแบบธรรมยุติกนิกายตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ปัจจุบันแม้มีความแตกต่างกันบ้างก็ถือว่าเป็นการห่มแบบพระสงฆ์ไทย คืออยู่ในวัดห่มเฉวียงบ่า เวลาออกนอกวัดห่มคลุมไหล่ทั้งสองข้าง

สำหรับการห่มจีวรของพระในนิกายมหายานชาติต่างๆ เมื่อพระพุทธศาสนาจากอินเดียเผยแผ่เข้าไปในจีน เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องสีของจีวร ด้วยสีเหลืองเป็นสีของฮ่องเต้ คนธรรมดาใครสวมใส่ชุดสีเหลืองต้องได้รับโทษ พระจีนต้องเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลไหม้ และสีดำสำหรับเณร นอกจากนี้อากาศที่หนาวเย็นทำให้พระจีนต้องมีชุดกันหนาวข้างในและสวมรองเท้ามิดชิด ขณะที่ในเวียดนาม แม้จะได้รับพระพุทธศาสนามาจากจีน แต่ก็มีเอกลักษณ์ของตนเองที่ห่มจีวรสีเหลืองเปล่งปลั่ง ส่วนในทิเบตเกิดการเปลี่ยนแปลงทำนองเดียวกันในเรื่องชุดกันหนาว พระลามะสวมเสื้อกั๊กกันหนาวข้างใน หมวกและจีวรเป็นผ้าหนาหรือขนสัตว์ สีจีวรเป็นสีแดงปนม่วงซึ่งเป็นสีของชนเผ่าทั้งหลายที่อยู่ในที่ราบสูง ด้วยเป็นสีที่ตัดกับสีของท้องฟ้าทำให้เห็นได้แต่ไกล นับเป็นสีแห่งความปลอดภัยในพื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัย


guest

Post : 27/05/2015 21:25     Forum: อ่านก่อนเลย  >  ตุ๊กตาลูกเทพ

 

 

           

 

 

แห่บูชา! "ตุ๊กตาลูกเทพ" เทรนด์แรงแซงหิน..ศรัทธาหรืองมงาย

 

จากตุ๊กตาพลาสติกธรรมดาๆ กลายเป็น "ตุ๊กตาลูกเทพ" ที่ถูกปลุกเสก เพิ่มความขลังด้วยการอัญเชิญดวงเทพลงมาสถิต จุดประเด็นให้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมืองทั้งงมงาย หลอกลวงประชาชน ในขณะที่อีกฟากกลับได้รับความนิยมอย่างมากทั้งดารา คนดังในแวดวงต่างๆ รวมไปถึงประชาชนบางกลุ่มที่มีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

คนดังเกาะกระแส "ตุ๊กตาลูกเทพ"

เป็นเรื่องฮือฮาขึ้นมาในสังคมไทย เมื่อ "ตุ๊กตาฝรั่ง" ขนาดตั้งแต่ 8 นิ้วไปจนถึงเท่าเด็ก 7 ขวบ ถูกนำมาปลุกเสก เพิ่มคุณค่าด้วยการอัญเชิญดวงเทพลงมาสถิต กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์รูปแบบใหม่ มาแรงแซงหินสี คนแห่เลี้ยง แห่บูชา เพราะเชื่อว่าเป็นตุ๊กตานำโชค นำลาภมาให้

เทรนด์ดังกล่าว เริ่มมาจาก "หมอแม็ค ขั้นเทพ" ที่ไปสะดุดกับตุ๊กตาตัวหนึ่ง และได้ยินเสียงในความคิดว่าอยากขอไปอยู่ด้วย และหลังจากนำมาอยู่ด้วยก็มอบสิ่งดีๆ ให้หลายอย่าง จึงได้นำไปให้พระอาจารย์ที่นับถือช่วยปลุกเสกให้ ซึ่งแตกต่างจากกุมารทอง หรือลูกกรอกที่จะใช้วัสดุอาถรรพ์ของคนที่ตายไปแล้ว เช่น ดินเจ็ดป่าช้า ผ้าห่อศพ ผม เล็บ เป็นต้น

ด้วยความน่ารัก แถมยังมีความขลัง ไม่แปลกที่คนดังหลายคนอยากจะมีไว้ครอบครอง เนื่องจากมีความเชื่อ และศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของ "ตุ๊กตาลูกเทพ" เป็นอย่างมาก

เห็นได้จาก "ดีเจบุ๊กโกะ-ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล" นักจัดรายการวิทยุคลื่น 94 เอฟเอ็ม เขามีความความเชื่อ และศรัทธาในตุ๊กตาปลุกเสกมาก แถมมีการเลี้ยงดูราวกับว่าเจ้าตุ๊กตาตัวนี้เป็นลูกจริงๆ เช่น จับแต่งตัว ป้อนน้ำป้อนข้าว พานอนไกวเปล หรือเวลาไปไหนมาไหนก็จะพา "น้องวันใส" ไปด้วย ซึ่งการพาออกไปแต่ละครั้งก็จะมีคนมาขอถ่ายรูป และนำไปลงในโซเชียลฯ ทำให้เกิดกระแสความสนใจของคนบางกลุ่มที่มีความเชื่อเหมือนๆ กัน

สำหรับเหตุผลในการรับมาเลี้ยง ดีเจชื่อดังให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Week night update ทางช่องเวิร์คพ้อยท์ไว้ว่า ก่อนหน้านี้มีความเชื่อเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ด้วยการทำงานที่ไม่เป็นเวลา กลัวว่าจะไม่มีเวลาดูแลน้องกุมารทอง จึงหยุดความคิดไป จนมาเจอหมอดูท่านหนึ่งแนะนำตุ๊กตาลูกเทพให้ หลังจากได้ลองศึกษาดูก็พบว่าไม่มีมวลสารน่ากลัวเหมือนกุมารทอง จึงตัดสินใจเลี้ยง "น้องวันใส" มาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้น ยังมีดาราคนอื่นๆ เช่น มดดำ-คชาภา ตันเจริญ, ดัง-พันกร ตลอดจนคนดังในแวดวงต่างๆ อย่างพริตตี้ นักข่าวบันเทิง ต่างโหนกระแสด้วยการซื้อมาเลี้ยง เพราะมีความเชื่อว่า ตุ๊กตาลูกเทพ นี้จะช่วยเสริมโชคลาภ โดยวิธีสังเกต ตุ๊กตาลูกเทพ ที่ปลุกเสกแล้วจะมีแผ่นทองปิดอยู่ที่หน้าผาก ส่วนราคาเริ่มตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน (ขึ้นอยู่กับขนาดของตุ๊กตา) หากใครมีตุ๊กตาอยู่แล้ว บางแห่งมีบริการรับทำพิธีปลุกเสก โดยจะคิดราคาประมาณ 1,000-2,000 บาท

อย่างไรก็ดี บางสำนัก มีการนำตุ๊กตาพวกนี้มาทำเป็นกุมารทอง ซึ่งต่างจาก ตุ๊กตาลูกเทพ เพราะมีการใส่มวลสารอย่างดิน 7 ป่าช้า ผมผีตายโหง ผงกระดูกเด็กเข้าไป อัญเชิญครูบาอาจารย์และปลุกเสกตามแบบที่เคยทำดั้งเดิม จากนั้นมีการเพนต์สี เขียนหน้าตา ฝังเพชรพลอยให้สวยงาม รวมเป็นราคาแบบปลุกเสกแล้ว ประมาณ 5,500-15,000 บาท

ตุ๊กตาปลุกเสก หลอกลวง ขายความเชื่อ?

กระนั้น แม้ใครหลายคนจะมีความเชื่อ และศรัทธา ตุ๊กตาลูกเทพ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่อีกด้านกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องที่งมงายและหลอกประชาชน เห็นได้จากกระแสต้านจากเพจ Ghost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย ที่ได้โพสต์แสดงความเห็นเอาไว่า

"อาชีพนี้ดีขายสินค้าแพงเกินราคาได้ แถมภาษีก็ไม่ต้องจ่ายอีก ซึ่งสรรพคุณบอกทำนู่นทำนี่ได้ เฝ้าบ้านได้ ทำให้รวย กิจการเจริญรุ่งเรือง หากมองว่าเป็นสินค้าซื้อมาตามสรรพคุณแล้วไม่เป็นไปตามคำกล่าวอ้าง มันก็เข้าข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นนะ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบ"

ส่วนความเห็นในโลกออนไลน์ แม้บางคนจะมองว่า งมงาย แต่ยังมีบางส่วนแย้งว่า เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่ นอกจากนั้น ยังมีบางความเห็นที่ไม่อยากให้เหมารวม เพราะบางคนไม่ได้เล่นแบบมีการปลุกเสก แต่ซื้อมาเล่น ด้วยความชอบส่วนตัว

ด้านพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เธอให้ความเห็นว่า "ตุ๊กตาลูกเทพ" เป็นเพียงการสร้างจุดขายให้ดูน่าสนใจ ซึ่งเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล แต่ในอีกแง่ก็สะท้อนความเป็นจริงในสังคมว่า คนไทยยังต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อนำมาเป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต

เมื่อมองในมุมของ "อาจารย์เทพ พงศาวดาร" เจ้าของสำนักพงศาวดาร และเจ้าของไอเดียกุมารทองบาร์บี้ เขาให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสาร Mars ในประเด็นความเชื่อ เครื่องราง ของขลังยุค 2015 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยทีมข่าว ASTVผู้จัดการ Live ขออนุญาตหยิบยกบางส่วนบางตอนมานำเสนอต่อ

"ความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังจริงๆ มันเป็นเรื่องของการเสริมกำลังใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้คนเรามีความหวัง มีศรัทธา มีแรงอยากจะสู้กับปัญหาต่อ ซึ่งศรัทธาถ้าพูดในเชิงวิทยาศาสตร์มันก็คือจิตวิทยาอย่างหนึ่ง มันคือวิทยาศาสตร์ทางจิต เมื่อจิตพุ่งไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ มันจะเกิดพลังบางอย่าง และจะสะท้อนมาหาเรา ศรัทธาจึงก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องลงมือทำด้วยมันจึงจะได้ผล

พอมันได้ผล ความเชื่อเรื่องพวกนี้เลยไม่เคยหายไปไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความทุกข์ ตั้งแต่ผมเริ่มคลุกคลีอยู่ในวงการนี้ทำให้เห็นอย่างหนึ่งเลยว่า ยิ่งคนเรามีความทุกข์เยอะ ยิ่งเข้ามาบูชากันเยอะ มันคล้ายๆ กับมาม่าที่ถ้าเดือนไหนขายดีมาก แสดงว่าเศรษฐกิจแย่ คนต้องประหยัด แล้วที่เห็นชัดคือคนเรามักจะเห็นความทุกข์ของตัวเองใหญ่กว่าคนอื่นเสมอ หลายๆ คนที่เข้ามาหาจะชอบบอกช่วยหนูก่อนเพราะหนูทุกข์กว่า ซึ่งเรื่องพวกนี้มันก็สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน"
อาจารย์เทพให้ทัศนะ พร้อมกับเน้นย้ำว่า เป็นไปไม่ได้ที่บูชาแล้วจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันมีเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบเยอะ ทั้งการกระทำของตัวเองและเวรกรรม

นอกจากนั้น ยังเผยให้เห็นกระแสที่เปลี่ยนไปของความเชื่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศจีน เขามองเรื่องกุมารทองหรือเครื่องรางของขลังเป็นเรื่องแฟชั่น ไปไหนมาไหนจะต้องพกติดตัวเอาไปด้วยตลอด บางคนถึงขั้นเอาไปเซลฟี่ถ่ายรูปอวดเพื่อน ตลอดจนหาเสื้อผ้า เครื่องประดับสวยๆ มาแต่งตัวให้น้องกุมารทองกัน ไม่เว้นแม้แต่ค่ายหนังก็ยังเอาไปทำเป็นภาพยนตร์

เครื่องรางของขลังในมิติวิชาการ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเชื่อในเรื่องเครื่องราง ของขลัง รวมไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงตอบสนองความต้องการบางอย่างของมนุษย์ ยิ่งในยุคที่มนุษย์มีความอดทนน้อยลง อยากได้เร็วทุกอย่าง แม้กระทั่งความรวย ทำให้ความเชื่อในเรื่องดังกล่าวไม่เคยหายไปจากสังคมไทย

ต่อประเด็นเดียวกัน คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญปรัชญาอินเดีย ศาสนาฮินดู และศาสนาในสังคมปัจจุบัน ได้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านผู้จัดการออนไลน์ไว้ตอนหนึ่งในบทสัมภาษณ์เรื่อง "ไสยศาสตร์" ไม่ใช่เรื่อง "งมงาย" : คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (เชฟหมี) ว่า

"โลกปัจจุบันกลายเป็นว่าความเร็วเป็นความดี เพราะคนไม่มีความอดทน ไสยศาสตร์มันมาตอบโจทย์ตรงนี้เป๊ะ ถ้าเรามัวแต่ทำงาน กว่าเราจะรวยเป็น 10 ปี แต่วันหนึ่งฉันซื้อกุมารทองในราคาไม่กี่บาท เดี๋ยวกูรวยเลย มันกลายเป็นตัวช่วยที่แมตช์กับคุณค่าโลกสมัยใหม่พอดี โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองกรุง คนชั้นกลางต้องการสิ่งนี้มาก ชีวิตในกรุงเทพฯ เราก็รู้ว่าถ้าไม่เร็วชีวิตแย่เลย อะไรที่ทำให้เร็วกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ผมมองว่ามันเป็นปัญหา เพราะมันไม่ได้มองชีวิตตามความเป็นจริง อยากได้เร็วทุกอย่าง แม้กระทั่งความรวย สุดท้ายของพวกนี้เลยกลับมาบูม"

ส่วนประเด็นเรื่องความ "ศรัทธา" หรือ "งมงาย" เขามองว่า ถ้ามองเรื่องนี้แบบนักสังคมวิทยาหรือนักมานุษยวิทยา มันเป็นแค่ปรากฏการณ์ของความเชื่อ เพียงแต่เวลามันมีคำว่างมงาย มันจะขึ้นอยู่กับสองอย่างคือ หนึ่ง-ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ สอง-ความคิดแบบพุทธศาสนา

"อะไรที่มันไม่เข้าเกณฑ์จะกลายเป็นงมงาย เช่น พุทธศาสนาบอกว่าต้องมีเหตุมีผล ใช้เกณฑ์นี้ปุ๊บ สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์จะเป็นงมงาย ใช้วิทยาศาสตร์ปุ๊บ มันพิสูจน์ไม่ได้ทางประสาทสัมผัส ทดลองไม่ได้ มันก็งมงาย เพราะฉะนั้นอยู่ที่เราจะมองแบบไหน สุดท้ายถามว่าการที่คนกลุ่มหนึ่งไปไหว้ต้นไม้ กับคนกลุ่มหนึ่งไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา มันต่างกันยังไง" นักวิชาการด้านศาสนาให้ความเห็น

ต่อกระแส "ตุ๊กตาลูกเทพ" ที่กำลังได้รับความนิยมของคนบางกลุ่มอยู่ในขณะนี้ นักวิชาการคนเดียวกัน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมผ่านทีมข่าว ASTVผู้จัดการ Live ว่า วัตถุ สิ่งของที่นิยมนำมาเคารพบูชามักจะเปลี่ยนรูปแบบภายนอกไปเรื่อยๆ ดังนั้นเปลี่ยนจากกุมารทองในรูปแบบเดิมเป็นตุ๊กตาลูกเทพ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

"มันไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ มันอยู่คู่สังคมไทยมานานแล้ว เพียงแต่ตัวรูปแบบภายนอกมันอาจจะทำให้เกิดความน่าสนใจ ความสะดุดตา อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องการตลาดของสำนักต่างๆ ที่ใช้สื่อสมัยใหม่เข้ามาจนเกิดเป็นเทรนด์ใหม่ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เดี๋ยวมันก็หายไป สิ่งที่ผมห่วงมากกว่าก็คือ เรื่องของการโดนหลอกลวง เพราะมันเป็นกระแสที่ผูกด้วยการตลาด ดังนั้นราคาย่อมสูงแน่นอน ซึ่งตรงนี้ต้องระวังด้วย" นักวิชาการด้านศาสนาเผย

สอดรับกับรายงานวิจัยเรื่อง "อิทธิพลของเครื่องรางของขลังที่มีต่อชาวพุทธในสังคมไทยปัจจุบัน" จัดทำโดยนางสาวโรสิตา แสงสกุล วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยามหิดล ที่สรุปให้เห็นว่า ความเชื่อในเรื่องเครื่องรางของขลังนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาแต่ละยุคสมัย ดังนั้น พระสงฆ์ผู้มีหน้าที่เผยแผ่และสืบต่อพุทธศาสนาควรสร้างให้ความเข้าใจแก่ ชาวพุทธที่ถูกต้อง เช่น หากชาวพุทธที่ศรัทธาในเครื่องรางของขลัง นอกเหนือจากการนับถือพระรัตนตรัยนั้น ชาวพุทธก็ควรเดินทางสายกลาง ไม่ควรนำจิตใจไปลุ่มหลงมากจนเกินไป

นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์บางรูปที่นิยมสร้างเครื่องรางของขลังให้ชาวพุทธนำพกติดตัวนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะพระสงฆ์ต้องมีความสำรวม ละจากกิเลสทั้งปวง ชาวพุทธกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมีเจตนาในการสร้างเครื่องรางของขลังอันเป็นประโยชน์ทางด้านพุทธศาสนา ก่อให้เกิดกุศล มิใช่เป็นไปในรูปเชิงพาณิชย์

ส่วนชาวพุทธเองนั้น แม้จะมีความเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอำนาจ มีคุณวิเศษ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง การที่จะเชื่อในเรื่องใดก็ควรเชื่อด้วยความมีเหตุผล ใช้ปัญญาพิจารณาไต่ตรองให้รอบคอบ ผู้อื่นก็ไม่สามารถมาหลอกลวงได้ หากอยากประสบความสำเร็จในชีวิต มีชื่อเสียง เงินทอง ไม่ใช่ว่าอาศัยเครื่องรางของขลังเป็นตัวช่วย ขณะเดียวกันตัวก็ต้องช่วยตนเองด้วยการประกอบสัมมาอาชีพ และยึดถือหลักคำสอนในพุทธศาสนา พร้อมนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวัน

เรื่องโดย : ASTVผู้จัดการ Live

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 ... 다음 끝