Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 26/11/2014 21:18     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  เผ่ามาไซ

 

 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

เอเจนซีส์ - พบข้อมูลฉาว รัฐบาลแทนซาเนียขับไล่ประชากรชนเผ่า “มาไซ” กว่า 40,000 คนออกจากที่ดินซึ่งพวกเขาอาศัยมาแต่บรรพบุรุษ เปิดทาง “ราชวงศ์ดูไบ” เข้าซื้อที่ดิน ก่อนพัฒนาเป็น “พื้นที่ล่าสัตว์” เพื่อการพักผ่อน พร้อมยื่นคำขาดชาวมาไซรายใดไม่ยอมออกจากพื้นที่ภายในสิ้นปีนี้ เตรียม “ติดคุกยาว”

 

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลแทนซาเนียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมิเซงโก ปินดาซึ่งก้าวขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี 2008บรรลุข้อตกลงมูลค่า “หลายพันล้านดอลลาร์” ในการขายที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชนพื้นเมืองเผ่า “มาไซ” จำนวนกว่า 40,000 คนให้กับราชวงศ์ดูไบ ผ่านทางบริษัทนายหน้าอย่าง ออร์เทโล บิสเนสส์ คอร์ป ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภท “ซาฟารี” ให้กับบรรดาลูกค้ากระเป๋าหนักจากทั่วโลก
       
       ข้อตกลงสุดอื้อฉาวดังกล่าวกำหนดให้ชาวมาไซที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติ “เซเรงเกติ” จะต้องอพยพออกนอกพื้นที่ภายในเส้นตายในสิ้นปีนี้ แลกกับการรับเงินชดเชยจำนวน 1,000 ล้านชิลลิง (คิดเป็นเงินไทยราว 18.9 ล้านบาท) มิฉะนั้นจะต้องรับโทษจำคุกนานหลายปีฐานขัดขวางการปฏิบัติงานของภาครัฐ
       
       ด้านแหล่งข่าวในกรุงโดโดมา เมืองหลวงของแทนซาเนียระบุว่า ราชวงศ์ดูไบภายใต้การนำ ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูม เตรียมพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตล่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา และใช้เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับสมาชิกราชวงศ์ดูไบ
       
       ทั้งนี้ ชนเผ่ามาไซซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่า 840,000 คนในเคนยาและอีกมากกว่า 430,000 คนในแทนซาเนีย กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากการรุกล้ำของการพัฒนาที่ไม่สมดุล และการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนนักลงทุนข้ามชาติ ท่ามกลางรายงานว่า ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของเผ่ามาไซกำลังถูกคุกคามหนักจนลดจำนวนลงอย่างสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”
       
 

 

งามหน้า! รบ.แทนซาเนียไล่ชนเผ่ามาไซ 40,000 คนออกจากที่ทำกิน เตรียมขายที่ให้ “ราชวงศ์ดูไบ” พัฒนา “พื้นที่ล่าสัตว์”

                         ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูมแห่งดูไบ

 

 

 

เผ่ามาไซ(Maasai)
เป็นชนกลุ่มน้อยที่กระจายอยู่ในพื้นที่ประเทศคีนยา แทนซาเนีย และแอฟริกา มีความเข้มแข็ง นิยมรบพุ่งและล่าสัตว์ นักรบของมาไซ นิยมดื่มนมวัว ที่ผสมกับเลือดวัว เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง

พวกเขามีฝูงวัวเป็นของตนเอง และเลี้ยงวัวแบบเร่ร่อน เปลี่ยนตำแหน่งไปตามแหล่งอาหารของสัตว์ โดยได้น้ำนมวัว และเนื้อเป็นอาหาร หนังวัวใช้เป็นที่พักอาศัยและเครื่องนุ่งห่ม ชาวมาไซให้ความสำคัญต่อวัวมาก เล่ากันว่าพวกผู้ชายมาไซ ให้ความสำคัญกับวัวมากกว่าภรรยาเสียอีก

 

 

เผ่ามาไซ (Maasai)

ได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่กล้าหาญที่สุดในแอฟริกา เรามาดูชีวิตประจำวันของเผ่ามาไซกันเลยครับ

  • เผ่ามาไซจะทักทายโดยถ่มน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่าย เพราะน้ำเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับเผ่า การให้ความชุ่มชื้นแก่ผู้อื่นถือว่าเป็นการแสดงความดีใจและการต้อนรับอย่างดี
  • เผ่ามาไซจะผสมเลือดวัวในนมแล้วดื่ม ถ้าเลือดวัวแข็งตัวจะนำมากินเป็นของว่าง ผู้ชายในเผ่าจะเจาะคอวัวเพื่อดื่มเลือด แม้แต่เลือดก็ยังเป็นอาหารที่เผ่ามาไซทิ้งไม่ได้
  • เผ่ามาไซจะสวมรองเท้าที่ทำจากยางชนเผ่าในแอฟริกาส่วนใหญ่จะเดินเท้าเปล่า แต่เผ่ามาไซจะสวมรองเท้า

นอกจากชนเผ่ามาไซแล้ว ในแอฟริกายังมีชนเผ่าอีกหลายเผ่าที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและธรรมเนียมดั้งเดิมอยู่ เราไปทำความรู้จักกับชนเผ่าต่างๆกันเลย

                         เผ่ามาไซ

 

 

ชนเผ่ามาไซ (Maasai Tribe)

            ชื่อชนเผ่ามาไซอาจจะเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่คอหนังหรือผู้ที่เคยชมภาพยนต์ จากเยอรมันเรื่อง The White Maasai ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือสารคดีชีวิตจริงชื่อเดียวกันของโครีนน์ ฮอฟมานน์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรักข้ามชาติพันธุ์ระหว่างคาโรล่า (Carola) นักธุรกิจสาวชาวสวิสกับเลมาเลี่ยน (Lemalian) นักรบมาไซหนุ่ม ซึ่งเรื่องจบลงด้วยการที่ทั้งสองต้องแยกทางกันเพราะความความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม ภาพยนต์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมที่มักจะเป็นอุปสรรค ต่อการอยู่ร่วมกันของคนที่มาจากวัฒนธรรมอันแตกต่าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งถ้าจะก้าวออกไปจากสิ่งที่นำเสนอใน ภาพยนต์มาสู่สภาพความเป็นจริงของชนเผ่านี้ในสังคมแอฟริกาในปัจจุบัน


            ชนเผ่ามาไซนั้นจัดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นิโลต ซึ่งเป็นพวกเดียวกับชาติพันธุ์ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในประเทศแทนซาเนีย ซูดานตอนใต้ ยูกันดา และเคนยา และพูดภาษา "มา" (Maa) ซึ่งอยู่ในภาษากลุ่มนิโล - ซาฮาราน อันเป็นภาษาที่พูดกันในแถบตอนบนของแม่น้ำไนล์และแม่น้ำชารี ชนเผ่านี้มีจำนวนประชากรที่ไม่ชัดเจน แต่จากการประมาณการครั้งล่าสุดพบว่ามีอยู่ 900,000 คน โดยกระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้ของเคนยาประมาณ 453,000 คน และตอนเหนือของแทนซาเนีย 430,000 คน

            สังคมเผ่า มาไซประกอบด้วยกลุ่มย่อยๆ (เรียกกันในภาษามาว่า อิโลชอน) 16 กลุ่ม ได้แก่ อิลดามัต (Ildamat) อิลปูร์โก (Ilpurko) อิลกีกอนโยกี (Ilkeekonyokie) อิลอยไต (Iloitai) อิลกาปูติเอ (Ilkaputiei) อิลกันเกเร่ (Ilkankere) อิสิเรีย (Isiria) อิลมอยตานิก (Ilmoitanik) อิลูโดกิลานี (Iloodokilani) อิลอยโตกิโตกิ (Iloitokitoki) อิลารุซา (Ilarusa) อิลมาตาตาปาโต (Ilmatatapato) อิลวัวซินกิชู (Ilwuasinkishu) โกเร่ (Kore) ปารากูยู (Parakuyu) และอิลกิซองโก (Ilkisonko)

            ชาวมาไซดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์เร่รอน สัตว์ที่เลี้ยงก็คือวัว แพะ และแกะ ซึ่งนอกจากจะเลี้ยงไว้บริโภคแล้ว สัตว์เหล่านี้ยังอาจใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสัตว์ประเภทเดิมและ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เหล่านี้ หรือแม้แต่นำไปขายเพื่อแลกเป็นเงิน การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนดังกล่าวนี้จะเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือไม่ได้เร่ร่อนไปไหนก็ได้ แต่จะเร่รอนแบบกลับมาที่เดิมตามฤดูกาล

            วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนเช่นนี้ส่งผลให้ชาวมาไซต้องมีระบบบริหารการ ใช้ที่ดินแบบสาธารณะ กล่าวคือ ทุกคนในกลุ่มมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าไปใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บนที่ดิน ที่กำลังถือครองอยู่ในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในยามอุดมสมบูรณ์นั้น ชาวมาไซจะแบ่งที่ดินเป็นส่วนเพื่อให้แต่ละครอบครัวใช้ทำมาหากิน

            นอกจากนี้ วิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนและระบบการใช้ที่ดินแบบสาธารณะนี้เองที่ทำ ให้ชาวมาไซผูกพันกับวัวและบุตรเป็นอย่างมาก อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากก็คือการที่ชนเผ่านี้วัดความมั่งคั่งของบุคคล ด้วยจำนวนวัวที่ถือครองและจำนวนบุตรที่เลี้ยงดูอยู่ โดยบุคคลจะต้องมีทั้งสองอย่างเป็นจำนวนมากถึงจะเรียกได้ว่ามั่งคั่งอย่างแท้ จริง มีวัวมากแต่มีลูกน้อย ก็ถือว่าไม่มั่งคั่ง ในขณะเดียวกัน มีลูกมากแต่ไม่ค่อยจะมีวัวก็ยังไม่ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานความมั่งคั่ง และแม้แต่ศาสนาของชาวมาไซก็ยังหนีไม่พ้นสองสิ่งข้างต้น ชนเผ่านี้เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ประทานสิ่งดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากบทสวดของชาวมาไซ ที่กล่าวว่า ขอให้พระผู้สร้างจงได้ประทานวัวและบุตรแก่ปวงข้า

            ในเรื่อง ที่อยู่อาศัยนั้น ชาวมาไซไม่มีวัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัยแบบถาวร มีแต่การสร้างที่พักชั่วคราว โดยที่พักดังกล่าวนี้จะเรียกกันว่า อินกาจิจิก (Inkajijik) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเพิงพักรูปดาวหรือวงกลมทรงตัวด้วยเสาไม้และหุ่มด้วยผนัง ที่ทำขึ้นจากเศษกิ่งไม้โดยใช้ส่วนผสมของโคลน หญ้า มูลวัว ปัสสวะคน กิ่งไม้เล็กๆ และขี้เถ้า มาเป็นตัวผสานเนื้อในของผนัง การสร้างอินกาจิจิกจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง อินกาจิจิกแต่ละหลังจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 5 เมตร และสูงประมาณ 1.5 เมตร ภายในจะใช้เป็นที่เก็บ ปรุง ตลอดจนบริโภคอาหาร เป็นที่เก็บทรัพย์สิน เป็นที่หลับนอน และยังเป็นที่เก็บสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ชาวมาไซจะนิยมสร้างที่พักอยู่กันเป็นกลุ่มๆล้อมรอบด้วยรั้วที่ทำจากกิ่งหนาม ของต้นไม้จำพวกสีเสียด (Acacia) เพื่อป้องกันภัยจากสิงห์โต

            ชาวมาไซ เป็นชนเผ่าที่บริโภคแต่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะมาจากวัวที่เลี้ยงไว้ ซึ่งได้แก่ นมวัว เนื้อวัว มันวัว และเลือดวัว โดยเฉพาะเลือดวัว จะนิยมบริโภคในโอกาสพิเศษ เช่น มอบให้กับผู้ที่ได้ผ่านพิธีสุหนัดมาแล้ว ให้แก่หญิงที่เพิ่งให้กำเนิดบุตร คนป่วย หรือใช้สำหรับบรรเทาอาการมึนเมา นอกจากนี้ชาวมาไซยังนิยมกินน้ำผึ้งและเปลือกไม้ โดยเปลือกไม้จะนิยมนำมาทำเป็นซุป

            ด้วยเหตุที่มีวิถีชีวิตแบบเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ชาวมาไซจึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาหารที่ได้มาจากการทำการเกษตรแบบเพาะปลูก โดยมีความเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการทำอันตรายธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีชาวมาไซจำนวนมากเริ่มบริโภคอาหารที่เป็นธัญญาพืชจำพวกข้าวโพด ข้าว มันเทศ มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ที่ผลิตจากชุมชนอื่นบ้างแล้ว


            สำหรับการแต่งกายนั้น ชาวมาไซจะแต่งตัวแตกต่างกันตามวัย เพศ และสถานที่ ในสมัยก่อน ชาวมาไซจะนิยมห่มร่างกายด้วยหนังสัตว์เช่นหนังแกะในกรณีที่เป็นผู้หญิงและ หนังลูกวัวหากเป็นคนดูแลฝูงสัตว์ โดยผ้าคลุมหนังสัตว์ดังกล่าวจะเรียกว่า ชูก้า ในภาษามา แต่ในปัจจุบันเสื้อคลุมชูก้าดังกล่าวซึ่งนิยมทำจากผ้าฝ้ายก็หาซื้อได้ตาม ท้องตลาดกันแล้ว ผ้าคลุมชูก้าของชาวมาไซมักมีสีแดงสด ซึ่งถือเป็นสีเอกลักษณ์ของชนเผ่ามาไซเลยก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม สีอื่นๆเช่น สีดำ สีน้ำเงิน สีนำชมพู มีลายแถบ เป็นลายตราหมากรุก หรือลายดอกไม้ก็มี ในบางครั้งผู้หญิงมาไซก็นิยมนุ่งผ้ากังก้า หรือ คังก้า (Kanga หรือ Khanga) ซึ่งเป็นที่นิยมใส่กันในหมู่ชนเผ่าแถบแอฟริกาตะวันออก โดยจะเป็นผ้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร มีแถบลายรอบขอบนอกของผ้า และยังพบว่าชาวมาไซที่อาศัยในแถบชายฝั่งก็ยังนิยมนุ่งผ้ากิกอย (Kikoi) ซึ่งมีลักษณะเหมือนโสร่งหรือผ้าขาวม้าอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ชาวมาไซในแทนซาเนียยังสวมรองเท้าแตะบางๆที่ทำจากหนังวัวด้วย

            โดยปกติ ชาวมาไซจะนิยมสวมสายผูกข้อมือที่ทำจากไม้ และสวมสร้อยลูกปัดหลากสี นอกจากนี้แล้วชาวมาไซ โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะชอบเจาะส่วนต่างๆของหู รวมไปถึงยืดติ่งหูแล้วฝังเครื่องประดับลงไป

            ในเรื่อง ทรงผมนั้น ชาวมาไซจะพิถีพิถันเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยทรงผมจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามเพศ โอกาส และช่วงอายุ กล่าวคือ ชาวมาไซผู้ชาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นนักรบ จะไว้ผมยาว ย้อมเป็นสีแดงสดใสหรือแดงเลือดหมู และถักเป็นทรงเดดล็อก (dreadlock) โดยเชื่อกันว่าผมทรงนี้จะแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง ความน่าเกรงขาม และความงามเยี่ยงชายชาตรี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าพิธีกรรมสำคัญตามช่วงอายุ เหล่าชายชาวมาไซก็จะต้องโกนหัวเสมอ

            สำหรับผู้หญิงมาไซนั้น ปกติแล้วจะนิยมโกนหัว แต่ก็มีหญิงมาไซบางกลุ่มเช่นกลุ่มตูร์กานา (Turkana) ซึ่งจะนิยมไว้ผมทรงเดดล็อกเช่นกัน แต่จะแตกต่างจากเดดล็อกของผู้ชาย กล่าวคือ จะมีการโกนผมด้านข้างเลยไปถึงด้านหลังศีรษะออกหมดเหลือไว้เฉพาะผมด้านบน จากนั้นก็จะถักผมที่เหลือด้านบนเป็นทรงเดดล็อก และในบางโอกาสนั้น เช่นกรณีที่ลูกชายหรือลูกสาวตาย ผู้เป็นแม่ก็จะรวบผมไว้ด้านหลังหรือไม่ก็ด้านหน้าเพื่อเป็นการไว้ทุกข์

            สำหรับ เด็กนั้น เมื่ออายุย่างเข้า 3 เดือน ก็จะต้องโกนหัวโดยเหลือไว้แค่ผมที่อยู่บริเวณหน้าผากเรื่อยลงมาถึงหลังต้นคอ ซึ่งทรงที่ออกมาจะคล้ายกับทรงพังค์นั่น เชื่อกันว่าผมทรงนี้จะสร้างความสง่างามให้กับทารก

            ในเรื่องศาสนานั้น ชาวมาไซนับถือพระเจ้าองค์เดียว โดยเชื่อว่าพระเจ้า ซึ่งเรียกว่า เองไก (Enkai) เป็นผู้สร้างโลกและสร้างมนุษย์ขึ้นมา 3 เผ่า คือ เผ่าตอร์โรโบ (Torrobo - เผ่าปิกมี่) ซึ่งชาวมาไซเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานน้ำผึ้งและเหล่าสัตว์ป่าไว้ให้เป็น อาหารของคนเหล่านี้ เผ่าต่อมาคือ เผ่ากิกูยู (Kikuyu) ซึ่งเป็นเกษตรกรที่พระเจ้าประทานเมล็ดพันธุ์ต่างๆให้ และชนเผ่าสุดท้ายก็คือชาวมาไซเอง ซึ่งพระเจ้าได้ประทานวัวมาให้

เองไก นั้นจะมีธรรมชาติที่ขัดแย้งกันในตัวเอง กล่าวคือ ในด้านหนึ่งจะเป็นเทพที่ทรงความกรุณา ซึ่งเรียกว่า เองไก นาร็อก (Engai Narok - เทพดำ) แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นเทพที่อาฆาตมาดร้าย เรียกว่า เองไก นันโยกี (Engai Nanyokie - เทพแดง) เชื่อกันว่าเทพองค์นี้ประทับอยู่บนภูเขาแห่งเทพเจ้าที่อยู่ทางเหนือสุดของ แทนซาเนีย

            บุคคลทางศาสนาที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ในสังคมมาไซก็ คือหมอผี ซึ่งในภาษามาไซเรียกกันว่า ไลบอน (Laibon) ซึ่งจะรับผิดชอบด้านพิธีกรรมของชนเผ่า เช่น ขอฝน ประกอบพิธีเอาฤกษ์เอาชัยในการสงคราม ทำนายเหตุการณ์ และรักษาโรคตามหลักไสยศาสตร์

            สังคมมาไซจะประกอบไปด้วยกลุ่มอายุ (Age-set) โดยคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันจะมีสิทธิเท่าเทียมกันทุกอย่าง รวมถึงมีสิทธิที่จะใช้ทรัพย์สินของเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกด้วย กลุ่มอายุมีความสำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับวงจร ชีวิต (Rites of Passage) ต่างๆ ด้วยกัน โดยพิธีกรรมดังกล่าวนั้นได้แก่

            1.พิธีก่อนสุหนัด เรียกกันว่า เอนกิปาตะ (Enkipaata - pre-circumcision ceremony) ซึ่งเด็กผู้ชายกลุ่มอายุ 14 - 16 จะต้องเดินทางท่องดินแดนของเผ่าตนเพื่อแนะนำตนเองเป็นเวลา 4 เดือน

            2. พิธีสุหนัด เรียกว่า เอมูราตาเร่ (Emuratare - circumcision ceremony) ซึ่งเป็นพิธีที่ทั้งหญิงและชายชาวมาไซต้องผ่าน เพื่อจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ใหญ่ สำหรับผู้ชายนั้นพิธีนี้จะเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าสู่วิถีแห่งการเป็นนักรบ มาไซ ซึ่งเรียกกันว่า มอร์ราน (Morran) โดยเขาจะต้องเข้าค่ายอบรมความเป็นนักรบเบื่องต้น ซึ่งเรียกกันว่า เอมันยัตตา (Emanyatta) เป็นเวลาประมาณ 8 -12 ปี และสำหรับผู้หญิงนั้น พิธีนี้จะทำให้เธอเป็นผู้หญิงโดยแท้จริง เหมาะแก่การมีครอบครัวและเป็นแม่บ้านที่ชอบธรรม

            3.พิธีเริ่มรีตความเป็นนักรบอาวุโส ซึ่งเรียกกันในภาษมาไซว่า อิวโนโต (Eunoto - senior warrior initiation ceremony) ซึ่งจะกระทำกัน 10 ปี หลังจากพิธีสุหนัด ผู้ชายที่เป็นนักรบมาไซผ่านพิธีกรรมนี้ก็จะได้รับการยอมรับเป็นนักรบอาวุโส และสามารถแต่งงานได้

            4. พิธีเริ่มรีตความเป็นผู้อาวุโส หรือ ออร์นเกเชร์ (Orngesherr - junior elder initiation ceremony) หลังจากได้ผ่านพิธีนี้แล้วนักรบมาไซก็จะกลายเป็นผู้อาวุโส มีความสามารถที่จะรับผิดชอบครอบครัวของตนได้เต็มที่ และก็สามารถย้ายออกจากบ้านของพ่อแม่ของตนเพื่อตั้งบ้านหลังใหม่ได้

            พิธีกรรมเหล่านี้จะทำให้ชาวมาไซเติบโตและรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนในสังคม นั่นเอง

            นอกจากนี้แล้ว ชาวมาไซก็ยังมีการแบ่งแยกหน้าที่หญิง-ชายในสังคมกันอย่างชัดเจน กล่าวคือผู้ชายจะเป็นนักรบซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านและ ทำการตัดสินใจสำคัญๆที่เกี่ยวกับความเป็นไปของชุมชน ส่วนผู้หญิงนั้นจะรับผิดชอบเรื่องการสร้างและดูแลบ้านเรือน การหุงหาอาหาร เก็บฟืน รีดนมสัตว์เลี้ยง การเลี้ยงดูบุตร ส่วนเด็กผู้ชายก็จะทำหน้าที่ดูแลฝูงสัตว์เลี้ยง

            ผู้หญิงในสังคมมาไซนั้นจะอยู่ใต้อำนาจของผู้ชาย ซึ่งเห็นได้จากหลายกรณีด้วยกัน เช่น เด็กผู้หญิงถูกสอนให้เคารพยำเกรงผู้เป็นบิดาและต้องไม่ปรากฏตัวในยามที่บิดา กำลังกินอาหารอยู่ ยิ่งกว่านั้นในยามที่มีแขกผู้ชายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาเยือน ผู้ชายซึ่งเป็นสามีสามารถให้ภรรยาของตนเองหลับนอนกับแขกได้

            นอกจากเรื่องบทบาทชายหญิงแล้ว เรื่องวัยวุฒิก็มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน กล่าวคือ สังคมมาไซนั้นจะนับถือระบบอาวุโส ผู้ชายอาวุโสในเผ่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจต่างๆที่สำคัญในเผ่า ผู้ชายต้องมีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ก่อนถึงจะสามารถตัดสินใจเรื่องครอบครัวของตัวเองได้เต็มที่ โดยก่อนหน้านั้นจะต้องเชื่อฟังคำแนะนำของบิดาตนเอง

            เรื่องการแต่งงานนั้น สังคมมาไซอนุญาติให้ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน โดยผู้หญิงมักจะได้รับการหมั้นหมายไว้เป็นเวลานานก่อนจะแต่งงานอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ชายในเผ่ามีอำนาจในการคัดค้านเพื่อยกเลิกการหมั้นหมายที่ทำกันมานานแล้ว นี้ได้ ตามวัฒนธรรมของชาวมาไซนั้น ผู้หญิงที่แต่งงานถือว่าได้แต่งงานกับผู้ชายทั้งกลุ่มอายุนั้น ดังนั้นจึงสามารถหลับนอนกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีโดยตรงแต่อยู่ในกลุ่ม อายุเดียวกันกับสามีโดยตรงของตนได้ ดังจะเห็นจากธรรมเนียมของชายชาวมาไซที่เป็นเจ้าบ้านที่ไม่รู้สึกขัดข้องเลย ในการเสนอให้แขกในกลุ่มอายุที่มาเยี่ยมบ้านหลับนอนกับภรรยาของตน หากแขกคนนั้นเป็นคนในกลุ่มอายุเดียวกัน โดยในกรณีนี้ผู้หญิงจะมีสิทธิเลือกว่าจะนอนกับแขกคนนั้นหรือไม่ และเด็กที่เกิดจากความสัมพันธุ์ประเภทนี้จะถือว่าเป็นของสามีโดยตรง

            สำหรับในเรื่องการหย่าร้าง (Kitala - กิตาลา) นั้น พ่อแม่ฝ่ายหญิงสามารถร้องขอการหย่าให้กับลูกสาวตนเองที่แต่งงานแล้วได้ ในกรณีที่พบว่าฝ่ายชายกระทำการทารุณต่อฝ่ายหญิง

            ในปัจจุบัน สังคมชาวมาไซกำลังพบกับการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำเป็นที่จะต้องลงหลักปักฐานในพื้นที่แห่งหนึ่งแห่ง ใดแทนการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน เนื่องจากรัฐบาลเคนยาและแทนซาเนียกำลังขยายพื้นที่ป่าสงวนเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ ทำให้การล่าสัตว์หรือการเข้าไปทำมาหากินในพื้นทีดังกล่าวกลายเป็นเรื่องผิด กฎหมายไปแล้ว การเริ่มวิถีชีวิตแบบลงหลักปักฐานนั้นทำให้ชาวมาไซต้องหันมาทำการเกษตรแบบ เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยอาหารที่เคยได้จากการดำรงชีวิตแบบเดิม ซึ่งนี่ได้ชักนำชาวมาไซเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดไปโดยปริยาย ผลที่ตามมาก็คือปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวมาไซ ชาวมาไซจำนวนมากต้องละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมและเข้ามาหางานทำในตัวเมือง 

 



            ที่ผ่านมาได้มีความพยายามจากทั้งทางรัฐบาลและองค์กรเอกชนต่างๆ ในการอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวมาไซไว้และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในท่ามกลางสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย จึงเป็นที่น่าติดตามว่าชนเผ่ามาไซจะสามารถประนีประนอมความเป็นเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของตนเองที่เป็นมรดกสืบต่อกันมายาวนานกับวิถีชีวิตแบบยุคสมัยใหม่ ที่กำลังเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยากในสมัยนี้ อย่างไร? 

 


 



 

โดย
ปวินท์ มินทอง
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ที่มา
http://en.wikipedia.org/wiki/Maasai_people
http://www.maasai-association.org/maasai.html
http://www.everyculture.com/wc/Tajikistan-to-Zimbabwe/Maasai.html
http://goafrica.about.com/libray/bl.maasai.htm
http://www.masai-mara.com/mmmaa.htm
ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับทรงผม
http://iheartmyhair.com/2010/02/hair-spotting-3/
ภาพจาก http://www.google.co.th

 

 

 

guest

Post : 15/11/2014 19:34     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  เบื้องหลังฮิตเลอร์

 

                                                            

 

 

 กองปราบ-ทหาร รวบเลขาฯ ใต้ร่มพระบารมี หมิ่นเบื้องสูง

 

 

 http://dangdd.com/threads/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99.125575/page-2

 

 

 

                                  17-11-57 ???????-???? ???????? ?????????????? ?????????????? 039

 

นายทหารพระธรรมนูญ ร่วมกับ ตำรวจกองปราบปราม จับกุม เลขาธิการสำนักงานเทิดไท้องค์ราชัน  ตามกฎอัยการศึก หลังถูกกล่าวหา หมิ่นเบื้องสูง พร้อมของกลางทองคำหนัก 1 กิโลกรัม ขณะกำลังขับรถเก๋งหลบหนีไปต่างจังหวัด 

 

 

วันนี้ (17  พ.ย.) ที่ กองปราบปราม (บก.ป.)  พ.ท. บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ (พล.ม.2) พ.ต.ท.นทธีฤทธิ์ หาญเสน่ห์ลักษณ์ พนักงานสอบสวน  กก.1 บก.ป. พร้อมตำรวจกองปราบปรามนำกำลังจับกุม นายชัยรินทร์ ขาวคม  เลขาธิการสำนักงานเทิดไท้องค์ราชัน ตามกฎอัยการศึก หลังถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ที่ย่านบางรัก พร้อมของกลางทองคำหนัก 1 กิโลกรัม ขณะกำลังขับรถเก๋งหลบหนีไปต่างจังหวัด พร้อมทั้งจับกุม น.ส.พิชญากัญญ์ วิชัยดิษฐ์ อายุ 35 ปี พร้อมของกลางหนังสือเดินทางเล่มน้ำเงิน ปืนพกสั้น 2 กระบอก พร้อมกระสุนจำนวนหนึ่ง โดยจับกุมได้ที่ย่านลาดกระบัง

 

 

จากกรณีที่ หม่อมราชวงศ์สมลาภ กิติยากร อดีตประธานสำนักเลขาธิการเทิดไท้องค์ราชัน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ว่า นายชัยรินทร์ และ น.ส.พิชญากัญญ์    ได้นำชื่อสำนักงานไปแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ตนจึงได้ลาออกจากประธานสำนักงานฯ แล้วเข้าแจ้งความดังกล่าว

 

 

โดยสืบสวนทราบว่า นายชัยรินทร์ กับพวก ได้นำสถาบันฯ ไปแอบอ้างทำโครงการหลายโครงการทั่วประเทศ เช่นไปขอใช้อาคารของ บริษัท กสท.โทรคมนาคม หรือแคทเทเลคอม นานเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่จ่ายค่าเช่า หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถวิ่งเต้นโยกย้ายรัฐมนตรี / นายทหาร / นายตำรวจ และข้าราชการต่างๆ หลอกสร้างพระพุทธรูปทองคำที่ประเทศอินเดีย จัดงานการกุศลต่างๆ แอบอ้างขอถ้วยรางวัล รวมทั้งเปิดสถาบันสอนหลักสูตรปริญญาโท-ปริญญาเอก โดยที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้รับรอง ทั้งนี้ นายชัยรินทร์ ยังได้นำรถเก๋งมาทำเป็นรถนำขบวน แล้วทำเรื่องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมาดูแลความปลอดภัย และยังอ้างว่าสามารถขอหนังสือเดินทางเล่มน้ำเงินได้อีกด้วย

 

 

นอกจากนี้ยังทราบมาว่า นายชัยรินทร์ ยังเป็นเลขาธิการสำนักงานใต้ร่มพระบารมีอีกด้วย ซึ่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อหลายราย มูลค่าความเสียหายทั้งหมดหลายพันล้านบาท ซึ่งเจ้าทุกข์อยู่ระหว่างเตรียมแจ้งความดำเนินคดีหลายราย โดยในส่วนของบริษัทแคทเทเลคอมนั้นมียอดความเสียหายเกือบ 30 ล้านบาท จะเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายชัยรินทร์ กับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ในวันพรุ่งนี้ ( 18 พ.ย.)

 

 

ทั้งนี้ นายชัยรินทร์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องขัดแย้งภายในสำนักงาน คนที่ตั้งสำนักงานมากล่าวหาตนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ และยืนยันว่าตนไม่เคยไปรับเงินบริจาค หรือหลอกลวงตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการตนยังนำเงินของภรรยามาดำเนินการเอง ซึ่งตนรู้สึกเสียใจที่ถูกกล่าวหาเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ตนทำงานนี้ด้วยจิตอาสาไม่ได้มีเงินเดือนแต่อย่างใดมาโดยตลอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประมูลขายภาพวาดสีน้ำฝีมือ “ฮิตเลอร์” ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี ทำราคากว่า 5 ล้าน

      

 

  เอเอฟพี - ภาพวาดสีน้ำที่เผยให้เห็นเขตเมืองเก่าในมิวนิก และเชื่อกันว่า “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เป็นผู้วาดขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน ได้ถูกนำออกประมูลขาย ณ สถาบันประมูลของเยอรมนีไปในราคา 130,000 ยูโร (ราว 5 ล้านบาท) วานนี้ (22 พ.ย.)
       
       แคทธริน ไวด์เลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันประมูล “ไวด์เลอร์” ในเมืองนูเรมเบิร์ก กล่าวว่า งานศิลปะชิ้นนี้ต้องตาผู้ประมูลหลายคนที่ดั้นด้นมาจาก 4 ทวีป ก่อนที่ผู้ซื้อรายหนึ่งจากตะวันออกกลางจะคว้าไปครอง แต่เธอปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดของผู้ชนะการประมูล
       
       สถาบันประมูลแห่งนี้ระบุว่า ภาพวาดชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานราว 2,000 ชิ้นของฮิตเลอร์ และคาดว่าผู้นำเผด็จการรังสรรค์งานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นเมื่อราวปี 1914 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาหาเลี้ยงปากท้องด้วยการเป็นศิลปิน ก่อนที่เขาจะผันตัวไปเป็นผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนีใน 2 ทศวรรษต่อมา
       
       ก่อนหน้านี้มีความคาดหมายกันว่า ภาพเขียนชิ้นนี้จะสามารถเคาะประมูลในราคา 50,000 ยูโรเป็นอย่างต่ำ โดยไวด์เลอร์ซื้อภาพชิ้นนี้มาจากสองพี่น้องสูงวัย ที่ปู่ของพวกเธอซื้อมันมาเมื่อปี 1916
       
       เมื่อมองเพียงผิวเผินแล้วผลงานของฮิตเลอร์อาจดูเหมือนภาพวาดธรรมดาๆ แต่สถาบันประมูลแห่งนี้ชี้ว่า ผู้ที่ประมูลภาพขนาด 28 คูณ 22 นิ้วชิ้นนี้ไปเมื่อวันเสาร์ (22) ยังจะได้รับใบเสร็จซื้อขาย พร้อมจดหมายลงชื่อ อัลแบร์ท บอร์มานน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยของฮิตเลอร์ และเป็นพี่น้องกับ มาร์ติน บอร์มานน์ เลขานุการส่วนตัวของผู้นำนาซีเยอรมนี
       
       จากเนื้อความในจดหมายฉบับนี้ ที่ไม่ได้ระบุวันเวลาไว้แน่ชัด พบว่าเจ้าของภาพชิ้นนี้ในสมัยนาซีได้ส่งรูปถ่ายของภาพวาดชิ้นนี้ไปยังที่ทำการของฮิตเลอร์ เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่ จากนั้นบอร์มานน์ก็เขียนจดหมายตอบกลับไปยืนยันว่า ภาพนี้เป็น “งานศิลปะชิ้นหนึ่งของท่านผู้นำ”

 

 



 

ประมูลขายภาพวาดสีน้ำฝีมือ “ฮิตเลอร์” ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี ทำราคากว่า 5 ล้าน
       

 
ประมูลขายภาพวาดสีน้ำฝีมือ “ฮิตเลอร์” ผู้นำเผด็จการนาซีเยอรมนี ทำราคากว่า 5 ล้าน
       
 

 

 

เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

 
ใครว่าผู้ชายเถื่อนๆ ไม่มีหัวใจ ถึงแม้จะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฆาตกรโหดของโลก แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำแห่งพรรคนาซีเยอรมัน ก็ยังมีผู้หญิงที่รักมากที่สุดถึงสองคน คนหนึ่งคือแม่ผู้ให้กำเนิด และอีวาบราวน์ หญิงคนรักที่อยู่กับฮิตเลอร์ในเวลาที่เขาตาย

 
     


คลารา แม่ของฮิตเลอร์เป็นเพียงลูกสาวชาวนาจนๆ ไม่มีการศึกษา แต่เธอก็ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อลูก ความเอาใจใส่ของเธอเป็นตัวแปรสำคัญที่หล่อหลอมให้ฮิตเลอร์เป็นผู้ชายรักสะอาด เจ้าระเบียบ และมีเมตตากับสาวๆ เป็นพิเศษ จนพาลเป็นโรคแพ้ผู้หญิงไปเลย ทหารคู่ใจของฮิตเลอร์เขียนไว้ในบันทึกว่า ฮิตเลอร์เป็นพวกเจ้าชู้หน้าตาย เห็นสาวสวยเป็นต้องจีบดะ เช่น ถ้าเลขาสาวคนไหนป่วย ฮิตเลอร์จะไปเยี่ยมถึงบ้าน แต่ถ้าทหารผู้ชายป่วย ฮิตเลอร์กลับไม่สนใจ




ฮิตเลอร์และอีวา บราวน์

สำหรับ อีวา บราวน์ (Eva Braun) เธอควบตำแหน่งนางบำเรอ นกน้อยในกรงทอง ภรรยา และคู่ทุกข์คู่ยากเพียงหนึ่งเดียวของฮิตเลอร์ไว้ครบถ้วน อีวายอมทิ้งชีวิตอิสระในโลกกว้างมาเป็นนางบำเรอในเซฟเฮ้าส์ของฮิตเลอร์ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี เพราะรักผู้ชายคนนี้สุดหัวใจ แต่ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก อีวาพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้ง เนื่องจากจนความเจ้าชู้ของฮิตเลอร์ไม่ไหว ครั้งแรกเธอยิงตัวเอง ส่วนครั้งที่สองเธอกินยานอนหลับเข้าไปถึง 35 เม็ด โชคดีว่าทหารคนสนิทของฮิตเลอร์เข้ามาช่วยไว้ได้ อีวาจึงรอดชีวิตไปจนถึงวันที่ฮิตเลอร์หมดสิ้นทุกสิ่ทุกอย่าง และต้องหลบหนีไปอยู่ในที่มั่นแห่งสุดท้าย รอเวลาที่กองทัพศัตรูจะเข้ามาประหัตประหาร

ฮิตเลอร์พยายามอ้อนวอนให้อีวาหนีไป แต่เธอเลือกที่จะตายเคียงข้างเขา ฮิตเลอร์จึงตัดสินใจที่จะตอบแทนสาวความภักดีของสาวคนรักเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการแต่งงานกับเธอ พิธีแต่งงานที่อีวารอคอยมาชั่วชีวิต มีเพียงบาทหลวงแก่ๆ กับทหารคนสนิทของสามีร่วมเป็นสักขีพยาน แต่แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียว จุดจบของฮิตเลอร์กับผู้หญิงที่สละชีวิตเพื่อเขาก็มาถึง ทั้งสองกรอกยาพิษเข้าปาก จากนั้นก็นั่งพิงกันเงียบๆ อยู่บนโซฟา จวบจนนาทีมรณะเดินทางมาถึง

ประวัติเกี่ยวกับผู้หญิงของฮิตเลอร์จบลงเพียงเท่านี้ จึงไม่เคยมีใครรูเลยว่าในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจ ฮิตเลอร์ยังมีผู้หญิงอีกสองคนแอบซ่อนไว้อย่างลับๆ แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้การยอบรับว่าเป็นคนรักของเขา ไม่แม้แต่จะมีชื่ออยู่ในบันทึกประวัติของฮิตเลอร์ แต่เขาก็ยังคงจดจำพวกเธอไม่เคยเสื่อมคลาย ผู้หญิงคนที่สามในชีวิตของฮิตเลอร์ เป็นสาวน้อยวัยใสชื่อ เจลี่ รัวบาล (Geli Raubal)ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่เจลี่นั้นเป็นลูกของพี่สาวต่างมารดาของฮิตเลอร์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเข้าข่ายรักต้องห้ามนั่นเอง

เจลี่ รัวบาล (Geli Raubal)

ฮิตเลอร์ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหลานสาวคนนี้เลยจนกระทั่งเขาอายุ 40 ปี เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในพรรคนาซีแล้ว เขาได้ชวนพี่สาวมาทำงานเป็นแม่บ้านให้ และเจลี่ก็ตามแม่ของเธอมาอาศัยร่มเงาน้าชายด้วย พอเห็นความสดใสอิ่มเอิ่มเหมือนดอกไม้แรกผลิของหลานสาว งูเห่าบนหัวฮิตเลอร์ก็เริ่มออกสเต็ปทันที ฮิตเลอร์โอ๋หลานสาวคนสวยจนออกนอกหน้า ทั้งส่งเสียให้เรียน ให้เงินเดือนใช้ และยังตามใจให้เธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทั้งที่ปกตอฮิตเลอร์ต่อต้านความฟุ่มเฟือยสุดลิ่มทิ่มประตู เนื่องจากมันขัดกับภาพลักษณ์ของพรรคนาซี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของผู้ใช้แรงงาน ผู้บริหารทุกคนจึงต้องทำตัวสมถะให้มากถึงมากที่สุด

ตอนแรกเจลี่ยังไม่คิดจะตกร่องปล่องชิ้นกับน้าชาย เพราะสาวสวยอย่างเธอย่อมสนใจคนหนุ่มๆ มากกว่า ชายหนุ่มที่เธอมีใจให้มีชื่อว่าเอมิล เป็นองค์รักษ์ประจำตัวของฮิตเลอร์นั่นเอง ขณะเดียวกันเธอก็มีกิ๊กไว้แก้ว่างอีกหลายคน จนครั้งหนึ่งเอมิลทนเห็นภาพบาดตาขณะแฟนสาวกำลังหัวร่อต่อกระซิกกับชายอื่นไม่ได้ เลยเข้าไปประเคนกำปั้นใส่กิ๊กของเจลี่ถึงขั้นสลบ ทำให้เรื่องที่เขาแอบคบกับเธอรู้ไปถึงหูฮิตเลอร์จนได้  เปลือกนอกฮิตเลอร์ไม่แสดงอาการอะไร ทว่าในใจนั้นเดือดปุดๆ ที่คนสนิทบังอาจมาเจาะไข่แดงไก่วัดแสนสวย เลยแกล้งไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้เอมิล หรือบางทีก็จ่ายช้าจนอีกฝ่ายแทบไม่มีกิน เอมิลเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือแผนบีบให้เขาลาออกของเจ้านาย ครั้นเขาจะฮึดสู้ก็คงไม่แคล้วต้องเจอไข้โป้งเข้าสักวัน ในที่สุดทหารหนุ่มจึงต้องขอย้ายไปทำงานในหน่วยงานอื่น

พอทางสะดวกฮิตเลอร์ก็เดินหน้าลุยจีบเจลี่เต็มที่ ส่วนเจลี่ซึ่งติดนิสัยฟุ่มเฟือยเข้าไปเต็มเปาแล้ว ก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่ามีแต่น้าชายนี่แหละที่จะบันดาลเครื่องเพชร เสื้อผ้างามหรู และความสะดวกสบายให้เธอได้ แม่สาวน้อยร้อยชั่งจึงโอนอ่อนตามใจฮิตเลอร์แต่โดยดี แม้เธอจะเคยเล่าให้เพื่อสนิทฟังว่าฮิตเลอร์ชอบสั่งให้เธอทำอะไรที่แปลกพิลึกกึกกือ จนบางครั้งเธออยากจะอาเจียนเสียให้ได้ และก็เพราะเจลี่นี่เองที่ทำให้ฮิตเลอร์ซึ่งกำลังมีปัญหาสมรรถภาพทางเพศ หายดิบหายดีเป็นปลิดทิ้ง แต่ความรักของผู้ชายวัย 40 กับสาวน้อยอายุแค่ 20 ปีย่อมไม่ง่าย ยามหวานทั้งคู่จะชวนกันนั่งรถเปิดประทุนไปปิกนิค บางครั้งก็ไปดูหนัง ละครหรือโอเปร่า แต่ยามร้ายวึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งคู่จะเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ฮิตเลอร์นั้นรู้ทันนิสัยเจ้าชู้ของหลานสาว จึงไม่ชอบให้เธอออกไปเที่ยวตามลำพัง เวลาเขาต้องไปปราศรัยตามเมืองต่างๆ ฮิตเลอร์จะกักบรเวณเจลี่ไว้ในบ้าน โดยมีองครักษ์เดินยามเฝ้าราวกับมักโทษก็ไม่ปาน ถ้าเจลี่อยากจะไปงานเต้นรำโดยไม่มีเขาไปด้วย ฮิตเลอร์จะบังคับให้หลานสาวแต่งตัวมิดชิด ห้ามโชว์เนื้อหนังมังสาเป็นอันขาด แถมยังส่งลูกน้องไปคุมเธอที่งาน เจลี่จะเต้นรำกับผู้ชายหน้าไหนไม่ได้เลย ยกเว้นสองเกลออ้วนผอมขี้เหร่คู่นี้เท่านั้น

เจลี่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอีวา บราวน์ แต่ต่างกันตรงที่อีวาเย็นเป็นน้ำ ส่วนเธอกลับร้อนเป็นไฟ อีวา บราวน์ ทนสภาพเมียเก็บที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันได้นานถึง 12 ปี แต่สำหรับเจลี่แค่ไม่ได้ออกไปเที่ยวเพียงเดือนเดียวเธอก็ไม่ไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีปากเสียงกับฮิตเลอร์บ่อยมาก สงครามระหว่างน้าหลานมาถึงขีดสุดในวันที่ 18 กันยายน 1931 เมื่อเจลี่อยากไปเยี่ยมญาติที่กรุงเวียนนาแต่ฮิตเลอร์ไม่ยอม ทั้งคู่จึงตะโกนใส่หน้ากันอย่างดุเดือด สุดท้ายฮิตเลอร์ตะโกนว่า "ไปยิงตัวตายซะไป๊"

พอหลานสาวเลือดร้อนได้ยินอย่างนั้น อารมณ์อยากประชดประชันก็พรั่งพรู เธอวิ่งเข้าไปในห้องนอนคว้าปืนขึ้นจ่อยิงเข้าที่หน้าอกตัวเอง จนขาดใจตายทันที นับจากวันนั้นเป็นต้นมาฮิตเลอร์ก็เลิกกินเนื้อสัตว์ เขาให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่เขาเห็นเนื้อดิบๆ ชุ่มเลือด เขาจะนึกถึงสภาพของเจลี่ที่แน่นิ่งจมกองเลือด เลือดเนื้อถูกแรงระเบิดกระจายอยู่บนพื้น

ผู้หญิงคนสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของฮิตเลอร์ เป็นสาวน้อยบ้านนอกที่แตกต่างจากอีวาและเจลี่โดยสิ้นเชิง ชาร์ล็อต โลบ์ฌัวเอ (Charlotte Lobjoie) เป็นเพียงหญิงชาวบ้านในแคว้นไกลปืนเที่ยงที่ชื่อนอร์ปาเดอกาแล ในฝรั่งเศส ความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องเรียกว่าเป็นแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะแต่ออกเที่ยวด้วยกันเพียงครั้งเดียว ฌอง มารี (Jean-Marie) ลูกชายของทั้งคู่ก็ลืมตาดูโลกในอีกเก้าเดือนต่อมา หลังจากที่ทั้งสองมีสัมพันธ์กันในค่ำคืนที่ต่างฝ่ายต่างเมากันทั้งคู่ หลังจากวันนั้นฮิตเลอร์ก็ติดต่อชาร์ล็อตเป็นครั้งคราว แต่เขาไม่เคยยอมรับว่าฌอง มารีเป็นลูกเลย เด็กชายจึงโตขึ้นมาในสภาพลูกกำพร้าที่ถูกเด็กๆที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเป็นลูกไม่มีพ่อนั้น เป็นอาหาปากอันโอชะของพวกเด็กเกเรเลยทีเดียว

พอโตเป็นหนุ่มโชคชะตาก็ชักพาฌอง มารี เข้าสู่โลกของสงคราม เขาเข้าร่วมกับกองทัพฝรั่งเศสทำสงครามกับเยอรมัน รวมทั้งเป็นสมาชิกขบวนการฝรั่งเศสเสรี (French Resistance) เพื่อต่อต้านการรุกรานของนาซี โดยไม่รู้สักนิดว่าผู้นำฝ่ายปรปักษ์ที่เขาและเพื่อนทหารทุกคนอยากกำจัด ก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองชาร์ล็อตต้องทนฟังลูกชายเล่าถึงปฏบัติการของเขาและเพื่อนๆ อย่างไม่สบายใจ ยิ่งลูกชายประกาศกร้าวว่าจะเด็ดหัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีให้จงได้ เธอก็อกสั่นขวัญแขวนด้วยว่ากลัวลูกชายอาจกลายเป็นฆาตกรฆ่าพ่อเข้าสักวัน  สุดท้ายเธอจึงบอกความจริงให้ฌอง มารีรู้

หลังจากชาร์ล็อตเสียชีวิตไปในวัยชรา ฌอง มารีก็พบภาพวาดรูปของเธอที่วาดโดยฮิตเลอร์ ถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องใต้หลังคา เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันความสัมพันธ์ของทั้งสอง และเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า แม้ฮิตเลอร์จะไม่ยอมรับลูกชาย แต่เขาก็ยังมีความรู้สึกดีๆ ต่อชาร์ล็อตอยู่เสมอ เพราะเธอคือแม่ของลูกชายเพียงคนเดียวของเขา เธอจึงเป็นเหมือนเงาดำที่ฮิตเลอร์ไม่มีวันสลัดหลุดตลอดไป ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็

 

 

 

                                

 

 

 

  

  

 

 

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

                    

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

หว่านเงินเกือบ 2 แสนล้านไร้ผล ยาง-ข้าวดิ่งไม่ถึงครึ่งรับจำนำ

 

จาก ประชาชาติธุรกิจ

 

 

 
   
 
 
 
 
 

 

มาตรการยกระดับราคาข้าว-ยางกว่า 1.8 แสนล้านบาท ส่อ "เหลว" ราคาตกต่อเนื่อง หอมมะลิเหลือไม่ถึงหมื่นบาท โยนกันวุ่นทั้งโรงสี-ผู้ส่งออก "ยาง" ไม่น้อยหน้า Buffer Fund ซื้อแค่ 100 ตัน ต้องรอข่าวดีโละสต๊อกยางรัฐ 2 แสนตัน

 

หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกฤดูการผลิต 2557/2558 ตกต่ำ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 432 บาท ตามด้วยมาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือก ได้แก่ 1) สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและสินเชื่อเพื่อเตรียมข้าวเปลือก ขึ้นยุงฉางเกษตรกร วงเงิน 52,454 ล้านบาท 2) ค่าเช่าและเก็บรักษาข้าวเปลือกแก่เกษตรกรและสหกรณ์ 3,000 ล้านบาท 3) วงเงินชดเชยต้นทุนเงินที่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมอีก 2,980.16 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังมีการอนุมัติเงินให้กับโรงสีข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% เพื่อซื้อข้าวเก็บสต๊อกเป้าหมาย 6 ล้านตัน โดยใช้วงเงินรวม 612 ล้านบาท โดยมาตรการทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูการผลิต 2557/2558 อยู่ที่ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท หรือคิดเป็นราคาส่งออกต่ำกว่าตันละ 950 เหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยมาตรการจ่ายเงิน "อุดหนุน" ราคาข้าวให้กับชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หรือไม่เกิน 15 ไร่ วงเงิน 40,000 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 617,447 รายวงเงิน 7,366,756,500 บาท)

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานข้อมูลราคาจำหน่ายข้าวล่าสุดของกรมการค้าภายใน ปรากฏว่าราคาจำหน่ายข้าวสารในประเทศ ชนิดข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 ตันละ28,930 บาท ถือเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบปี หากเทียบราคาเฉลี่ยช่วง 11 เดือนแรก(มกราคม-พฤศจิกายน) ปี 2557 ตันละ 31,140 บาท "ต่ำกว่า" ช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ราคาตันละ 33,450 บาท

ขณะที่ราคาส่งออก ข้าว (FOB) โดยกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิชั้น 2 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 อยู่ที่ตันละ 863 เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 7 ปี ขณะที่ราคาเฉลี่ย 11 เดือนแรกของปี 2557 ตันละ 972 เหรียญทั้งหมดนี้แสดงว่า มาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือกที่รัฐบาลดำเนินการนั้น "ไม่ได้ผล"

โรงสีโยนผู้ส่งออกกำไรเละ

แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวกล่าวถึงโครงการให้โรงสีเข้าไปช่วยซื้อเพื่อชดเชย ดอกเบี้ย "ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้" เพราะติดปัญหาข้อปฏิบัติ เช่น อำนาจในการตรวจสต๊อกก่อนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะปล่อยเงินกู้ให้กับโรงสี

"รัฐบาลตั้งวงเงินให้โรงสีช่วยซื้อ 600 ล้านบาท เพื่อกักข้าว 6 ล้านตันไม่ให้ออกสู่ตลาด จริง ๆ แล้วการจ่ายดอกเบี้ย 3% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 7% เท่ากับโรงสีต้องจ่ายดอกเบี้ยเองอีก 4% ขณะที่มูลค่าข้าวที่ซื้อมากักไว้มีความเสี่ยงที่ราคาข้าวจะลดลงเรื่อย ๆ ตามราคาตลาด เช่น ซื้อราคารัฐบาลต้นทุน 16,000 บาท คิดเป็นราคาข้าวสารตันละ 29,000 บาท แต่ปัจจุบันผู้ส่งออกบอกราคาซื้อข้าวล่วงหน้าอยู่ที่ตันละ 24,000-25,000 บาท เท่ากับโรงสีเสียดอกเพิ่ม แถมยังขาดทุนสต๊อกจากราคาตลาดที่ลดลงอีกตันละ 4,000-5,000 บาท"

ส่วน กรณีที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายราคาข้าวหอมมะลิไว้ที่เป้าหมาย 16,000 บาท หรือราคาส่งออกตันละ 950 เหรียญนั้น เมื่อคำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร โดยคูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,000 บาท ยอมหักค่าดอกเบี้ยให้อีกตันละ 500 บาท ทั้งที่ผู้ส่งออกซื้อข้าวจากโรงสีได้เครดิตยาว 1-2 เดือน เท่ากับว่าผู้ส่งออกต้องซื้อข้าวสารตันละ 29,375 บาท หรืออย่างต่ำ 29,000 บาท แต่ความเป็นจริงผู้ส่งออกกลับซื้อข้าวเพียงตันละ 24,000-25,000 บาท ตรงนี้ผู้ส่งออกข้าวมีกำไร "ส่วนต่าง" ระหว่าง 4,000-5,000 บาท/ตัน

ขณะ ที่ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีข้าวว่าผู้ส่งออกไม่ได้มี กำไรจากการซื้อข้าวมากถึงขนาดนั้น หากคิดสูตรราคาจากราคาเป้าหมายส่งออกอยู่ที่ตันละ 950 เหรียญ คำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร คูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,800 บาท หักค่าดอกเบี้ยอีก 3% ในขณะที่ลูกค้ากว่าจะจ่ายเงินก็ใช้เวลานาน 1-2 เดือน กำไรผู้ส่งออกตันละ 270 บาท หรือซื้อข้าวได้แค่ตันละ 26,650 บาทเท่านั้น

ชาวนาร้อง "ตู่" เงินหายครึ่งหนึ่ง

นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมจะทำหนังสือเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หลังจากที่สมาคมได้รับคำร้องเรียนจากชาวนาหลายจังหวัดว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2557/2558 ได้ลดลงต่ำสุดประมาณ 50% จากช่วงที่เคยได้รับจากโครงการรับจำนำ เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิเหลือแค่ตันละ 9,000-10,000 บาท ต่ำกว่าราคาเป้าหมายของรัฐบาลกำหนดตันละ 16,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเหนียวเหลือตันละ 6,700-8,000 บาท หรือต่ำกว่าราคาเป้าหมายตันละ 13,000 บาท

"การจ่ายชดเชยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทก็ได้กันประปรายไม่ครบ ดอกเบี้ยธนาคารที่กู้มาจะทำอย่างไรจะเอารายได้จากไหนจึงพอเพียงกับหนี้พวก นี้"

ยางราคาร่วงต่อเนื่อง


สถาณการณ์ราคายางพาราก็ยัง คง "ตกต่ำ" อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางหลายด้าน ไม่ว่าจะอนุมัติวงเงิน 58,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อ/เงินกู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง, การจ่ายเงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ หรือ 15,000 บาท วงเงิน 8,500 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 1377 ราย วงเงิน 13,053,250 บาท)และการอนุมัติให้องค์การสวนยาง (อสย.) ทำการซื้อขายยางผ่านกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดึงราคายางในประเทศให้สูงขึ้น แต่จนถึงวันนี้ราคายางก็มีแต่จะดิ่งลง

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลาปรับตัวลดลง ยางแผ่นดิบแตะระดับ 47.25 บาท/กก. หรือลดลง 0.85 บาท, ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 49.33 บาท/กก. หรือลดลงถึง 1.55 บาท, ราคาน้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ที่ 47.00 บาท/กก. หรือลดลง1 บาท จากราคายางแผ่นดิบในวันที่ 3 พฤศจิกายน อยู่ที่ 52.25 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.70 บาท/กก.

สำหรับราคายางที่ตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานีในรอบสัปดาห์ นี้ยังคงแกว่งตัวอยู่ในช่วง 49-50 บาท/กก. ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคายางลดลงมาจากวันที่ 17 พ.ย. ถึง 2.15 บาท/กก.

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงสัญญาซื้อขายยางพาราในสต๊อกรัฐบาล จำนวน 208,000 ตันจากโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราว่าจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายยางใน ปลายสัปดาห์นี้จำนวน 200,000 ตัน ส่งมอบเป็นเวลา 10 เดือน โดยส่งมอบครั้งละ 20,000 ตัน ราคาขายมีการยืนยันอย่างไม่เป็นทางการว่ามีราคาสูงกว่าราคาตลาด

"การ รับมอบสินค้าจะต้องมีการเปิด Letter of Credit (L/C) มาก่อน และจะมีการตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและเซอร์เวเยอร์ของผู้ซื้อ ในการตรวจสอบยางพาราแบบก้อนต่อก้อน เพื่อให้ถูกต้องตามเกณฑ์การคัดคุณภาพยางพาราที่ตกลงกัน ซึ่งอาจจะมียางมิดเชพ มีราแห้ง ราเปียกบ้าง ทำให้ราคาต่ำกว่าที่ให้แก่ยางคุณภาพดี แต่คู่ค้าจะรับซื้อแน่นอน เพราะคุณภาพยางยังนำไปใช้งานได้"

รายงานข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อ.ส.ย.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 กก.ละ 62 บาท และยางแท่ง กก.ละ 56 บาท รวมทั้งหมด 2 แสนตัน ให้กลุ่มบริษัทไห่หนานของจีนมาแล้ว แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ด้านนายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวถึงการเข้าซื้อยางระลอกสองของกองทุนมูลภัณฑ์กันชนยางพารา (Buffer Fund) หลังจากที่เข้าซื้อไปแล้ว 100 ตัน ในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า "จะยังไม่มีการเข้าซื้อยางในสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรรมการบางส่วนต้องเดินทางไปประชุมไตรภาคีประเทศผู้ผลิตยางพารา 3 ประเทศ" และการเข้าซื้อยางก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะซื้อทุกวันหรือวันละเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการที่จะพิจารณาราคายางเป็นรายวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

ประเทศคนขี้เมา : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               

มีข่าวน่าสลดใจที่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งใช้จอบทำร้ายชาวต่างประเทศจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงเพราะชาวต่างประเทศผู้เคราะห์ร้ายมองหน้านักเรียนวัยรุ่นกลุ่มนั้นที่ดื่มสุราจนเมามาย

 

                จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า ประเทศไทยมีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีผู้ดื่มที่อยู่ในวัย 11-19 ปี ประมาณ 1.06 ล้านคน หรือประมาณ 21.23 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในกลุ่มอายุนี้ และครึ่งหนึ่งเริ่มดื่มเมื่ออายุต่ำกว่า15  ปี นอกจากนี้นักเรียนนักศึกษาเพศหญิง มีการดื่มสุราเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 6 เท่า

 

                สาเหตุของการดื่ม ส่วนใหญ่เกิดจากเพื่อความสนุกสนานกับเพื่อนฝูง, ทำตามอย่างเพื่อน, ถูกยั่วยุ ท้าทาย, ต้องการแสดงความเก่ง และการยอมรับของเพื่อนๆ, เพื่อให้ลืมความทุกข์, สภาพในครอบครัวที่มีการดื่มสุรา และเหตุผลอื่นๆ - สุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมานาน ทุกงาน หรือเทศกาลต่างๆ จะต้องมีวงเหล้าอยู่ด้วยเสมอ แม้แต่งานบุญงานกุศล งานมงคล หรืออวมงคล การดื่มสุราและเครื่องดองของเมา แม้จะเป็นข้อห้ามทางพุทธศาสนา แต่ก็ไม่มีใครถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด บางคนแม้จะเพิ่งอาราธนาศีลและรับศีลห้ามาหยกๆ ก็ยังดื่มสุรายาเมากันจนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

                สังคมไทยนั้นเป็นสังคมแบบแม่ปูที่ผู้ใหญ่มักจะสอนให้เด็กและเยาวชนทำโน่นทำนี่ แต่ผู้ใหญ่เองกลับทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตนสอน เช่น การรณรงค์ไม่ให้เด็กและเยาวชนดื่มสุรา แต่ผู้ใหญ่หรือผู้เป็นพ่อเป็นแม่เองยังคงดื่มกันโดยทั่วไป ขณะเดียวกัน การโฆษณาแฝงของสินค้าประเภทนี้ ก็มักจะสร้างภาพให้เห็นถึงความโก้หรู การมีรสนิยม ความทันสมัย การเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ยี่ห้อต่างๆ และการหาซื้อสุราหรือเบียร์ก็ทำได้ง่ายดาย แม้ว่าจะมีกฎหมายควบคุมอยู่ก็ตาม จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกยังพบว่า การดื่มสุรา เป็นปัจจัยของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจครั้งแรกของวัยรุ่น และโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ขาดสติ ทะเลาะวิวาท ใช้ความรุนแรง รวมไปถึงอุบัติเหตุต่างๆ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการใช้ถนนซึ่งอยู่ในอันดับที่สูงมาก การทำร้ายผู้อื่น และฆ่าตัวตาย

 

                จะเห็นได้ว่าแรงจูงใจที่สำคัญของเด็กและเยาวชนให้ตกเป็นเหยื่อของสุรา ก็คือ เพื่อน และการดื่มครั้งแรกของคนในวัยนี้มักจะเริ่มต้นกับเพื่อนๆ ตามแรงชักจูงหรือผลักดัน รองลงไปก็คือ ครอบครัว หากบ้านใดที่เด็กคุ้นเคยกับภาพของการดื่มสุรา หรือถูกใช้ให้ไปซื้อสุราตั้งแต่เล็ก เด็กก็จะเกิดความสับสน และเห็นว่าการดื่มสุราเป็นเรื่องปกติ แรงจูงใจประการสุดท้ายก็คือ สังคม ตราบใดที่ยังมีภาพของการดื่มสุรา หรือการโฆษณาแฝงของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในสื่อต่างๆ รวมทั้งภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ ตราบนั้นก็เท่ากับสังคมให้การยอมรับในเรื่องการดื่มสุราโดยปริยาย ซึ่งเป็นการยากที่จะให้เด็กและเยาวชนแยกแยะความผิดชอบชั่วดี หรือความเป็นจริงกับสิ่งสมมุติได้เอง และการรณรงค์เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนดื่มสุราในสภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยการดื่มสุรา ก็คงเป็นเรื่องที่ยากเย็นเข็ญใจขึ้นไปอีก

 

                ปัญหาการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน เป็นปัญหาใหญ่ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพยากรมนุษย์และอนาคตของชาติ ในวันนี้ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 21.23 หรือกว่า 1 ใน 5 ของประชากรในกลุ่มวัยนี้ หากไม่สามารถป้องกันมิให้เด็กเข้าสู่วงจรของแอลกอฮอร์ได้ ก็อาจจะทำให้ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งเด็กและเยาวชนไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งก็จะกลายเป็นเด็กขี้เมา แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติของเรา?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                        วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน เป็นวันแรม 15 ค่ำเดือน 12

 

                                              

 

 

กายนี้ เป็น “กรรมเก่า”

 
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! กายนี้ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย และทั้ง
ไม่ใช่ของบุคคล เหล่าอื่น.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! กรรมเก่า (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย
พึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่
ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต), เป็นสิ่งที่มี
ความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ (เวทนีย).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผู้ได้
สดับแล้ว ย่อมทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่ง
ปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้ว่า “ด้วยอาการอย่างนี้ :
เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ;

เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้,สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ;
เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ;
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ , สิ่งนี้จึงดับไป :

ข้อนี้ได้แกสิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ;

เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส

อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง
อวิชชานั้น นั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร, เพราะมี
ความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; .....
ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... เพราะมีความดับแห่งชาติ

นั่นแล....
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส
อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์
ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้ แล.
นิทาน.สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓.

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ยื่นขอประกันตัว"สมยศ"ครั้งที่ 16 ระบบยุติธรรมไทย !!!
 
 
 
 
 
 
 

                         [​IMG]

 

 

 

 

ภรรยานายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยคดีม.112 ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด 1 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราว นายสมยศ เป็นครั้งที่ 16


วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ที่ศาลอาญารัชดาฯ นางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟทักษิณ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จำเลยซึ่งถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 10 ปี ในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เดินทางมายังศาลอาญา พร้อมกับทนายความ เพื่อยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายสมยศ โดยเตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาท


ทั้งนี้นางสุกัญญา กล่าวว่า คดีนี้อยู่ระหว่างรอศาลฎีกามีคำพิพากษา คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี และนายสมยศ ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษ กรุงเทพ ทำให้นายสมยศ ไม่มีโอกาสสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จึงได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราวนายสมยศมาแล้ว 15 ครั้ง ส่วนเหตุผล ที่ก่อนหน้านี้ศาลไม่อนุญาตเนื่องจากทางตำรวจได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราว เกรงว่าจะหากได้รับปล่อยตัวไปจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับคดีนี้มีอัตราโทษสูง


อย่างไรก็ตามนางสุกัญญา ระบุว่า ตามพฤติการณ์ในคดี นายสมยศ ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยตรง การยื่นขอปล่อยชั่วคราวครั้งที่ 16 นี้ก็หวังว่าศาลจะเมตตา และให้ความเป็นธรรม

 

แป๊ะลิ้ม
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 85 ปี
ศาลให้ประกัน ระหว่างฏีกา
แต่สมยศ
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 10 ปี
ศาลไม่ให้ประกัน ระหว่างฏีกา
ทุเรศไหมครับ
ศาลไทย

 

 

 

 

 

 

 นักศึกษากำลังจะกลับมา.......?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 big60 20 พฤศจิกายน 2014 - 16:44 #7

 

ไม่เกี่ยวกับทักษิณหรือเพื่อไทย ไม่เกี่ยวกับเมือกมาร์คหรือประชาธิปัตย์ แต่เกี่ยวกับสองคู่ต่อสู้ตัวจริงของเขาซึ่งมีมาแต่อดีต ระหว่าง เผด็จการทหาร กับ พลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาผู้แสวงหาความเป็นธรรมในสังคม ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้ ทหารจะออกมาก่อน เมื่อล้ำเส้นล้มล้างระบอบมากเกินไป จนประเทศกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ...เมื่อนั้นพลังต่อต้านที่ไม่เกี่ยวกับทักษิณหรือเพื่อไทย จะออกมาต้านเขาเอง

 

เคยติงเขาแล้วว่าอย่าทำอะไรที่มันเกินไปจนพลังบริสุทธิ์รับไม่ได้ คู่ต่อสู้ไม่ใช่มีแค่ศรัตรูทางการเมืองอย่างทักษิณหรือเพื่อไทย แต่ยังมีพลังเงียบบริสุทธิ์ที่จับตาดูอยู่ เกินไปจนออกนอกลู่นอกทางเมื่อไหร่ จะถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากพลังบริสุทธิ์เหล่านี้...แต่ดูเหมือนเขาจะชะล่าใจเกินไป ทำอะไรจนออกนอกหน้านอกตา เหมือนกับว่าพลังเหล่านี้ตายไปแล้วจากแผ่นดิน โหมใส่กลุ่มทักษิณจนทำลายระบอบจนหมด ไม่เกรงใจกลุ่มคนที่เหลือเลย เมื่อบีบมากปฏิกิริยาที่โต้ตอบออกมาเป็นแรงดีดสะท้อนก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

เมื่อก่อนเขาใช้วิธีปลุกพลังประชาชนออกต่อต้านนักศึกษา...แต่ปัจจุบันนี้ต่างกันมากแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงของทักษิณและกลุ่มอุดมการณ์ประชาธิปไตย รอจังหวะร่วมด้วยอยู่ งานใหญ่เข้าหล่ะที่นี้ เมื่อโดนต่อต้านมากๆเข้า ก็เข้าตำราเดิมเหมือนในอดีต จนแต้มก็ขนกำลังขนอาวุธออกมาไล่ยิงประชาชนในประเทศของตนเหมือนเดิม สงสารประเทศไทยจะหายนะอีกเท่าไหร่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 คณะศิษย์ หลวงตามหาบัว ยื่นหนังสือ สปช. คัดค้านการร่างกฏหมาย ให้ สตง.มาสอบเงินวัด ขัดกับพุทธบัญญัติ อ้าง พุทธเจ้าไม่อนุญาตให้ฆารวาสก้าวก่ายอำนาจสงฆ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ 19 พ.ย. ที่อาคารรัฐสภา ผศ.ภิฤดี ภวภูนานันท์ นำทีมคณะศิษานุศิษย์ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เข้ายื่นหนังสือต่อ นางทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่ 2 เพื่อสนับสนุนภารกิจของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในการปฏิรูปประเทศ รวม 2 ฉบับ โดยเสนอความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญโดยของให้มีการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันพระพุทธศาสนา และปฏิรูปสื่อให้คงความเสมอภาคแก่สื่อภาคประชาชน ตลอดจนการคุ้มครองการเผยแพร่พระพุทธศาสนาผ่านสื่อและให้บัญญัติทุนสำรองของชาติไว้ในรัฐธรรมนุญโดยกันทุนสำรองไว้กองหนึ่งแยกออกจากทุนสำรองประเภทอื่น

นอกจากนี้ยังคัดค้านการออกฏหมายปกครองสงฆ์ที่ขัดต่อพระธรรมวินัยเพราะเชื่อว่า พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มีเหตุผลที่ชอบธรรมอยู่แล้วทั้งนี้การ ดูแลรักษาสมบัติของสงฆ์ ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ที่จะต้องดูแลตรวจสอบกันเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้อนุญาตให้ฆราวาสใดเข้ามาก้าวก่ายและตรวจสอบในการปกครองของ สงฆ์ ทั้งนี้ การที่มีความพยายามแก้กฏหมายให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบเงินบริจาคของวัด ซึ่งเข้ามาก้าวก่ายตรวจสอบสมบัติของสงฆ์ ซึ่งเป็นเงินบริจาคด้วยความศรัทธาของประชาชนย่อมเป็นการฝ่าฝืนพุทธบัญญัติและบ่อนทำลายศาสนา

 

 

 

 ศิษย์หลวงตามหาบัว ยื่นค้านตรากม. ให้สตง.ตรวจเงินวัด อ้างพระพุทธเจ้าไม่อนุญาต ขำนะเนี่ยยยย...

 

                            

 

 

 

 พระพุทธเจ้าอนุญาตให้กินหมากรึเปล่า เคี้ยวหมากหยับๆ พูดจาหยาบโลน ด่าคนโน้นคนนี้ว่าขายชาติ ท่านอนุญาตไว้หรือเปล่า?

 

 

พุทธบัญญัติกำหนดไว้

"สตังวัด กรรมการยัตจัง มิมานิ สตังวัด พระครูทำตัง มิมานิ สตังวัด มัคทายกกำบัง มิมานิ "

 

 ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย ตามสบายครับท่าน....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                              ลักเหนียวไก่

 

 

   


 

 

 

 

 

                     

 

 

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ สำหรับวันนี้กันไปแล้ว หลังจากมีการโพสต์คลิปเด็กหญิง กรณี โจรลักเหนียวไก่ ของ "น้องล่ายกล้อ" 

 

ล่าสุด ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการประจำ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Time Chuastapanasiri ถึงเรื่องคลิปลักเหนียวไก่ว่า "ถอดรหัส 10 เหตุผลทางการตลาด" ที่ทำให้คลิป ‪ลักเหนียวไก่‬ โดนใจและแชร์กระหน่ำ (อ่านเพิ่ม : ขำน้ำตาเล็ด! รีมิกซ์ คลิปดัง น้องล่าลักเหนียวไก่ (ชมคลิป)

 

คลิป ลักเหนียวไก่ นี้มีความน่าสนใจหลายอย่าง จะวิเคราะห์เฉพาะ ตัวเนื้อหาของมัน (content analysis) เอาแบบวิชาการ เรื่องนี้ มองให้ดี นักการตลาดอาจสนใจ เพราะบทเรียนเนื้อหาของมัน สามารถเอาไปสร้างแนวทางในการทำคลิปไวรัล (Viral) ด้านการตลาดให้โดนใจได้

 

 

 

                            

                                                                              น้องล่า ลักเหนียวไก่

 

 

1. มันขำ ตลก : Humorous 

เนื้อหาเรื่องราวของมันให้อารมณ์ขบขัน ฮา และเศร้าระคนปนไปด้วย

 

2. มันจริงใจ ตรงไปตรงมา : To be frank 

น้องเขาเล่นเอง เล่าเอง พูดด่าออกมาแบบไม่มีสคริปต์ ไร้บท

 

3. มันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ : Emotional 

ความหงุดหงิด เศร้า เจ็บใจ โกรธ ขำ งอน เต็มไปหมด คนดูจะสามารถเก็บอารมณ์ซึมซับในนั้นได้ทั้งหมด

 

4. มันมีความเป็นโอทอป : Localization 

คือแนวคิดที่พูดเรื่อง เนื้อหาที่สะท้อนความเป็นชุมชน (ความเป็นบ้านๆ) ในคลิป เราจะเห็น "น้องล่า" ความเป็นเด็กใต้ คนใต้ คำใต้ มันออกมาชัดเจนอย่างถึงแก่น

 

5. มันเป็นเรื่องใกล้ตัว : Surrounding

เหตุการณ์นี้ สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ นั่นทำให้คนดู สามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ภายในตนเองได้ (เป็นเรื่องชวนหัวในชีวิตจริง)

 

6. มันหยาบคาย : Rudeness

ความหยาบคายเป็นส่วนประกอบให้มันเข้าถึงคนดู การมีคำหยาบ ช่วยทลายกำแพงของการปิดกั้น ตั้งป้อมเปิดรับเนื้อหา เพราะใครๆ ก็สามารถใช้ำคำสบถ ด่า ในชีวิตประจำวันได้เผ็ดร้อนได้ปกติ มันจึงดูจริง (เพราะมันจริง)

 

7. มันมีความลับ : Mysterious

มีความลึกลับ ซ่อนเงื่อน สร้างความสงสัยอยู่ในนั้น ใครคือคนขโมยข้าวเหนียวไก่ ยังคงเป็นปริศนา ที่รอคอยตอนจบ ทำให้เรื่องมีความดึงดูดน่าคนสนใจใคร่รู้

 

8. มันต่อยอด : User Generated Experience 

คลิปนี้ ชาวเน็ต เอาเรื่องราวไปทำต่อ ขยายต่อ เป็นมิวสิกวิดีโอ มีทั้งเพลงแร็พ มีทั้งเวอร์ชั่นเลียนแบบมากมาย ทำให้ ผู้ชมร่วมกระโจนเข้าสู่การแสดงอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์

 

9. นี่คือตัวอย่างการทำเนื้อหาแบบ "Real Marketing"

มันคือความจริงของเหตุการณ์ น่าเสียดายว่าไม่มีการสนับสนุนทางด้านการตลาดอยู่ในนั้น หากมี มันจะดังระเบิด

 

10. มันสร้างผลกระทบ : Effect 

สำนักข่าว สื่อ ให้ความสนใจ (ตามกระแส ฉาบฉวย) มันมีคุณค่าข่าวในระดับที่เพียงเรียกร้องความสนใจของผู้ชมผู้ฟัง (ถึงแม้ว่ามันจะฉาบฉวยก็ตาม) และตอนนี้ก้มีคนสร้างเพจน้องล่า ลักเหนียวไก่ เป็นแฟนคลับกันจริงๆ จังๆ แล้ว

 

 แรงกระเพื่อมชนิดรุนแรงถาโถมในโลกออนไลน์อย่างหนักหน่วงในรอบ 5 วันที่ผ่านมา กับปรากฏการณ์ “ลักเหนียวไก่” ของสาวรุ่นวัย 15 ปีชาวจ.สตูล ที่อัดอั้นตันใจ อัดคลิปวีดีโอระบายความอึดอัดที่เจ้าตัวถูกคนมือดีขโมยข้าวเหนียวไก่ทอด....... อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/k9U8Ak

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

 

ส่องอนาคต "เอสเอ็มอีไทย" เมื่อรัฐบาลเลิกอัดเงิน.. เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้!!!

 

 
 
 
 
 
 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กลายเป็นประเด็นเมาธ์มอยกันในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ไปจนถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ หลังคำให้สัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ "รัฐบาลตู่1" ในงานสัมมนาเอสเอ็มอีว่า "รัฐบาลจะยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ด้วยวิธีการจ่ายเงินหรือสนับสนุนด้านการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารเฉพาะกิจต่างๆ มีโครงการสนับสนุนมาโดยตลอดอยู่แล้ว"

แต่รัฐบาลจะเร่งสนับสนุนเตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ในด้านต่างๆ ที่ไม่ใช่การสนับสนุนทางการเงินแทน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า หมดเวลาแล้วที่เอสเอ็มอีจะรอแต่ความช่วยเหลือในรูปของเงินเป็นหลัก เหมือนรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมามักจัดวงเงินหลายหมื่นล้านบาทผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ แต่ไร้ระบบบริหารจัดการส่งผลชัดเจนว่าลูกค้าเอสเอ็มอีแบงก์ ตามสถิติที่ขอสินเชื่อเอสเอ็มอี 8 หมื่นราย เกิดปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลมากถึง 3 หมื่นราย เทียบกับระบบบริหารของธนาคารพาณิชย์ที่มียอดลูกค้าเอสเอ็มอี 6 แสนราย แต่มีปัญหาเอ็นพีแอลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น



ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุว่า เอสเอ็มอีไทยมีจำนวนกว่า 2.7 ล้านราย จำนวนนี้อยู่ในระบบจำนวน 1.9 ล้านราย อีก 6.84 แสนรายอยู่นอกระบบ มีการจ้างงานสูงกว่าเอสเอ็มอีในระบบ ประมาณ 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80% ของการจ้างงานนอกภาคเกษตร จึงมีความสำคัญต่อการกระจายรายได้ของประชาชนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพียง 20% ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งดูเอสเอ็มอี 6.84 แสนรายนี้โดยเร็ว

- ดันดิจิตอลอีโคโนมีช่วยเอสเอ็มอี

รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า สิ่งหนึ่งที่ควรทำเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี คือการให้องค์ความรู้ในการบริหารงาน หน่วยงานรัฐและเอกชนจะต้องประสานความร่วมมือเพื่อถ่ายทอดแก่เอสเอ็มอี ขณะเดียวกันต้องไม่ใช่เชิงบังคับ เพราะเอสเอ็มอีจะต้องมีความสมัครใจ พร้อมเรียนรู้ เพื่อให้การทำงานสำเร็จทั้งสองฝ่าย ไม่เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา

ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายต่างจับตาแนวทางพัฒนาดิจิตอลอีโคโนมีของรัฐบาลว่า จะออกมามีหน้าตา มีแนวทางพัฒนาอย่างไร โดยล่าสุดมีหน่วยงานรัฐขานรับแล้ว อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้กันงบประมาณ ปี 2558 จำนวน 100 ล้านบาท จัดทำแผนงาน ดิจิตอล เอสเอ็มอี เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิตอล อีโคโนมี แผนงานสำคัญคือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้านดิจิตอล แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ในธุรกิจไอที จำนวน 500 ราย ใช้งบประมาณ 11 ล้านบาท และกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ในธุรกิจอื่น มีการปรับหลักสูตรให้ความรู้ด้านไอทีมากขึ้น เป้าหมาย 1,000 คน งบประมาณ 22 ล้านบาท และเน้นผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อขยายช่องทางตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ เป้าหมาย 420 กิจการ งบประมาณ 23 ล้านบาท อีกทั้งกิจกรรมบริการเงินสมทบจ้างที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงการผลิต การจัดการ การตลาด เป้าหมาย 60 กิจการ งบประมาณ 5 ล้านบาท ดิจิตอลเพื่อวิสาหกิจชุมชน นำเทคโนโลยีมาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชนในทุกมิติ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโอท็อปในการขายสินค้าผ่านระบบไอที การพัฒนาเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ วางเป้าหมาย 70 ผลิตภัณฑ์ งบประมาณ 3 ล้านบาท เป็นต้น

- สมาคมเอสเอ็มอีไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการสำรวจความเห็นของภาคเอกชน ต่างมีทั้งเสียงค้านและสนับสนุน โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจากนงเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) ระบุว่า ยังสับสนกับนโยบายของรัฐบาล เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังเพิ่งประกาศเตรียมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จึงไม่รู้ว่าสรุปแล้วรัฐบาลจะเดินหน้านโยบายอย่างไร แต่เอสเอ็มอียังคงประสบปัญหาสภาพคล่อง แม้มีทั้งธนาคารรัฐและพาณิชย์ประกาศให้การอุดหนุนสินเชื่อ แต่ด้วยหลักเกณฑ์ข้อกำหนด สุดท้ายก็กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือจึงน่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

- ส.อ.ท.หนุนแนวคิดหม่อมอุ๋ย

ขณะที่นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นอีกมุมว่า เห็นด้วยกับกรณีรัฐบาลไม่เน้นมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะปัจจุบันรัฐบาลมีการช่วยเหลือตามกรอบอยู่แล้วนั้น เอกชนเห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะแนวทางการช่วยเหลือด้านการเงินผ่านธนาคารรัฐอยู่แล้ว

ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.ตอบรับนโยบายรัฐบาลเช่นกัน โดยส่งเสริมด้านการตลาด ทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) โดยร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำระบบซอฟต์แวร์บริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น

- เตรียมเสนอกรอ.ใช้ภาษีจูงใจเอสเอ็มอีเข้าระบบ

และจากตัวเลขเอสเอ็มอีนอกระบบ 6.84 แสนราย จ้างงาน 11.4 ล้านราย ที่รัฐบาลต้องการให้เข้าระบบ ทาง ส.อ.ท.ยังเตรียมข้อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ออกมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจดทะเบียนกับภาครัฐให้ถูกต้อง โดยจะเสนอนิรโทษกรรมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่ให้มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และกำหนดกรอบภาษีนิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จัดกลุ่มคำนวณตามรายได้ กำไร และทุนจดทะเบียนของผู้ประกอบการ โดยวางกรอบการคิดภาษีเบื้องต้น คือ กลุ่มที่มีรายได้น้อย จะคิดภาษี 5% รายได้ปานกลาง คิดภาษี 10% รายได้สูง คิดภาษี 15% ส่วนแต่ละกลุ่มจะแบ่งรายได้ กำไร ทุนฯ อย่างไร อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ อาทิ มีกำไร 5-10 ล้านบาท อาจคิดภาษี 5% ซึ่งหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าระบบอย่างถูกต้อง จะทำให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีฐานข้อมูลในการส่งเสริมหรือแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ส่งผลดีทั้งผู้ประกอบการด้วย"

- เกาะติดคืบหน้านโยบายวาระแห่งชาติ

อย่างไรก็ตามในมาตรการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ยังมีอีกนโยบายภาพกว้างที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ยังบริหารในรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั่นคือ การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเพิ่มธุรกิจด้านการเกษตรในนิยามของเอสเอ็มอี จากเดิมมี 3 ด้านคือ อุตสาหกรรม การค้า และการบริการ เพราะหลังจากประกาศได้มีคำสั่งปรับโครงสร้างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แกนกลางหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์เอสเอ็มอีของประเทศ แต่จนถึงวันนี้ในความเห็นของเอสเอ็มอียังไม่เห็นการกำหนดนโยบาย การขับเคลื่อน ที่สร้างความน่าสนใจต่างจากการบริหารงานของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

โดยช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้จะมีประชุมคณะกรรมการ สสว. (บอร์ดเอสเอ็มอี) อนุมัติงบ 726.7 ล้านบาท เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ เพื่อมุ่งสู่วาระแห่งชาติ และเพิ่มการจดทะเบียนเพิ่มอีก 5 หมื่นในปี 2558 ให้เข้าถึงตลาด เสริมศักยภาพแข่งขัน สามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของเอสเอ็มอี เป็น 38% แต่ยังไม่มากพอ

- เร่ง สสว.คลอดแผนแม่บทเอสเอ็มอี

เพราะภาคเอกชนเองยังอยากเห็นการทำงานของ สสว.ที่เข้มข้นกว่านี้ สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) ภายใต้การดูแลของ ส.อ.ท.ได้ออกมาเรียกร้องให้ สสว.เร่งประกาศแผนแม่บทการพัฒนาเอสเอ็มอี เพื่อให้ทุกงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ถีบประเทศให้พัฒนาขึ้น หลังจากผลวิจัยสถานะเอสเอ็มอี ใน 10 ประเทศอาเซียนพบว่า ไทยอยู่อันดับ 3 อันดับเดียวกับอินโดนีเซีย ขณะที่เวียดนามอยู่อันดับ 4 และใกล้เคียงกับไทยมาก ส่วนอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ อันดับ 2 คือ มาเลเซีย

โดยเอสเอ็มไอย้ำว่าตอนนี้การพัฒนาเอสเอ็มอีของรัฐบาลถือว่ามาถูกทางแล้ว หลังจากประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้ทุกหน่วยงานตื่นตัวในการแก้ปัญหาเอสเอ็มอี ทั้งฝ่ายทำการตลาด ฝ่ายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฝ่ายหาแหล่งเงินทุน จึงเป็นโอกาสดีที่ สสว.จะตีเหล็กตอนร้อนๆ ประกาศแผนแม่บทฯออกมา เพื่อให้ทุกฝ่ายนำไปดำเนินการอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา สสว.ได้ประชุมร่วมกับเอสเอ็มไอ และสถาบันการเงินคือ เอสเอ็มอีแบงก์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เพื่อจัดทำแผนแม่บทอยู่แล้ว

- "โฆษิต" แนะดูแลเอสเอ็มอีกระตุ้นศก.ระยะยาว

ล่าสุด นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ออกมากระทุ้งรัฐบาลให้ดูแลเอสเอ็มอีอย่างจริงจังเช่นกัน โดยให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรดูแลสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อเป็นชนชั้นกลางของประเทศ เพราะจะเป็นฐานสำคัญทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มการจ้างงานแท้จริง เพราะหากรอพึ่งเอกชนขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท แม้จะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจ แต่อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันหากรอพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะเมื่อเข้าสู่การประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นักลงทุนจะมีตัวเลือกประเทศที่จะลงทุนมากขึ้น

- ธุรกิจเอสเอ็มอี 9 เดือนน่าห่วง

ขณะเดียวกัน สสว.เปิดเผยสถานการณ์เอสเอ็มช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2557) พบว่ากิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีจำนวน 46,341 ราย หดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 18.02% ประเภทกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การจดทะเบียนยกเลิกกิจการ ช่วง 9 เดือน มีจำนวน 10,206 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.5% โดยประเภทกิจการที่มีการยกเลิกมากที่สุด ได้แก่ ขายสลากกินแบ่ง ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย

- กกร.เร่งรัฐบาลออกมาตรการดูเอสเอ็มอี

ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนพฤศจิกายน ว่า ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการดูแลเอสเอ็มอี เนื่องจากปัจจุบันเอสเอ็มอียังขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบมากขึ้น ด้วยการให้กรมสรรพากรอบรมแนะนำให้เอสเอ็มอีรู้จักระบบบัญชีเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

จะเห็นว่าข้อเรียกร้องด้าน "เงินๆ ทองๆ" ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่โอบอุ้มธุรกิจในภาวะเช่นนี้




ที่มา : นสพ.มติชน


 

เศรษฐกิจไม่ดีก็ทราบกันอยู่ว่าการขอวงเงินกู้ในระบบปรกติยากแสนสาหัส ไหนจะยอดขายตก ไหนจะรายจ่ายท่วมรายได้ รัฐไม่ปล่อยเงินมาซัพพอร์ตคงได้เห็นการเลิกกิจการ โล๊ะแรงงานกันบ้างแหละครับ ทีรัฐบาลเพิ่มเงินเดือนตัวเองยังทำได้เลย แค่จัดสรร..วงเงินกู้ทำไมจะช่วยไม่ได้ แย่จริงๆครับ

 

สงสารผู้ประกอบการ กู้เงินมาแล้วจะหาเงินไหนใช้หนี้เนอะ เศรษฐกิจแบบนี้คนขายมากกว่าคนซื้อ ชาวบ้านก็ประหยัดไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหมือนแต่ก่อน

 

ตอนนี้พวกค้าขาย..รายเล็กรายน้อย หาเช้ากินค่ำ..กำลังค่อยๆเจ๊งนำร่องไปก่อนหน้าแล้ว ต้นปีหน้า..คงเจออย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสือมเหศวรตัวจริง รับบทเป็นผู้ใหญ่สุก บิดาตนเอง

 

 

 

 

โดย webmaster@iseehistory.com

"เราไม่เคยคิดจะเข้ามาในวงการโจร แต่มีความจำเป็น ไม่มีทางเลือก" เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อดีต "เสือดำ" 1 ในบรรดาโจรชื่อดังหลายคนในยุคปลายสงครามโลกครั้งที่สองและหลังสงคราม ที่จะฟังขึ้นหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า เหตุที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากผลกระทบของสงครามทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง อาวุธสงครามแพร่หลายในตลาดมืด อำนาจรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาการคมนาคมและตัวข้าราชการเองที่ไร้ประสิทธิภาพหรือบางทีก็ข่มเหงราษฎร และความเชื่อในเครื่องรางของขลังต่างๆ ทำให้คนจำนวนหนึ่งหันไปเป็นโจร ซึ่งมีทั้งประเภทที่เรียกว่า "เป็นโจรโดยสันดาน" อยู่แล้ว และรายที่ถูกข่มเหงรังแกโดยอำนาจรัฐไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้ ดังเช่น อดีตเสือดำเจ้าของคำพูดในตอนต้น และ "เสือมเหศวร" ที่มีผู้นำชีวิตของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทย ในยุค "มิตร-เพชรา" ออกฉายเมื่อปีพ.ศ.2513

 

เมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลประกอบการเขียนภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากปัญหาการหาเอกสารอ้างอิงในเบื้องต้น และการไม่ปรากฏวันเดือนปีที่แน่นอนของเหตุการณ์แล้ว ยังมีเรื่องของเอกสารที่ดูเหมือนขัดแย้งกันอยู่บ้าง ดังที่จะได้กล่าวต่อไป ในหนังสือเรื่อง "คนใต้หนังเหนียว" อันเป็นชีวประวัติส่วนหนึ่งของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเเดช จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฉัตรรพี ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ (ผมลืมปั๊มวันเดือนปีที่ซื้อหนังสือไว้ จำได้คร่าวๆ เพียงว่าซื้อในราวปีพ.ศ.2537-2539) ลำพังเรื่องของขุนพันธ์ฯ ยังเขียนไม่จบเลย จึงไม่แปลกที่จะกล่าวถึง "เสือมเศวร" เพียงว่าเป็นสมุนมือรองคนหนึ่งของ "เสือฝ้าย" แต่อย่างน้อยก็พอจะให้ภาพของสังคมไทยเวลานั้นได้พอสมควร "คนใต้หนังเหนียว" กล่าวว่า ขุนพันธรักษ์ราชเดช ขณะมียศเป็น พ.ต.ต. ได้รับคำสั่งโยกย้ายจากผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตรไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท

 

เมื่อ 23 มิถุนายน 2488 ขณะนั้น มีชุมโจรใหญ่ๆ ในเขตความรับผิดชอบของท่าน ได้แก่ จังหวัดชัยนาท มี เสือครึ้ม เสือย่อม เสือเห้ย เสืออ้วน และสองพี่น้อง เสือสมเสือศักดิ์ และสุพรรณบุรี มี เสือฝ้าย เสือเกลี่ย เสือดอย และเสือดำ "คนใต้หนังเหนียว" จะกล่าวถึงบรรดาเสือเหล่านี้ในทางลบเป็นส่วนใหญ่ นอกจากครั้งหนึ่ง ที่เล่าเหตุการณ์ตอนเสือครึ้มนัดให้ขุนพันธ์ฯ ไปพบเพื่อเจรจาขอมอบตัวในภายหน้า ที่สะท้อนให้เห็นว่า "เสือ" เหล่านี้มีส่วนหนึ่งที่เป็นโจรด้วยความจำใจ บทความในรุ่นหลังๆ ยังได้กล่าวถืงเสือบางคนอย่าง เสือฝ้าย เสือมเหศวร เสือใบ และเสือดำ ในด้านบวกเช่นกันว่า เดิมทีคนเหล่านี้เป็นสุจริตชนที่ถูกข่มเหงจนต้องเตลิดไปเป็นโจร เมื่อเป็นโจรแล้ว จะ "ปล้น" ด้วยวิธีการที่จะเรียกว่านิ่มนวลหรือเลวน้อยหน่อยก็แล้วแต่ทัศนะ เช่น การเลือกปล้นเฉพาะคนที่รวยมาจากการโกง ไม่ปล้นใครจนหมดตัว ไม่ทำร้ายเจ้าทรัพย์นอกจากรายที่ต่อสู้ขัดขืน รายได้ส่วนหนึ่งทำบุญกุศลและช่วยเหลือคนจน ฯลฯ จะเชื่อถือได้แค่ไหนก็ไม่ทราบ เนื่องจากบทความเหล่านี้จะเขียนจากปากคำของบรรดาเสือเหล่านั้นเอง แต่อย่างน้อย การที่เสือเหล่านี้ลงเอยด้วยการมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบางรายช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ปราบโจรร้ายกลุ่มอื่น เมื่อถูกดำเนินคดีแล้วไม่มีเจ้าทุกข์มาชี้ตัว ก็คงพอเป็นหลักประกันความจริงได้บ้าง

 

 

ศวรขณะชกต่อยกับหัวหน้าคนงานที่อิจฉาเขา

 

 

มาเข้าเรื่องเสือมเหศวรกันเต็มๆ ซะที มเหศวร มีชื่อเดิมว่า "ศวร เภรีวงษ์" เกิด ตำบลสีบัวทอง ซึ่งระหว่างจังหวัดอ่างทองกับสุพรรณบุรี ในภาพยนตร์เราจะได้เห็นมเหศวรตัวจริงในบทของผู้ใหญ่สุก (หรือ "สุข" ก็ไม่ทราบ) บิดาของตนเอง และ มิตร ชัยบัญชา รับบทเป็นนายศวร ที่จะกลายมาเป็นเสือมเหศวรในภายหลัง เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อลูกบ้านคนหนึ่งมาแจ้งกับผู้ใหญ่สุกให้ไปตามคนร้ายที่ขโมยควาย ระหว่างทาง ผู้ใหญ่สุกได้พบกันนายศวร ลูกชายที่พึ่งปลดประจำการจากการเกณฑ์ทหาร จึงหยุดทักทายกันและสั่งให้ศวรบอกนางตลับผู้เป็นภรรยาตนและแม่ของศวร ให้ฆ่าไก่ทำอาหารไว้ฉลองการกลับมาของศวร แต่พอศวรถึงบ้านได้ไม่นาน หมื่นชน (ชื่อสมมติ) ศัตรูของผู้ใหญ่สุกที่หวังจะครอบครองที่ดินของผู้ใหญ่และเป็นใหญ่ในละแวกนั้นมานาน ได้ลอบยิงผู้ใหญ่สุกถึงแก่ความตาย ศวรวิ่งตามเสียงปืนไปพบเข้า ก็ถูกหมื่นชนกับพวกไล่ตามฆ่าด้วยอีกคน จนต้องหนีเอาชีวิตรอด

 

ศวรหนีไปถึงไร่แห่งหนึ่ง โฉมยาหลานสาวเจ้าของไร่ได้รับไว้เป็นคนงานในไร่ทั้งๆ ที่พิทักษ์พี่ชายไม่เห็นด้วย ศวรกับโฉมยาสนิทสนมกันมากขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของพิทักษ์ ชิงชัยเพื่อนของพิทักษ์ที่หมายปองโฉมยา เจ้าของไร่ผู้เป็นอาของโฉมยา และคนงานอื่นๆ ที่อิจฉาริษยา ขณะเดียวกัน หมื่นชนได้ตามมาคุกคามนางตลับบังคับให้บอกที่ซ่อนของศวร ทำร้ายเธอจนได้รับบาดเจ็บที่ตาขวา และจับเธอพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารแผ่นหนึ่ง อันเป็นการฮุบเอาที่ดินของผู้ใหญ่สุกแต่เดิมไปนั่นเอง ด้านศวรได้ออกจากไร่ไปรับจ้างถีบสามล้อ จนได้มาพบกับคนจรจัดชื่อเบี้ยว และได้พบกับพิทักษ์ชิงชัยและเจ้าของไร่โดยบังเอิญ ทั้งสามหลอกว่าโฉมยากำลังจะแต่งงานกับชิงชัย ทำให้ศวรผิดหวังเตลิดไปขอสมัครเป็นลูกน้องของเสือฝ้าย โดยมีเบี้ยวติดตามไปด้วย

 

ตรงนี้ขอขยายความเกี่ยวกับ "เสือฝ้าย" นอกจากที่กล่าวในภาพยนตร์ไว้สักนิด เสือฝ้ายมีชื่อเดิมว่า ฝ้าย เพ็ชนะ เคยบวชเรียนแล้วสึกออกมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน แล้วต้องติดคุกเพราะถูกหลานเขยใส่ความว่าเป็นโจรจนต้องติดคุกถึง 8 ปี โดยทีแรกไม่ทราบความจริง จนกระทั่งหลานเขยคนเดิมพยายามใส่ความอีกครั้ง ฝ้ายจึงฆ่าทิ้งและหนีเงื้อมมือกฎหมายมาตั้งชุมโจร จนมีอิทธิพลมาก ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี แม้แต่ชุมเสืออื่นๆ ก็ให้ความเคารพยำเกรง จนได้รับสมญาว่า "พ่อเสือ" บ้าง "จอมพลเสือฝ้าย" บ้าง "ครูฝ้าย" บ้าง

 

 

ศวรและเบี้ยวมาขอสมัครเป็นลูกน้องเสือฝ้าย

 

 

กลับมาดูเรื่องในภาพยนตร์ต่อ เสือฝ้ายได้รับศวรกับเบี้ยวไว้ในชุมโจรในตำแหน่ง "จุมโพ่" ซึ่งจะเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็น "เบ๊" ก็ว่าได้ คือ ทำหน้าที่หุงข้าว ทำอาหาร บีบนวด และจะมี "อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย" แบบราชการหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ไม่ใช่หน้าที่ในการออกปล้น ความปรารถนาที่จะล้างแค้นทำให้ศวรอยากได้ปืนมาฝึกยิง เบี้ยวได้ช่วยเหลือจนทั้งสองเกิดการทะเลาะวิวาทกับเสือจอนและเสือหวิง สมุนคนสำคัญของเสือฝ้าย เสือฝ้ายเห็นฝีมือการต่อสู้ของศวรที่เหนือกว่าลูกน้องทั้งสองของตน จึงได้ทดสอบด้วยการส่งศวรปล้นโดยไม่ให้ประกาศว่าเป็นลูกน้องตน ในหนังจะตัดข้ามมายังตอนที่ศวรนำทรัพย์สินที่ปล้นได้มามอบให้เสือฝ้ายแล้ว เสือฝ้ายพอใจและแต่งตั้งให้ศวรเป็นสมุนมือขวา พร้อมชื่อใหม่ว่า "มเหศวร" แหล่งข้อมูลอื่นไม่ได้เจาะจงว่าเสือฝ้าย เป็นผู้ตั้งชื่อนี้หรือไม่ แต่มาจากชื่อพระเครื่องมเหศวรที่ศวรบูชาและคล้องคออยู่ตลอด เชื่อว่าทำให้อยู่ยงคงกระพัน นอกจากนี้ เล่ากันว่า เสือฝ้ายเป็นผู้สอนวิชาอาคมต่างๆ ให้กับบรรดาสมุนทั้งหลายรวมทั้งมเหศวรด้วย แต่ในภาพยนตร์ทั้งเรื่องจะไม่กล่าวถึงวิชาอาคมใดๆ เลย ปัญหาคงไม่ใช่แค่ว่าผู้สร้างจะเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์นี้หรือไม่ ในตอนต้นเรื่อง ได้มีคำประกาศไว้ว่าต้องการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้เป็นอุทธาหรณ์แก่ผู้ที่กำลังเดินทางไปสู่อเวจี เรื่องเครื่องลางของขลังต่างๆ จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะสนับสนุนวัตถุประสงค์ของเรื่อง

 

ต่อมา ชุมโจรเสือดำถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย นายดาบลิขิต เข้าปราบปราม เสือดำหนีเข้ามาในเขตของเสือฝ้าย ๆ ให้เสือมเหศวรนำกำลังไปกำจัดเสือดำ แต่เสือมเหศวรกลับนำคนไปล้างแค้นฆ่าหมื่นชนตาย แล้วไปเยี่ยมแม่ซึ่งมีหญิงสาวชื่อเอื้องฟ้าปรนนิบัติดูแลอยู่ และได้อ่อนใจ พี่ชายของเอื้องฟ้ามาเป็นสมุนอีกคน ผลของการไม่ทำตามคำสั่งเสือฝ้าย ทำให้เสือดำออกอาละวาดปล้นฆ่าชาวบ้านในเขตเสือฝ้าย ๆ โกรธ และขับเสือมเหศวรกับพวกให้ไปตั้งชุมโจรของตัวเองต่างหาก

 

 

เสือมเหศวรต่อสู้กับเสือจอนและเสือหวิงที่พยายามฉุดโฉมยากับศรีวรรณ

 

 

โฉมยากับเพื่อนชื่อศรีวรรณได้มาที่ชุมโจรของมเหศวรเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่ได้พบมเหศวรซึ่งยังไม่หายโกรธกำลังอยู่กับเอื้องฟ้า จึงงอนวิ่งหนีกลับไป ระหว่างทางถูกเสือจอนกับเสือหวิงพยายามฉุดคร่า มเหศวรกับเบี้ยวมาช่วยไว้ทัน โฉมยาจึงต้องพักอยู่ที่ชุมโจรของมเหศวรจนปรับความเข้าใจกันได้ แต่เสือจอนกับเสือหวิงได้ไปใส่ความยุยงเสือฝ้ายหาว่ามเหศวรต้องการท้ายทายอำนาจ รุ่งขึ้นมเหศวรนำโฉมยากับศรีวรรณไปส่ง เจ้าของไร่กับพิทักษ์และชิงชัยนำพรรคพวกมาพบเข้าก็พยายามรุมทำร้าย เสือฝ้ายมาพบเข้าจึงสังหารเจ้าของไร่กับพิทักษ์และชิงชัยตายหมด

 

จากนั้นจึงสอบถามเสือมเหศวรเรื่องที่สองเสือลูกน้องตนใส่ความไว้ เสือมเหศวรเล่าความจริงโดยมีโฉมยากับศรีวรรณเป็นพยาน เสือฝ้ายจึงสังหารเสือจอนกับเสือหวิง แล้วกล่าวลาเสือมเหศวรว่า คงไม่ได้พบกันอีกแล้ว เพราะทางการได้ส่งนายร้อยตำรวจเอกคนหนึ่งมาปราบปรามตน ตรงนี้ขอแทรกเรื่องจริงที่ปรากฏนอกเหนือจากในหนังอีกทีว่า ในภายหลัง เสือฝ้ายได้กลับใจมาช่วยเหลือทางการในการปราบปรามชุมโจรอื่นๆ และเข้ามอบตัวในที่สุด แต่จะด้วยความแค้นเดิมหรือเหตุผลกลใดไม่ทราบ นายร้อยตำรวจเอกคนที่ในหนังเอ่ยชื่อนามสกุลท่านไว้ด้วยนั้น ได้กระทำวิสามัญฆาตกรรมเสือฝ้ายที่วัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ระหว่างทางที่คุมตัวไปยังกรุงเทพฯ เหตุผลและเรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไรคงต้องฝากให้ศึกษากันต่อไป

 

 

มเหศวรยิงต่อสู้กับเสือดำ

 

 

เหตุการณ์ต่อมา เสือมเหศวรได้พยายามล้างชุมโจรเสือดำ ๆ จับนางตลับไปเป็นตัวประกันเพื่อล่อให้เสือมเหศวรมาช่วย แล้วซ้อนกลให้ตำรวจนำกำลังมาจับ มเหศวรปะทะกับกำลังของลิขิต (ที่เลื่อนจากนายดาบเป็นผู้หมวดแล้ว) จนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ระหว่างหนีถูกเสือดำกับพวกคอยสกัดอยู่ เมียเสือดำถูกยิงตาย ทำให้เสือดำสู้อย่างบ้าเลือด เมื่อลูกน้องเสือมเหศวรอีกส่วนหนึ่งตามมาพบได้แอบไปโจมตีเสือดำทางด้านหลัง ทำให้เสือดำกับพวกถูกยิงตายหมด ฉากนี้ที่นับว่าแปลกคือตามปกติในหนังไทยรุ่นเก่าๆ หลายเรื่องจะมีนางรองวิ่งมาบังกระสุนตายแทนพระเอก

 

แต่เรื่องนี้เมียเสือดำกลับตายเพราะออกมาบังกระสุนตายแทนเสือดำก่อน แล้วพอเสือดำตายก็อุตส่าไปล้มทับร่างเมียพอดี ดูแล้วจะน่าอิจฉายิ่งกว่าคู่พระคู่นางซะอีก เพราะก่อนหน้านี้ก็จะมีฉากวับๆ แวมๆ ระหว่างเสือดำกับเมียอยู่สองฉากด้วย ในด้านข้อเท็จจริงนั้น เสือดำตัวจริงเมืองสุพรรณ แม้จะเป็นชุมเสือที่ไม่ยอมขึ้นกับเสือฝ้าย แต่ก็ไม่ได้เป็นเสือร้ายอย่างในหนัง และเป็นเสือกลับใจรายหนึ่งที่ยอมมอบตัวต่อทางการ โดยมีเรื่องเล่าว่าได้ปะทะกับขุนพันธรักษ์ราชเดชหลายครั้ง แต่ต่างฝ่ายต่างมีวิชาอาคมทำอะไรกันไม่ได้ จนได้มีการนัดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย โดยที่เสือดำไม่ได้เป็นโจรโดยสันดาน จึงถูกเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวไปในที่สุด และได้บวชเป็นพระนามว่า หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร ดังที่ผมนำคำพูดของท่านมาใช้เปิดเรื่องตอนต้น คงต้องถือซะว่าชื่อ "เสือดำ" ในที่นี้เป็นชื่อสมมติของเสือรายอื่นไป

 

หลังจากได้ภรรยาแล้ว ล้างแค้นเช็คบิลใครต่อใครจนหมดแล้ว ก็เป็นการเดินเรื่องไปสู่การมอบตัวของเสือมเหศวร โดยผู้หมวดลิขิตได้พยายามขอความร่วมมือจากนางตลับและเอื้องฟ้าในการเกลี้ยกล่อม มเหศวรเองก็เริ่มไม่สบายใจที่โฉมยาต้องมาตกระกำลำบากในชุมเสือ จึงได้พาเธอไปอยู่กับนางตลับผู้เป็นมารดา แล้ววันดีคืนดี อ่อนใจก็มาบอกเสือมเหศวรว่า หมวดลิขิตได้ "จับตัว" นางตลับ โฉมยา และเอื้องฟ้าไปเป็นตัวประกัน มเหศวรนำกำลังไปหมายจะไปช่วยคนทั้งสามโดยไม่กลัวว่าจะเป็นกับดัก

 

แต่หลังจากการปะทะกันครู่หนึ่ง หมวดลิขิตและ "ตัวประกัน" ทั้งสามก็ได้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมจนเสือมเหศวรยอมมอบตัวพร้อมกับลูกน้องทั้งหมด (ขณะนี้ผมทราบเพียงว่ามเหศวรมอบตัวในปี 2492 และถูกจำคุก 3 ปี) เหตุการณ์ช่วงนี้มีบทความในช่วงหลังอ้างคำพูดของมเหศวรเองในเชิงบ่นทำนองว่าตำรวจเล่นแรงถึงขั้นจะขู่ฆ่าแม่และเมียด้วย แน่ละครับ ตำรวจไม่ว่ายุคนั้นหรือยุคนี้ก็มีบุคคลนอกแถวที่ทำให้ภาพลักษณ์ส่วนรวมเสื่อมเสียอยู่ตลอด แต่จะรวมถึงหมวดลิขิตในเวลานั้นด้วยหรือเปล่า? คงต้องขอเดาแบบกลางๆ ไว้ก่อนว่า หากเสือมเหศวรเคยห่วงล้างแค้นส่วนตัวจนเสียงานของเสือฝ้ายจริง และเคยบุกไปช่วยแม่จนเกือบเสียที "เสือดำ" จริง หมวดลิขิตก็ย่อมเห็นว่านี่คือจุดอ่อนที่จะล่อเสือมเหศวรออกมาได้ หากหมวดลิขิตแกเลวจริงก็คงใช้แผนนี้เพื่อวิสามัญเสือมเหศวรซะเลย ไม่ใช่ล่อมาเกลี้ยกล่อมอย่างที่ปรากฏในหนัง

 

 

เสือมเหศวรยอมมอบตัวต่อหมวดลิขิต

 

 

ภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร นี้ ยังมีความสำคัญต่อมเหศวรตัวจริงอย่างมาก มีเรื่องเล่าว่า หลังจากมเหศวรออกจากคุกแล้ว ต้องอยู่อย่างลำบากยากจนมาตลอด และคงจะด้วยกุศลผลบุญที่ยอมกลับตัวกลับใจอย่างแท้จริง ไม่ได้ออกจากคุกมาเป็นโจรใหม่อย่างโจรผู้ร้ายรุ่นหลัง วันหนึ่งคุณพลสัญห์ ศรีหาผล ได้ดำริที่จะนำเรื่องของมเหศวรมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในบทความเขาใช้คำว่า คุณพลสัญห์ "ขอซื้อเรื่องราวของมเหศวรเป็นเงิน 100,000 บาท" จะถือว่าเป็นค่าขออนุญาตเอาชีวิตจริงไปสร้าง ค่าตัวในการร่วมแสดง หรือค่าอะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยได้ชี้ให้เห็นว่าผู้สร้างหนังรุ่นนั้นให้ความเคารพต่อตัวบุคคลในเหตุการณ์จริง ผิดกับผู้สร้างหนังรุ่นหลังๆ บางรายทั้งไทยและฝรั่งที่แต่งเรื่องขึ้นใหม่เอาเองละเลงตามใจชอบ อีกประเด็นที่ควรถือว่ามเหศวรเป็นแบบอย่างที่ดี คือการนำเงินก้อนนั้นมาใช้ในการสร้างหลักฐานซื้อไร่นาเลี้ยงชีวิตเยี่ยงสุจริตชน เทียบกับคนรุ่นหลังในบางวงการ ได้เงินมานับเป็นล้านๆ กลับถลงใช้หมดในเวลาอันรวดเร็ว แล้วต้องมาลำบากในภายหลัง

 

ประเด็นที่ว่าโจรจำใจอย่างมเหศวรนั้น จะเทียบกับโรบินฮู้ดได้หรือไม่ ตรงนี้พูดยากครับ ไม่ว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้หรือหนังสือบทความใดๆ เกี่ยวกับเสือในยุคนั้น หากไม่เขียนจากมุมมองของตำรวจที่ทำการปราบปราม ก็มาจากมุมมองของอดีตโจรเหล่านั้น หากเราทำตัวเป็นคนเชื่อยาก คงต้องแย้งว่าใครๆ ก็พูดให้ตัวเองดูดีทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงว่าผู้ถูกปล้นเป็นใครกันบ้าง? รวยแบบโกงเขามาหรือเป็นสุจริตชนธรรมดา? โดนปล้นอย่างสุภาพอย่างที่เขาอ้างหรือเปล่า? ที่ว่าปล้นแล้วแบ่งให้คนจนนั้นให้เปล่าหรือหวังผลให้เป็นแนวร่วมป้องกันตำรวจ? แล้วคนที่นำอาวุธมาขายให้โจรเหล่านี้เป็นใครมาจากไหน? เรื่องแบบนี้ไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง คนในยุคนั้นนับวันก็จะแก่เฒ่าล้มตายลงไป อีกหน่อยจะเหลือไว้แต่ตำนานที่ไม่มีใครยืนยันกับเรื่องที่แต่งกันขึ้นมาใหม่กระนั้นหรือ?

 

 

ฉากพ่อแง่แม่งอนของคู่พระคู่นางในอดีต

 

 

อีกประเด็นที่ฝากไปคิดกันเล่นๆ คือตลอดเรื่องไม่มีการกล่าวถึง "เสือใบ" เลยแม้แต่คำเดียว ทั้งที่เป็นสมุนคนสำคัญคนหนึ่งของเสือฝ้ายเช่นเดียวกับเสือมเหศวร ขอเพิ่มข้อมูลประกอบไว้ด้วยว่า เสือใบนั้นเดิมชื่อ นายใบ สะอาดดี บ้านอยู่สุพรรณบุรี เหตุที่เป็นโจรเนื่องจากตอนอายุ 30 ถูกโจรปล้น และน้องภรรยาถูกฉุดไปด้วย จึงตามไปช่วยและ ฆ่าโจรตายไป 2 ศพ และต้องเป็นโจรเสียเองแต่บัดนั้น

 

(2 เมษายน 2551 คืนนี้พึ่งได้ดูภาพยนตร์เรื่อง "สุภาพบุรุษเสือใบ" จบ ในเรื่องบอกว่าเสือใบเดิมชื่อ "วัน" เป็นชาวกาญจนบุรีและเนื้อเรื่องในภาพยนตร์จะต่างจากที่ผมค้นได้ทีแรกค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่อง "เสือใบ" อีกเรื่องที่จะต้องดู ผมจะนำทั้งสองเรื่องมาเขียนแนะนำกันในไม่ช้านี้ครับ)

 

ภาพยนตร์ใน DVD แผ่นนี้ จัดได้ว่าเป็นภาพยนตร์ไทยขนานแท้ ไม่ว่าการดำเนินเรื่องที่มีประจวบ ฤกษ์ยามดี ในบทของเบี้ยว ที่อาจจะเรียกว่า "เสือ" ได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ได้คอยลดความตึงเครียดของบรรยากาศในเรื่องได้โดยตลอด ลีลาการพากย์ของนักพากย์รุ่นหลังที่ "เล่น" กับ "หนังไทย" ได้อย่างเข้าอกเข้าใจจริงจริ๊ง.. มีมุกที่ผิดยุคผิดสมัยบ้าง เช่น เพลงใครๆ ก็ไม่รักผม แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้าเมิน ภาพที่ได้ดูจะมีสีเพี้ยนและอาการที่คนสมัยก่อนเรียกว่า "ฝนตก" คือมีเส้นๆ แนวขวาง เนื่องจากความเก่าของฟิล์ม และถ้าเห็นภาพเต้นในบางตอน ก็ไม่ต้องตกใจครับ ทีวีหรือจอภาพของคุณไม่ได้เป็นอะไร เทียบกับเรื่อง มาร์โค โปโล ของชอว์บราเดอร์สที่ผมแนะนำไว้คราวก่อน ภาพของเขาชัดแจ๋วเหมือนใหม่ ไม่ทราบว่าทางเราขาดแคลนสิ่งใดหรือจงใจที่จะรักษาสภาพเดิมไว้อย่างนั้นจริงๆ ภาพยนตร์ไทยรุ่นเก่าๆ (หรือแม้กระทั่งรุ่นปัจจุบัน) อาจดูเหมือนเชยในความรู้สึกของใครหลายๆ คน แต่ถ้าเรื่องไหนมีนัยทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว จะพยายามสรรหามานำเสนอกันต่อไปครับ

 

เพิ่มเติม 8 มกราคม 2551

มีข้อมูลเพิ่มเติมจากประวัติของท่าน พล.ต.ท.ธนู หอมหวล ว่าในระหว่างที่ท่านกำลังศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าชั้นปีที่ 2 (น่าจะประมาณพ.ศ.2491-2492 คือท่านจบในปี 2495) ก็ได้รับข่าวร้าย เมื่อ  “จอมโจรมเหศวร” บุกปล้นบ้านกวาดทรัพย์หมดเกลี้ยงแถมทำร้ายนางทองย้อย หอมหวล มารดาบังเกิดเกล้าได้รับบาดเจ็บสาหัสตาพิการ ทำให้เกิดความแค้นฝังใจ เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้ติดยศ ร.ต.เข้าสังกัดประจำกองพลทหารม้า จ.สระบุรี เพียง 6 เดือน จึงตัดสินใจพลิกผันชีวิตโอนย้ายมาเป็นตำรวจ ด้วยความหวังจะชำระความแค้น แต่แล้วในที่สุด ก็พบว่าเสือมเหศวรได้กลับใจบวชเป็นพระอยู่ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จึงสิ้นความแค้นต่อกันไป (ที่มา http://www.thaispypolice.com/sonsern/thanu.doc)

 

เนื่องจากบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์อัน ชอบธรรมของผู้เขียน และอาจะมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลบ้างตามความเหมาะสม ในการนำบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้ใช้วิธีการคัดลอกเฉพาะ Link หรือ URL Address แทนการคัดลอกบทความทั้งหมด  หากมีการคัดลอกไปในลักษณะแอบอ้างเป็นผู้เขียน หรือมีเจตนาอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทางเว็บ iseehistory.com แล้ว จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย

 

ชื่อเรื่อง : จอมโจรมเหศวร

เรื่องเดิม : ชีวิตของเสือมเหศวร จากการเรียบเรียงของ พ.ต.ท.ลิขิต วัฒนปกรณ์ และ พร น้ำเพชร

ผู้กำกำกับ : อนุมาศ บุนนาค

ผู้สร้าง : พลสัญห์ ศรีหาผล

ผู้เขียนบท : ประสิทธิ์ ศิริบันเทิง

ผู้แสดง : มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, แมน ธีระพล, เมตตา รุ่งรัตน์, เยาวเรศ นิศากร, ชุมพร เทพพิทักษ์, มารศรี อิศรางกูร, มเหศวร เภรีวงษ์ ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รมว.พลังงานเตรียมขึ้นภาษีดีเซล4 บาทต่อลิตร-ปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี

 

 

               

  

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง แนวทางการปรับโครงสร้างราคาพลังงานโดยเฉพาะในส่วน ของราคาแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ที่ขณะนี้ส่วนของภาคครัวเรือนและขนส่งเป็นราคา เดียวกันแล้วที่ 22.63 บาทต่อกก. และมีนโยบายที่จะปรับให้สะท้อนต้นทุนที่ แท้จริงนั้น คงจะต้องรอไปพิจารณาในช่วงหลังปีใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่า ครองชีพในปัจจุบัน

ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายปรับราคาพลังงานทุกชนิดให้สมเหตุผล คือ ทั้งขึ้นทั้งลง จึงต้องคอยจังหวะเวลา พอดีตอนนี้ใกล้ปีใหม่ ไม่อยากทำอะไรให้ประชาชนทุกข์ใจ ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มลดลง จึงได้ทยอยลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมได้ระดับหนึ่งจนฐานะเป็นบวก


ทั้งนี้ประเทศไทยต้องปรับระบบด้านพลังงานเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการ ปรับราคาพลังงาน ที่ขณะเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่ปัจจุบันราคาน้ำมัน ดีเซลที่เก็บภาษีน้อยมาก ทำให้ต้องปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังเห็น ด้วย โดยจะเสนอภาษีน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ภาค รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 240 ล้านบาทต่อวัน หรือ 80,000 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น

 

นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า แนวคิดการปรับขึ้นภาษีน้ำมันว่า เป็นนโยบายของกระทรวงพลังงานที่สามารถทำได้ทันที โดยกระทรวงการคลังไม่มีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องนี้............................

  

 

 

หม่อม เค้าไม่รู้รึว่า การขึ้นราคาพลังงาน มันกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
   ผมชักสงสัยแล้วว่า แกจบ จากไหน (ทำไมมันถึงรู้น้อยกว่า วุฒิ ม.6 อย่างผม)
   ...  ไม่เคยมีใครประกาศเรื่องขึ้นราคาพลังงานล่วงหน้า หรอก...
   .... มันกระทบทางด้านจิตวิทยา ด้วย ...ต่อให้ปีใหม่ หยุดสัก 20วัน เผื่อหวังตัวเลขการใช้จ่าย ...หม่อม คงผิดหวัง
          .....ไว้อาลัย กับ ยิ้มแลนด์  และความรู้น้อย ของทีม
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

                        อิมาโนล อาร์ตีกา สมาชิกสภาท้องถิ่นของสเปน ผู้พบภาพถ่ายศพ "เช เกวารา"

 

 

  เอเอฟพี – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ซึ่งสูญหายไปกว่าครึ่งศตวรรษของ เช เกวารา นักปฏิวัติคิวบา ที่ถ่ายโดยช่างภาพเอเอฟพีคนหนึ่งไม่นานหลังจากเขาถูกประหารได้ถูกค้นพบที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในสเปน
       
       สภาพผู้นำกองโจรเคราดำครึ้มรายนี้ทอดร่างไร้วิญญาณอยู่บนเปลหามขณะที่นัยน์ตาของเขายังเปิดอยู่ และหน้าอกของมีคราบเลือดและดินเปรอะเปื้อน ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายขาวดำ 8 รูปที่ถูกถ่ายหลังจากเขาถูกกองทัพโบลิเวียยิงเมื่อเดือนตุลาคมปี 1967
       
       ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นของ อิมาโนล อาตีกา สมาชิกสภาท้องถิ่นในเมืองริคลาทางเหนือของแดนกระทิงดุ เขาได้รับรูปเหล่านี้สืบทอดมาจาก ลูอิส ควาเตโร ลุงของเขาซึ่งเป็นมิชชันนารีในโบลิเวียเมื่อช่วงทศวรรษ 1960
       
       อาร์ตีกา วัย 45 ปี เล่าว่า “ลุงนำภาพถ่ายเหล่านี้กลับมาด้วยเมื่อเขามาร่วมงานแต่งพ่อแม่ของผมในเดือนพฤศจิกายนปี 1967 ป้าและแม่บอกกับผมว่า มีนักข่าวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งให้รูปเหล่านี้กับเขา”
       
       เขาและป้าพบภาพเหล่านี้ในทรัพย์สมบัติส่วนตัวของ ควาเตโร หลังมิชชันนารีผู้นี้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2012
       
       อาร์ตีกา กล่าวว่า “ผมจำได้ว่าเขามีภาพถ่ายของ เช เกวารา และป้าพูดว่า ‘ใช่ ป้ารู้ว่ามันอยู่ไหน” มันอยู่ในกล่องหลายๆ ใบที่เก็บภาพถ่ายต่างๆ จากโบลิเวีย
       
       รูปถ่ายสีหายากอื่นๆ ที่เป็นภาพร่างของ เกวารา ถูกถ่ายโดย มาร์ค ฮัตเตน ผู้สื่อข่าวเอเอฟพี หลังทหารโบลิเวียทำการจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว โดยภาพดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหน้าสื่อทั่วโลกในช่วงเวลานั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายที่เพิ่งค้นพบล่าสุดนี้ดูเหมือนว่าจะถูกถ่ายในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ขณะ เช อยู่ในสภาพผมเผ้ากระจุกเป็นก้อนหนาและใส่เสื้อแจ๊กเก็ตที่รูดซิปไว้แบบลวกๆ

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

ภาพศพของ เช เกวารา นักปฏิวัตินิยมลัทธิมาร์กซ์ , นายแพทย์ , นักจิตวิทยา , นักเขียน และผู้นำกองโจรแห่งกลุ่มปฏิวัติ "26th of July Movement"

 

รูปภาพสะสมของมิชชันนารีรายนี้ยังรวมถึงภาพที่อ้างว่าเป็นร่างของ ทามารา บลูค สหายนักปฏิวัติของ เช นอนอยู่บนเปลหามด้วยใบหน้าที่เสียโฉม
       
       เออร์เนสโต “เช กัววารา นายแพทย์ผู้มีถิ่นเกิดในอาร์เจนตินา มีชื่อเสียงโดดเด่นไปทั่วโลกในฐานะของสมาชิกอาวุโสของรัฐบาลปฏิวัติของ ฟิเดล คาสโตร แห่งคิวบา
       
       ขณะที่ถูกสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ ตามล่าตัว เช ถูกกองทัพจับกุมในโบลิเวียเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมปี 1967 และถูกประหารในวันต่อมา ร่างของเขาถูกนำออกมาแสดงต่อสื่อในหมู่บ้านวาลเลแกรด์ ก่อนที่จะถูกฝังอย่างลับๆ
       
       อาร์ตีกา เชื่อว่า ฮัตเทน เป็นคนให้ภาพเหล่านี้กับ ควาเตโร ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นหนทางที่จะเอารูปภาพเหล่านี้ออกมาจากประเทศนั้นให้ได้โดยเร็ว
       
       “ผมขอให้ลุงของผมเก็บภาพเหล่านี้ไว้ เพราะเขาเป็นชาวยุโรปคนเดียวที่เดินทางออกจากโบลิเวียมาในช่วงเวลานั้น”
       
       หลังจาก อาร์ตีกา หารูปภาพเหล่านี้เจออีกครั้ง เขากล่าวว่า “ผมค้นในอินเตอร์เน็ตด้วยคำว่า 'French journalist Che dead’ และชื่อของ ฮัตเทน ก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับรูปบางรูปที่เหมือนกับของผม”
       
       หลังจาก ควาเตโร รับภาพเหล่านี้มา ครอบครัวของเขาก็ไม่ได้ติดต่อกับ ฮัตเตน อีกเลย โดยนักข่าวรายนี้เสียชีวิตลงเมื่อเดือนมีนาคมปี 2012 ไม่นานก่อน ควาเตโร เสียชีวิต
       
       อาร์ตีกา ได้นำภาพถ่ายเหล่านี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการทดสอบแล้ว พวกเขาระบุว่า ภาพดังกล่าวถูกพิมพ์ออกมาบนกระดาษประเภทที่ไม่ได้มีการผลิตมาหลายสิบปีแล้ว และยืนยันว่าภาพเหล่านี้เป็นของช่วงทศวรรษ 1960 จริง

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

                                                            ทามารา บลูค

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

          ภาพศพใบหน้าเสียโฉมของ ทามารา บลูค ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ต่อสู้ร่วมกับกลุ่มปฏิวัติ

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

In Pics  :ฮือฮา! พบภาพถ่ายศพ “เช เกวารา” ในสเปน หลังสาบสูญนานกว่า 50 ปี

 

 

 

 

 

 

สงสัยครับ? ทำไมถึงห้ามจำหน่ายบุหรี่ สุรา ไปเลยไม่ได้ครับ?

 
 
สมัยเด็กมีการสั่งสอนตั้งแต่ในระดับโรงเรียนว่า สุรา บุหรี่เป็นสิ่งเสพย์ติด ให้โทษอย่างโน้นอย่างนี้

ช้อมูลทางวิชาการก็มีการวิจัยตั้งมากมายว่าสุรา บุหรี่ ก่อให้เกิดโรคต่างๆอย่างมีนัยสำคัญ

แถมอาการที่เกิดจากการเสพย์ก็ก่อให้เกิดอาชญากรรมมากมาย

แต่ก็ยังผลิต ซื้อ ขาย บริโภค กันอยู่เหมือนเดิม


มันมีกลไกอะไรที่ทำให้โลกขาดสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้หรือครับ?
 
 

อธิบายเรื่องบุหรี่ก่อนก็แล้วกัน


อุสาหกรรมบุหรี่ นั้นแม้จะไม่มีข่าวคราวหวืหวา แต่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเมื่อปี 2010 รายได้ของ 6 บริษัทหลักในอุตสาหกรรมบุหรี่โลก


รวมกันเท่ากับ 346.2 พันล้าน USD คิดเป็นกำไร 35.1 พันล้าน USD พอๆ กับกำไรของบริษัท Coca-Cola, Microsoft และ McDonald’s รวมกัน


นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของแรงงาน
เนื่องจากส่วนประกอบหลักของบุหรี่ซึ่งก็คือ ใบยาสูบ นั้นได้จากการปลูกไร่ใบยาสูบ
ซึ่งไร่เหล่านี้ต้องอาศัยคนดูแลจำนวนมหาศาล เช่น ในสหรัฐอเมริกาอุตสาหกรรมบุหรี่เป็นผู้จ้างงานถึง 662,400 ตำแหน่ง


และคาดการณ์ว่าทั่วโลกอุตสาหกรรมบุหรี่มีการจ้างงานไม่น้อยกว่า 100 ล้านตำแหน่ง
ส่งผลให้การล้มอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ในประเทศขนาดใหญ่

ส่วน สุรา นั้น เนื่องจากความง่ายในการผลิตที่สามารถทำได้เองในครัวเรือน
ในทางปฏิบัติจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการห้ามผลิตและจำหน่ายสุราในประเทศเสรี
เนื่องจากกลไกอุปสงค์อุปทาน จะกระตุ้นให้คนจำนวนมากหันมาต้มสุราเถื่อนขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
และการปราบปรามจะยิ่งทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและยิ่งคุ้มค่าที่จะผลิตสุราเถื่อน

 

เอาเรื่องบุหรี่ก่อนนะ

คนสูบบุหรี่ในบ้านเรา มีประมาณ 10 ล้านคน
คนพวกนี้ติดบุหรี่ แปลว่า จะเป็นจะตายยังไง ก็ค้องหาบุหรี่มาสูบ
ถ้าไม่ผลิตในประเทศ ก็จะมีบุหรี่นอกทะลักทะลายเข้ามาในตลาดมืด
ตำรวจต้องไปตามจับคนขน และถ้าห้ามขาย ก็ต้องจับคนขาย (พอๆกับการจับยาบ้าและเฮโรอีน)


และคิดดูว่า คนที่ต้องการบุหรี่มีทุกหัวระแหงในประเทศไทย
ตำรวจมีไม่พอที่จะไปไล่จับ
ก็เกิดการแอบซุกซ่อนขายกันอยู่ดี
รายได้ที่รัฐเคยได้หลายหมื่นล้านต่อปี ก็จะหายไปด้วย
กลายเป็นเงินใต้ดินกันไปหมด

จะเลิกผลิต เลิกขายได้
ก็ต่อเมื่อคนไม่สูบบุหรีกันแล้ว
ขนาดมีการรณรงค์มากมาย มีกฏหมายควบคุมมากมาย
คนไทยยังสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อไรที่มี demand
ก็ต้องมีคนหา supply มาขายจนได้

บุหรี่มันไม่ได้มีโทษเหมือนยาเสพติดอื่นๆ ไม่มีโทษที่ชัดเจนทันที ไม่ทำให้เสียสติสัมปชัญญะเหมือนสารเสพติดอื่่นๆ มีแต่ทำให้มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ได้มากกว่าไม่สูบ บางคนสูบมานานก็ไม่เป็นอะไร มันจึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นพิษโดยตรง การสูบบุหรี่หรือสิ่งที่เป็นลักษณะเช่นเดียวกันมันมีตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ยังได้รับการยอมรับจากสังคมอยู่ เพียงแต่ป้องกันมิให้มีผลกระทบถึงบุคคลอื่น จึงมีการควบคุมผู้ซื้อ ควบคุมบริเวณไว้ เช่นที่เห็นกันทุกวันนี้ ถ้าคุณมีญาติที่สูบบุหรี่ คุณก็จะห่วงเขา แต่ไม่กังวลหรือเกิดความหวาดกลัว เหมือนกับถ้าญาติติดยาบ้า เฮโรอีน ฯลฯ ซึ่งมีผลพวงการกระทำผิดเกิดขึ้นมาจากการเสพติดอย่างเห็นได้ชัด  


ต่างๆ เหล่านี้มันจึงไม่เพียงพอที่จะออกกฎหมายว่าบุหรี่เป็นต้องห้ามโดยเด็ดขาด
นี่ยังไม่จำเป็นต้องไปคิดถึงเรื่องผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจบุหรี่เลย

 

ไม่จบ เพราะ คนมันอยากสูบ ถ้ารัฐยกเลิกก็สูญเสียรายได้ และมันจะกลายเป็นปัญหาการลักลอบ สู้เปิดทำถูกกฏหมาย ตอบสนองคนเท่านั้น ทำได้อย่างเดียวคือรณรงค์ให้คนสูบน้อยลงไปเรื่อยๆ จนหมดไปเอง

 

 

 

 

 

 

ลองดูตัวอย่างกัญชาที่ผิดกฏหมายในสหรัฐ ถ้าผิดกฏหมายก็เป็นค่าใช้จ่ายของสังคมเหมือนกันค่ะ
ลองนึกภาพนะคะ ถ้าบุหรี่ผิดกฏหมาย
ตำรวจต้องมานั่งจับผู้สูบบุหรี่กันปีละเป็นพันๆคดี ทั้งๆที่งานจับข้อหาอื่นๆก็เยอะอยู่แล้ว
คนไปนอนในคุกเสียประวัติเพียงเพราะแอบสูบบุหรี่มวนเดียว เสียค่าดูแลคนคุก เสียเวลาทำงาน เสียเวลาดำเนินคดี

บุหรี่กลายเป็นสินค้าเถื่อนที่มีการลักลอบขายราคาสูง มีอาชญากรรมเกิดขึ้นเพราะเรื่องอยากบุหรี่แต่ต้องหนีตำรวจ
รัฐเสียรายได้ภาษี
เช่นเดียวกัน ลองคิดถึงสิ่งที่อันตรายต่อร่างกายอื่นๆ เช่น เหล้า หรือยาลดความอ้วน
ที่ยังคงให้ผลิตกันอยู่แต่มีการตักเตือนว่าอย่าเมาแล้วขับ อย่าทานเกินขนาด
เพราะฉะนั้นรัฐเลยมีวิธีจูงใจให้คนเสพย์น้อยลง​ โดยการคิดภาษีหนักๆ
ถ้ามันแพงคนก็สูบน้อยลงเอง แต่ถ้าให้ห้ามเลยทั้งๆที่มันไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก มันกลายเป็นภาระของสังคมค่ะ
ตอนนี้ที่เมกาว่าจะเลิกกฏห้ามครอบครองหรือขายกัญชาแล้วมาใช้มาตรการภาษีแทน เพราะเหตุผลพวกนี้แหละ

การตั้งกฏหมายที่เข้มงวดเกินไป ฟังดูแล้วเหมือนจะดี ถ้าทุกคนถูกบังคับให้ทำดีเหมือนๆกันหมด
แต่การจำกัดสิทธิเสรีภาพของคน มักจะมีราคาที่ซ่อนอยู่ที่บางครั้งเราคิดไม่ถึง
 

guest

Post : 03/11/2014 20:16     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์

 

 

            พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ 

 

 

 

สัตว์ หมายความว่า สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสัหลังซึ่งมิใช่มนุษย์ โดยให้หมายความรวมถึง สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์ทดลอง ตามพระราชบัญญัตินี้ และรวมถึงสัตว์พาหนะ ตามพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะด้วย

 

สัตว์เลี้ยง หมายความว่า สัตว์ที่มนุษย์นำมาเลี้ยงไว้และให้น้าให้อาหาร โดยอาจเลี้ยงไว้เพื่อการดูเล่น เพื่อเป็นเพื่อน เพื่อเป็นอาหาร หรือเพื่อการอย่างอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดและหมายความรวมถึง สัตว์พาหนะ ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึง สัตว์ป่า สัตว์เศรษฐกิจ หรือสัตว์ทดลองตามความหมายของพระราชบัญญัตินี้

 

สัตว์ป่า หมายความว่า สัตว์ป่า ตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงสัตว์ป่าที่มนุษย์ได้รับอนุญาตให้นำมาเลี้ยง และสัตว์ที่เกิดหรือดำรงค์ชีวิตอยู่ในธรรมชาติด้วย

 

สัตว์เศรษฐกิจ หมายความว่า สัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงไว้เพื่อประโยชน์ทางการค้า การกีฬา การแสดง หรือการธุรกิจอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

 

สัตว์ทดลอง หมายความว่า สัตว์ที่มนุษย์เพาะหรือเลี้ยงไว้ เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขา

 

การทารุณกรรมสัตว์ หมายความว่า การกระทำใดๆ ที่ส่งผลให้สัตว์ต้องได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานโดยไม่จำป็น ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจของสัตว์ ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมถึงการกระทำที่กฎหมายถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ด้วย

 

ความทุกข์ทรมาน หมายความว่า ความกดดันทางร่างกายหรือจิตใจ และหมายความรวมถึง ความเจ็บปวด ความกลัว

 

สวัสดิภาพสัตว์ หมายความว่า สภาวะทางร่างกายและจิตใจของสัตว์ที่ประเมินได้ ในขณะที่เผชิญกับสภาพแวดล้อม ทั้งที่มนุษย์กระทำให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

 

เจ้าของ หมายความรวมถึงผู้ครอบครอง ในกรณีสัตว์หรือสัตว์ทดลองที่ไม่ปรากฎตัวเจ้าของให้หมายความรวมถึงผู้เลี้ยงและผู้ดูแลด้วย

                                                         

 

 

                                                      

                                                                     

 

                                                                    หมวด 3

                                                 การป้องกันการทารุณกรรรมสัตว์

มาตรา 14 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆต่อสัตว์ อันเป็นการทารุณกรรมสัตว์

มาตรา 15 การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์

  1. เฆี่ยน ทุบตี ฟันแทง เผา ลวก หรือกระทำการอย่างอื่นอันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ให้สัตว์เจ็บปวด
  2. ให้สัตว์ทำงานจนเกินสมควรหรือใช้ทำงานอันไม่สมควรแก่ประเภทและสภาพของสัตว์ เพราะสัตว์นั้นเจ็บป่วย ชรา อ่อนอายุ ใกล้คลอดหรือพิกลพิการ  
  3. ใช้ยา หรือสารอันตรายต่อสัตว์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างการหรือจิตใจ หรือทำให้สัตว์ต้องทุกข์ทรมาน
  4. ใช้พาหนะที่ไม่เหมาะสมแก่การขนส่งหรือเคลื่อนย้ายสัตว์ ทำให้สัตว์ต้องทุกข์ทรมานหรือบาดเจ็บ
  5. เก็บหรือกักขังสัตว์ในที่คัยแคบให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมาน
  6. นำสัตว์ที่เป็นอริกันไว้ในที่เดียวกัน
  7. พรากแม่และลูกสัตว์ที่ยังไม่หย่านมโดยปราศจากความจำเป็น
  8. ทำให้สัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมานจาการอดอยาก ขาดอาหาร น้ำ หรือการพักผ่อน
  9. เพาะหรือเลี้ยงสัตว์โดยไม่ดูแลรักษาเมื่อสัตว์เจ็บป่วย
  10. ใช้ยาพิษหรือสารพิษหรือวิธีอื่นใดให้สัตว์ตายอย่างทุกข์ทรมาน
  11. กระทำการใดๆให้สัตว์ต้องเสียรูปหรือพิการโดยไม่จำเป็น
  12. นำสัตว์มาต่อสู้หรือประลองกำลังกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
  13. กระทำการหรือฆ่าสัตว์หรือทำร้ายสัตว์โดยลุแก่โทสะ
  14. พันธนาการสัตว์เป็นเวลานานเกินความจำเป็น หรือด้วยเครื่องพันธนาการที่หนักหรือสั้นหรือเล็กเกินไปจนสัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน
  15. ใช้สัตว์ทำงานหรือประกอบกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
  16. ใช้สัตว์เลือดอุ่นเป็นเหยื่อหรือเป็นอาหารสัตว์อื่น
  17. บริโภคสัตว์ทั้งที่สัตว์ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะสัตว์เลือดอุ่น
  18. สังวาสหรือใช้สัตว์ประกอบกามกิจ
  19. สนับสนุนหรือมีส่วนให้ผู้อื่นกระทำการทารุณกรรมสัตว์

บทบัญญัติในวรรคแรกไม่รวมถึงการกระทำดังต่อไปนี้

  1. การตัดหู หาง ขน เขา งา หรือเล็บ และการตอนสัตว์ หรือการทำเครื่องหมายที่ตัวสัตว์ ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
  2. การฆ่าและทำลายสัตว์โดยพนังงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
  3. การใช้สัตว์ทดลองตามกฎหมายว่าด้วยจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง การกระทำในวรรคนี้ให้ผู้ได้รับอนุญาตดำเนินการภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์ ไม่ให้สัตว์ต้องได้รับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น

มาตรา 16 เจ้าของต้องไม่ประมาทเลินเล่อหรือละเลย ให้มีการทารุณกรรมสัตว์ตามมาตรา15

มาตรา 17 เจ้าของสัตว์จะต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์ตามชนิด ประเภท และพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์นั้น ทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 18 การจัดสวัสดิภาพสัตว์ ต้องมีข้อกำหนด หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. การดูแลรักษาสัตว์
  2. การฝึกและใช้งานสัตว์
  3. การควบคุมและกักขังสัตว์
  4. การขนส่งสัตว์
  5. การฆ่าสัตว์
  6. อื่นๆตามความเหมาะสม แก่ชนิด และประเภทของสัตว์

                                                          

 

                                                                     หมวด 4

                                                          ส่วนที่ 1 สัตว์เลี้ยง

 

 

มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคหรือค้า เนื้อ หนัง อวัยวะ หรือซากส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสัตว์เลี้ยง ประเภทสุนัขและแมว

มาตรา 22 เจ้าของต้องไม่ละเลยหรือเลินเล่อให้สัตว์เลี้ยงของตนต้องทุกข์ทรมาน หรือเสียชีวิตจากความอดอยาก

มาตรา 23 เจ้าของต้องไม่ฝึกหรือบังคับให้สัตว์เลี้ยงทำในสิ่งที่อาจทำให้สัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

มาตรา24 เจ้าของต้องไม่ทอดทิ้งให้สัตว์เลี้ยงของตนออกไปเร่ร่อนหากินหรือกลายเป็นสัตว์จรจัด

                                                            

                                                                ส่วนที่ 2 สัตว์ป่า

มาตรา 27 ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะหรือเลี้ยงสัตว์ป่า ต้องจัดสวัสดิภาพให้แก่สัตว์ตามชนิด ประเภท และพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านั้น ทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

                                                   

                                                            ส่วนที่ 3 สัตว์เศรษฐกิจ

มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการทารุณหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นการทารุณกรรมสัตว์

มาตรา 30 ผู้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์เศรษฐกิจแต่ละประเภท ให้เหมาะสม ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 31 การฆ่าสัตว์เศรษฐกิจต้องกระทำโดยไม่ให้สัตว์ต้องทุก๘ทรมาน คือให้สัตว์ตามในทันที หรือได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุดทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อขายหรือจัดแสดงซึ่งสัตว์ที่ป่วย เป็นโรด บาดเจ็บ หรือพิกลพิการ

มาตรา 33 ห้ามมิให้ผู้ใดหารายได้จากการนำสัตว์มากักขังหรือหน่วงเหนี่ยว เพื่อให้ผู้อื่นมาถ่ายอิสระภาพให้แก่สัตว์นั้น

มาตรา 34 ห้ามนำสัตว์มาใช้เป็นรางวัล เว้นแต่ได้พิจารณาแน่ชัดแล้วว่าไม่มีผลเสียต่อสวัสดิภาพสัตวืนั้น

มาตรา 35 ห้ามมิให้นำสัตว์มาแข่งขันหรือประลองกำลังหรือความเร็วกัน เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 36 ห้ามผู้ใดทำการฝึกสัตว์เพื่อการแสดง เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 37 ผู้ที่ฝึกหรือใช้สัตว์ไว้เพื่อการแสดงต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์นั้น ทั้งนี้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา 38 ห้ามฝึกหรือบังคับสัตว์ด้วยการเฆี่ยนตีหรือวิธีอื่นใด ซึ่งอาจทำให้สัตว์บาดเจ็บ

มาตรา 39 ห้ามเผยแพร่ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นการทารุณกรรมสัตว์ รวมถึงบทตอนที่ระหว่างการถ่ายทำสัตว์ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน เว้นเสียแต่เพื่อการศึกษาหรือเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน

มาตรา 40 หากผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นลูกจ้าง ให้ถือว่านายจ้างหรือนิติบุคคลที่ผู้กระทำผิดทำงานให้มีความผิดด้วย

                                                        

                                                   ส่วนที่ 4 สัตว์ทดลอง

มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆต่อสัตว์ทดลองเกินกว่าความจำเป็น ตามลักษณะและประเภทของการทดลองนั้น

มาตรา 42 ห้ามมิให้ผู้ใดเพาะเลี้ยงหรือใช้สัตว์ทดลอง เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง

มาตรา 43 ห้ามมิให้นำสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสัตว์ที่ไม่ปรากฎว่ามีเจ้าของมาใช้เป็นสัตว์ทดลอง เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี เพื่อประโยชน์ในการบำบัดโรคสัตว์หรือเพื่อตัวสัตว์เอง

                                                        

                                           

 

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานได้พิจารณาเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ…. ด้วยคะแนน 188 ต่อ 1 งดออกเสียง 4 เสียง

 

 

 
          สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เพิ่มโทษทารุณกรรมสัตว์ หลังมีเหตุทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้นต่อเนื่อง เล็งปลูกฝังเยาวชนให้มีใจเมตตาต่อสัตว์

          วันนี้ (18 กันยายน 2557) นายชัยชาญ เลาหศิริปัญญา เลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.เพิ่มโทษทารุณกรรมสัตว์ฉบับนี้ ซึ่งเคยผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการชุดที่แล้ว จะเน้นให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก เพราะสัตว์ป่ามีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองอยู่แล้ว ส่วนช้างก็จะมีการพูดคุยเรื่องกฎหมายที่คุ้มครองช้างโดยเฉพาะเช่นกัน

          โดยใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะบรรจุให้มีการคาดโทษเพิ่มขึ้น คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะกระทำผิดได้คิดมากขึ้นก่อนลงมือ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมด้วย เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีกฎหมายคุ้มครองการทารุณกรรมสัตว์อยู่แล้ว แต่ด้วยบทลงโทษที่เบา คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ทำให้ยังมีการทารุณกรรมสัตว์ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

          และนอกจากผลักดัน พ.ร.บ. นี้แล้ว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ยังพยายามแก้ปัญหาทั้งสุนัขจรจัดและการทารุณกรรมสัตว์ โดยมีการทำเครือข่ายบ้านอุปถัมภ์สำหรับสุนัขจรจัด 18 แห่ง ปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มีใจเมตตาต่อสัตว์ ผ่านโครงการรักสัตว์ในโรงเรียน โดยสมาคมฯ จะไปให้ความรู้ตามโรงเรียนต่าง ๆ สร้างหลักสูตรลูกเสือให้เรียนรู้และสร้างความเมตตาต่อสัตว์ และล่าสุดได้ร่วมมือกับ สพฐ. จัดทำหนังสือนิยายร้อยแก้วร้อยกรองแจกตามโรงเรียนด้วย

 

 

 

 

 

 

 

                                 การประชุม APEC

 

 

 

 

                                                            

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

     ดนตรีมีอะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ/ดร.แพง ชินพงศ์

 

 

 

เวลามีใครถามว่าผู้เขียนเรียนจบอะไรมา แล้วผู้เขียนตอบไปว่าเรียนจบมาทางด้านดนตรี 70 % ของผู้ถามมักจะมีคำถามต่อไปว่า "เรียนแล้วได้อะไร" หรือบางคนอาจจะสงสัยว่า "ดนตรีมันมีอะไรให้ต้องเรียนกันเยอะแยะมากมายนักเหรอ"
       
       ดังนั้น ในฐานะที่ผู้เขียนเรียนจบมาทางด้านดนตรีและเป็นนักดนตรีคนหนึ่งจึงอยากจะบอกว่า "ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงที่มีอะไรมากมายกว่าที่คิด" เพราะนอกจากดนตรีจะช่วยทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน อารมณ์ผ่อนคลาย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเวลาที่รถติดแล้วเราเปิดเพลงเพราะๆที่ถูกใจฟังในรถก็จะช่วยทำให้คลาย ความเครียดได้แล้วนั้น มีผลงานวิจัยมากมายที่มีผลสรุปว่า การให้เด็กได้ใกล้ชิดสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่ยังเล็กนั้นจะช่วยพัฒนาศักยภาพ ของเด็กในหลายๆด้าน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์
       
       ผู้อ่านหลาย ๆ คนเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะ สงสัยและนึกภาพไม่ออกว่าดนตรีนั้นมีประโยชน์และสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพต่างๆ ของเราได้อย่างไร เราลองมาดูกันดังนี้
       
       1. ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านบุคลิกภาพและความเป็นตัวตน การได้ทำกิจกรรมดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นรำ ดนตรีจะเป็นเหมือนสื่อกลางที่ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและความเป็นตัวตนให้บุคคล นั้นมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ มีเด็กวัยรุ่นหลายคนที่เป็นคนขี้อายและดูเหมือนเป็นคนไม่ได้เรื่องได้ราว แต่เมื่อได้มาเล่นดนตรีก็ได้ค้นพบตัวเองว่ามีความสุขและเมื่อรู้ว่าตนมีความสามารถในด้านดนตรีก็ทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกและมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
       
       ผู้เขียนรู้จักเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แต่เดิมนั้นมีความขี้อายมาก ไม่กล้าพูดจาหรือสบตากับใคร แต่พอวันหนึ่งที่เขาได้ลองเล่นกีตาร์และรู้สึกรักในเสียงดนตรี มาวันนี้เขากลายเป็นคนที่รู้จักการคบหาสมาคมกับผู้อื่นได้อย่างน่ารัก กล้าที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ และมีความสามารถทางดนตรีที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น
       
       2.ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านอารมณ์ องค์ประกอบสำคัญของดนตรีคือ คำร้อง จังหวะและทำนอง ซึ่งเมื่อมารวมกันจะเกิดเป็นเพลงๆหนึ่งขึ้นมา ซึ่งในเพลงแต่ละเพลงนั้นต่างก็มีลักษณะหรือเอกลักษณ์ของดนตรีที่แตกต่างกันออกไป เพลงที่มีทำนองและจังหวะช้าๆทำให้รู้สึกสงบ มีสมาธิและผ่อนคลาย เพลงที่มีทำนองและจังหวะเร็วๆช่วยทำให้อารมณ์ครึกครื้น กระฉับกระเฉงและอยากเคลื่อนไหวร่างกาย เพลงที่มีคำร้องเศร้าสะเทือนใจจะทำให้คนฟังอารมณ์อ่อนไหวตามไปด้วย ในขณะที่เพลงที่มีคำร้องปลุกใจให้รักชาติ จะทำให้คนฟังมีความคึกคัก ฮีกเหิมและกล้าหาญตามไปด้วย
       
       ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าดนตรีมีผลเป็นอย่างมากต่ออารมณ์ของคนเรา ในปัจจุบันการให้เด็กออทิสติกหรือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ได้ฟังเพลงประเภทต่างๆจะช่วยให้เขาได้ผ่อนคลาย มีความก้าวร้าวทางอารมณ์ลดลง มีการแสดงออกทางอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้นและมีความพร้อมในการเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นด้วย

 

 

                    ดนตรีมีอะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ/ดร.แพง ชินพงศ์ 

 

 

. ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านสติปัญญา มีงานวิจัยมากมายที่ยอมรับว่า ดนตรีสามารถพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ได้ ยิ่งถ้าได้มีการใช้ดนตรีตั้งแต่วัยเด็กด้วยแล้วจะยิ่งเพิ่มศักยภาพของสมองได้มากขึ้นด้วย มีผลการวิจัย (Dr.Thurman) สรุปว่าการที่แม่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน จะทำให้ลูกที่คลอดออกมามีพัฒนาการทางร่างกายและไอคิวสมองสูงและมีอารมณ์แจ่มใส
       
       นอกจากนี้ดนตรียังช่วยในเรื่องของการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การคิดอย่างมีระบบและในเรื่องของความจำด้วย ดังนั้น การสนับสนุนให้เด็กได้มีกิจกรรมดนตรีควบคู่ไปกับการเรียน เช่น ได้ร้องเพลง ได้ฟังเพลงที่ชอบ ได้เล่นเครื่องดนตรีที่สนใจ จะมีส่วนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนในวิชาต่างๆเพิ่มสูงขึ้น เพราะดนตรีช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างความมีเหตุมีผลกับจินตนาการ จึงทำให้มีการคิดวิเคราะห์หาความเป็นเหตุเป็นผลได้ดียิ่งขึ้น
       
       นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าดนตรีนั้นสร้างอัจฉริยะได้จริง บุคคลที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับในสมมติฐานนี้ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไอน์สไตน์ บุคคลซึ่งถูกยอมรับในเรื่องความฉลาดมากที่สุดคนหนึ่งของโลก นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบว่าทำไมไอน์สไตน์ถึงมีความฉลาดมากและได้พบคำตอบ ว่า เส้นใยประสาทในสมองของไอน์สไตน์แตกแขนงออกไปอย่างหนาแน่นและสื่อสารกันได้ดี มาก ซึ่งตามหลักการทำงานของสมองนั้น ถ้าหากคนใดมีเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับเซลล์สมองมากเท่าไร คนนั้นก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น และในส่วนของไอน์สไตน์นั้นได้ค้นพบว่า ดนตรีมีส่วนในการส่งเสริมศักยภาพการทำงานของสมองของเขาได้มากทีเดียว
       
       ด้วยเพราะไอน์สไตน์เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่เด็กและเรียนไวโอลินเมื่อ อายุ 6 ปี ควบคู่ไปกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เขาเล่นไวโอลินได้เก่งมากและมีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งดนตรีและวิทยาศาสตร์ มีความชื่นชอบผลงานของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่างโมซาร์ต บีโธเฟนและบาร์ค จนมีคำกล่าวของไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า "หากไม่ได้เป็นนักฟิสิกส์ ข้าพเจ้าอาจเป็นนักดนตรี ฝันกลางวันเป็นดนตรี ความสุขส่วนใหญ่ในชีวิต ล้วนมาจากดนตรี" นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยอมรับว่าดนตรีมีส่วนสำคัญที่สามารถส่งเสริมความสามารถในการทำงานของสมองได้อย่างดีเยี่ยมมากจริง ๆ
       
       จะเห็นได้ว่า "ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงที่มีอะไรมากมายกว่าที่คิด" พ่อแม่บางคนไม่สนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมดนตรีเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปเรียนอย่างอื่นได้ประโยชน์กว่า แต่จริงๆแล้วการได้ทำกิจกรรมดนตรีมีประโยชน์มากมายทั้งต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ที่สำคัญดนตรีทำให้คนมีความสุข อะไรเป็นความสุขก็ควรหยิบยื่นให้กับคนที่เรารัก เพราะความสุขทำให้เกิดผลดีในทุกสิ่งได้ และความสุขนั้นก็ได้ง่ายๆจากดนตรี

 

 

 

 

 

 

ป.ป.ช. ตั้งอนุ กก. ไต่สวน ยิ่งลักษณ์-33 รมต. ปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี

 

 

 

        

 

 ป.ป.ช. ตั้งอนุ กก. ไต่สวน ยิ่งลักษณ์-33 รมต. ปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ป.ป.ช. ตั้ง วิชัย วิวิตเสวี นั่งประธานอนุกรรมการไต่สวน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับอดีตรัฐมนตรี 33 คน ปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับอดีตรัฐมนตรี 33 คน ตามความผิดตามข้อกล่าวหากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 66

 

กรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่า ขณะ นี้ คณะอนุกรรมการได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งหากมีการคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการตามกฎหมาย และก่อนที่จะมีการนัดประชุมอนุกรรมการไต่สวนนัดแรก ทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งจัดทำแผนการดำเนินการไต่สวนอยู่ เพื่อเตรียมไว้นำเสนอในที่ประชุม สำหรับ ประเด็นการพิจารณาคดีซ้ำซ้อนกับศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องขอชี้แจงว่า เป็นการพิจารณาคนละส่วนกัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและตัดสินในส่วนของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เท่านั้น ไม่ได้มีการชี้มูลความผิดในส่วนของคดีอาญา แต่ในส่วนของ ป.ป.ช. นั้น เรื่องการพิจารณาว่ามีความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น คงต้องดูที่เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้งว่า มีเจตนาทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย หรือเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่

 

ดังนั้น หากพิจารณาออกมาแล้ว พบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง ป.ป.ช. ก็ต้องวินิจฉัยไปว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายตามข้อกล่าวหาและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไม่ โดยยึดหลักความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายวิชัย กล่าวถึงระยะเวลาในการพิจารณาปมโยก ถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ ว่า คงใช้เวลาในการพิจารณาไม่นาน เพราะเหลือเพียงการเชิญคนมาให้ถ้อยคำ มายืนยันในถ้อยคำที่ให้ไว้ในศาลเท่านั้น ส่วนเอกสารต่าง ๆ อาทิ สำนวนจากศาลรัฐธรรมนูญ สำนวนศาลปกครอง รวมถึงเอกสารคำสั่งต่าง ๆ จากสำนักนายกรัฐมนตรี ทางคณะกรรมการไต่สวนได้จัดเตรียมไว้แล้ว 

 

 

 

 

      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

576446

 

 

 

 

ศาลอิหร่านสั่งขัง 1 ปี กองเชียร์สาว หลังพยายามเข้าชมการแข่งขันตบลูกยางชายเมื่อปี 2012

 

สื่อต่างประเทศรายงาน ศาลอิหร่านสั่งตัดสินจำคุก 1 ปี สำหรับสาวลูกครึ่งอังกฤษ-อิหร่าน วัย 25 ปี ที่พยายามเข้าชมการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งอิหร่านมีคำสั่งห้ามผู้หญิงเข้าชมการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชาย เช่นเดียวกับการแข่งขันฟุตบอล ด้วยเหตุผล ว่าต้องปกป้องผู้หญิงจากการถูกทำอนาจารจากผู้ชมเพศชายในระหว่างการแข่งขัน ซึ่ง Ms.Ghavami ถูกปล่อยตัวหลังถูกตั้งข้อหา ก่อนจะถูกดำเนินการตามกระบวนการของศาลและถูกศาลสั่งลงโทษในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ลูกครึ่งสาวคนเดียวกันถูกดำเนินคดีอีกครั้งหลัง ออกประท้วงเรียกร้องหาความยุติธรรมของกระบวนการตัดสินของศาล

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ได้รับรายงานตั้งแต่เกิดเรื่องแต่การช่วยเหลือพลเมืองอังกฤษในอิหร่านนั้นมีขีดจำกัด

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 offside เป็นหนังที่เล่าเรื่องของกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มีใจรักในฟุตบอล และมี ความต้องการอย่างมากที่จะเข้าไปดูฟุตบอลนัดสำคัญ ที่จัดขึ้นที่สนาม เตหะราน สเตเดี้ยม ในการแข่งขันระหว่างทีมชาติอิหร่าน กับ ทีมชาติ บาเรนห์ ในปี2005 ซึ่งนัดนี้เป็นนัดชี้ชะตาว่าทีมไหนจะได้เข้าไปเล่น ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และจากความสำคัญของฟุตบอลนัดนี้ทำให้ แม้แต่เด็กผู้หญิงก็อยากจะมีส่วนร่วมกับฟุตบอลนัดประวัติศาสตร์นี้ พวกเธอแต่ละคนจึงพยายามปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อที่จะเข้าไปในสนาม และยอมแม้กระทั้งซื้อตั๋วในราคาแพงเพื่อจะเข้าไป บางคนถึงขั้นปลอม ตัวเป็นทหารเพื่อที่จะเข้าไปในสนาม แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงกลุ่มนี้ก็ถูก ทหารจับกุมตัวเอาไว้ และเรื่องราวแทบทั้งเรื่องก็ดำเนินขึ้นภายใต้การ โดนกังขังของเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้ offside เป็นหนังที่ถูกเล่าผ่านการวิธีการ แบบดิบๆ เพราะหนังดูเป็นสารคดีเอามากๆ ปานาฮีไม่ได้ใส่เทคนิคเข้า ไปจนทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นภาพยนตร์

 

อันที่จริงมันก็เป็นสไตล์ของ ปานาฮีอยู่แล้วที่หนังของเขาจะถูกสร้างให้ออกมาในเชิงสารคดี แต่ทว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้ทำให้ตัวหนังกลายเป็นหนังน่าเบื่อ ถึงแม้ว่าตัวเนื้อหาเองก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเพราะก็เป็นเพียงแค่การเฝ้าดูกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ถูกกักขังไม่ให้เข้าไปดูฟุตบอล แต่หนังกลับสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดู มันกลับกลายเป็นหนังที่น่าติดตาม คนดูได้รับความสนุกสนานจากการวิวาทกันของตัวละครกลุ่มผู้หญิงและกลุ่มทหารที่เป็นผู้ดูแลสนาม และในขณะเดียวกันหนังก็ทำให้คนดูเกิดการอยากรู้สถานการณ์ในสนามเช่นเดียวกับกลุ่มผู้หญิงในเรื่องที่ก็อยากจะรู้ ในขณะที่ฟุตบอลในสนามดำเนินไป กลุ่มเด็กผู้หญิงก็พยายามเรียกร้องสิทธิของตัวเองพวกเธอตั้งคำถามถึงการจับกุมพวกเธอว่าพวกเธอทำผิดอะไร ทำไมพวกเธอถึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปชมฟุตบอลในสนาม คำถามพวกนี้ไม่ใช่เพียงคำถามที่ตัวละครถามกันในหนัง แต่นี่คือการตั้งคำถามของปานาฮีต่อรัฐบาลอิหร่าน และต่อประเทศอิหร่าน ว่าเหตุผลอะไรที่เป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้าม ในประเทศอิหร่าน

 

ปานาฮีเคยกล่าวว่า กฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้าม ในประเทศอิหร่านเป็นเรื่องที่คลุมเครือเหลือเกิน เหมือนกับกฎที่ว่าห้ามผู้หญิงอิหร่านเข้าไปดูฟุตบอลสดๆในสนาม อันเนื่องจากไม่ต้องการให้พวกเธอเห็นพฤติกรรมก้าวร้าว และการปล่อยถ้อยคำหยาบคายจากผู้ชายที่เข้าชมการแข่งขัน เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมผู้ชายไม่ให้พูดคำเหล่านั้นได้ ผู้หญิงอย่างพวกเธอจึงกลายเป็นคนรับผลจากการกระทำนั้น ประเด็นสำคัญที่หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามเกือบตลอดทั้งเรื่อง ก็คือในเมื่อผู้หญิงชาวมุสลิมไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แล้วเหตุใดจึงต้องเข้มงวดกับพวกเธอมากกว่าผู้ชาย? การป้องกันไม่ให้ผู้หญิงเห็นและกระทำสิ่งที่ไม่ดีงามแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการกีดกันสิทธิอันพึงมีของพวกเธอโดยไร้เหตุผล

 

และในเรื่องเอง ในฉากที่ผู้หญิงคนหนึ่งถามนายทหารว่า"ทำไมในตอนที่ทีมญี่ปุ่นมาแข่งที่สนามแห่งนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นถึงได้รับอนุญาติให้เข้าไปในสนาม" ทหารตอบได้แค่เพียง"ก็นั่นมันคนญี่ปุ่น เขาพูดคลละภาษากับเรา ตอนที่ผู้ชายด่า หรือพูดหยาบคาย ผู้หญิงญี่ปุ่นไม่เข้าใจ" ผู้หญิงจึงถามกลับว่า'แบบนี้ก็แปลว่าปัญหาคือผู้ชายพูดหยาบคาย' ทหารกลับตอบว่า'ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะผู้ชายกับผู้หญิงห้ามนั่งด้วยกัน" ผู้หญิงเถียงว่า"แล้วทำไมในโรงหนังนั่งได้ ในนั้นมืดด้วยนะ" นายทหารจบการสนทนาด้วยประโยคที่ว่า "ฉันไม่ใช่หัวหน้านะ" แบบนี้ก็แปลว่ากฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้าม ในอิหร่านไม่มีเหตุผลจริงๆสินะ หรือเหตุผลหนะมีเพียงแต่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจ จะต้องเป็นผู้นำประเทศเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่าทำไม หรืออะไรที่เป็นตัวกำหนด กฎเกณฑ์ สิทธิ ข้อห้ามนั้นขึ้นมา เห็นได้ชัดเลยว่าประเด็นที่ปานาฮีต้องการตั้งคำถาม ทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะที่จะใช่ชื่อว่า offside เพราะจริงๆแล้ว offside หรือการล้ำหน้า ก็เป็นกฏทางฟุตบอลที่ว่ากันว่ามันคือกฎที่ซับซ้อนและสับสนที่สุดของกีฬาฟุตบอล

 

นอกจากหนังจะเสนอเรื่องสิทธิของผู้หญิงแล้ว หนังยังพูดถึงเรื่องของความไม่เข้มแข็งและความสับสนของผู้ที่มีหน้าที่รักษาอำนาจรัฐ อันที่จริงอาจเป็นเพราะอำนาจรัฐที่คลุมเครือที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่มีหน้าที่รักษามันยังไม่สามารถเข้าใจมันได้เลย พวกนายทหารทำได้เพียงแค่ทำตามคำสั่งของหัวหน้าอีกทีโดยที่ก็ไม่ได้เข้าใจกฏนั้นอย่างจริงจัง ปานาฮีเองก็อาจต้องการจะบอกคนดูถึงประเด็นนี้ว่า ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มเด็กผู้หญิงเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมนี้ แต่นายทหารกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่ถูกอำนาจรัฐกดเอาไว้เช่นเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ นายทหารคนหนึ่งที่ไม่ได้กลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ ทำไร่ทำนา อีกคนหนึ่งที่ต้องเสียเวลาส่วนตัวที่จะได้อยู่กับแฟน และอีกหลายๆคนที่ก็เสียสิทธิในชีวิตส่วนตัวเช่นกัน พวกเขาต้องทำตามคำสั่งของหัวหน้า และหากนายทหารเหล่านี้ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้ก็จะต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วทั้งนายทหาร กลุ่มผู้หญิง หรือแม้แต่ผู้คนในประเทศอิหร่าน พวกเขาก็เป็นเพียงประชาชนที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางอย่างที่ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กระจ่างได้ มีเพียงคำถามค้างคาในใจที่ว่าอำนาจรัฐ ที่กำหนดขึ้นมามีประโยชน์หรือ? หรือมันเป็นแค่เพียงการแสดงอำนาจของรัฐบาลที่ต้องการความเป็นใหญ่ในสังคม

 

อารมณ์ร่วมที่หนังสร้างให้กับคนดู ตลอดระยะเวลาชั่วโมงกว่าๆของหนัง ถึงแม้คนดูจะไม่ได้เห็นการแข่งขันในสนามฟุตบอล แต่คนดูกลับได้รับความรู้สึกตื่นเต้นปนอึดอัด รวมทั้งความกระวนกระวายราวกลับว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้หญิงที่อยากจะรู้เรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล ปานาฮีสร้างให้หนังของเขาสมจริง จนเราก็เผลอหลุดเขาไปในสิ่งที่เขาสร้าง และฉากที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีก็คือฉากที่สร้างความสนุกสนานบนการจิกกัดเสียดสีในความไม่เท่าเทียมของสิทธิสตรี ก็คือฉากที่นายทหารคนหนึ่งต้องพาหนึ่งในกลุ่มผู้หญิงไปเข้าห้องน้ำ มุขตลกเล็กๆที่ปานาฮีใส่ลงไปก็คือการที่นายทหารคนนั้นให้ผู้หญิงใส่หน้ากากที่เป็นหน้านักฟุตบอล และยิ่งทวีความสับสนอลมานปนความสนุกเล็กๆเมื่อนายทหารทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าห้องน้ำ และกับคำสั่งที่ฮาที่สุดคือให้ปิดตาเข้าห้องน้ำเพราะในห้องน้ำชายจะมีข้อความที่ไม่เหมาะสม ที่ผู้หญิงไม่ควรจะเห็น จากฉากนี้จะเห็นว่าไม่ใช่แค่อารมณ์ขันเล็กๆที่ปานาฮีใส่ไปแต่มันเต็มไปด้วยคำถามที่ว่า ผู้หญิงไม่มีสิทธิขนาดนั้นเลยหรือ

 

ในฉากเข้าห้องน้ำนี่เองที่สร้างสิ่งที่นายทหารจะต้องจดจำเอาไว้ เพราะผู้หญิงที่เข้าห้องน้ำเธอได้โอกาสในการหลบหนีจากการช่วยเหลือของกลุ่มผู้ชายที่จะมาเข้าห้องน้ำ และเมื่อเธอหนีไปได้แล้ว นายทหารคนนั้นก็เดินกลับมายังจุดที่กักตังผู้หญิงคนอื่นๆเอาไว้ พร้อมกับความเครียดระหว่างเขาและเพื่อนทหารด้วยกัน เพราะการที่เขาปล่อยให้นักโทษหนีไปจะทำให้เขาได้รับการลงโทษ และเพื่อนทหารคนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลุ่มก็เครียดสุดๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงคนที่หนีไป ก็เดินกลับมาเองและเข้าไปในบริเวณที่กักตัว เพื่อนๆผู้หญิงถามว่าเหตุผลอะไรเธอถึงกลับมาทั้งๆที่มีโอกาสเข้าไปแล้ว เธอตอบเพียงว่า เธอสงสารนายทหาร มันคือฉากที่แสดงความเป็นผู้หญิงที่น่ายกย่อง เขาจับตัวเธอมาขังเอาไว้ โดยไม่คิดจะช่วยเธอ เพราะเขาบอกว่ามันคือหน้าที่ ที่ต้องทำ แต่เมื่อเธอได้รับโอกาสหนี เธอกลับใช้มันแค่เพียวระยะเวลาสั้นๆและยอมเดินกลับมายังที่ขัง เพียงเพราะความสงสารที่มีต่อนายทหารคนนั้น ผู้หญิงไม่ได้ทำผิดอะไรเลย หนังเรื่องนี้ยกย่องผู้หญิงเป็นอย่างมากเพราะนอกจากพวกเธอจะต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองแล้ว พวกเธอยังยอมทำเพื่อคนอื่นอีกด้วย

 

สุดท้ายคนดูอาจตั้งคำถามว่าปานาฮีทำการวิพากษ์ประเทศและศาสนาของตัวเองไปเพื่ออะไร แต่เราก็จะได้คำตอบในที่สุดว่า หนังไม่ได้มีเจตนาจะตั้งคำถามต่อศาสนาอิสลามเพราะที่จริงแล้วกฎของศาสนามุ่งเน้นให้เกิดความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชาย หนังเพียงแค่ตั้งคำถามกับความเท่าเทียมที่สังคมควรมี กับกฎหมายที่คลุมเครือ และการสร้างความเป็นชาตินิยมที่ไม่ได้คลั่งการรักชาติจนขาดสติ ส่วนฉากสุดท้ายที่ตัวละครทุกตัวในเรื่องรวมทั้งคนอิหร่านทั้งประเทศที่ร้องเพลง และส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี และการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติที่ต่างพากันหวังถึงอนาคตของชาติ และผลการแข่งขันนั้นก็เท่ากับเป็นการทำให้พวกเธอได้มีความสุขกับชัยชนะทั้งของชาติและของพวกเธอ ถึงแม้ชัยชนะนี้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม

 

แต่แล้วชะตากรรมของoffside ก็ดูจะไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือความเห็นใจจากอำนาจรัฐ เพราะ offside ยังคงเป็นหนังอีกเรื่องของปานาฮีที่ถูกสั่งห้ามฉายในประเทศอิหร่าน ปานาฮีทำได้แค่เพียงหวังว่าสักวัน หนังของเขาจะได้รับโอกาสในการเข้าฉายในบ้านเกิดของเขา

 

ทว่าการไม่ได้เข้าฉายของ offside ไม่ได้แปลว่าหนังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อประเทศ เพราะในที่สุดแล้วในเดือนเมษายน ปี 2006 ประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ของอิหร่านประกาศว่าอาจจะมีการสำรองที่นั่งพิเศษในสเตเดี้ยมสำหรับผู้หญิงและครอบครัวซึ่งเสมือนเป็นการตอบรับข้อเรียกร้องของกลุ่มสิทธิสตรี ท่ามกลางเสียงคัดค้านของ 6 อายะตุลเลาะห์ระดับอาวุโส (อายะตุลเลาะห์ ตำแหน่งสูงสุดที่มอบให้กับผู้นำศาลนาอิสลามนิกายชีอะห์) และบรรดาสมาชิกวุฒิสภาหลายคนซึ่งเห็นว่าเป็นการผิดกฎหมายอิสลามที่ห้ามให้หญิงสาวเห็นร่างกายชายแปลกหน้าแม้ว่านั่นจะเป็นการกระทำที่ไม่ได้เจตนาก็ตามทั้งนี้ท่านประธานาธิบดีมองว่าการออกมาเชียร์กีฬาของผู้หญิงกับครอบครัวนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหายแล้วในปัจจุบัน และยังจัดที่นั่งที่ดีที่สุดของสเตเดี้ยมให้อีกด้วย ถือเป็นการพบกันครึ่งทาง และเป็นสัญญาณอันดีต่ออนาคตในด้านสิทธิและความเท่าเทียมกันในสังคม

 

offside ไม่ได้เป็นแค่เพียงการล้ำหน้าของกลุ่มผู้หญิงในเรื่องเท่านั้น เพราะoffside คือการล้ำหน้าของ ปานาฮีด้วย เพราะปานาฮีได้ใบแดงจากการล้ำหน้าครั้งนี้พร้อมกับการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าที่ตัวเขาได้คิดเอาไว้ จากการล้ำหน้านี้ทำให้ปานาฮีถูกจำกุมในข้อหา "กระทำการอันขัดต่อรัฐบาลอิหร่าน" และถูกตัดสินจำคุก 6 ปี รวมถึงไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ เขียนบทภาพยนตร์ เดินทางไปต่างประเทศ และห้ามให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศเป็นเวลา 20 ปี

 

มอง offside ผ่านปานาฮี อาจได้ความหมายบางอย่าง เพราะการที่ปานาฮีซึ่งเป็นอิหร่านแท้ ที่ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ที่อิหร่าน ลุกขึ้นมาทำหนังเสียดสีสังคมนั่น เขาอาจเป็นตัวแทนของคนอิหร่านที่ต้องการลุกขึ้นมาสู้กับรัฐ เพียงแต่จะเห็นว่าเขาก็ยังไม่กล้าที่จะลุกขึ้นสู้อย่างโจ่งแจ้ง หรือจิกกัดรัฐอย่างดุเดือด เพราะ offside เองก็เป็นหนังที่เพียงต้องการให้เกิดการถกเถียงถึงเรื่องสิทธิในสังคมเท่านั้น หนังไม่ได้ต้องการสั่งให้รัฐต้องเปลี่ยนแปลง ปานาฮีเล่าเรื่องราวการเรียกร้องสิทธิผ่านความเป็นธรรมชาติของนักแสดง จึงไม่แปลกที่ถึงแม้หนังจะไม่ได้ใช้เทคนิคในการเล้าอารมณ์คนดู หรือไม่ได้จัดแจงองค์ประกอบภาพให้สวยงามวิจิตรบรรจง แต่หนังกลับเข้าไปแทรกอยู่ในจิตใจของคนดู และกลายเป็นหนังที่เร้าอารมณ์คนดู และสร้างการรับรู้ สร้างอารมณ์ร่วมของคนดูต่อตัวหนังได้เป็นอย่างดี 

 

 

               

 

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือ กฎหมายอิหร่าน
ในรูปคือAmeneh Bahrami สาวอิหร่านผู้ถูกสาดน้ำกรดจนเสียโฉมและตาบอด....กฎหมายอิหร่าน ลงโทษโดยการสาดกลับผู้กระทำจนตาบอด

 

 

 

 

คนอิหร่านร้อยละ 98 นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อีกร้อยละ 2 นับถือศาสนาอื่นเช่นคริสต์ โซโรแอสเตอร์ และยูดาย  คนอิหร่านส่วนมาก โดยเฉพาะผู้มีอายุ จะเคร่งครัดกับหลักศาสนาอิสลามในการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน ผู้ที่จะเดินทางมาอิหร่านควรทราบหลักการสำคัญทางศาสนาอิสลามเพื่อการปฏิบัติตน เช่นหลักการแบ่งแยกหญิงชาย ข้อห้ามทางต่างๆ ในศาสนาอิสลาม เพราะในประเทศอิหร่าน ข้อห้ามหลักๆ ทางศาสนาถือเป็นกฎหมายบ้านเมืองที่มีบทลงโทษรุนแรง

โดยพื้นฐานชาวอิหร่านมีความเป็นมิตร ชอบพูดคุยทักทายและชอบขอถ่ายรูปกับคนต่างชาติ (แม้จะมีไม่บ่อยนักแต่ท่านควรปฏิเสธในทุกกรณีเมื่อมีเพศตรงข้ามมาขอถ่ายรูปคู่และท่านก็ไม่ควรขอถ่ายรูปคู่กับเพศตรงข้าม แม้ว่าจะเป็นเพื่อนเก่าและแม้จะอยู่ในอาคารหรือในที่พักเนื่องจากบางครั้บตำรวจอาจขอตรวจรูปในกล้องของท่านและส่งตัวท่านออกนอกประเทศได้เนื่องจากเป็นการแสดงความใกล้ชิดกับผู้ที่ไม่ใช่คู่ครองซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอิหร่าน) เนื่องจากชาวต่างชาติในอิหร่านมิได้มีเป็นจำนวนมากนัก  ฉะนั้น เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาเดินบนท้องถนนในอิหร่าน ชาวต่างชาติมักจะถูกจ้องมองโดยชาวอิหร่าน จนบางครั้งท่านจะรู้สึกเขินอาย โดยที่ชาวจีนเข้ามาทำการค้าขายและธุรกิจมากกว่าคนชาติอื่นในเอเซีย และละครทีวีเกาหลีเป็นที่นิยมมากในอิหร่าน เมื่อคนอิหร่านพบคนไทย (โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน) จึงมักเข้าใจว่าเป็นคนจีน ("ฉินนี่”) หรือคนเกาหลี ("โคเรีย”)

เนื่องจากผ่านภาวะความยากลำบากและภาวะสงครามมามาก คนอิหร่านจึงมีนิสัยประหยัด ไม่ชอบจับจ่ายใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย หากสิ่งของใดเสียก็จะซ่อมจนกว่าจะซ่อมไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตามชาวอิหร่านมีอุปนิสัยใจกว้างกับแขกและชอบรับแขก โดยเฉพาะแขกต่างชาติ โดยหากเป็นแขกของตนแล้วชาวอิหร่านจะแย่งออกค่าอาหารและค่าน้ำ ชาวอิหร่านชอบชวนแขกหรือเพื่อนไปที่บ้าน โดยถือเป็นมารยาทและเป็นหน้าเป็นตาเจ้าของบ้าน ชาวอิหร่านจะจัดขนมและอาหารรับแขกอย่างเต็มที่และเต็มใจ และจะไม่ประหยัดกับการรับแขกของตน

ชาวอิหร่านในปัจจุบันมีความสะอาดส่วนบุคคลค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามเนื่องจากการแต่งกายมิดชิดและการไม่ใช้เครื่องหอมตามหลักศาสนาอิสลาม กอรปกับอาหารที่มีเครื่องเทศและหัวหอมใหญ่ เมื่อรวมกับอากาศในหน้าร้อนของอิหร่าน ทำให้คนต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออก รู้สึกว่าคนอิหร่านมีกลิ่นตัวแรง ซึ่งความจริงแล้วบางครั้งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องของการไม่รักษาความสะอาด แต่เป็นเรื่องของค่านิยมและวัฒนธรรมมากกว่า โดยความจริงแล้วชาวอิหร่านที่เคร่งศาสนาจะต้องชำระล้างและทำความสะอาดร่างกายก่อนทำพิธีละหมาด (เท่ากับอย่างน้อยต้องทำความสะอาดร่างกายอย่างน้อยวันละห้าครั้ง) และการรักษาความสะอาดร่างกายถือเป็นบัญญัติทางศาสนาด้วย อย่างไรก็ดี ห้องน้ำในอิหร่านจะเป็นแบบนั่งยอง (เป็นไปตามหลักศาสนาและไม่มีโถปัสสาวะให้ท่านชาย) และไม่สะอาดนัก โดยเฉพาะหลายแห่งจะเป็นส้วมหลุม (ไม่มีน้ำหล่อคอห่านแบบส้วมซึม) เป็นสาเหตุให้มีกลิ่นและมีภาพที่ไม่น่าจดจำเท่าใดนัก

อาหารยอดนิยมในอิหร่านคือขนมปัง มีราคาถูกและมีหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบตะวันตกและแบบอิหร่าน โดยชาวอิหร่านเรียกขนมปังทุกชนิดรวมๆ ว่า "นาน” แต่ขนมปังแต่ละชนิดมีชื่อเฉพาะของตัวเอง แต่ที่อร่อยและมีชื่อที่สุดคือแซงแก็ต ซึ่งเป็นขนมปังแผ่นแบนฟูน้อย อบหรือย่างบนก้อนกรวดแม่น้ำ ซึ่งขนมปังชนิดนี้มีรสชาติดีมาก แต่พึงระวังว่าในบางครั้งอาจมีก้อนกรวดติดมากับขนมปังและทำให้ฟันของท่านบิ่นได้  คนอิหร่านนิยมรับประทานนาน (ส่วนใหญ่ตามร้านทั่วไปจะใช้นานราคาถูกซึ่งมีลักษณะเหมือนแป้งแผ่นแบนๆ ไม่ฟู) กับเนื้อสัตว์ย่าง (วัว แกะ ไก่ และปลา) เรียกว่า "คะบับ” และโยเกิร์ต โดยนิยมดื่มนมเปรี้ยวใส่เกลือเรียกว่า "ดู๊ก” ในมื้ออาหาร โดยปกติร้านอาหารจะมีผักเคียงคือหัวหอมใหญ่ดิบและพริกสดให้ฟรี แต่จะไม่เสริฟข้าวโดยอัตโนมัติ โดยปกติบริกรจะถามว่าท่านจะรับข้าวด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้ารับท่านจะต้องจ่ายค่าข้าวเพิ่มจากราคาคาบับในเมนู เพราะในอิหร่านข้าวมีราคาแพงกว่าขนมปังมาก เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาแป้งสาลีไว้ ส่วนข้าวนั้นไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการถายในประเทศ จึงต้องนำเข้าข้าว basmati จากอินเดียและปากีสถานเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากหุงแล้วเมล็ดข้าวยาว แห้งและร่วน ถูกปากคนอิหร่าน ดังนั้น แม้ท่านจะยืนยันว่าท่านได้ข้าวแล้วจึงไม่ขอรับนาน  ทางร้านก็จะไม่ลดราคาอาหารให้แต่อย่างใด

            แม้ว่าประเทศอิหร่านจะอยู่ในแถบตะวันออกกลาง แต่คนอิหร่านส่วนมากไม่ใช่ชาวอาหรับ (คนอิหร่านทางตอนใต้ของประเทศจำนวนหนึ่งมีเชื้อสายอาหรับ) เนื่องจากมีภาษาและวัฒนธรรมทีแตกต่างกัน (อิหร่านใช้ภาษา Farsi ซึ่งออกเสียงตามสำเนียงเจ้าของภาษาว่าฟอร์ซี) จึงไม่ถูกต้องและไม่ควรจะเรียกชาวอิหร่านว่าเป็นอาหรับ และคนอิหร่านเชื้อสายเปอร์เซียและอาเซอรีอาจจะไม่ค่อยพอใจนักและรีบออกตัวในทันทีว่าตนไม่ใช่อาหรับ

เดิมประเทศอิหร่านใช้ชื่อประเทศว่าเปอร์เซีย โดยในสมัยต่อมาในช่วงที่เยอรมนีรุ่งเรืองในยุโรป กษัตริย์เปอร์เซียเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่าน ซึ่งแปลว่าประเทศของชาวอารยัน (Aryan/ Arian) เพื่อให้ชื่อประเทศมีความเกี่ยวโยงกับเชื้อชาติดังเดิมเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น และภายหลังการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี ค.ศ. 1979 ชื่อทางการของประเทศอิหร่านได้เปลี่ยนเป็น Islamic Republic of Iran จนถึงทุกวันนี้

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาวอิหร่านหรือเปอร์เซียในขณะนั้น เข้ามาค้าขายและเผยแพร่ศาสนาในบริเวณสุวรรณภูมิตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี คนไทยนิยมเรียกชาวเปอร์เซียว่า แขกเทศหรือแขกเจ้าเซน โดยชาวเปอร์เซียเฉพาะสมัยพระเจ้าธรรมราชาและพระนารายณ์มหาราชมีชาวอิหร่านเข้ามารับราชการเป็นจำนวนมาก โดยที่สำคัญคือพระยาเฉกอะหมัด (Shake Ahmad) หรือเจ้าพระยาบวรราชนายก ปฐมจุฬาราชมนตรี ต้นสกุลบุนนาค  โดยชาวอิหร่านและลูกหลานไทยผู้สืบเชื้อสายชาวอิหร่านมีมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งด้านสถาปัตยกรรม (การก่ออิฐเป็นลายและช่องลม) ภาษาศาสตร์ (คำว่าสบู่และกุหลาบ) และอาหาร (แกงมัสมั่น) ให้ไว้กับสังคมไทยเป็นจำนวนมาก

          .  ชาวอิหร่านมีความรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดีจากการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และมองภาพลักษณ์ของไทยในทางที่ดี  ทั้งสภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต แต่ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยก็มีทัศนคติในทางลบกับผู้หญิงไทยโดยเฉพาะหนุ่มอิหร่านที่เคยผ่านไปเที่ยวพัทยาหรือพัฒนพงศ์

 

                    

 

 

  - ซอสามสาย ที่รวมอยู่ในเครื่องดนตรีไทย มีรูปร่างคล้ายคลึงกับ ซอเขมร ... (อิหร่าน) มีเครื่องดนตรีที่คล้ายกันนี้เรียก กะมานเชะฮ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 อันตรายจากการ ‘ถอดถอน’ ย้อนหลัง

   
 

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ เขียนบทวิเคราะห์ ถึง อันตรายจากการ ‘ถอดถอน’ ย้อนหลัง ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ส่งเสริม วงจรการหวงอำนาจ เปิดช่องเวลาให้ทุจริตมากขึ้นกว่าเดิม

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสูรนนท์ ล่าสุด นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว facebook.com/verapat โดยมีเนื้อหาดังนี้  ใคร ‘หน้าด้าน’ กันแน่ ระหว่าง ‘คนจะถอดถอน’ กับ คนจะถูกถอดถอน’ ?

 

 

22-1

 

 

ผมไม่แน่ใจว่า ในโลกใบนี้ มีที่ไหนที่เขาสามารถ ‘ถอดถอน’ นักการเมืองที่ ‘พ้นจากตำแหน่ง’ ไปแล้ว !?
การ ‘ถอดถอน’ ถือเป็น ‘กระบวนการทางการเมือง’ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่อง ‘ความรับผิดชอบทางการเมือง’
หมายความว่า หากนักการเมืองใดถูกกล่าวหาว่าเขาทำผิดทางการเมือง และถูกยื่นให้ต้องถูกถอดถอน นักการเมืองผู้นั้นก็จะมี ‘ทางเลือก’ หลักอยู่ 2 ทาง คือ

 

1. หากสำนึกว่าผิดจริง ก็ ‘ลาออก’ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หมายถึงยอมรับว่าตนมีส่วนผิดจริง จึงขอพ้นตำแหน่ง เพื่อให้เรื่องยุติในทางการเมือง (ส่วนคดีความทางกฎหมายก็ไปว่ากันต่อในทางกฎหมาย)
หรือ

 

2. หากมั่นใจว่าตนไม่ผิด ก็ ‘ไม่ลาออก’ และเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ ‘ถอดถอน’ หากเขามั่นใจว่าเขามีเสียงผู้แทนประชาชนสนับสนุนเขาในทางการเมือง เขาก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ส่วนคดีความทางกฎหมายก็ไปว่ากันต่อในทางกฎหมาย ไม่ได้เอามาปนกัน)

 

ด้วยเหตุนี้ การ ‘ถอดถอน’ จึงจำเป็นต้องกระทำในขณะที่นักการเมืองยังอยู่ในตำแหน่ง

 

ตรงกันข้าม หากการ ‘ถอดถอน’ ที่กระทำย้อนหลัง คือ แม้จะได้ ‘ลาออก’ หรือพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็ยังกลับมา ‘ถอดถอน’ กันได้ ผลที่ตามมาก็คือ จะไม่มีนักการเมืองคนใดแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก เพราะถ้ายอมรับผิดแล้วลาออก ก็ยิ่งกลายเป็นยอมรับให้ตัวเองถูกถอดถอน

 

และในที่สุด ก็จะเกิดวงจรหวงอำนาจ นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาก็จะพยายามรักษาตำแหน่งไว้เพื่อใช้อำนาจที่เหลือเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่ออยู่ป้องกันไม่ให้มีการถอดถอน หรือร้ายกว่านั้น ก็จะเกิดขั้นตอนการนำการถอดถอนย้อนหลังมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนทางการเมือง เป็นช่องโหว่ให้เกิดการเจรจายอ้นหลังไม่รู้จบ เปิดช่องให้ทุจริตเพิ่มเติมกว่าเดิม เช่น “ผมจะไม่ถอดถอนคนของท่านย้อนหลัง หากท่านยอมช่วยผม 1 2 3 4 5…”

 

ด้วยเหตุนี้ การที่ สนช. ตีความให้เดินหน้าลงมติถอดถอน อดีตประธาน ส.ส. และ ประธาน ส.ว. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว รวมถึงกำลังจะพิจารณากรณีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์นั้น จึงส่งผลเป็นการทำลาย ‘หลักความรับชอบทางการเมือง’ และส่งเสริม ‘วงจรการหวงอำนาจ’ เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัว และเป็นการ ‘เปิดช่องเวลาให้ทุจริตมากขึ้นกว่าเดิม’ เสียด้วยซ้ำ

 

ดังนั้น ต่อไปนี้ หากใครจะบ่นว่า ‘นักการเมืองไทยหน้าด้าน’ ไม่ลาออกเหมือนญี่ปุ่น หรือชอบเล่นพรรคเล่นพวก ก็โปรดอย่าลืมว่า ส่วนหนึ่งของปัญหา ก็คือ บรรดา ‘คนดี’ ที่จะไปถอดถอนคนอื่นแบบไร้หลักคิดดังที่กล่าวมา ด้วยประการฉะนี้ แล
สาธุ

MThai News

 

 

 

 

 

 

 

                      ขยะจากกระทง กว่าจะย่อยสลายนานแค่ไหน (info Graphic)

 

สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาย่อยสลายกระทงแต่ละประเภทดังนี้

– กระทงที่ทำจากต้นกล้วย ใบตอง กะลามะพร้าว (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 14 วัน)
– กระทงที่ทำจากขนมปัง โคนไอศกรีม (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 3 วัน)
– กระทงที่ทำจากขนมปัง (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 3 วัน)

– กระทงที่ทำจากกระดาษ (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 2 – 5 เดือน)
– กระทงที่ทำจากโฟม (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 50 ปี)
– กระทงมันสำปะหลัง (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง )

ทั้งนี้มีข้อมูลโดยเฉลี่ยขยะในกรุงเทพมหานครโดยปกติมีมากกว่า 10,000 ตัน/วัน แต่เฉพาะวันลอยกระทงมีจำนวนขยะที่มาจากกระทงเพิ่มขึ้นอีก4,000 ตันต่อวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศกิจและหน่วยงานรับผิดชอบต้องเร่งเก็บกระทงในแม่น้ำ คลองและบริเวณจัดงานทั้งหมดก่อนเวลา 6.00น. ของวันรุ่งขึ้น

 

 

 

ขยะจากกระทง กว่าจะย่อยสลายนานแค่ไหน

ขยะจากกระทง กว่าจะย่อยสลายนานแค่ไหน

 

 

 

 

 

 

 

                                                      ตำนานนางนพมาศ

 

๑ ตำนานนางนพมาศ


นางนพมาศเกิดในรัชกาลพญาเลอไท กษัตริย์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พระร่วง บิดาเป็นพราหมณ์ชื่อ โชติรัตน์ มีราชทินนามว่า พระศรีมโหสถ รับราชการในตำแหน่งปุโรหิต มารดาชื่อ เรวดี ภายหลังนางนพมาศได้ถวายตัวเข้าทำราชการในราชสำนักสมเด็จพระร่วงเจ้า สันนิษฐานว่ารับราชการในแผ่นดินพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์" พระสนมเอก

ปรากฏว่า นางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วงในกาลต่อมา ที่สำคัญๆ มีอยู่ 3 ครั้ง คือ


ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป นางได้คิดประดิษฐ์โคมเป็นรูปบัวกมุทบาน มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก


ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน


ครั้งที่ 3 นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่า แต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้


๒ ส่วนในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ในพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หรือตำนานนางนพมาศ พระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลังประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า "ลอยพระประทีป" ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป" แล้วเปลี่ยนเป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาท เล่ากันว่าพระยานาคได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำ พระยานาคก็จะขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท


การลอยกระทงที่คล้าย ๆ กับของไทยเรายังมีในจีน อินเดีย เขมร และพม่า จะต่างกันก็เพียงพิธีกรรมและ ความเชื่อ แม้ในไทยเองก็มีความเชื่อ ความศรัทธาในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย เช่น เชื่อว่าลอยกระทงเพื่อ


- บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า

- บูชาพระอุปคุตเถระ ที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ซึ่งตำนานเล่าว่าเป็น พระเถระที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้


- ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์


- แสดงความขอบคุณ และขอขมาพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ


- ระลึกถึงและส่งของไปให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ตลอดจนสะเดาะเคราะห์หรือลอยทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ รวมทั้งอธิษฐานเพื่อขอสิ่งที่ปรารถนา
แม้จะเกิดจากความเชื่อที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่คือการระลึกถึงผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธองค์ พระแม่คงคา หรือบรรพชนผู้ล่วงลับด้วยการลอยกระทงไปแสดง ความกตัญญูรู้คุณ นั่นเอง นอกจากนี้ในทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต ลอยกระทงยังมีคุณค่าต่อเนื่องไปถึง


- คุณค่าต่อครอบครัว ทำให้พ่อ แม่ลูก ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น ช่วยกันประดิษฐ์กระทงและไปลอย ร่วมกัน


- คุณค่าต่อชุมชน ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ทำให้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ สนุกสนานร่วมกัน ทั้งยังช่วยสืบทอดช่างฝีมือท้องถิ่น


- คุณค่าต่อศาสนา เช่น มีการทำบุญให้ทาน ถือศีลที่วัด หรือบูชารอยพระพุทธบาทนำมาซึ่ง การน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


- คุณค่าต่อสังคม ทำให้เอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งน้ำลำคลอง ที่ได้ใช้สอย อำนวยประโยชน์ต่อเราทั้งทางตรงและอ้อม โดยช่วยกันขุดลอกให้สะอาดไม่ทิ้ง สิ่งปฏิกูล


๓. ประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลังประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า "ลอยพระประทีป" ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป" แล้วเปลี่ยนเป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาท เล่ากันว่าพระยานาคได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำ พระยานาคก็จะขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท


๔. นางนพมาศ
นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนาง เรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์
นางนพมาศได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการ
เข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วแต่มีคำประพันธ์ลักษณะเป็นกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่บ้าง ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ
ไตรภูมิพระร่วง


เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย เช่น การประดิษฐ์
พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนังสือนางนพมาศ เรื่องนี้มีคุณค่าหลายอย่างคือ


1. คุณค่าทางวรรณคดี เป็นประโยชน์ในการสอบสวนราชประเพณี ขนบธรรมเนียมต่างๆ ในราชสำนัก ตลอดจนการปฏิบัติตนของหญิงชาววัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ก็ทรง
สอบค้นจากหนังสือเล่มนี้


2. คุณค่าทางวิชาการช่างสตรี เรื่องนี้เป็นหลักฐานแสดงว่าผู้หญิงไทยมีนิสัยชอบการประดิษฐ์มาตั้งแต่โบราณ ซึ่งการจัดขันหมากรับรองแขกเมืองได้อย่างประณีต เป็นแบบฉบับในการจัดขันหมากในพิธีแต่งงานมาจนทุกวันนี้ และถือว่า ตำรับ
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นตำราการช่างสตรีเล่มแรกของไทย


3. คุณค่าทางด้านอักษรศาสตร์ เรื่องนี้มีคุณค่าทางด้านอักษรศาสตร์น้อยมาก เพราะมี
การดัดแปลงแต่งเติมภาษาและสำนวนผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมมาก
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า นางนพมาศ เป็นกวีหญิงคนแรก
ผู้แต่ง นางนพมาศ


ทำนองการแต่ง แต่งเป็นคำร้อยแก้ว มีร้อยกรองแทรกอยู่บ้าง
วัตถุประสงค์ในการแต่ง เพื่อให้คำแนะนำตักเตือนแก่ข้าราชสำนักฝ่ายในในการปฏิบัติตนให้เหมาะสม ให้เป็นกิริยามารยาทดีงาม และเป็น
การสรรเสริญพระมหากษัตริย์ด้วย
สาระสำคัญ เนื้อหาของเรื่องนางนพมาศ มีเนื้อเรื่องเป็นอันเดียวกันหมด ตอนต้นเป็นข้อความปรากฏในบานแพนก กล่าวถึงนางนพมาศ จากนั้น
กล่าวถึงชาติและภาษาต่างๆ สภาพความเป็นอยู่ของกรุงสุโขทัย ยอเกียรติพระร่วงเจ้า และกล่าวถึงกำเนิดนางนพมาศ การถวายตัวเข้ารับราชการฝ่าย
ในข้อที่ควรปฏิบัติของกุลสตรี และปะเพณีต่างๆ ที่กระทำในสมัยสุโขทัย เช่น เดือนสิบสองมีพระราชพิธีจองเปรียง เดือนอ้ายมีพระราชพิธีตรียัม-
ปวายหรือพิธีโล้ชิงช้า เดือนยี่มีพิธีเถลิงพระโคกินเลี้ยง เดือนสามมีพระราชพิธีเผาข้าว ฯลฯ นอกจากนั้นยังกล่าวสั่งสอนความประพฤติของข้าราชการฝ่ายใน


ตัวอย่างในนางนพมาศ
ข้อปฏิบัติของนางนพมาศ


"พึงให้ทราบว่า ข้าน้อยนพมาศ พึงกระทำกิจในสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงพระมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นที่ควรกับเหตุ ถูกต้องพระ
ราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฏชื่อเสียงว่า เป็นสตรีนักปราชญ์ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน"


การประดิษฐ์โคมในพระราชพิธีจองเปรียง
"ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่าเป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง พระจันทร์แจ่มแสงปราศจากเมฆมลทิน อันว่าดวงดอกชาติโกสุมประ-
ทุมมาลย์มีแต่จะแบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์ ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่า ดอกกระมุท ข้าพระองค์จึงทำโคมลอย
เป็นรูปดอกกระมุท ซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน"
คุณค่าและประโยชน์


๑. ด้านสังคม เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่และสภาพสังคมในสมัยสุโขทัย แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสุโขทัย ชนชอบทำบุญและรื่นเริงจิตใจ


๒. ด้านวัฒนธรรมประเพณี กล่าวถึงการประพฤติปฏิบัติและการวางตนของสตรี ประเพณีของข้าราชสำนักฝ่ายใน


๓. ด้านอักษรศาสตร์ สำนวนอ่าน๑ ตำนานนางนพมาศ
นางนพมาศเกิดในรัชกาลพญาเลอไท กษัตริย์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พระร่วง บิดาเป็นพราหมณ์ชื่อ โชติรัตน์ มีราชทินนามว่า พระศรีมโหสถ รับราชการในตำแหน่งปุโรหิต มารดาชื่อ เรวดี ภายหลังนางนพมาศได้ถวายตัวเข้าทำราชการในราชสำนักสมเด็จพระร่วงเจ้า สันนิษฐานว่ารับราชการในแผ่นดินพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์" พระสนมเอก
ปรากฏว่า นางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วงในกาลต่อมา ที่สำคัญๆ มีอยู่ 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป นางได้คิดประดิษฐ์โคมเป็นรูปบัวกมุทบาน มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก
ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน


ครั้งที่ 3 นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่า แต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้
๒ ส่วนในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ในพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หรือตำนานนางนพมาศ พระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลังประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า "ลอยพระประทีป" ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป" แล้วเปลี่ยนเป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาท เล่ากันว่าพระยานาคได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำ พระยานาคก็จะขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท
การลอยกระทงที่คล้าย ๆ กับของไทยเรายังมีในจีน อินเดีย เขมร และพม่า จะต่างกันก็เพียงพิธีกรรมและ ความเชื่อ แม้ในไทยเองก็มีความเชื่อ ความศรัทธาในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย เช่น เชื่อว่าลอยกระทงเพื่อ

- บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า


- บูชาพระอุปคุตเถระ ที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ซึ่งตำนานเล่าว่าเป็น พระเถระที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้


- ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์


- แสดงความขอบคุณ และขอขมาพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ


- ระลึกถึงและส่งของไปให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ตลอดจนสะเดาะเคราะห์หรือลอยทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ รวมทั้งอธิษฐานเพื่อขอสิ่งที่ปรารถนา
แม้จะเกิดจากความเชื่อที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่คือการระลึกถึงผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธองค์ พระแม่คงคา หรือบรรพชนผู้ล่วงลับด้วยการลอยกระทงไปแสดง ความกตัญญูรู้คุณ นั่นเอง นอกจากนี้ในทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต ลอยกระทงยังมีคุณค่าต่อเนื่องไปถึง


- คุณค่าต่อครอบครัว ทำให้พ่อ แม่ลูก ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น ช่วยกันประดิษฐ์กระทงและไปลอย ร่วมกัน


- คุณค่าต่อชุมชน ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ทำให้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ สนุกสนานร่วมกัน ทั้งยังช่วยสืบทอดช่างฝีมือท้องถิ่น


- คุณค่าต่อศาสนา เช่น มีการทำบุญให้ทาน ถือศีลที่วัด หรือบูชารอยพระพุทธบาทนำมาซึ่ง การน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


- คุณค่าต่อสังคม ทำให้เอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งน้ำลำคลอง ที่ได้ใช้สอย อำนวยประโยชน์ต่อเราทั้งทางตรงและอ้อม โดยช่วยกันขุดลอกให้สะอาดไม่ทิ้ง สิ่งปฏิกูล


๓. ประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน มีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลังประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า "ลอยพระประทีป" ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป" แล้วเปลี่ยนเป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาท เล่ากันว่าพระยานาคได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำ พระยานาคก็จะขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท


๔. นางนพมาศ
นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนาง เรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์
นางนพมาศได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการ
เข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วแต่มีคำประพันธ์ลักษณะเป็นกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่บ้าง ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ
ไตรภูมิพระร่วง
เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย เช่น การประดิษฐ์
พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนังสือนางนพมาศ เรื่องนี้มีคุณค่าหลายอย่างคือ


1. คุณค่าทางวรรณคดี เป็นประโยชน์ในการสอบสวนราชประเพณี ขนบธรรมเนียมต่างๆ ในราชสำนัก ตลอดจนการปฏิบัติตนของหญิงชาววัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ก็ทรง
สอบค้นจากหนังสือเล่มนี้


2. คุณค่าทางวิชาการช่างสตรี เรื่องนี้เป็นหลักฐานแสดงว่าผู้หญิงไทยมีนิสัยชอบการประดิษฐ์มาตั้งแต่โบราณ ซึ่งการจัดขันหมากรับรองแขกเมืองได้อย่างประณีต เป็นแบบฉบับในการจัดขันหมากในพิธีแต่งงานมาจนทุกวันนี้ และถือว่า ตำรับ
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นตำราการช่างสตรีเล่มแรกของไทย


3. คุณค่าทางด้านอักษรศาสตร์ เรื่องนี้มีคุณค่าทางด้านอักษรศาสตร์น้อยมาก เพราะมี
การดัดแปลงแต่งเติมภาษาและสำนวนผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมมาก
ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า นางนพมาศ เป็นกวีหญิงคนแรก
ผู้แต่ง นางนพมาศ
ทำนองการแต่ง แต่งเป็นคำร้อยแก้ว มีร้อยกรองแทรกอยู่บ้าง
วัตถุประสงค์ในการแต่ง เพื่อให้คำแนะนำตักเตือนแก่ข้าราชสำนักฝ่ายในในการปฏิบัติตนให้เหมาะสม ให้เป็นกิริยามารยาทดีงาม และเป็น
การสรรเสริญพระมหากษัตริย์ด้วย
สาระสำคัญ เนื้อหาของเรื่องนางนพมาศ มีเนื้อเรื่องเป็นอันเดียวกันหมด ตอนต้นเป็นข้อความปรากฏในบานแพนก กล่าวถึงนางนพมาศ จากนั้น
กล่าวถึงชาติและภาษาต่างๆ สภาพความเป็นอยู่ของกรุงสุโขทัย ยอเกียรติพระร่วงเจ้า และกล่าวถึงกำเนิดนางนพมาศ การถวายตัวเข้ารับราชการฝ่าย
ในข้อที่ควรปฏิบัติของกุลสตรี และปะเพณีต่างๆ ที่กระทำในสมัยสุโขทัย เช่น เดือนสิบสองมีพระราชพิธีจองเปรียง เดือนอ้ายมีพระราชพิธีตรียัม-
ปวายหรือพิธีโล้ชิงช้า เดือนยี่มีพิธีเถลิงพระโคกินเลี้ยง เดือนสามมีพระราชพิธีเผาข้าว ฯลฯ นอกจากนั้นยังกล่าวสั่งสอนความประพฤติของข้าราชการฝ่ายใน

ตัวอย่างในนางนพมาศ
ข้อปฏิบัติของนางนพมาศ
"พึงให้ทราบว่า ข้าน้อยนพมาศ พึงกระทำกิจในสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงพระมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นที่ควรกับเหตุ ถูกต้องพระ
ราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฏชื่อเสียงว่า เป็นสตรีนักปราชญ์ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน"
การประดิษฐ์โคมในพระราชพิธีจองเปรียง
"ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่าเป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง พระจันทร์แจ่มแสงปราศจากเมฆมลทิน อันว่าดวงดอกชาติโกสุมประ-
ทุมมาลย์มีแต่จะแบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์ ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่า ดอกกระมุท ข้าพระองค์จึงทำโคมลอย
เป็นรูปดอกกระมุท ซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน"
คุณค่าและประโยชน์


๑. ด้านสังคม เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่และสภาพสังคมในสมัยสุโขทัย แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสุโขทัย ชนชอบทำบุญและรื่นเริงจิตใจ


๒. ด้านวัฒนธรรมประเพณี กล่าวถึงการประพฤติปฏิบัติและการวางตนของสตรี ประเพณีของข้าราชสำนักฝ่ายใน


๓. ด้านอักษรศาสตร์ สำนวนอ่านง่าย ไพเราะ


๔. ด้านศิลปกรรม การประดิษฐ์โคมในการลอยประทีป การจัดพานพระ การจัดขันหมาก


๕. ด้านประวัติศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย โดยเฉพาะสมัยพระยาลิไทย


๖. ด้านโบราณคดี ให้ความรู้และรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ



นางนพมาศ มีอีกชื่อว่า ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ และ เรวดีนพมาศ
มีผู้แตกความคิดเห็นเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับสมัยที่แต่งนางนพมาศ ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเป็นยุครัตนโกสินทร์ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าสุโขทัย
พระราชพิธีสิบสองเดือน ของรัชกาลที่ ๕ ก็ได้รับอิทธิพลจากนางนพมาศนี้ด้วย

 
 

                    

 

 

 คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน

 

 ร้องโดย วินัย จุลละบุษปะ เลิศ ประสมทรัพย์ วรนุช อารีย์ ศรีสุดา รัชตะวรรณ สมศักดิ์ เทพานนท์ มาริษา อมาตยกุล ยรรยง เสลานนท์ จิตราภรณ์ บุญญขันธ์ พรศุลี วิชเวช บรรจงจิตต์ พัฒนาสันต์ เจือนศักดิ์ น้อยสุวรรณ รัชตพันธ์ พงศบุตร และนักร้องของสุนทราภรณ์

 

ที่มา เพลง ลอยกระทง วันเพ็ญเดือนสิบสอง สำหรับประเพณีลอยกระทง

 

 

เพลง ลอยกระทง วันเพ็ญเดือนสิบสอง

 

เพลงคุ้นเคยที่กำลังจะจางหายไป.........

 

 

 

 

เพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง "รำวงลอยกระทง"ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า

 

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

 

 

 

 

 

 

 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สุริยะใส กตะศิลา วันที่ 5 พฤศจิกายนว่า

 

เมื่อผมฝันร้าย! พรุ่งนี้ สนช.ลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ว่า สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน นายนิคม ไวรัชพานิช และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนันท์ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว (ฉบับปัจจุบัน) ไม่ได้ให้อำนาจไว้ และสำนวน ปปช.ก็ไม่ชัดเจน พลันใดนั้นผมก็สะดุ้งตื่น โล่งอก เพราะเป็นแค่ฝันไป

 

ผมเพียรพยายามข่มตาหลับต่อ ดันมาฝันอีก รอบนี้ฝันว่ามติ สนช.เสียงไม่ถึง 3 ใน 5 คือไม่ถึง 132 เสียงจากจำนวน สนช.ทั้งหมด 220 คน ทำให้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รอดพ้นจากการถอดถอน ในคดีทุจริตจำนำข้าว ในฝันของผมเห็นโฉมหน้า สนช. กลุ่มใหญ่และกลุ่มเดิม ที่คว่ำกระบวนการถอดถอนทั้ง 2 ครั้ง 2 ครา

 

ผมสะดุ้งตื่นนมาตอนเช้า โล่งใจ โธ่! แค่ฝันร้าย แต่โลกความเป็นจริงก็ดูเหมือนโหดร้ายกว่าในฝัน เพราะดันมาเห็นข่าว ทีดีอาร์ไอ ออกมาระบุว่าโครงการจำนำข้าวอาจขาดทุนถึง 1 ล้านล้านบาท ในฝันนั้น ผมจำหน้าได้ไม่ชัดทั้งหมด พรุ่งนี้ชวนพวกเราช่วยกันจับตา บันทึกชื่อเสียงเรียงนาม จำโฉมหน้า สนช.ให้ดี ใครบ้างจะยกมือไม่ถอดถอน.

 

 

 

 

 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000127466
ฟัง “พระสุเทพ” ปราศรัยคำต่อคำที่วัดเนินพิจิตร จ.สงขลา

 

                     



ASTVผู้จัดการ - ช่วงบ่ายวานนี้ (4 พ.ย.) พระปภากโรภิกขุ หรือพระสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินทางไปร่วมงานทอดกฐินที่วัดเนินพิจิตร ต.พิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา ภายหลังทำพิธีทอดกฐิน ณ ศาลาบนเนินกลางวัด เจ้าภาพก็ได้ประกาศเชิญให้หลวงลุงสุเทพขึ้นปราศรัยแก่ประชาชนที่มาร่วมงานนับพันคน


พระคุณเจ้าบอกว่ายางราคาถูก อาตมาก็ได้ยินตั้งแต่แรกบวชมาเกือบเดือน โยมไปหาที่วัดบอกว่าพี่หลวงยางราคาถูกเกินอยู่ไมไหวแล้ว นี้เขามาชวนเดินขบวนพี่หลวงว่ายังไง เห็นว่าพี่หลวงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องประท้วงไปได้ อาตมาเลยตอบไปว่าโยมยังไม่เหนื่อยอีกหรือ 6 เดือนครึ่งแล้ว สู้หมดทุกกระบวนท่าแล้ว ถนนในกรุงเทพฯ เราเดินหมดทุกถนนแล้ว สี่แยกในกรุงเทพฯ เราตั้งวงกินข้าวหมดทุกสี่แยกแล้ว เมืองหลวงกรุงเทพฯ เราก็ปิดตั้งเดือนครึ่ง แล้วท่านจะเอาอะไรอีก

 

เมื่อก่อนเราต้องไปเดินขบวน เพราะรัฐบาลโน้นมันอุบาทว์ แต่วันนี้ไม่ใช่นี้มันพวกเดียวกันไม่ต้องไป มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน อาตมาเข้าใจดีเรื่องยางราคาถูก เพราะว่าสมัยที่อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ยางกิโลกรัมละ 38-39 บาท อาตมาคือรองนายกฯ ตอนนั้น อาสาแก้ปัญหาราคายางให้กับชาวสวนยาง อาตมาใช้เวลาอยู่ 6 เดือนแก้ไขเรียบร้อย ชาวสวนยางขายยางได้กิโลกรัมละ 160, 170, 180 ดีใจกันมาก ซื้อทีวีใหม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ ซื้อรถกระบะใหม่ ตอนนี้ธนาคารยึดหมดแล้ว ต้องใช้เวลาโยม ถ้าโยมทั้งหลายเดือดร้อนอาตมาจะโทรศัพท์ไปหารัฐบาล ไปบอกกับคนในรัฐบาลเล่าให้ฟังว่าสมัยอาตมาแก้ไขปัญหาราคายางทำอย่างไรบ้างและบอกวิธีการให้ ก็น่าชื่นใจโยม

 

 บอกมาสิครับว่าทำยังไงยางถึงโลละ 180 บาท แล้วโลละ 180 บาทอยู่กี่วันแล้วหลังจากนั้นราคายางเป็นอย่างไรบ้าง ผมว่าตอบไม่ได้หรอกเพราะคุณไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ราคายางขึ้นช่วงนั้นเป็นช่วงสั้นมากๆ เพราะผู้ส่งออกต้องการระดมยางเข้าสต๊อกเพื่อจะได้ส่งออกให้ทันเวลาตามออเดอร์ที่ได้รับไว้ ถ้าส่งไม่ทันตามกำหนดจะถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อเห็นว่าได้ยางในสต๊อกพอแล้วก็ค่อยๆ ลดราคารับซื้อลงเรื่อยๆ บางจุดรับซื้อก็ปิดไปเลยก็มี หลอกคนอื่นได้แต่หลอกผมไม่ได้หรอกผมเอายางไปขายและคุยกับคนรับซื้อประจำ

 

      

 

 

                       

 

 

 

 

 

                              อะดรีนาลีน มีผลต่อร่างกาย คือ

 

 

  1. ผลโดยตรงต่ออวัยวะในระบบประสาทอัตโนวัติ (ระบบประสาทที่อยู่นอกอำนาจจิตจัย) จะทำให้เกิดการทำงานมากขึ้นครับสำหรับระบบประสาทซิมพาเทติก (ระบบประสาทเวลาสู้) เช่น
   - หัวใจเต้นแรงขึ้น เร็วขึ้น (เพิ่มการสูบฉีดเลือดเตรียมสู้-หนี)
   - ความดันโลหิตสูงขึ้น
   - รูม่านตาเบิกกว้าง (เพื่อให้มองเห็นศัตรูชัด)
   - หลอดลมขยาย (เพื่อให้รับออกซิเจนได้เต็มที่)

2. ผลการกระตุ้นสมอง จะทำให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทอื่นๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นความสามารถต่างๆ รวมทั้งการเลื่อน set point ของอุณหภูมิจาก 37 องศา ขึ้นไปด้วย เพื่อรองรับการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นในข้อ 3)

3. ผลต่อเมแทบอลิซึม..เนื่องจากข้อ 1) ต้องใช้พลังงานเยอะมาก การให้อีพิเนฟรินจะส่งผลให้เกิดการที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นโดยการ

   - สลายไกลโคเจน (น้ำตาลสำรองในกล้ามเนื้อ/ตับ) ให้เป็นกลูโคสเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
  - สลายไขมันและเพิ่มการใช้พลังงานจากไขมัน (สร้างน้ำตาลจากสารที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต)
  - เพิ่มอัตราการเปลี่ยนกรดอะมิโนเป็นกลูโคสและสารคาร์โบไฮเดรต (สร้างน้ำตาลจากสารที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต)
  - ความร้อนในร่างกายจะสูงขึ้น เพราะ การเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้นมาก
 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

หญิงวัย 57 เมืองปทุมฯ ถูก งูเหลือม ฉกมือ-รัดแขนพยายามลากเข้าส้วม หวังเป็นอาหาร เรียกลูกสาวช่วยรอดมาได้-เย็บ20เข็ม

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่จ.ปทุมธานี ได้เกิดเหตุสุดระทึกขึ้นเมื่อนางรำพึง อ่อนละไม อายุ 57 ถูกงูเหลือมฉกรัด ขณะกำลังอยู่ในห้องน้ำในบ้านพักหมู่บ้านกฤษณา ซอย12 หมู่ 3 ต.กระแชง อ.สามโคก โชคดีที่ยังมีสติเรียกให้ลูกเข้าช่วยไว้ทัน

 

 

 

 

 

งูเหลือม, ขาวจังหวัดปทุมธานี, งูเหลือมกัดคน, งูเหลือมกินคน, ข่าววันนี้

งูเหลือม

 

 

 

ซึ่งจากการสอบถามนางรำพึง ได้เผยว่า ขณะกำลังจะออกจากห้องน้ำภายหลังอาบน้ำเสร็จ ได้มีงูเหลือมขนาดเท่ากับแขน ออกมาจากคอห่านส้วมซึมฉกกัดเข้าที่มือขวา จากนั้นมันพยายามขัดและดึงตนให้ลงไปในส้วม ด้วยความตกใจตนจึงคว้าไม้เข้าทุบตี อีกทั้งตะโกนให้ลูกเข้ามาช่วยเหลือ จนมันยอมปล่อยและหนีมุดลงไปในส้วม เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วลูกสาวจึงพาตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำแผล ก่อนจะประสานกู้ภัยให้เข้ามาจับงูตัวดังกล่าว

พร้อมกันนี้นางรำพึงยังฝากเตือนเพื่อนบ้านหรือผู้คนที่มีที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อการอาศัยของสัตว์มีพิษ ให้หมั่นตรวจสภาพบ้าน เก็บข้าวเก้บของให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์มีพิษเข้ามาอาศัยและทำร้ายได้

ภาพจาก @khaosod.co.th

MThai news

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีสังเกต งูเหลือมกับงูหลามต่างกันอย่างไร เทคนิคแยกชนิดงูแบบง่ายๆ

ถ้าให้เอ่ยชื่องูที่ไม่มีพิษ ลำตัวโตใหญ่ยาวขึ้นมาสักชนิด หลายคนคงแย่งกันตอบ ว่างูเหลือมหรือไม่ก็งูหลาม เป็นแน่แท้ ซึ่งถ้าหากถามต่อไปอีกว่า งูเหลือมกับงูหลามมีลักษณะที่ต่างกันอย่างไร ทีนี้ก็จะเริ่มส่ายหน้าเกาหัวกันแล้วใช่ไหมครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับงูสองชนิดนี้มีไม่ค่อยเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นเรื่องงู จะเน้นไปที่งูมีพิษ พวกงูเห่า งูจงอางซะมากกว่า ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเล่ากันครับ ว่างูเหลือมกับงูหลามนั้น แท้ที่จริงแล้วต่างกันหรือไม่ หรือว่าเป็นงูชนิดเดียวกัน

 

 

วิธีสังเกต งูเหลือมกับงูหลามต่างกันอย่างไร เทคนิคแยกชนิดงูแบบง่ายๆ

งูหลามบอล (Ball Python)

1. ชื่อสามัญและชื่อทางวิทยาศาสตร์ของทั้งเจ้าเหลือมและเจ้าหลามนั้นต่างกัน โดยงูเหลือมนั้นมีชื่อสามัญว่าReticulated Python และชื่อในทางวิทยาศาสตร์คือ Python Reticulatus ส่วนเจ้าหลามนั้นมีชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Indian Python , Python Molurus ตามลำดับ

2. งูหลามนั้นมีลำตัวที่ใหญ่กว่างูเหลือม แต่มีความยาวน้อยกว่า โดยงูหลามนั้นมีความยาวอยู่ที่ 1-3 เมตร ส่วนงูเหลือมนั้นยาว 1-5 เมตร

3. ข้อนี้เป็นวิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดครับ เพราะหัวของงูหลามนั้นดูคล้ายหัวลูกศรสีขาว แต่หัวของเจ้าเหลือมจะเป็นหัว ลูกศรเหมือนกันแต่สีจะออกดำ ซึ่งเมื่อจะสังเกตงูประเภทนี้ให้มองที่หัวก่อนเป็นอันดับแรกครับ

4. งูหลามมีนิสัยที่ไม่ดุร้ายเท่างูเหลือม และมักจะออกล่าเหยื่อบนบก ต่างกับเจ้าเหลือมที่ดุร้ายและจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูของมันทันที มันสามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่หากินอยู่ในน้ำ ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นงูเหลือม

5. หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่บริเวณภาคใต้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะถิ่นกำเนิดของงูหลามนั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณภาคใต้ แต่จะพบมันได้ในภาคอื่นๆของประเทศไทย อินเดียตอนล่างและพม่า ส่วนเจ้าเหลือมนั้นพบได้ทั่วไป

6. ปกติแล้วงูหลามจะไม่หากินในน้ำ ต่างจากงูเหลือมที่สามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ

7. ระยะเวลาการฟักไข่ที่ต่างกัน โดยเจ้าหลามนั้นจะใช้เวลาฟักไข่ 2 เดือน แต่เจ้าเหลือมจะใช้เวลาฟักไข่ 3 เดือน

8. หากพบเห็นงูประเภทนี้บนต้นไม้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะนิสัยของงูหลามนั้นไม่ชอบหากินบนต้นไม้ หรือปีนต้นไม้ รวมไปถึงไม่ชอบการหากินในน้ำ ต่างจากงูเหลือมที่ชอบทั้งขึ้นต้นไม้และชอบหากินในน้ำ

 

 

 

แม้ว่างูทั้งสองประเภทนั้น เป็นงูที่ไม่มีพิษ แต่อย่าเข้าใกล้เชียวนะครับ เพราะมันมีอันตรายในเรื่องของการรัดเหยื่อ ซึ่งเมื่อมันรัดเข้ากับตัวแล้วนั้นอาจทำให้เกิดอาการกระดูกหักหรือเสียชีวิตได้เลย หากไม่มีคนมาช่วยได้ทันท่วงที ดังนั้นเมื่อเห็นงูเหลือมหรืองูหลามที่ไหนก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงหรือไม่เข้าใกล้ระยะกระโจนของมันจะดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใครรวยที่สุดของประเทศจีน? ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบอร์กยืนยันว่านาย Jack Ma (马云) อดีตคุณครูโรงเรียน

 

 

                                         

 

 

เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ วันที่ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้เรื่องอินเทอร์เน็ต วันนี้เจ้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ Alibaba อันโด่งดังเป็นเจ้าของตำแหน่งนั้น

 

ประเมินแล้วทรัพย์สินส่วนตัวของนักธุรกิจจีนวัย 49 คนนี้ มีค่าถึง 21.8 พันล้านเหรียญ หรือเกือบ 660,000 ล้านบาท

 

ความมั่งคั่งของเขารวมถึงหุ้น 7.3% ในอาลีบาบา และเกือบ 50% ใน Alipay ซึ่งเป็นบริการชำระเงินออนไลน์

 

นี่เป็นความร่ำรวยส่วนตัวของแจ็ค มา ก่อนที่เขาจะเอาหุ้นของอาลีบาบาเข้าตลาดหุ้นสหรัฐ ที่นิวยอร์ก ซึ่งกำลังเป็นข่าวใหญ่ เพราะคาดกันว่าจะเป็นการเปิดตัวหรือ IPO (Initial Public Offering) ที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ทีเดียว

 

มูลค่า IPO ของหุ้นอาลีบาบา เปิดตลาดคาดกันว่าจะสูงถึง 24.3 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 7 แสนกว่าล้านบาท

 

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ บอกว่าอาลีบาบา มีแผนจะขายหุ้นทั้งหมดถึง 368 ล้านหุ้น ราคาประมาณกันที่หุ้นละ 60-66 เหรียญ

 

ผมอ่านหนังสือชี้ชวนซื้อหุ้นของเขาแล้วต้องบอกว่า น่าประทับใจไม่น้อยเพราะเจ้าของและผู้ก่อตั้งลงมาลุยเอง ยืนยันว่าแม้บริษัทนี้จะเกิดที่ประเทศจีน แต่ต่อไปนี้จะกลายเป็นบริษัทระดับโลก ไม่จำกัดสัญชาติอีกต่อไป

 

ผมบวกลบคูณหารแล้ว ถ้าหุ้นเปิดตัวของอาลีบาบาเฉลี่ยที่ 66 เหรียญต่อหุ้น บริษัทก็จะมีมูลค่าทั้งหมด 1.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

ต่ำกว่าแอปเปิล อิงค์ที่มีมูลค่าตลาดหรือ market capitalization สูงสุดในโลกที่ 5.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

อาลีบาบา เป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซใหญ่ที่สุดของจีน ขายของออนไลน์ทุกประเภท ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

 

อาลีบาบา เคยเอาหุ้นไปขายในตลาดฮ่องกงเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นธุรกิจยังเป็นในลักษณะของการขายแบบ B-to-B หรือ business-to-business แต่วันนี้อาลีบาบาปรับธุรกิจเป็นแบบขายตรงถึงผู้บริโภค ทำให้ยอดขายพุ่งพรวดพราดสามเท่าตัว ในช่วงสามเดือนที่จบลงในเดือนมิถุนายน ไปอยู่ที่ 1.99 พันล้านเหรียญ รายได้ส่วนใหญ่มาจากโฆษณา

 

ประสบการณ์การเอาหุ้นอาลีบาบาไปขายในตลาดหุ้นฮ่องกงไม่สวยนัก เพราะตลาดร่วงถึง 55% ในช่วงปลายปี 2008 จนแจ็ค มา ต้องตัดสินใจเอาหุ้นออกจากตลาด รอจังหวะมาลุยเต็มสูบที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มซื้อขายกันในสัปดาห์นี้

 

แจ็ค มา ก่อตั้งอาลีบาบาเมื่อ 15 ปีก่อน ในฐานะผู้ประกอบการที่ไม่มีเงินทุนอะไรมากมาย จึงใช้อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่เมืองหางโจวเป็นสำนักงานเริ่มแรก

 

เขายึดหลักการบริหารว่า “Customers first, employees second, and shareholders third.

 

แปลว่าเขาต้องการให้ลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยพนักงานและผู้ถือหุ้นมีความสำคัญอันดับสาม

 

เขาอธิบายว่าบริษัทจะเจริญก้าวหน้าได้ต้องให้ลูกค้าพอใจก่อน เพราะถ้าไม่มีลูกค้าก็ไม่มีรายได้ จากนั้นก็ต้องให้พนักงานทำงานด้วยความทุ่มเท และมีความภูมิใจในการบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ จากนั้นก็รับรองได้ว่าผู้ถือหุ้นจะได้ประโยชน์สูงสุด

 

ตอนเป็นนักเรียนมัธยม แจ็ค มามีความใฝ่ฝันอยากเรียนภาษาอังกฤษมาก ยอมปั่นจักรยาน 45 นาทีทุกเช้า เพื่อไปโรงแรมแห่งหนึ่งหาโอกาสสนทนากับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อฝึกภาษา โดยอาสาพาไปเที่ยวในเมืองหางโจวเพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้ฝึกภาษาต่างถิ่น

 

ต่อมา เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ถึงสองครั้ง จึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนสถาบันครูหางโจวแทน และจบปริญญาตรีเอกภาษาอังกฤษเมื่อปี 1988 และต่อมาก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่หางโจวนั่นเอง

 

เขาตัดสินใจเปิดธุรกิจออนไลน์ เพราะวันหนึ่งขณะชวนเพื่อนมากินข้าวที่บ้าน เขาต้องการอวดว่าเขารู้จักโลกออนไลน์มากกว่าคนอื่น จึงพิมพ์คำว่า beer กับ China ในอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าไม่มีข้อมูลอะไรเลย มีแต่เบียร์อเมริกันและเยอรมัน

 

แจ็ค มา ตัดสินใจว่านี่คือ โอกาสที่เขาจะสามารถสร้างธุรกิจของตัวเอง จึงเปิดเว็บไซต์ภาษาจีนขึ้นมา และเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น เขาก็ได้รับคำสอบถามจากทั้งโลกอย่างคึกคัก นั่นคือจุดเริ่มต้นของอาลีบาบา

 

“ผมรู้ตั้งแต่นาทีนั้นเลยว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลกและจะเปลี่ยนประเทศจีนแน่นอน...” เขาบอก

 

ในปี 1999 แจ๊ค มา รวบรวมเพื่อน 17 คนไปเจอกันที่บ้าน ปรึกษากันเพื่อจะตั้งเว็บไซต์แรกของจีน ที่จะเชื่อมคนขายของจีนกับต่างประเทศเป็นครั้งแรก

 

และนั่นคือวันที่ Alibaba.com ถือกำเนิดในโลกออนไลน์ ไม่ช้าไม่นานบริษัทนี้ก็กลายเป็นบริษัทไฮเทคอันดับต้น ๆ ของประเทศจีน

 

เขามักเล่าเสมอว่าวันที่เขาตัดสินใจก่อตั้งอาลีบาบานั้น “ผมไม่มีเงิน ไม่มีความรู้เรื่องไฮเทค และบริหารธุรกิจไม่เป็น”

 

(พรุ่งนี้จะเล่าเรื่อง “ความบ้าบิ่น” ที่ทำให้แจ็ค มา เป็นอภิมหาเศรษฐี)

 

 

 

 

 

 

 

                 

 

 

lเจิมศักดิ์ ขู่ สนช. ระวังถูกเชือด หากไม่ถอดถอน สมศักดิ์-นิคม ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หลัง ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชัดการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน

 

วันนี้ (3 พ.ย. 57) นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว @เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง แสดงความเห็นถึงกรณีสนช. เตรียม จะมีการประชุมพิจารณาถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ภายหลัง ป.ป.ช. มีมติว่าทั้ง 2 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบเร่งรีบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 พ.ย. 57 โดยระบุว่า เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 5 ปม ประเด็นถอด นิคม-สมศักดิ์ ยังคงเป็นปมที่ต้องลุ้นระทึก ในการประชุม สนช. 6 พย.ที่จะถึงนี้เพื่อพิจารณาประเด็นว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนทั้ง 2 คนหรือไม่

 

1. ฝ่ายที่อ้างว่า สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ฉบับชั่วคราว) ไม่ได้เขียนรายละเอียดการถอดถอนไว้นั้น ก็จริงครับแต่จริงส่วนเดียว เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ยกเลิกไปแล้ว ยังจะมีกฎหมายอื่นใช้บังคับได้คือ รธน.ฉบับปัจจุบัน มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้น หรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้” นอกจากนี้ยังมีกฏหมายใกล้เคียงที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้คือ พรบ.ปปช. พศ.2542 มาตรา 58 ซึ่งเป็นมาตราเดียวกันกับที่จะใช้ถอดถอนคุณยิ่งลักษณ์

 

2. ข้อโต้แย้งทางกฎหมายในกรณีนี้ จริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนใดๆ เลยเพียงแต่ถูก สนช.บางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน ยกมาเป็นข้ออ้างทำให้ดูสลับซับซ้อนจนสังคมเกิดความสับสนและ สนช.บางส่วนออกอาการกล้าๆ กลัว

 

3. ถ้าย้อนไปดูพฤติกรรมของทั้งนายนิคมและนายสมศักดิ์ ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน สส.และ สว.ใน ตอนนั้น ถือว่าจงใจผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นการกระทำที่ ขัดรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้เกิดภาพมัวหมองต่อรัฐสภาทั้งการปิดปาก เสียงข้างน้อย ตุกติกในขั้นตอนแปรญัตติ ลักไก่และลักหลับ ฯลฯ จนเป็นต้นเหตุและชนวนวิกฤติครั้งใหญ่ของการเมืองไทยเมื่อปีที่ผ่านมา การไม่ได้เขียนรายละเอียดการถอดถอนไว้ใน รธน.ชั่วคราวปัจจุบัน จึงไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนิรโทษกรรมให้กับพฤติกรรมของบุคคลทั้ง 2

 

4. ถ้า สนช.บอกไม่มีอำนาจถอดถอน ก็จะส่งผลให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้เป็นโมฆะไปด้วย เสมือนกับไม่เคยมีกรณีคำร้องหรือพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะถือว่าได้รับการนิรโทษกรรมจากการฉีกรัฐธรรมนูญ 50 ไปแล้ว ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญยังคงมีอยู่และมีอำนาจปกติตาม พรบ.ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ

 

5. หากมติ สนช. ออกมาว่า ไม่มีอำนาจถอดถอนก็เป็นความชอบที่หน่วยงานต่างๆ จะยื่นเรื่องให้ ปปช.ไต่สวนว่า สนช.เข้าข่ายละเว้นหรือจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ และสามารถร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติของ สนช.ชอบด้วย รธน.หรือไม่”

 

 

 

 

 

 

 

 

       

 

สลิ่มกำลังฟิน......

ฉันมองแค่ว่า...มันแค่เกมส์ถ่วงดุลย์เพื่อไทย เพื่อให้มีชนักปักหลัง เขาทำเป็นขบวนการเพื่อกันท่า "คดีโกงประกันราคาข้าว"

และ เบี่ยงประเด็นเรื่อง "โกงกินปรส. 8 แสนล้าน" เท่านั้น

จากประสบการณ์  ถ้าแมงสาปโดนเรื่องอะไร ที่ดิ้นไม่ออก สังคมจับจ้อง มักจะมีการสร้างปีศาจมาเบี่ยงเบน คนไทย "โง่ๆ" เสมอ

บอกแล้ว Warroom พวกนี้เขาถนัดเรื่องแบบนี้

 

 

"ถาวร"อัด"วรชัย" อย่าบิดข้อเท็จจริง ยันขอ สนช.พิจารณาอำนาจถอดถอนตามกม.ไม่ได้ข่มขู่ ข่าวมติชนออนไลน์ .. sao..เหลือ..noi

 

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.กล่าวถึงกรณีนายวรชัย เหมะ
อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย พาดพิงถึงตนหลังออกมาเรียกร้องให้สนช.รับเรื่อง
ถอดถอนนายนิคม ไวชรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
อดีตประธานรัฐสภาว่า ขอฝากถึงคนที่ออกมาตอบโต้ตนว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ไม่เคย
ใช้อามิสสินจ้างหรือผลประโยชน์ใดๆมาล่อลวงให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม เพราะข้อเท็จจริง
ของวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นมาจากการเหลิงและใช้อำนาจเกินขอบเขตจนคนในสังคมทนไม่ได้
ดังนั้นการที่ตนออกมาเรียกร้องให้ สนช.ทำหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องอำนาจในการถอดถอน
ตามกระบวนการของกฎหมายจึงไม่ใช่การข่มขู่แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นอย่าบิดเบือนประเด็นข้อ
ท็จจริง โดยเฉพาะข้อกฎหมายมหาชนที่ต้องตีความอย่างกว้างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งที่มี
การใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดไปแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศโดยไม่มี
ใครหรือชาติใดในโลกทำกัน

 

 

 


                
 

 

 

 

 

นายถาวร กล่าวอีกว่า หาก สนช.ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)แต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่
แทนส.ส.และส.ว.จะปฏิเสธว่าที่ผ่านมา เราไม่มีนักการเมืองชั่วที่รับใช้ทรราช พยายามทำทุกอย่าง
เพื่อล้างความผิดที่ทั้งคดีโกง ทุจริตโดยใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง รวมถึงคดีความทางอาญา
และหาก สนช.ไม่รับเรื่องนี้โดยอ้างยึดแต่หลักกฎหมาย แต่ไม่ดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตนก็จะได้นำ
เอาเป็นกรณีศึกษาให้กับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ให้รู้ว่าเป็นอย่างไรและเพื่อ
เป็นบทเรียนของภาคประชาชนต่อไป  ที่สำคัญคนที่เข้ามาครองอำนาจเพื่อทำการปฏิรูปประเทศ
ได้ประกาศแต่ต้นว่าจะเข้ามาล้างการโกงทุจริตไปจากประเทศไทย ในเมื่อต้นตอของการเปิดช่อง
เหล่านี้มาจากการแก้ไขกฎหมายก็ควรตระหนักและดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ตัดตอนดูเฉพาะส่วน
โดยต้องตระหนักถึงหน้าที่ของ สนช.ว่าเข้ามาทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชนหรือทำเพื่อใคร

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415003604
 

 

 

 

 

 

       

 

       

 

 

 

guest

Post : 23/10/2014 19:51     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ไฟไหม้หมดตัวเพราะโคมลอย

 

 

บ้านผมถูกไฟไหม้วอดเพราะโคมลอย
 
 
 

                        บ้านผมถูกไฟไหม้วอดเพราะโคมลอย อุทาหรณ์สุดสลดรับลอยกระทง


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

            เผยประสบการณ์สุดเลวร้ายของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการลอยโคม บ้านถูกไฟไหม้วอดทั้งหลัง สูญเสียคนที่รักจากไฟไหม้เพราะโคมลอยที่จับมือใครดมไม่ได้

            แต่เดิมแล้วการลอยโคมเป็นประเพณีที่นิยมกันทางภาคเหนือ โดยชาวบ้านเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยเป็นการลอยเคราะห์ลอยโศก สิ่งที่ไม่ดีไม่งามในชีวิตออกไป แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าการลอยโคมจะไม่ได้พบเห็นในเทศกาลวันงานประเพณีของชาวเหนือเท่านั้น แต่โคมลอยนั้นกลายเป็นกิจกรรมที่ผู้คนทั่วทุกภาคของไทยทำกันเป็นปกติกันไปแล้ว ไม่ว่าจะในเทศกาลลอยกระทง ปีใหม่ หรือเทศกาลอื่น ๆ โดยมีความเชื่อที่ไม่ต่างกันนั่นคือลอยเคราะห์ลอยโศก ส่วนผลพลอยได้ก็คงเป็นความสนุกสนานที่ได้ปล่อยโคมลอยแต่งแต้มแสงสว่างให้ท้องฟ้ายามค่ำคืน

            แต่ถึงแม้การลอยโคมจะเป็นที่นิยมของคนไทยทุกภาคมากเพียงใด ทุก ๆ ปีก็มักจะมีคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายของโคมลอยออกมาอยู่เสมอ เพราะการลอยโคมนั้นเกี่ยวข้องกับการจุดไฟ จึงเสี่ยงที่จะพลาดตกใส่บ้านของประชาชนจนนำมาซึ่งเหตุเพลิงไหม้ได้ทุกเวลา และที่ผ่านมาก็เกิดเหตุไฟไหม้เพราะโคมลอยมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

            อย่างไรก็ดี หากใครกำลังคิดที่จะไปลอยโคมกันในเทศกาลลอยกระทงหรือปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำกระทู้จากพันทิปของ
คุณสมาชิกหมายเลข 925292 ที่เคยมีประสบการณ์บ้านแถวท่าน้ำนนท์ของเขาถูกไฟไหม้วอดทั้งหลังจากโคมลอยของใครสักคนซึ่งไม่สามารถเอาผิดกับใครได้เลย มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านลองตระหนักถึงผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการลอยเคราะห์ลอยโศกผ่านโคมลอยกันค่ะ

            "ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.4 บ้านของผมถูกไฟไหม้เมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้วในคืนวันลอยกระทงครับ เนื่องจากโคมลอยมาตกใส่หลังคา คือบ้านมีลักษณะเป็นเต้นท์ผ้ายาง เรียงต่อ ๆ กันหลายหลังครับ ก็ถือว่าใหญ่พอสมควรเพราะว่าเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ แต่ว่าภายในก็มีการโบกปูนทำเป็นห้อง ๆ สำหรับออฟฟิศและอยู่อาศัยแน่นหนา ภายในก็จะมีเฟอร์นิเจอร์มากมาย ตั้งแต่โซฟา ตู้ โต๊ะ เตียง ที่นอน ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้และที่นอนกาบมะพร้าวครับ(เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี) ทีนี้ตอนที่โคมลอยมาตก ให้จินตนาการว่ายางโดนเผาครับ มันจะหยด เลยลุกลามรวดเร็วมาก จนไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ เสียหายทั้งหมด เหลือเพียงแค่ตู้เซฟ กับรถครับที่ไม่ถูกเผา นี่คือเรื่องย่อ แต่ผมจะขอเล่าถึงเหตุการณ์อย่างละเอียดนะครับ เพื่อสะท้อนจิตใจของผมและครอบครัวว่ามันเป็นอย่างไร ณ ตอนนั้น

            เรื่องมีอยู่ว่าผมออกไปงานวันลอยกระทงกับเพื่อนที่ศาลากลางครับ (อ้อ! ลืมบอกว่าบ้านของผมอยู่แถวท่าน้ำนนท์) ก็ไปช่วยแม่เพื่อนขายกระทง เพราะเราว่าง ๆ กะว่าเสร็จงานจะได้ลอยกระทงกับเพื่อนด้วย กว่าจะแยกกัน กลับมาถึงบ้านตัวเองก็เที่ยงคืนกว่าครับ วันนั้นบอกตรง ๆ ว่าเพลียแล้วคิดว่าคงหลับยาวแน่ ๆ หลังจากผ่านมาทั้งวัน พอกลับมาถึงเตรียมตัวจะนอน แม่ก็มาทักครับ แกยังไม่หลับ ก็บอกผมว่าอยากลอยกระทง พาไปลอยกระทงตอนนี้ได้ไหม ? เพราะแม่ตัดผมตัดเล็บน้อง ๆ ใส่กระทงไว้ (ตามความเชื่อของแม่) แต่ยังไม่ได้เอาไปลอย เพราะน้องยังเล็ก ไม่อยากพาออกไปตอนคนเยอะ ๆ กลัวว่าจะอันตราย ตอนนั้นน้องยังแบเบาะครับ ส่วนอีกคนอยู่อนุบาล ผมโตมากเพราะคนละพ่อ // ดูแกไม่สบายใจครับ ถ้าไม่เอาไปลอย แกตั้งใจไว้แล้ว ก็ไม่อยากเอาเศษผมกับเล็บน้องไปทิ้ง ด้วยว่าท่าน้ำมันไม่ได้ไกลมากด้วย ผมเลยพาแม่เดินออกมากันสองคนที่ท่าน้ำนนท์

            ตอนนั้นคนซาหมดแล้วครับ หลังจากลอยกระทงเสร็จ เราก็แวะทานก๋วยเตี๋ยวกัน ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง จากนั้นในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน ก็เห็นมีคนวิ่งแตกตื่นแล้วตะโกนว่าไฟไหม้ ๆ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่ก็ตกใจ เลยมองตาม ก็เห็นฟ้าบริเวณนั้นเป็นสีแดงครับ แม่ก็บอกว่าทางนั้นมันแถวบ้านเราเลย ใจไม่ดีเนอะ ผมก็บอกแม่ว่าอย่าคิดมาก แล้วก็พากันรีบเดินกลับอย่างไว สักพักก็มีคนขี่จักรยานวิ่งสวนมาครับ แล้วตะโกนเหมือนกันว่าไฟไหม้ ๆ เราเลยโบกให้เขาหยุดแล้วถามว่าไฟไหม้ที่ไหน ? พอเขาตอบว่าร้านเฟอร์นิเจอร์เท่านั้นแหละครับ แม่กรี๊ดเลย แล้ววิ่งนำผมไปอย่างเร็ว

            แม่กรี๊ดว่าลูกกู ๆ ! (ขออภัยถ้าไม่สุภาพนะครับ) ผมรีบวิ่งตามแม่ไป จับมือ แล้วบอกใจเย็น ๆ ตอนนั้นทำอะไรไม่ถูก ได้แค่วิ่งไปให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ ประคองแม่ด้วย กลัวแม่จะล้ม เพราะแม่ดูสติแตกแล้ว เราก็กลัวมาก ในใจยังคิดว่าหวังว่าคงยังไม่น่าจะใหญ่โต แต่เปล่าเลยครับ ผิดคาด พอใกล้ถึงบ้านเราก็เห็นคนเป็นร้อย (ไม่เว่อร์นะครับ) มุงรอบบ้านเรา พร้อมกับรถดับเพลิงอีก 3 คัน กำลังฉีดน้ำ ตอนนั้นไฟมันท่วมจนพีคมากแล้ว รัศมีสูงประมาณตึก 3 ชั้น (นี่คือมองจากไกล ๆ นะครับ ยังไม่ถึง) ตอนนั้นเข่าอ่อน เราสองคนแม่ลูกวิ่งแทรกผลักคนอื่นออกหมดเลย แม่ก็ตะโกนหาน้องเหมือนคนสติแตก ผมก็ด้วยครับ คุมอะไรไม่อยู่เลย จนกระทั่งชาวบ้านรั้งเราทั้งคู่ไว้แล้วบอกว่า เด็ก ๆ ออกมากันหมดแล้ว เราถึงหยุดแล้วมันตื้อไปหมด ถามชาวบ้านว่าคนในบ้านอยู่ตรงไหนกัน ก็มีคนพาเราไปเจอน้อง ๆ กับพ่อเลี้ยงครับ นั่งอยู่ริมฟุตบาตไกล ๆ มือนึงอุ้มคนเล็ก อีกมือจับคนโต มันทั้งโล่งใจทั้งเศร้าใจ หลายอารมณ์มาก สงบใจได้ไม่ทันถึงนาทีก็ต้องเหลียวกลับไปมองครับ ว่าไฟยังไหม้อยู่

            เรากลับไปถามหาสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ จากชาวบ้านครับ ว่าใครอยู่ไหนบ้าง ?  เพราะอยู่กันเยอะ มีครอบครัวลุงด้วย มีลูก ๆ แล้วก็คนงานอีกหลายคน ก็ทำให้รู้ว่าตอนนี้ทุกคนออกมาแล้ว แต่เห็นว่ามีคนแก่ติดอยู่ !! ตอนนั้นหัวใจมันระเบิดเลยครับ นึกได้ว่ามีคุณตาอยู่ด้วย เวลานั้นมันคิดอะไรไม่ทันครับ แล้วทั้งหมดที่เล่าก็รวดเร็วมาก คุณตาของผมเป็นอัมพฤกษ์ด้วย ขยับได้แค่ครึ่งตัวด้านขวา ฉะนั้นแกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แน่ พอแม่ได้ยินอย่างนั้นก็กรี๊ดอีกรอบครับ ทีนี้จะวิ่งฝ่าไฟเข้าไป แกตะโกนเรียกคุณตาว่าพ่อ ๆ ! ผมนี่กอดแม่แน่นเลย แม่ดื้อจะลุยเข้าไปให้ได้ ซึ่งผมมองด้วยสายตาแล้วมันไม่ทันจริง ๆ ครับ ไฟสูงมาก แม้จะยังมีหลายส่วนยังไม่ถูกเผา แต่ว่าข้างในมันต้องเหมือนเขาวงกตไฟแน่ ๆ เพราะตู้ เตียง วางเรียงกั้นเป็นทางเดินไว้ แม่ไม่ไหวแน่ถ้าเข้าไป ตัวผมเองก็ด้วย แม่กรี๊ด ๆ ทั้งดิ้นทั้งทุบให้ผมปล่อย ร้องไห้สติแตก ผมก็ไม่ต่างกัน แต่ผมเสียแม่ไปไม่ได้ อยากเข้าไปช่วยตา แต่ต้องตัดใจ ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก เพราะต้องประคองแม่ไว้ ในขณะที่จิตใจของตัวเองก็แย่พอกัน

            อยู่ ๆ ลุงของผมก็วิ่งมาจากอีกทางครับ แกวิ่งฝ่าคนเข้ามาพร้อมกับชาวบ้านที่อาสา แล้วอ้อมไปหลังบ้าน ซึ่งเป็นซอกแคบ ๆ ติดกับบ้านคนอื่น พอให้เดินได้แทรกเขาไปได้ พวกเขาเอาค้อนทุบ ๆ ๆ ๆ กำแพงจนแตกในที่สุด พอกำแพงแตกเท่านั้นแหละครับ ไฟพุ่งฟู่ ๆ ๆ ออกมาจากช่องเลย แต่ยังพอมองเห็นว่าข้างในยังไม่ไหม้หมดครับ พวกเขาก็เข้าไปในตัวบ้าน สักพักลุงก็แบกคุณตาอย่างทุลักทุเล พยายามจะออกมาจากกำแพงแตก ๆ ผมกับแม่ก็ทำได้แค่ภาวนาครับ เข้าไปช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะไฟพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ สุดท้ายลุงก็ร้องขอความช่วยเหลือ จนอาสารุดเข้าไปแทน แล้วลุงก็วิ่งหนีออกมาพร้อมกับเนื้อตัวที่ไหม้พองและเยิ้มรุนแรงจากการถูกเผา ลุงไหว้แม่แล้วบอกว่าพี่ไม่ไหวจริง ๆ คือทุกคนเข้าใจ แล้วหันกลับไปมองที่เดิม ก็เห็นพี่อาสาแบกคุณตาขี่หลังครับ ดูทุลักทุเลเหมือนกัน เนื่องจากทางแคบและลึกกว่าจะออกมาได้ แล้วคุณตาก็ค่อนข้างตัวใหญ่ ประกอบกับพื้นตรงนั้นเป็นดินโคลนครับ ชุ่มไปด้วยน้ำจากรถดับเพลิงด้วย พี่คนนั้นเลยลื่นหงายหลัง และทำคุณตาหัวฟาดกับพื้น พอพี่เขาลุกได้ก็ไหว้คุณตาบอกว่าผมขอโทษ ผมไม่ไหว ๆ แล้ววิ่งออกมาเลยครับ ตอนนั้นคุณตาตะโกนไล่หลังมาว่าไอ้หนุ่ม อย่าทิ้งตา ๆ คือบอกตรง ๆ ว่าใจจะสลายที่ทำอะไรไม่ได้เลย // พี่อาสาวิ่งออกมาทั้งกราบทั้งไหว้พวกเราครับ ตอนนี้ทั้งตัวพี่เขาเองก็ชุ่มไปด้วยแผลไฟไหม้ครับ เราเข้าใจว่าทุกคนทำสุดความสามารถแล้ว เราสงสารเขาด้วยซ้ำที่เข้าไปเสียงให้ มองกลับไปคือเห็นไฟมันพุ่ง ๆ มาลนคุณตาครับ ในลักษณะที่แกนอนดิ้น ๆ เหมือนจะขาดใจ ทำได้แค่พยายามสาดน้ำเข้าไปให้ไฟมันดับบ้าง แล้วก็หาทางจะเข้าไปช่วยต่อ เสียงแกแผ่วลง ๆ ไฟก็ยังคงสูงและลามอยู่อย่างนั้น มันโหดร้ายมากที่เราทำได้แค่ไม่หลบตา มองดูแกอย่างนั้น พยายามกันอยู่นานกว่าจะสามารถกลับไปช่วยแกได้อีก พอหามคุณตาออกมาได้ก็สายไปแล้วครับ แกไปแล้ว

            หลังจากนั้นก็มีรถพยาบาลมาพาคุณตาไปครับ พร้อมกับยืนยันว่าไม่สามารถช่วยแก เราให้ลุงกับพี่อาสาไปกับรถพยาบาลเพราะแผลมันแย่มากครับ // ถึงตอนนี้ไฟก็ยังคงไหม้อยู่ เราเดินหาสมาชิกคนอื่นที่เหลือแล้วพากันมองไฟลุกต่อไปครับ ตัดใจแล้ว ทีมกู้ภัยบอกว่าดับไม่ได้แล้วครับ ตอนนี้เน้นสกัดไม่ให้ลามไปบ้านอื่น ใช่ครับ ในสายตาเรามันก็ดูจะไม่เหลืออะไรให้หวังแล้ว ชาวบ้านมองเราด้วยความสงสาร หาน้ำหาผ้าห่มมาให้ เรากอดกันร้องไห้มองดูไฟเผาทุกอย่าง จนมันแผ่วลง ๆ แล้วในที่สุดก็ดับครับ

            เวลาประมาณตีห้า บ้านที่เคยมีตอนนี้เหลือแค่ซากตะโกครับ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและแจ้งว่า พบอีกหนึ่งศพ เป็นเถ้ากระดูกในตัวบ้าน ทราบภายหลังว่าเป็นพี่คนงานที่น่าสงสารอีกคนที่เราคุ้นเคยดีครับ แกเป็นคนพิการ หูหนวกเป็นใบ้ คืนนั้นมีงานฉลอง พี่เขาก็คงจะเมาด้วยแล้วคงไม่ได้ยินด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกว่าจะรู้ตัวก็คงสาย นอกจากนี้ยังพบว่ามีโครงเสาเหล็กของเต้นท์ทับหน้าอกแกด้วย สะเทือนใจมากครับ แล้วก็เลยพบหลักฐานของเหตุเพลิงไหม้นี้ ว่าคือซากของโคมลอย ตกอยู่บริเวณที่นอนห้องผม และเป็นห้องต้นเพลิง // เรื่องนี้ขนลุกมากครับ ทำให้ย้อนคิดไปว่าถ้าแม่ไม่ชวนผมออกมา ตอนนี้ผมคงไม่รอด

            หลังจากที่เจ้าหน้าที่เช็กทุกอย่าง เราจึงมีโอกาสเดินสำรวจรอบ ๆ มันน่าเศร้าใจมากครับที่เห็นทุกอย่างเป็นเศษเถ้าถ่าน มันหมดแล้วจริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นเราสูญไปเท่าไหร่ แต่มันหนักหนาจริง ๆ ไม่มีที่ซุกหัวนอน จนต้องไปอาศัยชาวบ้านแถวนั้นอยู่พักใหญ่ ทุกท่านใจดีกับเรามากจริง ๆ สภาพเราตอนนั้นมันแย่ที่สุด แต่ละคนเลอะเขม่า หัวฟู รุงรัง คราบน้ำตาเปรอะเหมือนคนบ้า กว่าจะคิดว่าชีวิตมันต้องดำเนินยังไงต่อไปมันใช้เวลามากครับ

            ตอนนี้ครอบครัวเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว ค่อย ๆ เริ่มกันใหม่ และมันคงไม่มีทางลืมง่าย ๆ เราไม่ได้รับอะไรนอกจากการช่วยเหลือเล็กน้อยจากทางรัฐ เพราะเราทำประกันไม่ได้ครับ ตัวบ้านมันไม่ได้มาตรฐาน (เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจรายละเอียด เพราะตอนนั้นยังเด็ก อยากให้ข้ามไปนะครับ) สำหรับทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมอาจจะเขียนน่าเบื่อ ยืดเยื้อ แต่ผมเขียนด้วยความรู้สึกที่มันเจ็บปวดจริง ๆ มันโหดเกินไปจริง ๆ เชื่อไหมครับ ? ว่าพวกเราไม่ได้คิดจะโทษใครเลย กลับโทษตัวเองในหลาย ๆ เรื่อง เพราะเราไม่รู้จะโทษใคร แล้วไม่รู้ว่าโทษแล้วจะได้อะไร ตอนนี้เมื่อมองกลับไป สำหรับผมมันเป็นบทเรียนราคาแพงมาก ผมคิดว่ากว่าจะผ่านมาได้ ทุกคนเข้มแข็งขึ้นมาก ผมคิดว่าผมโตขึ้นเยอะจากเรื่องนี้ เพราะมันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจนถึงปัจจุบัน

            อย่างไรก็ตาม ผมอยากฝากเป็นสิ่งเตือนใจถึงทุกท่านในสังคมนะครับ กรุณาเถอะครับ อย่าให้ใครต้องเจอเรื่องราวแบบนี้เลย ตัวผมเองก็ไม่เคยลอยโคมสักครั้งในชีวิต ผมเลยรู้สึกว่ามันก็ตลกดีที่กลับเป็นฝ่ายมาโดน // สำหรับประเพณี มันเป็นสิ่งสวยงามครับ ผมไม่ขอร้องให้หยุด แต่ผมอยากถามว่า มีสักกี่คนครับ ? ที่คิดว่าหลังจากที่เราลอยความทุกข์ของตนไปกับโคมไฟแล้ว หลังจากนั้นมันจะเป็นอย่างไรต่อ ? มันจะลอยขึ้นไปสู่ฟากฟ้าไม่รู้ดับ หรือหวังว่ามันคงค่อย ๆ มอดและล่วงลงอย่างสงบ ? หรือเราจะให้ใครเก็บมันหลังจากนั้น ? // ผมเชื่อว่าทุกท่านปล่อยโคมด้วยเจตนาอันดีครับ ฉะนั้นผมก็หวังเช่นกันว่าเมื่อท่านได้อ่านเรื่องจริงของผมแล้ว อาจเป็นอุทาหรณ์ที่ท่านจะสามารถนำไปเล่าต่อ ๆ กันได้ // ประเพณีที่สวยงาม ผมเชื่อว่ามันจะยังคงสวยงาม หากผู้ที่สานต่อมีความเข้าใจ และสืบสานคงไว้ให้เหมาะสมตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องเลิก แต่ขอให้สานต่ออย่างประณีต อย่าทำไปด้วยฉาบฉวย ขอเท่านี้แหละครับ

            ขอบคุณที่อดทนอ่านจนจบครับ :")"


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ค่านิยม 12 ประการ กับนาฬิกามูลค่า 3,900,000 บาท!!!

กระทู้สนทนา


การสร้างค่านิมให้ประสบผลสำเร็จนั้น ต้องปลูกฝังลงไปในรากฐานจิตใจของเด็กและเยาวชน โดยผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ด้วย
ก็คิดจะเอาท่านผู้นำเป็นแบบอย่างนะครับ   



แต่มาเจอ  รายการทรัพย์สินของท่าน   ซึ่งเป็นครอบครัวข้าราชการ   เฉพาะนาฬิกาก็เกือบสี่ล้านบาทไทยแล้ว   ขัดกับ"ค่านิยม"ที่จะนำไป
"ปลูกฝัง"ให้เยาวชนเป็นอย่างยิ้ง   น่าจะเอาข้อนี้ออกนะครับ   เพราะท่านเองก็ทำไม่ได้!!!

ลิงค์ที่มา  https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/795724810485979

 

 

 

 

 

 

2 บริษัทรับงานอีเวนท์คืนความสุข ปชช. สนง.จังหวัดนนท์ 20 ล.หุ้นใหญ่”ทำธุรกิจรับเหมา “อนุพงษ์ เผ่าจินดา”

 
 
 

http://isranews.org/investigative/investigate-asset/item/34088-anupong_889.html

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       โลกออนไลน์วิจารณ์แซด! พระต่อคิวซื้อไอโฟน6 ห้างดังกลางกรุง  

 

 

 

 

 วันนี้(1 พ.ย.) ชาวสังคมออนไล์วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่มีการแชร์ภาพพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังต่อแถวซื้อโทรศัพท์ไอโฟน6 (iphone6) ซึ่งมีการเปิดขายอย่างเป็นทางการในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้เผยแพร่ภาพเผยว่าถ่ายได้ที่ห้างดังแห่งหนึ่งซึ่งพระสงฆ์มาด้วยตัวเอง เข้าแถวและรอรับเครื่องอยู่บริเวณนั้นด้วย

 

 

 

 

               พระต่อคิวซื้อไอโฟน6

 

ทั้งนี้ชาวสังคมออนไลน์มองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่พระไปต่อแถวซื้อไอโฟน6และมองว่าเป็นการนำปัจจัยทำบุญของญาติโยมมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เนื่องจากไอโฟน6มีราคาแพง เริ่มต้นที่25,500 บาทและหากเป็นรุ่น iphone6 PLUS มีราคาเริ่มที่29,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ

 

ซึ่งมีการมองว่าปัจจุบันพระสงฆ์ได้รับปัจจัยมากเกินกว่าที่จำเป็น ควรจะมีการนำเงินไปบริจาคให้กับผู้ที่ยากไร้หรือมูลนิธิอื่นๆบ้าง รวมไปถึงภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ในด้านลบเริ่มปรากฎตามสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักใหญ่มาจากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดของพระสงฆ์ จึงอยากให้ทางสำนักงานพุทธศาสนาเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหา
ขอบคุณภาพจาก Lovely To Loveและแฟนเพจ FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

 

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปาราชิก

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด


โดย น้าชาติ ประชาชื่น, nachart@yahoo.com

 

สวัสดีครับ น้าชาติ

 

 ผมอยากทราบว่าพระสงฆ์ทำผิดอย่างไรจึงเรียกว่า "อาบัติ" และทำผิดอย่างไรจึงเรียกว่า "ปาราชิก" รบกวนน้าชาติอธิบายให้เข้าใจด้วย

 

/พีระ

 

ตอบ-พีระ

 

 คำตอบนี้โต๊ะพระของข่าวสดให้มาละเอียดทีเดียว

 

 อาบัติ แปลว่า ต้อง ถูกต้อง หมายถึง ข้อบัญญัติวินัยสำหรับป้องกันความประพฤติของพระภิกษุให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมอันดีงาม อาบัติแต่ละข้อพระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติตามคำแนะนำและติเตียนของชาวบ้านที่ได้พบเห็นและรู้เรื่องราวความประพฤติของพระ แล้วนำไปฟ้องร้องให้พระพุทธเจ้าทรงรับรู้ ในฐานะพระศาสดา

 

 พระพุทธองค์จะทรงวินิจฉัยและตรากฎบัญญัติหรืออาบัติขึ้นตามเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยนั้น ซึ่งมีทั้งหมด 227 ข้อ ประกอบด้วย ปาราชิก 4 สังฆาทิเสส 13 อนิยต 2 นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ 30 ปาจิตตีย์ 92

 

 นอกจากนี้ยังมี ปาฏิเทสนียะ เสขิย ปกิณณกะ อธิกรณสมถะอีกด้วย

 

 อาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสสลงมา พระภิกษุที่ถูกต้องแล้วยังไม่จัดว่าพ้นจากความเป็นพระ เฉพาะอาบัติสังฆาทิเสสถือว่าเป็นอาบัติหนัก พระภิกษุที่ต้องแล้วต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นผิด ส่วนอาบัติอื่นๆ นั้นพระภิกษุที่ต้องกล่าวแสดงต่อหน้าพระภิกษุให้รับทราบก็จะสามารถพ้นจากอาบัติได้

 

 สำหรับอาบัติปาราชิกนั้น จัดว่าเป็นอาบัติหนักที่สุดซึ่งเมื่อพระภิกษุต้องอาบัตินี้แล้วต้องขาดจากความเป็นพระทันที แม้จะไม่ยอมสึกออกจากการเป็นพระ หรือต้องอาบัติแล้วจะไม่สึกยอมออกไปก็ถือว่าขาดจากการเป็นพระทันทีที่ต้องอาบัติ ทางพระวินัยถือว่าไม่สามารถร่วมสังวาสกับพระภิกษุสงฆ์ได้ด้วย และไม่สามารถบวชเป็นพระได้อีกต่อไป

 

 พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกว่าเป็นเหมือนต้นตาลยอดด้วน ไม่สามารถออกดอกผลได้อีกต่อไป เท่ากับว่าไม่สามารถเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยในบวรพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะพระภิกษุได้อีก

 

 อาบัติปาราชิก มีอยู่ 4 ข้อ คือ 1.เสพเมถุน 2.ลักขโมย 3.ฆ่ามนุษย์ให้ตาย 4.อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตัวให้ปรากฏ

อาบัติข้อที่ 1.เสพเมถุน กรณีที่พระภิกษุเสพสังวาสกับสตรีหรือแม้แต่เดรัจฉานเพศเมีย ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองหรือไม่ก็ตาม ถือว่าขาดจากการเป็นพระขณะที่สำเร็จกิจ

 

 สำหรับพระภิกษุที่เป็นต้นบัญญัติ ทำโดยไม่รู้ตัวกรณีถูกบังคับ มีจิตฟุ้งซ่าน เป็นบ้า ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป และไม่มีเจตนาถือว่าไม่ต้องอาบัติ ภิกษุต้นบัญญัติ ชื่อพระสุทิน ชาวเมืองเวสาลี

 

 อาบัติข้อที่ 2 ลักขโมย เมื่อมีเจตนาลักขโมยของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตด้วยจิตที่จะลัก ซึ่งพระวินัยกำหนดไว้ คือ ราคา 1 มาสก หรือ 1 บาทขึ้นไป (ราคาสิ่งของในสมัยนั้น) ภิกษุที่เป็นต้นบัญญัติชื่อพระธนิยะ ได้ขโมยไม้หลวง

 

 อาบัติข้อที่ 3 ฆ่ามนุษย์ให้ตายด้วยตนเอง หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า กรณีนี้ก็เช่นกัน คือพระภิกษุมีเจตนาอยู่แล้ว ตั้งใจที่จะฆ่า เช่น คิด และมีการวางแผน ฆ่าให้ตาย เมื่อไม่ตายก็พยายามแล้วพยายามอีกจนเสียชีวิต ถือว่าขาดจากการเป็นพระทันที กรณีที่ไม่มีเจตนาไม่ถือว่าต้องอาบัติ

 

 อาบัติข้อที่ 4 พูดอวดคุณวิเศษ ในที่นี้หมายภูมิธรรม อาทิ ไม่ได้เป็นพระโสดาบันอ้างตัวว่าบรรลุฌาน สมาบัติ พระโสดาบัน เป็นต้น ถือว่า พ้นจากความเป็นพระภิกษุทันที ยกเว้น สำคัญผิดคิดว่าตนเองบรรลุ มิได้ประสงค์จะโอ้อวด ภิกษุบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่รู้สึกตัว และพระที่เป็นต้นบัญญัติ

 

 การจะต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจตนาและการกระทำของพระภิกษุเป็นเกณฑ์ พระพุทธองค์ได้ทรงวินิจฉัยเป็นกรณีๆไป

 

 

 

 

 

 

 โลกวัชชะ

คอลัมน์ ศาลาวัด


เรื่องโทษที่ไม่ร้ายแรงในทางพระธรรมวินัยสงฆ์ เราเรียกว่า โลกวัชชะ ทำให้โลกติเตียนพระ ชาวโลกตำหนิติเตียน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า โลกวัชชะ (อ่านว่า โล-กะ-วัด-ชะ) ว่า โทษทางโลก, อาบัติที่เป็นโทษทางโลก, ข้อเสียหายที่ชาวโลกติเตียนว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ

โลกวัชชะ ใช้เรียกอาบัติหรือความผิดของพระภิกษุที่ชาวโลกตำหนิติเตียนว่าไม่เหมาะไม่ควรแก่สมณะ

ความผิดที่เป็นโลกวัชชะนั้น เช่น การทะเลาะวิวาท ทำโจรกรรม ฆ่าคนตาย ความผิดอย่างนี้ แม้คนทั่วไปทำ ก็ถูกตำหนิติเตียนเหมือนกับพระภิกษุไปทำ แต่พระภิกษุที่ได้ชื่อเป็นผู้วางตัวเหมาะสม ยิ่งต้องถูกตำหนิมากขึ้น

อีกประการ การกระทำบางอย่าง แม้ไม่เป็นความผิดตามพระวินัย แต่ก็เป็นโลกวัชชะ คือ ถูกตำหนิติเตียนได้ เช่น สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ส่งเสียงดังในที่ชุมนุมชน ไม่เอื้อเฟื้อแก่สตรีและเด็ก เป็นต้น

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาความผิด ได้มีบัญญัติไว้ในพ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 เป็นกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยความผิดและวิธีลงโทษทางการปกครอง

โดยเจ้าสังกัด เจ้าของเขต มีอำนาจพิจารณาลงโทษแก่พระภิกษุหรือสามเณร เมื่อปรากฏว่าประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

(1) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ด้วยการ

(ก) ละเมิดพระวินัยอันเป็นโลกวัชชะ

(ข) บิดเบือนพระธรรมวินัยให้วิปริต หรือกล่าวตู่พระธรรมวินัย หรือตีความพระธรรมวินัยตามความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่ยึดหลักคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา

หรือ (ค) ประพฤติอื่นใดที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่พระพุทธศาสนา หรือให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธศาสนา

(2) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การปกครองคณะสงฆ์ด้วยการ

(ก) ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎ มส. ข้อบังคับระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศของ มส.

(ข) ฝ่าฝืนพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตนที่สั่งโดยชอบ

(ค) ประพฤติอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารงานของคณะสงฆ์

ในกรณีพระภิกษุผู้กระทำผิดตาม (1) หรือ (2) เป็นพระสังฆาธิการ ให้เจ้าสังกัดหรือเจ้าของเขตใกล้ชิดที่ความผิดเกิดขึ้น เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยการลงโทษ

ทั้งนี้ โทษที่จะลงแก่พระภิกษุหรือสามเณรที่กระทำความผิดมี 4 สถาน คือ (1) ให้สละสมณเพศ (2) ตำหนิโทษ (3) ภาคทัณฑ์ (4) ว่ากล่าวตักเตือน

แต่หากเป็นโทษที่พระรูปนั้นประพฤติไม่เหมาะสมกับสมณสารูป หรือโลกวัชชะ โทษที่จะลงแก่พระภิกษุหรือสามเณรที่กระทำความผิด คือ การว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 พ.ย 2506 คณะทหารที่มีนายพลเดือง วันมินห์เป็นผู้นำ ปฏิวัติล้มล้างยึดอำนาจในเวียดนามใต้โงห์ ดินห์เดียมและโงห์ ดินห์นูถูกสังหาร

 

 

 

     ความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนาในเวียดนาม

 

    

 

 

         ผมเกิดในยุคสงครามเวียดนามกำลังดุเดือด  เมื่อเริ่มอ่านคล่องเขียนคล่อง  และอ่านได้อย่างมีวิจารณญาณแล้ว  จึงชื่นชอบที่จะศึกษาเรื่องของสงครามเวียดนาม  เป็นชีวิตจิตใจ  จากสื่อหลากหลายชนิดที่พอหาได้ในขณะนั้น  เช่น  จากหนังสือ  ประวัติศาสตร์  สารคดี  นวนิยาย  ที่เคยอ่านยกตัวอย่างเช่น  กองร้อยปิศาจดำ  จงอางศึก  ไซง่อน (เขียนโดยแอนโทนี  เกร์  :  จิรา  สันติฤดี  แปล)  แหกค่ายนรกเดียนเบียนฟู  ฯลฯ  ถ้าเป็นภาพยนตร์จะดูภาพยนตร์ฝรั่งครับ (เพราะสมจริงกว่าภาพยนตร์ไทยเยอะเลย  เช่น  แรมโบ้  ทั้ง  ๓  ภาค, We Were Soldier (ชื่อไทย : เรียกข้าว่าวีรบุรุษ)  Platoon ( ชื่อไทย ก็  พลาทูน)  ฯลฯ    แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ใช่คนกระหายสงครามเหมือนผู้นำประเทศสารขัณฑ์  ในขณะนี้

          ในช่วงที่จะเกิดสงครามเวียดนามนั้น  ประเทศเวียดนามใต้  โดยประธานาธิบดี  โง  ดินห์  เดียม  ผู้เผด็จการ  ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมหันต์  ดังบทความที่จะนำมาเผยแพร่ให้ได้รับทราบ  ต่อไปนี้


 

          เวียดนาม หากย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 44 ปี หรือ พ.ศ. 2507 มีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต่างกับประเทศไทยในเวลานั้น รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆเช่น ลาว กัมพูชา และพม่า แต่พุทธศาสนาในเวียดนามต้องพบกับการบีบคั้นเป็นอย่างมาก จากรัฐบาลที่เป็นกลุ่มตัวแทนของคาทอลิค และมีใบสั่งจากอเมริกา

          เหตุการณ์เลวร้ายในเวียดนามเกิดขึ้นในสมัยของ ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ผู้โค่นล้มระบอบกษัตริย์บ่าวได๋ และ ตั้งตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม โดยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับกรุงวาติกัน(ศูนย์กลางคริสต์จักรคาทอลิค) จนกลายเป็นรัฐบาลคริสเตียนโรมันคาทอลิค โดยโง ดินห์ เดียม ได้แต่งตั้งญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดที่เป็นคาทอลิคด้วยกันเข้าร่วมรัฐบาล พร้อมกับให้ความสำคัญและให้สิทธิพิเศษแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมถึงประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนผู้นับถือศาสนาพุทธกลายเป็นบุคคลชั้นสอง

          หลังจาก โง ดินห์ เดียม ได้เป็นประธานาธิบดี ก็ได้ออกกฏหมาย และระเบียบต่างๆที่หักหาญจิตใจชาวพุทธ จนเกิดการต่อต้านจากพระสงฆ์ กลุ่มแม่ชี และชาวพุทธในเวียดนาม แต่เป็นการต่อต้านแบบอหิงสา เช่นการเดินขบวน แจกจ่ายแถลงการณ์ และอดอาหารประท้วง


กฏเหล็กที่ย่ำยีจิตใจชาวพุทธในเวียดนาม และต่อชาวพุทธทั่วโลกมีหลายรูปแบบ

 

ได้แก่ความพยายามที่จะให้ประเทศเวียดนามเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมานับถือศาสนา คริสต์ด้วยวิธีการอันเหี้ยมโหด เช่น ส่งกำลังตำรวจเข้าปราบปราบฆ่าพระ แม่ชี และเผาวัด โดยใช้กลุ่มทหารตำรวจที่เป็นคาทอลิคด้วยกัน หรือใช้รถยนต์วิ่งเข้าหาฝูงชนขณะที่รวมตัวประท้วงตามท้องถนน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีนับร้อยๆคน หรือไม่อนุญาตให้ออกหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนารวมทั้งให้งดออกรายการทางวิทยุ กระจายเสียงในวันสำคัญทางศาสนา ให้ประชาชนนำภาพพระเยซูที่ได้รับมาจากทางการ นำมาตั้งไว้ในบ้าน หากถูกทำลายจะได้รับโทษอย่างร้ายแรง การประกอบศาสนกิจในวัดจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลพร้อมต้องแจ้งด้วยว่าจะใช้ เวลานานแค่ไหน และจำนวนกี่คน

          รวมไปถึงดัดแปลงแก้ไขคำสอนในพุทธศาสนาเพื่อใช้เป็นแบบเรียนโดยเป็นคำสั่งของ โง ดินห์ ถึก (พี่ชาย โง ดินห์ เดียม) ซึ่งคุมกระทรวงศึกษาธิการด้วย

          ละที่น่าขันก็คือ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2506 เป็นเวลาที่ โง ดินห์ ถึก สังฆราช คริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม ซึ่งเดินทางไปประชุมสังคายนาวาติกัน 2 ( VATICAN COUNCIL 2) กรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ได้แถลงต่อที่ประชุมวาติกันว่า "ประเทศเวียตนามเป็นประชากรของพระเจ้า ประชาชนเวียตนามล้วนนับถือในพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อสันตะปาปา" พร้อมกันนั้น โง ดินห์ ถึก ได้โทรเลขด่วน สั่งให้บาทหลวงใต้บังคับบัญชาของตนในเมืองเว้ ให้ประชาชนทุกบ้านชักธงรูปไม้กางเขนขึ้นที่หน้าบ้าน เพื่อจะได้เป็นข่าวทางสื่อมวลชน ยืนยันให้สันตะปาปา เชื่อถือ และมอบตำแหน่งคาร์ดินัล ให้กับโง ดินห์ ถึก


เหตุการณ์มีความตึงเครียดขึ้นตามลำดับทั่วทั้งประเทศเวียดนาม ทางการได้ส่งตำรวจทหารไปตรึงอยู่ตามวัดต่างๆ ที่มีการชุมนุมของชาวพุทธ โดยเฉพาะเมืองเว้ที่มีวัดสำคัญๆอยู่หลายวัด และเป็นที่ประทับของสังฆราชหรือประมุขของสงฆ์ในประเทศเวียดนาม


          พระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก วัยุ 73 ปี จากวัดเทียนมู่ ทนเห็นความทารุณโหดร้ายจากการใช้อำนาจของรัฐปราบปรามเข่นฆ่าชาวพุทธต่อไปไม่ ได้ จึงได้ประกาศอุทิศชีวิต เพื่อป้องกันพระพุทธศาสนา โดยนั่งรถออสตินออกจากวัดเทียนมู่ ในคืนวันที่ 10 มิถุนายน 2506 ถึงกรุงไซ่ง่อนในเช้าวันที่ 11 มิถุนายน 2506 เพื่อร่วมประท้วงกับกลุ่มชาวพุทธ ที่กำลังเดินขบวนอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

          หลังจากพระ ทิจ กวาง ดึ๊ก ได้เขียนข้อเรียกร้องถึง 6 ข้อ ให้รัฐบาลหยุดทารุณกรรม ท่านก็ได้เข้าสู่ขบวนพุทธศาสนิกชนประมาณ 1,000 คนด้วยความสงบ เพื่อไปสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และพุทธศาสนิกชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ขับรถพุ่งชนขบวนผู้ประท้วงเสียชีวิตในวัน ที่ 8 พฤษภาคม 2506 ที่ผ่านมา (มีพระและนางชีเสียชีวิต 70 คน ชาวพุทธอื่นๆอีก 30 คน) จากนั้นขบวนชาวพุทธก็เดินต่อไปอย่างสงบ โดยมีรถนำพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก ไปยังกลางเมืองหลวง (กรุงไซ่ง่อน)

          พระ ทิจ กวาง ดึ๊ก ก้าวลงจากรถไปนั่งขัดสมาธิกลางวงเวียนซึ่งมีชาวพุทธล้อมเป็นวงใหญ่จากนั้นได้มีผู้หยิบถังน้ำมันเบนซิน 5 แกลลอนออกมาจากรถคันนั้น แล้วเอาน้ำมันราดบนร่างกายของพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก จนหมด ต่อจากนั้นก็เอาไฟจุด ไฟลุกโชติช่วงท่วมร่างอยู่นานประมาณ 10 นาที ร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นก็หงายหลังอย่างสงบ โดยไม่ได้แสดงอาการทุกขเวทนาทุรนทุรายแต่อย่างใด

          เหตุการณ์ที่กระทบต่อพุทธศาสนาในเวียดนามเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน นับว่ารุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 16 , 6 ตุลา 19 หรือ พฤษภา 35 อย่างเทียบกันไม่ได้

          หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ก็มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2506 โดยกลุ่มทหารยังเติร์กที่ทนดูรัฐบาลทำร้ายพระสงฆ์และชาวพุทธต่อไปไม่ได้ และการปฏิวัติครั้งนี้ได้รับไฟเขียวจากอเมริกา ในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม มาตั้งแต่แรก


          ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม สังฆราชตริสเตียน โง เดียม คาน และพี่ชาย โง ดินห์ ถึก ถูกทหารยิงเสียชีวิต หลังหนีกบดานไปอยู่ในโบสถ์แห่งหนึ่งในย่านโชลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีนในไซ่ง่อน ส่วนผู้ร่วมในคณะรัฐบาล ทหาร ตำรวจ ที่เข่นฆ่า พระ นางชี และประชาชนในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถูกประหารชีวิตทั้งหมด

           ความผิดที่โค่นบัลลังค์กษัตริย์ นับว่าเป็นบาปอย่างมหันต์ แต่กลับเหิมเกริมถึงขั้นจะเปลี่ยนศาสนาของคนทั้งประเทศ ดูจะเป็นความผิดต่อแผ่นดินอย่างไม่น่าให้อภัย แต่จุดจบของชีวิตก็ดูจะสาสมกับสิ่งที่ตนเองและญาติพี่น้องได้กระทำลงไป สำหรับในเมืองไทยหากใครคิดกระทำการที่หมิ่นสถาบัน คิดล้มล้างระบอบกษัตริย์ก็ขอให้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศเวียดนามเสียก่อน แล้วจะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วชีวิตจะจบลงแบบใด

 

ขอขอบพระคุณ  บทความและภาพประกอบ  จากเว็บไซต์  โฟโต้ออนทัวร์  www.photoontour.com

                    

   

  

    

    

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ต้อนรับแบบ ยิ่งใหญ่จริงๆ มีการถ่ายทอดสด ขณะที่ ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ ไปเคารพบรรพบุรุษที่จีน ด้วย ‪#‎直播泰国前总理英拉‬、他信梅州寻根# 他信、英拉及英拉的儿子今日在梅州丰顺塔下村与乡亲们欢聚一堂,更多清晰大图请见星暹之前微博。
http://www.weibo.com/ssdaily#_rnd1414766236390

http://www.weibo.com/p/1002063239862802/weibo






 
 
2 อดีตนายกรัฐมนตรี เคารพหลุมฝังศพบรรพบุรุษ สายคุณพ่อและสายคุณแม่ เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจว ประเทศจีน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่าวันนี้ได้เดินทางมาที่เมืองเหมยเซี่ยน มณฑลกวางโจว พร้อมด้วยพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และเด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ เพื่อมาเคารพหลุมฝังศพบรรพบุรุษที่เรียกว่ายายทวด และไปดูบ้านที่แม่เคยอยู่ตอนช่วงอายุ 9 ถึง 13 ขวบตอนตามคุณตามาอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก่อนที่จะอพยพไปอยู่ที่ฮ่องกงและนั่งเรือจากฮ่องกงเพื่อมายังประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสพบญาติที่ยังเหลืออยู่ในรุ่นหลานซึ่งเป็นรุ่นเดียวกัน โดยพันตำรวจโททักษิณได้ใช้เวลาในการสืบหาสถานที่นี้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านเป็นนายกฯจากคำบอกเล่าของคุณแม่และท่านก็เคยเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยที่มาเยือนเมืองจีนตอนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญมาครั้งนี้มีข่าวดีเพิ่มคือมีโอกาสได้ไปเคารพหลุมฝังศพและบ้านที่เคยอยู่ของสายคุณพ่อซึ่งมีอายุเกือบ 300 ปี

ต้องขอขอบคุณฝ่ายทางการจีนที่ช่วยสืบหาให้จนพบต้นกำเนิดบรรพบุรุษสายทางคุณพ่อด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกที่บรรพบุรุษสายคุณพ่อและคุณแม่ มาจากมณฑลเดียวกัน อยู่ห่างกันเพียง 3 ชม หากเดินทางโดยรถยนต์
 
 
 








http://news.voicetv.co.th/thailand/127661.html

 

     

    

    

 

 

  

 

 



"ถาวร" แนะ สนช. มีอำนาจถอดถอน "สมศักดิ์" และ "นิคม" ชี้ การพิจารณาในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ควรมีการถ่ายทอดสดผ่านจอตู้ ร้องให้ไม่มีการประชุมลับ...

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม ในฐานะอดีตแกนนำกลุ่ม กปปส. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี การชุมนุมของมวลมหาประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศจากนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน และระบบเผด็จการรัฐสภา หนึ่งในข้อเรียกร้อง คือ การถอนถอด นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ป.ป.ช.ส่งเรื่องมายัง สนช. เพื่อพิจารณาถอดถอน แต่สมาชิก สนช.กลับมีแนวความคิดออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.เห็นว่าไม่มีอำนาจในการรับไว้พิจารณาถอดถอน เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว 2. เห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ตามมาตรา 5 และ 6 ที่บัญญัติว่า ให้สนช.ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. และรัฐสภา ย้ำ สนช.มีอำนาจ พ่วงถ่ายทอดทีวี

นายถาวร กล่าวต่อว่า ตนขอให้กำลังใจกับ สนช.ที่มีแนวคิดให้รับเรื่องถอดถอนบุคคลทั้ง 2 ไว้พิจารณา และขอให้สนช. ชุดที่เห็นว่าไม่มีอำนาจไว้พิจารณาให้ทบทวนใหม่ ขอตั้งข้อสังเกตว่า สนช.ในส่วนนี้ เข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งที่ถูกอุปโลกน์โดย คสช. แต่กลับเกรงกลัวกลุ่มการเมืองใดหรือไม่ ดังนั้น ขอให้กลุ่มที่มีแนวคิดว่าจะต้องรับไว้พิจารณาทำความเข้าใจกับกลุ่ม สนช. ที่มีแนวคิดเห็นต่าง และการพิจารณาของ สนช.ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ หากมีความจริงใจและเปิดเผย ขอเรียกร้องให้ไม่มีการประชุมลับและถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 สถานีวิทยุรัฐสภา และสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ขู่ไม่รับเรื่อง โดนฟ้องแน่ โดยสำหรับการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ สนช.นัดพิจารณาในวันที่ 12 พ.ย. ที่ยังไม่แสดงความรับผิดชอบใด ท่ามกลางความเดือดร้อนของชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวจนต้องผูกคอตาย

นายถาวร กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนตามกฎหมาย ป.ป.ช.ได้ และเป็นหน้าที่หลัก ซึ่งหาก สนช.ไม่รับเรื่องถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณา โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจ ก็อาจเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชนแน่ โดยตนจะยื่นเรื่องร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการถอดถอน สนช.ต่อไป และขอเรียกร้องให้ คสช.เตือนสติถึง สนช.ว่าต้องทำหน้าที่ในการเป็นตัวแทนประชาชน แม้จะถูกอุปโลกน์ก็ตาม ในการกำจัดทุจริต ถ้าไม่รีบทำวันนี้จะหมดโอกาส และการทำรัฐประหารจะเสียของ ดักทางอย่าคิดแบบศรีธนญชัยแค่เอาตัวรอด เมื่อถามว่า มีสนช.บางคน เห็นว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีส่อว่าทุจริตโครงการรับจำนำข้าวอาจจะล้มเหลว เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยนั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) แต่มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นประธานการประชุมแทน

"เป็นความคิดของคนที่ไม่ลงลึกถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในการไต่สวนของ ป.ป.ช. และอย่าคิดเอาเอง ขอให้นึกภาพว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่นำนโยบายนี้มาใช้ และอย่าคิดแบบศรีธนญชัย เพื่อที่จะไม่ต้องการรับผิดชอบทางกฎหมาย คือไม่กล้าลงมติถอดถอน หรือรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และหาก สนช.บางคนไม่กล้ารับเรื่องไว้ถอนถอด เพราะกลัวจะถูกฟ้องร้องภายหลังนั้น ก็ขอบอกว่าการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การตีความแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผิดกฎหมายอาญา เพียงแต่ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เป็นเรื่องแสดงความรับผิดชอบในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าไปเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่มีโทษทางการเมือง" นายถาวร กล่าว

http://www.thairath.co.th/content/460470

ถ้าไม่กลัวว่าจะถูกฟ้องกลับข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (เพิ่มอำนาจตนเอง) จะลองดูก็ได้นะ

 

 

ถ้าไอ้นี่บอก สนช. ไม่มีอำนาจถอดถอน "ขุนค้อน-นิคม" สิ

ถึงจะแปลก

 

ความคิดเห็นที่ 2

 

ถรุ้ยยยยยยยยยยยยยยย...

เป็นนักกฎหมาย  เป็นถึงอดีตอัยการ  แต่คำที่สำรอกออกมาไม่มีเนื้อหาทางด้านกฎหมายสักนิด
ดันเอาม็อบกบฏมาขู่

การถอดถอน  มันอิงรัฐธรรมนูญ 50  มาตรา 270  
เมื่อ รธน.50 สิ้นสภาพ  เรื่องถอดถอนก็หมดไป
รธน.57  ไม่ได้ให้อำนาจเรื่องการถอดถอนแก่ สนช.  จะเอาอำนาจอะไรไปทำ

เรื่องถอดถอนนั้น  ตกตายสนิทไปแล้ว  เหลือแต่เรื่องทางอาญา  ว่ากันไป

นี่จะตะแบงเอาให้ได้  เพื่อหวังผลทางการเมือง
เพราะหวังผลทางการเมือง  บ้านเมืองถึงได้เละไปหมด

ไม่มีปัญญาเอาชนะคู่แข่งทางการเมือง   ไม่มีความสามารถเอาชนะใจประชาชน
เล่นการเมืองเพื่อหวังประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องเท่านั้น

เลว



วันนี้  เป่าสาก   เพราะที่อ้างรักชาติ  เกลียดโกง   มันก็แค่วาทกรรมเพื่อทำลายคนอื่น

เลว
 
 

 

 

 

 

 

 

เกาหลีเหนือประหาร จนท.หลังแอบดูละครเกาหลีใต้

 

 

เรื่องโดย Nation TV

วันที่ 30 ตุลาคม 2557 18:35 น.32,726 views

สำนักข่าวยนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานว่า นายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้สั่งประหารชีวิตเจ้าหน้าที่ของพรรคกรรมกร 10 คนด้วยการยิงเป้า ในความผิดฐานคอรัปชั่น, ดูละครของเกาหลีใต้ และกระทำผิดอื่นๆ

 

แม้ว่าความผิดฐานดูละครของเกาหลีใต้จะเทียบไม่ได้กับความผิดฐานทรยศต่อชาติ แต่ก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง และนักเคลื่อนไหวระบุว่า แม้ว่าเกาหลีเหนือจะห้ามประชาชนดูละครทีวีและภายนตร์จากเกาหลีใต้, จีน และฮอลลีวู้ด แต่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ก็ยังคงแอบดูแม้จะรู้ว่าหากถูกจับได้จะถูกลงโทษอย่างหนักก็ตาม

 

 

 เมื่อไม่นานมานี้ ดูข่าวทีวี
เห็น รัฐบาลเกาหลีเหนือ กำหนดให้ประชาชนตัดผม ไว้ทรงผม ที่กำหนดให้
ผญ มีสิบกว่าแบบ ส่วน ผช น้อยกว่านั้น ไม่ถึงสิบแบบ ห้ามไว้ทรงนอกเหนือจากนี้ แน่นอนห้ามทำสีผม ผชห้ามไว้ผมยาว
ในข่าว เขาเอาภาพประกอบให้ดู
เป็นทรงที่ฮิตที่บ้านเรา ประมาณ 30 ปีก่อน

 

 ห้ามติดต่อกับคนต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมอยู่

 ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน แต่เคยอ่านเจอว่าถ้าบ้านไฟไหม้ สิ่งที่ต้องนำออกมาให้ได้คิอรูปท่านผู้นำ ถ้านำออกมาไม่ได้จะมีโทษ

 อินเตอร์เน็ต เป็นระบบอินทราเน็ต ใช้ได้เฉพาะในเกาหลีเหนือเท่านั้น

 

ที่รู้ๆคือ มีทีวีช่องเดียว  
เปิดสถานี เวลา 17:00น. - 23:00น. (ตามเวลาเกาหลีเหนือ) หรือ 15:00น.-21:00น. ตามเวลาในไทย
ยกเว้น วันอาทิตย์ และวันอื่นๆ อีกอาทิตย์ละ 1 วัน  เปิดตั้งแต่เวลา 09:00 น.(หรือ 07:00น. ตามเวลาในไทย)

 

เคยอ่านกระทู้ห้องบลู คนที่ไปเที่ยวต้องไปถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์ท่านผู้นำ ต้องมีรูปในท่าโค้งคำนับแสดงความเคารพอย่างสูง และรูปที่ถ่ายอนุสาวรีย์ท่านผู้นำต้องติดเต็มตัว ห้ามหัวขาด แขนขาด ไม่งั้นคนถ่ายเนี่ยจะชะตาขาดแทน  T T , ชาวบ้านจะได้รับอาหารแบบปันส่วน (ซึ่งไม่พอกิน) และเสื้อผ้าแจกให้ปีละ 2 ชุด, ประชาชนไม่มีสิทธิ์มีรถเป็นของตัวเอง แต่ต้องทนใช้รถเมล์ที่เก่าบุโรทั่ง สภาพไม่น่าจะวิ่งไหว, ในเปียงยางเมืองหลวง ซึ่งทันสมัยสุด เป็นที่อยู่ของพวกข้าราชการ ชนชั้นนำที่คัดเลือกแล้วเท่านั้น, การดูทีวีหรือฟังวิทยุต่างประเทศ ผิดกฎหมาย ...และอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีอยู่จริงในโลกใบนี้ ถ้าทนรับความหดหู่ไหว หาเล่มนี้มาอ่านเลยค่ะ "หนีเกาหลีเหนือ" สนพ.สันสกฤต เราอ่านแล้วนอนไม่หลับไปอีกหลายวัน

  

 

 

 

 

 

กม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่


 



 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 
แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
ericlafforgue.com

            แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ภาพของช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่กู้กลับมา ก่อนนำมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รับรู้

            ประเทศเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีความเป็นเผด็จการที่สุด ควบคุมประชาชนด้วยกฎเหล็ก และปิดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ถูกเรียกว่าเป็นประเทศหลังม่านเหล็กที่หลายคนอยากเข้าไปศึกษาว่า เบื้องหลังฉากที่น่าเกรงขามที่คนภายนอกรับรู้นั้น แท้จริงแล้วภายในประเทศเป็นอย่างไรกันแน่

            จนกระทั่งเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2014 นายเอริค ลาฟฟอร์ก ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้หาญกล้า ได้แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ นำภาพที่เขาได้ถ่ายขณะเดินทางไปเกาหลีเหนือเมื่อเดือนกันยายน 2012 มาเผยแพร่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับไปเหยียบประเทศเกาหลีเหนือได้อีก โดยภาพเหล่านี้แม้จะถูกสั่งลบทิ้งหมดแล้วจากทางการเกาหลีเหนือ แต่ด้วยเทคโนโลยีในการกู้ภาพ ทำให้มีภาพบางส่วนหลุดออกมาให้เห็น

            สำหรับภาพถ่ายชุดนี้นับว่าเป็นภาพถ่ายที่แหวกม่านเหล็กของเกาหลีเหนือตรงที่เป็นการฝ่าฝืนข้อจำกัดในการถ่ายภาพของเกาหลีเหนือที่ระบุว่า ช่างภาพต้องถ่ายภาพสื่อให้เห็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศเท่านั้น เช่น ภาพทหารก็จะต้องให้เห็นถึงความเข้มแข็ง และแสนยานุภาพของกองทัพ ห้ามถ่ายภาพที่สะท้อนถึงความยากจนหรืออดอยากของประชาชน เป็นต้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างที่ได้เห็นอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม ดังภาพที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 

           
            ภาพทหารกำลังนอนหลับพักผ่อนกลางทุ่งหญ้า และแน่นอนว่าภาพนี้ถูกแบนจากทางการ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่

 

            ภาพหญิงสาวท่ามกลางเหล่าทหาร ซึ่งก็ไม่รอดโดนแบนอีกเช่นกัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่

 

            ทหารเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก แต่หากเราเดินทางไปที่นี่จะพบว่า พวกเขาก็ทำงานต่ำต้อย อย่างเช่น ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยเช่นกัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพแบบนี้มักจะเห็นได้ชินตานอกเขตเมือง


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ระบบรถไฟใต้ดินของเปียงยางถือว่าได้ลึกที่สุดในโลก เพราะมันถูกใช้เป็นที่หลบระเบิดด้วยเช่นกัน มีคนเห็นเขาถ่ายภาพนี้และสั่งให้ลบทิ้งทันที เนื่องจากภาพนี้ถ่ายติดอุโมงค์รถไฟ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ทางการเกาหลีเหนือไม่ชอบภาพทำนองนี้เอามาก ๆ เพราะมันสะท้อนให้เห็นความยากจนของประเทศ แม้เขาจะอธิบายว่าปัญหาความยากจนยังคงพบเห็นได้ในทุกที่ทั่วโลกก็ตาม


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ตลาดมืดถูกสั่งห้ามในเกาหลีเหนืออย่างเคร่งครัด แต่ตลาดสีเทายังคงพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศนี้ ผู้ค้าได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการขายบุหรี่และขนม


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ในวันเฉลิมฉลองผู้นำคิม จอง อิล ชาวเกาหลีเหนือหลายพันคนเข้าคิวเพื่อแสดงความเคารพต่อรูปปั้นของอดีตผู้นำ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เปียงยางเปรียบเสมือนเมืองเชิดหน้าชูตาของเกาหลีเหนือ บรรดาอาคารสิ่งปลูกสร้างที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีจากด้านนอก แต่หากคุณได้โอกาสที่มีอยู่น้อยนิดในการเข้าไปดูภายใน ก็จะเห็นความรกร้างได้เด่นชัด


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 

 

            แม้ว่าเกาหลีเหนือจะเริ่มมีการใช้รถยนต์อย่างแพร่หลายแล้ว แต่เด็ก ๆ ก็ยังคงออกมาเล่นกันกลางถนนเหมือนกับสมัยที่ยังไม่มีรถสักคัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ในคืนหนึ่งขณะที่รถบัสกำลังพาเขากลับโรงแรม แต่ต้องเลี่ยงไปอีกเส้นทางหนึ่ง เนื่องจากถนนปิด เมื่อผ่านตึกเก่า ๆ ไกด์บอกกับเขาว่าห้ามใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะอาจจะทำให้ผู้คนแตกตื่นได้


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เมื่อเดินทางไปยังบ้านของคนในชนบท อ่างน้ำที่เห็นในห้องน้ำแสดงให้เห็นว่าชาวเมืองยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก


 

 แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอยู่จริง ชาวเมืองจำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเสียก่อน และบนทางหลวงคุณจะได้พบเห็นว่า แม้แต่ทหารก็ยังต้องโบกรถอาศัยไปกับคนอื่นอยู่เลย


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            การถ่ายภาพสะท้อนความยากจนเป็นสิ่งต้องห้าม แต่การถ่ายภาพที่สะท้อนความมั่งคั่งเป็นข้อห้ามยิ่งกว่า ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ในสวนสาธารณะ เขาได้พบกับรถคันหนึ่งซึ่งเป็นของชนชั้นสูงในเปียงยางที่จอดไว้ขณะที่ไปทานบาร์บีคิว


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            การถ่ายภาพทหารในอิริยาบถพักผ่อนเป็นสิ่งต้องห้าม


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพที่สะท้อนถึงภาวะขาดสารอาหารของผู้คนในประเทศนี้ก็ถูกห้ามเช่นกัน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            คุณสามารถหาซื้ออาหารและเครื่องทุกประเภท แม้แต่น้ำแร่เอเวียง ได้ที่ซูเปอร์มาร์เกต 2 แห่งในเปียงยางที่จ่ายได้ทั้งสกุลเงินยูโรและวอน แต่มีเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นที่มาซื้อของที่นี่


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            พนักงานก่อสร้างที่นี่ทำงานเสี่ยงอันตราย เนื่องจากมีมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานต่ำ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            คุณสามารถถ่ายภาพการแสดงสัตว์ในสวนน้ำได้ โดยที่ไม่ติดทหาร แต่ดูเหมือนว่ามันคงเป็นไปได้ยากเพราะผู้ชมส่วนใหญ่เป็นคนในเครื่องแบบถึง 99 เปอร์เซ็นต์


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีความหวาดระแวงสูงมาก เพราะแม้แต่ภาพกำลังนั่งพักผ่อน พวกเขาก็กลัวว่าจะถูกนำไปอ้างว่าเป็นภาพคนไร้บ้าน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพนี้ถูกสั่งแบน เพราะไม้กวาดปรากฏอยู่ตรงฐานรูปปั้นของท่านผู้นำคิมอิลซุง


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ไกด์โกรธมาก หากภาพนี้ถูกเผยแพร่ในโลกตะวันตก ซึ่งจะถูกมองได้ว่า คนเกาหลีเหนือกินหญ้าจากสวนสาธารณะ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            เด็กเกาหลีเหนือส่วนใหญ่มีโอกาสได้หัดพิมพ์ดีดบนแป้นคีย์บอร์ด ทั้ง ๆ ที่เครื่องคอมไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ภาพรูปปั้นของท่านผู้นำคิมภาพนี้ถูกแบนแน่นอน เพราะการถ่ายภาพจากข้างหลังเป็นสิ่งที่หยาบคายมาก


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ประชาชนต่อแถวยาวเพื่อรอขึ้นรถบัสไปร่วมงานวันกีฬาแห่งชาติของเกาหลีเหนือ


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหากรถบัสเสียกลางทาง


 

แหวกม่านเหล็กเกาหลีเหนือ ชมภาพต้องห้ามที่ถูกนำมาเผยแพร่
 


            ในศูนย์ศิลปะของเปียงยางเกิดไฟดับบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่คนเกาหลีเหนือก็ไม่อยากจะให้ประชาชนรู้ จึงอ้างว่าเป็นเพราะคำสั่งบอยคอตต์ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนในประเทศและเกิดปัญหาไฟตก
 

 

 

 

 

 

 

 

 

          วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2557 เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12

 

 

          

                                    

 

                                                     ทุกข์ที่เกิดจากหนี้

 

ภิกษุ ท. ! ความยากจน เป็นทุกข์ของคน
ผู้บริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ย่อมกู้หนี้,
การกู้หนี้ นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ กู้หนี้แล้ว
ต้องใช้ดอกเบี้ย, การต้องใช้ดอกเบี้ย นั้นเป็นทุกข์ของ
คนบริโภคกามในโลก.


ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ กู้หนี้แล้ว
ต้องใช้ดอกเบี้ย ไม่อาจใช้ดอกเบี้ยตามเวลา เจ้าหนี้ก็ทวง,
การถูกทวงหนี้ นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ถูก
ทวงหนี้อยู่ ไม่อาจจะใช้ให้ เจ้าหนี้ย่อมติดตาม, การถูกติดตาม
นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.


ภิกษุ ท. ! คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ถูก
ติดตามอยู่ไม่อาจจะใช้ให้ เจ้าหนี้ย่อมจับกุม, การถูกจับกุม
นั้นเป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.
ภิกษุ ท. ! ความยากจน ก็ดี, การกู้หนี้ ก็ดี,
การต้องใช้ดอกเบี้ย ก็ดี, การถูกทวงหนี้ ก็ดี, การถูกติดตาม
ก็ดี, การถูกจับกุม ก็ดี,
ทั้งหมดนี้ เป็นทุกข์ของคนบริโภคกามในโลก.

 

ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
ความไม่มีศรัทธา -
หิริ -
โอตตัปปะ -
วิริยะ -
ปัญญา,
ในกุศลธรรม มีอยู่แก่ผู้ใด;
เรากล่าวบุคคลผู้นั้นว่า
เป็นคนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ในอริยวินัย.


ภิกษุ ท. ! คนจนชนิดนั้น
เมื่อไม่มีศรัทธา -
หิริ -
โอตตัปปะ -
วิริยะ -
ปัญญา,
ในกุศลธรรม เขาย่อมประพฤติ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต,
เรากล่าว การประพฤติทุจริต ของเขานี้ว่าเป็น
การกู้หนี้.
เพื่อจะปกปิดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตของเขา
เขาตั้งความปรารถนาลามก ปรารถนาไม่ให้ใครรู้จักเขา
ดำริไม่ให้ใครรู้จักเขา พูดจาเพื่อไม่ให้ใครรู้จักเขา ขวนขวาย
ทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครรู้จักเขา,
 

เรากล่าวการปกปิดความทุจริตอย่างนี้ของเขานี้
ว่าเป็น ดอกเบี้ยที่เขาต้องใช้.
เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รัก พากันกล่าว
ปรารภ เขาอย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุนี้ทำอะไร ๆ (ทุจริต)
อย่างนี้ มีปกติประพฤติกระทำอะไร ๆ (ทุจริต) อย่างนี้”,
เรากล่าว การถูกกล่าวอย่างนี้ ว่าเป็นการถูกทวงหนี้.
เขาจะไปอยู่ป่าก็ตาม อยู่โคนไม้ก็ตาม อยู่เรือนว่าง
ก็ตาม อกุศลวิตก อันลามกประกอบอยู่ด้วยความร้อนใจ
ย่อม เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจเขา,
เรากล่าวอาการอย่างนี้ ว่าเป็น การถูกติดตาม
เพื่อทวงหนี้.


ภิกษุ ท. ! คนจนชนิดนี้
ครั้นประพฤติกาย –วจี – มโนทุจริตแล้ว
ภายหลังแต่การตาย เพราะการแตก
ทำลายแห่งกาย ย่อม ถูกจองจำอยู่ในนรก บ้าง
ในกำเนิดเดรัจฉาน บ้าง.


ภิกษุ ท. ! เราไม่มองเห็นการจองจำอื่นแม้
อย่างเดียวที่ทารุณอย่างนี้เจ็บปวดอย่างนี้ เป็นอันตราย
อย่างนี้ ต่อการบรรลุโยคักเขมธรรมอันไม่มีธรรมอื่น
ยิ่งกว่าเหมือนการถูกจองจำในนรก หรือในกำเนิด
เดรัจฉานอย่างนี้.(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ความยากจนและการกู้หนี้ ท่านกล่าวว่าเป็น
ความทุกข์ในโลก.


คนจนกู้หนี้มาเลี้ยงชีวิต ย่อมเดือดร้อน เพราะ
เจ้าหนี้ติดตามบ้าง เพราะถูกจับกุมบ้าง.
การถูกจับกุมนั้น เป็นความทุกข์ของคนบูชา
การได้กาม.
ถึงแม้ในอริยวินัยนี้ก็เหมือนกัน :
ผู้ใดไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ
สั่งสมแต่บาปกรรม กระทำกายทุจริต - วจีทุจริต
- มโนทุจริต
ปกปิดอยู่ด้วยการกระทำทางกาย ทางวาจา ทาง
จิต เพื่อไม่ให้ผู้ใดรู้จักเขา,
 

ผู้นั้น พอกพูนบาปกรรมอยู่เนืองนิตย์ ในที่นั้น ๆ.
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน
เสมือนคนยากจน กู้หนี้มาบริโภคอยู่ ย่อมเดือดร้อน.
ความตริตรึกที่เกิดจากวิปฏิสาร อันเป็นเครื่อง
ทรมานใจ ย่อมติดตามเขา ทั้งในบ้านและในป่า.
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน
ไปสู่กำเนิดเดรัจฉานบางอย่างหรือว่าถูกจองจำอยู่ในนรก.
การถูกจองจำนั้นเป็นทุกข์ ชนิดที่ธีรชนไม่เคยประสบเลย.............
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๙๒/๓๑๖.

 

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

  

 

  

                           ผลวิจัยชี้ งานแต่งยิ่งแพงยิ่งเสี่ยงเลิก

 

 

 ผ

ลวิจัยชี้ งานวิวาห์ ยิ่งหวือหวาเท่าไหร่ มีสิทธิ์ทำให้ชีวิตแต่งงานล่มด้วยการหย่าร้างเท่านั้น ด้วยสาเหตุความเครียดจากภาวะหนี้สินในการจัดงาน

วันนี้ (27 ต.ค. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผลการวิจัย แอนดรูว์ ฟรานซิส และฮูโก ไมลอน แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอมอรีของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนเงินที่ใช้ในการจัดงานแต่งงานและความยืนยาวในชีวิตสมรส โดยการใช้แบบสอบถามสำรวจคู่แต่งงานชาวอเมริกันจำนวน 3,000 คน โดยไม่รวมถึงผู้ที่เป็นรักร่วมเพศและผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี พบว่า ยิ่งถ้าคู่แต่งงานใช้เงินในการจัดพิธีมงคลสมรสมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสหย่าร้างมากขึ้นเท่านั้น

 


            
แหวนหมั้นหญิง

 

 

แรนดอล โอลสัน ผู้ช่วยนักวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตท สหรัฐอเมริกาได้นำข้อมูลจากรายงานดังกล่าวมาจัดทำเป็นกราฟเปรียบเทียบ

ซึ่ง คู่รักที่ใช้เงินในการจัดงานแต่งงานมากกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 660,000 บาท) มีโอกาสที่จะหย่าร้างมากถึง 46 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่ใช้เงิน 10,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 330,000-660,000 บาท) มีโอกาสหย่าร้างน้อยลงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ คนที่ใช้เงินระหว่าง 1,000-5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (33,000 – 165,000 บาท) มีโอกาสที่จะเลิกรากันเพียง 18 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวพบว่า ภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นหลังจากการจัดงานแต่งงานที่หรูหราฟุ่มเฟือยได้ก่อให้เกิดความเครียดเนื่องจากภาระหนี้สินที่ตามมา และจะทำให้ชีวิตสมรสยุติลงในที่สุด

นอกจากนี้การแต่งงาน ที่หรูหรายังเป็นสัญญาณของ “ความเข้าใจผิด” ต่อวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น ผู้ชายมีโอกาสที่จะหย่าร้างมากขึ้นเพราะไปให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกของคู่สมรสมากเกินไป

ทั้งนี้ ในกรณีเดียวกันเกิดกับผู้หญิงที่มองแต่ความร่ำรวยของฝ่ายชาย ดังนั้นในงานวิจัยแนะนำทางออกคือก่อนที่จะแต่งงานควรจะคบหาดูใจกันมากกว่าสามปี

Mthai News

ขอบคุณ BBC Thai

 

 

7 ธรรมเนียมและที่มาของงานแต่ง ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

 

วางแผนแต่งงาน ดูไอเดียต่างๆ ได้จากมือถือเลย

โพสต์เมื่อ : 13 สิงหาคม 2557 เวลา 17:20:36

แต่งงาน
ที่มาและธรรมเนียมการปฏิบัติต่าง ๆ ของงานแต่งงานที่ควรรู้




          แม้ฉากหน้าของงาน
แต่งงานจะเต็มไปด้วยความงดงามและบรรยากาศแสนโรแมนติกอย่างที่ทุกคนได้เห็นและสัมผัสกันบ่อย ๆ แต่ใครเลยจะรู้ว่างานแต่งงานมีอะไรมากมายซ่อนอยู่มากกว่าการเป็นพิธีมงคลสมรสเท่านั้น อีกทั้งหลายครั้งที่บ่าวสาวหลงประเด็นการจัดงานแต่งงานไป ดังนั้น เว็บไซต์ All Women Stalk ก็เลยรวบรวมงานแต่งงานแบบดั้งเดิม ที่มา และธรรมเนียมการแต่งงานสมัยเก่ามาให้อ่านกัน เพื่อเป็นเกร็ดความรู้และเข้าถึงจุดประสงค์งานแต่งงานกันมากขึ้น

 

แต่งงาน


1.
เพื่อนเจ้าสาว

          เรื่องของ
เพื่อนเจ้าสาวและจุดประสงค์ดั้งเดิมในเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจสำหรับการรักษาธรรมเนียมของงานแต่งงานมากทีเดียว ถึงแม้ในตอนนี้จะให้ความสำคัญกับการเลือกชุดของพวกเธอมากกว่าไปแล้วก็ตาม เพราะเมื่อย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าชุดของเพื่อนเจ้าสาวมีความใกล้เคียงกับชุดเจ้าสาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแต่งตั้งเพื่อนเจ้าสาวขึ้นมา ก็เพื่อทำให้วิญญาณ
ร้ายสับสน พร้อมกับปกป้องไม่ให้เจ้าสาวตกอยู่ใต้คำสาปของพวกมันนั่นเอง

แต่งงาน


2. ชุดแต่งงานสีขาว

          เนื่องจากในปี ค.ศ. 1840 สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นถึงความงดงามของชุดแต่งงานสีขาว นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหญิงสาวทั่วโลกก็เลยนิยมเลือกสวมชุดแต่งงานสีขาวกันเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งสีขาวยังเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์
ไร้เดียงสา และพรหมจรรย์ ดังนั้น กระแสของชุดแต่งงานสีขาวก็เลยยังคงอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน

แต่งงาน


3. แหวนแต่งงาน

          เมื่อย้อนกลับไปครั้ง
กรุงโรมยังรุ่งเรือง เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ชายสวมแหวนให้กับผู้หญิงมันก็จะหมายความว่า เขาผู้นั้นได้เป็นเจ้าของหญิงที่รักโดยสมบูรณ์ เนื่องจากในสมันนั้นแหวนเป็นสัญลักษณ์ของการครอบครอง อีกทั้งยังเชื่อว่าเส้นเลือดดำของนิ้วนางข้างซ้ายเชื่อมต่อกับหัวใจโดยตรง ก็เลยเป็นเหตุที่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมแหวนแต่งงานต้องสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายเท่านั้น

4. ปาร์ตี้สละโสด

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าธรรมเนียมการเลี้ยงฉลองก่อนสละโสดจะมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล และก่อกำเนิดขึ้นโดยชาว
สปาร์ตัน
โดยในคืนก่อนที่ชายชาวสปาร์ตันจะเข้าพิธีแต่งงาน พวกเขาจะมีการจัดปาร์ตี้ให้กับชายคนนั้นแบบชายโสดเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเชื่อหรือจุดประสงค์อื่นใด นอกเสียจากการเลี้ยงฉลองกันในหมู่เพื่อนฝูงเหมือนดังเช่นปาร์ตี้สละโสดในยุคปัจจุบันเท่านั้น

แต่งงาน


5. ช่อดอกไม้เจ้าสาว

          ในอดีตช่อดอกไม้เจ้าสาวทำจาก
สมุนไพรและพืชที่มีความเผ็ดร้อน เช่น กระเทียมหรือผักชีลาวเท่านั้น ส่วนสาเหตุก็เพื่อปัดรังควานจากการรบกวนของวิญญาณชั่วร้าย พร้อมกับปกป้องเจ้าสาวจากโรคภัยต่าง ๆ เท่านั้น โชคดีที่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปวัสดุที่นำมาประกอบเป็นช่อดอกไม้เจ้าสาวเริ่มมีความสวยงาม และดีไซน์ที่เก๋ไก๋มากขึ้นจากการนำดอกไม้ที่มีสีสวย ๆ หรือกลิ่นหอม ๆ มาจัดช่อนั่นเอง

6. การโปรย
ข้าวสาร

          นอกจากนี้ ในอดีตเมล็ดข้าวเป็นสัญลักษณ์ของเมล็ดแห่งชีวิต ดังนั้น พวกเขาก็เลยใช้การโปรย
ข้าวสารหลังจากที่บ่าวสาวเดินออกมาจากโบสถ์ เพื่อเป็นการอวยพรให้ทั้งคู่โชคดี ประสบความสำเร็จในการครองคู่ และมีชีวิตแต่งงานที่สมบูรณ์พูนสุข ซึ่งธรรมเนียมนี้ก็ยังนิยมปฏิบัติกันมาถึงปัจจุบัน แต่อาจไม่ค่อยได้เห็นการโปรยข้าวสารบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นการโปรยริบบิ้นหรือกระดาษสีแทน

7. อุ้มเจ้าสาวข้ามธรณีประตู

          ส่วนการอุ้มเจ้าสาวข้ามธรณีประตูก็แบ่งออกเป็น 2 จุดประสงค์ด้วยกัน โดยคนส่วนหนึ่งก็ทำเพื่อปกป้องเจ้าสาวของพวกเขาจาก
วิญญาณ
ชั่วร้าย ในขณะที่ผู้คนบางกลุ่มก็ทำเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าสาวสูญเสียพรหมจรรย์เร็วเกินไป แต่สำหรับในตอนนี้คนส่วนใหญ่มองว่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและโรแมนติกที่สุดไปแล้ว

          องค์ประกอบต่าง ๆ ของงานแต่งงานล้วนมีที่มาที่น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งยังช่วยไขข้อข้องใจเรื่องราวและที่มาของงานแต่งงานในหลาย ๆ ส่วนได้เป็นอย่างดีด้วย ก็หวังว่าที่มาและธรรมเนียมการปฏิบัติต่าง ๆ ของงานแต่งงานที่เว็บไซต์
All Women Stalk ได้นำเสนอไปทั้งหมดนี้ จะช่วยให้บ่าวสาวทุกคู่เข้าถึงจุดประสงค์ของการจัดงานแต่งงานกันมากขึ้นนะคะ

 

 


เจ้าสาวที่ประเทศ
ปากีสถาน จะต้องเพ้นท์เฮนน่าที่มือ ในช่วงเทศกาล mehndi ก่อนจะถึงวันแต่งงาน เพื่อความโชคดีและเป็นมงคล


 


บ่าวสาวชาวเกาหลีจะต้องแต่งชุดแต่งงานแบบโบราณที่มีอายุเก่าแก่ย้อนหลังไปก่ว่า 2,000 ปี และเจ้าบ่าวจะต้องแบกเจ้าสาวขึ้นหลังด้วย


 


เจ้าสาวชาวมอร็อคโค จะต้องประดับประดาเครื่องเพชรนิลจินดาชนิด "จัดหนัก" ท่วมตัวกันเลยทีเดียวในวันแต่งงาน และทั้งเจ้าสาวกับแขกผู้หญิงทั้งหมดในงานจะต้องเพ้นท์มือด้วยเฮนน่าทุกคน


 


ที่สก็อตแลนด์ เพื่อนเจ้าบ่าวและแขกเหรื่อผู้ชายทั้งหมดในงานแต่ง จะแต่งชุดประจำชาติ คือกระโปรงลายสก็อตไปร่วมงาน


 


ที่โยรูบ้า ประเทศไนจีเรีย เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว จะต้องหมอบคว่ำ ก่อนที่เจ้าสาวจะออกมาพร้อมผ้าคลุมหน้า

 


คู่แต่งงานชาวโบลิเวียจะต้องไปเฉลิมฉลองกันที่ริมทะเลสาบ Titicaca โดยมีพวงมาลัยดอกไม้โยงระหว่างคู่บ่าว-สาวตลอดเวลา


 


ประเพณีโยนช่อดอกไม้เจ้าสาวจากอเมริกา เชื่อกันว่าสาวโสดผู้รับช่อดอกไม้ได้จะเป็นผู้ได้แต่งงานคนต่อไป


 


คู่บ่าวสาวชาวญี่ปุ่นจะต้องดื่มเหล้าสาเก 9 จอก ที่ศาลเจ้าชินโต




 


ตามประเพณีดั้งเดิมของจีน เจ้าสาวจะไปที่บ้านเจ้าบ่าวโดยนั่งเกี้ยวไป


 


เค้กแต่งงานแบบฝรั่งเศสลักษณะคล้ายๆ เอแคลร์ นำมาตกแต่งเป็นชั้นสูงเหมือนภูเขาไฟ เรียกว่า croquembeuche


 


คู่แต่งงานชาวรัสเซียจะปล่อยนกพิราบร่วมกันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของพวกเขา


 


ประเพณียกน้ำชาให้กับคนเฒ่าคนแก่ในครอบครัวของชาวจีน-มาเลย์ ในพิธีแต่งงาน
 

 

 

 

 

 

 ธุรกิจโรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทย

 เมื่อเจอมาตรการภาษีจากยุโรปเต็มๆในต้นปี 2558 การแก้ไขง่ายๆก็คือต้องไปพึ่งพิงฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
แน่นอนว่า เราไปเพิ่มเงินเพิ่มงานเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วสินค้าภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร รวมทั้งการประมง พวกเขาจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร หรือสินค้าเหล่านี้
ชื่อเสียง คุณภาพและความมั่นใจของต่างประเทศ ไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรนขวนขวายกำแพงภาษีอะไรแล้ว

จากข่าวที่พอจะสรุปได้ โรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทยต้องไปพึ่งฐานผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าและเวียดนาม
ตอนนี้ก็ประมาณ 20 กว่าเจ้า อีก 30 กว่าเจ้าก็จะตามไปไม่เกินสิ้น พ.ย. แล้วหาก ลาวและกัมพูชาพร้อมเปิดรับล่ะ
แรงงานเขาก็ถูกกว่า คุณภาพก็อยู่ที่การบริหารจัดการ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเสี้ยนเศรษฐกิจ การคลัง พาณิชย์
การอุตสาหกรรม การต่างประเทศของรัฐบาล ตีนปืน นี้ พวกเขาคิดอะไรอยู่นอกเหนือจากสิ่งโง่ๆที่ทำอยู่
เพียงเพื่อให้ได้รับการ ยอมรับ จากคนในประเทศเห็นว่า รัฐบาลตัวเองทุ่มเทช่วยแบบสิ้นคิดแล้ว

แน่ๆต้นปี 58
กลุ่มประเทศยุโรป..และเมกา
...
จะมีมาตรการ...ทางภาษี
กีดกันสินค้าไทย..กว่า 700 ชนิด
...
ต่างชาติ..เขาพูดเรื่องนี้
ตั้งแต่ทหาร..ยึดอำนาจประชาชนใหม่
...
มาถึงวันนี้..ยังไม่เคยได้ยินว่า
รัฐบาลทหาร..จะแก้ปัญหานี้ยังไง
....
เห็นวุ่นวาย..อยู่กับเรื่อง
จัดสรรปันส่วน..สารพัดตำแหน่ง
...
ทั้งคณะรัฐบาลทหาร...สนช. สชป.
และยังมีคณะกรรมาธิการ..โน่น นี่ นั่น เป็นกระบุง
....
กระตือรือล้น..เรื่องการกำหนดเงินเดือน
กำหนดเงินประจำสารพัดตำแหน่ง...กันสนุกสนาน
แถมยังมีแต่ข่าวขึ้นราคาพลังงาน..ขึ้นภาษี ห่วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศาลอิหร่านตัดสินประหารชีวิต หญิงวัย26ด้วยการแขวนคอ ข้อหาฆ่าชายที่พยายามข่มขืนเธอ

 

วันนี้ (25 ต.ค.)อัลจาซีรารายงานถึงกระแสประณามทางการอิหร่านหลังจากดำเนินการประหารชีวิต  น.ส.เรย์ฮาเนห์ จับบารี วัย 26 ปี ด้วยการแขวนคอที่เรือนจำในกรุงเตหะราน หลังเธอต้องโทษในคดีฆ่านายมอร์เตซา อับโดลาลิ ซาร์บานดี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงข่าวกรองอิหร่าน ซึ่งนายซาร์บานดีพยายามจะทำการข่มขืน เธอจึงใช้มีดแทงนายซาร์บานดีเพื่อปกป้องตัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2550

 

 

             view_resizing_images

 

 

 

 

ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเรียกร้องให้พิจารณาโทษประหารดังกล่าวอีกครั้ง โดยนางฮัสซิบา ฮัดจ์ ซาห์รูอิ รองผู้อำนวยการภาคพื้นตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ขององค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า น.ส.จับบารีไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ควรได้รับ เนื่องจากการสอบสวนยังมีช่องโหว่ที่น.ส.จับบารีเคยให้การว่า มีชายอีกคนเข้ามาในบ้านของตนวันเกิดเหตุ แต่กลับไม่สืบค้นเรื่องให้กระจ่าง

ซ้ำร้ายศาลสูงอิหร่านยังยืนโทษประหารชีวิตน.ส.จับบารี ทั้งที่เธอได้ยืนกรานว่าใช้มีดแทงนายซาร์บานดีเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าให้ตาย ทั้งนี้ศาลได้ตัดสินให้ประหารชีวิต น.ส.จับบารีในวันที่ 30 ก.ย. แต่ระงับโทษชั่วคราวหลังถูกนานาประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) กดดันอย่างหนัก ก่อนจะสั่งให้ดำเนินการแขวนคอน.ส.จับบารีในที่สุด

 

พื้นที่
 -  รวม 1,648,195 ตร.กม. (17)
636,372 
ตร.ไมล์ 

ประชากร

 - 

2548 (ประเมิน)

68,467,413 

 

 

อิหร่าน (เปอร์เซีย: ایران) หรื่อชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (เปอร์เซีย: جمهوری اسلامی ايران) เป็นประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งช่วงก่อนปี พ.ศ. 2478ชาวตะวันตกเรียกว่า เปอร์เซีย

อิหร่านมีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดต่อกับปากีสถาน (909 กิโลเมตร) และอัฟกานิสถาน (936 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับเติร์กเมนิสถาน (1,000 กิโลเมตร) ทิศเหนือจรดทะเลแคสเปียน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับอาเซอร์ไบจาน (500 กิโลเมตร) และอาร์มีเนีย (35 กิโลเมตร) ตุรกี (500 กิโลเมตร) และอิรัก (1,458 กิโลเมตร) ส่วนทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย (ทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้) และอ่าวโอมาน (ทิศตะวันออกเฉียงใต้)

ในปี พ.ศ. 2522การปฏิวัตินำโดยอายะตุลลอฮ์ โคมัยนี (Ayatollah Khomeini) ทำให้มีการก่อตั้งเป็น สาธารณรัฐอิสลามโดยโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวีที่ปกครองภายใต้สาธารณรัฐอิสลามเทวาธิปไตย (theocratic Islamic republic) ทำให้ชื่อเต็มของประเทศนี้ในปัจจุบันคือ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran, جمهوری اسلامی ایران)

 

 อิหร่านมีปริมาณแก๊สธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับสองของโลก และมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับสามของโลก[11][12] เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับสองของโอเปก และมีศักยภาพจะกลายมาเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานของโลก

        

 

 

 

 

 

หญิงอิหร่านแห่โพสต์ภาพไม่สวม "ฮีญาบ" ลง Facebook!!

 

 

หญิงอิหร่านแห่โพสต์ภาพไม่สวม "ฮีญาบ" ลง Facebook!!

ผู้หญิงมุสลิมชาวอิหร่านจำนวนหนึ่งพากันโพสต์ภาพถ่ายที่ไม่สวมใส่ ฮีญาบ หรือ ผ้าคลุมผมลงเพจ "มาย สเตลตี้ ฟรีดอม" (My Stealthy Freedom)

 ผู้หญิงในประเทศอิหร่านยังคงไม่ได้รับสิทธิในสังคมเทียบเท่ากับผู้ชาย

เช่น มีการกำหนดจำนวนการรับนักศึกษาหญิงที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในแต่ละปี ซึ่งถือว่า เป็นการควบคุมสิทธิ เสรีภาพ เป็นการเลือกปฏิบัติในสังคม และผู้หญิงก็ไม่สามารถที่จะขอหย่าหรือเลือกสามีของตัวเองได้ แต่ผู้ชายมุสลิมแค่บอกภรรยา ตัวเองสามครั้ง พร้อมจดหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ว่าต้องการจะขอหย่า ก็สามารถหย่ากับภรรยาได้เลย ในยุคปัจจุบันเพียงแค่ส่ง sms ไปบอกผู้ที่เป็นภรรยา เพียงสามครั้ง ก็สามารถหย่ากับภรรยาได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ถือว่าเป็นการกีดกันสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิง และมีการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในสังคมให้เห็นอย่างชัดเจน

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เพจ My Stealthy Freedom นี้สร้างโดยนักข่าวหญิงชาวอิหร่านซึ่งทำงานอยู่ในอังกฤษ และได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านเสรีภาพของรัฐบาลอิหร่านอยู่เสมอ โดยในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่สร้างเพจนี้ขึ้นมา ก็มีคนไปกดไลค์มากถึง 130,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายชาวอิหร่าน โดยในเพจมีการโพสต์รูปภาพประมาณ 150 รูปจากแฟนเพจ ซึ่งเป็นภาพถ่ายผู้หญิงมุสลิมชาวอิหร่านที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา โดยปราศจากฮีญาบหรือผ้าคลุมศีรษะ และถ่ายในสถานที่ต่างๆ ทั้งชายทะเล บนถนน และหมู่บ้านในชนบท ซึ่งเจ้าของภาพต่างบรรยายสั้นๆว่า พวกเธอต้องการให้เส้นผมของตัวเองได้สัมผัสสายลมและแสงแดด ซึ่งมันคือ อิสรภาพของพวกเธอในช่วงเวลาสั้นๆ

ทั้งนี้ ประเทศอิหร่านหลังมีการปฏิวัติอิสลามเมื่อ 35 ปีที่แล้ว รัฐบาลได้ออกกฎห้ามไม่ให้ผู้หญิงออกจากบ้านโดยปราศจากการสวมใส่ผ้าคลุมผม โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตั้งแต่ถูกปรับไปจนถึงจำคุก ทำให้ในช่วงหลายปีมานี้ ประเด็นการสวมใส่ฮีญาบได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่การต่อต้านเนื่องจากมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพสตรี แต่ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายสนับสนุนให้สวมฮีญาบอย่างเคร่งครัด ซึ่งเพจ My Stealthy Freedom นี้ก็ถือเป็นอีกช่องทางที่สะท้อนความคิดของผู้หญิงมุสลิมจำนวนหนึ่งในสังคมอิหร่านต่อประเด็นนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 โอ้ที่รัก เธอคือชีวิต คือจิตใจ เธอคือทุกๆสิ่งของฉัน ขอบคุณพรหมลิขิตที่ทำให้ฉันมาเจอกับเธอ

 อัมร ดียาบ คนนี้ดังมาก เสียงเพราะสุด

 

 

 

ชูวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก การสรรหา กมธ.ยกร่าง รธน. "ยิ่งเลือกมาก ยิ่งเละเทะ"

กระทู้ข่าว

การเมือง

ชูวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก การสรรหา กมธ.ยกร่าง รธน. "ยิ่งเลือกมาก ยิ่งเละเทะ"

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 18:10:48 น.
    

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น  โบราณเขาบอก "เลือกนัก มักได้แร่" หมายความว่า ถ้าเลือกมากเกินไป มักได้ของไม่ดี

การสรรหา "คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" หรือที่เรียกกันว่า "36 อรหันต์ทองคำ" ดูเหมือนจะง่ายแค่ชี้นิ้วเพราะมาจาก สปช. ส่วน สปช. ก็มาจาก คสช. อีกที แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน จำเป็นต้องเลือกบุคคลที่ "เป็นกลาง" สะท้อนมาจากท่านผู้นำ พลเอกประยุทธ์ ที่บอกว่า ไม่ซ้ายไม่ขวา ต้องการทำงานเพื่อบ้านเมือง ให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน

แต่เกรงว่าโผรายชื่อที่ออกมาจะกลายเป็น "เพชรฆาต" ที่ส่งมาเชือดฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าจะมีชื่อท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานหวยล็อค แต่จะไปทำอะไรได้?

สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ จำเป็นต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าภารกิจนี้เป็นการ "เสียบเพื่อชาติ" ยึดหลักการณ์ให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข

คณะกรรมาธิการยกร่างฯที่จะมีขึ้น ย่อมเป็นที่จับจ้องว่าจะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนไทยทั้งชาติ หรือแค่พิฆาตกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ประชาชนเขาจับตาดูอยู่ เพราะแค่เริ่มต้นก็ได้กลิ่นการวิ่งเต้นแย่งชิงกันบรรลุเป็นอรหันต์

ต่อให้เป็นกรรมาธิการ "ท๊อปบู๊ท" ทหารทั้งเซ็ต ยังดีกว่ากรรมาธิการที่เคยขึ้นเวทีม็อบเย้วๆอยู่หลัดๆ เพราะชาวบ้านเขาจะหมดศรัทธาว่า ท้ายสุดก็แค่ละครการเมืองบทหนึ่งเท่านั้น

ตอนนี้ก็เลือกเฟ้นกันเข้าไป แต่อย่าเลือกมากนัก เพราะหากยิ่งเลือกมาก แทนที่จะได้อรหันต์ กลับเป็นแค่สามเณรบวชใหม่ เดินกลับวัดยังไม่ถูก

เข้าสำนวนโบราณของไทยที่ว่า "ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น" มีความหมายว่า ดูเหมือนรอบคอบถี่ถ้วนแต่ไม่รอบคอบถี่ถ้วนจริง

"ยิ่งเลือกมาก ยิ่งเละเทะ"


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414235257

 

 

วิ่งเข้าใส่ตะหานเต็มๆ ชักสนุกแล้วหล่ะ


เป็นเรื่องพี่กับทหาร แต่พวกพี่ด่ารัฐบาล ทำไมไม่ด่าให้ถูกตัวหล่ะครับ


"วีระ" แฉถูกยัดคุกเขมรเพื่อปิดปากเรื่องของหนีภาษี เชื่อกองกำลังบูรพามีเอี่ยว ถาม "ประวิตร" รู้ไหม ?
"วีระ" แฉถูกยัดคุกเขมรเพื่อปิดปากกรณีบ้านหนองจานเป็นจุดหนึ่งที่มีลักลอบขนของหนีภาษี แจงตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา มี ตชด. - ทหารพราน ตั้งจุดตรวจถี่ยิบ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่รู้เห็นเป็นใจไม่มีทางขนของเถื่อนได้แน่นอน ระบุพื้นที่ในการควบคุมของกองกำลังบูรพา มี 3 จุดใหญ่ที่มีการลักลอบ ซึ่งสัปดาห์ก่อนเจ้าหน้าที่กรมศุลฯ ยังต้องล่าถอย หลังลุยโกดังเจ้าแม่เสื้อมือสองรายใหญ่ซึ่งใกล้ชิดกับทหารใหญ่มากใน "..." ถาม "ประวิตร" รู้บ้างไหม
วันนี้ (24 ต.ค.) นายวีระ สมความคิด โพสต์เฟซบุ๊ก "Veera Somkwamkid" ว่า ต้องยอมรับว่าทุกส่วนราชการมีทั้งคนดีและไม่ดี คนไม่ดีจะต้องถูกลงโทษ" พูดแล้วทำให้ได้นะ

ใครบ้างที่บอกว่าผมเดินล้ำเข้าไปในเขตของเขมร 55 เมตร ที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แล้วส่งผมกับคุณราตรีไปติดคุกที่เปรย์ซอว์เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน เพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย เนื่องจากบริเวณบ้านหนองจานเป็นจุดหนึ่งที่มีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจุดใหญ่จุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของกองกำกับการ ตชด.ที่ 12

ส่วนพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยู่ในการควบคุมของทหารกองกำลังบูรพา ที่มีการลักลอบขนของหนีภาษี คือกองร้อยทหารพรานที่ 12 ที่ควบคุมดูแลตั้งแต่บ้านป่าไร่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ไปจนถึง ต.ทับพริก จาก ต.ทับพริกไปจนถึง อ.คลองหาด จ.จันทบุรี อยู่ในการควบคุมดูแลของกองร้อยทหารพรานที่ 13 ตามแนวชายแดนจะมีการวางกำลังทั้ง ตชด.และทหารพรานอยู่โดยตลอดมีจุดตรวจห่างกันตั้งแต่ 500 , 700 เมตร ขบวนการขนของเถื่อนถ้า ตชด. และทหารพราน ไม่รู้เห็นเป็นใจไม่มีทางลักลอบขนของเถื่อนได้แน่นอน

ของที่ลักลอบมีจำนวนมากและมีน้ำหนักมากด้วยต้องขนกันตั้งแต่รถปิ๊กอัพ รถหกล้อ จนถึงรถ 18 ล้อ มีการทำสะพานข้ามมาจากทางฝั่งกัมพูชา ลองคิดดูของหนีภาษีขนกันมาเป็นคันรถ ตชด.และทหารพรานจะมองไม่เห็นเลยหรือ วิ่งตามกันมาเป็นขบวน จุดตรวจอยู่ห่างกันแค่มองเห็น
ผมจะบอกให้นะคุณประวิตร จุดที่ลักลอบของสินค้าหนีภาษีจุดใหญ่ ๆ ที่อยู่ในการควบคุมดูแลของทหารพราน (กองกำลังบูรพา) มีดังนี้ 1.กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ซึ่งดูแลตั้งแต่ตลาดโรงเกลือไปจนถึงบ้านท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 2. กองร้อยทหารพรานที่ 1302 บ้านคลองสมบูรณ์ ต.ทับพริก อ.อรัญประเทศ 3. กองร้อยทหารพรานที่ 1303 บ้านเขาดิน อ.คลองหาด

สาเหตุของเรื่องนี้เนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ต.ค.2557) เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจากส่วนกลาง ได้จับกุมขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ที่โกดังของนางดวงพร (เจ้าแม่เสื้อมือสอง ที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโรงเกลือ มีข้อมูลบอกว่านางมีความใกล้ชิดกับทหารใหญ่มากใน ........) บริเวณบ้านหนองเอียน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งโกดังของนางดวงพรตั้งอยู่ติดคลองพรมโหดชายแดนกัมพูชา เจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลางอาศัยจังหวะที่ทหารพราน (ในจุดที่อยู่ในการควบคุมดูแลของ กองร้อยทหารพรานที่ 1206) ยกไม้กั้นถนนเพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ด้านในเดินทางเข้าออก นำรถของเจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลางจู่โจมเข้าไปทันที แต่รถของนักข่าวถูกทหารพรานที่ด่านดังกล่าวสามารถกักเอาไว้ ทำให้นักข่าวไม่สามารถตามเข้าไปได้ มีชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลางมีการโต้เถียงกับทหารพรานอย่างรุนแรง ในที่สุดศุลกากรจากส่วนกลางต้องล่าถอยออกมามือเปล่า โดยไม่สามารถยึดของหนีภาษีออกมาจากโกดังของนางดวงพรได้แม้แต่ชิ้นเดียว เรื่องอย่างนี้คุณประวิตรรู้บ้างไหม ?

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าไปพัวพันการลักลอบของผิดกฎหมายบริเวณตามแนวชายแดนว่า เรื่องนี้ พล.อ.อดุมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำชัดเจนแล้วว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ให้ข้อมูลเป็นถึงอธิบดีกรมศุลกากรจะกระทบหลายหน่วยงานจำเป็นจะต้องมาพูดคุยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในส่วนของอธิบดีกรมศุลกากรก็จะต้องทำรายงานขึ้นมาว่าใครทำอะไร ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าทุกส่วนราชการมีทั้งคนดีและไม่ดี คนไม่ดีจะต้องถูกลงโทษ
ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

 

 

 

เรื่องไมล์ยังไม่จบ มีคนสงสัยซื้อโบกี้รถไฟตู้ละ 40 ล้านเทียบรถทัวร์คันละ4 ล้าน

 

จากข้อเขียนคุณบรรยงค์ พงษ์พาณิช ใน www.thaipublico.com
ยกมาบางส่วน

Date: 21 ตุลาคม 2014

บรรยง พงษ์พานิช

ใครเห็นข่าวการจัดซื้อ
รถไฟโดยสารรุ่นใหม่ของ ร.ฟ.ท. 115 คัน เกือบ 4,700 ล้านบาท แล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ ผมขอเรียบเรียงความรู้สึกส่วนตัวให้ฟังนะครับ

- การจัดซื้อรถใหม่ย่อมเป็นเรื่องดี เพราะรถเก่านั้นสภาพโหลยโท่ย ไม่มีใครอยากนั่ง (แถมไม่ปลอดภัย…อย่างกรณีน้องแก้ม) แต่ผมสงสัยหน่อยๆ ว่า ได้มีการศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ เรื่องความคุ้มทุนหรือเปล่า จะตั้งราคาดี แข่งกับ
รถทัวร์ และเครื่องบิน อย่างที่ท่านปลัดฯ (นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม) ว่าได้จริงไหม (พูดอย่างนี้ แสดงชัดว่าต้องการแข่งขัน ไม่ใช่สวัสดิการประชาชนที่อาจยอมขาดทุนได้อย่างที่ชอบอ้างๆ กัน) เรื่องนี้น่าจะมีการเปิดเผยรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ต่อสาธารณะได้นะครับ

- สมมติว่ามีการศึกษาความเป็นไปได้จริง..ซึ่งเขาก็ต้องทำให้เป็นไปได้อยู่แล้ว ผมก็ยังคงสงสัยอยู่ดีว่า การซื้อโบกี้ที่มีที่นั่ง 36 ที่ ในราคา 40 ล้านบาทนั้น มันคุ้มค่าได้อย่างไร ในเมื่อ
รถทัวร์ 36 ที่นั่ง มันคันละ 4.0 ล้านบาทเอง (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ของ ร.ฟ.ท. มากกว่าของเอกชนแน่นอน) ร.ฟ.ท. ที่มีขาดทุนสะสมบักโกรกกว่าแสนล้านบาทควรที่จะลงทุนเพิ่มเรื่องนี้เองหรือไม่

สรุปเบื้องต้นว่า..ในประเด็นแรก ผมสงสัยมากว่า ที่ซื้อนี่ ควรซื้อ หรืออยากซื้อ

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญ คือ วิธีการจัดซื้อ

- ในข่าวไม่ได้มีการเปิดเผยว่าจัดซื้อกันอย่างไร มีการประมูล หรือจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ …ถ้าประมูล เริ่มต้นวิเคราะห์ออกแบบ
TOR กันอย่างไร กำหนดราคากลางด้วยวิธีใด มีใครเข้าประมูลบ้าง เสนอราคากันเท่าใด …ถ้าจัดซื้อวิธีพิเศษ ก็คงต้องเปิดเผยรายละเอียดยิ่งขึ้นอีก ว่าทำไมต้องพิเศษ เร่งด่วนอย่างไร สืบราคากันดีแล้ว วิเคราะห์ทางเลือกอื่นๆ (เช่น ต่อเองอย่างที่เคยทำ)

- ไอ้ที่งงกว่านี้ก็คือ ผลสุดท้ายของการได้คู่ค้านี่แหละครับ …ในกิจการร่วมค้า
บีบีซี
ที่ได้สัญญาไปนั้น บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ น่ะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่อีกสองบริษัทไทยนี่สิครับ คือ บริษัท เขาหลักแบมบู ออร์คิด จำกัด กับ บริษัท ร่วมมิตรเหมืองแร่ จำกัด เห็นชื่อแล้วชวนให้สงสัยอยู่ครามครัน ว่าเข้ามามีส่วนร่วม มีบทบาทยังไงในเรื่องนี้ .....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


บริเวณต้องยิ่งเอาใจใส่
กลับทำเหลวไหลให้ขายหน้า
โอ้พระแก้วคู่เมืองเรืองพารา
โดนน้ำรินสิ้นท่า...เอ๋อว่าไง ?

 

 



                              
 

 

 

 

 

 

 

//เย้วๆ นักท่องเที่ยวกลับมาแล้ว "welcome to thailand"

 

Q3/2557 -7% ถึงจะติดลบแต่ชี้วัดวัดได้ว่าปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบต้นปีที่ผ่านมา


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]


   20 ต.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นาย
จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จัดรายการผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง PEACETV (เอเชียอัพเดท เดิม) โดยกล่าวอย่างมีอารมณ์ถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รอง นายกฯ และรมว.แรงงาน ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เมื่อวานนี้ (19 ต.ค.) และได้พาดพิงถึงคนเสื้อแดง และหยามเกียรติตนเอง และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ตอนหนึ่งว่า

"คุณ (เฉลิม) มันหมาลอบกัด หน้าตัวเมีย เจอหน้า ผมไม่ยกมือไหว้ ห่วยแตก คุณไม่ออกมาพูดก็ไม่มีใครคิดว่าโง่"

"ผมมีมือมีตีน ผมมันไม่ใช่คนสอพลอ ผมรู้แล้วใครที่เป่าหู พ.ต.ท.
ทักษิณให้เข้าใจเสื้อแดงผิดๆ มาตลอด ไม่ต้องมาคบกัน ต่อไปผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ"

"มาบอกคุณทักษิณมีความสุขมีรัฐประหาร -คุณ
ยิ่งลักษณ์แฮปปี้โดนยึดอำนาจ จะตายอยู่แล้วยังมาพูดแบบนี้ ผมบอกนะ ร.ต.อ.เฉลิม เสื้อแดงไม่ใช่ควาย" 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก่จนใกล้แง้ม..ฝาโลงแล้ว
กลับพูดไม่คิด..พูดจนคนอื่นเสียหายไปแล้ว
...
ดันออกมาดิ้นแก้ตัว..ว่าไม่ได้พูด
แล้วนักข่าว..จะกล้านั่งเทียนเขียนเองรึ
...
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก..
ที่คนๆนี้ปากพาจน..(ปากพอๆกับ กกต.ไอ้หน้าปรุ)
...
คราวก่อน..ก็ออกมาเล่นงาน
อัยการสูงสุด
ส่งเรื่องฟ้องจำนำข้าว..ให้กลับไปหาหลักฐานมาใหม่
...
เพราะดันเอาแต่หน้าปกงานวิจัย...แนบไปให้เขา
ทั้งที่มันเป็นรายงานวิชาการ..ไม่ใช่หลักฐานข้อเท็จจริง
...
แทนที่จะรับเรื่องกลับไป..และขอบคุณเขาที่แนะนำ
ดันพูดจาดูถูกเหยียดหยามเขา..โดยพูดว่า
....
หากอยากได้หลักฐานอะไร..ก็ต้องขอมาเอง
ถ้าเห็นหลักฐานแล้ว..
อัยการ
จะเป็นลมล้มคว่ำ
....
เล่นเอาชาวบ้านด่าเช็ด..กันทั้งประเทศนึกว่าจะเข็ด
ที่ใช้วาจาสามหาว..ใส่คนอื่นอย่างไม่ไว้หน้าใครเลย
...
นี่เอาอีกแล้ว..พูดกล่าวหาคนอื่นแบบลอยลม
ใครขน ขนเมื่อไหร่ ขนอย่างไร..ขนไปไหน
....
ถ้ารู้ว่าใครขนเงินออกนอก..มากมายขนาดนั้น
ทำไมไม่ดำเนินการ..เอาคนผิดมาลงโทษ
...
ถ้ารู้ลึกถึงขนาดนั้น...แล้วไม่ดำเนินอะไร
เอาแต่พูดลอยลม...ปาวๆอย่างเดียว
.......ผิด ม.157 นะขอบอก

 

 

 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ค่านิยม 12 ประการ กับนาฬิกามูลค่า 3,900,000 บาท!!!

กระทู้สนทนา


การสร้างค่านิมให้ประสบผลสำเร็จนั้น ต้องปลูกฝังลงไปในรากฐานจิตใจของเด็กและเยาวชน โดยผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ด้วย
ก็คิดจะเอาท่านผู้นำเป็นแบบอย่างนะครับ   



แต่มาเจอ  รายการทรัพย์สินของท่าน   ซึ่งเป็นครอบครัวข้าราชการ   เฉพาะนาฬิกาก็เกือบสี่ล้านบาทไทยแล้ว   ขัดกับ"ค่านิยม"ที่จะนำไป
"ปลูกฝัง"ให้เยาวชนเป็นอย่างยิ้ง   น่าจะเอาข้อนี้ออกนะครับ   เพราะท่านเองก็ทำไม่ได้!!!

ลิงค์ที่มา  https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/795724810485979

guest

Post : 16/10/2014 19:48     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ไล่เเมลงออกจากรถ

 

  

หนุ่มกำแพงเพชร ซิ่งกระบะขนไข่เป็ดส่งขาย แต่ใช้มือไล่แมลงวันในรถ ทำให้เสียหลักพุ่งลงคูน้ำข้างทาง ไข่ 5 พันฟองแตกเละ เหลือเพียง 15 ฟอง
 
 
 573985-01

 

ร.ต.ท. คำรณค์ จันทิตย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะพุ่งตกคูน้ำข้างทางถนนพหลโยธิน ขาขึ้น หมู่ 2 ต.ธำมรงค์ อ.เมืองกำแพงเพชร ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะอีซูซุ 4 ประตู สีดำ ทะเบียน กง 698 กำแพงเพชร พลิกตะแคงขวา อยู่ในคูน้ำ สภาพด้านหน้าพังยับเยิน มี นายนเรนทร์ กิจจา อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 2 ต.ธำมรงค์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เป็นผู้ขับขี่ พร้อมด้วยญาติอีก 3 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

นายนเรนทร์ คนขับให้การว่ากำลังนำไข่เป็ดกว่า 5,000 ฟอง ไปส่งที่ จ.ตาก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีแมลงวันบินอยู่ภายในรถตรงหน้าตน จึงเปิดกระจกพร้อมทั้งใช้มือปัดเพื่อที่จะไล่แมลงวันออกไป ปรากฏว่า รถของตนเกิดเสียหลักชนกับหลัก กม.ข้างทางเข้าอย่างจังจนหลัก กม.หลุดกระเด็น จากนั้นพุ่งตกลงไปพลิกตะแคงในคูน้ำ ส่วนไข่เป็ดกว่า 5,000 ฟอง แตกเละกระจายเต็มทั่วบริเวณ เหลือไข่เป็ดสภาพสมบูรณ์เพียง 15 ฟอง เท่านั้น

 

 

573985-02 573985-03

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับบางคนที่มักเดินทางไกลหรือต้องเร่งรีบเดินทาง ก็มักจะเอาอาหารไปทานบนรถไปเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา และเมื่อทำบ่อยๆ เข้าก็มักจะมีเหล่าบรรดามดมาแวะเวียน ครั้นจะไล่กลับไล่ยากซะนี่

 
มดนั้นจะอาศัยอยู่กันเป็นรังโดยช่วยเหลือกันทำรังและหาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นตัวล่อให้เจ้ามดพวกนี้ เข้ามาในรถของคุณอย่างดีเลยทีเดียว และเมื่อพบเห็นมดขึ้นรถควรรีบกำจัดไล่ไปเสียตั้งแต่พบเห็น ไม่ควรปล่อยปะละเลย เดี๋ยวมันจะสร้างรังแพร่พันธ์ในรถคุณ ทีนี้ละหาทางวิธีกำจัดได้ยากแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีกันครับ
 
1. การล้างรถ เมื่อพบมดกำลังวิ่งเล่นวุ่นวายอยู่ภายในรถของเรา ก็ต้องเอาไปล้างกันละครับ เพื่อเพิ่มความสะอาดให้แก่ตัวรถมันซักหน่อยทั้งในและนอกตัวรถ จะล้างรถเองหรือจะไปร้านล้างอัดฉีดก็แล้วแต่ ความพึงพอใจเลยครับ ถ้าล้างเองก็อย่าลืมเอาแผ่นรองฝุ่นมาเคาะล้างไปด้วยเลยก็ดีครับ
 
2. พวกยาฉีดฆ่าแมลง  เริ่มด้วยฉีดยาเข้าไปในตัวรถแล้วปิดประตูปิดกระจกรถเราให้สนิท แล้วทิ้งไว้ซักประมาณ 30 นาที แล้วค่อยมาเปิดประตูเปิดกระจก ระบายกลิ่นยาฆ่าแมลงออกไป
 
3. เหยื่อกำจัดมด หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อว่า "ซันเจี่ย" จากดักซ้ำลงไป เผื่อมีมดที่มันซุกตัวอยู่ตามซอกมุม ที่มีชีวิตรอดจากยาฆ่าแมลงที่เราฉีดไปในหัวข้อที่ 2 แต่ควรอ่านคู่มือการใช้งานก่อนเริ่มการใช้ด้วยนะครับเพื่อความปลอดภัยต่อตัวเองด้วยนะครับ
 
แต่ถ้าท่านไม่ชอบใช้สารเคมีกลัวมีผลกระทบต่อร่างกาย เราก็มีวิธีแบบปลอดสารพิษมาบอกเหมือนกันครับ
ใช้น้ำตาลทราย 2 ถ้วย เอาไปผสมกับน้ำเปล่าน้ำสะอาด 1 ถ้วย และผสมกับกรดบอริก 2 ช้อนชา ทีนี้เราก็จะได้กับดักไว้ล่อมดแล้วครับ ใส่ถ้วยวางตั้งทิ้งไว้ในรถสักคืน
 
ถ้าไม่อยากเบียดเบียนฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่น ก็ควรรักษาความสะอาดบนรถของท่านให้ดีละครับ ไม่ทิ้งอาหารหรือขยะเศษอาหารไว้บนรถ และถ้าชีวิตประจำวันจำเป็นต้องนำอาหารไปทานบนรถบ่อยๆ อยู่ลองตรวจเช็คให้ดีๆ ว่ามีมดมาเยี่ยมที่รถของท่านหรือยัง ปล่อยไว้นานมันก็จะแก้ได้ยาก
 
ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก melvyn yeo

 

 ขอเสนอให้  นำขวดน้ำพลาสติกใสหรือขุ่นก็ได้เจาะรูประมาณมดผ่านได้ที่ด้านข้างแล้วเอาทิชชู่ยัดลงไป  เสร็จแล้วเติมน้ำลงไปพอให้ทิชชู่มันแฉะแล้วปิดฝาเอาไปวางในรถ (ให้รูหงายขึ้นนะขอรับ)   แล้วเอารถไปตากแดด ( จะขับไปจอด ลากไป เข็นไป แบกไป ยกไป ก็แล้วแต่วิจารณญาณ ) หลักการก็คืออากาศในรถมันร้อนมดจะหาที่เย็นอยู่ก็จะมาชุมนุมกันในขวดเพราะว่ามันเย็น
กว่าที่อื่นในรถ รวมถึงพวกที่เป็นมดงานด้วย ( ไอ้พวกนี้ซวยหน่อย ) จะขนไข่ มาด้วยถือเป็นการกำจัดที่สิ้นซากดีทีเดียว หลังจากที่ได้มดมาเต็มขวดแล้วจะนำไปทิ้ง ไปประหาร ไปปล่อยป่า ไปออกงานวัด ไปเลี้ยงดูต่อ หรือปล่อยกลับเข้าไปในรถอีกก็แล้วแต่จะพิจารณาครับ  แต่ผมอยากเสนอว่า ไม่ควรใช้สารเคมีอย่างยิ่งนะครับ  เพราะเกิดสารตกค้างแน่นอนครับพี่

 

 

 

 

อยากรู้ไหมครับว่า ทำธุรกิจอะไรกำไรได้ถึง 130  เท่า ??

 

 

มีหลายท่าน คงอยากจะทราบว่า  มีธุรกิจอะไรบ้างไหมที่สามารถ

ทำกำไรได้มาก  ยิ่งทำกำไรได้หลายเท่าตัวก็ยิ่งดีมากๆ   เป็นที่

ปรารถนากันทั้งนั้น  สำหรับผู้ประสงค์จะลงทุนน้อยๆ แต่ให้รวยไวๆ

 

สมมติว่า  วันนี้เรามีเงินเริ่มทำธุรกิจเพียงแค่ 150 บาท หรือ

ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ  เราจะทำอย่างไร  จึงจะให้เกิดกำไร

สูงๆ  เท่าที่จะทำได้

 

 

ศาสตราจารย์ Tina Seelig  อาจารย์สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย  ได้ให้โจทย์ทางธุรกิจ

กับนักศึกษาว่า 

 

สมมติคุณมีเงินเริ่มธุรกิจได้แค่ 5 เหรียญ  คุณจะทำยังไงให้ได้

กำไรกลับมาสูงสุด 

 

ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 4 ทีม และให้เวลาเพียงแค่

1 สัปดาห์ ไปคิดหาวิธีมา และให้เวลา 2 ชั่วโมงสำหรับภาคปฏิบัติ

ในการทำเงินให้ได้กำไรกลับมาสูงสุด แล้วให้มารายงานหน้าชั้น

เรียนเป็นเวลา 3 นาที

 

 

 

 

ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้  จะคิดหาไอเดียอย่างไรดี

 

เราลองมาดูไอเดียที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีม

ได้เลือกทำกันจากเงิน 5 เหรียญนี้ 

 

กลุ่มที่หนึ่ง เอาเงินไปซื้อมะนาว น้ำตาล และมาทำน้ำมะนาวขาย

หน้ามหาวิทยาลัย     อืม…ก็เข้าท่า

 

กลุ่มที่สอง ไปรับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัย

คิดเงินคันละ 1 เหรียญ  จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงิน

บริจาคจะได้เยอะกว่า เลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน อันนี้ออก

แนวการกุศล

 

กลุ่มที่สาม ได้เงินมากกว่าทั้งสองกลุ่ม และมีคิดสร้างสรรค์ได้ 

ค่อนข้างดี คือ พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์ และให้

เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาว ๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่น แล้ว

ให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอ

ได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20

เหรียญ ได้ลัดคิวกันไปเลยไม่ต้องยืนรอ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อย

เหรียญในเวลา 2 ชั่วโมง เพราะใคร ๆ ก็อยากมาแล้วได้ทาน

อาหารเลย

 

กลุ่มที่สี่ กลุ่มที่ชนะเลิศในครั้งนี้ สามารถหาเงินได้ถึง  650

เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขา

ไม่ได้ใช้เงิน 5 เหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไรกัน

 

หลังจากที่พวกเขาประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขา

จะขายเวลา นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า บางคนบอกไปซื้อล็อตเตอรี่

ดีกว่า ไปลาสเวกัส และอื่น ๆ

 

แต่ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน

5 เหรียญ แต่เป็นเวลา 3 นาทีต่างหาก สำหรับการนำเสนอแผน

ธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย

สแตนฟอร์ด จำนวนเป็นร้อย ๆ คน ที่ต้องการนั่งฟังรายงานโดย

ไม่ลุกไปไหน

 

นักศึกษากลุ่มนี้จึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้า แล้วก็ได้ขาย

เวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา

3 นาที โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแทน (ไม่ต้องเหนื่อนกันเลย

ทีเดียว)

 

พอถึงวันที่ต้องรายงาน นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจาก

ฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัวเอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกัน

ไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วทางบริษัทได้จ่ายเงิน 650 เหรียญ

สำหรับเวลา 3 นาทีที่มีค่าให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้ เรียก

ได้ว่าไอเดียดีจริง ๆ ครับ

 

 อาจารย์ปลื้มใจที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบอย่างเหลือเชื่อ !!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พลิกปูม เปิดประวัติ "เทียนฉาย กีระนันทน์" ยี่ห้อจุฬาฯ นั่งหัวขบวน ประธานสปช. ...... มติชนออนไลน์

 

กระทู้สนทนา
นับแต่มีการประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จำนวน 250 คนออกมา

ประชาชนคนไทยก็ได้เห็นโฉมหน้า ของผู้ที่จะเข้ามาชำระสะสาง สร้างบ้านแปงเมือง ด้วยการเดินหน้า
ชูแคมเปญใหญ่ การปฏิรูปประเทศไทย ก่อนจะให้มีการเลือกตั้ง

สปช. มีที่มาจากการคัดเลือก สรรหา แต่งตั้ง รวมทั้งหมด 11 ด้านด้วยกัน มีชื่อคนเล็ก คนใหญ่ ในแวดวง
ที่คุ้นเคย และ หลายคนผลิกโผ หลายคนมาตามคาด แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย

อีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึง ตั้งแต่มีชื่อปรากฎ และไม่ตลาดวาย เลยสักวันนั่นคือ ชื่อของ "ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์"
ที่เป็น แคนดิเดต คว้าเก้าอี้ ประธาน สปช. แบบมาแรง แซงโค้ง "บวรศักดิ์ อุววรรณโณ"

ล่าสุด วันนี้ 21 ตุลาคม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยปู่ชัย นายชัย ชิดชอบ บิดา เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้เสนอชื่อ
ดร.เทียนฉาย และแม้ว่าจะมีการเสนอชื่อ อลงกรณ์ พลบุตร แข่ง แต่ก็ได้ขอถอนตัวไป ทำให้ถือว่ามีการเสนอ
ชื่อเพียงคนเดียว ทำให้ถือว่า ที่ประชุม สปช.ได้มีมติเลือก [url]"เทียนฉาย กีระนันทน์" เป็น ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ
แบบนอนมา ชนะใสๆ ไม่ต้องลุ้นกันให้ยาก ชนิดที่ไม่มีล็อค งานนี้ มีแต่เสียงสนับสนุนมาตั้งแต่ยังไม่นัดโหวตด้วยซ้ำ
แม้จะมีกระแสเซ็งแซ่ผ่านระบบไลน์มาด้วยก็ตาม
 
 
 
 





 
 
 
มติชนออนไลน์ ชวนประชาชนทุกท่าน มาติดตามประวัติ "ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์" ในฐานะ
ที่จะก้าวขึ้นมานำหัวขบวนประเทศชาติให้ เดินหน้าต่อไป ตามทิศทางที่ได้มองวางกันไว้บางแล้ว ว่าน่าสนใจขนาด
ไหน เหมือนที่สำนักข่าวฉบับหนึ่งพาดหัวตัวโตว่า "ยี่ห้อจุฬาฯ คุม สปช." นั่นเอง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ปัจจุบัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สรรหามาจากด้านอื่นๆ
และรองประธานกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

รับราชการเป็นอาจารย์ เติบโตมาเรื่อยๆ จนกระทั่งขึ้นแท่นเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รั้วจามจุรี
สีชมพู ต่อจากอาจารย์จรัส สุวรรณเวลา ที่ออกก่อนครบวาระ

กระทั่ง ก่อนเกษียณอายุราชการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 11 ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่เทียบเท่าตำแหน่ง ปลัดกระทรวงเลยทีเดียว
 
 
 


 

 
 
 
ประวัติการทำงานที่จุฬาฯ อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 2510-2514, อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์
2514-2521, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2521-2524, รองศาสตราจารย์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
2524-2526, ศาสตราจารย์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2526-2539, ศาสตราจารย์ ระดับ 11 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
2539-2548, ศาสตราจารย์กิตติคุณ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2550

[url]ในด้านการศึกษา ดร.เทียนฉาย จบการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, M.A. (Economics & Demography) บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อยัง มหาวิทยาลัยฮาวาย,
A.M. และ Ph.D. ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก

เข้าเรียน หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ว.ป.อ.รุ่น 37 มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส
สปช. - สมหาย ภาษี รมว.คลัง เป็นต้น


อยู่จุฬาฯ แต่เคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, เป็นอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาฯ, เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ของ วช., บุคคลดีเด่นของชาติ คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
พ.ศ. 2539 และดำรงตำแหน่งอื่น ๆ อีกมากมาย

หลายๆท่าน อาจคุ้นหูกับนามสกุล "กีระนันทน์"
 
 


  

 
 
 
ใช่แล้ว ภริยาของ ดร.เทียนฉาย คือ คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ที่เป็นอดีตอธิการบดีจุฬาฯ เช่นกัน นี่ต้องนับว่า
ทั้งสามีและภรรยา เติบโต นั่งตำแหน่งบริหารในจุฬาฯ อย่างยิ่งใหญ่ทั้ง 2 ท่าน

ขณะที่ในปัจจุบัน คุณหญิงสุชาดา ยังนั่งเก้าอี้ เป็น นายกสภาจุฬาฯ อีกด้วย โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม
กรรมการ
สภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ
ร่วมคณะกรรมการ

คุณหญิงสุชาดา เป็น สนช. เมื่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

มาครั้งนี้ ดร.เทียนฉาย คู่สมรส เข้าป้าย เป็น สปช.

ที่มานี้   คงบอกได้ดี  ว่าทำไมถึงมาเป็น ประธานสปช. ....
โปรดอย่าลืม  คุณหญิง สุชาดา  เป็นแกนนำกปปส.ฝ่ายจุฬา ...
รับผิดชอบ เวที กปปส. สีแยกปทุมวัน ....
เรื่องนี้  น่าจะสำคัญ  กว่าประวัติ ดีเด่นด้านการศึกษา .... และการทำงาน  
 
 
 
  

 
 
แต่ที่แน่นอนกว่า ก็คือ คุณหญิงสุชาดา นั่งแท่นเป็น เก้าอี้ กรรมการสรรหา สปช.ด้านสังคม

แม้ว่า ดร.เทียนฉาย จะมาเป็น สปช.ใน ด้านอื่นๆ

ส่วนการทำหน้าที่ นำหัวขบวนของ ดร.เทียนฉาย จะเป็นอย่างไรนั้น

ประชาชนคงต้องช่วยกันจับตาดู ฝีมือ และ ผลงานนั่นเอง
 
 


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413859498

สาวแว่น

 

 

 

 ที่มานี้   คงบอกได้ดี  ว่าทำไมถึงมาเป็น ประธานสปช. ....
โปรดอย่าลืม  คุณหญิง สุชาดา  เป็นแกนนำกปปส.ฝ่ายจุฬา ...
รับผิดชอบ เวที กปปส. สีแยกปทุมวัน ....
เรื่องนี้  น่าจะสำคัญ  กว่าประวัติ ดีเด่นด้านการศึกษา .... และการทำงาน  

 

 

 

รูปภาพ : #เสพกวีฝ่ายหนึ่งมุ่งแก้ไขไม่แก้แค้นอีกฝ่ายโกรธเคืองแค้นไม่แก้ไขอีกฝ่ายสร้างผลงานประกาศไว้อีกฝ่ายโกงบรรลัยได้ซากปูนอีกฝ่ายโดนกลั่นแกล้งสารพัดอีกฝ่ายผิดชัดๆกลับเงียบสูญอีกฝ่ายได้ประชามาค้ำจุนอีกฝ่ายได้ปืนกระสุนคอยแย่งชิงกลอนโดย จำรัส เศวตาภรณ์
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

                  บาห์เรนเข้าใจสถานการณ์ไทย ร่วมมือแก้ศก.

 

 

 

 

          บาห์เรนเข้าใจสถานการณ์ไทย ร่วมมือแก้ศก.

 


 

'พล.ต.วีรชน' เผย บาห์เรน เข้าใจสถานการณ์ ชื่นชมไทยทุกด้าน ร่วมมือแก้ ศก. ปากท้อง พร้อมเชิญเยือนประเทศ

 

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค คณะทำงานทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า บาห์เรน มีความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านความมั่นคง พร้อมชื่นชมประเทศไทย และศักยภาพของคนไทยในทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน ไทยและบาห์เรน มีความใกล้ชิดและเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน โดยร่วมกันเร่งแก้ปัญหาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมที่จะรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากประเทศไทย และให้ความร่วมมือในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ยังมีความสนใจที่จะซื้อข้าวจากประเทศไทย รวมถึงหารือร่วมกันในเรื่องข้าวและอุตสาหกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ปรารภกับ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ในการผนึกกำลังดูแลภาคเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เทียบเชิญนายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศบาห์เรน อย่างเป็นทางการ และยินดีเป็นผู้ประสานงานประเทศในกลุ่มอาหรับให้กับประเทศไทย

 

 

 

 

 บาห์เรน (อังกฤษ: Bahrain; อาหรับ: البحرين‎) หรือชื่อทางการ ราชอาณาจักรบาห์เรน (อังกฤษ: Kingdom of Bahrain; อาหรับ: مملكة البحرين‎) เป็นประเทศเกาะในอ่าวเปอร์เซีย โดยมีสะพานเชื่อมต่อกับซาอุดีอาระเบียที่อยู่ห่างจากเกาะประมาณ 28 กิโลเมตร คือ สะพานคิงฟะฮัด ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ส่วนสะพานมิตรภาพกาตาร์-บาห์เรน ที่กำลังอยู่ในระหว่างวางแผนงานนั้น จะเชื่อมต่อบาห์เรนเข้ากับกาตาร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นสะพานขึงที่ยาวที่สุดในโลก

 

 

พื้นที่
 -  รวม 750 ตร.กม. (176)
253 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) น้อยมาก
ประชากร
 -  กรกฎาคม 2548 (ประเมิน) 688,345 (157)
 -  ความหนาแน่น 987 คน/ตร.กม. (?)
2,556 คน/ตร.ไมล์
 

 

เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
มานามา
26°13′N 50°35′E / 26.217°N 50.583°E / 26.217; 50.583
ภาษาราชการ ภาษาอาหรับ
การปกครอง ชะรีอะฮ์
 -  พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อัลเคาะลีฟะฮ์
 -  นายกรัฐมนตรี เชคเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อัลเคาะลีฟะฮ์

 

 
  • อันดับ 3 : จังหวัดนนทบุรี

    จังหวัดนนทบุรี มีขนาดพื้นที่ 622 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1,101,743 คน (ข้อมูลปี 2553) เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคกลางของประเทศไทย โดยจัดเป็นพื้นที่ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร มีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ เกาะเกร็ด วัดเล่งเน่ยยี่ ตลาดน้ำวัดแสงสิริธรรม

  •  

     

     

  • อันดับ 2 : จังหวัดภูเก็ต

    จังหวัดภูเก็ต มีขนาดพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 345,067 คน (ข้อมูลปี 2553) เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะต่างจากจังหวัดอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่พื้นที่ของจังหวัดทั้งหมดเป็นเกาะกลางทะเลแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ แหลมพรหมเทพ หาดป่าตอง ถนนบางลา

  •  

     

     

  • อันดับ 1 : จังหวัดสมุทรสงคราม

     

  • สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (หน่วยงานบางแห่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคตะวันตก) มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดของประเทศ คือประมาณ 416.7 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีจำนวนประชากรน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วย (จำนวนประชากร 194,057 คน : ข้อมูลปี 2553) นับเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและมีชายฝั่งทะเลติดอ่าวไทยยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไม่มีภูเขาหรือเกาะ มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มโดยพื้นที่ฝั่งตะวันตกจะสูงกว่าฝั่งตะวันออกเล็กน้อยแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ ตลาดน้ำอัมพวา โบสถ์ปรกโพธิ์ ค่ายบางกุ้ง อาสวิหารพระแม่บังเกิด

 

 

"ซ่องบาห์เรน" ...เส้นทางค้ากาม 30 นาที 2 พัน

 

 


 

 

          วันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา สื่อมวลชนรายงานข่าวผู้หญิงไทย 10 คน ถูกช่วยออกมาจากซ่องโสเภณีเมืองมานามา ประเทศบาห์เรน โดยการช่วยเหลือประสานงานจากตำรวจไทยและตำรวจสากล ความเป็นมาเบื้องหลังเกิดจากเหยื่อรายหนึ่งใช้โปรแกรม "กูเกิล เอิร์ธ 3 มิติ" สืบหาแผนที่จนรู้ว่าตัวเองถูกกักขังไว้ที่ใด ก่อนส่งเอสเอ็มเอสไปแจ้งนักข่าวขอความช่วยเหลือ "คม ชัด ลึก" เปิดใจสาวไทยใจกล้าที่ใช้นามสมมุติว่า "วาดี" ไปแล้ว แต่ปริศนาที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยคือ 


            ทำไม "บาห์เรน" จึงกลายเป็นแหล่งขุดทองของแก๊งค้าหญิงไทย ?
           "แม่แท็ก" (Contract) เป็นคำเรียกชื่อย่อของแม่เล้ากว่า 50 ราย ที่สร้างเครือข่ายซ่องหญิงไทยในบาห์เรนมานานกว่า 50 ปี เบื้องหลังสมาชิกกลุ่มแม่แท็ก หรือแม่เล้า มีที่มาที่ไปแตกต่างกัน แต่แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กลุ่มหญิงไทยที่แต่งงานกับชาวบาห์เรนแล้วย้ายไปอยู่กับสามี พอเห็นลู่ทางทำมาหากินก็ชักชวน น้องๆ ญาติๆ ที่มีอาชีพนั่งดริงค์ หรือทำงานตามผับบาร์ในเมืองไทยให้มาขุดทอง 2.กลุ่มผู้หญิงกลางคืน เคยมาค้าบริการทางเพศในบาห์เรนอยู่แล้ว แต่ต้องการเพิ่มระดับตัวเอง จึงแยกตัวออกมาจากแม่แท็กคนเดิม แล้วสร้างกลุ่มใหม่ของตนขึ้นมา โดยชักชวนเพื่อนๆ มาจากเมืองไทย ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นแม่เล้ามืออาชีพ ที่มีแฟนเป็นแมงดาและมีมาเฟียท้องถิ่นให้การสนับสนุน

 

 

 
          

 

  แม่เล้าทั้ง 3 กลุ่มนี้ มีกลวิธีหลอกลวงสาวๆ จากเมืองไทยให้มาขายเซ็กส์หลากหลายรูปแบบ ทั้งเสาะหาเหยื่อเองหรือจ้างนายหน้าให้ช่วยหา บางรายจะบอกความจริงไปเลยว่า เธอต้องมาขายบริการทางเพศนะ แต่รายได้ดีกว่าเมืองไทย รายได้หลักแสนบาทต่อเดือน หรือ บางรายใช้วิธีหลอกลวงว่ามีงานที่เงินดี นวดไทยหรือร้านอาหารไทย เหยื่อก็ตาลุกวาวอยากมาขุดทองทันที


เมื่อเดินทางมาถึงจึงรู้ว่า สถานที่ทำงานนั้น เป็นห้องแคบๆ ในโรงแรมสองดาว หรืออพาร์ตเมนต์ราคาถูกเหมาเช่าเป็นรายปี แล้วยัดเยียดให้อยู่กันห้องละ 5-8 คน และห้ามออกไปไหน มีแมงดาท้องถิ่นร่างใหญ่คุมเข้ม 


             "มาบาห์เรนไม่ต้องขอวีซ่า 14 วัน ทำให้ใครก็กล้าเสี่ยงมา พวกแม่เล้าออกค่าตั๋วเครื่องบินกับค่ารถให้ อย่างมากไม่ถึง 5 หมื่นบาท แต่พอมาถึงต้องเป็นหนี้ทันที 3-5 แสนบาท เงินที่นี่คิดเป็นดีนาห์ 1 ดีนาห์เท่ากับ 80 บาท 125 ดีนาห์ประมาณ 1 หมื่นบาท ราคาขายบริการทางเพศจะคิดทีละครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ครั้งได้ 1,500 บาท 1 ชั่วโมง 2 ครั้งได้ 3,000 บาท ถ้าประตูหลังด้วยจะได้ 50 ดีนาห์ หรือ 4,000 บาท"


              แหล่งข่าวจากชมรมชาวไทยในบาห์เรนให้ข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนย้ำเตือนว่า หญิงไทยส่วนใหญ่ที่มาขุดทอง ต้องทนทุกข์ทรมานหลายปีจึงจะหมดหนี้ การจ่ายหนี้แม่แท็กหมด 3-4 แสนบาท ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละวันถูกบวกค่าใช้จ่ายมหาโหด ทั้งค่าห้องพักค่าอาหาร รวมกันประมาณเดือนละ 8 หมื่นบาท ดอกเบี้ยถูกทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด พอหมดหนี้สินก็เริ่มปีกกล้าขาแข็ง กลายเป็นแม่เล้ารุ่นใหม่หลอกเพื่อนมาขายตัว เหมือนอยากแก้แค้นชีวิตจนกลายเป็นแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ 


             "บาห์เรน" ชื่อทางการว่า "ราชอาณาจักรบาห์เรน" (Kingdom of Bahrain) เป็นเกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ประชากร 1.2 ล้านคน เนื่องจากอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษยาวนานถึง 150 ปี จึงผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ทางศาสนาอิสลามไปมาก โดยเฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์ และสถานท่องเที่ยวยามค่ำคืน กลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของกลุ่มประเทศอาหรับ ชาวซาอุดีอาระเบีย ชาวกาตาร์ และประเทศใกล้เคียงจะเดินทางมาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อดื่มและเที่ยวกลางคืน โดยเฉพาะบนถนนโลกีย์หรือถนนเอ็กซิบิชั่น (Exhibition Road) มีหญิงไทยบริการนั่งดริงค์กับแขกอยู่ตามบาร์และดิสโก้ของโรงแรม 2-3 ดาวกว่า 80 แห่ง เช่น รร.ซีเชล, รร.บาห์เรนอินเตอร์เนชั่นแนล, รร.อัลจาซีรา, รร.แคปปิตอล, รร.แมรี่แลนด์, รร.กัลฟ์เกท, รร.รอยัล, รร.ฟัลคอม, รร.พลาซ่า, รร.โอเอซิส ฯลฯ

 

 


             

 

นักธุรกิจไทยรายหนึ่งเล่าว่า นอกจากหญิงไทยแล้ว ยังมีหญิงจีนเข้ามาทำงานขายเซ็กส์ด้วย เฉพาะผู้หญิงไทยเดินทางเข้ามาวันละไม่ต่ำกว่า 3-4 คน เมื่อสิบปีที่แล้วมีประมาณพันกว่าคน ตอนนี้พุ่งสูงเกือบ 5,000 คนแล้ว แก๊งค้าหญิงข้ามชาติเหล่านี้มีระบบจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจไทย ตำรวจบาห์เรน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 ประเทศ ฯลฯ รัฐบาลบาห์เรนรับทราบปัญหาขบวนการค้ามนุษย์จากเมืองไทยและจีนเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้จริงจังในการแก้ปัญหา เหตุผลเบื้องลึกคือ หากไม่มีพวกเธอมาสร้างความคึกคักให้ชีวิตกลางคืน นักท่องเที่ยวจะหายไปทันที หมายถึงตัวเลขรายได้ลดลงมหาศาล


              "ธาตรี เชาวชตา" หัวหน้าฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2553 เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยช่วยเหลือหญิงไทยกลับประเทศได้ 205 คน ล่าสุดช่วงเดือนมิถุนายน 2554-กรกฎาคม 2555 จำนวน 202 คน สำหรับวิธีการนั้น เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนว่า หญิงไทยโดนกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือบังคับค้าประเวณีที่ใด จะประสานตำรวจท้องที่เข้าช่วยทันที จากนั้นจัดหาบ้านพักฉุกเฉินให้อาศัยอยู่ชั่วคราวระหว่างรอเอกสารเดินทางกลับไทย ปัญหาที่พบคือ ส่วนใหญ่โดนแก๊งค้ามนุษย์ยึดพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินไว้ ดังนั้นต้องประสานงานออกเอกสารเดินทางชั่วคราวให้ก่อน และสำรองเงินให้ยืมเงินเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน 


               หัวหน้าฝ่ายกงสุลผู้คลุกคลีกับปัญหาหญิงไทยค้าประเวณีในบาห์เรนมานานหลายปี เสนอทางออกว่า มี 4 วิธีเบื้องต้น คือ 1.ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ด้านลบและอันตรายต่างๆ ให้ผู้หญิงรับรู้ว่า กว่าจะได้เงินมาต้องเสียต้นทุนสูง ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 2. ต้องจัดการเรื่องทุจริตคอรัปชั่นของขบวนการค้ามนุษย์ 3.หามาตรการป้องกันไม่ให้หญิงไทยที่เคยถูกจับข้อหาค้าประเวณีในต่างประเทศ เมื่อถูกส่งตัวกลับไทยแล้ว ยังพยายามกลับไปทำซ้ำคดีเดิมอีก และข้อสุดท้ายคือ เร่งแก้ไขปัญหาความยากจน เมื่อพวกเขาไม่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเลือกขายบริการทางเพศเป็นทางออก!!

 

 

 

                                           

                                              วงอ๊าดนาน
 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อคืนนี้(19ต.ค.57) เวลา 22.00น. นายกฯปู ได้พาน้องไปป์ -ศุภเสกข์ อมรฉัตร บินไปพักผ่อนที่ญี่ปุ่น และจะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น 3 วัน
และในวันที่ 24ต.ค.57 ท่าน ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางมารับไปทำบุญที่อินเดีย
โดย ส.ส.เพื่อไทยจะเดินทางไปร่วมทำบุญด้วยเป็นจำนวนมาก
และ นายกฯปู จะกลับไทย 26ต.ค.57

  คงไปทอดกฐินที่พุทธคยา. อินเดีย

 

 

 

 

 

 

 เหลิม จิตอาฆาต ชี้เป้าทำลายทักษิณ และยิ่งลักษณ์เท่านั้น

 

 

ทุกตัวอักษร อาบด้วยยาพิษ ถ้าดูเผินๆ ส่วนหนึ่งประหนึ่งเห็นใจ หรือเตือนสติ แต่ถ้าเพ่งดีๆ อย่างใจเป็นธรรม นี้คือกลยุทธที่อันตราย ชี้เป้าให้ทำลาย ให้หน่อย ที่แย่คือไปเดาในสิ่งที่ไม่เกิด เพื่อให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์คุณต้องเร่งกำจัดเสีย
ถามว่า เหลิ่ม เก็บความแค้นอาฆาตร ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และเสื้อแดง อย่างเลียดเย็น จริงๆ

เคยจำได้ ยิ่งลักษณ์ ปลดเหลิม แบบเลือกคนตามสถานการณ์ มากกว่าเอามันส์ จึงปรับให้ เหลิม จาก มท.1 ไปนั่งตำแหน่ง แรงงานฯ
แทนที่ เหลิม จะมองสถานการณ์ออก แต่เหลิม อาฆาตรแค้นไว้ ลึกๆ

"คน ที่ได้กำไรที่สุดเป็นพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดูจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด เพราะช่วยแก้ปัญหาการเมืองในพรรคเพื่อไทยให้หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่แกนนำคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวจนกระทบกระทั่งกับรัฐบาล เองในตอนนั้น ปัญหาความวุ่นวายหลายอย่างในปลายรัฐบาล ที่ทำอะไรลำบาก ปฏิวัติรอบนี้ พ.ต.ท. ทักษิณต้องส่ง Petrus (เปตรุส-ไวน์ราคาแพง) มาให้ พล.อ. ประยุทธ์สัก 12 ลัง" ...ทักษิณบอกมิงมาฆ่ากรูดีกว่าไหมเหลิมนี้คือการแส่ให้ คนเกลียดทักษิณ ทั้งสองฝ่าย และคนทั้งโลก คิดไปได้ว่า ทักษิณสั่งให้ยึดอำนาจน้องสาวตนเอง นั้นแหละ

(เข้าสู่ภาวะเตรียมเลือกตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มั่นใจเกิน 700 ล้านเปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าไม่มีคดีร้ายแรงถึงขั้นโดนตัดสิทธิ์ ยังไงก็ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ส่วนตระกูลชินวัตรคนอื่นจะทยอยลงมา ทั้งบุตรชาย หรือคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ ดูแล้ว คุณหญิงอ้อไม่ใช่ทางที่จะมาเล่นการเมือง)..
นี้คือ เป็นการวางยาเพื่อฆ่า หรือส่งชิกให้ ฝ่ายเกลียด ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และตระกูลชินวัตร ฆ่าตระกูลนี้เสีย และเป็นเพิ่มความกลัวให้สังคม ให้คนที่เกลียดตระกูลนี้ขึ้นอย่างมากกว่าเดิมไปเอาเรือ่งเดา ที่ยังไม่ได้เกิด ไปเดาได้ว่า ตระกูลนี้จะลงเล่นการเมืองทุกคน นี้คือการฆ่าการบอกว่า นายกยิ่งลักษณ์ยังไงก็มา นี้คือบอกว่า พวกมิงแขวน ตัดสินลงโทษเท่านั้น จึงจะได้เกิด

เจอคนรอบสังหาร อยู่ใกล้ๆนี้เอง ยื่นน้ำผึ้งอาบยาพิษให้กินแท้ๆ

นรกไหมละ เหลิม

 

 

       "จตุพร"ของขึ้นด่า"เหลิม"คล้ายหมาลอบกัด

 

 

 เมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าว ในรายการ "มองไกล" ทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ตอบโต้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่พาดพิงคนเสื้อแดงมีความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทยในช่วงการชุมนุมทางการ เมือง ตอนหนึ่งว่า การพูดดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายตน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. อีกทั้งยังทำลายความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคนเสื้อแดง รวมถึงพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ถนนอักษะ ไม่ได้มีความขัดแย้งกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงนั้น

ดังนั้นการที่บอกว่าการยึดอำนาจเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเสื่้อแดงมีปัญหากับรัฐบาลจึงถือว่า ร.ต.อ.เฉลิมโกหก และ ที่บอกว่าพรรคเพื่อไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ได้กำไรจากการยึดอำนาจในครั้งนี้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะตนไม่เคยได้ยินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ามีความสุขจากการยึดอำนาจ การพูดอย่างนี้เท่ากับฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะจะกระทบต่อความรักความศรัทธาที่ประชาชนมีให้ โดยอาจมองว่าเขามาปฏิวัติรัฐบาลตัวเอง แล้วยังมีความสุข

นาย จตุพร กล่าวอีกว่า ส่วนที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งที่จะถึง และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการคิดเพียงชั้นเดียว

และชี้เป้าให้ สนช.เร่งดำเนินการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะไม่จัดการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบว่าที่บ้าน ร.ต.อ.เฉลิม มีกระจกหรือไม่ เพราะเวลาต่อสู้เราไม่เคยได้ยินเสียง ร.ต.อ.เฉลิม แต่ในวันที่ชนะกลับได้ยินเสียง และเป็นความจริงที่คนเสื้อแดงจะไปคุมพรรคเพื่อไทยได้ หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูด ตนรอที่จะเจอในงานศพของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาฯ โดยถ้าเจอหน้าจะไม่ยกมือไหว้ แต่สุดท้าย ร.ต.อ.เฉลิมก็ไม่ไป

ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะจัดการคนเสื้อแดงจริง ๆ แค่ยกหูโทรศัพท์มาบอก ผมก็จะลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้ แต่ไม่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะจิตใจต่ำอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูด ผมและนายณัฐวุฒิมีมือมีตีน ไม่กลัว ซัดมาก็ซัดไป เพราะไม่ใช่นักการเมืองงี่เง่า หน้าอย่าง หลังยาก ทำตัวเป็นหมาลอบกัด นิสัยขี้นินทาคล้ายหน้าตัวเมีย ไม่ใช่นิสัยของผม สถานการณ์อย่างนี้คุณมากระทืบผมโชว์ คสช.ทั้งที่ไม่เคยต่อสู้ร่วมกันมาเลย คุณประกาศผีไม่เผาเงาไม่เหยียบได้ ผมก็ประกาศได้ ผมไม่สนใจ ไม่ต้องคบกัน อย่ามาเสียงดังกับผม เพราะผมจะสวนทุกกรณี บางคนเสียงดัง แต่หัวใจเท่าขามด"นายจตุพร กล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ได้พยายามโทรศัพท์สอบถามเรื่องดังกล่าวกับ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ร.ต.อ.เฉลิมบอกผ่านคนใกล้ชิดว่า ไม่ซีเรียส ขออยู่เฉย ๆ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

 

 

                           วัฒนธรรมของคนเกาหลี

 

 

วัฒนธรรมคนเกาหลี

วัฒนธรรมคนเกาหลี

 

 

ชาวเกาหลีใต้ได้สร้างวัฒนธรรมที่โดดเด่นผ่านช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมหลายๆอย่าง

เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของหลากหลายศาสนาซึ่งมีอิทธิพลมากต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของ

ชาวเกาหลีมาจวบจนปัจจุบันนี้

 

การทักทาย

Korean DO (คนเกาหลีทำ)

การกล่าวคำทักทาย และคำขอบคุณต้องก้มหัวคำนับเสมอการโค้งต่ำระดับไหนนั้นขึ้นอยู่กับความ

อาวุโสของอีกฝ่าย

Korean DON? T (คนเกาหลีไม่ทำ)

ทักทายด้วยการโอบกอดในที่สาธารณะ นอกเสียจากเพื่อการร่ำลา

 

 

การเรียกผู้อื่น

Korean DO (คนเกาหลี ทำ)

? การเรียกคนที่ไม่รู้จักกัน หรือไม่รู้จักชื่อบางคนจะใช้คำพูดที่เป็นการเกริ่นนำขึ้นมาก่อนไม่ได้มีคำ

เรียกบุคคลนั้นตายตัว (เช่น ขอโทษนะคะ,ไม่ทราบว่า) แต่บางคนจะมีคำสรรพนามที่สามารถ</