Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 09/09/2014 18:26     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  อินโดนีเซีย พูดจริงทำจริง

  

 

 

 

 

 

 

 

                                      อินโดฯล้มโครงการซื้อรถหรูรับครม.ใหม่

 

 

เลขาธิการ ครม.อินโดฯสั่งล้มโครงการซื้อรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง ครม.ชุดใหม่ หลังว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียลั่นอยากให้ใช้รถประจำตำแหน่งคันเดิม เพื่อประหยัดเงินงบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่านายซูดิ ศิลาลาฮี เลขาธิการสำนักประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย ตัดสินใจยกเลิกโครงการจัดซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มูลค่า 92,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 230 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี อดีตประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่ง หลังจากนายโจโก วิโดโด หรือโจโกวี ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา และว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้ หลังจากมีเสียงวิจารณ์จากประชาชนว่ารัฐบาลใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินไป


ประกอบกับดำริของนายโจโกวี ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องการให้บุคคลในคณะรัฐบาลใช้รถยนต์โตโยต้า คราวน์ มูลค่าคันละ 1,200 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 3 ล้านบาท) ที่จัดซื้อมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เป็นรถประจำตำแหน่งต่อไปเพื่อประหยัดเงินงบประมาณของประเทศ

โครงการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งเดินหน้าจนถึงขั้นตอนหลังการประมูลจัดหาและได้ผู้จัดหารถยนต์ประจำตำแหน่งให้แก่คณะรัฐบาลแล้ว โดยบริษัท พีที เมอร์เซเดส-เบนซ์ อินโดนีเซียเป็นผู้ชนะการประมูลครั้งนี้ แต่ต้องถูกยกเลิกในที่สุด

ทั้งนี้ ระหว่างการดำเนินโครงการจัดซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคณะรัฐบาล ก็มีเสียงวิจารณ์จากประชาชนอย่างมาก แม้เลขาธิการสำนักประธานาธิบดีจะยืนยันว่ามูลค่ารถยนต์หรูจากเยอรมนีนั้นมีราคาถูกกว่ารถยนต์ญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า แต่ไม่เปิดเผยว่าราคาที่แตกต่างกันมีจำนวนเท่าไหร่

ด้านนายโจโกวี ที่ขี่รถจักรยานมาทำงานที่ศาลาว่าการกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า ตนเคยกล่าวกับเลขาธิการสำนักประธานาธิบดีถึงเรื่องการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งแล้วว่า ตนต้องการใช้รถยนต์คันเดิม เพราะยังมีสภาพที่ดี และต้องการให้คณะรัฐมนตรีทุกคนตระหนักถึงการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งในแต่ละวันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ก่อนหน้านี้ นายโจโกวียังเรียกร้องให้ศาลฎีกาล้มกฎหมายที่เป็นเกราะป้องกันนักการเมืองจากการถูกตรวจสอบความผิดการฉ้อฉล ที่ระบุให้ผู้ที่ต้องการตรวจสอบนักการเมืองต้องขอรับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิเศษแห่งสภาก่อนที่จะทำการสอบสวนการคอร์รัปชั่นหรืออาชญากรรมอื่นๆ ของนักการเมืองในสภาได้

ประธานธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน เป็นผู้ลงนามผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่รัฐบาลนายยูโดโยโนถูกกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่น ฉ้อฉลบ่อยครัง รวมทั้งล่าสุดที่นายเจโร วาซิค รัฐมนตรีพลังงาน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีข่มขู่และรับสินบนมูลค่า 841,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25 ล้านบาท)

 

 

 

 ประวัติรถBenz


เมร์เซเดส-เบนซ์ หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า เบนซ์ นับเป็นรถเยอรมันุคณภาพเยี่ยมอีกยี่ห้อหนึ่ง สัญลักษณ์ของรถยี่ห้อนี้ เป็นรูปดาวสามแฉกล้อมรอบด้วยวงกลม ผู้ผลิตรถเมร์เซเดส-เบนซ์ คือ บริษัท ไดมเลร์-เบนซ์ อาเก ( DAIMLER-BENZ AG) แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป ภายใน บริษัท ไดมเลร์-เบนซ์ อาเก ถือกำเนิดในปี 1926 โดยเป็นผลลัพธ์จากการรวมตัวของผู้ผลิตรถยนต์สองรายที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ยุคบุกเบิก คือ บริษัท DAIMLER MOTORENGESELLS- CHAFT ซึ่ง โกทท์ลีบ ไดมเลร์ (GOTTLIEB DAIMLER) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ผู้ประดิษฐ์รถยนต์สี่ล้อคันแรกของโลก ก่อตั้งเมื่อปี 1890 กับบริษัท BENZ & CIE ของคาร์ล เบนซ์ (CARL BENZ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกที่ผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย และขณะที่รวมกิจการเข้าด้วยกันโกทท์ลีบ ไดมเลร์ได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปี

 

ส่วนชื่อ เมร์เซเดส (MERCEDES) ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อรถนั้น มีจุดเริ่มต้นในปีที่โกทท์ลีบ ไดมเลร์ถึงแก่กรรมเมื่อ วิลเฮล์มมายบัค (WILHELM MAYBACH) ผู้สืบทอดกิจการจากโกทท์ลีบ ไดมเลร์ได้ตั้งขื่อรถขนาด 35 แรงม้า ที่ส่งเข้าแข่งขันและได้รับชัยชนะที่เมืองนีศ ในประเทศผรั่งเศสว่า “เมร์เซเดส” ตามชื่อธิดาคนโตของเอมิลเจลลิเนค (EMIL JELLNEK) นายธานคารชาวออสเตรียซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถให้แก่ไดมเลร์ในขณะนั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเมร์เซเดสก็ได้กลายชื่อยี่ห้อรถของไดมเลร์ ครั้นเมื่อรวมกิจการเข้ากับเบนซ์ในอีก 26 ปีต่อมา รถที่บริษัทใหม่นี้ผลิตออกจำหน่ายก็ใช้ชื่อ “เมร์เซเดส-เบนซ์” และใช้เครื่องหมายดาวสามแฉกล้อมรอบด้วยวงกลมเป็นสัญลักษณ์ติดต่อกันมาตราบจนปัจจุบัน ไดมเลร์-เบนซ์ นับเป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ที่สามารถประยุกต์ขบวนการผลิตแบบ MASS PRODUCTION หรือ “มวลผลิต” เข้ากับการผลิตรถระดับหรู หรือ EXOTIC CAR ปัจจุบัน ไดมเลร์-เบนซ์ มีฐานะเป็นบริษัทอุตสาหกรรมที่มียอดขายสูงสุดของเยอรมนี

 

ในปี 1990 ไดมเลร์-เบนซ์ ทำยอดขายได้รวมทั้งสินประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1989 เป็นต้นมา ไดมเลร์-เบนซ์ ได้แยกกิจการผลิตรถยนต์ออกเป็นบริษัทเอกเทศมีชื่อว่าบริษัท เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก (MERCEDES-BENZ AG) บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นใหม่นี้ มีฐานะเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของเยอรมนี ในปี 1990 เมร์เซเดส-เบนซ์ผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดรวมทั้งสิ้น 574,395 คันและมีรายได้จากการขายรถยนต์นั่งรวมทั้งสิ้นประมาณ 568,000 ล้านบาท ปัจจุบัน เมร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายรวม 4 อนุกรม คือ อนุกรม ดับบลิว 201 (W201) อนุกรม ดับบลิว 124 (W124) อนุกรม ดับบลิว 140 (W140) และอนุกรม อาร์ 129 (R 129) เมร์เซเดส-เบนซ์ มีโรงงานในเยอรมนีรวม 11 โรง มีบริษัทสาขารวม 43 บริษัท มีพนักงานในเยอรนีมากกว่า 182,000 คน และมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 235,000 คัน

 

ชื่อบริษัท: เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก (MERCEDES-BENZ AG)
ก่อตั้ง: ค.ศ. 1926
สำนักงานใหญ่: MERCEDESSTRASSE 136, 7000 STUTTGART 60, GERMANY,
ประธานบริษัท: ศาสตราจารย์ ดร.เวร์เนร์ นีฟเฟร์ (PROF.DR.WERNER NIEFER) โรงงานในเยอรมนี: 11 โรงงาน
จำนวนพนักงาน: ประมาณ 235,000 คน

 

  

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    หญิงอินเดียถูกกักขังกว่า 3 ปี เหตุจ่ายสินสอดไม่ครบ

 

 

 

                    หญิงอินเดียถูกกักขังกว่า 3 ปี เหตุจ่ายสินสอดไม่ครบ

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศอินเดียได้เข้าช่วยเหลือนางกุนจา เทวี หญิงวัย 25 ปี คืนสู่อิสรภาพ ภายหลังถูกครอบครัวสามีกักขังในบ้านกว่า 3 ปี ภายในเมืองดาร์บันกา แคว้นพิหาร เนื่องจากพ่อแม่ของเธอไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายสามีให้ครบจำนวน และเธอยังถูกกีดกันไม่ให้พบหน้าลูกสาวของเธอซึ่งขณะนี้มีอายุ 3 ขวบอีกด้วย

 

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ก็พบเจอ นางเทวี อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก โดยเธอถูกขังอยู่ภายในห้องน้ำที่มืดและสกปรก ก่อนที่ตำรวจจะเข้าไปนำตัวเธอออกมา แต่ถึงขณะนี้ นางเทวี มีอาการปลอดภัยและได้รับการดูแลจากพ่อของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

นางกุนจา ถือเป็นเหยื่อประเพณีของชาวอินเดียที่ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวต้องเป็นผู้นำสินสอดไม่ว่าจะเป็น เงินสด, เสื้อผ้า หรือเครื่องเพชร มาสู่ขอฝ่ายชายนั้นถูกปฏิบัติต่อกันมาอย่างแพร่หลายนานกว่าหลายร้อยปี แต่ธรรมเนียมได้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ขณะที่ประเมินกันว่าในแต่ละปีมีผู้หญิงชาวอินเดียกว่า 1 พันคน ต้องถูกสังหารจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับจำนวนของสินสอดดังกล่าว ทางด้านกลุ่มรณรงค์ต่อต้านออกมากล่าวว่า ประเพณีดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงชาวอินเดียมีความเสี่ยงที่จะได้รับความรุนแรงและอาจนำไปสู่ความตายได้

 

 

สังคมไทยเราสมัยนี้เรียกได้ว่าผู้หญิงอย่างเรามีสิทธิเท่าเทียมผู้ชายแทบทุกอย่าง เพราะผู้หญิงปัจจุบันนั้นมีสิทธิ์แสดงความเห็นต่างๆ มีความกล้าแสดงออกมากกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าเป็นวัยรุ่นทั่วไปที่เห็นได้ง่ายที่สุดเลยก็คือผู้หญิงกล้าแสดงหรือเปิดเผยความรักต่อผู้ชายมากขึ้น จนบางคนอาจจะโดนเพื่อนแซวว่า "ทำเหมือนผู้หญิงอินเดียเลยนะ" เพราะหลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าประเพณีแต่งงานของอินเดียนั้นผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้ชาย เอ๊ะ...ว่าแต่เรื่องนี้จริงหรือไม่

ซึ่งเป็นความเชื่อเรื่องการแต่งงานของชาวฮินดูที่ว่า เมื่อถึงคราวที่ผู้หญิงถึงวัยที่ควรแต่งงาน ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงก็จะเป็นคนหาเจ้าบ่าวหรือคู่ครองให้แก่บุตรสาว เมื่อเจอกับผู้ชายที่เล็งหมายปองไว้แล้วก็จะส่งพ่อสื่อไปทำการเจรจา ซึ่งฝ่ายชายก็จะเรียกสินสอดตามที่ต้องการ ถ้าหากฝ่ายหญิงสามารถเสียค่าสินสอดตามที่ฝ่ายชายต้องการได้ ก็ถือว่าตกล่องปล่องชิ้นกัน แต่ถ้าไม่สามารถจ่ายค่าสินสอดตามที่ฝ่ายชายต้องการได้ก็ต้องหาผู้ชายคนใหม่ที่จะมาแต่งงานด้วยต่อไป

แต่สำหรับพิธีงานวิวาห์นั้น ส่วนมากทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องช่วยกันออกค่าใช้จ่ายสำหรับงานวิวาห์ หรืออาจจะแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกแต่ฝ่ายเดียวก็ได้

 

เด็กดีดอทคอม :: จริงเหรอ? ที่ว่าผู้หญิงอินเดียต้องขอผู้ชายแต่งงาน; tags: ประเพณี, คู่รัก, แต่งงาน, อินเดีย, india 

 

 

และการแต่งงานนั้นเน้นฤกษ์ยามมากๆ คือต้องแต่งภายในวันมงคลตามฤกษ์ยามเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่

- 15 ม.ค. - 15 ก.พ.
- 15 มี.ค. - 15 เม.ย.
- 15 พ.ค. - 15 มิ.ย.
- 15 ต. ค. - 15 พ.ย.

นอกเหนือจากช่วงเวลาข้างต้นแล้วถือว่าเป็นเวลาต้องห้าม ห้ามแต่งงานโดยเด็ดขาดเลยล่ะค่ะ
ส่วนช่วงเวลาที่คนนิยมแต่งงานมากที่สุดก็คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมนั่นเอง
 

   

 เด็กดีดอทคอม :: จริงเหรอ? ที่ว่าผู้หญิงอินเดียต้องขอผู้ชายแต่งงาน; tags: ประเพณี, คู่รัก, แต่งงาน, อินเดีย, india

 

 

 เรื่องเหลือเชื่อของการแต่งงานในสังคมอินเดีย

- ผู้หญิงที่ไม่มีสามี หรือมีสามีแล้วแต่ไม่มีลูกถือว่าเป็นผู้หญิงที่อาภัพ เป็นที่รังเกียจของสังคม เมื่อตายแล้วจะต้องตกนรก
ผู้ชายก็เช่นดียวกัน หากไม่ได้แต่งงานถือว่าเป็นคนดิบ (เหมือนในสังคมไทยที่ว่าผู้ชายคนใดยังไม่บวชถือว่าเป็นคนดิบ)มิฉะนั้นเวลาตายไป จะถูกเอาไปให้แร้งกากิน ไม่ได้ถูกนำศพไปเผาตามพิธีที่ถูกต้อง

- การแต่งงานในบางเมืองมีพิธีแปลกๆ เช่น ถ้าผู้หญิงแอบชอบผู้ชายคนไหน ก็จะชวนเพื่อน 3-4 คน ไปดักรอและฉุดผู้ชายคนนั้น ซึ่งผู้ชายก็จำเป็นต้องยอม หนีไม่ได้ มิฉะนั้นจะถือว่าผิดผี

- พิธีแต่งงานของชาวเมืองคุชราตเชื่อว่า จะจัดงานแต่งงานได้ทุกๆ 12 ปี คือ 12 ปี จะมีปีเดียวที่สามารถจัดงานแต่งงานได้ เพราะฉะนั้นลูกเด็กเล็กแดงแม้อายุจะ 4-5 ขวบ แต่ก็อาจจะถูกจับหมั้นหมายแต่งงาน เพราะไม่อย่างนั้นต้องรออีก 12 ปีถึงจะแต่งงานได้

- ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะมาก ดังนั้นผู้ชายก็มีตัวเลือกมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ผู้หญิงที่ไม่สวยหรือไม่รวยก็มักจะหาคู่ยาก ดังนั้นทุกวันนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ของอินเดีย จึงมักมีประกาศโฆษณาหาคู่ของผู้หญิงอินเดียอยู่บ่อยๆ

 

 

 

 

 

 

 ผู้หญิงอินเดีย:มุมมองในปัจจุบัน .


 


 

                                    
 

 

 

“ผู้หญิง” คือ “เพศแม่” เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตบนโลกมนุษย์ หากไม่มีแม่ผู้ให้กำเนิดโลกคงไม่มี ดังนั้นทรรศนะของฮินดู จึงถือว่าเพศหญิง คือ ศักติ ผู้มีอำนาจเหนือเพศชาย คือศิวะ, พระเจ้า ตรงกับแนวความคิดเรื่องปุรุษ และปรากฤต ทั้งสองความเห็นให้ความสำคัญกับศักติหรือปรากฤต ว่ามีอำนาจกระตุ้นให้พระเจ้ามีพลังสร้างขึ้นมาได้

 

เรื่องสิทธิสตรี เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันทุกประเทศ ทุกมุมโลก บทความนี้กล่าวเฉพาะผู้หญิงอินเดีย ก็เพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้านไทยเรา โดยศึกษาบางประเด็น เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย

 

หนังสือCulture Shock! India คือที่มาของบทความนี้ มีเนื้อหาที่พูดถึงผู้หญิงในอินเดียค่อนข้างจะตรง เพราะมองจากเหตุการณ์ วิกฤติการณ์ของระบบ Dowry ในปัจจุบัน แม้ระบบPurdahนั้นก็เป็นเรื่องเฉพาะของศาสนาอิสลาม เป็นประเพณีดั้งเดิม นิยมปฏิบัติกันมากโดยเฉพาะในเมืองราชสถาน(Rajasthan)ส่วนSatiนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญของศาสนาฮินดูเพราะปฏิบัติตามคำสอนในพระเวทที่ว่า

 

“หญิงที่ปฏิบัติสามีจนตัวตายนั้นจะช่วยชำระบาปของญาติทั้ง ๓ฝ่าย คือของบิดา ของมารดา และครอบครัวสามีตนเอง” ประมาณปี พ.ศ.๒๓๔๓(ค.ศ.๑๘๐๐) ได้มีการต่อต้านรุนแรงต่อประเพณีนี้ โดยกลุ่มนักสอนศาสนา(Missionary)และประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วย จนเป็นเหตุให้รัฐบาลในสมัยนั้นต้องตรากฎหมายขึ้นเรียกว่า “Sati Regulation Act of1829” (พ.ศ.๒๓๗๒)อนึ่งเพราะการถือปฏิบัติผิดหลักประเพณีของระบบ Dowry ดั้งเดิม จึงเกิดกฎหมายเพื่อปกป้องฝ่ายหญิง เรียกว่า“Dowry Prohibition Act 1961”(พ.ศ. ๒๐๔๐)ขึ้นมา

 

สภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน

 

ถ้าใครคิดที่จะมองภาพตัวอย่างที่ชัดเจนของความเป็นหญิงชาวอินเดีย ละก็คงหาภาพที่สวยงามพร้อมปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนหวาน เหมือนแผ่นโฆษณาท่องเที่ยวนั้นคงมิได้แน่ เพราะคงเห็นแต่ภาพของหญิงเหล็กที่ทูนวัสดุที่มีน้ำหนัก เช่น ก้อนอิฐ,หม้อน้ำ, ฟืน หรือไม่ก็หญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ไว้บนศีรษะกำลังเดินหลังแข็งทื่อไป

 


ทั้งนี้เพราะว่า หญิงยากจนต้องทำงานหนักด้วยความจำเป็นอย่างสุดๆ โดยเฉลี่ยต้องทำงานหนักมากกว่าหญิงวัยทำงานวัยเดียวกัน เมื่อเทียบกับหญิงในประเทศอื่น อาชีพที่หญิงต้องลงไปทุบหินในบ่อ ขุดแร่ ทำการจักสาน ปั้นหม้อดิน หว่านข้าวกล้า พรวนดินและเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่ เป็นงานที่เพิ่มจากงานในบ้านตามปกติ คือ ไปตักน้ำ เก็บฟืนและหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน และเลี้ยงลูก

 

ตามเขตเมืองต่างๆ เราจะเห็นผู้หญิงวรรณะต่ำ ทำงานก่อสร้าง ใช้ศีรษะทูนอิฐ พร้อมอุ้มลูกไว้ที่สะเอวข้างหนึ่ง เดินไต่ขึ้นลงบันไดที่ล่อแหลมต่ออันตรายอย่างยิ่ง ผู้หญิงต้องทำงานที่ไม่ถนัด เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่มีค่าจ้าเพียงเล็กน้อย ทั้งๆที่บางครั้งมีครรภ์ หรือแม้แต่ต้องเลี้ยงลูกไปพลางทำงานไปพลางก็ตาม จะพบเห็นผู้หญิงเหล่านี้ตามที่สาธารณะได้ยาก เพราะผู้หญิงมิได้ถูกจัดไว้ในกลุ่มที่ทัดเทียมระดับเดียวกันเลย ดังนั้นจึงมีความแตกต่างมากมาย หลายระดับตามชั้น วรรณะ และฐานความคิดความเชื่อของแต่ละรัฐ

 

ในสังคมยุคใหม่ ตามเขตเมือง เช่น เมืองเดลี มีเจ้าสาวถูกเผาโดยปราศจากเหตุผลที่จะรักษาประเพณีดั่งเดิม เพื่อทีวีหรือตู้เย็นตัวใหม่เท่านั้น อัตราเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งรายต่อวัน ตามภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งในอดีตตกเป็นของชนชั้นปกครองมุสลิม ปัจจุบันยังมีการถือระบบศักดินา และเชื้อพระวงศ์อยู่ ส่วนทางภาคใต้จะรักษาระบบความเสมอภาคมากกว่า ในสังคมของชนเผ่าต่างๆ บางเผ่า จะปรากฏเรื่องอิทธิพลของการแบ่งเพศ แบ่งวรรณะ รุนแรงมากกว่าภาคตะวันตกของอินเดีย เช่นที่เมืองราชสถาน เมื่อไม่นานมีผู้หญิงท่านหนึ่งถูกเผาบนกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ในพิธีเผาศพสามีของเธอ คาดว่าเป็นไปตามความเชื่ออย่างเคร่งครัดของประเพณีโบราณ

 

ผู้หญิงวรรณะต่ำ อาจจะมีอำนาจในการตัดสินเพิ่มมากขึ้นก็ได้ หากว่าเธอได้สมาคมกับผู้หญิงในวรรณะสูง เพราะว่าสถานภาพทางสังคม ทางครอบครัวนั้น มักจะถือเอาตามเหตุการณ์ที่พวกตนจะรักษาผลประโยชน์ด้านแรงงาน หรือการไม่ต้องทำงาน หรือแม้แต่การกักกันไว้เพื่อใช้งานเป็นต้น

 

การสูญเสียอิสรภาพอีกอย่างก็คือ ผู้หญิงต้องทนลำบากเพื่อแลกกับความสุขสบาย แม้ผู้หญิงวรรณะสูงก็ตาม ต้องทุกข์ทรมานเพราะข้อปฏิบัติทางประเพณีที่กดดันสตรีเพศ เช่น ประเพณีPurdah และSati หรือแม้แต่การแต่งงานตั้งแต่เป็นเด็ก การไม่ยอมรับความเป็นหญิงหม้ายในสังคม

 

การฆ่าทารกเพศหญิง และการทำแท้งในกรณีที่ตั้งครรภ์เพราะขาดความรู้ในการมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นแรงกดดันผู้หญิงในอินเดีย ให้มีแต่ทารกเพศชายเท่านั้น เพราะว่าลูกชายเท่านั้นที่จะสืบทอดมรดก หรือประกอบพิธีเผาศพบิดามารดาได้ เพราะมีความเชื่อว่า เขาจะช่วยให้วิญญาณมีความปลอดภัย เดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ อีกอย่าง ลุกชายเท่านั้นที่จะนำค่าDowry มาได้ เพราะครอบครัวฝ่ายหญิงต้องจ่ายให้เท่าราคาที่อาจจะทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงล่มจมก็ได้ แม้ในสังคมของชนเผ่าต่างๆบางเผ่า จะถือประเพณีที่ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายหญิงก็ตาม แต่ก็ยังมีปะเพณีเก็บค่าDowry อยู่เหมือนเดิม แต่ภาคใต้ของอินเดีย ผู้หญิงและผู้ชายค่อนข้างมีเสรีภาพในการพบปะสังสรรค์มากกว่าทางภาคเหนือ ในเขตเมืองใหญ่ๆ เช่นเดลี บอมเบย์(มุมไบ) กัลกัตต้า(โกลกาต้า)มาทราส(เซียนไน) เป็นต้น ผู้หญิงมีการศึกษาแล้ว นักแสดง นักกฎหมาย เป็นต้น จะมีเสรีภาพมากขึ้น ไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก ไม่ต้องใช้ผ้าคลุมหน้าตัวเองอีกต่อไป

 

ผู้หญิงในอินเดีย สามารถทำงานในตำแหน่งสำคัญๆได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า เธอ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญมาก่อน เช่น นางอินธิรา คานธี ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอินเดีย เพราะเธอเป็นลูกสาวของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ศรีเยาวหราล เนหรู,นางมเนกา คานธี ได้เป็นรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม เพราะว่าเธอเป็นภรรยาหม้ายของนายสัญชัย คานธี บุตรของนางอินธิรา คานธี ดังนั้นในปัจจุบันหากผู้หญิงไม่มีบุคคลสำคัญหนุนหลังอยู่ ก็อาจถูกทอดทิ้งไป

 

ในยุคพระเวท ผู้หญิงมีบทบาททัดเทียมผู้ชาย คือสามารถเป็นนักบวชได้ และถ้าเป็นหม้ายก็จะสามารถกลับแต่งงานใหม่ได้ แต่ปัจจุบันความสำคัญได้ลดลงไป จนเหลือแต่เพียงว่า เธอต้องนั่งใกล้สามีในเวลาทำพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น

 

ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ผู้หญิงเป็นทั้งผู้ควรแก่การบูชา และเป็นอันตรายต่อพิธีการบูชา ข้อห้ามสำหรับผู้หญิงมีประจำเดือน(ระดู)ในสมัยก่อน ก็คือ เธอจะถูกให้ออกไปอยู่นอกบ้านประมาณ ๓ วัน แต่ปัจจุบันในครอบครัวที่เคร่งศาสนามากๆ จะห้ามผู้หญิงมีระดูเข้าครัว ห้ามจับต้องเกลือ ห้ามไปวัด ห้ามเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย ตามความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและสิ่งลึกลับ ถือว่าพระเจ้าต้องเพศชาย และไร้อำนาจ หากแต่ได้อาศัยอิทธิพลของศักติ ต้องอาศัยเพศหญิงจึงจะมีพลังสร้างที่สมบูรณ์

 

ความเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับระบบ Dowry, PurdahและSati

 

จากข้อความที่กล่าวข้างต้น มีนัยว่าสังคมอินเดียไม่น่าอยู่เสียเลย ดังนั้นเพื่อให้เกิดมุมมองที่เป็นธรรมกับครอบครัวชาวฮินดูอื่นๆ ที่รักษาประเพณีถูกต้อง ทำให้สังคมอินเดียน่าอยู่ จึงต้องขยายความในตอนนี้

 

คำว่าDowry ไม่ได้หมายถึง สินสอด หรือ สินสมรส เพราะความหมายเดิมเกิดจากตระกูลราชบุตร ที่เป็นนักรบ ในเมืองราชสถาน(Rajasthan) เมื่อรบชนะข้าศึก ก็จะได้เครื่องบรรณาการต่างๆ พร้อมทั้งได้หญิงสาวจากเมืองขึ้นมาครอบครอง ปัจจุบันแต่ละครอบครัวต้องแบ่งสมบัติให้ลูกๆ โดยเฉพาะลูกสาวที่จะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายชายหลังจากแต่งงานแล้ว สมบัติก้อนนี้ถือเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัวฝ่ายหญิง เพื่อที่ลูกสาวตนจะได้ไม่เป็นภาระของครอบครัวฝ่ายชายมากเกินไป ที่สำคัญคล้ายจะบอกว่า ลูกสาวตนมิได้มาอาศัยฝ่ายชายถ่ายเดียวนะ จากความหมายที่ดีนี้ Dowryคือสมบัติฝ่ายหญิงที่ได้มาจากครอบครัวของตนเพื่อจะไปมีครอบครัว มิได้หมายถึง “ค่าตัวเพื่อซื้อฝ่ายชาย” แต่อย่างใดเลย

 

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ครอบครัวอินเดีย บางครอบครัวของฝ่ายชาย ได้เรียกร้องค่าDowry มากมายตามที่ตนอยากจะได้ บ่อยครั้งที่ทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงต้องล่มจมเป็นหนี้ก็มี(บางครั้งเมื่อทำการสู่ขอ ตกลงเรื่องDowryไว้แล้ว แต่เมื่อถึงวันแต่งงานฝ่ายชายเรียกร้องเพิ่มอีกก็มี ซึ่งฝ่ายหญิงก็ต้องจำยอม)

 

คำDowryนี้ สอ เสถบุตร แปลว่า“สินเดิมของฝ่ายหญิงที่นำติดตัวมาเพื่อสมรส”นี่คือความหมายที่แท้และดั้งเดิม แต่หลายท่านแปลว่า “ค่าสินสอด”นี่ผิดทั้งในความหมายประเพณีดั้งเดิม และการนำคำว่า “สินสอด”มาใช้ผิดความหมาย เพราะคำนี้ หมายความว่า ฝายชายต้องมอบให้ฝ่ายหญิง

 

ระบบPurdah

               

 

 

Purdah หมายถึง ผ้าม่าน คือผ้าที่ต้องใช้คลุมหน้า และความหมายหนึ่งคือการปิดกั้นสิทธิของผู้หญิงในสังคมเดิมที่เป็นประเพณีของผู้หญิงชาวมุสลิมในเมืองราชสถาน(Rajasthan)มาจนถึงทุกวันนี้ การคลุมหน้าด้วยผ้าม่านนั้นปฎิบัติกันทั่วไปไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมในรัฐใดก็ตาม สามารถพบเห็นภาพเช่นนี้อยู่เสมอ ตามร้านค้า บนรถที่วิ่งไปตามท้องถนน นั่นคือผู้หญิงมุสลิมจะแต่งกายด้วยผ้าสีดำเข้มและคลุมศีรษะทั้งหมดจนไม่สามารถเห็นใบหน้าและรอยยิ้มเลย ประเพณีผู้หญิงฮินดูไม่นิยมปฏิบัติ

 

ผู้หญิงฮินดูนิยมใส่แต่สาหรีและชุด Salwar ไม่ได้คลุมหน้า ชุดนี้จะมีผ้าชิ้นยาวเรียกว่าDupatta เหมือนสะใบสำหรับพาดบนไหล่ ให้ปลายทั้งสองห้อยลงมาด้านหลัง ให้ช่วงกลางปกปิดตรงคอและหน้าอกพอดี สำหรับผ้าสาหรีนั้น ผู้นุ่งต้องจำด้านบนสุดและด้านล่างไว้ให้ดี เพราะด้านบนต้องให้อยู่ช่วงลำตัวขึ้นไปถึงศีรษะ ส่วนด้านล่างที่เรียกว่า Phalใช้นุ่งอย่านุ่งสับล่างสับบน

 

ระบบSati

 

 

Satiหมายถึงผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นต่อประเพณี คือผู้หญิงในวรรณะสูงต้องทำอัตวินิบาตกรรม ในพิธีเผาศพของสามีตัวเอง เพื่อที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาประเพณีอย่างเคร่งครัด ผู้หญิงวรรณะสูงต้องแต่งงานเมื่ออายุยังเยาว์ และน้อยคนที่จะได้กลับมาแต่งงานใหม่ หากเธอเป็นหม้าย

 

ระบบSatiเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๑(ค.ศ.๑๙๘๘)หรือราว๑๒ปีที่ผ่านมา ที่เมืองราชสถาน มีผู้หญิงชื่อRoop Kanwas ถูกเผาเพื่อรักษาระบบนี้ อนึ่งในราว พ.ศ.๒๑๕๘-๒๑๖๑(ค.ศ.๑๘๑๕-๑๘๑๘)เป็นสมัยที่ผู้หญิงปฎิบัติตามประเพณีSati กันมาก ในหลายๆเมือง โดยเฉพาะในเมืองโกลกาต้า(Kolkata)นิยมมากที่สุด แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิบัติตามพิธีนี้อีก

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำอย่างไร... เมื่อรถหาย!!!

 

 

 

 

ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า บ้านเมืองไทยเรานั้นมีคนดีน้อยคนชั่วเยอะ ทำให้อาชญากรรมในเขตเมืองต่างพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพูดถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อกับรถยนต์แล้ว การโจรกรรมรถยนต์นั้นนับว่าเป็นภัยอันดับแรกๆ ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น

 

หากวันใดวันหนึ่งที่โชคไม่เข้าข้างดวงไม่ดี แล้วรถสุดรักของคุณเกิดหายขึ้นมา เคยคิดไหมว่าจะต้องทำตัวอย่างไร หลายๆคนคงไม่ได้คิดหาคำตอบเรื่องนี้ไว้ เพราะมั่นใจในการดูแลเอาใจใส่กับเรื่องรถ แต่ถ้าเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับคุณที่เป็นผู้โชคร้ายของสังคม วันนี้เรามีแนวทางมาฝากกัน

 

 

 

 

 

เมื่อรถหายอันดับแรกอย่าเพิ่งตกใจ เลิกตกใจ ไม่ต้องทำหน้าเป็นไก่ตาตื่น เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่จำที่จอดรถของตัวเองไม่ได้ หรืออาจจะจำผิด ให้คุณลองนึกดูก่อนว่า มั่นใจหรือไม่ และหากมั่นใจว่าใช่ ก็ได้เวลาสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

หากคุณดวงซวยรถหายจริงๆ ยิ่งเมื่อคุยกับยามเบื้องต้นทราบว่า มีการโจรกรรมรถยนต์ของเราแน่ๆ ก็ให้เราทำการจดรายละเอียดรถยนต์ของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็น ป้ายทะเบียนรถยนต์ สี ตำหนิ ต่าง หรือแม้กระทั่งของกระจุกกระจิ๊ก รวมถึงเวลาและสถานที่ จดออกมาให้ได้เยอะที่สุด แล้วเตรียมรายละเอียดไว้เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

 

หลังจากที่ได้ข้อมูลที่ถ่ายออกจากหัวคุณแล้ว ก็ให้ไปยังสถานีตำรวจในท้องที่หรือตู้ตำรวจที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะหาได้ไม่ว่า ระหว่างทางก็แจ้ง สายด่วนรถหาย 1599 ด้วย เมื่อหาพี่ตำรวจเจอแล้วแจ้งเรื่องรถหาย เขาจะทำการเรียกวิทยุเพื่อตรวจสอบ เผื่อโชคดี โจรจะยังหนีรอดไปไม่ไกล ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน สวพ.91 และอื่นๆ ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมแจ้งรายละเอียด ชื่อคุณและสถานที่ๆหาย เพื่อให้พลเมืองดีบนถนนช่วยกันสกัดจับ

 

 

 

 

 

 

ไม่เพียงแต่แจ้งเฉพาะการติดตามรถยนต์ของเราเท่านั้น เราควรแจ้งไปยังบริษัทประกันภัยที่เราได้ทำสัญญาไว้ด้วย ซึ่งบริษัทประกันภัยเหล่านี้จะมีเจ้าหน้าที่เคลมประกัน ซึ่งมีประโยชน์มากๆ เนื่องจากพวกเขาใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ ทำให้คนร้ายมักไม่สังเกตและสามารถรวบได้ หากพบเห็น และในการแจ้งยังบริษัทประกันแต่เนิ่นๆ ทำให้บริษัทประกันมองเจตนาของเราว่าไม่ได้มีการสร้างเรื่องรถหายเพื่อชดใช้หนี้ไฟแนนซ์ ซึ่งมีหลายคนทำ

 

เมื่อแจ้งข้อมูลต่างๆครบแล้วให้เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยเจ้าหน้าที่จะไต่สวนเบื้องต้นก็ให้ บอกไปตามความจริงและรายละเอียดรถยนต์ของเรา วัน เวลา สถานที่ พร้อมกันนี้ให้เรียกพนักงานเคลมของบริษัทมาพบ เพื่อแจ้งเหตุรถหายต่อบริษัทประกันในกรณีที่กรมธรรม์ของคุณคลอบคลุมถึงประกันรถยนต์สูญหาย เพื่อเตรียมเรื่องเคลมสินไหมทดแทน

 

 

 

 

 

 

หากสุดท้ายแล้วคุณไม่เจอรถยนต์สุดที่รักของคุณจริงๆ โดยให้ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วันในการโทรศัพท์ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่ได้แจ้งไว้ โดยสำหรับการติดตามของตำรวจนั้นสามารถติดตามได้ทาง www.lostcar.go.th ก็ให้เราดำเนินการเคลมสินไหมทดแทนจากบริษัทประกัน ซึ่งจะเรียกเราเข้าไปคุยที่สำนักงานใหญ่ และต้องมีการตรวจสอบเหตุการณ์ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หากไม่พบพิรุธ เขาก็จะดำเนินการชดใช้สินไหมให้ตามสัญญา

 

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่เตะตาเหล่าโจรขโมยรถ ทางที่ดีเราควรปฏิบัติตามหลักการจอดรถเพื่อสร้างความปลอดภัยง่ายๆ ดังนี้

 

1.พยายามจอดรถยนต์ในที่คนพลุกพล่าน แม้โจรขโมยรถจะมีฝีมือระดับพระครูในการขโมยของ แต่พวกเขาก็ไม่ชอบผู้คนก็ขึ้นชื่อว่ามา ขโมยของา ต้องชอบที่ลับตาคนเป็นธรรมดา ซึ่งเราควรจอดรถยนต์ชั้นที่มีคนเข้าออกบ่อยๆ เพื่อเป็นการป้องกันขั้นต้นหากเป็นไปได้

 

2.จอดรถในที่สว่าง ควรหลีกเลี่ยงมุมอัพต่างๆที่จะทำให้รถเราเป็นที่หมายตาโจรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ใช้รถสีดำ พยายามหาแสงสว่างเป็นตัวช่วย ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งที่เหมาะสม

 

 

 

 

 

 

3. อย่าทิ้งบัตรจอดรถไว้ในรถ สุภาพสตรีหลายท่านชอบไม่นำบัตรจอดรถติดตัวไปด้วย นับเป็นการชี้ช่องทางโจรอย่างยิ่ง เพราะยามไม่มีทางรู้หรอกว่าจริงๆใครเป็นเจ้าของรถไม่เชื่อก็ลองดูสิ

 

4.หาอุปกรณ์ความปลอดภัยเพิ่ม หากเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจอดรถในที่เปลี่ยว เราควรจำเป็นต้องระวังด้วยเอง ด้วยอุปกรณ์ล็อคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจริงมันไม่ได้ช่วยให้โจรขโมยรถไม่ได้ อย่าไปหลงคำโฆษณา แต่ช่วยถ่วงเวลาในการทำกิจกรรมของโจร ให้ใช้เวลามากขึ้นอาจเป็นโอกาสให้ใครสักคนมาเห้น ก็เท่านั้นเอง

 

ทั้งนี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ เราไม่ควรประมาทในการจอดรถยนต์ของเราตามที่ต่างๆ และทางที่ดีควรทำตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันมิให้รถเราต้องจรหายไปจากฝีมือภัยร้ายที่เรียกว่า “โจรลักรถ”


รายละเอียดเบอร์โทร เหตุฉุกเฉิน

1599 สายด่วนรถหาย

191 เหตุด่วนเหตุร้าย

1644 สวพ. 91

1677 – 1678 ร่วมด้วยช่วยกัน

 

ภาพประกอบบทความจาก Gettyimages.com

 

Sanook! Auto Comment

 

รถหายนับว่าคงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ว่า จะ รถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ก็ตาม ทั้งนี้แม้จะเป็นการยากที่จะคาดเดา แต่เราขอแนะนำว่าให้ท่านตรวจสอบก่อนสะบัดตัวไปทำธุระต่างๆ เพราะบางทีการตรวจสอบอย่างดีนี่แหละช่วยให้รถเราไม่หาย

 

 

 

              

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องไมค์เรื่องเล็ก ช่วยอธิบายเรื่องรถไฟธรรมดาแต่ราคา8แสนล้าน ดีกว่า

 

 

 

 


http://www.bangkokbiznews.com/mobile/xhtml/news/detail/00/596053/

ปชป.แนะปลัดคมนาคมทบทวนวงเงินรถไฟรางคู่

อดีตส.ส.ปชป.ระบุ"ปลัดคมนาคม"ตั้งราคารถไฟรางคู่สูงเท่ารถไฟความเร็วสูง ในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้าน แนะทบทวนวงเงิน

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รองผว.กทม.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( คสช.) เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบประมาณ 2558 - 2565 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน ประกอบด้วยแผนงานที่ 1 การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง ซึ่งประกอบด้วยโครงการดังต่อไปนี้

1. รถไฟทางคู่สายเดิม (สร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้นอีก 1 ทาง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 1 ทาง) ซึ่งประกอบด้วย
1.1 ชุมทางถนนจิระ (โคราช) - ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. วงเงิน 26,007.20 ล้านบาท ,
1.2. ประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 17,292.53 ล้านบาท ,
1.3.นครปฐม - หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,038.43 ล้านบาท
1.4.ลพบุรี - ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 24,842.44 ล้านบาท ,
1.5. มาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ (โคราช) ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,855.08 ล้านบาท และ
1.6. หัวหิน -ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 89 กม. วงเงิน 9,436.51 ล้านบาท
โดยแต่ละเส้นทางดังกล่าวข้างต้นมีวงเงินโครงการ ทั้งค่าก่อสร้าง + ค่าที่ดิน + ค่าที่ปรึกษา เท่ากับวงเงินก่อสร้างรถไฟทางคู่ในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

2. รถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทางเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยใช้รางกว้าง 1.435 เมตร ซึ่งเท่ากับรางของรถไฟความเร็วสูง แต่มีความเร็วสูงสุด 160 กม.ต่อชั่วโมงซึ่งน้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วสูงสุด 250 - 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 2 เส้นทาง คือ 1. หนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด รวมระยะทาง 737กิโลเมตร วงเงิน 392,570 ล้านบาท

นายสามารถ กล่าวว่า และ 2. เชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี-แหลมฉบัง รวมระยะทาง 655 กิโลเมตร วงเงิน 348,890 ล้านบาท ว่าวงเงินโครงการ ของรถไฟทางคู่สายใหม่ทั้ง 2 สาย มีราคาเฉลี่ย 532.66 ล้านบาท เท่ากันทั้งสองเส้นทาง ซึ่งถือว่าเป็นราคาค่อนข้างสูง เพราะมีราคาพอ ๆ กับวงเงินโครงการรถไฟความเร็วสูงในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แต่การก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั้งสองสายดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ดังนั้น วงเงินโครงการควรจะต้องถูกกว่า

 

 

 

 [​IMG]
 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

                            เหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน 2001

เหตุการณ์ก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นเหตุการณ์การทำลายล้างที่มีผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทั้งต่อสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆในโลก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

      

 

เหตุการณ์การก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายที่มุ่งสร้างความเสียหายแก่ชาวอเมริกัน การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่มีเหตุผลทางการเมืองเพื่อหวังผลในการทำลายขวัญและกำลังใจของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยในชีวิต และสัญลักษณ์ของประเทศอเมริกาต้องถูกทำลายไปด้วยเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาเองเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 8.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 767 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 นำผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ และน้ำมันเต็มลำที่จะเดินทางจากเมืองบอสตันสู่นครลอสแอนเจลิส พุ่งเข้าชนยอดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (World Trade Center I) ในมหานครนิวยอร์ก ทำให้อาคารเกิดการระเบิดเสียหายอย่างรุนแรงในตอนแรกประชาชนและผู้เห็นเหตุการณ์คาดคะเนว่าเป็นอุบัติเหตุจากการผิดพลาดในการบังคับควบคุมเครื่องบิน แต่ต่อมาในเวลา 9.06 น. เครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 177 ซึ่งบินจากบอสตันสู่นครลอสแอนเจลิสเช่นกัน ได้พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (World Trade Center II) ที่เป็นอาคารที่สร้างคู่กับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว

 

เวลา 9.30 น. ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแถลงการ์ณว่าการระเบิดอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายและยืนยันที่จะสืบหากลุ่มบุคคลที่กระทำการมาลงโทษให้จงได้

 

เวลา 9.40 น. ที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เครื่องบินโบอิ้ง 757 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 ได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน (Pentagon) กระทรวงกลาโหม อาคารเกิดระเบิดและเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ในเวลาไล่เลี่ยกันได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกในมลรัฐเพนซิลเวเนีย เครื่องบินที่ตกคือเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 73ที่เดินทางจากเมืองเนวาร์กไปเมืองซานฟรานซิสโกซึ่งมีข้อมูลว่าเครื่องบินลำดังกล่าวถูกสกัดอากาศจี้

 

ในเวลา 10.00 น. อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 ซึ่งถูกไฟไหม้ได้ถล่มลงมา หลังจากนั้นอีกราวครึ่งชั่วโมงอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์1ก็ถล่มตามลงมา ทำให้พนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์ร้ายต้องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการฉุกเฉิน มีการอพยพผู้คนออกจากสถานที่สำคัญ ยกเลิกเที่ยวบินทั่วประเทศ กองทัพสหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมพร้อมรบ

 

 

  

หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ทำการระดมกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง(FBI)ออกสืบหาผู้ก่อการวินาศกรรมในครั้งนี้ ในวันต่อมาสหรัฐอเมริกาได้มุ่งเป้าไปที่โอซามา บินลาเดน (Osama bin Laden) หัวหน้าขบวนการอัลเคดา (Al Qaida) และสรุปว่าเป็นผู้บงการให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

 

จากการตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารของเครื่องบินที่ถูกบังคับก่อวินาศกรรม เจ้าหน้าที่สืบสวนได้พบว่ารายชื่อบุคคลทั้ง 19 คนที่มีบทบาทในการจี้เครื่องบิน ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวพันกับขบวนการของโอซามา บินลาเดน โดยบุคคลเหล่านี้ต่างเสียชีวิตในการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ทั้งหมดเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียชีวิตประชาชนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมหาศาล พร้อมกับส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของประชาชนชาวอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ชาวอเมริกันตระหนักว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เคยคิดอีกต่อไป ดินแดนและจุดต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาสามารถเป็นเป้าโจมตีของศัตรูได้ทั้งสิ้น

 

 

 

สาเหตุของเหตุการณ์

 

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของเหตการณ์การก่อวินาศกรรมไว้หลายแนวทางด้วยกัน

 

นักวิชาการส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่าสาเหตุของเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 มาจากระบบสังคมโลกโดยรวมที่สหรัฐอเมริกาเป็นชาติอภิมหาอำนาจทุนนิยมอันดับหนึ่งตลอดระยะเวลาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะแผ่ขยายอำนาจไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนตะวันออกกลางซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมาก คือ ทรัพยากรน้ำมัน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อังกฤษซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ต้องถอนตัวออกไปเนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำ สหรัฐอเมริกาในนฐานะชาติอภิมหาอำนาจใหม่ได้เข้าไปแผ่อิทธิพลแทนที่ด้วยการแทรกแซงสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ ในค.ศ. 1948 หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาก็ดำเนินนโยบายสนับสนุนอิสราเอลมาโดยตลอด

 

ทั้งในการทำสงครามกับกลุ่มประเทศอาหรับ การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ และขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็ให้การสนับสนุนรัฐบาลของกลุ่มประเทศอาหรับที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา ผลของการดำเนินนโยบายของสกรัฐอเมริกาได้สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับ ซึ่งเห็นว่า สหรัฐอเมริกามีนโยบายคุกคามกลุ่มประเทศอาหรับและต้องการเข้ามามีอำนาจในประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ การแทรกแซงในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนของสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้าไปลงทุนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เป็นสำคัญ เช่น กลุ่มทุนอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นต้น การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อภูมิภาคนี้นำมาซึ่งความขัดแย้งนับครั้งไม่ถ้วนของชาติต่าง ๆ หลายครั้ง

 

ก่อให้เกิดผลประโยชน์การค้าอาวุธของบริษัทผลิตอาวุธของสหรัฐอเมริกาเอง ส่วนสถานที่ซึ่งถูกโจมตีในวันที่ 11 กันยายน อันได้แก่ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของสถาบันการเงินระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก จนอาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมโลก ส่วนตึกเพนตากอนซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ก็ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจทางทหารของชาติอภิมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก การที่ขบวนก่อการร้ายสามารถทำลายตึกเหล่านี้ได้ จึงเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาในฐานะชาติอภิมหาอำนาจและเป็นศูนย์กลางระบบทุนนิยมโลก

 

เหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เห็นได้ว่ามีศาสนาและความเชื่อ ซึ่งกลายเป็นเหตุปัจจัยหลักประการหนึ่งของความขัดแย้งและการต่อสู้ ถ้าพิจารณาในมุมนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าการก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อบทบาทของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั่นเอง

  กระทบให้สังคมโลกต้องประสบบรรยากาศความตึงเครียดจากสงครามและความหวาดกลัวที่มีต่อการก่อการร้ายที่เพิ่มมากขึ้น

 

 

ผลกระทบของเหตุการณ์

 

เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งตอสหรัฐอเมริกาและสังคมโลกโดยรวม ดังนี้

 

1. ผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกาหลายประการด้วยกัน ได้แก่

 

1) เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินจำนวนมาก จากการประเมินของสภากาชาดสหรัฐอเมริกามียอดผู้เสียชีวิต 2,563 คน ความเสียหายมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

2)เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจที่เริ่มชะลอมาตั้งแต่ก่อนหน้าเกิดวิกฤตการณ์ก็ประสบปัญหามากขึ้น

 

3) ขวัญกำลังใจของประชาชนชาวอเมริกันตกต่ำลงและเกิดแนวความคิดแบบชาตินิยมมขึ้นมาแทนที่ ดังจะเห็นได้จากประชาชนชาวอเมริกันต่างแสดงถึงความรักชาติของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ธงชาติสหรัฐอเมริกาถูกประชาชนซื้อจนหมด หรือร้องเพลงแสดงความรักชาติ เป็นต้น

 

4) เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นโยบายการปกครองในประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหันมาเน้นด้านความมั่นคงเป็นหลัก แทนที่สิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย เช่น การให้อำนาจประธานาธิบดีมีอำนาจกระทำการใด ๆ ก็ได้ต่อบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การลดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนหรือคุกคามสิทธิส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งประชาชนเองก็มีแนวโน้มคล้อยตามในการให้อำนาจแก่รัฐมากขึ้นเพื่อแลกกับความมั่นคงของชาติ

 

5)เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ได้ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกานำไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการโต้กลุ่มก่อการร้ายด้วยความรุนแรง เช่น การทำสงครามยึดครองอัฟกานิสถานในปลาย ค.ศ. 2001 หรือการรุกรานและยึดครองอิรักในปัจจุบันเป็นต้น

 

2.ผลกระทบที่มีต่อสังคมโลก เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมโลก ทั้งก่อให้เกิดสงครามและการก่อการร้ายมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามกับกลุ่มก่อการร้ายและพร้อมจะทำลายกลุ่มองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งรัฐบาลที่ให้แหล่งพักพิงและสนับสนุนการก่อการร้าย โดยประธานาธิบดีบุช ได้ประกาศให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องตัดสินใจว่าประเทศเหล่านั้นจะอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาหรืออยู่ข้างฝ่ายก่อการร้าย การประกาศดังกล่าวทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ในการหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งทั้งจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงประชาชนภายในประเทศที่มีแนวโน้มขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายเข้าข้างสหรัฐอเมริกา

 

สงครามในคริสต์ศตวรรษที่ 21 จึงเกิดขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลของประเทศอัฟกานิสถานและอิรักโดยอ้างถึงความกดขี่ในด้านการปกครองและการสนับสนุนการก่อการร้ายของรัฐบาลชุดเก่า ทั้งรัฐบาลกลุ่มตาลีบันและรัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แล้วจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเท่ากับเป็นการขยายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาไปด้วย ขณะเดียวกัน กลุ่มก่อการร้ายก็ต่อต้านสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร เช่น อังกฤษ และออสเตรเลีย ด้วยการก่อวินาศกรรมทำลายชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น เช่น เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมระเบิดสถานบันเทิงในเกาะบาหลีเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2002 มีผู้เสียชีวิต 202 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ISISเหิมจัดส่งวิดีโอท้ารบปูตินประกาศปลดแอกเชชเนีย

ข่าวต่างประเทศ วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2557 11:43น.

 

564357

 

 

 

กลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง ISIS เปลี่ยนเป้าหมายจาก โอบามา เตรียมเล่นงาน ปูติน รายต่อไปสื่อต่างประเทศรายงาน กลุ่มก่อการร้าย ISIS เผยแพร่วิดีโอในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์นี้ ประกาศท้าทายผู้นำทรงอิทธิพลระดับโลกแต่คราวนี้ไม่ใช่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ หรือผู้นำอื่น ๆ ในยุโรป แต่คราวนี้กลุ่มหัวรุนแรงมุ่งเป้าไปที่ผู้นนำหมีขาวแทน 
โดยในวิดีโอ นักรบ ISIS แสดงภาพเครื่องมือทางการทหารของรัสเซียหลังยึดมาจากกองทัพซีเรียรวมทั้งเครื่องบินรบ ซึ่งนักรบคนดังกล่าวที่ปรากฏในวิดีโอประกาศว่า จะส่งอาวุธเหล่านี้ที่ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ส่งมาสนับสนุน รัฐมนตรีบาชาร์ อัลอัซซาด ผู้นำซีเรียกลับคืนสู่รัสเซียและจำทำการปลดปล่อยเชชเนีย จะสร้างให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นรัฐอิสลามด้วยซึ่งเป็นความประสงค์ของพระเจ้า 

 

 

 

 

 

 

 

 

ISIS(ไอซิส) เป็นใคร?.. มาจากไหน? & ทำไมจึงร้ายกาจนัก?

 

 


 โดย Maira

 

 

(เครดิตภาพ: ดิ อีโคโนมิสต์)

 

 

...

“ISIS” ย่อมาจาก “Islamic State of Iraq and Greater Syria” เป็นกลุ่มของสุหนี่มุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่ง และได้ชื่อว่าป่าเถื่อนและกระหายเลือดเข้าขั้นซาดิส แม้แต่อัลกออิดะห์ยังไม่เอาด้วย - เข่นฆ่ามุสลิมด้วยกันและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ รวมทั้งชาวคริสต์และอลาวิตส์ ต่อต้านประธานาธิบดี บาชาร์ อัสซาด ของซีเรีย เผาโบสถ์และมัสยิสของชีไอท์ รับผิดชอบระเบิดฆ่าตัวตายยังตลาดและสถานที่มากมาย ซึ่งทำให้พลเรือนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

 

มุสลิมหัวรุนแรงสดโต่งกลุ่มนี้มีกำเนิดมาจากที่เดียวกับอัลกอห์อิดะห์ นั่นคือจากความไม่พอใจ และโกรธแค้นที่อเมริกาที่ทำสงครามในอิรัคและอัฟริกาสถาน กลุ่มนี้ดำเนินการโดย อาบู บาการ์ อัล-แบกดาดิ ผู้สนับสนุนสงครามศาสนา( jihadist)ของอิรัค และร่วมกับขบวนการใต้ดิน-ผู้สนับสนุนของซัดดัม ฮุสเซน-ที่ต่อต้านรัฐบาลอิรัคปัจจุบัน ..

 

ISIS อาจมีสมาชิกถึง 6,000 คน ต่อสู้ในอิรักประมาณ 6,000 ในซีเรีย ประมาณ 3,000-5,000 รวมทั้งอาจจะเป็นชาวต่างชาติ 3,000; เกือบพันจะมีการตามรายงานบอกว่ามาจากเชชเนียและอีกประมาณ 500 คนที่อาจจะมาจากฝรั่งเศส อังกฤษ และที่อื่น ๆ ในยุโรป

 

ประมาณสามปีที่ผ่านมา ISIS ปฏิบัติการอยู่ในบริเวณประเทศอิรัคและซีเรีย แต่ประมาณปีกว่าๆที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศนี้ขาดการควบคุมที่ดี ทำให้ ISIS จึงเข้มแข็งขึ้นอย่างมากครอบคลุมทั้งภาคตะวันออกและภาคเหนือของซีเรีย และตะวันตกและภาคเหนือของอิรัค

 

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ISIS เข้ายึดเมืองโมซุล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิรัคและอีกหลายๆเมืองรอบๆจังหวัดไนน์เวห์ หนึ่งวันหลังจากนั้นพวกเขารุกลงมาทางใต้มุ่งสู่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัค

 

รัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลอิรัคยอมรับว่าเหตการณ์ครั้งนี้ “เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในทศวรรษ หลังจากการรุกรานของอเมริกาประเทศมีความเปราะบาง และนองเลือดอย่างน่าสงสารที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

 

หลังจากสี่วันของการต่อสู้ในอิรักกองกำลังรักษาความปลอดภัยในโมซุลได้ทิ้งเมืองเมื่อ ISIS บุกเข้ายึดฐานทัพ ธนาคาร และหน่วยงานภาครัฐ และยึดคลังแสงขนาดใหญ่ของอเมริกัน ทั้งอาวุธกระสุน ยานพาหนะ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์แบล๊คฮอกหกลำ และเงินสดที่เพิ่งพิมพ์ออกใหม่ๆอีก 5 แสนล้าน ดินาร์ (430 ล้านเหรียญสหรัฐ) ประชาชน 500,000 คนอพยพหนีไปในพื้นที่ปลอดภัยด้วยวามหวาดกลัว

 

 

This video image posted last week by Iraqi0Revolution, a group supporting the Islamic State of Iraq and Syria, purportedly shows a militant standing in front of a burning Iraqi army vehicle in Tikrit, Iraq.

(เครดิตภาพ: AP)

 

....

วันนี้ AP รายงานว่า –ที่เมืองทัล อฟา ซึ่งมีประชากรประมาณ 200,000 คน มีทั้งชีไอท์และซุหนิ่ อาศัยอยู่ร่วมกัน ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ISIS เผยแพร่ภาพออกมาว่าพวกเขาได้ฆ่าหมู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นสมาชิกของชีไอท์ไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่รัฐบาลกำลังทำการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่

 

ส่วน New York Times สรายงานว่า จนกระทั่งถึงตอนนี้ ฝ่ายมุสลิมชีไอท์ในในอิรักยังไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงแต่อย่างใด นอกจากการเรียกร้องอยาตอลลาห์ อาลี อัล-ซิสตานิ ของอิหร่าน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกคน “พยายามระงับยับยั้งใจอย่างสูงสุด ในช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวายนี้”

 

 

ขณะนี้ชาวโลกกำลังจับตามองตาไม่กระพริบไปที่อิรัคค่ะ... ว่า ..จะถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง เช่นเดียวกับซีเรีย เพื่อนบ้าน หรือไม่? - และวันนี้ ประธานาธิบดีโอบามา เผยว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังมองหาทุกวิถีทาง รวมทั้งปฏิบัติการทางทหาร เพื่อช่วยปราบปรามกลุ่ม ISIS ที่เข้ายึดครองเมืองในอิรัค”

....

 

Update: 8:00 น.

ว่าแล้ว ...ลุงแซม ก็ จับมืออิหร่าน ช่วยอิรักต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย

MSN--สื่อต่างประเทศรายงาน จอห์น เคอร์รี เลขาธิการแห่งสหรัฐอเมริกา แถลงเปิดการร่วมมือกับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อช่วยเหลือภาวะวิกฤติในอิรัก ร่วมระบุว่า การปฏิบัติการยุติสงครามในอิรักครั้งนี้จะใช้ยานบินไร้คนขับ หรือ โดรน ในการปฏิบัติการ

แม้ว่า สหรัฐฯ และอิหร่าน จะมีความขัดแย้งกัน แต่สถานการณ์ในอิรัก จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากทั้งสองชาติ เลขาธิการของสหรัฐฯ กล่าว

....

ปล... - ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลุงแซมจับมือซัดดัม รบอิหร่าน หลังจากนั้นไม่นาน ลุงแซมกวาดล้างซัดดัม กล่าวหาว่าเป็นแหล่งซ่องสุมอัลกออิดะห์ เมื่อปีสองปีที่ผ่านมาลุงแซมขู่ ฮื่ม! ฮื่ม! จะโจมตีอิหร่าน ...วันนี้ลุงแซม จับมืออิหร่าน จัดการกับ ISIS เพื่อช่วยอิรัค...?? ...สมดังคำกล่าวที่ว่า ..ในโลกนี้ "ไม่มีมิตร & ศัตรู ถาวร"

...

 

 

 

 

รัฐอิสลาม.. เป็นไปตามความฝันของกลุ่ม ISIS

 

 
 
 
และแล้วการจัดตั้งรัฐอิสลามของกลุ่มไอซิส ก็เกิดขึ้นจริงตามที่ทางกลุ่มได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่แรก หลายฝ่ายมองว่า ความพยายามในครั้งนี้ จะทำให้การเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมหัวรุนแรงในหลายประเทศ มีความเข้มข้นมากขึ้น และเป็นไปได้อาจมีการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามดังกล่าว
 
 
การประกาศจัดตั้งรัฐอิสลาม ของกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย หรือไอซิส ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการสู้รบของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนชาวมุสลิมซุนนี ที่ฝังตัวในอิรักและซีเรียมาเนิ่นนาน โดยหลังจากนี้ แกนนำของกลุ่มได้เลือกที่จะใช้ชื่อว่า รัฐอิสลาม หรือ 'The Islamic State' เพียงเท่านั้น โดยให้ตัดคำว่าอิรักและซีเรีย หรืออิรักและเลแวนต์ ออกไป เพื่อให้หมายความถึงการเป็นรัฐของชาวมุสลิมในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง และหลังจากนี้ แกนนำของกลุ่มอย่าง นายอาบู บักร์ อัล-แบกฮ์ดาดี จะทำหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ หรือประมุขแห่งรัฐ อีกทั้งยังเป็นผู้นำของชาวมุสลิมทั้งหมดอีกด้วย
 
 
การประกาศดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ในปี 2466 ที่ดินแดนแห่งนี้ มีการประกาศตำแหน่งประมุขแห่งรัฐหรือเคาะลีฟะฮ์อีกครั้ง และถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมซุนนีหัวรุนแรงไปอย่างสิ้นเชิง
 
นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จของกลุ่มไอซิส ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองแค่เพียงว่า 'The Islamic State' ที่สามารถยึดครองพื้นที่หลายแห่งในอิรักได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้พวกเขามีความมั่นใจ ที่จะแผ่ขยายอำนาจไปยังคาบสมุทรอาหรับ และทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกามากขึ้น
 
 
ความสามารถในการควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งเมืองโมซุล และเมืองตามแนวชายแดนอิรัก-ซีเรีย ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ ที่เป็นใบเบิกทางให้กองกำลังของกลุ่มไอซิส สามารถรุกคืบเข้าไปใกล้กรุงแบกแดดมากขึ้น และรอเวลาให้กองทัพอิรักอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพียงเท่านั้น การเข้ายึดเมืองหลวงของอิรักก็ดูจะเข้าใกล้ความจริง และจะเป็นชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องกังขาอีกต่อไป
 
 
การประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามในครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นของการหาแนวร่วมและพันธมิตรที่เป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของแต่ละประเทศอยู่ในตอนนี้ ทั้งในลิเบีย อียิปต์ รวมถึงบางส่วนของปาเลสไตน์ โดยกองกำลังเหล่านี้ ได้เห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอซิส และมองว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับรัฐบาลได้ ซึ่งการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามใหม่นี้ อาจเป็นการตอบโจทย์ที่พวกเขาต้องการ และเป็นการช่วยแผ่ขยายอำนาจของกลุ่มไอซิสอีกทางหนึ่งด้วย เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้ และเป็นยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวที่แยบยลว่ากลุ่มก่อการร้ายอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง
 
 
แม้ว่าในตอนนี้ นานาประเทศจะยังไม่มีใครที่รับรองความชอบธรรมของการประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามดังกล่าว แต่ทางกลุ่มไอซิสเองได้ยืนยันแล้วว่า รัฐอิสลามแห่งนี้จัดขึ้นอย่างถูกต้องและเป็นรัฐอิสลามของชาวมุสลิมทุกคนอย่างแท้จริง และหลังจากนี้ พวกเขาจะสร้างเอกภาพในกลุ่มชาวมุสลิมให้แน่นแฟ้นมากขึ้นอีกด้วย
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปภาพ : ดูๆ แล้วก็คิดๆๆๆ เผื่อจะเห็นอะไรบ้างภาพ Maysaa Nittoอันดับแรก กูเห็นคำผิด- ฟุ้มเฟื่อย แก้เป็น ฟุ่มเฟือย- สถานบัน แก้เป็น สถาบันนอกนั้น ก็ดราม่าตามสะดวก
 
 

ชูวิทย์ ซัด ไมค์ทองคำ พูดแล้ว เดอะวอยซ์ต้องแย่งกันกดปุ่ม ? เสียงไมค์ที่ดีจริงคือเสียงสะท้อนของประชาชน

 

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คว่า สมัยก่อนเมื่อตนอยู่ในสภาก็เคยพูดเรื่องนาฬิกาเรือนละเจ็ดหมื่นห้า ตู้น้ำราคาเกือบแสน เก้าอี้หลุยส์ราคาเป็นล้าน เหตุผลเพราะการจัดซื้อจัดจ้างของระบบราชการไทยต้องมีเปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำชา เบี้ยบ้ายรายทาง

 

วิธีการที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ

 

1.ล็อคเสปคให้กับบริษัทเอกชนที่เจรจาต้า อ่วยกันมาแล้ว จากสิบเจ้าเหลืออยู่ไม่ถึงสามเจ้า คู่แข่งโนเนมเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาอย่าหวังจะได้


2.บริษัทเอกชนต้องมีเส้นสายคอนเน็คชั่น เข้าหาผู้ใหญ่ที่มีอำนาจอนุมัติ ของไม่ดีกลายเป็นของดี ของดีกลายเป็นของแพง


3.ระเบียบหยุมหยิมตามประสาราชการที่จะต้องเรียนรู้ บริษัทยักษ์ใหญ่อาจตกม้าตาย แพ้บริษัทตึกแถว ที่พวกหัวใสไปจัดตั้งไว้ล่วงหน้า


4.เรื่องซ่อมบำรุง ประกัน จะต้องมี เพราะบางหน่วยงานซื้อมาแล้วของยังไม่ทันใช้ หมดเงินเป็นพันๆล้านก็เคยเห็นมาแล้ว เช่น มอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ของตำรวจ หรือ รถดับเพลิงของกทม.

 

 

 

          10687164_785203474859717_2231725432998574570_n

 

 

ไม่รู้ว่าไมค์ราคาแสนสี่มันจะเสียงดีสักแค่ไหน? พูดออกมาแล้วเสียงทุ้มเหมือนกลั้วฟองเบียร์ เอาไปร้องเพลงในรายการเดอะวอยซ์กรรมการต้องแย่งกันกดปุ่มหรือเปล่า? สรุปจะพูดเอาเนื้อหาสาระหรือจะเอาเสียงใส?
ถึงขนาดนี้ควรจะดูตัวเองแล้วเปรียบเทียบถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน คงไม่ต้องใช้ไมค์ถึงตัวละแสนสี่ เพราะเสียงที่ดีคือเสียงที่สะท้อนปัญหาของประชาชน ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าไมโครโฟน

 

ใช้เงินแบบนี้เดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็น “สามล้อถูกหวย“เห็น ได้ชัดว่าประเทศไทยยังยึดติดกับวิธีการเดิมๆ แค่เริ่มต้นก็เจอปัญหาเดิมๆเสียแล้ว นี่สิครับควรปฏิรูป เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นและสัมผัสได้

 

ส่วนหม่อมหลวงปนัดดา แรกๆพูดออกไมค์เสียงนุ่มทุ้มว่าไมค์ตัวนี้แจ๋ว เสียงดี มาตรฐานโอบาม่าใช้ หลังๆกลายเป็นเสียงอ้อมแอ้ม โยนไปโยนมาว่ายังไม่ได้จัดซื้อ สงสัยบริษัทนำมาให้ใช้ก่อน สักพักคงกลายเป็นเสียงเงียบ คราวนี้ต่อให้เอาไมค์ราคาเป็นล้านมาจ่อปาก เสียงคงไม่ดัง

 

ตนก็ขอเป็นฝ่ายค้านนอกสภาแล้วกัน ติเพื่อก่อ บางคนบอกให้ตนเงียบ ตนจะเงียบทำไมล่ะครับ? เมื่อตนมีปากไว้พูด และที่พูดไป หากไม่ใช่เรื่องจริง ก็ช่วยบอกหน่อย

 

 

 

 

 

 

อย่าชะล่าใจ ว่าจะจบแค่นี้ ดูเอกสารให้ดี มันเพิ่งเปิดถึงหน้า 5 จาก 15 หน้าเท่านั้น !!!...

 
 
 
 
ดูเอกสารครับ
เพิ่งเปิดไปแค่หน้า 5 จาก 15 หน้าเท่านั้น

หน้า 5 ซื้อไฟ โคมละหลายแสน
หน้า 6 ซื้อทีวี 5 แสน

แล้วหน้าที่ 7 - 15 จะเจออะไร

ถ้าเดาไม่ผิด
น่าจะเป็นโต๊ะตัวละ 6 แสน เก้าอี้ตัวละ 3 แสน เป็นต้น
สงสัยหิวจัด เลยมูมมาม !!!
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เมืองที่วุ่นวายทุกวันนี้ ก็เพราะพวกนักการเมืองที่ปลุกม็อบนี่แหละครับ

เพียงเพื่อหวังให้ตนได้ไปเป็น"รัฐบาล"



 

 

 

guest

Post : 01/09/2014 18:17     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  กรรมทางใจโทษหนักสุด

 

 

 

 

                       วันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10
 

 

       

 

                                         

 

 

 

 

            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การทำกรรมทางใดมีโทษมากที่สุด

 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า ท่านพระโคดม ! พระองค์เล่าย่อมบัญญัติทัณฑะ ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! ตถาคตจะบัญญัติว่ากรรม ๆ ดังนี้
เป็นอาจิณ.

ท่านพระโคดม ! ก็พระองค์ย่อมบัญญัติกรรม ในการ
ทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! เราย่อมบัญญัติกรรม ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ
คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑.

ท่านพระโคดม ! ก็กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรมอย่าง
หนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง มิใช่หรือ ?

ทีฆตปัสสี ! กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรม
อย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง.

ท่านพระโคดม ! ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนก
ออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ กรรมไหน คือ
กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่พระองค์บัญญัติว่ามีโทษ
มากกว่าในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม ?

ทีฆตปัสสี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่
จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้
เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติ
กายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมาก เหมือนมโนกรรม
หามิได้.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?

ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?

ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?

ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ทีฆตปัสสีนิครนถ์ ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยัน
ในเรื่องที่ตรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ แล้วลุกจาก
อาสนะเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่.
 

 อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เขาถามเรื่องไมค์ราคา1.45แสนบาท .. มา16 ข้อ ใครก็ได้ช่วยมาตอบที ....

 

 

 
  ...
 
 
 
 
 
วันที่ 7 กันยายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เรื่อง ขอให้ตรวจสอบไมโครโฟนที่จะใช้ในการประชุมครม.ว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบในทำเนียบรัฐบาล หรือไม่

เนื่องจากได้ตรวจพบข้อมูลข่าวสารที่อาจเข้าข่ายการทุจริตประพฤติมิชอบในทำเนียบรัฐบาล กรณีการสั่งซื้อจ้างไมโครโฟนที่จะใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 กันยายน นี้ ซึ่งเป็นการประชุมครม.นัดแรก ซึ่งกรณีดังกล่าว

มีการชี้แจงจากอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองไมโครโฟนว่า กรมโยธาฯ ยังไม่ได้สรุปการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุม ครม. ตัวละ 1.4 แสนบาท โดยระบุว่า ทางบริษัทเสนอราคามาเท่านั้น ต้องมาต่อรองราคากันต่อ ซึ่งจากกรณีที่มีการระบุว่า ราคาไมโครโฟนภายในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี มีราคาตัวละ 1.45 แสนบาท ภายหลังชาวสังคมออนไลน์ได้ตรวจสอบพบว่า ไมโครโฟนซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ใช้ติดตั้งภายในห้องประชุม ครม. นั้น คือยี่ห้อ Bosch รุ่นDCN multimedia CN เสนอราคาปกติที่ 99,000 บาท สามารถลดราคาได้ 15-20% แบบยังไม่รวมค่าติดตั้ง จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า ราคาที่แท้จริงของไมโครโฟนดังกล่าวคือเท่าใดกันแน่นั้นนายเรืองไกร กล่าวว่า จากข่าว สรุปได้ว่า

ไมโครโฟนที่ปรากฏทั้งภาพนิ่งและภาพในคลิปข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งติดตั้งในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะนำมาใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 กันยายนนั้น ยังเป็นของเอกชนที่ ยังไม่มีการสั่งซื้อแต่อย่างใด ย่อมแปลว่า ยังไม่มีการตรวจรับ ยังไม่มีการจ่ายเงิน ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนพัสดุครุภัณฑ์ แต่ทำไมเอกชนจึงกล้าสั่งซื้อไมโครโฟนมาจากต่างประเทศก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า กรณีนี้ต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน

จึงขอให้ตรวจสอบไมโครโฟนที่จะใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า

1.ทำไมราคาไมโครโฟนที่รัฐมนตรีบางคนได้เปิดเผยออกมาจึงเป็นราคาที่แพงกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดทั้งที่มีการสั่งซื้อจำนวนที่มากกว่า

2.ผลต่างของราคาที่รัฐต้องจ่ายสูงกว่าความเป็นจริงจะไปเข้ากระเป๋าใคร

3. ทำไมจึงมีการส่งของและติดตั้งได้ก่อนที่จะมีการทำสัญญา

4.ครม.จะกล้าใช้ของที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนพัสดุครุภัณฑ์หรือยังไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของราชการได้อย่างไร

5.ทำไมจึงยอมให้เข้ามาติดตั้ง ก่อนจะมีการลงนามในสัญญา

6.ทำไมเอกชนกล้าสั่งของมาจากต่างประเทศก่อนโดยยังไม่ได้สัญญาจากรัฐ

7.ทำไมจึงเกิดเรื่องไม่โปร่งใสขึ้นกับทรัพย์สินที่จะนำมาใช้ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี

8.ถ้ายังไม่สั่งซื้อก็เท่ากับยังไม่มีการส่งมอบ ทรัพย์ยังเป็นของเอกชนจะเอามาเป็นอุปกรณ์ในการประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นความลับจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลไม่รั่วไหล

9.ทำไมไม่ให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบออกจากตำแหน่งไว้ก่อน จนกว่าผลการตรวจสอบจะปรากฏความจริงออกมา

10.ทำไมต้องให้อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองออกมารับหน้า รัฐมนตรีที่รับผิดชอบมีหรือไม่ ทำไม่ไม่ออกมาชี้แจงเอง

11.สิ่งที่อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองพูดออกมาเท่ากับยอมรับแล้วว่า การจัดซื้อโดยวิธีพิเศษไม่โปร่งใสมีเงื่อนงำ ใช่หรือไม่

12.ทำไมไม่นำใบขนสินค้าขาเข้าสำหรับไมโครโฟน Bosch รุ่น DCN multimedia CN จากกรมศุลการกรมาแสดงให้เห็นราคา CIF ต่อหน้าสื่อมวลชน

13.ควรมีการเปรียบเทียบรายละเอียดของสินค้าที่ติดตั้งไว้แล้วในห้องประชุมครม.ว่ามีอุปกรณ์และระบบครบตามที่ปรากฏในใบเสนอราคาหรือไม่ และเป็นไปตามความต้องการของทางราชการหรือไม่

14.ควรเปรียบเทียบรายละเอียดของสินค้าว่า ต้องมีรายการครบถ้วนหรือมากกว่าตามที่แบบในต่างประเทศได้โฆษณาไว้ด้วย เพราะถ้าหากมีการลดราคาอาจมีการลดอุปกรณ์หรือระบบที่รองรับในเครื่องออกไปด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าดังกล่าว ควรมีโปรแกรมการเชื่อมต่อกับระบบคอมพิเตอร์รวมอยู่ด้วย

15.ในเมื่อไมโครโฟนของจริงนั้นตั้งอยู่ในห้องประชุมครม.เรียบร้อยแล้ว ก็แสดงว่ามีการตรวจรับงานติดตั้งและทดสอบระบบก่อนที่จะทำสัญญา จึงควรตรวจสอบต่อไปว่า ใครเป็นผู้ลงนามรับของจากเอกชน ลงนามในใบส่งของชั่วคราวใช่หรือไม่ และใครเป็นกรรมการในเรื่องนี้บ้าง และ

16.ควรเรียกให้เอกชนส่งมอบเอกสารใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา หรือหลักฐานต่างๆ ที่ติดต่อกับเจ้าของสินค้าในต่างประเทศมาตรวจสอบอีกทางหนึ่งเพื่อจะได้รู้ช่วงเวลาว่า เหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับกรณีไมโครโฟนนั้น มีลำดับช่วงเวลากันอย่างไร ถ้าปรากฏว่า มีการสั่งของจากต่างประเทศก่อนที่ทางราชการจะมีสัญญาหรือออกเอกสารใดๆ ให้เป็นคำยืนยันว่าเอกชนรายนี้ได้งานแน่ๆ อาจมีคำถามต่อไปว่า ทำไมจึงมีเรื่องความไม่สุจริตและโปร่งใสเกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาลได้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410077586
ปอลิง.... มันจบแล้วครับนาย .. วลีอมตะนิรันดร์กาล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              ขนสัตว์เข้าปอดคนได้จริงหรือ?!?

 

 

 

                                   

 

 

ทั้งนี้เคยส่องกล้องเข้าไปในปอดคนไข้นับพันคน ไม่เคยเห็นขนอะไร หรือ เส้นผมในปอด ที่เห็นสิ่งแปลกปลอม คือ เศษอาหาร เศษหมูหยอง เมล็ดผลไม้ ซึ่งเกิดจากการสำลักเวลากลืนอาหาร

 

จากกรณีที่มีข่าวเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชื่อดังใน อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ติดเชื้อวัณโรคปอดอย่างรุนแรง โดยมารดาของเด็กระบุว่า ลูกสาวชอบเล่นและคลุกคลีกับสุนัขนับ 10 ตัว และขนสุนัขได้เข้าไปลมหายใจของลูกสาวจนอาการกำเริบและเสียชีวิตนั้น อาจทำให้คนรักสัตว์และคนที่คลุกคลีกับสัตว์ โดยเฉพาะสุนัข และแมว อาจจะไม่สบายใจ

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ระบบทางเดินหายใจ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายมีระบบป้องกันสิ่งแปลกปลอม บริเวณจมูกมีทั้งขนจมูก และเมือกคอยจับเอาไว้ แม้จะเข้าไปในร่างกาย แต่ร่างกายก็สามารถที่จะไอขับออกมาได้

 

ทั้งนี้เคยส่องกล้องเข้าไปในปอดคนไข้นับพันคน ไม่เคยเห็นขนอะไร หรือ เส้นผมในปอด ที่เห็นสิ่งแปลกปลอม คือ เศษอาหาร เศษหมูหยอง เมล็ดผลไม้ ซึ่งเกิดจากการสำลักเวลากลืนอาหาร โดยเฉพาะคนแก่ เห็นคนที่เอาปากคาบตะปูเอาไว้ เผลอพูดแล้วหลุดเข้าไปในหลอดลม ต้องส่องกล้องและใช้คีมคีบออกมาที่ผ่านมาไม่เคยเห็นผม หรือขนสักเส้นหนึ่ง

 

ในต่างประเทศก็ไม่มีรายงานเรื่องนี้ แม้แต่คนต่างชาติเลี้ยงสุนัขเยอะมากก็ไม่เคยเห็นขนสุนัขในปอด ส่วนตัวอยู่ต่างประเทศเป็นสิบ ๆ ปีไม่เคยเห็นเลย เพราะอย่างที่บอกร่างกายของคนเรามีกลไกในการปกป้องตัวเอง ที่จะเข้าไปง่าย ๆ คือขน หรือผมของคน แต่ก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน การเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ การฉายรังสีจะไม่สามารถมองเห็นขนหรือผมได้ จะต้องเอากล้องเข้าไปดูอย่างเดียว ดังนั้นคงต้องดูว่ารู้ได้อย่างไรว่ามีขนอยู่ในปอด เพราะการจะรู้ได้ต้องใช้กล้องส่องเข้าไปดูเท่านั้น

 

ในเด็กกลไกการป้องกันจะแข็งแรงมาก กลไกร่างกายจะเข้มแข็งมาก ส่วนใหญ่คนแก่มักจะสำลักเวลากลืนอาหาร

 

ส่วนการติดเชื้อวัณโรคจากสุนัขก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะวัณโรคคนไม่ได้ติดจากสุนัข แต่ติดจากคนสู่คน/มีสัตว์บางชนิดที่มีวัณโรค เช่น ช้าง เสือ ยีราฟ สมเสร็จ ซึ่งสัตว์เหล่านี้ติดวัณโรคจากคนเช่นกัน กรณีของแมวและสุนัข

 

อยากฝากว่าไม่มีอะไรน่ากลัว สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนเลี้ยงสุนัข และแมว คือ ภูมิแพ้มากกว่า ซึ่งเป็นการแพ้น้ำลายของสัตว์ เนื่องจากสุนัขและแมวจะเลียขนของตัวเอง ร่างกายคนเราจะแพ้น้ำลายที่ติดมากับขน เวลาไปสัมผัสจมูกจะเกิดอาการคัดจมูก มีอาการจาม ไอเรื้อรัง แต่คนที่ไม่แพ้ก็อยู่ได้ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีอะไรน่ากลัว

 

สรุปขนสัตว์ไม่ว่าจะเป็นขนสุนัข หรือแมว ไม่น่าจะหลุดเข้าไปในปอดของคนเราได้ ดังนั้นคนที่เลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินเหตุ.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

แหล่งที่มา :

เดลินิวส์ออนไลน์

 

 



 


9 ข้อดีของการมีสัตว์เลี้ยง (petnews2005)

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนประจำบ้าน และจะเลี้ยงไว้อย่างน้อย 1 ชนิด และสัตว์เลี้ยงที่ ติดอันดับ 3 อันดับ ได้แก่ น้อง หมา น้องแมว และปลา นอกจากนั้น ก็ได้แก่ นก ม้า หนู กระรอก และ สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์แปลกอย่างอื่น

คนที่เลี้ยงสัตว์ ก็มีหลายเหตุผลบ้าง ก็เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน บ้างก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน บ้างก็เลี้ยงไว้ประดับบารมี บ้างก็เลี้ยงไว้เอาบุญ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คำนึงถึ งประโยชน์ หรือข้อดีของสัตว์เลี้ยงเท่าใดนัก แต่ความจริงสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์มากมายที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ดังนั้น วันนี้จะมาพูดถึงข้อดีเกี่ยวกับประโยชน์ของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา ตามมาดูกันเลยค่ะ

ข้อที่ 1 ผลต่อความดันโลหิตและความเครียด

การเลี้ยงน้องหมาจะช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาความเครียดให้ เจ้าของ หรือคนเลี้ยงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

ข้อที่ 2 ผลต่อความรู้สึกโดดเดี่ยว

ปัจจุบัน ผู้สูงอายุมักจะถูกปล่อยทิ้งให้อยู่บ้านตามลำพัง หรือลูกหลานอาจแยกครอบครัว ออกเรือนไป ทำให้ผู้สูงอายุถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได สัตว์เลี้ยงก็จะช่วยแก้ปัญหาจากการอยู่เพียงลำพังได้เป็นอย่างดี ช่วยลดปัญหาด้านจิตใจห่อเหี่ยวได้

ข้อที่ 3 ผลต่อการมีสังคม

สัตว์เลี้ยงจะช่วยให้เรามีสังคมมากขึ้นเพราะช่วยให้มีคนเข้ามาพบปะพูดคุยกับเรามากขึ้น ในหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับสตว์เลี้ยง ซึ่งจะทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาคอคนรักสัตว์ด้วยกัน

ข้อที่ 4 ผลต่อการออกกำลังกาย

การเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น การจัดเตรียมอาหารให้สัตว์เลี้ยง การพาสัตว์เลี้ยงไปขับถ่าย ออกกำลัง การเล่นกับสัตว์เลี้ยง กิจกรรมเหล่านี้เองช่วยให้คนเลี้ยงได้ออกกำลังกายในทางอ้อม ทำให้ผู้สูงอายุได้ขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ไม่ต้องนั่งจับเจ่าอยู่เพียงอย่างเดียว

ข้อที่ 5 ผลต่อการพบแพทย์

พบว่าผู้สูงอายุที่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว จะมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งดูได้จากการไปพบแพทย์ลดลง และกินยาลดลงอีกด้วย

ข้อที่ 6 ผลต่อจิตใจโอบอ้อมอารี

สัตว์เลี้ยงนั้นก่อให้เกิดความรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไขแก่คนเลี้ยง ทำให้คนเลี้ยงได้รับรักแท้ จากสตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ข้อที่ 7 ผลต่อความปลอดภัย

เลี้ยงสัตว์เช่น น้องหมา นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้ว น้องหมาก็ยังทำหน้าที่อารักขาเจ้าของอีกด้วย ทำให้คนเลี้ยงรู้สึกปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ข้อที่ 8 ผลต่อการสูญเสียคนรู้จัก

ผู้สูงอายุนั้น มักจะต้องพบเจอกับเรื่องการจากไปของคนรู้จัก ตั้งแต่คู่สมรส ญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งสัตว์เลี้ยงคู่กายก็ยังอยู่เป็นเพื่อนช่วยบรรเทาความรู้สึกเศร้าใจจากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักได้บ้างไม่มากก็น้อย

ข้อที่ 9 ผลต่อปัญหาส่วนตัว

การได้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงสักตัว จะช่วยให้ผู้เลี้ยงรู้สึกมีค่า มีความหมาย โดยเฉพาะ กับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเมื่อมีปัญหาส่วนตัวจากภายนอกมากระทบ ก็จะช่วยผ่อนปรนให้เรื่องร้อน ๆ จากภายนอกค่อย ๆ บางเบาลงไป เมื่อเปรียบกับการมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์เลี้ยงของตน

นี่เป็นข้อดีของสัตว์เลี้ยงบางส่วนที่มีคนเลี้ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งนอกนั้นเราสามารถพบข้อดีของสัตว์เลี้ยงที่มีต่อคนเลี้ยงได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ จนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งที่เห็นแน่ ๆ ก็คือ สัตว์เลี้ยงทำให้จิตใจของมนุษย์อ่อนโยนและชุ่มชื่นขึ้นค่ะ

 

 

 

 

  1. [​IMG]

    8 เรื่องเล็กๆ ที่ควรทำบ่อยๆ

    ตำราแพทย์จีนสอนมาว่า ๘พฤติกรรมในชีวิตประจำวันต่อไปนี้ ทำเถอะนะ สุขภาพดีแน่นอนค่ะ

    ๑.เคลื่อนไหวดวงตา การเพ่งสายตาไปที่จุดใดจุดหนึ่งนานๆ
    เป็นการทำลายสายตาโดยตรง อย่างน้อยๆ ทุกหนึ่งชั่วโมงทุกคนควรบริหารสายตา
    ด้วยการเหลือก ตาขึ้นบนเพดาน ค่อยๆกลิ้ง ดวงตาไปทางซ้าย วนลง ล่าง
    แล้วกลอกไปทางขวาก่อนจะวนมาจบที่เพดานอีกครั้ง ทำหลายๆครั้งกล้ามเนื้อ ตาจะได้แข็งแรง

    ๒.กลืนน้ำลาย การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วย ออกกำลังกายกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย
    กระตุ้นระบบ ย่อยอาหารให้ทำงานเป็น ปกติ

    ๓.หวีผมถึงแม้ว่าการหวีผม บ่อยๆ จะไม่ช่วยให้ผมสวย ขึ้น
    แต่จะช่วยนวดเส้นประ สาทบนสมอง ทำให้ตาสว่าง
    รากผมแข็งแรงขึ้นเพราะมี เลือดไปเลี้ยงทุกครั้งที่เรา หวี

    ๔.นวดหู ที่หูของเรามีเส้นประสาทที่ เชื่อมต่อกับไตอยู่ การดึง ดีด บีบ ถูใบหูบ่อยๆ
    จึงกระตุ้นการทำงานของไตโดยตรงช่วยป้องกันอาการ เวียนหัว ได้ยินเสียงแปลก ปลอม

    ๕.ขยับลิ้นเวลานั่งว่าง ถ้าได้ดุนเพดานปากไปด้วย
    จะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำ ลาย ทำให้ปากสะอาด และขจัดกลิ่นปากไปในตัว

    ๖.ขมิบก้น วิธีแก้ท้องผูกที่ง่ายที่สุดก็คือการขมิบก้น ขมิบให้ได้วันละ ๓ เซ็ต
    เซ็ตละ ๕๐- ๑๐๐ ครั้ง ทุกครั้งที่เราขมิบก้น ลำไส้จะบีบตัว
    กำจัดของเสีย ที่ตกค้างไม่ให้อาละวาด ทำร้ายร่างกายของเรา

    ๗.ขบฟัน การขบฟันเบาๆบ่อยๆจะช่วยให้ฟันแข็งแรงและ
    กระตุ้นการผลิตน้ำย่อย คนที่มีปัญหา เรื่องลำไส้ห้ามพลาด

    ๘.ถูแก้มและใบหน้า
    แกัมและใบหน้า เป็นส่วนที่ ขาดการออกกำลังกายมากที่สุดทั้งๆที่
    วิธีนั้นง่ายแสน ง่าย แค่ถูสบู่ไว้ที่มือทั้ง สองข้าง
    จากนั้นใช้ฝ่ามือ ถูหน้าเบาๆกระตุ้นการไหล เวียนโลหิต
    ทำให้เลือดมา เลี้ยงสองแก้มได้มากขึ้น และหน้าใสๆก็จะตามมาเอง...

 

 

 

 

[​IMG]

 

อินเดีย:
ผลิตเครื่องจับขโมยไฮเทค
ตั้งในตลาด5ชม.จับขโมยได้ 300 คน

สหรัฐ:
ซื้อไปตั้งบ้าง 3 ชม.จับได้ 100 คน

ไทย:
เอาบ้าง ตั้ง 30 นาที
เครื่องจับขโมย หาย!!!
## นั่นแสดงว่า"ขโมยไทย" ไฮเทคกว่าเครื่องที่ว่าทันสมัยเยอะ
************************


[​IMG]

 

 

มิสเตอร์แวน
มิสเตอร์แวนเป็นหมอ ที่ถูกส่งไปทำงานในยุโรป
พอไปถึงที่ เขาก็ส่งโทรเลขถึงภรรยาที่อยู่ถึงอเมริกา
แต่บังเอิญบุรุษไปรษณีส่งผิด
บุรุษปรษณีนำโทรเลขไปส่งให้บ้านคุณนายแวนอีกคนหนึ่ง
ซึ่งสามีเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวานนี้เอง

ทันทีเปิดโทรเลขอ่าน
คุณนายแวนก็แทบจะหัวใจวาย
เนื่องจากโทรเลขมีข้อความว่า
" ถึงที่หมายโดยปลอดภัยเช้าวันนี้เอง หวังว่าคุณคงจะตามผมมาเร็วๆนี้ "
****************************************************

 


[​IMG]
image hosting

 

 

เด็กชาย 3 คนนั่งคุยโม้แข่งกัน
คนที่ 1
พ่อกูเป็นทหาร ทำหน้าที่กู้ระเบิดตามชายแดน
ป้องกันประเทศ เพื่อชาวบ้าน

คนที่ 2
พ่อกูก็เป็นตำรวจ ทำหน้าที่กู้ระเบิดเหมือนกัน แต่ในเมือง
เพื่อชาวบ้านเหมือนกัน

จากนั้นเด็ก 2 คน ก็หัวเราะชอบใจ
หันมาถามเด็กคนที่ 3 แล้วพ่อมึงทำงานอะไร?

เด็กคนที่ 3
มึงรู้จะหนาว.. พ่อกู เป็นครู มีเกียรติมากๆ
กู้กรุงไทย, กู้ออมสิน, กู้สวัสดิการ,
กู้สหกรณ์, กู้ฉุกเฉิน...?
55555 กู้เยอะกว่าพ่อพวกมึงอีก
**************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ข่าวล่าสุด เมื่อ 15.30 น.

นายวันชัย รุจนวงค์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงถึงคดีรับจำนำข้าว ที่ ปปช.ฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า อัยการมีความเห็นว่าสำนวนของ ปปช.ยังไม่สมบูรณ์ จึงสั่งให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ปปช.

เพื่อทำให้สำนวนมีความสมบูรณ์ขึ้น โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาภายใน 14 วัน

ทั้งนี้ 3 ประเด็นแย้งของอัยการสูงสุด ได้แก่

1.อำนาจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการยับยั้งโครงการ

2.การดำเนินการของน.ส.ยิ่งลักษณ์หลัง ปปช.ท้วงติง

3.รายละเอียดการทุจริต.

เรียกว่า ยกแรก ยังไม่รู้ผล ว่าคดีรับจำนำข้าวที่ "ไอ้ปกป้องชั่ว" มันบรรจง ชงลูกเสิร์ฟ...

กะว่างานนี้เล่นงานท่านนายกปูได้ด้วยวิธี "เล่นสำนวน-ตีความข้อกฏหมาย"...

เอาผิดได้แน่ๆ ก็ยังไม่แน่ เพราะความจริง มันไม่สามารถที่จะไปเอาผิดกับผู้ที่คุมแต่ในส่วนของนโยบาย...

ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติจริงตามหน้าที่ได้เลย...แต่มันก็ยังพยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะยัดเยียดข้อกล่าวหา ให้มีความผิดให้ได้...

เรียกว่า ทีมงานทั้งหมด ของ "ไอ้หน้าคางคกปกป้องชั่ว" มันสารเลวได้ใจจริงๆน่ะครับ!!!"...

 

 

โกงกปส. ทำให้คนไทยและประเทศชาติเสียหายไปหลายแสนล้าน..

เกิดขึ้นในยุครัฐบาลชวน 2 พวกมันไม่เคยพูดถึง..

วันนี้..กองทุนฟื้นฟูฯยังต้องแบกภาระหนี้เอาไว้กว่าล้าน ๆ บาท..

เพราะพวกใครกันเล่าวุ้ยยยย.....????

 

 

 

 

 

 

 

 

 ท่านเคยสงสัยบางไหมว่า ทำไมทนายจึงเรียกค่าว่าความแพงนัก

 

เหตุที่ทนายความเรียกค่าว่าความแพง ส่วนหนึ่งมาจากขั้นตอนการดำเนินงานของทนายความ ในการฟ้องคดีแต่ละคดีมีความยุ่งยากซับซ้อนแตกต่างกันออกไป

 

ตั้งแต่เริ่มต้นวิเคราะห์พยานหลักฐาน การตั้งประเด็นที่จะฟ้อง รวมถึงข้อหาที่จะฟ้อง ทั้งนี้ หากไม่ดูให้ดีแล้ว บางครั้งอาจจะทำให้แพ้คดีได้ง่ายๆ

 

เมื่อตั้งประเด็นแล้ว ยังต้องไปค้นคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆว่า เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องประเด็นที่จะฟ้องหรือไม่ ถ้ามี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างไร

 

เมื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆได้แล้ว ก็จะต้องมาดูเขตอำนาจศาลว่าจะต้องยื่นฟ้องที่ศาลไหน ร่างคำฟ้อง เรียบเรียงถ้อยคำให้รัดกุม มิให้มีช่องโหว่

 

เสร็จแล้วก็จะไปดำเนินการยื่นฟ้อง หลังจากยื่นฟ้องแล้ว จะต้องคอยไปศาลเพื่อดูแลติดตามการส่งหมายให้จำเลย จนกว่าจะถึงวันนัดพิจารณา การดำเนินการทั้งหลายที่กล่าวมา ล้วนแต่ต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ไม่ว่าค่ารถ ค่ากิน บางคดีที่จำเป็นต้องใช้รูปประกอบเป็นพยานหลักฐาน ก็จะต้องมีค่าฟิล์ม ค่าล้างรูป ตามมาอีก

 

ที่กล่าวมาเป็นในส่วนของการดำเนินการ ซึ่งยังมีในส่วนของความรับผิดชอบของงานอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งในคดีหนึ่งๆนั้นจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

 

การใช้ระยะเวลาเร็วที่สุดที่ผมเคยทำมาก็ประมาณ 3 เดือน แต่นั่นหมายถึงว่าจำเลยไม่ได้สู้คดี และศาลได้มีคำพิพากษาเลย แต่ถ้าจำเลยสู้คดี อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า บางคดี 1 ปี บางคดีก็มากกว่า

 

แล้วคุณคิดดู ถ้าเรื่องหนึ่งใช้ระยะเวลานานเป็นปี แล้วรายได้ไม่คุ้มกับงานที่ทำไป จะมีสักกี่คนที่จะทำงานจนสำเร็จ ฉะนั้น จึงมีส่วนของค่าความรับผิดชอบเพิ่มเติมเข้ามา คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เรียนจบทางด้านนิติศาสตร์มีจำนวนไม่น้อย แต่คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไม่ประกอบอาชีพเป็นทนาย อีกส่วนหนึ่งเริ่มต้นประกอบอาชีพเป็นทนาย แต่ก็ต้องเลิกลาไป ทั้งนี้ ก็เพราะในตอนเริ่มต้นอาชีพใหม่ ยังขาดความเชื่อถือจากลูกความ ไม่ค่อยจะมีคดีให้ทำ บางคนต้องการทำถึงขนาดที่ว่ายอมเรียกค่าว่าความถูกๆเพื่อที่จะได้มีคดีทำ แต่ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องออกไปประกอบอาชีพอื่นๆ

 

ปัจจุบันมีทนายความที่จดทะเบียนเป็นทนายความทั่วประเทศประมาณสามหมื่นกว่าคน แต่ประกอบอาชีพทนายความจริงๆมีประมาณแค่หมื่นเศษๆเท่านั้น

 

สำหรับขั้นตอนการฟ้องคดีนั้น ผมได้แสดงเอาไว้ด้านล่างนี้ เป็นขั้นตอนเพียงคร่าวๆ

 

1. รวบรวมข้อมูล เอกสารหลักฐานต่างๆ

 

2. ร่างคำฟ้อง

 

3. ไปศาลครั้งที่ 1 ยื่นฟ้องพร้อมขอให้ศาลส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องให้จำเลย

 

4. ไปศาลครั้งที่ 2 ตรวจดูสำนวนว่าคำฟ้องที่ยื่นไปศาลรับคำฟ้องหรือไม่ และกรณีที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกไว้ที่ภูมิลำเนาของจำเลย กรณีที่ไม่มีผู้ใดรับหมายนั้น ศาลสั่งอนุญาตหรือไม่ หากไม่อนุญาตก็จะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป

 

5. ไปศาลครั้งที่ 3 ดูผลหมายว่าส่งได้หรือไม่ หากไปครั้งนี้ผลการส่งหมายยังไม่มา จะต้องไปใหม่อีกหนึ่งรอบ หากส่งได้แล้วก็จะดูว่าจำเลยรับหมายหรือปิดหมายไว้

 

6. ไปครั้งที่ 4 หลังจากวันที่ครบกำหนดที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้ เพื่อดูว่าจำเลยยื่นคำให้การหรือไม่ หากจำเลยไม่ยื่นคำให้การก็จะต้องยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขอให้ศาลมีคำพิพากษา

 

7. ไปครั้งที่ 5 เข้าสู่กระบวนพิจารณาครั้งแรก หากคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ศาลก็จะนัดให้สืบพยานโจทก์เลย แต่ถ้าคดีมีข้อยุ่งยาก ศาลก็จะนัดเป็นวันชี้สองสถาน (วันชี้สองสถานคือ วันที่ศาลจะมากำหนดว่าคดีนั้นมีประเด็นข้อพิพาทกันเรื่องใด แยกเป็นข้อๆ และจะกำหนดว่าให้ฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่นำพยานมาสืบก่อน) และกำหนดวันนัดครั้งต่อไป ส่วนใหญ่จะอยู่ในระหว่างระยะเวลาประมาณ เดือนครึ่ง ถึงสองเดือน หากศาลใดที่มีคดีค้างการพิจารณาอยู่มาก บางครั้งอาจจะต้องกำหนดนัดกันนานถึง 3 - 4 เดือนได้

 

8. ไปครั้งที่ 6 จนเสร็จสิ้นคดี ระยะเวลาเท่าใด ขึ้นอยู่กับจำนวนพยานที่แต่ละฝ่ายจะนำเข้าสืบ ส่วนใหญ่จะนำพยานมาเพียงแค่ปากเดียวต่อหนึ่งนัด เว้นแต่จะสืบพยานเพียงสั้นๆ ไม่ต้องถามหลายข้อ หรือไม่ซับซ้อนอะไร ก็อาจจะนำมาทีเดียว 2 - 3 ปากในหนึ่งนัดก็ได้ เหตุที่ทนายนำพยานมาเพียงแค่ปากเดียวในการสืบพยานหนึ่งนัด ก็เพราะว่าในการพิจารณาคดีของศาลในแต่ละวัน ศาลจะต้องพิจารณาทีเดียว 4-5 คดีในแต่ละช่วงของวัน คือช่วงเช้า และช่วงบ่าย หากทนายแต่ละคนนำพยานมาสืบกันทีเดียวหลายปาก ศาลย่อมไม่สามารถพิจารณาคดีได้หมด

 

 หากคุณเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่ค่อยจะมีกะตังไปปรึกษาทนาย หรือ ไปจ้างทนายมาว่าความให้คุณ คุณก็สามารถขอรับการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายได้ฟรี

 

 โดยหากคุณต้องการเพียงขอคำปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับคดีความที่คุณถูกฟ้อง หรือเป็นเรื่องที่คุณต้องการใช้สิทธิทางศาล แต่ไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร คุณสามารถไปขอคำปรึกษาได้ที่ ที่ทำการศาลทุกศาล ซึ่งจะมีโต๊ะสำหรับทนายความอาสาประจำอยู่ทุกศาล คอยให้คำปรึกษาชี้แนะกับประชาชนทั่วไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

 

และทนายความอาสาเหล่านี้จะให้แค่คำปรึกษากับคุณได้เท่านั้น ไม่สามารถว่าความให้กับคุณได้ เพราะเป็นข้อห้าม

 

ส่วนหากคุณต้องการทนายความว่าความให้กับคุณ คุณอาจจะต้องไปที่ ที่ทำการสภาทนายความ ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขอรับการช่วยเหลือที่นั่น

 

แต่การขอรับการช่วยเหลือในกรณีนี้ จะมีเงื่อนไขอยู่ 2 ประการคือ

 

1. คุณต้องเป็นผู้ที่ยากจน และ

 

2. ไม่ได้รับความเป็นธรรม

 

ต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 ประการ จึงจะสามารถขอรับการช่วยเหลือได้

 

อีกกรณีหนึ่งคือ กรณีที่คุณตกเป็นจำเลยในคดีอาญา หากคุณไม่มีทนายความว่าความให้ คุณสามารถร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งทนายความให้ได้ ซึ่งศาลจะมีทนายขอแรงไว้ช่วยเหลือว่าความให้คุณ

 

ที่นี้ รู้หรือยังละว่า ทนายความฟรี.......มีที่ไหน (บ้าง)

 

 

 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำวินิจฉัยของศาลที่สั่นสะเทือนสังคมไทย....

 

 

 

 

 

 

 

โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการป.ป.ช. อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและหลักการพิจารณาคดี (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

 

 

                                             

 

 

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 เวลาประมาณ 09.30 น. ศาลอาญาได้อ่านคำวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมาย คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (เลขาธิการ กปปส.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนายการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฐานผู้ร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำการหรือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 84 ทันทีที่คำวินิจฉัยถูกอ่านจบลงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนประเทศไทยเกิดแผ่นดินไหว

 

ผู้เขียนขอยืนยันในเรื่องนี้เพราะหลังเกิดการปฏิรูปประเทศไทยไม่มีนักข่าวโทรศัพท์มาขอสัมภาษณ์ผู้เขียนเหมือนก่อนมีการปฏิรูป แต่จากการที่ผู้เขียนต้องรับโทรศัพท์จากนักข่าวหลายสำนักเพื่อสอบถามปัญหาของคำวินิจฉัยคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าผลของคำวินิจฉัยนี้ก่อให้เกิดความสะเทือนต่อสังคมไทยโดยทั่วไปหลายๆ วงการ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้เขียนต้องเขียนบทความนี้เพื่อตอบสังคมแทนการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ นี่คือคำสัญญา

ก่อนเขียนบทความนี้ต้องขอยืนยันด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลอาญา ซึ่งเป็นสถาบันศาลยุติธรรมที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ถึง 36 ปี และขอถอดจิตวิญญาณของความเป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและกรรมการ ป.ป.ช.ออกไป คงเหลือแต่จิตวิญญาณของอาจารย์ผู้สอนวิชากฎหมายและประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ไม่เคยมีอคติต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดในหัวใจ

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยนี้โดยสรุปก็คือศาลเห็นว่า"การที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนจริงและกระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมเพื่อการผลักดันการชุมนุม หรือสลายการชุมนุมหรือกระชับพื้นที่ หรือขอคืนพื้นที่ตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นล้วนแต่เกิดจากการออกคำสั่งของจำเลยทั้งสองในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผอ.ศอฉ. ..................... หลังจากที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทั้งสิ้น กรณีไม่ได้เป็นการกระทำโดยส่วนตัวหรือไม่ได้กระทำที่เกี่ยวข้องกับการปฎิบัติหน้าที่หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ได้คัดค้าน............"


เพื่อความเข้าใจง่ายของคนทั่วไปขออธิบายว่าศาลยกฟ้องคดีนี้โดยอ้างเรื่องเขตอำนาจของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เรื่องเขตอำนาจศาลนั้นนับเป็นเรื่องสำคัญในการฟ้องคดี ซึ่งมีบัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ถึงมาตรา 23 ยกตัวอย่างเช่น ศาลแพ่ง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ส่วนศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา การยกฟ้องหรือคำร้องเมื่อมีการนำคดีมาฟ้องหรือร้องผิดศาลเป็นอำนาจของศาลย่อมกระทำได้ แต่คำวินิจฉัยของศาลในคดีนี้น่าจะมีปัญหาดังต่อไปนี้

1.การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้แม้จะเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหลายบท เรื่องการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทนั้นขอยกตัวอย่างเช่น จำเลยเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องนอน จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 และมาตรา 362 ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งมาตรา 276 และมาตรา 362 แม้จะเป็นการกระทำในครั้งเดียวกัน และหากฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องศาลก็จะลงโทษจำเลยโดยบทหนักที่สุดคือตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นไปตามหลักของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เช่นเดียวกับความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ โจกท์ฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83, 84 และมาตรา 157 เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยแม้จะเป็นกรรมเดียวแต่ก็ผิดกฎหมายหลายบท โดยสามารถแยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83, 84 ต่อศาลอาญาซึ่งมีเขตอำนาจ ส่วนความผิดตามมาตรา 157 โจทก์ (อัยการ) ก็มีอำนาจที่จะฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจอีกศาลหนึ่งและอยู่ในอำนาจไต่สวนของกรรมการ ป.ป.ช.

2.ที่ศาลอาญาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นถูกต้อง แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยตามมาตรา 157 ตามที่ศาลยกฟ้องในปัญหาข้อกฎหมาย แต่ฟ้องตามมาตรา 288, 83, 84 ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลอาญา เพียงแต่โจทก์อ้างในฟ้องถึงมูลเหตที่จำเลยทั้งสองมีคำสั่งดังกล่าวว่าเนื่องจากขณะนั้นจำเลยทั้งสองดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ศาลได้ทราบถึงที่มาที่ไปของคำสั่งเท่านั้น

3.หากศาลอาญาจะยกฟ้องในเรื่องคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอาญาก็ควรจะอ้างเฉพาะข้อกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 9(1) ซึ่งบัญญัติถึงเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นต้น แต่ศาลอาญากลับไปวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีว่า "ล้วนแต่เกิดจากการออกคำสั่งของจำเลยทั้งสองในฐานะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี... โดยอาศัย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทั้งสิ้น กรณีไม่ได้เป็นการกระทำโดยส่วนตัวหรือไม่ได้กระทำที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง..."

มีความหมายว่าจำเลยออกคำสั่งตามหน้าที่ มิได้ปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่แต่อย่างใด ดังนี้ นอกจากศาลอาญาจะวินิจฉัยเรื่องอำนาจศาลแล้วยังก้าวล่วงไปวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยว่าไม่ผิดตามมาตรา 288 และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในขอบอำนาจหน้าที่ไม่ผิดตามมาตรา 157 ด้วย (ก้าวล่วงเข้าไปในอำนาจของ ป.ป.ช. รวมทั้งอำนาจในการวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย)


4.การที่ศาลใช้อำนาจวินิจฉัยคดีเกินคำฟ้องโจทก์ (โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 288, 83, 84) เป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" (อัยการโจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลลงโทษตามมาตรา 157 เพราะอัยการย่อมทราบดีว่ามาตรา 157 อยู่ในอำนาจไต่สวนของ ป.ป.ช.)

5.ศาลอาญายกฟ้องในเรื่องงอำนาจศาลอันเป็นข้อกฎหมาย แต่กลับก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในข้อเท็จจริงคดีทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์ จำเลยให้สิ้นกระแสความจึงอาจมีข้อผิดพลาดได้มากและผิดหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล

6.องค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83, 84 กับองค์ประกอบความผิดของมาตรา 157 นั้นต่างกัน ผลคำวินิจฉัยของศาลอาญาฉบับนี้ ทำให้ความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลอาญาไม่ได้รับคำวินิจฉัยอย่างรอบคอบถี่ถ้วน จากคำพยานโจทก์จำเลย แต่กลับไปวินิจฉัยข้อกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้อง ทั้งนี้ ขณะนี้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ก็ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวนของกรรมการ ป.ป.ช. หากไต่สวนแล้วกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าการะกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองไม่เป็นความผิด ก็จะต้องมีมติให้คดีนี้ตกไป ความผิดตามมาตรา 157 ที่ศาลอาญาอ้างว่าอยู่ในอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่มีโอกาสได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด

7.หากเกิดกรณีตามข้อ 6 สังคมไทยคงต้องกังขาและสั่นสะเทือนโดยเฉพาะความหนาวสะท้านในหัวใจของพ่อแม่พี่น้องคนที่เสียชีวิต 99 ศพ เพราะคนตายเกือบร้อยคน จะพึ่งฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้ ฝ่ายบริหารก็ไม่มีทาง คงเหลือแต่ฝ่ายตุลาการคือศาล แต่ศาลอาญาท่านก็ว่าท่านก็ไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ครั้นจะไปขอความเป็นธรรมจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีเขตอำนาจคดีก็อาจจะไปไม่ถึงศาลหากคณะกรรมการป.ป.ช.ได้ไต่สวนแล้วมีมติให้คดีตกไป คดีนี้ก็จะปิดฉากลง

 

ทั้งๆที่คนตายก็คือคนไทยด้วยกันและเขาเหล่านั้นก็หาใช่อาชญากรของแผ่นดินแต่อย่างใดและผู้ที่เป็นต้นเหตุให้เขาตายก็ใช้อำนาจที่มีอยู่สั่งประหารพวกเขาทั้งๆที่ไม่ใช่ศาลซึ่งเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจตุลาการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ความผิดที่อาจพอจะมองเห็นได้ก็คือเขาเหล่านั้นมีความคิดเห็นในทางการเมืองตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศในขณะนั้นเท่านั้น ความผิดเพียงเท่านี้สมควรแล้วหรือที่เขาจะถูกพิพากษาประหารชีวิต โดยมิได้ผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่พอครอบครัวของผู้ตายเดินเข้ามาขอความเป็นธรรมตามสิทธิที่พวกเขาพึงมีพึงได้

 

แต่ก็กลับถูกปฏิเสธ จึงเป็นเรื่องใหญ่เนื่องจากนอกจากคนตายซึ่งเป็นคนไทยแล้วยังมีชาวต่างประเทศถูกสังหารด้วย หากเรื่องนี้มิได้ถูกดำเนินการโดยกระบวนการยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรมแล้วผลเสียหายก็จะบังเกิดแก่ประเทศชาตินี้อย่างใหญ่หลวง แต่ในความมืดมิดก็ได้ปรากฏการณ์มีแสงสว่างเกิดขึ้นเมื่อท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาได้ใช้อำนาจของท่านตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย


(1) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้......"

ความเห็นแย้งของท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจึงน่าจะมีน้ำหนักที่ใช้ในการประกอบดุลพินิจของศาลสูงเมื่อมีการอุทธรณ์ฎีกาโดยพนักงานอัยการโจทก์ต่อไป

 

(มติชนรายวัน3กันยายน2557)

 

 

 

 

'อธิบดีศาลอาญา' แจงเหตุเห็นแย้งยกฟ้อง 'มาร์ค-พระสุเทพ' คดีสลายม็อบ

จากไทยรัฐออนไลน์ 29 ส.ค. 2557

 

 

 

 

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเผยเป็นครั้งแรกที่มีความเห็นแย้งในคำพิพากษาหลังศาลอาญายกฟ้อง ‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’ สั่งขอคืนพื้นที่จากเสื้อแดง ถามคดีที่สู้กันศาลเดียวกับสามศาลอันไหนเหมาะสมกว่ากัน ยันไม่ขอเป็นองค์คณะในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

 

ภายหลังจากที่ศาลอาญา ได้วินิจฉัยที่คดีที่พนักงานอัยการฯเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือพระสุเทพ ปภากโร อดีตรองนายกฯและผอ.ศอฉ. กรณีออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนิน และแยกราชประสงค์จากกลุ่มนปช. ที่ชุมนุมตั้งแต่เดือนเมย.-19 พ.ค.53 จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย

 

โดยที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ในฐานะนายกฯ และรองนายกฯ รวมทั้งผอ.ศอฉ. ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัว จึงเป็นอำนาจของป.ป.ช.ที่จะไต่สวน และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดต้องยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง

 

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ นายธงชัย เสนามนตรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีความเห็นแย้งไว้ท้ายคำสั่งศาล ว่า ศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี การฟ้องหากคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีเฉพาะข้อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเท่านั้น ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวหาจำเลยทั้งสองในความผิดอาญา ฐานร่วมกันมีเจตนาฆ่าผู้อื่น กรณีนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลทั้งสองมีอำนาจขัดแย้งกัน

 

มีรายงานเพิ่มเติมเรื่องนี้เมื่อวันที่ 29 ส.ค. นายธงชัย เสนามนตรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่รับราชการมา เคยผ่านตำแหน่ง หัวหน้าศาล รองประธานศาลอุทธรณ์ มาก่อน ที่ทำความเห็นแย้งในคำพิพากษา ก็เพื่อหากคู่ความต้องการใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็จะตรวจดูสำนวนและดูความเห็นแย้งที่ตนบันทึกไว้ การทำความเห็นแย้งจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ คดีนี้ก่อนมีคำพิพากษา องค์คณะได้มาหารือกับตนแล้วตนก็ให้คำแนะนำไป ซึ่งผู้พิพากษามีความเป็นอิสระ คดีนี้ตนไม่คิดจะโอนสำนวนจากองค์คณะนี้ไปองค์คณะอื่น เพราะการโอนสำนวนส่วนใหญ่จะทำในระดับศาลสูง แต่คดีนี้องค์คณะเพียงอยู่ในชั้นตรวจพยานหลักฐานเท่านั้น เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ก็มีคำพิพากษาออกไป เพราะท่านมีอำนาจพิจารณาพิพากษา จะไปก้าวก่ายไม่ได้

 

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เผยอีกว่า คดีที่มีสามศาล กับศาลเดียว ศาลใดจะเหมาะสมกว่ากัน ถ้าคดีนี้ไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ศาลเดียวจบ แต่ถ้าคดียังอยู่ในศาลอาญา ก็มีโอกาสสู้กันถึงสามศาล โจทก์มีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวหาว่า มีการกระทำความผิดหรือไม่ จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลจะลงโทษเพียงใด ดูง่ายๆ ศาลอาญามีองค์คณะ 2 คน มีรองอธิบดี อธิบดีกลั่นกรอง ศาลอุทธรณ์มีองค์คณะ 3 คน มีกองเซ็นเซอร์อีก 7 คน มีรองประธาน มีประธานศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เช่นกัน แต่กองเซ็นเซอร์ ถึงสองกอง ดังนั้นถ้าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลอาญาจนถึงศาลฎีกา ก็จะมีผู้พิพากษาช่วยกันกลั่นกรองกว่า 20 คน

 

ท้ังนี้ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีใหญ่ เป็นปัญหาความสงบ มีคนตายถึง 99 คน มีญาติคนตายเกี่ยวข้องเป็นผู้เสียหายจัดการแทนหลายคน เป็นคดีฆ่า เป็นอาญาแผ่นดิน มีต่างประเทศมาเกี่ยวข้อง มีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คดีไหนทหารยิง ก็บอกว่าทหารยิง คดีไหนฟังไม่ได้ว่าทหารได้ยิง ศาลก็สั่งว่าทหารไม่ได้ยิง คดีเรื่องนี้ควรจบที่ศาลยุติธรรม



ถามว่าผู้เสียหายฟ้องเองได้หรือไม่ เขามีฟ้องมาแล้ว และโอนมาที่ศาลอาญา ก็ให้รอดูต่อไปถ้าคดีนี้ ป.ป.ช.ฟ้อง และคดีเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ก็จะมีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกผู้พิพากษาองค์คณะ ถึงเวลาตนนั้นตนคงเป็นหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และตนจะไม่ขอรับเป็นองค์คณะ 9 คน ใครเสนอชื่อตนจะปฏิเสธก็เพราะว่ามีส่วนได้เสีย เคยทำความเห็นแย้งไปแล้ว และระหว่างอุทธรณ์ ฎีกาคำสั่งคดีนี้ ทางป.ป.ช. ก็มีอำนาจไต่สวนของท่านไป ป.ป.ช.มีใครบ้าง ใครเป็นใคร ตนไม่ขอพูดถึง ไม่อยากวิจารณ์

 

"ผมไม่อยากพูด ว่าศาลรีบตัดฟ้องหรือไม่ รอดูศาลอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนก็เป็นที่สุด เพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ในนาทีนี้ เราต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่า คนที่ถูกฟ้องเขาทำผิดจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้ มีคนตายคนเจ็บ มีพ่อ มีแม่ สามี ภรรยา ที่รอฟังคำพิพากษาอยู่ ซึ่งการพิจารณาก็ต้องมีกติกา ผิดก็ลงโทษ ไม่ผิดก็ยกฟ้อง ผมเห็นใจทุกฝ่าย สุดท้ายก็อยู่ที่ศาลตัดสิน ถ้าไม่มีศาล สังคมก็อยู่ไม่ได้เกิดการแก้แค้นกันเอง จะเป็นอันตรายมาก" อธิบดีศาลอาญากล่าว

 

 

 

 

 

 

หมอวรงค์เปิดตัว′หนังสือมหากาพย์โกงข้าว′ อภิสิทธิ์เป็นประธาน ท้า ′ประยุทธ์-ทักษิณ′อ่าน

 

 
1. ปล่อยข่าวลือว่าเค-วอเตอร์ เป็นหนี้ (ทั้งๆที่เค้าไม่เป็นหนี้)
2. ปล่อยข่าวลือว่าข้าวเน่า
3. ปล่อยข่าวลือว่าข้าวมีสารพิษ กินแล้วเป็นมะเร็ง
4. ปล่อยข่าวลือว่าสหรัฐกักกันและกีดกันข้าวไทย
5. บอกว่าขายข้าว G2G ปลอม #ความจริงมีการขายให้จีน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
6. ปล่อยข่าวลือว่าข้าวหาย 3ล้านตัน เสียหายสามแสนล้าน #แต่ความจริงปรากฏว่ามีข้าวหายไปไม่ตรงกับบัญชีร้อยละ 0.018 จากบัญชีข้าวทั้งหมด 23,235,449 กระสอบ

7. คดีทุจริตโครงการประกันราคาข้าว ถูกดองไว้ตั้งแต่ปี 53
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

8. ทุจริตโครงการไทยเข็มแข็งทุกโครงการ คดีถูกดองไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
 
 
 
 
 
 
เวลาจะพิฆาต หน้าเหลี่ยม มันก็สร้างกระแสสังคม ถล่มก่อน แล้ว ตราช่างก็ตัดสิน

น้องสาวเหลี่ยม เจอแบบเดียวกัน สงสัยจะรอดยาก

กร๊ากๆๆ พวกในทุ่งนา อย่างแด๊งแดง ก้าวไม่ทันเขาเหมือนเดิม อมยิ้ม35 พวกขี้แพ้
 
 
 

 

 

 

                     

 

 

 

 


 


เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม

เชื่อเลยว่าหลายคนยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะแบบผิด ๆ กันอยู่ เพราะส่วนใหญ่เข้าใจว่า ยาปฏิชีวนะ คือ ยาแก้อักเสบ ที่สามารถรักษาอาการป่วยได้ชะงัด โดยเฉพาะคนที่เจ็บคอเป็นหวัดมักจะวิ่งหายาแก้อักเสบมาทานเอง บางคนทานหมดไปหลายแผงแล้วก็ยังไม่หาย จนถึงกับดื้อยาเลยทีเดียว เพราะความเชื่อผิด ๆ ที่เข้าใจกันมานมนาน

วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยนำข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย และถูกต้อง จาก
สำนักคณะกรรมการอาหารและยา มาบอกให้กระจ่างกัน

ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่คนทั่วไปมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า ยาแก้อักเสบ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา เช่น หลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ คออักเสบจากเชื้อไวรัส ข้ออักเสบจากโรคเกาต์ อาการปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นต้น

ยาปฏิชีวนะมีหลายชนิด เช่น เพนนิซิลลิน อะม็อกซีซิลลิน เตตร้าซัยคลิน เอซิทโทรมัยซิน ซิพโพรฟล็อกซาซิน โคทรัยม็อกซาโวล ซัลฟาคลินดามัยซิน แต่ละชนิดใช้รักษาแบคทีเรียต่างกัน

ดังนั้น อย่าเรียก "ยาปฏิชีวนะ" ว่า ยาแก้อักเสบ เพราะทำให้เข้าใจผิดว่า ทุกครั้งที่มีอาการอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งไม่ถูกต้อง

 

ยาปฏิชีวนะ
 


3 โรคหายได้ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

หวัดเจ็บคอ...ต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหวัดเจ็บคอต้องกินยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ นั่นคือความเชื่อที่ผิด เพราะหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย การกินยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหวัดเจ็บคอ ไข้หวัดใหญ่ จึงเป็นการใช้ยาไม่ถูกกับโรค

วิธีรักษาที่ดีที่สุด คือ ดื่มน้ำอุ่น และพักผ่อนให้เพียงพอ ภูมิต้านทานของร่างกายจะทำลายเชื้อไวรัสเอง

ท้องเสีย...อาหารเป็นพิษ ยาปฏิชีวนะช่วยได้ไหม?

ยาปฏิชีวนะใช้ได้ผลกับอาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น แต่อาการท้องเสียที่พบบ่อย (มากกว่า 99%) เกิดจากอาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อไวรัส ซึ่งหายได้เอง ยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผล

วิธีรักษาที่ดีที่สุด คือ ดื่มน้ำเกลือแร่ กินอาหารอ่อน ๆ งดอาหารรสจัด หรือย่อยยาก

ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อจากแผลเลือดออก?

ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในบาดแผลเลือดออกทั่วไป และไม่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น อย่านำยาเม็ดปฏิชีวนะไปบดเป็นผง หรือแกะแคปซูลออกแล้วโรยแผล เพราะผงยาอาจไม่สะอาด และปิดกั้นการระบายอากาศ อาจทำให้แผลติดเชื้อหรือเน่าได้

ถ้าแผลไม่สัมผัสสิ่งสกปรก ล้างแผลอย่างถูกวิธี รักษาความสะอาดของแผลให้ดี เพียงเท่านี้ แผลก็หายเองได้ แต่ถ้ามีโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน) หรือถ้าแผลบวม อักเสบ กรณีนี้ต้องรีบไปหาหมอเพื่อรับยาปฏิชีวนะ

 

ยาปฏิชีวนะ
 


อันตราย...หากใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกต้อง

แพ้ยา มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น มีผื่น คัน จนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เช่น รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก และช็อก

อาการข้างเคียง มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ท้องเดิน , อาการรุนแรง เช่น ตับอักเสบ และเอ็นร้อยหวายฉีกขาด

ดื้อยา ถ้าเชื้อดื้อยาทำให้ต้องกินยาปฏิชีวนะชนิดที่อันตรายมากขึ้น เสียเงินขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้น สุดท้ายยาอะไรก็รักษาไม่หาย เชื้อดื้อยาสามารถติดต่อได้ผ่านทางการไอ จาม และทางการรับประทาน ถ้าเชื้อดื้อยากระจายออกไปจะเป็นอันตรายร้ายแรงมากต่อสังคมไทย

ติดเชื้อแทรกซ้อน จะทำให้ติดเชื้อราแทรกซ้อน เช่น มีตกขาว คันก้น หรือเป็นเชื้อราในช่องปาก หรือชักนำให้ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่รักษาได้ยาก ทำให้ป่วยหนัก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล


 

ยาปฏิชีวนะ
 


ข้อปฏิบัติง่าย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

อย่าเรียกยาปฏิชีวนะ ว่า ยาแก้อักเสบ เพราะทำให้เข้าใจผิดว่าทุกครั้งที่มีอาการอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งไม่ถูกต้อง

สอบถามแพทย์ หรือเภสัชกรผู้จ่ายยาถึงความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะ

ไม่เรียกร้องยาปฏิชีวนะจากแพทย์ หรือซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะอันตรายมาก และทำให้เชื้อดื้อยา

อย่าใช้ยาปฏิชีวนะตามที่คนอื่นแนะนำ เพราะยานั้นอาจเหมาะสมกับเขา แต่อาจเป็นอันตรายกับเรา เพราะโรคและสภาพร่างกายของแต่ละคนต่างกัน

ระลึกเสมอว่ายาปฏิชีวนะเป็นยาอันตราย ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น หากจะใช้ต้องมั่นใจว่ามีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยกินยาให้ครบตามขนาดและตามกำหนดอย่างเคร่งครัด

เมื่อเกิดการเจ็บป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ อย่ารีบใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับตัวคุณ ครอบครัว และสังคม
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 โดย คุณดาวดิน ประชาทอล์ค

 

 

 

 

 

อุปนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่คนไทยควรสังวร…

 

ในฐานะคนไทยที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่อยากจะเล่านิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ให้คนไทยได้รู้จักกันหน่อย คนไทยที่ประเทศไทยคงคิดว่า คนจีนแผ่นดินใหญ่นิสัยก็คงเหมือนคนจีนในประเทศไทย คุณกำลังเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะคนจีนในประเทศไทยได้รับการหล่อหลอมจากหลายวัฒนธรรมรวมทั้งวัฒนธรรมไทย แม้แต่คนจีนในเมืองไทยที่ยังมั่นคงในวัฒนธรรมจีนแท้ๆ ก็ยังได้รับผลบุญจากวัฒนธรรมจีนที่สั่งสอนกันมาถึง 2000 กว่าปี คำสอนของขงจื้อ ลัทธิเต๋า ศาสนาพุทธมหายาน การนับถือบูชาบรรพบุรุษ ยังมีการสืบทอดมาถึงลูกหลานคนจีนในเมืองไทย ถ้าให้เทียบแล้วคนจีนในเมืองไทยนิสัยเป็นยังไง ต้องเอาสิบคูณถึงจะเข้าใจนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่

 

ด้วยเหตุที่ประเทศจีนปิดประเทศมานานในช่วงที่ท่านประธานเหมาเจ๋อตงนำการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์มาปกครองประเทศ ผมถือว่าไม่ได้เป็นช่วงเลวร้ายหรอก ถ้าศึกษาอุปนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่จริงๆ ช่วงที่เลวร้ายและคนจีนอยากจะลืมประวัติศาสตร์หน้านี้ก็คือ ช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม โดย แกงค์สี่คน ที่มีเจียงชิงภรรยาของท่านประธานเหมาเจ๋อตง นั่นแหละเป็นช่วงสูญญากาศของวัฒนธรรมจีนอย่างแท้จริง มีการเผาตำราเก่าโบราณ ตำราแห่งรากเหง้าศิลปและวัฒนธรรม ทำลายวัดวาอารามไม่ว่าของศาสนาอะไร ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามแม้กระทั่งลัทธิเต๋าเจอกันทั่วหน้า และที่น่ากลัว คือ การวิพากษ์คนและกล่าวหาผู้กระทำผิด รวมทั้งมีการให้ลูกหลานวิพากษ์และกล่าวหาพ่อแม่ของตนเองกลางชุมชน ทำให้สังคมครอบครัวซึ่งเป็นสังคมพื้นฐานถูกทำลาย การปฎิวัติวัฒนธรรมช่วงนี้กี่ปีผมจำไม่ได้ แต่ที่รู้ทำให้นิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่เปลี่ยนไป เป็นพวกประเภทชอบปัดความรับผิดชอบและไม่กล้ารับผิดชอบ เพราะถ้าเป็นในยุคนั้น อาจถึงตายได้เพราะถ้าไปรับผิดชอบสุ่มสี่สุ่มห้า กลายเป็นคนก้าวร้าว ไม่นับถือผู้มีอายุมากกว่า ลืมศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีจีนดีๆที่ปฎิบัติกันมา

 

นิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ผมประสพพบอยู่ในชีวิตประจำวัน เอาลักษณะเด่นๆมาเล่าสู่กันฟัง มีดังนี้

 

1. พูดเสียงดัง ผมว่าผมเป็นคนเชื้อสายจีนที่เกิดในเมืองไทยและพูดเสียงดัง จนบางทีเพื่อนผมมันรำคาญแล้วนะ แต่มาอยู่ที่ผมดูดีขึ้นเยอะ เป็นคนสุภาพขึ้น เพราะที่นี่ไม่รู้คุยอะไรกันดังหนักหนา เหมือนกับตะโกนใส่กัน ทุกครั้งที่ผมเข้าประชุมจะหูอื้อทุกที เพราะแย่งกันพูด แย่งกันคุยในขนาดเสียง 60 เดซิเบลอย่างต่ำ และถ้าคุณไปทานอาหารที่ภัตตาคาร หรือร้านอาหารกรุณาจองห้องส่วนตัว เพราะถ้าคุณนั่งในห้องรวม ไม่รู้โต๊ะข้างๆเอาเรื่องอะไรมาคุยกันได้มากมาย ขนเอาเรื่องจากที่ไหนมาพูดไม่รู้ เหมือนไม่ได้เจอกันมาสิบสิบปี ดังก้องไปทั้งร้าน เอาเป็นว่าคุณทานอาหารไป หูอื้อไป

2. เวลาพูดชอบมองจ้องและชี้หน้า ถ้าเป็นวัฒนธรรมไทยใครมาทำแบบนี้ ชกกันแล้วครับ ข่าวไทยรัฐแค่มองหน้าก็กลับบ้านเก่าแล้วมีให้เห็นบ่อยๆ แต่ที่นี่เวลาพูดกับคุณเขาจะจ้องคุณและชี้หน้าคุณ ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นศัตรูกับคุณมาแล้วหมื่นๆปี แต่เขาต้องการให้คุณรู้ว่า เขากำลังพูดอยู่กับคุณ และให้คุณตั้งใจฟังที่เขาพูด ไม่งั้นจะเดินมาพูดและพ่นน้ำลายรดหน้า เพราะภาษาจีนบางคำพูดแล้วน้ำลายกระเด็นออกมาถึงพูดชัด ไม่เชื่อคุณไปหัดเรียนดู

3. ไม่มีวินัยในการเข้าแถว อันนี้เมืองไทยดีกับเขาหน่อยเพราะสั่งสอนกันมาเป็นสิบๆปีแล้ว แต่ที่นี่แตกแถวตลอด หน้ากระดานเรียงหนึ่ง ผมมาใหม่เรียกแท็กซี่ปวดหัวประจำ เราเรียกตรงนี้ เขาไปดักข้างหน้า หรือไม่ไปยืนหน้าแท็กซี่คันที่เราเรียกพอแท็กซี่จอดให้เรา หรือพอเราเรียนรู้ทำแบบเขาบ้างเจอดีกว่า พอเราเรียกแท็กซี่จอด ใครไม่รู้มาจากไหนมายืนดักแท็กซี่คันที่จอดให้เรา แต่ที่แย่กว่าขณะที่เรากำลังทะเราะกับไอ้คนที่มาดักหน้าแท็กซี่คันที่เราเรียก ดันมีตาอยู่มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงเปิดประตูแท็กซี่ขึ้นไปนั่งเฉย ให้ลงก็ไม่ลง มันบอกว่า ผมได้สิทธิไปแล้ว ทำแบบเกมส์เศรษฐีของคุณไตรภพเลย

4. ไม่รู้จักคำว่า เกรงใจ ทั้งๆที่มีคำว่า เกรงใจ ในภาษาจีนด้วย คุณเคยไปเลือกซื้อของไหม ของที่คุณกำลังเลือกกำลังจะซื้อ อยู่ๆก็มีคนมาแย่งไปจากมือ เคยเห็นไหมละ ที่นี่บ่อยๆ คำว่า “เกรงใจ” 不客气 อ่านว่า ปู้เค่อชี่ (BuKeQi) ส่วนมากใช้กับคนรู้จักหรือสนิทสนนกัน ส่วนมากใช้ตอนที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่านั้น แต่ถ้าคนแปลกหน้าอย่างหวัง ชาติหน้าตอนสายๆ

5. โลภมาก ไม่รู้จักคำว่าพอ เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจจะเนื่องจากประเทศเขาใหญ่ ประชาชนก็มีมาก เลยต้องแย่งกันทำมาหากิน และระบอบของรัฐยังไม่สามารถจัดสวัสดิการให้ถึงทั่วทุกคน จึงทำให้คนจีนส่วนใหญ่พยายามไขว่คว้าเพื่อหาหลักประกันของตน ประเทศนี้จึงมีเงินฝากมาก แต่ปัญหาที่เกิดคือพอมีแล้วไม่รู้จักพอ เศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองจีนเมื่อ 2-3ปีที่แล้วโดนรัฐบาลจีนจับไปเพราะความโลภ เศรษฐีอันดับหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ ชิ่อ จูเจิ้งอี้ ที่คิดจะซื้อห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall ของกลุ่มบริษัทซีพีของไทย ตอนนี้ก็นอนอยู่ในคุก แล้วตอนนี้กำลังสอบสวนฐานมีส่วนร่วมในการคอรัปชั่นเงินกองทุนประกันสังคม ที่ทำให้ผู้ว่าเซี่ยงไฮ้คนก่อนโดนปลดและถูกดำเนินคดีอยู่ แถมเมื่อ 2-3 วันศาลเมืองจีนลงโทษผู้คุมคุกที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการอยู่ในคุกตลอดจนทำเรื่องลดโทษให้เศรษฐีคนนี้เป็นเวลา 11 ปี เพราะโดนเศรษฐีคนนี้ซื้อไป

6. ทำงานไม่รับผิดชอบ นี่คือปัญหาใหญ่ในการทำงานที่นี่ ส่วนมากจะทำงานไม่รับผิดชอบ กัน เวลาเจอปัญหาจะเตะปัญหาออกจากตัวเป็นว่าเล่น และส่วนใหญ่ความผิดจะไปอยู่ที่คนที่ไม่อยู่ตอนนั้น หรือไม่อยู่ในที่ประชุม แถมยังLobbyกันให้โยนปัญหาอีกต่างหาก ผมว่าอันนี้อิทธิพลมาจากในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรมที่เล่ามาข้างต้น และสั่งสอนสืบต่อกันมาจนเป็นพฤติกรรมที่ปฎิบัติกันทั่วไป

7. เอาความฉลาดไปใช้ในการโกงมากกว่าสร้างสรร อันนี้ทีเด็ดเอาเรื่องแบบเป็นตัวอย่างมาเล่าให้ฟังสักเรื่อง คุณเคยได้ยินพวกขายสินค้าให้กับทางห้างสรรพสินค้า หรือห้างพวกโลตัสหรือคาร์ฟูร์ที่เมืองจีนไหม ธรรมดาตอนเก็บเงินพวกขายสินค้าพวกนี้จะมารอทวงเงินกัน มากันเป็นร้อยๆบริษัท ซึ่งก็ต้องรอคิวกันบางวันติดต่อก็ได้เงิน บางวันโดนผลัดถ้ดไปเป็นวันอื่นๆ ทางห้างเห็นคนมามากก็เลยทำเครื่องจ่ายบัตรคิว แต่ก็มีคนขายสินค้าบางคนหัวใส ตื่นเช้ามากดบัตรคิวเอาไว้ขาย 100 ใบ ใบละ 10 หยวนและขายหมดด้วยเพราะคนไม่อยากรอกัน ตกลงวันนั้นทวงเงินไม่ได้ก็มีเงินติดกระเป๋ากลับบ้าน 1000 หยวนเทียบเงินไทยก็ 5000 บาท รายได้ดีไหม ปัญหาคือผู้ค้าสินค้ารายอื่นไม่ยอมเสียเปรียบไปร้องหนังสือพิมพ์ แต่กลายเป็นว่า ไปลงว่าห้างขายบัตรคิวทั้งๆที่ไม่ใช่ห้างทำ ห้างนั้นก็เลยเสียชื่อไป ยังมีเรื่องอื่นทำนองนี้อยู่เยอะ

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเพราะยังมีอีกเยอะแต่กลัวความเรียงจะยาวเกินไป พยายามหาข้อมูลมาบอกเพื่อให้เข้าใจคนจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นทุกๆคนหรอกนะ .

 

 

 

 

guest

Post : 26/08/2014 19:26     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ขยะเเขยง เกลียดชังปาฎิหารย์

 

 

 

 

                    วันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2557 เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10

 

 

              

 

 

 

 

 

                                       

 

 

เกวัฏฏะ ! นี่ปาฏิหาริย์สามอย่าง ที่เราได้ทำให้
แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้.
๓ อย่างอะไรเล่า ? ๓ อย่าง คือ :-


๑. อิทธิปาฏิหาริย์
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์
๓. อนุศาสนีปาฏิหาริย์


(๑) เกวัฏฏะ! อิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ กระทำอิทธิวิธีมีประการต่าง ๆ :
ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่
กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่
ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปใน
อากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำรงอยู่ในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ,
เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ใน
อากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์. ลูบคลำ
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วย
ฝ่ามือ. และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึงพรหม
โลกได้.

เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการ
แสดงนั้นแล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ที่ไม่
ศรัทธาเลื่อมใสว่าน่าอัศจรรย์นัก. กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธา
เลื่อมใสนั้น ก็จะพึงตอบว่า วิชา ชื่อ คันธารี มีอยู่ ภิกษุ
นั้นแสดงอิทธิวิธีด้วยวิชานั่นเท่านั้น. เกวัฏฏะ ! ท่านจะ
เข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าว
ตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใสได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ?


“พึงตอบได้ พระเจ้าข้า !”


เกวัฏฏะ!
เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่อ
อิทธิปาฏิหาริย์
.

(พุทธโอษฐ์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระไตรปิฏกเล่มที่ 9 หน้าที่ 273 - หน้าที่ 276)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขิงเน่า น่าอนาถนัก

 

ดูรายชื่อคร่าวๆของ ครม. ชุด ตู่ 1 แล้ว ขอตั้งฉายาให้ว่า ครม.ชุด "ขิงเน่า" ...

เพราะมันทำให้ ครม. "ขิงแก่" ของ บิ๊กแอ๊ด สุรยุทธ์ ดูดีขึ้นเยอะเลย ...

...

- มหาดไทย,พาณิชย์, ต่างประเทศ,ทรัพยากรฯ,ศึกษา,ยุติธรรม ฯลฯ ... เอาทหารแก่ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเหล่านี้เลยมาเป็น - อุตสาหกรรม, เกษตร, สำนักนายก, วัฒนธรรม , ฯลฯ ... เอา ปลัดแก่ มาเป็น ...

// ทีมเศรษฐกิจ // - รองนายก "อุ๋ย 100 จุด" ที่เรารู้จักฝีมือกันดีจากยุค "ขิงแก่" จะขอกลับมาแก้มืออีกครั้ง (หวังว่าครั้งนี้จะทำได้ 200 จุด) ...

- รมต.พลังงาน "ดร. ณรงค์ชัย " ที่ใครเกิดทันจะรู้จักกันดีว่าแกเป็น 1 ใน "Dream Team" เศรษฐกิจของ รบ. บิ๊กจิ๋ว .... เข้าใจว่าถ้าเป็น "Dream Team" ก็คงเป็นยุคที่ไปเล่นโอลิมปิคแล้วแพ้จีน แพ้บราซิล

- รมต.พาณิชย์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ... "เพื่อนซี้บิ๊กตู๋" .... ฟังคำอธิบายแค่นี้ก็รู้แล้วว่าฝีมือมีน้อยแค่ไหน

- รมต.คมนาคม พล.อ.อ. ประจิน ... ที่มีผลงานในความทรงจำเลยคือการ ลาออกจาก "ประธานบอร์ด" การบินไทยก่อนจะประกาศงบขาดทุนหมื่นล้าน เพื่อมาเป็น รมต.

- รมต.คลัง ... สมหมาย ภาษี ... อดีต รมต ช่วยคลัง ในยุค "ขิงแก่" ที่ต้องลาออกเพราะโดนศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในข้อหา "ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ"... โชคดีศาลให้ประกัน และอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

นับถอยหลังได้เลย แค่อุ๊ยร้อยจุดก็ขนหัวลุกกันทั้ง

 

 

หม่อมอุ๋ย ร้อยจุด
ตลาดหุ้นช็อกตกเกิน 100 จุด ต่างชาติหนีเทขายหมดเกือบแสน ล.
โดย เดลินิวส์ วัน พุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 08:49 น.
ตลาดหุ้นช็อกตกเกิน 100 จุด ต่างชาติหนีเทขายหมดเกือบแสน ล.

“หม่อมอุ๋ย” กลับลำกลางอากาศ ยกเลิกมาตรการแบงก์ชาติ ตั้งสำรอง 30% สำหรับต่างชาติลงทุนตลาดหุ้นไทย ส่วนนักลงทุนผ่านตราสารหนี้-พันธบัตรยังคง ยาขม ไว้เหมือนเดิมป้องกันเก็งกำไร หลังปิดตลาดตอนเย็น หุ้นดิ่งพสุธากว่า 100 จุด มูลค่าซื้อขายกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท เหตุต่างชาติกระหน่ำขายไม่ยั้ง ทำ ตลท. ร้อนผ่าว ต้องประกาศหยุดซื้อขายชั่วคราวครั้ง แรกในประวัติศาสตร์ ผู้ส่งออกเฮ ยกแบงก์ชาติเป็นฮีโร่ช่วยชีวิต เผย ก่อนได้ข้อสรุป รมว.คลัง ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้วยตัวเองนาน 2 ชม. ปลอบ อย่าตกใจ หุ้นมีขึ้นมีลง ยอมรับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ธปท.เปิดฮอตไลน์สายด่วนไขข้อข้องใจ

 

 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                 เเสงออร่า...

 

 

 

 

                        

 

ออร่าคืออะไร คำว่าออร่ามาจากภาษาลาติน แปลว่า อากาศ
มาจากภาษากรีก แปลว่าลมหายใจ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับออร่า
- แสงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าที่เราเห็นตามฝาผนังโบสถ์
- ภาพรัศมีของพวกนักบุญฝรั่ง

ส่วนหลักฐานที่จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร พบในยุโรปประมาณเกือบ 1,000 ปีมาแล้ว โดยกล่าวถึงออร่าว่า มี 4 จำพวกคือ


1. นิมบัส Nimbus มีลักษณะเป็นหมอก
2. ฮาโล Halo เป็นรัศมี
3. ออเรโอลา Aureola เป็นแสงรอบตัว
4. กลอรี่ Glory เป็นแสงที่รวมเอาแสงที่ศีรษะและรอบตัวเข้าด้วยกัน (ภาพ)

แสงออร่าไม่ใช่เรื่องใหม่
หลายๆ คนอาจจะมองออร่าไม่เห็น แต่ทุกคนสามารถรับข้อมูลและความรู้สึกจากแสงออร่าของผู้อื่นได้ จากประสบการณ์ดังนี้


1. รู้สึกสดชื่นหรือห่อเหี่ยว เมื่อได้ยินเสียงใครบางคน
2. รู้สึกว่าเพื่อนคุณสวยหรือหล่อเป็นพิเศษ เมื่อสวมเสื้อผ้าสีใดสีหนึ่ง
3. รู้สึกว่าคุณสดชื่นขึ้นเมื่อสวมเสื้อผ้าสีใดสีหนึ่ง
4. รู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ เมื่อเหลียวกลับไปก็มีคนจ้องอยู่จริง

5. รู้สึกชอบหรือเกลียดขี้หน้าคนบางคน ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก
6. รู้สึกโกรธหรือสงบเมื่อย่างเท้าเข้าไปในสถานที่บางแห่ง
7. รู้สึกว่าคนที่คุยด้วยไม่จริงใจกับคุณ และภายหลังคุณพบว่าความรู้สึกนั้นถูกต้อง

ถ้าคำตอบเหล่านี้คือ ใช่ แสดงว่าคุณสามารถสัมผัสออร่าได้ และหากฝึกฝนคุณก็สามารถสัมผัส ได้ด้วยตา มือ จิต และอ่านความหมายได้ รวมไปถึงหากดูแลรักษาสุขภาพ แสงออร่าของตัวเอง จะช่วยให้ร่างกายคุณ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมีแต่ความสุขกายสบายใจ

กลับสู่ด้านบน

สีของออร่าและความหมาย

มี 2 ประเภท

1. สีของความคิดและอารมณ์
จะมีลักษณะเป็นหมอก มีความไหลปรากฏเป็นหย่อมๆ จะเห็นได้ชัดเจนบริเวณรอบศีรษะ และเหนือบ่า มีสีสันต่างๆ เช่น

1.1 สีชมพู หมายถึงพลังที่แจ่มใส เต็มไปด้วยความรัก อารมณ์ขัน ถ่อมตนสามารถ ปลอบประโลม ผู้อื่น โรแมนติก ข้อเสียคือมักจะใจคอโลเล

1.2 สีแดง เป็นสีที่แสดงถึงความทะเยอทะยาน เต็มไปด้วยพลังงาน มีความกระฉับกระเฉง และ มีพลังทางเพศ ถ้าเป็นสีแดงมืดอาจหมายถึงอารมณ์รุนแรง ถ้าเป็นสีแดงสดใสหมายถึงความ ภาคภูมิใจ และทะเยอทะยานในทางที่ถูกที่ควร ถ้าสีแดงขุ่นเป็นพวกใจคอโหดร้าย
 
1.3 สีส้ม / แสด เป็นสีของความกระฉับกระเฉงว่องไว มีความสุข สุขภาพ ที่เต็มไปด้วยพลัง ถ้ามีแสงสีนี้มากเกินไปจะกลายเป็นคนเย่อหยิ่ง สีนี้ยังเป็นสีที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย
สีส้มมัวหม่น หรือ ส้มปนน้ำตาล แสดงถึงปัญญาต่ำ ถ้าสีส้มแดงหมายถึง เย่อหยิ่ง อวดฉลาด

1.4 สีเหลือง เป็นสีที่มองเห็นง่ายที่สุดในออร่า เป็นสีของความฉลาดความเมตตา มองโลกในแง่ดี รักเพื่อนมนุษย์ นอกจากนั้นยังเป็นสีของภูมิคุ้มกันโรค สีเหลืองอมส้มแสดงถึง ความฉลาด - ปราดเปรื่อง สีเหลืองขุ่นค้นแสดงถึงความอิจฉาริษยา หรือความคลางแคลงใจ

1.5 สีเขียว เป็นสีของจิตใจที่ละเอียดอ่อน มีความเข้าใจผู้อื่น นอกจากนั้นยังเป็นสีของ ความรัก การเปลี่ยนแปลง การรักษาโรค ความสามารถในการใช้มือ และยังเป็นสีที่แสดงถึงความสมดุล
ถ้าเป็นสีเขียวสดใสแสดงว่าเป็นคนปรับตัวเก่ง ใจดี ชอบอิสระ ถ้าเป็นสีเขียวมืดจะเป็นพวกขี้โกง ขี้อิจฉา ถ้าเป็นสีเขียวอมฟ้าเป็นพวกชอบช่วยเหลือผู้อื่นไว้วางใจได้ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น และแสดงถึงความสามารถในการรักษาโรค ถ้าเป็นสีเขียวขี้ม้าเป็นพวกชอบหลอกลวง ต้มตุ๋น ขี้โกง และขี้เหนียว

1.6 สีน้ำเงิน เป็นสีของความสงบและสัจจะ เป็นสีของการสื่อสาร พลังจิตความฉลาด ความมีอุดมคติ ขยันขันแข็ง ความสำเร็จ สามารถยืนหยัดอยู่บนขาของตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตนเอง ซื่อตรง จริงใจ และชอบช่วยเหลือผู้อื่น มักจะเป็นพวกสมถะ แต่ใจคอหงุดหงิดง่าย
สีน้ำเงินขุ่นแสดงว่าทัศนะวิสัยถูกปิดกั้น กลายเป็นคนขี้กังวล และขี้ลืม

1.7 สีคราม เป็นสีของพลังจิต สัมผัสที่ 6 โทรจิต ความฉลาดล้ำลึกความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มีความจริงใจ ชอบค้นหาสัจจะความจริงของชีวิต
 
1.8 สีม่วง เป็นพวกจิตละเอียดอ่อน เป็นตัวของตัวเอง มีสัมผัสที่ 6 ชอบทางสมาธิ และโน้มเอียงไปทางศาสนา ชอบเรื่องลี้ลับ คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีสีนี้ ผู้ที่มีสีนี้มักจะมีพลังจิตสูง แต่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริเวณท้อง เนื่องจากจักระช่วงบนพัฒนาล้ำหน้าจักระช่วงล่าง

1.9 สีน้ำตาล เป็นสีที่แสดงถึงความคิดแคบๆ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เห็นแก่ตัว ชอบคุยแต่เรื่องตัวเอง เป็นคนน่าเบื่อ สีน้ำตาลยังเป็นสีของจักระเท้า พลังธรณี และอดีตที่ผ่านมา
ข้อดีของสีนี้คือ เป็นสีของความขยันขันแข็ง ความมีระเบียบ และอาจหมายถึงความมุ่งมั่นที่จะให้สู่จุดมุ่งหมาย และความสำเร็จ
 
1.10 สีดำ หมายถึง การสิ้นสุด ซึ่งในที่นี้หมายถึง การสิ้นสุดของสถานการณ์หนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สถานการณ์ใหม่เข้ามา อาจหมายถึงการเกิดใหม่ หรือความล่าช้าก็ได้ บางครั้งอาจหมายถึง โรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรัง อิทธิพลมืด บางครั้งอาจหมายถึงการปกป้องตัวเองจากพลังภายนอก หรือคนผู้นั้นอาจจะมีความลับ ถ้าสีดำเกิดปะปนอยู่กับสีอื่นๆ เช่น สีแดง แสดงถึงความโกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท สีเหลือง แสดงถึงความคิดชั่วร้าย สีเขียวหมายถึง ความคิดหักหลัง อิจฉา

1.11 สีขาว เป็นสีที่มีความสมดุล และสมบูรณ์แบบมากที่สุด จะปรากฏกับพวกนักบุญ พระ หรือ ผู้ฝึกสมาธิวิปัสสนาสม่ำเสมอ ถ้าปรากฏเป็นเส้นแสงสีขาวผ่านเข้ามาในแสง อาจหมายถึงข่าวสาร จากมิติอื่นเข้ามา พวกที่เข้าทรงจะมีสีขาวเข้ามาในแสงระหว่างการเข้าทรง
ผู้ที่มีสีขาวปรากฏอยู่ในออร่า หมายถึง กายแสงได้รับการชำระและฟอกให้บริสุทธิ์ หรืออาจหมายถึง สภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และบริสุทธิ์

1.12 สีเงิน หมายถึงแรงบันดาลใจ หรือข่าวสารข้อมูลจากโลกวิญญาณ หรือจากมิติอื่น

1.13 สีทอง เป็นพลังของจักรวาล หรือพลังจากเทพที่เข้ามาช่วยถ่ายโรคออกจากร่างกาย
 
1.14 สีเทา เป็นพวกขาดจินตนาการ คร่ำครึ หัวโบราณ ยึดถือความคิดตนเป็นใหญ่ เจ้าระเบียบ
ถ้าเป็นสีเทามืด ยิ่งมืดทึบมาก ยิ่งแสดงถึงอารมณ์ที่เหี่ยวเฉา สลดหดหู่ คนพวกนี้มักจะว้าเหว่ ถ้ามีจุดมืดสีนี้ในแสงแสดงถึงโรคอวัยวะที่มีปัญหา หรืออิทธิพลมืด
ถ้ามีจุดสีแดงอยู่ในเงามืดของแสง แสดงถึงความคิดแง่ลบ ได้แก่ ความเกลียด เคียดแค้น หรือ แม้แต่อารมณ์ฆาตกร สีเทาค่อนไปทางสีเงิน แสดงถึงว่าสมองซีกขวาได้รับการกระตุ้นก่อให้เกิด จินตนาการและ สัมผัสที่ 6
สีที่ไม่ค่อยปรากฏอยู่ด้วยกันคือสีน้ำเงินกับสีแสด ถ้าใครมีสองสีนี้อยู่ด้วยกัน จะเป็นคนที่น่าอิจฉา เพราะสีน้ำเงินเป็นสีของความสงบ และสีแดงเป็นสีของความสุข คุณจะมีแต่ความสงบสุขทางจิตใจ
 

2. สีพื้นฐานของออร่า


จะทราบอย่างไรว่าเรามีสีพื้นฐานของออร่าเป็นสีอะไร
ง่ายนิดเดียว เพียงคำนวณตามสูตร นำวัน เดือน ปี ค.ศ. ที่เกิด มาบวกกัน
สมมุติว่า เกิดวันที่ 5 เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1960 (2503)..พ.ศ ลบด้วย 543 = ค.ศ
ก็นำเลขทั้งหมดมาบวกกันคือ 5 + 5 + 1960 = 1970

จากนั้นก็แยกตัวเลขออกมาบวกกันอีกครั้ง
จะได้เป็น 1 + 9 + 7 + 0 = 17 ก็นำมาแยกบวกอีกจนกว่าจะได้เลข 1 ตัว
จะได้เป็น 1 + 7 = 8 เมื่อได้ผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวแล้ว ขอให้ดูว่า ตัวเลขที่ได้ตรงกับสีพื้นฐาน
สีอะไร มีความหมายว่าอย่างไร แต่ถ้าเลขบวกกันแล้วได้ผลเป็น 11 และ 22 ไม่ต้องแยกบวกอีก
เพราะเป็นพวกพิเศษกว่าพวกอื่น

 

1. สีแดง ศักยภาพ : ผู้นำ
พวกมีสีแดงเป็นสีพื้นฐาน จะมีความกระตือรือร้น เป็นผู้นำ เต็มไปด้วยพลังกระฉับกระเฉง มีเสน่ห์ สามารถพูดจาโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้ดี เป็นคนสนุกสนาน โอบอ้อมอารี กล้าหาญ ทะเยอทะยาน มองโลกในแง่ดี ชอบการแข่งขัน เป็นสีที่นำมาซึ่งความสำเร็จ คุณควรหาอะไรที่ท้าทายความสามารถทำแต่อย่าให้ถึงกับว่า คุณวิ่งไม่เร็ว แต่คุณสร้างโครงการท้าทายความสามารถ โดยฝันที่จะเป็นนักกีฬาโอลิมปิก อย่างนี้มันเกินความสามารถมากไป ต้องพิจารณาให้พอเหมาะสม

ข้อเสีย มักจะขี้กังวล ตื่นตระหนก และอาจหลงตัวเอง รวมทั้งอาจจะบ้างานมากไปจนเครียดควรรู้จักพักผ่อน และคลายความเครียด

 

2. สีส้ม/แสด ศักยภาพ : มนุษยสัมพันธ์ดี
คุณเป็นคนอบอุ่น น่าคบ เข้ากับคนง่าย ชอบเป็นที่ปรึกษาปัญหาให้ใครต่อใคร ชอบช่วยเหลือและ ทำตัวให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ มีจิตใจเป็นสมถะ ชอบปิดทองหลังพระ คุณควรคบกับคนที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ไม่งั้นคนอื่นจะเอาเปรียบคุณ

ข้อเสีย ขี้เกียจ ใจน้อย มักถูกคนอื่นเอาเปรียบ

 

 3. สีเหลือง ศักยภาพ : มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด
คุณเป็นคนคิดอะไรรวดเร็ว มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เข้าสังคมง่าย ปรับตัวเก่ง ชอบคุยถกเถียงปัญหา ชอบเรียนรู้ และทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน มีพรสวรรค์ด้านการพูด งานที่ทำควรเกี่ยวกับการพูดเป็นสื่อ เช่น ครู เซลล์แมน นักการทูต ที่ปรึกษา ฯลฯ หรืองานอาชีพที่ต้องใช้คำพูดเป็นหลัก เป็นคนฉลาดหลักแหลม และเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว
ข้อเสีย จับจด ขี้อาย โกหกเก่ง

 

 4. สีเขียว ศักยภาพ : รักษาโรค (สีเขียวเป็นสีของการรักษาโรค)
คุณเป็นคนรักสงบ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจดี มีพลังจิต ไว้วางใจได้ คุณอาจมีลักษณะภายนอกหงิมๆ หรือเรียบง่าย แต่ส่วนลึกแล้วดื้อน่าดู คุณเป็นพวกสู้งาน หนักเอาเบาสู้
ข้อเสีย ดื้นรั้น ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

 

 5. สีน้ำเงิน ศักยภาพ : เป็นได้ทุกอย่าง
คุณเป็นพวกมองโลกในแง่ดี แม้ชีวิตจะลุ่มๆ ดอนๆ ไปบ้าง แต่ยังยิ้มสู้เสมอ แสงออร่าของคุณจึงกว้างและสว่างไสวเสมอ ทำให้กระชุ่มกระชวย ดูอ่อนกว่าวัย คุณมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ปากกับใจตรงกัน รักการผจญภัย มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ ชอบพบปะผู้คน และสนใจการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีพรสวรรค์หลายๆ ด้าน
ข้อเสีย ชอบทำงานหลายๆ อย่างในคราวเดียวกัน จึงกลายเป็นคนจับจด ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างนอกจากนั้นยังเป็นพวกชีพจรลงเท้า และขาดความอดทนอีกด้วย

 

 6. สีคราม ศักยภาพ : มีความรับผิดชอบสูง
คุณชอบงานด้านสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น ชอบรับผิดชอบงาน จิตใจโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ ไม่เห็นแก่ตัว

ข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น ควรหาเวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง มีมาตรฐานการทำงานสูง จึงมักหงุดหงิดกับอะไรๆ ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานของตนเอง

 

 7. สีม่วง ศักยภาพ : ฉลาดล้ำลึก และสันโดษ
คุณมีจิตใจละเอียดอ่อน สนใจในศาสตรลึกลับจนบางครั้งดูเหมือนเป็นคนลึกลับ คุณมีประสาทสัมผัสที่ ๖ รักสันโดษจนดูเหมือนคุณจะเข้ากับใครไม่ได้
ข้อเสีย มักดูถูกความคิดผู้อื่น และเก็บความรู้สึกมากเกินไป

 

 8. สีชมพู ศักยภาพ : นักบริหาร นักธุรกิจ
คุณเป็นคนมีความตั้งใจจริง แต่ค่อนข้างดื้นรั้น วางมาตรฐานตัวเองไว้สูง มีความเด็ดเดี่ยว และมุ่งมั่นที่จะให้บรรลุเป้าหมาย และความสำเร็จ อาชีพของคุณจึงต้องเกี่ยวกับการบริหารและความรับผิดชอบ ในส่วนลึกเป็นคนโรแมนติค และถ่อมตน รักความสงบ มีเมตตา ขณะเดียวกันจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ยอมถอย ถ้าคุณรู้ว่าเป็นฝ่ายถูก
ข้อเสีย มุงานมากเกินไปจนเครียด ควรหางานอดิเรกคลายเครียด

 

9. สีทองเหลือง ศักยภาพ : นักสังคมสงเคราะห์
คุณเป็นคนอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นทั้งนักปราชญ์และเป็นคนมีคุณธรรมเต็มเปี่ยม คุณมี
ความสุขมากที่สุดเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นคนมีความสุขและมองโลกในแง่ดี

ข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น จึงถูกเอาเปรียบบ่อยๆ ควรรู้จักปฏิเสธบ้าง

 

 10. สีเงิน ศักยภาพ : นักอุดมคติ
คุณมีประสาทสัมผัสที่ ๖ มีศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน เต็มไปด้วยความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ชอบฝันหวาน แต่คุณมักจะฝันมากกว่าลงมือทำจริงๆ เป็นคนซื่อสัตย์ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มองโลกในแง่ดี ถ้ามุมานะสร้างความฝันให้เป็นความจริงคุณจะไปได้ไกลมากทีเดียว
ข้อเสีย ขี้เกียจ และบางครั้งจะเครียดจนใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ควรหาเวลาพักผ่อน ฝึกสมาธิ หรือโยคะ

 

 11. สีทอง ศักยภาพ : ไม่มีขอบเขตจำกัด
คุณสามารถทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก หรือทำงานใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปาก คุณจะประสบความสำเร็จไปแทบทุกเรื่อง เป็นคนมีเสน่ห์จูงใจ ทำงานหนักเอาเบาสู้ มีเป้าหมาย ในการทำงานที่แน่นอน มีอุดมคติและความสามารถสูง เป็นผู้นำสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           คลังอ้อนให้ออมสินปล่อยกู้ การบินไทย

 

 

 

nce

 

 

 

 

 

 

คลังบี้ออมสินปล่อยกู้ทีจี อ้างเร่งเสริมสภาพคล่อง


คลังบี้ออมสินปล่อยกู้ฉุกเฉินเจ้าจำปี 7 พันล้านบาท ภายในเดือน ก.ย.นี้ เสริมสภาพคล่อง เหตุมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน


รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังได้เข้าเจรจากับธนาคารออมสินเพื่อขอให้ปล่อยกู้เพื่อเสริมคล่องให้กับ บมจ.การบินไทย วงเงิน 7 พันล้านบาท โดยไม่มีคนค้ำประกัน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารออมสินยื่นเงื่อนไขการปล่อยกู้ โดยขอดูแผนฟื้นฟูของการบินไทยที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ดก่อน เนื่องจากผลดำเนินงานในปี 2556 การบินไทยขาดทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และกว่าจะล้างขาดทุนสะสมหมดได้คงใช้เวลาอีกหลายปี


อย่างไรก็ดี ทางด้านกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ได้ขอให้ธนาคารออมสินช่วยพิจารณาเรื่องนี้ คาดว่าในที่สุดธนาคารออมสินจะต้องปล่อยกู้ให้การบินไทยเพื่อเสริมสภาพคล่องภายในเดือน ก.ย.นี้ เพราะการบินไทยมีความจำเป็นต้องใช้เงินเสริมสภาพคล่องจำนวนนี้อย่างมาก ส่วนรูปแบบการปล่อยกู้เป็นแบบเปิดวงเงินฉุกเฉิน หรือเงินกู้ระยะสั้น 4 เดือน และให้กระทรวงการคลัง โดย สบน.กู้เงินมาใช้หนี้คืนออมสินในต้นปี 2558 อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงการคลังไม่ค้ำเงินกู้ดังกล่าว กระทรวงการคลังต้องประสานทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ให้ดำเนินการจัดหาแหล่งเงินมาใช้หนี้คืนธนาคารออมสินในต้นปี 2558


นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) ยังไม่เคยพิจารณาเรื่องปล่อยกู้ให้การบินไทยเลย โดยจะมีการประชุมบอร์ดครั้งหน้าในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ หลักการพิจารณาการปล่อยกู้ จะต้องดูว่าผู้กู้จะนำเงินไปทำอะไร ความสามารถในการชำระหนี้ และแผนฟื้นฟูจะเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการปล่อยกู้ของธนาคารออมสิน แม้ขณะนี้ธนาคารออมสินจะมีสภาพคล่องจำนวนมาก แต่หากเกิดความเสียหายจะกลายเป็นภาระจากเงินภาษีประชาชน

 

 แสดงออก...กันชัดเจนเหลือเกิน

ทีช่วยชาวนาทั้งประเทศ...ขัดขวางกันสุดลิ่ม

.....

ทั้งที่ชาวนา...ไม่ได้มาขอเงินฟรีๆ

แต่เอาข้าวที่ปลูกอย่างเหนื่อยยาก..อาบเหงื่อต่างน้ำ

มาแลกกับเงินด้วยซ้ำ...คนพวกนั้นยังใจร้ายใจดำขัดขวาง

 

...

ต่างจากบินไทย...มีคนอยู่กระจุกเล็กๆ

ทำงานอยู่ในห้องแอร์...แต่งตัวโก้ เฉิดฉายไปมา

.....

กลับมาแบมือขอเงินอย่างเดียว...มานานหลายปี

แล้วก็เอาไปแจกกัน...ทั้งเงินเดือน โบนัส เบี้ยเลี้ยง

พวกคุณไม่เอารัดเอาเปรียบ...เพื่อนร่วมชาติมากไปหน่อยรึ

 

นึกถึงตอนออมสินปล่อยเงินช่วยชาวนา แล้วคนใต้แห่กันไปถอนเงินแล้ว น้ำตาจะไหล ทำไมพวกเขาช่างใจดำได้ขนาดนี้

 

 

 

 

 

     แบ๊งค์ชาติรายงานชัด เศรษฐกิจไทยยังทรุดต่อเนื่อง ติดลบทุกภาค

 

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผอ.อาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธ.แห่งปทท. รายงานเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. ว่า

1) การส่งออกยังขยายตัวดิดลบ 6.3%

2.) การท่องเที่ยวยังมีปัญหาความเชื่อมั่นเนื่องจากกฎอัยการศึก จึงยังมีคำเตือนมาไทยถึง 60 ประเทศ จึงติดลบไปอีก10.9%

3.) ภาคการผลิตยังไม่กลับมาผลิตตามปกติ จึงติดลบตามกันไปอีก 5.2% (ไม่เน้นผลิต เน้นแต่ระบายสต๊อกสินค้าเนื่องจากมีสินค้าคงเหลือจำนวนมาก)

แล้วจะทำกันยังไงต่อไปละ จะมาโม้ทุกวันศุกร์แล้วไม่ทำอะไรเลยไม่ไหวนะ

 

 

 

 

 

 

 

              7 แนวทางทวงหนี้ ให้ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งใจคนถูกทวง

 

ไม่ว่าคุณจะมีลูกหนี้ประเภทใด จะมีสถานะเป็นเจ้านาย พี่น้อง หรือเพื่อนฝูงก็ตาม ถ้าอยากได้เงินคืนกลับมาแบบครบๆ และยังสามารถรักษามิตรภาพได้ใจคนคนนั้นด้วย ลองทำตามแนวทาง ดังนี้

 

                       7 แนวทางทวงหนี้ ให้ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งใจคนถูกทวง

 

1. ใจกล้าเข้าไว้

หากเงินนั้นจำนวนไม่มาก และไม่กล้าเอ่ยปากอาจต้องปล่อยผ่านไป และคิดว่า ‘ช่างมัน’ แต่ถ้าเงินก้อนนั้นจำเป็นกับคุณและครอบครัว ต้องมีความกล้า และใจแข็ง การให้ยืมเงินเป็นการให้ความช่วยเหลือ และถือเป็นธุรกิจ ถ้าไม่มีกำไร(ไม่คิดดอกเบี้ย) อย่างน้อยควรได้ทุนคืน ไม่ใช่หนี้สูญ

 

2. ให้เกียรติลูกหนี้เสมอทั้งต่อหน้า และลับหลัง

ไม่ว่าลูกหนี้จะเป็นใคร สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้เกียรติเขาเสมอ การเป็นหนี้ไม่ได้หมายถึงการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นคนของลูกหนี้ การเปิดเผยว่าเขาเป็นหนี้อาจทำให้กระทบต่อชีวิตด้านอื่น ตามบทบาทในสังคมของเขาด้วย
หากต้องการคุยถึงหนี้สินที่ติดค้าง ควรหนักแน่นในจุดยืน ใช้ความสุภาพ และทำอย่างเป็นการส่วนตัว เช่น ส่งอีเมล์ คุยทางโทรศัพท์ หรือพบปะกันเป็นการส่วนตัว

 

3. ตั้งสติ คิดให้ดีก่อนที่จะพูด

ก่อนการพูดคุย ควรสร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อลดความตึงเครียดให้ลูกหนี้ หรือหาจังหวะทวงถามอย่างแนบเนียบ เช่น คราวที่แล้วฉันจ่ายไป ครั้งนี้เธอจ่ายให้ฉันบ้างนะ
ถ้าเป็นเงินจำนวนมาก บริบทการพูดคุยควรเพิ่มการชื่นชมความสามารถของเขาบ้าง เพื่อเป็นการให้กำลังใจก่อน ตามด้วยความสามารถที่เขามี และคุณเชื่อว่าเขาต้องปลดหนี้ได้แน่ๆ

 

4. อย่าท้อแท้ ต้องอดทน เพราะฉันเองก็มีเหตุผลไม่ต่างกัน

พยายามติดตามเตือนความจำบ้าง เพราะลูกหนี้บางคนอาจมีนิสัยขี้ลืมจริงๆ ไม่ได้มีเจตตาต้องการผิดสัญญา แต่ถ้าระยะเวลาเริ่มเนิ่นนานเกินกว่าจะรับได้ ขอให้คิดหาเหตุผลถึงความจำเป็นที่คุณต้องใช้เงินก้อนนี้มาบอก พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เช่น ถ้าไม่ได้เงินก้อนนี้คืน ครอบครัวเราต้องเดือดร้อนแน่ๆ ถึงคราวที่เธอต้องช่วยฉันแล้ว (เป็นการวัดใจไปในตัว)

 

5. ยื่นข้อเสนอให้ลูกหนี้สบายใจมากขึ้น

เพื่อเป็นการลดความอึดอัดใจด้วยทางเลือกใหม่ เช่น เปิดใจคุยกันและยื่นเสนอขยายเวลาชำระหนี้ออกไป แต่อย่าเสนอลดหนี้ เพราะจะเป็นการทำให้เขาเคยตัว

 

6. ให้บุคคลที่สามช่วยเจรจา

ซึ่งควรเลือกจากบุคคลที่ลูกหนี้ให้ความเคารพและเกรงใจ เช่น พ่อแม่ คนในครอบครัวของลูกหนี้ หรือเพื่อนสนิท

 

7. ใช้กฎหมายเป็นตัวช่วย

หากเลือกใช้หลายวิธีแล้วไม่ได้ผล อาจต้องทำใจยอมรับว่า ‘หนี้สูญ’ แต่หากทำใจไม่ได้คงต้องใช้กฎหมายเป็นตัวช่วย ก่อนลงมือควรแจ้งให้เขาทราบก่อนด้วยว่า คุณผิดหวังในตัวเขามากแค่ไหน และกำลังจะดำเนินการอะไรต่อไป

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 NFO จัดอันดับขุมทรัพย์มาเฟียทางสาธารณะ

 

 

ปัญหากลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ค้าบนทางเท้า และที่สาธารณะในกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะจัดระเบียบอยู่หลายครั้ง แต่ทำได้แค่การแก้ปัญหาในระยะสั้นๆ เพราะการจะเข้าไปจัดการผลประโยชน์นอกระบบที่มีมากกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือนไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ทีมข่าวไทยรัฐทีวีจะพาท่านผู้ชมไปรู้จัก 5 ทำเลทองในกรุงเทพมหานครที่เป็นขุมทรัพย์มาเฟียทางสาธารณะ

ไทยรัฐออนไลน์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 

อันดับแรก สั่งให้งดการเลือกตั้ง กรณีสภา หรือนายก อปท.หมดวาระ

ถัดมา ชะลอการเคลื่อนย้ายอัตรากำลัง

ถัดไป ....... อบจ. อบต. เตรียมตัวหาที่อยู่ใหม่ได้แล้วครับ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

       ยังมีผู้พิพากษาผู้ทรงธรรมอยู่ครับ เปิดความเห็นแย้งของ "อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา" คดี 99 ศพ

 

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 707 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดประชุมคดีและตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ อ.4552/2556 ที่พนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดย เจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 84 และ 90 จากกรณีออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)เมื่อปี 2553

 

 ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพระสุเทพ เดินทางมาศาลตามนัด พร้อมนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความและคณะ โดยมีกลุ่มอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และ กปปส. เช่น นายเทพไท เสนพงศ์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข มาร่วมฟังคำสั่ง และให้กำลังใจทั้งสองด้วย

 
 ศาลอ่านคำพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 2 ที่ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธปืนจริงและกระสุนจริง ทำให้มีผู้ชุมนุม ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต เป็นการออกคำสั่งในฐานะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ แต่การปฏิบัติต้องทำไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และไม่เกินกว่าเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะไม่ใช้อาวุธปืนจริงและกระสุนปืนจริง การใช้อำนาจของจำเลยทั้ง 2 จึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ และผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
 
 
 คดีนี้มีข้อที่ ต้องพิจารณาว่า จำเลยทั้ง 2 มีการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9(1) และประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 และ 24/2557 ระบุให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ต้องยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 
 
 เมื่อ วิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ให้ลงโทษจำเลยทั้ง 2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 84 และ 90 เห็นได้ว่ามูลเหตุแห่งคดี เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศอฉ. ซึ่งเป็นความผิดตามอำนาจหน้าที่ราชการ และเป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หาใช่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลอาญาไม่
 
 ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจรับคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 2 สำนวน จึงพิพากษายกฟ้องคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 2 และยกฟ้องการขอเป็นโจทก์ร่วม
 
 
 ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามในคดีนี้ นายธงชัย เสนามนตรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีความเห็นแย้งไว้ในสำนวนด้วย โดยเห็นว่าศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และญาติผู้ตายที่เป็นผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ เนื่องจากมูลเหตุที่นำมาฟ้องคดีซึ่งเกิดจากการไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้เสีย ชีวิต ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา จากเหตุสลายการชุมนุม และพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินการสอบสวนมากระทั่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย
 
 
 ขณะที่ใน การฟ้อง หากคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีเฉพาะข้อหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวหาจำเลยทั้งสองในความผิดอาญาฐานร่วมกันมีเจตนาฆ่าผู้ อื่น กรณีนี้จึงไม่ใช่เรื่องศาลทั้งสองมีอำนาจขัดแย้งกัน อีกทั้งปัจจุบันคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกล่าวหาจำเลยทั้งสอง ก็ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 ซึ่ง ป.ป.ช.ยังไม่ได้มีคำสั่งไปทางหนึ่งทางใด หากไต่สวนได้ข้อยุติว่าไม่มีมูลก็ย่อมมีผลเฉพาะต่อข้อกล่าวหาทำผิดในตำแหน่ง หน้าที่ราชการเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อความผิดในการใช้หรือก่อให้ฆ่าผู้อื่นตามฟ้องของอัยการโจทก์ จึงเห็นควรว่าศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้
 
 
 ผู้ สื่อข่าวรายงานต่อว่า ภายหลังฟังคำสั่ง นายอภิสิทธิ์และพระสุเทพ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด โดยนายอภิสิทธิ์เดินทางกลับพรรคทันที เพื่อประชุมหารือกับทีมทนายความ
 
ด้านนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความของนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำสั่งชี้ว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจ ตนจะนำคำสั่งดังกล่าวไปประกอบเป็นพยานหลักฐานนำสืบคดีที่ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ กับพวก ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบต่อศาลอาญาด้วย ขณะที่คำสั่งชี้อำนาจฟ้องของโจทก์วันนี้ ฝ่ายอัยการโจทก์ก็ยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ได้อีกตามขั้นตอนกฎหมาย
 
 
 ส่วน นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายญาติผู้ตาย กล่าวว่า จากคำพิพากษายกฟ้องที่เห็นว่า การสั่งการให้เกิดการตาย เป็นการเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แต่จากความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รวมทั้งฝ่ายโจทก์อธิบายและยกตัวอย่างหลายคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา เนื่องจากการฆ่าคนตายไม่ใช่อำนาจหน้าที่ คำพิพากษาวันนี้เหนือความคาดหมาย เพราะตนดูข้อกฎหมายแล้ว เชื่อว่าอยู่ในอำนาจของศาลอาญาที่จะพิจารณาได้ ตามความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
 
 
 "หลัง จากนี้อัยการโจทก์และตนในฐานะทนายของโจทก์ร่วมจะยื่นอุทธรณ์ให้ศาลพิจารณา ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอาญา ส่วนอัยการก็มีอำนาจฟ้อง และดีเอสไอมีอำนาจสอบสวน ตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา คาดว่าจะยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน" นายโชคชัยกล่าว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

จุดแข็ง จุดอ่อน

“ใคร” พร้อม-ไม่พร้อม ด้านไหน อะไรยังไง มาดูข้อดี-ข้อเสีย (เปรียบ) ของ 10 ประเทศสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กัน และไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่แต่เมื่อปฏิเสธไม่ได้ เพราะอย่างไร เราต้องเข้าสู่วงจรประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในวันที่ 1 มกราคม 2558 อยู่ดี! จุดแข็ง-จุดอ่อนเบื้องต้นของประเทศต่างๆใน AEC ขอเริ่มจากประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในสมาชิก AEC ก่อนค่ะ ซึ่งผู้ได้รับตำแหน่งนั้นได้แก่…


 

จุดแข็ง จุดอ่อน

1. ประเทศอินโดนีเซีย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เน้นทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก ส่วนจุดแข็ง : นั้น แน่นอน เมื่อเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศสมาชิกฯ(จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับหนึ่งใน ASEAN) อินโดนีเซียก็กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้บริโภค (และเป็นมุสลิม) มากที่สุด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีระบบธนาคารที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่จุดอ่อน :ของประเทศนี้คือการที่ประเทศเป็นหมู่เกาะ ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมก็ยังต้องพัฒนาอยู่ค่ะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

2. ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรารายได้เฉลี่ยต่อหัวมากที่สุดในกลุ่มสมาชิกฯ ตอนนี้ทางสิงคโปร์กำลังเน้นการขยายระบบเศรษฐกิจมายังภาคบริการมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้า จุดแข็ง :ข้อได้เปรียบของสิงคโปร์ คือตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ อยู่ในจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ (เอื้อต่อการขนส่ง) ศูนย์การการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานที่มีทักษะ มีการศึกษาและภาษาดี ตบท้ายด้วยการเมืองมีเสถียรภาพ และ จุดอ่อน : คือ เนื่องจากมีประชากรน้อยและเป็นแรงงานที่มีทักษะ สิงคโปร์จะขาดแรงงานที่เป็นแรงงานระดับล่างและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหรือค่าครองชีพค่อนข้างสูง

จุดแข็ง จุดอ่อน

3. ประเทศกัมพูชา

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน (USD 1.6/วัน) สำหรับไทยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่อาจจะเป็นได้ทั้งการสนับสนุนและบั่นทอนโอกาสในการร่วมมือ ขยายการค้า หรือการลงทุนต่างๆ จุดแข็ง: ของกัมพูชานอกจากเรื่องค่าแรงต่ำแล้ว ประเทศนี้ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น แร่ธาตุ หรือป่าไม้ จุดอ่อน : เรื่องที่ต้องพัฒนาปรับปรุงต่อไปคือ เรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังให้บริการได้ไม่ทั่วถึงและมีต้นทุนค่อนข้างสูง และการขาดแรงงานที่มีทักษะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

4. ประเทศเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มสมาชิก (รองจากกัมพูชา) สิ่งที่น่าจับตามองของเวียดนามคือการเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความต้องการภายในประเทศ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเรื่องสิทธิและเสรีต่างๆ เวียดนามมีจุดแข็ง : ที่การเมืองที่ค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ ประชากรจำนวนมากซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ มีปริมาณน้ำมันสำรองมาก (อันดับ2 ของอาเซียน) และมีแนวชายฝั่งทะเลยาวมากกว่า 3,000 กิโลเมตร จุดอ่อน : เรื่องที่ยังคงต้องกังวลอยู่คือระบบสาธารณูปโภคที่ยังต้องการการพัฒนาและราคาค่าที่ดินและค่าเช่าสำนักงานซึ่งยังถือว่าสูงมากทีเดียว

จุดแข็ง จุดอ่อน

5. ประเทศลาว

ประเด็นที่น่าสนใจเป็น จุดแข็ง : สำหรับลาวคือการลงทุนทางด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่ เพราะที่ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะ น้ำ และ แร่ธาตุค่ะ การเมืองที่นี่ก็นิ่งและมีเสถียรภาพ บวกกับค่าแรงต่อหัวที่ยังถือว่าต่ำ (USD 2.06/วัน) จุดอ่อน : เรื่องที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนหรือการติดต่อต่างๆคือประเทศลาวไม่มีทางออกที่ติดกับทะเลเลย รวมถึงภูมิประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งจะมีผลต่อการขนส่ง รวมถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังคงต้องได้รับการพัฒนา

จุดแข็ง จุดอ่อน


6. ประเทศพม่า

พม่ากำลังทุ่มสุดตัวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและเครือข่ายคมนาคมภายในและเชื่อมต่อภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูง ถนนต่างๆ และท่าเรือ เพื่อรองรับความต้องการและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จุดแข็ง : ถ้าพูดเรื่องค่าแรง พม่ายังจัดอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่อหัวค่อนข้างต่ำ(USD2.5/วัน) แถมยังความได้เปรียบทางภูมิประเทศและเพื่อนบ้าน โดยมีพรมแดนเชื่อมโยงกับประเทศจีนและอินเดีย ส่วนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีอยู่มากมาย รวมถึงแหล่งพลังงานอย่าง ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันด้วย จุดอ่อน : ที่ต้องระวัง ก็น่าจะเป็นเรื่องนโยบายในหลายๆด้านและความไม่แน่นอนทางการเมือง บวกกับสาธารณูปโภคที่ยังต้องพัฒนาอยู่ค่ะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

7. ประเทศฟิลิปปินส์

เป็นอีกประเทศที่มีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นเกาะ แก่ง น้อยใหญ่ จุดเด่นของประเทศนี้คือสหภาพแรงงานที่มีบทบาทมาก มีการประท้วงเกี่ยวกับเรื่องค่าแรงอยู่เรื่อยๆ การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางตอบสนองความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีจำนวนประชากรจำนวนมาก (มากกว่า 100 ล้านคน ติดอันดับที่ 12 ของโลก) ทำให้เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีขนาดใหญ่มาก จุดแข็ง : อีกเรื่องของประเทศนี้คือประชากร (หรือมองอีกแง่คือแรงงาน) แทบจะทั้งประเทศสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษากลางของประชาคมอาเซียน (AEC) ได้ดี ส่วนจุดอ่อน :ของฟิลิปปินส์คือที่ตั้งของประเทศที่ค่อนข้างห่างไกลจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิภาพทางสังคมที่ยังต้องการการพัฒนาอยู่


จุดแข็ง จุดอ่อน


8. ประเทศบรูไน

บรูไน- ประเทศที่คนไทยหลายคน (รวมถึงแอดมินด้วย)ไม่ค่อยจะรู้สึกคุ้นชินมากนัก ทำให้ไม่ค่อยได้ทราบข้อมูลหรือติดตามข่าวอัพเดตต่างๆในเชิงลึก เพื่อนๆหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า บรูไนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ (สองประเทศแรกเข้าใจว่าเพราะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน) ส่วนสิงคโปร์จะเป็นหลักในการส่งสินค้าระหว่างประเทศให้กับบรูไน ที่สำคัญประเทศนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารค่อนข้างมากเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมันและมีปริมาณน้ำมันสำรองรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน บรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีมากเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ที่กล่าวมานี้นับเป็นจุดแข็ง : ของบรูไน ในขณะที่เรื่องที่ถือว่าน่าจะเป็นจุดอ่อน : ของบรูไน คือ ขนาดตลาดของประเทศนี้ถือว่าเล็กมาก เพราะมีจำนวนประชากรอยู่แค่สี่แสนคนเท่านั้น และปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ตามมาเป็นลูกโซ่ค่ะ


จุดแข็ง จุดอ่อน


9. ประเทศมาเลเซีย

เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีมากเป็นอันดับสาม รองจากสิงคโปร์และบรูไน สิ่งที่น่าสนใจสำหรับประเทศนี้คือ มาเลเซียตั้งเป้าให้ในอีก 8 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศนี้มีฐานการผลิตและสินค้าส่งออกหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับไทย และมีนโยบายการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ จุดเด่น : ของมาเลเซียคือ ความได้เปรียบเรื่องพลังงาน จำนวนปริมาณน้ำมันสำรองและก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่มาก ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร รวมไปถึงแรงงานที่มีทักษะ ส่วนจุดอ่อน : ก็จะคล้ายๆกับของประเทศบรูไนคือการที่จำนวนประชากรน้อยและปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานระดับล่างค่ะ

จุดแข็ง จุดอ่อน

10. ประเทศไทย

ปิดท้ายด้วยไทยแลนด์ แดนสยาม ประเทศอันเป็นที่รักของเราเอง ประเทศไทยตั้งเป้าเป็น Hub หรือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ หรือการท่องเที่ยว จุดแข็ง : ของประเทศเรา คือมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง ที่ตั้งและภูมิประเทศเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแข็ง ขนาดของตลาดใหญ่ มีแรงงานจำนวนมาก รวมถึงการที่เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของโลกเลยทีเดียว แต่จุดอ่อน : ยังคงอยู่ที่แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ เทคโนโลยีในการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง และระดับความรู้และการใช้ภาษากลาง (อังกฤษ) ที่อาจทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันสำหรับแรงงานเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว


 

 

 

แนวโน้มการเคลื่อนย้ายแรงงานและอาชีพของประเทศใน AEC

AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น สิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแรงงานวิตกคือ เกรงว่าเมื่อเปิดตลาดแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนแล้วจะมีแรงงานจากอาเซียนมากมายเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ทำให้หางานยากขึ้นและทำให้ค่าจ้างและรายได้ของแรงงานไทยต่ำลง

 

ขณะที่ด้านผู้ประกอบการอาจจะเห็นว่าการเปิดตลาดแรงงานเสรีอาจจะช่วยให้มีทางเลือกใช้แรงงานมากขึ้นจากประเทศอาเซียนซึ่งก็ยังไม่มีเสียงสะท้อนชัดเจนนักจากภาคเอกชน ในอีกด้านหนึ่งคือมองในแง่โอกาสว่าตลาดแรงงานไทยจะได้กว้างขึ้น แรงงานฝีมือไทยจะได้ออกไปทำงานในประเทศอาเซียนมากขึ้นซึ่งการไหลออกของแรงงานก็อาจเป็นปัญหาต่อผู้ประกอบการบ้างแต่ยังไม่มีภาคเอกชนออกมาแสดงความวิตกในเรื่องนี้

 

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน และแรงงานรวมกันประมาณ 307 ล้านคน โดยอินโดนีเซีย มีแรงงาน 120 ล้านคน รองลงมา คือ เวียดนาม 52.6 ล้านคน ฟิลิปปินส์และไทยประเทศละประมาณ 40 ล้านคน พม่า 28.4 ล้านคน มาเลเซีย 12.2 ล้านคน กัมพูชา 8.1 ล้านคน สปป.ลาว 3.2 ล้านคน สิงคโปร์ 2.9 ล้านคน และบรูไน 0.2 ล้านคน แต่ แรงงานจากประเทศอาเซียนที่ เข้ามาทำงานในประเทศไทยรวมทั้งระดับล่างและระดับฝีมือยังมีจำนวนน้อยมากประมาณ 1.8 ล้านคน (ไม่รวมแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน) คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของแรงงานทั้งหมดของอาเซียน ดังนี้

 

ก) แรงงานระดับล่าง 3 สัญชาติ (พม่า กัมพูชา และลาว) 1,825,658 คน (แยกเป็น ขึ้นทะเบียน 1,248,064 คน พิสูจน์สัญชาติ 505,238 คน และ นำเข้าตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 72,356 คน)

 

ข) แรงงานฝีมือ 14,313 คน (แยกเป็น ได้รับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ประเภททั่วไป 12,303 คน และ ตาม
มาตรา 12 ส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI 2,010 คน)

 

สำหรับแรงงานระดับล่างนั้นขณะนี้ยังไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีตามกรอบ AEC เพราะไม่ใช่แรงงานฝีมือ การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีตามกรอบ AEC ซึ่งจะเริ่มในปี พ.ศ.2558 เป็นการเคลื่อนย้ายเฉพาะแรงงานฝีมือและต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (MRAs) ของอาเซียน

 

ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (MRAs) ใน 7 สาขาด้วยกันคือ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี และ บุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว (ซึ่งไทยยังไม่ได้ลงนามใน MRA) ส่วนสาขาอื่นๆ ยังอยู่ระหว่าง พิจารณาจึงควรมาดูเฉพาะแรงงานฝีมือ ดังกล่าวไปแล้ว ในปี 2554 มีแรงงานฝีมือจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ (ไม่นับบรูไน และ ไทย) ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมายจำนวน 14,313 คน แยกเป็น ได้รับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ประเภททั่วไป 12,303 คน และ ตามมาตรา 12 ส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI 2,010 คน คิดเป็นสัดส่วนของแรงงานฝีมือประเภททั่วไป ต่อ ประเภทการลงทุนประมาณ 6 ต่อ 1 ในจำนวนนี้เป็นฟิลิปปินส์เกือบ 8 พันคน คิดเป็นร้อยละ 55 ของแรงงานฝีมือจากอาเซียนทั้งหมด รองลงมาได้แก่มาเลเซีย 2,200 คน สิงคโปร์ 1,500 คน และพม่า (แรงงานฝีมือประเภททั่วไปและการลงทุน) 1,400 คน

 

นอกนั้นมีจำนวนไม่ถึงพันคน แรงงานฝีมือจากอาเซียน ส่วนใหญ่ 6,600 คน (ร้อยละ 46) เป็นบุคลากรวิชาชีพ หรือ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี และบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว รองลงมาได้แก่เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสหรือผู้จัดการ 5,900 คน (ร้อยละ 41) และช่างเทคนิค ประมาณ 1,000 คน (ร้อยละ 7)

 

สำหรับแรงงานวิชาชีพจากฟิลิปปินส์จำนวน 7,823 คน นั้นมีจำนวนไล่เลี่ยกับแรงงานฝีมือที่ มาจากประเทศนอกอาเซียนคือจีน (7,168) อินเดีย (6,786) อังกฤษ (8,328) และอเมริกา (6,598) ที่น่าจับตาคือแรงงานจากฟิลิปปินส์ซึ่งส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 70 เป็นบุคลากรวิชาชีพ นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับแรงงานจากประเทศอาเซียนที่ เหลือซึ่งเป็นบุคลากรวิชาชีพเพียงร้อยละ 17 เท่านั้น

 


การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีตามกรอบอาเซียนประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือการเข้ามาหางานทำและการเข้ามาตามการลงทุน ซึ่งปัจจุบันแรงงานฝีมือจากอาเซียนยังมีจำนวนน้อย ปริมาณแรงงานฝีมือจากอาเซียนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยขึ้นอยู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออก และอัตราค่าจ้างในประเทศไทยเทียบกับประเทศต้นทาง ดังนั้นหากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถกระตุ้นให้มีประเทศไทยมีการส่งออกเพิ่มขึ้นย่อมทำให้มีการจ้างแรงงานฝีมือทั้งแรงงานไทยและแรงงานจากอาเซียนเพิ่มขึ้น จากที่ IMF ได้ประมาณว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5.5 7.5 และ 5.0 ในช่วงปี 2555 2556 และ 2557 ตามลำดับ

 

จึงคาดได้ว่าแรงงานฝีมือจากอาเซียนจะเข้ามาประเทศไทยในอัตราไม่ต่างจากนี้ มากนัก ที่น่าเป็นห่วงนอกจากแรงงานจากฟิลิปปินส์แล้วคือ แรงงานฝีมือจากประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนสูงมาก แรงงานเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ อาเซียนและประเทศไทยซึ่งมีโอกาสได้งานทำดีกว่า เพราะเหตุผลประการหนึ่งคือ คุณภาพของแรงงานเหล่านี้กำลังได้รับการพัฒนาอย่างมากทั้งในประเทศจีนและอินเดีย รัฐบาลจีนได้ใช้งบประมาณจำนวนมากปรับปรุงมหาวิทยาลัย และระบบการศึกษาพื้นฐาน และรัฐบาล อินเดียมีโครงการรือฟื้นมหาวิทยาลัยเก่าๆ และลงทุนในการศึกษาอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน

 


ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องพัฒนาความพร้อมของแรงงานที่ จะออกสู่ ตลาดใน 4-5 ปี ข้างหน้านี้มากขึ้น เพราะการแข่งขันจะสูงมาก โดยเฉพาะจากแรงงานฝีมือในประเทศเอเชีย ซึ่งมิใช่แค่อาเซียนเพียงกลุ่มเดียว



อ่านต่อ:
http://www.thai-aec.com/231#ixzz3BaxunVZF

 

 

 

 

 

รัฐบาลเขายายเที่ยง...อยู่ปีกว่ามีแต่เรื่อง

ตามล้าง ตามเช็ด...ตามกำจัดฝ่ายทักษิณอย่างเดียว

เรื่องทำมาหากิน หาเงินเติมคลัง...ไม่มีเพราะทำไม่เป็น

.....

ไอทีวีกำลังทำรายได้ดี...จ่ายภาษีเข้ารัฐ

จ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ...รัฐมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

.....

จู่ๆไปยึดไอทีวีมา...ยัดใส่มือคนหัวเหม่งฟรีๆ

แค่นั้นยังน้อยไป...ยังแถมเงินให้อีกปีละ 2 พันล้าน

.....

รายได้ที่รัฐเคยได้รับแบบเสือนอนกิน..นอกจากหายวับแล้ว

ยังต้องควักเป๋าจ่ายให้เขาเสียอีก..เก่งจริงๆรัฐบาลขิงแก่

.....

เวลานอกนั้นที่เหลือ..ก็ตั้งหน้าตั้งตาล้างบางนักการเมือง

ฝั่งทักษิณ...ทั้งยุบพรรค ยึดเงิน ยัดคดี พร้อมสรรพ

แถมตามล่าทักษิณให้ต่างชาติส่งตัว..ฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

.....

พอเขียนรัฐธรรมนูญ 50 เสร็จ..

หมกเม็ด สว.ลากตั้งครึ่งนึง..จัดเลือกตั้งฝ่ายตนแพ้ตามเคย

.....

แพ้แล้วพาล แล้วแปลงร่างเป็นพวก...ขี้แพ้ชวนตี

ไล่โค่นล้มทำลาย...รัฐบาลที่ชนะเลือกตั้ง

.....

ทั้งสมัครและสมชายล้มหมด...กะไม่ให้เหลือซาก

พรรคดีแต่พูดจะได้หมดขู่แข่ง...เป็นรัฐบาลสะดวกโยธิน

.....

ยุบพรรคเขา...เป็นรอบที่สอง

แล้วแย่ง สส.ของเขา..เอามาใส่พานให้พรรคดีแต่พูด

พากันไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร..ถ้ามียางอายคงไม่กล้า

.....

อยู่แก้กติกาการเลือกตั้ง..จนมั่นใจยังไงก็ชนะใสๆ

ท้าทายได้ สส.ไม่ต่ำกว่า 200...ถ้าแพ้จะขุดรูอยู่

....

แล้วก็แพ้จริงๆ...ทั้งที่ทำกติกาให้คนงงเล่นๆก็ยังแพ้

มีใครเคยเห็นเมือก....ขุดรูอย่างที่พูดรึยัง

.....

เป็นฝ่ายค้านทนไม่ไหว..ถอดหนังราชสีห์โชว์หนังเห้

ปาแฟ้มป่วนสภาก็แล้ว..ขโมยเก้าอี้ประธานไปซ่อนก็แล้ว

.....

ไล่ชกไล่บีบคอ สส.ฝ่ายรัฐบาลก็แล้ว...ทุ่มเก้าอี้จนพังก็แล้ว

ยังทำอะไรรัฐบาล..ที่ประชาชนค่อนประเทศเลือกมาไม่ได้

....

ออกมาเป็นอันธพาลข้างถนนง่ายกว่า..ป่วนบ้านป่วนเมือง

สมบัติราชการพังเสียหายพินาศย่อยยับ...ก็ไม่มีทางผิด

...

กวักมือเรียกเย้วๆ...ให้สางเขียวออกมาเป็นตัวช่วย

คราวนี้สมใจเมือก..สางเขียวยึดอำนาจตามใจเมือกทุกอย่าง

.....

เมือกเห็นท่าไม่ค่อยดี...วางบิล 1.4 พันล้าน คืนตรูมาซะดีๆ

อ้อยเข้าปากช้างแล้ว...มีหรือจะคายออกมาง่ายๆ

....

ไหนๆก็ลงทุนโค่นรัฐบาล..ล้มประชาธิปไตยแล้ว

หัวหน้ายึดอำนาจเป็นายกเองเลย..เหมือนตู่จตุพรพูดไว้

.....

ตอนนี้นักข่าวทายว่า...จะตั้งรัฐบาลขิงแก่เหมือนเดิม

แต่แก่กว่าเดิมหน่อย..ขนาดแก่แค่นี้ ยังแค่นั้น

ถ้าแก่กว่านั้นจะแค่ไหน..นึกภาพขิงแก่ชุดเก่าทีไรขนลุกทุกที

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3 ประเทศที่ "คนหยาบคาย" มากที่สุดในโลก

 

 

สวัสดีค่ะ.... เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม เวลาเราพบเจอนักท่องเที่ยว เราก็มักจะยิ้มให้เค้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีใช่มั้ยคะ แต่ในทางกลับกัน ก็มีบางประเทศบนโลกใบนี้ติดอันดับ Rudest countries for travelers !! หรือประเทศที่หยาบคายต่อนักท่องเที่ยว !!! โอ้วววว แค่ฟังชื่อก็ดูน่ากลัวแล้วล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น พี่เป้ ขอพาน้องๆ ไปดูว่า มีประเทศไหนติดอันดับบ้างนะ

 

อันดับ 3 United Kingdom (สหราชอาณาจักร)

 

ภาพลักษณ์ของคนในสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะคนอังกฤษคือ "ผู้ดี" แต่ก็มีหลายคนออกมาค้านว่า ไม่จริงอย่างภาพลักษณ์หรอก !! เพราะคนอังกฤษน่ะชอบตะโกนโหวกเหวก ชอบทะเลาะลงมือตบต่อยกันอย่างไร้เหตุผล และที่สำคัญ ถ้าเราคุยกับคนอังกฤษโดยพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันล่ะก็ รับรองโดนคนอังกฤษหัวเราะเยาะใส่แน่ๆ เหมือนถูกเหยียดหยามเลยล่ะ

 

อย่างคนข้างบนเล่าว่า ได้เดินทางไปเที่ยวที่สหราชอาณาจักร และรู้สึกว่าคนส่วนมากที่นั่นหยาบคาย ไม่มีการเคารพผู้อื่น เวลาเดินบนถนนก็มักถูกผลักและไม่มีการเอ่ยคำขอโทษโดยเฉพาะคนลอนดอน เคยไปซื้ออาหารในร้านแมคโดนัลด์และพนักงานนี่แทบจะเขวี้ยงอาหารใส่หน้ากันเลยทีเดียว

 

อันดับ 2 Russia (รัสเซีย)

คนรัสเซียเป็นชาติที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กๆ ค่ะ เช่น ถ้าเราช่วยเปิดประตูให้เค้า เค้าอาจจะไม่พูดขอบคุณก็ได้ เพราะสำหรับคนรัสเซียแล้วไม่ถือเป็นเรื่องไร้มารยาท หรือในอีกกรณีคือ เวลาที่เราไปเยี่ยมคนรัสเซียที่บ้าน เราจะต้องมีของฝากติดไม้ติดมือไปด้วย และเมื่อเรามอบของนั้นให้เค้า เค้าก็อาจจะไม่พูดขอบคุณก็ได้ แน่นอนค่ะ คนชาติไหนๆ ก็ต้องรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมไม่ขอบคุณล่ะ ไม่มีมารยาท แต่สำหรับคนรัสเซียเค้าไม่ถือค่ะ

 

หรืออีกเหตุการณ์หนึ่ง เจ้าของที่พักแห่งหนึ่งเล่าว่า ในบรรดานักท่องเที่ยวที่มาพัก ชาติที่รับมือยากที่สุดคือคนรัสเซีย เพราะทุกๆ คืนนักท่องเที่ยวรัสเซียจะเมาแล้วโวยวายเสียงดังมากๆ สร้างความรำคาญให้แก่ผู้อื่น หรือเวลาที่มีจัดเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ นักท่องเที่ยวรัสเซียก็มักจะตักอาหารใส่จานเยอะเวอร์ๆ จนทำให้อาหารหมดไวและไม่เหลือให้คนอื่นกิน หรือแม้แต่เวลาที่กำลังเช็คอินเข้าที่พักและจ่ายเงิน บางทีอาจมีแขกกำลังต่อคิวเช็คอินหลายคน นักท่องเที่ยวรัสเซียก็มักจะชอบโวยวายและโชว์บัตรเครดิตหลายๆ ใบ เหมือนเป็นการอวดว่าตัวเองรวยกว่าคนอื่น ควรจะต้องได้รับสิทธิพิเศษหรือต้องได้เช็คอินก่อนคนอื่น

 

อันดับ 1 (ฝรั่งเศส)

 

สาเหตุหลักที่ทำให้คนฝรั่งเศสดูเป็นคนหยาบคายก็เพราะว่า คนฝรั่งเศสไม่ค่อยยิ้มค่ะ ปกติแล้วเวลาที่เราเจอนักท่องเที่ยว เราก็มักจะยิ้มให้เค้าเพื่อจะได้แสดงความเป็นมิตรหรือเฟรนด์ลี่ แต่คนฝรั่งเศสนี่เป็นพวกเสือยิ้มยากค่ะ เค้าจะไม่ยิ้มพร่ำเพรื่อถ้าเค้าไม่ได้รู้สึกมีความสุขจริงๆ จึงทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นคนเฉยเมยค่อนข้างไปทางหยาบคาย ก็แหม คิดดูสิคะ เรายิ้มให้เค้าจนเหงือกแห้งแต่เค้าไม่ยิ้มกลับมาเลย เป็นใครก็ต้องคิดแหละว่า เฮ้ย ทำไมไม่มีมารยาทเลยอะ

 

อย่างคนข้างบนเค้าเล่าว่า เค้าใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสมา 3 ปีแล้ว และบอกได้เลยว่าคนฝรั่งเศสนี่หยาบคายสุดๆ เคยเดินทางไปหลายประเทศแล้วแต่ไม่เคยเจอที่ไหนเป็นแบบนี้มาก่อน เวลาเจอหน้ากัน คนฝรั่งเศสจะทักทายว่า Bonjour (บงชู) แต่ในใจไม่ได้คิดอยากทักทายกันจริงๆ หรอก

สำหรับคนที่จะไปฝรั่งเศสเพื่อเที่ยวเฉยๆ ก็ถือว่าโอเค แต่ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษใส่คนฝรั่งเศส เค้าจะไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่ (เพราะคนฝรั่งเศสรักภาษาของตัวเองมากจนไม่สนใจภาษาอื่น) ดังนั้นถ้าใครคิดจะไปอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับตัวให้ชินกับคนประเทศนี้

 


นั่นก็คือผลสำรวจที่เค้าได้สำรวจกันมานะคะ ใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเถียงกันนะ เพราะยังไงก็เป็นความคิดเห็นของคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ^^ ส่วนประเทศไทยนี่ติดอันดับท้ายๆ เลยค่ะ (โล่งไป) แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็มีทั้งคนสุภาพและคนหยาบคายอยู่รวมกันทั้งนั้นแหละค่ะ ดังนั้นถ้าเราไปเที่ยวที่ไหนแล้วเจอคนหยาบคาย ก็อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ให้หมดสนุกเลยเนาะ มองข้ามไปดีกว่า อิอิ


 

 

 

 

 

 

 

 

   คสช.ไฟเขียว โละขายยาง 2.1 แสนตัน...

 

 

ยอม ขาดทุนยับเยินกว่า 50%

ขายให้ผู้ประกอบการเพียงรายเดียว...

...

ไม่ต้องประมูลให้เสียเวลา...

...วงเงิน 6,040 ล้านบาท...

...

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯขายยางในสต็อก 2.1 แสนตัน กับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ซึ่งในต้นสัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯจะลงนามกับผู้ประกอบการดังกล่าว เพื่อส่งมอบยางล็อตแรกจำนวน 1 แสนตัน วงเงิน 6,040 ล้านบาท แยกเป็นยางแท่ง 4 หมื่นตัน ราคากก.ละ 58 บาท รวม วงเงิน 2,320 ล้านบาท และ ยางแผ่นรมควัน 6 หมื่นตัน ราคากก.ละ 62 บาท รวมวงเงิน 3,720 ล้านบาท...!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

~ มติ!! กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ไม่รับรอง ป.โทกฎหมาย 7 ม.ดัง (ตรวจสอบชื่อ) ~

 

 

 

เว็บไซต์ สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่ผลการประชุม ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ครั้งที่ 19/2557

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2557 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 8 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยที่ประชุมพิจารณาได้พิจารณา และมีมติที่ประชุม ที่น่าสนใจ ดังนี้

 

ในวาระที่ 4 ที่ประชุม ไม่เห็นชอบรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัยจำนวน 4 แห่ง ได้แก่

 

1.มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น

 

2.มหาวิทยาลัยสยาม


3.มหาวิทยาลัยบูรพา

 

4.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

 

ให้เพิกถอนการรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัยจำนวน 3 แห่ง ได้แก่

 

1.มหาวิทยาลัยตาปี

 

2.มหาวิทยาลัยปทุมธานี

 

3.มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

ขอขอบพระคุณ หนังสือพิมพ์คุณภาพ " มติชน " หลายๆเด้อครับ

 

 

สถาบันการศึกษา...ระดับอุดมศึกษา

ก่อนเปิดสอนหลักสูตรใด..ต้องได้รับการอนุมัติจาก

คณะกรรมการการอุดมศึกษา...หรือ กอศ.กระทรวงศึกษาฯ

....

เมื่ออนุมัติแล้ว...ก็เปิดรับสมัคร

มีคนมาสมัครเสียเงินมากมาย...จึงเปิดทำการสอนได้

ถ้าไม่รับรองแล้วผู้เรียนจะให้ทำอย่างไร..ใครรับผิดชอบ

guest

Post : 16/08/2014 18:58     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  จับวีระ สมความคิดอีกเเล้ว

 

             

 

 

 

 

 

               ด่วน...วีระ สมความคิด ถูกตำรวจรวบตัวแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าปล่อยลิ้มซะ ไอ้พวกม็อบปฎิรูปพลังงานคงไม่ออกมา
ตั้งแต่ลิ้มถูกจับ พรรคพวกก็พยายามโยงประเด็นปตท.ทวงคืนพลังงาน
เข้ากับเรื่องลิ้ม...

แต่เดิม ทวงคืนปตท.กันในเฟส..หลัง(หรือก่อนไม่แน่ใจ)ลิ้มถูกจับ
ก็มีพวกคนในหาดใหญ่ใส่เสื้อสีเขียวมาเดินปฎิรูปพลังงาน
และถูกจับไปค่ายทหาร แต่ปล่อยตัวออกมาเมื่อหลายวันที่ผ่านมา



หลังรสนาไปยื่นคัดค้านเรื่องแยกโรงท่อกาซ
แต่ทหารไม่สน ให้ปตท.แยกโรงท่อกาซออกมา
ก็มีคนหาดูเรืื่่องเก่าๆว่า ปตท.ไม่คืนท่อกาซตามคำสั่งศาล
วีระออกหน้า รสนา ตามหลัง ลิ้มนอนคุก
จนเป็นที่มาของกิจจกรรมเล็กๆของพวกเขาวันนี้
และ ไอ้น้านวยนิ่มมะโน ก็จับวีระติดคุกไทยตามข่าววันนี้..

 

 

 

 

 

24 ส.ค.57, 1640 จนท.ตร. ควบคุมตัวกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน จำนวน 5 คน ขึ้นรถตำรวจ ฐานฝ่าฝืนกฎอัยการศึก และควบคุมตัวนายวีระ สมความคิด ในเวลาต่อมา

รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed
รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed
รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed
รูปภาพของ Jeab Kitty Zeed

 

 

 

         5 อาหารช่วย ตับ ขับพิษ

 

 

"ตับ" --เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย
การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับเป็นประจำจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้
นอกจากนี้
-- ตับยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน ---- เมื่อร่างกายต้องการตับที่แข็งแรงจะส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี
-- เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ โดยช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย
-- เราจึงต้องดูแลตับด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
-- ถ้าในแต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารต่อไปนี้ ก็จะเป็นการช่วยตับให้แข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง

1. กระเทียมสด -- สามารถเร่งการขับน้ำดี ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีน้ำดีจางลง จะได้ไม่เกิดอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อยหลังจากกินอะไรมัน นอกจากนี้รกะเทียมยังปกป้องตับจากการสัมผัสสารพิษ จึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคตับทั้งมวล นอกจากนี้ การกินกระเทียมสดวันละ 1-3 กลีบจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ตัวการที่ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด

2. หัวหอม -- มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเรสตอลรอล LD เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจกนี้ยังทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น

3. มะนาว -- สีเหลืองของมะนาวมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์สูง จึงช่วยการทำงานของงตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินสุง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น

4. ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี -- ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซนม์ออกมาให้พียงพอในการกำจัดของเสีย

5. บร็อคโคลี่ -- มีสรรพคุณต่อต้านมะเร็ง เนื่องจากมีวิตามินซีสูง บร็อคโคลี่ยังอุดมด้วยสารกลูโคซิโนเลตเช่นเดียวกับสารซัลโฟราเฟน ซึ่งจะช่วยตับขับสารพิษ รับประทานดิบๆ โดยนำดอกบร็อคโคลี่จิ้มกับซัลซ่า

๐๐ อาหารที่กล่าวมานี้จะช่วยทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการผลิตน้ำดีซึ่งช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

                  วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557 เป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9

 


              

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                              

 

 

 

                                สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร
: ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่ง
การคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งกะละภาค (ส่วนเสี้ยว)”

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น :สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย;
สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่.
อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่าง คือ :-
อริยสัจคือทุกข์
อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.


ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรม อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์เป็นอย่างนี้,
เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้”

ดังนี้.

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗.

* โยคกรรม คือ การกระทำอย่างเป็นระบบ

 

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

    อ่าน เสรีพิสุทธิ์ วิพากษ์ สมยศ พุ่ม ฯ ทาง FM 101 เจิมศักดิ์เอามาแชร์ทางช่องเนชั่น

 

Bugbunny

 

 

 

มันส์พะยะคะ...


เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง shared Nation Channel's ว่า

1.ไม่เห็นมันจะมีผลงานอะไร ทำการค้าอย่างเดียว มีหุ้นและเป็นที่ปรึกษาตั้งไม่รู้กี่บริษัท

2. คนที่ไม่ได้ คือ พล.ต.อ.เอก ยังทำงานมากกว่า

3. ที่มีคนอวยว่า มาช่วย คสช. ดูงานด้านความมั่นคงนั้น ก่อนหน้านี้เคยดูที่ไหน เพิ่งมาดูกันเดือนสองเดือนนี่แหละ

4. ทำอย่างนี้ จะทำให้วัฒนธรรมสอพลอ เล่นพรรคเล่นพวกไม่หมดไปจากวงการตำรวจ ไม่ต้องทำงาน คอยเอาใจคนมีอำนาจ ก็ได้เป็นใหญ่

5. มีตำแหน่งในสมาคมโปโล ก็เห็นคิงพาวเวอร์กับเนวินอยู่ข้างหลังแล้ว

ไม่ได้พูดเอง ตำรวจเขาพูดถึงตำรวจให้ฟัง"

ข้อสังเกตุ

คนวิพากษ์ เสรีพิสุทธิ์
ทางสถานี FM 101 ปีย์ สนธิญาน
คนโดนวิจารณ์ สมยศ พุ่ม ฯ
คนเอามาขยาย เจิมศักดิ์
คนตั้งสมยศ ประยุทธ

 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

           ปูยักษ์อลาสก้า มีเงินอย่างเดียวไม่พอ

 

 

 

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408613705

กรรณิกา เพชรแก้ว (เรื่อง/ภาพ)

 

 

 

 

ใน บรรดาอาหารที่เราสรรหาพามากินกันเกินกว่าขอบเขตของการประทังชีวิตหรือพูดให้ มันตรงๆคืออาหารที่มันแพงและมีจริตจะก้านประดับประดาจนเกินวิสัยอาหารปกติ ทั่วไปนี่น่าจะไม่มีอะไรเกิน ปูยักษ์อลาสก้า อีกแล้ว


ด้วยว่ามันทั้งแพง ทั้งหายาก คนจะได้กินต้องมีเงิน และต้องมีกิเลสในการบำรุงบำเรอชีวิตตนเองเกินมาตรวัดปกติไม่น้อย เพราะนอกจากมันจะแพงแล้ว มันยังมีให้หาซื้อไม่บ่อยนัก ต้องจับจ้องเวลาให้ดิบดี บ้างถึงแก่จับจองกันข้ามปี ถ้ามีมาจากต่างประเทศให้แจ้งโดยพลัน หากฉันไม่ทันกิน ฉันมีโกรธเหวี่ยงวีนครบสูตร


เรื่องฉะนี้เกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อไปลองถามผู้ดูแลซุปเปอร์มาร์เก็ตในย่านคนดีมีเงินของเมืองกรุงหลายแห่งดู บัญชีจองปูยักษ์อลาสก้านั้นยาวเหยียด และจะตกหล่นใครมิได้

 


ปูยักษ์อลาสก้านั้น มันคือ ปูทะเลธรรมดา แต่มันตัวโต และมันมาจากทะเลแถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่ใช่ทะเลของอเมริกา หรือรัฐอลาสก้าอย่างเดียว แต่ครอบคลุมพื้นที่ขั้วโลกเหนือเกือบทั้งหมด แต่ที่เรียกว่าปูอลาสก้า เพราะอลาสก้าเป็นท่าเทียบเรือที่ใหญ่ ที่สุดสำหรับเรือประมงที่ตระเวนจับปลา ปู ในย่านนั้น คือจับมาแล้วต้องมาส่งที่ท่าอลาสก้า จากนั้นค่อยส่งออกไปทั่วโลก


ก็เหมือนเนื้อโกเบของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อที่ผลิตจากเมืองโกเบ หากแต่ส่งมาจากเมืองใกล้ๆ แล้วมาส่งออกผ่านเมืองโกเบ ซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่


ฉันเคยกินปูยักษ์อลาสก้าแล้ว กินที่อลาสก้าเลยด้วย และฉันรู้สึกว่างั้นๆ แหละ รสนิยมฉันไม่วิไลขนาดแยกแยะปูทะเลนั้นทะเลนี้ได้ ปูสำหรับฉันมันก็คือปู ปูทะเลอ่าวไทยก็อร่อยล้ำแล้วสำหรับฉัน และน่าจะสำหรับเราทุกคน

 


ที่ ว่าปูยักษ์อลาสก้าหายากจนพาให้ราคาสูงลิ่วประหนึ่งเพชรพลอยนั้นหนึ่งเพราะ ทะเลขั้วโลกเหนือจับตัวเป็นน้ำแข็งเกือบตลอดปีจะว่างเว้นไม่กี่เดือนช่วง หน้าร้อนของที่นั่นเป็นเวลาที่เรือประมงล่าปลา ปู จะออกหากินกันอย่างครึกครื้น เวลาที่จำกัดไม่กี่เดือนย่อมทำให้กิจกรรมการล่าปู ปลา ทำได้ไม่มากนัก แม้จะเร่งรีบเพียงใด เวลาก็เป็นกรอบจำกัดอยู่

 

นอกจากนั้น ทะเลขั้วโลกเหนือ ยังเป็นทะเลที่ไม่มีมนุษย์รายใดอยากไปสัมผัส เพราะหนาวเย็น มืดครึ้ม (แม้ในหน้าร้อนก็ตามที) คลื่นและลมแรงเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะใช้ชีวิตเป็นปกติ จึงเป็นเหมือนทะเลนรก ที่คนกล้าตายเท่านั้นจึงจะอยากไปสัมผัส


นั่นทำให้กิจกรรมการหาปู ปลา ในทะเลแถบขั้วโลกเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายที่สุด เรือหาปู ปลา ลำใหญ่เท่าตึก 5 ชั้น จะต้องเจอคลื่นใหญ่สูงกว่าเท่าตัวซัดใส่อยู่ตลอดเวลา คนทำงานบนเรือต้องเสี่ยงภัยกับการถูกคลื่นและลมพัดตกเรือ เพราะเมื่อตกลงไปในน้ำที่เย็นจัดก็ยากจะมีชีวิตรอด


ค่าตัวคนทำงานบนเรือประมงล่าปู ปลา ในทะเลแถบขั้วโลกเหนือจึงสูงลิ่ว คนงาน 1 คน ทำงาน 3 เดือน ถ้าอยู่รอดปลอดภัยและทนได้ จะได้ค่าจ้างราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบล้านบาท เท่ากับค่าแรงกรรมกรยามปกติเกือบ 2 ปี จึงมีคนหนุ่มจากทั่วโลกบ่ายหน้าไปเสี่ยงชีวิตทำงานบนเรือเหล่านี้ทุกปี

 


ค่าตัวกรรมกรคนละล้าน ทำให้ราคาปูยักษ์อลาสก้าแพงจนสะท้านสะเทือนใจ เพราะฉะนั้นเวลาละเลียดเนื้อปูพวกนี้ ให้รู้ว่ามันคือปูธรรมดาที่ผ่านการจับโดยได้ค่าตัวคนละล้านนะคุณ


วิธีจับปู เขาก็ไม่ได้พิสดารอะไร เขาจะเอาเหยื่อเป็นปลา และอะไรต่อมิอะไรไปวางไว้ในลอบ เสร็จแล้วหย่อนลอบลงไปในทะเล พอถึงเวลาก็มากู้ลอบ แล้วเอาปูออกมาแยกขนาด ใส่ไว้ในน้ำให้มันไม่ตายจนกว่าจะถึงฝั่ง เพราะปูเป็นขายได้ราคาดีกว่าปูตาย


ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรยาก แต่ที่ยากคือ ทุกอย่างที่ทำต้องทำบนเรือท่ามกลางคลื่นซัดตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่งให้หายใจหายคอแม้แต่นิดเดียว อากาศและน้ำหนาวเย็นจัด คนงานจึงทำงานเหมือนหุ่นยนต์ กัดฟันอดทนให้มันผ่านไป เวลาพักก็หลับเป็นตายเพื่อจะตื่นมาสู้กับงานใหม่ เป็นเช่นนี้กันไปวันๆ

 


และเห็นอยู่ไกลโพ้นและหนาวเย็นเช่นนี้ เชื่อหรือไม่กรรมกรที่ไปทำงานมากที่สุดคือ คนจีน คนจีนคนหนึ่งแววตาแกแบบตายเป็นตาย บอกว่าผมพร้อมเสี่ยง เพราะเงินที่ได้มันเท่ากับผมต้องทำงานตลอด 2 ปี แกบอกว่าบ้านแกไม่เคยหนาวเกิน 15 องศาเซลเซียส แต่แกมาทำงานกลางทะเลที่อุณหภูมิติดลบ 10 องศาเซลเซียส เอากับแกสิ


เมื่อเรือขนปูมาถึงฝั่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ด้านคุณภาพอาหารตรวจดู เจอปูล็อตไหนมีปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนก็ต้องกำจัด แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจอ เพราะทะเลอาร์กติกทั้งไกล ทั้งหนาวเย็น ทั้งคลื่นแรง ไม่มีใครที่ไหนอยากไปทำอะไรปนเปื้อนแถบนั้นแน่ ทะเลแถบนั้นมีแต่นักวิจัยแขนงต่างๆ กองเรือป้องกันชายฝั่งของอเมริกา แล้วก็บรรดาเรือประมงหาปูหาปลาเท่านั้น

 


นัก ท่องเที่ยวที่ไปอลาสก้าเขาจะมีโปรแกรมทัวร์พาไปตกปลาในทะเลหนาวเหน็บไป จับปูแต่อันนั้นคือทำโชว์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปอวดกันเฉยๆจับกันแบบไก่กา การจับปลาจับปูแท้จริงของอลาสก้านั้นโหดเหนือโหด ดังนั้น ใครที่มีรูปจับปูจับปลาเล่นแบบนักท่องเที่ยวแถวอลาสก้า อย่าเอามาอวดเชียว


ฉันเคยถามเชยๆ ว่า ทำไม เขาไม่เพาะเลี้ยงปูเอาล่ะ จะต้องไปเสี่ยงชีวิตคนออกไปกลางทะเลลึกทำไม เจอเขาย้อนถามว่า จะเลี้ยงทำไม ในเมื่อกลางทะเลมันมีอยู่มากมาย จับเท่าไหร่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด เออ! สินะ


นอกจากจ้องจะกินมันนักหนาแล้ว ฉันเห็นนักท่องเที่ยวที่ไปอลาสก้าชอบถ่ายรูปกับปูยักษ์ตัวเป็นๆ ปล่อยให้มันดิ้นดุ๊กดิ๊ก ดิ้นรนจะเป็นอิสระโดยไม่ใส่ใจในความทุกข์ใจของมัน พากันแหกแข้งแหกขาปูแล้วยิ้มร่า เอามาอวดลูกหลาน คือจะกินมันเลยก็ไม่กิน ทรมานทรกรรมเขาอยู่นั่นแหละ


ฉันสงสัยว่า คนพวกนี้ป่วยหรือเปล่า?

 

 

 

18 ตุลาคม 1867 หรือเมื่อประมาณ145ปีที่แล้ว เป็นวันที่อะแลสกาของรัสเซีย เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐโดยสมบูรณ์ โดยในวันนั้น ที่เมือง โนวา - อาร์คานเกลสค์ เมืองหลวงอะแลสกาของรัสเซีย ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิมคือ ซิทก้า ได้มีพิธีส่งมอบคาบสมุทรแห่งนี้ให้กับสหรัฐ

 

ตาม ประวัติ เชื่อว่าคนเชื้อสายเอเชีย อพยพข้ามช่องแคบแบริ่ง เข้ามาลงหลักปักฐานที่อะแลสการาวเมื่อ 1 หมื่น 2 พันปีก่อน การเข้าไปติดต่อกับคนที่นี่ของชาวยุโรป เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1741 เมื่อ วิตุส แบริ่ง เดินทางไปที่นั่นกับเรือเซ็นต์ปีเตอร์ เพื่อทำการสำรวจให้กับกองทัพเรือรัสเซีย และเมื่อคณะสำรวจกลับออกมา ขนสัตว์จากที่นั่นก็ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพดีเยี่ยม คณะนักค้าขนสัตว์เล็กๆจึงเริ่มมาที่อะแลสกา โดยหลักฐานการตั้งหลักฐานของชาวยุโรปที่นี่ว่าเกิดขึ้นในปี 1784

 

ตั้งแต่ ช่วงต้นจนถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 1800 รัสเซียและสหรัฐเริ่มเข้ามาสำรวจอะแลสกา เพื่อโครงการขยายอาณานิคม แต่รัสเซียไม่เคยผนวกอะแลสกาเป็นอาณานิคมโดยสมบูรณ์ และก็ไม่ได้หาประโยชน์จากดินแดนแห่งนี้มากนัก ผิดกับฝ่ายสหรัฐที่ได้แสดงความสนใจในดินแดนแห่งนี้

 

ข้อ ตกลงเรื่องการขายอะแลสกา ลงนามโดยนายวิลเลี่ยม เซวาร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเมื่อ 30 มีนาคม 1867 งานนี้ ฝ่ายอเมริกันต้องจ่ายเป็นค่าดินแดนขนาด 1 ล้าน 5 แสนตารางกิโลเมตรเพียง 7 ล้าน 2 แสนดอลล่าร์ หรือเทียบเท่ากับ 11 ล้านรูเบิ้ลทองคำ

 

ใน ยุคปัจจุบันนี้ นักประวัติศาสตร์หลายคนออกมาตำหนิการตัดสินพระทัยขายอะแลสกาของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ว่ามองการณ์ใกล้ และไม่มีความรักชาติเอาเสียเลย ขายไปได้ยังไง คนรัสเซียที่อยู่ที่นั่นก็ตั้งมากมาย แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนบอกว่าในยุคที่ขายนั้น คนรัสเซียในอะแลสกามีอยู่แค่ไม่กี่ร้อยคน ทรัพยากรธรรมชาติมีค่าอะไรก็ยังหาไม่พบ

 

ส่วนทางฝ่ายสหรัฐฯ หลายคนในยุคนั้น มองไม่เห็นประโยชน์ของการซื้ออะแลสกา ดินแดนที่ทั้งไกลก็ไกล ร้างผู้คนก็ร้าง สื่อมวลชนในยุคนั้นก็ล้อเลียนรัฐบาลว่าเสียเงินไปมากมายเพื่อซื้อก้อนน้ำแข็ง ถึงขั้นมีข่าวลือว่า นักการทูตรัสเซียยัดเงินใต้โต๊ะ ให้ข้าราชการสหรัฐเดินเรื่องเพื่อให้มีการซื้อขาย เพิ่งจะปลายศตวรรษที่ 19 เท่านั้น ที่เริ่มมีการค้นพบทองคำ ต่อมาก็ยังพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกมากมายมหาศาล

 

ตอน แรกเมื่อมาอยู่กับสหรัฐ อะแลสกา อยู่ในการดูแลของกระทรวงการทหาร ต่อมาก็ถูกยกระดับสถานะเรื่อยมา จนได้เป็นรัฐที่ 49 ของสหรัฐ เมื่อ 1959

 

พื้นที่ 1,717,855 ตร.กม. ประชากร 626,932 คน

 

 

 

......

Deadliest Catch เป็นชื่อเรียก ของอาชีพๆหนึ่ง

 

ที่เรียกเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆว่า อาชีพจับปูอลาสก้านั่นเอง

.
จับปู แล้วจะรวย และเสี่ยงตายได้อย่างไร ? ความจริงก็คือ

 

อาชีพจับปูอลาสก้านั้น ถือเป็นอาชีพที่ทำรายได้งดงามมากๆ

 

แต่ก็ถือเป็นอาชีพที่เสี่ยงตายที่สุดในโลกอาชีพหนึ่งเช่นกัน!!!

 

…..
ลองดูราคาปูกันก่อนดีกว่า สำหรับปูอลาสก้านั้น

 

ในประเทศไทยจะมีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 3,000 บาทโดยประมาณ

 

และจะแพงกว่านี้ ถ้าหากถูกนำไปขายในประเทศที่นิยมกินปูอลาสก้ากัน

 

ลองคิดดูว่า ปูอลาสก้าตัวนึง ที่เป็นปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

จะมีน้ำหนักประมาณสักกี่กิโลกรัมกัน??

 

……

....

หนึ่งในผู้ทำอาชีพนี้กล่าวว่า เค้าได้เงินหลังจากการจับปูอลาสก้า

 

ครั้งละประมาณ 5 แสนบาทเลยทีเดียว และ 4-5 แสนบาทเนี่ย

 

ใช้เวลาเตรียมตัว เตรียมเรือประมาณ 2 เดือน

 

แต่การออกเดินทางจับปูอลาสก้าใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น

 

และคนส่วนใหญ่ที่ทำอาชีพนี้ จะออกไปรับงานอย่างอื่นทำ

 

ในช่วงที่หมดเทศกาลจับปูอลาสก้า

 

……
ฟังดูดีนี่ แล้วอะไรกันคือความเสี่ยงตาย ?

.

ปูอลาสก้า ก็ต้องอยูที่ อลาสก้าน่ะสิ แล้วทำไมน่ะหรอ

 

ง่ายๆเลยคือ ทะเลที่อาศัยของเหล่าปูอลาสก้านั้น

 

จะประกอบไปด้วย คลื่นลมแรง และสูงอย่างต่ำ 7 - 10 เมตรตลอดเวลา

 

ทำให้เรือนั้นไม่มีทางที่จะอยู่นิ่งๆได้เลย

 

นอกจากนี้ ด้วย อุณหภูมิ ประมาณ 0 องศา นั้น

 

ก็เพียงพอที่จะทำให้น้ำทะเลที่กระฉอกเข้ามาในเรือกลายเป็นน้ำแข็งได้ทันที

.
ในขณะที่กำลังหาปลาอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิ ต่ำกว่า 0 องศาเช่นนี้

 

ภายในน้ำทะเล จะยิ่งมีความเย็น

 

ไม่ต่างจากการลงไปแช่ในน้ำแข็งสักเท่าไหร่นัก

 

.....

 

และทุกๆครั้งที่มีเทศกาลจับปูอลาสก้าเกิดขึ้น

 

จะต้องมีผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา

 

และสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตนั้น

 

ก็คือการที่ผู้จับตกลงไปในน้ำซึ่งหนาวจัด

 

และเกิดภาวะ สูญเสียความร้อนอย่างเฉียบพลัน นั่นเอง
…….

 

เรือทุกลำที่ออกไปตามบริเวณต่างๆเพื่อหาปูอลาสก้า

 

จะเรียกได้ว่า พร้อมจะช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเวลา

 

จะไม่มีเลยที่ว่า ตำแหน่งใครมีปูเยอะ เราก็จะจับคนเดียว

 

หากแต่ยังเรียกบรรดาเรือใกล้เคียงให้มาช่วยกันจับอีกด้วย

 

ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าประทับใจ

 

และที่สำคัญ หากมีลูกเรือลำใด ตกลงไปในน้ำ

 

เรืออื่นที่ใกล้เคียง จะรีบมาช่วยกัน ทันที

 

โดยคิดว่า ถ้าหากเป็นเราตกลงไปในน้ำ

 

เราคงต้องอยากที่จะได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

 

เพราะโอกาสโชคร้ายแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเลยทีเดียว

 

…..
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องกังวลอีกมาก

 

ไม่ว่าจะเป็นขนาดของปูที่จับได้นั้น

.

จะต้องตรงตามที่กฏหมายกำหนดเท่านั้น

 

มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนใบอณุญาติกันได้ทันทีเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                 ความผิดลหุโทษ

                                                          เขียนโดย ลีลา LAW

 

 

 

                                                        

 

 

 

ความผิดลหุโทษ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวดหนึ่งซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้โดยไม่มีเจตนา ก็ต้องรับโทษ ซึ่งแตกต่างจากการกระทำผิดอาญาอื่นๆที่ต้องรับโทษเมื่อกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะความผิดในหมวดนี้เน้นการป้องกันและระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลมิให้ลุกลามใหญ่โต ไม่ใช้สิทธิของตนในการก่อความรำคาญแก่ผู้อื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

 

ตัวอย่างลักษณะความผิดลหุโทษที่น่าสนใจ เช่น

1. มาตรา 367 ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

2. มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียง หรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท

 

3. มาตรา 371 ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือโดยไม่มีเหตุสมควร หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง หรือการอื่นใด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบอาวุธนั้น

 

4. มาตรา 372 ผู้ใดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถานหรือกระทำโดยประการอื่นใดให้เสียความสงบเรียบร้อยในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

 

5. มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

6. มาตรา 378 ผู้ใดเสพย์สุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเหตุให้ตนเมา ประพฤติวุ่นวาย หรือครองสติไม่ได้ขณะอยู่ในถนนสาธารณะ หรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

 

7. มาตรา 383 ผู้ใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น และเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ ถ้าผู้นั้นสามารถช่วยได้ แต่ไม่ช่วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

8. มาตรา 384 ผู้ใดแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

9. มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

10. มาตรา 397 ผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ปกติการกระทำผิดอาญาในขั้นพยายามหรือการเป็นผู้สนับสนุน ต้องรับโทษอาญาลดหลั่นกันไปตามลักษณะความผิดที่เกิดขึ้น แต่สำหรับความผิดลหุโทษแล้ว ถือเป็นความผิดอาญา แต่ไม่ต้องรับโทษ เพราะประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดมิให้ต้องรับโทษฐานพยายามทำผิดลหุโทษหรือฐานเป็นผู้สนับสนุน

รูปแบบความผิดลหุโทษดังกล่าวข้างต้นนั้น มักเกี่ยวกับการกระทบกระทั่งของบุคคลที่อาจก่อความวุ่นวายในสังคม หรือช่วยส่งเสริมให้คนมีน้ำใจช่วยเหลือกัน หรือป้องปรามมิให้ความผิดอาญาขยายหนักเกินเหตุ

 

สถานการณ์ที่หลายท่านมักพบเห็นบ่อยครั้งและอาจถูกลงโทษได้ เช่น ชาวบ้านทะเลาะตีกัน เมาแล้วอาละวาดทำร้ายคนอื่น ชายตบตีเมียหรือลูกตามข้างถนน นักเลงข่มขู่ชาวบ้านให้กลัวเพื่อรีดไถ ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน เห็นคนอยู่ในอันตรายแล้วไม่ยอมช่วย ทั้งที่ช่วยได้ เป็นต้น หากประชาชนพบความผิดที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายหรือวุ่นวายอันมีลักษณะละเมิดสิทธิของท่าน เพียงแจ้งร้องเรียนกับตำรวจในเขตท้องที่ซึ่งเกิดเหตุความผิด ผู้กระทำผิดจักได้รับการตักเตือนอย่างมีเมตตาหรือลงโทษตามกฎหมายแล้วแต่ดุลพินิจของตำรวจซึ่งล้วนทำเพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้

 

 

 

 

 

 

************************

 

 ถาม

ผมอยู่ในคอนโดกึ่งโรงแรม คือครึ่งหนึ่งของตึกเป็นโรงแรมอีกครึ่งเป็นคอนโด ผมอยู่ในส่วนคอนโด แต่ข้างห้องผมนั้นเจ้าของห้องปล่อยห้องเช่าให้กับนักท่องเที่ยว แขกส่วนใหญ่เป็นฝรั่งและตะวันออกกลางซึ่งสูบบุหรี่จัดมาก มักจะออกมายืนสูบที่ระเบียงห้องเพื่อชมวิว ผมเลยได้ควันบุหรี่เต็มๆ เคยคอมเพลนกับเจ้าของห้องไปครั้งสองครั้งแต่ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม ผมเดาเอาว่าเขาคงไม่ได้สนใจ


เคยดูกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่ ซึ่งว่าตามคอนโดหรือโรงแรมนั้นสูบได้เฉพาะในห้องส่วนตัว ผมก็ไม่รู้ว่าระเบียงนี่ถือเป็นห้องส่วนตัวหรือเปล่าแต่มันก็รบกวนผู้อื่นได้แบบเดียวกับมายืนสูบตามทางเดิน คำถามคือถ้าผมจะห้ามห้องข้างๆไม่ให้สูบบุหรี่บนระเบียงนี่ ผมทำได้มีสิทธิ์ตามกฎหมายหรือเปล่า และการที่เจ้าของห้องไม่ได้เป็นคนสูบแต่แขกเขาสูบนี่ ตัวเจ้าของห้องมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรตามกฎหมายหรือเปล่า ขอบคุณครับ

 

ตอบ

สถานที่สาธารณะ” หมายความว่า สถานที่หรือยานพาหนะใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้..ดังนั้น....ระเบียงน่าจะเป็นสถานที่สาธารณะ ตาม พรบ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 มาตรา 3 จึงห้ามสูบบุหรี่ ถ้าฝ่าฝืน ต้องปรับไม่เกินสองพันบาท ตาม มาตรา 12....ผู้ดำเนินการ คือเจ้าของห้อง ไม่ จัดให้มีเครื่องหมายในเขตสูบบุหรี่หรือเขตปลอดบุหรี่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด จะมีโทษปรับสองพันบาท เช่นกัน ตาม มาตรา 11 ครับ

 

ขอถามเพิ่มเติมนะครับ

อย่างกรณีเพื่อนบ้านรบกวนไม่ว่าด้วยอะไรก็แล้วแต่เช่น เปิดเพลงเสียงดัง ทะเลาะกันตึงตัง รวมไปถึงควันบุหรี่นี่ เราสามารถโทรแจ้งตำรวจได้หรือเปล่าครับ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจหรือเปล่าครับ

 

 ตอบ

ก็แจ้งได้ แต่มีโทษน้อย คือปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท บางทีตำรวจอาจไม่สนใจก็ได้ครับ
มาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

 

 

 

 

 

 

 
 

 

 

                เอาแล้วไง ทั่นนายกฯของผมเจอรับน้องซะแล้ว

 
โรงเรียนยังไม่ทันเปิด แต่กิจกรรมรับน้องใหม่ดันเริ่มต้นขึ้นแล้วละครัชชชชชช


'มาร์ค' แนะเร่งปฏิรูปฯ หาก 'บิ๊กตู่' นั่งนายกฯ

วันที่ 19 ส.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนยังเป็นห่วงเรื่องการปฏิรูปพลังงาน เพราะเกรงว่าผู้ที่เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาเป็นคนที่อยู่กับระบบพลังงานอยู่แล้ว จะไม่สนับสนุนผู้ที่มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน จึงต้องตีโจทย์ให้ชัด เช่น ปัญหาเรื่องท่อก๊าซที่ตีโจทย์ยังไม่ถูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้องแยกมาเป็นบริษัท แต่ความจริงคือมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งไม่เป็นธรรม รูปแบบที่เหมาะสมไม่ใช่เฉพาะคู่แข่งของผู้ประกอบการด้านพลังงาน แต่ต้องเป็นธรรมกับทั้งประเทศและประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรนี้

"ตอนนี้จะพยายามแยกบริษัทออกมาแล้วบอกว่า สร้างความเป็นธรรมระหว่างบริษัทคู่แข่งขันท่อก๊าซเท่านั้น ทั้งที่โดยหลักแล้วผู้ที่จะมาบริหารจุดนี้จะต้องเป็นอิสระ ไม่ควรมีส่วนได้ส่วนเสียกับการประกอบธุรกิจพลังงานในส่วนอื่น และท่อก๊าซไม่ควรเป็นของผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ซึ่งรัฐต้องมาคิดว่าจะใช้กลไกใดในการแก้ไขปัญหานี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

http://www.thairath.co.th/content/444310

ปล.หลังจากพูดเสร็จ วันรุ่งขึ้นขบวนการได้เริ่มเดินขบวนขานรับทันที แต่โดนทหารสกัดไว้ทันที



ด่วน! ทหารห้ามกลุ่มปฏิรูปพลังงานเดินเท้าเข้ากทม. พร้อมเชิญแกนนำเข้าค่าย!

รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 20 สิงหาคมนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจาก มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอรัตภูมิและตำรวจภูธรรัตภูมิ ได้ร่วมกันเชิญตัวแกนนำ เครือข่ายขาหุ้น ปฏิรูปพลังงาน ที่อยู่ในช่วงการทำกิจกรรมเดินเท้าเข้าสู่ กทม.ภายใต้แนวคิด”เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ”อยู่ในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ โดยเชิญตัวผู้ร่วมกิจกรรมรวม 14 คน ที่นำโดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา นายประสิทธิชัย หนูนวล ซึ่งเป็นแกนนำหลักในการเดินเท้าครั้งนี้ โดยได้ขึ้นรถบัสของ มทบ.42 ที่มีรถฮัมวี่นำ มุ่งหน้าไปยัง มทบ.42 อ.หาดใหญ่ พร้อมจัดเก็บธงสัญลักษณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆไปทั้งหมด



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1408527423

นี่ขนาดยังไม่เริ่มต้นทำงานของท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ที่รักยิ่งของพวกเราท่านอภิสิทธิ์ ยังรับน้องจัดม๊อบมาเตรียมต้อนรับขนาดนี้ ซึ่งการทำอย่างนี้คงเป็นการส่งสัญญาณแจ้งเตือนก่อนว่าหากทางท่านไม่ทำตามสิ่งอันต้องประสงค์ของกระผม อนาคตการทำงานของท่านอาจจะไม่ราบเรียบ ราบรื่น เพราะท่านจะต้องเจอกับสารพัดม๊อบที่กระผมจะปลุกขึ้นมาจากทางภาคใต้ถิ่นของพลพรรคของกระผมนะขอรับ หึ หึ หลังจากนี้ต่อไป คงต้องจับตามองให้ดี คงมีอะไรสนุกๆอีกเยอะให้ดูละครับท่าน

 

 

 

 

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด
เอเจนซีส์ – รัฐมิสซูรีส่งกองกำลังรักษาดินแดนไปควบคุมสถานการณ์ในเมืองเฟอร์กูสัน หลังจากผู้ประท้วงยังคงปะทะกับตำรวจก่อนมาตรการเคอร์ฟิวมีผลเป็นวันที่สอง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งชันสูตรศพ ไมเคิล บราวน์ หนุ่มวัยรุ่นผิวสีที่ถูกตำรวจยิงดับโดยเร็วที่สุด ด้านนิวยอร์กไทม์สรายงานผลการชันสูตรเบื้องต้นว่า บราวน์ ซึ่งถูกตำรวจผิวขาวยิงเสียชีวิตเมื่อต้นเดือนจนเป็นที่มาของการจลาจลในเฟอร์กูสัน ถูกยิงทั้งหมด 6 นัด โดย 2 นัดพุ่งเข้าศีรษะ

 

 

เจย์ นิกสัน ผู้ว่าการรัฐมิสซูรี ลงนามคำสั่งในการส่งกองกำลังรักษาดินแดนไปยังเมืองเฟอร์กูสันเมื่อวันจันทร์ (18) เพื่อฟื้นความสงบเรียบร้อยและปกป้องพลเมือง โดยการตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากตำรวจปะทะกับกลุ่มชนที่โกรธแค้นก่อนมาตรการเคอร์ฟิวมีผลในคืนที่สองเพียงไม่นาน

รายงานระบุว่า การชุมนุมอย่างสงบตลอดช่วงกลางวันวันอาทิตย์ (17) เปลี่ยนเป็นความรุนแรงทันทีเมื่อเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ โดยหลังจากเจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ชุมนุมสลายตัว ผู้ชุมนุมจำนวนมากล่าถอยกลับบ้าน แต่ยังมีอีกราว 100 คนที่ปักหลักห่างจากตำรวจ 2 ช่วงตึก กระทั่งตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปหนึ่งชุด

กระนั้นก็ดี ผู้ประท้วงยังนำคอนกรีตบล็อกมาขวางบนถนนใกล้ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่ถูกเผาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อไม่ให้รถตำรวจเข้าไปได้ และมีการเผาถังขยะในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งมีเสียงปืนดังประปรายห่างออกไปหลายช่วงตึก และมีการการปล้นร้านค้าเกิดขึ้นด้วย

ตำรวจสามารถเคลียร์พื้นที่บนถนนเวสต์ฟลอริสแซนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางสัญจรหลักของชุมชนภายในเวลาสองชั่วโมง และถนนสายต่างๆ กลับสู่ความเงียบสงบเมื่อมาตรการเคอร์ฟิวเริ่มต้นขึ้นในเวลาเที่ยงคืน และมีผลจนถึง 5.00 น. วันจันทร์ (18)

รอน จอห์นสัน ผู้บัญชาการตำรวจทางหลวงมิสซูรีที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสถานการณ์ในเฟอร์กูสัน แถลงเมื่อวันจันทร์ (18) ว่า ผู้ประท้วงขว้างระเบิดขวดใส่กองกำลังความมั่นคงจนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบโต้

“สำหรับผู้ที่อ้างว่าเคอร์ฟิวนำไปสู่ความรุนแรง ผมขอย้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเริ่มเคอร์ฟิว 3 ชั่วโมงครึ่ง” จอห์นสัน กล่าว พร้อมสำทับว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 คนจากกระสุนปืน

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

 ทั้งนี้ เหตุการณ์สังหาร บราวน์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อกระแสความตึงเครียดด้านเชื้อชาติรุนแรงระหว่างชุมชนคนผิวสีกับสำนักงานตำรวจเฟอร์กูสันที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันผิวขาว นำไปสู่การปะทะหลายครั้งจนกระทั่งผู้ว่าการรัฐมิสซูรีต้องขอให้ตำรวจทางหลวงของรัฐเข้ารับผิดชอบสถานการณ์แทนตำรวจท้องที่

ตำรวจเฟอร์กูสันยังใช้เวลาถึง 6 วันจึงจะเปิดเผยว่า ผู้ที่ยิง บราวน์ คือ ดาร์เรน วิลสัน ซึ่งเป็นนายตำรวจที่รับราชการมานาน 6 ปีโดยไม่เคยมีประวัติถูกร้องเรียน พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดเผยเอกสารหลักฐานที่กล่าวหาว่า บราวน์ ขโมยของในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งก่อนที่จะถูกยิงเสียชีวิต

โธมัส แจ็กสัน ผู้บัญชาการตำรวจเฟอร์กูสัน ให้สัมภาษณ์รายการ “ดีส วีก” ของสำนักข่าวเอบีซีเมื่อวันอาทิตย์ (17) ว่า ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านที่ บราวน์ ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปขโมยบุหรี่ซองละ 49 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ คนส่วนใหญ่โกรธแค้นเพราะรู้สึกว่าเป็นความพยายามใส่ความเด็กหนุ่มที่ถูกยิงเสียชีวิต

นอกจากนี้ ตำรวจยังพาดพิงถึงการเผชิญหน้าระหว่าง บราวน์ กับ วิลสัน น้อยมาก โดยระบุเพียงว่า มีการต่อสู้กันซึ่ง วิลสัน ได้รับบาดเจ็บและ บราวน์ ถูกยิง ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า บราวน์ ชูมือเหนือศีรษะขณะที่ วิลสัน ระดมยิงเข้าใส่เขาหลายนัด

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของ ดร. ไมเคิล เบเดน อดีตหัวหน้าคณะแพทย์ผู้ตรวจสอบของนิวยอร์กซิตีว่า บราวน์ ถูกยิงอย่างน้อย 6 นัด โดย 2 นัดเจาะเข้าที่ศีรษะ และอีก 4 นัดที่แขนขวา โดยกระสุนทั้งหมดยิงเข้าทางด้านหน้า

การเรียกร้องของครอบครัว บราวน์ ทำให้ อีริก โฮลเดอร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางชันสูตรศพ บราวน์ เป็นครั้งที่ 3 “โดยเร็วที่สุด” และนำผลการชันสูตรไปพิจารณาประกอบการตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิพลเมืองของกระทรวงยุติธรรม

เดวิด เวนสไตน์ อดีตอัยการรัฐที่รับผิดชอบด้านสิทธิพลเมืองของสำนักงานอัยการไมอามี เปิดเผยว่า การชันสูตรของรัฐบาลจะมุ่งเน้นจุดที่กระสุนเจาะเข้าสู่ร่างกาย ตลอดจนบาดแผล และรอยฟกช้ำจากการป้องกันตัว ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน และเสริมว่าคำสั่งชันสูตรศพของกระทรวงยุติธรรมไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังเป็นเพราะรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนที่กังวลว่า จะไม่มีการดำเนินการใดๆ กับคดีนี้

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด


 
สหรัฐฯ ส่งหน่วยรักษาดินแดนคุมเฟอร์กูสัน ผลชันสูตรศพชี้ “วัยรุ่นผิวสี” ถูก ตร.ยิง 6 นัด

 

 

 

นางแอนนา เม บูลล็อก ที่ผู้อ่านท่านที่เคารพรู้จักกันในวงการเพลงในชื่อ ทินา เทอร์เนอร์ คนนี้เป็นนักร้องแนวโซลอาร์แอนด์บีที่ชื่อดังมากนะครับ ตอนนี้แกประกาศสละสัญชาติอเมริกันและยื่นเรื่องขอเป็นพลเมืองสวิสกับรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ผมเชื่อว่าผู้อ่านท่านที่เคารพจำนวนไม่น้อยเป็นสมาชิกของเครือข่ายสังคมออนไลน์หมายเลข 1 ของโลกอย่างเฟซบุ๊ก ท่านที่ตามประวัติความเป็นมาของเฟซบุ๊กก็คงจะทราบนะครับว่า ผู้ร่วมก่อตั้งคนหนึ่งของเฟซบุ๊กคือ เอดูอาร์โด ซาเวริน ซึ่งนายคนนี้ก็ประกาศสละสัญชาติอเมริกันและหันไปยื่นเรื่องขอถือสัญชาติสิงคโปร์สำเร็จแล้วเช่นกัน

 

ตอนนี้มีคนอเมริกันขอสละสัญชาติอเมริกันกันเยอะมาก แค่ 6 เดือนแรกของ พ.ศ.2557 มี 1,577 คน ปีที่แล้ว พ.ศ. 2556 มี 2,999 คน และตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะมีคนยื่นเรื่องขอสละสัญชาติอเมริกันกันเยอะมากขึ้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศ ซึ่งตอนนี้สูงถึง 39.6%

 

สหรัฐฯเป็นประเทศเดียวในโลกที่เรียกเก็บภาษีกับพลเมืองที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักอยู่ในสหรัฐฯ ในอัตราและเงื่อนไข ‘เดียวกัน’ กับพลเมืองอเมริกันที่อาศัยอยู่ในประเทศ

 

สภาพความเป็นอยู่ในสหรัฐฯ กำลังถูกวิจารณ์อย่างมากครับ นอกจากจะเรื่องภาษีมหาโหดแล้ว ก็ยังมีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนผิวที่ต่างกัน ชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ ทำอะไรผิดนิดหน่อยก็มักจะถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลังจับกุม บางทีก็มีการยิง หรือรุมยิงกันจนเสียชีวิต

 

ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ การรุมจับและรุมฆ่าชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ ก็เป็นแต่เพียงข่าวที่เป็นตัวอักษร หรืออย่างมากก็เป็นภาพข่าวซึ่งเป็นภาพนิ่ง แต่สมัยนี้การถ่ายภาพเคลื่อนไหวทำได้ง่าย และการนำมาลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็ทำให้ภาพเคลื่อนไหวพวกนี้แพร่ขยายกระจายไปได้ไวขึ้น เรื่องที่แพร่ภาพและแพร่เรื่องราวอยู่ในอินเตอร์เน็ตนี่แหละครับ ทำให้คนแขยงแขงขนและกลัวการถือสัญชาติอเมริกัน ทำให้สหรัฐอเมริกามิได้เป็นดินแดนในฝันของประชาชนคนทั้งโลกอีกต่อไป

 

2 ปีที่แล้ว สตรีอเมริกันเชื้อสายจีนอายุ 44 ปีคนหนึ่ง เดินเข้าไปในร้านแอปเปิลสโตร์ที่เมืองนิวทาวน์ รัฐแมสซาชูเสตต์ เธอขอซื้อไอโฟน 4 เครื่อง สุภาพสตรีชาวจีนคนนี้พูดจาภาษาอังกฤษไม่เก่งและก็ไม่รู้มาก่อนว่าแอปเปิลสหรัฐฯ มีนโยบายจำหน่ายโทรศัพท์มือถือไอโฟนให้แก่ลูกค้าคนละ 2 เครื่องเท่านั้น เธอคิดแต่เพียงว่าเธอมีเงินก็อยากจะซื้อไปฝากญาติที่เมืองจีน เมื่อพนักงานของแอปเปิลปฏิเสธการขาย เธอก็ไม่ออกไปจากร้าน

 

พนักงานแอปเปิลโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ ตำรวจ 2 คนมาถึงก็ใช้ที่ช็อตไฟฟ้าช็อตจนเธอล้มลงไปนอนกับพื้นและร้องอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ผู้หญิงจีนตัวเล็กนิดเดียว ตำรวจสหรัฐฯ ตัวใหญ่โตยังนั่งคร่อมเธอและใช้ที่ช็อตไฟฟ้าช็อตไปที่ตัวเธออย่างไม่หยุด

 

9 สิงหาคม พ.ศ.2557 นายบราวน์ ชาวผิวสี อายุ 18 ปี เข้าไปขโมยซิการ์ 1 กล่อง ราคา 50 ดอลลาร์ ในร้านสะดวกซื้อ เมื่อตำรวจผิวขาวมาถึง ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงดอกครับ ยิงวัยรุ่นผิวสีคนนี้ตายกลายเป็นผีทั้งที่ไม่มีอาวุธและชูมือเปล่าขึ้นไปในอากาศ ซึ่งเป็นลักษณะอาการที่บอกว่า ผมยอมแล้ว ผมยอมให้จับแล้ว ในประเทศอื่น ตำรวจจะไม่ฆ่าผู้ร้ายที่ยกมือขึ้นไปในอากาศในลักษณะยอมจำนน แต่ตำรวจอเมริกันผิวขาวคนนี้ไม่ยอมครับ กระหน่ำยิงซะจนตาย ตอนนี้ก็เลยมีการประท้วงกันใหญ่ แอฟริกันอเมริกัน ละตินอเมริกัน เอเชียนอเมริกัน ต่างก็มาร่วมเดินประท้วงกันมากและนานจนผู้ว่าการรัฐมิสซูรีต้องประกาศเคอร์ฟิว

 

อเมริกาไม่ใช่ดินแดนในฝันของมนุษย์อีกต่อไป.

 

คุณนิติ นวรัตน์

 

 

                       
 

 

คุณค่าทั้งหลายในโลกที่ยึดถือกันในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง สิ่งที่ดูเหมือนดูจะเป็นของปกติธรรมดา ทุกอย่างต้องมีก้าวแรก และก้าวแรกนี่เอง ที่จะต้องถูก "รับน้อง" จากค่านิยมความเชื่อเก่าๆ แรงต้านทานความเปลี่ยนแปลงนั้นรุนแรงเสมอ ดังตัวอย่างสำคัญที่สุดตัวอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกนี้

"เจมส์ เมเรดิธ นักศึกษาผิวดำคนแรก"





หลังเรียนจบมัธยม เจมส์ เมเรดิธ สมัครเป็นทหารอยู่นาน 9 ปีก่อนจะยื่นใบสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ความพยายาม 2 ครั้งแรกของเขาประสบความล้มเหลว แต่แล้วในวันที่ 31 พฤษภาคม 1961 ศาลสูงสุดของอเมริกาก็ตัดสินให้เขาสามารถเข้าเรียนได้ แม้กระนั้นเมื่อเมเรดิธเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยวันแรก ประตูหน้าของมหาวิทยาลัยกลับถูกรอส บาร์เน็ตผู้ว่าการรัฐมิสซิสซิปปียืนขวางทางอยู่ โดยอ้างว่าเขาได้ละเมิดกฎหมายห้ามคนดำไป
เลือกตั้งซึ่งทำให้เขาหมดสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยประจำรัฐ นายโรเบิร์ต เอฟ เคเนดี้ อัยการสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกาต้องต่อสายโทรศัพท์เจรจากับนายบาร์เน็ตหลายครั้งจนในที่สุดก็ยอมให้เมเรดิธเข้าไปลงทะเบียนเรียนอย่างเสียไม่ได้

ในการไปเรียนวันแรกของเมเรดิธ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารคุ้มกันถึง 500 นาย คุ้มครองเขาจากนักศึกษาผิวขาวที่เหยียดสีผิวซึ่งก่อม๊อบมาขัดขวางและปะทะกับเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บมากมาย และมีผู้เสียชีวิตถึง 2 คน การเรียนของเมเรดิธเป็นไปโดยยากลำบาก เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยทั้งกลั่นแกล้งและแสดงความรังเกียจต่อเขาต่างๆ นานา ไม่ว่าจะกลั่นแกล้งในห้องเรียน แสดงความรังเกียจด้วยการไม่นั่งด้วยในโรงอาหาร เพียงเพราะเขามีสีผิวที่ต่างไปจากตัวเอง หลังจากนั่งกินข้าวอย่างโดดเดี่ยวอยู่หลายปี เขาก็สามารถเรียนจบสาขารัฐศาสตร์ได้ในปี 1963 และกลายเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนคนสำคัญ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       ลีน่า จัง เธอบ้าไปเเล้ว...

 

 

                          

 

 

 

 

 

             เรื่องใหญ่ คสช.สั่งเดินหน้าเก็บภาษีมรดก ที่ดิน

 
ประยุทธ์สั่งคลัง นำพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บรรจุในแผนปฏิรูปเสนอสนช.
3เป้าหมายคือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็ธรรมและขยายฐานภาษีสร้างรายได้ให้รัฐบาล
คาดว่าจะมีรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า หนึ่งแสนล้านบาท
ครังยังเสนอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม7%เป็น10ในปีงบประมาณ2559 อีกด้วย

 

 


เครดิตโพสต์ทูเดย์

ในอดีตรัฐบาลจากการเลือกตั้งพยามทำเรื่องนี้มาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ.......................

จำกัดการถือครอง ก็น่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้บ้าง

เวนคืนมาเป็นของรัฐ แล้วขายให้ผู้ไม่มีที่ทำกินราคาถูก โดยมีเงื่อนไข ห้ามขายต่อ...ปี

แต่ถ้าจำกัดการถือครองแล้ว คนที่จะซื้อก็คงซื้อไม่ได้ถ้าถือครองเต็มแล้ว

เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง รปห ครั้งนี้ ต้องทำในสิ่งที่รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถ
ทำได้สักที ได้แก่


1) รถไฟ รางคู่ ชวนหลีกภัย บอกจะสร้างตั้งแต่สมัย ชวน 1 มาชวน 2 มา มาร์ค 1 แหม่ง ! นอกจาก
มีแค่รางเดียว แล้ว ยังตกรางอีก
2) ภาษี ที่ดิน
3) ภาษี มรดก
4) ภาษี กำไรจากการขายหุ้น
5) กฏหมายคอรัปชั่น ต้องไม่หมดอายุความ ถึงตายไปแล้ว ทายาท ก็ต้องรับผิดชอบ
ถ้า ท่าน ประธาน คสช ทำได้ 3 ใน5 ข้อ ก็ถือว่า ที่ท่าน รปห ไม่เสียของ ประเทศชาติ
ไม่เสียเวลาเปล่าๆแล้วครับ

 

 

 

 

 

 

มันต้องหยั่งงี้ซิ ปปช. อัยการสั่งไม่ฟ้อง มันต้องฟ้องเอง เอาผิดมันให้ได้ จัยมาก !!!

 

 
ไม่ต้องไปสนมัน ถ้าใครถามว่าปิดล้อมรัฐสภา คดีถึงไหน ?
ไม่ต้องสนมัน ใครจะบอกว่าปิดสนามบิน ผู้ก่อการร้ายสากลไปถึงไหน ?
ไม่ต้องไปสนมัน ใครจะถามว่าปิดทำเนียบ ถุงยางเกลื่อน เมื่อไหร่จะเสร็จ ?

เราต้องเดินหน้าเอาผิด
รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ให้ได้
เพราะบังอาจเอาแก๊สน้ำตายิงคนเสียชีวิตได้

เรื่องอื่นไม่สน ทิ้งให้หมด
เราจะแก้แค้นแทนสนธิ..
หน็อย..บังอาจเอาพ่อลิ้มเข้าคุกก่อนไอ้แม้วซะได้

เดินมาถูกทางแล้ว ปปช.
นายแน่มากกกก ลุยโลดดดดดดดดด !!!
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ตำนานวังหน้า - กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

 

 

 

  พญาเสือ

"อันกรุงรัตนอังวะครั้งนี้ฤา.............จักพ้นเนื้อมืออย่าสงสัย
พม่าจะมาเป็นข้าไท......................จะได้ใช้สร้างกรุงอยุธยา
แม้นสมดังจิตไม่ผิดหมาย..............จะเสี่ยงทายตามบุพเพวาสนา
จะได้ชูกู้ยกนัครา..........................สมดังปรารถนาทุกสิ่งอัน


ถ้าเสร็จการอังวะลงตราบใด............จะพาใจเป็นสุขเกษมสันต์
อ้ายชาติพม่ามันอาธรรม์.................เที่ยวล้างขอบขัณฑ์ทุกพารา
แต่ก่อนก็มิให้มีความสุข..................รบรุกฆ่าฟันเสียหนักหนา
แต่บ้านร้างเมืองเซทั้งวัดวา..............ยับเยินเป็นป่าทุกตำบล...."

 

 

 
 

 

 

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

 
 
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
Maha Sura Singhanat.jpg
'"สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท"'

พระนาม สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ วันพฤหัสบดีขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน
(
1 พฤศจิกายนพ.ศ. 2287) [1]
สวรรคต 3 พฤศจิกายนพ.ศ. 2346
(59 พรรษา)
พระราชบิดา สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี)
พระราชมารดา พระอัครชายา (หยก)
พระชายา เจ้าครอกศรีอโนชา

 

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิม บุญมา เป็นพระราชภาตาร่วมพระราชชนกชนนี กับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 5 ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกทองดี และพระชนนีหยก ประสูติในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน พ.ศ. 2286 มีนิวาสถานอยู่หลังป้อมเพชร ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อทรงเจริญวัยได้รับราชการเป็นมหาดเล็กตำแหน่งนายสุดจินดา มหาดเล็กหุ้มแพร ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ มีพระเชษฐา พระเชษฐภคิณี พระอนุชาร่วมพระชนก ประกอบด้วย

 

 

 การทำศึกสงคราม

 

พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร

 

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทรงร่วมศึกสงครามขับไล่อริราชศัตรูปกป้องพระราชอาณาจักรตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ได้เสด็จไปในการพระราชสงครามทั้งทางบก และทางเรือ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึง 16 ครั้ง และในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อีก 8 ครั้ง ได้แก่

 

  • พ.ศ. 2310 ตีค่ายโพธิ์สามต้นของข้าศึก
  • พ.ศ. 2311 ตีค่ายพม่าที่บางกุ้ง และที่สมุทรสงคราม ขณะนั้นทรงมีบรรดาศักดิ์เป็น พระมหามนตรี และเสด็จไปรับพระเชษฐาธิราช จาก อำเภออัมพวา เข้ามารับราชการกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และทรงรับสถาปนาเป็น พระราชวรินทร์
  • พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกกองทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพิษณุโลก และยกไปปราบชุมนุมเจ้าพิมายที่นครราชสีมา พระมหามนตรี และพระราชวรินทร์ได้ร่วมการสงครามที่ด่านขุนทด มีชัยชนะในเวลา 3 วัน ความชอบในการสงครามครั้งนี้ พระราชวรินทร์ได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอภัยรณฤทธิ์ และพระมหามนตรี เป็นพระยาอนุชิตราชา จางวางตำรวจ
  • พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ และพระยาอนุชิตราชา ยกทัพไปปราบกรุงกัมพูชา ตีได้เมืองเสียมราฐ
  • พ.ศ. 2313 พระยาอนุชิตราชาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็น พระยายมราช ได้ยกทัพไปร่วมกับทัพหลวงปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง ตีได้เมืองสวางคบุรี และได้หัวเมืองเหนือไว้ในพระราชอำนาจทั้งหมด เมื่อเสร็จราชการศึกครั้งนี้ ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก เป็นผู้ปกป้องพระราชอาณาจักรฝ่ายเหนือ และได้ยกทัพไปตีทัพโปมยุง่วนที่มาล้อมเมืองสวรรคโลก
  • พ.ศ. 2315 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ได้ยกทัพไปปราบพม่าที่ยกมาตีเมืองลับแล หรืออุตรดิตถ์ และเมืองพิชัยจนแตกพ่ายไป
  • พ.ศ. 2316 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช และพระยาพิชัย ได้ยกทัพไปรบถึงประจัญบาน กับทัพโปสุพลาที่เมืองพิชัย จนข้าศึกแตกพ่าย ครั้งนี้เองที่พระยาพิชัยได้รับสมญานามว่า "พระยาพิชัยดาบหัก"
  • พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งขณะนั้นเป็น เจ้าพระยาจักรี กับเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ยกทัพหัวเมืองเหนือไปตีเมืองเชียงใหม่ มีชัยชนะ และเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราชได้คุมทัพเหนือไปล้อมทัพพม่า

ที่เขาชะงุ้ม ตีค่ายพม่าที่เขาชะงุ้ม และปากแพรกแตกจนพม่ายอมแพ้

  • พ.ศ. 2318 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช และเจ้าพระยาจักรี ได้รับพระราชบัญชาให้ยกทัพจากพิษณุโลกไปขับไล่โปสุพลา ที่ยกมาตีเมืองเชียงใหม่ และต่อมาอะแซหวุ่นกี้ ยกมาล้อมเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาทั้งสองจึงนำไพล่พลออกจากพิษณุโลกไปตั้งมั่นที่เมืองเพชรบูรณ์ ต่อมาพม่าถอนกำลัง จึงได้คุมกำลังเมืองนครราชสีมาติดตามตีทัพที่กำลังถอยแตกกลับไป
  • พ.ศ. 2320 ได้ยกทัพจากกรุงธนบุรีไปสมทบทัพเจ้าพระยาจักรีที่นครราชสีมา ตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองอัตบือสุรินทร์สังขะขุขันธ์ ไว้ได้ จากความชอบในการพระราชสงครามครั้งนี้ เจ้าพระยาจักรี ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก"
  • พ.ศ. 2321 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับเจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช เกณฑ์ทัพเรือจากกัมพูชา ไปล้อมเมืองเวียงจันทน์ 4 เดือนจึงตีได้ และตีหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นลาวจนจดตังเกี๋ยของญวนไว้ได้ด้วย และในครั้งนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญพระพุทธมหามุนีรัตนปฏิมากร กลับคืนเวียงจันทน์มาประดิษฐานที่กรุงธนบุรีด้วย
  • พ.ศ. 2324 เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช เป็นแม่ทัพหน้าร่วมกับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปตีกัมพูชา แต่ต้องเสด็จกลับกรุงธนบุรี เนื่องจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระประชวร บ้านเมืองเกิดจลาจล สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เสด็จปราบดาภิเษก

 

 

เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์ และสถาปนากรุงเทพมหานคร เป็นราชธานี เจ้าพระยาสุรสีหพิษณวาธิราช ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล บันทึกบางฉบับจะเอ่ยพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลบ้าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์บ้าง (หมายความรวมถึงรัชกาลที่ 1 และสมเด็จวังหน้า) ไม่เป็นที่แน่นอน ซึ่งพระนามนี้ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดระเบียบเกี่ยวกับพระเกียรติเจ้านายใหม่ โดยให้ขานพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

 

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทรงร่วมการพระราชสงคราม ระหว่าง พ.ศ. 2325 ถึง พ.ศ. 2345 รวม 8 ครั้ง คือ

  • พ.ศ. 2328 สงครามเก้าทัพ รบกับทัพพระเจ้าปดุง ที่ยกทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ แม้มีไพร่พลน้อยกว่าข้าศึก แต่ทรงทำกลอุบายลวงข้าศึก จนสามารถมีชัยชนะ ในปีนั้น ยังได้เสด็จนำทัพเรือไปตีพม่าที่ไชยา และเสด็จไปปราบปัตตานีที่เอาใจออกห่าง และตีเมืองกลันตัน ตรังกานู เป็นเมืองขึ้นของไทยด้วย
  • พ.ศ. 2329 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จนำทัพไปรบกับพระเจ้าปดุง ที่เข้ามายึดตำบลท่าดินแดง และสามสบ ได้ตีทัพพม่าแตก
  • พ.ศ. 2330 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองลำปางคืน และตีทัพพม่าที่ป่าซางแตก เสร็จการสงครามนี้ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่ มาประดิษฐาน ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ที่กรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2336 เสด็จไปตีเมืองทวายสำเร็จ
  • พ.ศ. 2340 เสด็จยกทัพไปป้องกันเมืองเชียงใหม่ ตีพม่าที่ลำพูน และเชียงใหม่แตก
  • พ.ศ. 2345 ได้เสด็จไปขับไล่กองทัพข้าศึกออกจากเชียงใหม่ แต่เมื่อเสด็จไปถึงเมืองเถิน ทรงพระประชวรโรคนิ่ว ต้องประทับรักษาพระองค์โดยมีสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ทรงพยาบาลพระอาการอยู่ต่อมาเมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระอาการประชวรกำเริบ ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2346 พระชนมายุ 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระโกศ (พระลอง) ย่อมุมไม้สิบสองหุ้มทองคำประดิษฐานพระบรมศพไว้ที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากการถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวงเสร็จสิ้น พระบรมอัฐิถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งวายุสถานอมเรศในหมู่พระวิมาน ปัจจุบันอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หอพระนาคในพระบรมมหาราชวัง อนึ่ง คำว่าสวรรคตนั้นนอกจากจะใช้กับพระมหากษัตริย์และพระราชินี พระราชินีนาถ พระราชชนนีแล้วยังสามารถใช้ได้กับสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระฯ สยามบรมราชกุมารีได้อีกด้วย ทว่าในส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญในรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระราชวังบวรสถานพิมุขนั้นกำหนดให้ใช้คำว่า ทิวงคต

 

มีคำกล่าวกันมาแต่ก่อนว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างพระราชมณเฑียรและสถานที่ต่างๆในพระราชวังบวรฯ ทรงทำโดยปราณีตบรรจงทุกๆอย่าง ด้วยตั้งพระราชหฤทัยว่า เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชสิ้นพระชนมายุขัยสวรรคต ถึงเวลาพระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติ จะเสด็จประทับอยู่พระราชวังบวรฯตามแบบอย่างสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ไม่เสด็จลงมาอยู่วังหลวง เป็นคำเล่ากันมาดังนี้ แต่พระราชประวัติมิได้เป็นไปตามธรรมดาอายุขัย กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จดำรงพระยศมาได้ ๒๑ พรรษา ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ มีพระอาการประชวรเป็นนิ่วในเวลาเมื่อเสด็จเป็นจอมพลไปรบพม่าที่มาตีเมืองเชียงใหม่ เสด็จขึ้นไปถึงกลางทางประชวรลงในเดือน ๓ ต้องประทับอยู่ที่เมืองเถิน ให้กรมพระราชวังหลังเสด็จขึ้นไปบัญชาการรบแทนพระองค์


เมื่อมีชัยชนะข้าศึกสงครามเสด็จกลับลงมาถึงกรุงเทพฯ พระอาการค่อยทุเลาขึ้นคราวหนึ่ง ครั้นถึงเดือน ๘ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๔๖ พระโรคกลับกำเริบอีก คราวนี้พระอาการมีแต่ทรงอยู่กับทรุดลงโดยลำดับมา จนถึงเดือน ๑๒ ประชวรหนัก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปช่วยรักษาพยาบาล(๑) มาจนถึงวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ แรม ๔ ค่ำ เพลาเที่ยงคืน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคตในพระที่นั่งบุรพาภิมุข คำนวนพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ครั้นรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จไปพระราชทานน้ำสรงพระศพพร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ ทรงเครื่องพระศพตามพระเกียรติยศเสร็จแล้ว เชิญลงพระลองประกอบด้วยพระโกศไม้สิบสองหุ้มทองคำ(๒) ซึ่งโปรดฯให้สร้างขึ้นใหม่ แห่ไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พร้อมด้วยเครื่องประดับตามสมควรแก่พระเกียรติยศพระมหาอุปราช แล้วโปรดฯให้มีหมายประกาศให้คนโกนหัวไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร(๓)



ตรงนี้จะต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯทรงพระประชวรจะสวรรคต ด้วยเกี่ยวข้องเนื่องกับตำนานวังหน้าในชั้นหลังต่อมา เรื่องราวเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นมีปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร และพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับทั้งในเรื่องนิพพานวังหน้า พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรพระราชธิดากรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งนักองค์อีเป็นเจ้าจอมมารดาได้ทรงนิพนธ์ไว้ พิมพ์แล้วทั้ง ๓ เรื่อง พิเคราะห์เนื้อเรื่องที่ยุติต้องกัน ได้ความดังนี้




เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสังเกตเห็นอาการที่ทรงพระประชวร มีแต่ทรงอยูกับทรุดลงเป็นอันดับมา จนพระสิริรูปซูบผอมทุพพลภาพ ทรงรำคาญด้วยทุกขเวทนาที่มีในอาการพระโรค วันหนึ่งจึงทรงอธิษฐานเสี่ยงทายพระสุธารสว่า ถ้าหากพระโรคที่ประชวรจะหายไซร้ ขอให้เสวยพระสุธารสนั้นให้ได้โดยสะดวก พอเสวยพระสุธารสเข้าไปก็มีอาการทรงพระอาเจียน พระสุธารสไหลกลับออกมาหมด แต่นั้นกรมพระราชวังบวรฯก็ปลงพระราชหฤทัยว่าคงจะสวรรคต มิได้เอาพระทัยใส่ที่จะเสวยพระโอสถรักษาพระองค์ และทรงสั่งเสียพระราชโอรสธิดา ข้าราชการในวังหน้า ตามพระอัธยาศัยให้ทราบทั่วกันว่า พระองค์คงจะเสด็จสวรรคตในไม่ช้าแล้ว



อยู่มาในกาลวันหนึ่ง ทรงระลึกถึงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ซึ่งไฟไหม้เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๔๔ ทรงสถาปนาใหม่การยังค้างอยู่ จึงดำรัสสั่งให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลื่ยง เสด็จออกมายังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ว่าจะทรงนมัสการพระพุทธรูป ครั้นเสด็จถึงหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ดำรัสเรียกพระแสง ว่าจะจบพระหัตถ์อุทิศถวายให้ทำเป็นราวเทียน ครั้นพนักงานถวายพระแสงเข้าไป ทรงเรียกเทียนมาจุดเรียบเรียงติดเข้าที่พระแสงทำเป็นพุทธบูชาครู่หนึ่ง ขณะนั้นพออาการพระโรคเกิดทุกขเวทนาเสียดแทงขึ้นเป็นสาหัส ก็ทรงปรารภจะเอาพระแสงแทงพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชา พระองค์เจ้าลำดวนลูกเธอองค์ใหญ่ที่ตามเสด็จไปด้วยเข้าแย่งพระแสงเสียไปจากพระหัตถ์ กรมพระราชวังบวรฯทรงโทมนัสทอดพระองค์ลง ทรงกันแสงแช่งด่าพระองค์เจ้าลำดวนต่างๆ ในที่สุดเจ้านายและข้าราชการที่ไปตามเสด็จ ต้องช่วยกันปล้ำปลุกเชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงกลับคืนเข้าพระราชวังบวรฯ



ต่อนั่นมาในไม่ช้าอีกวันหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯมีรับสั่งว่า พระราชมณเฑียรสถานได้ทรงสร้างไว้ใหญ่โตมากมายเป็นของปราณีตบรรจง ประชวรมาช้านานไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นให้รอบคอบ จะใคร่ทอดพระเนตรให้สบายพระราชหฤทัย จึงโปรดฯให้เชิญพระองค์ขึ้นทรงพระเสลี่ยงบรรทมพิงพระเขนย เชิญเสด็จไปรอบพระราชมณเฑียร กระแสรับสั่งของกรมพระราชวังบวรฯเมื่อเสด็จประพาสพระราชมณเฑียรครั้งนี้เล่ากันมาเป็นหลายอย่าง บางคนเล่าว่ากรมพระราชวังบวรฯทรงบ่นว่า "ของนี้อุตส่าห์ทำขึ้นด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด ต่อนี้ไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น" เล่ากันแต่สังเขปเท่านี้ก็มี เล่ากันอีกอย่างหนึ่งยิ่งไปกว่านี้ว่า กรมพระราชวังบวรฯรับสั่งบ่นว่า "ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุนให้แรง ก็สร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอให้ผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข" ตามพระหฤทัยที่โทมนัส เล่ากันอย่างหลังนี้โดยมาก(๔)



ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า กรมพระราชวังบวรฯประชวรครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปเยี่ยมพระประชวร เมื่อแรกเสด็จกลับลงมาจากเมืองเถินครั้ง ๑ ต่อมาเมื่อทรงทราบว่าพระอาการมาก จะเสด็จขึ้นไปรักษาพยาบาล ครั้งหลังนี้พวกข้าราชการวังหลวงจะขึ้นไปตั้งกองรักษาพระองค์ พวกวังหน้ามากีดกันห้ามปราม ไม่ยอมให้พวกวังหลวงเข้าไปตั้งกองล้อมวงลงได้ เจ้าพระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายกต้องเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จขึ้นไปเป็นประธานจัดตั้งกองล้อมวง เจ้าพระยารัตนาพิพิธกับเจ้าพระยายมราช เดินตามเสด็จไปสองข้างพระเสลี่ยง พวกวังหน้ายำเกรงพระบารมีจึงยอมให้ตั้งกองล้อมวง



เรื่องตั้งกองล้อมวงที่ปรากฏตรงนี้ บางทีท่านผู้อ่านจะมีความสงสัยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปเยี่ยมประชวรกรมพระราชวังบวรฯถึง ๒ ครั้ง ครั้งก่อนก็เป็นการเรียบร้อย เหตุใดจึงมาเกิดการเกี่ยงแย่งเรื่องล้อมวงขึ้นต่อครั้งหลัง ข้อนี้อธิบายว่าที่จริงการที่วังหลวงเสด็จขึ้นไปวังหน้านั้น โดยปกติย่อมมีเนืองๆ เหมือนดังเช่นเสด็จในงานพระราชพิธีโสกันต์ลูกเธอวังหน้าเป็นต้น แต่การเสด็จโดยปกติจัดเหมือนอย่างเสด็จวังเจ้านายต่างกรม ไม่มีจุกช่องล้อมวงเป็นการพิเศษอย่างใด แต่ครั้งหลังนั้น เพราะจะเสด็จขึ้นไปรักษาพยาบาลกรมพระราชวังบวรฯซึ่งประชวรหนักจวนสวรรคต จะประทับอยู่เร็วหรือช้าหรือจนถึงแรมค้างคืนวันก็เป็นได้ เป็นการผิดปกติ จึงต้องจัดการจุกช่องล้อมวงรักษาพระองค์ให้มั่นคงกวดขัน ฝ่ายข้างพวกวังหน้าถือว่าพวกวังหลวงเข้าไปทำละลาบละล้วงในรั้ววังลบหลู่เจ้านายของตน จึงพากันขัดแข็งเกะกะ เพราะพวกข้าราชการวังหลวงกับวังหน้ามีทิฐิถือเป็นต่างพวกต่างฝ่ายกันอยู่แล้ว



และในครั้งนั้นยังมีเหตุอื่นอีก ซึ่งทำให้พวกวังหน้ากระด้างกระเดื่อง เนื่องมาแต่ครั้งรบพม่าที่เมืองเชียงใหม่ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๔๐ คราวนั้นโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรฯเสด็จเป็นจอมพล เจ้านายไปตามเสด็จมีกรมพระราชวังหลัง เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ และกรมขุนสุนทรภูเบนทร์(๕) กับพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต ๒ พระองค์นี้เป็นลูกเธอชั้นผู้ใหญ่ของกรมพระราชวังบวรฯ พึ่งจะออกทำสงครามในครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรฯเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถิน ทรงจัดกองทัพที่จะยกไปรบพม่าที่มาตั้งล้อมเมืองเชียงใหม่เป็น ๔ ทัพ ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงหริรักษ์ กับพระยายมราชคุมกองทัพวังหลวงยกไปทัพ ๑ ให้กรมขุนสุนทรภูเบนทร์กับพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัตคุมกองทัพวังหน้ายกไปทัพ ๑ ให้เจ้าอนุอุปราชซึ่งยกกองทัพเมืองเวียงจันทน์มาช่วยยกไปทัพ ๑ แล้วให้กรมพระราชวังหลังยกไปเป็นทัพหนุนอีกทัพ ๑ การสงครามครั้งนั้นต่างทัพต่างทำการรบพุ่งประชันกัน มีชัยชนะตีกองทัพพม่ายับเยิน จนจับได้อุบากองนายทัพพม่าคน ๑



ต่อมาถึงปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่อีก จึงโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรฯเสด็จเป็นจอมพล และจัดกองทัพให้เหมือนครั้งก่อน เว้นแต่กรมพระราชวังหลังไม่ได้เสด็จขึ้นไปในชั้นแรก กรมพระราชวังบวรฯเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถิน ไปประชวรในคราวที่จะสวรรคตนี้ กองทัพเจ้าอนุเวียงจันทน์ก็ยกมาไม่ทันกำหนด กรมพระราชวังบวรฯจึงทรงจัดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์กับพระยายมราชคุมกองทัพวังหลวงยกขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ทางเมืองลี้ทัพ ๑ ให้กรมขุนสุนทรภูเบนทร์กับพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัตและพระเสน่หาภูธร ชื่อทองอิน ภายหลังได้เป็นพระยากลาโหมราชเสนา เป็นคนซึ่งกรมพระราชวังบวรฯทรงพระเมตตาเหมือนอย่างพระราชบุตรบุญธรรม คุมกองทัพวังหน้าขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ทางเมืองนครลำปางอีกทัพ ๑



ข้างฝ่ายกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทราบข่าวกรมพระราชวังบวรฯประชวร โปรดฯให้กรมพระราชวังหลังเสด็จตามขึ้นไป กรมพระราชวังบวรฯจึงให้กรมพระราชวังหลังคุมกองทัพหนุนขึ้นไปอีกทัพหนึ่ง กองทัพที่ยกขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ ทัพหลวงที่ไปทางเมืองลี้ไปเข้าใจผิดถอยลงมาเสียคราวหนึ่ง จนทัพวังหน้าตีได้เมืองลำพูนจึงยกตามขึ้นไปตั้งประชิดค่ายพม่าที่ล้อมเมืองเชียงใหม่ ครั้นกรมพระราชวังหลังเสด็จขึ้นไปถึง มีรับสั่งให้กองทัพยกเข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกัน กองทัพวังหน้าก็ตีได้ค่ายพม่าก่อน ต่อพวกวังหน้าชนะแล้วทัพวังหลวงจึงตีค่ายได้



กรมพระราชวังบวรฯทรงขัดเคืองกองทัพวังหลวง ดำรัสบริภาษติเตียนต่างๆแล้วปรับโทษให้ขึ้นไปตีเมืองเชียงแสนแก้ตัว ด้วยกันกับกองทัพเจ้าอนุเวียงจันทน์ซึ่งยกมาไม่ทันรบพม่าที่เมืองเชียงใหม่ การสงครามคราวนี้จึงเป็นเหตุให้พวกวังหน้าที่เป็นตัวสำคัญ คือพระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต และพระยากลาโหมทองอิน ซึ่งเป็นพวกรุ่นหนุ่มไปมีชื่อเสียงมาในคราวนี้ เกิดดูหมิ่นพวกวังหลวงว่าในการรบพุ่งทำศึกสงครามสู้พวกวังหน้าไม่ได้ ข้างพวกวังหลวงเมื่อเห็นพวกวังหน้าดูหมิ่นก็ต้องขัดเคือง จึงเลยเป็นเหตุให้ไม่ปรองดองกันในเวลาเมื่อจะตั้งกองล้อมวงเตรียมรับเสด็จ

 

 

แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปถึงพระราชวังบวรฯ ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระอนุชาธิราชประชวรมาก ก็ทรงพระอาลัยและทรงพระกันแสงรำพรรณต่างๆ พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรเฝ้าอยู่ในที่นั้น ได้ทรงพรรณนาไว้ในกลอนเรื่องนิพพานวังหน้าเป็นน่าจับใจ จึงคัดมาลงไว้ต่อไปนี้

"พระปิตุลาปรีชาเฉลียวแหลม
ขยายแย้มสั่งให้ห้อยมณฑาหอม
พระโองการร่ำว่านิจาจอม
ถนอมขวัญตรัสโอ้พระอนุชา

ว่าพ่อผู้กู้ภพทั้งเมืองพึ่ง
จงข้ามถึงพ้นโอฆสงสาร์
ดำรงจิตคิดทางพระอนัตตา
อนาคตนำสัตว์เสวยรมย์

ครั้งทรงสดับโอวาทประสาทสอน
ค่อยเผยผ่อนเคลื่อนคล้อยอารมณ์สม
แต่หนักหน่วงห่วงหลังยังเกรงกรม
ประนมหัตถ์ร่ำว่าฝ่าละออง

บุญน้อยมิได้รองยุคลคืน
ยิ่งทรงสะอื้นโศกสั่งกันทั้งสอง
จึงทูลฝากพระนิเวศน์ที่เคยครอง
ประสิทธิ์ปองมอบไว้ใต้ธุลี

ฝากหน่อขัตติยานุชาด้วย
จงเชิญช่วยโอบอ้อมถนอมศรี
แต่พื้นพงษ์จะพึ่งพระบารมี
จงปรานีนัดดาอย่าราคิน

เหมือนเห็นแก่นุชหมายถวายมอบ
จะนึกตอบแต่บุญการุญถวิล
ก็จะงามฝ่ายุคลไม่มลทิน
ก็เชิญผินนึกน้องเมื่อยามยัง

อนึ่งหน่อวรนาถผู้สืบสนอง
โปรดให้ครองพระนิเวศน์เหมือนปางหลัง
อย่าบำราศให้นิราแรมวัง
ก็รับสั่งอวยเออพระโองการ

จึงตรัสปลอบพระบัณฑูรอาดูรด้วย
ว่าจะช่วยเอาธุระแสนสงสาร
เป็นห่วงไปไยพ่อให้ทรมาน
จะอุ้มหลานจูงลูกไม่ลืมคำ

อันเยาวยอดสืบสายโลหิตพ่อ
พี่ตั้งต่อสุจริตอุปถัมภ์
ครั้นทรงสดับแน่นึกสำเนาคำ
ก็คลายร่ำทุกข์ถ้อยบรรเทาทน"

เนื้อความตามที่ปรากฏในกลอนของพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร ก็ตรงกับคำที่เล่ากันมา ว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นไปเยี่ยมประชวร กรมพระราชวังบวรฯกราบทูลฝากพระโอรสธิดา แล้วกราบทูลขอให้ได้อยู่อาศัยในวังหน้าต่อไป บางทีความข้อหลังนี้เองจะเป็นเหตุให้พระองค์เจ้าลำดวน และพระองค์เจ้าอินทปัตเข้าพระทัยไปว่า พระราชบิดาได้ทูลขอให้ลูกเธอได้ครองวังหน้า อย่างรับมรดกกันในสกุลคนสามัญ ไม่รู้สึกว่าเป็นพระราชวังสำหรับพระมหาอุปราช ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯเสด็จสวรรคตแล้ว ไม่ได้เข้าไปครองวังหน้าดังปรารถนา จึงโกรธแค้นคบคิดกันช่องสุมหากำลังจะก่อการกำเริบ

ในชั้นแรกมีความปรากฏทราบถึงพระกรรณแต่ว่า พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต เกลี้ยกล่อมหาคนดีมีวิชาอยู่คง ไปลองวิชากันที่ในวังในเวลากลางคืนเนืองๆ บางทีลองวิชาพลาดพลั้งถึงผู้คนล้มตายก็เอาศพซ่อนฝังไว้ในวังนั้น เพื่อจะปิดความมิให้ผู้อื่นได้รู้

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยังทรงแคลงพระทัยอยู่ ให้แต่งข้าหลวงปลอมไปเข้าเป็นสมัครพรรคพวกของพระองค์เจ้าทั้งสองนั้น ก้ได้ความสมจริงดังำที่กล่าว จึงโปรดฯให้จับมาชำระ ได้ความว่าคบคิดกับพระยากลาโหมทองอินด้วย ครั้นจับพระยากลาโหมกับพรรคพวกที่เข้ากันมาชำระ จึงให้การรับเป็นสัตย์ว่าคบคิดกันจะทำร้ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อวันเสด็จพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯ

และทำนองถ้อยคำซึ่งกรมพระราชวังบวรฯได้ตรัสว่าประการใดเมื่อเวลาทรงพระประชวร ก็เห็นจะปรากฏขึ้นในเวลาชำระกันนี้ จึงเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงน้อยพระทัยในสมเด็จพระอนุชาธิราช ว่าเพราะผู้ใหญ่พูดจาให้ท้ายเช่นนั้นเด็กจึงกำเริบ แต่แรกดำรัสว่าจะไม่ทำพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯ

แต่ครั้นคลายพระพิโรธลงก็โปรดฯให้ทำพระเมรุใหญ่ตามเยี่ยงอย่างพระเมรุพระมหาอุปราชครั้งกรุงเก่า แต่ดำรัสให้เชิญพระบรมสารีริกธาตุออกสมโภชที่พระเมรุเป็นพุทธบูชาเสียก่อน ไม่ให้เสียพระวาจาที่ว่าจะไม่ทำพระเมรุกรมพระราชวังบวรฯ
ครั้นพระราชทานเพลิงพระศพกรมพระราชวังบวรฯแล้ว จึงโปรดฯให้เชิญพระอัฐิไปประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ อันเป็นพระวิมานกลางในหมู่มหามณเฑียรในพระราชวังบวรฯ จึงเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิแต่นั้นมา ส่วนการพระเมรุแต่นั้นก็เลยเป็นประเพณี เวลามีงานพระเมรุท้องสนามหลวงจึงเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกสมโภชก่อนงานพระศพ สืบมาจนรัชกาลหลังๆ

 

 

 

guest

Post : 09/08/2014 18:35     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ตร.เผยผลชันสูตรศพโรบิน วิลเลียมส์แขวนคอตาย

 

 

 

 

 

 

 

        ตร.เผยผลชันสูตรศพโรบิน วิลเลียมส์แขวนคอตาย

 

 

 

 

      ตร.เผยผลชันสูตรศพโรบิน วิลเลียมส์แขวนคอตาย

 


ตำรวจสหรัฐอเมริกา แถลงยืนยันผลการชันสูตรพลิกศพ โรบิน วิลเลียมส์ ดารานักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอในบ้านพัก หลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาอย่างหนัก

 

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันผลการชันสูตรพลิกศพของ โรบิน วิลเลียมส์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอภายในบ้านพักรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ร้อยโท คีธ บอยด์ นายอำเภอเขต มาริน เคาน์ตี้ แถลงว่า โรบิน วิลเลียมส์ ถูกพบขณะมีชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นโดยภรรยาของเขา ก่อนที่เธอจะเข้านอน และออกจากบ้านในเวลา 10.30 น.วันต่อมา โดยเธอเชื่อสามียังคงนอนหลับอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง ต่อมาในเวลาก่อนเที่ยงวันเพียงเล็กน้อยผู้ช่วยส่วนตัวของ โรบิน วิลเลียมส์ เคาะประตูเรียกหลายครั้งแต่กลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ จึงเขาไปในห้องและพบว่า โรบิน วิลเลียมส์ เสียชีวิตแล้ว

 

หลังจากการชันสูตรพลิกศพเจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจจากการแขวนคอ แต่เจ้าหน้าที่กำลังรอผลตรวจทางพิษวิทยา ก่อนจะมีการสรุปการตรวจสอบ

 

ในอดีต โรบิน วิลเลียมส์ เคยพูดเอาไว้ว่า เขากำลังต่อสู้กับการติดยาและสุรา โดยตัวแทนของเขาแถลงว่า โรบิน วิลเลียมส์ ประสบปัญหาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงมาตลอดในระยะหลายหลายปีนี้ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

 

 

 

 

 

ช่วยหยุดการฆ่าตัวตาย

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of
MedicineSirirajHospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

 

ปัญหาการฆ่าตัวตายเริ่มพบมากขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะมีสาเหตุอะไรบ้าง และจะมีวิธีการอย่างไรไม่ให้เราเกิดความคิดฆ่าตัวตาย มีข้อแนะนำมาฝากครับ

เข้าใจการฆ่าตัวตาย
 

การฆ่าตัวตาย เกิดจากหลายสาเหตุแต่สาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนคิดอยากฆ่าตัวตายเกิดจากโรคซึมเศร้า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีความรู้สึกเบื่ออย่างรุนแรงแทบทุกอย่างในชีวิต เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเศร้าที่รุนแรงมาก ๆ อาจทำให้คิดว่าตนเองผิด ไร้ค่า และคิดอยากฆ่าตัวตาย การตายจึงเป็นเหมือนทางออกของปัญหาในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องเผชิญปัญหาต่อไป ความคิดของคนที่จะฆ่าตัวตายมักไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหา ชีวิตมืดมนและหมดหวัง ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น



อาการของโรคซึมเศร้า มักเริ่มเป็นจากอาการน้อย ๆ แล้วมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้ไม่ยาก ดังนี้


1.อารมณ์ไม่สนุกสนานเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ หงุดหงิด และเศร้า
2.หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร
3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก(บางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น)
4.นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 2-3 ชั่วโมงแล้วนอนต่อไม่ได้(บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร พยายามนอนแต่ก็ไม่หลับ)


5.เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
6.ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า ไม่มั่นใจตนเอง ไม่กล้าคิด ลังเลตัดสินใจลำบาก
7.สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลืมง่าย ความจำลดลง
8.คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี
9.คิดอยากตายและพยายามฆ่าตัวตาย



โรคซึมเศร้า อาจเกิดหลังจากปัญหาความเครียดในชีวิต เช่น การสูญเสียคนรักหรือสิ่งที่รักในชีวิต ปัญหาเรื่องการเรียน การทำงาน ปัญหาอื่น ๆ แต่ในบางคนอาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุก็ได้ ถ้าเริ่มมีอาการน้อย ๆ ผู้นั้นมักจะรู้ตัวและอาจมาพบจิตแพทย์ แต่ถ้ามีอาการมากอาจไม่รู้ตัวและไม่มารับการรักษา บางคนกลัวว่าการมาพบจิตแพทย์แสดงว่า ตนเองเป็นโรคจิตโรคประสาท ทำให้ไม่ได้รับการรักษาและโรคมีอาการมากขึ้น จนถึงระดับที่คิดอยากตายได้ จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 100 คน มีเพียง 10 คน เท่านั้น ที่มาพบแพทย์และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

รักษาโรคซึมเศร้า


การรักษาโรคซึมเศร้า เป็นการแก้ไขสาเหตุของการฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก เนื่องจากปัจจุบันนี้เรารู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากการทำงานแปรปรวนของสารสื่อนำประสาทที่มีผลต่ออารมณ์ ยารักษาโรคซึมเศร้าช่วยให้การทำงานของสารสื่อนำประสาทนั้นกลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยร้อยละ 80 รักษาให้หายได้ เมื่อได้รับยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจ เมื่อหายป่วยแล้วจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม โรคซึมเศร้าจึงไม่ใช่โรคจิตหรือโรคประสาท แต่เป็นโรคทางอารมณ์ที่สามารถรักษาให้หายได้


หากเราสงสัยว่าคนใกล้ชิดมีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า เช่น ซึมเฉย เงียบ ไม่พูดไม่จา เฉื่อยชา เชื่องช้า ทำอะไรผิดไปจากเดิมมาก ๆ การเรียนหรือการทำงานเสียไป บางคนอาจใช้คำพูด เช่น รู้สึกเบื่อจัง ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม” “ฝากดูแลลูกด้วยนะหรือดำเนินการบางอย่างที่น่าสงสัยว่าจะไม่อยากมีชีวิตต่อไป เช่น ทำพินัยกรรม โอนทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน เราควรให้ความห่วงใยสอบถามถึงความรู้สึก ความคิดและอาการของโรคซึมเศร้า เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น ทำให้คนที่กำลังซึมเศร้ารู้สึกว่ามีคนห่วงใย มีเพื่อน มีที่พึ่ง ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นและไม่คิดอยากฆ่าตัวตาย ถ้าพบว่าผู้ใดมีอาการของโรคซึมเศร้าข้างต้นเกิน 5 ข้อ ควรแนะนำให้ผู้นั้นมาพบจิตแพทย์ เพื่อรับการตรวจและช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว การรักษาโรคซึมเศร้าได้เร็วจะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้

 

ถ้าสงสัยว่าผู้นั้นคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ ควรถาม


การถามเรื่องการฆ่าตัวตายสามารถทำได้ เพราะอาจช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ได้ วิธีการถามควรใช้ชุดคำถามแบบขั้นบันได ดังนี้

1.เมื่อพบว่าใครมีอารมณ์ซึมเศร้า ให้ถามว่าความเศร้านั้นมากจนทำให้เบื่อชีวิตหรือไม่
2.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า ความรู้สึกเบื่อชีวิตนั้น ทำให้คิดอยากตายหรือไม่
3.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่าเมื่อคิดอยากตาย เคยคิดจะทำหรือไม่
4.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า คิดจะทำอย่างไร

5.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า เคยทำหรือไม่
6.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า เคยทำอย่างไร
7.สุดท้าย ให้ถามต่อไปว่า มีอะไรยับยั้งใจ หรือหยุดความคิดนี้ได้ จนทำให้ไม่ได้ทำ

คำถามข้อสุดท้ายไม่ว่าจะตอบอย่างไร แสดงถึงปัจจัยบวกของผู้นั้นที่ช่วยให้เขายั้งคิด และป้องกันไม่ให้ฆ่าตัวตาย ควรชมและส่งเสริมให้กำลังใจในข้อดีนี้ เพื่อให้เป็นปัจจัยป้องกันในครั้งต่อไป

บางคนเชื่อว่า การถามเรื่องฆ่าตัวตายจะไปกระตุ้นคนที่ยังไม่คิดให้คิด หรือกระตุ้นให้คนที่คิดอยู่บ้างทำจริง ๆ ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้องเพราะในความเป็นจริงการถามเรื่องนี้ไม่ได้ชักจูงหรือกระตุ้นให้คิดหรือทำ แต่สำหรับคนที่คิดจะทำอยู่แล้ว เมื่อมีคนถามจะรู้สึกว่ามีคนเข้าใจความรู้สึกดีขึ้นจนไม่คิดอยากทำ

 

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการช่วยป้องกันการฆ่าตัวตาย โดย...


สนใจ ใส่ใจ สังเกตตนเอง เพื่อน ๆ และคนใกล้ชิด ว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่ ถ้ามีอาการมากให้ถามถึงอาการซึมเศร้า และถามถึงความคิดอยากฆ่าตัวตาย
ถ้าตนเองเกิดโรคซึมเศร้า ให้ปรึกษาทีมสุขภาพจิตโดยเร็ว
แนะนำผู้ที่มีอาการซึมเศร้า รีบมาพบทีมสุขภาพจิต

เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วจะได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีความคิดอยากตายหรือฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

                                         ความฝันอันสูงสุด

 

 

ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดชฯ
คำร้อง : ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค

 

 

ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไข ในสิ่งผิด จะรักชาติ จนชีวิต เป็นผุยผง
จะยอมตาย หมายให้ เกียรติดำรง จะปิดทอง หลังองค์ พระปฏิมา
ไม่ท้อถอย คอยสร้าง สิ่งที่ควร ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา
ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป

นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง หมายผดุง ยุติธรรม อันสดใส
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจครัน
โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่ เพราะมีผู้ ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน
ยังคงหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย

 

 

พล ตต. เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน รอง ผบ.ตำรวจตระเวนชายแดน ได้เล่าประวัติความเป็นมา ของเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ไว้ในหนังสือ "วารสารลูกเสือชาวบ้าน" ของ มานพ ลิ้มจรูญ ฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๑๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ได้เสด็จฯ ไปในงานพระราชพิธีสังเวยดวงวิญญาณอดีตมหาราช (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกปี

 

สำหรับในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ นี้ ได้เสด็จฯ ไปที่ ต.แม่อาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เสด็จฯ มาตั้งค่ายพักแรม ณ ที่นี้ก่อนยกทัพเข้าไปตีเมือง ซึ่งยังปรากฏร่องรอยรั้วป้อมค่ายต่างๆ อยู่ และในปัจจุบันนี้ รัฐบาลได้สร้างอนุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จนเรศวรมหาราชทรงช้างต้น และได้จำลองค่ายที่ประทับแรมจินตนาการ และร่องรอยที่ปรากฏอยู่ตามสภาพจริง หลังจากเสร็จพระราชพิธี เมื่อ ๒๕ มกราคม ๒๕๑๕ แล้วเสด็จฯ กลับประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

 

ในคืนนั้น ก่อนรุ่งสว่าง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสุบินนิมิตว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จฯ มาปรากฏพระองค์ขึ้น ที่หน้าพระแท่นบรรทม ในพระสุบินนิมิต สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้กราบถวายบังคม โดยที่ทรงทราบจาก พระวรกายและฉลองพระองค์ทรงเครื่องออกศึกว่า คือ องค์พระนเรศวรมหาราช และได้มีกระแสพระดำรัส แก่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า พระองค์ท่านปัจจุบันนี้ ดวงพระวิญญาณยังอยู่ในประเทศไทย เพราะทรงเป็นห่วงบ้านเมือง ประชาชนคนไทย ยังไม่ได้ไปประสูติใหม่ ณ ที่ใดเลย และที่มาปรากฏในสุบินนิมิตนี้ ก็เพื่อจะทรงเตือนว่า ในอนาคตต่อจากนี้ไป บ้านเมืองไทยจะประสบกับความวุ่นวายยุ่งยาก และความมืดมนยิ่งขึ้น อย่างน่ากลัวอันตราย เหมือนกับที่เกิดขึ้นในสมัยพระองค์ท่าน (อนาคตนั้นก็น่าจะเป็น สมัยปัจจุบันนี้เอง -ผู้เรียบเรียง) ขอให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นกำลังพระทัยถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ทรงนำประชาชน และชาติไทยฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวง ให้ผ่านพ้นไปได้

 

และพระองค์ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน จักเป็นผู้นำให้ชาติไทยและประชาชนชาวไทย ผ่านพ้นห้วงวิกฤตินี้อย่างแน่นอน และพระองค์ท่านจะเสด็จฯ ติดตามช่วยเหลืออยู่ตลอดไป และขอให้ทั้งสองพระองค์ ได้ทรงให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ที่เขาเหล่านั้น ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ถวายงานโดยใกล้ชิด แต่เป็นประชาชนที่ยึดมั่นในพระองค์ท่าน โดยไม่เคยแสดงตัวออกมาให้ปรากฏ เหมือนกับการทำบุญปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

 

และเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะถวายชีวิต เพื่อพระองค์ท่านและชาติไทย จึงทรงขอให้รวบรวมชาวไทยผู้รักชาติเหล่านั้น และสนับสนุนให้เขาได้มีกำลังใจเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองไว้ ในพระสุบินนิมิตนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า พระองค์ทรงสะดุ้งพระองค์ตื่นจากที่บรรทม และทรงประทับนั่งก็ยังทรงทอดพระเนตรเห็น องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชปรากฏอยู่ จึงทรงปลุกพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปรากฏให้ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรเห็นชั่วครู่ ก็เสด็จฯ ไป

 

เมื่อทั้งสองพระองค์ได้ทรงถวายบังคมแล้ว และจากพระสุบินนี้เอง ทั้งสองพระองค์จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงความฝันอันสูงสุดนี้ขึ้น และได้พิมพ์เพลงพระราชนิพนธ์นี้ พระราชทานแก่ ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ ป้องกันอธิปไตยของชาติโดยทั่วหน้า และได้โปรดเกล้าฯ ให้คุณทนงศักดิ์ ภักดีเทวา และคุณจินตนา สุขสถิตย์ ร้องเพลงนี้ สอนให้แก่ข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน เป็นครั้งแรกที่ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา.....

 

 

 

 

 

 

 

 

          จี้ “ปู”เดินหน้าสู้คดีปล่อยโกงจำนำข้าว

 

                                    

 

   

“หมอวรงค์ ” จี้ “ปู” เดินหน้าสู้คดีปล่อยโกงจำนำข้าว หลังเดินทางกลับไทย อย่าใช้วิธีเตะถ่วง คดีจะได้จบไว ๆ

 

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยหลังจากขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรปว่า ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ บริสุทธิ์ใจก็ต้องเข้าต่อสู้คดีการปล่อยปละละเลยจนเกิดปัญหาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาโดยต้องสู้คดีตามข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้คดีโดยใช้มิติทางด้านการเมืองกล่าวหา ว่า ป.ป.ช.เร่งรีบรวบรัดในการสอบสวนคดี ซึ่งไม่เป็นความจริง

 

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังขอเพิ่มพยานอีก 8 ปากให้อัยการสูงสุดไต่สวนเพิ่มทั้ง ๆ ที่ผ่านมาได้เคยยื่นให้ ป.ป.ช.ไต่สวน เช่นกัน และถูก ป.ป.ช.ไม่รับไต่สวนพยานเพิ่มมาแล้ว สิ่งเหล่านี้แสดงว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีพฤติกรรมยื่นเพิ่มตลอดแบบไม่จบสิ้นถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ คิดว่ามีข้อเท็จจริงที่ต้องแก้ในคดี หรือมีหลักฐานอะไรเพิ่มควรจะยื่นเรื่องทีเดียว ปัญหาจะได้จบ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับใช้วิธียื่นคำร้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้คนมอง ว่า ต้องการเตะถ่วงหรือไม่.

 

 

 

แถมอีกภาพ หาว่าคุณยิ่งลักษณ์ให้เงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                            เรื่องซึ้งๆของแม่ที่มีต่อลูก

 

  

 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต


1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็กๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว
แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งพูดว่า "ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้น
นะ ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว" นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม

2. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผม
จะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้างๆ ผม
แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมไ ด้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผม
รู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับ
กล่าวว่า
"ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม

3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้
พิเศษด้วยการรับงานเล็กๆ น้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอน
ตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน " แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว
พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่
เหนื่อย...นอนไม่หลับ" ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม

4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไป
เป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม มันเป็นวันที่แดดร้อนมากๆ...แม่ต้องรอผม
อยู่หลายชม. เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วม
ตัว.. แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและ
ร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม

5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมาก
ขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้างๆ บ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเรา
เสมอ....เช่น ซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า "แม่มีลูกอยู่ทั้ง
คน...แม่ไม่ต้องการความรักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว

6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้งๆ ที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า
"แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6

7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน" ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม

8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อยๆ.. ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่า

ตัด ที่โรงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
"ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว" นี่เป็นครั้งที่ 8
 

ที่แม่โกหกผม และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม
แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ
หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง
 
 
 
 
 
 
 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อุ้มบุญ คืออะไร มารู้จักวิธีอุ้มบุญ เด็กอุ้มบุญกัน

 

 

 

การอุ้มบุญ
การอุ้มบุญเป็นพัฒนาการทางการแพทย์ที่เพิ่มโอกาสให้หญิงผู้ประสบปัญหามีบุตรยาก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

อุ้มบุญ คืออะไร คำถามที่ได้ยินหลังมีข่าวน้องแกมมี่ เด็กอุ้มบุญที่ถูกพ่อแม่ไม่รับ ว่าแต่ การอุ้มบุญ คืออะไร การอุ้มบุญในประเทศไทยผิดกฎหมายหรือไม่ เรามีข้อมูลมาฝาก

 
การอุ้มบุญ เป็นสิ่งที่อาจไม่คุ้นหูคนทั่วไป แต่สำหรับคู่รักที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องมดลูก การอุ้มบุญเป็นตัวเลือกที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาบ่อย และเป็นทางเลือกที่มีค่ามาก ช่วยเติมเต็มความฝันและเติมความสมบูรณ์ให้คำว่าครอบครัวได้

การอุ้มบุญคืออะไร

การอุ้มบุญ (surrogacy) หรืออาจเรียกให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจนว่าเป็นการยืมมดลูกหญิงอื่นเพื่อตั้งครรภ์แทน ใช้ในกรณีที่ผู้มีความประสงค์จะมีบุตรแต่ไม่สามารถตั้งท้องเองได้ โดยมีภาวะที่ทำให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัวในมดลูก ภาวะไร้มดลูก หรือมดลูกมีความผิดปกติใด ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถเป็นที่อาศัยของตัวอ่อนทารกได้ กระบวนการคือนำน้ำเชื้อและไข่มาผสมกันภายนอก เช่นเดียวกับกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) จากนั้นจึงฉีดเข้าไปเพื่อให้ฝังตัวตัวในมดลูกของผู้รับฝากครรภ์หรือคุณแม่อุ้มบุญนั่นเอง

การอุ้มบุญมีอยู่สองลักษณะ

อุ้มบุญแบบแรกเรียกว่า อุ้มบุญแท้ (Full suroogacy หรือ Traditional surrogacy) คือการใช้น้ำเชื้อจากฝ่ายชายของคู่ที่ต้องการมีบุตร ผสมกับไข่ของแม่ผู้อุ้มบุญ และฉีดฝังในมดลูกของคุณแม่อุ้มบุญ จะเห็นได้ว่าไม่มีกระบวนการใดเกี่ยวข้องทางชีวภาพกับคุณแม่หรือคุณภรรยาตัวจริงของคุณพ่อที่ต้องการมีบุตรเลย อาจเนื่องมาจากคุณภรรยาผ่าตัดนำรังไข่ออกไป หรือมีปัญหารังไข่ไม่สามารถผลิตไข่ที่สมบูรณ์ได้ คุณแม่ผู้อุ้มบญแท้คือผู้ที่ให้ทั้งไข่และมดลูก

อุ้มบุญแบบที่สองเรียกว่า อุ้มบุญเทียม (Partial surrogacy หรือ Gestational carrier) คือการที่ใช้น้ำเชื้อและไข่จากคู่คุณพ่อคุณแม่ที่แท้จริง แล้วจึงฝากไข่ที่รับการผสมเรียบร้อยแล้วเข้าไปในตัวของคุณแม่อุ้มบุญ ผู้จะทำหน้าที่เป็นผู้ตั้งครรภ์แทนจนกว่าทารกจะคลอดออกมา ในกรณีนี้เด็กทารกจะไม่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมใด ๆ กับคุณผู้อุ้มบุญเลย แม่อุ้มบุญทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้ยืมมดลูกเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันการอุ้มบุญเทียมเป็นทางเลือกได้รับความนิยมมากกว่าการอุ้มบุญแบบแรก

โอกาสประสบความสำเร็จในการอุ้มบุญ

การตั้งครรภ์ในการอุ้มบุญก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในสัดส่วนเท่า ๆ กับการตั้งครรภ์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความพร้อมของมดมูลคุณแม่ซึ่งเป็นผู้อุ้มบุญนั่นเอง เพราะหากไข่ที่ได้รับการผสมกับสเปิร์มจากภายนอกเรียบร้อยแล้วได้รับการฉีดเข้าไปในมดลูกของผู้อุ้มบุญ โอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวและพัฒนาเป็นทารกได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของมดลูกของคุณแม่อุ้มบุญนั่นเอง คือต้องมีความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสม มีระดับฮอร์โมนในร่างกายเหมือนกับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งก่อนดำเนินการถ่ายตัวอ่อนคุณแม่อุ้มบุญก็จะต้องรับประทานยาเพื่อปรับระดับฮอร์โมนให้เหมาะสมพร้อมจะตั้งท้องไว้ก่อนล่วงหน้า

นอกจากนี้ เปอร์เซ็นค์ความสำเร็จในการอุ้มบุญยังขึ้นอยู่กับอายุของคุณแม่ผู้รับท้องแทน ซึ่งควรอยู่ในช่วงวัย 20-35 ปี อันเป็นวัยเจริญพันธุ์ รวมทั้งควรผ่านการมีบุตรมาแล้วอย่างน้อย 1 คน เพื่อลดความยุ่งยากหรือภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดขึ้นได้ง่ายสำหรับการตั้งครรภ์ท้องแรกด้วย ส่วนหลังจากเมื่อตัวอ่อนเกาะกับมดลูกดีแล้ว การดูแลร่างกายของคุณแม่อุ้มบุญก็ไม่ต่างจากคุณแม่ท้องทั่ว ๆ ไป

เด็กมีโอกาสได้รับถ่ายทอดสิ่งใดจากแม่ผู้อุ้มบุญหรือไม่

หากพูดถึงในแง่กรรมพันธุกรรมแล้ว ทารกในท้องจะไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับแม่ผู้อุ้มบุญเลย ตราบเท่าที่ทารกนั้นเกิดจากการผสมกันของสเปิร์มของคุณพ่อและไข่ของคุณแม่ที่แท้จริง (เป็นกรณีของ Partial surrogacy) ซึ่งผสมกันมาเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนจะฉีดเข้าในมดลูกของผุ้อุ้มบุญแล้ว แต่นอกเหนือจากแง่พันธุกรรมแล้ว ทั้งสภาพอารมณ์หรือสุขภาพของคุณแม่ผู้ท้องแทนสามารถส่งผ่านถึงทารกในครรภ์ได้ไม่ต่างกับการตั้งท้องปกติ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดผ่านทางรกและระบบการทำงานของร่างกายที่ส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้ ฉะนั้นเพื่อให้ทารกคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด แม่อุ้มบุญจึงจำเป็นต้องผ่านการตรวจโรคอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงดี และต้องรักษาสุขภาพและบำรุงตนเองอย่างดีระหว่างตั้งครรภ์ด้วย

การอุ้มบุญในประเทศไทย

ในขณะหลาย ๆ ประเทศในแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน จีน การอุ้มบุญถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้วยความอ่อนไหวว่าอาจขัดต่อศีลธรรมอันดี โดยเฉพาะกรณีว่าจ้างหรือรับจ้างท้องแทน เนื่องจากร่างกายของผู้หญิงมิใช่สิ่งที่พึงซื้อขายกันได้ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน การอุ้มบุญในประเทศไทยจึงเติบโตในอัตราค่อนข้างสูง ถึงขนาดที่คู่รักต่างชาติเข้ามามองหาแม่อุ้มบุญในไทยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดีในทางกฏหมายของบ้านเรานั้น จะถือว่าหญิงผู้ให้กำเนิดหรือผู้ที่คลอดเด็กออกมานั้นเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็ก ในใบสูติบัตรจึงระบุชื่อของแม่อุ้มบุญว่าเป็นแม่ที่แท้จริง แม้ว่าผู้อุ้มบุญจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายเลือดใด ๆ กับเด็กเลยก็ตาม สิ่งนี้จึงอาจก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในภายหลังเกี่ยวกับการอ้างสิทธิความเป็นแม่ในตัวเด็ก หากว่าผู้อุ้มบุญเกิดความผูกพันกับทารกขึ้นมา ฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้วการอุ้มบุญสำหรับคู่รักชาวไทยจึงนิยมไหว้วานแม่อุ้มบุญที่เป็นญาติพี่น้องที่สนิทสนมและไว้ใจได้เท่านั้น

อย่างไรก็ดีขณะนี้คณะกรรมการแพทยสภากำลังพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญอยู่ ซึ่งในอนาคตหากมีการบัญญัติกฎหมายว่าด้วยเรื่องการอุ้มบุญขึ้นเป็นรูปร่าง ก็อาจให้สิทธิ์แม่ผู้เป็นเจ้าของไข่ได้เป็นแม่ที่แท้จริงและถูกต้องตามกฎหมายก็ได้

การอุ้มบุญเป็นพัฒนาการทางการแพทย์ที่เพิ่มโอกาสให้หญิงผู้ประสบปัญหามีบุตรยากได้มีทายาทมาเชยชมสมใจ หากต้องพึงระวังเรื่องของความอ่อนไหวในประเด็นด้านจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี และยินยอมพร้อมใจกันอย่าถูกต้องทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายคู่ที่ต้องการมีบุตร และหญิงผู้เป็นคุณแม่อุ้มบุญ ความปราถนาที่จะให้กำเนิดทารกตัวน้อย ๆ ขึ้นมาเป็นแก้วตาดวงใจก็คงไม่ยากเกินไปนักค่ะ
 

 


------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

       ป.ป.ช. ปรับหลักสูตร ดัน 'ลูกเสือช่อสะอาด' เป็นวิชาบังคับ

 

 
ป.ป.ช. จับมือ ลูกเสือแห่งชาติ จัดโครงการลูกเสือช่อสะอาด ปรับปรุงหลักสูตร-คู่มือผู้ให้การฝึกอบรม เพื่อใช้ในการเรียนการสอนตามสถานศึกษา พร้อมดันให้เป็นวิชาพิเศษบังคับเรียน ระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. ที่บ้านท้ายหาด สมุทรสาคร...

วันที่ 11 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ป.ป.ช. โดยสำนักป้องกันการทุจริตภาคการเมือง ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและการจัดทำคู่มือสำหรับผู้ให้การฝึกอบรมหลักสูตรลูกเสือช่อสะอาด ระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. 57 ที่บ้านท้ายหาด รีสอร์ต แอนด์ วอเตอร์ สปอร์ต อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกในเด็กและเยาวชนให้ตระหนักถึงปัญหาการทุจริต และพัฒนาตนเองสู่การเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรมผ่านหลักสูตรวิชาลูกเสือเนตรนารีในสถานศึกษาทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จะนำหลักสูตรและคู่มือสำหรับผู้ให้การฝึกอบรมหลักสูตรลูกเสือช่อสะอาดที่สมบูรณ์ โดยจัดอบรมครูผู้ปฏิบัติการสอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำหลักสูตรและคู่มือไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาลูกเสือและเนตรนารี สำหรับเยาวชนในสถานศึกษา รวมถึงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งหน่วยลูกเสือช่อสะอาดในสถานศึกษา และผลักดันให้วิชาลูกเสือช่อสะอาดเป็นวิชาพิเศษ และเป็นวิชาบังคับให้ผู้เรียนวิชาลูกเสือทุกคนต้องเรียน.

 

 

  หากศึกษาความเป็นมาของลูกเสือ ที่ลอร์ดเบเดน เพาเวล ก่อตั้งขึ้นนั้น ก็เป็นเพียงการออกแบบกิจกรรมอะไรบางอย่างที่ต้องการพัฒนาความเป็นสุภาพบุรุษหรือลูกผู้ชาย โดยให้มีจิตใจเข้มแข็ง รู้จักเสียสละ และมีร่างกายที่แข็งแรง แต่เพื่อให้เด็กผู้ชายในยุคนั้นสนใจ ก็เลยต้องออกแบบกิจกรรมลูกเสือให้สนองธรรมชาติของเด็กผู้ชายด้วย โดยการบูรณาการการพัฒนาจิตใจและร่างกายเข้าไปในกิจกรรมที่เด็กผู้ชายชอบ เช่น การผจญภัย การเดินทางไกล จึงต้องมีการสอนทักษะจำเป็นบางอย่างในการผจญภัยไว้ให้ด้วย เช่น การเรี่ยนรู้เรื่องเงื่อนเชือก การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำและผุ้ตาม ระเบียบวินัย เป็นต้น

 

แต่พอมาหลังๆ กิจกรรมลูกเสื้อก็ถูกแปรเปลี่ยนไป บางประเทศใช้ลูกเสื้อเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็มี อีกทั้งมองกิจกรรมลูกเสือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโรงเรียน จนมีการบังคับให้เด็กทุกคนต้องเป็นลูกเสือ ทั้งๆที่หลายคนไม่ได้อยากเป็น บังคับไปจนถึงเด็กโตระดับอาชีวฯ เราจึงได้เห็นลูกเสืออาชีวะแต่งเครื่องแบบเพี้ยนๆกันเยอะแยะ การเรียนการสอนลูกเสือก็ทำไปอย่างแกนๆ ไม่ได้สนองตอบธรรมของเด็กๆเลย ...

 

 

Chayapat Dittajaroen ถ้าไม่เป็นวิชาลูกเสือก็ให้เป็นทหารเยาวชนไปเลยครับ ไม่น่าเป็นทางเลือกครับ และเชิญทหารจริงๆมาฝึกเลย ไม่เอาคุณครูมาฝึก สอนความรักชาติจริง ให้เล่าเรื่องราวความรู้สึกเมื่ออกรบ ความรู้สึกเมื่อเผชิญหน้ากับประชาชนอันเป็นที่รัก เมื่อเวลาที่เด็กดูทีวีเห็นสงคราม และ การปฎิวัติในประเทศไทยจะได้เข้าใจของจริง ให้เข้าใจว่าชีวิตที่หนีทหารมันเป็นยังไง ให้เข้าใจการสูญเสีย และให้รู้คุณค่าและเกียรติยศของทหารที่แท้จริง เพราะเขาไม่เคยเห็นลูกเสือออกไปทำอะไรดีดีแล้วในปัจจุบัน ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่เสมือนจริง ให้เด็กได้วางแผนเช่นช่วยคนจมน้ำจริง ไม่ใช่แค่อยู่แต่ในห้องเรียน และเข้าค่ายเท่านั้น แต่ขอยืนยันว่า ควรเป็นวิชาบังคับครับ ไม่ใช่ทางเลือก

 

 

Khunbum Chintanakul วิชาลูกเสือมีประโยชน์นะ แต่ลูกเสือสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เด็กจะช่วยเหลือตนเองได้จาการเข้าค่าย แต่ก่อนต้องกางเต็นท์เอง หุงข้าวเอง สมัยนี้มีบ้านพัก มีแม่ครัวทำกับข้าวให้พร้อม แล้วจะไปเข้าค่ายทำไม ไม่มีประโยชน์

 

 

Big-bottom Bigbig วิชาลูกเสือเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ฝึกให้เด็กมีวินัย รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมาย ค้นหาตัวเอง ฝึกระเบียบ รับผิดชอบตัวเอง ในวิชาลูกเสือ พัฒนาสติปัญญา ทางกาย ทางใจ เป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือสังคม ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ในระดับชั้นสูงๆ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่จะได้เรียน การปฐมพยาบาล ระเบียบหมู่การอยู่ร่วมกับผู้อื่น หน้าที่ของผู้นำ การบำเพ็ญประโยชน์ การเดินทางเมื่อหลงป่าใช้เข็มทิศ การดูดาว ดูทิศทาง ช่วยเหลือคน เงื่อน การทำอาหาร การเอาตัวรอดเมื่อต้องอยู่ในป่า การแสดงออก และอื่นๆ อีกหลายวิชา ยิ่งสามัญรุ่นใหญ่มีทั้งหมด 76 วิชาให้เลือกเรียน เพราะวิชาลูกเสือต้นกำเนิดเขาอยู่ประเทศอังกฤษ ถ้าอยากให้เด็กไทยเห็นแก่ตัว ทำอะไรไม่เป็นก็ไม่ต้องคับเรียน แต่ถ้าอยากให้เด็กไทยเป็นเด็กที่มีคุณธรรมจริยธรรม ซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ก็สมควรที่จะบังคับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิเคราะห์ข่าว : ทำไมอเมริกาถึงอยากบุกซีเรียนัก

 

เมื่อปี พ.ศ. 2523 อายาตุลลอฮ์รูฮุลลอฮ์ มูซาวี โคมัยนี ได้ทำการปฏิวัติประเทศอิหร่านโดยไล่ชาร์ ปาร์ลาวี(กษัตริย์)ออกจากอิหร่าน และเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยใช้หลักการศาสนาอิสลามเข้ามาปกครองบริหารประเทศ นี้คือสิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริการับไม่ได้ นอกจากผลประโยชน์ของตนเองในอิหร่านจะเสียหายไม่เหลือแล้ว อเมริกายังกลัวว่าอิหร่านจะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆเลียนแบบโดยนำหลักการอิสลามมาปกครองในประเทศ

 

หลังจากนั้นอเมริกาก็เร่งสร้างตัวละครเพื่อมาล้มอิหร่าน และอเมริกาก็ปั้นซัดดัม ฮุสเซน จนกลายเป็นประธานาธิบดีอิรัค และให้ซัดดัมนำทหารเข้าสู่สมรภูมิรบกับอิหร่านนานถึง 8 ปี(สงครามอ่าวเปอร์เซีย) เมื่อปราบอิหร่านไม่สำเร็จ ซัดดัม ก็กลายเป็นขยะชิ้นหนึ่งซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องเก็บไว้ และสุดท้ายก็โดนกำจัดในที่สุดด้วยข้อหามีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แต่ต่อมาเมื่อค้นหาก็เป็นที่รู้ว่าอิรักไม่มีนิวเคลียร์สักลูก เจอแต่ขีปนาวุธที่เคยรับจากอเมริกาทั้งนั้น

 

ประเทศสหรัฐอเมริกามีแผลใหญ่ในใจอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการแพ้สงครามในเวียดนาม และเรื่องที่สองคือการฟาดฟันกับอิหร่านอย่างถึงพริกถึงขิงนาน 30 ปี แต่ทำอะไรอิหร่านไม่ได้เลย ใช้เฮลิคอปเตอร์กี่ลำบุกเข้าไปก็ร่วงหมด สู้กันด้วยกำลังอาวุธและทหารยังไงก็ไม่ชนะ จนสุดท้ายอเมริกาต้องยืมมือสหประชาชาติเข้าไปบอยคอตอิหร่าน เจ็บใจกว่านั้นคือประชาชนอิหร่านก็ยังอยู่กันอย่างปกติ การบอยคอตแทบไม่เกิดผลอันใดเลยกับอิหร่าน โดยปัจจุบันผู้นำสูงสุดของประเทศอิหร่านคือ ฯพณฯ อยาตุลลอฮ์ซัยยิด อาลี คอมาเนอี ก็ยังมีแนวทางการเมืองเช่นเดิมต่ออเมริกาคือไม่มีการอ่อนข้อให้อย่างเด็ดขาด

 

ประเทศซีเรียถือเป็นประเทศหนึ่งซึ่งประกาศตนว่าเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน การมีความสัมพันธ์อันดีฉันท์มิตร การติดต่อค้าขายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นการหยามหน้าพี่เบิ้มอย่างอเมริกาเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าเรามองให้ดีๆและติดตามข่าวสารอยู่บ้างก็จะรู้ว่าประเทศอเมริกาจะไม่บุกประเทศที่ไม่มีประโยชน์ อย่างเมื่อก่อนหน้านี้ประเทศเกาหลีเหนือเคยถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธนิวเคลียร์(ซึ่งก็มีจริง) อเมริกาก็ไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง แค่ขู่ๆเท่านั้น แต่ดันเจอของจริงเมื่อเกาหลีเหนือท้าให้มาบุก อเมริกาก็ไม่แน่จริงอย่างที่ขู่รีบม้วนเสื่อกลับบ้านพลางบอกว่าเห็นแก่สิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกประเทศเค้ารู้ดีว่าอเมริกาเป็นอย่างไร

 

ประเทศซีเรียก็เช่นเดียวกันเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย น้ำมันมีแต่น้อย ก๊าซธรรมชาติก็พอใช้ในประเทศ แร่ธาตุแทบจะไม่มี นอกจากจะเอาไว้เป็นที่วางท่อเพื่อดูดน้ำมันจากอิรัคมาที่ทะเล และเมื่อซีเรียเป็นอย่างข้างต้นที่ผมบอกแล้วอเมริกาจะมายุ่มย่ามอะไรกับซีเรีย หนึ่งในบรรดาเหตุผลทั้งหลายคือซีเรียเป็นเพื่อนสนิทกับอิหร่านและซีเรียเองก็ให้ความช่วยเหลือกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ที่ต่อไปจะเป็นอันตรายต่ออิสราเอลมาก ซึ่งถ้าหากกำจัดซีเรียได้ การจัดการกับอิหร่านก็จะง่ายขึ้น แต่เท่าที่ผมสังเกตุผมว่ายังไงอเมริกาก็ไม่กล้าบุกอิหร่าน ซึ่งถ้าอเมริกาบุกอิหร่านจริง ก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 อย่างแน่นอน

 

เนื่องจากมหาอำนาจต่างๆจะถูกลากเข้ามาตีรันฟันแทงกันในสงครามนี้ ไหนจะรัสเซียที่ทำสงครามเย็นกับอเมริกามาตลอด ไหนจะจีนพี่เบิ้มแห่งเอเชียที่มีทหารประมาณ400ล้านคนเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็เป็นคู่ค้าและพันธมิตรที่ดีของอิหร่าน ยังไม่รวมประเทศเล็กประเทศน้อยอีก ซึ่งอเมริกาก็รู้ดีว่าได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นในตอนนี้อเมริกาทำยังไงก็ได้เพื่อให้อิหร่านอ่อนแอลงและนั้นก็คือการจัดการซีเรีย ประธานาธิบดีบาชัร อัซซาด เป็นนายแพทย์ที่มีความฉลาดปราดเปรื่อง แกจะไม่รู้หรอกหรือว่าถ้าใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนเมื่อใด ก็จะกลายเป็นเหยื่อของอเมริกาและชาติตะวันตกเมื่อนั้น

 

ในขณะที่ข่าวการใช้อาวุธเคมีแพร่กระจายออกไปนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่กองกำลังฝ่ายกบฎกำลังจนมุม หรือพูดง่ายๆคือกำลังจะถูกถอนรากถอนโคนโดยฝ่ายรัฐบาล แล้วนายบาชัร อัซซาด จะใช้อาวุธเคมีเพื่ออะไรเมื่อได้เปรียบอยู่สุดกู่ขนาดนั้น และที่สำคัญการใช้อาวุธเคมีนอกจากจะฆ่ากองกำลังกบฎแล้วมันยังฆ่าประชาชนของตัวเขาเองด้วย

 

ดังนั้นจากที่ผมกล่าวมาจึงทำให้รัสเซีย จีน และอิหร่าน ไม่เชื่อว่านายบาชัร อัซซาด เป็นคนทำ!!! ชาติที่ออกมาเตือนชาติตะวันตกว่าอย่าเล่นซีเรียอย่างไร้เหตุผลคือจีน ส่วนรัสเซียนั้นไม่พูดพล่ำทำเพลงจัดการส่งเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี และเรือดำน้ำเข้าประจำการแล้ว ส่วนอิหร่านนั้นช่วยซีเรียมานานแล้วครับ เพราะชาติเหล่านี้รู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อเมริกากุขึ้นเพื่อเขมือบซีเรีย ถ้าอเมริกาบุกซีเรียขึ้นมาจริงๆ ผมมีลางสังหรณ์ว่าจะมีประเทศบางประเทศหายไปจากแผนที่โลก เหมือนที่อิหร่านเคยประกาศไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ปชช.อิรักถูก ISIS ล้อมราวครึ่งแสน

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com


 

ISIS บุกยึดอิรักเพิ่ม ปชช.ถูกล้อม 50,000 คน สหรัฐอเมริกาเตรียมบุก UN เตือนระมัดระวัง

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์ในอิรักหลังการเข้าควบคุมพื้นที่ทางเหนืออีกครั้ง ซึ่งคราวนี้กองกำลังติดอาวุธอิสลามซุนนีย์เข้ายึดเมืองชุมชุนของชาวคริสต์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่หนีตายกว่าแสนรายทะลักเข้าชายแดนเคิร์ดเป็นจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่มั่นคงของเคิร์ดยังถูกบังคับให้ถอนกำลังบริเวณชายแดนด้วย ล่าสุด พบประชาชนกว่า 50,000 ราย ยังคงติดค้างอยู่ในวงล้อมของกองกำลังกลุ่มนี้ ขณะที่ บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศจะโจมตีอิรักทางอากาศในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ สหประชาชาติได้ออกเตือนว่าการปฏิบัติการดังกล่าวจะต้องทำอย่างระมัดระวังและต้องทำให้เด็ดขาด

 

 

แฉสหรัฐโจมตีกองกำลังไอซิสเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์

 
 
 
สหรัฐ 9 ส.ค.-นักวิเคราะห์อิรักแฉสหรัฐตัดสินใจโจมตีกองกำลังไอซิส เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์มากกว่าช่วยรัฐบาลอิรัก

นายฮูเนียน อัล คาโด นักวิเคราะห์ชื่อดังของอิรัก กล่าวว่า รัฐบาลอิรักได้ร้องขอการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายหลายครั้ง ตั้งแต่สหรัฐยุติปฏิบัติการในอิรัก 3 ปี ตามนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แต่เมื่อกลุ่มไอซิสรุกคืบคุกคามเขตปกครองตนเองชองชาวเคิร์ดในภาคเหนือของอิรัก ผู้นำสหรัฐกลับส่งเครื่องบินเข้าโจมตีทางอากาศทันที โดยอ้างว่าประชาคมโลกกดดัน แต่แท้จริงแล้วสหรัฐหวั่นเกรงว่าหากเขตปกครองตนเองชาวเคิร์ด ซึ่งเชื่อมโยงกับซีเรีย อิหร่าน และตุรกี ตกอยู่ในกำมือของผู้ก่อการร้ายไอซิส

สหรัฐจะสูญเสียผลประโยชน์ หากประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรจะต้องกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของขบวนการก่อการร้ายไอซิสที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว.-สำนักข่าวไทย
 

 

 ย้อนรอย สงครามอิรัก ค.ศ. 2003


๑๘ มี.ค.๒๕๔๖ สหรัฐฯ ก็ได้ประกาศเส้นตายให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอิรัก โดยประกาศว่าจะต่อสู้และต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตร

สงครามอิรัก เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอิรักตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2546 ด้วยการรุกรานอิรักโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งมีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชเป็นผู้นำ และสหราชอาณาจักรซึ่งมีนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์เป็นผู้นำ สงครามคราวนี้อาจเรียกชื่ออื่นว่า การยึดครองอิรัก, สงครามอ่าวครั้งที่สอง หรือ ปฏิบัติการเสรีภาพอิรัก โดยทหารสหรัฐ สงครามครั้งนี้สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 แม้ความรุนแรงประปรายยังมีต่อไปทั่วประเทศ

การรุกรานอิรักนำไปสู่การยึดครองและการจับกุมตัวประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนในท้ายที่สุด ซึ่งภายหลังถูกพิจารณาโดยศาลอิรักและประหารชีวิตโดยรัฐบาลใหม่ของอิรัก ความรุนแรงต่อกองกำลังผสมและระหว่างกลุ่มนิกายต่าง ๆ ได้นำไปสู่การก่อความไม่สงบในอิรักในเวลาไม่นาน การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอิรักนิกายซุนนีย์และชีอะฮ์หลายกลุ่ม และการเกิดกลุ่มแยกใหม่ของอัลกออิดะฮ์ขึ้นในอิรัก

วิเคราะห์สงครามอิรัก (Operation Iraqi Freedom)
โดย กองวิจัยและพัฒนาการรบ กรมยุทธการทหารอากาศ
Part of the War on Terror
Iraq header 2.jpg
คำนำ

หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ โลกได้ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงของการจัดระเบียบครั้งใหญ่ โดยระเบียบโลกใหม่ ในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายนี้ได้สะท้อนให้เห็นบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก

 

The 9/11 attacks
The terrorist attacks on New York on September 11, 2001.


ภายใต้แนวคิดของการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) การต่อต้านการก่อการร้ายจึงเป็นแกนกลาง ของนโยบายและการปฏิบัติ
ทั้งด้านการเมืองและการทหารของสหรัฐฯ อิรักซึ่งสหรัฐฯอ้างว่ามีความเชื่อมโยงและให้การสนับสนุนการก่อการร้าย จึงเป็นประเทศหนึ่ง
ที่อยู่ในกระบวนการจัดระเบียบโลกใหม่ดังกล่าว การศึกษาทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบของความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯและอิรัก
ตั้งแต่มูลเหตุการเกิดสงคราม สภาวะสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ ยุทธศาสตร์ และแผนการปฏิบัติทำให้การวิเคราะห์สามารถดำเนินการจนได้บทเรียนที่สมเหตุสมผล การวิเคราะห์สงครามระหว่างสหรัฐและอิรักของกรมยุทธการทหารอากาศ โดยกองวิจัยและพัฒนาการรบฯในครั้งนี้ ได้พิจารณาจัดทำในลักษณะ วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยนำเอากระบวนการวางแผนการยุทธทางอากาศใน Air Campaign Planning Hand Book ที่เคยใช้วิเคราะห์สงครามการก่อการร้าย เป็นหลักในการดำเนินการ สำหรับบทเรียนของสงครามที่ได้จากการวิเคราะห์ในเอกสารนี้ เป็นการนำเสนอ แนวคิดในแง่มุมหนึ่ง ที่อาจยังไม่ครอบคลุมทุกบทบาทที่เกี่ยวข้อง ผู้อ่านจำเป็นต้องวิเคราะห์
ตามไปด้วย พร้อมทั้งสามารถเสนอแนวคิด ของท่านในแง่มุมที่แตกต่างออกไปได้ตลอดเวลา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้
จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และทำให้เกิดแนวคิด ในการพัฒนาการใช้กำลังทางอากาศ ของกองทัพอากาศให้เกิดประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้นไป

พลอากาศตรี พิธพร กลิ่นเฟื่อง
เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ

บทนำ

ตะวันออกกลางนับเป็นดินแดนภูมิภาคหนึ่งที่เกิดปัญหาความขัดแย้ง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจตะวันตก พยายามเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ซึ่งรวมถึงการเข้าไปแสวงประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สหรัฐฯได้เข้าไปมีบทบาทด้านการทหารกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้มากขึ้น เช่นในปี ๒๕๒๒ ได้สนับสนุนประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำอิรัก เพื่อคานอำนาจโคไมนีของอิหร่าน จนเกิดสงครามระหว่างอิรักกับ อิหร่าน ในปี ๒๕๒๓ และเป็นผลทำให้อิรักมีศักยภาพทางทหารสูงขึ้น และมุ่งพัฒนากองทัพ
และเทคโนโลยีทางทหารอย่างต่อเนื่อง

 

 

ภูมิภาคตะวันออกกลาง

 


ปี ๒๕๓๓ อิรักได้ใช้กำลังทหารเข้ายึดคูเวต ทำให้สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร ต้องใช้กำลังทหารผลักดันทหารอิรักออกจากคูเวต
จนเกิดสงครามอ่าวครั้งที่ ๑ คือในปี ๒๕๓๔ ภายใต้ยุทธการพายุทะเลทราย (Desert Strom) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติและประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก หลังจากการพ่ายแพ้สงคราม ในปี ๒๕๓๔ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติใช้มาตรการคว่ำบาตร ทางเศรษฐกิจต่ออิรัก และให้อิรักทำลายอาวุธที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงรวมทั้งขีปนาวุธระยะไกล ไม่แสวงหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จัดตั้งเขตปลอดทหาร และจัดคณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบอาวุธร้ายแรงของอิรักแต่ในห้วงเวลา ๑๒ ปี ที่ผ่านมา อิรักละเมิดมติสหประชาชาติมาโดยตลอด และสหรัฐฯยังเชื่อว่ามาตรการทางการทูตด้วยวิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanctions) เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้ผลกับอิรัก หรือในกรณีการตรวจสอบอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงก็เช่นเดียวกัน อิรักจะใช้วิธีหลบหลีกประวิงเวลา แสดงอาการไม่ให้ความร่วมมือ และคณะผู้ตรวจสอบอาวุธเข้าไม่ถึงหลักฐานที่เป็นจริงของโครงการอาวุธของอิรัก ทำให้ อิรักยังมีขีดความสามารถในการพัฒนาระบบอาวุธร้ายแรง (Weapons of Mass Destruction: WMD)
ซึ่งได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ เคมีและชีวภาพ

มูลเหตุของสงคราม


เมื่อ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ ได้เกิดการก่อวินาศกรรมทำลายอาคาร World Trade Center และอาคาร Pentagon ที่ตั้งกห.สหรัฐฯทำให้สหรัฐฯประกาศทำสงครามกับประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเริ่มปฏิบัติการในอัฟกานิสถานเป็นประเทศแรก แม้จะประสบผลสำเร็จ ในการล้มล้างต่อระบอบตอลีบัน แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุม นายโอซามา บินลาเดน และทำลายเครือข่ายกลุ่มอัลกออิดะห์
ที่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ทำให้สหรัฐฯมุ่งประเด็นไปยังประเทศที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอื่น ๆ อาทิ อิรัก อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย ซูดาน เกาหลีเหนือ และคิวบา

หลังจาก ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ เป็นต้นมา สังคมโลกได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสังคมอเมริกา และโลก ตะวันตก เมื่อลัทธิ บินลาเดน ซึ่งเปรียบเสมือนความคิดแห่งอนาธิปไตยใหม่ ต่อต้านสหรัฐ ฯ และแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ตามความคิดตะวันตก จึงนำเอารูปแบบการต่อสู้แบบดั้งเดิม คือการก่อการร้าย ที่มุ่งหวังจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ด้วยการพัฒนารูปแบบ
ของสงครามก่อการร้าย ที่มีองค์ประกอบของกลยุทธ์อยู่เหนือจินตนาการ และอาศัยจุดอ่อนสังคมเปิดของตะวันตก มาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคนอเมริกาและพันธมิตร ความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความหวาดผวาจากภัยก่อการร้าย สร้างความกังวลให้คนอเมริกา และประชาคมโลกให้อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงปลอดภัย จากการก่อการร้ายทั้งๆที่มิได้อยู่ในวงสัมพันธ์ของความเกลียดชังระหว่างชาวอเมริกัน ชาวตะวันตก และชาวยิว กับกลุ่มอาหรับมุสลิมอุดมการณ์รุนแรง จากความหวาดผวานี้นำความรู้สึกนึกคิดย้อนไปสู่กลุ่มประเทศที่สร้างอดีตอันขมขื่นให้กับสหรัฐฯโดยตรง ทั้งในปัจจุบันยังแสดงท่าทีต่อต้านสหรัฐ ฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนประธานาธิบดีบุช ประกาศชัดเจนว่าเป็นกลุ่มแกนนำแห่งความชั่วร้าย ได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ และประเทศเหล่านั้น อาจจะร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีอยู่มากมายหลายกลุ่ม โดยเน้นไปที่ประเทศอิรัก ในการเปิดฉากสงครามอ่าวครั้งที่ ๒ สหรัฐฯและอังกฤษ อ้างว่าพวกตนทำสงครามอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มติปี ๒๕๓๔ ที่สั่งให้ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซ็น ต้องปลดอาวุธ นอกจากนั้นสหรัฐฯ ยังให้เหตุผลว่าอาวุธในครอบครองของประธานาธิบดี ซัดดัม เป็นภัยร้ายแรงมากพอที่จะทำให้สหรัฐฯมีสิทธิชิงลงมือก่อนได้ อีกทั้งรัฐบาลกรุงวอชิงตันยังระบุว่าประธานาธิบดี ซัดดัม ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย อัลไกดา ซึ่งเท่ากับว่าอิรักเกี่ยวพันกับการโจมตีอาคาร
World Trade Center เมื่อวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๕๔๔ ด้วย อย่างไรก็ตามสมาชิกมนตรีความมั่นคงชาติอื่น ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายทั้งหลายของสหรัฐฯ พร้อมชี้แจงว่าคณะผู้ตรวจสอบอาวุธกำลังปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยดี ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า อิรักมีความสัมพันธ์กับอัลไกดา ก็ยังไม่ชัดเจน นอกจากนั้นมติฉบับเก่าๆ ก็ไม่ได้ให้อำนาจในการดำเนินการทางทหาร หากมองไปที่อิรัก จะพบว่าคณะมนตรีความมั่นคงได้ออกมติ ๑๗ ฉบับ ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียเรียกร้องให้อิรักร่วมมือในการปลดอาวุธ แม้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงเห็นพ้องกันว่าแบกแดดท้าทายสหประชาชาติแต่หลายชาติไม่เชื่อว่าอิรักจะเป็นภัยคุกคามยิ่งใหญ่ สำหรับมติฉบับล่าสุด ๑๔๔๑ ที่ผ่านไปเมื่อเดือน พ.ย.๒๕๔๕ กำหนดให้อิรักร่วมมือกับคณะผู้ตรวจสอบอาวุธ พร้อมระบุว่าอิรักจะเผชิญผลพวงที่ร้ายแรง หากคณะมนตรีความมั่นคงตัดสินใจว่ารายการอาวุธที่อิรักยื่นมาไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง รวมถึงกรณีที่ อิรักไม่ยอมให้ความร่วมมือกับคณะผู้ตรวจสอบ ในส่วนนี้สหรัฐฯประกาศว่า อิรักละเมิดเนื้อหาในมติ ๑๔๔๑ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงยังไม่ได้ลงความเห็นเช่นนั้น อีกทั้งมติยังไม่ได้ระบุว่าอิรักจะเผชิญผลลัพธ์ในรูปแบบใด แต่สหรัฐฯและอังกฤษกล่าวว่าในฐานะหนึ่งในสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง พวกเขามีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวลาต่อมา

President George Bush, surrounded by leaders of the House and Senate, announces the Joint Resolution to Authorize the Use of United States Armed Forces Against Iraq, October 2, 2002.

 

 

United States Secretary of State Colin Powell holding a model vial of anthrax while giving a presentation to the United Nations Security Council



Anti-War protest in London, 2002

 

 

A Marine Corps M1 Abrams tank patrols a Baghdad street after its fall in 2003 during Operation Iraqi Freedom.

ผลลัพธ์
  • การรุกรานและการยึดครองอิรัก
  • การล้มรัฐบาลพรรคบาธและการประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซน
  • การก่อความไม่สงบในอิรัก, ปฏิบัติการก่อการร้ายต่างชาติ และความรุนแรงระหว่างนิกายต่าง ๆ[2]
  • การก่อความไม่สงบลดลงกระทันหัน[3] พัฒนาการในความมั่นคงสาธารณะ[4]
  • การสถาปนาการเลือกตั้งประชาธิปไตยอีกครั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
  • การถอนทหารสหรัฐออกจากอิรัก
  • การก่อความไม่สงบขนาดเล็กดำเนินต่อไป




ผู้นำของอิรัก

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน เกิดที่เมืองกีตริท อยู่ห่างจากกรุงแบกแดด ทางตะวันตกเฉียงเหนือราว ๑๐๐ ไมล์ ครอบครัวเป็นชาวนา เคยเข้ารับราชการศึกษาด้านกฎหมายที่ไคโรประเทศอียิปต์ เมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรคบาธ ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมอาหรับ และเรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น ในช่วงที่เป็นรองประธานาธิบดี ได้เริ่มตั้งองค์กรตำรวจลับขึ้นมาเพื่อกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล องค์กรตำรวจลับจึงเป็นเสมือนฐานอำนาจของซัดดัม ทำให้เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอิรัก ต่อมาในปี ๒๕๒๒ ก็ได้ตั้งตนเป็นประธานาธิบดี ขึ้นปกครองประเทศแบบเผด็จการ


 

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน

 


ในทัศนะของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงหมายถึงอำนาจ อีกทั้งอาวุธนี้ยังหมายถึงฐานะความเป็นผู้นำของโลกอาหรับ ดังนั้น การครอบครองอาวุธดังกล่าว จึงเป็นการส่งเสริมฐานะทางการเมือง ของอิรักในเวทีระหว่างประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงหมายถึง เกียตริยศและอิทธิพลนั่นเอง
 
ยุทธการเสรีภาพแห่งอิรัก (Operation Iraqi Freedom)

แผนการรบของยุทธการนี้ มีระยะเวลาประมาณ ๓๐ วัน ซึ่งสมมติฐานนี้น่าจะเป็นจริงได้ เพราะเมื่อวันที่ ๒๕ มี.ค.๒๕๔๖ที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดีบุชได้ยืนยัน ข้อเสนอของบประมาณการทำสงคราม ซึ่งจะหมดในเดือน พ.ค.๒๕๔๖ จากรัฐสภาเพิ่มอีก ๘๕,๐๐๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ดังนั้นตามหลักการทำแผนสงครามทางอากาศจะต้องเชื่อมกับแผนการรบร่วมอากาศพื้นดิน (Air Land Battle Doctrine) ในห้วงเวลา ๓๐ วัน สามารถแบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน โดยมีช่วงแต่ละขั้นตอนประมาณ ๗-๘ วัน และคาบเกี่ยวกันเพื่อความอ่อนตัวตามสถานการณ์การรบ ดังนี้
๑. การโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิดและขีปนาวุธ Cruise
๑.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ประมาณ ๘ วัน โดยใน ๓ วันแรก (๒๐–๒๒ มี.ค.๒๕๔๖) เป็นยุทธการ “เด็ดหัว” ณ เป้าหมายตามที่ข่าวกรองแจ้งว่ามีการประชุมของประธานาธิบดีซัดดัม คณะรัฐบาลและสภากองทัพ จึงโจมตีทันทีหวังจะพิฆาตประธานาธิบดีซัดดัม แต่ล้มเหลว จากนั้นก็เริ่มโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น ศูนย์บัญชาการแห่ง อำนาจรัฐ ได้แก่ ทำเนียบประธานาธิบดีหลายแห่งกระทรวง ทบวง กรม ที่ทำการพรรคบาธ โรงผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอาวุธเคมี-ชีวภาพ ฐานยิงขีปนาวุธ หน่วยกำลังพิทักษ์สาธารณรัฐ (Republican Guard) กองบัญชาการต่อสู้อากาศยานแท่นยิงจรวด ฐานทัพอากาศ และสถานีเรดาร์ในเมืองสำคัญๆ เช่น กรุงแบกแดด โมซูล และ
เคอร์คุก
ภาพถ่ายทางอากาศของเป้าหมายที่สำคัญ

 

๑.๓ ขั้นตอนที่ ๓ โจมตีเป้าหมายทางทหารที่ยังหลงเหลืออยู่และเป็นหน่วยกำลังทหารที่เผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐ ฯ และอังกฤษ โดยเฉพาะบริเวณสมรภูมิขั้นแตกหักรอบกรุงแบกแดด ตลอดจนที่ตั้งกำลังสำรองพรรคบาธ และหน่วยกำลังที่เป็นภัยคุกคาม เช่น กองกำลังทหารรับจ้างและกองโจรจากนอกประเทศ

๑.๔ ขั้นตอนที่ ๔ โจมตีทางอากาศเมื่อเกิดภัยคุกคามต่อกองกำลังสหรัฐ ฯและพันธมิตรที่เข้าสถาปนารัฐ ณ กรุงแบกแดด ตามที่ได้รับการร้องขอแบบทันทีทันใด ตลอดจนเป้าหมายที่หลบซ่อนของผู้นำประเทศ หากหนีออกจากกรุงแบกแดดไปหลบซ่อนในพื้นที่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

๒. การปฏิบัติการของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ (Special Forces) ได้แก่ Delta Force, Rangers, Green Baret, Seal, SAS, Mar Force Reccon Usafsf และ CIA

๒.๑ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ก่อนวันที่ ๒๐ มีนาคม แล้วแทรกซึมรอบทิศสู่อิรักในลักษณะต่างๆ เช่น การกระโดดร่มลงที่ตำบลและพื้นที่สถาปนาเขตปลอดภัย หรือ เข้าพื้นที่ปฏิบัติการด้วย เฮลิคอปเตอร์ และรถติดปืน โดยคาดหวังว่าจะสถาปนาฐานปฏิบัติการลาดตะเวนระยะไกล จัดตั้งสถานีโทรคมนาคมถ่ายทอดต่อระยะ (Relay Station) กำหนดตำบลแมวมองตามเส้นทางการรุกของขบวนยานยนต์ กำหนดตำบลชี้เป้า ทำลายเส้นใยแก้วสื่อสาร ทำสงครามจิตวิทยาและล่าสังหาร

๒.๒ เตรียมกำลังสนับสนุน และคุ้มกันกองกำลัง CIA ที่ถูกฝึกให้ทำการรบแบบกองโจรในเมือง (Urban Guerrilla Warfare) ต่อต้านหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองโจรฝ่ายอิรัก

๓. การปฏิบัติการกองกำลังทางบกหลักประกอบด้วย กองพลยานยนต์ที่ ๓ และกองพลนาวิกโยธินที่ ๑ เป็นสองแกนรุก (Two Prong Princess) ขนาบตะวันตก-ตะวันออก โดยมีกองพลทหารที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทันสมัยที่สุดเป็นกำลังสำรอง

๓.๑ ขั้นตอนที่ ๑ ตีผ่านเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่น นาชิริยาห์ และคาร์บาลา ก่อนมุ่งสู่กรุงแบกแดด

๓.๒ ขั้นตอนที่ ๒ สถาปนาอำนาจรัฐ






ปฐมเหตุแห่งสงคราม

หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ สหรัฐประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตามล่าตัวนาย ออสมา บินลาเดน ที่สหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และประเทศแรกที่ถูกอเมริกาพิพากษา ก็คือ รัฐบาลตอลีบัน แห่งอาฟกานิสถาน และตามด้วยการพิพากษาสามประเทศอันได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ว่าเป็นกลุ่ม “อักษะแห่งความชั่วร้าย “ ที่เป็นอันตรายต่อความสงบสุขสันติภาพของประชาคมโลก
จุดปะทุของสงครามอเมริกา-อิรัก รอบสอง เริ่มปรากฏเค้ารางที่ชัดเจนขึ้นเมื่อประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ออกมาแถลง ถึงแผนโค่นอำนาจ 'ซัดดัม' ผู้นำอิรัก เบิกโรงด้วยการให้ เครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษเปิดฉากทิ้งระเบิด โจมตีศูนย์ควบคุมและบัญชาการทางอากาศ ที่สนามบินทหารแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางตะวันตกประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร ในวันศุกร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในอิรักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๔ ปี
ตามด้วยการกดดันองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เห็นด้วยกับ แผนการโจมตี อิรักของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงว่าเขาจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่ออิรัก ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ ๑๒ กันยายน นี้ ท่ามกลางกระแสคัดค้านของประชาคมโลก ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ไร้หลักฐานของสหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างโจมตีอิรัก ในครั้งนี้


สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (อังกฤษ: War on Terrorism) เป็นการอ้างของอเมริกาที่จะแสวงหาประโยชน์จากประเทศมุสลิม ชื่อเรียกทั่วไปที่ใช้เรียกความขัดแย้งทางการทหาร ทางการเมือง ทางกฎหมายและอุดมการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะใช้เรียกการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม และใช้ในความหมายถึงปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรภายหลังจากวินาศกรรม 11 กันยายน เมื่อปี พ.ศ. 2544
เป้าหมายที่กำหนดไว้ของการทำสงครามในสหรัฐอเมริกา คือ เพื่อปกป้องพลเมืองชาวอเมริกันและผลประโยชน์ทางธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ การแบ่งแยกกลุ่มก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาและขัดขวางการดำเนินการขององค์การก่อการร้ายข้ามชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้เงาของกลุ่มอัลกออิดะฮ์
ทั้งการให้นิยามและนโยบายการทำสงครามยังคงถูกถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอ้างเหตุผลเพื่อการชิงโจมตีก่อน การละเมิดสิทธิมนุษยชนและยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย


สงครามช่วงชิงความชอบธรรม ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิรักก่อนเปิดยุทธการสู้รบในยุทธภูมิ เมื่อสหรัฐประกาศกล่าวหาอิรักว่า เป็น”อักษะแห่งความชั่วร้าย “เป็นอันตรายต่อสันติภาพโลก มีการซ่องสุม ผลิตอาวุธทำลายล้างสูง เช่น อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และขีปวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ สหรัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปปลดอาวุธ และเปลี่ยนแปลงผู้นำในอิรัก ปลดอำนาจประธานาธิบดี ซัสดัม ฮุสเซน ผู้นำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงในสันติภาพของโลก !! ออกไป
สังคมโลกเกิดความตรึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศพิพากษากลุ่ม “อักษะแห่งความชั่วร้าย” สามประเทศอันได้แก่ อิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ โดยมีเป้าหมายแรกประกาศสงครามต่อประเทศอิรัก แต่ แทนที่ประธานาธิบซัสดัม ฮุสเซน จะเดือดเนื้อรัอนใจกลับนั่งตีขิม วางหมากอยู่ในแนวลึก ปล่อยให้สงครามทางการฑูตวิ่งพล่านกันทั่วโลก เมื่อมหาอำนาจต่างๆ เกิดความระแวงต่อแผนการโจมตีอิรักของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ว่าในเบื้องลึกมีอะไรแอบแฝงมากกว่าความต้องการ รักษาความสงบสันติสุขของประชาคมโลกตามที่สหรัฐกล่าวอ้างหรือไม่ พันธมิตรของอิรักจึงค่อยๆ ปรากฎร่างขึ้นโดยที่อิรักไม่ต้องออกแรง ซัสดัม ฮุสเซน เมื่อเขาสามารถกุมสภาพ เงื่อนไขภายนอกได้ จึงเลือก “ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว “ ปล่อยให้เงื่อนไขภายนอก ไปโดดเดี่ยวพลังอำนาจของศัตรู เช่น
องค์การสหประชาชาติ ที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ มากกว่าการยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม พวกเขาเป็นองค์กรแรกที่สับสนวุ่นวายกันไปหมด เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ และประชาคมโลกที่รักและหวงแหนเสรีภาพสันติภาพ พวกเขาจึงกำหนดบทบาทตนเองแทบไม่ถูก เสียผู้เสียองค์กรไป กับความไม่ชัดเจน โปร่งใส ไร้อำนาจ ต่อการตัดสินปัญหา เมื่อผลการตรวจสอบอิรักไม่พบหลักฐาน ไม่มีเหตุผล การตัดสินปัญหาก็ยังต้องเกรงใจสหรัฐ ผลของการตัดสินปัญหาขององการสหประชาชาติ จึงปรากฏออกมาในรูปของสีเทา ไม่เด็ดขาดชัดเจน สร้างความอึมครึมต่อเศรษฐกิจโลก และกระทบความมั่นคงต่อสันติภาพโลก อย่างแหลมคม



ซัดดัม ฮุสเซน



การประหารชีวิตซัดดัม ฮุสเซน มีขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2549 (วันแรกของอีดิลอัดฮา)ซัดดัมถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการแขวนคอ หลังพบว่ามีความผิดจริงและถูกพิพากษาฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยศาลอาญาอิรักสูงสุด ในการฆาตกรรมชาวอิรักชีอะฮ์ 148 คนในเมืองดูเญล เมื่อ พ.ศ. 2525 เพื่อเป็นการแก้แค้นต่อความพยายามลอบสังหารตัวเขา[1]
ซัดดัม ฮุสเซนเป็นประธานาธิบดีอิรักตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 2546 เมื่อเขาพ้นจากตำแหน่งระหว่างการรุกรานอิรัก พ.ศ. 2546 โดยกำลังผสมพันธมิตรนำโดยสหรัฐ หลังการจับกุมตัวซัดดัมในอัดดาวร์ ใกล้ติกรีตเมืองเกิดของเขา เขาถูกกักขังที่ค่ายครอปเปอร์ และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

 

 

 

 

 

 

               สารทจีน 2557 ของไหว้สารทจีน 2557


สารทจีน วันสารทจีน
วันสารทจีน
 


 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก irrigation.rid.go.th


 

สารทจีน 2557 ตรงกับวันที่ 10 ส.ค. ว่าแต่ ไหว้สารทจีน 2557 ต้องทำอย่างไร ของไหว้สารทจีน 2557 มีอะไรบ้าง เรามีบทความมาฝาก

สารทจีน 2557 หรือ วันสารทจีน 2557 ตรงกับวันที่ 10 สิงหาคม ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็นเวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออกเร่ร่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ ชาวจีนจึงมีการเซ่นไหว้ด้วยของไหว้ สารทจีน หลากความหมาย ที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานใน.. เทศกาลวันสารท

ทั้งนี้ ในรอบหนึ่งปี คนจีนจะมีไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้ง เรียกว่าไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย การไหว้เจ้า สารทจีน หรือ วันสารทจีน ถือเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิด-เปิดให้ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญได้

ตำราจีนหนึ่งกล่าวไว้ว่า วันที่ 15 เดือน 7 เป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์ และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้าย จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ นรกจึงเปิดประตู เพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญได้ ใน วันสารทจีน นั่นเอง

การไหว้ในเทศกาลสารทจีน ต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่น ๆ ตรงที่แบ่งการไหว้สารทจีน ออกเป็น 3 ชุด ดังนี้

 

สารทจีน วันสารทจีน ของไหว้สารทจีน
สารทจีน ของไหว้ สารทจีน



ของไหว้สารทจีน ชุดแรก สำหรับไหว้เจ้าที่ จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมไหว้ สารทจีน ก็ใช้ ถ้วยฟู กุยช่าย ซึ่งต้องมีสีแดงแต้มเป็นจุดเอาไว้ ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของ สารทจีน คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง

ของไหว้สารทจีน ชุดที่สอง สำหรับไหว้บรรพบุรุษ คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียม สารทจีน ต้องมีน้ำแกง หรือขนมน้ำใส ๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชา จัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ และที่ขาดไม่ได้ในเทศกาล สารทจีน ก็คือ ขนมเข่ง ขนมเทียน ผลไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง

ของไหว้สารทจีน ชุดที่สาม สำหรับไหว้วิญญาณพเนจร ซึ่งไม่มีลูกหลานกราบไหว้ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ จะต้องไหว้นอกบ้าน ของไหว้ สารทจีน มีทั้งของคาวหวานกับผลไม้ตามต้องการ และที่พิเศษคือ มีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง จัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้ ในวันสารทจีน

เทพแห่งโชคลาภ ไหว้เจ้าวันสารทจีน

 

 


 

ในช่วงหลายสิบปี เทพแห่งโชคลาภที่บันทึกไว้ในระบบความจำของตี๋หมวยใหญ่น้อยทั้งหลายคือ "ฮก-ลก-ซิ่ว" เทพยอดนิยมอมตะนิรันดร์กาล ที่ไม่ว่าจะเป็นจีนเชื้อสายใด เป็นคนรุ่นไหน ฮก-ลก-ซิ่ว คือเทพที่อยู่ในความศรัทธามายาวนาน ที่สามารถเข้าได้กับทุกงานมงคล ตั้งแต่งานขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดสำนักงาน วันเกิด ฯลฯ

หรือหากเป็นเมื่อประมาณ 5-6 ปีผ่านมา "ไฉ่ สิ่ง เอี๊ย" หรือเทพแห่งทรัพย์ เริ่มยึดครองพื้นที่ศรัทธาในใจผู้คนมากขึ้น เพราะไม่ว่าคนรวยคนจนไหว้พระไหว้เจ้าก็ไม่พ้นเรื่องของเงินทอง

ส่วนเทพแห่งโชคลาภของจีนมี 7 องค์ด้วยกัน คือ พระยูไล พระโพธิสัตว์กวนอิม พระสังกัจจายน์ พระจี้กง เทพแห่งเงินตราทั้ง 4 ในศาสนาพุทธ เซียนคู่ และเทพฮก

หลายองค์ที่กล่าวถึงนั้นเป็นเทพที่คุ้นเคยใกล้ชิดไม่เฉพาะแต่คนจีน หากรวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อยทีเดียว เช่น พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่เรามักเรียกกันว่าเจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ ที่นั่งยิ้มแฉ่งรับญาติโยม

พระโพธิสัตว์กวนอิม ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมา หาได้มีตัวตนจริงไม่ แต่เมื่อสร้างแล้วมีผู้กราบไหว้บูชามากมาย จึงพยายามผูกเป็นเรื่องให้เข้ากับประวัติศาสตร์จีน โดยจัดเรื่องให้พระโพธิสัตว์เป็นพระราชธิดาของพระราชาองค์หนึ่ง…กล่าวไว้ว่าพระนางนั้นเดิมเป็นพระธิดาของ พระเจ้าเมี่ยว จวง หวาง ทรงพระนามว่า เมี่ยวซ่าน ทรงฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไม่ยอมเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสตามพระประสงค์ของพระบิดา

ต่อมาได้เทพทางศาสนาเต๋า คือเทพไท้ไป๋ ซิง จวิน ชี้แนะ จึงได้บำเพ็ญบารมีจนตรัสรู้เป็นพระโพธิสัตว์…ด้วยศาสนาพุทธและศาสนาเต๋าล้วนเข้าไปสู่วิถีชีวิตของชาวจีนอย่างแยกกันไม่ออก พระโพธิสัตว์กวนอิมของศาสนาพุทธจึงกลายเป็นเทพของศาสนาเต๋าไปด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นพุทธศาสนิกชนก็ได้ เป็นผู้ที่นับถือศาสนาเต๋าก็ดี ล้วนกราบไหว้พระโพธิสัตว์องค์นี้กันทั้งนั้น…

พระสังกัจจายน์ หรือพระยิ้ม หรือเรียกกันทั่วไปว่าพระถุงย่าม…ที่รู้จักกันของชาวจีนว่าคือ พระหมี เล่อ โฝว นั้นเป็นนามเรียกขานเดียวกับพระศรีอริยเมตไตรย แต่แท้จริงแล้วพระยิ้มอาจไม่ใช่พระศรีอริยเมตไตรยก็ได้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระประหลาด…ที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ย พุงยุ้ย มักใช้ไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่เกี่ยวถุงผ้าแล้วแบกไว้บนบ่า มักปรากฏกายไปบิณฑบาตในตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา พูดจาผิดจากคนทั่วไป ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ที่ไหน ๆ ก็นอนได้หมด มักจะบอกเล่าและทำนายเรื่องในอนาคตที่จะเป็นอันตรายต่อผู้คน ราวกับเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน

ความจริงแล้วสิ่งที่ติดตัวของท่านก็มีเพียงถุงย่ามใบเดียว ท่านมักจะนำของบิณฑบาตมาได้เทรวมลงไปในถุงย่าม ผู้คนเข้ามามุงดู ท่านจะพูดกับคนเหล่านั้นด้วยคำพูดที่เปรียบเทียบให้คนรู้เห็นธรรมอันแท้จริง บางคนบอกว่าท่านเป็นเทพเจ้า บางคนก็ว่าท่านเป็นบ้า…

พระหมีเล่อ หรือพระศรีอริยเมตไตรย เป็นเสียงเรียกขานตามภาษาสันสกฤต Maitreya ความหมายก็คือผู้มีความเมตตา เป็นนามของพระโพธิสัตว์หมีเล่อของศาสนาพุทธมหายาน กล่าวกันว่า ท่านเป็นบุตรตระกูลพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งหมู่บ้านเจี่ยพอหลีชุน แห่งหนานเทียนจู๋ ของอินเดียโบราณ

พระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้ก่อนพระศรีศากยมุนี จากนั้นก็ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตรทางทิศตะวันตก…พระองค์ทรงดูแลความสุขของมวลมนุษยชาติสืบต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวกันว่าในยุคของพระองค์จะมีแต่สิ่งดี ๆ ความสวยงาม และความสุข…

พระจี้กง หลายท่านรับรู้เรื่องราวของท่านในฐานะ "พระคนยาก" เพราะภาพลักษณ์ของพระที่แต่งตัวปอน ๆ ด้วยจีวรเก่าซอมซ่อ และมีขวดน้ำเต้าบรรจุเหล้าติดตัวอยู่เสมอ หากเบื้องลึกของพระจี้กงที่ได้กล่าวไว้คือ พระจี้กงเป็นชาวไถโจว ปัจจุบันคืออำเภอหลินไห่ ของมณฑลเจ้อเจียง นามเดิมของท่านคือหลี่ ซิน หย่วน ท่านออกบวชที่วัดหลิงอวิ่นซื่อ ที่เมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง…เนื่องจากพระจี้กงไม่นิยมปฏิบัติตามกฎของสงฆ์ ชอบกินเนื้อสัตว์และดื่มเหล้า อีกทั้งมีท่าทางเหมือนคนบ้า ผู้คนจึงเรียกท่านว่าพระบ้า

พระจี้กงมีจิตใจเมตตา ชอบช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม อีกทั้งดูถูกพวกข้าราชการที่ชอบกินสินบนและกดขี่ข่มเหงประชาชน การปฏิบัติตัวของพระจี้กงเป็นที่นิยมนับถือของประชาชนทั้งหลาย จนเรียกกันว่า ท่านคือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิดในยุคปัจจุบัน…"

ข้อความข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระเจ้าใกล้ตัว ที่หลายท่านคุ้นเพราะเคยได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวจากผู้เฒ่าผู้แก่มาตั้งแต่เด็ก ในเชิงของตำนานพื้นบ้านที่มีอภินิหารผสมอยู่ด้วย เล่าสู่กันฟังเพื่อความสนุก จึงอยากเชิญให้ท่านลองทำความรู้จักกับพระเจ้าองค์เดิมที่นับถือมานาน รวมถึงพระเจ้าองค์อื่น ๆ ที่เหลือในแง่มุมที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ ตลอดจนสถานะของเทพแห่งโชคลาภ เผื่อการไหว้พระไหว้เจ้าในวันสารทจีนจะมีคุณค่า และความหมายยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ
สารทจีน สะท้อนให้คนเราเห็นว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ควรกระทำตัวให้เป็นบรรพบุรุษที่ดี ให้ลูกหลานเคารพ และกราบไหว้บูชาแม้ยามจากไป ยังดีกว่าจะรอให้คนทั่วไปมาเซ่นไหว้ตามข้างทาง ขึ้นอยู่ที่ว่า..คุณ !! จะเลือกเป็นบรรพบุรุษแบบไหน

และในปีนี้ขอให้คนจีนไหว้เจ้าสารทจีนทุกคนช่วยกันรณรงค์ไหว้เป็นผลไม้ไทย และซื้อสินค้าไทยไหว้เจ้ากัน   

 



เจ้าเเม่กวนอิม เทพเจ้า
เทพเจ้าโชคลาภ ในวันสารทจีน

 

 

 

 

 

 

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เคยสงสัยไม๊ว่า เหตุใดระบบการทำงานในร่างกายคนเราถึงทำงานได้เป็นเวลาคล้ายมีโปรแกรมตั้ง เวลาระบบไว้ ที่ทำเช่นนี้ได้เพราะในร่างกายมีนาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ตั้งอยู่ที่ suprachiasmatic nucleus(SCN) ของสมอง ไฮโพธาลามัส ทำหน้าที่บริหารระบบในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ เพราะสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ประกอบกับธรรมชาติไม่หยุดนิ่ง, มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากโลกหมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ ทำให้โลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงจากดวงอาทิตย์ เกิดเป็นวงจรของวัน(circadian rhythm) ใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงต่อการหมุนรอบตัวเองของโลก 1 รอบ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงมืด(กลางคืน) กับช่วงสว่าง(กลางวัน) ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตจะต้องปรับสภาวะร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับวงจรของวันใน ธรรมชาติ มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้มีอายุขัยสั้นลง

 

ด้วยเหตุนี้นาฬิกาชีวภาพของคนจึงทำงานเป็นวงจรและใช้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน โดยมี 2 ช่วง คือ ช่วงมืด กับช่วงสว่าง สำหรับช่วงสว่าง แสงจะกระตุ้น SCN โดยอาศัยตัวรับแสง(melanopsin) ซึ่งอยู่ ที่เรตินา(จอตา) กับที่เส้นใยประสาท retinohypothalamic tract ส่วนช่วงมืด(กลางคืน) ต่อมไพเนียลของสมองจะหลั่งเมลาโทนิน(melatonin) มากระตุ้น SCN เมื่อ SCN ถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทและฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของอวัยวะ และต่อมต่างๆ เพื่อให้สภาวะร่างกายดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับวงจรของวันในธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิของร่างกาย, ความดันเลือด, การเต้นของหัวใจ และวงจรการหลับ-ตื่น เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมาก โดยชักนำให้เกิดการนอนหลับ ปรับการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ ช่วยชะลอความแก่ และป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่เมลาโทนินจะถูกหลั่งออกมาในช่วงกลาง คืนเท่านั้น เนื่อง จากถูกยับยั้งโดยแสง แม้แสงจะมีความเข้มต่ำเพียง 0.1 ลักซ์(เทียบได้กับแสงในคืนพระจันทร์เต็มดวง) ก็ส่งผลให้ร่างกายหลั่งเมลาโทนินน้อยลงได้

 


ปัจจัยที่ทำให้นาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิต(เช่น การนอนไม่เป็นเวลา นอนดึก) ความชรา และโรคบางชนิด เช่น อัลไซเมอร์ มะเร็ง พาร์คินสัน โรคทางจิตเภท(schizophrenia) โรคซึมเศร้า เป็นต้น โดยเซลล์ประสาทใน SCN จะหลั่ง vasopressin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายและยังส่งผลไปควบคุม สภาวะร่างกาย เช่น อุณหภูมิของร่างกาย การตื่นตัว/ความกระฉับกระเฉง เมื่อ คนเรามีอายุมากขึ้น vasopressin และเมลาโทนินจะถูก หลั่งออกมาน้อยลง ส่งผลให้นาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ คนชราจึงมีอาการต่างๆ เช่น นอนไม่ค่อยหลับ ใช้ระยะเวลาให้เริ่มหลับนาน ระยะเวลานอนหลับสั้นลง นอนหลับไม่ลึก และเข้านอนเร็ว ทั้งนี้เป็นเพราะตัวรับแสงและตัวรับสัญญาณอื่นๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพลง ส่วนผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางเป็นเวลานาน(jet lag) ร่างกายจะต้องปรับการทำงานของนาฬิกาชีวภาพใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงเกิดอาการสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

 

ขณะที่นาฬิกาชีวภาพของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะทำงานช้าลง ทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุดแตกต่างจากคนปกติ คือ จะลดลงในช่วง 9.00 น. ถึงช่วงเย็น แทนที่จะลดลงในช่วง 4.00 – 5.00 น. เหมือนคนปกติ ทำให้ตารางเวลาชีวิตเปลี่ยนไป โดยช่วงกลางคืนจะมีภาวะวิตกเครียดและนอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นมาทำกิจกรรมและนอนหลับในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นแทน สำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภท นาฬิกาชีวภาพจะทำงานเร็วผิดปกติ ผู้ป่วยจะนอนหลับไม่สนิทเนื่องจากมีภาวะรบกวนขณะหลับ โดยพบว่า 40-65% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะนอนไม่หลับขั้นรุนแรง คาดว่าเป็นผลมาจากการนอนหลับในช่วงเย็น ทำให้เวลาเข้านอนดึก หลังเวลา 2.00 – 3.00 น. ร่างกายจึงไม่หลั่งหรือหลั่งเมลาโทนินออกมาน้อย ดังนั้นในขณะนอนหลับจึงไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้เพราะมีผลไปยับยั้งการหลั่งเมลา โทนิน และไม่ควรรนอนหลับในช่วงเย็นเพราะจะทำให้ช่วง เวลาเข้านอนต้องเลื่อนออกไป

 

 

 


 

 

 

การแพทย์จีนได้ใช้ทฤษฎี หยิน-หยาง อธิบายความสัมพันธ์ 2 ด้านที่ต่อต้าน/ตรงกันข้ามกัน แต่มีความเกี่ยวเนื่องควบคุมและสัมพันธ์กันตลอดเวลา โดย หยิน หมายถึง เย็น/ร่ม การหยุดนิ่ง กลางคืน ส่วนหยาง หมายถึง ร้อน/สว่าง กลางวัน การเคลื่อนไหว ดังนั้นหยิน-หยางจึงเปรียบได้กับสภาวะธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งกลางวันและกลางคืน และเปรียบได้กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่ทำงานเชื่อมโยงกันและสอดคล้องกับวงจรของวันโดยแต่ละช่วงเวลาจะ มีอวัยวะบางชนิดหรือบางระบบในร่างกายที่ต้องทำงานหนัก (ภาพที่ 1) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อวัยวะอื่นๆ จะหยุดทำงาน อวัยวะทั้งหมดยังคงทำงานเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลา

 


ความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะ/ระบบของร่างกายกับช่วงเวลาในวงจรของวัน มีดังนี้

 

เวลา 3.00 – 5.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด เพื่อให้ระบบหายใจได้ทำงานได้เต็มที่ และเซลล์ต่างๆ ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอโดยเฉพาะที่สมอง สมองที่ได้รับออกซิเจนน้อยหรือไม่เพียงพอจะมีผลความจำของคนเราเสื่อมลงได้ และช่วง 4.00 – 5.00 น เป็นช่วงที่อุณหภูมิของร่างกายลดลงต่ำสุด ร่างกายควรได้รับความอบอุ่น หลีกเลี่ยงสภาวะอากาศเย็น ช่วงนี้จึงเหมาะต่อการตื่นนอนเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น สำหรับคนที่ระบบหายใจหรือปอดมีปัญหา หายใจติดขัด ไอ จาม มีน้ำมูก โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบต้องระวังสุขภาพ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่อาการกำเริบได้ง่าย

 

เวลา 5.00 – 7.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ เพื่อขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย และมีการหลั่ง cortisol เพื่อช่วยให้ร่างกายกระปรี่กระเปร่า ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย และตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ความดันเลือดในร่างกายจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น สำหรับคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ จะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก หายใจติดขัด โดยเฉพาะคนที่เป็นโรค หืดควรระวังอาการกำเริบ

 

เวลา 7.00 – 9.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงาน ดังนั้นจึงควรรับ ประทานอาหารมื้อเช้า สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน ภูมิแพ้ ไขข้ออักเสบรูมาทอยด์ช่วงเวลานี้ควรระวังอาการกำเริบได้

 

เวลา 9.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้ามและตับอ่อน โดยม้ามทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย กำจัดเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ ส่วนตับอ่อนจะผลิตเอนไซม์มาช่วยย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก ร่างกายช่วงนี้จะมีความตื่นตัวมาก จึงเป็นช่วงที่เหมาะต่อการ ทำงาน/ทำ กิจกรรม

 

เวลา 11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ช่วงนี้ระดับความดันเลือดในร่างกายยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดัง นั้นคนที่หัวใจผิดปกติ ช่วงนี้จะมีเหงื่อออกมากและรู้สึกร้อน อบอ้าว

 

เวลา 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหาร หากมื้อกลางวันไม่รับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ ช่วงนี้จะรู้สึกหิวและทรมาน

 

เวลา 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ปัสสาวะ ซึ่งทำหน้าที่เก็บน้ำกรองจากไต โดยช่วง 17.00 น. เป็นช่วงที่หลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรง จึงเหมาะต่อการออกกำลังกาย

 

เวลา 17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต เพื่อกรองของเสียออกจากเลือดและ รักษาสมดุลในร่างกาย ช่วง 18.30 น. ระดับความดันเลือดจะเพิ่มขึ้นสูงสุด และ ช่วงนี้จึงควรดื่มน้ำสะอาด(ไม่ควรดื่มน้ำเย็น) และไม่ควรนอนหลับในช่วงนี้ เพราะจะทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

 

เวลา 19.00 – 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของหัวใจ และเป็นช่วงของระบบหมุนเวียนโลหิต โดยช่วง 19.00 น. อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มขึ้นสูงสุด ผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง ช่วงนี้ควรระวังอาการกำเริบ

 

เวลา 21.00 – 23.00 น. เป็นช่วง เวลาของระบบทั้ง 3 (triple heater) ได้แก่ ระบบหายใจส่ง ผลต่อร่างกายช่วงบน(หัวใจ-ปอด) ระบบย่อยอาหารมีผลต่อช่วงกลางลำตัว(กระเพาะ อาหาร ม้าม ตับ) และระบบขับถ่ายมีผลต่อร่างกายช่วงล่าง(ไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้เล็ก) เป็นช่วงที่ร่างกายปรับสมดุลความร้อนและเป็นช่วงที่อุณหภูมิในร่างกายจะ ค่อยๆ ลดลง การขับถ่ายอุจจาระจะหยุดพักชั่วคราว ร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ควร นอนหลับพักผ่อน

 

เวลา 23.00 – 1.00 น. เป็นช่วง เวลาของถุงน้ำดี เพื่อเก็บน้ำดีที่ได้จากตับและส่งน้ำดีมาช่วยย่อยไขมันที่ลำไส้เล็ก ถุง น้ำดีและตับ จึงเป็นอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันอย่างมาก

 

เวลา 1.00 – 3.00 น. ช่วงเวลาของตับ เพื่อกำจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยนำมาสังเคราะห์และเก็บสะสมในรูปไกลโคเจน และสร้างน้ำดีมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ช่วงนี้ควรเป็น ช่วงที่หลับสนิทเพื่อ ให้เลือดไหลเวียนมาที่ตับได้ดี เนื่องจากเวลา 2.00 น ร่างกายจะหลั่งเมลาโทนินได้สูงสุด การนอนไม่หลับ เครียด ได้รับสารพิษ หรือรับประทานอาหารหวานจัด จะส่งปัญหาถึงตับ สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ช่วงนี้อาจทำให้อาการกำเริบและหัวใจล้มเหลวได้

 

 

ทีนี้ลองพิจารณาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราสิว่า สอดคล้องกับตารางเวลาของนาฬิกาชีวิตหรือไม่? เพราะโรคบางโรค อาจมีสาเหตุมาจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา

 

http://board.postjung.com/795453.html#

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 โภชนาบำบัด^^'1.ดื่มน้ำร้อนปลอดทุกโรค2.กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ3.หยุดกินน้ำตาลทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก(เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมส์)ทำให้หน้าอกโตด้วย8.กล้วยน้ำหว้านำไปเผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความจำดี และสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมนให้กินกับน้ำมพร้าวอ่อน จะดีมาก ช่วยรักษาโรคฮันจิสัน(สตรีถ้ากินมากจะเซ็กส์จัด)10.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใช้กินและทาหน้า ร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด11.กินน้ำมันหมูดีที่สุด
 

 

โภชนาบำบัด


1.ดื่มน้ำร้อนปลอดทุกโรค
2.กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ
3.หยุดกินน้ำตาลทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ
4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า
5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง


6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด
7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก(เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมส์)ทำให้หน้าอกโตด้วย
8.กล้วยน้ำหว้านำไปเผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน
9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความจำดี และสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมนให้กินกับน้ำมพร้าวอ่อน จะดีมาก ช่วยรักษาโรคฮันจิสัน(สตรีถ้ากินมากจะเซ็กส์จัด)
10.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใช้กินและทาหน้า ร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด
11.กินน้ำมันหมูดีที่สุด

 

 

 

 

@ อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! ! @

1. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม - ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!

2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

3. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

 

6. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

7. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

8. กล้วย+มะละกอ+แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

9. มังคุดกับน้ำตาล - กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต

10. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

 

11. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

12. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

13. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

14. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

15. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

 

16.น้ำเต้าหู้กับนมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

17. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

18. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

19. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

20. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

21. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

 

* * *มีนักท่องเที่ยวชาวจีนวัยเพียง28ปีรายหนึ่ง ตอนมาเที่ยวเมืองไทยได้รับประทานทุเรียนไปจำนวนมากหลังจากนั้นก็ดื่มน้ำอัดลม สารคาเฟอินในน้ำอัดลมก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจวายอย่างเฉียบพลัน

+ + ประเทศไทยได้ออกกฎอย่างชัดเจนไว้ว่า ภายใน 8 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานทุเรียนเป็นจำนวนมาก ห้ามดื่มน้ำอัดลมเป็นอันขาด ! !

* * ทุเรียนก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะสูงเลยทีเดียว

 

Nichapat Kaeokun วิชาลูกเสือเป็นวิชาที่สนุกสนาน ครื้นเครง แต่วิทยากรที่มาสอนทำให้เด็กไม่อยากเรียน เช่น ทำซุ้มโรยมดแดง ลอดถ้ำเอาตะปูตอกให้เด็กลอดตะปูก็ขูดหลัง ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ทำให้เด็กขยาดกับกิจกรรมนี้

guest

Post : 29/07/2014 18:32     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  สงครามรอบใหม่ในอิรัก

 

 

 

 

ภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดในประเทศซิมบับเว เป็นสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงเป็นอันดับที่สองในประวัติศาสตร์การเงินโลก (รองจากภาวะเงินเฟ้อในประเทศฮังการี ใน พ.ศ. 2489) ภาวะเงินเฟ้อยิ่งยวดครั้งนี้ เกิดขึ้นกับเงินสกุล ดอลลาร์ซิมบับเว (Zimbabwean Dollar, ZWD) อันเนื่องมาจากการบริหารงานอันผิดพลาดของประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ โดยมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ 516,000,000,000,000,000,000 (ห้าร้อยสิบหกล้านล้านล้าน) ต่อปี [1] (อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปัจจุบัน จะอยู่ที่ร้อยละ 4 ต่อปี) ทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นอย่างรุนแรงในระบบเศรษฐกิจและสังคม จนนำไปสู่การยุติการใช้สกุลเงินประจำชาติในที่สุด

 

ลำดับเหตุการณ์

พ.ศ. 2530-2542