Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 19/07/2014 17:44     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ชีวิตสุดท้ายที่เบตง

 

 

        คาร์บอมเบตงหนักสุดรอบ7ปี

 

 

 

                      

 

 

อดีตนายกฯเทศมนตรีเบตงเผยคาร์บอมเบตงหนักสุดรอบ 7 ปี เร่งประสานฝ่ายความมั่นรปภ.เมืองเข้มหวั่นกระทบศก.ชายแดน

 

นายคุณวุฒิ มงคลประจักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเบตง และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า เหตุคาร์บอมบ์บริเวณหน้าโรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์ (ฟูทูน่า) บริเวณเขตเทศบาลเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ทำให้เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อคือน.ส.เพ็ญนภา ตุ่นห่อ 2.นายเดชา ดารีเยาะ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 30 ราย

 

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นเหตุความรุนแรงที่สุดอีกครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดธนาคารในพื้นที่อ.เบตงพร้อมกัน 6 แห่งเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.49 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีการวางระบบการดูแลความปลอดภัยพื้นที่อย่างเข้มงวด ทำให้ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ค่อนข้างเบาบางลงเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ

 

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซียทยอยเดินทางเข้ามาเที่ยวและจัดทริปทัวร์เพื่อรับประทานทุเรียนที่กำลังให้ผลผลิต แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการแจ้งประสานให้ทุกฝ่ายเฝ้าระมัดระวังเหตุการณ์ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงเดือนสุดท้ายของการถือศีลอดก็ตาม

 

" หลังจากนี้อาจต้องมีการหารือร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อวางมาตรการดูแลความปลออดภัยอีกครั้ง เนื่องจากผลกระทบที่ตามมามีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นและระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองชายแดน " นายคุณวุฒิ กล่าว

 

 

 

 

 

 

'ชีวิตสุดท้ายที่...เบตง' คาร์บอมบ์สะเทือน 'ไข่แดง' ศก.

 

 
ก่อนนั้นไม่กี่ชั่วโมง...
 
หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า กำชับเฝ้าระวังช่วงเปราะบาง "โค้งสุดท้าย" ก่อนสิ้นเดือนรอมฎอน
 
 
กระทั่ง 14.48 น. วันที่ 25 กรกฎาคม คนร้ายขับรถตู้ ทะเบียนป้ายเหลือง 10-1010 มาจอดกันพื้นที่เป้าหมาย เพื่อ "ล็อกเป้า" เปิดทางให้ "มัจจุราช" ผู้ขับรถกระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน บค8594 เบตง (ป้ายปลอม) บรรทุกระเบิดเข้ามาเสียบแทน ก่อนกลุ่มคนร้ายจากรถ "คาร์บอมบ์" ก้าวขึ้นรถตู้ไปด้วยท่าทางเรียบเฉย
 
 
ไม่มีใครล่วงรู้หรือมีลางสังหรณ์ใดๆ ว่าจะบังเกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ขึ้นในพื้นที่ ไม่กี่นาทีถัดมา...
 
เสียงตูมสนั่น!!
 
ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน ความชุลมุน สับสนวุ่นวาย มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีกเกือบครึ่งร้อย
 
บริเวณหน้า "โรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์" ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนภักดีดำรงค์ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา คือพิกัดหลักที่กลุ่มลงมือ "ก่อการ" พื้นที่ "ไข่แดง" ทางเศรษฐกิจอย่างเบตงสงบร่มเย็นมาเกือบ 10 ปีแล้ว อาจทำให้หลายฝ่ายชะล่าใจอย่างมิควรจะเป็น
 
 
หลังอรุณรุ่ง... ย่างเข้าวันใหม่...
 
ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" เข้าสำรวจพื้นที่ พบความเงียบงันยังครอบงำ การใช้ชีวิตประจำวันผิดแผกจากทุกวัน ส่วนใหญ่เลือกปิดตัวเงียบ หลายชีวิตขอเก็บตัวเงียบ
 
บ้านใครบ้านมัน!!
 
 
บรรพต รัตนพันธ์ ชาวสงขลา วัย 47 ปี คนต่างถิ่นที่ย้ายครอบครัวมาทำกินในเมืองเบตง ปัจจุบันยึดอาชีพขายของชำใกล้ที่เกิดเหตุ เล่าว่า เข้ามาทำมาหากินที่เบตง 19 ปีแล้ว ทั้งเปิดร้านขายของชำ และร้านน้ำชา ไม่เคยประสบเหตุรุนแรงกับตัวเองเหมือนครั้งนี้มาก่อน ช่วงเกิดเหตุกำลังวุ่นอยู่กับการขายของในช่วงใกล้ค่ำ จู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดรุนแรง จึงหมอบกับพื้น เพราะเกรงจะมีระลอกที่ 2 ตามมา
 
 
"ผมสั่งให้ลูกเมียหมอบลงกับพื้นทั้งหมด แต่นาทีนั้นสติทุกคนแตกหมดแล้ว จึงแตกกระเจิงกันละทิศละทาง โดยเฉพาะลูกค้า ผู้คนที่เดินถนนหลายคนก็กระโจนเข้ามาหลบในร้าน ชุลมุนวุ่นวายไปหมด สักพักหลังตั้งหลักได้ จึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่นี้ เพราะเริ่มมีเปลวเพลิงดำโขมงตามมา" ชายวัยกลางคน เล่านาทีระทึก
 
 
พร้อมยืนยันว่า แม้จะเกิดเหตุร้ายรุนแรง ชีวิตเฉียดตาย ก็ไม่เคยท้อ คงไม่ย้ายออกจากพื้นที่นี้ เพราะปักหลักมานานจนเหมือนบ้านเกิด ไม่รู้จะถอยร่นไปไหนแล้ว ยอมรับว่า หากเป็นช่วงปกติ การทำมาหากินในพื้นที่นี้ถือว่าพออยู่ได้ เศรษฐกิจดี อนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่ไปไหน ขอตายสุดท้ายที่เบตง
 
 
ธัณยวรรณ ยงวิริยะกุล เจ้าของร้านอาหาร “ต้าเหยิน” อ.เบตง เล่าว่า จุดอ่อนที่ทำให้คนร้ายก่อเหตุครั้งนี้ คือ มาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในระยะหลังอ่อนลงไป โดยเฉพาะการตรวจค้นการเข้า-ออกเมือง ยิ่งไม่ค่อยเกิดเหตุบ่อยยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ชะล่าใจ เพราะมั่นใจว่าไม่มีอะไร หลังจากนี้จะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การตรวจค้นการเข้า-ออกเมืองเบตง และให้ดำเนินการด้วยความเข้มข้นต่อเนื่อง ไม่เฉพาะหลังจากเกิดเหตุใหม่ๆ เท่านั้น
 
 
สำหรับผลกระทบชัดเจนล่าสุด จำนวนลูกค้าลดลงบางส่วน ส่วนกรุ๊ปทัวร์ก็มีการแจ้งยกเลิกบางส่วน แต่ยังไม่มาก ในขณะที่ทางร้านก็จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ด้วยการสั่งให้พนักงานในร้านทุกคนช่วยกันสังเกตคนแปลกหน้า ยานพาหนะที่ไม่คุ้น เพราะถือว่าการดูแลทุกคนจะต้องช่วยกัน หวังพึ่งเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
 
 
“ช่วงนี้ก็เป็นการเสียโอกาส เพราะเป็นช่วงเทศกาลผลไม้ ปกติจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โรงแรมห้องพักจะเต็ม การที่นักท่องเที่ยวเข้ามามากก็มีผลต่อร้านอาหารตามไปด้วย" เจ้าของร้านระบุ
 
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา ประเมินว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ไม่ว่าเป้าหมายของคนร้ายจะต้องการสร้างสถานการณ์ หรือตั้งใจทำลายระบบเศรษฐกิจใจพื้นที่ แต่ครั้งนี้ย่อมกระตุ้นให้ภาคเอกชนในพื้นที่เรียกร้องไปยัง คสช.ช่วยคืนความสุขให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมเสียที
 
 
สะท้อนจาก คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเบตง ย้ำว่า อ.เบตง ทิ้งช่วงการเกิดเหตุนานถึง 8 ปี ล่าสุดที่เกิดเหตุในปี 2549 ถือว่ารุนแรงกว่า ครั้งนี้แม้ความรุนแรงน้อยกว่า แต่ผลกระทบทางด้านจิตวิทยามีมากกว่า ด้วยเหตุผลคือ เบตงทิ้งช่วงเหตุร้ายเป็นเวลานานมาก
 
 
“เพื่อนที่กรุงเทพฯ จองห้องพักว่าจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2 คืน หลังจากเกิดเหตุก็โทรมาแจ้งยกเลิกและขอค้างคืนที่ปีนังแทน จากเดิมที่ค้างที่ปีนัง 1 คืน แล้วมาค้างที่เบตง 2 คืน”
 
 
คนในพื้นที่รายนี้ บอกด้วยว่า ในฐานะคนเบตง อยากจะขอความร่วมมือทุกฝ่ายในเรื่องความปลอดภัย ว่า อย่าประมาท แม้เบตงไม่เกิดเหตุถี่เหมือนที่อื่นๆ ใน 3 จังหวัด แต่ก็ไม่ควรประมาท ที่พูดก็ไม่ได้เป็นการตำหนิ แต่เข้าใจว่า บางช่วงเวลามั่นใจมากเกินไปจะทำให้คนที่จ้องทำลายกับคนที่ป้องกันมีโอกาสพลาดได้ อย่าคิดว่าเบตงมีความปลอดภัยเหนือกว่าที่อื่น เพราะปัจจุบันไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยแล้ว
 
 
บทเรียนการจ้องทำลายหัวเมืองทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเนืองๆ จึงไม่ควรมองข้ามมิติพื้นที่เมืองหลวงปักษ์ใต้อย่าง "หาดใหญ่" จ.สงขลา
 
 
เรื่องนี้ สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ระบุว่า ปกติในช่วง 10 วันสุดท้ายของการถือศีลอด ในส่วนของ จ.สงขลา มีการประสานงานเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างเข้มงวดเป็น 2 เท่า ทั้งในส่วนคุมเข้มในย่านสำคัญ รวมถึงการประสานความร่วมมือผู้ประกอบการตรวจสอบและเช็กความพร้อมกล้องวงจรปิด รวมถึงประสานเครือข่ายวิทยุสอดส่องดูแล ทั้งนี้ ขอฝากไปยัง คสช.ให้จริงจังเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ภายใต้กรอบอำนาจและโครงสร้างใหม่ที่สามารถดำเนินการทันที
 
 
 
 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนหลังการเป็น เอ.อี.ซี

 

 

 

                                 

 

2. ไมต้องรอให้ถึงมีการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียน หรือ เอ.อี.ซี.ในปีหน้า 2558 เพราะที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ มีการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามไปมาในประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว มีทั้งการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องตามกฎหมายและที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือการลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศอื่น ตามความต้องการแรงงานของประเทศนั้น ซึ่งหลายประเทศขาดแคลนแรงงานที่ต้องการ ทั้งแรงงานมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ เช่น สิงคโปร์ต้องการแรงงานมีฝีมือไปทำงานก่อสร้างซึ่งกำลังขยายอย่างไม่หยุดยั้ง จึงมีแรงงานจากไทยจำนวนมากไปทำงานในสิงคโปร์ ขณะที่สิงคโปร์ก็ต้องการแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร บรูไนต้องการแรงงานมีฝีมือไปทำงานก่อสร้างซึ่งบรูไนมีการก่อสร้างขยายตัว มีการเปิดเมืองใหม่ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพราะคนบรูไนมีรายได้ดี มีแรงงานไทยไปทำงานก่อสร้างในบรูไนมาก

ไทยและมาเลเซียขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ เพราะคนงานท้องถิ่นส่วนใหญ่ไปทำงานในต่างประเทศ ไปทำงานก่อสร้าง ทำงานในโรงงาน ดูแลคนสูงอายุ แม่บ้าน ดังนั้น คนงานพม่า เขมร ลาว จึงมาทำงานใช้แรงงานในภาคเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ประมง ก่อสร้าง แม่บ้าน ในมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือจากอินโดนีเซียมาทำงานในงานที่มาเลเซียขาดแคลน ส่วนฟิลิปปินส์นั้น ส่งคนออกไปทำงานในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเพราะพูดภาษาอังกฤษได้ดี

 

3. ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้า มีการสร้างงาน มีโครงการก่อสร้าง มีโรงงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรม อาหาร ฯลฯ จึงต้องการแรงงานจำนวนมาก หากในประเทศมีแรงงานไม่พอ ก็มีแรงงานในเพื่อนบ้านอาเซียนหลั่งไหลเข้ามา โดยทั่วไปจะเป็นแรงงานจากเพื่อนบ้าน เช่น แรงงานพม่า ลาว เขมรเข้ามาทำงานในไทย เพราะพรมแดนติดกัน อีกทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เป็นชาวพุทธเหมือนกัน เช่นเดียวกับคนอินโดนีเซีย มุสลิมจากไทย โรฮิงยา ไปทำงานในมาเลเซียเพราะศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงกัน นั่นคือ เป็นมุสลิมเหมือนกัน

ฟป. มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดในอาเซียน ฟิลิปปินส์ไปทำงานในสิงคโปร์เพราะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันรู้เรื่อง ทั้งอาชีพระดับสูงและแรงงานก่อสร้าง

 

4. โดยทั่วไป คนเราทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า และแสวงหางานที่ดีกว่ารายได้มากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา เช่น แรงงานไทยไปทำงานในตะวันออกกลาง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฯลฯ จากแรงงานไร้ฝีมือพัฒนาเป็นแรงงานมีฝีมือเพื่อไปทำงานต่างประเทศ แรงงานที่มีฝีมือแล้วก็ไปทำงานในต่างประเทศ ทำงานมีรายได้ดีกว่า ส่งเงินกลับไทย ทำให้ครอบครัวมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น แรงงานเกษตรก็เข้ามาทำงานในโรงงาน ทำให้เราขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ แรงงานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร ประมง ซึ่งคนพม่า ลาว เขมร มาปิดช่องว่างตรงนี้ ซึ่งพวกเขาจะมีรายได้มากกว่าค่าแรงในประเทศ และส่งเงินกลับบ้าน

 

5. การเคลื่อนย้ายแรงงานและการอพยพย้ายถิ่นในโลกปัจจุบันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการอพยพย้ายถิ่นข้ามพรมแดนในอาเซียน ก็เป็นเรื่องปกติ และเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาประเทศ ที่ประโยชน์ผู้รับต้องดูแลสวัสดิการของแรงงานต่างด้าวและค่าแรง ๆ ดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการ ปัญหาอยู่ที่ขาดแคลนแรงงานมากกว่า ผู้ประกอบการพร้อมที่จะจ่ายค่าแรงเท่าแรงงานไทย แต่ต้องมีแรงงานต่อเนื่อง เพื่อผลผลิตต่อเนื่อง

 

6. ดังนั้น หลังอาเซียนรวมตัวเป็น เอ.อี.ซี.และการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ข้อจำกัดการข้ามพรมแดนถูกยกเลิก หรืออำนวยความสะดวกได้มากขึ้น เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามประเทศในอาเซียนน่าจะมีมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัวเผชิญกับขบวนการค้ามนุษย์ที่จะขยายกิจการกว้างขวางมากขึ้น ปัญหาเด็กต่างด้าวที่เกิดในเมืองไทยและได้สัญชาติไทย ปัยหาการขอแปลงสัญชาติเมื่อทำงานในเมืองไทยหลายปี ฯลฯ

 

7. ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนของตนเองถึงเหตุผลและความจำเป็นในการต้องการแรงงานต่างชาติมากขึ้น เพื่อป้องกันความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันระหว่างคนท้องถิ่นกับแรงงานต่างด้าว รัฐบาลที่เกี่ยวข้องต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย ส่วนประเทศไหนในอาเซียนจะรับหรือส่งแรงงานออกมากน้อยกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ การลงทุน การสร้างงานที่เพิ่มขึ้น และต้องดูตัวเลขของการว่างงานของประเทศอาเซียนด้วย ประเทศใดที่มีคนว่างงานมาก แสดงว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้นไม่ดี ไม่มีการจ้างงาน ควรดูตัวเลขการว่างงานเปรียบเทียบของประเทศในอาเซียน

 

8. องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ( ไอ.แอล.โอ) ระบุใน แนวโน้มการมีงานทำของโลก (Global Employmen Trends) ปี 2556 ว่า ฟิลิปปินส์มีการว่างงานสูงที่สุดถึงร้อยละ 7.3 ของจำนวนประชากรของประเทศ ในรอบสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถสร้างงานได้เพิ่มขึ้น ทำให้คนไม่มีงานทำมากขึ้น ส่วนงานที่สร้างขึ้นได้ก็มีคุณภาพต่ำลง ทั้งที่รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจโตได้ร้อยลฃะ 6.8 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตของงานกลับน้อยลง ดังนั้น คนฟิลิปปินส์จึงหาทางออกไปหางานทำนอก

 

ประเทศ โดยมีจุดเด่นคือภาษาอังกฤษดี อันดับสองคือ อินโดนีเซีย ร้อยละ 6 ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวดี แต่ประชากรมากเกินไป คนอินโดนีเซียนิยมไปทำงานในมาเลเซียมากที่สุด จนทำให้รัฐบาลมาแลซียปวดหัวเหมือนกันเพราะมากเกินไป บรูไนร้อยละ 3.7 เพราะคนบรูไนไม่ทำงานต่ำ ต้องใช้แรงงานต่างชาติแทน ถ้าเรื่องก่อสร้างก็เป็นแรงงานไทย พม่า 3.5 คนพม่านิยมมาทำงานไนไทยมากที่สุด มาเลเซีย 3.2 แต่มีแรงงานต่างชาติจากอินโดนีเซีย สิงคโปร์ 3.1 แต่มีการสร้างงานตลอดเวลา ต้องการแรงงานจากต่างประเทศมาก

 

9. ประเทศที่อัตราการว่างงานต่ำที่สุด คือ เวียตนาม 1.9 / ลาว 1.4 / ไทย 0.8 กัมพูชา 0.3 เพราะรัฐบาลมีโครงการพัฒนามากมาย มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้สร้างงานได้มาก คนท้องถิ่นจึงมีงานทำ ส่วนคนที่ไปทำงานนอกประเทศก็ถือว่ามีงานทำแล้ว ไม่ใช่เป็นคนว่างงาน ที่น่าสนใจ

 

ไอแอลโอ.ระบุว่า ภาพรวมของอาเซียน แนวโน้มการว่างงานโดยรวมจะลดลงจากร้อยละ 6 ระหว่างปี 2543-2551 เหลือร้อยละ 4.5 ในปี 2556 ซึ่งอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่ง รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างงานเพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งคนไปทำงานในต่างประเทศ แต่ละประเทศตื่นตัว มีนโยบายในการส่งเสริมคนออกไปทำงานในต่างประเทศ และคอยให้ความค้าครองดูแลคนงานของตนในต่างประเทศ เพราะพวกนี้ส่งเงินเข้าประเทศ และไม่มากดดันรัฐบาลในประเทศ

 

10. ยิ่งมีการยกเลิกข้อจำกัดในการเข้าเมืองหลังอาเซียนรวมตัวเป็น เอ.อี.ซี. เช่น ไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศ หรือขยายเวลานานขึ้นในการไม่ต้องใช้วีซ่า การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนก็น่าจะมาขึ้น

 

 

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 คะแนน 8.87 เต็ม 10 ผลงาน คสช.ครบ 2 เดือน

 

 

 

 

 

 

"สวนดุสิตโพล" เผยประชาชนให้คะแนนการทำงานของ คสช. ครบ 2 เดือน 8.87 เต็ม 10 ชี้พอใจ คสช. บริหารประเทศเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง


วันที่ 27 ก.ค. "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ คสช. เข้ามาทําหน้าที่บริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 เดือน โดย คสช. ได้มีการดําเนินงานแก้ปัญหาสําคัญในหลายๆ เรื่อง จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ดังนี้

จากที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน ประชาชน 72.94% เห็นว่า ยังสามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้ดี ไม่มีความขัดแย้งหรือการชุมนุมเคลื่อนไหวรองลงมา 69.98% มองว่า คสช.ดําเนินการจัดระเบียบสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และ 67.14% มองว่า คสช.บริหารประเทศได้ดี มีผลงานให้เห็น มุ่งมั่นตั้งใจในการทํางาน

"จุดเด่น" ของ คสช. ที่บริหารประเทศ ครบ 2 เดือน 35.96% ระบุ การทําเพื่อประชาชน คืนความสุขให้กับประชาชน รองลงมา 34.84% มองว่าแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคม อีก 29.20% มองว่าจุดเด่นเป็นการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ การมอบหมายให้ผู้นําแต่ละเหล่าทัพทําหน้าที่ดูแลด้านต่างๆ

"ปัญหา หรืออุปสรรค" ในการดําเนินงานของ คสช. ส่วนใหญ่ 42.63% ระบุว่า บางปัญหามีความละเอียดซับซ้อน ต้องอาศัยเวลา และความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย รองลงมา 35.12% ต่างชาติยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และ 22.25% การดูแลรักษาความปลอดภัยยังไม่ทั่วถึง ยังมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เช่น ไฟใต้

สิ่งที่อยากฝากบอก คสช. เกี่ยวกับการบริหารประเทศ 50.87% ฝากบอกว่าการจัดระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรคํานึงถึงผลกระทบที่ประชาชนบางส่วนจะได้รับ รองลงมา 36.69% เร่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของ ประเทศขณะที่ 12.44% เร่งแก้ปัญหาไฟใต้และดําเนินคดีกับผู้กระทําผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆ โดยเร็ว

ส่วนความพึงพอใจของประชาชน ต่อ คสช. ในการบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน 51.51% พึงพอใจมากเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในภาพรวมยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ฯลฯ รองลงมา 40.26% ค่อนข้างพึงพอใจ เพราะ ชื่นชอบการจัดระเบียบสังคม ปราบมาเฟีย อาวุธเถื่อน ยาเสพติด ทําให้บ้านเมืองเป็นระเบียบมากขึ้น ฯลฯ 5.57% ไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้ เศรษฐกิจความเป็นอยู่ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น ฯลฯ และ 2.66% ไม่พึงพอใจเลย เพราะอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบคะแนนที่ประชาชนให้ คสช.นั้นพบว่า คะแนนสูงกว่า จากการที่คสช.ทำงานครบ 1 เดือน โดยครั้งที่ คสช.ทำงานครบ 1 เดือน ได้ 8.82 คะแนน ครบ 2 เดือน ได้ 8.87 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.05 คะแนน.

 

 

 เสี้ยนตำเท้า...: มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

หนุ่ม SME

 

 

เอาละทีนี้หันมาพูดถึงผลงานของ คสช.ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน หรือเรียกว่า เป็นรูปธรรมบ้าง ตามกระแสข่าวต่างๆ ที่เช็คยังแทบไม่มีอะไรที่สำเร็จเรียบร้อย 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีดีขึ้นบ้างก็เห็นได้แก่

 

ย้ายที่จอดรถตู้เป็นที่เป็นทาง แต่เรื่องอื่น เช่น การขับรถเร็ว การจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่ายังไม่สำเร็จ

 

เรื่อง วินมอเตอร์ไซค์ ผลงานพอรับได้ ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว ใคร่ขอกระซิบ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช.ว่า เค้าเล่าลือกันว่า เปลี่ยนชุดเจ้าหน้าที่เก็บเงินจากชุดสีกากีเป็นชุดสีเขียว ยังไงลองไปเช็คสอบดูด้วยก็ดี

 

เรื่อง ภาษีที่ดิน ที่จะเรียกเก็บแก่ผู้ถือครองที่ดินเกินความจำเป็น ผู้เขียนเห็นวูบออกมา แล้วก็หายวาบไปในพริบตา ไม่ทราบติดอยู่ที่อุปสรรคอะไรหรือ ถึงได้เงียบหายไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

เรื่อง ปตท. ที่มีข่าวว่าสร้างความร่ำรวยให้กับนักการเมืองในอดีตจนทำให้ราคาน้ำมันแพง เกินจริง จนเป็นที่หมายมั่นปั้นมือของ ส.ว.ลากตั้ง รสนา โตสิกระกูล ว่าจะต้องทวงคืนให้ได้หากมีโอกาส แต่พอมีรัฐประหารซึ่งน่าจะยึดคืนได้โดยง่าย แต่กลับหายเงียบไปทั้งคนโวยวายและ คสช. ผู้คนพากันตั้งความหวังว่าจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกผิดหวังกันไปเป็นแถบ

 

การ บินไทย ซึ่งขาดทุนเละเทะอยู่ในปัจจุบัน แต่พนักงานกลับมีความเป็นอยู่กันอย่างสมบูรณ์พูนสุข ได้ข่าวว่า ขนาดกิจการขาดทุนยังมีโบนัสอีก จะไม่ให้สุขได้อย่างไร คสช.ก็ยังไม่สามารถทำอะไรกับการบินไทยได้เลย ได้แต่ปล่อยให้ขาดทุนไปเรื่อยๆ แล้วก็เอาเงินภาษีของประชาชนเข้าไปโปะทั้งๆ ที่รู้ว่า โปะเท่าไหร่ก็ไปไม่รอดน่าจะเลิกไปได้แล้ว ไม่มีสายการบินแห่งชาติของประเทศก็ไม่ได้เสียอะไรไปหรอก กลับจะทำให้การเงินของประเทศดีขึ้นมาเสียอีก

 

นอก จากในประเทศแล้วก็ยังมีทางด้านต่างประเทศอีก เท่าที่ทราบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเองก็จ้องจะบอยคอตสินค้าจากประเทศไทย ซึ่งก็ได้บอยคอตไปแล้วหลายรายการ แรงงานในประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะตกงานเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ นอกจากนั้นก็ยังมีองค์กรเสรีไทย ที่ไปตั้งองค์กรพลัดถิ่นอยู่ในต่างประเทศคอยรายงานให้ต่างประเทศทราบถึงความ เคลื่อนไหวที่ไม่ถูกไม่ควรของ คสช.ให้ต่างประเทศได้รับทราบนั้น คสช.จะทำอย่างไร จะไปบอกให้พวกเค้าเลิกแล้วต่อกันแล้วกลับมาจูบปากกันก็คงไม่มีใครกล้า เพราะขนาดเรียกเค้ามาประชุมให้ปรองดองกัน พอคุยกันไม่รู้เรื่องก็จับเค้าซะเลย หรือนักศึกษาที่ออกมาต่อต้านการรัฐประหารก็จับแล้วจับอีก ใครจะกล้ากลับมาปรองดอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สามีนอกใจ...จะทำอย่างไรให้เขากลับมาเป็นคนเดิม

 
 
 
 
 
 
 
บทความ ความรัก
 





ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงดูใจหรือกำลังคบหากัน ก็พบว่าปัญหาเรื่องมือที่ 3 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทุกคู่รักอยู่ดี โดยเฉพาะคู่รักที่ตัดสินใจร่วมหอกันไปแล้ว ซึ่งสาเหตุของการนอกใจส่วนใหญ่นั้นมาจากความเจ้าชู้ของฝ่ายชาย หรือไม่ก็ฝ่ายหญิงทำหน้าที่ของภรรยาได้ไม่ดีพอ แต่ไม่ว่าการนอกใจจะเกิดจากเหตุผลอะไรก็ตาม ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้ดีขึ้นได้คือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นก็คือ ตัวเขาและตัวของคุณเอง โดยเริ่มจาก...


1. ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

หลังจากการแต่งงานไปแล้วระดับความหึงหวงของผู้หญิงอาจเพิ่มมากขึ้น เช่น โทรศัพท์ ไลน์ ส่งข้อความบ่อยจนเกินไป หรือตั้งคำถามมากมาย เพราะต้องการจะเช็กข้อมูลหรือจับพิรุธฝ่ายชาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาไม่ชอบพฤติกรรมจุกจิกจู้จี้แบบนี้ หากคุณไม่อยากเสียเขาไปให้กับคนอื่น ควรเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ เพราะในเมื่อเขาแต่งงานกับคุณ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าเขามั่นใจและเชื่อมั่นในตัวคุณ ดังนั้น คุณควรที่จะรู้จักเชื่อใจเขา และเชื่อมั่นในความรักที่เขามีให้กับคุณด้วย

2. รับฟังและเข้าใจ

ไม่ว่าฝ่ายชายจะพูดหรือบอกอะไรกับคุณ ควรเงียบและตั้งใจฟัง อย่างเพิ่งขัดจังหวะเขาโดยการพูดแทรก หรือแสดงความคิดเห็นว่าเขาควรทำอย่างไร หรือไม่ควรทำอะไรบ้าง พร้อมกับทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด เพราะผู้ชายชอบผู้หญิงที่ยอมรับฟังสิ่งที่เขาพูด ไม่ว่าเรื่องนั้นคุณจะรู้เรื่องหรือไม่ก็ตาม เชื่อเถอะว่าถ้าหากคุณสามารถทำได้ เขาจะทำแบบเดียวกันกับคุณ และไม่มีทางนอกใจคุณแน่ ๆ

3. ไม่ควรสั่งให้เขาทำ

เนื่องจากหลาย ๆ คนชอบเปรียบคนรักของตัวเองกับผู้ชายคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ พี่ชาย น้องชาย คนรักเก่า เพื่อน หรือแฟนของเพื่อน แล้วก็คาดหวังว่าคนรักจะทำแบบเดียวกันกับที่คุณชอบ ดังนั้น เมื่อไม่ได้ดั่งใจมักจะสั่งหรือพูดให้เขารู้สึกผิด ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อคุณตัดสินใจแต่งงานกันแล้ว ควรจะยอมรับตัวตนของเขาให้ได้ และไม่ควรสั่งหรือบอกให้เขาทำตามใจคุณ เพราะเป็นการบังคับให้เขาถอยห่างจากคุณไปเรื่อย และอาจจะหายไปจากชีวิตคุณในที่สุด

4. นิ่งสยบความเคลื่อนไหว

หากวิธีที่บอกไปไม่มีวิธีใดได้ผลเลย และคุณต้องการจะรู้ความจริง คุณควรจะนิ่งเอาไว้ ทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น ห้ามแสดงกิริยาหรือทำอาการร้าย ๆ ใส่เขา เพราะนั่นอาจทำให้เขาไหวตัวทันและเรื่องราวบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ แถมทำให้เขารู้สึกว่าคุณเป็นคนผิดอีกด้วย จะดีกว่าหากคุณพูดเป็นนัย ๆ ว่าทราบเรื่องของเขาแล้ว หรือพูดประมาณว่า คุณคงไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในเวลานี้

5. ใช้น้ำตาเป็นอาวุธ

ถ้าคุณทำทุกอย่างและงัดทุกกลยุทธออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้ ถึงเวลาที่คุณจะเรียก "น้ำตา" อาวุธของผู้หญิงออกมาใช้แล้วล่ะ เพราะน้ำตาเรียกคะแนนความสงสารจากผู้ชายได้ดีทีเดียว สำหรับผู้ชายแล้วการที่เขาตัดสินใจแต่งงาน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเลือกคุณ และคงไม่มีใครอยากจะทำให้สุดที่รักของต้องเสียใจและเสียน้ำตาให้กับตัวเองหรอก


ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีคนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคงไม่ดีแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาแทรกตรงกลางความรักระหว่างพวกคุณ แต่ถ้าหากปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรตีโพยตีพายหรือเอะอะจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพวกคุณอาจตกเป็นเหยื่อของการนินทา และทำให้ฝ่ายชายดูแย่ลง ทางที่ดีลองนำวิธีของเราไปใช้ดีกว่า นอกจากจะไม่ทำให้เขาเสียหายแล้ว ยังทำให้ความรักของคุณกลับมาสดใสเหมือนเดิมอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 สาวหน้าคล้ายนางเอกดัง ถ่ายรูปบาดแผลโดนซ้อม ภาพว่อน! ชาวเน็ตสังเกตเคสมือถือเหมือนของ ‘เจนี่’

วันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก มาอย่างต่อเรื่อง กรณีนางเอกดังที่กำลังตกเป็นข่าวเตรียมประกาศเลิกรากับสามี หลังจากถูกทำร้ายร่างกาย และแยกกันอยู่มาระยะหนึ่ง ซึ่งกระแสข่าวดังกล่าวนับวันยิ่งร้อนแรง

ล่าสุดในสังคมออนไลน์ มีการแชร์ภาพสาวหน้าคล้ายนางเอกดัง เจนี่ ถูกทำร้าย มีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง

ที่สำคัญชาวเน็ตตาดี สังเกตภาพจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ถ่ายรูปของหญิงสาวที่ถูกทำร้ายร่างกาย ว่าเคสโทรศัพท์คล้ายคลึงกับของนางเอกดังด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นางเอกดัง เจนี่ เตรียมแถลงข่าวทั้งหมดในเร็วๆ นี้





 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

  

สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าอวยพรครบรอบวันคล้ายวันเกิด 76 ปี นายสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าอวยพรครบรอบวันคล้ายวันเกิด 76 ปี นายชวน หลีกภัย

 

 

ภาพข่าว
********************************************
*****************************
********************
 

ทหารบุกอิมพีเรียล ลาดพร้าวขอยกเลิกจัดงานวันเกิด′แม้ว′ปลดป้ายรูป′ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ′

 

 

อีกข้างจัดได้ แต่อีกข้างที่ไม่ใช่พวกห้ามจัด

 

 

 

 
 

 

 

     

 

 

 

 

       ปิดน้ำตกเขาสอยดาว จันทบุรี ไม่มีกำหนด หลังฝนตกต่อเนื่อง

 

 

                                    

 

 

หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี สั่งปิดน้ำตกเขาสอยดาว ไม่มีกำหนด เนื่องจากฝนตกติดต่อกัน ทำให้ปริมาณน้ำในน้ำตกเขาสอยดาวมีระดับสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 นายสิทธิชัย บรรพต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า ได้สั่งปิดน้ำตกเขาสอยดาว ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวแล้ว เนื่องจากตอนนี้ปริมาณน้ำในน้ำตกเขาสอยดาวมีระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาสอยดาวมายังเบื้องล่าง หรืออาจทะลักท่วมชุมชนได้

นอกจากนี้ ยังเกรงว่านักท่องเที่ยวอาจ จะได้รับอันตราย ส่วนการปิดน้ำตกเขาสอยดาวนั้น จะยังคงปิดอย่างไม่มีกำหนด โดยจะดูจากสภาพอากาศเป็นสำคัญ หากสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว มีฝนตกเหนือเทือกเขาเติมน้ำในน้ำตกให้มากขึ้น มีโอกาสไหลทะลักอย่างรวดเร็วสู่น้ำตกเขาสอยดาวในชั้นล่าง หรือมีลมพัดหนักหน่วงรุนแรง ก็จะยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวน้ำตกเขาสอยดาวอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

 

น้ำตกเขาสอยดาว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อำเภอสอยดาว น้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 4 กิโลเมตร มี 16 ชั้น บริเวณธารน้ำตกมีผีเสื้อจำนวนมากเหมาะสำหรับการดูผีเสื้อและศึกษาพรรณไม้ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวนั้นมีสภาพป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและสมุนไพร เช่น กระชายป่า กระวาน สัตว์ป่า ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูรณ์ นกสาริกาเขียวหางสั้น สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน โดยมียอดเขาสูง 2 ยอด คือ ยอดสอยดาวเหนือและสอยดาวใต้ ความสูงของยอดสูงสุดคือ ยอดสอยดาวใต้ อยู่ที่ประมาณ 1,675 เมตร จากระดับน้ำทะเล

 

สภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นต้นกำเนิดของธารน้ำหลายสาย ไหลตกลงมาเป็นน้ำตกเขาสอยดาวขนาดใหญ่ ท่ามกลางป่าลึกที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าเข้าไปชม ตลอดเส้นทางเดินชมน้ำตกมีทั้งความงามและความตื่นเต้นท้าทาย เช่น ชั้นน้ำตกที่ต้องปีนผาไปตามรากไทรสูงราว 20 เมตร กระทั่งถึงน้ำตกชั้นบนสุดซึ่งมีขนาดสูงใหญ่ งดงามยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นน้ำตกได้ถึงชั้นที่ 9 ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ใชเวลาเดินขึ้นเกือบ 2 ชั่วโมง ส่วนชั้นที่ 10-16 ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง ใช้เวลาเดินอีก 1 ชั่วโมง บริเวณน้ำตกมีบ้านพักรับรองบริการนักท่องเที่ยว          

 

       ข้อควรระวังในการเที่ยวน้ำตก

1. เนื่องจากช่วงของการเดินทางเที่ยวน้ำตกนั้น มักอยู่ในฤดูฝน ควรจะตรวจตรา ระวังในเรื่องระดับน้ำและ น้ำป่า หากสังเกตว่าธารน้ำตกมีน้ำเต็มเปี่ยม ไหลแรง การเดินข้ามลำธารหรือลงเล่นน้ำควรต้องเพิ่มความ ระมัดระวัง หรือพยายามหลีกเลี่ยง และหากมีฝนตกหนักบริเวณนั้น หรือในผืนป่าต้นน้ำเป็นเวลานาน ๆ ควรขึ้นจากสายน้ำ และขึ้นมาอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย

2. การเดินป่า หรือเลาะริมลำธาร หากจำเป็นต้องตัดข้ามไปมาบ่อยครั้ง ก็ควรยอมเปียกด้วยการเดินลุยน้ำ เพราะการโดดข้ามไปตามก้อนหิน อาจเสี่ยงต่อการลื่นล้มได้รับบาดเจ็บได้

3. หากจะต้องตั้งแค้มป์พักแรมกลางป่า ควรตั้งในที่สูงขึ้นมาจากสายน้ำพอสมควรเพราะอาจเกิดน้ำป่าไหล หลากลงมาได้

4. ไม่ประมาท หรือหยอกล้อกันในบริเวณที่อาจจะเกิดอันตราย เช่น ริมผาน้ำตก ริมลำธาร เป็นต้น

5. น้ำตกบางแห่งมีคำเตือน "ห้ามเล่นน้ำในบางบริเวณนี้" เช่น บริเวณอ่างน้ำตกพรหมโลก นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำวน ทำให้ผู้ลงไปเล่น จมน้ำเสียชีวิตได้ จึงไม่ควรฝ่าฝืน

6. ควรระมัดระวังอย่าให้การเข้าไปเที่ยวน้ำตกของท่าน เป็นการรบกวนหรือทำลายธรรมชาติ

ข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ

1. ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในการเที่ยวน้ำตก เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการมึนเมา เสี่ยงต่อการ จมน้ำ หรือพลัดตกจากผาน้ำตกแล้ว เศษแก้วเศษขวดที่แตกยังเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและธรรมชาติอีกด้วย

2. ควรเคารพสิทธิ์ผู้อื่นที่เดินทางเข้าไปสัมผัสธรรมชาติร่วมกัน

3. ไม่ทิ้งขยะในทุกพื้นที่ ยกเว้นภาชนะที่ได้จัดไว้ให้เท่านั้น

4. ช่วยกันเก็บขยะออกจากพื้นที่ เพื่อให้แหล่งธรรมชาติงดงามน่าชมตลอดไป

5. ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่นั้น ๆ เช่น กฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติ หรือกฎข้อบังคับของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

6. ควรให้การเดินทางเข้าไปสัมผัสธรรมชาติของท่านเป็นการเรียนรู้ที่คุ้มค่าที่สุด

 

 

 

 

         คสช.สั่งเบรกเบี้ยยังชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา

 

คสช.สั่งสภาฯ ชะลอจ่ายเบี้ยยังชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา อ้างขอปรึกษาฝ่ายกฎหมาย “บุญยอด” วอนทบทวน เหตุเป็นสิทธิพึงได้ตามกฎหมาย เตือนออกนโยบายเหมาเข่งกระทบนักการเมืองสุจริตที่รักษาผลประโยชน์ประชาชน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ต้นกำเนิดไลน์ LINE จ๋ามาจากไหน?

 

 

                                   

 
 
 
 
 

นาทีนี้ถ้าพูดถึงการติดต่อสื่อสาร LINE ก็คือเบอร์หนึ่งในเรื่องการแชตบนสมาร์ตโฟน ปรากฏการณ์ของการส่งสติกเกอร์ไลน์ให้กัน ส่งต่อจนทำให้หลายองค์กรถึงกับผลิตสติกเกอร์ไลน์ให้คนได้โหลดฟรี แต่ใครจะทราบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของ LINE ในวันนี้นั้นเกิดมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2554

 

จุดกำเนิดของ LINE เกิดขึ้นหลังจากตลาดสมาร์ตโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วในทั่วทุกมุมโลก จนทำให้ NAVER Japan ซึ่งเป็นทีมพัฒนาเกี่ยวกับการให้บริการการหาข้อมูล search engine เกมแพลตฟอร์ม และ portal เว็บไซต์ของญี่ปุ่นต้องหันมาสนใจตลาดแอพฯ ของสมาร์ตโฟน

 

จากการสอบถามไปทาง LINE ญี่ปุ่น ว่าอะไรคือจุดกำเนิดของแอพฯ ยอดฮิตนี้ ทาง LINE ก็ได้เล่าให้ฟังว่า “ถ้าพูดถึงแอพฯ ให้บริการการส่งข้อความ LINE ถือเป็นแอพฯ แรกที่ได้พัฒนาขึ้น และเพื่อให้ได้แอพฯ ที่ดีตรงใจมากที่สุด ทางทีมจึงได้เริ่มทำการวิจัยและหาข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2554 ทำให้เราเข้าใจถึงสิ่งสำคัญในการสื่อสารของผู้ใช้ในยุคสมาร์ตโฟน ว่าเราควรพัฒนาและให้บริการอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้

 

ระหว่างที่ทำการค้นหาข้อมูลอยู่นั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม ปี 2554 ทำให้ความคิดทางสังคมที่เกี่ยวกับการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงการให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเดิมเป็นการให้บริการแบบค่อนข้างเปิด ที่มีจุดประสงค์เพื่อการหาเพื่อนใหม่ แต่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ NAVER Japan ได้บทสรุปว่าจริงๆ แล้ว สังคมต้องการการให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบปิด คือสำหรับเพื่อการสื่อสารกับคนใกล้ชิด คนที่เรารัก ซึ่งรวมถึงเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ

 

จากบทสรุปที่ NAVER Japan ได้รับ ทำให้การคิดค้น LINE ได้เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2554 และเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ทำให้ NAVER Japan ต้องการมอบบริการใหม่ตัวนี้ให้แก่ผู้ใช้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงช่วงเวลาแค่ 1.5 เดือน NAVER Japan จึงเปิดตัวการให้บริการ LINE ก่อนที่จะพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จนถึงวันนี้ LINE ได้มอบนวัตกรรมเพื่อการสื่อสารสำหรับคนที่เรารักอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของสติกเกอร์ จนถึงเกมและฟังก์ชันการทำงานอีกมากมาย

 

ทางทีม NAVER Japan ยังได้กล่าวปิดท้ายถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนา LINE ออกมาว่า “จริงๆ แล้วการให้บริการการส่งข้อความมีแผนจะเกิดขึ้นเพื่อใช้ภายในองค์กรเท่านั้น แต่เนื่องจากช่วงแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เมื่อปี 2554 นั้นรุนแรงสร้างความเสียหายจนทำให้การสื่อสารผ่านสายในรูปแบบดั้งเดิมขัดข้อง แต่ผู้คนก็ยังคงติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต เราจึงรีบพัฒนา LINE แอพพลิเคชันอย่างเต็มที่ออกมาเพื่อให้เราสามารถสื่อสารกับคนที่เรารักได้ตลอดเวลา แม้ในยามขับขัน”

 

และนี่ก็คือต้นกำเนิดสุดยอดแอพฯยอดฮิตในปัจจุบันอย่าง ‘LINE

   

ข้อดี - ข้อเสีย ของ Social Network

 

 ในโลกไซเบอร์ก็เหมือนสังคมรอบข้างตัวเรา มีใส่หน้ากาก กัดกันข้างหลัง มีนิสัยดี นิสัยชั่ว มีการสงสัย การระวังคนรอบข้าง มีหมดทุกอย่าง เพราะมันเป็นธรรมดาของโลก แต่เราจะสามารถคัดกรองกลุ่มคนยังไงได้นั้น ก็ต้องใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ หรือพิจารณา คนที่เราคิดว่าน่าจะเป็นคนดี สักวันหนึ่งอาจจะกลับกลายเป็นคนชั่วไปก็เป็นได้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแน่นอน เพียงแต่เราจะมองโลกในแง่บวก หรือแง่ลบ เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอก็เฉกเช่นเดียวกับคนที่มีทั้งคนดีและคนชั่ว และใน Social Network ก็เช่นเดียวกัน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ประโยชน์ของ Social Network

...............บริษัทต่างๆเริ่มหันมาใช้ Blog ในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น เนื่องจากจัดการใช้งาน และอัพเดทให้ทันสมัยได้ง่าย อีกทั้งยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดี เพราะ Blog ส่วนใหญ่จะสำรวจและแยกประเภทความสนใจของสมาชิกอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูก และสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้าผ่านข้อความแสดงความคิดเห็นได้อีกด้วย

ข้อดีของ Social Network

  • สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
     
  • เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
     
  • เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
     
  • ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
     
  • ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
     
  • คลายเคลียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
     
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
     

ข้อเสียของ Social Network

  • เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
     
  • Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
     
  • เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
     
  • ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้
     
  • ผู้ใช้ที่เล่น social network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้
     
  • ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ social network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้
     
  • จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์

 

 

 social network คือ สังคมของโลกแห่งอินเตอร์เน็ท หรือเรียกว่าสังคมของมนุษย์ที่ติดต่อสื่อสารกันด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอินเตอร์เน็ท ทางโทรศัพท์ ทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และอื่น ๆ ที่ไร้สาย


ในโลกอินเทอร์เน็ตปัจจุบันนี้รูปแบบของเว็บไซต์ที่เป็น โซเชียล เน็ตเวิร์คได้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเว็บในรูปแบบของโซเชียล เน็ตเวิร์ค คือ เว็บที่คุณสามารถ “สร้าง” ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนได้ผ่านเว็บไซต์ในรูปแบบเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายจาก เพื่อนสู่เพื่อน ทำให้ติดต่อสื่อสารกันสะดวกมากยิ่งขึ้นแต่ในทางกลับกันก็มีภัยด้านมืดของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว‘การใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์กที่แพร่หลาย พบว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา มีเพียง 4 ใน 100 คนที่รู้ด้านลบของการใช้ โซเชียล เน็ตเวิร์ก และรู้ว่าต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง’ เป็นคำกล่าวของ ปริญญา หอมเอนก นักวิชาการและกรรมการและเลขานุการ สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ

 

ปริญญา มองว่า กระแสโซเชียล เน็ตเวิร์กที่มาแรงมากๆ แต่การเล่นโซเชียล เน็ตเวิร์กกำลังกลายเป็นดาบสองคม ถ้าใช้ไม่ระวังก็จะเป็นภัยกับตัวเอง รวมทั้งองค์กร โดยเฉพาะการทวิต หรือ โพสต์ข้อมูลที่อาจเป็นช่องโหว่ให้อาชญากรไซเบอร์ ใช้เป็นข้อมูลในการคุกคามผู้ใช้ได้ง่ายๆ

 

ข้อดี
1. โซเชียลเน็ตเวิร์ก จะเป็นการสร้างเครือข่ายและจุดประกายด้านการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง หากใช้ได้อย่างถูกวิธี

2. ทำให้ไม่ตกข่าว คือทราบความคืบหน้า เหตุการณ์ของบุคคลต่างๆและผู้ที่ใกล้ชิด

3. ผู้ใช้สามารถสร้างเครือข่ายทางสังคม แฟนคลับหรือผู้ที่มีเป้าหมายเหมือนกัน และทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้

4. สามารถสร้างมิตรแท้ หรือเพื่อนที่รู้ใจที่แท้จริงได้

5. โซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นซอฟแวร์ที่เอื้อต่อผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัวทางสังคม ขาดเพื่อน อยู่โดดเดี่ยว หรือผู้ที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ให้มีเครือข่ายทางสังคม และเติมเต็มชีวิตทางสังคมได้อย่างดี ไม่เหงาและปรับตัวได้ง่ายขึ้น

6. สร้างเครือข่ายที่ดี สร้างความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจที่ดีแก่ผู้อื่นได้


ข้อเสีย
1. โซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นการขยายเครือข่ายทางสังคมในโลกอินเตอร์เนต ดังนั้นการมีเพิ่มเพื่อนเครือข่ายที่ไม่รู้จักดีพอ จะทำให้เกิดการลักลอบขโมยข้อมูล หรือการแฝงตัวของขบวนการหลอกลวงต่างๆได้

2. เพื่อน ทุกคนในเครือข่ายสามารถเขียนข้อความต่างๆลง Wall ของ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้แต่หากเป็นข้อความที่เป็นความลับ การใส่ร้ายกัน หรือแฝงไว้ด้วยการยั่วยุต่างๆ จะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีวุฒิภาวะพอ หลงเชื่อ เกิดความขัดแย้ง และปัญหาตามมาในภายหลังได้

3. โซเชียลเน็ตเวิร์ก อาจเป็นช่องทางในการสร้างสังคมแห่งการนินทา หรือการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะสังคมที่ชอบสอดรู้สอดเห็น

4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่รู้จักดีพอ เช่นการลงรูปภาพของครอบครัวหรือลูก อาจนำมาเรื่องปัญหาการปลอมตัว หรือการหลอกลวงอื่นๆที่คาดไม่ถึงได้

5. เด็กๆที่ใช้เวลาในการเล่น โซเชียลเน็ตเวิร์ก มากเกินไป จะทำให้เสียการเรียน

6. ในการสร้างความผูกพันและการปรับตัวทางสังคมเป็นการพบปะกันในโลกของความจริง มากกว่าในโลกอินเตอร์เนต ดังนั้นผู้อยู่ในโลกของไซเบอร์มากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาทางจิต หรือขาดการปรับตัวทางสังคมที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่น โซเชียลเน็ตเวิร์ก ตั้งแต่ยังเด็ก

7. โซเชียลเน็ตเวิร์ก อาจเป็นแรงขับให้มีการพบปะทางสังคมในโลกแห่งความเป็นจริงที่น้อยลงได้ เนื่องจากทราบความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายอย่างตลอดเวลา

8. นโยบาย ของบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย บางครอบครัวหรือในบางประเทศมีปัญหามากมายที่เกิดจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ได้รับการอนุญาตให้มีในหลายพื้นที่

จึงกล่าว ได้ว่าผู้ปกครองควรเอาใจใส่ลูกหลานของท่านที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นซึ่งนิยมท่อง โลกอินเตอร์เน็ต ให้มีความระมัดระวังและมีวิจารณญาณในการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กมากยิ่งขึ้น เพราะ โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นเป็นทั้งสื่อที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ในเวลาเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าเป็น รบ.ปูผมว่าปิดถนนภาคใต้แล้วแบบนี้

 

ตึงเฒ่า

 

 

มังคุด-ทุเรียนล้นตลาด พ่อค้าคนกลางต้องนำออกเร่ขายตามตลาดนัดในราคาถูก ชาวบ้านแห่เลือกซื้อจำนวนมาก

ภาวะราคาผลไม้ในภาคใต้โดยเฉพาะมังคุดและทุเรียนที่ลดลง อย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากผลไม้ล้นตลาดทำให้พ่อค้าคนกลางที่เข้าไปตระเวนรับซื้อจากสวนของ ชาวบ้านต้องนำมาเร่ขายตามตลาดนัดในราคาถูก เช่น ที่ตลาดนัดวันอาทิตย์ เขตเทศบาลนครสงขลา เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่นำมังคุดและทุเรียนใส่รถกระบะมาจอดวางขายกันริม ถนน

 

ทุเรียนล้นตลาด ราคาถูก

ทุเรียนล้นตลาด ราคาถูก

โดยมังคุดราคากิโลกรัมละ 10 บาท ขณะที่ในตลาดสดราคา 15 บาท ส่วนทุเรียนบ้านหรือทุเรียนพื้นเมืองกิโลกรัมละ 15 บาท ทุเรียนพันธุ์ทั้งก้านยาว กระดุมทอง ชะนี และหมอนทอง อยู่ที่กิโลกรัมละ 25-35 บาท ได้รับความสนใจจากประชาชนที่ไปเลือกซื้อเป็นจำนวนมาก

นายสะฮารี ลาเตะ ชาวอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี หนึ่งในพ่อค้าที่นำมังคุดและทุเรียนมาจำหน่าย เปิดเผยว่า ต้องเร่งระบายสินค้าให้หมดโดยเร็วที่สุดเน้นราคาถูกหากเหลือมากจะขาดทุน เพราะราคาลดลงอย่างต่อเนื่องและผลไม้จะเสียไม่สวย เนื่องจากผลไม้ทั้งมังคุดและทุเรียนสดใหม่จะออกสู่ตลาดทุกวัน

 

ทุเรียนล้นตลาด

ทุเรียนล้นตลาด

552687-06

 

 

 

 

 

 

 

                                           

 

 

 

 

 จำนวนประชากรในเขตเทศบาลเมืองนางรอง ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 21,257 คน เป็นชาย 10,139 คน เป็นหญิง 11,118 คน จำนวนบ้านทั้งสิ้น 9,163 หลังคาเรือน จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14,689 คน เป็นชาย 6,746 คน เป็นหญิง 7,943 คน เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนความหนาแน่นของประชากรต่อ พื้นที่รวมทั้งหมดจะมีค่าประมาณ 1,023 คน/ตารางกม.

 

 

 

 

 

                                                                               

 

 

วัดร่องมันเทศ เมื่อย้อนประวัติศาสตร์ขึ้นไปจนถึง ปี พ.ศ.1895 ภายหลังจากขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งต่อมาภายหลังได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 ได้ทรงมีชัยชนะต่อขอมที่เป็นกบฏและแผ่ขยายอาณาเขตไทย ขับไล่ขอมให้ออกไปจากดินแดนแว่นแคว้นต่างๆ ในเขตอิสานตอนใต้ และทรงตั้งเมืองนางรองให้ถือกำเนิดขึ้น อยู่ในขอบขัณฑสีมาแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

พร้อมทั้งได้ทรงก่อตั้ง วัดให้เป็นวัดคู่เมืองนางรองขึ้นวัดหนึ่งให้ชื่อว่า "วัดอารามสามัคคี" ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า"วัดร่องมันเทศ" แต่ก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จ พระองค์ก็ทรงยกทัพกลับคืนกรุงศรีอยุธยา เพราะมีข้าศึกมอญมาประชิดเมืองทางด้านประจิมทิศแต่เหล่าชาวประชาผู้คนชาวเมืองนางรอง ก็ได้สืบสานก่อสร้างและทำนุบำรุงรักษากันต่อๆมา

 

แม้บางช่วงบางตอนจะถูกทอดทิ้งรกร้างไปบ้าง อาจจะเป็นด้วยเหตุผลจากการบ้านการเมืองก็ตาม แต่ในปัจจุบันก็เป็นวัดที่สมบูรณ์ไปด้วยศาสนสถานต่างๆ และเป็นศูนย์รวมแห่งชาวพุทธที่อยู่ในบริเวณนั้น และยังเป็นความภาคภูมิใจ และรำรึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณขององค์ขุนหลวงพะงั่ว พระผู้ให้กำเนิดบ้านเมืองนี้ให้อยูในจิตใจของผู้คนพลเมืองนางรองตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

  

วัดกลางนางรอง เป็นวัดที่ถือกำเนิดขึ้นภายหลังวัดร่องมันเทศประมาณ 250 ปี
ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ ในปี พ.ศ. 2136 ทั้ง
สองจอมกษัตริย์ได้ยาตราทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อไปปราบพระยาละแวกโดยเดิน
ทัพผ่านมาทางเมืองโคราชเข้าสู่ตัวเมืองนางรอง ก่อนที่จะเข้าไปยังกัมพูชา

 

ทั้งสองพระองค์ได้ทรงปลูกต้นโพธิ์ไว้เป็นอนุสรณ์ข้าพลับพลาที่ประทับ องค์ละ 1 ต้น เมื่อ
บ้านเมืองว่างเว้นต่อการศึก บรรดาขุนทหารที่เคยมาพักไพร่พลที่เมืองนางรองได้รับ
พระบรมราชานุญาตใหพาไพร่พลเดินทางกลับมาเยี่ยมเมืองนางรองเพื่อตอบแทน
คุณงามความดีของชาวเมืองโดยการสร้างวัดให้ ณ ที่ตั้งพลับพลาที่ประทับของ 2
กษัตริย์ ชื่อว่า วัดกลาง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของพระองค์ท่าน ต้นโพธิ์ขณะนี้ยังเหลือ
อยู่ 2 ต้น ทางทิศเหนือใกล้กับอุโบสถหลังใหม่

 

 

 

 

 

 

วัดขุนก้อง สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระ เอกาทสรถแห่งกรุงศีรอยุทธยา โดยขุนก้อง นายทหารผู้ควบคุมกองเสบียง ที่ตามเสด็จสองจอมกบัตริย์ เมื่อครั้งยกกองทัพไปปราบเขมร พระอุโบสถหลังนี้ แต่เดิมมีคูเมืองอยู่ด้านตะวันออก ปัจจุบันกลายสภาพเป้นเพียงสระน้ำในวัด และเชื่อว่าเป็น กองบัญชาการฝ่ายเสบียงของกองทัพในช่วงศึกสงคราม

 วัดขุนก้อง ตั้งอยู่บน ถ.สายโชคชัย-เดชอุดม หมู่ 5 บ้านทุ่งโคกหลวงพ่อ ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์แห่งหนึ่ง กล่าวคือ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ยกทัพมาปราบพระยานางรองและเจ้าโอ เจ้าอินอุปฮาดเมืองนครจำปาศักดิ์ และได้จับพระยานางรองไปประหารบริเวณวัดขุนก้องปัจจุบันนี้ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น คือ หลังคามีมุขประเจิด หลังคามุงด้วยสังกะสี หน้าจั่วไม้ กระดานแนวนอน มีลายฉลุปลายป้านลม และระบายชายมุขประเจิด ตัวโบสถ์ก่ออิฐถือปูน อิฐก้อนใหญ่ฐานมีร่องรอยศิลาแลง ซึ่งอาจนำมาจากศาสนสถานอื่น ๆ

 

 

 

 

 

 

                        

 

         

 

วัดถนนหัก (ศีลวิสุทธาราม) ตั้งเมื่อ ปี พ.ศ.2412 อยู่ที่บ้านถนนหัก ถนนวิสุทธาราม ตำบลถนนหัก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา มีอาณาเขตติต่อสวนสาธารณะทั้ง 4 ด้าน ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดและบริเวณเป็นที่ราบลุ่ม

พระอุปัญญาย์เพียร ศีลวิสุตโต หรือหลวงปู่เพียร อดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหัก เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายเกิด - นางปาน มาประจวบ เกิดเมื่อวันที่ใด ไม่ปรากฏหลักฐาน ทราบว่าตรงกับเดือนเมษายน พ.ศ.2413 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะแม ที่บ้านมะตูม หมู่ที่ 11 (บ้านถนนหักตำบลนางรองในสมัยนั้น)

ลอดเกวียนหลวงพ่อเพียร

หลวงพ่อเพียร ศีลวิสุทโต เกจิอาจารย์อีสานใต้วัดถนนหัก ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์เป็นวัดที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองนางรองท่านได้มรณภาพไปนานแล้วแต่ศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนยังระลึกถึงและสักการะบูชายกย่องท่านเป็นยอดวิทยาคมด้านอยู่ยงคงกระพันและเมตตามหานิยม

เมื่อครั้งดำรงอยู่ในสมณเพศ ท่านเป็นอุปปัชฌาย์จารย์ในสมัยโบราณจะเดินทางจากวัดถนนหักไปวัดอื่นๆเพื่อทำหน้าที่อุปัชฌาย์อุปสมบทภิกษุท่านจะนั่งเกวียนออกไปและเกวียนนังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดถนนหักและเชื่อกันว่าพุทธศาสนิกชนท่านใดได้ลอดเกวียนหลวงพ่อเพียรแล้วจะหมดทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวงจะประสบแต่สิ่งดีงามตลอดไป

 

 

 

 

 

    

 

วัดป่าเรไร (วัดโจด) พระราชมนูเป็นทหารกองหน้าของสมเด็จพระนเรศวรและนายแก้วผู้เป็นลุง ได้นำพลมาพักที่เนินแห่งนี้ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าลำดวน และต้นโจดเมื่อยกกองทัพไปปราบเขมรจนสงบราบคาบแล้วขากลับก็แวะพักที่บริเวณนี้อีก นายแก้วได้บวชและปลูกต้นโพธิ์ไว้คนละต้นพระภิกษุแก้วจึงพำนักอยู่บริเวณนี้เรื่อยมาบริเวณนี้เคยเรียกว่าเนินวัดชัยมงคลต่อมาเรียกว่าเนินวัดป่าเรไรซึ่งมีหลักฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2210

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      

 

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 24 ห่างจากอำเภอนางรอง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางไปปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นจุดแวะพักริมทาง มีศาลาริมน้ำรับลมเย็นสบาย และในฤดูแล้งมีฝูงนกเป็ดน้ำจำนวนมากมายอาศัยอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วย

 

 

 

เสน่ห์ภาษานางรอง

ภาษานางรองมีความละม้ายคล้ายคลึงกับภาษาโคราชซึ่งเรียกว่า"ไทยเบิ้ง"จะมีบางคำที่เพี้ยนไป
และความหมายเปลี่ยนไปพึงสันนิษฐานได้ว่าภาษานางรองมีวิวัฒนาการมาจากภาษาโคราชซึ่งเป็นภาษาถิ่น
เดียวกันตัวอย่างภาษานางรอง

 

คำว่า เดิ่น (คำนาม) ความหมาย สนามดินที่ราบเรียบบริเวณกว้าง เช่น
เดิ่นบ้าน หมายถึง ลานบ้าน
เดิ่นวัด หมายถึง ลานวัด

 

คำว่า งวม (กริยา) ความหมาย การคว่ำลง เช่น
งวมชาม หมายถึง คว่ำชามเอาด้านหน้าลงเอาก้นขึ้น
งวมฝา หมายถึง คว่ำฝาลง

 

คำว่า งึด (กริยา) ความหมาย สงสัย สนเท่ห์ เคลือบแคลง ไม่แน่ใจ เช่น
งึ่ดใจ หมายถึง สงสัยเป็นยิ่งนักเป็นต้น

 

คำว่า กะเหวา(กริยา)ความหมาย ข่วนขีดหรือขูดด้วยของแหลมเล็กประเภทหนามหรือเล็บ
เช่น โดนแมวกะเหวา หมายถึง ถูกแมวข่วน เป็นต้น

 

คำว่า เตลิด (วิเศษณ์) ความหมาย เกิน พ้น เลยไปไกล เช่น
เตลิดแล้ว หมายถึง เลยไปแล้ว
เตลิดไอ๋ไกลปะหนี่ หมายถึง ทำไมจึงมาไกลจังเลย เป็นต้น

 

คำว่า คยึ่ก (กริยา) ความหมาย เร่งรีบ ด่วน เร็ว ไม่รอช้า เร่งไปโดยเร็ว เช่น
คยึ่กเข่าถั๊ว หมายถึง รีบเร่งทำให้เร็วเข้า

 

คำว่า จั๊ก (กริยา) ความหมาย เจียก การใช้มีดฝ่าให้เป็นชิ้น เช่น
จั๊กไม้ หมายถึง การเจียกไม้ไฝ่เพื่อเกลาให้ผิวเรียบ
จั๊กตอก หมายถึง การเจียกไม้ไผ่ปล้องเล็กให้เป็นแผ่นบางสำหรับใช้มัดของ
เช่น มัดข้าวต้ม มัดกล้าข้าว เป็นต้น

 

คำว่า จั๊กเด่ (อุทาน) ความหมาย ไม่รู้ ไม่สามารถตอบได้ ไม่ทราบได้

คำว่า จั๊กไอ๋เหย๋อะ (อุทาน) ความหมาย ทำอะไรอย่างนั้น ไม่รู้เอาเสียเลยหรือ

 

 

 

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในระหว่างการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อมาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ หลังรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มีผลบังคับใช้ ได้มีความ เคลื่อนไหวในส่วนของสภาเกี่ยวกับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภาโดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สภาได้รับคำสั่งจากคสช. ให้ชะลอการจ่ายกองทุนเบี้ยยังชีพของอดีตสมาชิกรัฐสภารวมถึงค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า จะปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อนทำให้ในสิ้นเดือนนี้อดีตสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสมาชิกในกองทุนนี้จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพตามสิทธิที่ได้รับตามพ.ร.บ.กองทุน เพื่ออดีตสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาจ่ายเงิน 5 % ของเงินเดือนเข้ากองทุน และ รัฐอุดหนุนส่วนหนึ่งโดยสมาชิกรัฐสภาจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนเมื่อพ้นตำแหน่ง ซึ่งผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก่อนกฎหมายบังคับใช้จะได้เดือนละ15,000 บาท ส่วนสมาชิกรัฐสภาที่ส่งเงินเข้ากองทุนตามพ.ร.บ.นี้จะได้รับเงินในลักษณะขั้นบันไดตามวาระของการดำรงตำแหน่ง โดยอยู่ที่ประมาณ 21,000-42,000 บาทต่อเดือน

 

 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่การเงินของรัฐสภาได้รับคำยืนยันว่า มีคำสั่งให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวจริงโดยได้รับข้อมูลว่า เป็นคำสั่งจาก คสช.แต่ไม่ทราบรายละเอียดทำให้ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่มีอดีตสมาชิกรัฐสภามาเบิกได้และตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปคงไม่มีการโอนเงินเบี้ยยังชีพเข้าบัญชีอดีตสมาชิกรัฐสภาจนกว่า จะมีคำสั่งยกเลิกการชะลอการจ่ายเงินในส่วนนี้นอกจากนี้อดีตสมาชิกรัฐสภาหลายคนยืนยันตรงกันว่า ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งคสช.ดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ทราบเหตุผลซึ่งคงต้องติดตามต่อไปว่าคสช.จะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร

 

 ทั้งนี้นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีตกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คสช.อาจมองว่านักการเมือง คือ ตัวปัญหา แต่อยากให้ความเป็นธรรม เพราะนักการเมืองไม่ได้เลวทุกคน และมีนักการเมืองสุจริตจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นนอกจากการทำงานการเมืองในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน และส่งเงินเข้ากองทุนเหมือนเป็นเงินออม ไม่แตกต่างไปจากพนักงานบริษัทหรือข้าราชการ จึงเห็นว่า คสช.เป็นข้าราชการน่าจะเข้าใจเพราะมีบำเหน็จบำนาญไม่ควรมองว่า นักการเมืองเลวหมดไม่ควรได้อะไรเลย จึงอยากให้คสช.ทบทวนเรื่องนี้ เพราะการกำหนดนโยบายแบบเหมารวมเพื่อให้นักการเมืองอ่อนแอจะไม่ใช่การสกัดคนเลวแต่กลายเป็นการขจัดคนดีที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน.

 

 

guest

Post : 03/07/2014 17:54     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ใครยิงเครื่องบินมาเลเซียเเอร์ไลน์ตก?!..

 

 

 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ MH17 ได้ขาดการติดต่อจากศูนย์ควบคุมการบินประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเครื่องบินลำดังกล่าวได้บินขึ้นออกจากสนามบินกรุงอัมสเตอร์ดัม เพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจับสัญญาณสุดท้ายของเที่ยวบิน MH17 ได้อยู่บริเวณชายแดนประเทศยูเครน – รัสเซีย ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองทัพยูเครนและกองกำลังติดอาวุธที่ฝักใฝ่รัสเซีย

 

 

MH17

 

 

ด้านที่ปรึกษา รมว.มหาดไทยยูเครน เผย เครื่องบิน MH17 มาเลเซียแอร์ไลน์ ถูกยิงโดยมิสไซล์ที่ความสูง 33,000 ฟุต หรือ เท่ากับ 10 กิโลเมตรจากพื้นดิน

ล่าสุด! มีชาวเมืองโดเนตสค์ ประเทศยูเครน ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ หลังเครื่องบินตกเอาไว้ได้ พร้อมระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวถูกยิงด้วยขีปนาวุธจากพื้นดิน ทั้งนี้เครื่องบินลำดังกล่าว ประกอบด้วยผู้โดยสารและลูกเรือ 295 คน ซึ่งเสียชีวิตยกลำ

 

นายกมาเลย์ช็อก!ลั่นหาผู้ก่อเหตุ-กต.ไทยเร่งประสาน

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรี นาจิ๊บ ราซัค ผู้นำมาเลเซีย ได้ทวิตในทวิตเตอร์ ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประกาศชัดเจนว่าทางการจะจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อสืบสวนเรื่องนี้ทันทีเพื่อหาผู้ก่อเหตุในครั้งนี้

 

ใน ขณะที่ สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ประกาศยกเลิก10เที่ยวบิน 5ขาเข้า5ขาออก รวมที่จะบินจากกัวลาลัมเปอร์มาจังหวัดกระบี่ ในขณะที่ทางการฝรั่งเศส,ตุรกี, เยอรมัน สั่งการให้สายการบินแห่งชาติแอร์ฟรานซ์ ,เตอร์กิชแอร์และลุฟท์ฮันซ่า เลี่ยงการบินผ่านพื้นที่ยูเครน จนกว่าจะทราบสาเหตุการตกของ MH17

 

ขณะ ที่ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย 3 แห่ง คือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโคว ประเทศรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่เครื่องบินสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลนส์ ตก และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าของสายการบิน ให้ทำการติดต่อกับทางสายการบินดังกล่าว เพื่อหาทางตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารว่ามีคนไทยอยู่ด้วยหรือไม่โดยเร็วที่ สุด ทั้งนี้ ประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับมาเลเซียที่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นด้วย

 

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ เผย ไร้คนไทยบนเครื่องบิน MH17 ที่ถูกยิงตกยูเครน พร้อมร่วมมาเลเซีย พิสูจน์สัญชาติ 47 ศพ
 นาย เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผย ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า กรณีที่เครื่องบินโดยสาร สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส (Malaysia Airlines) เที่ยวบิน MH17 ถูกขีปนาวุธยิงตกในประเทศยูเครน จนมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 298 คนนั้น ล่าสุด สถานทูตไทยประจำประเทศมาเลเซียได้รายงาน หลังจากนั่งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกับนายกฯมาเลเซียว่า ยังไม่มีคนไทยบนเครื่องบินลำดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย พร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศมาเลเซีย ในการพิสูจน์สัญชาติผู้โดยสารอีก 47 คน ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานทูตไทย ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์และกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าช่วยเหลือด้วย

 

โอบาม่าแถลงยิงบินมาเลย์สุดเลวร้ายลั่นนำศพชาวUSกลับ

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ผู้นำสหรัฐ ได้ทราบเหตุการณ์ยิงเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง777 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH17แล้วและได้สั่งให้เจ้าหน้าที่อาวุโสสหรัฐฯทำงานร่วมกับยูเครนอย่างใกล้ ชิด และได้ประกาศเตรียมส่ง กำลังทหารและเจ้าหน้าที่สหรัฐ ไปยังจุดเครื่องบินตกเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุและร่างของพลเรือนสหรัฐที่เสีย ชีวิตในเหตุการณ์นี้ ทั้งนี้มีรายงานข่าว จากหลายสื่อต่างประเทศรายงานตรงกันว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า และ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียได้ต่อสายตรงถึงกันเพื่อหารือกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

 

ทั้ง นี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ได้กล่าวถึงโศกนาฏกรรมครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องเลวร้ายอย่างที่สุด และมีชาวอเมริกันอยู่บนเครื่องด้วย และสหรัฐจะให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง เพื่อค้นหาชาวอเมริกันที่เสียชีวิตในครั้งนี้ และจะนำศพของชาวอเมริกันกลับบ้านให้ได้

 

ขณะที่สำนักงานฝ่าย สื่อของรัฐสภาเครมลิน รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อนายกรัฐมนตรี นาจิ๊บ ราซัค ผู้นำมาเลเซียแล้ว

 

ด้าน นายอเล็กซานเดอร์ โบราได หัววหน้ากลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดนภาคตะวันออกยูเครน เผยต่อผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ รอสซิยา 24 ของทางการรัสเซีย อ้างว่ากองทัพอากาศยูเครนเป็นผู้ยิงเครื่องบินโดยสารของ มาเลเซียตก ส่วนผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ เผยว่า เห็นซากเครื่องบินลำดังกล่าวบนพื้นดิน ไฟกำลังลุกไหม้ เศษซากชิ้นส่วนเครื่องบินกระจายตกในรัศมีประมาณ 15 กิโลเมตร และเห็นผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ศพศพ ในเขตหมู่บ้านกราโบโว ห่างจากเขตแดนรัสเซียประมาณ 40 กิโลเมตร และพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในการยึดครองของกลุ่มกบฎฝักใฝ่รัสเซีย

 

USแถลงมีพลเรือน23ราย-ฮอลแลนด์154เด็ก80

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเจน ซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ชาวโลกร่วมไว้อาลัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลัง เครื่องบินโดยสาร มาเลเซีย เที่ยวบิน MH17 ถูกยิงตกที่พรมแดน ยูเครน ในพื้นที่ที่มีกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนเข้าควบคุมพื้นที่อยู่โดยมีการยืนยัน แล้วว่า มีพลเมือง สหรัฐ 23 ราย อยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าว และไม่มีใครรอดเสียชีวิตจากเหตุการณช็อกโลกครั้งนี้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของสนามบิน ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้โดยสารบนเครื่องบิน สายการบิน ทั้งหมดจำนวน 280 คน และมีลูกเรือของสายการบิน อีก 15 คน ด้วยกัน

ทั้งนี้ 154 คน เป็นผู้โดยสารชาวเนเธอร์แลนด์, ชาวออสเตรเลีย 27 คน,ชาวมาเลเซีย 23 คน, ชาวอินโดนีเซีย 11 คน ชาวอังกฤษ 6 คน, เป็นชาวเยอรมัน 4 คน, เป็นชาวเบลเยียม 4 คน, มาจาก ฟิลิปปินส์ 3 คน และเป็นชาวแคนาดา อีก 1 คน นอกจากนี้ ยังมีจากสัญชาติอื่นๆ ที่ยังไม่ได้นับอีกจำนวนหนึ่งและที่น่าสลดใจมากที่สุดเมื่อจำนวนผู้โดยสารบน เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเด็กถึง80ราย

 

ยูเครนระบุดักฟังกลุ่มกบฏยิงบินมาเลย์-พบกล่องดำ

สำนัก ข่าวบีบีซี รายงานว่า หน่วยงานความมั่นคงยูเครน ได้ออกมาอ้างว่า ได้ดักฟังการสนทนาระหว่างกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่นิยมรัสเซียได้ ว่าโดยพวก เขากำลังคุยกันเรื่องยิงเครื่องบินพลเรือนลำหนึ่งตก แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็น MH17 ของมาเลเซียหรือไม่ซึ่งทาง SBU หรือ หน่วยงานความั่นคงยูเครน เผยแพร่คลิปเสียง ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นบทสนทนาระหว่างกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนฝักฝ่ายรัสเซีย ที่เอสบียูดักฟังได้ลงบนเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งต่อมาได้ถูกลบไปแล้ว

 

โดยกลุ่ม กบฏ 2 คนพูดคุยกันในทำนองว่า พวกเขายิงเครื่องบินพลเรือนตก เริ่มจากเสียงพูดของ อิกอร์ เบซเลอร์ แกนนำคนสำคัญของฝ่ายกบฏ บอกกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัสเซียทางโทรศัพท์ว่า พวกเขายิงเครื่องบินลำหนึ่งตกจากนั้นก็มีเสียงนักรบกลุ่มติดอาวุธอีกหนึ่ง ซึ่งมีช่อเล่นว่า เมเยอร์ พูดว่าเครื่องบินดังกล่าวถูกยิงตกโดยกลุ่มกลุ่มทหารในยูเครนและทางใต้ของรัส เซีย และกล่าวต่อว่า เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องบินพลเรือนอย่างแน่นอน และมีผู้โดยสารมาด้วยจำนวนมาก

 

ก่อนหน้านี้ในโลกออนไลน์อย่าง ทวิตเตอร์ ที่รายงานออกมาเป็นภาษารัสเซีย ซึ่งระบุว่า นาย อิกอร์ เกอร์คิน ผู้นำกบฎในโดเน็ตสก์ ว่าเป็นผู้ยิงเครื่องบินสายการบินมาเลเซียMH17 เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินของ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการและทางสื่อต่างประเทศโดยตรงว่า กลุ่มของนาย เกอร์คิน เป็นผู้ก่อนเหตุช็อกโลกครั้งนี้ ด้าน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ได้พบกล่องดำเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบินMH 17แล้ว ตกอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียราว 60 กิโลเมตรในพื้นที่ครอบครองของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่นิยมรัสเซีย

 

 

 

MH17

MH17

MH17MH17

เครื่องบิน MH17

เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ MH17

MH17

 


 

 

สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ สายการบินประจำชาติของมาเลเซียที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในฝั่งเอเซียว่ามีมาตรฐานระดับ 5 ดาว และกวาดรางวัลมาแล้วมากมาย เช่น International Airlines of The Year เมื่อปี 2541, Best South-East Asian Airline เมื่อปี 2548-2549 ปัจจุบันมีเครื่องบินประจำการอยู่ทั้งหมด 94 ลำ

แต่ในปี 2557 ข่าวไม่สู้ดีนักของมาเลเซียแอรไลน์ เพราะเพียงครึ่งปีแรกเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่องรวมกันถึง 4 ครั้ง ผู้โดยสารรอดปลอดภัย 2 ครั้ง สูญหายยกลำ 1 ครั้ง และเสียชีวิตยกลำ 1 ครั้ง ทาง MThai News จึงขอพาย้อนอ่านไทม์ไลน์ว่า ในครึ่งปี 2557 เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญใดบ้างกับสายการบิน มาเลเซียแอร์ไลน์

 

                        Malaysia-Airlines-Missing-Flight-MH370-Could-Be-in-Gulf-of-Thailand

 

 

เริ่มที่เหตุการณ์แรก 8 มีนาคมเที่ยวบิน MH370เส้นทางจากกัวลาลัมเปอร์มุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง บินด้วยเครื่อง Boeing 777-200 ผู้โดยสารจำนวน 239 คน สูญหายอย่างไร้ร่องรอยขณะบินอยู่เหนืออ่าวไทย ซึ่งทางการมาเลเซียแถลงข่าวสรุปว่าเครื่องบินสูญหายที่บริเวณกลางมหาสมุทรอินเดีย และได้มีการระดมทีมค้นหาจากนานาชาติ ซึ่งมีนิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นทีมงานหลัก จน ขณะนี้เป็นเวลาผ่านไป 5 เดือนก็ยังไม่มีวี่แววการพบซากของเครื่องบินลำดังกล่าวแต่อย่างใด

เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 23 มีนาคมเครื่องบิน เที่ยวบิน MH114 เส้นทางกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงกาฐมาณฑุ เนปาล บินด้วยเครื่อง Boeing 737-800 ชนเข้ากับฝูงนกเป็ดน้ำ ขณะกำลังร่อนลงจอด แต่กัปตันสามารถนำเครื่องบิลงจอดได้โดยปลอดภัย ข่าวดังกล่าวไม่มีรายงานความเสียหาย ซึ่งสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ออกแถลงปฏิเสธรายงาน โดยระบุว่า ส่วนที่แตกเป็นกระจกครอบไฟส่องลงจอด ไม่ใช่กระจกห้องนักบิน

เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เที่ยวบิน MH066 เส้นทางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยังสนามบินอินชอน กรุงโซล บินด้วยเครื่อง เครื่องบิน Airbus A330-300 เครื่องเกิดปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องทำให้นักบินที่นำเครื่องบินอยู่กลางอากาศตัดสินใจเบี้ยงเส้นทางขอนำเครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงแทน เหตุการณ์นี้ไม่ผู้โดยสารปลอดภัยและไม่มีรายงานความเสียหาย

เหตุการณ์ล่าสุด เที่ยวบิน MH017 เส้นทางจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย บินด้วยเครื่อง Boeing 777-200ER ถูกขีปนาวุธยิงตกในประเทศยูเครน ใกล้กับพรมแดนของรัสเซีย ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ 295 คนเสียชีวิตยกลำ

 

 

แกะรอยมือยิง 'บัค' ใส่เครื่องบินมาเลเซีย

 

 

 

ค่อนข้างแน่นอนว่า เครื่องบินของมาเลเซียแอร์ไลน์ถูกยิงตกด้วยบัค จรวดยุคโซเวียต แต่รัสเซียกับยูเครนต่างโยนกลองว่า อีกฝ่ายเป็นคนผิด ในเบื้องต้น โฟกัสพุ่งไปที่พวกกบฏยูเครนที่มอสโกหนุนหลัง

 

ทั้งรัสเซีย ยูเครน และพวกกบฏที่พูดรัสเซีย ล้วนมีจรวด SA-11 Buk อยู่ในมือ เมื่อโบอิง 777 ลำนี้ถูกยิงตกทางตะวันออกของยูเครนเมื่อวันพฤหัสบดี เกิดคำถามในทันทีว่า ฝีมือใคร

 

บรรดานักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตก มองว่า หลักฐานแวดล้อมบ่งบอกว่า พวกแบ่งแยกดินแดนยูเครนเป็นคนลงมือ ขณะเครื่องบินซึ่งมีคนบนเครื่อง 298 คน กำลังบินจากกรุงอัมสเตอร์ดัมมุ่งหน้ากรุงกัวลาลัมเปอร์ เบื้องต้นคาดว่าผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด

 

พวกกบฏเคยใช้จรวดภาคพื้นสู่อากาศ บัค ยิงอากาศยานมาแล้ว เมื่อวันจันทร์ เพิ่งยิงเครื่องบิน อันโตนอฟ เอเอ็น-26 ของยูเครน ตกลำหนึ่ง และขณะเที่ยวบิน MH17 ของมาเลเซียลำนี้ตกนั้น พวกกบฏคุยโอ่ว่า เพิ่งสอยเครื่องบินได้อีกลำ

 

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า จรวดนำทางด้วยเรดาร์จากยุคทศวรรษ 1970 ในครอบครองของพวกกบฏ มาจากการสนับสนุนของรัสเซีย หรือเป็นอาวุธที่ยึดมาจากกองทัพยูเครน

 

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน สำนักข่าวในรัสเซีย ITAR-TASS อ้างการเปิดเผยของพวกแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครน ไม่ไกลจากจุดตกของเครื่องบินมาเลเซีย ว่า พวกตนยึดระบบป้องกันจรวดได้ชุดหนึ่ง มีระบบบัครวมอยู่ด้วย

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยของยูเครน อันตัน การาสเชนโก บอกภายหลังเครื่องของมาเลเซียตก ว่า จรวดยิงเครื่องบิน บัค ชุดที่ใช้ยิงนี้ ได้จากการสนับสนุนของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน

 

ตรงกันข้าม รัสเซียโทษยูเครน สำนักข่าว RIA Novosti ในกรุงมอสโก อ้างแหล่งข่าวระบุว่า กองพันทหารบกของยูเครนได้ติดตั้งระบบบัคชุดหนึ่งใกล้กับเมืองโดเนตสค์ก่อน เหตุเครื่องบินตกดังกล่าวหนึ่งวัน เชื่อว่าจรวดที่ยิงโบอิง 777 มาจากชุดนี้ พร้อมกับบอกว่า พวกกบฏทางตะวันออกของยูเครนไม่มีระบบบัค

 

 

 

@ ทหารยูเครนเคลื่อนย้ายระบบจรวดบัค ที่เมืองสลอฟยานสค์ ทางตะวันออกของยูเครน เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม

 

แซมมวล คารัป อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ นักวิจัยของสถาบันยุทศาสตร์ศึกษาระหว่างประเทศ (IISS) ในกรุงวอชิงตัน บอกว่า ถ้าพวกกบฏมีบัค คงไม่ได้รับการฝึกดีเท่าที่ควร ดังนั้น อาจสำคัญผิดในเป้าหมาย นึกว่าเครื่องบินของมาเลเซียเป็นเครื่องบินทหารของยูเครน ก็เป็นได้

 

นิค เดอ ลาร์รินนากา นักวิเคราะห์ของนิตยสาร HIS Jane's Defence บอกว่า จรวดประทับไหล่ยิง ที่พวกกบฏใช้กันทั่วไปในภาคตะวันออกของยูเครน คงจะยิงเครื่องบินที่ระดับความสูงปกติไม่ถึง เครื่องบินพาณิชย์ลำนี้อยู่ในระยะยิงของบัค หรือจรวดรัสเซียอีกรุ่นหนึ่ง คือ S-300

 

ระบบบัค ซึ่งหมายถึงไม้บีชในภาษารัสเซีย ประกอบด้วยจรวด 4 ลูกบนแท่นยิงหมุนได้ ติดตั้งบนรถตีนตะขาบ และมีรถตีนตะขาบอีกคันติดตั้งเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า ตัวจรวดยาว 5.7 เมตร หนัก 55 ก.ก. ยิงได้ไกลสุด 28 ก.ม.

 

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐผู้หนึ่ง เชื่อว่า กบฏยูเครนเป็นคนยิง โดยอ้างหลักฐานแวดล้อมเป็นการคุยโอ่ทางโซเชียลมีเดียของผู้บัญชาการฝ่ายกบฏ อิกอร์ เกอร์คิน ซึ่งใช้นามจรยุทธ์ว่า สเตรลคอฟ ที่บอกว่า พวกตนยิงเครื่องบินตกไปลำหนึ่ง สหรัฐเชื่อว่าโพสต์นี้เป็นของจริง

 

เจ้าหน้าที่อเมริกันอีกคนบอก "รัสเซียกับพันธมิตรต้องหาคำแก้ตัวให้ดีในเรื่องคำโอ่ของเกอร์คิน แต่เห็นทีจะดิ้นไม่หลุด".

 

 

 

 

 

 

 

 

 ‘ยิ่งลักษณ์’เปิดใจย้ำปปช.เร่งตัดสินจำนำข้าวไม่เป็นธรรม เลือกฟังแต่พยานปฏิปักษ์ น้ำตาซึมลั่นไม่คิดหนีคดี!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd05UWTJOell5Tmc9PQ==&subcatid=


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 ก.ค. ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยทีมทนายความ ประกอบด้วย นายพิชิต ชื่นบาน นายสมหมาย กู้ทรัพย์ และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ร่วมแถลงภายหลัง ป.ป.ช. มีมติส่งความเห็นให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานละเว้นปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว จนทำให้เกิดความเสียหาย

โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า 1.กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ เพราะมองว่าเป็นการพิจารณาที่เร่งรีบ รวบรัด โดยแจ้งข้อกล่าวหาใช้เวลาเพียงแค่ 21 วัน หลังจากนั้นก็ชี้มูลความผิดอาญาต่อดิฉันภายใน 140 วัน ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิบัติกับคดีอื่นๆ ที่ดำเนินการกับนักการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อดิฉัน เมื่อเทียบเคียงกับการดำเนินคดีกับการโครงการประกันราคาข้าว ที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการดำเนินการนานไม่น้อยกว่า 4 ปี คดี ปรส ที่ล่าช้าและโครงการทุจริตโรงพักทั่วประเทศ ป.ป.ช.กลับไม่มีความคืบหน้า ถือว่ามิได้มีบรรทัดฐานอย่างเดียวกัน

น.ส.ยิ่งลักษณ กล่าวว่า 2.นอกจากนี้ในการปฏิบัติของ ป.ป.ช.เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ เห็นว่า คดีนี้มีพฤติการณ์ รวบรัด เป็นกรณีพิเศษ คือ เลือกรับฟังพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวดิฉัน ตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในการเสนอพยานบุคคลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ ไม่รอผลการพิสูจน์เรื่องสต็อกข้าวให้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องสต็อกข้าว ทั้งๆ ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ไปร่วมสังเกตการณ์แล้ว ไม่ไต่สวนในข้อเท็จจริงกรณีการลงบันทึกบัญชีที่ยังมีข้อขัดแย้ง และแตกต่างกันของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี และ คณะกรรมการ กขช.ให้เป็นที่สิ้นสุด รวมทั้งกรณีไม่พิจารณาการที่ดิฉันคัดค้านนายวิชา รวม 3 ครั้ง

3.นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายระดับประเทศ นายกฯ ในฐานะฝ่ายบริหารเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น ส่วนในระดับปฏิบัติการนั้น เป็นการทำงานของหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน แต่ในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. กลับฟังความข้างเดียว ในขณะที่ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นไม่ตรงกันในข้อเท็จจริง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า 4.นอกจากนี้การแถลงข่าวของ ป.ป.ช.ต่อสาธารณะที่ผ่านมา ยืนยันว่าคดีในเรื่องระบายข้าวไม่เกี่ยวข้องกับดิฉัน ทำให้ไม่ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาต่อสู้ และหักล้าง แต่ในข้อวินิจฉัยในการชี้มูลกลับนำข้อเท็จจริงในคดีระบายข้าวมาชี้มูลความผิดกับดิฉันด้วย 5.ที่ผ่านมาดิฉันพยายามชี้แจงและร้องขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวน และสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช.ปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งที่ข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่อง เช่น ข้าวเสื่อมสภาพและข้าวหาย หน่วยงานที่ควบคุมดูแลสต็อกข้าว ทั้ง อ.ค.ส. และ อ.ต.ก. ได้ทำสัญญาต่างๆ กับเจ้าของคลังสินค้าและบริษัทประกัน รับผิดชอบค่าเสียหาย หากเกิดกรณีข้าวสูญหาย และการเสื่อมสภาพข้าวที่ผิดปกติธรรมชาติ ดังนั้นการกล่าวอ้างเรื่องรัฐมีความเสียหายจากข้าวหายและข้าวเสื่อมคุณภาพ จึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อดิฉันในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า 6.ขอตั้งข้อสังเกตว่า การกล่าวหาและการไต่สวนของ ป.ป.ช.ได้นำพยานหลักฐานและไต่สวนพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อดิฉัน และเลือกที่จะรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ ในขณะที่ดิฉันได้พยายามเสนอพยานหลักฐานต่างๆ แต่ ป.ป.ช.กลับละเลยและปฏิเสธที่จะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง

7.ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าดิฉันจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อที่จะหนีคดีต่างๆ นั้น ขอยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางส่วนตัว และมีกำหนดการไปกลับที่ชัดเจนและมีการเตรียมการล่วงหน้าแล้วก่อนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอย่างเร่งด่วน

“วันนี้ดิฉันเป็นราษฎรเต็มขั้นแล้ว ควรจะมีสิทธิเสรีภาพเยี่ยงประชาชนคนไทยทั่วไป ขอยืนยันว่า จะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชนคนไทย และพร้อมจะกลับมาประเทศไทยแน่นอน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อแถลงเสร็จได้เดินออกจากห้องแถลงข่าวทันที โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

 

 

         ปูถูกบีบให้ลี้ภัยและจะโดนยึดทรัพย์..เกมส์ที่ต้องแก้

 

 

 

 การเปิดทางให้ปูออกนอกได้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ตามมาด้วยปปช.ชี้มูลความผิดเพื่อชงเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกาเพื่อเข้าสู่หลักประหารยึดทรัพย์ติดคุก... ศาลที่จะพิจารณาคดีมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน.. คดีที่ขึ้นศาลนี้เป็นศาลเดียวไม่มีอุธรณ์ฎีกา.. ระหว่างการสอบสวนของปปช. ไม่ยอมให้เพิ่มพยาน.. ร้องขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิจารณาไม่ได้รับการตอบสนองผู้พิจารณาเคยถูกไล่ออกจากราชการ.. คดีที่ตัดสินเบาบางในฐานะรู้ว่าจะเสียหายแต่ไม่ยับยั้ง..

 

ขอโทษปรส.ที่ปล่อยหมดอายุความปปช.รู้ว่าเกิดความเสียหายแต่ปล่อยให้หมดอายุความเหมือนกันหรือไม่.. กรณียิ่งลักษณ์ถูกบีบไม่ให้ขายข้าว แม้จีนพร้อมจะรับซื้อก็ยังบีบยังร้องบริษัทจีน.. ด้วยข้อหาไม่ใช่จีทูจี.. กูถามหน่อยใครมาซื้อข้าวต้องให้พวกมึงเลือกด้วยหรือ ใครจะซื้อจะขายข้าว ต้องให้มึงอนุญาติแล้วจะมีรัฐบาลมีรัฐมนตรีพาณิชย์ไว้ทำเอี้ยไร..

 

ข้าวก็ยังไม่ได้ขายออกยืดเวลาจนข้าวหมดอายุในที่สุดก็เสื่อม..ขายไม่ได้ราคา แล้วก็ให้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ.. ส้นตีนแน่ะ.. ระหว่างนี้ก็ขนข้าวออกเพื่อโยนความผิดให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้าวหายข้าวเน่า มาแผนเดิมๆ ทีมงานข้าวเน่าเจ้าเดิม บ้านอยู่พิษณุโลก..เสือกมีตาทิพย์รู้เห็นข้าวหายข้าวเน่าในโกดังที่ปทุม.. ไม่มีใครสงสัย..มันรู้ได้ไง....

 

 

 

 

 

 

 

 ถูกแมงมุมกัดขณะนอนหลับ จนพิษไข้กระจายทั่วตัว

 

 

 

 

 

 

ทางด้าน นพ.เอกชัย อนันตพรรค แพทย์ที่รักษาคนไข้ เผยว่า คนไข้ถูกส่งต่อมาจาก รพ.สมเด็จพระยุพราชเด่นชัย เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีอาการเริ่มหนัก บาดแผลเหวอะหวะ โดยรับทราบว่า คนไข้ถูกแมงมุมกัดเข้าที่บริเวณขาและที่หลังเท้ามาก่อน ซึ่งหลังจากที่ญาติได้นำแมงมุมที่กัดใส่ถุงมาตรวจสอบ เบื้องต้นตามลักษณะอาการน่าจะเป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถาม นางสิงห์คาร เวียงคำ ภรรยาของคนไข้ บอกว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะนายอุทัย สามี เข้านอน ก็ถูกแมงมุมกัดเข้าที่หลังเท้าก่อน และเมื่อเก็บผ้าห่มออกก็ถูกแมงมุมกัดเข้าที่น่องซ้ายอีก จากนั้นก็พยายามหาตัวแมงมุม เมื่อพบแล้วก็ขยี้ให้ตาย แล้วเก็บใส่ถุงไว้ แต่ญาติไม่ได้พาส่งโรงพยาบาล

กระทั่งวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.00 น. คนไข้มีอาการปวดและแผลเริ่มแยกออกจากกัน จึงรีบพาไป รพ.สมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จากนั้นทางโรงพยาบาลก็ส่งต่อมายัง รพ.แพร่

 

 

 

 

นพ.วันชัย เผยอีกว่า หลังญาตินำซากแมงมุมมาให้ ก็ส่งไปยัง รพ.ศิริราช เพื่อตรวจพิสูจน์ว่าเป็นแมงมุมชนิดใด ซึ่งคาดว่าภายใน 1 อาทิตย์ก็จะทราบผล ส่วนคนไข้ตอนนี้ต้องรักษาดูอาการตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากพิษของแมงมุมได้กระจายไปทั่วตัว คนไข้สามารถขยับตัวได้เล็กน้อย

ที่สำคัญคนไข้ไม่ได้เข้ารักษาโดยทันที ซึ่งแพทย์อาจจะระงับพิษไม่ให้กระจายได้ก่อน แต่พอคนไข้มาถึงพิษก็กระจายไปทั้งตัวแล้ว สำหรับแมงมุมคาดว่า น่าจะเป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล หากเป็นแมงมุมแม่ม่ายดำ อาการคนไข้จะเกรงและพิษร้ายแรงกว่านี้

 

 

ขณะที่ ผู้ว่าฯ แพร่ เผยว่า ได้กำชับให้ดูแลคนป่วยเต็มที่ ส่วนคนไข้ที่ไม่ยอมมารักษาตอนที่ถูกกัด คงคิดว่าไม่อันตราย ดังนั้น จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จะเล็กหรือใหญ่ ก็ขอให้รีบมาหาหมอ และให้ระมัดระวัง ก่อนนอนควรตรวจสอบที่นอนหมอนมุ้งให้ดี เพราะอาจจะมีสัตว์อะไรเข้าไปซุกซ่อนอยู่ และคนไข้รายนี้เป็นรายแรกของจังหวัดแพร่ เพราะไม่เคยมีคนไข้แบบนี้มาก่อนเลย ซึ่งขอเตือนประชาชนว่าอย่าได้ประมาท.

 

 แผลถูกแมงป่องต่อย ตะขาบและแมงมุมกัด   บาดแผลพวกนี้จะทำให้เกิดอาการปวดและบวมมาก บางคนอาจแพ้พิษมากก็จะทำให้มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากพิษถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิต 

การปฐมพยาบาลแผลถูกแมงป่องต่อย ตะขาบหรือแมงมุมกัด ปฏิบัติได้ดังนี้

-ถ้าถูกกัดหรือต่อยบริเวณข้อมือหรือนิ้วเท้า ให้ใช้ผ้าหรือสายยางรัดตรงโคนนิ้ว ถ้าเป็นแขนหรือขาให้รัดเหนือแผลประมาณ 5 นาที จึงคลายออก 


-ดูดเอาพิษออก หรืออาจใช้เหล็กเผาไฟจี้ใส่แผล หรืออาจผ่าแผลให้กว้าง แล้วใช้เกล็ดด่างทับทิมใส่เข้าไป   <<<  ความคิดเห็นส่วนบุคคล  ใช้วิธีบีบเลือดออกจะปลอดภัยกว่าต่อผู้ปฐมพยาบาล-ผู้ป่วย นะครับ


-ใช้น้ำแข็งวางบริเวณที่ถูกกัดหรือต่อย ประมาณ 2 ชั่วโมง แขนหรือขาข้างที่ถูกกัดหรือต่อย ควรจะวางต่ำกว่าส่วนอื่นของร่างกาย 


-บริเวณที่ถูกกัดให้ล้างด้วยด่างทับทิม 


-ถ้ามีเหล็กในติดอยู่ให้คีบออกแล้วทาด้วยแอมโมเนีย โซดาไบคาร์บอเนต น้ำเกลือหรือน้ำปูนใส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 10:41 น.  ข่าวสดออนไลน์


คสช.อนุญาต ‘ยิ่งลักษณ์’ พา ‘น้องไปป์’ บินพักผ่อนยุโรป ตามคำขอ-เหตุไม่พบพฤติกรรมฝ่าฝืนคำสั่ง



 
 

 

 

 เมื่อ วันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ยื่นหนังสือ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.เพื่อขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศ โดยระบุว่า ขอไปพักผ่อนในประเทศยุโรป ที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม - 10 สิงหาคม นี้ พร้อมกับ น้องไปป์ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย

 โดยเป็นที่จับตามองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส เพื่อไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิด ครบ 65 ปี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ยกเลิกการจัดงานวันเกิดไปแล้ว

 ทั้ง นี้ ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนได้ยื่นหนังสือต่อ คสช. ขอเดินทางออกนอกประเทศหลายคน โดยอยู่ระหว่างการรอว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอนุมัติหรือไม่

 ส่วนที่มีการมองว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจจะไม่เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยอีก โดยอาจขอลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่ต่างประเทศนั้น แหล่งข่าวคนใกล้ชิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะกลับมาแน่นอน ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะหนี หรือ ขอลี้ภัย เพราะถ้าจะหนี ก็คงหนีไปตั้งแต่แรกแล้ว

 ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะรองโฆษก คสช. เปิดเผยว่า คสช. อนุญาต ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางออกนอกประเทศพร้อมกับบุตรชาย ระหว่างวันที่ 20 ก.ค.-10 ส.ค.57 เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้องขอมาตามขั้นตอน และช่วงที่ผ่านมาไม่เคยขัดคำสั่งหรือฝ่าฝืนคำสั่ง คสช
.

 

 

 

 

 

 

 

                                          

 

 

 ปปช. มีมติ 7-0 ฟัน "ยิ่งลักษณ์" ผิดอาญาคดีจำนำข้าว

 

 

 

เมื่อเวลา 17.30น. วันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษกป.ป.ช. แถลงว่า การไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกรรมการป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาน.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว และได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาและไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว
 
 
นายวิชามหาคุณ ระบุว่า คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการการกระทำที่มีมูลความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 123/1 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ให้รายงานเอกสารพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปทั้งนี้คดีดังกล่าวมีผลค่าความเสียหายถึง 5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม การที่มาแถลงข่าวครั้งนี้ก็ไม่ใช่มาจากกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปต่างประเทศ และทางป.ป.ช.ก็ไม่ได้ขอให้ระงับยับยั้ง เพราะกรณีการขอไปต่างประเทศนั้นเป็นดุลยพินิจของคสช.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   น้องก้อย ยันตัวเองโดนลงโทษเกินกว่าเหตุ ย้อนถามสังคม ถ้าไม่มีโค้ชเช เป็นความผิดตนหรือ?

 

 

ก้อย รุ่งระวี ขุระสะ นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่เกิดเหตุว่า ตนได้เตรียมพร้อมก่อนการลงแข่งแล้ว โดยการใส่อุปกรณ์และวอร์มร่างกาย แต่โค้ชคนไทยเป็นบอกให้ถอดอุปกรณ์ก่อน จากนั้นตนได้นั่งรอนานมาก จนกระทั่งถูกเรียกให้เข้าแข่งขันกะทันหัน ทำให้ตนตกใจและเตรียมตัวไม่ทันโดยหลังการแข่งขัน โค้ชเชได้เรียกนักกีฬาทั้งหมด 19 คนมารวมกัน และต่อยท้อง ชกหน้า ตนเพื่อเป็นการลงโทษที่แพ้การแข่งขัน

     แม้รุ่นพี่ในทีมจะให้กำลังใจและกล่าวว่าการลงโทษเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ตนรู้สึกว่าการลงโทษเช่นนี้เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป ทำให้ตนอาเจียนและบาดเจ็บ ตนเองรู้สึกน้อยใจที่โค้ชเชไม่ฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงได้ติดต่อกับแม่ แม้เบื้องต้นพยายามปิดบัง แต่แม่ก็คาดเดาเหตุการณ์ได้ว่าโดนโค้ชทำร้าย ซึ่งแม่ของก้อยรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรีบดำเนินการรับลูกกลับเมืองไทย

     หลังจากที่โค้ชเชทราบว่าแม่ของก้อยได้ทราบเรื่อง โค้ชเชได้ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นและบอกว่าจะซื้อยาให้ก้อย แต่ก้อยก็ยังรู้สึกไม่ดี และรับไม่ได้กับการลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้

     ทั้งนี้ พ่อและแม่ของก้อยเรียกร้องให้โค้ชเชออกมาขอโทษ เพื่อให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริง เนื่องจากสังคมมองว่าก้อยไม่มีความรับผิดชอบ

 

 

เจาะข่าวเด่น เปิดใจ 'ก้อย รุ่งระวี' นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย (16ก.ค.57)

พิมล ศรีวิกรม์ ระบุว่า โค้ชเชจะไม่เดินทางกลับไทยพร้อมนักกีฬา เผยครอบครัวโค้ชกลับเกาหลีใต้ไปแล้ว ยันพยายามทุกทางให้โค้ชเชกลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง

 *นายกฯสมาคมเทคควันโดฯ ยืนยัน นักกีฬามีความผิดไม่พร้อมก่อนลงแข่งขัน โค้ชเช ลาเมืองไทย*


ปัญหาในสมาคมเทควันโด แห่งประเทศไทยกรณีหัวหน้าผู้ฝึกซ้อมชาวเกาหลีใต้ทำร้ายนักกีฬา “รุ่งระวี ขุระสะ” นายพิมล ศรีวิกรม์  นายกสมาคมเทคควันโดแห่งประเทศไทย  ยืนยันว่า นายชัชวาล ขาวละออ หรือ โค้ชแม็ก ระบุว่า โค้ช เช ยอง ซอก จะไม่กลับเดินทางกลับประเทศไทย  ขณะที่ ครอบครัวของโค้ชเช เดินทางกลับเกาหลีใต้แล้วเช่นกัน  



นายพิมล กล่าวถึงความผิดของนักกีฬาจากการสอบถามโค้ชทั้ง 4 คน พบว่า นักกีฬา ผิดจริง ไม่เตรียมความพร้อม ไม่เอาถุงมือ ไม่เอาไอดีการ์ดมา และเป็นไปไม่ได้ที่ โค้ชจะบอกว่า ไม่ต้องเตรียมตัว เพราะในความจริงนักกีฬาต้องเตรียมความพร้อม ต้องวอร์มอัพด้วยการใส่อุปกรณ์ให้ครบ แต่นักกีฬาซึ่งในขณะนั้นไม่ได้ฟัง หรือไม่ได้ใส่ใจไม่ได้ใส่อุปกรณ์



สำหรับหลังการแข่งขันที่ นักกีฬาแพ้ โค้ชเช ยอมรับว่า ได้ทำโทษด้วยการทุบ แต่ไม่ได้ ทำเพื่อระบายความโกรธ ขณะผลการตรวจร่างกายของนักกีฬาที่มีความบอบช้ำ นายพิมลบอกว่า การแข่งขัน ที่แพ้ถึง 6 ต่อ 12ย่อมมีร่องรอยจากการแข่งขัน ไม่ใช่จากการทำร้ายร่างการของโค้ชแน่นอน โดยขอให้สื่อตรวจสอบได้จากกลุ่มนักกีฬาที่จะเดินทางกลับมาในค่ำวันนี้



นายพิมล ยังฝากถึงรุ่งระวี ด้วยว่า ให้ไตร่ตรองพฤติกรรมว่าอะไรถูกผิด จะทำทีมชาติเพื่อชีพหรือไม่ การเรียกร้องให้โค้ชเชออกมาขอโทษเหมาะสมหรือไม่ ระวังอาจเป็นนักกีฬาคนแรกที่คนไทยไม่เชียร์



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

ความเสื่อมโทรมของ ‘บราซิล’ -อภิมหาอำนาจแห่ง ‘ฟุตบอล’
(จากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)

 

 

The fall of a superpower
By Pepe Escobar
10/07/2014

การที่ฟุตบอลทีมชาติบราซิลร่วงหล่นลงมาจากความรุ่งโรจน์เฟื่องฟูดังที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นความเสื่อมโทรมที่ดำเนินต่อเนื่องมาอย่างยาวนานทีเดียว และก็เป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นกันได้ล่วงหน้า ยกเว้นแต่พวกที่กุมบังเหียนวงการนี้อยู่เท่านั้น ซึ่งได้แก่ สหพันธ์ฟุตบอลบราซิล และ “คณะกรรมการเทคนิค” ที่สหพันธ์แห่งนี้แต่งตั้งขึ้นมา โดยที่คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ไร้ความรู้ความสามารถ, โอหังเย่อหยิ่ง/โง่เขลางี่เง่า ซึ่งเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนอย่างชัดแจ๋วใสปิ๊ง ให้เห็นถึง ความโอหังเย่อหยิ่ง/โง่เขลางี่เง่า ของชนชั้นนำทางการเมือง/ทางเศรษฐกิจ ทั้งเก่าและใหม่ของบราซิลนั่นเอง

เซาเปาลู, บราซิล – ผมเซฟภาพที่เห็นข้างบนนี้เอาไว้เพื่อใช้ในจังหวะโอกาสอันเหมาะสม ซึ่งก็คือ ณ ขณะนี้นั่นเอง

ขอเชิญพบกับหนึ่งในสรวงสวรรค์สุดแสนคลาสสิกแห่งดินแดนแถบเส้นศูนย์สูตร มันอยู่ในเมืองซานโตอันเดร (Santo Andre) ในรัฐบาเยีย (Bahia) ใกล้ๆ กับจุดที่บราซิล “ถูกค้นพบ” โดยพวกโปรตุเกสในปี 1500 ค่ายฝึกซ้อมของฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี “ทีมอินทรีเหล็ก” อยู่ตรงด้านหลังของหมู่ต้นไม้ทางซ้ายมือของภาพนี้พอดิบพอดีเลย ผมไปอยู่ที่นั่นเมื่อตอนที่ฟุตบอลโลกปีนี้เริ่มต้นขึ้นมา อันนา มาริอานี (Anna Mariani) เจ้าบ้านผู้สง่างามของผม เป็นเจ้าของบ้านพักริมชายหาดที่แสนวิเศษสุด ซึ่งตั้งอยู่ถัดมา

ค่ายฝึกซ้อมของพวกเยอรมัน ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นคอนโดริมชายหาดแห่งหนึ่ง มีลักษณะแยกออกไปเป็นส่วนตัวและได้รับการแต่งแต้มให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าจนกระทั่งสมบูรณ์เพียบพร้อม กระนั้นพวกนักฟุตบอลก็มีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยการไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนในท้องถิ่นแห่งหนึ่ง, ผูกมิตรนับพี่นับน้องกับชาวอินเดียนเผ่าปาตาโซ (Pataxo Indians), ออกมาเดินเล่นบริเวณชายหาดกันในตอนเช้า พวกเขาฝึกฝนกันอย่างหนักหน่วง ด้วยความมีวินัย, ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว, หลักจริยธรรมในการทำงาน ในเวลาเดียวกับที่ชื่นชมหลงรักทุกๆ นาทีของการที่พวกเขาได้มาอยู่ในสรวงสวรรค์ และดูดซับพิธีการแห่งวัฒนธรรมบราซิลอย่างเต็มที่ นี่เองคือจุดเริ่มต้นอันแท้จริงของกระบวนการแห่งการฉีกกระชากตัดเฉือนฟุตบอลทีมชาติบราซิลออกเป็นชิ้นๆ ด้วยประตู 7 ต่อ 1

ในขณะเดียวกันนั้น ฟุตบอลทีมชาติบราซิลคือการแสดงอันตื่นเต้นหวือหวามุ่งเรียกน้ำตาและความสะเทือนใจอย่างรุนแรงจากประชาชนประมาณ 200 ล้านคนของแดนแซมบ้า มันมีลักษณะคล้ายๆ กับละครโทรทัศน์น้ำเน่าที่ไร้ความสมมาตร โดยที่ไม่มีการใส่ใจกับเรื่องการมุมานะทำงานหนักหรือระเบียบวินัย มีแต่ความสนใจในเรื่องวูบวาบฉาบฉวยยิบยับแพงๆ (ดูผมทรงใหม่ของผมสิ!) บวกกับความรู้สึกสำนึกถือศักดิ์ศรีที่ชวนให้ตนเองสบายอกสบายใจ พวกเขาเชื่อว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็จะเป็นผู้ชนะในบั้นปลาย เพราะตามมายาคติแห่งชาติซึ่งเป็นที่เชื่อถือกันอย่างที่สุดนั้น “พระเจ้าก็เป็นชาวบราซิล”

คราวนี้มาฟังเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจแห่งยุคโลกาภิวัตน์กันบ้าง เป็นเวลายาวนานทีเดียวตั้งแต่ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกคราวนี้แล้ว บราซิลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอภิหาอำนาจอันเปี่ยมล้นด้วยแสนยานุภาพแห่งวงการฟุตบอล แต่ด้วยการบริหารจัดการอันผิดพลาดในทุกๆ ระดับเหมือนๆ กันหมด ก็ได้ลดฐานะตนเองลงมาจนมีบทบาทแค่ตัวรองๆ ในสภาพของผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ (อย่างเช่นนักฟุตบอลที่มีความรู้ความสามารถ) ในบราซิลนั้นไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เห็นกันว่าสำคัญก็คือสิทธิในการถ่ายทอดโทรทัศน์อันสามารถทำกำไรงดงาม และก็กลายเป็นอภิสิทธิ์ในการทำมาหากินของพวกแก๊งมาเฟียในวงการสื่อ แต่เยอรมนีกลับเป็นตรงกันข้าม ตั้งแต่ที่พวกเขาพ่ายแพ้ในฟุตบอลโลกปี 2002 (ซึ่งก็ปราชัยต่อบราซิลนั่นเอง...) ก็ได้เร่งลงทุนในเครือข่ายโรงเรียนสถานฝึกสอนกีฬาฟุตบอลอันกว้างขวาง และถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบระดับชาติในการบ่มเพาะอบรมผู้มีความสามารถ, ให้แก่ศึกษาแก่พวกเขา, และก็เตรียมพวกโคชพวกผู้ฝึกสอนให้พรักพร้อมด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้าการหยามศักดิ์ศรีอย่างแรงถึง 7-1 คราวนี้จะเริ่มต้นขึ้นประมาณ 3 ชั่วโมง ผมถูกสอบถามในร้านตัดผมประจำของผมว่าผลการแข่งขันนัดนี้น่าจะออกมาอย่างไร ผมตอบกลับไปทันทีว่า “เยอรมันชนะ 4-0” ทุกๆ คนต่างตื่นตะลึงกันหมด ครับ ผมบินเข้ามาจากเอเชียและจากนั้นก็ยุโรป เพื่อเฝ้าติดตามฟุตบอลโลกในบราซิล เสมือนหนึ่งว่าผมกำลังติดตามรายงานข่าวเกี่ยวกับสงคราม และสิ่งที่ผมสงสัยข้องใจในตอนต้นๆ ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นจริง ในขณะที่ละครบีบน้ำตาเรื่องนี้เริ่มต้นเผยแบคลายปมออกมา

ทุกๆ สัญญาณที่ปรากฏ ต่างบ่งบอกชี้ให้เห็นว่า นักฟุตบอลทีมชาติบราซิล อยู่ในสภาพของกลุ่มเศรษฐีเยาว์วัยผู้ไร้ความมั่นคงในทางจิตวิทยา และพร้อมที่จะแตกระเบิดจากภายใน --พวกเขาเฉียดใกล้ภาวะเช่นนี้ตั้งตั้งตอนที่แข่งขันกับทีมชิลี และจากนั้นก็ในตอนที่เล่นกับทีมโคลอมเบีย ในที่สุดสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นมาจนได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 นาทีเมื่อเยอรมนีทำประตูได้ถึง 4 ลูก และเพียงแค่นาที 29 ของการแข่งขัน ทีมแกร่งจากยุโรปทีมนี้ก็เป็นผู้นำด้วยประตู 5-0

เซอร์ไพรซ์หรือ? ไม่ถึงกับอย่างนั้นเสียทีเดียวหรอก บราซิลนั้นเลิกเล่นฟุตบอลแบบ “โจโก โบนิโต (jogo bonito) หรือ “เกมอันสวยงาม” (the beautiful game) มานานแล้ว ภายหลังที่สร้างทีมซึ่งแสนมหัศจรรย์อย่างนั้นขึ้นมาในปี 1970 แล้วจากนั้นทีมยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเขาก็ไม่สามารถชนะอะไรได้เลยในปี 1982 นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 บราซิลในฐานะที่เป็นบ้านเกิดของ โจโก โบนิโต กลายเป็นเพียงมายาภาพอีกประการหนึ่งของประเทศนี้ และมีค่าเป็นเพียงแค่กลเม็ดอันประณีตทางการตลาดอย่างหนึ่ง (ด้วยฝีมือของ “ไนกี้”) ตลอดระยะเวลาเหล่านี้ ชาวบราซิลเอาแต่ใหลหลงได้ปลื้มกับการหลอกตนเอง ในการยกย่องเชิดชูแนวความคิด ที่ว่า “เราคือแชมเปี้ยน” ซึ่งจัดว่าเป็นแบรนด์ราคาถูกๆ อย่างหนึ่งของลัทธิชาตินิยมนั่นเอง

จวบจนกระทั่งความอหังการเช่นนี้ถูกเผยให้เห็นโฉมหน้าอันน่าชัง และเยอรมนีต่างหากกลายเป็นผู้ที่ทวงสิทธิ์ในการอวดอ้างเป็นเจ้าของฟุตบอลแบบ โจโก โบนิโต อันแท้จริง ทั้งด้วยการส่งลูกแบบเฉียบขาดได้เสีย, การจบสกอร์อย่างสุดยอด, และการเล่นถ่ายบอลแบบสามเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยสไตล์

ทีมบราซิลต้องตกเข้าสู่ความวิบัติชวนสยอง ทีแรกสุดทีเดียวเนื่องจากเหตุผลทางแท็กติก/เทคนิค ทีมฟุตบอลทีมนี้ขาดไร้ผู้เล่นมิดฟิลด์ที่จะสามารถต่อสู้กับมิดฟิลด์ดีเยี่ยมที่สุดบนพื้นพิภพได้ เราควรที่จะต้องประณามว่าเป็นความผิดของผู้กุมบังเหียนวงการนี้ของแดนแซมบ้า ซึ่งก็คือ สหพันธ์ฟุตบอลบราซิล และ “คณะกรรมการเทคนิค” ที่พวกเขาแต่งตั้งขึ้นมา โดยที่คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ไร้ความรู้ความสามารถ, โอหังเย่อหยิ่ง/โง่เขลางี่เง่า ซึ่งเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนอย่างชัดแจ๋วใสปิ๊ง ให้เห็นถึง ความโอหังเย่อหยิ่ง/โง่เขลางี่เง่า ของชนชั้นนำทางการเมือง/ทางเศรษฐกิจ ทั้งเก่าและใหม่ของบราซิลนั่นเอง ช่างเหมือนกันมากเหลือเกินกับการที่ตำรวจบราซิล เข้าทลายแก๊งขายตั๋วตลาดมืดในเมืองรีโอเดจาเนโร ซึ่งเกี่ยวข้องโยงใยอยู่กับบริษัทหนึ่งในเครือฟีฟ่า ทว่ากลับพลาดแก๊งมาเฟียใหญ่อีกแก๊งหนึ่ง --เป็นพวกที่แตกแขนงแฝงตัวอยู่ตามซอกหลืบของวงการฟุตบอลบราซิลนั่นแหละ

คณะกรรมการเทคนิค ได้จัดการแถลงข่าวภายหลังความพ่ายแพ้อันทำร้ายจิตใจอย่างเลวร้ายของทีมชาติ ในวันเดียวกับที่ อาร์เจนตินา กับ ฮอลแลนด์ แข่งขันชิงชัยกันแบบทีมผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ ซึ่งแม้ต่อเวลาออกไปเป็น 120 นาทีก็ยังคงเสมอกัน 0-0 (จากนั้นก็ต้องใช้การเตะลูกโทษมาตัดสิน) การแถลงข่าวคราวนี้ทำให้ผมหวนคิดถึงตอนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) กำลังพยายามแก้เนื้อแก้ตัวหลังจากถูกเปิดโปงกรณีการทารุณกรรมนักโทษชาวอิรักในคุก อบู กรออิบ (Abu Ghraib) “โอ้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาอย่างผิดธรรมดาเท่านั้น” แต่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ พวกขี้ขลาดตาขาวชาวบราซิลซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบเต็มๆ เหล่านี้ ไม่อาจยอมรับได้หรอกว่า ความหายนะคราวนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบขั้นตอน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความปราชัยยับเยินถึง 7-1 คราวนี้ จะส่งผลสะท้านสะเทือนทางการเมืองสะท้อนไปมาไม่รู้สิ้นสุด มันจะส่งผลไกลเลยออกไปจากฝูงชนชาวบราซิล (ผิวขาว) ซึ่งมีเงินทองเพียงพอที่จะจับจ่ายซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันของฟีฟ่า ขณะเดียวกันก็กำลังหยามหยันการใช้จ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมของประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ (Dilma Rousseff) แน่นอนทีเดียวว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกำไรอันงดงามของฟีฟ่า จากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มหกรรมการแข่งขันคราวนี้ (ผลกำไรดังกล่าวคือ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี) โดยที่ผู้ที่จ่ายเงินก้อนนี้ก็คือคนท้องถิ่น เช่นเดียวกับที่พวกเขาต้องเป็นผู้ควักค่าใช้จ่ายโดยรวมของการจัดการแข่งขัน (ซึ่งมีมูลค่าถึง 13,600 ล้านดอลลาร์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบเงินก้อนมหึมานี้ กับงบประมาณการลงทุนอันจิ๊บจ๊อยในด้านการศึกษา, บริการสาธารณูปโภคต่างๆ, การคมนาคมขนส่งในเขตชุมชนเมือง, โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ยังขาดแคลนอย่างน่าใจหาย ขณะเดียวกันนี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นกันได้เลย

การถูกเหยียดหยามในเชิงกีฬาระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะจดจำกันได้ในคราวนี้ มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มอาการโรคความโอหังเย่อหยิ่ง/โง่เขลางี่เง่า (และความรู้สึกถือศักดิ์ศรี) อันเป็นเครื่องหมายการค้าของพวกชนชั้นนำชาวบราซิล ในเวลาเดียวกันนั้น คุณย่อมไม่สามารถมุ่งมาดปรารถนาที่จะผงาดขึ้นเป็น “อภิมหาอำนาจ” รายหนึ่งในกลุ่มบริกส์ (BRICS กลุ่มชาติเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่) ได้หรอก เมื่ออัตลักษณ์ของตัวคุณเองซึ่งสร้างขึ้นมาโดยอิงอาศัยกีฬาฟุตบอล กำลังถูกบ่อนทำลายโดยพวกทุจริตคดโกง

พระเจ้าแห่งกีฬาฟุตบอลได้ทรงเมตตาประกาศออกมาแล้วว่า ละครน้ำเน่าสำหรับผู้คน 200 ล้านคนถึงเวลาปิดฉากลาโรงแล้ว แต่กระนั้นผมก็ยังมีความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างแท้จริงต่อเหล่าผู้แพ้พ่ายทั้งหลาย ซึ่งก็คือคนส่วนข้างมากล้มหลามในหมู่ผู้สนับสนุนจำนวน 200 ล้านคนเหล่านี้ ที่เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตและทำงานหนัก เป็นผู้ซึ่งฟุตบอลคือเครื่องบรรเทาผ่อนคลายอันน้อยนิด สำหรับที่พวกเขาจะได้ปลอดพ้นจากความเจ็บปวดและการต้องต่อสู้ดิ้นรนของพวกเขาได้บ้าง พวกเขามีแต่ถูกหลอกลวงตลอดมา

บราซิลอาจจะยังคงมี “อำนาจละมุน” (soft power) ปริมาณไม่จำกัดที่จะสามารถใช้ในตลอดทั่วทั้งโลก ทว่าบราซิลจะต้องร่วมมือร่วมใจกันลงมือขจัดการทุจริต/ความไร้ประสิทธิภาพ ของตนทิ้งไป ถ้าหากฟุตบอลจะเป็นองค์ประกอบอย่างเดียวที่เหลืออยู่สำหรับการรักษาให้อภิมหาอำนาจผู้ทะเยอทะยานรายนี้รวมตัวเข้าด้วยกันแล้ว บราซิลก็ควรต้องคิดให้จริงจังยิ่งกว่านี้, ทำความเข้าใจว่าการถูกเหยียดหยามคราวนี้มีสาเหตุมาจากอะไร, ขจัดพวกไร้คุณค่าที่เอาแต่ประโคมความสำคัญของตนเองออกไป, แสดงให้เห็นกันบ้างถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและการทำงานให้หนักหน่วงจริงจัง ศึกษาเรียนรู้โมเดลด้านการกีฬาของเยอรมนี –แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องไปศึกษาเรียนรู้บทเรียนการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอันเข้มงวดของอียูด้วยหรอก แล้วจากนั้นพวกคุณก็จะได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์

เปเป้ เอสโคบาร์ เป็นคอลัมนิสต์ของเอเชียไทมส์ออนไลน์ เขาเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Globalistan: How the Globalized World is Dissolving into Liquid War (Nimble Books, 2007), Red Zone Blues: a snapshot of Baghdad during the surge (Nimble Books, 2007), และ Obama does Globalistan (Nimble Books, 2009) ทั้งนี้สามารถติดต่อเขาทางอีเมลได้ที่ pepeasia@yahoo.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           “คสช.”ยิ่งลากยาว โอกาสเสี่ยงมีเยอะ

 
 
 
 
 


 

 

 

 

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ไม่มีอะไรยั่งยืนจีรัง วันหนึ่งก็ดับไป เป็นสัจธรรมของโลก วันนี้ช่วงที่ทุกอย่างหอมหวาน จะทำอะไรก็มีแต่คนเชยชม ยกย่อง สรรเสริญ ดังวีรบุรุษเข้ามากู้ชาติ แต่วันหนึ่งถ้าพลาดพลั้ง ก็จะมีคนพร้อมเหยียบยอดหน้าเหมือนกัน

ตามรูปการณ์ที่ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เข้ามาทำหน้าที่ จะแตะจะต้องแก้ไขจุดไหนก็มีแต่คนยกมือท่วมหัว อนุโมทนาสาธุ ชนิดดีไปหมดทุกอย่าง ยังไม่มีอะไรที่พลาดท่าเสียทีจนโดนคนนินทาหมาดูถูก ทว่าถ้าวันหนึ่งก้าวพลาด หมดโปรโมชั่น บรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกไม้ อาจจะกลายเป็นหนังคนละม้วน ดังนั้น คสช.อย่ามองข้ามความปลอดภัย

ที่ผ่านมางานของคสช. ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอะไร เพราะปัจจุบันเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจชี้ถูก ชี้ผิดได้หมด ผ่านประกาศ ผ่านคำสั่ง ที่ถูกต้องชอบธรรม แถมในภายภาคหน้าหากมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราวมา ก็จะมีการรองรับการกระทำนั้นไว้ไม่ให้มีใครกล้าหือเอาเรื่องได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มาเฟีย มาฟรี พวกขาใหญ่ อิทธิพลเถื่อนในบ้านเมืองสะพรึงกลัว ไม่กล้างัดข้อ ทำให้งานของ คสช.ราบรื่น สะดวกโยธิน

อำนาจของ คสช.ตอนนี้ล้นพ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดเหมือนกับพรรคการเมืองที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย จนกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่หยั่งรากลึกยาวนาน ทั้งเรื่องคอนเนกชั่น และความสัมพันธ์ ขณะที่ “บิ๊กตู่”เอง ก็พยายามซื้อใจ จัดการฝุ่นไรประเทศแบบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงจะได้ยินแต่เสียงปรบมือ

แต่ขึ้นชื่อว่าโปรโมชั่น ย่อมมีระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาใดเวลาหนึ่งก็ต้องหมดไปในที่สุด เพราะมีข้อจำกัด เหมือนกันกับ คสช. วันนี้ ระยะสั้นๆ อาจมีเสียงเชียร์ แต่ในระยะยาวๆ คงต้องวัดกัน เพราะปัญหาในประเทศไทยมันมีสารพัน นับไม่ถ้วน ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าที่ คสช.ไล่แผ้วถางจนเตียนโล่ง แต่ยังมีรากเหง้าที่พันยั๊วเยี้ยเต็มไปหมด

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแทรกซ้อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ฯลฯ ฉะนั้นการเข้ามาทำหน้าที่นี้จึงไม่มีใครได้กำไร มีแต่เท่าทุน และเจ็บตัว วันนี้อาจยังกำไร หรือเท่าทุน แต่อนาคตข้างหน้า คสช. อาจจะเจ็บตัวก็เป็นได้

ยิ่งอยู่ลากยาวนานๆ โอกาสเสี่ยงที่จะเจ็บตัวหลายแผลก็มีเยอะ ตามที่มีการคาดการณ์กันว่า โรดแมปของคสช.นั้นยาวนานเกินไป สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นดาบสองคมเอาในวันข้างหน้า เพราะด้วยปัจจัยของคณะรัฐประหารทุกชุดแล้วงานเบื้องหน้ามีแต่ความเร่งด่วน และต้องทำด้วยความรวดเร็วเท่านั้น ด้วยรู้เงื่อนไขตรงนี้ คณะรัฐประหารทุกชุดจึงรีบคายอำนาจโดยเร็วกันหมด

ขณะเดียวกัน ผลเสียของการรอยู่บนคานอำนาจนานๆ แม้จะหวังดีเพื่อให้ปัญหาสำเร็จลุล่วง จึงลากยาวเข้าไว้ตามที่เป็นอยู่ แต่ถ้ามองกันในสภาพความเป็นจริง งานที่คสช.ตั้งตุ๊กตาเอาไว้ว่าจะเดินไปสู่เป้าหมายอย่างองอาจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาปฏิรูปที่เข้ามาทำหน้าสังคายนาระบบต่างๆ ให้เข้ารูปเข้ารอยให้จงได้ หรือจะเรื่องการสร้างความปรองดอง ดูกันตามโรดแมปเพียงแค่นั้น ยากยิ่งเหลือเกินที่จะไปสู่เป้าหมายได้

โดยเฉพาะเรื่องการปรองดอง ซึ่งเป็นเรื่องความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่มีความเชื่อของตัวเองมายาวนานหลายปี การจะปรับทัศนคติผิดๆ เหล่านั้นให้เข้าที่เข้าทางได้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานหลายปีมากๆ แต่โรดแมปของคสช. เพียงแค่ปีกว่าๆ เสมือนเป็นการบังคับให้คนรักกัน หรือเป็นการรักกันภายใต้กฎหมายพิเศษ ไม่ได้รักกันจริงๆ เหมือนภาพที่ออกมา แถมยังพร้อมจะขยับเขยื้อนเสียด้วยหากวันหนึ่ง ไม่มี คสช. คอยประกบแล้ว

ฉะนั้น จึงไม่มีความหมายที่จะต้องลากยาวนานไปขนาดนั้น เอาแค่เพียงวางโครงสร้างต่างๆ เสร็จสิ้น แล้วเอากฎหมายมาประทับตราเขียนล็อกเอาไว้ให้ผู้มีอำนาจในอนาคตมาปฏิบัติตามก็น่าจะเพียงพอแล้ว

วันนี้คสช.จึงต้องคิดเร็ว ทำเร็ว โอ้เอ้ เหยาะแหยะไม่ได้ ไม่ใช่เห็นโรดแมปยาวนานแล้วตายใจ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ระวังจะจุกเอาเข้าสักวัน ซึ่งหลังจากประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราว ทีนี้จะเข้าโหมดของจริงสู่ภาคปฏิบัติล้วนๆ จะรู้ว่ามีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยา ก็คราวนี้ กลิ่นอายความหอมหวานที่เคยได้จะเริ่มเจือจางลงไปตามระยะเวลา

โดยเฉพาะตอนมีรัฐบาลที่ต้องเข้ามาบริหารประเทศเต็มตัว ไม่ได้ทำในนาม คสช. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอีกแล้ว งานต่างๆ ที่เคยหยิบจับได้ง่ายก็จะไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ความซับซ้อน ปัญหา จะวิ่งติดเกียร์หมาเข้ามาแบบไม่หยุดยั้ง เรื่องการบ้านการเมืองถ้าไม่เชี่ยวชาญจริงๆ บริหารคนไม่เป็น ตายคาที่กันมาหลายรายแล้ว ไม่เช่นนั้นแต่ละรัฐบาลจะล้มครืนไม่เป็นท่ากันหรือ

รัฐบาลที่ว่ากันว่าจะนำโดย “บิ๊กตู่”แบกความหวังของคนในชาติไว้เยอะ เมื่อความคาดหวังสูง จึงเป็นอะไรที่ล่อแหลมอย่างมาก การพลาดเพียงครั้งอาจถูกนำมาขยายปมเป็นเรื่องใหญ่บานตะไทกันได้ ดูแล้วก็ไม่ใช่งานง่ายๆ เอาเสียเลยสำหรับว่าที่นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่จะมาทำหน้าที่

อุปสรรคของรัฐบาลที่มาจากการัฐประหารนั้นเยอะกว่ารัฐบาลธรรมดา เพราะเสียเปรียบเรื่องความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ โดยเฉพาะในสายตาของชาวโลก การจะบริหารราชการทั้งภายนอกภายในให้ได้ดังใจไปเสียทุกเรื่องนั้นเป็นไปได้ยากมากๆ

ยิ่งมีข่าวหลุดลอดออกมาว่า ต่อให้มีรัฐบาลแล้วก็ยังมี คสช. คอยครอบอยู่บนหัวอีกชั้น เพื่อประกบไม่ให้แตกแถว เสมือนควบคุมงานให้เป็นไปตามสเปก งานการค้ากับต่างประเทศเตรียมเจอก้างชิ้นโตเอาไว้ได้เลย

โอกาสที่ต่างชาติจะเจรจาการค้าการลงทุนแบบหวานเจี๊ยบ ทอดไมตรีแบบตาหวานเยิ้ม เลิกคิดเลิกฝันได้ ไม่แน่บางทีสหภาพยุโรป (อียู) หรือสหรัฐอเมริกา อาจที่ออกลูกตุกติกกับเราก่อนหน้านี้ จะแสดงอิทธิฤทธิ์กับเราต่อก็เป็นได้ ด้วยข้ออ้างว่ารัฐบาลชุดนี้มาจากเผด็จการทหารยังไม่พอ ยังดันเป็นนอมินี ที่ถูกกำกับชักใยอยู่ด้วย ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่กำหนดเอาไว้ว่า คสช.อยู่ขนาบข้างกับรัฐบาล เรียกว่า ดิ้นอย่างไรก็สลัดไม่พ้นสัญลักษณ์ทหาร ทำให้งานยากเข้าไปอีก

จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนหรือตัดสินใจกันใหม่ว่า จะยังคง คสช.เอาไว้แบบในลักษณะนั้นหรือไม่ ต้องชั่งตวงวัดกันให้ดี ว่ามีผลเสีย ผลดี อันไหนมันมากกว่ากัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                  

 

เว็บไซต์มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้เผยแพร่บทความ "ประชาธิปไตยเมืองไทย" พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไอ้กันเป็นประมุข โดยนายศรีศักร วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยาอาวุโส ซึ่งตีพิพม์ครั้งแรกในจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.102 (เม.ย.-มิ.ย. 2557) มีเนื้อหาบางส่วนระบุไว้ ดังนี้


"ข้าพเจ้าเกลียดไอ้กันเพราะเป็นเจ้าลัทธิประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งที่ไม่แคร์กับการซื้อเสียงขายเสียงเพื่อให้พรรคการเมืองที่ชั่วร้ายเข้ามามีเสียงส่วนมากในรัฐสภา จนในที่สุดกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาภายใต้การบัญชาของทศกัณฐ์หน้าเหลี่ยมขี้ข้าตัวโปรดของไอ้กัน

หลังการปฏิวัติของทหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำให้รัฐบาลหน้าเหลี่ยมสิ้นสุดลงไปอย่างสิ้นเชิงท่ามกลางความดีใจและโล่งใจของคนส่วนใหญ่ในชาติ ข้าพเจ้าก็พลอยฟ้าพลอยฝนโล่งใจไปกับเขาด้วย เพราะก่อนหน้านี้เป็นทุกข์กับ กปปส. และเครือข่าย เช่น คปท. กองทัพธรรมและกลุ่มหลวงปู่พุทธอิสระที่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวของมวลมหาชนที่ออกมาขับไล่ไอ้หน้าเหลี่ยมและน้องสาวอย่างอหิงสาวิธี ด้วยพลังการตื่นรู้ของคนทุกเพศทุกวันทุกชาติพันธุ์และหมู่เหล่าในประเทศแต่ก็ยังไม่เห็นแสงสว่างของความสำเร็จ"

...

"อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนออกมาล้มระบอบทรราชทักษิณด้วยวิธีอหิงสาก็ดีกับการออกมายึดอำนาจและทำการปฏิวัติของกองทัพทหารนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณูปการต่อกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งข้าพเจ้าในฐานะคนแก่ๆ คนหนึ่งเห็นว่าเป็นบุญของประเทศโดยแท้และนับเป็นเรื่องปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งก็ว่าได้

"เพราะความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อยังเป็นสิ่งที่ครอบงำและคุ้มครองคนไทยอย่างไม่น้อย ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนเพื่ออหิงสาให้ได้มาถึงความเป็นประชาธิปไตย ฝ่ายทหารก็คงไม่สามารถออกมาปฏิวัติได้ เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่น่าจะสำเร็จได้โดยง่ายโดยไม่ต้องมีการสูญเสียอย่างมากมาย

"ข้าพเจ้าให้น้ำหนักความสำเร็จในการโค่นอำนาจรัฐบาลทรราชของไอ้หน้าเหลี่ยมอย่างเท่ากันระหว่างผู้นำของขบวนมหาประชาชนกับผู้นำของทหารหาญ และถือว่าเป็นบุญบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่จริงในบ้านเมือง

"โดยเฉพาะบุญญาบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ"

...

"ประการที่สองก็คือ รัฐทรราชให้ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกับบรรดาปัญญาชนที่เป็นนักวิชาการ ข้าราชการพลเรือน ทหาร และตำรวจที่ขาดมนุษยธรรมและจริยธรรมที่อยู่ภายใต้อำนาจเงินของรัฐที่มาจากการโกงกินให้ออกมาต่อต้านกับฝ่ายประชาชน โดยอ้างเหตุผลของการไม่เป็นประชาธิปไตย

"การเคลื่อนไหวและการกระทำของคนเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งเห็นประจักษ์แก่วิญญูชนทั่วไป แต่ก่อนเคยเห็นเป็นประจักษ์แต่เพียงทรราชหน้าเหลี่ยม ญาติพี่น้องและบริวารสามารถซื้อเสียงการเลือกตั้งให้มีเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาจนเป็นเผด็จการรัฐสภา และการใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและอามิสสินจ้างหว่านล้อมบรรดาข้าราชการประจำทั้งพลเรือน ทหารบางรุ่นบางเหล่าและตำรวจเกือบทั้งสถาบันให้มาเป็นขี้ข้าเครื่องมือของตนเท่านั้นแต่คราวนี้ก็ได้เห็นแนวร่วมจากกลุ่มคนชั้นสูง คนเคยเป็นผู้ดีมีตระกูลและคนกลุ่มปัญญาชน เช่น อาจารย์ระดับด็อกเตอร์ด็อกตีน นักศึกษาและมิจฉาชีพที่เอาผ้าเหลืองมาห่มพรางกาย

"คนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้แม้ว่าจะไม่ออกมาทำการรุนแรงแต่กลับดูร้ายแรงยิ่งเสียกว่าเพราะเป็นกลุ่มที่พยายามอ้างความถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลไอ้หน้าเหลี่ยมและพรรคพวกว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกต้องและรักษากฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด สมคบคิดกับพวกสื่อที่ชั่วร้ายทางโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ออกมาประนามและขัดขวางการต่อต้านเรียกร้องของมวลมหาประชาชน

"คนเหล่านี้ก็เช่นเดียวกันที่นอกจากเป็นทาสน้ำเงินของไอ้หน้าเหลี่ยมแล้วก็เห็นว่าไอ้กัน ไอ้กิด และไอ้เศสคือพ่อแม่ หลายๆ คนเคยเป็นคนใหญ่คนโตและเป็นข้าราชการผู้ใหญ่เคยรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยถวายสัตย์ปฏิญาณดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือเคยสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพลให้ความสำคัญกับองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะพระประมุขในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกวันนี้กลับแลเห็นว่าไอ้กันเป็นประมุขแทน"

...

"การออกมาปฏิวัติของกองทัพครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งใดๆ ในการปฏิวัติรัฐประหารที่เคยมีมา ซึ่งพอสรุปได้ว่าทุกครั้งของการปฏิวัตินั้นเกิดภาวะขัดแย้งทางเศรษฐกิจการเมืองในชาติอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากรัฐบาลเป็นเผด็จการ ผู้นำทหารที่ทำการปฏิวัตินั้นเริ่มต้นก็เจตนาดี แต่พอมีอำนาจเต็มที่ก็ไม่ยอมปล่อยให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยจริงแบบเผด็จการทุกที

"จากเผด็จการของขุนศึกจนมาถึงเผด็จการของนายทุนจนถึงยุคทรราชหน้าเหลี่ยมที่ทำความพินาศให้บ้านเมืองและผู้คนในทุกมิติของสังคมไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมจนผู้คนในสังคมรุ่นใหม่ในปัจจุบันทนต่อไปไม่ได้ เกิดการตื่นรู้และรวมตัวกันขับไล่และล้มล้างทรราชในขณะนี้ ซึ่งก็ไม่มีทางสำเร็จด้วยวิธีอหิงสาจึงต้องมีกำลังฝ่ายทหารที่ตื่นรู้รักบ้านรักแผ่นดินและรักพระมหากษัตริย์ออกมาจัดการ

"แน่นอนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อให้มีการปฏิรูปก่อนที่จะมีการเลือกตั้งนั้น ไม่มีทางใช้อำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยได้ ต้องเป็นอำนาจปฏิวัติแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น"

...

"เพราะฉะนั้นสังคมไทยกำลังเข้าสู่ทางแยก [Turning Point] ระหว่างการเป็นประชาธิปไตยแบบพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือประชาธิปไตยทุนนิยมแบบไอ้กันคือมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

"ทางหลังนั้นคือความหายนะล่มสลายของคนไทยทั้งชาติที่บรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจจะเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรในประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์เช่นประเทศไทยแล้วยังเป็นการปล่อยให้บรรดานายทุนข้ามชาติทั้งภายในและภายนอกเข้ามาครอบครองประเทศด้วย เพราะบรรดานายทุนเหล่านี้คือพวกมองโลกแบบไร้พรมแดนไม่จำเป็นต้องมีชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อีกต่อไป"


คลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=5029
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            โรงงานเเห่งความตาย

 

 

 

สนธิสัญญาเจนีวามีข้อกำหนดห้ามทุกประเทศทั่ว โลกทำการทดลองหรือใช้อาวุธชีวภาพในการทำสงคราม เมื่อคนทั้งโลกเกรงกลัวต่ออาวุธชนิดนี้ย่อมแสดงว่ามันต้องเป็นอาวุธทำลาย ล้างที่ทรงอานุภาพมากที่สุด



ด้วยแนวความคิดนี้เองทำให้กองทัพญี่ปุ่นลักลอบละเมิดข้อตกลงในสนธิสัญญา เจนีวา ทำการก่อสร้างห้องทดลองลับยิ่งกว่าลับขนาดใหญ่กินเนื้อที่ 6 ตร.กม. เพื่อศึกษาและวิจัยอาวุธชีวภาพที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงกว่าระเบิดนิวเคลียร์หลายเท่าตัว



เรื่องราวเริ่มขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดดินแดนแมนจูเรียในปี 1932 กองทัพญี่ปุ่นได้สร้างค่ายกักกันเชลยซึ่งรู้จักกันในชื่อ ?ป้อมซงหม่า? เชลยในค่ายกักกันได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมันผิดกับเชลยในค่ายกักกัน แห่งอื่น เนื่องจากพวกเขาจะถูกนำตัวไปเป็นหนูทดลองทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องดูแลนัก โทษให้มีสุขภาพสมบูรณ์จึงจะสามารถวินิจฉัยสาเหตุการติดเชื้อและการเจ็บป่วย ได้อย่างถูกต้อง

พลโทชิโร อิชิอิ ผู้บัญชาการกรมแพทย์ทหาร ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง แต่แล้วในเดือนสิงหาคม 1934 บรรดานักโทษได้รวมหัวกันแย่งอาวุธและกุญแจจากผู้คุม สามารถแหกค่ายกักกันออกมาได้หลายสิบคน ผู้ที่หนีรอดออกมาได้ป่าวประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเชลย ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจปิดป้อมซงหม่าลงในเวลาต่อมา แต่นั่นมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้ายสำหรับชาวแมนจูเรียเท่านั้น

ลับยิ่งกว่าลับ

อิชิอิได้รับอนุมัติเงินงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับก่อสร้างนิคมลับแห่งใหม่ ที่ห่างจากชุมชนในหมู่บ้านปิงฟาง ใกล้กับเมืองฮาร์บิน เพื่อปกปิดปฏิบัติการลับสุดยอด มันจึงถูกสร้างเป็นสถานีศูนย์วิจัยโรคระบาดและผลิตน้ำสะอาด



ในสมัยนั้นมีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตลงเพราะโรคระบาดหลายชนิด เช่น อหิวาห์และซิฟิลิส การรักษาโรคระบาดนั้นจำเป็นต้องเข้าใจถึงการฟักตัวและแพร่กระจายของโรคร้าย การมีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภคก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตน้ำสะอาดให้กับกองทหารที่ต้องประจำการสถานที่ใน ต่างถิ่น

อิชิอิได้คิดค้นเครื่องผลิตน้ำสะอาดเคลื่อนที่ซึ่งสามารถพกพาติดตัวไปตาม สถานที่ต่างๆได้ มันมีประสิทธิภาพถึงขนาดสามารถกรองปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ ว่ากันว่าความสำเร็จนี้ทำให้เขาได้เข้าเฝ้าและสาธิตการทำงานต่อหน้าพระ พักตร์จักรพรรดิฮิโรฮิโต



ภายในศูนย์วิจัยโรคระบาดและผลิตน้ำสะอาดถูกแบ่งออกเป็นหน่วยงานย่อยๆหลาย แห่ง และหนึ่งในนั้นคือหน่วย 731 ที่มีแต่เพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าออกหน่วยงานนี้ ได้ แม้แต่ทหารญี่ปุ่นเอง หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่รู้ว่าหน่วยงานนี้รับผิดชอบเรื่องอะไร ดังนั้น หน่วย 731 จึงเป็นหน่วยงานลับที่ซ่อนตัวอยู่ในนิคมลับ

โรงเลื่อยนรก

กองทัพญี่ปุ่นแจ้งกับหน่วยงานท้องถิ่นว่าหน่วยงาน 731 คือโรงเลื่อย บรรดาเชลยถูกกวาดต้อนมาคุมขังในหน่วย 731 ส่วนใหญ่เป็นชาวแมนจูเรีย รองลงมาคือชาวฟิลิปปินส์และเกาหลี ส่วนที่เหลือเป็นชาวรัสเซีย ด้วยเหตุที่คนภายนอกเชื่อว่าหน่วย 731 คือโรงเลื่อย ทหารญี่ปุ่นจึงเรียกพวกเชลยแบบติดตลกว่าท่อนซุง



สิ่งที่ทำให้หน่วย 731 เป็นความลับสุดยอดก็เพราะมันเป็นศูนย์วิจัยอาวุธชีวภาพ เชลยที่ถูกกวาดต้อนมาทุกคนจะถูกนำไปเป็นหนูทดลองเพื่อศึกษาการระบาดของโรค ติดต่อร้ายแรง และระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆทั้งในและนอกร่างกายขณะที่ผู้ถูกทดลองยังคงมี ลมหายใจ หากอิชิอิต้องการศึกษาการทำงานของหัวใจ เขาก็จะเอามีดกรีดลงบนหน้าอกเชลยแล้วแหวะดูดื้อๆ ที่สำคัญคือไม่มีการวางยาสลบผู้ถูกทดลอง พวกเขายังคงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ



อกิร่า มากิโนะ หนึ่งในผู้ช่วยแพทย์เล่าถึงเหตุการณ์ในวันแรกที่เขาถูกส่งตัวไปทำงานในหน่วย 731 ว่า เชลยถูกนำตัวมามัดติดบนเตียงผ่าตัด พวกเขารู้ตัวว่าวาระสุดท้ายได้มาถึงแล้ว หากแต่สิ่งที่เชลยยังไม่รู้คือพวกเขาจะถูกผ่าแยกร่างทั้งเป็นโดยไม่มีการวาง ยาสลบ



ทันทีที่แพทย์หยิบมีดหมอ เชลยก็ส่งเสียงร้องตกใจ แพทย์กรีดมีดจากหน้าอกยาวลงไปถึงหน้าท้อง ผู้เคราะห์ร้ายดิ้นทุรนทุราย ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด สาเหตุที่ไม่มีการใช้ยาสลบก็เนื่องจากอิชิอิเกรงว่าฤทธิ์ยาสลบอาจมีผลต่อการ ทำงานของอวัยวะ ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้การทำงานของอวัยวะได้อย่างถูกต้องแม่นยำ



อิชิอิยังทำการทดลองแผลงๆอีกมากมายหลายอย่าง เช่น การตัดอวัยวะออกจากร่างแล้วต่อกลับเข้าไปใหม่แต่สลับข้าง การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง การสอดท่อเข้าทวารหนักแล้วอัดอากาศเข้าไปจนอวัยวะภายในระเบิด การทดสอบอานุภาพของระเบิดมือโดยใช้คนเป็นเป้า และการทดลองอื่นๆอีกมากมายที่เกินความคาดคิดของคนทั่วๆไป

อุตสาหกรรมขนาดใหญ่

หน่วย 731 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการลับที่ใช้ชื่อบังหน้าว่าศูนย์วิจัยโรคระบาดและ ผลิตน้ำสะอาด ยังมีหน่วยอื่นๆเช่นหน่วยศึกษาและวิจัยการเพาะเชื้อโรค นักโทษหญิงถูกฉีดเชื้อซิฟิลิสเข้าร่างแล้วบังคับให้หลับนอนกับนักโทษชาย หากนักโทษคนใดขัดขืนคำสั่งจะถูกยิง อิชิอิเฝ้าดูอาการของผู้ได้รับเชื้อโรค ทำการจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในระยะต่างๆจนกระทั่งพวกเขาเสียชีวิต



นักโทษบางคนถูกจับให้ยืนแหงนหน้าอ้าปากในที่โล่งแจ้งโดยไม่รู้ตัวว่าอิชิ อิได้โปรยเชื้อโรคเข้าใส่เพื่อทำการทดลองว่าเชื้อโรคชนิดนั้นสามารถแพร่ กระจายโดยทางอากาศได้หรือไม่ เมื่อผลการทดลองเป็นบวก อิชิอิได้ทำการทดลองขั้นต่อไปโดยการสร้างระเบิดชีวภาพ เขาปล่อยเชื้อโรคลงในแหล่งน้ำของหมู่บ้านหลายแห่ง ส่งผลให้เกิดโรคระบาดมีผู้คนเสียชีวิตราว 400,000 คน

การทดลองระเบิดชีวภาพได้ถูกระงับชั่วคราวหลังจากที่ประสบความล้มเหลวใน การทดลองครั้งที่ 5 เมื่ออิชิอิยิงระเบิดชีวภาพเข้าใส่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง กระแสลมได้เปลี่ยนทิศกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว ลมหอบเอาเชื้อโรคโหมเข้าใส่กองทหารญี่ปุ่นทำให้ทหาร 1,700 นายเสียชีวิต



อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองพิสูจน์แล้วว่าระเบิดชีวภาพมีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงอย่าง เหลือเชื่อ กองทัพญี่ปุ่นวางแผนที่จะใช้อาวุธชีวภาพบรรจุใส่บอลลูน 200 ลูก ปล่อยมันขึ้นจากเรือดำน้ำใกล้กับชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐ กระแสลมจะทำหน้าที่พัดบอลลูนเข้าสู่แผ่นดิน หากแผนการนี้สำเร็จจะมีคนเสียชีวิตเพราะโรคระบาดจำนวนหลายล้านคน

นับว่ายังโชคดีที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่จะมีการนำอาวุธชีวภาพมาใช้ อิชิอิสั่งให้สังหารเชลย 150 คนที่เหลืออยู่ในหน่วย 731 เพื่อปิดปากไม่ให้มีพยานและสั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนห้ามเอ่ยถึงเรื่องราวที่ เกิดขึ้นในหน่วย หาไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะส่งคนไปตามล่าสังหารผู้ที่ปากโป้ง เขาไม่ลืมที่จะสั่งให้ทหารทำลายหลักฐานและอาคารสำคัญๆทิ้ง จากนั้นอิชิอิก็เดินทางกลับไปซ่อนตัวในประเทศญี่ปุ่น

ถึงกระนั้นสหรัฐก็ยังคงสามารถสืบทราบปฏิบัติการลับยิ่งกว่าลับของฝ่าย ญี่ปุ่น จากข้อมูลที่ระบุว่าอิชิอิประสบความสำเร็จในการทดลองหลายอย่าง เช่น การรักษาโรคหิมะกัด ความรู้ด้านการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคระบาด ตลอดไปจนถึงการสร้างระเบิดชีวภาพ ทำให้สหรัฐมีความสนใจต้องการนำความรู้เหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ทางการทหาร อีกทั้งยังระแวงว่าหากความรู้เหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของประเทศอื่นโดยเฉพาะ รัสเซียจะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อครั้งที่ เยอรมันยอมแพ้สงครามแล้วส่งมอบเทคโนโลยีการสร้างขีปนาวุธ V2 ให้กับรัสเซีย



ด้วยเหตุนี้เองพลเอกดักลาส แมคอาร์เธอร์ จึงได้มอบหมายให้พลโทเมอร์เรย์ แซนเดอร์ ไปทำการเจรจากับอิชิอิ ยื่นข้อเสนอให้ส่งมอบข้อมูลงานวิจัยทั้งหมดเพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ดำเนิน คดีในข้อหาอาชญากรสงคราม ซึ่งแน่นอนว่าอิชิอิยอมรับข้อเสนอแต่โดยดีและเชื่อกันว่าอิชิอิยังได้ทำงาน วิจัยด้านอาวุธชีวภาพร่วมกับสหรัฐในรัฐแมริแลนด์และนำอาวุธชีวภาพนี้ไปใช้ใน สงครามเกาหลีหากแต่บุตรสาวของอิชิอิปฏิเสธข้อ้างดังกล่าว โดยระบุว่าบิดาของเธอใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตลอดเวลา

ตลอดระยะเวลา 60 ปี สหรัฐให้ความร่วมมือปกปิดการมีตัวตนของหน่วย 731 ไม่มีเจ้าหน้าที่แม้แต่คนเดียวถูกดำเนินคดีแม้จะมีเชลยอย่างน้อย 12,000 คนเสียชีวิตในที่แห่งนี้ เพราะพวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะสงคราม ปัจจุบันหน่วย 731 ถูกขนานนามว่าเป็น ?โรงงานแห่งความตาย?


ที่มา : http://www.unigang.com/Article/6901

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 
                             เอกสารที่คนเข้ารายงานตัว กับคสช.ต้องเซ็น
 


นี่เงื่อนไขหนึ่ง ที่ผู้เข้ารับรายงานตัวจาก คสช. ออกมาแล้วเงียบกันทุก เพราะว่าบันทึกเงื่อนไขของ คสช.

ข้อ 1. บอกที่อยู่ และไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุมัติ จาก หน.คสช.

ข้อ 2. ข้าพเจ้าจะละเว้นการเคลื่อนไหว หรือประชุมทางการเมืองใดๆ

ข้อ 3. หากข้าพเจ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว หรือดำเนินการช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง ข้าพเจ้ายินยอมที่จะถูกดำเนินคดีทันที และยินยอมถูกระงับธุรกรรทางการเงิน ต้องลงนาม ว่าได้รับการดูแลอย่างดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
          
 

 

 

 

 

เหตุการณ์พบคนไข้ถูกแมงมุมมีพิษกัดจน ลุกลามไปทั้งตัวรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ก.ค. 57 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผวจ.แพร่ ได้พาสื่อมวลชนไปยัง รพ.แพร่ หลังจากที่ได้รับรายงานว่า มีคนไข้ถูกแมงมุมกัดไปรักษา ซึ่งอาการหนักนอนอยู่ที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาล

นพ.วันชัย ล้อกาญจนรัตน์ ผู้อำนวยการ รพ.แพร่ ได้นำคณะขึ้นไปยังห้องอายุรกรรมชาย ไอซียู ซึ่งพบคนไข้ ทราบชื่อคือ นายอุทัย เวียงคำ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 5 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ มีบาดแผลที่บริเวณต้นขาซ้าย 1 แผล หลังเท้าขวามีแผลดำ บริเวณน่องซ้ายมีบาดแผลกว้างดำคล้ำ และขณะนี้พิษได้กระจายไปทั่วตัว ทำให้มีอาการเลือดคั่งเป็นจุดๆ

 

ถูกแมงมุมกัดขณะนอนหลับ จนพิษไข้กระจายทั่วตัว

guest

Post : 18/06/2014 19:19     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ตำนานเสือสมิง

 

 



 

 

เสือสมิง เป็นผีตามความเชื่อของชาวไทยและชาวกะเหรี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับป่าและภูติผีวิญญาณสิ่งชั่วร้าย

ด้านความเชื่อ

? ถือว่าเป็นเสือชนิดหนึ่ง ที่มีคำสาปอาถรรพ์สถิตอยู่ในตัว สามารถแปลงกายเป็นคนได้ เพื่อหลอกผู้ที่พบเห็นทั้งชายหญิง โดยเฉพาะนักเดินป่า หรือนายพราน ผู้ที่เป็นเสือสมิงอาจเป็นได้หลายแบบ คือ
? เกิดจากดวงวิญญาณของเสือที่ตายแล้วมาสิงสู่ร่างคน หรือวิญญาณคนที่ตายแล้วยังไม่ไปเกิด จึงได้สิงสถิตและจองจำในร่างของเสือร้าย เป็นลักษณะการเกิดซึ่งเรียกว่า โอปปาติก
? เกิดจากเสือที่อาละวาดกินคนเข้าไปมาก จนมีวิญญาณคนสิงอยู่ในร่างเสือ
? ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถแปลงกายเป็นเสือแต่อาจจะทำผิดครูจึงทำให้เวทมนตร์เข้าหาตัว หรือ ผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแต่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ของเข้าตัวกลายเป็นเสือได้ เสือสมิงพวกนี้จะเรียกว่า สมิงอาคม

ลักษณะและพฤติกรรม

? เสือสมิง คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า ต้องเป็นเฉพาะผู้หญิง แต่ในความจริงเสือสมิงเป็นได้ทั้งชายและหญิง
? เสือสมิงที่มีฤทธิ์แรง สามารถควบคุมตนเองให้แปลงกายเป็นเสือตัวใหญ่ในช่วงเวลาไหนก็ได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน มีแรงอาฆาตพยาบาทมาก
? เสือสมิงที่มีฤทธิ์ปานกลาง จะแปลงกายได้ในช่วงที่ควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อตอนมีอาการหวาดกลัวสุดขีด หรือในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงแล้วกลายเป็น เสือลายพาดกลอน
? ผู้ที่เป็นเสือสมิง จะมีพฤติกรรมลึกลับในส่วนลึกของจิตใจ ทั้งบุคลิกท่างการแสดงออก จะมีลักษณะคล้ายกับเสือโคร่ง ชอบกินเนื้อสัตว์แบบสุกๆดิบๆและมีกลิ่นคาว ถ้าสัตว์อื่นที่ได้พบเห็นจะต้องหวาดกลัวทันที
? บางรายก็ไม่ปรากฏอาการแต่จะมีอากัปกิริยาเหมือนเสือในบางครั้ง เช่น การเดิน การตะครุบเหยื่อ สัมผัสการได้ดมกลิ่นในระยะไกล การมองด้วยสายตาดุที่น่ากลัวคล้ายเสือ ผู้คนทั่วไปน้อยคนไม่ค่อยกล้าสบตา
? เสือสมิง เป็นความเชื่อลึกลับ ที่อาจคล้ายคลึงกับความเชื่อของชนชาติอื่น อาทิ มนุษย์สิงโต (นรสิงห์), มนุษย์หมาป่า , มนุษย์เสือดาว มนุษย์เสือดำ (สาง), มนุษย์จระเข้, สกินวอร์คเกอร์

วิธีจัดการ

? โยนกล่องไม้ขีดไฟให้ลองจุดดู ถ้าไม่สามารถจุดไม้ขีดไฟได้ แปลว่าเป็นเสือสมิง เพราะเสือสมิงไม่มีนิ้วแบบมนุษย์ มีแต่อุ้งเท้าเป็นเสือตรงบริเวณมือ มีฟันเขี้ยวแหลมคมสามารถงอกยาวและหดเล็กได้ รูปแบบที่พบเห็นทั่วไป มักปรากฏตัวออกมาในรูปร่างเหมือนคนปกติทุกประการ แม้กระทั่งนายพรานและผู้อื่นไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย จึงจำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมของคนๆนั้นให้ดี
? ใช้อาวุธที่มีอาคมอย่างดาบ กริช หรือมีดหมอลงอาคมแทงลงบนร่างเสือสมิง เพื่อทำลายอาถรรพ์ให้สูญสลาย
? ใช้กระสุนปืนศักดิ์สิทธิ์สำหรับฆ่าเสือสมิง เป็นการทำลายวิญญาณของมันให้ไปเกิดใหม่ และไม่ให้วิญญาณไปสถิตร่างเสือตัวอื่น

ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง

เสือสมิงตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง เชื่อว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาหรือพระภูมิเจ้าที่ ที่ดูแลรักษาปกป้องป่า จึงมีความเชื่อและข้อปฏิวัติว่า ห้ามล่าสัตว์หรือตั้งห้างบริเวณที่เป็นโป่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่เป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า มีผู้ที่เคยพบเห็นเจ้าของโป่งในเวลากลางคืน อ้างว่า มีดวงตาสามดวง ตาดวงที่สามอยู่กลางหน้าผากและเป็นสีเขียวเรืองแสงในความมืด มีเรื่องเล่ากันของชาวกะเหรี่ยงว่า ผู้ที่พบเจอกับเสือสมิง มักจะปรากฏเป็นผู้หญิงหรือเมียเข้ามาตามถึงในป่าแจ้งว่า ลูกป่วยให้กลับบ้าน เป็นต้น ถ้าลงไปก็จะถูกฆ่าตาย บ้างถึงกับว่า เมื่อมีผู้ไม่ยอมลงไป สักพักก็กลับมาใหม่พร้อมด้วยคนอีกสี่คนหามคานใส่ศพของลูกหรือเมียมาก็มี มีบางคนที่ยิงปืนใส่ เช้ามาเมื่อลงจากห้างพบว่า มีรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เพ่นพ่านอยู่บริเวณนั้น โดยเชื่อว่าคนสี่คนที่เห็นว่าหามคานนั้น คือ ขาทั้งสี่ข้างของเสือ เป็นต้น


ที่มา :
http://www.punica.co.th/bbs/viewthread.php?tid=10627&extra=page%3D6

 

 

 

 

 

 

 

 

                                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความเชื่อเรื่องการลอดประตูชุมพล อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

 

 

 

 



 

 

 

ประตูชุมพล ตั้งอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองนครราชสีมา เป็นเมือง หน้าด่านเมื่อ พ.ศ. 2199 อันเป็นปีที่พระองค์เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา และสร้างกำแพงประตูเมืองอย่างแข็งแรง โดยมี ช่างชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมิตรประเทศกับกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบผังเมือง เมืองนครราชสีมาในขณะนั้นมี ลักษณะ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 1,000 x 1,700 เมตร เดิมมีประตูเมืองทั้งหมด 4 ประตู ได้แก่ ประตูพลแสนด้านทิศเหนือ ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก ประตูไชยณรงค์ด้านทิศใต้ และประตูชุมพลด้านทิศตะวันตก

 

ปัจจุบันเหลือเพียงประตูชุมพล เท่านั้นที่เป็น ประตูเมืองเก่า ส่วนอีกสามประตูได้สร้างขึ้นใหม่ ลักษณะประตูชุมพลเป็นประตูเชิงเทิน ก่อด้วยหินก้อนใหญ่และอิฐ ฉาบด้วยปูน ส่วนบนเป็นหอรบสร้างด้วยไม้แก่นหลังคามุงกระเบื้อง ประดับด้วยช่อฟ้า กระจังและนาคสะดุ้ง กำแพงต่อจากประตูทั้งสองข้าง ก่อด้วยอิฐ ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบเสมา



เชื่อกันว่าหากลอดประตูนี้ 1 ครั้ง จะได้กลับ มาโคราชอีกในไม่ช้า ถ้าลอด 2 ครั้งจะได้ทำงานหรือมาอยู่ที่โคราช แต่ถ้าลอดถึง 3 ครั้งก็จะได้คู่ครองเป็นคนโคราช ประตูชุมพล ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองนครราชสีมามีผังเมืองเป็น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพง มีการสร้าง ประตูเมือง 4 ประตู โดยปัจจุบันคงเหลือแต่ประตูชุมพลทางทิศตะวันตก ของเมือง เท่านั้นที่เป็นประตูเดิม ส่วนอีกสามประตูคือ ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก ประตูพลแสนหรือประตูน้ำด้านทิศเหนือ และประตูชัยณรงค์หรือประตูผีด้านทิศใต้ ได้มีการสร้างขึ้น ใหม่แทนประตูเดิม

 

ความพิเศษของประตูชุมพล คือ ตรงเหนือช่องประตู จะมีเรือนไม้หลังเล็ก ๆ เป็นเรือนแบบไทยมีหลังคามุง กระเบื้อง ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกา เรียกว่า ?หอรบ? เอาไว้สำหรับ บัญชาการรบ ส่วนของกำแพงที่ต่อไปทั้งสองข้างส่วนบน ทำเป็น รูปใบเสมา ใต้ใบเสมาเจาะช่องเป็นรูปกากบาท เพื่อใช้ลอบดูข้าศึก ด้านนอก และมีบันไดขึ้นหอรบ กำแพงเมืองนี้แต่เดิมได้สร้าง ล้อมรอบเมืองโคราชโดย มีคูน้ำคู่ขนานกันไปเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้าเป็นปราการอันแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องเมืองโคราชจากข้าศึก ศัตรูมาหลายยุคหลายสมัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิทยุชุมชนเตรียมเฮ กสทช.เตรียมเสนอ คสช.ปลดล็อกให้สถานีวิทยุชุมชนออกอากาศได้

 
 
 
 
 
 

วิทยุชุมชนเตรียมเฮ กสทช.เตรียมเสนอ คสช.ปลดล็อกให้สถานีวิทยุชุมชนออกอากาศได้

 

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 มิ.ย. 57) เวลา 15.30 น. สำนักงาน กสทช.ได้เข้าชี้แจงต่อพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้นำเสนอ คสช. ออกประกาศในการปลดล็อกให้สถานีวิทยุชุมชนดำเนินการออกอากาศได้

 
 

ทั้งนี้กสทช.เสนอว่า วิทยุชุมชนที่จะกลับมาออกอากาศได้ จะต้องมีเงื่อนไขในการที่จะออกอากาศ ดังนี้

 

1.เป็นสถานีที่ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง

2.จะต้องผ่านการตรวจเครื่องส่ง สายอากาศ ให้เป็นไปตามประกาศ กสทช. กำหนด คือ กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงเสาไม่เกิน 60 เมตร และเมื่อออกอากาศแล้ว จะต้องมีรัศมีการให้บริการไม่เกิน 20 กิโลเมตร

3. หนึ่งนิติบุคคล ต่อหนึ่งใบอนุญาต

4. เนื้อหาในการออกอากาศจะต้องสอดคล้องกับประกาศของ คสช.

5.จะต้องมาทำข้อตกลง MOU ในการปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดกับทางสำนักงาน กสทช.

 

นายฐากร กล่าวว่า หากประกาศ คสช. ที่ทางสำนักงานฯ ได้เข้าไปชี้แจงสามารถประกาศได้ในสัปดาห์นี้ สำนักงาน กสทช. ก็จะสามารถเริ่มที่จะให้ สถานีที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นทยอยออกอากาศได้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถออกอากาศได้ในทันที 377 สถานีก่อน ส่วนสถานีอื่นที่จะต้องเข้ารับการตรวจเครื่องส่ง สายอากาศ สำนักงานฯ ได้ชี้แจงต่อหัวหน้าฝ่ายกฎหมายฯ คสช. แล้วว่าการดำเนินการตรวจสอบดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

 

ทั้งนี้ ในการดำเนินการตรวจสอบด้านเทคนิค และด้านเนื้อหาที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ทางกองทัพภาคที่ 1-4 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะร่วมกับสำนักงาน กสทช. ภูมิภาคทั้ง 14 เขต อำนวยความสะดวกให้กับสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ด้วย“หากประกาศ คสช. ได้ประกาศปลดล็อกการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เรื่องนี้จะกลับมาอยู่ในความรับผิดชอบของ กสทช. ที่จะมีการพิจารณาให้สถานีวิทยุดังกล่าวทยอยออกอากาศต่อไป”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป.ป.ช. ครับ เรื่องนี้คุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องไปสองปีแล้วนะครับ ทำไมยังเงียบอยู่ จนต้องร้องซ้ำ

 
 
 
จาก พันทิป.คอม
 
 
จำได้ไหมครับ
ต้นปี 2556 มีข่าวนายกฯปูให้ริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด กู้ยืมเงิน จำนวน 30 ล้านบาท
ตอนนั้น ป.ป.ช. บอกว่าขอเวลาสองสัปดาห์ตรวจสอบ
ซึ่งตรวจสอบแล้วก็แถลงข่าวว่า ไม่พบความผิดปกติใด ๆ

ว่องไว รวดเร็ว

แต่กรณีนี้ กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินที่มีความผิดปกติหลายอย่างต่อ ป.ป.ช.
และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และให้ข้อมูลเพิ่มเติม(ตามที่ ป.ป.ช. ขอ) ไปเรียบร้อย
เป็นเวลาสองปีแล้ว ทำไมเงียบกริบ

จนนายเรืองไกรต้องร้องซ้ำอีกเมื่อต้นปี 57
แต่ถึงวันนี้ ก็ยังเงียบกริบ


มันไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ซับซ้อน แต่ทำไมเวลาผ่านมาถึงสองปีแล้ว การตรวจสอบจึงยังไม่มีคำตอบใด ๆ ให้สาธารณะได้รับรู้

นายสุเทพยื่นบัญชีทรัพย์สินว่ามีหนี้สามร้อยกว่าล้าน แต่กลับมีเพียงหนี้ลอย ๆ ไม่ปรากฎว่าหนี้สินที่เกิดขึ้นอยู่ที่ไหน
ทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ไม่สัมพันธ์กับหนี้สิน
หนี้สินที่เกิดขึ้น กับหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันเงินกู้ก็ไม่สัมพันธ์กัน
เหมือนกู้เงินมาแล้วเอาไปเผาเล่น
ปกติ เมื่อมีหนี้ ย่อมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เช่น กู้เงินร้อยล้าน ก็ต้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นร้อยล้าน
ไม่ใช่กู้ร้อยล้าน แต่ทรัพย์สินเพิ่มห้าบาท

ผิดปกติขนาดนี้ มีคนร้องพร้อมหลักฐานขนาดนี้ สองปีแล้ว ยังเงียบ
หมายความว่าอย่างไร ?


ทำไมเรื่องของฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ป.ป.ช. ว่องไว รวดเร็ว แถลงข่าวเช้าเย็น
แต่ถ้าเป็นเรื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ทุกเรื่อง
แม้จะเห็นชัดว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลชัดเจนขนาดไหนก็ตาม ป.ป.ช. ตรวจสอบไม่ถึงไหนสักที
เงียบกริบตลอด ไม่เคยเอ่ยปากแถลงข่าวใด ๆ
นอกจากแถไม่ได้จริง ๆ ถึงจะออกมาบอกว่า กำลังดำเนินการ แบบแถไปวัน ๆ




นี่คือหลักฐานที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องต่อ ป.ป.ช.
ดูรายละเอียดแล้ว ชัดยิ่งกว่าชัดว่าผิดปกติ
ดูรายละเอียดแล้ว ตรวจสอบไม่ยาก ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน









http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=217737&catid=176&Itemid=524#.U6qZ8JTIVOs



เรื่องระบายข้าวรัฐบาลแหลหนีทหาร กี่ปีแล้ว ไม่ถึงไหน พอโดนจี้ อ้างน้ำท่วมไปโน่น
เรื่องจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แถลงข่าวเช้าเย็น

เรื่องเงินกู้นายกฯยิ่งลักษณ์ (อันมาจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.) ใช้เวลาสองสัปดาห์
เรื่องความผิดปกติบัญชีทรัพย์สินของนายสุเทพ สองปีแล้ว ไม่รู้อยู่ไหน

ไม่รู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร
รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนนะว้อย ไม่ใช่จากนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์

อายประชาชนบ้างสักนิดเถอะ
ใบแดง 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 โฆษกคสช. ปฏิเสธ - "ประยุทธ" ไม่เคยหารือลับกับ "สุเทพ" แกนนำกปปส.

 

 

 

 
 
      

 

 
 
 
 

 


วันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปฏิเสธกรณีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เสนอข่าวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. มีการสื่อสารในลักษณะแบบส่วนตัวกันในช่วงที่ผ่านมา ว่า ยืนยันไม่เคยมีการพูดคุยหรือสื่อสารเป็นการส่วนตัว หรือส่งข่าวใดๆ ทั้งสิ้น ข่าวที่ออกมาอาจมีความคลาดเคลื่อนไป

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์มีเพียงรับมอบหมายจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสื่อสารแจ้งกับทุกกลุ่มทางการเมืองเพื่อหาทางเจรจากัน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จผล และการสื่อสารเพื่อแจ้งเตือนทุกกลุ่มหลีกเลี่ยงการกระทำการอันผิดกฎหมาย และให้ดำเนินการใดๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งขณะนั้นกองทัพคงไม่สามารถทำในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะเป็นด้วยงานความมั่นคง ต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย และดำเนินการทุกอย่างไปตามกระบวนการที่เหมาะสมของภาครัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ตีพิมพ์ ฉบับวันที่ 23 มิ.ย. รายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. เปิดเผยเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากการชุมนุม ที่แปซิฟิก คลับ ในกรุงเทพมหานคร ว่า หารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ถึงยุทธศาสตร์ในการถอนรากถอนโคนอำนาจทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปี 2553 พร้อมย้ำว่า จะไม่กลับไปเล่นการเมืองอีกต่อไป

นายสุเทพกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีการวางแผนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงเวลาที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมด้วย พร้อมระบุกับแขกที่มาร่วมงานราว 100 คน ว่า ตนได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์และทีมงานผ่านทางการแชท “ไลน์” โดยเปิดเผยว่า ก่อนจะมีการประกาศกฎอัยการศึก พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกกับตนว่า “คุณสุเทพและมวลมหาประชาชนอ่อนล้าเกินไปแล้ว ตอนนี้เป็นหน้าที่ของทหารที่จะรับงานต่อ”

ขณะเดียวกัน นายสุเทพระบุว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.นั้น ใช้เงินเกือบ 1,400 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 400 ล้านบาทจากครอบครัวและผู้สนับสนุนของแกนนำ กปปส. ขณะที่อีก 1,000 ล้านบาท มาจากเงินบริจาคของมวลชน ภายในงานเดียวกัน นายสุเทพยังระบุเหตุผลที่เลื่อนการจัดระดมทุนออกมาจากกำหนดเดิมว่า ไม่ต้องการสร้างความวุ่นวายให้กับ คสช.ระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึก

นอกจากนั้นกลุ่มกปปส. ได้จัดตั้งสถาบันเพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศ และช่วยเหลือผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บและเสียชีวิตขึ้น โดยใช้เงินจากผู้บริจาค และนายสุเทพระบุว่า จะจัดงานเลี้ยงอาคารค่ำทุกวันเสาร์ และจะใช้สถานที่ของแปซิฟิก คลับ เป็นสำนักงานต่อไป โดยระบุว่าสถาบันดังกล่าวจะมีรูปแบบเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและทำงานด้านการวิจัย พร้อมย้ำว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ นายสุเทพเรียกร้องให้ผู้สนับสนุน กปปส.ให้การสนับสนุนกองทัพต่อไป โดยระบุว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพเข้าใจจุดมุ่งหมายของกลุ่ม กปปส.ดี และภายหลังจากการยึดอำนาจ คสช.ได้นำข้อเสนอหลายประการของกลุ่มกปปส.ไปใช้ เช่น มาตรการช่วยเหลือชาวนา เป็นต้น

 

 

             ทูตอียู ปฎิเสธคว่ำบาตรไทย ???



ปลัดกระทรวงต่างประเทศ ขอให้สหภาพยุโรปทบทวนมาตรการลงโทษ ยืนยัน สถานการณ์ไทยกำลังคลี่คลายนำไปสู่ประชาธิปไตย

ขณะที่เอกอัครราชฑูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ยืนยันมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การคว่ำบาตร และความสัมพันธ์การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่เกี่ยวข้องกับการทำเอฟทีเอ หรือการทำความตกลงเขตการค้าเสรี โดยอียูยังคงเห็นความสำคัญของไทย และคาดหวังบทบาทสำคัญของไทยในอาเซียน โดยเฉพาะการประชุมระดับรัฐมนตรีของอาเซียนและอียูในเดือนกรกฎาคมนี้ จะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากเรื่องนี้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการหารือกับนายเฆซูส มิเกล ซานส์ (Jesus Miguel Sanz) เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กรณีสหภาพยุโรปหรืออียู ออกแถลงการณ์ประณามรัฐประหารในไทย และออกมาตรการลงโทษเพื่อกดดันให้ไทยเร่งฟื้นคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ชี้แจงท่าทีของไทยต่อกรณีที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปออกแถลงการณ์ แสดงความห่วงใยและเรียกร้องให้ มีการจัดการเลือกตั้งในไทยโดยเร็ว พร้อมระงับการเดินทางเยือนของผู้แทนระดับสูง และความลงนามความร่วมมือที่ทำกับประเทศไทย

โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ได้แสดงความผิดหวังและขอให้ทบทวนมาตรการดังกล่าวของสหภาพยุโรปที่ไม่คำนึงถึงพัฒนาการของไทยที่กำลังคลี่คลายสถานการณ์ และนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหภาพยุโรป เพราะไทยเองได้เปิดกว้างในการหารือ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้น และในฐานะมิตรประเทศ แม้จะเข้าใจท่าทีสหภาพยุโรปแต่สหภาพยุโรปควรเข้าใจสถานการณ์ไทยด้วย

ส่วนการที่ สหภาพยุโรประงับการเยือนและลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย - ประชาคมยุโรป และ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ พีซีเอ นั้น อยากให้สหภาพยุโรปคำนึงด้วยเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ 2 ฝ่ายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ




 


 

 

 

 

 



 

 

                

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

รูปภาพ : "..ไม่ต้องสิบตลอดก็ได้ สามบาทห้าบาท พี่จะได้ไปเรียน 'นาย' ถูก.."คำพูดของ พันเอก ฐานุพงษ์ เตชากรฐิติพันธ์ หัวหน้าแผนกจัดหา กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค. 57 กรณีเรียกรับเงินงานตกลงซื้อและจ้างทำอุปกรณ์ผลิตพลุเพื่อใช้ในงานพระราชพิธี 12 สิงหาคม 2557*คำพูดที่ว่าสามบาทห้าบาทหมายถึงเปอร์เซ็นต์เรียกรับเงินกรณีนี้ เบื้องต้นทราบว่าผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้สอบสวนแล้ว แต่มีข้อห่วงใยอย่างสำคัญว่ากรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นในกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก อาจถูกตัดตอนเอาผิดเฉพาะผู้ปฏิบัติ คือ พันเอกคนดังกล่าว โดยไม่มีการเอาผิดกับ "นาย" ซึ่งหมายถึง พล.ต.วีรชัย อินทุโศภน เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก (จก.วศ.ทบ.)เป็นที่ทราบว่าทหารมักมีค่านิยมที่ว่าพี่น้อง จปร. ไม่ทำร้ายกัน อีกทั้ง "นาย" ในกรณีนี้เติบโตมาในสาย "บูรพาพยัคฆ์" เป็นเด็กของพี่ใหญ่ในสาย ถูกเด้งมาอยู่ วศ.ทบ. ด้วยเหตุผลบางประการ ส่วนพันเอกไม่ใช่สายเลือด จปร.เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) คสช. ได้ออกประกาศคำสั่งฉบับที่ 69/2557 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ (http://bit.ly/1in6C7N) ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช. จะขจัดปัดกวาดขยะในบ้านอย่างจริงจัง ไม่ละเว้นเลือกปฏิบัติสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านจะจัดชุดใหญ่  คลิปเรียกรับเงินและฮั้วประมูลในกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก อีก 4 ตอนเป็นอย่างน้อย---------------------------------ดูคลิปได้ที่ http://youtu.be/KE0TNNGwAXgข้อมูลเดิม http://on.fb.me/1spIeHd--------------------------------#ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง #ฮั้วประมูล #กรมวิทย์ทหารบก #12สิงหา #หมาเฝ้าบ้าน-------------------------------แจ้งเบาะแสการทุจริตทางอีเมลที่ watchdog@anticorruption.in.th หรือผ่าน inbox เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านโครงการหมาเฝ้าบ้านเปิดรับสมัครอบรมเชิงปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน รุ่น 7 สนใจอ่านรายละเอียด http://on.fb.me/1xBkn7v

 

 

 

 

 

 

 

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ลดอันดับประเทศไทยไปอยู่กลุ่ม 3 ตามรายงานปัญหาการค้ามนุษย์

 

 

                                  

 

 

 

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557  ข่าวสดออนไลน์



เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. รอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2557 จากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีเนื้อหาระบุว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับไปอยู่ในกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มล่างสุดของประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ อันเป็นกลุ่มเดียวกับ ซีเรีย เกาหลีเหนือ ซิมบับเว สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ฯลฯ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เห็นว่าไทยไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้เพียงพอที่จะได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม 2 โดยสภาคองเกรสของสหรัฐกำหนดไว้ว่า ประเทศหนึ่งได้รับการยกเว้นให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 ตามบัญชีรายชื่อที่ต้องจับตามอง ได้เป็นเวลาสองปี เมื่อครบกำหนด จะต้องได้รับการเลื่อนอันดับมาอยู่ในกลุ่มที่ 2 ปกติ หรือไม่ก็ต้องถูกลดไปอยู่กลุ่มที่ 3 ดังนั้น การลดระดับครั้งนี้ สะท้อนสถานการณ์ในกรณีนี้เท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา

สหรัฐตระหนักดีว่ารัฐบาลไทยมีความก้าวหน้าในการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ และหวังที่จะดำเนินความร่วมมืออันใกล้ชิดกับไทยสืบไป เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใครเตะตัดขารัฐบาลไม่ให้ขายข้าว แอบปล่อยข่าวข้าวปนเปื้นสารพิษจนดังไปทั่วโลก จนต่างชาติระงับการสั่งซื้อ สั่งจองทั้งหมด


ใครไปตั้งกรวยดักตีข้าราชการไม่ให้ทำงานอยู่ 6 เดือน จนไม่สามารถตั้งเรื่องเบิก ประชุมซื้อขายแก้ปัญหาไม่ได้


ใครไปปลุกปั่น บีบบังคับธนาคาร และสถาบันการเงินไม่ให้ปล่อยกู้ให้ชาวนา


ใครไปกลั่นแกล้งเอกชนจีน ที่มาซื้อข้าว จีทูจี กล่าวหาใส่ร้ายขอหลักฐานโน่นนี่วุ่นวายจนเอกชนต้องถอนตัว


ใครไปประท้วงสถานฑูต จีน อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ เพื่อไม่ให้ซื้อข้าวจากไทย
ใครไปแหถอนเงินจากธนาคาร เพียงแค่รู้ว่าแบงค์นี้จะปล่อยเงินให้ชาวนา

 





 

 

จำนำข้าว - ชาวนาได้ - รัฐขาดทุน ------- ประชาชนชื้อขาวถูก
ประกันข้าว - โรงสีได้ - ชาวนาขาดทุน ----- ประชาชนซื้อขาวแพง

คุณจะเอาแบบไหน ถ้าไม่เอาทั้งสองอย่าง กรุณา แนะนำหรือหาวิธีที่ดีกว่าด้วยครับ อย่าได้แต่วิจารณ์

 

 

 

 

         มือถือเเพงที่สุดในโลก

 

อันดับ 1
Goldvish “Le million”

 

                            1

 

ราคา $1,000,000


อันนี้เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ครับ มีลักษณะคล้ายรูปปลา ประดับด้วยเพชรแท้ แม้แต่ปุ่มกด ยังเป็นเพชรแท้เลย ตัวเครื่องจะมีให้เลือก 2 สี คือสีทองและเงิน ถ้าเป็นสีทองจะทำด้วยทองคำแท้ ส่วนสีเงินจะทำด้วยเงิน รุ่นนี้มาพร้อมกับกล้อง 5 ล้าน หน่วยความจำขนาด 16GB ที่เพิ่มไม่ได้ และยังมี Motion Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวอีกด้วย แล้วยังมีจุดเด่นอีกคือ ตามด้านข้างและปุ่มกดรวมทั้งด้านหลัง จะมีหลอดไฟ LED สีขาว จำนวน 34 หลอด ซ่อนอยู่ใต้บริเวณที่เป็นเพชร และจะทำงานเมื่ออยู่ในที่มืด ทำให้เห็นเป็นแสงวูบวาบสวยงาม หรือจะตั้งให้เป็นไฟกะพริบสวยงามก็ได้ ถือเป็นอีกรุ่นที่ออกแบบได้อลังการมากทีเดียว และ หากคำนวณราคา 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐให้เป็นเงินไทยแล้ว ราคาของมันคือ ราวๆ 35 ล้านบาท

 

 

             คลังเสนอ"คสช."รื้อโบนัสรัฐวิสาหกิจ สูงสุดได้ถึง 11 เดือน

 

 

 

    

 

 

 

 

 

กราฟิกมติชน แสดงการจ่ายโบนัสของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน นายรังสรรค์ ศรีวรศาตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ทบทวนการจ่ายโบนัสของรัฐวิสาหกิจให้มี ความเป็นธรรมและเหมาะสมมากขึ้น เพราะมีรัฐวิสาหกิจจ่ายโบนัสให้พนักงานสูง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. จ่ายโบนัสปี 2556 ให้พนักงานสูงถึง 11 เดือน ถือว่าสูงเกินไปแม้ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ ตาม

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 05/06/2014 17:54     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  บราซิลเเพ้ไม่ได้

 

            วิเคราะห์ฟุตบอลโลก 2014 นัดเปิดสนาม “บราซิล-โครเอเชีย”

 

 

 

วิเคราะห์ฟุตบอลโลก 2014 นัดเปิดสนาม “บราซิล-โครเอเชีย”

กลุ่มเอ

บราซิล – โครเอเชีย
วัน: พฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2557 เวลา: 03.00 น.
สนาม: อารีน่า คอรินเธียนส์
ผู้ตัดสิน: ยูอิจิ นิชิมุระ (ญี่ปุ่น)
สภาพอากาศ: 20-13 °C, ฟ้าโปร่ง
ถ่ายทอดสด: ช่อง 7, CH 8, WC Channel, True 99, True 668

 

 

 

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้ง 2 ทีม

บราซิล

6/6/14 กระชับมิตร บราซิล 1-0 เซอร์เบีย
3/6/14 กระชับมิตร บราซิล 4-0 ปานามา
5/3/14 กระชับมิตร แอฟริกาใต้ 0-5 บราซิล
20/11/13 กระชับมิตร บราซิล (N) 2-1 ชิลี
17/11/13 กระชับมิตร บราซิล (N) 5-0 ฮอนดูรัส

โครเอเชีย

6/6/14 กระชับมิตร โครเอเชีย (N) 1-0 ออสเตรเลีย
31/5/14 กระชับมิตร โครเอเชีย 2-1 มาลี
5/3/14 กระชับมิตร สวิตเซอร์แลนด์ 2-2 โครเอเชีย
19/11/13 คัด
บอลโลก โครเอเชีย 2-0 ไอซ์แลนด์
15/11/13 คัด
บอลโลก ไอซ์แลนด์ 0-0 โครเอเชีย

ผลงานการพบกัน 2 นัดหลังสุด

13/6/06 โลก บราซิล 1-0 โครเอเชีย
17/8/05 กระชับมิตร โครเอเชีย 1-1 บราซิล

ความพร้อม-สภาพทีม

บราซิล

เจ้าภาพเตรียมส่งขุนพลชุดหลักลงสนามเหมือนเคย หลังยืนพื้น 11 ตัวจริงชุดนี้มาเกือบตลอดในช่วง 2 ปีหลัง โดยเนย์มาร์ กองหน้าดาวเด่น ไม่มีปัญหาเรื่องความฟิต แม้จะได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาจากการซ้อมก็ตาม และพร้อมลงมาทำเกมรุกทางกราบซ้ายเช่นเคย ส่วนฮัลค์จะเป็นตัวขึ้นเกมทางกราบขวา โดยมีเฟรดจะยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า ขณะที่แผงมิดฟิลด์จะใช้งานสามประสานตัวหลักเช่นกัน ประกอบด้วยหลุยซ์ กุสตาโวกับเปาลินโญที่จะเป็นห้องเครื่องในแดนกลาง และออสการ์ที่จะเป็นจอมทัพคอยปั้นเกม ส่วนแบ๊กโฟร์จะนำทัพโดยติอาโก้ ซิลวา กัปตันทีม ซึ่งจะยืนคู่กับดวิด หลุยซ์ตรงกลางแนวรับ โดยมีดานี่ อัลเวสกับมาร์เซโลยืนเป็นฟูลแบ๊ก ส่วนหน้าที่เฝ้าเสาจะเป็นของนายประตูตัวเก๋าอย่างชูลิโอ เซซาร์

โครเอเชีย

ดาเนี่ยล ปรันยิช แบ๊กซ้ายตัวเดียวของทีม เจ็บจากเกมอุ่นเครื่องจนชวดบู๊นัดนี้ และคงเป็นซิเม่ เวอร์ซัลโก้ แบ๊กขวาสำรอง ที่จะถูกโยกไปทำหน้าที่แทน โดยดาริโอ เซอร์น่า กัปตันทีมตัวเก่ง จะประจำการทางฝั่งขวา ส่วนเวดราน ชอร์ลูก้าจะเป็นตัวยืนในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ๊ก โดยกอร์ดอน ชิลเดนเฟลด์ ซึ่งหายเจ็บกลับมาลงซ้อมได้แล้ว ต้องเบียดแย่งโควตาที่เหลือกับเดยัน ลอฟเรน โดยสติเป้ เปลติโคซ่า นายประตูตัวเก๋า ยืนเฝ้าเสาเช่นเคย ในแดนกลางมีอิวาน ราคิทิชกับลูก้า โมดริชเล่นคู่กัน โดยมาเตโอ โควาซิชคงจะยืนสูงคอยปั้นเกมรุกร่วมกับอิวิก้า โอลิชและอิวาน เปริซิชที่จะเป็นตัวขึ้นเกมริมเส้น ส่วนนิคิช่า เยลาวิชคงจะได้ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้าแทนมาริโอ มานด์ซูคิชที่ติดโทษแบนมาจากใบแดงในรอบเพลย์ออฟ

นักเตะติดโทษแบน: มาริโอ มานด์ซูคิช

วิเคราะห์รูปเกม

บราซิลลงเตะนัดเปิดสนามภายใต้ความกดดันที่มากกว่ามหาศาล เพราะแบกรับความคาดหวังสูงในฐานะเจ้าภาพและทีมเต็ง แถมยังมีเรื่องของความวุ่นวายภายในประเทศคอยกวนใจ ต่างกับโครเอเชียที่เล่นในฐานะทีมรองบ่อน ขอลุ้นแค่เสมอก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ทำให้คงจะวางแผนมาเล่นแบบรัดกุมและไม่ประมาท แต่คุณภาพของทีมตราหมากรุกยังเป็นรองทีมแซมบาอยู่พอสมควร แถมความพร้อมเจ้าภาพก็ดีกว่า นัดนี้ถ้าเล่นตามเกมของตัวเองได้ บราซิลน่าจะเก็บชัยชนะได้ตามเป้า แต่ถ้าหวังจะโชว์ฟอร์มสวยยิงกระจายคงไม่ง่ายนัก

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม:

บราซิล (4-3-3): ชูลิโอ เซซาร์; ดานี่ อัลเวส, ติอาโก้ ซิลวา, ดาวิด หลุยซ์, มาร์เซโล; หลุยซ์ กุสตาโว, ออสการ์, เปาลินโญ่; ฮัลค์, เฟรด, เนย์มาร์

โค้ช: หลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่

โครเอเชีย (4-2-3-1): สติเป้ เปลติโคซ่า; ดาริโอ เซอร์น่า, เวดราน ชอร์ลูก้า, เดยัน ลอฟเรน, ซิเม่ เวอร์ซัลโก้; อิวาน ราคิทิช, ลูก้า โมดริช; อิวิก้า โอลิช, มาเตโอ โควาซิช, อิวาน เปริซิช; นิคิช่า เยลาวิช

โค้ช: นิโก้ โควัช

ฮอตสกอร์: บราซิลชนะ 1-0

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            สำนักข่าวอิศรา</p><p>หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.57 ที่ผ่านมา นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Vanchai Tantivitayapitak เกี่ยวกับ "หนูหริ่ง" หรือสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) หนึ่งในบุคคลที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานหลังการยึดอำนาจรัฐประหาร </p><p>ปีนี้ครบรอบ 10 ปีของสึนามิที่เกิดขึ้นในภาคใต้ เมื่อเดือนธันวาคม 2547 ที่ภาคใต้ ทำให้มีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 3 พันคน</p><p>ปีนั้นผมอยู่ในพื้นที่นาน ทั้งภูเก็ตและพังงา เพื่อเก็บข้อมูลและช่วยเหลือผู้คนเท่าที่จะมีโอกาส</p><p>แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ การได้เห็นจิตใจและความอึดอดทนของหนูหริ่ง ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการระดมอาสาสมัครเพื่อไปช่วยเหลือผู้คนเป็นเวลานานนับเดือน</p><p>หนูหริ่งประสานทุกฝ่าย เพื่อจัดตั้งและสร้างระบบอาสาสมัครให้มีความชัดเจน</p><p>ท่ามกลางความหดหู่ เสียงร่ำไห้ของญาติพี่น้องและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์</p><p>การอยู่กับสภาพศพที่กองอยู่ในรถเทลเล่อร์สูงเท่าภูเขาเป็นเวลานาน คงไม่สามารถบอกได้หรอกว่า รู้สึกอย่างไร แต่หนูหริ่งก็อดทนและทำงานต่อเนื่องอย่างน่ายกย่อง เพื่อช่วยเหลือใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องของตัวเอง</p><p>ผมรู้จักหนูหริ่งหรือคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด มานานมาก รู้จักทั้งภรรยา และลูกสาวที่เห็นตั้งแต่แรกเกิด เห็นการทำงาน ความตั้งใจของเขาในการตั้งศูนย์ช่วยเหลือคนหายในนามมูลนิธิกระจกเงา</p><p>เขาเป็นคนรุ่นแรก ๆ ที่สนใจเทคโนโลยีออนไลน์และเก่งอย่างหาตัวจับยากเมื่อยี่สิบกว่าปี</p><p>หากตั้งบริษัทคงรวยล้นฟ้าไปแล้ว แต่ก็ใช้พรสวรรค์อันนี้ในการทำงานช่วยเหลือสังคมมาตลอด</p><p>หนูหริ่งเป็นคนมีความกล้าและความเชื่อในอุดมคติที่ปรารถนาให้สังคมไทยดีขึ้น</p><p>แต่แน่นอนว่าความเชื่อของเขาอาจจะแตกต่างจากอีกหลายคนในสังคม ความมุ่งมั่นของเขาอาจจะทำให้คนมีอำนาจไม่สบายใจมาทุกยุคทุกสมัย</p><p>ในท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่กล่าวหาหนูหริ่งต่าง ๆ นานาอย่างไม่เป็นธรรม ผมเพียงอยากบอกว่า ผมภูมิใจที่เป็นมิตรสหายกับหนูหริ่งครับ</p><p>แม้ว่าหลายอย่างอาจเห็นเหมือนกัน บางอย่างอาจจะเห็นไม่ตรงกัน แต่ผมนับถือน้ำใจและความกล้าหาญของเขา ซึ่งนับวันจะหาได้ยากในสังคมนี้
 
 
 
 
 

สำนักข่าวอิศรา

 

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.57 ที่ผ่านมา นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Vanchai Tantivitayapitak เกี่ยวกับ "หนูหริ่ง" หรือสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) หนึ่งในบุคคลที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานหลังการยึดอำนาจรัฐประหาร

 

ปีนี้ครบรอบ 10 ปีของสึนามิที่เกิดขึ้นในภาคใต้ เมื่อเดือนธันวาคม 2547 ที่ภาคใต้ ทำให้มีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 3 พันคน

 

ปีนั้นผมอยู่ในพื้นที่นาน ทั้งภูเก็ตและพังงา เพื่อเก็บข้อมูลและช่วยเหลือผู้คนเท่าที่จะมีโอกาส

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ การได้เห็นจิตใจและความอึดอดทนของหนูหริ่ง ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการระดมอาสาสมัครเพื่อไปช่วยเหลือผู้คนเป็นเวลานานนับเดือน

 

หนูหริ่งประสานทุกฝ่าย เพื่อจัดตั้งและสร้างระบบอาสาสมัครให้มีความชัดเจน

 

ท่ามกลางความหดหู่ เสียงร่ำไห้ของญาติพี่น้องและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

 

การอยู่กับสภาพศพที่กองอยู่ในรถเทลเล่อร์สูงเท่าภูเขาเป็นเวลานาน คงไม่สามารถบอกได้หรอกว่า รู้สึกอย่างไร แต่หนูหริ่งก็อดทนและทำงานต่อเนื่องอย่างน่ายกย่อง เพื่อช่วยเหลือใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องของตัวเอง

 

ผมรู้จักหนูหริ่งหรือคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด มานานมาก รู้จักทั้งภรรยา และลูกสาวที่เห็นตั้งแต่แรกเกิด เห็นการทำงาน ความตั้งใจของเขาในการตั้งศูนย์ช่วยเหลือคนหายในนามมูลนิธิกระจกเงา

 

เขาเป็นคนรุ่นแรก ๆ ที่สนใจเทคโนโลยีออนไลน์และเก่งอย่างหาตัวจับยากเมื่อยี่สิบกว่าปี

 

หากตั้งบริษัทคงรวยล้นฟ้าไปแล้ว แต่ก็ใช้พรสวรรค์อันนี้ในการทำงานช่วยเหลือสังคมมาตลอด

 

หนูหริ่งเป็นคนมีความกล้าและความเชื่อในอุดมคติที่ปรารถนาให้สังคมไทยดีขึ้น

 

แต่แน่นอนว่าความเชื่อของเขาอาจจะแตกต่างจากอีกหลายคนในสังคม ความมุ่งมั่นของเขาอาจจะทำให้คนมีอำนาจไม่สบายใจมาทุกยุคทุกสมัย

 

ในท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่กล่าวหาหนูหริ่งต่าง ๆ นานาอย่างไม่เป็นธรรม ผมเพียงอยากบอกว่า ผมภูมิใจที่เป็นมิตรสหายกับหนูหริ่งครับ

 

แม้ว่าหลายอย่างอาจเห็นเหมือนกัน บางอย่างอาจจะเห็นไม่ตรงกัน แต่ผมนับถือน้ำใจและความกล้าหาญของเขา ซึ่งนับวันจะหาได้ยากในสังคมนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์ข้อมูล ′บอร์ดทีจี′ บินฟรีปีละกี่ล้านถาม .คุณมีความคิดเห็นอย่างไร ? แล้วคดีฮั้วประมูลของกทม.ละว่าไงสามารถ

 

 

 

                  

 

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1402540079

 
 

 

 
 
 
เมื่อ วันที่ 11 มิถุนายน ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
 
เมื่อ วานนี้ (10 มิ.ย.57) หัวหน้า คสช.ได้สั่งให้หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจไปพิจารณาลดสิทธิประโยชน์ของกรรมการ (บอร์ด) ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เช่น กรณีการบินไทยให้พิจารณาตัดสิทธิการบินฟรีของบอร์ด เป็นต้น
 
 สิทธิ ประโยชน์ของบอร์ดตามระเบียบของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กำหนดไว้ดังนี้ "ให้กรรมการบริษัทฯ ได้รับสิทธิด้านบัตรโดยสารให้เปล่า ไป-กลับ ในเส้นทางต่างประเทศ 10 ใบต่อปี ในประเทศ 10 ใบต่อปี ในชั้นธุรกิจ ซึ่งลดลงจากเดิมที่เคยให้สิทธิประโยชน์ในชั้นสูงสุด First Class ทั้งนี้ หากมีที่นั่งว่างในชั้นสูงสุดสามารถเดินทางในชั้นดังกล่าวได้ โดยให้นำสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไปใช้ได้ตามความเหมาะสม โดยกรรมการจะได้รับสิทธินั้นในขณะดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ เท่านั้น"
 
 นั่นหมายความว่า แม้ว่าระเบียบได้กำหนดให้บินในชั้นธุรกิจ (Business Class) แต่ถ้าชั้น First Class มีที่นั่งว่างก็สามารถใช้สิทธิได้
 
 รายได้ที่การบินไทยต้องเสียไปจากการให้บอร์ดบินฟรีสามารถประมาณการได้ดังนี้
 
1.สมมติว่าบอร์ดแต่ละคนใช้สิทธิตั๋วฟรีเต็มที่ 10 ใบต่อปี สำหรับการเดินทางต่างประเทศ และ 10 ใบต่อปี สำหรับการเดินทางในประเทศ
 
 2. สมมติค่าตั๋วต่างประเทศ 150,000 บาท (ไป-กลับ) และค่าตั๋วในประเทศ 10,000 บาท (ไป-กลับ)
 
 3. บอร์ดมีทั้งหมด 15 คน ดังนั้น การบินไทยต้องเสียรายได้ไปปีละ = (15×10×150,000) + (15×10×10,000) = 24 ล้านบาท
 
คุณมีความเห็นอย่างไรกับการตัดสิทธิบินฟรีของบอร์ดการบินไทยครับ
 
 
 

 

 

 

 

 

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9490000009382

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดขณะนี้อยู่ระหว่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ทำการสอบปากคำนายสามารถ โดยเบื้องต้น พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนเตรียมแจ้งข้อหาต่อนายสามารถ รวม 3 ข้อหา จากการกระทำความผิด 3 มาตรา คือ มาตรา 10, 11 และ 12 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเสนอราคาของหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 ขณะเดียวกัน ข้าราชการ กทม.อีก 2 คน จะมีความผิดในมาตรา 11 และ 12 ซึ่งรายละเอียดมาตรา 10 คือ เป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติ แต่ละเว้นการดำเนินการ

ต่อมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัทธรุตม์ ทรรทรานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม.ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังจากการเดินทางเข้ารับฟังข้อกล่าวหา ของนายสามารถ สำหรับนายอุทัย ขันแก้ว วิศวกร 8 ของกรุงเทพมหานคร อีก 1 ผู้ต้องหาในคดีนี้ ให้ทนายความแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่า จะมาเข้าพบในวันพุธที่ 25 มกราคม เวลา 14.00 น.

****************************************************************************************************************************************************

 

 

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000009812

หลังการสอบสวนกว่า 5 ช.ม. นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ เลขานุการอัยการคดีพิเศษ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายสามารถ และนายภัทรรุฒม์ ข้อหาฮั้วประมูลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาของหน่วยงานรัฐ ส่วนนายอุทัย ขันแก้ว อ้างว่าป่วยได้ให้ทนายความขอเลื่อนนัดพบพนักงานสอบสวน เป็นวันพุธที่ 25 ม.ค.นี้ ส่วนผลการสอบสวนทั้งสองท่านให้การปฎิเสธข้อกล่าวหา โดยนายสามารถได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายแฟ้ม ชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน และให้การในรายละเอียดอื่นๆ ตามที่พนักงานสอบสวนถาม ถือว่าข้อมูลที่ได้เป็นประโยชน์สามารถนำมาพิจารณาประกอบสำนวนได้ ส่วนการสอบสวนขยายผล หากเจอพยานหลักฐานเกี่ยวข้องกับใครก็ต้องดำเนินการต่อไป มีส่วนอื่นอีกเยอะที่กำลังพิจารณา ทั้งนี้ คดีดังกล่าวอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เข้าร่วมตรวจสอบตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ขณะนี้ได้ข้อยุติว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดี

 

 

 

              

 

 

 

 

 

 

                     หวานใจตลอดกาล

 

 

 

                                            

 
 
 
 
 
 
" พ่อประกาศขายบ้านไปเเล้วเหรอค๊ะ?..."
เสียงของลูกสาวคนโต ถามผู้เป็นพ่อเบาๆ ในขณะที่ใช้ผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กๆ ชุบน้ำอุ่นบรรจงเเตะไปตามตัวของผู้เป็นพ่ออย่างเเผ่วเบา

" อืออออ..."
เสียงตอบอย่างเเผ่วเบาของผู้เป็นพ่อ ที่นอนซมเพราะพิษไข้ กำลังให้ลูกสาวเช็ดตัวอยู่ที่โซฟาในบ้าน พร้อมกับพลิกตัวหันตะเเคงข้างบอกเป็นนัยไปยังลูกสาวว่าให้เช็ดอีกด้านหนึ่ง เเต่เเท้ที่จริงเเล้ว เขาพยามที่จะซ่อนหยาดน้ำใสๆ ที่มันกำลังจะไหลรินออกมาจากดวงตาของเขาต่างหาก

นี่หรือคือ ศรชัย เมฆวิเชียร หวานใจคนใหม่ของนักฟังเพลงลูกทุ่ง? ในอดีตนั้นจะไปไหนมาไหนใครก็อยากถ่ายรูปด้วย เเม่ยกเเฟนเพลงล้นหลามทั้งประเทศ เนื้อหอมยิ่งกว่าพระเอกหนังไทยในยุคนั้นเสียอีก นายยง ปราบไชยโจร เด็กหนุ่มจาก อ.จักราช นครราชสีมา คนนี้ ผู้ที่ไม่เคยก้มหัวให้กับความยากลำบากของชีวิต หนักเอาเบาสู้มาตลอด

หลังจากที่บ้านโดนโจรปล้นกลางดึกของวันนั้น ภาพที่พ่อโดนโจรฆ่าตายอย่างทารุณ ในขณะที่พ่อออกไปขวางไอ้พวกสัตว์นรกที่พยายามต้อนควายของพ่อไป มันยังจำติดตาได้ไม่เคยลืม...อยู่ไม่ได้เเล้วบ้านป่าเมืองเถื่อน การที่จะรอคอยความยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้น อย่าได้หวังเลย...

นั่งรถไฟเข้ากรุงเทพสู้ชีวิตอย่างลูกผู้ชาย หนักเอาเบาสู้ ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก ทำงานไปประกวดร้องเพลงไป จนกระทั่งมาได้ครูฉลอง ภู่สว่าง เเต่งเพลงให้ชื่อเพลงจูบไม่หวาน ที่จริงเพลงนี้ครูเเต่งไว้สองท่อนเเล้ว กะจะให้ชินกร ไกรลาศ ร้อง กับเพลง ลำดวนลืมดง ก็ดังระเบิดเถิดเทิง มากระทุ้งด้วยเพลงของครูสุรินทร์ ภาคศิริ ทหารเกณฑ์ผลัดสอง โอ้โห..คราวนี้ดังระเบิดติดลมบนกันเลยทีเดียว ชื่อศรชัย เมฆวิเชียร น้ัน หลวงพ่อสุด วัดกาหลง กับหลวงพ่อวัดช่องลมเป็นผู้ตั้งให้

ยิ่งได้ซ้อน้อย อังกินันท์ มาทำวงให้ด้วย เรื่องทุนไม่มีอั้น สำนักงานที่ใช้ก็ใช้กับที่เดียวกันกับวงดนตรี สายัณห์ สัญญา เพราะสายัณห์เกิดได้ก็เพราะซ้อน้อยนั่นเอง ศรชัยจะเรียกสายัณห์ว่าพี่เป้าเสมอ ส่วนสายัณห์ก็จะเรียกศรชัยว่าน้องยงทุกครั้งไป จากการที่ทุ่มเทกับการทำงานอย่างหนักเเทบไม่ได้พักผ่อนเลย ร่างกายก็เริ่มทรุดโทรม วันหนึ่งๆร้องเพลงเกือบ 30 เพลง เเต่ถ้าวันไหนเล่น 2 รอบ บ่าย-ค่ำ ก็เลยกลายเป็นร้องเพลงจนหน้ามืดไปเลยว่างั้นเถอะ

โชคร้ายมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จากการใช้เสียงอย่างไม่บันยะบันยังจนทำให้เขาเป็นมะเร็งที่กล่องเสียงจนได้ เเต่ใจสู้เสียอย่าง เขาตัดสินใจให้หมอผ่าตัดเอาเส้นเสียงออกไปเส้นหนึ่ง จนกระทั่งเขาผ่านพ้นโรคมะเร็งร้ายมาได้ เเต่ก็เหมือนเวรซ้ากรรมซัด โรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ก็มาซัดกระหน่ำตัวของเขาอย่างรุนเเรงจนกระเพาะทะลุ เขาก็กัดฟันสู้กับเจ้าโรคร้ายจนพอทุเลา คิดว่าเจ้ากรรมนายเวรคงจะคลายอาฆาตลงไปไม่มากก็น้อย ที่ไหนได้...ยังไม่ทันจะฟื้นจากไข้ดี เขาได้รับข่าวร้ายว่าติดไวรัส C ลงตับเข้าให้เเล้ว

หมดกัน...ค่ารักษาตกเดือนละเป็นเเสน เฉพาะยาฉีดก็ 20,000 บาทเข้าไปเเล้ว เเล้วเเพทย์ไม่รับรองว่าจะหายด้วยนะ เงินทองที่เก็บหอมรอมริบใช้จ่ายด้วยความมัธยัสถ์ก็มารักษาตัวหมดไปเป็นล้านๆบาท รถที่ใช้อยู่เป็นประจำก็ต้องขายทิ้งไป เมื่อร้องเพลงไม่ได้งานก็หดเงินก็หาย กินของเก่าไปวันๆ ก็เหลือเเต่เพียงบ้านเก่าๆที่อยู่ซอยภาวนาลาดพร้าวหลังนี้เท่านั้น ที่เขากับภรรยาเเละลูกสาวทั้ง 2 ได้อาศัยหลบเเดดหลบฝนเป็นที่ซุกหัวนอนตั้งเเต่ที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงใหม่ๆ

" พ่อจ๋า ปากกาเมจิกอยู่นี่จ่ะ...."

ผู้เป็นพ่อพลิกตัวมาหยิบปากกากับกระดาษ A4 เก่าๆ ที่ลูกสาวเป็นผู้หยิบมาให้ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาวๆ เขียนด้วยลายมือของเขาเองว่า...บ้านหลังนี้ขาย....พร้อมทั้งเสียงสะอื้นเบาๆของลูกสาวลอยมาอย่างวังเวงเงียบเหงาปานประหนึ่งว่าจะขาดใจอยู่ตรงนั้นนั่นเอง.....

 

 

 

 

 

 

2 ผู้ถูกคสช.เรียกรายงานตัว ติดยาวหลังถูกฟ้อง ม.112 ต่อโดยไม่ได้ประกันตัว

เฉลียว จ. และ คฑาวุธ บ. 2 ผู้เข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อ โดยศาลไม่ให้ประกันตัว ส่งไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

10 มิ.ย. 2557 หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งฉบับที่ 44/2557 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้บุคคลจำนวน 28 คนเข้ารายงานตัวที่ที่ห้องจามจุรี สโมสรทหารบก เทเวศร์ ในวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น จำนวนนั้นมี นายเฉลียว จ. และนายคฑาวุธ บ. ซึ่งเดินทางเข้ารายงานตัวตามเวลาที่ คสช.ประกาศ

ล่าสุดหลัง คสช. มีการสอบสวนทั้ง 2 รายและกักตัวครบครบ 7 วันแล้ว วันนี้(10 มิ.ย.) เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘iLaw’ ของ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน รายงานว่า ทั้ง 2 ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อ พร้อมทั้ง ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจึงถูกส่งไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามผู้เข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.ที่ 44/2557 พบว่านายเฉลียว ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างตัดกางเกง ถูกสอบสวนถึง 3 รอบ รวมทั้งสอบสวนผ่านเครื่องจับเท็จอีก 2 รอบด้วยกัน ในขณะที่ผู้ถูกเรียกเข้ารายงานตัวคนอื่นๆถูกสอบสวนเพียง 1 รอบเท่านั้น

 

 

                             

 

 


เผยเบื้องหลังการเข้ามอบตัวของคุณคฑาวุธ(นายแน่มาก)ต่อคณะทหาร

คน บางคนที่เข้ามอบตัวกับ คสช.ไม่ได้หมายความว่าเขาจะละทิ้งอุดมการณ์

ตัวอย่างเช่น คุณคฑาวุธ บูรณ์พิทักษ์ หรือที่เราจักกันดีในนาม คฑาวุธ เจ้าของรายการ นายแน่มาก ซึ่งในตอนแรกนั้นคุณคฑาวุธ ต้องการจะเดินทางไปต่างประเทศ เพราะอยู่เมืองไทยไม่ปลอดภัย จากการที่ทหารเข้าค้นบ้านคุณคฑาวุธที่ลพบุรี เมื่อวันที่ 29 / 05 / 2557 แต่ไม่เจอตัว คุณคฑาวุธพยายามหลบหนีแต่ด้วยเหตุที่พ่อคุณคฑาวุธป่วยหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แกจึงไม่สามารถหลบหนีได้ วันทำศพพ่อคุณคฑาวุธ แกได้แค่จุกธูปหน้าศพได้แค่ดอกเดียวเท่านั้น ไม่ได้อยู่รอจนธูปหมด เพราะ ทหาร ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ในงานศพคุณคฑาวุธ และปราการที่สองทหารได้คุกคาม ขมขู่ ลูกเมียคุณคฑาวุธอย่างหนัก เพื่อให้คุณคฑาวุธออกมามอบตัว ช่วงเวลานั้นคุณคฑาวุธบอกผมว่า อยากจะเผาพ่อก่อนมอบตัว แต่แกก็ไม่ได้เผาเพราะทหารส่งหน่วย เก็บกวาด เข้าประกบคุณคฑาวุธตลอดเวลา

ปราการต่อมาผมได้มีการพูดคุยกับคุณคฑาวุธอีกครั้ง หลังจากโทรหากันหลายๆ ครั้ง เหตุผลเพราะคุณคฑาวุธ ไม่สามารถเปิดเครื่องโทรศัทพ์ได้เลย ทหารหน่วยเก็บกวาด ประชิดตัวแกมากขึ้น แกเล่าให้ฟังว่ามีความจำเป็นจะต้องออกเดินเท้า และอาศัย นอนกลางป่าเพื่อความปลอดภัยโดยจุดมุ่งหมายเพื่อออกนอกประเทศ เพื่อมารวมกับพี่น้องร่วมรบที่เดินทางมาก่อนหน้านี้แล้ว ตลอดระยะเวลาที่พูดคุยเสียงของคุณคฑาวุธ สิ้นหวัง แกพูดแต่เป็นห่วงครอบครัว และพี่น้องเราที่ต้องหลบหนี ต่อมาผมได้ติดต่อกับคุณคฑาวุธ อีกครั้ง ....

พอสรุปได้ว่า...แกเหนื่อยและลำบาก กับการหลบหนีประกอบกับร่างกายที่ไม่ค่อย แข็งแรง ต้องกินยาประจำพร้อมกับกาแฟที่ขาดไม่ได้ แกปรึกษาผมว่าจะเข้ามอบตัว เพราะแกเป็นห่วงครอบครัวที่ถูกทหารกดดันอย่างหนัก แกบอกผมว่าไม่สามารถหนีเอาตัวรอดคนเดียวได้ ชีวิตนักต่อสู้ ถึงอย่างไงแกก็ต้องห่วงครอบครัวนี่ แหละมั้งที่ทำให้หลายๆ คน ต้องยอมจำนนกับอำนาจมืด วันต่อมาช่วงเวลาค่ำ เกือบๆ ห้าทุ่ม เสียงโทรศัทพ์ของผมดังขึ้นอีกครั้ง โดยคุณคฑาวุธเป็นคนโทรหาผมเอง ทำให้ผมแปลกใจ เพราะปกติ ผมจะเป็นฝ่ายโทรหาแกเองมันเหมือนเป็นลางว่าสายที่ผมกำลังจะรับนี้ ต้องไม่ดีแน่ๆ ผมได้ตอบรับสายว่าครับพี่คฑาวุธ ซึ่งทำให้ผมต้องอึ้งเพราะเสียงแกฟังไม่ดีเลยแกบอกผมว่าตัดสินใจเข้ามอบตัว และบอกอีกว่าแกไม่ได้ผิดอะไรกับการที่แกต้องการประชาธิปไตย เราพูดคุยกันนานเหมือนกับการสั่งลาผมรับปากกับแกไว้เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมก็ดำเนินการทำให้แกแล้วคงเหลือแต่จะต้องคอยติดตาม ข่าวความคืบหน้าเท่านั้น

" พี่คฑาวุธ ถ้าพี่ได้อ่านหรือรับรู้ข้อความนี้ ขอให้พี่สบายใจได้ ผมจะติดตามงานที่พี่สั่งไว้ ให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ "

ด้วยรักและศรัทธา
จาก อ.อิสระ

 

 

จาก บอร์ดการเมือง cr. http://www.prachatai.com/journal/2014/06/53923

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

'กำนัน'แชะภาพหวานโชว์สื่อ 'ศรีสกุล'FBแซวผ่านมีดหมอจะยิ้มไม่ออก

 

 

10 มิ.ย.57 นางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ภรรยา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ ลุงกำนัน อดีตแกนนำ กปปส. โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว 'Srisakul Promphan' เป็นภาพที่ถ่ายกับคู่กัน ก่อนเข้ารับการผ่าตัดเส้นเอ็นที่หัวไหล่  พร้อมข้อความสั้นๆว่า 'ก็ยังยิ้มได้...ยังไม่รู้ละซิว่าหลังผ่าเสร็จจะเจ็บสุดสุดเลย'

ทั้งนี้ นายสุเทพ เข้ารับการผ่าตัดเส้นเอ็นที่หัวไหล่ 4 เส้น ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อเช้าที่ผ่านมา และมีกำหนดนอนพักฟื้นเป็นเวลา 2 วัน

 

 

 

 

 

 

 

                                                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                         

 

 

 

 

 

 

 

 

การเมือง.. เรื่องเงินๆ

พัสณช เหาตะวานิช

 

แผน รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ของไทย ชวนเริ่ม ทักษิณหยุด อภิสิทธิ์สานต่อ ยิ่งลักษณ์กู้นอกระบบ

 

 

 

 

 

 

ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นไปทั่วหล้าเพราะขี้ข้ายังคงลอยนวล

 

มติชนออนไลน์ พาดหัวว่า "ชัชชาติคิด-อภิสิทธิ์ต้าน-ทหารทำ" เป็นการพาดหัวที่ถ้าตามหลักข้อเท็จจริงแล้วคือ จงใจบิดเบือน แต่ถ้าตามหลักการของสื่อนั่นคือ การจงใจบิดเบือนเพื่อทำให้สังคมเข้าใจผิดไปจริงๆว่า ใครคิดกันแน่ ใครต้านอะไร แล้วใครทำยังไง

 

ต่อกรณีการพาดหัวหน้าปกนั้น ถ้าทางเราเป็นชัชชาติ ทางเราจะอายมาก ทางเราจะรีบออกมาแก้ข่าว !! เพราะในโครงการ 2 ล้านล้าน ไม่ได้มีอะไรที่คิดใหม่เองเลย แผนคมนาคมส่วนใหญ่มีใน หน่วยงานที่แผนของกระทรวงนี้เป็นทศวรรษแล้ว โครงการใน 2 ล้านล้าน แยกหลักๆได้เป็น รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์ ถนน ท่าเรือ และปรับปรุงสนามบิน ขอย้ำว่าทั้งหมดนี้คือแผนของหลายๆ รัฐบาลอนุมัติแผนผ่านๆ กันมายาวนานมากกว่า 7 รัฐบาล

 

ถ้าจะให้ถูกต้องจะต้องเป็นแบบนี้ครับ

แผนรถไฟรางคู่

ชวนเริ่ม ทักษิณหยุด อภิสิทธิ์ต่อขยาย

ยิ่งลักษณ์ลอกไปสร้างด้วยเงินนอกระบบ

 

แผนรถไฟความเร็วสูง

ชวนคิด ทักษิณเปลี่ยนเส้นทาง อภิสิทธิ์วางโครงร่างทั่วประเทศ

ยิ่งลักษณ์ลอกไปตัดจนด้วนเหลือโคราชหัวหิน แล้วไปเร่งสายเชียงใหม่

ส่วนมอเตอร์เวย์ ถนน ท่าเรือ สนามบิน คงเข้าใจได้ไม่ยากนะครับว่า มันเป็นแผนที่ไม่ได้คิดอะไรกันยากเย็น ไม่ได้เป็นแผนอะไรใหม่ๆ เลย

 

สิ่งที่คิดใหม่จริงๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีอยู่อย่างเดียวครับนั่นคือ **การเอาสิ่งที่สร้างได้ในระบบงบประมาณตรวจสอบได้อยู่แล้ว ออกไปสร้างด้วยเงินนอกระบบงบประมาณ กู้ใหม่หมดทั้งก้อน** และสิ่งนี้นี่แหละครับที่คุณอภิสิทธิ์ ฝ่ายค้านทั้งสภา สว.นักวิชาการ และคนสติดีๆ ทั่วประเทศเขาก็ต้านทั่วกันครับ ต้องย้ำอีกรอบนะครับว่า ที่เขาต้าน คือเขาต้านการได้มาของตัวเงิน เขาไม่เคยต้านตัวงาน ทำไมไม่ต้าน วันนี้ก็ชัดเจนแล้วครับว่า "เขาคิดและเริ่มทำกันมาเอง" เขาต้านตรงที่วิธีตรวจสอบได้ดีๆ ไม่ทำไมไม่ทำ จ้องงาบอยากไปทำวิธีที่ตรวจสอบโกงไม่ได้ แล้ววันนี้เป็นยังไง แค่นี้ ป.ป.ช.ก็รอฟันอยู่ 3-4 คดีแล้ว

 

ส่วนกรณีทหารทำหรือไม่อย่างไร เขายังคุยกันอยู่เลยครับว่า จะทำหรือไม่ทำ ทำโครงการไหน ไม่ทำโครงการไหน แต่ที่แน่ๆ เขาทำในระบบงบประมาณปกติ เขาไม่ได้กู้ทั้งก้อนทั้งพวง 2 ล้านล้าน เขาไม่ได้ทำนอกระบบงบประมาณแบบรัฐบาลยิ่งลักษณ์

 

ทั้งหมดนี้ก็เห็นใจคุณชัชชาตินะครับ อยู่ๆ ก็มีสื่อจรรยาบรรณเสื่อม เอามาเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้ง จงใจสร้างวาทกรรมให้เกิดความเข้าใจผิด ดูเหมือนจะเป็นคุณ แต่เป็นโทษ สื่อเครือนี้เคยครั้งหนึ่งตอนโพนทะนาว่า คสช.จะเชิญไปปรึกษาแต่แล้วก็เงิบ

 

อย่างที่กล่าวไปแต่ต้นครับ ถ้าใครเขาเยินยอในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ เราจะออกมาปฏิเสธ เว้นแต่เขาจะเป็นคนแบบนั้นไปแล้วจริงๆ !!

 

นอกจากนี้ครับ มีสรุปของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ทีมคมนาคมของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ให้ข้อมูลไว้ชัดเจนมาก แต่ดร.สามารถข้ามหัวยิ่งลักษณ์ไปเลยครับ ข้ามไปให้ชัดไปเลยว่า แม้แต่ทักษิณก็ไม่ได้คิด

 

ดร.สามารถบอกว่า...

 

หลังจาก คสช.ประกาศเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนโครงการรถไฟความเร็วสูง ก็มีเสียงค่อนแคะว่า คสช.เดินตามแนวทางที่อดีตนายกฯ ทักษิณคิดไว้ภายใต้แผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

 

นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงที่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้คิดโครงการในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แล้วให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์กู้เงินเพื่อดำเนินการก่อสร้าง

 

ข้อมูลที่ถูกต้องก็คือโครงการทุกโครงการภายใต้แผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่ใช่โครงการใหม่ที่เกิดจากความคิดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป็นโครงการเก่าที่มีการวางแผนกันมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า หรือมอเตอร์เวย์

 

รถไฟทางคู่มีการให้ความสำคัญอย่างจริงจังในรัฐบาลชวน 1 และชวน 2 โดยเริ่มก่อสร้าง 4 สาย ได้แก่ (1) หัวหมาก - ฉะเชิงเทรา (2) ตลิ่งชัน - นครปฐม (3) บ้านภาชี - มาบกะเบา และ (4) บ้านภาชี - ลพบุรี

 

รัฐบาลต่อๆ มาให้ความสนใจในรถไฟทางคู่น้อยมาก จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ระบบรางได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง โดยได้จัดทำแผนแม่บทรถไฟทางคู่ (รวมทั้งรถไฟสายใหม่) ระยะทาง 3,039 กม. และแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูง ที่สำคัญ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 1.7 แสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ระยะทาง 767 กม. ซึ่งถือเป็นงบประมาณมากที่สุดที่มีการจัดสรรให้กับระบบราง

 

 

 

 

 

 

ผมขอสรุปความเป็นมาของโครงการสำคัญในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ดังนี้

1. รถไฟทางคู่ที่มีในปัจจุบันเกิดขึ้นหรือริเริ่มในรัฐบาลชวน 1-2 รัฐบาลอภิสิทธิ์จัดทำแผนแม่บทรถไฟทางคู่ 17 สาย โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์หยิบมาใส่ไว้ในแผนเงินกู้ 11 สาย

 

2. รถไฟสายใหม่ (ทางคู่) มีการจัดทำแผนแม่บทในรัฐบาลอภิสิทธิ์ 11 สาย โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์หยิบมาใส่ไว้ในแผนเงินกู้ 3 สาย

 

3. รถไฟความเร็วสูง รัฐบาลอภิสิทธิ์จัดทำแผนแม่บทไว้ 5 สาย โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์หยิบมาใส่ไว้ในแผนเงินกู้ 4 สาย พร้อมทั้งตัดเส้นทางให้สั้นลง นั่นคือสายกรุงเทพฯ - หนองคาย เหลือแค่โคราช และสายกรุงเทพฯ - ปาดังเบซาร์ เหลือแค่หัวหิน

 

4. มอเตอร์เวย์ มีการจัดทำแผนแม่บททั่วประเทศหลายสาย ระยะทางกว่า 4,000 กม. (และก่อสร้างสายแรกในรัฐบาลชวน 1) โดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์หยิบมาใส่ไว้ในแผนเงินกู้ 3 สาย

 

5.ถนน 4 เลนทั่วประเทศเกิดขึ้นในรัฐบาลชวน 1 รัฐบาลต่อๆ มาสานต่อโครงการนี้ รวมทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ได้บรรจุโครงการถนน 4 เลน หลายสายไว้ในแผนเงินกู้

 

ชัดเจนเข้าใจตรงกันนะครับ หรือถ้ายังเจอใครที่ยังจะเถียงอีกว่า ลอกทักษิณ ลอกยิ่งลักษณ์ ลอกชัชชาติ ก็เอาบทความนี้ไปให้เขาอ่านกันตามอัธยาศัยครับ

 

 

             

 

 

 

 

 

 

      ศาลทหาร ไม่ให้ประกันตัวคุณจาตุรนต์ !!!!

 

 

 

 

                   

 

  ฝากขังต่ออีก 12 วัน

ทองคำฝังอยู่ในโคลน ล้างน้ำก็สะอาดสุกปลั่ง

 จาตุรนต์ แกร่งกว่าที่หลายคนคิด
ขณะที่เขากำลังเรียนแพทย์ ปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เกิดรัฐประหาร 6 ตุลา 2519


เขาต้องหนีการไล่ล่าของทหาร เข้าไปร่วมกับ พรรคคอมมิวนิส์แห่งประเทศไทย
จับอาวุธ สู้กับเผด็จการทหารอยู่หลายปี
เมื่อมีนโยบาย 66/23 เขาออกจากป่า ไปเรียนต่อที่อเมริกา


จบปริญญาตรี และโท ด้านเศรษฐศาสตร์
เรียนปริญญาเอก จบ แต่ยังไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์
ก็ถูกพ่อเรียกให้กลับมาสมัคร สส.

 

 

 

 

 

 

 

 

       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          

 

 

 

     วิเคราะห์เมืองไทยได้ถูกต้องจริงๆ อ่านละซึ้ง

 
บทวิจารณ์: "เกมส์โอเวอร์แล้วสำหรับประชาธิปไตยไทย"
ลองมาเลิกหลอกลวงกันเถอะสำหรับประเทศไทย มีเรื่องแต่งระดับสากลอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ว่ารัฐประหารเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นแค่การขัดจังหวะการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพียงชั่วคราวเท่านั้น..
 

ไม่จริง หลักฐานในศตวรรษนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเลยแม้แต่นิดเดียว
รัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นการยืนยันว่าประเทศนี้ได้ปฏิเสธหลักการพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็คือการที่ประชาชนเลือกผู้นำของตนตั้งแต่ปี 2001 ประชาชนได้เลือกผู้นำประเทศอย่างเด็ดขาด พวกเขาได้ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคของทักษิณ ชินวัตรและคณะในการเลือกตั้งถึงหกครั้งติดต่อกัน
 

ในปี 2005 ชัยชนะของทักษิณถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ในขณะที่ชัยชนะของน้องสาวของเขาในปี 2011เป็นอันดับสอง ซึ่งคนไทยได้ยืนยันการตัดสินใจของพวกเขาอีกครั้งในผลสำรวจที่ทำขึ้นเมื่อเพียงแค่สามเดือนก่อน
เหมือนกับทุกๆครั้งในการเลือกตั้งในประเทศไทยที่มีการโกงการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีผู้เชียวชาญที่มีความน่าเชื่อถือคนใดกล้าเถียงว่า ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งหกครั้งก่อนไม่ได้สะท้อนถึงตัวเลือกของประชาชนและนั่นชัดเจนมาก

คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดผม หนึ่งในผู้นำของผู้ประท้วงเสื้อเหลืองซึ่งช่วยในการล้มล้างรัฐบาลของทักษิณและเจ้าพ่อแห่งสื่อที่มีนามว่าสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดอย่างเรียบง่ายไว้ว่า "ระบบผู้แทนแบบประชาธิปไตยไม่เหมาะกับประเทศไทย"
 

มันทำให้หนึ่งในเพชรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศที่มีเศรฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับสองของภูมิภาคอยู่ในแดนสนธยาอันประหลาด ในขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกได้ก้าวหน้าไปยังความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิที่เท่ากันของพลเรือนในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา แต่ประเทศไทยกลับถดถอยลงแม้กระทั่งไต้หวัน เกาหลีใต้ และ อินโดนิเซียได้มีการมอบเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ให้แก่ประชาชน แม้กระทั่งนายพลทหารพม่าได้มีการผ่อนผันเพื่อให้มีเสรีภาพทางการเมือง แต่ในประเทศไทยตอนนี้กลับกลายเป็นว่านายพลทหารคือผู้บริหารประเทศ.. อีกครั้ง

อะไรล่ะคือตัวการที่สมคบคิดกันต่อต้านผลลัพธ์ของประชาธิปไตย?
การกวาดล้างรัฐบาลทักษิณแสดงให้เห็นสามสิ่ง หนึ่งคือพลังของการประท้วงบนถนนของเสื้อเหลือง สองคือศาล และ สามคือทหารอย่างไรก็ตามไม่ใช่ทหารทั้งหมด เนื่องจากว่านายพลทหารที่ยึดอำนาจเมื่อวันพฤหัสบดีก่อน - ประยุทธ์ จันทร์โอชา - โดยมียศเป็นผู้บัญชาการทหารบก ไม่ใช่ผู้บัญชาการทหารทั้งหมด เขาได้กันทหารระดับสูงคนอื่นออกไปเพื่อลุแก่อำนาจ

สามกลุ่มนี้ทำงานกันเป็นคณะรัฐประหารสามส่วน หนึ่งคือเสื้อเหลืองปิดถนนหลายเส้นในกรุงเทพกว่าหกเดือน สร้างภาพให้มีความวุ่นวายเพื่อสร้างวิกฤติทางการเมือง สองคือศาลได้ปลดนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรออกจากตำแหน่ง แล้วปล่อยให้พรรคของเธออยู่ในอำนาจที่ถูกลดทอนลงตามกฎหมายอย่างมาก สามคือทหารได้อ้างถึงความจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขวิกฤติพวกนี้และยึดอำนาจ

ตัวการเหล่านี้ "สิ้นหวังมากกับการที่อยากจะกำจัดทักษิณและพรรคพวกจนกระทั่งพวกเขาจับประเทศทั้งประเทศเป็นตัวประกันตามอำเภอใจ" Brad Adams ซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชนเอเชีย กล่าว

แปลโดย มัชฌิมา
ที่มา:
http://www.smh.com.au/comment/game-over-for-democracy-in-thailand-20140526-zrord.html#ixzz32vwE9sYY — กับ June Bkkskinhead

 

 

 

                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     ผู้ประกาศข่าวสาว "โมเดิร์นไนน์" ช็อก-เจอพลทหารทำอนาจารหน้าห้องแต่งตัว!

 

                                         

 

 
 
 
วันที่ 5 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. วันที่ 4 มิ.ย. ที่บริเวณห้องแต่งตัวผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ พระราม9 ขณะที่ผู้ประกาศข่าวภาคเช้าในรายการรายการคุยโขมงข่าวเช้า ผู้ประกาศสาวรายหนึ่ง กำลังแต่งหน้าทำผม เพื่อรอออกอากาศ โดยมีทีมงานแต่งหน้าทำผมร่วมอยู่ภายในห้องประมาณ 5 คน ขณะเดียวกันได้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อมีพลทหารคนหนึ่งสังกัด กองพันทหารราบที่ 2กรมทหารราบที่1มหาดเล็กรักษาพระองค์( ร.1พัน 2รอ.)แต่งกายพร้อมสะพายอาวุธปืนเอ็ม16 สวมเสื้อเกราะ ลักษณะสูงผอมมีรอยสักบริเวณแขน เดินวนเวียนอยู่บริเวณหน้าห้องแต่งตัวอยู่ประมาณ 15นาที พร้อมส่งยิ้มให้กับทุกคนที่อยู่ภายในห้องอย่างเป็นมิตร ก่อนที่ช่างแต่งหน้าทำผมเริ่มสงสัยจึงได้สอบถามไปว่า"ต้องการอะไร"แต่ไม่มีคำตอบจากพลทหารคนดังกล่าว

ทันใดนั้นเองพลทหารคนเดิมยืนกางขาขวางประตูพร้อมรูดซิปกางเกงควักอวัยวะเพศออกมาทำอนาจารมาสเตอร์เบชั่นโดยหันหน้าไปทางผู้ประกาศข่าวสาวท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่อยู่ภายในห้องแต่งตัวจากนั้นช่างแต่งหน้าจึงรีบวิ่งหลบหนีออกมาจากห้องไปเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานีเข้ามาระงับเหตุทันที
 

 
 
              
 
 
 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ผู้ประกาศสาวเห็นภาพอุจาดตาพร้อมกับช่างแต่งหน้าทำผมที่อยู่ในอาการตะลึงพลทหารคนเดิมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำและวิ่งหนีออกจากบริเวณดังกล่าวโดยทิ้งอาวุธปืนและเสื้อเกราะไว้ตรงรั้วข้างสถานีก่อนจะหนีไปในช่วงเช้ามืด

จากเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รีบติดต่อผู้บังคับบัญชาของพลทหารหื่นรายนี้จนกระทั่งพ.ท.ธีระพงษ์ชูตินันท์ผบ.กองพันทหารราบที่2กรมทหาราบที่1มหาดเล็กรักษาพระองค์(ร.1พัน2รอ.)นำกระเช้าผลไม้มาขอขมาต่อผู้เสียหายก่อนจะทำรายงานถึงพ.อ.เอกรัฐช้างแก้ว ผบ.กรมทหารราบที่1มหาดเล็กรักษาพระองค์(ผบ.ร.1 รอ.)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อติดตามตัวพลทหารคนเดียวกันนั้นมารับโทษเพราะถือว่าอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ช่วงการประกาศกฎอัยการศึกเบื้องต้นทราบว่าเป็นพลทหารจากจังหวัดสุรินทร์

ล่าสุดที่กองบัญชาการกองทัพบกพล.ท.ภาณุวัชรนาควงษม์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายกิจการพลเรือน ได้เชิญผู้บริหารสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์นายเข้าพบ

ด้านนายสุวิช สุทธิประภา ผู้ประกาศข่าวและควบคุมรายการคุยโขมงข่าวเช้า กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางผู้บังคับกองพันทหารราบที่2 กรมทหารราบที่1มหาดเล็กรักษาพระองค์( ร.1พัน2รอ.) มาเข้าพบตนพร้อมกับขอโทษ ขอขมากับผู้เสียหายทุกคนเพราะถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงโดยเบื้องต้นอาจจะต้องลงโทษผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ดังกล่าวว่าทำไมถึงปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะทำให้ขายหน้าเสียภาพพจน์ต่อกองทัพโดยรวม

 

 

 

 

 

                       

 

 

มันก็จริงของเธอนะ..!! ลีน่าจังบอกทักษิณชนะ กปปส. แพ้หมดรูป
"ทักษิณชนะทุกอย่าง สาวก กปปส. แพ้ โดนแกนนำหลอก!"
เจ้าแม่ลีน่าวิเคราะห์

เหตุผล
1. ยิ่งลักษณ์ ไม่โดนถอดถอน ยุบพรรค อดเล่นการเมือง 5 ปี
เพราะประยุทธ์ทำ รปห.เสียก่อน ยิ่งลักษณ์จึงยังเล่นการเมือง
ได้สบาย

2. ทักษิณอยากยุบพรรค ปชป และฉีก รธน.50 ตอนนี้ไม่มี
พรรคการเมืองแล้ว เพราะประยุทธ์ฉีกเองให้เสร็จสรรพ

3. คสช. สานต่อโครงการทักษิณทุกอย่าง เช่น
- โครงการจำนำข้าว ทำให้ชาวนายิ่งชอบ นโยบายของทักษิณ
เพราะขายข้าวให้รัฐได้ราคาดีกว่า ตั้ง 15000 ขายเองได้แค่ 6 พัน
มีชาวนาคนนึงให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า

"ชาวนาควรได้เงินจำนำข้าวนานแล้ว แต่เพราะ กปปส.
คอยขัดขวาง" เป็นไงล่ะ สาวก กปปส อุตส่าห์โจมตีโครง
การจำนำข้าว ด่าทอ ยกพวกไปกีดกันสารพัด สุดท้าย...
ทักษิณ แฮปปี้!

- โครงการเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ประยุทธ์รีบจัดการให้

- โครงการรถไฟความเร็วสูงและรางคู่ ตอนแรกสาวก กปปส.
ก็ด่ากันว่า "รถไฟขนผักเน่า ไม่เอาดี ไม่ดี กู้มาเป็นหนี้ 50 ปี"

สุดท้าย ทหารก็เอามาทำต่อ!! กปปส หลายคนยังหลอก
ตัวเองว่า "ไม่เป็นไรคนที่ทำโครงการคือทหารของพวกเรา"

ถ้าโครงการทักษิณ ไม่ดีจริง ทหารไม่สานต่อหรอก
มันเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า โครงการทักษิณ ยอดเยี่ยมมาก!
ได้ใจประชาทั่วหล้า ขนาดทหารยังก็อปปี้เลย

4. น่าจะนิรโทษกรรมทั้งสุเทพและทักษิณ เพราะสุเทพ
และแกนนำ กปปส โดนคดีกันถ้วนหน้า ถ้านิรโทษก็ต้อง
ทำให้หมด ลีน่าคาดว่าปีหน้าทักษิณได้กลับมาแน่! (รอดูกันไป)

ฝั่งแกนนำ กปปส เช่นพวกสุเทพได้เงินบริจาค4พันล้าน
ครั้งก่อน ก็มีคลิปฉลองมาให้ดู ตอนนี้..ไปเที่ยวพักผ่อนที่
เกาะสมุย ภาคใต้สบายใจเฉิบ

ตอนที่ยังมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แกนนำ กปปส. พยายาม
ล้างสมองให้ สาวก กปปส กีดกันนโยบายพรรคทักษิณ
ทุกอย่าง ให้รักทหาร ให้เห็นดีเห็นงามกับการทำรัฐประหาร

แต่พอทหารเข้ามา........สานต่อนโยบายทักษิณ
ทุกอย่าง ประชานิยมอย่างแรง สาวก กปปส. ตายฟรี เจ็บฟรี
แต่แกนนำลัลล้า ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ รอด

ขอบคุณท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำปฏิวัติ รักทหารจุงเบย

ลีน่าฝากถาม เค้าแก้ปัญหาราคายางให้คนใต้หรือยัง?

 

 

 

 

จะให้มีการปรองดอง ไม่สำเร็จหรอก ขอบอก

 
ถ้าไม่...
  - ยุบพรรคการเมืองตัวปัญหา หรือยุบทุกพรรค
  - บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ  ผิดก็ว่าไปตามผิด  ใครทุจริตเกี่ยวกับการจำนำข้าว ฟันไม่เลี้ยง
          
ใครยึดสถานที่ราชการ ทำลายหรือขโมยทรัพย์สินของทางราชการ 
          
ใครขัดขวางการเลือกตั้ง ใครทำร้ายประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนน
          
ใครแต่งตัวคล้ายพระ และอ้างว่าเป็นพระมาก่อม็อบชุมนุมยึดสถานที่ราชการ ซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์ต้องฟันไม่เลี้ยง

 

ขอบอกว่า ไม่ต้องแจกก๋วยเตี๋ยว หรือ ร้องเพลง อะไรให้คนกลุ่มเล็กๆไม่กี่คนฟังหรอก  เพราะไม่มีผลอะไร
ผลสัมฤทธิ์จะเริ่มเกิดขึ้นในเมืองไทยได้ ก็ต่อเมื่อ คสช. ประกาศให้บุคคลต่อไปนี้เข้ารายงานตัวเพิ่มเติม  


1. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง , กระเทยตุ๊ด เสรี , จิตกร , สุทธิชัย หยุ่น ฯลฯ
2. ผู้พิพากษาศาลแพ่งที่อนุญาตให้สุเทพยึดสถานที่
3. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชราภาพทั้ง 9 นาย
4. ศาลปกครองที่ด่างพร้อย
5. ปปช.ที่เลือกปฏิบัติ
6. ศาลอาญาที่จงใจลงโทษฝ่ายหนึ่งแรง อีกฝ่ายหนึ่งผัดผ่อน หรือ รอลงอาญา

 

(จากบอร์ดการเมือง)

guest

Post : 30/05/2014 17:14     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ฉลองชัย

                         

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

                            

 

 


 

 

                             

 

สมบัติ บุญงามอนงค์

 

 

 

 


แถลงการณ์ แกนนอน ฉบับที่ 8

เรื่อง....แนวทางร่วมงานเลี้ยงฉลองรัฐประหาร 1 มิย

หลังจากที่ คสช ทราบข่าวว่าจะมีปาร์ตี้หน้ากากแฟนซีในวันอาทิตย์นี้ พวกเขาก็เริ่มให้ความสนใจเรียกประชุมใหญ่เพื่อเตรียมรับมือ เรื่องนี้ไม่แปลกเพราะร้านแม็คโดนัลก็คงต้องสั่งขนมปังกับเนื้อสำรองมาจำนวนมากเช่นกัน

ดังนั้นเรามาคุยกันหน่อย เผื่อทหารเข้าแห่ไปกินแม็คก่อนพวกเราจะทำอย่างไร แล้วถ้าเขาเกิดเอาแผงเหล้กไปล้อมทั้งราชประสงค์แบบที่เคยไปล้อมป้ายราชประสงค์มาแล้วจะทำอย่างไร ?

ต่อจากนี้คือหลักการและแนวทาง

1.เป้าหมายคือ ไปแสดงออกให้โลกรู้ว่าเราคิดอย่างไรกับรัฐประหาร การไปเผชิญหน้ากับทหาร ตำรวจไม่ใช่เป้าหมาย นักข่าวต่างหากที่เราต้องเผชิญหน้าด้วย โดยเฉพาะที่หน้าตาไม่เหมือนคนไทย(ต่างชาติ) Action เยอะ ๆ หน่อย

2.สงบ สันติ ปราศจากป๊อบคอร์น แต่กวนตีน ดังนั้นอย่าตะโกนด่าใครหยาบคาย อย่าไปผลักดันกับใคร แค่ป้ายที่คุณถือ แค่หน้ากากที่คุณใส่ แค่การแสดงท่าทางของคุณก็ฉีกหน้าพวกเผด็จการที่อยู่ในกองทัพแล้ว ทหารที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่ศัตรูเขาเป็นลูกหลานประชาชน อย่าไปแหย่เขา

3.ถ้าทหารล้อมแม็ค ประชาชนล้อมทหารอีกที อย่าลืมเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่กินแม็ค แต่อยู่ที่ข้อ 1

4.Coup Is Fuck But Thailand Is Smile. ต้านรัฐประหารไม่เห็นต้องเกรี้ยวกราด ยิ้มซิจ๊ะ นี่ถึงเป็นม๊อบอินดี้จริง ๆ ไม่เสร่อแบบพวกดารานกหวีดที่ชิดลม

5.เชื่อว่าจะมีการปิดกั้นพื้นที่ของเหล่าทหาร ศูนย์กลางจะอยู่ที่แม็ดโดนัลและแยกราชประสงค์ ทหารปิดล้อมแม็ค เราก็ปิดล้อมทหารอีกที เมื่อคนมากขึ้นค่อยว่ากันว่าสามารถเข้าชิงพื้นที่ได้หรือไม่ แต่พูดตรง ๆ ไม่จำเป็นเลย มันไม่มีความหมาย ไม่ใช่การยึดพื้นที่ทางกายภาพแบบทหารคิด แต่เป็นพื้นที่ข่าวต่างหากที่เราต้องยึดให้ได้

ดังนั้นหากประเมินว่าสุ่มเสี่ยง ให้เราล้อมอยู่ข้างนอกทหารอีกชั้น เปลี่ยนเกมจากถูแล้อมเป็นล้อมทหาร ดึงสื่อออกมาที่พวกเราให้ได้

หากม๊อบโดนล้อม เราไปเล่นที่ราชประสงค์
หากราชประสงค์โดนล้อม เราไปที่ชิดลม
หากชิดลมโดนล้อม เราไปที่เพลินจิต
หากเพลินจิตโดนล้อม เราไปที่นานา
หากนานาโดนล้อม เราไปที่อโศก

ที่สำคัญเอามวลชนไปด้วยกัน พร้อมกองทัพนักข่าว
พอเสร็จภาระกิจก็กลับ อย่าดึก แยกย้ายกันกลับบ้าน

6.การแต่งตัวหลากสี กลมกลืน แต่พกหน้ากากกับป้าย

7.ชัดเจน มุ่งมั่น แต่ยืดหยุ่น ไม่มีแกนนำ มีแต่ตัว ไม่มีหัว

บก.ลายจุด
30 พค 57

 

 

 

 

                                "กองทัพไทยประกาศว่าการเลือกตั้งที่รวดเร็วนั้นเป็นไปไม่ได้"

 
 
 
 
 
 
 


 
 
 
รองเสนาธิการทหารบกชี้แจงว่า กองทัพจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาสักช่วงหนึ่งเพื่อให้ทุกฝ่ายสงบลง ก่อนจะจัดการเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารไทยแสดงให้เห็นถึงความหวังอันน้อยนิดในการจัดการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว หนึ่งสัปดาห์หลังกองทัพเข้ายึดอำนาจ พวกเขาชี้ว่า ต้องรอเงื่อนไขที่เหมาะสมและให้การแบ่งฝักฝ่ายจบสิ้นลงเสียก่อน ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนได้

“ความตั้งใจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติคือการสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม สำหรับการนำประเทศไทยสู่หนทางของการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม” พลโทฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบกได้ชี้แจงเกี่ยวกับรัฐบาลทหาร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

“ผมอยากถามพวกคุณว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มที่ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี” ฉัตรเฉลิมกล่าว

“ทั้งสองกลุ่มไม่จำเป็นต้องรักกัน แต่เราอยากให้สถานการณ์คลี่คลายเสียก่อน เราจำเป็นต้องอาศัยเวลาสักระยะเพื่อให้ทุกฝ่ายสงบลง”

กองทัพที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

'แบ่งฝักแบ่งฝ่าย'

ประเทศไทยแตกแยกเป็นฝักฝ่ายระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพี่ชายผู้ทรงอิทธิพลของเธอ อย่างทักษิณ ชินวัตร กับกลุ่มชนชั้นปกครองนิยมเจ้า ที่มองว่า แนวทางประชานิยมและการสนับสนุนภาคธุรกิจ เป็นภัยอันตรายต่อระบอบเก่า

ฉัตรเฉลิมไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้ง แต่กล่าวว่ากองทัพต้องการเห็นความปรองดองและจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุขึ้นหลังทักษิณชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2544

รองเสนาธิการทหารบกกล่าวว่า กองทัพถูกบีบบังคับให้เข้าแทรกแซงการเมืองอย่างไม่เต็มใจ เนื่องมาจากการประท้วงที่ยืดเยื้อถึง 6 เดือน โดยกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลที่กำลังอ่อนแรง ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยนักการเมืองผู้สนับสนุนชนชั้นปกครอง อย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ

“การบริหารงานที่เป็นอัมพาตได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย และสร้างผลกระทบให้กับ จีดีพี ของประเทศที่หดตัว”

ประยุทธ์ได้เข้าพบคณะที่ปรึกษาเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังสะดุดลง

ในบรรดาที่ปรึกษาของเขา มีชนชั้นนำที่ทรงอำนาจอยู่สองคนที่เป็นศัตรูกับทักษิณ ผู้ซึ่งยังคงเป็นแกนกลางของความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่ที่เขาถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารในปี 2549 โดยในตอนนี้ เขากำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ

สองคนที่ว่า ได้แก่ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ประวิตร วงษ์สุวรรณ และอดีตผู้บัญชาการทหารบก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งต่างก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประยุทธ์ ทั้งสามเป็นฝ่ายนิยมเจ้าที่ซื่อสัตย์ และได้ช่วยกันโค่นล้มทักษิณในปี 2549

รายงานของรอยเตอร์เมื่อเดือนธันวาคมเปิดเผยว่า ประวิตรและอนุพงษ์ ให้การสนับสนุนอย่างลับ ๆ แก่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลง ยิ่งลักษณ์ถูกศาลสั่งถอดถอนเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในข้อหาใช้อำนาจในทางมิชอบ จากนั้น การรัฐประหารจึงได้ขับไล่คณะรัฐมนตรีที่ยังเหลืออยู่ออกจากตำแหน่ง


ที่มา: http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2014/05/thai-military-rules-out-early-elections-201452954048738182.html

 

 

 

           

 

     

 

 

 
 
 

 

 


 

                 เปิดใจ นิสิต สินธุไพร

   

 

ที่มา สำนักข่าวอิศรา

“…ยังไม่มีใครพูดว่าพ่ายแพ้ ต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นเพราะทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ประชาชนไม่ได้พ่ายแพ้ เรามองว่า อยากให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว ประกาศฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยเร็ว เลือกตั้งโดยเร็ว จะนำมาซึ่งสันติภาพโดยเร็ว เพราะทางออกอื่นไม่มีอีกแล้ว การเลือกตั้งเป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ต้องบอกว่า ถ้าประเทศคลุมเครือก็จะมีปัญหาหมักหมมมากขึ้น…”

เป็นเวลาราว 1 สัปดาห์ที่ “แกนนำหลัก” กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกควบคุมตัวโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2557

โดยระหว่างแกนนำ นปช. ถูกควบคุมตัวนั้น คสช. นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช. ออกประกาศและคำสั่งเชิญบุคคลมารายงานตัวอย่างล้นหลาม โดยกว่าครึ่งเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย หรือ นปช.

ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า ถึงคราวที่มวลชนคนเสื้อแดง “ล่มสลาย” เสียแล้ว !

“ยังไม่มีใครพูดว่าพ่ายแพ้ ต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นเพราะทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ประชาชนไม่ได้พ่ายแพ้”

เป็นคำยืนยันจาก “นิสิต สินธุไพร” แกนนำหลักของ นปช. หนึ่งในลิสต์รายชื่อของ คสช. ที่ถูกตัวนำไปควบคุมพร้อมกับบรรดาแกนนำ นปช. คนอื่น ๆ เช่นกัน

ทำไม “นิสิต” จึงกล่าวเช่นนั้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org มีคำตอบ ดังนี้

@ในวันที่ คสช.ประกาศยึดอำนาจ แกนนำ นปช.ที่เหลือบนเวทีถนนอักษะ ทำอย่างไร, มีการประเมินไว้ก่อนหรือไม่

ไม่ได้ตกใจอะไร เราคาดการณ์กันอยู่แล้วว่า ในที่สุดก็ต้องโดนยึดอำนาจ เราประเมินสถานการณ์เช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่การเคลื่อนไหวชุมนุมของ กปปส. จะเร็วหรือช้าท้ายสุดมันก็นำไปสู่การยึดอำนาจ อย่างไรก็ดีเราก็ระมัดระวังไม่ให้เกิดเงื่อนไขเผชิญหน้า หรือสร้างความรุนแรงมาโดยตลอด ดังนั้นไม่ใช่เรื่องประหลาดใจอะไรที่เกิดการยึดอำนาจ เพราะเป็นเรื่องที่เราวิเคราะห์มานาน และขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีตลอด

“เราประเมินสถานการณ์กันหลายรอบ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส. กับกลุ่มเครือข่ายอำมาตย์ และทหาร ในที่สุดก็มีการประกาศกฎอัยการศึกดังที่คาดไว้ หลังจากนั้นก็จะมีการรัฐประหารอย่างแน่นอน แม้ว่าเราจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเงื่อนไขนี้ แต่ในที่สุดก็เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ”

@ในวันที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ไปหารือ 7 ฝ่ายวันที่ 2 ซึ่งต่อมาถูก คสช.ยึดอำนาจ ได้ฝากฝังอะไรไว้หรือไม่

คุณจตุพร ไม่ได้บอกอะไร เพียงแค่หารือถึงแนวทางที่ต้องเสนอในที่ประชุมเท่านั้น อย่างไรก็ดีก่อนออกไปคุณจตุพร พูดว่า “เวลารัฐประหารใกล้เข้ามาแล้ว” ซึ่งก็เป็นตามที่เราวิเคราะห์ไว้ ตรงกันหมด หลังจากนั้น เมื่อเกิดเหตุยึดอำนาจ ผมก็ได้รักษาเวทีไว้

@ขณะที่ คสช.ยึดอำนาจ ทำอะไรอยู่

วันนั้นผมไปขึ้นศาลมา และก็มีภารกิจบางอย่างที่ต้องกลับบ้าน พร้อมกับเอาเสื้อผ้ามาซัก และจะได้เอาชุดใหม่ไปเพื่อนอนต่อในที่ชุมนุม ขณะที่ออกจากบ้านเกิดหิวข้าว เลยแวะกินข้าวเสียก่อน หลังจากนั้นก็ขึ้นรถแท็กซี่ ปรากฏว่าเมื่อใกล้จะถึงที่ชุมนุม วิทยุบนรถแท็กซี่ก็เผยแพร่ประกาศ คสช.ที่ยึดอำนาจ
“เราก็เข้าไปไม่ได้ ได้แต่วนอยู่รอบ ๆ ที่ตรงนั้น พร้อมทั้งโทรบอกมวลชนให้ระมัดระวังตัว ส่วนเราก็พยายามกันตัวเองออกมา แต่ตอนนั้นมวลชนเหลือไม่เยอะ รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 5,000 คนเท่านั้น”

@ภายหลังที่คุณเข้ารายงานตัวกับ คสช. เขานำตัวแกนนำ นปช.ไปไว้ที่ไหนบ้าง

ทีแรกก็ไม่ทราบว่าเป็นที่ไหน พอไปอยู่สักระยะถึงทราบว่าเป็นค่ายกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยพักอาศัยในบ้านหลังที่ 2 อยู่กับนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนสภาพความเป็นอยู่ก็กินข้าวราดแกง รสชาติค่อนข้างดี พวกผมกินง่ายนอนง่าย เลยไม่ลำบากอะไร

“ส่วนคุณจตุพร กับคุณณัฐวุฒิ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาควบคุมตัวไปไว้ที่ไหน แต่วันควบคุมตัวเขาเอาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เอาผ้าปิดตา มัดมือ หลังจากนั้นพอถึงสถานที่ก็ให้แยกกันอยู่คนละห้อง พอวันปล่อยตัวเขาก็เอาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เอาผ้าปิดตา มัดมือเหมือนเดิม จนกลับมาถึงกรุงเทพฯจึงค่อยเปิด ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาไปไหน”

@ในค่ายดังกล่าวมีบ้านพักกี่หลัง แต่ละฝ่ายอยู่หลังไหนบ้าง

รู้สึกจะมีประมาณ 5 – 6 หลัง โดยหลังที่ 1 เป็นของพวกอดีตรัฐมนตรี หลังที่ 2 ผมกับคุณขวัญชัยอยู่ หลังที่ 3 เป็นพวก กปปส. เช่น คุณสุริยะใส กตะศิลา พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ นายจุมพล จุลใส นายณัฏฐพล – นางทยา ทีปสุวรรณ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นายนิติธร ล้ำเหลือ เป็นต้น ขณะที่น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร เมื่อรถตู้มาส่งตัว อีกสักพักก็พากลับออกไปในทันที และบ้านหลังที่ 4 เป็นของอดีตส.ส.หญิง กับอดีตรัฐมนตรีหญิง อยู่ด้ยกัน โดยเป็นฝั่งพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

@ขณะอยู่ในค่ายทหารได้คุยกับคนในพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ไม่ได้คุยอะไรมาก เพราะมีทหารเฝ้าดูอยู่ตลอด ถูกประกบติดเลย ไปคุยอะไรมากไม่ได้ แต่หลัง ๆ ก็ผ่อนปรนมากขึ้น เดินไปมาหาสู่ พูดคุยกันได้บ้าง แต่ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเลย

@ภายหลังออกมาแล้วได้หารือกับแกนนำคนอื่น ๆ เพื่อกำหนดแนวทางหรือยัง

เมื่อวาน (28/5/57) ก็อยู่คุยกันประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง คุยกันสนุกสนาน มีคุณณัฐวุฒิ คุณจตุพร อาจารย์ธิดา หมอเหวง คุณก่อแก้ว คุณพายัพ คุณวีระกานต์ ก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน เขาก็ถามผมว่าไปอยู่ไหน ผมบอกว่าไปอยู่ค่ายวังน้อย และก็ผลัดกันเล่าสถานการณ์ความเป็นอยู่ของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดีไม่ได้มีการหารือกำหนดแนวทางต่อไปเลย เพราะต้องยอมรับว่า พวกเราเองก็เพิ่งได้มาพบกัน และต่างคนต่างก็แยกกันอยู่ นอกจากนี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก) ก็นั่งคุยอยู่ด้วยประมาณ 2 ชั่วโมง เลยไม่ได้คุยประเด็นนี้

@พล.อ.ประยุทธ์ ยื่นข้อเสนออะไรให้ นปช.

ไม่มี เขาแค่ขอความร่วมมือว่า ให้สร้างความสงบสุขเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เร็วขึ้น ขอความร่วมมือในการเข้ามาแสดงความคิดเห็นเรื่องปฏิรูปประเทศ และเราก็คุยกับเขา พร้อมขอร้องเขาว่า ให้พิจารณาปล่อยตัวแกนนำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง กปปส. หรือ นปช. เพราะถ้าปล่อยแกนนำต่าง ๆ จะนำไปสู่การร่วมไม้ร่วมมือกันมากขึ้น เราก็สัญญาว่าจะทยอยปล่อยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ก็เหลือแกนนำที่ถูกควบคุมตัวอีกไม่มาก

@พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งศูนย์ปรองดองฯ ทาง นปช. ได้หารือประเด็นนี้หรือไม่

ยังงไม่ได้หารือกับแกนนำในประเด็นนี้ อย่างไรก็ดีศูนย์ปรองดองฯเป็นเพียงแนวคิด ที่ยังไม่รู้ว่ารูปแบบเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวคิดว่าการสลายสีเสื้อทำไม่ได้ เพราะสีเสื้อเป็นความคิด เป็นอุดมการณ์ความเชื่อ ดังนั้นไปทำลายความเชื่อคนอื่นมันทำไม่ได้ แต่ศูนย์ปรองดองฯต้องทำให้ทุกความเชื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีพื้นที่ของตัวเอง และอยู่กันอย่างยุติธรรมเท่าเทียม

@สรุปสถานการณ์ขณะนี้ นปช.พ่ายแพ้แล้วหรือยัง

ยังไม่มีใครพูดว่าพ่ายแพ้ ต้องยอมรับว่าขณะนี้เป็นเพราะทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ประชาชนไม่ได้พ่ายแพ้ เรามองว่า อยากให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว ประกาศฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยเร็ว เลือกตั้งโดยเร็ว จะนำมาซึ่งสันติภาพโดยเร็ว เพราะทางออกอื่นไม่มีอีกแล้ว การเลือกตั้งเป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ต้องบอกว่า ถ้าประเทศคลุมเครือก็จะมีปัญหาหมักหมมมากขึ้น

@หมายความว่า นปช.จะกลับมาเคลื่อนไหวต่อในวันใดวันหนึ่งใช่หรือไม่

เบื้องต้นขอเรียนว่า เราเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ได้เรียกร้องอย่างอื่น อยากให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตย อยากให้บ้านเมืองเกิดความเสมอภาค ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย แต่ตอนนี้เราก็ขอพักกันสักครู่ ต่างคนต่างอยู่ไปก่อน เพราะเขาขอความร่วมมือมา เราก็ให้ความร่วมมือกับเขา

----
ทั้งหมดนี้คือความในใจของแกนนำ นปช.ชื่อ “นิสิต” ภายหลังถูกปล่อยตัวจากการควบคุมของ คสช. ที่ยืนยันว่า นปช.ไม่ได้พ่ายแพ้ และสักวันหนึ่งจะกลับมาเคลื่อนไหวต่ออย่างแน่นอน

แต่จะเป็นในเร็ว ๆ นี้หรือไม่ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป !
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไปไหนไปกัน ซ้อนมอไซค์

 
 
 
 
รองผบ.ตร.ระบุการข่าวทหารมีความชัดเจนว่าผู้ชุมนุมต่อต้านคสช.มีแกนนำชักชวนและมีการสนับสนุนด้านการเงิน ไม่ใช่การชุมนุมโดยบริสุทธิ์ใจ

รองผบ.ตร.ยังบอกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งท./ตร.ที่บาดเจ็บจากดูแลพื้นที่จะมีการดำเนินคดี/ไม่ยินยอมให้เกิดความวุนวายอีกเด็ดขาด

 
ในส่วนของการดูแลความเรียบร้อยรอบอนุเสาวรีย์ชัยรับมือกลุ่มต้าน รรท.ผบช.น.บอกจะใช้กำลังทหาร 4 กองร้อย ตำรวจ 4 กองร้อย
 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
อียูออกแถลงการณ์ ให้ไทยจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด พร้อมปล่อยตัวผู้ถูกคุมตัว

 
 
สหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา แสดงความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในไทย และเรียกร้องให้ไทยจัดการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและน่าเชื่อถือเพื่อหวนกลับสู่กระบวนการทางประธิปไตยโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ ทางอียูยังเรียกร้องคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปล่อยตัวตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวไปก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองและยกเลิกการจำกัดเสรีภาพสื่อ

"เราเรียกร้องให้ผู้นำทหารปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมืองในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาทั้งหมด และยกเลิกการจำกัดเสรีภาพสื่อ" แถลงการณ์ ระบุ และขอร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ และเคารพปฏิบัติตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน

อียู ย้ำทิ้งท้ายไว้ว่า การสนับสนุนไทยของอียูจะดำเนินต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อไทยมีการเลือกตั้งและการคืนการปกครองสู่ระบอบภายใต้รัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด


S T A T E M E N T
 
on the situation in Thailand

"We are following current developments with extreme concern. Thailand must urgently restore the legitimate democratic process and the Constitution, through credible and inclusive elections. We urge the military leadership to free all those who have been detained for political reasons in recent days and to remove censorship. We call on all parties to exercise the utmost restraint. Respect for human rights and fundamental freedoms must be upheld. Only an early and credible roadmap for a return to constitutional rule and elections will allow for EU's continuous support."

 

guest

Post : 19/05/2014 19:32     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  พบบุหรี่ชนิดใหม่.. สูบได้ทั้งครอบครัว.. ทำให้สุขภาพดี

 

 

พบบุหรี่ชนิดใหม่.. สูบได้ทั้งครอบครัว.. ทำให้สุขภาพดี

 

บุหรี่ทั่วไปแก้เครียดได้จริงหรือ...
ลองเป่าลมหายใจออกทางปากช้า ๆ..
เหมือนกับว่า เรากำลังพ่นควันบุหรี่อย่างละเอียดละไม
จะรู้สึกว่า ลมหมดท้องดูซิ..
ทำสัก 3-4 ครั้ง แล้วสังเกตดูความรู้สึกที่เกิดขึ้น..
จะรู้สึกผ่อนคลายสบายขึ้นมาก..
แล้วสังเกตด้วยหรือไม่ว่า เมื่อลมหายใจหมดท้อง..
ร่างกายก็จะสูดลมหายใจใหมา เข้าไปจนอิ่มเช่นกัน..
นี่คือกุญแจไขปัญหาที่สำคัญ...
อันเป็นความลับของธรรมชาติ..
คำตอบคือ สิ่งที่ทำให้คลายเครียดมิใช่บุหรี่...
แต่เพราะการขยายความยาวของลมหายใจออก-เข้าต่างหาก
ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายหายเครียด...
ลมหายใจที่ยาวนุ่มลุ่มลึก ทั้งออกและเข้า..
มีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจ ตามวิถีของธรรมชาติ..
ทำให้เกิดความสงบระงับ ทั้งร่างกายและจิตใจ...
บุหรี่จึงไม่มีความสำคัญหรือจำเป็นต่อชีวิตเลย...
ซ้ำยังก่อโทษเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นมากมาย.!!!!
เพื่อให้แน่ใจและชัดเจนในคำตอบนี้...
ลองหายใจสั้น ๆ กระชั้นถี่ สัก 20 ครั้งติดต่อกัน..
แล้วสังเกตดูสภาวะอารมณ์จิตใจของตน
รวมทั้งสังเกตการเต้นของหัวใจและกล้ามเนื้อ...
หลังการหายใจสั้น ๆ กระชั้นถี่ แบบนี้...
เราต่างพบความจริงร่วมกันว่า...
การหายใจชนิดนี้ ทำให้กาย-ใจ ระส่ำระสาย...
สภาวะเช่นนี้เรียกว่า "ความเครียด"... นั่นเอง!
เรามักไม่ค่อยได้สนใจ สังเกตลมหายใจของเรา
ในขณะที่รู้สึกว่า เครียด...!!
มันมีลักษณะแบบเดียวกัน นั้นคือ สั้น ๆ กระชั้นถี่..
ความลับของธรรมชาตินี้จึงถูกปิดบังไว้ ด้วยตัวเราเอง...
เรามักพุ่งความสนใจไปสู่วัตถุที่จะทำให้หายเครียด...
โดยลืมค้นหาสาเหตุที่แท้จริง แล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ...
คนทั่วไปมักหนีอารมณ์เครียดด้วยวิธีต่าง ๆ
อันเป็นการหลอกตัวเอง เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว...
ที่สำคัญมักก่อปัญหาซ้ำซ้อนวุ่นวายตามมาภายหลัง..
เช่น การไปเที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ เดินซื้อของฟุ่มเฟือย
หรือประชดชีวิตด้วยวิธีต่าง ๆ นานา...
แล้วผลสุดท้าย ปัญหาก็วกเพิ่มสุมทับเข้ามาอีกมาก
และหลาย ๆ คนก็เลือก บุหรี่ เป็นคำตอบ..(ที่ผิดพลาด)
บุหรี่มีสารเสพย์ติด เป็นสารพิษ
ให้โทษแก่ร่างกาย ที่เรียกว่า "สารนิโคติน"
คนที่ทดลองสูบบุหรี่ใหม่ ๆ จะรู้สึกคลายเครียดบ้าง ก็เพราะ..
ได้สูดลมหายใจยาว ๆ นั่นเอง...
แต่ก็มีความเครียดอื่นแทรกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว คือ มีอาการมึน ๆ...
ต่อมาก็จะติดสารเสพย์ติดที่เป็นพิษนั้น...

แม้ไม่มีเรื่องเครียดจากภายนอก...
แต่ร่างกายก็จะระส่ำระสาย เคร่งเครียด
เพราะอยากเสพสารนั้น...
พอได้เสพสมใจอยาก ร่างกายก็สงบไปชั่วครู่
ก็เลยหลงเข้าใจผิดคิดไปว่า บุหรี่ ทำให้หายเครียด
ถ้าสังเกตให้ละเอียดต่อไป จะพบว่า...
ความสบาย เกิดเพียงชั่วขณะที่สมใจอยาก
และได้สูดลมหายใจที่ยาว ผ่อนคลาย...
แต่หลังจากนั้นล่ะ!!!
เมื่อสารพิษ "นิโคติน" เข้าสู่กระแสเลือด...
ก็จะเกิดความเคร่งเครียดแก่ระบบร่างกายและจิตใจอีก...
หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น
ลมหายใจจึงถี่กระชั้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
ปอดได้รับความระคายเคืองอย่างมาก
ส่งผลร้ายไปถึงอวัยวะอื่น ๆ ...
เพราะส่วนต่าง ๆ ทั้งกายใจทำงานประสานกันเป็นฟันเฟือง...
ดังนั้นจึงขอแนะนำ บุหรี่ชนิดใหม่...
ชนิดพิเศษไม่มีควันพิษและสารพิษ ไม่เสียทรัพย์ต้องจับจ่าย...
ไม่เสียสุขภาพ แต่กลับบำรุงสุขภาพ
ทำให้สบายกายใจ คลายกังวล...
ก็บุหรี่ยี่ห้อ "สมาธิ" นั่นไง...
สูบแล้ว มีความสุขทั้งครอบครัว...
เคล็ดลับสำคัญ...
ในขณะที่กำลังเป่าลมหายใจช้า ๆ
ออกจนหมดท้อง (เหมือนกำลังพ่นควันบุหรี่)
และสูดลมหายใจใหม่ที่ยาวนุ่มเข้าไปช้า ๆ...
ให้เอาจิตจดจ่อกับลมที่ออกและเข้านั้น...
เป็นการทำสมาธิและพักจิตไปในตัว...
สิ่งที่ขุ่นมัว คิดไม่ออก ก็จะแจ่มใสปลอดโปร่งขึ้น...
จิตใจจะสงบ ผ่องใสขึ้น
แล้วค่อยคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยสติปัญญา มิใช่อารมณ์...
ร่างกายก็จะแข็งแรง...
เพราะปอดขยายตัวได้รับออกซิเจนมากขึ้น
โลหิตจะบริสุทธิ์ขึ้น หัวใจทำงานดีขึ้น...
เพียงแค่รู้จักกำหนดลมหายใจ...
ไม่ต้องพึ่งวัตถุใดใดให้สิ้นเปลือง
 
มาสูบบุหรี่ "สมาธิ" กันดีกว่า
เพิ่มชีวิตชีวาทั้งร่างกายและจิตใจ
 
เก็บตกจากหนังสือ "ชีวิตผ่องใสที่ใคร ๆ ปรารถนา"
 

 

  

 

ฮือฮา! ผู้นำปากีสถาน “รับคำเชิญ” ไปร่วมพิธีสาบานตนของ “นเรนทรา โมดี” ว่าที่นายกฯอินเดีย

 

 

ฮือฮา! ผู้นำปากีสถาน “รับคำเชิญ” ไปร่วมพิธีสาบานตนของ “นเรนทรา โมดี” ว่าที่นายกฯอินเดีย

           นายกรัฐมนตรี นาวาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน (ซ้าย) และ นเรนทรา โมดี ว่าที่นายกรัฐมนตรีอินเดีย

 

 

รอยเตอร์ - นายกรัฐมนตรี นาวาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ตอบรับคำเชิญไปร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของว่าที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 ประเทศที่เป็นคู่อริ และเคยทำสงครามกันมาแล้วถึง 3 ครั้ง นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947

โมห์ยุดดิน วานี เลขาธิการร่วมประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ในวันนี้ (24) ว่า “จะมีการประชุมทวิภาคีนอกรอบระหว่างนายกรัฐมนตรี นาวาซ ชารีฟ กับคุณโมดี... ท่านนายกรัฐมนตรีจะแวะไปเยี่ยมเยียนประธานาธิบดีแห่งอินเดียด้วย”

ความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดียตึงเครียดเขม็งเกลียวมาตั้งแต่ปี 2008 หลังเกิดเหตุวินาศกรรมนครมุมไบ ซึ่งทางอินเดียกล่าวหาว่าเป็นฝีมือกลุ่มติดอาวุธที่ซ่องสุมอยู่ในปากีสถาน

ชารีฟ ซึ่งก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปีที่แล้ว ให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลภารตะ แต่ก็ถูกพวกอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงในประเทศกดดันให้ยึดถือจุดยืนแข็งกร้าว โดยเฉพาะพวกนายทหารระดับสูง

ประเด็นที่ ชารีฟ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือนโยบายส่งเสริมการค้ากับอินเดีย โดยผู้นำทหารปากีสถานยืนกรานให้อินเดียถอนกำลังออกจากดินแดนแคชเมียร์ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทเสียก่อน

ความพยายามของอดีตนายกรัฐมนตรี มานโมฮัน ซิงห์ แห่งอินเดีย ที่จะฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทูตกับปากีสถานก็นับว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลังมีเหตุปะทะรุนแรงเกิดขึ้นตามแนวพรมแดนแคว้นชัมมู-แคชเมียร์เมื่อปีที่แล้ว

เป็นทีทราบกันดีว่า พรรคภารติยะชนตะ (บีเจพี) ของ โมดี ถือนโยบายไม่อ่อนข้อให้ปากีสถานมานาน ซึ่งแนวคิดนี้ก็ถูกสะท้อนชัดเจนในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งรัฐสภาที่พรรคบีเจพีคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย หลายฝ่ายมองว่านายกรัฐมนตรี โมดี น่าจะมีจุดยืนที่แข็งกร้าวพอสมควรในด้านของความมั่นคง

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ปากีสถานกลับคาดหวังว่า โมดี น่าจะฉวยโอกาสนี้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสลามาบัด เนื่องจากนักการเมืองฮินดูชาตินิยมผู้นี้ไม่ได้เผชิญอุปสรรคจากข้อครหา “อ่อนแอ” เหมือนเช่นรัฐบาล ซิงห์

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเป็นนโยบายหลักของ โมดี จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่ออินเดียเปิดตลาด และส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และ โมดี อาจเล็งเห็นว่า ชารีฟ ซึ่งเป็นผู้นำปากีสถานที่สนับสนุนระบบตลาดเสรีและมีท่าทีประนีประนอมกับนิวเดลีมานาน น่าจะเป็นพันธมิตรที่ควรรักษาไว้


 

   

 

สงครามศาสนา 

 

                            สงครามอินเดีย-ปากีสถาน

 

 

ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียใต้ต่างเคยเป็นดินแดนใน อาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ในช่วงปลาศตวรรษที่ 18 ซึ่งปกครองดินแดนอนุภูมิภาคอินเดียเป็นเวลายาวนานเกือบ 200 ปี ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้นับถือศาสนาฮินดูหรืออิสลาม ฝ่ายสันนิบาตรมสลิม (Muslim League) นำโดย Jinnah เสนอ Two Nation Theory ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ว่า ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของอนุ-ทวีปเป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมและพื้นเพความเป็นมาแทบจะ ไม่เหมือนกันเลย และจักรวรรดิอังกฤษของอินเดียควรแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและ ประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ในที่สุด จักรวรรดิอินเดียของอังกฤษได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศอินเดียและปากีสถาน

 

ความขัดแย้งระหว่างอินเดีย - ปากีสถาน ที่มีรากฐานมาจากความแตกต่างทางศาสนา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นของทั้งสองประเทศเหนือดินแดนแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ หรือที่เรียกว่า แคว้นแคชเมียร์ ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1947

 

เมื่อข้อตกลงการแบ่งแยกดินแดนดังกล่าวไม่ได้แบ่งแยกเอาแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งมีฐานะเป็น รัฐหรือแคว้นในอินเดีย ที่ปกครองโดยผู้ปกครองชาวอินเดียภายใต้ระบบจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ ถือเป็นการปกครองทางอ้อมโดยอังกฤษ และมีเสรีภาพที่จะเลือกว่าจะมีสถานะแบบใด ระหว่าง

  1. เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน หรือ อินเดีย
  2. คงสถานะเป็นรัฐที่แยกตัวออกจากทั้งสองประเทศ โดยในขณะนั้น มหาราชา Hari Singh เลือกที่จะคงสถานะให้แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นรัฐอิสระ

สาเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน

 

แคว้นชัมมูและแคชเมียร์นั้น เดิมเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวสิกข์ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 19 หลังจากที่อังกฤษรุกรานสิกข์และได้รับชัยชนะในปี ค.ศ. 1846 (พ.ศ. 2389) แทนที่อังกฤษจะปกครองดินแดนด้วยตนเองกลับให้อำนาจการปกครองกับชาวฮินดูในฐานะ "มหาราชา"

 

ในยุคจักรวรรดิอังกฤษ แคว้นชัมมูและแคชเมียร์เป็นหนึ่งใน 560 รัฐที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ ในการประกาศเอกราช ผู้ปกครองแคว้นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับสิทธิเลือกที่จะอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ระหว่าง อินเดียและปากีสถาน โดยต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศและศาสนาของประชากรที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น มหาราชา Hari Singh Dogra ผู้ครองแคว้นชัมมูและแคชเมียร์ขณะนั้นไม่สามารถตัดสินใจได้ เนื่องจากตัวพระองค์นับถือศาสนาฮินดู ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นมหาราชาจึงไม่ตัดสินใจที่จะรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กลับลงนามในข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว กับปากีสถาน เพื่อที่ประชาชนในแคว้นยังสามารถทำการค้า การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อสื่อสารกับประชาชนของปากีสถานได้ ขณะที่แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงใดๆ กับประเทศอินเดีย

 

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1947 ชนเผ่า Pashtun จากชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานเข้ารุกรานแคว้นแคชเมียร์ นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแคว้นเพื่อต่อต้านกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานในความพยายามจะรวมเข้ากับปากีสถาน จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้มหาราชา Hari Singh ตัดสินใจนำแคว้นชัมมูและแคชเมียร์เข้าร่วมกับอินเดีย โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านกำลังพลและอาวุธจากอินเดีย

 

ภายหลังจากที่มหาราชา Hari Singh ลงนามในการส่งมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) กับ V P Menon ผู้แทนนายกรัฐมนตรี Jawaharlal Nehru เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ในเช้าวันต่อมา (27 ตุลาคม) กองกำลังอินเดียเคลื่อนพลทางอากาศเข้าสู่กรุง Srinagar หรือ ศรีนคร เมืองใหญ่ที่สุดในแคชเมียร์ นับตั้งแต่นั้นมาความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี

 

สรุป ประวัติการทำสงครามระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน

 

แคว้นชัมมูและแคชเมียร์ เป็นต้นตอขอข้อพิพาทในภูมิภาคเอเชียใต้ตลอดมานับตั้งแต่อังกฤษคืนเอกราชให้ดินแดนจักรวรรดิอินเดียของอังกฤษ และเป็นชนวนเหตุสงครามระหว่างอินเดีย - ปากีสถานถึง 4 ครั้ง ดังนี้

 

  • ครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1947 - 1949 หรือที่เรียกว่า "The First Kashmir War" เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1947 ปากีสถานให้การสนับสนุนวาร์ซิรี (Warxiri) และมาอูซุด (Mausud) นำทหารชาวเขาจากชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ โดยอ้างว่ามาทำการปลดปล่อยชาวแคชเมียร์จากมหาราชา Hari Singh และสามารถยึดครองดินแดนได้ถึง 1 ใน 3 ของแคว้น ทำให้มหาราชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดีย เยาหะราล เนห์รู นายยกรัฐมนตรีขณะนั้นตัดสินใจส่งทหารบกลำเลียงทางอากาศลงที่ศรีนคร (เมืองหลวงแคชเมียร์) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1947 เวลา 09.00 ได้ทันก่อนที่ปากีสถานจะเข้ายึดสนามบิน เกิดการปะทะกันหลายครั้ง หลังจากนั้น รัฐบาลอินเดียยื่นประท้วงต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งองค์การสหประชาชาติมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิง เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1949 โดยกำหนดแนวหยุดยิง (Line of Control) แบ่งแคชเมียร์ตะวันออก ชัมมู และลาดัคห์ เป็นเขตยึดครองของอินเดีย ส่วนแคชเมียร์ตะวันตก (ปากีสถาน เรียกว่า "อาซัค" หมายถึงแคชเมียร์) เป็นเขตยึดครองของปากีสถาน
  •  
  • ครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1965 - 1966 หรือที่เรียกว่า "The Second Kashmir War" สงครามแคชเมียร์ครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1965 เมื่อปากีสถานส่งกำลังทหารเข้าโจมตี Runn of Kachehh โดยอ้างว่าเป็น "วันปลดปล่อยแคชเมียร์" (Kashmir Revolt Day) ซึ่งตรงกับการฉลองครบรอบ 12 ปีที่เชค อับดุลลาห์ ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพชาวแคชเมียร์ถูกจับกุม ปากีสถานส่งหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธทันสมัยรุกเข้ายึดศรีนคร ทำลายสถามบินปาธาน-กฏอดัมขปูร์ และฮัลวารา พร้อมทั้งส่งกำลังพลร่มเข้าสู่ปัญจาบ รัฐบาลอินเดียได้ยื่นประท้วงสหรัฐฯ กล่าวหาปากีสถานใช้อาวุธทันสมัยละเมิดแนวหยุดยิง รุกรานแคชเมียร์ในเขตยึดครองอินเดีย สหรัฐฯ จึงได้ระงับการขายอาวุธให้ปากีสถาน ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1965 และประกาศวางตัวเป็นกลาง อินเดียส่งกำลังทหารตีโต้ สามารถยึดดินแดนกลับคืนมาได้ และรุกคืบหน้าใกล้ถึงเมืองละฮอร์ (Lahore) ของปากีสถาน จนทำให้ปากีสถานต้องยอมหยุดยิงและเจรจาสงบศึก (The Tashkent Declaration) เมื่อค.ศ. 1966 ที่เมือง Tashkent
  •  
  • ครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1971 เป็นสงครามที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับแคชเมียร์ แต่เกี่ยวพันกับสงครามการแยกตัวของปากีสถานตะวันออก หรือ บังคลาเทศในปัจจุบัน (Bangladesh Liberation War) ดินแดนทางทิศตะวันออกของปากีสถานซึ่งประชากรส่วนใหญ่เชื้อสาย Bengali ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากปากีสถาน ด้วยเหตุความรุนแรงในวงกว้างที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้อพยพชาว Bengali หลายล้านคนหนีตายมายังประเทศอินเดีย ในครั้งนั้น อินเดียร่วมกับกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบังคลาเทศ (Mukti Bahini หรือที่รู้จักกันในนามของ "Freedom Fighter") สามารถเอาชนะกองกำลังปากีสถาน ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดประเทศบังคลาเทศ
  •  
  • ครั้งที่ 4 สงครามคาร์กิล ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม - 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 หรือที่เรียกว่า "Kargil War" ปากีสถานเปลี่ยนยุทธวิธีการรบจากการใช้กำลังเผชิญหน้ามาเป็นการใช้ยุทธวิธีในการทำให้อินเดีย Bleed through a thousand cuts เหมือนกับที่ปากีสถานได้ทำกับอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน และในที่สุดโซเวียตก็พ่ายแพ้ ปากีสถานใช้นักรบศักดิ์สิทธ์ของพระผู้เป็นเจ้า หรือ "Jihad" ต่อสู้กับพวกนอกศาสนา คือ อินเดีย โดยเปิดค่ายผู้ก่อการร้ายในเขตแคชเมียร์ของปากีสถาน ในสงครามครั้งนี้ แม้อินเดียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่อินเดียพบกับความสูญเสียมหาศาล ทหารอินเดียหลายกองพันต้องสังเวยชีวิต ส่วนปากีสถานสามารถเรียกร้องให้นานาชาติหันมาสนใจปัญหาแคชเมียร์ได้ในระดับหนึ่ง

 

ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ได้มีสัญญาณแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศมีวี่แววว่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งสองประเทศต่างเปิดการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง และได้มีการเปิดเส้นทางรถโดยสารระหว่าง 2 ฝากฝั่งแคชเมียร์ในปี 2005 ขณะที่ในปี 2006 ได้มีการเปิดเส้นทางรถไฟและเส้นทางการค้าหลังจากปิดมา 60 ปีตรงบริเวณรอยต่อแบ่งเขตการปกครองแคชเมียร์ของอินเดีย และ ปากีสถาน

 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายที่กรุงมุมไบในเดือนพฤศจิกายนปี 2008 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเริ่มย่ำแย่ลงอีกครั้ง อินเดียได้ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ 2 ฉบับไปยังปากีสถาน เพื่อประท้วงที่ปากีสถานไม่อาจหยุดผู้ก่อการร้ายที่อาศัยอยู่ในประเทศตนได้

 

 

 

 

 

 

                

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

               

 

Cr.กองพันทหารม้าที่หนึ่ง รักษาพระองค์ฯ
ผลจากการรักษาความสงบที่ แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.57 ภาพแรกเหตุชุลมุนบริเวณร้านแม็คโดนัลทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บบริเวณเบ้าตาขวา ภาพที่ 2-3 ภาพข่าวที่ถูกแชร์และโพสลงเฟสบุคว่าทหารโดนด่าจนทนไม่ได้น้าตาไหล !!! ความจริงคือ!!! เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมฉีด!!!สเปรย์พริกไทย!!!!!!ใส่ตาทำให้น้ำตาไหล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

 

 

 

 

 

                       วันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2557 เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6

 

 

 

 

 

             

 

ขยายความ

 

๑. เวรัญชกัณฑ์

              เริ่มต้นด้วยเล่าว่า พระผู้มีพระภาคประทับ ณ โคนไม้สะเดา ใกล้เมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่. เวรัญชพราหมณ์ได้ทราบกิตติศัพท์สรรเสริญ จึงเข้าไปเฝ้า แต่มิได้ถวายบังคม หลังจากทักทายปราศรัยแล้ว ก็ได้กล่าวว่า ได้ข่าวเขาพูดกันว่าพระสมณโคดมไม่ยอมไหว้หรือลุกขึ้นต้อนรับพราหมณ์ผู้สูงอายุ การที่พระสมณโคดมทำเช่นนั้น ย่อมไม่สมควร.

 

พระพุทธเจ้าตรัสรับว่า พระองค์มิได้ไหว้พราหมณ์ผู้สูงอายุจริง. เวรัญชพราหมณ์จึงเกล่าววาจารุกรานด้วยถ้อยคำที่ถือกันในสมัยนั้นว่า เป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม รวม ๘ ข้อ เช่น คำว่า พระสมณโคดมเป็นคนไม่มีรสชาติ, เป็นคนไม่มีสมบัติ, เป็นคนนำให้ฉิบหาย, เป็นคนเผาผลาญ เป็นต้น. แต่พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายคำเหยียดหยามนั้นไปในทางที่ดี เช่นว่า ใครจะว่าไม่มีรสชาติก็ถูก เพราะท่านไม่ติดรส คือรูป เสียง เป็นต้น.

 

ใครจะว่าไม่มีสมบัติก็ถูก เพราะท่านไม่ติดสมบัติ คือรูป เสียง เป็นต้น. ใครจะว่านำให้ฉิบหายก็ถูก เพราะท่านแสดงธรรมให้ทำบาป อกุศล ทุกอย่างให้ฉิบหาย. ใครจะว่าเป็นคนเผาผลาญก็ถูก เพราะท่านเผาผลาญบาป อกุศล อันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนทั้งหมด. เมื่อตรัสตอบแก้คำดูหมิ่นเหยียดหยามของพราหมณ์ตกทุกข้อโดยไม่ต้องใช้วิธีด่าตอบ หากใช้วิธีอธิบายให้เป็นธรรมะสอนใจได้ดั่งนั้นแล้ว จึงตรัสอธิบายเหตุผลในการที่พระองค์ไม่ไหว้พราหมณ์ผู้สูงอายุ โดยเปรียบเทียบว่าลูกไก่ตัวไหนเจาะฟองไข่ออกมาได้ก่อน ลูกไก่ตัวนั้น ควรนับว่าแก่กว่าลูกไก่ตัวอื่น พระองค์เจาะฟองไข่คืออวิชชาก่อนผู้อื่น จึงถือได้ว่าเป็นผู้แก่กว่าผู้อื่น เวรัญชพราหมณ์ได้ฟังก็เลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต แล้วกราบทูลอาราธนาให้ทรงจำพรรษอยู่ในเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พระองค์ทรงรับโดยดุษณีภาพ.

 

              ในสมัยนั้น เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย หาอาหารได้ยาก ถึงขนาดต้องใช้สลากปันส่วนอาหาร. ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต ได้อาศัยข้าวแดงจากพ่อค้าที่พักแรมฤดูฝน ณ เมืองนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญภิกษุเหล่านั้นว่า เป็นผู้ชนะ (ที่สามารถต่อสู้กับความยากลำบากได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีแสวงหาในทางที่ผิด เช่น อวดตนเป็นผู้วิเศษ เป็นต้น).

 

              พระโมคคัลลานะเสนอวิธีแก้ไขความอดอยากหลายประการ รวมทั้งการไปเที่ยวบิณฑบาตในที่อื่น แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต.

 

              ส่วนพระสาริบุตรคำนึงถึงความตั้งมั่นแห่งพรหมจรรย์ จึงกราบทูลถามถึงเหตุที่ทำให้พรหมจรรย์ตั้งมั่นและไม่ตั้งมั่น พระพุทธเจ้าทรงชี้ไปที่การบัญญัติสิกขาบท การสวดปาฏิโมกข์ (สวดทบทวนสิกขาบททุกกึ่งเดือน) ว่าเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ตั้งมั่น การไม่ทำเช่นนั้นเป็นเหตุให้พรหมจรรย์อันตรธาน. พระสาริบุตรจึงกราบทูลขอให้ทรงบัญญัติสิกขาบท. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยังไม่ถึงเวลา คือพระสงฆ์ยังไม่มาก ลาภสักการะยังไม่มาก ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน) ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ ก็ยังไม่ต้องบัญญัติสิกขาบท. ถ้าพระสงฆ์มาก ลาภสักการะมาก ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะปรากฏในสงฆ์ จึงควรบัญญัติสิกขาบท. ทั้งขณะนั้นภิกษุสงฆ์ที่ติดตามพระพุทธเจ้า ก็ล้วนเป็นพระอริยบุคคล คืออย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน.

 

              เมื่อออกพรรษาแล้ว พระพุทธเจ้าจึงชวนพระอานนท์ไปบอกลาเวรัญชพราหมณ์ ในฐานะผู้นิมนต์ให้จำพรรษา เวรัญชพราหมณ์นิมนต์พระองค์พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ฉันในวันรุ่งขึ้น ทรงรับนิมนต์และไปฉันตามกำหนดแล้ว แสดงธรรมโปรดเวรัญชพราหมณ์ แล้วเสด็จจาริกไปสู่เมืองโสเรยะ เมืองสังกัสส์ เมืองกัณณกุชชะ โดยลำดับ เสด็จข้ามลำน้ำคงคา ที่ท่าชื่อปยาคะ ไปสู่กรุงพาราณสี จากพาราณสี สู่เวสาลี ประทับ ณ เรือนยอดในป่ามหาวัน.

 

 

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ค่าเทอมปี 2557 ของ 30 โรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดัง

 
 
 
 
 
 
 

ค่าเทอมปี 2557 ของ 30 โรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดัง
 

ค่าเทอมปี 2557 ของ 30 โรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดัง (TheAsianparent.Com)

          สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังหาโรงเรียนอนุบาลและประถมให้ลูก เรารวบรวมค่าเทอมหลักสูตรสามัญในปี 2557 ของโรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดัง ทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนสาธิตไว้แล้ว


ตารางค่าเทอมปี 2557 ของ 30 โรงเรียนอนุบาล-ประถมชื่อดัง

ค่าเทอมปี 2557
 

 

 

 

เรียนฟรีเฉพาะโรงเรียนรัฐบาลนะครับ...อย่างโรงเรียนสังกัดกทม.(ที่ผมสอนอยู่) ฟรี 1. อาหารเช้า (ข้าวต้ม)   2.นม   3.ค่าเทอม   4.เสื้อผ้า  5.อุปกรณ์   6.ค่าเรียนว่ายน้ำ  7.ชุดว่าน้ำ  8.ทัศนศึกษา  9.อาหารกลางวัน  10....11.....12..............40 กว่าๆรายการ 555+
ฟรีจริงๆครับ แต่รับสภาพแวดล้อมสังคมได้ไหมหละ  

 

เพราะสังกัดกทม.เป็นสังกัดเมืองหลวงก็จริง แต่เด็กที่มาเรียนคือเด็กตจว.ย้ายไปย้ายมาตามพ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ค่อยให้ความสำคัญด้านการศึกษา(ปากท้องสำคัญกว่า) ฐานนะไม่สู้ดี น.ร.บางคนกลับบ้านต้องช่วยพ่อแม่ทำงานถึงมืดค่ำ  

 

เคยถามป.3คนนึงชอบหาวๆหลับๆเลยถามว่านอนกี่โมง น.ร.บอกว่า ต้องรอแม่กลับมาตี1แล้วกินข้าวกันแล้วค่อยนอน (ฟังแล้วตอนนั้นน้ำตาคลอๆเลย)บางคนก็ป่วยง่ายมีโรคประจำตัว(บางคนดูไม่ค่อยสมบูรณ์เลย น่าจะตั้งแต่การบำรุงครรภ์) อย่างพื้นๆเลยคือมีเหา โรงเรียนติดต่ออนามัยศูนย์ฯมาใส่ยาก็ไม่ได้ผลเท่าไร สักพักก็เป็นอีก  เพราะที่นอนหมอนที่บ้านเป็น...

 

ส่วนเรื่องครูก็ไม่ขี้เหร่เลย เพราะข้าราชการครูกทม.ทุกคนก็มาจากร.ร.เอกชนหลายๆที่ ที่มีค่าเทอม 30,000-50,000 มาสอบบรรจุกันทั้งนั้น ใครสอบไม่ได้ก็สอนที่เดิม
เด็กพวกนี้น่าสงสาร จะเห็นเลยว่าปัญหาความเป็นอยู่ของเด็กมันเยอะนัก  จะแค่เข้าสอนแล้วออกไม่มีทาง (ถึงแม้ผลการเรียนเด็กทำได้ไม่ค่อยดี แต่ผมและครูอีกหลายๆท่านก็ภูมิใจกว่าสอนเอกชน....เหมือนได้รับใช้ชาติ

 

ลูกเราโรงเรียนรัฐ สังกัดเทศบาล

คนโต ป.1  พันกว่าบาท
คนเล็ก อ.1 สองพันกว่า

 

หนูเรียนม.ปลายค่ะ

เรียนฟรี 15 ปี... ฟรีนะ แต่ค่าบำรุงโรงเรียน ค่าบริจาคเอย เรียกเก็บกันประมาณเกือบๆ ห้าพัน (บังคับจ่ายเลยค่ะบางรร.)

ส่วนค่าเทอม หนูเรียนโรงเรียนรัฐฯ โครงการพิเศษ(ep) เสีย 20000 ค่ะ แต่มีแนวโน้มว่าค่าเทอมจะขึ้นรุ่นหน้าอีก

 

จะเรียนจบ หมดไม่รู้กี่ล้าน จบออกมาเงินเดือน 12000

 

ต้นไม้ที่เลี้ยงไว้ไม่ให้โดนแดด โดนฝน

เมื่อเอามาไว้ข้างนอก จะเฉาเร็วกว่าต้นไม้ปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

                       [​IMG]
                               [​IMG]
                              [​IMG]
                 [​IMG]
                                 [​IMG]
 

 

 

 

เหมือง แร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย ที่มีปัญหา ชายฉกรรจ์คลุมหน้า และติดอาวุธ ประมาณ 100 ถึง 300 คน เข้ามาปิดล้อมตามจุดตรวจชุมชน และจับควบคุมตัวชาวบ้านที่อยู่ประจำจุดตรวจ มัดมือมัดเท้า ทุบตีและใช้มีดแทง ระหว่างให้รถบรรทุกขนแร่ออกไป ซึ่งส่งผลให้มีชาวบ้านบาดเจ็บประมาณ 20 คน และ สาหัส 3-4 คน

เหมืองแร่แห่งนี้ดำเนินการโดย
บริษัท ทุ่งคำ จำกัด
ซึ่งมี บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด เป็นบริษัทแม่

บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด
มีนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ
และ นายแกรี่ อลัน ไพเออร์ เป็นกรรมการผู้จัดการ

โดยมีกรรมการบริษัทดังนี้คือ
1. นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
2. นายประจิตร ยศสุนทร
3. นางนิลยา มาลากุล ณ อยุธยา
4. นายประกิต ประทีปะเสน
5. นายโรนัลต์ อึ้ง ไว ซอย
6. นายแกรี่ อลัน ไพเออร์
7. นายสมศักดิ์ ศิริจรรยา
8. นายปรีชา อรรถวิภัชน์
9. นายวารินทร์ เชิดบุญเมือง
10. นายเหลียง นิงกวง
11. นายราชัน กาญจนะวณิชย์

ต่อมาทางบริษัทได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน
มีผู้อำนาจกระทำแทนบริษัทคือ
นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล และนายเอียน แพสโค ลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของบริษัท

และ มีคณะกรรมการบริษัท ดังนี้

1. นายวิชัย เชิดชีวศาสตร์
2. นายบัณฑิต แสงเสรีธรรม
3. นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล
4. นางธารินี พงศ์สุพัฒน์
5. นายอำนวย ถาวรวงศ์
6. นายเอกชัย โชติยานนท์
7. นายนิพนธ์ กีรติพิทยาภรณ์
8. นายรุทธิรงค์ สุ่นกุล
9. นายเอียน แพสโค
10. นายพอล ดิฟรีส

ส่วนบริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีคณะกรรมการดังนี้คือ
1. นายชนะ วงศ์สุภาพ
2. นายปราโมทย์ บันสิทธิ์
3. นายบัณฑิต แสงเสรีธรรม
4. นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล
5. นายวิชัย เชิดชีวศาสตร์
6. นายธนภูมิ เดชเทวัญดำรง

กรณีนี้ ปธ. บริษัท คือ จิรายุ ผอ.สนง.ทรัพย์สินฯ เคยแฉ (เล่า) ไปแล้ว ว่าผ่านเงินให้สนธิญาณ ให้ กปปส. เป็นเงินหลายสิบล้านบาท

คือ กรณีเคสข้างต้น มันจะเหมือนกรณีบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ที่แพร่สารแคดเมียมที่จังหวัดตากไหมนะ

ซึ่ง บ.ผาแดง เนี่ยมี นายอาสา สารสิน เป็นประธานกรรมการบริษัท และเคยเป็นอดีตราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วย

นี่ยังไม่รวมกรณี สหยุเนียน ที่มีปัญหาที่นิคมมาบตาพุด ที่อานันท์ ปันยารชุน นั่งบริหาร

แล้วตอนมีปัญหา เสือกตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย โดยมีอานันท์เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

กล่าวโดยสรุป คือ

จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด นี้ มีปัญหากับชาวบ้าน ที่ จ.เลย และมีการใช้กำลังชายฉกรรจ์ มาทำร้ายชาวบ้าน เพื่อให้ขนแร่บริษัทตัวเอง

และนายจิรายุ เป็น ผอ.สนง.ทรัพย์สินฯ และในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด จะปฏิเสธความรู้เห็น ในการทำร้ายชาวบ้าน ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดาไม่ได้

ดูสิ จะยังปล่อยให้คนแบบนี้ มาอยู่ในตำแหน่งสูงๆ อีกหรือ

นี่มันทุนนิยมสามานย์
เครือข่ายสามานย์
ตาสว่างได้แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]

 

 

จากเพจ : กูต้องได้ 10 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ
......................................................................

พวก กปปส. มันประชุมกัน
เพื่อเสนอแผนให้เลขา กปปส.
ในวันที่ 17/5/57 ที่ ตึกไทยคู่ฟ้า

ดูรายละเอียดเล่นๆ นะ

โครงสร้างชาติของมวลมหาประชาชน
ในยุคปฏิรูปการเมือง

‪#‎ฝ่ายบริหาร‬

นายกไม่ต้องเป็น ส.ส.

คณะรัฐมนตรี ปลอดนักการเมือง ให้กำนันเสนอ

‪#‎ฝ่ายนิติบัญญัติ‬

ส.ว. เลือกตั้ง 77 สรรหา 73 คงเดิม

ส.ส.
เลือกตั้ง 250 คน (ระดับจังหวัดทั้งหมด)
แต่งตั้ง 250 คน

ส.ส. แต่งตั้ง
*กปปส. 100 คน
*วิชาชีพ 100 คน

- ยกเลิกระบบบัญชีรายชื่อ

ที่มา ส.ส.

- เลือกตั้ง 250 คน = ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ (หาร) 250
หรือ 172,000 คน ต่อ ส.ส. 1 คน
(กทม.จะมี ส.ส.เรามากที่สุด)

- แต่งตั้ง 250 คน

กปปส. 100 คน
*สายกำนัน 30
*สายพรรค 50
*คปท 5
*กองทัพธรรม 5
*หลวงปู่ฯ 5
*ราชนิกูล 5

สายวิชาชีพ 150 คน
*แพทย์ 50
*ภาคประชาชน 50
*นักธุรกิจประชาธิปไตย 30
*NGOs 20
*นักกฎหมาย 20

โดยมีกรรมการแต่งตั้ง ส.ส. คือ
*ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ
*ประธาน กกต.
*ประธาน ป.ป.ช.
*ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน
*ประธาน ศาลฎีกา -------------> ให้เฝ้าระวัง
*ประธาน ศาลปกครองสูงสุด
*เลขาธิการ กปปส.

วิธีการแต่งตั้ง
- ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมควรได้รับแต่งตั้ง
- การแต่งตั้งให้ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของกรรมการแต่งตั้ง
- ส.ส.แต่งตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

‪#‎ตุลาการ‬

- คงเดิม -

* เพิ่มอำนาจ

* ขยายบทลงโทษ ม.112 ให้ครอบคลุมทุกมิติ

‪#‎องค์กรอิสระ‬

โทษที มองไม่ค่อยเห็น เอาเป็นว่ามีเรื่องการขยายขอบเขตอำนาจ และมีข้อผูกพันกับทุกองค์กร

‪#‎คำถามสำคัญ‬

1. มันกำลังจะเสนอแผนแบบนี้ แปลว่าทำให้การเลือกตั้ง และกลไกประชาธิปไตย ถูกลิดรอนลงหรือไม่ ?

2. ถ้าท่านไม่ได้เลือกตั้ง ส.ส. แล้วจะเรียก ส.ส. ว่า ผู้แทนราษฎร ไปทำไม ในเมื่อประชาชนไม่ได้เลือก

3. ในการแต่งตั้ง ส.ส. เราจะยอมให้คนเหล่านี้ เข้ามามีอำนาจในการปกครองประเทศหรือ แล้วจะตรวจสอบได้หรือ มิเลวร้ายไปกว่าระบอบที่ กปปส.โจมตีหรือ ตอบเอง ใช่เลย เลวร้ายกว่าแน่นอน ดูชื่อคนเลือก ปธ.ศาลปกครองสูงสุด งี้ ปธ.ศาล รธน. งี้ แถมยังให้เฝ้าระวัง คนที่อยู่บนหลักการอย่างประธานศาลฎีกาด้วยเสียอีก

4. ประชาชน ยอมให้เลขาธิการ กปปส. สรรหาคนเหล่านี้ หรือ ?

5. ขยายบทลงโทษ ม.112 มันมากเกินไปหรือเปล่า ?

6. ขยายอำนาจองค์กรอิสระ ให้ผูกพันกับทุกองค์กร ทุกวันนี้ มันทำงานไหม ดู E-อมรา พงศาพิชญ์ เป็นตัวอย่าง อมกรวยสุเทพอยู่ไง ทุกวันนี้ ไม่พูดอะไรเลย

7. คำถามสำคัญที่สุด

ประชาชน เขาจะยอมให้มึง ทำแบบนี้หรือ
พวกมึงจะเอาอำนาจอะไร จากไหน มาทำแบบนี้

ภาพนี้ ถ่ายโดยผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่ง
และแผนนี้ ถูกเสนอให้ สุเทพ ทราบแล้ว
นี่คือเหตุผล ที่มันเดินกันอุตลุต เพื่อหวังอำนาจ
ไอ้เครือข่ายต่างๆ ก็หวังอำนาจกันทั้งนั้น

‪#‎สารเลวจริงๆ‬ = ช่วยกันแฉ

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]
นะโม ตัสสะ

1 ชม. · แก้ไขแล้ว


การเมืองตอนนี้เป็นไง น่าหนักใจหรือไม่ ???
***********************************************
ตามความคิดนะโม ... เราไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลย

ฝั่งตรงข้าม ทำทุกวิถีทาง เพื่อจะให้ได้ นายกฯนิ้วกลาง
แต่ ...
ไม่มีใครยื่น เจ้าค่ะ 5555

เพราะ ประธานวุฒิฯ ก็ยังไม่มี
ถ้าจะมี ต้อง นายกฯ หรือ รักษาการนายกฯ เป็นผู้ยื่นทูลเกล้า
แต่ พี่นิวัฒน์ธำรงค์ ท่านงานล้นมือ .. ไม่ว่างยื่น แน่นอน 555

อีกทั้ง ที่มาของประธานวุฒิ ดูท่า .. มันจะผิดหลักการณ์ ซะด้วยซิ
ยื่นไปสุ่มสี่ สุ่มห้า .. เดี๋ยวงานเข้า

ส่วน สว.ลากตั้งบางท่าน ก็ออกมาเห่า
ยื่น นายกฯ ม.7 ได้ ...แต่ตัวเองกล้ายื่น ซะที่ไหน ?
ก็มาเห่า เรียกเสียงเชียร์ ไปวันๆ

และ สว.ลากตั้งท่านนี้ กล่าวไว้ว่า ...
ถ้าตั้งนายกฯนิ้วกลางได้ และมี เสื้อแดง ออกมาประท้วง
จะล้อมปราบ อย่างเด็ดขาด

ก็ขอกราบเรียนว่า ... ยินดี เจ้าค่ะท่าน
ขออย่างเดียว .. เมื่อถึงวันนั้น อย่าขนครอบครัว
หนีไปต่างประเทศ ก็แล้วกัน ..
ถุยยยยยยยยส์ !!!!!!!

กปปส. และ ลุงกำนัน ก็ไม่ได้มีอะไรแล้ว เจ้าค่ะ
ทางข้างหน้าที่จะเดินต่อ มันไม่มี
ก็สร้างกระแสริบหรี่ เรียกสื่อ ไปวันๆ

จุดประสงค์ กปปส. มันมีแค่อย่างเดียว
ให้ทหาร ออกมาทำรัฐประหาร ฯ
เพื่อปลดคดีความมากมายก่ายกอง ของตัวเอง

ทหาร
ยังไงก็ไม่กล้ารัฐประหาร
เต็มที่ก็เพียงช่วยสนับสนุนแบบลับๆ ( จริงๆเค้ารู้กันหมด )
เรื่องจะออกมาทำ รัฐประหาร ... มองแล้ว ไม่มีทางเลย
ขยับเมื่อไหร่ ?? .. โดนอัดทันที
ด้วยความที่ ไม่เป็นเอกภาพ ของกองทัพ นั่นเอง

ภาพรวมตอนนี้
ทั้ง 2 ฝั่ง .. เหมือนกองฟางแห้งๆ
ไม่ว่า ทหาร / ตุลาการ / องค์กรอิสระ .. โยนไฟ เข้ามานิดเดียว
กองไฟ ลูกมหาศาล พร้อมจะลุกพรึบ ทันที

คนเสื้อแดง
แข็งแกร่ง กว่าทุกๆปี จากประสบการณ์ ปี 52 - 53
คนเสื้อแดง พัฒนาไปไกล ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
แกร่งทั่วแผ่น สู้เป็นระบบ และ เป็นเอกภาพ

เรื่อง ยิงนกในกรง แบบปี 53 .. ไม่ต้องมาพูดกัน
เพราะนี่ มันปี 57 .. นกจิกตา .. สถานเดียว

KU .. ไม่กลัวมรึง !!

นะโมตัสสะ

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 13/05/2014 19:09     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ที่มาเเพะรับบาป

 

 

 

                                        แพะรับบาป

 


ได้ความรู้จากข้อเขียนของ นายสำรวย นักการเรียน นักวิชาการด้านภาษา ราชบัณฑิตยสถาน ในจดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 พฤศจิกายน 2542 ท่านว่า สำนวนไทยที่ว่า "แพะรับบาป" คงจะสงสัยว่าเหตุใดไฉนแพะจึงเป็นสัตว์ที่ต้องมารับบาปด้วย จะเป็นสัตว์อื่นไม่ได้หรือ คำตอบอาจเป็น "สมัยนั้นแพะคงหาได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นมั้ง" หรือ "แพะเป็นสัตว์ไม่มีอันตรายจับได้ง่ายมั้ง" หากถามหลายๆ ท่านก็คงได้รับคำตอบทำนองนี้ แต่เป็นคำตอบที่คาดเดาหาความแน่นอนชัดเจนถูกต้องไม่ได้

ส่วนคำตอบที่ถูกต้องมีหลักฐานยืนยันได้ถึงสาเหตุที่ทำให้แพะต้องมารับบาปนั้น ผู้เขียนขอนำศัพท์ที่คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากลแห่งราชบัณฑิตยสถานได้พิจารณาแล้วและมีมติดังนี้ คำว่า "แพะรับบาป" หมายถึงผู้ที่มิได้กระทำผิดแต่กลับต้องเป็นผู้รับโทษหรือรับความผิดที่ผู้อื่นกระทำไว้ ที่มาของคำนี้ปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวอิสราเอลผู้มีภูมิหลังเป็นผู้เลี้ยงแพะแกะเป็นอาชีพ

แพะรับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอล (the annaul day of atonement) ซึ่งเริ่มด้วยการที่ปุโรหิตถวายวัวเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัว เมื่อเสร็จพิธีแล้วนั้นปุโรหิตจะนำแพะ 2 ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ และจะเป็นผู้จับสลากเลือกแพะ 2 ตัวนั้น

สลากที่ 1 เป็นสลากสำหรับแพะที่ถวายแก่พระเป็นเจ้า อีกสลากหนึ่งเป็นสลากสำหรับแพะรับบาป หากสลากแรกตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายเป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของประชาชน เรียกว่า "แพะไถ่บาป" ส่วนสลากที่ 2 หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นเรียกว่า "แพะรับบาป" ซึ่งปุโรหิตจะถวายพระเป็นเจ้าทั้งยังมีชีวิตอยู่ แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชน โดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้น เสร็จแล้วก็จะปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจนทั้งแพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก

ส่วนในศาสนาฮินดู เซอร์มอเนียร์ วิลเลียมส์ (Sir Monier Williams) สันนิษฐานว่า การฆ่ามนุษย์บูชายัญคงไม่เป็นที่ถูกอัธยาศัยพื้นฐานของพวกอารยัน คัมภีร์พราหมณะจึงอธิบายว่าเทวดาฆ่ามนุษย์ ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชายัญก็ออกไปจากมนุษย์เข้าสู่ร่างม้า ม้าจึงกลายเป็นสัตว์ที่เหมาะสมจะใช้ฆ่าบูชายัญ เมื่อฆ่าม้า ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชาก็ออกจากตัวม้าไปเข้าสู่ร่างโค เมื่อฆ่าโค ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชาก็ออกจากตัวโคไปเข้าสู่ร่างแกะ จากแกะไปสู่แพะ ส่วนที่เหมาะสมจะใช้บูชาคงอยู่ในตัวแพะนานที่สุด เพราะฉะนั้นแพะจึงกลายเป็นสัตว์เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ฆ่าบูชายัญ ซึ่งก็ทำให้เห็นที่มาอีกแห่งหนึ่งของคำว่า "แพะรับบาป"

นอกจากความรู้จากราชบัณฑิต ยังมีเกร็ดเล่าเพิ่มเติมว่า สำนวน "แพะรับบาป" หรือ scapegoat มาจากคัมภีร์ไบเบิล แต่กลายเป็นสำนวนไทยธรรมดาไป แม้ว่าแพะจะไม่ใช่สัตว์พื้นบ้านของไทยแต่ก็รับบาปคนไทยได้เหมือนกัน สำนวนนี้หมายถึงคนสุจริตที่ได้รับการลงโทษโดยไม่มีความผิดแทนคนที่ทำผิด แต่น้อยคนจะรู้ว่าสำนวนนี้มาจากเหตุการณ์ในไบเบิล ในบท Leviticus เล่าถึงการเตรียมแพะบูชา มีแพะ 2 ตัว ตัวหนึ่งสังเวยพระเจ้าเพื่อเป็นการล้างบาปของมนุษย์ ส่วนอีกตัวหนึ่งให้อาซาเรล หรือซาตาน โดยปล่อยให้แพะเป็นอิสระ เอาบาปของมนุษย์เพ่นพ่านติดตัวไปด้วย

ที่จริงแล้วสำนวนแพะรับบาปนี้มาจากการแปลผิด ในไบเบิลฉบับแปลของ William Tyndale ใน ค.ศ.1530 ชื่อหนึ่งของซาตานคืออาซาเรล แต่ถูกแปลผิดว่าแพะที่หายไป นักแปลชาวกรีกก็แปลว่าแพะเดินทาง ส่วนฉบับปี 1535 แปลว่าแพะอิสระ ไม่ว่าจะเป็นฉบับไหนแพะก็โดนเข้าใจผิดไปหมด

 

 

 



           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ในฐานะรักษาการ มท.1
ออกเอกสารด่วนที่สุด! ถึง ปลัดกระทรวง, รองปลัดกระทรวง, ผวจ., .....
เรื่อง..ห้ามมิให้เดินทางไปรายงานตัวกับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง

 



[​IMG]

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กระแสต้านจีนที่เวียดนามลุกลาม เกิดจลาจลตาย 1 บาดเจ็บอีกร้อยกว่า

 

 

 

 

 

 

 

กระแสต่อต้านจีนในเวียดนามลามแรง เกิดเหตุคนงานประท้วงใน 22 จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ โรงงานเหล็กกล้าขนาดใหญ่ของไต้หวันถูกหางเลขอย่างจัง โดยถูกม็อบ 1,000 คนบุกเข้าไปไล่ล่าชาวจีน ตามตัวเลขทางการมีคนงานจีนตาย 1 บาดเจ็บอีกกว่า 100 ทว่ารอยเตอร์ให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า คนงานจีนกว่า 600 คนหนีตายจากจุดต่างๆ ของเวียดนามข้ามไปฝั่งเขมร ทางด้านด้านปักกิ่งกล่าวหาฮานอยในวันพฤหัสบดี (15 พ.ค.) ว่าให้ท้ายม็อบ และเรียกร้องให้เวียดนามแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ ขณะที่วอชิงตันขอเอี่ยวร่วมผสมโรง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้นและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ

การที่เมื่อต้นเดือนนี้จีนเคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลลึกไปยังน่านน้ำใกล้ๆ หมู่เกาะพาราเซลในทะเลจีนใต้ ซึ่งแย่งชิงกรรมสิทธิ์อยู่กับเวียดนาม กลายเป็นการจุดกระแสต่อต้านจีนครั้งรุนแรงที่สุดในเวียดนามในรอบหลายสิบปี เริ่มจากการชุมนุมประท้วงในหลายเมืองใหญ่ในวันอาทิตย์ (11) ทั้งที่ปกติแล้วทางการฮานอยจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จากนั้นก็ยิ่งบานปลายกลายเป็นม็อบไล่เผาโรงงานต่างชาติตั้งแต่วันอังคารกระทั่งถึงคืนวันพุธ (13-14) ในจังหวัดบินห์เยืองและด่งนาย

รัฐมนตรีกระทรวงการวางแผนและการลงทุน บุย กวาง วิญ ของเวียดนามแถลงในวันพฤหัสบดี (15) ว่า การประท้วงของคนงานปะทุขึ้นใน 22 จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ เฉพาะที่จังหวัดบินห์เยือง มีโรงงานได้รับความเสียหาย 460 แห่ง พร้อมเรียกร้องให้ใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อฟื้นสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติก่อนที่นักลงทุนต่างชาติจะหนีเตลิดออกจากเวียดนาม

สำหรับเหตุจลาจลใหญ่ที่สุดนั้นเกิดขึ้นในวันพุธ (14) ที่โรงงานผลิตเหล็กกล้าของฟอร์โมซา พลาสติกส์ กรุ๊ป กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ในจังหวัดห่าติ๋ง ทางภาคกลางของประเทศ และอยู่ห่างจากฮานอยลงมาทางใต้ประมาณ 350 กิโลเมตร

หวง ฉีเผิง ผู้แทนสูงสุด หรือก็คือเอกอัครราชทูตในทางพฤตินัยของไต้หวันประจำเวียดนาม ซึ่งได้พูดคุยกับคณะผู้บริหารจำนวนหนึ่งของโรงงานแห่งนี้ แถลงในวันพฤหัสบดี (15) ว่า ฝูงชนชาวเวียดนามจำนวน 1,000 คนได้บุกเข้ามาจุดไฟเผาอาคารหลายแห่ง และออกไล่ล่าตามหาคนงานชาวจีน เขาบอกด้วยว่า ขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดทั้งด้านการบริหารราชการและความมั่นคงของจังหวัดเดินทางมายังโรงงาน แต่ไม่มีการสั่งการขั้นเด็ดขาดเพื่อระงับเหตุ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของห่าติ๋งบอกว่า คนงานจีนเพศชายคนหนึ่งเสียชีวิตในเหตุจลาจลคราวนี้ สอดคล้องกับหวงซึ่งระบุว่าเขาได้รับแจ้งเช่นนี้ นอกจากนั้นยังมีคนงานจีนอีกราว 90คนได้รับบาดเจ็บ

ทว่า สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของแพทย์คนหนึ่งจากโรงพยาบาลห่าติ๋ง และรายงานของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า เหตุจลาจลที่โรงงานฟอร์โมซาทำให้คนงานเสียชีวิต 21 คน โดยเป็นคนงานเวียดนาม 5 คน ที่เหลือเป็นคนงานจีน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 100 คน

 

กระแสต้านจีนที่เวียดนามลุกลาม เกิดจลาจลตาย 1 บาดเจ็บอีกร้อยกว่า

 

กระแสต่อต้านจีนในเวียดนามลามแรง เกิดเหตุคนงานประท้วงใน 22 จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ โรงงานเหล็กกล้าขนาดใหญ่ของไต้หวันถูกหางเลขอย่างจัง โดยถูกม็อบ 1,000 คนบุกเข้าไปไล่ล่าชาวจีน ตามตัวเลขทางการมีคนงานจีนตาย 1 บาดเจ็บอีกกว่า 100 ทว่ารอยเตอร์ให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า คนงานจีนกว่า 600 คนหนีตายจากจุดต่างๆ ของเวียดนามข้ามไปฝั่งเขมร

 

 

 

ขณะที่ บุย ดิ่ญ กวาง รองผู้บังคับการตำรวจของห่าติ๋ง กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า เมื่อถึงวันพฤหัสบดี สถานการณ์ “กลับสู่เสถียรภาพแล้ว” และไม่มีผู้บาดเจ็บรายใด ซึ่งเขาให้ตัวเลขที่ 141 มีอาการร้ายแรงถึงขั้นอาจเสียชีวิต

จากกระแสต่อต้านจีนคราวนี้ ได้ทำให้ชาวจีนที่พำนักอาศัยอยู่ในเวียดนามพากันหลบหนีทั้งทางภาคพื้นดินและทางอากาศ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาบอกว่า มีคนจีนราว 600 คนข้ามเข้ามายังกัมพูชาจากภาคใต้ของเวียดนามโดยผ่านด่านชายแดนทางบกเมื่อวันพุธ และยังมีคนอื่นๆ กำลังเดินทางมาถึงอีกในวันพฤหัสบดี ส่วนสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ของไต้หวัน ก็กำลังเพิ่มเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำขึ้นอีก 2 เที่ยวโดยบินออกจากนครโฮจิมินห์ ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวกลางของไต้หวัน

ทางด้านกรุงปักกิ่ง หวา ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงในวันพฤหัสบดีว่า ทางการฮานอยมีส่วนโดยตรงกับการมั่วสุมชุมนุมและรู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มต่อต้านจีนที่ละเมิดกฎหมาย อย่างไรก็ดี หวาปฏิเสธที่จะระบุจำนวนคนจีนที่เสียชีวิตในเหตุประท้วงที่เวียดนาม เพียงแต่บอกว่า เจ้าหน้าที่ทูตจีนกำลังเดินทางไปตรวจสอบสถานการณ์แล้ว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังเรียกร้องให้เวียดนามแสดงความรับผิดชอบ ลงโทษผู้ละเมิดกฎหมาย และชดเชยให้แก่พลเมืองและบริษัทจีน

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวซินหวาของทางการจีนรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของผู้จัดการโรงงานชาวจีนคนหนึ่งในเวียดนามที่ระบุว่า คนจีน 10 คนหายตัวไป หลังเกิดเหตุจลาจลโจมตีบริษัทจีน 4 แห่งในจังหวัดห่าติ๋งตลอดวันพุธ และคนงานอย่างน้อย 55 คนได้รับบาดเจ็บ

ส่วนที่วอชิงตัน เจย์ คาร์เนีย โฆษกทำเนียบขาวแถลงในวันพุธ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้น และแก้ไขข้อข้อแย้งด้วยสันติวิธี เวลาเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯกล่าวว่า จับตาสถานการณ์ในเวียดนามอย่างใกล้ชิด แต่สำทับว่า อเมริกาสนับสนุนการชุมนุมอย่างสันติ

ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหวียน เติ๋น หยูง ระบุว่าสถานการณ์นี้ “รุนแรงมาก” และว่า แม้ความรักชาติของคนส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้ยั่วยุที่ละเมิดกฎหมายจะต้องถูกลงโทษ

ที่จังหวัดบินห์เยืองทางใต้ ตำรวจปราบจลาจลถูกส่งไปจัดการผู้ก่อจลาจลต่อต้านจีนที่ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องระงับการผลิตชั่วคราว โดยมีการจับกุมผู้ก่อความวุ่นวายและปล้นสินค้าได้ 600 คน นับจากที่คนงานเกือบ 20,000 คนชุมนุมบนท้องถนนในวันอังคาร แล้วกลุ่มหัวรุนแรงเริ่มปล้นสินค้าพร้อมกับโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและฝ่ายบริหารของโรงงานหลายแห่ง ก่อนจุดไฟเผาโรงงานอย่างน้อย 15 แห่ง

ทั้งนี้ การผลิตเพื่อส่งออกเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม โดยมีบริษัทชื่อดังมากมาย เช่น ซัมซุงจากเกาหลีใต้, ไนกี้จากอเมริกา และอาดิดาสจากเยอรมนี เข้าไปตั้งฐานการผลิต

ขณะเดียวกัน ไต้หวันเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติชั้นนำของเวียดนาม และโรงงานของฟอร์โมซาที่ถูกโจมตีจะมีฐานะเป็นโรงงานเหล็กกล้าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2020 ด้วยเงินทุนราว 20,000 ล้านดอลลาร์

 

 

 เวียดนามเกลียดจีนมากเท่าไร แต่ตัวเองก็ "เกลียดตัวกินไข่"

คือต้องเข้าใจว่า เมื่อประมาณพันปีก่อน ราชวงศ์มองโกลยึดครองจีนได้สำเร็จ มองโกลเข้มแข็งทางการทหาร มองโกลจึงยกทัพจีนไปยึดครองเวียดนามต่อ บังคับให้เวียดนามต้องยอมถูกกดอยู่ใต้อาณัติของจีนอยู่หลายร้อยปี

ทีนี้ในอีกด้าน มองโกลเข้มแข็งด้านการทหาร แต่อ่อนแอทางวัฒนธรรม ตัวเองไปยึดครองเขาแต่กลับถูกคนจีนกลืน เลยกลายเป็นคนจีนไป แต่ความเป็นนักรบยังไม่จางหาย ราชวงศ์มองโกลก็ยกทัพไปยึดครองเวียดนาม วัฒนธรรมจีนก็เลยแพร่มาถึงเวียดนาม เวียดนามเลยมีพิธีไหว้เจ้า ลัทธิเต๋า ขงจื๊อ ตรุษจีน มีศิลปะ อาหาร ความเป็นอยู่ เกือบเหมือนคนจีน ภาษาเขียนดั้งเดิมของเวียดนามก็ใช้ภาษาจีน ก่อนเปลี่ยนมาใช้ตัวหนังสือโรมันเช่นทุกวันนี้

เวียดนามเกลียดจีน แต่ตัวเองรับวัฒนธรรมจีนไปเต็มๆ

คล้ายๆ ญี่ปุ่น ไม่ค่อยชอบจีน แต่วัฒนธรรมของตัวเองไปเอามาจากจีนอีกต่อ วัฒนธรรมเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม จัดอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมจีน

 

 

 เพิ่มอีก คำว่า "เวียดนาม" มาจากภาษาจีน ใครมีพ่อแม่เป็นจีนไปถาม อาป๊าอาม้าดู คนแต้จิ๋วเรียกเวียดนามว่า "อัง-นั้ม" บางครั้งเรียก "อวัก-นั้ม" กลุ่มคนจีนที่อยู่ในเวียดนามส่วนใหญ่เป็นแต้จิ๋วเหมือนเรา มีไหหลำบ้าง แต่ภาษาเวียดนามใกล้เคียงกับไหหลำมากกว่า
 

อย่าได้แปลกใจถ้าคนเวียดนาม(รวมถึง เขมร ลาว) บางคนก็ไม่ค่อยชอบคนไทย ส่วนใหญ่คนไทยจะไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร ทำไมเพื่อนบ้านเขาถึงแค้นไทยนักหนา ทำไมน่ะเหรอ

เป็นเพราะแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์พยายามปกปิดความโหดร้ายของสิ่งที่พวกเราไปทำกับเพื่อนบ้านมาตลอด อาณาจักรขอมเคยถูกอาณาจักรไทยยึดครอง แล้วเราก็ไปฆ่าคนเขมร กวาดต้อนมาเป็นทาส สังหารกษัตริย์เขมรอย่างทารุณ ลาวก็เจอเหมือนกันที่เรียกว่า นครศรีสัตนาคนหุต นั่นราชวงศ์ลาวก็ถูกอาณาจักรไทยจับตัว และสังหารทิ้ง

สมัยสงครามเวียดนาม ไทยกลัวคอมมิวนิสต์ แต่ตัวเองอ่อนแอและปกครองด้วยระบอบเผด็จการ จึงต้องไปดึงอเมริกามาคุ้มหัว อเมริกาก็กลัวโดมิโน่ เลยต้องเข้ามาแทรกแซง ไทยจึงยอมให้อเมริกามาตั้งฐานทัพ (เป็นต้นกำเนิดของ ประชากร นางแบบ นายแบบ ลูกครึ่งฝรั่งหล่อๆสวยๆที่วัยรุ่นไทยชื่นชอบ) คนไทยไม่ค่อยรู้หรอกว่า อเมริกาใช้ฐานทัพในไทยเป็นที่พักไปโจมตี ทิ้งระเบิด ลาว เขมร เวียดนาม อเมริกาไปหนุนหลังพวกม้งให้ฆ่าฟันกับลาวซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ลาวตายไปเป็นแสน แล้วอเมริกาก็ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดบินจากไทยไปทิ้งใส่คนเขมร ตายไปหลายหมื่นเหมือนกัน แล้วจากไทยก็เอาอาวุธเคมี เช่น Agent Orange หรือที่รู้จักกันดีในนาม "ฝนเหลือง" ไปโปรยคลุมหวังสังหารเวียดกง (คืออเมริกาไม่ต้องการใช้นาวิกโยธินไปตาย เลยใช้วิธีบอมบ์แหลก) รวมๆแล้วทั้งระเบิดและฝนเหลือง คนเวียดนามตายไปประมาณ 1-2 ล้านคน

รู้หรือยังว่า ทำไมเพื่อนบ้านเขาเกลียดเราจัง แต่กระทรวงศึกษาเขาไม่ยอมให้เรารู้หรอก

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข้อมูลล่าสุดชี้ ยอดผู้อพยพทั่วโลกพุ่งทะลุ 33 ล้านคน ซีเรียครองแชมป์มีผู้ลี้ภัยสูงสุดในโลก

 

 

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ ยอดผู้อพยพทั่วโลกพุ่งทะลุ 33 ล้านคน  ซีเรียครองแชมป์มีผู้ลี้ภัยสูงสุดในโลก

 

 

เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-องค์การสหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลนอร์เวย์ เผยรายงานล่าสุดในวันพุธ (14) ระบุ ผู้คนกว่า 33.3 ล้านคนทั่วโลก ต้องกลายสภาพเป็นผู้อพยพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือนของตนจากผลพวงของความขัดแย้งและความรุนแรงในปี 2013 ที่ผ่านมา โดยที่ “สงครามกลางเมืองซีเรีย” ถือเป็นความขัดแย้งที่เป็นต้นตอทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพมากที่สุดในโลก

ตัวเลขผู้อพยพหนีภัยสงครามและความขัดแย้งทางการเมืองทั่วโลกที่มีสูงกว่า 33.3 ล้านคนในปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปี 2012 ถึง 4.5 ล้านคน โดยสงครามกลางเมืองในซีเรียที่ดำเนินเข้าสู่ขวบปีที่ 4 และทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 150,000 คนถือเป็นความขัดแย้งที่ทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพกลุ่มใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

อันโตนิโอ กูเตร์เรส ข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติพร้อมด้วย ยาน เอเกลันด์ เลขาธิการของสภาผู้อพยพแห่งนอร์เวย์ เผยระหว่างการแถลงข่าวร่วมกันที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์โดยระบุว่า ในจำนวนผู้อพยพ 33.3 ล้านคนทั่วโลกนั้น ราว 6.5 ล้านคนเป็นผู้อพยพจากผลพวงความขัดแย้งในซีเรียเพียงประเทศเดียว และในทุกๆ 1 นาที จะต้องมีครอบครัวชาวซีเรียกลายเป็นผู้อพยพเพิ่มขึ้น 1 ครอบครัวจากการสู้รบภายในประเทศ

เอเกลันด์เผยด้วยว่า ตัวเลขผู้อพยพเพราะผลจากความขัดแย้งทั่วโลกในขณะนี้ ถือเป็นสถิติสูงสุดยิ่งกว่าเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาและบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ซึ่งทำให้ยอดผู้อพยพทั่วโลกในเวลานั้นพุ่งสูงถึง 28 ล้านคน

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของสหประชาชาติและรัฐบาลนอร์เวย์ระบุว่า ราว 63 เปอร์เซ็นต์ของผู้อพยพทั่วโลกในเวลานี้เป็นผู้อพยพจาก 5 ประเทศคือ ซีเรีย (6.5 ล้านคน),โคลอมเบีย (5.7 ล้านคน),ไนจีเรีย (3.3 ล้านคน), สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (2.9 ล้านคน) และซูดาน (2.4 ล้านคน)

 

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ ยอดผู้อพยพทั่วโลกพุ่งทะลุ 33 ล้านคน  ซีเรียครองแชมป์มีผู้ลี้ภัยสูงสุดในโลก

 

 

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ ยอดผู้อพยพทั่วโลกพุ่งทะลุ 33 ล้านคน  ซีเรียครองแชมป์มีผู้ลี้ภัยสูงสุดในโลก

 

 

 

 
 

 

 

วิกฤตซีเรียกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานเพราะสหรัฐอเมริกาประกาศพร้อมใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซงซีเรียทันทีที่บารัค โอบามา เปิดไฟเขียว แต่สหรัฐฯ ก็ได้รับการเตือนสติว่า การกระทำใดๆ ที่ปราศจากหลักฐาน และไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาตินั้นจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ล่าสุดกับมติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ 285 ต่อ 272 เสียง ไม่ให้อังกฤษเข้าไปเกี่ยวข้องกับการโจมตีใด ๆ ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาต่อรัฐบาลซีเรีย ก็ช่วยลดอุณหภูมิอันร้อนแรงของวิกฤตนี้ให้ลดลงได้ แม้จะเป็นการลดลงเล็กน้อยในชั่วขณะหนึ่งก็ตาม แต่สถานการณ์ก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้

จากวิกฤตซีเรียที่เกิดขึ้นจึงอยากทำความรู้จักประเทศนี้ให้มากขึ้น แม้จะเป็นแบบผิวๆ ก็ยังดี ประเทศซีเรีย มีชื่อเต็มๆ ว่า สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย (Syrian Arab Republic) มีประชากรราวๆ 22 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม นิกายสุนหนี่ เนื้อที่ประเทศเล็กกว่าไทย 3 เท่า

ด้านการเมือง ซีเรียใช้รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐภายใต้การปกครองโดยทหาร (นับแต่ปี ค.ศ.1963) มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ เลือกตั้งคราวละ 7 ปี มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

ด้านเศรษฐกิจ ซีเรีย มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ คือ ปิโตรเลียม ฟอสเฟต โครเมียม แมงกานีส แอสฟัลต์ แร่เหล็ก หินเกลือ หินอ่อน และยิปซั่ม อุตสาหกรรมหลัก คือ ผลิตน้ำมัน ประมาณ 333,900 บาร์เรล/วัน นอกจากนี้ยังมีสิ่งทอ อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ยาสูบ ฟอสเฟต จึงส่งออกสินค้า จำพวก ปิโตรเลียม ผัก ผลไม้ เส้นใย ฟอสเฟต เสื้อผ้า เนื้อสัตว์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญมีเครื่องจักร อาหาร อุปกรณ์ขนส่ง ยา กระดาษ โลหะ โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส ซาอุดีอาระเบีย เยอรมัน ตุรกี จีน อิรัก

สำหรับไทยกับซีเรียนั้นมีสัมพันธ์ทางการทูตกันมายาวนานถึง 57 ปี (10 มกราคม 2499) แต่ยังไม่มีการจัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ แต่ทั้งสองประเทศก็มีกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำอยู่ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจไทยค้าขายกับซีเรียในระดับปานกลาง โดยไทยได้ดุลการค้าจากเซียจากสินค้าประเภท เส้นใยประดิษฐ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ผ้าผืน ยางพารา ผลิตภัณฑ์พลาสติก ข้าว เหล็ก เหล็กกล้า เป็นต้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยทำข้อตกลงกันซีเรียเพียงเรื่องเดียว คือ ความตกลงว่าด้วยบริการการบินระหว่างไทยกับซีเรีย เมื่อปี 2535

ทั้งนี้ ซีเรีย เป็นประเทศที่มีบทบาทในกลุ่มประเทศอาหรับ เคยเป็นประธานสันนิบาติอาหรับ และเป็นประธานการประชุม OIC แต่อีกด้านหนึ่งซีเรียก็ถูกสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าเป็นประเทศอาหรับหัวรุนแรง ที่สนับสนุนการก่อการร้าย และถูกประณามว่าเป็น "แกนแห่งความชั่วร้าย"

ชนวนเหตุวิกฤตภายในของเซียเกิดจากการจลาจลขึ้นในเมืองดาราทางตอนใต้ของประเทศ หลังมีกลุ่มเด็กและวัยรุ่นถูกจับเพราะวาดภาพล้อเลียนการเมือง เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.2007 (2550) เหตุการณ์ครั้งนั้นมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ทำการจับกุมทำให้มีประชาชนเสียชีวิตหลายสิบราย จากนั้นมาจึงเกิดกระแสต่อต้านการบริหารประเทศของตระกูลอัล-อัสซาด เรื่อยมา โดยการชุมนุมประท้วงก่อตัวรุนแรงมากขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจต่อการครองอำนาจอย่างยาวนานของรัฐบาล การคอรัปชั่น ปัญหาคนว่างงาน ผนวกกับแรงกระเพื่อมจากกระแสอาหรับ สปริง (Arab Spring) โดยมีผู้เสียชีวิตจากการปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้านแล้วกว่า 40,000 คน และมีผู้อพยพลี้ภัยกว่า 380,000 คน

 

 

 

 

 

 

 

 

             ความเชื่อทางวงการแพทย์ที่หลงผิด?...Dr.Dwight Lundell, M.D.เรื่องราวที่สำคัญระดับโลกและควรแชร์มากที่สุดในโลก!!!</p><p>เรื่องราวต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นความสำคัญระดับโลก  แนวคิดและความรู้ด้านนี้เป็นการพลิกโต๊ะ…..ล้มกระดาน….ล้มคว่ำอวิชชา ..ความหลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า 60 ปีแน่นอนว่าต้องฝืนกระแส ฝ่าแรงเสียดทานอีกมากกว่าที่คนจะเปิดสมองเปิดใจรับอย่างดุษฎี</p><p>แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อ….แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าหากคุณไม่เชื่อ….คุณต้องกล้าเผชิญความเสี่ยงโดยเอาชีวิตและสุขภาพของคุณเองเป็นเดิมพัน….ถูกคืออะไร ผิดคืออะไรไม่มีใครสามารถเป็นตัวประกันแทนตัวคุณเองได้ </p><p>และในวันนี้ก็จะมีหมอผู้มีประสบการณ์ตรงออกมาเป็นพยานและแนวร่วมอีกท่านหนึ่งนอกเหนือจาก นายแพทย์ Stephen Sinatra , Julian Whitaker , Mark Hyman , Mehmet Oz ฯลฯ ที่ได้เป็นเถวหน้าออกมาช่วยกันเผยแพร่ความเป็นจริงที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์กระแสหลักMain stream Medicine จนล้มคว่ำความหลงผิด หลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า 60 ปี</p><p>นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell อดีตเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัดที่ Banner Heart Hospital , Mesa , AZ.สหรัฐอเมริกา เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด มากว่า25ปี เคยผ่าตัดหัวใจมามากกว่า 5,000ราย ผ่าตัดหลอดเลือดเลี่ยงหัวใจมาหลายหมื่นเส้น ประสบการณ์ขนาดนี้เราคงไม่ปฏิเสธว่าท่านมีประสบการณ์ตรงไม่ใช่นักวิจัย นักวิชาการในหอคอยงาช้างเป็นแน่ </p><p>“แต่ในวันนี้ผม (Dr. Dwight Lundell) ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขออภัยอย่างที่สุดเพื่อออกมาสารภาพผิดกับท่านทั้งหลายว่า ความเชื่อของผมและเหล่าบรรดาแพทย์ร่วมทีมของผมเกี่ยวกับสาเหตูตลอดจนการจัดการการรักษาโรคหัวใจที่กระทำตลอดมานั้นไม่ถูกต้อง วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเสียที ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการเรียนการสอน งานวิจัย สัมมนาวิชาการ วิทยานิพนธ์สารพัดที่ผมได้ใช้เป็นแนวทางการวินิจฉัยสาเหตูโรคหัวใจและหลอดเลือด และการรักษาที่ผ่านๆมานั้นไม่ถูกต้อง!!!!!” </p><p>“ ครับเป็นเวลากว่า 60 ปีที่วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว ดังนั้นหมอโรคหัวใจอย่างพวกผมจึงเพ่งเล็งการรักษาไปที่การทานยาลดคลอเลสโตรอลร่วมกับลดหรืองดการบริโภคไขมันอิ่มตัว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไมกี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป “<br />“ ชัดเจนมากว่าการอักเสบภายในผนังหลอดเลือดต่างหากที่เป็นตัวการที่แท้จริงทำให้หลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคร้ายแรงเรื้อรังอีกสารพัด” </p><p>เอาล่ะตอนนี้ผมจะขมวดสาระสำคัญที่ Dr. Dwight Lundell ได้เรียบเรียงไว้ให้เข้าใจ จดจำเป็นกรอบความคิด เพื่อจะได้เผยแพร่ต่อๆกันไปได้ง่ายขึ้น </p><p>1. จากการที่วงการแพทย์มีความเชื่ออย่างผิดๆดังกล่าว มีผลให้วงการโภชนาการตลอดระยะ60ปีที่ผ่านมาเดินผิดทางไปหมด อุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการที่เดินผิดทางได้สร้างประชากรโลกที่เต็มไปด้วยโรคอ้วน เบาหวาน และโรคเซลล์เสื่อมอีกสารพัดโรค สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถประเมินได้ทีเดียว นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยชาติ<br /><br />2. ทั้งๆที่มีประชากร(โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา)ประมาณ 25%ที่ทานยาลดไขมันกลุ่ม statin ราคาแพงๆ และมีสารพัดอาหาร Low fat , Fat free มีการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวกันอย่างมากมาย แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า มีประชากรเสียชีวิตอันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา60ปีนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริการายงานว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า20 ล้านคน มีผู้ป่วยใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes)กว่า57 ล้านคน ในขณะที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ล้วนมีอายูน้อยลงๆ(เป็นโรคกันตั้งแต่เด็ก ) มีคำถามตัวโตๆว่าทำไม??<br /><br />3. คำตอบที่ง่ายๆสั้นๆที่สุดก็คือ หากไม่มีการอักเสบในร่างกาย ก็ไม่มีทางที่คลอเลสโตรอลจะจับเป็นตะกรันอุดตันในหลอดเลือดได้ หากไม่มีการอักเสบคลอเลสโตรอลก็จะไหลลื่นไปตามหลอดเลือดได้อย่างเสรี การอักเสบนี่แหละที่ทำให้คลอเลสโตรอลต้องกลายพันธุ์เป็นตะกรันจับยึดติดภายในหลอดเลือด !!!<br /><br />4. การอักเสบไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร มันคือขบวนการปกติของร่างกายเพื่อต่อสู้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เช่นเชื้อโรค ไวรัส พิษต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามขบวนการอักเสบควบคุมผู้รุกรานไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รุกรานที่เกิดจากพิษ ร้ายในอาหารการกินที่เซลล์ของร่างกายไม่คุ้นเคย กำจัดไม่ได้ จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) การอักเสบเรื้อรังนี่แหละคืออันตรายอย่างแท้จริง<br /><br />5. พิษร้ายในอาหารการกินที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังมากที่สุดก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fats) ทีอยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ และน้ำตาลสูงๆในแป้งขัดขาวและอาหารคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั่นเอง ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ขนม ได้นำน้ำมันพืชและน้ำตาลไปปรุง เจือปน เป็นส่วนประกอบกันอย่างมโหฬาร ตลอดเวลา60ปีที่ผ่านมา<br /><br />6. ท่านอาจไม่เคยเห็นสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบเหมือนที่ผมเห็นและทำการผ่าตัดมาหลายหมื่นเส้นตลอด25ปีที่ผ่านมา แต่ผมพอจะเทียบเคียงง่ายๆโดยให้ท่านหาแปรงสีฟันขนแข็งๆอันหนึ่งแล้วก็ถูไปมาบนผิวนุ่มๆบริเวณท้องแขน ถูไปมาจนค่อยๆแดง เลือดซิบๆ นั่นแหละสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบก็คล้ายกันคือ ช้ำๆ เลือดซิบๆ นานๆเข้า หากยังคงอักเสบต่อเนื่องเลือดก็จะมาคั่งมากขึ้นจนบวม จนเลือดอาจทะลักมาตามแผลที่แตก <br /><br />7. ผนังหลอดเลือดที่อักเสบนั้นไม่ได้ถูกแปรงใดๆไปขัดถู แต่เนื่องจากร่างกายเรามีระบบควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ภายในระดับที่คงที่ ไม่เกินโควต้า( ในเลือดของคนปกติไม่เป็นเบาหวานจะมีน้ำตาลลอยปนในกระแสเลือดไม่เกิน6-7 กรัมแล้วแต่ขนาดตัวและปริมาณเลือดในร่างกาย ) ทันที่ที่เราทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลปริมาณที่มากเกินโควต้า ฮอร์โมนอินซูลินจะรีบทำการขนน้ำตาลที่ทะลักเข้าสู่กระแสเลือดไปเก็บไว้ในเซลล์ก่อนที่จะแปลงสภาพเก็บในรูปของไขมัน แต่หากน้ำตาลภายในเซลล์มีพอเพียงอยู่แล้ว อินซูลินก็ต้องหาทางรีบขับหรือกำจัดออกจากร่างกายต่อไป น้ำตาลที่เป็นส่วนเกินในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนหลายๆชนิดในเลือด กลายสภาพเป็นตัวทำร้ายผนังหลอดเลือดให้อักเสบ การทานน้ำตาลมากวันละหลายๆมื้อจึงเสมือนกับการเอาแปรงไปขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกครั้งแล้วครั้งเล่า จนอักเสบเรื้อรังวันแล้ววันเล่า ผมอยากจะย้ำๆกับท่านว่าผมซึ่งผ่าตัดหัวใจมากว่า 5000 คน ผ่าตัดเส้นเลือดมาหลายหมื่นเส้น ภาพการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดมันติดตาผมว่าไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ท่านเห็นหลังจากเอาแปรงขนแข็งขัดถูผิวหนังนุ่มบอบางจนช้ำ จนเลือดไหลซิบๆ จนบวมปูด เลือดไหลแต่อย่างใด ต่างกันเพียงว่าน้ำตาลที่ทานเข้าไปวันละหลายๆมื้อ หลายๆปีนี่แหละเสมือนกับแปรงที่ค่อยๆขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกปอกเปิก อักเสบเรื้อรัง <br /><br />8. นอกจากน้ำตาลแล้วกลับมาพูดถึงน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ โดยธรรมชาติผนังหุ้มเซลล์ต่างๆของร่างกายนั้นมีส่วนประกอบหลักทำด้วยไขมันหลากหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อให้คงความนุ่ม ยืดหยุ่น แต่คงรูป เกลือแร่สารอาหารซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ได้เหมาะสม ขยะของเสียซึมผ่านออกจากเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 ที่ดีคือ ไม่เกิน 3: 1 แต่ผลจาการที่วงการแพทย์หลงผิดและเผยแพร่ความเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว จนทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสโปรโมทน้ำมันพืชว่าเป็นไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6 บางชนิดก็โหนกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหาก เลยกลายเป็นว่าทุกครัวเรือนต่างเลิกทานน้ำมันปรุงอาหารแต่ดั้งเดิมกลับมาฝากสุขภาพกับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทั้งยังแทรกซึมลงไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทุกแขนง เราจึงมักพบขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ฟาสต็ฟู๊ดทั้งหลายล้วนกระหน่ำการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเป็นส่วนผสมและปรุง เช่นมันฝรั่งทอด กรอบที่ผ่านการทอดและชุ่มด้วยน้ำมันพืช( โดยไม่มีใครเฉียวใจเลยว่าน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเหล่านี้เปิดฝาขวดทิ้งไว้เป็นปีก็ยังไม่เหม็นหืน ?  ทั้งๆที่โดยหลักการแล้วไขมันไม่อิ่มตัวทั้งโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 นั้นจะถูกออกซิไดส์โดยออกซิเจนในอากาศได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจกับคำศัพธ์ที่ว่า” ผ่านกรรมวิธี” เลยว่าผ่านอะไรมาทำไมจึงไม่เหม็นหืน ???? <br /><br />9. ผลจากการที่วงการแพทย์เดินผิดทาง ภาวะโภชนาการของประชากรโลกก็เลยเดินเป๋จนพิกลพิการ ในอเมริกาพบว่าอาหารการกินของประชากรขาดความสมดุลอย่างรุนแรง สัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 กลายเป็น 15:1 จนถึงระดับวิกฤติ คือ 30:1 ผลก็คือผนังหุ้มเซลล์เสียหายอย่างรุนแรงและปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ออกมาทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง <br /><br />10. ปัญหายิ่งหนักสาหัสขึ้น เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ทานไขมันเหล่านี้ปริมาณมากเกินไป ทานน้ำตาลมาก ก็ยิ่งทำให้ปริมาณ cytokines และสารเร่งการอักเสบนานาชนิด หลั่งออกมามากเป็นทวีคูณ ตกเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายเต็มขั้นจนกลายไปเป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน อัมพฤกษ์ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ผมขอย้ำว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อปริมาณน้ำตาลท่วมเลือด หรือ ไขมันโอเมก้า-6 ปริมาณสูงๆจากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ท่านทราบไหมว่าน้ำมันข้าวโพด1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 7,280 mg น้ำมันถั่วเหลือง1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 6,940 mg ตรงกันข้ามกับไขมันในเนื้อสัตว์ธรรมชาติซึ่งมีไขมันโอเมก้า-6ไม่เกิน20%</p><p>11. ยังคงเหลือทางรอดสำหรับประชากรโลกก็คือกลับไปสู่เมนูอาหารที่ปรุงสด ผ่านกรรมวิธีผ่านการแปรรูป ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัดน้ำตาลและความหวานทั้งหลาย ตัดน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ( ผ่านกรรมวิธีอะไรเป็นปีๆจึงไม่เหม็นหืน?) ออกไปเสียจากวงจรอาหารในชีวิตประจำวัน

 

 

 

 

ความเชื่อทางวงการแพทย์ที่หลงผิด ?...Dr.Dwight Lundell, M.D.

เรื่องราวที่สำคัญระดับโลกและควรแชร์มากที่สุดในโลก!!!

เรื่องราวต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นความสำคัญระดับโลก แนวคิดและความรู้ด้านนี้เป็นการพลิกโต๊ะ…..ล้มกระดาน….ล้มคว่ำอวิชชา ..ความหลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า 60 ปีแน่นอนว่าต้องฝืนกระแส ฝ่าแรงเสียดทานอีกมากกว่าที่คนจะเปิดสมองเปิดใจรับอย่างดุษฎี

แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อ….แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าหากคุณไม่เชื่อ….คุณต้องกล้าเผชิญความเสี่ยงโดยเอาชีวิตและสุขภาพของคุณเองเป็นเดิมพัน….ถูกคืออะไร ผิดคืออะไรไม่มีใครสามารถเป็นตัวประกันแทนตัวคุณเองได้

และในวันนี้ก็จะมีหมอผู้มีประสบการณ์ตรงออกมาเป็นพยานและแนวร่วมอีกท่านหนึ่งนอกเหนือจาก นายแพทย์ Stephen Sinatra , Julian Whitaker , Mark Hyman , Mehmet Oz ฯลฯ ที่ได้เป็นเถวหน้าออกมาช่วยกันเผยแพร่ความเป็นจริงที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์กระแสหลัก Main stream Medicine จนล้มคว่ำความหลงผิด หลงเชื่ออย่างผิดๆตลอดมากว่า 60 ปี

นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell อดีตเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ผ่าตัดที่ Banner Heart Hospital , Mesa , AZ.สหรัฐอเมริกา เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด มากว่า25ปี เคยผ่าตัดหัวใจมามากกว่า 5,000ราย ผ่าตัดหลอดเลือดเลี่ยงหัวใจมาหลายหมื่นเส้น ประสบการณ์ขนาดนี้เราคงไม่ปฏิเสธว่าท่านมีประสบการณ์ตรงไม่ใช่นักวิจัย นักวิชาการในหอคอยงาช้างเป็นแน่

“แต่ในวันนี้ผม (Dr. Dwight Lundell) ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขออภัยอย่างที่สุดเพื่อออกมาสารภาพผิดกับท่านทั้งหลายว่า ความเชื่อของผมและเหล่าบรรดาแพทย์ร่วมทีมของผมเกี่ยวกับสาเหตูตลอดจนการจัดการการรักษาโรคหัวใจที่กระทำตลอดมานั้นไม่ถูกต้อง วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเสียที ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการเรียนการสอน งานวิจัย สัมมนาวิชาการ วิทยานิพนธ์สารพัดที่ผมได้ใช้เป็นแนวทางการวินิจฉัยสาเหตูโรคหัวใจและหลอดเลือด และการรักษาที่ผ่าน ๆ มานั้นไม่ถูกต้อง !!!!!”

“ ครับเป็นเวลากว่า 60 ปีที่วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว ดังนั้นหมอโรคหัวใจอย่างพวกผมจึงเพ่งเล็งการรักษาไปที่การทานยาลดคลอเลสโตรอลร่วมกับลดหรืองดการบริโภคไขมันอิ่มตัว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไมกี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป “


“ ชัดเจนมากว่าการอักเสบภายในผนังหลอดเลือดต่างหากที่เป็นตัวการที่แท้จริงทำให้หลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคร้ายแรงเรื้อรังอีกสารพัด”

เอาล่ะตอนนี้ผมจะขมวดสาระสำคัญที่ Dr. Dwight Lundell ได้เรียบเรียงไว้ให้เข้าใจ จดจำเป็นกรอบความคิด เพื่อจะได้เผยแพร่ต่อๆกันไปได้ง่ายขึ้น

1. จากการที่วงการแพทย์มีความเชื่ออย่างผิดๆดังกล่าว มีผลให้วงการโภชนาการตลอดระยะ60ปีที่ผ่านมาเดินผิดทางไปหมด อุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการที่เดินผิดทางได้สร้างประชากรโลกที่เต็มไปด้วยโรคอ้วน เบาหวาน และโรคเซลล์เสื่อมอีกสารพัดโรค สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเศรษฐกิจอย่างไม่สามารถประเมินได้ทีเดียว นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยชาติ

2. ทั้งๆที่มีประชากร(โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา)ประมาณ 25%ที่ทานยาลดไขมันกลุ่ม statin ราคาแพงๆ และมีสารพัดอาหาร Low fat , Fat free มีการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวกันอย่างมากมาย แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า มีประชากรเสียชีวิตอันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา60ปีนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา รายงานว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า20 ล้านคน มีผู้ป่วยใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes)กว่า57 ล้านคน ในขณะที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ล้วนมีอายูน้อยลงๆ(เป็นโรคกันตั้งแต่เด็ก ) มีคำถามตัวโตๆว่าทำไม??

3. คำตอบที่ง่ายๆสั้นๆที่สุดก็คือ หากไม่มีการอักเสบในร่างกาย ก็ไม่มีทางที่คลอเลสโตรอลจะจับเป็นตะกรันอุดตันในหลอดเลือดได้ หากไม่มีการอักเสบคลอเลสโตรอลก็จะไหลลื่นไปตามหลอดเลือดได้อย่างเสรี การอักเสบนี่แหละที่ทำให้คลอเลสโตรอลต้องกลายพันธุ์เป็นตะกรันจับยึดติดภายในหลอดเลือด !!!

4. การอักเสบไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร มันคือขบวนการปกติของร่างกายเพื่อต่อสู้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เช่นเชื้อโรค ไวรัส พิษต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามขบวนการอักเสบควบคุมผู้รุกรานไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รุกรานที่เกิดจากพิษ ร้ายในอาหารการกินที่เซลล์ของร่างกายไม่คุ้นเคย กำจัดไม่ได้ จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) การอักเสบเรื้อรังนี่แหละคืออันตรายอย่างแท้จริง

5. พิษร้ายในอาหารการกินที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังมากที่สุดก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fats) ทีอยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ และน้ำตาลสูงๆในแป้งขัดขาวและอาหารคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั่นเอง ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ขนม ได้นำน้ำมันพืชและน้ำตาลไปปรุง เจือปน เป็นส่วนประกอบกันอย่างมโหฬาร ตลอดเวลา60ปีที่ผ่านมา

6. ท่านอาจไม่เคยเห็นสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบเหมือนที่ผมเห็นและทำการผ่าตัดมาหลายหมื่นเส้นตลอด25ปีที่ผ่านมา แต่ผมพอจะเทียบเคียงง่ายๆโดยให้ท่านหาแปรงสีฟันขนแข็งๆอันหนึ่งแล้วก็ถูไปมาบนผิวนุ่มๆบริเวณท้องแขน ถูไปมาจนค่อยๆแดง เลือดซิบๆ นั่นแหละสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบก็คล้ายกันคือ ช้ำๆ เลือดซิบๆ นานๆเข้า หากยังคงอักเสบต่อเนื่องเลือดก็จะมาคั่งมากขึ้นจนบวม จนเลือดอาจทะลักมาตามแผลที่แตก

7. ผนังหลอดเลือดที่อักเสบนั้นไม่ได้ถูกแปรงใดๆไปขัดถู แต่เนื่องจากร่างกายเรามีระบบควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ภายในระดับที่คงที่ ไม่เกินโควต้า( ในเลือดของคนปกติไม่เป็นเบาหวานจะมีน้ำตาลลอยปนในกระแสเลือดไม่เกิน6-7 กรัมแล้วแต่ขนาดตัวและปริมาณเลือดในร่างกาย ) ทันที่ที่เราทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลปริมาณที่มากเกินโควต้า ฮอร์โมนอินซูลินจะรีบทำการขนน้ำตาลที่ทะลักเข้าสู่กระแสเลือดไปเก็บไว้ในเซลล์ก่อนที่จะแปลงสภาพเก็บในรูปของไขมัน แต่หากน้ำตาลภายในเซลล์มีพอเพียงอยู่แล้ว อินซูลินก็ต้องหาทางรีบขับหรือกำจัดออกจากร่างกายต่อไป น้ำตาลที่เป็นส่วนเกินในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนหลายๆชนิดในเลือด กลายสภาพเป็นตัวทำร้ายผนังหลอดเลือดให้อักเสบ การทานน้ำตาลมากวันละหลายๆมื้อจึงเสมือนกับการเอาแปรงไปขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกครั้งแล้วครั้งเล่า จนอักเสบเรื้อรังวันแล้ววันเล่า ผมอยากจะย้ำๆกับท่านว่าผมซึ่งผ่าตัดหัวใจมากว่า 5000 คน ผ่าตัดเส้นเลือดมาหลายหมื่นเส้น ภาพการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดมันติดตาผมว่าไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ท่านเห็นหลังจากเอาแปรงขนแข็งขัดถูผิวหนังนุ่มบอบางจนช้ำ จนเลือดไหลซิบๆ จนบวมปูด เลือดไหลแต่อย่างใด ต่างกันเพียงว่าน้ำตาลที่ทานเข้าไปวันละหลายๆมื้อ หลายๆปีนี่แหละเสมือนกับแปรงที่ค่อยๆขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกปอกเปิก อักเสบเรื้อรัง

8. นอกจากน้ำตาลแล้วกลับมาพูดถึงน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ โดยธรรมชาติผนังหุ้มเซลล์ต่างๆของร่างกายนั้นมีส่วนประกอบหลักทำด้วยไขมันหลากหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อให้คงความนุ่ม ยืดหยุ่น แต่คงรูป เกลือแร่สารอาหารซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ได้เหมาะสม ขยะของเสียซึมผ่านออกจากเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 ที่ดีคือ ไม่เกิน 3: 1

แต่ผลจาการที่วงการแพทย์หลงผิดและเผยแพร่ความเชื่อว่าสาเหตูการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว จนทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสโปรโมทน้ำมันพืชว่าเป็นไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6 บางชนิดก็โหนกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหาก เลยกลายเป็นว่าทุกครัวเรือนต่างเลิกทานน้ำมันปรุงอาหารแต่ดั้งเดิมกลับมาฝากสุขภาพกับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ทั้งยังแทรกซึมลงไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทุกแขนง

เราจึงมักพบขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ฟาสต็ฟู๊ดทั้งหลายล้วนกระหน่ำการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเป็นส่วนผสมและปรุง เช่นมันฝรั่งทอด กรอบที่ผ่านการทอดและชุ่มด้วยน้ำมันพืช( โดยไม่มีใครเฉียวใจเลยว่าน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเหล่านี้เปิดฝาขวดทิ้งไว้เป็นปีก็ยังไม่เหม็นหืน ? ทั้งๆที่โดยหลักการแล้วไขมันไม่อิ่มตัวทั้งโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 นั้นจะถูกออกซิไดส์โดยออกซิเจนในอากาศได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจกับคำศัพธ์ที่ว่า” ผ่านกรรมวิธี” เลยว่าผ่านอะไรมาทำไมจึงไม่เหม็นหืน ????

9. ผลจากการที่วงการแพทย์เดินผิดทาง ภาวะโภชนาการของประชากรโลกก็เลยเดินเป๋จนพิกลพิการ ในอเมริกาพบว่าอาหารการกินของประชากรขาดความสมดุลอย่างรุนแรง สัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3 กลายเป็น 15:1 จนถึงระดับวิกฤติ คือ 30:1 ผลก็คือผนังหุ้มเซลล์เสียหายอย่างรุนแรงและปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ออกมาทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง

10. ปัญหายิ่งหนักสาหัสขึ้น เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ทานไขมันเหล่านี้ปริมาณมากเกินไป ทานน้ำตาลมาก ก็ยิ่งทำให้ปริมาณ cytokines และสารเร่งการอักเสบนานาชนิด หลั่งออกมามากเป็นทวีคูณ ตกเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายเต็มขั้นจน กลายไปเป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน อัมพฤกษ์ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ผมขอย้ำว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อปริมาณน้ำตาลท่วมเลือด หรือ ไขมันโอเมก้า-6 ปริมาณสูงๆจากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ท่านทราบไหมว่าน้ำมันข้าวโพด1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง7,280 mg น้ำมันถั่วเหลือง1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6สูงถึง 6,940 mg ตรงกันข้ามกับไขมันในเนื้อสัตว์ธรรมชาติซึ่งมีไขมันโอเมก้า-6ไม่เกิน20%

11. ยังคงเหลือทางรอดสำหรับประชากรโลกก็คือกลับไปสู่เมนูอาหารที่ปรุงสด ผ่านกรรมวิธีผ่านการแปรรูป ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัดน้ำตาลและความหวานทั้งหลาย ตัดน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี ( ผ่านกรรมวิธีอะไรเป็นปีๆจึงไม่เหม็นหืน?) ออกไปเสียจากวงจรอาหารในชีวิตประจำวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 

 

 

                         #เจาะข่าวเด่น# ลุงคับ อย่าแถเลยลุง

 
ลุงบอกว่า ตอนนี้นายกคนกลางเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เพราะทุกอย่างมันตันไปหมดแล้ว
แต่ลุงลืมคิดไปเหรอ ว่าที่มันมาตันจนถึงวันเพราะอะไร แล้วมันมีกฎหมายไหนมารองรับบ้าง

ลุงบอกว่า ถ้ามีนายกนิ้วกลาง เอ้ย! ไม่ใช่สิ คนกลาง เหตุการณ์บ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยแน่นอน รับประกันได้
อืม... ผมว่ามันจะยิ่งเละกันไปใหญ่นะลุงนะ แต่พอถึงตอนนั้น ลุงคงหายเข้ากลีบ... ไปละล่ะ

ลุงบอกว่า ตอนนี้เราอย่าพึ่งอิงกฎหมาย ขอให้ละเว้นใว้ซะเรื่องนึง
งั๊นผมขอให้ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องรับผิดจากคำตัดสินใดๆบ้าง ขอละเว้นให้ผมหน่อยได้มั๊ยครับลุง นะ นะ นะ

ลุงบอกว่า ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง
ลุงรู้เหรอว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง อย่ามามโน

ลุงบอกว่า เลือกตั้งมันเป็นโมฆะไปแล้ว
แล้วลุงไม่คิดล่ะว่าทำไมมันถึงโมฆะ

ลุงบอกว่า เลือกตั้งมันมีการโกงกิน มีการทุจริตซื้อเสียง
แล้วมันเป็นกงการอะไรของลุง มันเป็นหน้าของ กกต.ไม่ใช่เหรอ ทำไมลุงไม่ไปจี้ กกต. ให้เค้าทำงานของเค้าล่ะ

ลุงบอกว่า 23 ล้านเสียงเค้าไม่ไปเลือกตั้ง ก็เพราะว่าเค้าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง
ไม่ใช่ว่าเค้าไม่เห็นด้วยหรอกลุง แต่ที่เค้าไม่ออกไปเลือกตั้ง เพราะว่าถ้าใครจะเข้าคูหา ต้องได้รับการตรวจชีพจรก่อนเข้าคูหาน่ะสิลุง

ลุงบอกว่า พรรคการเมืองมันไม่ดี มันมีเผด็จการการเมืองในพรรค
ลุงสังกัดพรรคไหนบ้างหรือเปล่าล่ะ ลุงถึงรู้ดีจังเลย

ลุงบอกว่า ยูเครนเค้าก็มีรัฐบาลรักษาการณ์ทันที ส่วนที่เค้าลงประชามติอยากแยกประเทศ ก็ทำไปมันคนละส่วนกัน
ครับ มันคนละส่วนครับลุง แต่ลุงครับ เมิงมั่วมากครับลุง เหตุการณ์บ้านเค้าคนละอย่างกับบ้านเรา มันเรื่องที่เค้าจะแยกประเทศครับลุง
ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะเอาปฎิรูปก่อนเลือกตั้งหรือเปล่า

ลุงบอกว่า ลุงก็ชอบนะการเลือกตั้ง

แล้วทำไมลุงไม่ลงสมัคร สว. เลือกตั้งวะครับลุง ลุงมาเป็น สว.แบบสรรหาทำไม
 
แก้ไขข้อความเมื่อ

 

 

 

 

 

ทุกอย่าง ถูกวางแผนไว้หมดแล้ว

1. นายกฯ หลุดจากตำแหน่ง เลยคำว่ามือเปื้อนเลือดไปแล้ว

2. นปช.ชุมนุมในที่ปลอดภัย

3. กปปส.แสดงความชั่วได้สุดๆ ประชาชนเอือมระอา

4.กปปส./สว./ปชป./...ดิ้นสุดฤทธิ์ เพื่อตั้งนายกฯคนกลาง

5.ศาลเห็นชอบออกหมายจับ แสดงว่า เปิดไฟเขียว

6.รัฐบาลมีความชอบธรรมในการปราบกบฎ

เลือกเอา!!! ครั้งนี้ คือ ของจริง...ความรุนแรง กำลังจะเริ่มต้นแล้ว

          

 

 

เอาหลักฐานมาให้ดู รองนายก รักษาการแทนนายกฯ ก็สามารถรับสนองพระบรมราชโองการได้

 

 

 
“พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ส.ส.2551”
กำหนดวันเลือกตั้ง วันที่ 11 ม.ค.52
“นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จะแถยังไงต่อดี สมชัย??





 

สุเทพเคยพูดไว้เรื่อง นายก ม.7 ว่า สร้างบาปให้กับปชช. จำได้มั้ย จำได้หรือเปล่า

กระทู้สนทนา


'สดศรี'จะลาออก กกต.ยันยังจัดเลือกตั้งได้

เทือกซัดพวกขอ 'ม.7' สร้างบาปให้กับปชช.

"เทือก" ซัดพวกร้องหานายกฯมาตรา 7 สร้างบาปให้ประชาชน ลั่นไม่มีสัญญาณ พิเศษล้มเลือกตั้ง ย้ำเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ไม่มีทอดเวลายืดไป

"สดศรี สัตยธรรม" เพิ่มน้ำหนักข่าวลือไม่มีเลือกตั้งอีกรอบ โผล่สมัครคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง พร้อมลาออกจากกรรมการเลือกตั้ง อ้างเบื่อหน่ายการเมือง ชอบโยนบาปให้ กกต. ทั้งๆที่มีขบวนการเตะถ่วงยื้อการออกกฎหมายลูก 3 ฉบับ "ประพันธ์" ระบุมี กกต.แค่ 3 คน ก็จัดเลือกตั้งได้ "อภิสิทธิ์" พูดชัดไม่มีใครไปกดดัน "เจ๊สด" วอนทุกฝ่ายให้ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ชี้เป็นทางออกแก้ปัญหาในชาติ ดีที่สุด

หลังจากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคออกมาระบุว่าไม่มั่นใจว่าจะมีเลือกตั้ง รวมทั้งล่าสุดนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งประกาศว่า จะลาออกหากได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นแรงกระเพื่อมช่วยตอกย้ำว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งนั้น เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร การเลือกตั้งยังทำได้แม้จะมี กกต.บางคนลาออก

"เทือก" ย้ำไม่มีสัญญาณพิเศษ

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีท่าทีของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ที่ระบุว่าต่อให้ ยื่นเรื่องร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีการยุบสภาจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯลงมา ว่าไม่มีท่าทีอะไรที่น่าสงสัย ประธานสภาฯท่านก็พูดไปตามหลักการคือถือว่าความแน่นอนอยู่ตรงที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว นั่นคือการพูดตามหลักการกฎหมายเป๊ะ สมมติว่าท่านนายกรัฐมนตรียื่นเรื่องกราบบังคมทูลฯขึ้นไป

วันที่ 7 พ.ค. ก็ไม่ได้หมายความว่าวันที่ 7 พ.ค.เป็นวันยุบสภา อาจจะกลายเป็นวันที่ 8 หรือ 9 พ.ค. วันที่นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะถือเป็นวันที่ยุบสภาอย่างจริงจัง ยืนยันว่าไม่ได้มีสัญญาณพิเศษอะไร ที่จะบ่งชี้ว่าอาจจะไม่มีเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งต้องทอดเวลาออกไปอีกอย่างไม่มีกำหนด

ลั่นนายกฯยุบสภาต้น พ.ค.แน่

"ผมยืนยันว่า การเลือกตั้งไม่มีการทอดเวลาออกไปจากนั้น นายกรัฐมนตรียุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค.แน่นอน และการเลือกตั้งก็นับไปจากนั้น 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน สุดแล้วแต่ กกต.จะกำหนด" นายสุเทพ กล่าว เมื่อถามว่า ทำไมไม่กำหนดวันที่ยุบสภาให้แน่นอนไปเลยเพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจมากขึ้น นายสุเทพกล่าวว่า กำหนดไว้อย่างนี้ดีแล้ว พอแล้ว แค่นี้ก็มั่นใจได้แล้ว

ก.ม.ลูกคว่ำ กกต.มีอำนาจออกประกาศ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเอาเรื่องการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ มาเป็นเงื่อนไขอยู่ ทั้งๆที่ไม่จำเป็น นายสุเทพกล่าวว่า ถูกต้องแล้วในความคิดของรัฐบาลตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่เพิ่งแก้ไขไปได้เขียนไว้ชัดเจนว่า กกต.สามารถออกประกาศ กำหนดระเบียบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งได้ ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายลูก 3 ฉบับ แต่เมื่อ กกต.บอกว่าต้องขอกฎหมาย เหล่านี้ นายกฯก็ขอความร่วมมือจาก ส.ส.ทุกพรรคเมื่อ วันที่ 23 มี.ค. สภาฯก็พิจารณากัน 3 ฉบับรวด และลงมติรับหลักการผ่านวาระแรกไปแล้ว ตั้งกรรมการวิสามัญมาพิจารณาคาดว่าจะเสร็จใน 14-15 วัน ภายในสิ้นเดือน เม.ย.ก็ควรจะสำเร็จเรียบร้อย แต่ถ้าสมมติเกิดอะไรขึ้นที่กฎหมายไม่สำเร็จ นายกฯยุบสภาก็ยังเป็นอำนาจของ กกต.ที่จะออกประกาศต่างๆได้

พวกร้องหานายกฯ ม.7 ทำบาป ปชช.

เมื่อถามว่า กกต.จะยอมจัดการเลือกตั้งให้หรือ ถ้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเขา นายสุเทพกล่าวว่าตนพูดสมมติไป แต่เชื่อว่าทุกอย่างราบรื่น กฎหมายลูก ประกาศได้ทัน และ กกต.จะทำงานได้สะดวก เพราะเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของคนทั้งประเทศไปแล้ว ที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกำหนดที่นายกฯได้เสนอต่อสังคมเอาไว้ เมื่อถามว่า หากมีเงื่อนไขว่าไม่มีการปฏิวัติ แต่ทำไมคนจึงเริ่มพูดถึงเรื่องนายกฯ มาตรา 7 กันมาก นายสุเทพกล่าวว่า "ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรไปก็ทำได้ ในประเทศประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในกรอบ ถ้าคิดอะไรที่หลุดไปนอกกรอบ และทำให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ประชาชน คนนั้นทำบาปให้กับประชาชน ผมยืนยันว่าไม่มีเรื่องปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีเรื่องอย่างอื่น เดินหน้า สู่การเลือกตั้ง แล้วเราจะได้เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่สำหรับประเทศไทย ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน" นายสุเทพกล่าว

========================================

http://www.thairath.co.th/content/158628

ทบทวนความจำกันหน่อย
25 มีนาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   'นาซา' ชี้ธารน้ำแข็งละลายในแอนตาร์ติกา 'เกินเยียวยา'

 
 
นาซาเปิดเผยว่าธารน้ำแข็ง 6 แห่งทางภาคตะวันตกของแอนตาร์ติกากำลังละลายอย่างรวดเร็ว จนผ่านจุดที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้แล้วอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน พร้อมคาดด้วยว่าระดับน้ำทะเลของโลกในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 1 เมตร 20 เซนติเมตรจากปรากฏการณ์ดังกล่าว
 
 
 
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ "นาซา" ออกแถลงการณ์ระบุว่า ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์ติกาได้ละลายอย่างรวดเร็วจนผ่านจุดที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้วเมื่อไม่นานมานี้ และกำลังละลายอย่างต่อเนื่อง โดย นายเอริค ริกน็อต นักภูมิศาสตร์นาซาและอาจารย์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเออร์ไวน์ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า การพังทลายลงของระบบธารน้ำแข็งในภาคตะวันตกของแอนตาร์กติกาเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป
 
 
 
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอามันด์เซ็น ด้านตะวันตกของทวีปแอนตาร์ติกา ซึ่งมีธารน้ำแข็งอย่างน้อย 6 แห่งที่กำลังละลายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธารน้ำแข็งสมิธ ที่ละลายด้วยอัตราความเร็วสูงสุด จากสถิติตั้งแต่ปี 2539 พบว่าแผ่นน้ำแข็งของธารน้ำแข็งสมิธได้ละลายหายไปแล้วกว่า 45 กิโลเมตร สาเหตุหนึ่งของการละลายอย่างรวดเร็วมาจาก "ภาวะโลกร้อน" ที่ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลทะลักเข้ามาในทะเลอามันด์เซ็นมากขึ้น แผ่นน้ำแข็งส่วนที่ลอยตัวอยู่บนน้ำทะเลจึงละลายเร็วขึ้นทุกปี จนผ่านจุดที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ นอกจากนี้ ภูมิประเทศของชายฝั่งแอนตาร์ติกาด้านตะวันตกเองก็เป็นพื้นที่ราบที่ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงทะเลเร็วกว่าธารน้ำแข็งในภูมิภาคอื่นด้วย
 
 
 
องค์การนาซาคาดคะเนว่าการละลายของธารน้ำแข็ง 6 แห่งทางภาคตะวันตกของแอนตาร์ติกานี้ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลของโลกเพิ่มขึ้นถึง 1 เมตร 20 เซนติเมตร ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของสหประชาชาติหรือยูเอ็นก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ระดับน้ำทะเลของโลกจะสูงขึ้นอีกกว่า 98 เซนติเมตรภายใน 90 ปีนับจากนี้
 
 
 
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่า แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว แต่การหันมาร่วมมือกันรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะลดการผลิตก๊าซเรือนกระจกก็จะช่วยชะลอการพังทลายของธารน้ำแข็งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลได้
 
 
ด้านคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ "ไอพีซีซี" เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์การละลายของธารน้ำแข็งทางฝั่งตะวันออกของทวีปแอนตาร์กติกาก็กำลังละลายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน พร้อมระบุด้วยว่าสาเหตุของปรากฏการณ์ธารน้ำแข็งละลายอย่างน้อยร้อยละ 95 มาจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น

 

 

 หลายคนอาจมองว่า “แอนตาร์กติกา” ที่อยู่ทางขั้วโลกใต้และ “อาร์กติก” ที่อยู่ทางขั้วโลกเหนือก็ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเหมือนๆ กัน แต่ในความเหมือนกันนี้ยังมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

- ขั้วโลก (ใต้) ของแอนตาร์กติกาอยู่บนแผ่นขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วย “ชั้นน้ำแข็ง” แต่ขั้วโลก (เหนือ) ของอาร์กติกอยู่บนน้ำทะเลที่บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งหรือเรียกว่า “ทะเลน้ำแข็ง”
- น้ำแข็งที่ปกคลุมทวีปแอนตาร์กติกามีความหนาเฉลี่ยถึง 2,450 เมตร แต่น้ำแข็งที่อาร์กติกมีความหนาเฉลี่ยเพียง 2-3 เมตร

- ในช่วงฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์กติกามีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -65 ถึง -70 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -25 ถึง -45 องศาเซลเซียส ขณะที่อาร์กติกมีอุณหภูมิช่วงฤดูหนาวระหว่าง -26 ถึง -43 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิประมาณ 0 องศาเซลเซียส ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอุณหภูมิในฤดูหนาวของอาร์กติกใกล้เคียงอุณหภูมิในฤดูร้อนของแอนตาร์กติกา
- ทวีปแอนตาร์กติกาถูกล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนอาร์กติกถูกล้อมรอบไปด้วยทวีปต่างๆ ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ

 

 

 

แอนตาร์กติกา กับ อาร์กติก ความเหมือนที่แตกต่าง

 

 

 

 

 

เพนกวินอยู่ขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติกา) หมีขาว (โพลา) อยู่ขั้วโลกเหนือ (อาร์กติก)

 

 

สวัสดีครับ หลายคนมักจะสับสนระหว่าง แอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) กับ อาร์กติก (ขั้วโลกเหนือ) วันนี้ก็เลยอยากเขียนเปรียบเทียบให้ชัดเจนระหว่างสองขั้วโลกนี้ มาทำความเข้าใจกันเลยครับ

 

 

Antarctica (ขั้วโลกใต้) ภาพซ้าย Arctic (ขั้วโลกเหนือ) ภาพขวา

 

 

เรามามองภาพรวมของสองขั้วโลกกันก่อนนะครับ

แอนตาร์กติกา (Antarctica) เป็นทวีปที่อยู่ทางทิศใต้สุดของโลก โดยตั้งอยู่ในเขตแอนตาร์กติกเซอร์เคิลรอบขั้วโลกใต้ ล้อมโดยมหาสมุทรใต้ มีพื้นที่มากกว่า 14 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก ถือว่าเป็นดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในโลก

 

 

 

 

ประมาณร้อยละ 98 ของแอนตาร์กติกาถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกา แผ่นน้ำแข็งซึ่งหนาเฉลี่ย 1.9 กิโลเมตร ทวีปนี้มีน้ำแข็งถึงราวร้อยละ 90 ของน้ำแข็งทั้งหมดบนโลก ทำให้มีน้ำจืดที่ใช้ได้ประมาณร้อยละ 70 ของโลก ถ้าน้ำแข็งทั้งหมดละลายแล้ว ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นประมาณ 61 เมตร

 

 

เพนกวินอยู่ขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติกา)

 

 

อาร์กติก (Arctic) เป็นพื้นที่ในบริเวณขั้วโลกเหนือ ซึ่งบริเวณของอาร์กติกนี้ประกอบไปด้วยพื้นที่บางส่วนของประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา, กรีนแลนด์ (ดินแดนของเดนมาร์ก), รัสเซีย, สหรัฐอเมริกา (อลาสกา), ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน และฟินแลนด์ รวมถึงบริเวณของมหาสมุทรอาร์กติกด้วย

 

 

 

 

บริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกจะเป็นพื้นที่ของมหาสมุทร ที่เกิดการแข็งตัวจนเป็นชั้นน้ำแข็ง ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่โดยรอบนอก ซึ่งรวมมนุษย์ด้วย และที่อาศัยอยู่ในน้ำแข็ง เช่น ปลา ,สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, นก, โดยเฉพาะพระเอกของขั้วโลกเหนือก็คือหมีขาวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี และที่หลายคนไม่คุ้นเคยกันนักแต่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ นาวาฬ (วาฬมีงา) ที่สวยงามมากครับ

 

 

หมีขาว (โพลา) อยู่ขั้วโลกเหนือ (อาร์กติก)

 

 

หลายคนมองว่า “แอนตาร์กติกา” ที่อยู่ทางขั้วโลกใต้และ “อาร์กติก” ที่อยู่ทางขั้วโลกเหนือก็ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเหมือนๆ กัน จนบางครั้งก็เกิดความสับสนในเรื่องข้อมูล เช่นหมีขาวอยู่ขั้วโลกไหน แล้วเพนกวินล่ะ เหนือหรือใต้กันแน่ วันนี้เรามาทำความเข้าใจเพื่อจะได้ทำให้จดจำง่ายขึ้นครับ

 

  • ขั้วโลกใต้ ของแอนตาร์กติกาอยู่บนพื้นทวีปขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็ง
  • แต่ขั้วโลกเหนือ ของอาร์กติกอยู่บนน้ำทะเล ที่บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งหรือเรียกว่า ทะเลน้ำแข็ง
  • ทวีปแอนตาร์กติกาถูกล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก ก็คือ แอนตาร์กติกาถูกล้อมด้วยมหาสมุทร

 

  • ส่วนอาร์กติกถูกล้อมรอบไปด้วยทวีปต่างๆ ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ
  • น้ำแข็งที่ปกคลุมทวีปแอนตาร์กติกามีความหนาเฉลี่ยถึง 1,900 เมตร
  • แต่น้ำแข็งที่อาร์กติกมีความหนาเฉลี่ยเพียง 2-3 เมตร เท่านั้น
  • ในช่วงฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์กติกามีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -65 ถึง -70 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -25 ถึง -45 องศาเซลเซียส

 

  • ขณะที่อาร์กติกมีอุณหภูมิช่วงฤดูหนาวระหว่าง -26 ถึง -43 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิประมาณ 0 องศาเซลเซียส ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอุณหภูมิในฤดูหนาวของอาร์กติกใกล้เคียงอุณหภูมิในฤดูร้อนของแอนตาร์กติกา
  • ทวีปแอนตาร์กติกา ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างถาวร มีเพียงแต่นักวิจัยที่ทำงานอยู่ในฐานปฏิบัติการวิจัยเท่านั้น

 

  • ส่วนอาร์กติก มีผู้คนอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบ
  • ขั้วโลกใต้ (Antarctica) เป็นดินแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
  • ส่วนขั้วโลกเหนือ (Arctic) แม้จะเป็นดินแดนที่หนาวมากเหมือนกัน แต่ก็มีประชากรอยู่ 4 ล้านกว่าคน และมีเมืองเล็กๆ กับเมืองหลักอยู่หลายเมืองทีเดียว ซึ่งปัจจุบัน หลายประเทศก็อยากได้ทรัพยากรจากขั้วโลกเหนือมาครอบครอง โดยเฉพาะรัสเซีย จีน และสหรัฐอเมริกา

 

  • เพนกวิน อาศัยอยู่ในขั้วโลกใต้ (Antarctica)
  • ส่วนหมีขาว อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ (Arctic)
  • ขั้วโลกใต้เริ่มที่จะมีรูโหว่ของโอโซน เพียงแต่น้อยกว่าขั้วโลกเหนือ
  • ในขณะที่ขั้วโลกเหนือ มีรูโหว่ที่โอโซนที่ใหญ่มาก เนื่องจากความร้อนที่สะท้อนจากน้ำทะเลขึ้นไปมีมากกว่า

 

  • ขั้วโลกใต้ ที่ไม่เคยเกิดการละลายของน้ำแข็งมาก่อน ก็เริ่มเกิดการละลายทีละน้อย อันเป็นปรากฎการณ์ที่น่าตกใจ
  • ส่วนขั้วโลกเหนือในหน้าร้อน จะเกิดการละลายของน้ำแข็ง และจะกลับมาแข็งตัวเช่นเดิมในหน้าหนาว แต่ปัจจุบันก็ละลายมากขึ้นเช่นกัน

 

 


แอนตาร์กติกา (Antarctica) ขั้วโลกใต้

นาร์วาฬ ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล (ขั้วโลกเหนือ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]
[​IMG]
 

 

 

 อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์-น้องไปป์ ลูกชาย เวียนเทียนวันวิสาขบูชา ที่วัดโลกโมฬี


[​IMG]

 

 

 

ถนน สาย พระ ทำ................


[​IMG]
Maysa Nitto




พระแบบนี้ ขอ กราบ งามๆ 3ที


[​IMG]

 

guest

Post : 09/05/2014 18:58     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  วิสาขบูชากับโอวาทของพระพุทธเจ้า

 

 

 

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม 2557 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับ วันวิสาชบูชา

 

 

 

วันวิสาขบูชา กับโอวาทของพระพุทธเจ้า ที่ชาวพุทธควรนำมาใช้

 

เนื่องในวันวิสาขบูชา 2557 อันเป็นวันมงคลของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะวันวิสาขบูชามีความสำคัญคือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ดังนั้น ชาวพุทธทุกคน ควรทราบพระพุทธพจน์หรือโอวาทของพระพุทธเจ้า เพื่อนำไปใช้เป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิต

 

โดยโอวาทของพระพุทธเจ้าที่เรายกมานี้ เป็นโอวาทที่เกี่ยวกับวันวิสาขบูชา

 

- โอวาทเมื่อพระพุทธเจ้าตัดสินใจออกผนวช (บวช)

 

เมื่อรู้ว่าการเกิดมีทุกข์เป็นโทษแล้ว เราพึงแสวงหานิพพานอันไม่มีความเกิด อันเป็นธรรมที่เกษมจากเครื่องร้อยรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าเถิด

 

ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วนบรรพชาเป็นโอกาสแสงสว่าง ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว, โดยง่าย นั้นไม่ได้. ถ้าไฉนเราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน เถิด

 

 

 

วันวิสาขบูชา 2557 โอวาทของพระพุทธเจ้า ที่ชาวพุทธควรนำมาใช้
ขอบคุณภาพจาก
apinya

- พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานตน) เพื่อตั้งใจจะบรรลุธรรมให้ได้

...หนัง เอ็น กระดูก จักไม่เหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระ จักเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ (การตรัสรู้) ด้วยความเพียรของบุรุษ (มนุษย์) ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย...

 

 

วันวิสาขบูชา 2557 โอวาทของพระพุทธเจ้า ที่ชาวพุทธควรนำมาใช้
ขอบคุณภาพจาก
trueplookpanya


- พระพุทธเจ้าสั่งให้พระภิกษุยึดถือพระไตรปิฎกเป็นศาสดาเมื่อพระองค์ละสังขารแล้ว

...อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว...

 

- พระพุทธเจ้าตรัสก่อนจะปรินิพพาน ให้สาวกทั้งหลายดำรงตนด้วยความไม่ประมาท

ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

และเนื่องในวันวิสาขบูชา 2557 นี้ ชาวพุทธศาสนิกชนก็ควรจะนำหลักธรรมคำสอนและโอวาทของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางที่ดีในการดำเนินชีวิต

 

 

 

 

                    

 

 

 

 

 

                 รุกจนขุนอีกฝ่าย ออกไปหลบอยู่นอกกระดาน ซวยละทีนี่

 
 
 
 
 
 
ตอนที่นายกยิ่งลักษณ์ยังเป็นรักษาการณ์
การสลายการชุมนุม หรือบุกเข้าจับกุมคงเป็นเรื่องยาก
เพราะอีกฝ่ายมีการ์ดและมีอาวุธจำนวนมาก อย่างไรเสียคงต้องเกิดการสูญเสียแน่นอน
และหากทำเช่นนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะนายกเอง
ก็จะโดนฟ้องเหมือนอภิสิทธิ์ การดำเนินการใดๆ ดูจะลำบากยิ่ง
ทำให้กองเชียร์เองก็เริ่มขัดใจ บางคนบอกไม่สู้ซักที
ต่อไปก็ไม่เลือกละ อันนี้ก็ว่ากันไป

แต่ผมว่ารัฐบาลคงคาดเดาอยู่แล้วว่า ตลก. คงฟัดไม่เลี้ยงแน่
สังเกตุไหมทำไมยิ่งลักษณ์ดูสบายๆ เพราะว่ารัฐบาลเองคง
รอจังหวะให้ ตลก. สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

มาถึงตอนนี้หากเป็นภาษาหมากรุก คงเปรียบได้ว่าหลอกให้รุกแล้ว
ย้ายขุนหลบ เมื่อไม่มีขุนให้รุกฆาต ฝ่ายอำมาต ก็ซวยหละสิ
เพราะฝ่ายรัฐบาลเอง ไม่มีขุนให้คอยกังวลแล้ว
คิดอยากจะโยกม้า ย้ายโคน เดินเบี้ย รวมถึงการโยกย้าย แยกตี
ก็สามารถทำตามสบาย ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง

จะเห็นได้ว่า ศรส. เริ่มสั่งขยับปรับแนวรบ เตรียมอรินทราช พร้อมลุย
เกมส์ต่อไปสนุกแน่ครับ เพราะเทือกเองก็เดิมพันสูงเหมือนกัน
ได้ยินมาว่าประธานกปปส. สั่งลุยขั้นเด็ดขาดแล้วเหมือนกัน

หากฝ่ายรัฐบาลไม่รีบรุกกลับตอนนี้ ก็คงหาโอกาสยากละครับ
จะทำอะไรก็รีบทำหมากในกระดานพลิกได้แต่ไม่บ่อยนะครับ
ตอนรุกไม่รุก ตอนบุกไม่บุก เขาเรียกว่าเล่นหมากไม่เป็น

                        

 

 

 ข้อมูลจากวันที่ 11 พฤษภาคน ครับ
ดูให้ชัดๆ คนเป็นล้านน นี้แค่ ตจวนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                       กินเผ็ด

 

 

 

 

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

  

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



กินเผ็ดก็คือกินอาหารที่ใส่ พริกลงไปมากๆ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ตอบไว้ว่า ประโยชน์ของพริกมีหลายอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขคือ เอ็นโดรฟิน บรรเทาอาการเจ็บปวด บรร เทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดปริมาณคอเลสเตอรอล

ทั้งนี้จากงานวิจัยของญี่ปุ่นพบว่า พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิ ในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญ มีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก

ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกจะช่วยทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง ดังนั้นคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดกินพริกจะดี

การกินพริกยังช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้แก่ คือ อินซูลิน มีรายงานว่า 30 นาทีหลังกินพริก อินซูลินจะไม่ขึ้นเลย พออินซูลินไม่ขึ้น ก็จะไม่ทำให้รู้สึกอยากหวาน

นอกจากนี้วิตามินซีในพริกยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง จากผลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่า พริกยังช่วยในการสลายลิ่มเลือดด้วย

นอกจากการบริโภคแล้ว ยังใช้ทำเป็นเจล ใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เข่าอักเสบ เริม หรืองูสวัด

ส่วนที่หลายคนมีความเชื่อว่าการกินพริกมากๆ หรือรับประทานอาหารรสเผ็ดจัดจะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น สารในพริกมีฤทธิ์เป็นกรดก็จริง แต่พริกไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารน่าจะมาจากการกิน อาหารมันๆ มากกว่า เช่น ข้าวขาหมู กว่าจะย่อยต้องใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร

แต่การกินอาหารเผ็ดจัดอาจทำให้เกิดอาการเหมือนเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารแคปไซซินในพริกซึ่งเป็นกรดจะไปทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง ทำให้รู้สึกจุกแน่นลิ้นปี่ กรณีที่กินอาหารเผ็ดมากๆ วิธีแก้คือ ต้องกินอาหารที่มันๆ เพราะสารแคปไซซินจะละลายได้ดีในไขมัน แต่ละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย การดื่มน้ำเย็นจะไม่ช่วยทำให้หายเผ็ด

ถ้าจะแก้เผ็ดต้องดื่มนม หรือไอศกรีม ซึ่งก็ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยด้วยที่ใช้ความมันจากกะทิมาดับเผ็ด เห็นได้จากการทำแกงเขียวหวาน หรือแกงต่างๆ ที่ใส่กะทิ

โทษจากการกินเผ็ด หรือภัยจากการกินเผ็ด รสเผ็ดจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานมากขึ้น มีผลให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

และสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ ต้องระวังไม่ให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไปเพราะอาจเกิดหัวใจวายได้ ยังมีโรคทางกระเพาะอาหาร เมื่อกินอาหารรสจัด (เผ็ด) เข้าไป จะเกิดกรดในกระเพาะ

ถ้ากรดมากก็จะทำให้ท้องอืด แสบท้อง ปวดท้อง เวลาถ่ายก็แสบไปด้วย และมีโรคอ้วน เพราะรสเผ็ดช่วยให้เจริญอาหารดี ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา

นอกจากนี้ยังมีอาการแสบร้อน เพราะพริกมีสารแคปไซซินซึ่งทำปฏิกิริยากับร่างกายของเรา ถ้าละอองพริกเข้าดวงตา หรือสัมผัสกับร่างกาย อาจทำให้แสบตา หรือแสบร้อนบริเวณที่โดนพริก

ดังนั้นในคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารรสเผ็ดจัดจะยิ่งทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหาร

ส่วนเด็กและคนแก่ ที่สำลักง่าย ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะถ้าสำลักเข้าหลอดลม กรดอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้เกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออกได้

 

 



                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘ชูวิทย์’ มึน ใครเป็นรัฐบาล ชี้ประเทศไทยมั่วไปหมด-ไม่รู้ใครตัวจริง-ปลอม

 

 
 
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กล่าสุดว่า

ใครเป็นรัฐบาล?

หลายคนบอกให้ผมพูดถึงรัฐบาลบ้าง แล้วตอนนี้ใครเป็นรัฐบาลอยู่หรือ? ประชาชนออกจะงงๆว่าใครเป็นใครกันแน่? คุณยิ่งลักษณ์กระเด็นตกเก้าอี้ ส่วนที่เหลืออยู่ยังไม่รู้ใครรักษาการณ์ต่อ ใครเป็นรัฐมนตรี? ใครอยู่? ใครรอด? ใครลาออก? มันดูมั่วๆซั่วๆยังไงไม่รู้

ถึงแม้มีรัฐบาล แต่ปกครองบริหารประเทศไม่ได้ ทุกวันนี้มีแต่ข่าวม็อบ เดี๋ยวม็อบยึดนู่นปิดนี่ เดี๋ยวการ์ดซ้อมคนนั้นซ้อมคนนี้เสร็จแล้วโยนเงินให้ปิดปาก แถมยังบังคับสื่อให้ออกแต่ข่าวม็อบ มันน่าอึดอัดใจเสียจริงประเทศนี้ อยู่กันตามยถากรรม นานาชาติเขาพากันงุนงง ไม่กล้ามาเยือนประเทศไทย เพราะไม่รู้เวลามาจะไปจับมือกับนายกฯที่ไหน?

ประเทศอื่นๆ เขาต้องรีบเลือกตั้งเพื่อหารัฐบาลบริหารประเทศให้เดินหน้า เจรจาความกับต่างชาติ แต่ประเทศไทยชิลๆยังไงไม่รู้ เลือกตั้งก็ไม่รู้เมื่อไหร่ จะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แถมไม่รู้ว่าใครมีอำนาจ คนที่ขวางการเลือกตั้งพร่ำเพ้อว่าตัวเองเป็นคนดีมีธรรมะ แต่ดันเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร นึกดูแล้วมันก็แปลก สมัยก่อนทหารจะปฏิวัติเขาทำกันแบบเงียบๆ จู่ๆขับรถถังออกมาเลย แต่สมัยนี้เรียกร้องแทบเป็นแทบตายให้ทหารออกมา ทหารก็ไม่ยอมออกมาเสียที

ที่ยิ่งแปลกไปกันใหญ่ เมื่อก่อนคุณสุเทพอยู่ในสภา เป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายทุกครั้งต้องด่าว่าเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง ฟังกันจนหูชา แต่พอเดี๋ยวนี้อยู่นอกสภาบนเวทีม็อบ ดันประกาศเชิญชวนเสื้อแดงให้มาเป็นพวกร่วมประท้วงด้วย เลยไม่รู้ใครเป็นพวกใคร?

ส่วนเมื่อวานเลือกประธานวุฒิสภา ก็อุตส่าห์ไปนั่งเฝ้ากันถึงในสภา พอมีมติเลือก นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานปุ๊บ ก็จะให้รีบทูลเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯกันเลยภายในวันสองวันนี้

อย่างที่บอก ตอนนี้มันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเหลือกันสักอย่าง ไม่มีรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่มีกฎหมาย ไม่รู้ใครเป็นตัวจริงใครเป็นตัวปลอม มันไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ มั่วไปหมดแล้วครับประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

‘สุเทพ’ตรวจตึกสันติฯ-ยึดทำเนียบฯ กองบัญชาการ ตั้งเวทีใหญ่หน้ายูเอ็น ลั่นม้วนนี้ต้องจบ!!

 




 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พ.ค. ที่สะพานชัมยมรุเชษฐ์ ข้างทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้เดินทางมาถึงเวทีชุมนุมคปท. บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ โดยได้หารือกับนายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำคปท. ซึ่งใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที จากนั้น เลขาธิการกปปส.ได้เดินทางเข้าไปยังตึกสันติไมตรี เพื่อตรวจสถานที่ เนื่องจากจะใช้เป็นสถานที่แถลงข่าว และเป็นกองบัญชาการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หลังจากยุบเวทีสวนลุมพีนีมายังบริเวณ ถนนราชดำเนิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ ใช้เวลาในการตรวจพื้นที่ภายในตึกสันติไมตรีประมาณ 5 นาที ก่อนที่จะเดินทางเยี่ยมมวลชนโดยรอบพื้นที่การชุมนุมบริเวณ ถ.ถนนราชดำเนิน

เวลา 11.55 น. นายสุเทพ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับมวลชน คปท. ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ข้างทำเนียบรัฐบาล ว่า ในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) จะยุบเวทีสวนลุมพินีแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ทั้งหมดให้เหลือเวทีเดียว ซึ่งคืนนี้ ตนจะปราศรัยที่เวทีสวนลุมพินี เป็นคืนสุดท้าย ก่อนที่วันพรุ่งนี้ ตนจะนำมวลชนเดินเท้ามาสมทบกับมวลชนที่อยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจะเดินไปหน้ารัฐสภา เพื่อร่วมรับฟังการประชุมวุฒิสภานัดพิเศษ ว่าจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ของประชาชนทันที ตามที่ประชาชนเรียกร้องหรือไม่ รวมถึงจะมีการตั้งเวทีใหญ่หน้าสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วย และต่อจากนี้ตนจะมีสำนักงานที่ตึกสันติไมตรี เพื่อใช้เป็นที่ประชุม อ่านแถลงการณ์ รวมถึงพูดคุยกับใครก็ตามที่มาหารือกับเรา โดยขอความร่วมมือมวลชนอย่าเข้าไปภายในทำเนียบฯ ยกเว้นคนที่เข้าไปทำงานเท่านั้น

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้ คือการระดมมวลชนให้มาร่วมชุมนุมมากที่สุดแล้วช่วยกันบำเพ็ญเพียรเรียกร้องผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ลุกขึ้นมาร่วมมือกับประชาชนแก้ไขปัญหาประเทศ โดยจัดให้มีรัฐบาลของประชาชนขึ้นมาให้ได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราตัดสินใจแล้วว่าท่านเหล่านั้นทำไม่ได้หรือไม่ทำ เราก็ไม่มีทางเลือกนอกจากลงมือทำเอง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ ซึ่งตรงกับวันวิสาบูชา เราจะทำบุญประเทศครั้งใหญ่ เพื่อที่หลังวันวิสาขบูชา ประเทศจะได้สว่างไสวมีแต่สิ่งดีๆ

“เราจะเดินตามแผนให้สำเร็จ ฉลองชัยกันที่ ถนนราชดำเนิน แล้วกลับบ้านไปเป็นประชาชนธรรมดา ใครคิดถึงผมไปเยี่ยมผมได้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่ถ้าไม่ชนะใครที่คิดถึงผมก็ไปเยี่ยมผมในคุก ชีวิตของผมหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับมวลมหาประชาชนเท่านั้น จะไม่มีการยืดเยื้อไปมากกว่านี้แล้ว ม้วนนี้ต้องจบ” นายสุเทพ กล่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                                             

 

 

                                   จังหวัดอ่างทอง


พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง
โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน

 

 

                                  

                                        ประวัติความเป็นมา

  

 

จังหวัดอ่างทองอุดมไปด้วยงานหัตถกรรมพื้นถิ่นไม่ว่าจะเป็นงานปั้นตุ๊กตาชาววัง การทำกลอง การทำอิฐดินเผา หรือการผลิต เครื่องจักสาน ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดเพลงพื้นบ้านลิเก เป็นจังหวัดบ้านเกิดของ นายดอก นายทองแก้ว เมืองวิเศษชัยชาญ และนายแท่น นายอิน นายเมือง ชาวบ้านสีบัวทอง วีรชนคนกล้าในศึกบางระจัน และขุนรองปลัดชู ผู้นำกองอาทมาตอาสาสู้รบจนสิ้นชีพ ๔๐๐ คน ที่เมืองกุยบุรี นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยวัดวาอารามที่มีความเก่าแก่โบราณสวยงามและมีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมายกว่า ๒๐๐ วัด อันเป็นสถานที่ที่น่าศึกษาประวัติศาสตร์และเรื่องราวความเป็นมาในอดีตของชาติไทย

 

   อ่างทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ซึ่งนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ชื่อนายชอง บวสเซอลิเย่ (Dr.Jean Boisselier) พร้อมนักโบราณคดีจากกรมศิลปากรมาสำรวจพื้นที่จังหวัดอ่างทอง พบร่องรอยคูเมืองที่มีร่องน้ำโอบล้อมรอบเมืองตามรูปแบบคูน้ำคันดินชวากทะเล คูเมืองที่สำรวจพบ คือ บ้านคูเมือง ตำบลหัวไผ่ อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง

 

  ในปัจจุบันอ่างทองเดิมชื่อ เมืองวิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยบนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยาในการสู้รบกับกองทัพพม่า ดังปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายตอนโดยเฉพาะในช่วงก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้ใช้แขวงเมืองวิเศษชัยชาญเป็นที่ตั้งค่ายเพื่อตีกรุงศรีอยุธยาและทำให้เกิดการสู้รบครั้งสำคัญที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยนั่นคือ ศึกบางระจัน ปลายสมัยกรุงธนบุรีได้ย้ายที่ตั้งเมืองมาอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ บ้านบางแก้ว เรียกชื่อใหม่ว่า “อ่างทอง” เนื่องจากเป็นที่ลุ่มและอู่ข้าวอู่น้ำอันเป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่มีค่า

 

   จังหวัดอ่างทองเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางตอนล่าง มีเนื้อที่ ๙๖๘ ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านสองสาย คือ แม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดอ่างทองแบ่งการปกครองออกเป็น ๗ อำเภอ คือ อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอแสวงหา อำเภอป่าโมก อำเภอโพธิ์ทอง อำเภอไชโย และอำเภอสามโก้

 

มีอาณาเขตติดต่อคือ


   ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดสิงห์บุรี
   ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดลพบุรีและพระนครศรีอยุธยา
   ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรี
   ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 

 

 

 

                   

 

 

เพลงแรกที่บันทึกแผ่นเสียง คือ เพลง "คิดถึงนาง" ปี พ.ศ. 2507 งานแต่งของ อ.พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา  นักแต่งที่ราบสูง  

โดยมี ครูพีระ ตรีบุปผา (เสียชีวิตแล้ว) กับ ครูชาญชัย บัวบังศร ทำดนตรีให้

 

หลังจากบวชเรียนแถววัดบ้านเกิดแล้ว ก็มาสมัครกับวงดนตรี สุรพล สมบัติเจริญ โดยมี เมืองมนต์ สมบัติเจริญ คอยช่วยเหลือ เพราะเมืองมนต์กับปักษิณบ้านอยู่ไม่ห่างกันและสนิทสนมรักใคร่กันมาก แต่โชคไม่ดีที่สุรพลไม่รับ ด้วยเหตุร่องเสียงเหมือนกับเมืองมนต์ จึงเปลี่ยนเส้นทางไปสมัครอยู่กับ ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย ในขณะที่อยู่กับ ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัยนั้น เกิดโชคดีถูกล๊อตเตอรี่ รางวัลที่4 จึงได้นำเงินก้อนนั้นมาเป็นทุนในการทำแผ่นเสียงของตัวเองดังที่เคยตั้งใจและฝันไว้ก่อนหน้านั้น

 

สุรพลได้มานั่งที่ห้องที่ห้องบันทึกเสียงด้วยพร้อมกับมีเมืองมนต์ สมบัติ์เจริญที่คอยมาให้กำลังใจเช่นกัน อัดเสร็จไม่รู้จะตั้งชื่อว่าอะไร สุรพลก็เอ่ยขึ้นว่า "ศิลปินก็เหมือนนก ที่ต้องบินหากินเรื่อยไป ชื่อว่า ปักษิณ ที่แปลว่านก มาจากวิเศษชัยชาญ ก็ชื่อปักษิณ ลูกวิเศษ ก็แล้วกัน" นี่คือที่มาของนักร้องลูกทุ่งที่ชื่อ "ปักษิณ ลูกวิเศษ และเพลง "คิดถึงนาง" ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่แฟนเพลงสมัยนั้นรู้จักและสถานีวิทยุต่าง ๆ เปิดกันบ่อย เพลงที่บันทึกตามมา เช่น หงส์จากกา, ลืมเธอไม่ได้, หลงรักคุด, ซี่โครงหัก, แม่นำขึ้นนำลง, ดูหรือใจ,สบายใจ

 

หลังจากยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย ยุบวงลง ก็กลับไปอยู่กับครอบครัวโดยที่ครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัด กำแพงเพชรในคราวนั้นด้วย จนมาถึงช่วงที่ไวพจน์ เพชรสุพรรณได้แยกตัวมาจากวงดนตรีรวมดาวกระจาย(ครู สำเนียง ม่วงทอง)มาตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเองจึงประกาศรับสมัครนักร้องประจำวง ปักษิณ ลูกวิเศษ จึงกลับเข้ามากรุงเทพ อีกครั้งในฐานะนักร้องชายประจำวงดนตรีไวพจน์ เพชรสุพรรณ โดยการชักชวนของเมืองมนต์ สมบัติ์เจริญที่ได้เข้ามาอยู่ก่อนหน้าแล้ว หลังจากที่ออกมาจากวงดนตรีของ ครู สุรพล สมบัติ์เจริญ ในขณะนั้นด้วย ยุคแรกๆ กับทีมงานในสังกัดวงดนตรีไวพจน์ เพชรสุพรรณยุคนั้น(ระพี เรือนเพชร-เพชร โพธาราม- ชาญ ชัยนาท-ทรายทอง ณ โคราชฯลฯ) อยู่กับไวพจน์ ได้ระยะหนึ่ง จึงแยกตัวออกมาพร้อมกับเมืองมนต์เพื่อที่จะมาร่วมกันตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเอง

 

โดยมีเมืองมนต์เป็นหัวหน้าคณะ เปิดวงทำการแสดงเดินอยู่นานพอสมควร จนถึงปี 2513 เมืองมนต์เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือดจนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด ปักษิณเลยต้องรับภาระหน้าที่เป็นหัวหน้าวงเดินสายอยู่ประมาณ 2 ปี ประสบกับปัญหาหลายอย่างจึงตัดสินใจยุบวงในที่สุด หลังจากยุบวงก็ไปเป็นนักร้องรับเชิญให้กับวงดนตรีต่างๆเช่น อาทิ เพชร โพธาราม, ประยงค์ ลูกบางไทร จนในที่สุดก็หันหลังให้กับวงการเพลงโดยมาสร้างครอบครัวกับนักร้องสาวชาวอำเภอ สามชุก จังหวัดสุพรรณ ที่เป็นหนึ่งนักร้องสาวในวงนั้นเอง เจ้าของร่องเสียงขวัญจิตร ศรีประจันต์ ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาในวงในคราวที่ไปทำการแสดงที่วัดหนองหิน อำเภอสามชุก สุพรรณบุรี (ในขณะที่เมืองมนต์เสียชีวิตแล้ว)

 

ปักษิณ ลูกวิเศษแต่งงานกับหญิงสาวชาวสุพรรณ มีลูก 3 คน 1 ใน 3 คือ "ทีเด็ด เพชรปักษิณ" ทายาทที่สืบสานงานเพลงลูกทุ่งในเวลาต่อมา อาชีพหลังเลิกร้องเพลง คือ เลี้ยงวัว และรับทำขวัญนาคทั่วไป

  

 

 

 

 

 

 

 

 

....... เรื่องนี้ต้องขยาย...........สิ่งที่วุฒิสภาทำในการเลือกประธาน วุฒิสภา....ผิด...ขัดรัฐธรรมนูน..รู้ทุกท่านว่าผิด..ยังเร่งรีบที่จะทำ... ซึ่งไม่ต่างกับที่ กปปส.เคยตำหนิรัฐบาลในเรื่องสุดซอย หรือ..ตลก..ตัดสินท่านนายกปู..ในกรณีโยกย้ายนายถวิล...ถามว่า....ผู้รู้...กรณีนี้....เราจะตอบโต้เช่นไรคะ

--------------------------------------------
มติในสภา

1.ไม่มีวาระ การเลือกตั้ง ประธานวุฒิ...ใน พรฎ. ฉบับนี้
2. การเลือกตั้ง ประธานวุฒิ ปกติ จะต้องเลือก ประธานวุฒิ ใน สมัยสามัญเท่านั้น
3. สองเรื่องนี้ ต้องส่งตีความก่อน ว่า ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
4. คุณสุรชัย จะปฎิบัติหน้าที่ได้ ต่อเมื่อ ได้รับการโปรดเกล้าฯ
5. วุฒิสภา จะต้องส่ง มติ มาให้ รัฐบาล โดยครม. เพื่อให้นายก.....นำเสนอโปรดเกล้า
6. ต้องมีคน ร้องเรียน ก่อนว่า......การเลือก ประธานวุฒิ รองประธานวุฒิ......ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
7. นายก.....ไม่มี มีแต่ รองนายกรักษาการ......ในกรณีอื่นๆ....ฝ่าย กปปส. ก็บอกว่า รักษาการนายก...ไม่มีอำนาจ ในการ นำเสนอโปรดเกล้า ในทุกกรณี มาโดยตลอด
8. การ ที่ รักษาการนายก จะมีอำนาจ หรือไม่ ต้อง มีหนังสือไปที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อน.....จะใช้เวลากี่วัน ไม่ทราบ
9. หากมีข้อโต้แย้ง....ต้องส่ง ตลก ตีความ ว่ารักษาการนายก ทำอะไรได้บ้าง

 

[​IMG] 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]
เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงใจ

 

 


ก็แค่ความเห็น ที่คิดตามประสบการณ์การเป็นอำมาตย์ เดินตามตูดอำมาตย์มาหลายปี คิดแบบอำมาตย์ ทำแบบอำมาตย์ หวังผลแบบอำมาตย์. .

เชื่อป่ะว่า
- การเลือกตั้ง เดือน ก.ค.นี้ ผมว่าไม่เกิดอ่ะ..
- การ ปว./รปห. ห้วงนี้ ผมก็ว่าไม่เกิดอ่ะ
- การยึดอำนาจโดย กปปส. ผมก็ว่าไม่สำเร็จอ่ะ
- การมี นายกฯ ม.7 ผมก็ว่าท่านไม่ให้อ่ะ
- การประกาศกฏอัยการศึกโดยกองทัพ ผมก็ว่าไม่เกิดอ่ะ

ถ้าเป็นยังงี้แล้ว จะเกิดไรขึ้นในเวลาถัดไป เชื่อป่ะว่า ..
- ต้องมีสถานการณ์ความรุนแรง
- ต้องมีการปะทะกันระหว่างมวลชน2ฝ่าย
- ต้องมีการเผาทำลายอาคารสถานที่
- ต้องมีการวินาศกรรม อาจจะเป็นฝูชน หรือ สถานที่เชิงสัญลักษณ์ ..

ถ้าย่อหน้าที่2เกิดปุ๊บ.. นั่นน่ะ ย่อหน้าที่1ถึงจะตั้งลำขับเคลื่อน ..ถ้าย่อหน้าที่2ไม่เกิด สิ่งที่จะตามมา มันจะแรงสุดขั้ว.. เชื่อป่ะว่า

- การลอบสังหารระดับแกนนำ ผู้นำองค์กรทั้ง2ฝ่าย เพื่อจุดชนวน
- มือที่3 ที่4 ที่5 จะมีบทบาท เพื่อจุดชนวน
- ถ้าจุดติดก็ จลาจลขนาดใหญ่
- ถ้าจุดแล้วลาม ก็ สงครามกลางเมือง

40กว่าปีที่ผ่านมา อำมาตย์เค้าคิดแบบนี้แหล่ะ เค้าไม่เคยเปลี่ยนแนวคิด แต่เค้าเปลี่ยนตัวเล่นเสมอ..


ฟังดิ.. ♪♫♪►

 

 

 


[​IMG]

 

 

 

 

 

Amazing Thailandการ์ด กปปส หลังจากกระทืบนักบินฝึกหัดเสร็จ กระชากนักท่องเที่ยว
ลงจากรถแท็กซี่ให้เดินไปสนามบินเอง กลางโทลล์เวย์

 


[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  12.41น. กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามตัดรั้วลวดหนามหน้าศอ.รส. ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสกัด
 
 
รูปภาพของ Maysa Nitto
รูปภาพของ Maysa Nitto
รูปภาพของ Maysa Nitto
รูปภาพของ Maysa Nitto
รูปภาพของ Maysa Nitto
 
 
 
 

 

 

 

 

 

ตกลงหาตัวคนทุจริตโครงการได้รึยังครับ??
ชี้ได้รึยัง?? นี่ยังไม่มีมติว่าใครทุจริตในโครงการเลย
แต่มาสรุปเอาว่า ยิ่งลักษณ์ ปล่อยปละให้เกิดการทุจริตได้แล้ว


เออ.. มีคนปล่อยปละให้เกิดการทุจริต แต่ไม่มีมติว่าใครเป็นคนทุจริตนะ
ตกลงมีแต่คนปล่อยปละให้เกิดทุจริต แต่ไม่มีคนทุจริตหรือยังไง??
ประเด็นหลักยังไม่เคลียร์ มาลงมติประเด็นรอง ซะแล้ว
จะแข่งกันเลวกับศาลรัฐธรรมนูญไปถึงไหน !!!

 

 

 

 

 

guest

Post : 05/05/2014 14:18     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  วันพิพากษานายกปู

 

[​IMG]

 

 

 

 

[​IMG] 

 

 

 

 

 หากทำตัว เอียงข้าง กลางไม่แน่น
หากนั่งแป้น ส่อความ ลำเอียงได้
หากลุกลี้ ลุกลน ระคนไป
ก็ทำให้ มองเห็น ได้เด่นชัด

ความศรัทธา เชื่อถือ คือที่สุด
ของมนุษย์ มอบให้ คนใช่สัตว์
มีสติ พิจารณา พาเคร่งครัด
ถ้ารวบรัด เลี้ยวลด ก็หมดกัน

มองอดีต เป็นอย่างไร ใครก็รู้
ย้อนหลังดู ไม่เข้าท่า มันน่าขัน
ทำกับข้่าว ออกทีวี ชี้ิผิดพลัน
ยุบพรรคนั่น ดันย้อนหลัง ได้ตั้งนาน

ท่านเซ็นต์นาม ตามรู้ คู่สมรส
ที่กำหนด กฎหมาย หลายสถาน
ตัดสินให้ ถึงจองจำ กระทำการ
คือผลงาน ศาลไทย ดูไร้ธรรม

 

 

 

 [​IMG] 

 

 [​IMG]

 

                    

 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

   
นี่คือภาพตัวแทน สหภาพรัฐสภาโลกตอนมาเยือนไทย เพื่อขอข้อมูลศาลไทย
เพือนำไปตรวจสอบความ ยุติธรรม ในการตัดสินคดี


ทาง สส. และหมอเหวง ก็ได้ให้ข้อมูลไปเพียบ หลังจากกลับไปได้ไม่นาน
ทางสหภาพรัฐสภาโลก จึงได้ออกหนังสือเตือนศาลไทย และ องค์กรอิสระ
ให้ตัดสิน คดี อยู่ในกรอบฺ และบรรทัดฐานที่ถูกต้องด้วยความยุติธรรม


สหภาพรัฐสภาโลกจะจับตามอง ศาล และ องค์กรอิสระของไทย
หากตัดสินโดยขาดความเที่ยงธรรมจะถอนใบขึ้นทะเบียนสมาชิก
ออกจากองค์กรทันที และจะมีการบอยคอตจากสมาชิกองค์กรสหภาพรัฐสภาโลกต่อไป

องค์กรสหภาพรัฐสภาโลกมีสมาชิค 153 ประเทศและทั้ง 153 ประเทศ กำลังสนใจ
และจับตามองการตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และ ปปช

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     ไอ้ด่างคลองบางมุด จระเข้ที่กินคนมากที่สุดในไทย!!

 

 

 


[​IMG]
 

 

 

พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๕๐๗ ชาวบ้านในอ.หลังสวน จ.ชุมพร
เเทบไม่กล้าสัญจรทางน้ำกัีนเลยเพราะมีจระเข้ยักษ์
ดักทำร้าย กิน คนหาปลา ชาวบ้าน เด็ก ล้วนตกเป็นเหยื่อ
... จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก
และดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่สัญจรไปมา
ไล่กัดกระทั่งคนที่ยืนอยู่บนฝั่ง
จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง

ไอ้ดางบางมุด เป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่ง
เป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิท
มีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำ
นั้นจะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอ
มีผู้คนนับไม่ถ้วนตกเป็นเหยื่อของมัน

สภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น
สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะ
ตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๖ เมตร
บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึก
ซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่ชุกชุม

การล่ามันทำได้ยากเพราะมันเป็นจระเข้ที่ฉลาดมาก
และเเม่น้ำเป็นเเม่น้ำที่ยาวเเละกว้าง
จนทางการต้องลงมาล่าเองโดยเป็นการสนธิกำลังกัน
ระหว่างตำรวจ - ทหาร - ชาวบ้านอาสาสมัคร
ใช้เรือกว่าร้อยลำ ในการไล่ล่า

 


[​IMG]

 

 

ท่ามกลางมรสุม และพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทย
ที่โหมทั้งฝนและลม ทำให้น้ำท่วมในเขตชุมพร
และภาคใต้ขณะนี้ ข่าวร้ายได้เกิดขึ้นในคลองบางมุด
อำเภอสวน กลายเป็นดินแดนแห่งจระเข้ยักษ์อีกครั้ง
“ไอ้ด่าง” ได้อาละวาดลอยขึ้นมากันกินคนอีก
ในคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวนกับอำเภอสวี
ทำให้มีคนมากมายกลายเป็นเหยื่อของมันในช่วงนั้น

นายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ
ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู
ในขากลับนั้น นายช้วนแบกต้นกล้วยเดินข้ามคลองเขาปีบ
เดินผ่านน้ำที่กำลังขึ้นท่วมสะพาน ลึกถึงเข่า
จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่พุ่กัดเข้าตรงเข่านายช้วน
แล้วลากลงใต้น้ำทันที

ขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า
ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืนและฉมวก
กำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน
ตีแนวขนานทั้ง 2 ฝั่งคลองเขาปีบอย่างชุลมุน
ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่ง
ถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ลากไปขัดไว้
และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้
ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพ
แล้วใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่จึงลากศพนายช้วนมาได้
ปรากฏว่าศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็น
เลยเพราะถูกจระเข้กัดกินด้วยความหิวกระหาย
ทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน

 


[​IMG]

 

 (แปลกดีทำไมถึงตั้งชื่อว่า ไอ้ด่าง ทั้งสองตัวเลย แต่ด่างเกยชัย ที่ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.พิจิตร นั้นเขาว่าตัวใหญ่กว่ามากขนาดขวางแม่น้ำน่านได้เลย... เป็นข่าวสมัย รัชกาลที่ 5 โน้น ต่างกับ ด่างคลองบางมุด จ.ชุมพร นี้ จับได้ปีพ.ศ.2507 ครับ )

 

 

 

จากแหล่งที่พบศพของนายช้วนนั้นเอง
คณะนักล่ากับชาวบ้านจึงรู้ว่า เป็นบริเวณแอ่งน้ำลึก
หรือวังจระเข้เก่าที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ใช้เป็นที่หลบซ่อน
พอรู้แหล่งซ่อนของจระเข้ยักษ์
คณะนักล่าแห่งค่ายทหารบกชุมพร
ได้ให้ชาวบ้านทุกคนหลบซุ่มอยู่บนตลิ่ง
แล้วใช้ระเบิดซี .3
หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์ ๓ นัด
เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหว

 


[​IMG]
 

 

ตัวไอ้ด่างลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ
บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้ว
ทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลัง
ของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็น
ทั้งตัวแต่มันไม่สามารถจะอาละวาดต่อไปได้อีกแล้ว เ
พราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓
ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง”
และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง
ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่

 


[​IMG]
 

 

จากนั้นคณะล่าจระเข้ได้ใช้เชือกลาก
จระเข้ยักษ์จากคลองเขาปีบมุ่งไปยังตลาดอำเภอสวี
แต่ระหว่างที่ลากมาในคลองน