Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 16/10/2014 19:48     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  วัฒนธรรมคนเกาหลี

 

 

 

 

 

                           วัฒนธรรมของคนเกาหลี

 

 

วัฒนธรรมคนเกาหลี

วัฒนธรรมคนเกาหลี

 

 

ชาวเกาหลีใต้ได้สร้างวัฒนธรรมที่โดดเด่นผ่านช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมหลายๆอย่าง

เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของหลากหลายศาสนาซึ่งมีอิทธิพลมากต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของ

ชาวเกาหลีมาจวบจนปัจจุบันนี้

 

การทักทาย

Korean DO (คนเกาหลีทำ)

การกล่าวคำทักทาย และคำขอบคุณต้องก้มหัวคำนับเสมอการโค้งต่ำระดับไหนนั้นขึ้นอยู่กับความ

อาวุโสของอีกฝ่าย

Korean DON? T (คนเกาหลีไม่ทำ)

ทักทายด้วยการโอบกอดในที่สาธารณะ นอกเสียจากเพื่อการร่ำลา

 

 

การเรียกผู้อื่น

Korean DO (คนเกาหลี ทำ)

? การเรียกคนที่ไม่รู้จักกัน หรือไม่รู้จักชื่อบางคนจะใช้คำพูดที่เป็นการเกริ่นนำขึ้นมาก่อนไม่ได้มีคำ

เรียกบุคคลนั้นตายตัว (เช่น ขอโทษนะคะ,ไม่ทราบว่า) แต่บางคนจะมีคำสรรพนามที่สามารถ

ใช้เรียกได้เลย (เช่น คุณลุง, คุณป้า)?
???
? การเรียกคนที่มีอายุมากกว่า จะไม่เรียกชื่อเขา แต่จะใช้สรรพนามให้?เหมาะสมกับเขาคนนั้น (ซึ่ง

แบ่งตามเพศและสถานภาพ) แต่ถ้าเรียกคนที่มีอายุน้อยกว่า หรือเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน สามารถเรียก

ชื่อได้ หรืออาจใช้สรรพนามแทนก็ได้เช่นกัน
???
?? เรียกชื่อจริงเฉพาะกับเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวเท่านั้น?
???
? การเรียกผู้อาวุโสในสำนักงาน อาจเติมคำว่า ?นิม ? ต่อท้ายตำแหน่ง

หน้าที่การงานของบุคคลนั้นหรือเติมคำว่า ?ชี ? ต่อท้ายชื่อเต็มของเพื่อนร่วมงาน เพื่อความสุภาพ

มากขึ้น

Korean DON?T (คนเกาหลี ไม่ทำ)

? เรียกคนที่ไม่รู้จักกัน หรือไม่รู้จักชื่อ ว่า ?นอ ? ที่แปลว่า You ในภาษาอังกฤษเพราะเป็นคำที่ใช้

เรียกกันเฉพาะในหมู่เพื่อนหรือคนสนิทเท่านั้น
???
? เรียกผู้อาวุโสกว่าด้วยชื่อจริง หรือ นอ???
???
? เรียกชื่อจริงของบุคคลผู้ที่เราไม่ได้รู้จักกันเป็นอย่างดี เช่นเพื่อนร่วมงาน,?หัวหน้า ฯลฯ

 

การรับประทานอาหาร

Korean DO

? ใช้ตะเกียบโลหะกับช้อนยาวโดยใช้ช้อนรับประทานข้าวซุป และสตูว์ และใช้ตะเกียบกับเครื่อง

เคียงแบบอาหารแห้ง?
???
? เคี้ยวอาหารเสียงดังๆ เพื่อแสดงความอร่อย (คล้ายวัฒนธรรมจีนและญี่ปุ่น)??
???
? วางช้อนและตะเกียบลงบนโต๊ะเมื่อทานเสร็จแล้ว
???
? น้อมรับคำชมเกี่ยวกับรสชาติอาหารและบริการ
???
? ผู้น้อยต้องรอให้ผู้อาวุโสที่สุดเป็นฝ่ายบอกเริ่มการรับประทานอาหารเสมอ

?เมื่อมีคนรินเครื่องดื่มให้ก็ควรรินกลับเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ

???
? ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดต้องเป็นคนรินเครื่องดื่มให้ผู้อาวุโส กว่าเสมอและต้องรินด้วยสองมือ

Korean DON?T

? ใช้ช้อนและตะเกียบพร้อมกัน
???
? ปักตะเกียบไว้ในชามข้าว เพราะถือว่าเป็นการเซ่นไหว้คนตาย?

? ยกจานหรือชามขึ้นมาขณะรับประทานอาหาร?

? การพูดคุยระหว่างมื้ออาหารที่มากเกินไป?

? แชร์ค่าอาหาร (ยกเว้นในกรณีพิเศษ)?

? การสั่งน้ำมูกในโต๊ะอาหาร?

??ลุกจากโต๊ะอาหารก่อนที่ผู้อาวุโสที่สุดจะรับประทานเสร็จ?

? รินเครื่องดื่มให้ผู้อื่นขณะที่เครื่องดื่มในแก้วยังไม่หมด?

*****
ครอบครัวเกาหลีนิยมรับประทานข้าว ซุปและเครื่องเคียงอีกสามสี่อย่างรวมทั้งกิมจิมีการจัดเรียงจาก

ซ้ายไปขวาของผู้รับประทาน ดังนี้ ข้าว ซุป ช้อน และตะเกียบส่วนสตูและเครื่องเคียงอื่นๆ จะวาง

กลางโต๊ะ รับประทานกับผู้อื่น ชาวเกาหลีเชื่อว่าการรับประทานอาหารร่วมจานกันจะเป็นการกระชับ

ความสัมพันธ์ แต่หากต้องการจานชามส่วนตัวก็สามารถขอได้และทุกวันนี้ร้านอาหารเกาหลีก็จะ

จัดชุดจานเฉพาะบุคคลให้

 

การแสดงออก

Korean DO

? การจับมือทักทายกันอย่างสุภาพ
???
? โอบกอดในที่สาธารณะะทำเฉพาะกรณีเพื่อการร่ำลา
???
? แสดงออกอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
???
? ชาวเกาหลีจะแสดงแสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวังรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดการ

เข้าใจหรือตีความหมายผิด?

Korean DON?T??

??การแสดงความรักระหว่างเพศในที่สาธารณะ (เช่น กอด, จูบ)?
???
? ถูกเนื้อต้องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณศีรษะ?นอกจากจะแสดงความเอ็นดูต่อเด็กเล็กๆ เท่านั้น?
???
? คุยโวโอ้อวดความสามารถของตนเอง?
???
? แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
???
? ทิ้งขยะบนท้องถนนเพราะค่าปรับแพง

 

?
การใช้มือ

Korean DO

? สิ่งของจากผู้ใหญ่ ด้วยสองมือ
???
? มอบสิ่งของให้ผู้ใหญ่ ด้วยสองมือ

Korean DON?T

?? รับสิ่งของจากผู้ใหญ่ ด้วยมือเดียว?
???
? มอบสิ่งของให้ผู้ใหญ่ ด้วยมือเดียว?

?

 

การไปเยี่ยมบ้านผู้อื่น

Korean DO

? ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน เนื่องจากตามประเพณีดั้งเดิมคนเกาหลีนั่งรับประทานอาหาร และนอน

บนพื้น

? สวมถุงเท้า หรือถุงน่อง?

Korean DON?T

? ใส่รองเท้าเข้าบ้าน
???
? เดินหรือนั่งเท้าเปล่าต่อหน้าผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโส

 

 

การปฏิเสธ

Korean DO

 

ใช้วิธีการพูดแบบอ้อมๆ (พูดอ้อมค้อม)

 

Korean DON?T

 

 

ใช้วิธีการพูดแบบตรงไปตรงมา

อื่นๆ

Korean DO

? ในเกาหลี การให้ทิป ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะตามโรงแรม และร้านอาหารจะบวกค่าบริการ

(Service Charge) ไว้แล้ว 5 ? 10% ของค่าอาหาร หรือห้องพัก?
???
? ค่าเลี้ยงสุนัขที่เกาหลีใต้ค่อนข้างแพง ถ้าหากจูงสุนัขไปเดินเล่นตามถนน แล้วสุนัขอึเราต้องทำการ

เก็บทำความสะอาด มิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับ
???
? ตามร้านมินิมาร์ทที่เกาหลีใต้ เวลาซื้อของ เขาจะไม่ใส่ถุงให้ ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ลดการใช้ถุง

พลาสติก หากต้องการถุง เขาจะคิดเงินเพิ่ม 100 วอน แต่ก็มีบางร้านที่ให้ถุงโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
???
? ประเทศเกาหลีใต้ มีระบบตรวจจับคนที่ขับรถผิดกฎจราจร ซึ่งทางตำรวจจะส่งหลักฐานมาถึงบ้าน

เพื่อแจ้งเรื่อง ความเร็ว, เวลา, ทะเบียนรถยนต์ และผู้ทำผิดกฎจราจรต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพักเอง
???
? ผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้ว จะไม่เปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี แต่จะยังคงใช้นามสกุลของตนตาม

เดิม ส่วนบุตรธิดา จะใช้ชื่อสกุลของบิดา

???
? ชาวเกาหลี มีความคิดที่ว่าการถามคำถามอย่าง ?คุณอายุเท่าไร ??? ?คุณแต่งงานแล้วหรือยัง ??

หรือ ?ทำไมคุณถึงมาที่เกาหลี ?? จะช่วยให้เกิดความใกล้ชิดและมิตรภาพที่ดีขึ้น ดังนั้น จึงไม่

แปลก หากชาวเกาหลีจะถามอายุของเรา เพราะเขาจะได้รู้ว่าควรจะใช้คำพูด ในการคุยกับเราอย่าง

ไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จนท.โสมขาว “ฆ่าตัวตาย” หลังเหตุการณ์ “ตะแกรงระบายอากาศถล่ม” คร่าผู้ชมคอนเสิร์ต 16 ศพ
     

 

   เอเอฟพี – เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลความปลอดภัยในงานคอนเสิร์ตที่เมืองซองนัมของเกาหลีใต้ได้ฆ่าตัวตายเมื่อวานนี้(17) เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุตะแกรงที่กั้นช่องระบายอากาศพังถล่ม คร่าชีวิตแฟนเพลงวัยรุ่น 16 ศพ ทางการเกาหลีใต้แถลงวันนี้(18)
       
       การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐวัย 37 ปี ซึ่งมีนามสกุลว่า โอห์ ถูกประกาศออกมา ในขณะที่ตำรวจโสมขาวเริ่มสืบสวนเหตุโศกนาฏกรรมที่ลานแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ณ เมืองซองนัม
       
       เหยื่อซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นได้ขึ้นไปยืนบนตะแกรงกั้นช่องระบายอากาศ เพราะต้องการมองเห็นเวทีคอนเสิร์ตชัดๆ ทำให้โครงสร้างตะแกรงรับน้ำหนักไม่ไหวและพังถล่ม ส่งผลให้วัยรุ่นกว่า 20 คนร่วงลงไปยังลานจอดรถใต้ดินซึ่งอยู่ต่ำลงไป 18.7 เมตร

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

19ต.ค.57
นายกฯปู เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ณ วัดบางไผ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

              

 

 

 

 

                     

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 คดีที่ค้างคาอยู่ใน ป.ป.ช. แต่แทบไม่มีความเคลื่อนไหวหรือดำเนินการใดๆทั้งสิ้น
๑.) การทุจริตโครงการประกันราคาข้าว สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผ่านมา 5 ปีแล้ว ไม่มีความคืบหน้าใดๆ
๒.) คดีทุจริตการจัดสร้างโรงพักร้าง 396 แห่งทั่วประเทศ
๓.) คดี ปรส. 800,000 ล้านบาท รัฐบาลขณะนั้นนำสถาบันการเงินไปขายให้กับต่างชาติในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก คดีนี้ค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยแล้วมากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ปัจจุบันคดีหมดอายุความแล้ว
๔.) การกักตุนน้ำมันปาล์มเพื่อให้ราคาแพง จนประชาชนต้องออกมาทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงน้ำมันปาล์ม


๕.) การทุจริตโครงการจัดซื้อคุรุภัณฑ์อาชีวะ (คนที่ ป.ป.ช. ตั้งไปสอบการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ กลับมีส่วนเกี่ยวข้องเสียเอง)
๖.) คดีทุจริตโครงการถนนปลอดฝุ่น สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
๗.) การทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
๘.) คดีทุจริตเลี่ยงภาษีนำเข้าไวน์จากประเทศฝรั่งเศส ของนาย "เอกชัย มหาคุณ" หลานของนาย "วิชา มหาคุณ" กรรมการ ป.ป.ช.


และอีกหลายๆคดีที่ไม่มีความคืบหน้าเลย
ถามจริงๆครับ ป.ป.ช. มีความเป็นกลางบ้างไหม?
หน้าด้านจริงๆ โดยเฉพาะ "วิชา มหาคุณ"
คดีประชาธิปัตย์ ดองไว้จนหมดอายุความ

 

            

 

             

 

 

 กล่าวหาใส่ร้ายเค้าว่าโกงอย่างโง้นงี้   พอถึงเวลาส่งสำนวนฟ้องดันมีแค่ปกรายงาน  .........

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

                        ทางแก้หนี้นอกระบบ  ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

 

 

 

 

ทางแก้หนี้นอกระบบ  ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

 

 

 

ปัญหา เป็นข่าวดังครึกโครมขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อเกิดกรณี การเผาตัวเองของนางสังเวียน  รักษาเพ็ชร อายุ 52 ปี ชาว จ.ลพบุรี ที่กลางศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

 

สำหรับสาเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหา ขณะนี้มีข้อมูลออกมาจากทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายลูกหนี้คือนางสังเวียน ชี้ประเด็นไปว่า สาเหตุเกิดจากแรงกดดันจากเจ้าหนี้ที่ให้กู้และเรียกดอกเบี้ยสูงจนทำให้ไม่สามารถใช้หนี้ได้หมดสิ้น แม้จะมีการประนอมหนี้มาแล้วก็ตาม

 

แต่ขณะฝ่ายเจ้าหนี้ ซึ่งหลานสาวของเจ้าหนี้ได้ออกมาแจงข้อเท็จจริงผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอความเป็นธรรม โดยชี้ประเด็นว่า ทางฝ่ายลูกหนี้เองที่ไม่มีวินัยและผิดสัญญาต่างๆนานาจนสร้างความเสียหายให้เจ้าหนี้ ทำให้ไม่ได้รับหนี้คืนอย่างที่ควรจะได้ 

 

อย่างไรก็ตามในประเด็นข้อเท็จจริงเหล่านั้นสุดท้ายคืออะไร คงจะมีการติดตามสืบข่าวกันต่อ แต่สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นหนี้นอกระบบประเด็นหนึ่งก็คือ  ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาของสังคมไทย ที่มีมานาน สั่งสมมานาน และรอวันแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวทุเลาลดน้อยลงไปในอนาคต

 

หนี้นอกระบบ ในปัจจุบันจากการรายงานของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ในปี 2557 มีสัดส่วนสูงสุดในรอบ 9 ปี โดยสูงถึง 9.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 82 ของจีดี และ มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 2.19 แสนบาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น จากปี 2556 ที่มีหนี้สินเฉลี่ย 1.88 แสนบาทต่อครัวเรือน ที่สำคัญพบว่า เป็นหนี้นอกระบบถึง 49%

 

ปัญหาหนี้นอกระบบนอกจากเป็นปัญหาในด้านเศรษฐกิจ และยังเกิดปัญหาต่อเนื่องไปยังปัญหาสังคมอีกด้วย ในช่วงหนึ่ง เรามักได้ยินข่าว แก๊งทวงหนี้โหดทำร้ายลูกหนี้บ่อยครั้ง และในช่วงการบริหารงานของ คสช.ก็มีนโยบายสำคัญคือมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอยู่ด้วยมาตรการหนึ่ง


สำหรับปัญหาของหนี้นอกระบบ ส่วนหนึ่ง ที่ลูกหนี้เมื่อไปกู้นอกระบบจากนายทุนนอกระบบแล้วไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือใช้หนี้เท่าไรก็ไม่หมดสิ้น ก็เพราะ การกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราสูง อย่างที่เราเคยได้ยินคุ้นหูอยู่ประจำก็คือ  ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน  ต้องย้ำว่า ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบต่อปี (ซึ่งปรกติสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยเป็นอัตราต่อปี) อยู่ที่ ร้อยละ 240 ต่อปี  เท่ากับดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นถึงเกือบสองเท่าครึ่ง

 

แต่ทราบหรือไม่ว่า การกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้นั้น แท้จริงมีกฎหมายกำหนดเพดานห้ามไม่ให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กำหนด และหากใครทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะมีความผิด อีกด้วย

 

โดย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ สิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี" ซึ่ง มาตรา 654 นี้ อยู่ในบรรพ 3 ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2474

 

 แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ได้มีพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ประกาศใช้บังคับ ซึ่ง มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า “บุคคลใดให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ มีความผิดฐานเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

ดังนั้นการปล่อยกู้ของนายทุนเงินกู้ใดๆก็ตาม ที่คิดดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่ากฎหมายกำหนดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังมีความผิดทางอาญาอีกด้วย ซึ่งลูกหนี้สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ในทางคดีได้

 

ทั้งๆที่การปล่อยกู้เกินกว่ากฎหมายกำหนดไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีความผิดทางอาญา แต่ทำไม่ปัญหาหนี้นอกระบบ จึงไม่หมดสิ้นและมีสัดส่วนสูงเกือบครึ่งของมูลหนี้ครัวเรือนดังที่ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้รายงานไว้ดังที่ยกมาข้างต้น ?

 

ใช่หรือไม่ ลูกหนี้จำยอมเพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบอย่างสถาบันการเงินปรกติได้ ? การกู้เงินจากสถาบันการเงินปรกติต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลักประกัน ยุ่งยากจนคนจนไม่สามารถเข้าถึงได้จริงหรือไม่.?
ธนาคารรัฐที่หลายรัฐบาลพยายามผลักดันให้เข้ามามีบทบาทในการแก้หนี้นอกระบบ อย่างธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. มีข้อบกพร่องหรือไม่ ?

 

ในขณะที่ การกระทำหรือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีความผิดทั้งแพ่งและอาญา  แต่ ทำไม ยังมีเงินกู้นอกระบบจำนวนมากเกิดขึ้น ? ใช่หรือไม่เพราะนายทุนบางรายเป็นผู้มีอิทธิพล และใกล้ชิดกับเส้นสายอำนาจของคนมีสี..?

 

ยังมีปัญหาอีกมากมายเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบที่ดูเหมือนไม่จบไม่สิ้นและต้องการการแก้ไขในเชิงระบบเชิงโครงสร้าง  แต่ประเด็นหนึ่งที่  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ชี้ประเด็นก็น่าจะช่วยแก้ไขในระยาวได้บ้าง คือ

 

“ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาค่อนข้างหนัก และสะท้อนว่าประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย จึงไปกู้หนี้นอกระบบ ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ต้องแก้ด้วยการสร้างรายได้ให้ประชาชน พยายามขยายศักยภาพในการสร้างโอกาสทำมาหากิน และ ประชาชนต้องรู้จักการแบ่งรายได้ เก็บออมให้สอดคล้องกับรายจ่าย ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันในการให้ความรู้กับประชาชน โดยให้ยึดหลัก “รู้จักแบ่งรายได้ ก็ไม่ต้องแบกหนี้”

 

ทั้งนี้เฉพาะประเด็น การสร้างรายได้ให้ประชาชน พยายามขยายศักยภาพในการสร้างโอกาสทำมาหากิน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องระดมสรรพกำลังและแก้ไขอีกมากมายและมีรายละเอียดที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศที่ต้องเดินหน้าเพื่อทำให้การแก้ปัญหาเหล่านั้นบรรลุให้ได้ เพราะนั้นหมายถึง การสร้างรายได้ การอยู่ดีกินดี และมีออม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต้องดำเนินการต่อไป หากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ปัญหาหนี้นอกระบบก็ยากที่จะแก้ไขให้ทุเลาเบาบางลงได้ 

 

และหากจะแก้ไขให้ได้ผล  ก็ต้องอาศัยการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจในหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน คือที่ดินทำกิน  โอกาสในการทำงาน  การค้าขายอย่างเป็นธรรม  การสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน  ฯลฯ สิ่งเหล่านี้น่าจับตาว่า แนวทางปฏิรูปประเทศที่กำลังเดินหน้ากันอยู่นี้จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด.........

 

 

             

 

 

 

 

 

 

 

    ใครบอกว่าท่านเป็นคนดุ!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คะแนนนิยม “โอบามา” ร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ครองอำนาจ โพลล์ชี้ เหลือแค่ “40%”

 

 

 

 

คะแนนนิยม “โอบามา”   ร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ครองอำนาจ โพลล์ชี้ เหลือแค่ “40%” 

 

 

 

     

  เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-ผลโพลล์ล่าสุดยืนยัน บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯมีคะแนนนิยมลดลง จนร่วงสู่ระดับ “ต่ำสุด” นับตั้งแต่ก้าวขึ้นครองอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมปี 2009
       
       ผลโพลล์ซึ่งจัดทำโดยสื่อดังอย่าง “เอบีซี นิวส์” และ “วอชิงตัน โพสต์” ที่มีการเผยแพร่ในวันพุธ (15 ต.ค.) ระบุว่าในเวลานี้มีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองพอใจกับการทำหน้าที่ประธานาธิบดีของโอบามา ถือเป็นระดับความนิยมที่ต่ำที่สุด นับตั้งแต่ที่โอบามาก้าวขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันเมื่อปี 2009
       
       ผลสำรวจครั้งนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงก่อนถึง “การเลือกตั้งกลางเทอม” ของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน และถือเป็น “ปัจจัยเชิงลบ” ที่ส่งผลต่อการหาเสียงของบรรดาสมาชิกสภาคองเกรสส์สังกัดพรรคเดโมแครต ตลอดจนบรรดาผู้ว่าการรัฐต่างๆ ที่เป็นสมาชิกพรรคเช่นเดียวกัน
       
       โพลล์ล่าสุดยังพบข้อมูลว่า ในความเป็นจริงแล้วคะแนนนิยมของบารัค โอบามาในวัย 53 ปี ได้ลดต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 33 ด้วยซ้ำ หากคิดเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ออกเสียงอิสระ ที่มิได้เป็นผู้สนับสนุนทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน
       
       ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวอเมริกันร้อยละ 51 ให้โอบามา “สอบตก” ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงาน ขณะเดียวกันยังพบข้อมูลว่ามีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 35 เท่านั้นที่เห็นว่าโอบามา “สอบผ่าน” ในการรับมือภัยคุกคามของกลุ่มนักรบหัวรุนแรงรัฐอิสลาม (ไอเอส)

 

 

                                             วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

 

 

                         

                                 ผิดหวังโอบาม่า ผิดหวังยิ่งลักษณ์??

 
ภาพจาก www.bbc.co.uk

 

เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว 


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เราไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับผลงานในรอบ 4 ปีที่แล้วของประธานาธิบดีโอบาม่า และไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย เพราะเราไม่ควรจะมีความหวังกับนักการเมืองฝ่ายนายทุนเหล่านี้ตั้งแต่แรก เราควรมั่นใจมานานแล้วว่าเขาจะหักหลังพวกเราแน่นอน

ในการเลือกตั้งที่สหรัฐ ทั้งๆ ที่ โอบาม่าชนะ แต่เราก็เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ที่เคยตั้งความหวังกับโอบาม่า ผิดหวังจนคะแนนเสียงของโอบาม่าตกต่ำลง คือโอบาม่าได้คะแนนมากกว่ารอมนี้แค่ 2% เอง เทียบกับปี 2008 เขาได้มากกว่ามะเคน 7% และคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่าลดจาก 70 ล้านเสียงเหลือแค่ 60 ล้าน เป็นเพราะอะไร?
   
สำหรับนักสังคมนิยม เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว นอกจากนี้เราก็จะปฏิเสธด้วยว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครดจะเป็นรัฐบาลที่ “แย่น้อยกว่า” รัฐบาลพรรคริพับลิแคนทั้งๆ ที่นักการเมืองพรรคริพับลิแคนมักใช้วาจาของพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้วก็ตาม ถ้าไม่เชื่อก็ต้องดูรูปธรรมของนโยบายทั้งสองพรรคเมื่อเป็นรัฐบาล
   
โอบาม่าชนะการเลือกตั้งในปี 2008 และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ยุค 1930 แต่แทนที่โอบาม่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบทุนนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะการปรองดองระหว่างทุนกับคนงานกรรมาชีพ อย่างที่ประธานาธิบดีรุสเวลท์เคยทำในยุค 1930 โดยการใช้รัฐสร้างงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงาน โอบาม่ากลับเลือกข้างนายทุนฝ่ายเดียว และให้คนทำงานธรรมดาต้องแบกภาระจากวิกฤตที่ตนเองไม่ได้สร้าง

นโยบายเศรษฐกิจของโอบาม่าเป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลบุชที่มาก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยให้ธนาคารดำเนินกิจการและกอบโกยอย่างเสรี อันนี้เป็นการเลือกของโอบาม่า ไม่ใช่ว่าถูกบังคับแต่อย่างใด 


หลังจากที่กระตุ้นเศราฐกิจเล็กน้อย โอบาม่าหันมาใช้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดตามเคย ซึ่งเน้นการตัดสวัสดิการและแปรรูปภาครัฐให้เป็นเอกชน

เราเข้าใจได้ดีว่าทำไมโอบาม่าเลือกข้างนายทุน ซึ่งไม่ต่างจากพรรคริพับลิแคนเพราะในหนังสือของโอบาม่าที่ออกมาในปี 2007 เขาเล่าว่าตอนที่เขาเป็นวุฒิสมาชิกในสภา เขาเริ่มคลุกคลีกับพวกนายทุนและคนรวยที่สุด 1% ของประเทศจนตัวเขาเองเริ่มเคารพและคิดเหมือนพวกนั้น

เมื่อเราพิจารณาความเดือดร้อนของคนงานสหรัฐ โดยเฉพาะคนงานประกอบรถยนต์ที่เป็นสมาชิกสหภาพ United Auto Workers (UAW) ซึ่งกำลังตกงานจากวิกฤตที่เริ่มในระบบธนาคาร เราจะเห็นว่าหัวหน้าทีมงานของประธานาธิบดีโอบาม่าเคยพูดในทำเนียบขาวว่า “สหภาพนี้ไปตายห่าก็ได้” (“Fuck the UAW”) ซึ่งผลของนโยบายดังกล่าวบวกกับความขี้ขลาดของผู้นำแรงงานระดับชาติ แปลว่าคนงานสหรัฐต้องแบกภาระการตกงานและการถูกตัดเงินเดือน เพื่อให้มีการฟื้นฟูกำไรสำหรับกลุ่มทุน ต่อมาท่าทีของนายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นนักการเมืองพรรคเดโมแครดก็ไม่ต่าง เพราะพยายามแข็งข้อกับครูทั่วเมืองที่นัดหยุดงานในปีนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการพัฒนาสภาพโรงเรียนและสภาพการจ้างงาน
   
โดยรวมแล้วในสหรัฐตอนนี้มีตำแหน่งงานน้อยกว่าก่อนวิกฤตระเบิดขึ้นในปี 2007 ถึง 4.2 ล้านตำแหน่ง ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของคนทำงานในสหรัฐ(75 ล้านคน) อยู่ในสภาพยากจนมีรายได้ไม่พอ คือต่ำกว่า $26,000 และถ้าเรารวมรายได้ทั้งหมดของคนงานทุกคนทั่วประเทศที่กินเงินเดือนเท่ากับหรือต่ำกว่า $50,000 มันยังน้อยกว่ารายได้ทั้งหมดของคนรวยที่สุด 1%

ในแง่ของการมีประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ คนทำงานผิวดำไม่ได้ประโยชน์เลย เพราะระดับการตกงานของคนผิวดำเพิ่มขึ้น 11% ในยุคโอบาม่า และความแตกต่างระหว่างรายได้เฉลี่ยของคนผิวขาวกับคนผิวดำก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย คือตอนนี้ 22 เท่า
   
แม้แต่ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ ซึ่งระบบสหรัฐแย่กว่าของไทยอีก เพราะพลเมืองจำนวนมากไม่มีการประกันเลย โอบาม่าก็ขี้ขลาดลังเลใจ และในที่สุดก็สนับสนุนกฏหมายประกันสุขภาพที่ไม่ต่างจากระบบที่ มิต รอมนี้ คู่แข่งพรรคริพับลิแคนนำมาใช้ก่อนหน้านั้นในรัฐแมแซชูเซทส์ คือยังแย่กว่าของไทยหรือของรัฐสวัสดิการในยุโรป
   
ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ หลายคนเคยหวังว่ารัฐบาลโอบาม่าจะเปลี่ยนจุดยืน จากความก้าวร้าวเบ่งอำนาจของรัฐบาลบุช หลายคนคิดว่าโอบาม่าจะพยายามปรึกษาหารือกับประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะทำอะไร แต่ที่ไหนได้ ในคำปราศัยหลังชัยชนะครั้งที่สอง โอบาม่าพูดว่าเขาภูมิใจในการที่สหรัฐอเมริกามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

โอบาม่าเป็นผู้นำร่องในการเข้นฆ่าพลเรือนในตะวันออกกลางและในปากีสถาน ด้วยเครื่องบินไร้นักบิน(Drone) เป็นผู้นำร่องในการตามฆ่าบินลาเดน เป็นผู้ที่สนับสนุนการใช้อำนาจทหารในลิบเบียเพื่อแทรกแซง “ไฮแจก” การปฏิวัติ 


เป็นผู้ที่เพิ่มกำลังทหารในเอเชียเพื่อค้านจีน และโอบาม่าก็สนับสนุนหมารับใช้ของสหรัฐในตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ คือเป็นเพื่อนที่ดีของอิสราเอลในการที่อิสราเอลกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้โอบาม่าผิดสัญญาว่าจะปิดคุกทหารกวานทานาโมเบย์ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และผิดสัญญาว่าจะยุติสงครามในอัฟกานิสถาน แต่เราไม่ควรแปลกใจเลย เพราะในอดีต รัฐบาลพรรคเดโมแครดกับพรรคริพับลิแคนมีนโยบายจักรวรรดินิยมพอๆ กัน อย่าลืมว่าประธานาธิบดีเคเนดีและจอห์นสัน จากพรรคเดโมแครด เป็นผู้ที่เพิ่มจำนวนทหารและการทิ้งระเบิดมหาศาลในสงครามเวียดนาม
   
ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเดโมแครดกับสหภาพแรงงาน เราต้องเข้าใจว่าตั้งแต่ยุค 1930 พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลในหมู่นักเคลื่อนไหวแรงงานยุคนั้น ใช้นโยบายสร้าง “แนวร่วมข้ามชนชั้น” กับพรรคนายทุนอย่างเดโมแครด และมีบทบาทสำคัญในการห้ามไม่ให้เกิด “พรรคแรงงาน” อย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นในยุโรป เช่นพรรคสังคมนิยมปฏิรูปทั้งหลาย และต่อมาในสมัยสงครามเย็น รัฐอเมริกาใช้ “การล่าแม่มด” ในการปราบคอมมิวนิสต์อย่างหนักจนพรรคไม่เหลือซาก ในขณะเดียวกันยุคนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและฐานะของคนงานดีขึ้นชั่วคราว ผลในระยะยาวคือในการเลือกตั้งที่สหรัฐไม่มีพรรคทางเลือกเลย มีแต่พรรคนายทุนทีม A กับพรรคนายทุนทีม B แต่พวกผู้นำแรงงานน้ำเน่าก็ได้แต่เกาะพรรคเดโมแครดต่อไป
   
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ฝ่ายที่ได้เสียงมากที่สุดคือฝ่ายที่ไม่เลือกใคร คาดว่าประชาชนสหรัฐที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์มีประมาณ 48% ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่าหรือรอมนี้และปีนี้คนที่ไปใช้สิทธิ์ลดลงจากปี 2008 ประมาณ 10%

ดังนั้นเราสรุปได้ไหมว่าการเมืองในระบบเลือกตั้งของสหรัฐไม่มีความหมายสำหรับคนทำงานธรรมดา? ในแง่หนึ่งเราพูดได้ แต่ในอีกแง่ก็ไม่ถูก
   
ชัยชนะของโอบาม่าในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน มีความสำคัญที่ผู้ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่า เพราะมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง และมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากไม่เหยียดสีผิวของโอบาม่าด้วยแน่นอนคนที่ไปเลือกโอบาม่ารอบแรกจำนวนมากผิดหวังไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่มองว่าการมีโอบาม่าเป็นประธานาธิบดีจะดีกว่าการมีคนอย่างรอมนี้และพรรคพวก

เหตุผลที่คนเหล่านี้จะใช้คือ ฝ่ายรอมนี้ประกอบไปด้วยนักการเมืองยุคไดโนเสาร์ที่คลั่งศาสนา ดูถูกสิทธิสตรี และปฏิเสธปัญหา “โลกร้อน” ซึ่งเป็นความจริง แต่ในภาพรวมมันเป็นการมองข้ามนโยบายรูปธรรมของฝ่ายเดโมแครดเมื่อเป็นรัฐบาล และเป็นการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาสหรัฐมากไป

อย่างไรก็ตามนักสังคมนิยมต้องเข้าใจคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่า และพยายามแลกเปลี่ยนกับคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปธรรม เช่นการสู้ผ่านสหภาพแรงงาน อย่างที่เกิดขึ้นกับการนัดหยุดงานของครูทั่วเมืองชิคาโกซึ่งได้รับชัยชนะหรือการรณรงค์ยึดพื้นที่กลางเมืองของขบวนการ Occupy และขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่นการต้านโลกร้อน หรือการต้านจักรวรรดินิยม เป็นต้น เพราะขบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมสหรัฐได้มากกว่าการไปเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยเท่านั้น แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญ
   

ในอดีตการเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐมาจากการต่อสู้นอกรัฐสภาทั้งนั้น เช่นการลุกฮือนัดหยุดงานในยุค 1930 การเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ สตรี และเกย์ทอมดี้ การต่อต้านสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่การเผาเมืองท่ามกลางการก่อจลาจล เป็นต้น

   
การเลือกตั้งในสหรัฐอาจไม่มีความหมายในตัวมันเอง และถ้าเราเป็นนักสังคมนิยมในสหรัฐ เราจะไม่เสียเวลาหรือสร้างความหวังเท็จด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือหาเสียงให้โอบาม่า แต่มันเป็นโอกาสที่จะพบประชาชนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนพวกที่นั่งอยู่บ้านและไม่ไปใช้เสียงก็น่าเห็นใจ แต่คนเหล่านั้นมีแนวโน้มจะไม่มีกำลังใจพอที่จะเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเลย เขาจึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของนักเคลื่อนไหว

เวลาเราพิจารณาการเลือกตั้งที่สหรัฐ เราควรคิดกลับมาที่ไทย การเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคมปี ๒๕๕๔ สำคัญที่เราสามารถแสดงให้สังคมเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารและไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ คือเราต่อต้านรัฐประหารและการฆ่าประชาชน แต่มันไม่ได้สำคัญตรงที่เราได้พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยนักการเมืองฝ่ายทุนบวกกับโจรทางการเมืองด้วย

และถ้าเราพิจารณาตัวนโยบายของรัฐบาล โดยไม่พิจารณาที่มาที่ไปของรัฐบาลนี้ หรือความหลังของพรรคต่างๆ เราสามารถฟันธงได้ว่านโยบายพรรคเพื่อไทยจะไม่ต่างและไม่ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในรูปธรรมมากนัก และทั้งสองพรรคก็เลวพอๆ กันในเรื่องกฏหมาย 112 การขังลืมนักโทษทางการเมือง การไม่ปฏิรูประบบยุติธรรม การไม่ลดอำนาจกองทัพ และการไม่นำฆาตกรที่สั่งฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาล และคงเลวพอๆ กันในเรื่องการต่อต้านการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย หรือการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองในภาคใต้ผ่านการให้สิทธิคนในพื้นที่ที่จะกำหนดอนาคตของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงถังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วของรัฐไทยอีกด้วย
   
สรุปแล้วในการเลือกตั้งข้างหน้าเราไม่ควรไปเลือกพรรคเพื่อไทย เราควรกาช่องไม่เลือกใคร แต่ที่สำคัญกว่าหลายร้อยเท่า เราต้องเน้นการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ เป็นหลัก เช่นสหภาพแรงงาน การรณรงค์ต่อต้านกฏหมายเผด็จการ 112 การรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองและนำฆาตกรมาขึ้นศาล และการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ และแน่นนอนถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยประสิทธิภาพ เราต้องมีองค์กรหรือพรรคการเมืองสังคมนิยมของเราเอง ที่อิสระจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.
   
ประชาธิปไตยและสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันสำคัญตรงที่มันช่วยสร้างพื้นที่ในการเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้เราสร้างพรรคทางเลือกได้ แต่ในสหรัฐกับไทย พรรคทางเลือกที่แท้จริงยังไม่เกิด

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

         ฟังชัดๆ ... ป้ายุ

 

      ปวศ ต้องจารึก นักข่าวไล่นายกฯ
“ยุวดี”นักข่าวอาวุโสทำเนียบวิจารณ์ “ประยุทธ์”ไม่เหมาะเป็นนายกฯ อคติ –อาฆาต เผด็จการกว่ายุค 14 ตุลา เตือนระวัง“พัง”พร้อมเสนอ ปฎิรูปกองทัพก่อนปฎิรูปประเทศ
.
นางยุวดี ธัญญศิริ นักข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ประจำทำเนียบรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ “Thaivoicemedia.com” กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจเกี่ยวกับการซักถามและการทำข่าว ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า โดยส่วนตัวไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไร กับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะตลอดเวลาการทำงานข่าวมา 40 ปี จะให้เกียรติกับแหล่งข่าวเสมอ ไม่ว่า นายกรัฐมนตรี จะมาจากการเลือกตั้ง หรือ มาจากการรัฐประหาร ซึ่ง นักข่าวทุกคน จะต้องศึกษา ประวัติความเป็นมา ลักษณะอุปนิสัยของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนอยู่แล้ว จะถามอย่างไร ถึงจะได้คำตอบ หรือได้ข่าว ถามแนวไหน แบบไหนถึงจะได้ประเด็นข่าว เพื่อให้ความกระจ่างชัดในประเด็นที่ถามได้
.
นางยุวดีกล่าวว่า กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น คิดว่า ยังไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของนักข่าวดีพอ นักข่าวไม่ได้มีหน้าที่เสนอข่าวด้านรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ต้องมีแง่มุมอื่น หรือความคิดเห็นอื่น ๆ ที่จะต้องนำเสนอให้รอบด้านครบถ้วน ไม่ใช่หลับหูหลับตาฟัง โดยไม่ตั้งคำถาม หรือถามอะไรที่ไร้สาละ หน่อมแน่ม ไม่ใช่
“อย่างเรื่อง คดีนักท่องเที่ยวอังกฤษถูกฆ่าที่เกาะเต่า คุณประยุทธ์ก็หาว่าพวกเราเดินตามตูดฝรั่ง ที่กล่าวหาว่า การสอบสวนของตำรวจไทยหลงทาง เราก็ถามไปตามหน้าที่ นายกฯก็ชี้แจงมาสิว่า หลงทางหรือไม่ หลงทาง เอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน ไม่ใช่มาต่อว่า ว่าตามตูดฝรั่ง ซึ่งผู้นำที่ดี เขาไม่พูดอย่างนี้ มาด่าพวกเราว่า ไม่รักชาติบ้านเมือง นักข่าวก็เป็นคนไทย รักบ้านเมืองด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่คุณประยุทธ์ คนเดียวเสียเมื่อไหร่ ที่รักบ้านรักเมืองมากกว่าคนอื่น พูดอย่างนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ” นางยุวดีกล่าว
.
นักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ยังกล่าวด้วยว่า การแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ละครั้ง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงที่นักข่าวสงสัยมาอธิบาย หรือมาชี้แจง กลับมาสอน มาอบรมนักข่าว บางทีพูดอบรมข่มขู่นักข่าว เป็นชั่วโมง แล้วมาต่อว่าอีกว่า ปล่อยให้พูดเป็นชั่วโมง ซึ่งก็แนะนำไปว่า ให้พูดข้อเท็จจริง กระชับ สั้น ๆ ก็พอ เพราะมีหลายเรื่องหลายประเด็น แต่กลับมาตำหนิอีกว่า ให้พูดสั้น ๆ แล้วไม่รู้เรื่อง ปัญหาบ้านเมืองจึงไม่จบ นี่ไม่ใช่วิสัยของผู้นำที่มีพฤติกรรมแบบนี้
“จะบอกว่าเมื่อลงข่าวไปแล้ว เกิดความเสียหายขึ้น ใครรับผิดชอบ นักข่าวและต้นสังกัดของนักข่าวฉบับนั้น ๆ เขารับผิดชอบของเขาอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเขาหรอก ห่วงตัวเองให้รอดก่อนดีกว่าเถอะ” นางยุวดีกล่าว
.
นางยุวดีกล่าว คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีจิตใจที่เมตตา มีความยุติธรรม เป็นกลาง แต่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะดำเนินนโยบาย ของกลุ่ม กปปส.มาปฎิบัติเป็นส่วนใหญ่ และกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝั่ง กปปส.ทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ถ้าเป็นฝ่าย นปช.พรรคเพื่อไทย คอยคิดที่จะจองล้างจองผญาญไม่จบ ไม่สิ้น
“คณะกรรมการ หรือ สมาชิก สนช. หรือ สปช.อะไรทั้งหลายทั้งปวงที่ตั้งกันขึ้นมาก็เห็นตั้งเฉพาะพวกเดียวกันเข้ามาทั้งนั้น ขณะที่ ฝ่ายตรงกันข้ามอย่าง พวกเสื้อแดง พวก นปช. ก็เอาเขาไปขังไว้เป็นปี ๆ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหาร เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องนิรโทษกรรมให้กับฝ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด เพื่อให้ บ้านเมืองมันเกิดความสว่าง ไม่ต้องมาขัดข้องหมองใจ ให้อภัยกันไปเสียบ้าง ยุคเผด็จการสมัยก่อน เมื่อยึดอำนาจมาแล้วสิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะต้องทำคือ 1. จะต้องนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง หากคนไหนไม่มีคดีอาญาก็ต้องปล่อยไป ไม่ใช่ขังเขาไว้เป็นเวลา 2-3ปีแบบนี้ เราเคยถามว่าทำไมไม่ทำ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยังมีหน้ามาบอกว่า ไม่เห็นมีนักโทษทางการเมือง ถ้าคิดอย่างนี้ ก็เลิกพูดกัน แล้วไอ้ที่ขังเขาอยู่นั่นนะ มันเป็น หมา เป็น แมว หรือไงวะ จะอาฆาตกันไปถึงไหน แค่มีความเห็นต่างทางการเมืองกันก็เท่านั้น จะเอาเป็นเอาตายกันเลยหรือ คนไทยด้วยกันทั้งนั้น” นางยุวดีกล่าว
.
นางยุวดีกล่าวต่อไปว่า สมัย 14 ตุลา เมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ยังเสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่า ให้กลับออกมาด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่า ประเทศชาติจะขาดปัญญาชนไม่ได้ เพราะยุคนั้นปัญญาชนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าป่ากันไปเป็นจำนวนมากทีเดียว อีกอย่าง พ่อแม่ ครอบครัวเขาที่อยู่ข้างหลัง จะได้รู้สึกสบายใจ บรรยากาศทางการเมืองที่เคยคับแค้นใจกัน หรือมีแต่ความมืดก็จะสว่างขึ้น แต่ ตรงกันข้ามกับเผด็จการสมัยนี้ ที่มี นายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามสร้างแต่พระเดช แต่ไม่ได้สร้างพระคุณ ดังนั้นเมื่อพูดอะไรไป ก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครศรัทธา
.
“เวลาที่คุณประยุทธ์ต่อว่า หรือดุด่าอย่างมีอารมณ์กับเรานั้นนะ เรารู้สึกสงสารเขานะ คือคนที่เข้ามานั่งในระดับสูงสุดของประเทศแบบนี้ ถ้าไม่รู้จักปรับตัว ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง เคยชินกับการสั่งแต่คนอื่นตลอดเวลาแบบนี้ รับรองว่า พัง นายกฯคนนี้ทำอะไรไม่ฉลาด ต้องรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบาบ้าง อย่าลืมว่า นายกรัฐมนตรีนั้นมีหน้าที่ดูแลแก้ปัญหาให้กับประชาชน ต้องเข้าใจประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนมาเข้าใจตัวเอง เราว่า เผด็จการในอดีตสมัย จอมพลถนอม จอมพลประภาส ไม่มีปัญหากับนักข่าวเหมือนคุณประยุทธ์ ผู้นำเผด็จการเมื่อก่อนยังพร้อมที่จะรับฟัง ทำข่าวง่ายกว่ายุคนี้เยอะ” นักข่าวอาวุโส ประจำทำเนียบรัฐบาลกล่าว
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรกับการที่ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังจะปฎิรูปประเทศซึ่งรวมถึงการปฎิรูปสื่อด้วย นางยุวดีกล่าวว่า คณะกรรมการปฎิรูปทั้ง 11 ด้าน กลับไปปฎิรูปตัวเองก่อนดีกว่า สื่อมวลชนจำเป็นต้องปฎิรูปและปรับตัวอยู่แล้ว ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้ และกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปฎิรูปก็พวกเดียวกันทั้งนั้น คิดไปในทำนองเดียวกัน เป็นทหารเสียมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ อย่างนี้แล้วมันจะปฎิรูปสำเร็จได้อย่างไร
.
“กองทัพเองต่างหากละ ที่จะต้องเร่งปฎิรูปก่อนใครเพื่อน คิดดู นายพล ในกองทัพไทย มีจำนวนเป็นพันแล้วตอนนี้ ทำไมตั้งกันเยอะแยะ เดินกร่างเต็มไปหมด จะเหยียบกันตายอยู่แล้ว ขนาดนายกสมาคมกีฬา สมาคมมวยสมัครเล่น อะไรต่อมิอะไร ก็เป็นนายพลทั้งนั้น มันอะไรกัน และเมื่อเข้ามารับตำแหน่งด้านการบริหารต่าง ๆ โอกาสที่จะเกิดการทุจริต โดยการเรียกเปอร์เซ็นต์จากโครงการนั้น โครงการนี้ก็มีเหมือนกัน เรื่องนี้ จะไม่ให้ตรวจสอบ ไม่ให้ตั้งคำถามไม่ได้” นางยุวดีกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดขอความเห็นใจว่าไม่อยากที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง บังคับให้ทหารต้องออกมารับผิดชอบ นางยุวดีกล่าวว่า พูดแบบนี้ เขาเรียกว่า พูดแบบปากกับใจไม่ตรงกัน ก็คอยดูกันต่อไปแล้วกัน
.
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่เพียง 1 ปี จริงหรือไม่ นางยุวดีกล่าวว่า ก็คงจะตะแบงไปเรื่อย หากรัฐธรรมนูญร่างไม่เสร็จ ก็ยืดไปเรื่อย เปิดทางไว้แล้ว ไม่แน่อาจจะเลือกตั้งในปี 2559 ก็ได้
เราทุกคนรักบ้านเมืองกันทั้งนั้นแหละ อะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน
ไป ผู้บริหารประเทศก็ต้องรับฟัง จะเชื่อไม่เชื่อ จะทำไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่มองคนอื่นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นศัตรูไปเสียหมด” นางยุวดีกล่าว.
http://goo.gl/651Bh0

https://www.facebook.com/sopon.pornchokchai/posts/10204303325719043:0

 

 

 

 

 

 

 

 

ประโยชน์ของน้ำอัดลมกับงานบ้าน จะนำมาใช้ทำอะไรได้บ้าง รับรองเลยว่า เมื่อคุณรู้ประโยชน์ของน้ำอัดลมกับงานบ้านเหล่านี้แล้วจะต้องอึ้ง ! 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำอัดลมมีกรดอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ให้ความหวานและความสดชื่นกับร่างกายของเราได้ทันที แต่รู้ไหมว่าน้ำอัดลมแสนอร่อยที่หลายคนชอบกินนั้น แท้จริงสามารถนำมาใช้ทำงานบ้านได้ชนิดที่ต้องยกนิ้วให้เลย แถมประสิทธิภาพคับแน่นไม่แพ้น้ำยาทำความสะอาดแพง ๆ ด้วย ไม่เชื่อก็ลองมาดูประโยชน์ของน้ำอัดลมกับงานบ้านตามนี้กันจ้า

1. ทำความสะอาดโถส้วม

โถส้วมอันไหนมีคราบเหลืองหรือคราบสกปรกฝังแน่น ลองเท
น้ำอัดลมลงไปในโถส้วม ทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วใช้แปรงขัดทำความสะอาดตามปกติได้เลย แค่นี้คุณก็ได้พิสูจน์แล้วว่า น้ำอัดลมขจัดคราบสกปรกได้เก่งแค่ไหน

2. ซักผ้าได้สะอาดพร้อมหอมฟุ้ง

น้ำอัดลมเปื้อน
เสื้อผ้าก็เป็นเรื่องที่ควรหนักใจ แต่ใครเลยจะรู้ว่า เมื่อน้ำอัดลมมาผสมกับน้ำยาซักผ้าแล้ว กรดคาร์บอนิกกับกรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมจะแปรสภาพเป็นน้ำยาขจัดคราบชั้นยอด พร้อมคืนความหอมสะอาดให้ผ้าได้หมดจดจริง ๆ

3. เช็ดกระจกใสปิ๊ง

ใน
น้ำอัดลม
ก็แอบมีกรดซิตริกที่เป็นตระกูลเดียวกับกรดซิตริกในน้ำผลไม้ (ที่มักจะเป็นส่วนผสมในน้ำยาเช็ดกระจก) เหมือนกัน ดังนั้นก็หมายความว่า เราสามารถใช้น้ำอัดลมเช็ดกระจกให้ใสปิ๊งแทนน้ำยาเช็ดกระจกตามท้องตลาดได้เลย

4. กำจัดมด

หลายคนเริ่มงงว่าน้ำอัดลมจะไล่มดได้ยังไง ก็ในเมื่อมดเป็นแฟนคลับตัวยงของน้ำอัดลมเหมือนเรา ๆ เหมือนกันนี่นา แต่จริง ๆ แล้วกรดต่าง ๆ ในน้ำอัดลมจะช่วยทำร้ายร่างกายมดและแมลงให้ตายได้ เรียกได้ว่าเป็นความหอมหวานที่แฝงไปด้วยอันตรายสำหรับเจ้ามดตัวจิ๋ว ๆ เลยล่ะ ส่วนวิธีก็ง่าย ๆ แค่คุณเทน้ำอัดลมใส่กระบอกสเปรย์ จากนั้นก็ฉีดไปที่รังของมดหรือตัวมดโดยตรง มดเจอละอองโซดาเข้าไปก็จอดทุกราย


5. ขัดหม้อและกระทะให้เหมือนใหม่

หม้อหรือกระทะที่ก้นดำปิ๊ดปี๋ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ๆ โดยเทน้ำอัดลมเปิดใหม่ลงไปแช่สัก 5 นาที จากนั้นค่อยล้างหม้อตามปกติ คราบดำก็จะหลุดอย่างง่ายดาย

6. ขจัดคราบสนิม

สนิมที่เกาะอยู่ตามเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยการจับไปแช่ในน้ำอัดลมประมาณ 1 ชั่วโมง ให้กรดฟอสฟอริกช่วยคลายคราบสนิมให้อ่อนแอลง คราวนี้ก็ล้างสนิมออกได้ง่าย ๆ แล้ว

7. ปราบศัตรูพืช

เกษตรกรชาวอินเดียใช้น้ำอัดลมพ่นกันแมลงและศัตรูพืชให้พืชผักมานานหลายปี โดยที่เขาอ้างว่า ปริมาณน้ำตาลที่สูงมากในน้ำอัดลมเป็นอาวุธร้ายที่คอยกำจัดศัตรูพืชให้เขาได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาฆ่าแมลงราคาแพงเชียวล่ะ

8. ล่อแมลงในสวน

หากตามสวนของคุณมีมดและแมลงอื่น ๆ กระจัดกระจาย กำจัดก็ลำบาก ไล่จับไปทิ้งก็คงไม่ไหว ให้เทน้ำอัดลมใส่แก้วแล้วตั้งตามจุดต่าง ๆ ที่มักจะมีแมลงเดินเพ่นพ่าน พอแมลงหลงกลมาตอมกับดักน้ำอัดลมของเราก็จับไปทิ้งทีละเป็นโขยงได้เลย

9. เพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้ปุ๋ยหมัก

สำหรับคนที่หมักปุ๋ยชีวภาพดูแลสวนและแปลงดอกไม้เอง ต่อไปนี้ลองเทน้ำอัดลมผสมลงไปในปุ๋ยหมักของคุณดูสิคะ น้ำตาลในน้ำอัดลมจะเข้าไปช่วยย่อยจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น บำรุงต้นไม้ดอกไม้ให้สวยสดงดงามได้ง่าย ๆ

10. คืนความเงางามให้เหรียญ

เหรียญกี่บาทก็แล้วแต่ที่ดำและมีคราบสกปรกติดฝังแน่น แค่นำไปแช่น้ำอัดลมประมาณ​ 3 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น หยิบเหรียญขึ้นมาอีกทีก็จะพบกับเหรียญเงาวับเหมือนผลิตออกมาใหม่ ๆ


11. ล้างคราบสีติดเฟอร์นิเจอร์

คราบสีที่ติดอยู่กับเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลาย สามารถเช็ดออกได้ด้วยการใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำอัดลมพอชุ่ม แล้วค่อย ๆ เช็ดคราบสีที่ติดอยู่เบา ๆ จนออกหมดจด ตามด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำสบู่เช็ดตามเพื่อล้างความเหนียวเหนอะของน้ำอัดลมอีกครั้ง

12. คลายลูกบิดและกลอนประตู

ถ้าเจอลูกบิดหรือกลอนประตูที่ขยับยากเหลือเกิน จัดการเทน้ำอัดลมใส่ลงไปในกลอนและลูกบิดเลยค่ะ แล้วรอประมาณ​ 5 นาที จึงค่อยล้างน้ำอัดลมด้วยน้ำสะอาด แค่นี้กลอนและลูกบิดประตูที่ไม่ขยับก็จะคลายตัวลง ใช้ได้คล่องเหมือนใหม่

13. ศัตรูของน้ำมัน

คราบน้ำมันที่กำจัดยากก็ต้องแพ้ให้น้ำอัดลมแบบหมดท่า โดยแค่เทน้ำอัดลมลงไปบริเวณที่มีคราบน้ำมันเลอะอยู่ ปล่อยทิ้งไว้สักระยะแล้วค่อยทำความสะอาดพื้นด้วยวิธีปกติ

14. ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำที่มีสนิมหรือตะกรันเกาะอยู่ตามพื้นสระ หลังจากสูบน้ำออกจากสระแล้วให้เทน้ำอัดลมลงไปประมาณ 2-3 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ให้กรดในน้ำอัดลมช่วยกำจัดคราบฝังแน่นตามพื้นสระว่ายน้ำ คราวนี้ก็จัดการล้างสระได้เลย

15. กำจัดคราบเลือด

คุณสมบัติโดดเด่นของน้ำอัดลมที่ลืมไม่ลงจริง ๆ ก็คงไม่พ้นประสิทธิภาพในการกำจัดคราบเลือดนั่นเองนะคะ โดยที่ไม่ว่าจะเป็นคราบเลือดบนพื้น บนเสื้อผ้า หรือบนโซฟา เจ้าน้ำอัดลมก็ทำความสะอาดคราบเลือดได้หมดจด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

 

 

                           ผิดหวังโอบาม่า ผิดหวังยิ่งลักษณ์??

 
ภาพจาก www.bbc.co.uk

เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว 


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เราไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับผลงานในรอบ 4 ปีที่แล้วของประธานาธิบดีโอบาม่า และไม่น่าจะผิดหวังอะไรกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย เพราะเราไม่ควรจะมีความหวังกับนักการเมืองฝ่ายนายทุนเหล่านี้ตั้งแต่แรก เราควรมั่นใจมานานแล้วว่าเขาจะหักหลังพวกเราแน่นอน

ในการเลือกตั้งที่สหรัฐ ทั้งๆ ที่ โอบาม่าชนะ แต่เราก็เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ที่เคยตั้งความหวังกับโอบาม่า ผิดหวังจนคะแนนเสียงของโอบาม่าตกต่ำลง คือโอบาม่าได้คะแนนมากกว่ารอมนี้แค่ 2% เอง เทียบกับปี 2008 เขาได้มากกว่ามะเคน 7% และคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่าลดจาก 70 ล้านเสียงเหลือแค่ 60 ล้าน เป็นเพราะอะไร?
   
สำหรับนักสังคมนิยม เราไม่เคยหลงเชื่อว่าพรรคเดโมแครดของโอบาม่าเป็นพรรค “ซ้าย” ของคนจน หรือเป็นพรรคของขบวนการแรงงาน เพราะในสหรัฐอเมริกาสองพรรคการเมืองหลักเป็นพรรคของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้เงินมหาศาลในการหาเสียง และมีการร่วมกันเสนอนโยบาย “โดยนายทุนเพื่อนายทุน” เช่น นโยบายลดภาษีให้คนรวย หรือนโยบายจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าวไปทั่ว นอกจากนี้เราก็จะปฏิเสธด้วยว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครดจะเป็นรัฐบาลที่ “แย่น้อยกว่า” รัฐบาลพรรคริพับลิแคนทั้งๆ ที่นักการเมืองพรรคริพับลิแคนมักใช้วาจาของพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้วก็ตาม ถ้าไม่เชื่อก็ต้องดูรูปธรรมของนโยบายทั้งสองพรรคเมื่อเป็นรัฐบาล
   
โอบาม่าชนะการเลือกตั้งในปี 2008 และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ยุค 1930 แต่แทนที่โอบาม่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบทุนนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในลักษณะการปรองดองระหว่างทุนกับคนงานกรรมาชีพ อย่างที่ประธานาธิบดีรุสเวลท์เคยทำในยุค 1930 โดยการใช้รัฐสร้างงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงาน โอบาม่ากลับเลือกข้างนายทุนฝ่ายเดียว และให้คนทำงานธรรมดาต้องแบกภาระจากวิกฤตที่ตนเองไม่ได้สร้าง

นโยบายเศรษฐกิจของโอบาม่าเป็นการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลบุชที่มาก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในเรื่องการปล่อยให้ธนาคารดำเนินกิจการและกอบโกยอย่างเสรี อันนี้เป็นการเลือกของโอบาม่า ไม่ใช่ว่าถูกบังคับแต่อย่างใด 


หลังจากที่กระตุ้นเศราฐกิจเล็กน้อย โอบาม่าหันมาใช้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดตามเคย ซึ่งเน้นการตัดสวัสดิการและแปรรูปภาครัฐให้เป็นเอกชน

เราเข้าใจได้ดีว่าทำไมโอบาม่าเลือกข้างนายทุน ซึ่งไม่ต่างจากพรรคริพับลิแคนเพราะในหนังสือของโอบาม่าที่ออกมาในปี 2007 เขาเล่าว่าตอนที่เขาเป็นวุฒิสมาชิกในสภา เขาเริ่มคลุกคลีกับพวกนายทุนและคนรวยที่สุด 1% ของประเทศจนตัวเขาเองเริ่มเคารพและคิดเหมือนพวกนั้น

เมื่อเราพิจารณาความเดือดร้อนของคนงานสหรัฐ โดยเฉพาะคนงานประกอบรถยนต์ที่เป็นสมาชิกสหภาพ United Auto Workers (UAW) ซึ่งกำลังตกงานจากวิกฤตที่เริ่มในระบบธนาคาร เราจะเห็นว่าหัวหน้าทีมงานของประธานาธิบดีโอบาม่าเคยพูดในทำเนียบขาวว่า “สหภาพนี้ไปตายห่าก็ได้” (“Fuck the UAW”) ซึ่งผลของนโยบายดังกล่าวบวกกับความขี้ขลาดของผู้นำแรงงานระดับชาติ แปลว่าคนงานสหรัฐต้องแบกภาระการตกงานและการถูกตัดเงินเดือน เพื่อให้มีการฟื้นฟูกำไรสำหรับกลุ่มทุน ต่อมาท่าทีของนายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นนักการเมืองพรรคเดโมแครดก็ไม่ต่าง เพราะพยายามแข็งข้อกับครูทั่วเมืองที่นัดหยุดงานในปีนี้ เพื่อเรียกร้องให้มีการพัฒนาสภาพโรงเรียนและสภาพการจ้างงาน
   
โดยรวมแล้วในสหรัฐตอนนี้มีตำแหน่งงานน้อยกว่าก่อนวิกฤตระเบิดขึ้นในปี 2007 ถึง 4.2 ล้านตำแหน่ง ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของคนทำงานในสหรัฐ(75 ล้านคน) อยู่ในสภาพยากจนมีรายได้ไม่พอ คือต่ำกว่า $26,000 และถ้าเรารวมรายได้ทั้งหมดของคนงานทุกคนทั่วประเทศที่กินเงินเดือนเท่ากับหรือต่ำกว่า $50,000 มันยังน้อยกว่ารายได้ทั้งหมดของคนรวยที่สุด 1%

ในแง่ของการมีประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ คนทำงานผิวดำไม่ได้ประโยชน์เลย เพราะระดับการตกงานของคนผิวดำเพิ่มขึ้น 11% ในยุคโอบาม่า และความแตกต่างระหว่างรายได้เฉลี่ยของคนผิวขาวกับคนผิวดำก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย คือตอนนี้ 22 เท่า
   
แม้แต่ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ ซึ่งระบบสหรัฐแย่กว่าของไทยอีก เพราะพลเมืองจำนวนมากไม่มีการประกันเลย โอบาม่าก็ขี้ขลาดลังเลใจ และในที่สุดก็สนับสนุนกฏหมายประกันสุขภาพที่ไม่ต่างจากระบบที่ มิต รอมนี้ คู่แข่งพรรคริพับลิแคนนำมาใช้ก่อนหน้านั้นในรัฐแมแซชูเซทส์ คือยังแย่กว่าของไทยหรือของรัฐสวัสดิการในยุโรป
   
ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ หลายคนเคยหวังว่ารัฐบาลโอบาม่าจะเปลี่ยนจุดยืน จากความก้าวร้าวเบ่งอำนาจของรัฐบาลบุช หลายคนคิดว่าโอบาม่าจะพยายามปรึกษาหารือกับประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะทำอะไร แต่ที่ไหนได้ ในคำปราศัยหลังชัยชนะครั้งที่สอง โอบาม่าพูดว่าเขาภูมิใจในการที่สหรัฐอเมริกามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

โอบาม่าเป็นผู้นำร่องในการเข้นฆ่าพลเรือนในตะวันออกกลางและในปากีสถาน ด้วยเครื่องบินไร้นักบิน(Drone) เป็นผู้นำร่องในการตามฆ่าบินลาเดน เป็นผู้ที่สนับสนุนการใช้อำนาจทหารในลิบเบียเพื่อแทรกแซง “ไฮแจก” การปฏิวัติ 


เป็นผู้ที่เพิ่มกำลังทหารในเอเชียเพื่อค้านจีน และโอบาม่าก็สนับสนุนหมารับใช้ของสหรัฐในตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ คือเป็นเพื่อนที่ดีของอิสราเอลในการที่อิสราเอลกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้โอบาม่าผิดสัญญาว่าจะปิดคุกทหารกวานทานาโมเบย์ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และผิดสัญญาว่าจะยุติสงครามในอัฟกานิสถาน แต่เราไม่ควรแปลกใจเลย เพราะในอดีต รัฐบาลพรรคเดโมแครดกับพรรคริพับลิแคนมีนโยบายจักรวรรดินิยมพอๆ กัน อย่าลืมว่าประธานาธิบดีเคเนดีและจอห์นสัน จากพรรคเดโมแครด เป็นผู้ที่เพิ่มจำนวนทหารและการทิ้งระเบิดมหาศาลในสงครามเวียดนาม
   
ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเดโมแครดกับสหภาพแรงงาน เราต้องเข้าใจว่าตั้งแต่ยุค 1930 พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลในหมู่นักเคลื่อนไหวแรงงานยุคนั้น ใช้นโยบายสร้าง “แนวร่วมข้ามชนชั้น” กับพรรคนายทุนอย่างเดโมแครด และมีบทบาทสำคัญในการห้ามไม่ให้เกิด “พรรคแรงงาน” อย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นในยุโรป เช่นพรรคสังคมนิยมปฏิรูปทั้งหลาย และต่อมาในสมัยสงครามเย็น รัฐอเมริกาใช้ “การล่าแม่มด” ในการปราบคอมมิวนิสต์อย่างหนักจนพรรคไม่เหลือซาก ในขณะเดียวกันยุคนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวและฐานะของคนงานดีขึ้นชั่วคราว ผลในระยะยาวคือในการเลือกตั้งที่สหรัฐไม่มีพรรคทางเลือกเลย มีแต่พรรคนายทุนทีม A กับพรรคนายทุนทีม B แต่พวกผู้นำแรงงานน้ำเน่าก็ได้แต่เกาะพรรคเดโมแครดต่อไป
   
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ฝ่ายที่ได้เสียงมากที่สุดคือฝ่ายที่ไม่เลือกใคร คาดว่าประชาชนสหรัฐที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์มีประมาณ 48% ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่าหรือรอมนี้และปีนี้คนที่ไปใช้สิทธิ์ลดลงจากปี 2008 ประมาณ 10%

ดังนั้นเราสรุปได้ไหมว่าการเมืองในระบบเลือกตั้งของสหรัฐไม่มีความหมายสำหรับคนทำงานธรรมดา? ในแง่หนึ่งเราพูดได้ แต่ในอีกแง่ก็ไม่ถูก
   
ชัยชนะของโอบาม่าในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน มีความสำคัญที่ผู้ลงคะแนนเสียงให้โอบาม่า เพราะมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง และมันสะท้อนว่าคนสหรัฐจำนวนมากไม่เหยียดสีผิวของโอบาม่าด้วยแน่นอนคนที่ไปเลือกโอบาม่ารอบแรกจำนวนมากผิดหวังไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่มองว่าการมีโอบาม่าเป็นประธานาธิบดีจะดีกว่าการมีคนอย่างรอมนี้และพรรคพวก

เหตุผลที่คนเหล่านี้จะใช้คือ ฝ่ายรอมนี้ประกอบไปด้วยนักการเมืองยุคไดโนเสาร์ที่คลั่งศาสนา ดูถูกสิทธิสตรี และปฏิเสธปัญหา “โลกร้อน” ซึ่งเป็นความจริง แต่ในภาพรวมมันเป็นการมองข้ามนโยบายรูปธรรมของฝ่ายเดโมแครดเมื่อเป็นรัฐบาล และเป็นการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาสหรัฐมากไป

อย่างไรก็ตามนักสังคมนิยมต้องเข้าใจคนที่ลงคะแนนให้โอบาม่า และพยายามแลกเปลี่ยนกับคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปธรรม เช่นการสู้ผ่านสหภาพแรงงาน อย่างที่เกิดขึ้นกับการนัดหยุดงานของครูทั่วเมืองชิคาโกซึ่งได้รับชัยชนะหรือการรณรงค์ยึดพื้นที่กลางเมืองของขบวนการ Occupy และขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่นการต้านโลกร้อน หรือการต้านจักรวรรดินิยม เป็นต้น เพราะขบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมสหรัฐได้มากกว่าการไปเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยเท่านั้น แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญ
   

ในอดีตการเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐมาจากการต่อสู้นอกรัฐสภาทั้งนั้น เช่นการลุกฮือนัดหยุดงานในยุค 1930 การเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ สตรี และเกย์ทอมดี้ การต่อต้านสงครามเวียดนาม หรือแม้แต่การเผาเมืองท่ามกลางการก่อจลาจล เป็นต้น

   
การเลือกตั้งในสหรัฐอาจไม่มีความหมายในตัวมันเอง และถ้าเราเป็นนักสังคมนิยมในสหรัฐ เราจะไม่เสียเวลาหรือสร้างความหวังเท็จด้วยการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือหาเสียงให้โอบาม่า แต่มันเป็นโอกาสที่จะพบประชาชนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่วนพวกที่นั่งอยู่บ้านและไม่ไปใช้เสียงก็น่าเห็นใจ แต่คนเหล่านั้นมีแนวโน้มจะไม่มีกำลังใจพอที่จะเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภาเลย เขาจึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของนักเคลื่อนไหว

เวลาเราพิจารณาการเลือกตั้งที่สหรัฐ เราควรคิดกลับมาที่ไทย การเลือกตั้งในเดือนกรกฏาคมปี ๒๕๕๔ สำคัญที่เราสามารถแสดงให้สังคมเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารและไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ คือเราต่อต้านรัฐประหารและการฆ่าประชาชน แต่มันไม่ได้สำคัญตรงที่เราได้พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยนักการเมืองฝ่ายทุนบวกกับโจรทางการเมืองด้วย

และถ้าเราพิจารณาตัวนโยบายของรัฐบาล โดยไม่พิจารณาที่มาที่ไปของรัฐบาลนี้ หรือความหลังของพรรคต่างๆ เราสามารถฟันธงได้ว่านโยบายพรรคเพื่อไทยจะไม่ต่างและไม่ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในรูปธรรมมากนัก และทั้งสองพรรคก็เลวพอๆ กันในเรื่องกฏหมาย 112 การขังลืมนักโทษทางการเมือง การไม่ปฏิรูประบบยุติธรรม การไม่ลดอำนาจกองทัพ และการไม่นำฆาตกรที่สั่งฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาล และคงเลวพอๆ กันในเรื่องการต่อต้านการสร้างรัฐสวัสดิการผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย หรือการแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองในภาคใต้ผ่านการให้สิทธิคนในพื้นที่ที่จะกำหนดอนาคตของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงถังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วของรัฐไทยอีกด้วย
   
สรุปแล้วในการเลือกตั้งข้างหน้าเราไม่ควรไปเลือกพรรคเพื่อไทย เราควรกาช่องไม่เลือกใคร แต่ที่สำคัญกว่าหลายร้อยเท่า เราต้องเน้นการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ เป็นหลัก เช่นสหภาพแรงงาน การรณรงค์ต่อต้านกฏหมายเผด็จการ 112 การรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองและนำฆาตกรมาขึ้นศาล และการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ และแน่นนอนถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยประสิทธิภาพ เราต้องมีองค์กรหรือพรรคการเมืองสังคมนิยมของเราเอง ที่อิสระจากพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.
   
ประชาธิปไตยและสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันสำคัญตรงที่มันช่วยสร้างพื้นที่ในการเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้เราสร้างพรรคทางเลือกได้ แต่ในสหรัฐกับไทย พรรคทางเลือกที่แท้จริงยังไม่เกิด

 

                                    

 

 

guest

Post : 07/10/2014 19:04     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  พุทธฺวจน

 

                                                 

 


(พระสูตร ๑) ความสามารถ


อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ, จำเดิมแต่เริ่มแสดงกระทั่ง
คำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธิ
นิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่
กระทำให้มีความเป็นจิตเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลายเคยได้ยิน
ว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้.
(พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๒๔๗,
พระไตรปิฎก สยามรัฐ ๑๒/๔๖๐/๔๓๐)

(พระสูตร ๒) ความสามารถ


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กล่าวนั้นถูกละ พวกเธออัน
เรานำเข้าไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งให้ผล
ได้ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มาชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชน
พึงรู้ได้เฉพาะตน คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
นี้ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มา
ชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ เรา
อาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว.
(พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา ในพระบรมราชูปถัมภ์
พ.ศ.๒๕๓๐, เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๐๗ หน้า ๔๕๖)

(พระสูตร ๓) ความสามารถ


ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคต
ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลาระหว่าง
นั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออกซึ่งถ้อยคำใด
ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียว
ทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย.
(พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๒๘๕,
พระไตรปิฎก สยามรัฐ ๒๕/๓๒๑/๒๙๓)

 

(พระสูตร ๑๐) ใช้คำสอนแทนพระองค์


อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
(มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘)
อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยานวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด
บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย...
เราขอกล่าวย้ำกะเธอว่า...
เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      "จตุพร"โอดล็อกสเปคล้างบาง พท.

http://www.dailynews.co.th/

 

 

 

“จตุพร”โพสต์เฟซบุ๊ก โอด รธน.ชั่วคราวล็อกสเปค ล้างบางเพื่อไทย ฉะแนวคิด “ชัยอนันต์” ล้าหลังไป 82 ปี ระบุถ้าจะคืนอำนาจให้ ปชช. ต้องคืนให้ครบ

 

วันพุธ 15 ตุลาคม 2557 เวลา 16:09 น.
 

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเป็นฉบับล็อกสเปค ซึ่งมีการตรามาตรา 35 ไว้ โดยมี 10 วงเล็บ หากจะทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ต้องนำกรอบ 10 กรอบนี้ไปปฏิบัติและจะร่างกี่ครั้งก็ต้องออกมาแบบเดิม เพราะถูกล็อคไว้ด้วย 10 ข้อนี้ แต่ไฮไลท์อยู่ที่วงเล็บ 4 ที่กล่าวว่า ผู้ใดที่ต้องคดีเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งและถูกตัดสิทธิทางการเมือง จากการยุบพรรคหรือต้องคำพิพากษาคดีทุจริต ไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งได้ ซึ่งจากข้อนี้ ต่อให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง พ้นโทษมานานแล้วต้องหมดสิทธิลงเลือกตั้งไปตลอดชีวิต

 

นายจตุพร ระบุอีกว่า นั่นหมายถึงผู้ที่มีชื่ออยู่ในบ้านเลขที่ 111,109 และที่กำลังดำเนินการกับ 308 ซึ่งหมายถึงอดีต ส.ส.และส.ว.ที่กำลังดำเนินการถอดถอนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.ให้มีการเลือกตั้ง 100 % ก็น่าจะไม่เหลือเหมือนกัน โดย ป.ป.ช.กำลังดำเนินการส่งเรื่องให้ สนช.จัดการ ทั้งนี้การล้างรุ่นนักการเมืองเป็นที่ชัดเจนว่า เป็นการล้างฝ่ายเดียว คือฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3 รุ่น แต่ตนรู้ว่าหากใช้กติกานี้จนเดินไปสุดทาง สุดท้ายแล้วประชาชนจะรู้เองว่าจะต้องจัดการกันอย่างไร

 

นายจตุ พร ระบุต่อว่า ในส่วนข้อเสนอของนายชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่ให้ทำการเลือกตั้งและแต่งตั้งกันอย่างละครึ่งนั้น มองว่าเป็นการถอยหลังกลับปี 2475 ความคิดนี้เป็นความคิดตั้งแต่ 82 ปีที่แล้ว ซึ่งในความเห็นของตน ถ้าในการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่สามารถมีการเลือกตั้งได้ 100% ก็ไม่ควรที่จะคืนอำนาจให้กับเรา จากเดิมที่ประชาชนอึดอัดอยู่แล้ว จากการแต่งตั้ง ส.ว.จากรัฐธรรมนูญเดิม และจากที่ผู้แทนมี 500 คน แค่นั้นก็ดูแลประชาชนได้ไม่ครบถ้วนแล้ว แต่ในสูตรนี้จะให้มีผู้แทนจังหวัดละ 1 คน รวมเป็น 77 คน หลักการบริหารทำได้ยากมาก ตนไม่ได้มองทางเทคนิค แต่มองว่าอำนาจสิทธิใดที่เป็นของประชาชน ถ้าถึงวันที่นัดหมายจะคืนให้กับเขา ก็ควรคืนให้เขาให้ครบไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                             พระราชบัญญัติ
                                                            ป่าสงวนแห่งชาติ
                                                                พ.ศ. ๒๕๐๗

                                                           ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
                                         ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗
                                                เป็นปีที่ ๑๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

หมวด ๒
การควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ

 

          มาตรา ๑๔ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพ ป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่
           (๑) ทำไม้หรือเก็บหาของป่าตามมาตรา ๑๕ เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ ทวิ หรือมาตรา ๑๖ ตรี กระทำการ ตามมาตรา ๑๗ ใช้ประโยชน์ตามมาตรา ๑๘ หรือกระทำการตามมาตรา ๑๙หรือมาตรา ๒๐
           (๒) ทำไม้หวงห้ามหรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมาย ว่าด้วยป่าไม้
           (มาตรา ๑๔ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๘)    

หมวด ๓
บทกำหนดโทษ 
 
 

          มาตรา ๓๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท
           ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่
           (๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้สนเขา หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. ตาม กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ หรือ
           (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง รวมกันเกินยี่สิบต้น หรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือ
           (๓) ต้นน้ำลำธาร
           ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท
           ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลมี อำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำผิด ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ด้วย
 

 

 

    

จัดสรรที่ดินให้คนจน คืนความสุขให้เกษตรกรไร้ที่ดิน

 

 

areafamer3ข่าว

 

 

การขีดเส้นตายให้ชาวบ้านชุมชนเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยภายในวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สร้างความไม่สบายใจให้กับองค์กรและกลุ่มคนหลายฝ่ายที่ติดตามปัญหาการไร้ที่ทำกินของเกษตรกร เนื่องจากกังวลว่าหากเกษตรกรถูกอพยพออกจากพื้นที่ที่อาศัยอยู่ขณะนี้แล้ว หน่วยงานราชการได้มีแผนรองรับการอพยพที่ดีพอ คัดกรองเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน และจัดสรรที่ดินที่เพียงพอให้กับเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ทำกินเหล่านี้หรือไม่



อันที่จริงปัญหาความขัดแย้งไม่ลงตัวในการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ มีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2520 และเป็นปัญหาที่ไม่แตกต่างจากชุมชนอีสานอีกหลายแห่ง ที่เกษตรกรไม่มีความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน เนื่องจากชุมชนอีสานถูกอพยพโยกย้ายโดยหน่วยงานราชการหลายครั้ง ด้วยเหตุผลของความมั่นคงบ้าง เหตุผลของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าบ้าง หรือแม้แต่เหตุผลของการที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม เมื่อหน่วยงานราชการต้องการใช้พื้นที่เพื่อโครงการต่างๆ เช่น โครงการสร้างศูนย์ราชการ โครงการสร้างเขื่อน และอื่นๆ

ความเศร้าใจที่หลายชุมชนเหล่านี้ต้องเผชิญ ก็คือหน่วยงานราชการมักจะให้คำมั่นสัญญากับเกษตรกรว่าจะจัดสรรที่ทำกินชดเชยให้กับพวกเขา มีเกษตรกรจำนวนมากในหลายจังหวัดรอและหวังว่าส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นทหาร อำเภอ จังหวัด จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา แต่ในพื้นที่หลายแห่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เกษตรกรอีสานในหลายพื้นที่จึงเหมือนถูกหลอกให้รอ กลายเป็นเกษตรกรไร้ที่ดินและไร้ความหวัง
ไม่แตกต่างจากชุมชนเก้าบาตรและอีกหลายที่ในภาคอีสาน ที่สุดท้ายเกษตรกรเหล่านี้ก็หาทางออกเอง ด้วยการเข้าไปเพาะปลูกในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ว่างที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์ และจบลงด้วยการถูกส่วนราชการดำเนินคดี ติดคุก หรือถูกอพยพอีกเป็นครั้งที่เท่าไร ก็จำไม่ได้

คำถามสำคัญคือ จะอพยพเกษตรกรเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนได้อีก พื้นที่ถูกตารางนิ้วในบ้านเรา ล้วนมีเจ้าของจับจองแล้วทั้งนั้น ถ้าไม่ได้เป็นของเอกชนที่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย ก็มีเกษตรกรรายอื่นทำกินอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นที่ทางของส่วนราชการที่มีอยู่จำนวนมากเหลือเกิน หรือว่าจะให้พวกเขาไปบุกรุกพื้นที่ป่า และถูกจับกุมอีก

มันคงเป็นเรื่องน่าตลกที่จะตั้งคำถามว่า สรุปแล้วบ้านเราไม่มีหน่วยงานราชการ ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน (แบบ one stop service) ในการจัดสรรที่ทำกินให้กับเกษตรกรยากจน หรือแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรไร้ที่ทำกินใช่ไหม ถ้ามีอยู่จริง หน่วยงานราชการเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน เวลาเกษตรกรเหล่านี้ถูกอพยพโยกย้ายออกจากที่ทำกินเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า

พื้นที่ประเทศไทยที่มีอยู่ ร้อยละ 40 หรือประมาณ 130 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนคนที่มีอันจะกิน ย่อมมีโอกาสถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์มากเท่าไรก็ได้ แต่พื้นที่อีกร้อยละ 60 หรือประมาณ 190 ล้านไร่ เป็นที่ดินของส่วนราชการต่างๆ ที่บอกว่ามีอยู่จำนวนมาก และพื้นที่เหล่านี้นี่ล่ะ ที่มักมีปัญหาเป็นกรณีขัดแย้งเรื่องแย่งที่ดินกัน มีคดีพิพาทฟ้องร้องขับไล่เกษตรกรให้ออกจากพื้นที่ ในบางกรณีมีการฟ้องคดีแพ่งเพิ่มอีกกระทงเรียกให้จ่ายค่าเสียหายให้หน่วยงานรัฐ

ในพื้นที่ 190 ไร่ ที่หน่วยงานราชการดูแลอยู่นี้ แบ่งออกเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประมาณ 35 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งรวมพื้นที่อุทยานแห่งชาติอยู่ในนี้ด้วยแล้วประมาณ 145 ล้านไร่ ดูแลโดยกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และที่เหลืออีกประมาณ 10 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งดูแลโดยกรมธนารักษ์

ไม่มีใครทำข้อมูลสถิติไว้ชัดเจนว่า มีเกษตรกรไร้ที่ทำกินเข้าไปจับจองพื้นที่เพาะปลูก ทำกินในที่ดินรัฐเหล่านี้มากน้อยเพียงใด มีเพียงตัวเลขคร่าวๆ ซึ่งน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ว่ามีเกษตรกรที่บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 184,710 ราย มีเกษตรกรที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน 340,000 ราย มีเกษตรกรที่บุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน 5,426 ราย และยังมีเกษตรกรบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ บุกรุกที่ราชพัสดุ บุกรุกที่นิคมสร้างตนเอง ที่ไม่ทราบจำนวนรายที่ชัดเจนอีก

เป็นไปได้ว่า ถ้านับรวมพื้นที่รัฐที่เกษตรกรเหล่านี้เข้าไปจับจองทำกินรวมๆ แล้วน่าจะหลายสิบล้านไร่ เพราะลำพังตัวเลขสถิติเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ที่เป็นทางการของสำนักงานสถิติแห่งชาติปัจจุบันก็เกือบหนึ่งล้านครอบครัว จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 5.9 ล้านครอบครัว ไม่นับรวมพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุชัดว่า เกษตรกรทำกินในพื้นที่คนอื่น โดยไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน และไม่ได้จ่ายค่าเช่า ซึ่งหมายรวมถึงทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่สาธารณะประโยชน์และที่ดินรัฐอื่น ส่วนที่รวมถึงที่ดินได้ทำฟรีโดยไม่ได้จ่ายค่าเช่าคงมีไม่มากนัก

ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่า ถ้าไม่จัดสรรที่ดินให้กับคนจน ไม่แก้ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างเกษตรกรกับหน่วยงานราชการไม่มีวันจบ มิหนำซ้ำการฟ้องร้องดำเนินคดีความกับคนยากคนจนเรื่องการบุกรุกที่ดิน ก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ ไม่มีวันลดลง

บ้านเมืองเราก็แปลกประหลาด แทนที่หน่วยงานราชการจะมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข เอื้ออำนวยให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงและความสุขของคนในชาติ แต่หน่วยงานราชการกลับทำหน้าที่ฟ้องร้องดำเนินคดี แย่งที่ดินกับเกษตรกรคนจนเสียเอง แล้วมันจะมีความสงบสุขได้อย่างไร

หน่วยงานราชการทุกหน่วย ควรมีหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกร หรือหากมีที่ดินในความรับผิดชอบดูแลอยู่จำนวนมาก ก็ควรทำหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรยากจน ไม่ใช่ไปแย่งที่ดินกับเขา ไปขับไล่เขาออกจากพื้นที่ และอ้างว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ของหน่วยงานตนเอง ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่

เพราะว่าการขับไล่อพยพเกษตรกร ออกจากพื้นที่หน่วยงานตนเอง ก็เท่ากับการปัดภาระให้พ้นตัว แต่ไม่ได้ใส่ใจ รับผิดชอบต่อประเด็นในทางสาธารณะและสังคมว่า เกษตรกรเหล่านี้จะมีที่ทำกินต่อไปในอนาคตอย่างไร พวกเขาจะไปบุกรุกพื้นที่ของหน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของตนเองหรือไม่ แก้ปัญหาแบบนี้ มันก็ไม่มีทางจบ

เหมือนกับชุมชนเก้าบาตร ที่เดินอยู่บนเส้นทางแก้ปัญหาที่ดินมาแล้ว 37 ปี ก็ยังวนกลับมาที่ปัญหาเดิมอีกจนได้

 

 

 สู้คดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ศาลจะเห็นว่า ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

จึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งนั้น จะสู้ยาก และหากเอาเจตนาว่าไม่ทราบว่า

บริเวณดังกล่าวเป็นป่าสงวน คงสู้ไม่ได้ และศาลที่ผมอยู่นั้น หากไม่เกินสืบไร่

ไม่ถึงกับจำคุก ประมาณ รอลงอาญา

ข้อ 1 ถ้าให้แนะนำควรรับสารภาพ โอกาสที่จะรอการลงอาญาคือไม่ติดคุกมีสูงมาก
ข้อ 2 รอไว้ถูกฟ้องคดีแพ่ง แล้วค่อยเจรจาต่อรอง


 

 

 ทำไร่มา30กว่าปีโดนคดีบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ

 

อยากจะขอปรึกษาทนายค่ะคือว่าพ่อของดิฉันอายุ 60 กว่า ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความจับดำเนินคดีข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ พ่อทำไร่ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่พ.ศ.2517 หลังจากกลับจากไปรบที่เวียดนามมา แต่ทางการเพิ่งมาประกาศป่าสงวนเมื่อไม่นาน  พ่อได้ไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากที่ต่าง ๆ และทางศูนย์ดำรงธรรมก็ได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าพ่อยังคงสามารถทำกินได้แต่ห้ามมิให้ไปตัดต้นไม้(เป็นที่เตียนโล่งอยู่แล้ว) แต่เมื่อไม่นานเจ้าหน้าที่แจ้งความจับแยกเป็น 2 คดี คดีแรกบุกรุก 8 ไร่ เสียค่าปรับไป 7000 บาท ผ่านมาไม่ถึง 10 วันก็จับอีกข้อหาบุกรุกเพิ่มเติมอีก 63 ไร่ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยที่ดินที่พ่อทำอยู่มีเพียง 20 กว่าไร่ เขาไปเอาที่ดินของคนอื่นอีก 3-4 คนมารวมเป็นของพ่อหมดเลย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวรับแจ้งความโดยที่ไม่ได้ไปดูสถานที่อะไรเลย ถามเขาว่าทำไมเป็นเช่นนี้ ตำรวจตอบว่าของกลางอยู่กับใครคนนั้นคือโจร ดิฉันงงมาก คดีที่ 2 นี้ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ยื่นอุทธรณ์ต่อและเมื่อวันที่ 21 ที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์นัดฟังคำพิพากษายังยืนตามศาลชั้นต้นและในวันนั้นได้ขอยื่นประกันตัวไปแล้วเจ้าหน้าที่บอกให้รอศาลฎีกาสั่งและในวันนี้ก็ได้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ศาล เขาแจ้งว่าศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว เหตุผลเพราะเกรงหลบหนีและโทษไม่เกิน 5 ปี (ในวันนั้นยื่นขอประกันตัวอย่างเดียวยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอฎีกา) อยากจะขอถามทนายดังนี้ค่ะ

- ในการขอฎีกาจะเขียนคำร้องขอฎีกาไปพร้อมกับการยื่นประกันตัวไปก่อนได้หรือไม่แล้วจึงจะมาเขียนฎีกาทีหลัง

-พ่ออายุ 62 ปี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม คดีแบบนี้โอกาสจะฎีกาหลุดคดีมีมากน้อยเพียงใด

-

ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

 

 

 

ในการขอฎีกาจะเขียนคำร้องขอฎีกาไปพร้อมกับการยื่นประกันตัวไปก่อนได้หรือไม่แล้วจึงจะมาเขียนฎีกาทีหลังพ่ออายุ 62 ปี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม

- ได้ครับ เข้าใจว่าท่านมีทนายความอยู่แล้ว ลองปรึกษากับทนายที่เขาทำคดีให้ท่านมาก่อน เขาจะเป็นคนทราบขั้นตอนศาลมากที่สุด

คดีแบบนี้โอกาสจะฎีกาหลุดคดีมีมากน้อยเพียงใด

- ขึ้นอยู่ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและดูลพินิจของศาลครับ

 

 

ถึงคุณ Cat

คุณไม่จำเป็นต้องประกันตัวหรอกค่ะ เพราะพ่อของดิฉันก็เป็นเหมือนพ่อคุณนั่นแหล่ะค่ะ พ่อดิฉันทำไร่มาตั้งแต่ดิฉันยังไม่เกิด จนปัจจุบันดิฉันอายุ 32 ปี จะเข้า 33 ปีอยู่แล้ว พ่อของดิฉันติดคุกคดีเหมือนพ่อคุณเป๊ะเลย ยื่นศาลฎีกาแล้ว แต่เค้าไม่ให้ประกันตัว เหมือนที่คุณบอก และมีสถานเดียวคือติดคุก ดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม คนที่ทำมาในปีเดียวกันไม่ติดคุก แถมเค้าทำไม้อีกต่างหาก

 

แล้วช่วงที่พ่อของดิฉันติดคุกอยู่ก็มีการขนไม้เป็นคันรถ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้ามาดูแล ปล่อยให้ขนกันเยอะแยะและทำกันอย่างสนุกสนาน ดิฉันก็อยากทราบเหมือนกันค่ะว่า กรณีคดีบุกรุกแบบนี้ คดีมันสามารถรื้อมาได้ด้วยหรือ แล้วกี่ปีถึงจะหมดอายุ หรือว่าอยากให้ติดคุกตอนไหนก็เอาขึ้นมาขุดคุ้ย แล้วจับยัดเข้าคุกงั้นเหรอ ถ้าใครตอบได้ช่วยตอบด้วย ปัจจุบัน พ่อดิฉันติดคุกอยู่ แต่ดิฉันก็ยังข้องใจอยู่ว่า หากเราต้องการความกระจ่างมากกว่านี้ต้องติดต่อที่ไหน หรือว่าปรึกษาที่ไหนได้บ้าง

no-nae13@hotmail.com

ขอบคุณ

 

 

 

 

 

สำนักข่าว อิศรา "พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา: จะเอาอะไรกับผมนักหนา "

 

 

 

 

รัฐบาลการเมืองนักการเมือง

13 ต.ค. 57 สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org โทรศัพท์สัมภาษณ์ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ถึงประเด็นร้อนของเงินส่วนต่าง 47 ล้าน ที่ไม่ถูกแจ้งไว้ในยอดเงินฝากของ พล.อ.ปรีชา แต่กลับมาปรากฏอยู่ในยอดรวมบัญชีเงินฝากทั้งหมด 10 บัญชี
“ที่มา” ของเงินดังกล่าวคืออะไร คำตอบอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้   

@ : เงินบัญชีที่เกินมา 47 ล้านบาท ในยอดบัญชีที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. มีที่มาอย่างไร
ปรีชา : เกินมายังไง ตอนไหน ผมไม่เห็นรู้เลย

@ ในส่วนของยอดเงินฝาก ที่คุณแจ้ง ป.ป.ช. ไว้ 42 ล้านบาท แต่ยอดรวมของบัญชีเงินฝากที่คุณแจ้งไว้ 10 บัญชี รวม 89 ล้านบาท หมายความว่าเกินมา 47 ล้านบาท
ปรีชา : ก็ไปดูให้แน่สิ ว่าผมชี้แจงไปเท่าไหร่

@ คือข้อมูลในส่วนที่คุณแจ้งไว้กับ ป.ป.ช. สำนักข่าวเราตรวจสอบพบตัวเลขนี้  
ปรีชา : จะเอาอะไรกับผมนักหนา ผมมีที่มาที่ไปนะ บ้านผมไม่ใช่ว่าจนนะ ต้องไปดูรายละเอียดให้ชัดเจน
ไปดูสิ เงินเดือนผม รายได้ต่อปี เท่าไหร่ ไปดูให้ละเอียด แล้วค่อยเขียน ไม่ใช่จับตัวเลขปั๊บแล้วมาเขียน เหมือนกับเราไปโกงใครเขามา พ่อผมขายที่ได้ เขาก็แบ่งให้คนละแปดสิบล้าน ร้อยล้าน นายกฯเขาก็ได้ นี่ถ้าไปตรวจสอบนายกฯ เขาก็ไม่ผิด น้องชาย น้องสาวเขาก็ไม่ผิด  

@ เราสอบถามตามข้อมูลที่แจ้ง ต่อ ป.ป.ช.
ปรีชา : สงสัยว่าทำไมไม่ไปตรวจสอบคนอื่นที่เขามีห้าร้อยล้าน พันล้าน ทำไม ไม่ไปตรวจสอบเขาบ้าง ผมอยากจะรู้

      เฮ่อ คนดีศรีสยาม  ดีแต่ไล่บี้คนอื่นรึป่าว ทีตัวเองโดนบ้าง เอาแต่แถ กับเบ่ง ยียวน  รึป่าว
อ่านเต็มๆๆ
http://isranews.org/isranews-article/item/33593-preecha_33593.html

 

 

 

 

 

 

 




....................




 

 

 

 

"ชุดดำพลิกลิ้น" แฉถูกซ้อมให้รับสารภาพ

 

ทีมทนายความยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้กลุ่มผู้ต้องหา คนร้ายชุดดำ หลังกลับคำรับสารภาพอ้างถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย

นายวิญญัติ ชาติมนตรี พร้อมด้วยทีมทนายความกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ กนส. ยื่นหนังสือ ถึงนายกมล ธรรมเสรีกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ 5 ผู้ต้องหา คนร้ายชุดดำ ที่ใช้อาวุธปืนก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. เมื่อ ปี 2553

โดยนายวิญญัติ ระบุว่าทีมทนายความ ได้เข้าพบผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ที่เรือนจำ และผู้ต้องหาทั้ง 5 คน กลับคำรับสารภาพ ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่อง และทนต่อการถูกทำร้ายร่างกายไม่ไหวจึงยอมรับสารภาพ

และเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นคดีพิเศษตามมติ คณะกรรมการคดีพิเศษ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จึงไม่มีอำนาจการสอบสวน เป็นอำนาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จึงขอให้ทางอัยการไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราว หรือมีคำสั่งสอบสวนคดีนี้ใหม่

นอกจากนี้นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า การยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ไม่ได้ใส่ร้ายใคร แต่เป็นการนำข้อเท็จจริงมาเสนอต่ออัยการ

ด้านนายกมล ระบุว่า ทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ขอสำนวนคดีดังกล่าวไปสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในส่วนรับผิดชอบของคดีพิเศษ และหากดีเอสไอส่งสำนวนกลับมาให้อัยการอีกครั้ง ก็จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของอัยการคดีพิเศษ ในการสั่งคดี ส่วนหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจะรับไว้ และจะประสานอัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป
 

 

  

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ไคโรเเพรคติก

 

 

หลายคนคงเคยได้ยินการรักษาอาการปวดต่างๆด้วยวิธีการจัดกระดูก ในประเทศไทยมีร้านนวดแผนไทยหลายร้านที่มีการรักษาอาการปวดด้วยวิธีการจัดกระดูก บางคนหายจากอาการปวด แต่บางคนอาจจะเป็นหนักกว่าเดิมเพราะความไม่ชำนาญของหมอนวด วันนี้เราจะมาแนะนำศาสตร์ของการจัดกระดูกที่เป็นที่ยอมรับจากองค์กรอนามัยโลก นั่นก็คือ ไคโรแพรคติก และในประเทศไทยเอง ก็ได้มีการออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ ให้แก่ ไคโรแพรคติกแพทย์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย

 

167234932

 

 

ศาสตร์วิชาการแพทย์ ไคโรแพรคติก เป็นแขนงการดูแลสุขภาพ โดยตรวจรักษาระบบประสาท การดูแลกระดูกสันหลัง และข้อต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จ่ายยา ใช้เข็ม หรือผ่าตัด ด้วยการรักษาความผิดปกติของโครงสร้างและการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Structure and Biomechanic) หรือการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติ ของข้อกระดูกสันหลัง เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นจุดศูนย์กลางของดุลยภาพในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฉะนั้นหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณนั้น อาจจะมีผลกระทบต่อระบบประสาท ซึ่งควบคุมร่างกายทั้งหมดของเรา การแพทย์ ไคโรแพรคติก เน้นถึง ความสมดุลของระบบโครงสร้าง สภาวะจิต และสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย

 

การแพทย์ ไคโรแพรคติก มีมานานกว่า 100 ปีแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบันเป็นการแพทย์ทางเลือกที่มีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดในสหัฐอเมริกา แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า การดูแลกระดูกเป็นเรื่องของคนสูงอายุหรือคนพิการเท่านั้น

 

ศาสตร์วิชาการแพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Davenport รัฐ Iowa ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1895 (พ.ศ.2438) ผู้เริ่มคนแรก คือ DR. D.D. Palmer ท่านได้พัฒนาศิลปะปรัชญา และวิทยาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติก คำว่า Chiropractic เป็นภาษากรีก ซึ่งคำว่า “Cheir” และ “Praktikas” มาผสมกัน ซึ่งความหมายก็คือ “รักษาด้วยมือ”

 

การตรวจรักษา

 

ในความเป็นจริงแล้ว หลาย ๆ โรคที่เกิดจากการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูกสันหลัง โดยเกิดจากสาเหตุง่าย ๆ เช่น ท่าทรงตัวที่ไม่ถูกต้อง, ยกของหนัก, การนั่งนานเกินไป, การขาดการออกกำลังกาย หรือการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักโภชนาการ การสูบบุหรี่ ปัญหามลภาวะ การรับแรงกดที่ผิดปรกติ และความเครียดด้านจิตใจ และความผิดปกติของร่างกายหลายอย่าง สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการแพทย์ไคโรแพรคติก อาทิ อาการปวดศีรษะเรื้อรัง, ปัญหาของไซนัส ปัญหากระดูกกะโหลกศีรษะ ปวดหลัง คอ แขน ขา หมอนรองกระดูก อาการชาตามมือ หรือเท้า อาการปวดประจำเดือน อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เป็นต้น

 

การตรวจรักษาจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติอาการไปจนถึงการอ่านฟิล์มเอกซเรย์คนไข้ ส่วนการรักษาโดยปกติจะใช้มือจัดข้อของกระดูกสันหลัง และ กระดูกเชิงกรานให้เกิดความสมดุล จากตำแหน่งผิดปกติให้กลับเข้าสู่ภาวะที่ปกติโดยไม่ใช้ยา เข็ม หรือการผ่าตัด

 

สำหรับระยะเวลาในการรักษา จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

 

  1. อาการรุนแรงเพียงใด
  2. มีอาการมาเป็นเวลานานแค่ไหน
  3. ร่างกายของคนไข้มีความสามารถในการรักษาตัวเองมากเพียงใด
  4. คนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัดหรือไม่
  5.  

และนอกจากการแพทย์ไคโรแพรคติก จะรักษาอาการต่างๆ ได้ ยังสามารถตรวจเช็คระบบประสาท ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าหากคอยจนร่างกายแสดงอาการผิดปกติออกมา จะทำให้การรักษาลำบากและใช้เวลานานขึ้น (It is easier to stay well than try to get well)

 

ไคโรแพรคติก ทำการรักษาอย่างไร

 

ซึ่งก็คล้ายแพทย์ทั่วๆไปที่จะต้องมี

 

  1. การซักประวัติการเจ็บป่วย
  2. ตรวจร่างกาย ทั้งทางกล้ามเนื้อ กระดูก และระบบประสาท รวมถึงการเช็คลักษณะโครงสร้างร่างกาย ที่ผิดปกติ
  3. ตรวจ x-ray เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
  4. วินิจฉัยโรค และบำบัดรักษา
  5.  

การรักษาแบบการแพทย์ไคโรแพรคติกจะทำการรักษาด้วยมือ โดยไม่มีการใช้ยาหรือการผ่าตัดแต่อย่างใด โดยปกติจะใช้มือจัดข้อกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจากตำแหน่งที่ผิดปกติให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นปกติ รวมถึงการทำงานของระบบประสาทที่ดีด้วย

 

นอกจากนี้ อาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือ ทางการแพทย์ไคโรแพรคติกบางอย่างช่วยคลายกล้ามเนื้อ หรือลดการเจ็บปวดของคนไข้เมื่อจำเป็น

 

ผู้ที่มีอาการอะไรบ้างควรมาพบไคโรแพรคเตอร์

 

การแพทย์ไคโรแพรคติก มุ่งเน้นในการบำบัดอาการเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรจะเข้ารับคำปรึกษา

 

  1. ปวดศีรษะโดยรอบ หรือ ข้างเดียว
  2. ไมเกรน (Migraine)
  3. ปวดคอ
  4. ปวดไหล่ ปวดแขน
  5. ปวดหลัง
  6. ปวดหรือชาตามแขน ขา
  7. บาดเจ็บจากการกีฬา (Sport injuries)
  8. บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (Accident)
  9. หมอนรองกระดูกเคลื่อน
  10. ปวดตามข้อต่างๆ
  11. บาดเจ็บจากการยกของหนัก
  12. อาการอ่อนเพลียนอนไม่หลับ
  13. กระดูกสันหลังคด
  14. อาการเครียด
  15. เส้นเอ็นอักเสบ

การแพทย์ไคโรแพรคติก ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับส่วนสำคัญของร่างกาย 4 ส่วนใหญ่ๆ

 

  1. กระดูกสันหลัง (Spine)
  2. ระบบประสาท (Nervous System)
  3. โครงสร้างของร่างกาย (Structure)
  4. โภชนาการด้านอาหารและวิตามิน (Nutrition)

การทำงานภายในร่างกายของมนุษย์  ถือเป็นความสำคัญส่วนหนึ่งของสุขภาพและนั้นก็คือความเกี่ยวข้องระหว่างระบบประสาทที่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรา

 

การแพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เป็นสาขาการดูแลสุขภาพใหญ่เป็น อันดับที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ไคโรแพรคติก แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น Medicine และ Osteopath คือ การรักษาโรคกระดูกสันหลังและระบบประสาทไขสันหลังที่เนื่องมาจากการกดตัวของกระดูกสันหลัง โดยไม่ใช้ยาและการผ่าตัด แต่ใช้กรรมวิธีของผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ จัดกระดูกสันหลังที่คลาดเคลื่อนที่มีผลทำให้กลไกของการเคลื่อนไหวของการก้ม เงย เอน บิด รวมถึงการทำงานของระบบประสาทไขสันหลัง ผิดปกติกลับมาทำงานให้ดีขึ้น

 

การคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูกสันหลังมีอาการอย่างไร

 

อาการปวดหลังโดยมีหรือไม่มี “อาการปวดที่แผ่กระจาย” ไปที่ขาเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดคอ ปวดไหล่ และปวดแขน มักจะพบบ่อยในผู้ที่ทำงานในสำนักงาน ผู้ที่ขับรถมาก อาการปวดศีรษะแบบไมเกรน และอาการปวดศีรษะโดยทั่วไป อาการอื่น ๆ เช่น อาการกล้ามเนื้อตึง อาการคล้ายเป็นเหน็บ อาการชาและอาการเวียนศีรษะ เป็นตัวอย่างของอาการซึ่งเกิดจากการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งปกติของข้อกระดูก

 

การคลาดเคลื่อนของกระดูกสันหลังเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

การเคลื่อนของข้อกระดูกสันหลัง ส่วนมากเกิดจากการที่เราทำกิจกรรมประจำวันโดยที่ไม่ระวังตัว เช่น การนั่ง การนอน การยืน ในท่าที่ผิด ลักษณะเป็นระยะเวลานาน ๆ การล้ม การกระแทก การยกของหนักโดยไม่ถูกวิธี อุบัติเหตุ เช่น รถชน รถค่ำ อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา การขาดการออกกำลังกาย

 

ได้รู้จักวิธีการรักษาอาการปวดต่างๆด้วยไคโรแพรคติก กันไปแล้วนะคะ ในประเทศไทยเองก็มีการรักษาแบบไคโรแพรคติกอยู่หลายที่ หากอยากลองรักษาอาการปวดด้วยวิธีนี้ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ เลือกโรงพยาบาลหรือคลีนิกที่เชื่อถือได้ด้วยนะคะ

 

 

ขอบคุณที่มาจาก : สมาคมการแพทย์ไคโรแพรคติก แห่งประเทศไทย
www.thailandchiropractic.org

 

 

                       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

  

 

 

ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่ก็เป็นการตอกย้ำถึงสังคมไทยได้ชัดเจนเลยว่า จริงๆ แล้วสังคมไทยไม่ได้ต่อต้าการทุจริต เพียงแต่ต่อต้านคนที่เราไม่ชองขี้หน้าและพยายามจ้องเขา แต่สำหรับคนที่เราชอบหรือเป็นพวกเดียวกันก็ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เท่านั้นเอง..!!

หน้าเศร้าและวังเวงจริงๆครับกับสังคมดัดจริตของเมืองไทย........

อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อบจริงๆ.......

 

 

  

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

                                                   

 

 

โฮจิมินห์ (เวียดนาม: Hồ Chí Minh, โห่ จี๊ มิญ; คำแปล "แสงสว่างที่นำทาง"[2]) เป็นนักปฏิวัติชาวเวียดนาม ซึ่งในภายหลังได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (เวียดนามเหนือ) หลังจากสิ้นสุดของสงครามเวียดนามไซ่ง่อน เมืองหลวงเก่าของเวียดนามใต้ ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นโฮจิมินห์ซิตี เพื่อเป็นเกียรติแก่โฮจิมินห์

โฮจิมินห์ เป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม[2]

 

        

ประวัติ

โฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมพ.ศ. 2433 ที่หมู่บ้านหว่างจู่จังหวัดเหงะอาน ตอนบนของเวียดนาม ในชื่อ เหงียน ซินห์ ซัง เป็นบุตรคนที่ 3 และบุตรชายคนรองของเหงียน ซินห์ ซ็อก ปัญญาชนชาวเวียดนาม

 

ซึ่งเวียดนามขณะนั้นตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศส ดังนั้นทั้งโฮจิมินห์และบิดาต่างตกเสมือนอยู่ใน 2 วัฒนธรรม ทั้งวัฒนธรรมตะวันตกของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ปกครอง และวัฒนธรรมตะวันออกแบบจีนและลัทธิขงจื๊อ อันเป็นวัฒนธรรมของเวียดนาม

 

ด้วยวัยเพียงไม่กี่ขวบ โฮจิมินห์ได้ย้ายตามบิดาไปเว้ ซึ่งไปสอบจอหงวน แต่ต่อมาโฮจิมินห์ได้อาศัยอยู่กับมารดาตามลำพังเพียง 2 คน เพราะบิดาเมื่อสอบจอหงวนได้ ได้ย้ายไปรับราชการที่ต่างเมือง ขณะที่มารดากำลังตั้งครรภ์ ต่อมาก็ได้คลอดลูกคนเล็กออกมา โฮจิมินห์ในวัย 11 ขวบต้องเลี้ยงน้องเอง เนื่องจากมารดาได้เสียชีวิตไปในขณะคลอด และไม่นานน้องคนเล็กก็เสียชีวิต

 

เมื่อโตขึ้น โฮจิมินห์ได้สัมผัสกับการเมืองเป็นครั้งแรกจากการที่เป็นล่ามภาษาฝรั่งเศสให้กับชาวนาที่ถูกเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสกดขี่ ในช่วงนี้ โฮจิมินห์ได้กล่าวว่า ตนได้เห็นการกดขี่และความอยุติธรรม รวมถึงการได้เห็นชาวนาถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา ต่อมาโฮจิมินห์รู้ตัวว่า ตนเองต้องได้รับการศึกษาที่มากขึ้นและออกไปท่องโลกกว้างเพื่อเปิดโลกทัศน์ของตน ในปี พ.ศ. 2454 จึงได้ย้ายจากเวียดนามไปเป็นพ่อครัวในประเทศฝรั่งเศส ด้วยการสมัครเป็นลูกเรือบนเรือเดินสมุทร ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมของเวียดนามในขณะนั้น และได้ศึกษาเรียนต่อที่นั่น โฮจิมินห์ ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า เหงียน อ้าย กว๊อก ซึ่งแปลว่า "เหงียนผู้รักชาติ" โฮจิมินห์ได้ติดต่อกับชาวเวียดนามในฝรั่งเศส เพื่อรวมตัวกันเรียกร้องอิสรภาพจากชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ ในฐานะโฆษกของกลุ่ม แต่ทว่าก็ได้รับการรังเกียจและถูกกีดกันออกมา เมื่อโฮจิมินห์พยายามจะยื่นหนังสือต่อ วูดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขณะเดินทางมายังฝรั่งเศส เพื่อลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

 

ต่อมาโฮจิมินห์ก็ได้ย้ายจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกาและอังกฤษตามลำดับ หลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คเริ่มการปราบปรามสังคมนิยม นั้น โฮจิมินห์ได้หลบหนีจากจีนมายังจังหวัดนครพนมประเทศไทย โดยได้บวชเป็นพระภิกษุทำการสอนลัทธิสังคมนิยมให้ชาวไทย โดยใช้ชื่อว่า "ลุงโฮ" โดยช่วงแรกที่หลบหนีในประเทศไทยนั้นเริ่มจากขึ้นเรือที่ท่าน้ำเอสบี (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมแม่น้ำ) ไปยังจังหวัดพิจิตร จากนั้นได้เดินทางไปต่อยังจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย โดยใช้ชื่อว่า "เฒ่าจิ๋น" ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2466 ไปจนถึง พ.ศ. 2474 ท่านได้พำนักอยู่ ณ บ้านของ นายเตียว เหงี่ยนวัน เลขที่ 48 หมู่ 5 บ้านนาจอกตำบลหนองญาติอำเภอเมืองจังหวัดนครพนม รวมเวลาพำนักอยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น 7 ปี[3] ในระยะนี้โฮจิมินห์ ต้องเดินทางไปหลบซ่อนในหลายประเทศ ใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ ซึ่งครั้งหนึ่ง โฮจิมินห์ได้ถูกตำรวจฮ่องกงจับโดยไม่มีความผิด ได้ถูกขังคุกนานเป็นระยะเวลานาน 1 ปีเต็ม ในช่วงนี้โฮจิมินห์สภาพร่างกายย่ำแย่มาก เป็นโรคขาดสารอาหาร แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือให้พ้นออกมา จากเพื่อนเก่าในสมาคมชาวเวียดนามในฝรั่งเศส รวมถึงเชื่อว่ามี โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งเป็นสหายที่ดีต่อโฮจิมินห์ร่วมด้วย

 

โฮจิมินห์เดินทางกลับมาเวียดนามอีกครั้งในปี พ.ศ. 2484 ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสในขณะนั้นถูกกองทัพนาซีบุกยึด และกลายสภาพเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดให้แก่ฝ่ายอักษะ จึงรับนโยบายในการปกครองเวียดนามจากนาซีเป็นหลัก โฮจิมินห์จึงสบโอกาสรวบรวมชาวเวียดนามส่วนใหญ่แล้วตั้งเป็นฝ่ายเวียดมินห์ เตรียมแผนที่จะประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสให้ประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งชาวเวียดนามในขณะนั้นยังไม่มีการศึกษา และส่วนใหญ่อดอยากยากจน โฮจิมินห์ได้เข้าถึงตัวชาวบ้านระดับล่าง ด้วยการทำตัวกลมกลืนผูกมิตรไปกับชาวบ้าน ได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันอย่างง่าย ๆ และเพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการบอกแบบปากต่อปาก ซึ่งหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญ ก็คือ หวอ เงวียน ซ้าป ซึ่งต่อมาเป็นนายพลและสหายคนสำคัญของโฮจิมินห์ อีกทั้งทั้งคู่ยังเป็นคู่เขยของกันและกัน เนื่องจากภรรยาของทั้งคู่นั้นเป็นพี่น้องกัน และในช่วงนี้เองที่ชื่อ "โฮจิมินห์" ได้ถูกใช้ออกมาเป็นครั้งแรก

 

และในช่วงปลายของสงคราม โฮจิมินห์ได้ยังติดต่อกับสำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (OSS) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมมือกันต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นด้วย นับเป็นการร่วมมือกันของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตาม

 

ในที่สุด โฮจิมินห์ประกาศจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามหลังจากจักรพรรดิบ๋าว ดั่ยจักรพรรดิเวียดนามพระองค์สุดท้ายประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายนพ.ศ. 2488 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2497 เวียดนามก็ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการที่เดียนเบียนฟู โฮจิมินห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามเป็นคนแรก ด้วยการประกาศแถลงการณ์ที่จตุรัสบาดิงห์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยประโยคแบบเดียวกับประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา โฮจิมินห์ปฏิเสธที่จะพำนักในจวนข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส ซึ่งโอ่โถง แต่ขออาศัยอยู่ในบ้านพักหลังเล็ก ๆ เท่านั้น

 

ด้านชีวิตครอบครัว โฮจิมินห์ สมรส 2 ครั้ง ครั้งแรกกับหญิงชาวจีนที่ประเทศจีน ขณะที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศจีนในวัยหนุ่ม แต่ต่อมาภรรยาได้เสียชีวิต และอีกครั้งกับถัง ตรุด มินห์ หญิงชาวเวียดนาม และเป็นสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แม้ทั้งคู่อายุจะห่างกันหลายปีก็ตาม

 

ในปี พ.ศ. 2502 สงครามเวียดนามได้อุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่น ๆ ก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วย แต่ผลสุดท้ายเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 โฮจิมินห์ในขณะนั้นอยู่ในวัยชราแล้ว ได้ประกาศว่า ตนลดบทบาททางการเมืองลงมา แม้จะได้รับการนับถืออย่างสูงสุดอยู่ก็ตาม และก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่โฮจิมินห์มิได้อยู่ถึงการชื่นชมชัยชนะในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุที่ว่าโฮจิมินห์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายนพ.ศ. 2512 ที่บ้านพักในกรุงฮานอย ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว สิริอายุได้ 79 ปี ซึ่งปัจจุบันร่างของโฮจิมินห์ได้ถูกบรรจุในโลงแก้ว เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพ ที่จตุรัสบาดิงห์

 

                        บ้านหนองฮาง ถ.อุดร-กุดจับ ต.เชียงพิณ อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่หลบซ่อนตัวอีกเเห่ง

 

                                          

 

 

                                         

 

 

 

                                        

 

 ท่านใช้ชีวิตสมถะ กินง่าย-อยู่ง่าย
เมื่อดำรงตำแหน่ง ทางรัฐบาลขอสร้าง ทำเนียบให้ท่านใหม่หลายครั้ง ท่านก็ปฏิเสธ

จนในช่วงท้าย ๆ ของชีวิต
ท่านจึงอนุญาตให้สร้าง "ทำเนียบ" หรือบ้านพักของท่าน
เป็นเรือนไม้ ที่เรียบง่าย สมถะ และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ

เรือนไม้หลังนี้ ว่ากันว่า จำลองแบบมาจาก
บ้านหลังที่ท่านเคยมาพำนักที่ "นครพนม" นั่นเอง

จาก 56 ประเทศ ที่ท่านเคยเดินทางไป เพื่อศึกษาหาหนทางกู้ชาติ
ทำไมท่านจึงเลือกจำลองแบบบ้านที่ "นครพนม" ????
เชื่อกันว่า ช่วงเวลาที่ท่านพำนักที่นครพนม
เป็นช่วงเวลาที่ท่านมีความสุขมากที่สุดในชีวิตครับ

 

นอกจากโฮจิมินห์แล้ว     ดร.ซุนยัดเซ็นก็เคยมาไทยนะครับ

เท่าที่พอรู้ เจ้าลาวก็เคยมาลี้ภัยที่อยุธยา
อยู่กับคนตระกูลดังที่อดีตเคยทำไม้

 

 

 



 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       กัปตันชัชวาลรอดตายปาฏิหาริย์หลังฮ.หาย 11 วัน

 

 

 


 
เฮลิคอปเตอร์ไทย
 

 

 
 
 
 

              เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของไทย ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน ระหว่างเดินทางไปส่งอาหารให้กับทีมค้นหา 2 นักปีนเขาที่หายตัวไปในพม่า บนเครื่องมีคนไทย 1 ราย


              เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2557 สำนักข่าวซินหัว มีรายงานจากนครย่างกุ้ง ประเทศพม่า ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของไทย ได้ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินไป ระหว่างเดินทางไปส่งอาหารให้กับทีมค้นหา ในภารกิจค้นหานักปีนเขา 2 รายที่หายตัวไปในภูเขาฮะกากาโบ ราซี ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนจีน-พม่า ในรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า 


              โดยมูลนิธิฮตู เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวขาดการติดต่อไป หลังขึ้นบินจากสนามบินพูเตาได้ราว 20 นาที เมื่อวันที่ 27 กันยายน ช่วงเวลาประมาณ 14.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น บนเครื่องประกอบไปด้วยนักบินชาวไทย 1 ราย นักบินชาวพม่า 1 ราย และคนจากมูลนิธิฮตูอีก 1 ราย


              ทั้งนี้นับตั้งแต่นักปีนเขาชาวพม่า 2 รายหายตัวไประหว่างพยายามพิชิตยอดเขา ฮะกากาโบ ราซี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยก็ดำเนินการค้นหาตัวพวกเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมค้นหาจากประเทศต่าง ๆ คือ จีน เนปาล ไทย และสหรัฐฯ มาเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหากับทีมในท้องถิ่น แต่ยังคงค้นหาตัวทั้งคู่ไม่พบจนถึงขณะนี้

 
 
 
 
 

 

                                     

 

 

 

จากกรณีเฮลิคอปเตอร์ไทยออกไปช่วยค้นหานักปีนเขาที่ประเทศพม่า ก่อนจะประสบปัญหาสภาพอากาศและขาดการติดต่อไป ในเมืองพุเตา รัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างทำการบินไปส่งเสบียงให้ทีมค้นหานักไต่เขา 2 คนที่สูญหาย ในเขตเทือกเขาฮากากาโบราซี ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา โดยเฮลิคอปเตอร์ลำนี้มี กัปตันชัชวาล แท่นทอง นักบินที่ร่วมงานกับสกายรีพอร์ต ช่อง 3 นักบินพม่า และเจ้าหน้าที่ของทางพม่ารวม 3 คน ซึ่งทางการพม่าและมูลนิธิฮตู ผู้ที่ว่าจ้างเข้าไปปฏิบัติภารกิจนี้ ได้ออกตามหาต่อเนื่องตลอดทั้ง 10 วัน กระทั่งในวันที่ 11 หรือช่วงเย็นของวันที่ 7 ตุลาคม ได้รับแจ้งว่า ทุกคนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี เจ้าหน้าที่จึงรุดเข้าไปช่วยเหลือนั้น

 

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 ตุลาคม มีรายงานความคืบหน้าว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วย กัปตันชัชวาล แท่นทอง และทีมงานออกมาจากป่าเรียบร้อยแล้ว โดยถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลวิคตอเรียกรุงย่างกุ้ง อย่างปลอดภัย หลังจากทีมค้นหาของมูลนิธิฮตูพบกัปตันชัชวาลในพื้นที่ป่าใกล้หมู่บ้านลานซาร์ และทีมแพทย์ทหารได้เดินเท้าไปรักษาพยาบาลเบื้องต้นในป่า ซึ่งจากการตรวจร่างกายพบว่า กัปตันชัชวาล มีสภาพร่างกายอ่อนแรงและซูบผอม เนื่องจากตากฝน มีอาการหนาวสั่น จึงต้องช่วยผิงไฟและนำตัวใส่เปลเดินเท้าออกมาจากป่า ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เพราะเป็นเส้นทางยากลำบากหน้าผาและเขาสูง เมื่อมาถึงจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ ก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาถึงสนามบินพุเตาในเวลา 17.00 น.

 

เมื่อมาถึง นายแพทย์โอลิเวอร์ แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิกประจำพม่า ก็ได้ตรวจร่างกายกัปตันชัชวาล ระบุว่า ร่างกายอ่อนเพลียจากการเดินเท้าในป่ามากว่า 10 วัน โดยนายเทซา เจ้าของมูลนิธิฮตู ได้เตรียมเครื่องบินเช่าเหมาลำส่งกัปตันชัชวาลไปยังสนามบินมัณฑเลย์ แต่เนื่องจากไม่สามารถเดินทางในช่วงกลางคืนได้ จึงให้พักที่สนามบินมัณฑเลย์ และด้วยอาการกัปตันชัชวาลที่ยังพอเดินทาง อาการไม่สาหัส มูลนิธิฮตูจึงนำเครื่องบินสายการบินเอเชียนวิง นำครอบครัวกัปตันชัชวาล และทีมข่าวสกายรีพอร์ต ไปรับกัปตันชัชวาลที่มัณฑเลย์ทันที

 

ทันทีที่ได้พบหน้า กัปตันชัชวาล ทุกคนต่างพากันร่ำไห้ ดีใจที่กัปตันชัชวาลรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

 

ด้านกัปตันชัชวาล เปิดเผยเพียงสั้น ๆ ว่า 11 วันที่ผ่านมา รอดชีวิตมาได้เพราะสติ และความอดทนที่จะต้องมีชีวิตรอด แม้ไม่มีอาหาร ดื่มแต่น้ำ และ 2 วันสุดท้ายที่ให้ นายชเวยินทอกี ผู้โดยสาร แยกตัวเดินมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ก็ต้องอยู่ในป่าลำพัง ส่วนกัปตันอองเมียตโต นักบินพม่า ได้ให้อาศัยอยู่ในถ้ำเพราะบาดเจ็บ ซึ่งกัปตันยังจำเส้นทางและแจ้งให้ทีมค้นหาไปหาตัวแล้ว และล่าสุดทีมค้นหาได้พบกัปตันอองเมียตโตแล้ว เตรียมนำกลับออกจากพื้นที่ในวันนี้ (9 ตุลาคม)

 

“ขอบคุณแรงใจทุกแรงใจของคนไทยที่ให้กับพวกเราสกายรีพอร์ต การตายคงไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของยาก แต่เราคงไม่ตายง่าย ๆ วันนี้เราออกมาทำงานไกลมากเหลือเกิน และเรากำลังจะได้กลับบ้านพร้อมกับสกายรีพอร์ต” กัปตันชัชวาล กล่าว

 

ด้านลูกชายกัปตันชัชวาล เผย รู้สึกเหมือนพ่อเกิดใหม่จากการรอดตายราวปาฏิหาริย์ ซึ่งที่ผ่านมาตนคิดเสมอว่าพ่อต้องมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

 

 

 

 

                                           

                                          นายเทซา ประธานมูลนิธิฮตู (Htoo)

 

 

              
 

 

 

 ประธานมูลนิธิ..
เขาเป็นมหาเศรษฐีของพม่า..
แกทุ่มเต็มที่..
ลึก ๆ แล้ว..
คงไม่ใช่ไปการปีนเขาธรรมดาหรอก..
เพราะในรัฐคะฉิ่น..
มีเหมืองหยกชั้นดีแห่งเดียวในโลก...อิ ๆ ๆ..

ฮ.ที่จอดนั้นเป็นของพม่า ฮ.ที่ตกยังไม่มีภาพมาให้ดู
คะฉิน กับ พม่าสู้รบกันมายาวนาน ทั้งที่รู้ไม่ปลอดภัยแล้วไปกันทำไม
ถ้าบินไปต้องผ่าน เขตว้าแดง ชึ้งมีอาวุธ มี ฮ.ประจำการ แล้วไปได้ไง
มีอะไร กันหรือเปล่า อ้างตามหานักไต่เขา แถวนั้นยังมีการสู้รบ. จะมีคนกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ

 

 ที่ตั้งของรัฐกะฉิ่นในประเทศพม่า                 ที่ตั้งของรัฐกะฉิ่นในประเทศพม่า
 

 

 

ภูมิศาสตร์

ที่ตั้งและอาณาเขต

รัฐกะฉิ่นมีพื้นที่ติดต่อดังนี้

ความสูง

จุดสูงสุดของรัฐกะฉิ่นคือ ยอดเขาคากาโบราซี โดยมีความสูง 5,881 เมตร ถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม่น้ำ

รัฐกะฉิ่นถือเป็นแหล่งต้นน้ำมีลำธารน้อยใหญ่หลายสาย โดยมีแม่น้ำสำคัญคือแม่น้ำอิรวดี

การปกครอง

พื้นที่ 89,041 ตารางกิโลเมตร (34,379 ตารางไมล์) การปกครอง 3 แขวง 18 เมือง 709 ตำบล

ประชากร

ประชากรประมาณ 1.2 ล้านคน ความหนาแน่น 34 คน/ตารางไมล์

ศาสนา

มีผู้นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 57.8 นับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ 36.4

ภาษา

ภาษาพม่า ภาษาจิ่งพัว ภาษาราวาง ภาษาลีซอ ภาษาละเชก ภาษาไทใต้คง และภาษาคำตี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตวัยเด็กและสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมา  มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมบุคลิกนิสัยใจคอของคนเราเป็นอย่างมาก เมล็ดพันธุ์ที่ดีย่อมเติบโตเป็นต้นกล้าแข็งแรง หากได้รับการรดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอด้วยความรัก

พูดถึงผู้นำระดับโลกแล้ว วินาทีนี้คงไม่มีใครน่าจับมาตีก้น และกระเทาะเปลือกให้เห็นแก่นแท้ลึกๆตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกเท่า “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย” ผู้นำทรราชซึ่งครองเก้าอี้ประธานาธิบดีต่อเนื่องยาวนานถึง 3 สมัย และกำลังเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งใหญ่ๆเกือบ
ทุกเหตุการณ์ ไล่ตั้งแต่ซีเรีย, ยูเครน ไปจนถึงไครเมีย ที่พร้อมลุกลามบานปลายใหญ่โตเป็นสงครามโลก

เบื้องหลังบุคลิกกร้าวแกร่งมาดมั่น บ้าระห่ำ แต่แฝงไว้ด้วยความเคร่งขรึมเย็นชาราวกับ “แบทแมน” ชีวิตวัยเด็กของ “ปูตินน้อย” กลับพิศวงดำมืดและเต็มไปด้วยปมลึกลับซ่อนเงื่อน!!

ในขณะที่ผู้นำรัสเซีย วัย 61 ปี สร้างภาพว่าเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาๆ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในอพาร์ตเมนต์ของรัฐ ในเมืองเลนินกราด (ปัจจุบันคือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) โดยบิดาเป็นทหารเก่าในสมรภูมิรบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผันตัวมาเป็นซิเคียวริตี้ การ์ด และหัวหน้าคุมการขนส่งสินค้า ส่วนมารดาคือ นางมาเรีย เชโลโมวา เป็นแม่บ้านใจดีอบอุ่น ชอบทำซุปกะหล่ำปลี และอบขนมปังกับแพนเค้กอร่อยๆ

ฝ่ายตรงข้ามกลับพยายามขุดคุ้ยความจริงออกมาตีแผ่ว่า  ทั้งคู่ไม่ใช่ พ่อแม่แท้ๆของ “ปูติน” เพราะพ่อแท้ๆติดเหล้าและชอบซ้อมเมีย ทำให้แม่แท้ๆต้องหอบหิ้วลูกชายหนีมาอยู่เลนินกราด กระทั่งเจอสามีภรรยาใจบุญช่วยรับเลี้ยงไว้ ลึกๆแล้วเขาจึงเป็นคนโดดเดี่ยวอ้างว้างที่โหยหาความรักความอบอุ่น และมีปมด้อยถูกทอดทิ้งตั้งแต่เล็กๆ

เรื่องจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆความบ้ากีฬาทำให้ “ปูติน” กลายเป็นคนใฝ่เรียน และอยากประสบความสำเร็จ!! สมัยเรียนมัธยมต้น

เขาเริ่มสนใจกีฬาจริงจัง และค้นพบพรสวรรค์จนได้แชมป์ยูโดสายดำ ขณะเดียวกัน เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อมุ่งสู่ความฝันเป็น “สายลับเคจีบี” ตามแบบสายลับในนิยายจารชนที่ชื่นชอบ “ปูติน” ตั้งใจเรียนจนสอบติดมหาวิทยาลัยเลนินกราด ได้เป็นนักเรียนกฎหมาย จากนั้นก็สอบเข้าทำงานหน่วยสืบราชการลับสหภาพโซเวียต คอยสืบหาข้อมูลลับของชาติตะวันตก โดยถูกส่งตัวไปประจำที่เยอรมันตะวันออกถึง 5 ปี ในยุคที่ยังไม่รวมประเทศ ทำให้พูดภาษาเยอรมันคล่องแคล่ว

อย่างไรก็ดี อาชีพสายลับเคจีบีสิ้นสุดลงในปี 1990 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เขาได้งานใหม่เป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเลนินกราด พร้อมรั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประจำเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อาชีพการงานในแวดวงราชการและการเมืองของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยการสนับสนุนของประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ที่วางตัวเขาเป็นทายาทการเมือง ทำให้ “ปูติน” ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อกลางปี 1999 ก่อนจะควบตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ แทนที่ “เยลต์ซิน” ซึ่งลาออกไป
เส้นทางครองอำนาจยาวนานกว่าทศวรรษของ “ปูติน” เริ่มหยั่งรากลึก เมื่อเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของรัสเซีย ในเดือน มี.ค. ปี 2000 และชนะเลือกตั้งกลับมานั่งเก้าอี้เป็นสมัยที่ 2 เมื่อปี 2004 แม้จะยังเรืองอำนาจสูงเสียดฟ้า แต่ด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ทำให้ “ปูติน” ต้องเว้นวรรคลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 และชักใยอยู่เบื้องหลังเพื่อรักษาอำนาจ จนในที่สุดได้หวนคืนสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 3
อีกครั้ง เมื่อปี 2012

ตลอดยุคการบริหารประเทศของ “ปูติน” เขานำเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจมาสู่รัสเซียอย่างน่ายกย่อง โดยจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น 72% ความยากจนลดลงกว่า 50% และค่าจ้างขั้นต่ำก็เพิ่มขึ้น 8 เท่าตัว จาก 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งขึ้นเป็น 640 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลจากการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหัพภาค, นโยบายการคลัง, นโยบายพลังงาน และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในประเทศ ประกอบกับการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ และราคาน้ำมันโลกสูงลิ่ว กระนั้น ทั้งๆที่มีผลงานมากมายในการพัฒนาประเทศ แต่แทนที่ประชาชนจะรัก “ปูติน” กลับถูกต่อต้านและขับไล่ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ต่างจากผู้นำทรราชในหลายประเทศของโลกที่โดนชุมนุมขับไล่ เพราะดื้อด้านหวงแหนอำนาจและยอมทำทุกวิถีทางเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง.

มิสแซฟไฟร์

 

 

 

 

 In Pics ฉลองวันเกิดปูติน :ตะลึงภาพ “ท่านผู้นำตัดหัวแก๊งไฮดราแซงชัน” หลังปธน.รัสเซียยอมหยุด ฉลองวันเกิดปีที่ 62  ครั้งแรก

 

 

 

 

เอเจนซีส์ - ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ยอมลาพักร้อน 1 วันเพื่อใช้เวลาส่วนตัวฉลองครบรอบวันเกิด 62 ปี ที่ป่าสนไซบีเรีย( Siberian taiga) ในขณะที่มีนิทรรศการภาพเขียน 1 วัน เพื่อเชิดชูท่านผู้นำในผลงาน “12 Labors of Putin” หรือภารกิจ 12 ประการของปูติน แสดงถึงความสามารถของผู้นำรัสเซียในภาคเฮอร์คิวลิส วีรบุรุษกรีกโบราณที่ต้องทำภารกิจ 12 อย่าง ในเทพปกรณัมกรีก ที่จัดขึ้นในวันจันทร์(6) ซึ่งแต่ละภาพแฝงไว้ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองระดับโลก อาทิ ปูตินในภาคเฮอร์คิวลิสที่ต้องทำภารกิจจัดการไฮดรา ซึ่งในภาพกำลังตัดหัว “ญี่ปุ่น” ที่ได้ร่วมคว่ำบาตรรัสเซีย และมีหัวไฮดราสวมหมวกธงชาติสหรัฐฯที่ถูกตัดแล้วกองอยู่แทบเท้า
       
       RT สื่อรัสเซีย รายงานเมื่อวานนี้(7)ว่า ดมิตรี เพสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย แถลงเมื่อวานนี้(7)ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้บินไปพักผ่อนที่ ป่าสนไซบีเรีย(Siberian taiga) ในโอกาสฉลองครอบรอบวันเกิด 62 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ปูตินใช้เวลาส่วนตัวในวันหยุด ต่างจากในปีที่ผ่านมาที่เขาได้ฉลองวันเกิดที่การประชุมเอเปคซึ่งจัดขึ้นบนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย แต่อย่างไรก็ตาม ในปีนั้นผู้นำรัสเซียได้รับมอบเหล้าสาเกจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะจากญี่ปุ่น และเค็กจากประธานาธิบดีจีนสี จิ้นผิงเพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 61 ปี
       
       แต่ในปีนี้ที่ห้างสัมพสินค้ากัม(Gum)ในรัสเซีย มีเสื้อยึดรุ่นใหม่ออกวางขายหนึ่งในนั้นเป็นภาพประธานาธิบดีปูตินสวมกอดเสือไซบีเรียในโซชิช่วงกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพรวมไปถึงภาพของปูตินที่ไม่สวมเสื้อยามขี่ม้า และภาพปูตินและคาราคาจัน(Karakachan) ลูกสุนัขที่ได้รับมอบจากผู้นำบัลแกเรียในปี 2010
       
       และในวันจันทร์(6) เพื่อฉลองวันเกิดปีที่ 62 มีการเปิดนิทรรศการภาพเขียน 1 วันที่ “ตุลาแดง” อดีตโรงงานผลิตช็อกโกแลตที่ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆในกรุงมอสโก ผู้เข้าชมจะพบปูตินในแบบฉบับวีรบุรุษกรีกโบราณที่แฝงไว้ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองโลกที่ร้อนฉ่าในขณะนี้ที่สะท้อนให้เห็นว่า รัสเซียต้องถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และเป็นผลทำให้สกุลเงินรูเบิลของรัสเซียตกต่ำในขณะเดียวกันผู้นำเช่นปูตินยังมีแนวคิดตอบโต้กับชาติมหาอำนาจต่างๆที่ร่วมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อาทิ สั่งบอยคอตสินค้าตะวันตก ประกาศปิดน่านฟ้า จำกัดการเข้าโลกไซเบอร์ของชาวหมีขาว รวมไปถึงมีแนวคิดปรับปรุงยุทโธปกรณ์ทางการทหารครั้งใหญ่ รวมไปถึงอาวุธนิวเคลียร์ แต่กระนั้นกระแสนิยมในตัวผู้นำคนนี้ยังมีสูงเป็นประวัติการณ์ไม่เสื่อมคลาย
       
       ซึ่งสื่อรัสเซียยังรายงานเพิ่มเติมว่า ในเมืองต่างๆทั่วรัสเซียมีการพ่นข้อความตามตึกแสดงความขอบคุณและเป็นการแสดงถึงความสำเร็จด้านต่างๆของปูตินในโอกาสครบรอบวันเกิดของเขา เช่นมีการพ่นข้อความว่า “Spasibo” หรือ ขอบคุณ “Sila”หรือ เข้มแข็ง และโอลิมปิก เป็นต้น

 

 

 In Pics ฉลองวันเกิดปูติน :ตะลึงภาพ “ท่านผู้นำตัดหัวแก๊งไฮดราแซงชัน” หลังปธน.รัสเซียยอมหยุด ฉลองวันเกิดปีที่ 62  ครั้งแรก
ป่าสนไซบีเรียที่ปูตินเดินทางไปฉลองวันเกิดปีืที่ 62

 

 

 In Pics ฉลองวันเกิดปูติน :ตะลึงภาพ “ท่านผู้นำตัดหัวแก๊งไฮดราแซงชัน” หลังปธน.รัสเซียยอมหยุด ฉลองวันเกิดปีที่ 62  ครั้งแรก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันออกพรรษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย วันออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน (นับตั้งแต่วันเข้าพรรษา) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” คำว่า “ปวารณา” แปลว่า “อนุญาต” หรือ “ยอมให้” ใน วันออกพรรษา นี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ เรียกว่า มหาปวารณา เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เพราะในระหว่างเข้าพรรษา พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข การให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ ทำให้ได้รู้ข้อบกพร่องของตน และยังเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันด้วยซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือน ตามปฏิทินจันทรคติไทย

 

สำหรับ คำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลีเป็นดังนี้ “สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ” มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้วจักประพฤติตัวเสียเลยใหม่ให้ดี

การออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะจัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอด เมื่อถึง วันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้ และวันถัดจาก วันออกพรรษา 1 วัน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัด วันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนคร พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย

 

 

วันออกพรรษา

 

 

กิจกรรมในวันออกพรรษา

วันออกพรรษา นี้พุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นโอกาศอันดีที่จะกระทำ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัดและฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้มมัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศล “ตักบาตรเทโว” ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
2. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3. ร่วมกิจกรรม “ตักบาตรเทโว” (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11)
4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและประดับธงชาติ และธงธรรมจักร ตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับ วันออกพรรษา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

กิจกรรม ประเพณีวันออกพรรษา ของไทย

1. ประเพณีออกพรรษา แห่ปราสาทผึ้ง และการแข่งขันเรือยาว จังหวัด สกลนคร
2. ประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด จังหวัด แม่ฮ่องสอน
3. ประเพณีตักบาตรเทโว จังหวัด อุทัยธานี
4. ประเพณีบุญแห่กระธูป จังหวัด ชัยภูมิ
5. ประเพณีชักพระ ทอดพระป่า และแข่งขันเรือยาว จังหวัดสุราษฎร์ธานี
6. งานเทศกาลออกพรรษาบั้งไฟพญานาค จังหวัด หนองคาย
7. ประเพณีลอยผาสาด ดารดาษนทีโขง จังหวัด เลย
8. เทศกาลงานบุญออกพรรษา จังหวัดมุกดาหาร
9. ทำบุญตักบาตรสองแผ่นดิน เหนือสุดในสยาม จังหวัด เชียงราย
10. งานประเพณีลากพระและมหกรรมวัฒนธรรมสัมพันธ์ จังหวัดตรัง
11. ประเพณีแข่งโพนลากพระ จังหวัด พัทลุง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 **โถๆๆๆ พ่อคนดีของบ่าว**********

กระทู้สนทนา
คนดีของบ่าว พยายามที่จะตรวจสอบทรัพย์สินของคนอื่น
ส่วนทรัพย์สินตัวเองกลับไม่ต้องการให้คนอื่นตรวจสอบ

คนดีของบ่าว ใช้กระบวนการยุติธรรมทุกทางให้คนอื่นแสดงทรัพย์สิน
แล้วใช้กระบวนการยุติธรรมที่มี เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องแสดงทรัพย์สิน

คนดีของบ่าว ลำพังเฉพาะเงินเดือนคงไม่ร่ำรวยขนาดนี้
น่าจะออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับรู้บ้างว่า ทรัพย์สมบัตินี้ท่านได้แต่ไรมา

คนดีของบ่าว คอยจับผิดคนอื่นซุกหุ้น
ส่วนตัวคงไม่มีการซุกเงินนะจ๊ะ

คนดีของบ่าว พยายามไม่ให้มีการเลือกตั้ง
เพื่อให้ตัวเองเข้ามาทำหน้าที่จากการคัดสรรค์

คนดีของบ่าว มีการเลือกตั้ง ก็เป็น สว.จากการสรรหา
ไม่มีการเลือกตั้ง ก็เป็น สปช. จากการจิ้มเลือก

คนดีของบ่าว ต้องการเข้ามาเพื่อสร้างความปรองดอง
แต่ก็พยายามหาช่องทางถอดถอนอดีตนักการเมืองทั้งที่รัฐธรรมนูญถูกฉีก

คนดีของบ่าว แต่ละคนล้วนแต่ร่ำรวยแบบปกติกันทั้งนั้น
แต่นักการเมืองล้วนแต่ร่ำรวยผิดปกติกันทั้งสิ้น

คนดีของบ่าว แจกเงินชาวนาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่นักการเมืองกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการหาเสียง

คนดีของบ่าว การแจกเงินเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลที่สุด
แล้วทำไมจึงไม่แจกเงินคนทำสวนยางและเกษตรกรอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นเร็วยิ่งขึ้น

คนดีของบ่าว ใช้มาตรการต่างๆด้วยเม็ดเงินมากมาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ทำไมธนาคารโลกกลับปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเหลือ 1.5 จากคาดการเดิมร้อยละ 3

คนดีของบ่าว ต้องการเข้ามาปฏิรูปประเทศ
หรือต้องการต้อนเครือข่ายทักษิณให้จนกระดาน

คนดีของบ่าว แต่ละคนเข้ามาเพื่อทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติกันทั้งนั้น
ส่วนภาคการเมืองเข้ามาด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันทั้งสิ้น

และสุดท้ายคนดีของบ่าว ทำไมจึงมีอยู่เพียงแค่นี้เอง
บ่าวจึงได้เห็นวนเวียนไปมา จิ้มเลือกกันทั้งประเทศ ก็ได้แต่คนกลุ่มนี้เข้ามาเสียทุกทีเล่า

 

 

เป็นผู้นำประเทศ ขนาดประธานาธิบดี แต่เมื่ออสัญกรรม ไม่มี
มรดกอะไรไว้เลย เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมี 2 อย่าง ที่ไม่ให้ ปชช
คนเวียตนามเอาเยี่ยงอย่าง คือ 1.- สูบบุหรี่ และ 2.-ไม่มีภรรยา

 

ครั้งหนึ่งตอนที่อยู่กรุงเทพ ลุงโฮเคยจัดประชุมลับจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้นที่โรงแรมตุ้นกี่ หัวลำโพง

 

น่าแปลกทำไมนักเคลื่อนไหวของเวียดนามต้องมาอาศัยวางแผนที่เมืองไทยด้วยทั้งโฮจิมินห์ และ หวอเหงียนย๊าฟ

guest

Post : 25/09/2014 21:15     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

 

 

 

 

 สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

 

สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

เอเจนซีส์ - สื่ออังกฤษแฉ แรงงานชาวพม่า 3 ใน 6 คน ที่เป็นเพื่อนกับสองผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งต้องโทษประหารชีวิต หากศาลตัดสินว่าพวกเขามีความผิดจริง ได้เปิดเผยวานนี้ (4 ต.ค.) ว่าพวกเขาถูกตำรวจจับไปทรมานเมื่อ 7 วันก่อน
       
       ขณะที่วานนี้ (4) เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเตรียมทำแผนประกอบคำรับสารภาพในคดีฆาตกรรม ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ วัย 23 ปี และเดวิด มิลเลอร์ วัย 24 ปี ซึ่งฝ่ายหญิงถูกข่มขืนก่อนสังหาร ชุมชนแรงงานพม่าบบนเกาะเต่าได้ทำหนังสือฉบับหนึ่งซึ่งระบุว่า เพื่อน 3 คนของผู้ต้องสงสัย เวพิว (วิน) และซอลิน (โซเรน) ถูกตำรวจซ้อมและใช้น้ำร้อนราด
       
       ชุมชนแรงงานชาวพม่าบนเกาะแห่งนี้ ระบุว่า เมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้ว (27 ก.ย.) ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมชายชาวพม่า 9 คน ขณะที่พวกเขากำลังเล่นตะกร้อ และย้ำว่า เวพิว และ ซอลิน ซึ่งอาจถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาเข้าเส้นเลือดเป็นผู้บริสุทธิ์
       
       คำให้การของทั้งสามตรงกับคำแถลงของ อองจอ ประธานสมาคมแรงงานข้ามชาติชาวพม่าในไทย ซึ่งระบุว่า “เราไม่เชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นคนทำ” และเขาได้เรียกร้องให้องค์กรอิสระได้เข้ามาสืบสวนคดีนี้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเจ้าหน้าที่
       
       ก่อนหน้านั้น มีชาวพม่าผู้ไม่เปิดเผยนามได้ทำหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษและพม่าประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่ง มาร์ก เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และทางสถานทูตอังกฤษได้เห็นแล้ว ทั้งนี้ หนังสือพร้อมภาพถ่ายฉบับดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ให้รับรู้ในหมู่คนเพียงไม่กี่คน
       
       แรงงานชาวพม่าบนเกาะเต่าหวาดกลัวกันอย่างมาก ว่า พวกเขาอาจถูกแก้แค้น ตำรวจยังไม่ได้ระบุชื่อเต็มของ 2 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัว แม้ว่าพวกเขาจะเปิดให้สื่อทั่วประเทศเผยแพร่ภาพของชายทั้งสองแล้วก็ตาม
       
       คำแถลง ซึ่งแหล่งข่าวรายหนึ่งจากสถานเอกอัครราชทูตได้อ่านมีใจความดังนี้
       
       “เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน แรงงานชาวพม่าจากรัฐยะไข่ 9 คน ซึ่งอยู่อาศัยและทำงานบนเกาะเต่าเป็นประจำ (โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งสกัดจับขณะกำลังเล่นตะกร้อกันอย่างสงบ”
       
       “แรงงาน 6 ใน 9 คนพยายามหนีแล้ว แต่ถูกตำรวจจับได้ ส่วนอีกสามคนสามารถหลบหนีการจับกุมไปได้”
       
       “แรงงานข้ามชาติ 3 ใน 6 คนที่ถุกจับไป ถูกซ้อมและใช้น้ำร้อนราดเพื่อบีบคั้นให้พวกเขาเผยข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนอีก 3 คนที่หลบหนีไป จากนั้นทั้งหมดก็ถูกปล่อยตัว”

 

 

สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”

 

 

 

 “เอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในชุมชนแรงงานพม่าจากรัฐยะไข่ ได้รับทราบเรื่องที่มีแรงงาน 3 คนได้รับบาดเจ็บจากการถูกซ้อมและใช้น้ำร้อนราด พร้อมทั้งได้ส่งภาพถ่ายสภาพร่างกายของพวกเขาไปยังสถานเอกอัครราชทูตพม่า”
       
       “ทันทีที่เขาแจ้งเรื่องนี้ให้สถานเอกอัครราชทูตทราบ ทางสถานเอกอัครราชทูตก็ติดต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อสอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และตำรวจตอบว่า พวกเขาไม่ทราบว่าแรงงานพม่ากลุ่มใดถูกซ้อม และใครเป็นคนซ้อมพวกเขา และพวกเรารับปากว่าจะสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น”
       
       “(เอ) ระบุว่า ตำรวจได้บอกชาวพม่า 3 คนที่ถูกทำร้ายร่างกายว่า เรื่องจะยิ่งบานปลาย หากสถานเอกอัครราชทูตพม่าเข้ามามีส่วนในคดีนี้ นอกจากนี้ พวกเขายังไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอ จึงไม่ต้องการรายงานคดีนี้ให้สถานเอกอัครราชทูตทราบ”
       
       “จากนั้น (เอ) ก็ได้พบกับแรงงานชาวยะไข่ทั้ง 3 ที่สามารถหลบหนีการจับกุมมาได้ในตอนแรก และเนื่องจากเห็นว่าพวกเขาไม่มีเอกสารที่แสดงว่า พวกเขาเป็นแรงงานถูกกฎหมาย ทั้งยังไม่มีหนังสือเดินทาง และนายจ้าง จึงได้แนะนำให้พวกเขาหนีออกจากเกาะเต่าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับกำชับกับทั้งสามอีกว่า ตำรวจกำลังตามล่าตัวพวกเขา 1 ในแรงงาน 3 คนจึงรีบเดินทางออกจากเกาะเป็นการด่วนเนื่องจากพวกเขาไม่มีเอกสาร”
       
       “จนเมื่อวันสองวันนี้ที่มีสื่อประโคมข่าวว่าพวกเขาถูกจับ คนทั้งชุมชนก็เริ่มโทรศัพท์มาบอกเราว่า มีชายชาวยะไข่ 3 คนถูกตำรวจจับ โดย 2 คนถูกจับได้ในป่า และอีกคนหนึ่งทีสุราษฎร์ธานี และทั้งสามถูกกล่าวหาว่า ฆ่าคนตาย ชุมชนแรงงานข้ามชาติผิดหวังมาก และพวกเขาเชื่อกันว่า มีการจัดฉากให้พวกเขากลายเป็นฆาตกร”
       
       แรงงานชาวพม่าคนหนึ่งซึ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระบุว่า “ชาวพม่าส่วนใหญ่ที่ยังไม่ยอมออกไปจากเกาะ แม้ว่าพวกเขาจะกลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เพราะพวกเขารู้ดีว่าดีเอ็นเอของพวกเขาจะไม่ตรงกับ (ดีเอ็นเอที่พบในร่างผู้เสียชีวิต) แต่ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาเราก็เริ่มหวาดกลัว เพราะเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังจับใครไม่ได้”
       
       อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าพวกเขาดีใจที่จับตัวคนที่ฆ่าและข่มขืนนักท่องเที่ยวได้ และพวกเขามีดีเอ็นเอและภาพจากกล้องวงจรปิดที่เป็นหลักฐาน รวมถึงโทรศัพท์มือถือของฮานนาห์ ที่พบว่า ถูกทุบทำลายอยู่ใกล้ที่พักของแรงงาน (ซึ่งต่อมาเพื่อนของฮานนาห์ที่เดินทางกลับประเทศไปแล้วเผยว่าเป็นคนมอบให้ตำรวจไทยเอง จากนั้นตำรวจออกมาแก้ข่าวว่าเป็นของเดวิด) นอกจากนี้ ตำรวจยังระบุว่า มีพยานซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงพยานผู้เห็นเหตุฆาตกรรม แต่อาจเป็นพยานในลักษณะใดก็ได้ นับตั้งแต่พยานที่บอกว่า พบเห็นพวกเขาเข้าเซเว่นอีเลฟเว่น และวิ่งไปมาบนท้องถนน
       
       ทั้งนี้ แอนดรูว์ ดรัมมอนด์ ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวนี้ คือนักข่าวต่างประเทศจาก “ลอนดอน อีฟนิง สแตนดาร์ด” และนำเสนอรายข่าวคดีนี้ให้แก่ ไอทีนิวส์, บีบีซี รีเจียนนัลส์, ลอนดอน บรอดคาสติง, เดลี เอ็กซ์เพรส, ซัน เดลีเมล, มีร์เรอร์, กูดมอร์นิง สกอตแลนด์

 

สื่ออังกฤษตีข่าว 3 แรงงานพม่า เพื่อนผู้ต้องสงสัย “คดีฆ่าโหดเกาะเต่า” ถูก ตร.ไทย “ซ้อม-เอาน้ำร้อนราด”
ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ และเดวิด มิลเลอร์
       
 

 


 

ชาวเน็ตท้วง! "เกาะเต่า"ไม่จับแพะจริงหรือ? เพจดังงัดหลักฐานอื้อค้านสายตา !!

 

 

 

 



 


 

 

 

คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวบริเวณเกาะเต่า ยังเป็นข้อกังขาค้านสายตาชาวเน็ต เพจชื่อดังงัดหลักฐานตั้งข้อสังเกตุเพียบ กลัวจับแพะเงียบ คนผิดลอยนวล !??

 
 


วันนี้ (3 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ชุดคลี่คลายคดี จับกุมนายซอ และนายวิน สองแรงงานชาวเมืองยะไข่ ประเทศพม่า ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าข่มขืน 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บริเวณหาดทรายรี เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนนำตัวทั้งคู่ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดต่างๆ โดยทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.8 ยืนยันให้มั่นใจว่าไม่มีการจับผิดตัวแน่นอน เนื่องจากหลักฐานต่างในการก่อเหตุชัดเจน

 
 


ทั้งนี้ บางขั้นบางตอนในการจับกุมได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับชาวโลกออนไลน์ ที่มีการแชร์และติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในแฟนเพจชื่อดังในเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า "CSI LA" ออกมาเปิดเผยข้อมูล ภาพหลักฐานในคดี และการตั้งสมมติฐานต่างๆ ซึ่งมีทั้งความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ และการตั้งสมติฐานที่ขัดแย้งกับข่าวที่ออกมา

 
 

นอกจากนี้ ทางเพจดังกล่าว ยังนำภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของร้านที่จับภาพผู้ต้องสงสัยไว้ได้และนำมาเปรียบเทียบกับร้านอาหารร้านอื่นที่ในละแวกเดียวกัน จนพบว่าเวลาคลาดเคลื่อนช้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีการสันนิษฐานว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนเวลาของกล้องวงจรปิด

 


รวมทั้งเรื่องทิศทางความชัดเจนในประเด็นข้อสงสัยต่างๆที่ ยังไม่ปรากฏแก่สายตาชาวโลกออนไลน์ ในเรื่องคราบเลือดบนกางเกง ดีเอ็นเอในก้นบุหรี่ รวมทั้งเรื่องบุคคลที่อยู่คลิปที่จุดเด่นของผู้ต้องสงสัยอยู่ที่จอนข้างหู รูปทรงของจมูก ความกว้างของไหล่ ที่แตกต่างกับตัวผู้ต้องสงสัยที่จับมาอย่างเห็นได้ชัด

 


พร้อมกับตั้งคำถามว่า เหตุใดนายจ้างแรงงานพม่าทั้ง 2 จึงไม่นำแรงงานมาตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่แรก แม้จะระบุว่าเป็นแรงงานเถื่อนเกรงจะถูกดำเนินคดี แต่คดีนี้เป็นคดีใหญ่ และสำคัญมากในระดับประเทศ ผลเสียหายในการถูกดำเนินคดีน่าจะใหญ่กว่าเรื่องแรงงานเถื่อน

 


ทั้งนี้ ยังมีการตั้งคำถามเรื่องสีผมของผู้ต้องหา ที่มีการบอกว่าก่อนเกิดเหตุได้ย้อมผมเป็นสีทอง และย้อมกลับเป็นสีดำเมื่อก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าว แต่ภาพจากกล้องวงจรปิด กลับไม่พบว่า 1 ใน 3 ผู้ต้องหามีผมเป็นสีทอง ซึ่งนอกจากข้อสังเกตุต่างๆที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ เรื่องอาวุธที่ใช้สังหารนักท่องเที่ยวชาย เนื่องจากบาดแผลของผู้ตายมีลักษณะเปิด ราวกับถูกของมีคม และ มีบาดแผลบางแห่ง เช่นบริเวณใบหน้า และบริเวณไหล่ ที่มีลักษณะคล้ายถูกแทงด้วยวัตถุ

 


เรื่องที่ชาวเน็ตให้ความสนใจเป็นอย่างมาก คื่อ เรื่องถุงยางอนามัยซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่กลับไม่มีการเสนอข่าวหรือกล่าวถึงในเรื่องนี้ ว่ามีการตรวจดีเอ็นเอในถุงยางหรือไม่ และเรื่องการหายไปอย่างปริศนาของภาพในกล้องวงจรปิด ซึ่งมีการสังเกตเห็นภาพเงาของคนเดินนำหน้าชายที่เดินถอดเสื้อในกล้อง

 


อย่างไรก็ตาม ทางเพจดังกล่าวยังมีการตั้งสมมติฐานมากมายเกี่ยวกับรูปคดีพร้อมมีภาพหลักฐานประกอบ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ในเพจต่างเห็นตรงกันว่า บทสรุปของคดีสังหารปริศนานี้ ค้านสายตาและสร้างข้อกังขาให้กับความรู้สึกของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

 บอกว่า สามคนทีหลัง ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอแต่แรก.....แล้วหลักฐานนี้คืออะไรครับสงสารแพะเถอะครับ





 

 

 

 

เขาก็ไปยืนต่อแถวตรวจ DNA ตั้งแต่วันแรกแล้วนะ ทำไมตำรวจบอก 3 คนหลังที่เพิ่งจับได้นี้ไม่เคยตรวจ DNA มาก่อน
.
ความผิดปกติคือ
.....ตอนแรกทั้งตำรวจและผู้ใหญ่บ้านเกาะเต่าต่างก็บอกว่าตรวจหมดทุกคนแล้ว ทั้งชาวไทยและต่างด้าว ผลตรวจ DNA ไม่ตรงกับคราบอสุจิในตัวผู้ตายและที่ก้นบุหรี่
.....วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจแถลงรวบ 3 แรงงานชาวพม่าที่อยู่ในกล้องวงจรปิด สอบสวนจนได้ความว่า มีแค่ 2 คนที่เป็นผู้ลงมือ อีก 1 คนที่เข้าไปซื้อบุหรี่ไม่เกี่ยวเพราะได้กลับไปก่อน ตำรวจจึงเก็บตัวอย่าง DNA ของทั้ง 3 คน ส่งไปตรวจที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.)
.....วันที่ 3 ต.ค. ผลตรวจ DNA 3 ผู้ต้องสงสัยแรงงานชาวพม่า ปรากฏ DNA ของ 2 คนตรงกับอสุจิที่พบในช่องคลอด-ทวารหนักเหยื่อสาว จึงนำตัวไปทำแผน พอนักข่าวถามว่า 2 คนนี้เคยเก็บตัวอย่าง DNA มาก่อนไหม ตำรวจตอบว่า 2 คนนี้ยังไม่มีการเก็บ DNA เพราะเค้าอาจจะอยู่ไกลจากพื้นที่ที่เกิดเหตุ
.
แล้วที่เห็นจากในภาพข่าวนี่คืออะไร?

 

เอางี้
จับได้  ก็หาว่าแพะ  คุณก็พิสูจน์สิครับว่าแพะ  ตำรวจที่ทำงานแบบนี้ไม่ควรเอาไว้
แต่เขายืนยันว่า  ดีเอ็นเอ  ตรงกับของผู้ร้าย  ผมก็ต้องเชื่อว่าไม่ใช่แพะ
คุณมีหลักฐานว่า ดีเอ็นเอ  ไม่ตรงหรือป่าว  ผมจะได้เชื่อคุณ  ว่าจับแพะ
ถ้าไม่มี  รับผิดชอบอะไรบ้าง  ให้กำลังใจคนทำงานด้วย   

 

 

 

    

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

  

   

  

  

หม่อมอุ๋ย กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ถึงอาทิตย์ หุ้นไทย ร่วงแรง!! ปิดตลาดเช้าติดลบ 22.05 จุด

 
 
คราวที่แล้ว อุ๋ย 100 จุด
คราวนี้จะโค่นตำแหน่งไหมน้อ


เผื่อใครไม่รู้ที่มา ของฉายานี้
หม่อมอุ๋ย ร้อยจุด
    ตลาดหุ้นช็อกตกเกิน 100 จุด ต่างชาติหนีเทขายหมดเกือบแสน ล.
โดย เดลินิวส์ วัน พุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 08:49 น.

“หม่อมอุ๋ย” กลับลำกลางอากาศ ยกเลิกมาตรการแบงก์ชาติ ตั้งสำรอง 30% สำหรับต่างชาติลงทุนตลาดหุ้นไทย ส่วนนักลงทุนผ่านตราสารหนี้-พันธบัตรยังคง ยาขม ไว้เหมือนเดิมป้องกันเก็งกำไร หลังปิดตลาดตอนเย็น หุ้นดิ่งพสุธากว่า 100 จุด มูลค่าซื้อขายกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท เหตุต่างชาติกระหน่ำขายไม่ยั้ง ทำ ตลท. ร้อนผ่าว ต้องประกาศหยุดซื้อขายชั่วคราวครั้ง แรกในประวัติศาสตร์ ผู้ส่งออกเฮ ยกแบงก์ชาติเป็นฮีโร่ช่วยชีวิต เผย ก่อนได้ข้อสรุป รมว.คลัง ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้วยตัวเองนาน 2 ชม. ปลอบ อย่าตกใจ หุ้นมีขึ้นมีลง ยอมรับเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ธปท.เปิดฮอตไลน์สายด่วนไขข้อข้องใจ

 

 

 

 

 

        

  

 

 

 

     ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

เกิดข่าวลือว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อาจล้มป่วย เนื่องจากเขาขาดประชุมสำคัญของประเทศทั้งที่ไม่เคยขาดมาก่อน และไม่ปรากฏตัวต่อสื่อหลายวันแล้ว...

 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เกิดข่าวือว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งประเทศเกาหลีเหนือ อาจมีปัญหาสุขภาพ หลังสถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพเก้าอี้ที่ว่างเปล่าของเขาในที่ประชุม 'สภาประชาชนสูงสุด' (Supreme People's Assembly: เอสพีเอ) หรือรัฐสภาเกาหลีเหนือ เมื่อวันพฤหัสบดี (25 ก.ย.)

 

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่คิม จอง อึน ขาดประชุมเอสพีเอ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำเมื่อ 3 ปีก่อน และปรากฏตัวในสื่อเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งไปชมการแสดงคอนเสิร์ตกับภริยาในเดือนนี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่าเขาอาจมีปัญหาสุขภาพ เพราะดูอ้วน และเดินกะเผลกขณะร่วมงานอีเวนท์กับเจ้าหน้าที่สำคัญเมื่อเดินก.ค.

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า การขาดประชุมเอสพีเอ ไม่ได้หมายความว่านายคิมจะป่วย เพราะผู้นำรุ่นก่อนอย่างคิม จอง อิล ก็ไม่ได้เข้าประชุมทุกครั้ง

 

ทั้งนี้ สภาประชาชนสูงสุด เป็นหน่วยงานบริหารระดับสูงที่สุดของประเทศ ปกติจะจัดประชุมปีละ 1-2 ครั้ง มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, แต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่สำคัญ และอนุมัติงบประมาณประเทศ

 

ในการประชุมครั้งล่าสุด ได้มีการปลดนาย โช รยอง แฮ ผู้ที่ถูกมองว่าเป็นมีขวาของ คิม จอง อึน ออกจากตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการกลาโหมแห่งชาติ (เอ็นดีซี) ซึ่งนายคิมเป็นประธาน และแต่งตั้งนาย ฮวาง พยอง โซ เข้ารับตำแหน่งแทน โดยเขาเป็นสมาชิกกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจมากในยุคปี 1970 ภายใต้การนำของ คิม จอง อิล

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

 เอเจนซีส์ – สื่อสองฝั่งมหาสมุทร เช่น เทเลกราฟ อินเตอร์แนชันแนลบิสซิเนสไทม์ส และซีเอ็นเอ็น รายงานถึงข่าวการหายตัวของประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ที่ไม่ปรากฎตัวต่อสาธารณร่วมเดือน และล่าสุดมีการห้ามไม่ให้เดินทางเข้าไปภายในกรุงเปียงยาง ส่งผลให้มีการชี้ว่า อาจมีความพยายามยึดอำนาจขึ้นในดินแดนคอมมิวนิสต์แห่งนี้
       
       หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ สื่ออังกฤษ และอินเตอร์แนชันแนลบิสซิเนสไทม์ส รายงานเมื่อวานนี้(3)ว่า สื่อออนไลน์ New Focus International รายงานโดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวในเกาหลีเหนือว่า ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน เป็นต้นมา มีการประกาศไม่ให้เดินทางเข้าไปยังกรุงเปียงยาง ทั้งๆที่ในอดีตเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือได้จำกัดการท่องเที่ยวภายในเมืองหลวงของประเทศ แต่การประกาศล่าสุดยิ่งเป็นเสมือนการปิดตายกรุงเปียงยาง ศูนย์กลางอำนวจทางการเมืองเกาหลีเหนือ
       
       การประกาศห้ามล่าสุดจากเกาหลีเหนือชี้ว่า อาจมีความพยายามยึดอำนาจเกิดขึ้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเกาหลีเหนือกำลังวางแผนบางประการเกี่ยวกับอำนาจการปกครองประเทศ” ศาสตราจารย์ โทชิมิตซึ ชิเกมูระ( Toshimitsu Shigemura) จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University)และเจ้าหน้าที่ด้านความสัมพันธ์เกาหลีเหนือให้ความเห็นกับสื่ออังกฤษ
       
       “หากกองทัพเกาหลีเหนือหนุนการยึดอำนาจ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย และผมได้ยินรายงานว่าผู้นำประเทศถูกนำตัวออกนอกกรุงเปียงยางแล้ว” ชิเกมูระกล่าวเพิ่มเติม และเสริมว่า “หรืออาจมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่บางคนต้องการหลบหนี และทำให้ต้องปิดตายกรุงเปียงยางเพื่อป้องกันการหลบหนี”
       
       การห้ามเข้าไปยังเมืองหลวงเกาหลีเหนือเกิดขึ้น 2 วันหลังจากที่เปิดสมัยการประชุมรัฐสภาตรายางเกาหลีเหนือซึ่งมีข่าวลือถึงการไม่ปรากฏตัวของคิม จองอึน
       
       ทั้งนี้การไม่ปรากฏตัวเข้าร่วมประชุมส่งผลทำให้เกิดข่าวลือปัญหาด้านสุขภาพของผู้นำเผด็จการคนนี้ และชี้ว่าอาจเกิดเหตุการยึดอำนาจ หรือเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นประกอบกับการหายตัวของคิม จองอึนตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนเป็นต้นมา ส่งผลให้ข่าวลือแพร่ออกไปในโลกโซเชียลมีเดียจีน และน้องสาวของผู้นำสูงสุด คิม โย จอง( Kim Yo Jong ) นั่งบริหารประเทศชั่วคราวในระหว่างการรักษาตัวของคิม จองอึน ทั้งนี้ New Focus Internationalรายงานว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่า การห้ามเข้ากรุงเปียงยางเกิดจากปัญหาด้านสุขภาพของผู้นำเกาหลีเหนือจริง
       
       อย่างไรก็ตามรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ผ่านมาได้ออกแถลงการณ์สยบข่าวลือการหายตัวของคิม จองอึน โดยอ้างว่า ประธานาธิบดีคิม จองอึน บาดเจ็บที่หัวเข่าทั้ง 2 ข้างจากภารกิจเยี่ยมโรงงานและหน่วยงานกองทัพก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       และมีอีกกระแสชี้ว่า อาจเกิดการกำจัดบุคคลระดับสำคัญขึ้นอีกระลอกในกรุงเปียงยาง ซึ่งถึงแม้จะรุนแรงน้อยกว่าการบุกจู่โจมเข้าจับกุม และประหารอาเขย จาง ซองแต๊ก และสมุนในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
       
       ทั้งนี้ KCNA สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่าโช รอง-แฮ( Choe Ryong-hae) รองประธานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีเหนือ หรือ National Defence Commission และ จาง จอง-นาม (Jang Jong-nam) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานเดียวกันอีกคนถูกย้านไปทำหน้าที่อื่น
       
       และประเทศเพื่อนบ้านเกาหลีเหนือต่างจับตาวันที่ 10 ตุลาคม ที่จะถึงนี้เนื่องจากเป็นวันครบรอบการก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ทำให้เป็นที่จับตาว่า คิม จองอึนจะปรากฏตัวร่วมงานใหญ่ครั้งนี้หรือไม่

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 


 
In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

In Pics โสมแดงวันนี้:  ข่าวลือสะพัด “พยายามยึดอำนาจปธน.คิม จองอึน” หลังเปียงยางถูกปิดตาย

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังบัญญัติอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งที่ไม่มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ถือเป็นการลุอำนาจอย่างยิ่ง สนช.บางคนจุดยืนแจ่มชัดมาตลอดว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายประชาธิปไตย จ้องไล่ล้างพรรคเพื่อไทยที่มาจากการเลือกตั้ง วันนี้พวกคุณมีที่มาอย่างไรทุกคนทราบดี ไม่รู้สมคบคิดกับใครหรือไม่

 

พวกมาจากการแต่งตั้งจะมาถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องตลกของประชาธิปไตย เราไม่ยอมแน่ เพราะเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แก้รัฐธรรมนูญไปตามอำนาจหน้าที่ ถ้ามีการยื่นเรื่องถอดถอนเมื่อใด ได้คุยกันแล้วว่าพวกเราอดีต ส.ส. และอดีต ส.ว. 300 กว่าคน พร้อมทั้งประชาชนอีกมากมาย จะออกมา ต่อต้านคัดค้านอย่างแน่นอน แม้รู้ดีว่ายังมีกฎอัยการศึกอยู่ รู้ดีว่ารัฐบาลต้องการความสงบ

 

แต่เรื่องนี้เป็นเพราะองค์กรอิสระ และ สนช.บางคนจุดประเด็นขึ้นมาขยายความขัดแย้ง จึงมีความชอบธรรมที่จะออกมา

 

 

 

 

 

 

 

          ประท้วงในฮ่องกง: จะออกหัวหรือออกก้อย?

 

 

คนที่จะตอบคำถามนั้นได้คงได้แก่นายสี จิ้นผิงประธานาธิบดีของจีน เรามีบทวิเคราะห์ของ แครี่ เกรซี่ บรรณาธิการข่าวจีน ของบีบีซี เพื่อหาแนวคำตอบ

 

       จีนกำลังเผชิญกับหนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่หลวงที่สุดต่อการปกครองฮ่องกง อันมีชนวนเหตุมาจากที่ปักกิ่งกำหนดว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำของเกาะแห่งนี้ จะต้องผ่านการคัดสรรจากคณะกรรมการที่สนับสนุนจีนเสียก่อน ส่งผลให้คนฮ่องกงจำนวนมากออกมาประณามว่า เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม
       

 - การประท้วงของนักศึกษาตอนนี้เป็นเรื่องที่บานปลายมาจากกรณีที่จีนไม่ยอมให้คนฮ่องกงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเลือกผู้นำของตนเอง และท่าทีที่เห็นแสดงชัดว่า นายสี จิ้นผิงตัดสินใจแล้วว่ายอมไม่ได้

 

- ตั้งแต่ขึ้นมาครองอำนาจเมื่อสองปีก่อน สี จิ้นผิง รวบอำนาจมาอยู่ในมือจนไม่มีใครกล้าทาบรัศมี และเขาแสดงชัดแล้วว่าจะเป็นคนตัดสินใจเองในเรื่องคอขาดบาดตาย พวกที่โดนสี จิ้นผิง ปราบด้วยข้อหาคอรัปชั่นกำลังรอโอกาสก้าวพลาดของเขา เพราะฉะนั้นสี จิ้นผิงคงยอมผ่อนไม่ได้ในกรณีฮ่องกง

 

- จึงไม่มีรายงานข่าวการประท้วงในสื่อของจีนในแผ่นดินใหญ่

 

- คู่ปรับของปักกิ่งที่เป็นนักวิชาการในฮ่องกงโดนตัดหน้าไปหมดแล้ว แต่นักศึกษายังเป็นคู่ปรับที่น่าห่วงเพราะแน่วแน่กว่าคนอายุมาก

 

- จีนจึงหันไปพยายามดึงพลเมืองอื่นๆมาเป็นพวกด้วยการชี้ชวนให้เห็นว่าเด็กหัวรั้นทั้งหลายกำลังทำลายเศรษฐกิจ

 

- แต่ครั้นจะปราบนักศึกษาด้วยการรวบตัวมาขังก็คงลำบากเพราะตะรางของตำรวจซึ่งนัยว่ามีอยู่ราว 500 แห่งคงขังคนได้ไม่มาก ถ้าจำนวนนักศึกษาที่มาร่วมประท้วงไม่ตกการปราบก็อาจไม่หนัก แต่ถ้าจำนวนร่อยหรอลงถึงระดับหนึ่งก็อาจโดนแรง

 

- นักศึกษาชูเติ้ง เสี่ยวผิง ว่าเป็นต้นคิดเรื่องหนึ่งประเทศ สองระบบ ซึ่งรับประกันสิทธิเสรีภาพในฮ่องกงเป็นเวลา 50 ปี ตอนที่เติ้งคิดก็คงคาดว่าวิถีชีวิตในเมืองจีนจะปรับตัวใกล้ฮ่องกงหลังจาก 50 ปี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าสี จิ้นผิงจะนำจีนไปอีกทางคือพรรคต้องคุมเข้ม และจะว่าไปแล้วถ้าเติ้งยังอยู่ก็คงไม่ออกมาเชียร์นักศึกษา

 

- การออกมาโทษต่างชาติว่ายุแยงตะแคงรั่วเพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจฮ่องกงจึงเป็นลูกเล่นอย่างหนึ่งของทางการจีน แต่อเมริกากับอังกฤษก็พยายามไม่ออกมาต่อปากต่อคำเพราะมองไม่เห็นว่าตัวจะได้ประโยชน์อะไรจากการไปยุยงคนฮ่องกง ปัญหาของจีนคือไอเดียต่างชาติมากกว่ารัฐบาลต่างชาติ

 

- มีข่าวว่าสี จิ้นผิง เคยปรารภว่าการที่สหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อ 23 ปีที่แล้วเป็นเพราะไม่มีหน้าไหนกล้าลุกขึ้นมาปราบ จะเห็นว่าตั้งแต่ขึ้นมามีอำนาจเขาเชื่อในแนวความคิดที่ว่าต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งถึงจะแก้ปัญหาในเมืองจีนได้

 

- วันที่ 1 ตุลาฯ เมื่อ 65 ปีที่แล้วประธานเหมาประกาศก้องว่า “ชาวจีนลุกขึ้นแล้ว” และประชาชนขานรับอย่างกึกก้อง แต่ตอนนี้แม้จีนจะรวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้นในระดับโลก แต่ผู้นำจีนไม่มีอะไรที่จะดลใจคนให้มุ่งไปทางเดียวกันยกเว้นแนวชาตินิยมเกลียดต่างชาติ สี จิ้นผิง พยายามเสนอแนว “ไชน่า ดรีม” แต่จะดลใจคนได้จริงหรือ?


 

 



       
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
 
              
        
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

     นักสิทธิฯกังวลจับผู้ต้องหาฆ่านักท่องเที่ยวอังกฤษไม่โปร่งใส

 

 

                                            



 

 

 

 

ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแสดงความกังวลจับผู้ต้องหาแรงงานเพื่อนบ้านคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสรองรับ หวั่นไล่จับแพะ เพราะได้รับข้อมูลว่ามีการไล่จับกุมตัวโดยไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา ไม่มีตัวแทนกฏหมายและล่าม และการสรุปผลดีเอ็นเอมีความน่าสงสัย มีการเลือกปฏิบัติ เตรียมจัดหาทีมกฏหมายทนายติดตามคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ต.ค.) หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลจากฝ่ายตำรวจเกี่ยวกับคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าว่าผลการตรวจดีเอ็นเอแรงงานชาวเมียนมาร์ 3 คนที่เพิ่งจับกุมตัวได้ตรงกับหลักฐานจากเชื้ออสุจิที่ทิ้งไว้ในศพนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เสียชีวิต พร้อมกับการแสดงหลักฐานอื่นประกอบ เช่นก้นบุหรี่ในที่เกิดเหตุนั้น

ล่าสุด น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดเผยกับทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากกรณีดังกล่าวว่า คดีนี้ตำรวจไล่จับแรงงานชาวเมียนมาร์บนเกาะเต่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 3 คนได้รับการเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 9 คนกำลังจับกลุ่มเตะตะกร้อกันอยู่ เมื่อตำรวจแสดงตัวเข้าตรวจค้นจับกุม แรงงานจำนวน 3 คนที่ไม่มีบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงานก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้หลบหนี ทั้ง 3 คนจึงวิ่งหนี และถูกตำรวจเฝ้าติดตามก่อนจับกุมได้ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษในขณะนี้

"เรื่องนี้เรามีข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่ามีการไล่ตรวจดีเอ็นเอแรงงานชาวเมียนมาร์อย่างต่อเนื่องจนทุกคนรู้สึกไม่ปลอดภัย เรื่องนี้ค่อนข้างน่ากังวลสำหรับคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีข้อกังวลดังนี้ 1.การควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา 2.การเรียกตรวจดีเอ็นเอสอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ 3.ในขณะที่มีการควบคุมตัว ผู้ต้องหามีล่ามเพื่อการสื่อสารหรือไม่ 4.ผู้ต้องหามีตัวแทนด้านกฏหมายหรือยัง 5.ผลการตรวจดีเอ็นเอรวดเร็วจนน่าสงสัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่มีการตรวจดีเอ็นเอนักท่องเที่ยวต่างชาติยังรอผล 3-4 วัน เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่"

ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวอีกว่า ตอนนี่ฝ่ายไทยกังวลกับกรณีนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่าการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ทั้งที่การควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัย หากไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสรองรับจะทำให้ไม่สามารถตอบคำถามกับตัวแทนผู้เสียหายได้ คดีดังกล่าวสถานทูตอังกฤษและตัวแทนด้านกฏหมายของผู้เสียหายติดตามคดีอย่างใกล้ชิดและกดดันอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

พรเพชร”อ้างกลัวโจรขึ้นบ้าน ขอไม่โชว์รูปมรดก-เครื่องเพชรเมียต่อ ป.ป.ช.

 

                                                                       

 
 
“พรเพชร” แจ้งทรัพย์สินอื่นฯประเมินค่าไม่ได้ ระบุเป็นมรดกจากพ่อ มีคุณค่าทางจิตใจ ขอใช้สิทธิ์ไม่โชว์ต่อสาธารณะ เหตุกลัวมีความเสี่ยงเรื่องโจรภัย – ขายรถ 9 แสน รายได้ 8.8 ล้าน ทรัพย์สินทั้งหมด 48.5 ล้าน

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แจ้งทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งว่า ประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากมีมูลค่าทางจิตใจ


สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนายพรเพชร ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 48.5 ล้านบาท โดยระบุครอบครองทรัพย์สินอื่นฯ ประเมินราคาไม่ได้ ขณะที่ของนางอารยา มีมูลค่า 2 ล้านบาท


โดยนายพรเพชร ระบุว่า ครอบครอง งาช้าง พระเครื่อง พระบูชา ภาพวาด นาฬิกา แต่ประเมินราคาไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางจิตใจ และส่วนใหญ่เป็นของประจำบ้านที่ได้รับการตกทอดมา ขณะที่ นางอารยา แจ้งว่า ครอบครองทองรูปพรรณ อัญมณี และเครื่องประดับอื่น ๆ มูลค่า 2 ล้านบาท


พร้อมทั้งแนบเอกสารหมายเหตุ ระบุว่า รายการทรัพย์สินอื่น ได้ถ่ายภาพส่งไว้ตั้งแต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งแรก โดยยื่นภาพถ่ายครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน ตุลาคม 2550 และรายการเพิ่มเติมในปี 2553 หลังจากนั้นได้ใช้สิทธิอ้างเอกสารภาพถ่ายเดิมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินตลอดมา


“ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ ซึ่งจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจากทรัพย์สินของข้าพเจ้าเป็นสิ่งของที่ติดมากับบ้าน ที่บิดายกให้ เช่น พระพุทธรูป ภาพวาด ถือว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางจิตใจ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นอัญมณีของภรรยาข้าพเจ้า อาจมีความเสี่ยงเรื่องโจรภัย ดังนั้นจึงขอความกรุณาไม่เปิดเผยภาพถ่ายทรัพย์สินดังกล่าวต่อสาธารณะ” นายพรเพชร ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทรัพย์สินทั้ง 2 รายการ นายพรเพชร ระบุว่า ขอใช้ภาพถ่ายเดิมที่เคยยื่นไว้ในการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินครั้งแรก และครั้งต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2550 และปี 2553 โดยไม่ได้แนบภาพถ่ายประกอบมาแต่อย่างใด


ทั้งนี้ นายพรเพชร แจ้งว่า มีรายได้ทั้งหมด 8,864,985 บาท (ขายรถยนต์ในปี 2557 9 แสนบาท) มีรายจ่ายทั้งหมด 1.5 ล้านบาท มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 48,536,225 บาท ไม่มีหนี้สิน

http://isranews.org/investigative/investigate-asset/item/33347-pornpet_889_01.html#.VC5Mw3aF68I.faceb


ปากกาแม่ให้ หาค่า หาราคามิได้ แต่เขาถามหา ราคาตลาดครับ ไม่ใช่ราคาทางจิตใจ
แบบนี้ ปปช ถ้าปล่อย จะเจอมุขนี้อีกมากมาย เพราะ มันเป็นช่องว่างในการ
ยักย้าย ถ่ายเท ทรัพย์สิน

ถามชาวบ้านเขายังรู้เลยว่า ราคาที่ต้องเสนอต่อ ปปช มันคือ ราคาตลาด ในช่วง
เวลาที่นำเสนอรายการทรัพย์สิน นั้น ๆ ต่อ ปปช ไม่ใช่ราคาทางจิตใจของผู้รายงาน

ไม่มีใครเขาอยากรู้หรอกครับว่า ราคาเครื่องเพชรนั้น มีราคาทางจิตใจพวกท่านเท่าไหร่


 

 ทุกข์ของคนรวย ..............

 กลัวแจงที่มาที่ไปไม่ได้ซะมากกว่า

 

 

 

 
 
 
 
         "คำทำนายที่เป็นจริง"

หรือ ศัพท์จิตวิทยาภาษาอังกฤษเรียกว่า "Self-Fulfilling Prophecy"
หมายถึง ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเกี่ยวกับคำทำนาย
หรือสิ่งที่เราเชื่อนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจเราอย่างมาก จนส่งผลให้ชีวิตเราเป็นไปอย่างที่เชื่อนั้น

ลองอ่านตัวอย่างต่อไปนี้ จะช่วยทำให้คุณเห็นภาพชัดขึ้น.. .

สมมติว่าคุณเชื่ออย่างแรงกล้าว่า หากคบกันแฟนมาครบ 7 ปี แล้วต้องเลิกกันแน่นอน(ตามความเชื่อเรื่อง "อาถรรพ์หมายเลข 7") จิตที่เชื่อในเรื่องนี้อย่างมากของคุณจะเกิดความกลัวและตระหนก เอาแต่คิดไปว่า ถึง 7 ปีแล้วนี่หนอ เลิกแน่เลยเรา ในที่สุดคุณก็จะมีพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการเลิกกันในปีที่ 7 เป็นความจริงขึ้นมา ดังนั้น การที่เราเชื่อจนจิตชักนำชีวิตไปลงเอยแบบที่เราเชื่อนั่นแหล่ะ คือ "Self-Fulfilling Prophecy" ถ้าให้อธิบายให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจง่ายๆ ก็คือ "คิดมากจนทำตัวเองให้เป็นอย่างที่คิดจริงๆ"

การทดลองที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นของ Dr. Robert Rosenthal
นักจิตวิทยาชาวตะวันตกเคยทำการทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาหลายครั้งครับ โดยครั้งที่โด่งดังที่สุดก็คือ การนำนักเรียนที่มีระดับสติปัญญาปานกลางเหมือนกันมาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วทำการทดลอง ดังนี้:

- กลุ่มแรก จะมีครูพูดย้ำเสมอว่า "พวกเธอเป็นเด็กฉลาดมากนะ ไอคิวอัจฉริยะทีเดียว ต่อไปภายภาคหน้าพวกเธอต้องมีอนาคตที่ดี" แล้วก็มีการสร้างสถานการณ์แวดล้อมให้เด็กๆ เชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกเขาเก่งจริงๆ

- เด็กกลุ่มที่สอง ครูก็พูดย้ำเหมือนกันครับ แต่จะย้ำทำนองว่า "พวกเธอก็แค่เด็กสมองขี้เลื่อย เรียนไม่เคยรู้เรื่อง ครูสอนอะไรไปก็ลืม ครูเป็นห่วงอนาคตของพวกเธอจริงๆ"

- เด็กกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มควบคุม คือ ได้รับการปฎิบัติแบบปกติ ไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม

การทดลองดำเนินไป 1 ปีเต็ม จนในที่สุดก็สรุปการทดลองออกมาว่า เด็กกลุ่มแรกที่ได้รับคำบอกมาตลอดว่าเป็นเด็กเก่ง มีผลการเรียนดีขึ้นอย่างมาก ซ้ำยังตั้งใจเรียน ใฝ่หาความรู้สมดังคำนิยามของเด็กเรียนเก่งจริงๆ ส่วนเด็กกลุ่มที่ 2 มีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับกลุ่มแรกเลยครับ ทั้งไม่สนใจเรียน ผลการเรียนต่ำลง บางรายก็เป็นเด็กนิสัยเสียไปเลย ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชนิดที่ว่าเห็นได้ชัดเท่าสองกลุ่มแรก

มาลองคิดกันเล่นๆ นะครับว่า อะไรทำให้เด็กที่จริงๆ แล้วมีสติปัญญาพอๆ กัน กลับมีผลการเรียนแตกต่างกันขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขาแต่ละคนเชื่อในสิ่งที่ครูบอกน่ะสิครับ

แสดงว่าสิ่งที่เขาเชื่อน่ะ มีผลโดยตรงต่อจิตใจของเขาเอง ที่ได้รับคำชมว่าเรียนเก่งก็เลยพลอยคิดว่าตัวเองเก่งจริง เด็กเลยเก่งขึ้น หนำซ้ำพฤติกรรมยังกลายเป็นเด็กขยันสมคำบอกอีกด้วย ส่วนพวกที่โดนแต่คำดุด่าหาว่าไม่ฉลาดก็เรียนไปพร้อมๆ กับความคิดว่าตัวเองนั้นมันมีไอคิวต่ำต้อย ด้อยปัญญา เรียนไปก็เท่านั้น จะเห็นได้ว่าความเชื่อที่เข้ามาอยู่ในสมองพวกเขานี่หล่ะครับที่ส่งผลให้เขาเป็นเช่นนั้น อย่างที่ฝรั่งเรียกกันว่า YOU ARE WHAT YOU THINK หรือแปลเป็นไทยคือ เราจะเป็นอย่างเช่นที่เราคิดไว้

อย่างกรณีอาถรรพ์หมายเลข 7 ที่ได้ยกตัวย่างไปในตอนต้นนั้น เหตุมันไม่ได้เกิดจากอาถรรพ์อะไรเลยครับ แต่เพราะเราเชื่อว่ามันจริง แล้วเราก็เริ่มที่จะกลัว พอเรากลัว เราก็จะเครียด วิตกกังวล หวาดระแวง ทีนี้ก็จะทำให้เราหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย เมื่อแฟนทำอะไรไม่ถูกใจก็โกรธแรงกว่าปกติ เพราะจิตเรากำลังร้อนรนและคิดย้ำว่า นี่ไง อาถรรพ์หมายเลข 7 ส่อแววแล้ว ...ในตอนสุดท้าย สิ่งที่ไล่คนรักของเราไป ไม่ใช่ฤทธิ์เลข 7 หรอกครับ แต่เป็นเรื่องของจิตใจที่ดันไปเชื่อเรื่องราวใดๆ ที่ไม่เหมาะสมต่างหาก

รวมถึงการหลงเชื่อหมอดู หมอมด หมอผี แม้กระทั่งกรุปเลือดทายนิสัยอะไรเทือกนี้ ชีวิตบางคนอาจลงเหวก็เพราะงมงายมากเกินไปนี่แหล่ะ ขาดสติพิจารณา ไตร่ตรองว่าอันที่จริง "ชีวิตเราเป็นของเรา" ครับ ไม่ได้มีใครกำหนดหรือล่วงรู้ว่าเราจะต้องไปทางไหน เราทุกคนเป็นปัจเจกบุคคล มีความแตกต่างกัน ขนาดเกิดมาจากท้องแม่เดียวกันยังมีนิสัย ความคิด ความชอบ ที่ไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นสุภาษิตโบราณที่ว่า 'ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน' ก็ยังเป็นสุภาษิตเตือนใจที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

สรุปแล้ว คำทำนายจะช่วยให้ชีวิตคุณลงตัวหรือลงเหวย่อมอยู่ที่คุณครับ ว่าคุณจะใส่ความเชื่ออะไรลงไปให้ตัวเอง หากคุณเลือกที่จะเชื่อเชิงบวกแบบบิล เกตส์, บารัก โอบามา, ฮิลลารี คลินตัน, มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ฯลฯ ก็ย่อมดีต่อตัวคุณ แต่หากคุณเลือกเชื่อแบบจำกัดความสุขและความสำเร็จในชีวิต เช่น เชื่อว่าแข่งพายเรือแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้ แบบนี้ก็จบกัน ชีวิตไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนพอดี

ต่อไปนี้ถ้าจะเลือกเชื่ออะไร ก็เลือกที่มันเชื่อแล้วดี เชื่อแล้วรุ่ง เชื่อแล้วรวย เชื่อแล้วสุข ดีกว่าครับ

ส่วน เชื่อแล้วเครียด เชื่อแล้วกลุ้ม เชื่อแล้วจน เชื่อแล้วหมกมุ่นงมงาย กรุณากลั่นกรองเลือกเอามาไว้แค่เพียงแนวคิดสำหรับเตือนใจไม่ให้ประมาท แต่อย่าได้นำมันมาครอบงำชีวิตคุณทั้งหมดเลยครับ

ป.ล. ถ้าหากเราต่อต้านคำทำนาย หรือทำตัวไม่เป็นดังที่เขาทำนายไว้ มีศัพท์เฉพาะอีกคำหนึ่ง เรียกว่า Self-defeating Prophecy ครับ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Facebook Page นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา
 

https://www.facebook.com/PsychologistCafe/photos/a.1510948479145891.1073741828.1509818395925566/1512909315616474/?type=1&theater

อมยิ้ม33 
อ.เราเคยสอนว่าคิดอะไรก็ได้อย่างงั้น
กับ เกลียดอะไรด็จะได้อย่างงั้น

เพราะความคิดมันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกตลอดเวลา
มันจะดึงดูดสิ่งที่คิดมาหาเรา (จริงๆ เราจะมองเห็นแต่สิ่งๆ นี้มากกว่า) ละเลยสิ่งที่ไม่ได้คิด พอมากๆ เข้าก็จะเป็นจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

      

เด็กไม่เอาถ่าน คำนี้มีที่มาจากอะไร?

 

เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ออนไลน์ ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านไม่ทำ งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ "เด็กไม่เอาถ่าน"

ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน" เพราะในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%

ช่างตีอาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"

ที่มา :
หนังสือ ภาษาคาใจภาค 3 ถอดรหัสภาษาไทยที่ยัง 'ค้างคาใจ' เขียนโดย สังคีต จันทนะโ

 

 

 

 

             ผู้ชายพายเรือแล้วเหตุใดผู้หญิงต้องยิงเรือ

 

ศุภกร เลิศอมรมีสุข

 

           หลายๆ คนคงเคยได้ยินสำนวน “ผู้ชายพายเรือ” และ “ผู้หญิงยิงเรือ” ซึ่งในปัจจุบันหมายความว่า “ผู้ชายทั่วไป” และ “ผู้หญิงทั่วไป” ปัจจุบันนี้เราพูดสำนวนทั้งสองนี้แยกกันแต่ทราบหรือไม่ว่าในอดีตสองสำนวนนี้เป็นสำนวนเดียวกันคือ “ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงยิงเรือ” หรือ “ผู้ชายรายเรือ ผู้หญิงริงเรือ” หลายๆ คนคงมีความสงสัยเหมือนผู้เขียนว่าเหตุใดในเมื่อผู้ชายพายเรือแล้วผู้หญิงต้องมายิงเรือ

 

        จากการเรียนวิชาสัมนาภาษาไทยปัจจุบันของผู้เขียนทำให้ผู้เขียนได้คำตอบของที่มาของสำนวนดังกล่าวโดยอาจารย์ของผู้เขียนได้ให้อ่านบทความเรื่อง “ผู้ชายพายเรือ-ผู้หญิงยิงเรือ” ซึ่งเขียนโดยอาจารย์มัณฑนา เกียรติพงษ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งท่านได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับที่มาของสำนวนนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอสรุปความของบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ทุกๆ คนได้อ่านไว้เป็นความรู้

 

         สำนวนนี้พบครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์โดยปรากฏในวรรณคดีเรื่องต่างๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังนี้

 

        รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 

                 “เหวายมนุษย์องอาจประหลาดเหลือ    พาผู้หญิงริงเรือมาแต่ไหน

         ทำฮึกฮักข่มเหงไม่เกรงใจ                         เข้าหักโค้นต้นไม้ในอุทยาน”

 

       ไชยเชษฐ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย                 

                “เอออะไรไม่พอที่พอทาง                      มึงช่างชั่วชาติประหลาดเหลือ

       ไม่รู้เท่าผู้หญิงริงเรือ                                    ซานซมงมเชื่อนางเมียงาม”

 

        พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ 

                “เห็นผู้หญิงริงเรือที่เนื้อเหลือง            อย่ายักเยื้องเกี้ยวพานะหลานขวัญ

         ล้วนนางในไม่ชั่วตัวสำคัญ                           จะเสียสันเสียเปล่าไม่เข้าการ”

 

       กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน

                  “ฝ่ายข้างพวกผู้หญิงริงเรือ                 บ่นว่าเบื่อรบพุ่งยุ่งหนักหนา

         ให้เสียวไส้ไม่ดูได้เต็มตา                             เวทนาแต่เจ้าพลายชุมพล”

                                                      ฯลฯ

                   “ผู้ชายพายเรืออยู่เต็มไป                  จะดูเล่นหรือไรไฉนนี่

        ช่างกระไรรั้ววังดังไม่มี                                  อีพวกนนี้น่าเฆี่ยนให้เจียนตาย”

 

                จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าในอดีตเราไม่พูดว่า “ผู้หญิงยิงเรือ” แต่เราพูด “ผู้หญิงริงเรือ” ดังนั้นจึงทำให้สรุปว่า สำนวนผู้หญิงยิงเรือนั้นไม่ได้หมายความถึงผู้หญิงคอยดักยิงเรือของผู้ชายเป็นแน่นอนแต่เป็นเรื่องของการเพี้ยนเสียงคำว่า “ริง” มาเป็น “ยิง” ในปัจจุบัน แล้วถ้าเป็นเรื่องของการเพี้ยนเสียงดังนี้แล้ว “ผู้หญิงริงเรือ” จะหมายความว่าอย่างไร

 

                เรามีสำนวนไทยที่เกี่ยวกับ “เรือ” อยู่อีกสำนวนหนึ่งคือ “ลงเรือลำเดียวกัน” และสำนวนที่เกี่ยวกับการเดินทางทางเรือคือ “ล่มหัวจมท้าย” (โปรดสังเกตว่าสำนวนนี้ปัจจุบันเราก็เพี้ยนเป็น  “ร่วมหัวจมท้าย” เสียแล้ว-ผู้เขียน) ซึ่งใช้เปรียบเทียบหรือสั่งสอนว่าเมื่อแต่งงานกันก็เปรียบเสมือน ลงเรือลำเดียวกันจะสุขหรือทุกข์ก็ร่วมกัน ถ้าคนใดคนหนึ่งทำไม่ดีก็จพาอีกคนล่มจมตามไป เหมือนหัวเรือล่มไปแล้วท้ายเรือก็ต้องจมตามหัวเรือไปเป็นธรรมดา

 

                ในเมื่อชายหญิงลงเรือลำเดียวกันแล้ว การจะพานาวาชีวิตไปถึงฝั่งใครเล่าเป็นผู้นำไปก็ต้องผู้ชายซึ่งในสังคมโบราณถือว่าเป็น “ช้างเท้าหน้า”  จึงต้องทำหน้าที่ “พายเรือ” นำเรือชีวิตไปให้ตลอดรอดฝั่ง แล้วผู้หญิงล่ะจะทำหน้าที่อะไร หญิงไทยโบราณได้รับการอบรมสั่งสอนให้เป็นกุลสตรี เป็นแม่บ้านแม่เรือน มีหน้าที่ดูแลรักษาบ้านช่องให้ทุกคนในบ้านมีความสุข

 

                ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าผูหญิงมีหน้าที่ “ดูแล”  บ้านเรือน มีคำศัพท์คำว่า “หลิง” ซึ่งแปลว่า ดู เล็ง  (ยังไม่สามารถหาหลักฐาน ที่มาของคำว่า หลิง ที่แปลว่าดูได้ว่ามาจากภาษาใด- ผู้เขียน) จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่า “ผู้หญิงริงเรือ” มาจาก “ผู้หญิงหลิงเรือ” ซึ่งแปลว่าผู้หญิงดูเรือ นั่นเอง

 

                ดังนั้นสำนวน “ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงริงเรือ” อาจารย์มัณฑนาจึงสรุปว่าเป็นการกำหนดหน้าที่ของสามีภรรยาซึ่งลงเรือลำเดียวกันว่าให้ฝ่ายชายเป็นผู้ออกแรงพายเรือ ซึ่งหมายถึงการทำมาหากินประกอบอาชีพ ส่วนฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรือ หรือดูแลทุกข์สุขของครอบครัว

 

                ความเห็นดังกล่าวของอาจารย์มัณฑนาข้างต้นก็ยังไม่เป็นข้อยุติถึงที่มาของสำนวน “ผู้ชายรายเรือ ผู้หญิงริงเรือ” หรือ “ผู้ชายพายเรือ ผู้หญิงยิงเรือ” แต่ที่สรุปได้ชัดเจนก็คือสำนวน “ผู้หญิงยิงเรือ” นั้นเพี้ยนมาจาก “ผู้หญิงริงเรือ” แน่นอน จึงทำให้คิดต่อไปได้ว่าถ้าเช่นนั้น ผู้ชายพายเรือจะเป็นสำนวนที่เพี้ยนมาจาก “ผู้ชายรายเรือ” ด้วยหรือไม่ เพราะสำนวนไทยมีลักษณะเป็นคำชุดคล้องจองกัน ถ้าเช่นนั้นก็เป็นที่น่าศึกษา ค้นคว้ากันต่อไปว่าแล้ว “ผู้ชายรายเรือ” นั้นแปลว่าอะไร ถ้าทราบความหมายของผู้ชายรายเรือก็น่าจะเป็นกุญแจไขไปสู่ที่มาและความหมายที่แท้จริงของ “ผู้หญิงริงเรือ” ได้  

                                                                                         

          ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องสำนวนไทยจึ่งขอยกตัวอย่างสำนวนที่ไม่ค่อยคุ้นหูในปัจจุบัน และสำนวนที่มักมีผู้ใช้หรือพูดกันผิดๆ ไว้ให้ได้สังเกตกัน โดยผู้เขียนนำข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากบทออกอากาศทางสถานีวิทยุการศึกษา และบทความที่อาจารย์ของผู้เขียนนำมาให้อ่านในชั้นเรียนซึ่งบางส่วนไม่ได้ระบุข้อมูลทางบรรณานุกรมไว้ ทำให้ไม่สามารถระบุการอ้างอิงในบรรณานุกรมได้ครบถ้วน

 

ได้แกงเทน้ำพริก     หมายถึง ได้ใหม่ลืมเก่า

 

เงื้อง่าราคาแพง       หมายถึง ทำอะไรไม่กล้าตัดสินใจลงไป ตีแต่วางท่าหรือทำ

                                         ท่าว่าจะทำเท่านั้น

 

ไฟสุมขอน              หมายถึง อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในใจ

 

ซื้อวัวหน้านา ซื้อผ้าหน้าหนาว,

 

ซื้อควายหน้านา ซื้อผ้าหน้าตรุษ หมายถึง ซื้อของไม่คำนึงถึงกาลเวลาย่อมได้ของ 

                                                         แพง ทำอะไรไม่เหมาะสมกับ กาลเวลา

                                                         ย่อมได้รับความเดือดร้อน

 

เถรส่องบาตร                 หมายถึง คนที่ทำอะไรตามเขา ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

    กินแกลบกินรำ หมายถึง คนโง่ เช่น ฉันไม่ใช่พวกกินแกลบกินรำอย่ามาหลอกเสียให้ยาก ปัจจุบันสำนวนนี้ดูจะตัดสั้นลงเหลือแต่เพียง “กินแกลบ” และความหมายก็ผิดเพี้ยนไปกลายเป็น อดอยาก ไม่มีจะกินกิน ไปเสีย  เช่น เพิ่งต้นเดือนเงินเดือนก็หมดแล้วคงต้องกินแกลบไปทั้งเดือน

 

    กงเกวียนกำเกวียน มักพูดกันเป็น กงกำกงเกวียน บางคนเขียนเป็น กงกรรมกงเกวียน เสียด้วยซ้ำ สำนวนนี้แปลว่าทำกรรมเช่นใดย่อมได้รับผลกรรมนั้นตอบสนอง มีที่มาจากล้อของเกวียนที่ประกอบด้วย กง คือ วงล้อที่อยู่ด้านนอก และ กำ คือ ซี่ล้อ เมื่อกงหมุนไปที่ใด เปรียบกับคนที่ทำกรรมอะไรไว้ ซี่ล้อหรือกำซึ่งเปรียบกับผลกรรมหรือผลแห่งการกระทำก็จะหมุนตามกงหรือการกระทำนั้นไปเสมอ

 

   ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม ที่แปลว่าค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำแล้วจะสำเร็จผล ปัจจุบันมักเหลือพร้าแค่เล่มเดียว เป็นช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

 

   สองแง่สองง่าม บางคนพูดเป็น สองแง่สามง่าม ซึ่งไม่ถูก ของเดิมมีแค่สองเท่านั้น

 

  ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คนสมัยนี้แลดูจะ ”โลภ” มากขึ้นยิงปืนนัดเดียวแต่หวังนกหลายตัว ขอให้จำไว้ว่าแต่เดิมยิงปืนนัดเดียวหวังได้นกเพียงหนึ่ง ถ้าโชคดีได้นกเพิ่มมาอีกตัวเป็นสองตัวก็นับว่าโชคดีแล้ว

 

    ไก่เห็นนมไก่ งูเห็นตีนงู แปลว่าผู้ที่เป็นพวกเดียวกันย่อมมองเห็นเล่ห์เพทุบายหรือเข้าใจในการปฏิบัติของกันและกันได้ดี แต่ปัจจุบันเรามักพูดสำนวนนี้ ”ผิดเพี้ยน สลับกัน” เป็น “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ความหมายก็เพี้ยนไปจากเดิมคือกลายเป็น ต่างฝ่ายต่างล่วงรู้ความรับของอีกฝ่ายไปเสีย

 

     เพื่อยืนยันความถูกต้องของสำนวน “ไก่เห็นนมไก่ งูเห็นตีนงู”  จึงขอยกโคลงโลกนิติ พระนิพน์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ความว่า

                     “ตีนงูงูไซร้หาก                     เห็นกัน

             นมไก่ไก่สำคัญ                            ไก่รู้

             หมู่โจรต่อโจรหัน                            เห็นเล่ห์ กันนา

             เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้                   ต่างรู้เชิงกัน”

 

     ขายผ้าเอาหน้ารอด แปลว่ายอมสละแม้ของที่จำเป็นเพื่อรักษาชื่อเสียงที่มีอยู่ คนปัจจุบันแค่ขายผ้าคงไม่หนำใจหรือคงไม่พอจะรักษาชื่อเสียงที่มีอยู่เลยต้องถึงกับ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” เลยทีเดียว มิหนำซ้ำความหมายก็ดูจะ “ผิดเพี้ยน” ไปคือหมายถึงทำสิ่งใดพอให้พ้นตัวไป

 

     ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน หมายความว่า จะทำอะไรให้ใครต้องถามความพอใจของผู้ได้รับ เหมือนปลูกบ้านเรือนก็ต้องถามความพอใจของผู้อยู่อาศัย ผูกอู่ หรือผูกเปล ก็ต้องถามผู้นอนว่าพอใจหรือยัง คนในปัจจุบันคงไม่ค่อยได้นอนเปลแล้วจึงไม่ค่อยรู้จักกริยา ผูก มิหนำซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่า อู่ แปลว่า เปล รู้จักก็แต่อู่รถ จึงหันไป “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน” กันเป็นแถว สงสัยคนปัจจุบันคงจะย้ายที่นอนไปนอนในอู่รถด้วย

 

    ตื่นก่อนไก่, หัวไก่โห่ ปัจจุบันเรามักพูด ”ผิดเพี้ยน” โดยเอาสองสำนวนนี้มารวมกันเป็น “ตื่นแต่ไก่โห่”

 

    ไม่แน่ไม่แช่แป้ง หมายถึงถ้าไม่มั่นใจย่อมไม่ลงมือกระทำ สำนวนนี้เกี่ยวข้องกับการทำอาหารขนมโบราณซึ่งมีแป้ง กะทิ และน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก และการที่จะแปรรูปข้าวให้เป็นแป้งก็ต้องเอาข้าวสารมาแช่น้ำแล้วจึงนำมาโม่ให้เป็นแป้งสำหรับเป็นวัตถุดิบในการทำขนม หากแช่ข้าวสารแล้วไม่โม่ข้าวนั้นก็จะเสียไปไม่สามารถนำมาหุงได้เนื่องจากข้าวสารจะบานหมด  ปัจจุบันเราก็มักพูดเพี้ยนไปเป็น “แน่เหมือนแช่แป้ง” ซึ่งไม่สื่อความหมายเอาเสียเลยว่าการแช่แป้งนี่แสดงความแน่นอนอย่างไร

 

         จากตัวอย่างการใช้สำนวนผิดข้างต้นอาจจะเพราะความไม่รู้ และความไม่เข้าใจสังคมตลอดจนวัฒนธรรมโบราณ อีกทั้งสังคมปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก หลายๆ สิ่งก็เปลี่ยนไป เลือนหายไป คนปัจจุบันที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นสังคมวัฒนธรรมโบราณจึงดัดแปลงสำนวนที่มีมาซึ่งฟังแล้วไม่เห็นภาพ ไม่เข้าใจ ไปตามความรู้สึกส่วนตัว

 

         เจตนาที่ยกเอาสำนวนต่างๆ เหล่านี้มากล่าวไม่ได้ต้องการ “จับผิด” หรือว่าไม่ควรจะคิดสำนวนใหม่ๆ ใช้ในภาษาไทย อันที่จริงการคิดสำนวนใหม่ใช้ในภาษาเป็นสิ่งที่ดีแสดงให้เห็นความงอกงามของภาษา แต่ในเมื่อเรามีสำนวนที่เป็นของเก่าใช้สื่อความกันมาก่อนอยู่แล้วก็ควรจะช่วยกันรักษาไว้เป็นมรดกทางภูมิปัญญา ไม่จะควรทำลายให้มรดกที่ได้รับสืบทอดนี้สูญหายไป

 

 

 

 

 

 

 

 

       คุณหญิงยั้ว!!!

 

 

 สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 1ตุลาคม พญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Khunying Porntip Rojanasunan  หลังจากครม.มติแต่งตั้งพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร อธิบดีดีเอสไอเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมโดยระบุว่า


 

 


 

อีกครั้งกับนโยบายรัฐบาลคสช. ในการแต่งตั้งผู้บริหาร อีกหนึ่งปีก่อนเกษียณพิสูจน์ได้ว่ารัฐบาลจากวิธีใดก็มีหลักการทำงานไม่ต่างกัน ให้โอกาสเฉพาะกับคนรู้จักและคนวิ่งเต้น แต่ไม่ให้โอกาสคนทำงาน ขอให้ประชาชนตามดูว่ากระทรวงยุติธรรมยุคนี้จะสร้างความยุติธรรมให้ประชาชนหรือกำลังสร้างฐานอำนาจใหม่ รู้สึกปลงกับชะตากรรมกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยิ่งนัก



 

 

 

 

 

 

 

 

ถาม

 ทำไมต้องจ่ายค่าเก็บขยะครับ ในเมื่อการเก็บขยะมันเป็นบริการสาธารณะ ตาม พ.ร.บ. การปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วซึ่งย่อมต้องได้งบประมาณมาจากส่วนกลางที่จัดสรรให้แก่แต่ละท้องที่ร่วมทั้งเงินในภาษีแต่ละท้องถิ่นอยู่แล้วด้วย(หรือว่าจัดสรรกันจนหมดเลยต้องมาเก็บเพิ่มกับประชาชน) จริงอยู่ว่าเก็บเดือนละ 20 บาท แต่เงิน 20บาทนี้ก็สามารถใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง

 

เก็บ 20 บาทหลายๆ หลังเดือนนึง ก็ได้ไปหลายหมื่นหลายแสนนะครับแล้วถ้าเก็บไปแล้วมันทำให้การบริการด้านต่างๆดีขึ้น ก็ดีครับ แต่เท่าที่ผมเห็นยังไม่เห็นอะไรที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเลย สี่แยกบางที่ยังไม่มีไฟแดง หรือมีแต่ไม่ยอมเปิดใช้

 

หรือถ้าเปิดใช้ก็เสียบ่อย มีอันที่ดีอยู่ไม่กี่แยก น้ำประปาบางพื่นที่ก็ไหลค่อยมากๆๆๆๆๆๆ บางเวลาก็ไม่ไหลอีกต่างหาก ถนนก็เป็นหลุมเป็นบ่อ เช่นนี้แล้วเงิน 20 บาทที่เสียไป เสียไปเพื่ออะไรครับ แต่ถ้าสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นมันดีขึ้นจะเก็บเพิ่มเดือนละ 50 ผมก็ยินดีที่จะเสียครับ

 

 

ตอบ


-การเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนขยะและกำจัดมูลฝอยเป็นไปตามพรบ. สาธารณสุข พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 โดยยึดหลักการผู้การมลพิษเป็นผู้จ่าย


- สำหรับเรืองถนนเป็นหลุมบ่อ สามารถแจ้งเพิ่มเติมเพื่อให้มีการปรับปรุงได้


- เรื่องประปา อยู่ในการรับผิดชอบของการประปาส่วนภูมิภาค

 

 

                    พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535

 

 

การจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย
                       
 
มาตรา ๑๘ การเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในเขตราชการส่วนท้องถิ่นใดให้เป็นอำนาจของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น
 
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ราชการส่วนท้องถิ่นอาจร่วมกับหน่วยงานของรัฐ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอื่นดำเนินการภายใต้ข้อตกลงร่วมกันก็ได้ แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยส่วนรวม รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงโดยคำแนะนำของคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการร่วมกันได้
 
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรราชการส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้บุคคลใดดำเนินการตามวรรคหนึ่งแทนภายใต้การควบคุมดูแลของราชการส่วนท้องถิ่น หรืออาจอนุญาตให้บุคคลใดเป็นผู้ดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามมาตรา ๑๙ ก็ได้
 
บทบัญญัติตามมาตรานี้ และมาตรา ๑๙ มิให้ใช้บังคับกับการจัดการของเสียอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน แต่ให้ผู้ดำเนินกิจการโรงงานที่มีของเสียอันตราย และผู้ดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขนหรือกำจัดของเสียอันตรายดังกล่าว แจ้งการดำเนินกิจการเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
 
 
มาตรา ๑๙ ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
 
 
มาตรา ๒๐ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสะอาดและการจัดระเบียบในการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นดังต่อไปนี้
 
(๑) ห้ามการถ่าย เท ทิ้ง หรือทำให้มีขึ้นในที่หรือทางสาธารณะซึ่งสิ่งปฏิกูล หรือมูลฝอย นอกจากในที่ที่ราชการส่วนท้องถิ่นจัดไว้ให้
 
(๒) กำหนดให้มีที่รองรับสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามที่หรือทางสาธารณะและสถานที่เอกชน
 
(๓) กำหนดวิธีการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยหรือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสถานที่ใด ๆ ปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะตามสภาพหรือลักษณะการใช้อาคารหรือสถานที่นั้น ๆ
 
(๔) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลอื่นที่ราชการส่วนท้องถิ่นมอบให้ดำเนินการแทน ในการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ การจะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยราชการส่วนท้องถิ่นนั้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
(๕) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๙ ปฏิบัติ ตลอดจนกำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูงตามลักษณะการให้บริการที่ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๙ จะพึงเรียกเก็บได้
 
(๖) กำหนดการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะ
  
 
 
  
 
 
 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

                   


 

 

 

 

 

 

 

 

+ + + ยางใต้จ่อลุกฮือ! เตรียมรวมตัว 8 ต.ค. เหตุ"ยางสต๊อกเน่ากว่าครึ่ง" ชี้ ส่อแววทุจริตชัดเจน + + +

 

 

กรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชะลอการขายยางในสต็อกโครงการเพิ่มพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร อีก 1 แสนตันไปก่อน เนื่องจากสต็อกมียางทั้งหมด 2.1 แสนตัน ได้ทำสัญญาขายให้กับบริษัท ยีฟางเหลียง จำกัด จำนวน 1 แสนตัน วงเงิน 5,940 ล้านบาท แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถส่งมอบได้ เนื่องจากพบว่ายางในสต็อกมียางเน่าขึ้นราเสียหายมากกว่าครึ่งนั้น

เมื่อเวลา 14.30 น. นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์ม 16 จังหวัดภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ความจริงได้ปรากฏขึ้นมาให้เห็นแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ภาคีเครือข่ายฯได้นำเสนอผ่านสื่อมวลชน เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบสต็อกยางพาราทั้งหมดที่มี ว่าครบตามจำนวนหรือไม่ และมีคุณภาพดีหรือไม่ เห็นหรือยังว่าโผล่ออกมาจริงๆ หากมองตามความเป็นจริงแล้วยางจะเน่าเสียได้อย่างไร ยางที่รับซื้อเป็นยางแผ่นรมควัน ต้องผ่านกระบวนการผลิตมาเป็นอย่างดี เป็นไปไม่ได้
 
 




 
 
“ส่อแววพิรุธทุจริตอย่างชัดเจน ถ้าวันนั้น ภาคีเครือข่ายไม่จี้ รัฐบาลจะกล้าเข้าทำการตรวจสอบหรือไม่ และการขายยางนั้นส่อทุจริตอีก ที่ขายยางในราคาที่ถูกกว่าคู่ประมูล มันก็ชี้ให้เห็นอยู่แล้ว ถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบ ท้ายที่สุดก็มาอ้างว่าเกษตรกรขายยางที่ไม่มีคุณภาพ เกษตรกรเร่งขายยาง ซึ่งไม่เกี่ยวกับขั้นตอนของเกษตรกร มันพ้นไปแล้ว เป็นเรื่องของพ่อค้าคนกลาง นายทุน และภาครัฐแล้วที่สมรู้ร่วมคิดกันมานาน ช่วยกันทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียชื่อเสียงในการผลิตยางพาราที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งๆที่กระบวนการเหล่านี้ เป็นกระบวนการทุจริตที่อยู่ข้างบนทั้งสิ้น“

นายทศพล กล่าวว่า ขณะนี้ตนกำลังร่วมประชุมยุทธศาสตร์แก้ปัญหายางพารา ที่ สกย.เขต 1 จ.สงขลา จะเร่งนำเรื่องนี้เข้าชี้แจงในที่ประชุมเป็นวาระเร่งด่วน และหากว่า รัฐบาลมีความจริงใจ พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบจริง เราก็จะดีใจ แต่หากว่า รัฐบาลประกาศแบบขอไปที ก็จะได้เห็นกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ในนามภาคีเครือข่ายฯ จะเปิดเวทีสัมมนาใหญ่ถึงแนวทางการแก้ปัญหายางพารา โดยมีการหยิบยกประเด็นการสัมมนาในวันนี้ ไปวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อเดินคู่ขนานกับยุทธศาสตร์ยางของรัฐบาลต่อไป ดูว่ายุทธศาสตร์ใครจะแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ หากว่าไม่โดนบล็อกเสียก่อน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเชี่ยลมีเดียได้มีการเผยแพร่ ภาพเกษตรกรชาวสวนยางในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับการโพสต์ข้อความทับลงบนภาพ โดยระบุ “การลุกขึ้นครั้งใหญ่ของคนใต้ 8 ตุลาคม 2557 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ท่าศาลา นครศรีธรรมราช วันนี้...น้ำตาคนไทย...ยังไม่เหือดหาย..”

ทั้งนี้ ในหลายภาพได้โพสต์ถึงปัญหาและผลกระทบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยลักษณะภาพดังกล่าวเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ยากของเกษตรกร ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปลุกกระแสความเคลื่อนไหวให้พี่น้องชาวเกษตรกรลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง ภาพดังกล่าวได้มีการแชร์ในโซเชียลมีเดียกันอย่างกว้างขวาง

นายสมควร (ขอสงวนนามสกุล) เกษตรกรชาวสวนยาง อ.นบพิตำ กล่าวว่า ราคายางพาราตกต่ำลงอย่างมาก เจ้าหน้าที่รัฐก็เดินทางมาตัดสวนยางของชาวบ้านแล้วจะเอาอะไรกินกัน จะเอาอะไรมาประทังชีวิต พวกเราไม่ได้ร่ำรวย ส่วนหนึ่งรับจ้างกรีดยาง ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของที่มีเอกสารสิทธิ์ จะอะไรกันนักกันหนา

อยากบอกว่า วันนี้เกษตรกรชาวสวนยางกำลังถูกย่ำยี อย่าถึงกับให้เกษตรกรต้องลุกขี้นมาต่อสู้กับ จนท.รัฐอีกครั้ง วันนี้ก็มาโค่นต้นยางอีก อ้างว่าอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขานั้น อยากจะบอกว่าแล้วทำไมก่อนหน้านี้ ที่พวกเราโค่นต้นยางขาย แล้วปลูกใหม่ไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ไม่มาจับล่ะว่าผิดกฎหมาย มาโค่นอะไรตอนยางราคาถูก เกษตรกรต้องฆ่าตัวตายกันแน่ๆ อย่าซ้ำเติมย่ำยีกันมากนัก

 
 
 
 
 
 
 

 

                                                         

 

   หนึ่งในประเด็นข่าวร้อนฉ่าที่ผู้คนทั่วโลกจับจ้องให้ความสนใจมากที่สุดประเด็นหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การที่ชาติอภิมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกที่มักอ้างตัวเป็นผู้พิทักษ์เสรีภาพและความยุติธรรมอย่างสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเปิดแนวรบแห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยการจับมือ 5 ชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน บาห์เรน และซาอุดีอาระเบียเปิดการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มนักรบรัฐอิสลามหรือกลุ่ม “ไอเอส” ในซีเรีย

 

       
       ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศดังกล่าวของสหรัฐฯและพันธมิตรอาหรับ ซึ่งใช้ทั้งเครื่องบินรบและจรวดร่อนนานาชนิดต่อกลุ่มไอเอสทางภาคตะวันออกของซีเรียคราวนี้ ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการที่รัฐบาลอเมริกัน ภายใต้การนำของชายที่ชื่อบารัค โอบามาตัดสินใจฉายเดี่ยวถล่มที่มั่นของเครือข่ายก่อการร้าย “อัล-กออิดะห์” ที่อยู่ในภาคเหนือของซีเรียไปด้วยในตัว
       
       การเปิดฉากโจมตีทางอากาศดังกล่าวซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันจากคำแถลงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ “เพนตากอน” ตลอดจนกองบัญชาการส่วนกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ที่รับผิดชอบดูแลภารกิจด้านการทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน ซึ่งระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ รวมถึงขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ที่ถูกยิงจากเรือรบในทะเล ได้โจมตีต่อเป้าหมายต่างๆ ที่เป็นที่มั่น ค่ายฝึก คลังอาวุธ และขบวนยานพาหนะของพวกนักรบหัวรุนแรงในซีเรียอย่างราบคาบ
       
       ขณะเดียวกัน รัฐบาลอเมริกันยังยืนยันว่า ตนเองได้เปิดการโจมตีทางอากาศแบบฉายเดี่ยว โดยไร้เงาชาติพันธมิตรอาหรับต่อเป้าหมายในซีเรียอีกอย่างน้อย 8 ระลอก เพื่อถล่มกลุ่มนักรบหัวรุนแรงอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ด้วยเช่นกัน
       
       ด้านกลุ่มเคลื่อนไหว “ซีเรียน ออบเซอร์วาทอรี ฟอร์ ฮิวแมน ไรต์ส” ซึ่งมีจุดยืนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรีย และมีฐานการเคลื่อนไหวอยู่ในอังกฤษ ออกมาเปิดเผยโดยอ้างว่า มีนักรบญิฮัดกลุ่มไอเอสถูกสังหารไปไม่น้อยกว่า 70 รายจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่กินเวลาต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงต่อเป้าหมายเกินกว่าครึ่งร้อยจุด ทั้งในพื้นที่จังหวัดฮาซากาห์ จังหวัดเดียร์ อัล-ซอร์ รวมถึงจังหวัดรักกาที่ถือเป็นที่มั่นหลักของกลุ่มนักรบไอเอสในซีเรีย
       
       ขณะที่กลุ่มไอเอสออกมาประกาศจะตอบโต้การโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวหาว่า ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียภายใต้การนำของกษัตริย์อับดุลเลาะห์ อับดิลอาซิซ จะต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้เปิดทาง และอำนวยความสะดวกให้กับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตร ต่อชาวมุสลิมด้วยกัน
       
       ด้านอาบู โมฮัมเหม็ด อัล-อัดนานี โฆษกกลุ่มไอเอสออกมาระบุ นักรบรัฐอิสลามพร้อมต่อกรกับศัตรูที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ทั้งยังออกโรงเรียกร้องให้บรรดานักรบญิฮัดจากทั่วทุกมุมโลกช่วยกันก่อเหตุสังหารพลเมืองสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรที่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารคราวนี้
       
       ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรล่าสุด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขยายขอบข่ายปฏิบัติการทางทหารที่บารัค โอบามา ผู้นำเมืองลุงแซมออกมาประกาศต่อชาวโลกตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการกวาดล้างกลุ่มไอเอส ที่มีพฤติกรรมโหดเหี้ยมสังหารหมู่ประชาชนต่างศาสนาต่างความเชื่อแบบไม่เลือกหน้า และยังก่อเหตุสยองด้วยการตัดศีรษะพลเมืองของชาติตะวันตกไปหลายราย รวมถึงการบุกยึดครองพื้นที่ทั้งในซีเรียและอิรัก เพื่อสถาปนาการปกครองแบบรัฐอิสลามสุดโต่ง
       
       อย่างไรก็ดี แม้ปฏิบัติการทางทหารที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรต่อกลุ่มไอเอสคราวนี้ จะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากโลกอาหรับ แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้กำลังที่เกิดขึ้น ได้ถูกมองในเชิงลบและถูกต่อต้านอย่างหนักด้วยเช่นเดียวกัน
       
       ที่กรุงมอสโก ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียซึ่งถือเป็น “มหามิตรของระบอบอัสซาด”ในซีเรียได้ออกโรงประณามการโจมตีต่อกลุ่มไอเอสที่เกิดขึ้น โดยระบุเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการโหมกระพือความตึงเครียด และบ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเลวร้าย
       
       ขณะที่ฮาซัน นัสรัลเลาะห์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธชีอะห์ “ฮิซบอลเลาะห์” ในเลบานอนซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มไอเอส ที่เป็นพวกมุสลิมสุหนี่หัวรุนแรงระบุว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งมีบทบาทอยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงและการสร้างความเกลียดชังในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะอ้างตัวเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” ในการออกโรงปรามกลุ่มไอเอสในครั้งนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐอเมริกาก็ “ชั่วช้า” และ “มือเปื้อนเลือด” ไม่ต่างจากกลุ่มไอเอส
       
       ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาในเชิงลบต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศคราวนี้ยังเกิดขึ้นในแผ่นดินอเมริกันเสียเอง โดยบรรดากลุ่มเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมและชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับหลายกลุ่มต่างออกมาแสดงความกังวลต่อการใช้กำลังทางทหารที่เกิดขึ้น และต่างมองว่า นี่ไม่ใช่หนทางที่จะขุดรากถอนโคนความรุนแรงและภัยคุกคามของพวกนักรบญิฮัดในซีเรียและอิรักอย่างแท้จริง
       
       ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินเลยไปนัก หากจะสรุปว่า แม้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและพันธมิตรต่อกลุ่มไอเอสคราวนี้อาจถูกมองว่ามีความจำเป็นสำหรับการหยุดยั้งพวกญิฮัดที่กำลังเหิมเกริม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง การโจมตีที่เกิดขึ้นกลับทำให้ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงปฏิบัติการ “ผักชีโรยหน้า” ของรัฐบาลบารัค โอบามา ที่ต้องการ “กลบเกลื่อนรอยด่างพร้อย” และความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตัวเองในภูมิภาคตะวันออกกลาง
       

 

       ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลของชายที่ชื่อบารัค โอบามานี่เอง ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อกำเนิด และแผ่ขยายอิทธิพลของพวกนักรบญิฮัดในทุกวันนี้ จากการที่โอบามาให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏในซีเรีย แบบไม่ดูตาม้าตาเรือในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้โค่นล้มระบอบการปกครองของบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรีย โดยสหรัฐฯมิทันได้ตระหนักว่า ในฝ่ายกบฏซีเรียที่ตนหนุนหลังแบบไม่ลืมหูลืมตาอยู่นั้น มีพวกนักรบสุดโต่งแฝงตัวอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก และโอบามาเองก็คงนึกไม่ถึงว่า พวกนักรบญิฮัดเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯเสียเองอย่างในเวลานี้ 

 

 

 

 

 

 

 

                                                               

 

 

เหตุ "มติชนออนไลน์"-"เบื้องลึก เบื้องหลัง พฤษภา 35 ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด" เขียนโดยนักข่าวอิสระ รุ่งมณี เมฆโสภณ  เป็น เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 หรือที่รู้จักกันในนาม “พฤษภาทมิฬ” ซึ่งผู้เขียนได้มองย้อนไปถึงเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงเหตุการณ์ได้อย่างชัดแจ้ง มากขึ้น

 


นอกจากนั้นยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับตัวบุคคลในเหตุการณ์ที่ผู้เขียนรวบรวมจากที่ต่างๆทั้งที่เกิดในอดีตมานานนับสิบปีหรือเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ และอาจทำให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในแวดวงการเมืองปัจจุบัน


หนึ่งในข้อมูลดังกล่าวคือ จดหมายลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ซึ่ง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต"ยังเติร์ก"ได้เขียนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี โดยรุ่งมณีอ้างอิงว่า นำมาจากนิตยสาร Voice of Taksin ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 ปักษ์แรก เดือนพฤศจิกายน 2552


อย่างไรก็ตามผู้อ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านจดหมายดังกล่าวด้วยเนื่องจากปัยหาของความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 1-3 เมษายน 2524  ในช่วงกบฎเมษาฮาวาย
-----------------------------------

๑๐๖/๕ ซอยลาดพร้าว ๓๕  ถ.ลาดพร้าว แขวงจันทน์เกษม   เขตจตุจักร กทม. ๑๐๙๐๐

๙ กันยายน ๒๕๕๑

 

กราบเรียน ฯพณฯ ประธานองคมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)


๑. กระผมมีเรื่องเรียนว่า ติดใจตลอดเวลาเกี่ยวกับคำพูดของฯพณฯถึงผมว่า “คนชั่วอย่างมนูญเป็นประธานวุฒิได้ยังไง ? ”


เอาเรื่องประธาณวุฒิฯ กระผมได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมได้คะแนน ๑๑๔ เสียง ในขณะคนที่ ๒ ได้ ๒๘ เสียง ผมจึงได้เป็นประธานวุฒิสภาครับ


๒. ฯพณฯ ได้สั่งไม่ให้กระทรวงกลาโหมรับผมกลับเข้ารับราชการ คนที่ไปขอให้ผมและบอกผมคือ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์


๓. ฯพณฯ สั่ง(เซ็นเซอร์)และ(เซ็นเซอร์)(ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับ ฯพณฯ แล้ว เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ตอนผมกลับมาจากประเทศเยอรมัน) คนที่บอกผมมีหลายคนและมีพฤติกรรมดังนี้


๔. ฯพณฯ เล่นการเมืองกับผมตั้งแต่ 1 เมษายน ๒๕๒๔ และผมเสนอให้ ฯพณฯ(เซ็นเซอร์) แต่พอ พ.อ.ประจักษ์ ฯ จะยิง ฯพณฯท่าน ฯ ก็ให้ผมช่วย ผมก็ช่วย ทำให้ พ.อ.ประจักษ์ ฯ ไม่ยิง ฯพณฯ ท่าน


คราวนี้ถึงข้อที่ผมติดใจว่า คนชั่วในความคิดของ ฯพณฯท่าน, ในสายตาของ ฯพณฯ ท่านผมไม่ทราบว่า ฯพณฯ ท่านพิจารณาจากปัจจัยอะไร ? ผมอยากทราบจริงๆ


แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอยากให้ ฯพณฯท่านพิจารณาตนเอง(รูป-นาม) ว่า ฯพณฯ จากที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ มาเป็นผู้ช่วยบัญชาการทหารบกนั้นเป็นอย่างไร ฯพณฯ มีเพื่อนเพียงไม่เกิน ๕ คน คือ พล.ต. สุดสาย,พล.อ.ประจวบ,พล.อ.ไพจิต,พล.ท.สท้าน

 

ในขณะนั้น ฯพณฯ พูดกับ รณชัย(ปี้ด)(หมายถึง พล.อ.รณชัย ศรีสุวรนันท์ ซึ่งเคยร่วมกับพลตรีมนูญกฤตทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม เมื่อ1-3เมษายน2524 ขณะนั้นมียศพ.ท.) ว่า ฯพณฯ ท่านคงเกษียณแค่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก


แต่ผมคิดว่า เหล่าม้า เราหาคนดียาก ผมจึงนำเสนอเพื่อน ขอร้องให้พิจารณา ฯพณฯ เมื่อส่วนใหญ่เห็นด้วย ผมกับ พ.ท. ชายชาญ เทียนประภาส จึงไปขอความกรุณาจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม


ในขณะนั้น(กลางเดือน กันยายน ๒๕๒๑) ตอนแรก ฯพณฯ ถามผมว่า จะเอา พล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ไปอยู่ที่ไหน แล้ว ๕ เสือ ทบ.เก่า อาวุโสกว่าทั้งนั้น เขาจะว่าอย่างไร


ผู้ใหญ่ใน ทบ. , บก.สส.(เสือป่า) ในกลาโหม ขณะนั้นไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลยกับการที่ ฯพณฯ ท่าน จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยไปไล่ พล.อ.เสริม ณ นคร

 

ฯพณฯท่าน ทราบไหมว่า? ทำไมท่านจึงได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ข้ามผู้ใหญ่หลายคน และดันพล.อ. เสริม ณ นคร ซึ่งเป็นผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส.


ด้วยความที่ ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องเสียสละให้ ฯพณฯท่าน ส่วนพล.อ. เสริม ฯ ต้องเสียใจมาก แต่ท่านดีใจบนความไม่สบายใจของคนอื่น แล้วท่านเคยถามผมสักคำไหมว่า ผมกับ พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส ต้องปฎิบัติการอย่างไร ผมต้องทำทุกอย่างให้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบ.ทบ.ใน เดือนตุลาคม ๒๕๒๑ ให้จนได้


ในที่สุด ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ท่านก็ได้เป็น ผบ.ทบ. ท่ามกลางคนด่า ผมถูกรุ่นพี่ จปร.๕-๖ ด่าทุกวัน

 

ท่านรู้ไหมครับ ? เขาด่าว่าผมทำลายระบบกองทัพบก อีกอย่างท่าน ฯพณฯ ไม่มีผลงานอะไร? ที่เป็นการริเริ่มและโดดเด่น และเป็นต้นเหตุให้เกิดการแตกความสามัคคีในกองทัพ


แม่ทัพภาค ๑ (พล.ท.อำนาจ ดำริห์การ) เรียกผมไปพบที่กองทัพภาคที่ ๑ ในขณะที่ผมเดินทางไปทหารราบ ร๑รอ. เขาเตรียมกำลัง เบิกอาวุธกันแล้ว แต่ถูก คุณหญิงแสงเดือน(ภรรยาพลเอกเสริม)บอก พล.อ.เสริม ณ นคร ให้หยุดท่านจึงหยุด มิฉะนั้น เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ คงได้มีการปะทะกันระหว่าง ทหารม้า(ผม) กับทหารราบแล้ว ฯพณฯ ท่านเคยทราบบ้างไหมครับ?


แล้ว ฯพณฯ ท่านก็เสวยสุข เอาแต่เพื่อน ๆ และคนคอยประจบสอพลอ มาใช้อย่างใกล้ชิด ทำผิดระบบ “คุณธรรม” ( MERIT SYSTEM )ทางการ จึงทำให้ทหารซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการปัองกันประเทศต้องอ่อนแอลง นับตั้งแต่ ฯพณฯ เป็น ผบ.ทบ. เป็นต้นมา แล้ว ฯพณฯรู้ไหมว่า จะมีคนยิง ฯพณฯ ที่หนองคุง แต่ผมก็ต้องเอาตัวผมกัน ฯพณฯท่านไว้


ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งตอนที่ ฯพณฯ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ผมชั่วใช่ไหมครับ ?


สมัคร สุนทรเวช สัมภาษณ์ ด่าว่าเอาหมาขี้เรื้อนที่ไหนมาเป็น ผบ.ทบ.พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต รู้จึงได้ไปว่านายสมัคร ครับ ผมชั่วใช่ไหมครับ? ที่ทำให้ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก


ฯพณฯ ท่านครับ ใครเป็นคนไปกับ ฯพณฯ ที่เข้าไปพักบ้านสี่เสา จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ พล.อ กฤษณ์ สีวะรา บอกผมว่า บ้านสี่เสาอนุญาตให้ พล.ร.อ สงัด ชะลออยู่ พักแทนท่านเพราะตอนนั้นท่านอยู่สวนพุดตาน ผมชั่วใช่ไหมครับ?


ฯพณฯ ท่านสั่ง(เซ็นเซอร์)ผม ทั้งๆ ที่ผม SAFE ชีวิตฯพณฯท่าน ตลอดเวลา ทำคุณบูชาโทษ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเป็น ผบ.ทบ.ของ ฯพณฯ ท่าน ยังมีอีกครับ


ส่วนตอนที่สอง คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๒ ฯพณฯท่านเป็นรัฐมนตรีการกลาโหม และตอนที่สาม คือ เดือนมีนาคม ๒๕๒๓ ฯพณฯท่านเป็นนายกรัฐมนตรี (แล้วผมจะอธิบายรายละเอียดในการปฎิบัติที่แสนยากเข็ญอย่างไร? ) รวมทั้ง เบื้องหลัง ๑ เมษายน ๒๕๒๔ และ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ครับ ...


ในคืนวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ จำได้ไหมว่า ฯพณฯ พูดว่า “ต้องเป็นเดี๋ยวนี้” ที่บ้านพัก ผช.ผบ.ทบ. (สวนรื่น) ถ้าไม่ได้ก็ต้องยึดอำนาจ ผมเป็นผู้เรียนฯพณฯว่า (...เซ็นเซอร์....) ฯพณฯ พยักหน้า ผมก็สั่งเตรียมกำลัง

 

หลังจากนั้น ผมและพ.อ.แสงศักดิ์ ฯ พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส จึงไปบ้าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเข้าไปในคืนวันนั้นเลย และไปเรียนขอตำแหน่งผบ.ทบ.ให้ ฯพณฯ ท่าน


ปัญหากองทัพที่เป็นวิกฤตมาจากสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้กองทัพอ่อนแอ และแตกความสามัคคีเช่น ปล่อยให้มีการโกงทุกระดับ ทั้งผู้บังคับหน่วย,ข้าราชการทุกระดับ ( การจัดซื้อ ,จัดจ้าง รับเหมก่อสร้าง ) โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทธโทปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพ


ท่านปล่อยนายทหารที่มีโอกาสโกง ดูผลจากความมั่นคง ร่ำรวย ของนายทหารทุกชั้นยศ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน นายทหารที่เคยยากจน เดี๋ยวนี้มั่งคั่ง,ร่ำรวยผิดปกติ เช่น พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) ,พล.อ.(เซ็นเซอร์) โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งกระทำผิดกฎหมายเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (เขายายเที่ยง) และยังมีอีกว่า(ครั้งหนึ่งฯพณฯท่านเคยพูดกับผมว่า พล.อ.สุรยุทธ ฯ ไม่มีปมด้อย และ ครั้งหนึ่งเมื่อก่อนเดือนกันยายน ๒๕๒๑ ฯพณฯ ท่านเคยพาพวกผมไปบ้านของ ฯพณฯ ท่านเองที่เขาใหญ่ก่อนที่ ฯพณฯ ท่านจะเป็นผบ.ทบ. )เช่นกัน...


ยังมีอีกเรื่องคือ พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส ยังเป็นคนสำคัญและเป็นหลักช่วย ฯพณฯ ท่านโดยไม่หวังผลอะไรเลย ซึ่งตอนนั้น ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ฯ เป็นนายกฯ ก็เชื่อในเหตุผลของ พ.ท.ชายชาญ ฯ และสนับสนุน ฯพณฯ ให้เป็น ผบ.ทบ.


แต่พ.ท. ชายชาญก็มาถูกยิงที่ จ.อุบลราชธานี ในเขตพื้นที่ กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ ฯพณฯ ท่านเป็น ผบทบ. รมว.กลาโหม และ นายกรัฐมนตรี จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมา ๒๘ ปีแล้ว แต่ฯพณฯ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจว่าใครเป็นคนสั่งยิง พ.ท. ชายชาญ เทียนประภาส ฯพณฯ ท่านต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ฯพณฯ ท่านคิดว่าสมัยนั้น ฯพณฯ ท่านได้ทำถูกต้องตามหลักคุณธรรมและบริหารประเทศดีแล้วหรือ ครับ...?


ขอแสดงความนับถือ

พล.ต.(ลายมือชื่อ)

( มนูญกฤต รูปขจร )

โทร. ๐๒-๕๑๒๕๒๕๒ 
โทรสาร ๐๒-๕๑๒๒๕๕๒

 

เอางี้
จับได้  ก็หาว่าแพะ  คุณก็พิสูจน์สิครับว่าแพะ  ตำรวจที่ทำงานแบบนี้ไม่ควรเอาไว้
แต่เขายืนยันว่า  ดีเอ็นเอ  ตรงกับของผู้ร้าย  ผมก็ต้องเชื่อว่าไม่ใช่แพะ
คุณมีหลักฐานว่า ดีเอ็นเอ  ไม่ตรงหรือป่าว  ผมจะได้เชื่อคุณ  ว่าจับแพะ
ถ้าไม่มี  รับผิดชอบอะไรบ้าง  ให้กำลังใจคนทำงานด้วย   
  
   
   
 
   
 
 
 

 

 

 

 

 

 

   

งงกับตำรวจไทย ???

........  ตำรวจให้สัมภาษณ์ว่าได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของนายเมาไว้ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้ตรวจเพราะต้องรอคิวซึ่งยาววววมากกก  


อ้าววววว ........ แล้วทำไมผู้ต้องหาอีก2คนที่เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอทีชุดหลังนายเมาแต่ได้สิทธิ์ตรวจก่อน แล้วรู้ผลเลยทันงั้นเหรอ ??????   ตกลงเนี่ยจะให้มีคิวหรือเปล่าครับ

แล้วเรื่องถุงยางตรวจภายนอกภพดีเอ็นเอของเหยื่อติดอยู่ซึ่ง OK    แต่ตรวจภายในถุงยางกลับไม่พบอะไรเลยเพราะมีสิ่งปนเปื้อน  !!!!!!!??????????????????  งงกับตำรวจไทยแล้วยังงี้จะไม่ให้ชาวบ้านเค้าสงสัยได้ไง
คดีไม่โปร่งใส ...ก็ต้องพิสูจน์ก่อน....อย่าเพิ่งตัดสิน...เรื่องDNAควรจะมีหน่วยงาน จากหน่วยกลางอาจจะเป็นอังกฤษ หรือประเทศที่3ก็ได้ คือเรารับไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาไม่ได้ทำ..(ดูหน้าตาตอนเข้าแถวสิ... ถ้าไม่ได้ทำน่าสงสารมาก ) คนสงสัยครึ่งประเทศก็ต้องพิสูจน์สิ..!! แล้วให้ประเทศที่3 สรุปอีกที ....
แค่นี้ก็แก้ข้อกังขาได้แล้ว...!! ดูโปร่งใส และมีศักดิ์ศรี ด้วย       
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  

 

 

 

มันก็น่าจะลงอยู่หรอก มีแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าใจกว้างจริงไปดึงทีมสมัยรัฐบาลเพื่อไทยมาทำก็เริ่มได้เลยเพราะเค้าพร้อมอยู่แล้วขาดแค่เงิน ป่านนี้เริ่มมีการจ้างงานหลายอัตราไปแล้ว

มัวแต่ไปสนใจเรื่องบ้าๆบอๆ แก้ไขราคาลอตเตอรี่ ซึ่งมันไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย แถมยังเหลวไม่สามารถทำให้ราคาลงมาที่ 80 ตามที่โม้ไว้

ตอนนี้ในตลาดหุ้นมีแต่เม่าทั้งนั้น เพราะเม่าไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอะไร เพราพ อสังหาก็เริ่มเงียบ ทองไม่ต้องพูดถึง มีหุ้นนี่แหละที่ยังพอเชิดหน้าชูตาเพราะมันถูก ผลตอบแทนดี แต่ดูดีๆแล้วนักลงทุนต่างชาติหายไปเยอะ

กลัววันใดวันนึงจะฟองสบู่แตก

จบวันนี้ที่ -27.15 อิ๊บอ๋ายแว้ววว
คราวนี่ก็ไม่น้อยหน้า จากวันศุกร์ เกือบ 60 จุดแล้วเฮีย. เฮียจะเอาอีกกี่จุด แค่นี้ผมก็หน้าเขียวแล้วครับเฮีย อย่าให้ถึงร้อยเลยนะ. รากหญ้าขอรัอง

 

  

guest

Post : 16/09/2014 18:29     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  เเมวตายหมู่

 

                    เเมวตายหมู่

 
 
 
 
 
 
ผวาแมวตายหมู่ 30 ตัว สธ.คาดป่วย “ไข้หวัดแมว“ 

 

 

(8 ก.พ.) น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแมวตายกว่า 30 ตัว ที่หมู่บ้านที่ 1 และ 3 ต.วังแขม อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่เคยตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกมาก่อนว่าได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จ.พิษณุโลก ลงพื้นที่ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์กำแพงเพชร เพื่อควบคุมป้องกันโรคที่หมู่บ้านที่พบแมวตาย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่งซากแมวตรวจชันสูตรหาเชื้อ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก ผลการตรวจเบื้องต้น ไม่พบเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า

 

ในบ้านที่พบแมวตายประชาชนควรทำความสะอาดพื้นบ้านด้วยผงซักฟอก รวมถึงทำลายอุปกรณ์ต่างๆ หลังใช้ โดยการให้ฝังหรือเผาทำลายทิ้ง หรือหากยังมีแมวตายเพิ่มให้กำจัดซากแมวโดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ขุดหลุมฝังลึก 75-100 เซนติเมตร หรือใช้วิธีเผาทำลาย ซึ่งสิ่งสำคัญของการทำความสะอาดหรือกำจัดซากแมว ประชาชนควรจะสวมถุงมือยางหรือสวมถุงพลาสติก และสวมหน้ากากป้องกันโรค พร้อมทั้งเผาทำลายหรือฝังอุปกรณ์ทั้งหมดหลังจากใช้งานเสร็จเพื่อความปลอดภัย

 

ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม.เฝ้าระวังอาการป่วยในคน โดยเฉพาะในบ้านที่มีแมวตาย ให้สังเกตอาการป่วยทุกวัน เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ หากพบว่า มีไข้ ไอ หอบ ให้ส่งตัวไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วย

 

ด้านสพญ.อภิรมย์ พวงหัตถ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ลักษณะอาการของแมวน่าจะเกิดจากการติดเชื้อในกลุ่มพาร์โวไวรัส (Parvo Virus) ส่งผลทำให้เกิดโรคไข้หวัดแมวซึ่งอาการของโรคนี้หลังจากได้รับเชื้อใน 2-7 วัน จะมีอาการท้องเสียอาเจียนสำหรับลูกแมวที่มีอาการรุนแรงอาจตายภายใน 7 วัน บางตัวมีอาการตาบอดจนถึงเป็นอัมพาต ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแมว แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้ไม่สามารถติดต่อสู่คนและสุนัขได้

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
วันอังคารที่ 23 กันยายน 2557 เป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
 


 
 
 
 
 
 
พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัส
ข้อความนี้ (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกว่า :-

โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !
อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !
กายที่น่าพอใจบัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว.
แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ
มันย่ำยีหมดทุกคน.

อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุ
สังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้
ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์;
ทรงปฏิเสธ)

อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่
เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว. (พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจน
ครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของ
พระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่
พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว)

อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม,

อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์
จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะได้
ตามปรารถนา ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวัง
เอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับ
เป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้อย่าฉิบหายเลยดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะ
ที่มีได้ เป็นได้.
มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒, มหาวาร. สํ ๑๙/๒๘๗/๙๖๓.


สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต
ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน
ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า.

เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น

วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว
เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว

ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด

ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
มหา. ที. ๑๐/๑๔๑/๑๐๘.
 
 
 
 

พุทธวจน จากพระโอษฐ์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


เคยได้ยินคำว่า "ไม่เป็นสับปะรด" คำนี้ไม่เกี่ยวกับสับปะรดเลย จริง ๆ แล้ว คำนี้ใช้กันมานานแล้วสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า สรรพรส แปลว่า หลากหลายรส มีรสทั้งหลาย เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ครบหมด

ดังนั้นอาหารที่ ไม่เป็นสรรพรส คืออาหารที่ไม่ค่อยมีรสชาติ ไม่เปรี้ยวหรือหวาน หรือมัน หรือเค็ม อย่างใดทั้งสิ้น นานเข้าคนที่ฟังไม่เข้าใจจึงพูดลาก เข้ามาหาคำว่าสับปะรด จากไม่เป็นสรรพรสเพี้ยนมา เป็น ไม่เป็นสับปะรด แล้วมีความหมายเปรียบเทียบว่า หมายถึงการทำอะไรที่ไม่ได้เรื่องนั่นเอง

 

ที่มา  : รายการคุณพระช่วย 

 


 

 

 

 


"กางเกงลิง" หมายถึงกางเกงชั้นในรัดแนบเนื้อ ไม่มีขาเป็นภาษาปาก หรือภาษาพูด

เชื่อว่าน่าจะมาจากศัพท์ที่ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษใช้ด้วยกันคือคำว่า "ลิงเจอรี-lingerie" ที่แปลว่าชุดชั้นในสตรี

ในสมัยโบราณผู้หญิงไทยนุ่งโจงกระเบน เข้าใจว่าคงไม่มีการใส่กางเกงชั้นในต่อมาเมื่อรับกระโปรงแบบแหม่มมาสวมจึงเริ่มใช้ชุดชั้นในแบบแหม่มด้วยแต่นิสัยคนไทยชอบพูดย่อๆ จึงเรียกกางเกงชั้นในแบบแหม่มเพียงคำต้นของ "ลิงเจอรี" ว่า "กางเกงลิง

ชุดชั้นในของสตรีในยุค 1940

ลองไปค้นดูประวัติของ lingerie ของฝรั่งอ้างว่า กางเกงชั้นใน lingerie นี้ กำเนิดขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประมาณ ค.ศ. 1922 สาวๆเริ่มใส่กระโปรงสั้น สรวมหมวกตอนกลางคืนก็ออกไปเฉิดฉายในงานเต้นรำ

คำว่า lingerie นี้ มาจาก ภาฝรั่งเศส "lin" ที่หมายถึง linen ลินินเริ่มต้นนั้นการใช้ชุดชั้นใน ก็เพื่อความอบอุ่น เพื่อสุขภาพอวัยวะภายในต่อมาเริ่มมีแฟชั่นพัฒนามากขึ้นอีกคำหนึ่งที่ใช้ คือ panties ก็หมายความถึง lingerie เช่นกันเพราะเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ข้างใน ที่เรียกว่า under wear สำหรับผู้หญิง

panties เริ่มใช้ในยุคที่การปฏิวัติฝรั่งเศสโดย Catherine de Medici ซึ่งเกิดไอเดียที่ต้องการขี่ม้าโดยวิธีการขี่คร่อมเช่นเดียวกับผู้ชายจึงต้องมีเสื้อผ้าที่จะสามารถปกปิดร่างกายได้มิดชิดโดยไม่ต้องโชว์หวอสู่สายตาชาวโลก

กล่าวสั้น ๆ คือ ที่เรียกว่ากางเกงลิง เพราะเป็นกางเกงที่ไม่มีขา และทับศัพย์ของคำว่า "ลิงเจอรี-lingerie" โดยพูดสั้น ๆ ว่าลิง จึงกลายเป็นคำติดปากว่า กางเกงลิงนั่นเอง ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับลิงสักตัวเลย



 

 

 

 

กกต.ยันไปดูงานต่างประเทศไม่ใช่ไปเที่ยว - ชี้ใช้งบปี 57 จึงไม่ขัดนโยบายคสช.

 
 
 

"ทุกคนที่ไป ไม่ได้ไปเที่ยว ไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย"
แล้วรูปที่โพสใน FaceBook ของนายสมชัย มันรูปกำลังทำงานหรือไปเที่ยว
 
 
 
 
วันที่ 14.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่และกกต.ใช้งบประมาณเดินทางไปดูงานกับหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 5 ว่า หลักสูตรพตส.ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการเมืองกับงบประมาณของสำนักงานกกต.ซึ่งพตส.เดินทางไปดูงานเป็นงบประมาณที่ขออนุมัติไว้แล้วตั้งแต่ปี 2557 โดยหลักสูตรของพตส.จะต้องไปทัศนะดูงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อข้อเสนอแนะและนำมาพัฒนาการเลือกตั้ง ยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามงบประมาณที่ขอล่วงหน้าไว้ 6-7 เดือนแล้ว ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่เดินทางไปด้วยจริง ซึ่งไปเพื่ออำนวยความสะดวกและเพื่อบันทึกข้อมูล ทุกคนที่ไป ไม่ได้ไปเที่ยว ไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย


เมื่อถามว่าการไปทัศนะศึกษาต่างประเทศขัดนโยบายคสช.หรือไม่นายภุชงค์ กล่าวว่า คสช.มอบนโยบายไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศในการใช้งบประมาณปี 2558 แต่การเดินทางไปดูงานของพตส.ครั้งนี้ใช้งบประมาณปี 2557และไม่ใช่กกต.หน่วยงานเดียวที่เดินทางไป ก่อนหน้านี้มีหน่วยงานอื่น เช่น ก.พ.สภาฯมหาดไทย เป็นต้น แต่ในงบประมาณปี 2558 ไม่มีการไปทัศนะศึกษาต่างประเทศแน่นอน ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการไปศึกษาดูงานการลงประชามติของสกอตแลนด์เป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปหรือไม่นั้นตนมองว่าโดยหลักการแล้วระบอบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง การไปดูงานครั้งนี้จะสามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทย


นายภุชงค์กล่าวด้วยว่า วันเดียวกันนี้ทางเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เดินทางมาสอบถามสำนักงานกกต.เกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่ผ่านมา ภายหลังได้เดินทางไปตรวจสอบในระดับจังหวัดแล้วพบว่ามีงบประมาณของหน่วยงานนอกไม่ตรงกับที่กกต.ได้ขอไว้ โดยสตง.พบว่ามีถึง 16-18 หน่วยงาน แต่กกต.แจ้งว่ามี 12 หน่วยงาน ตามมติครม.ได้ให้หน่วยงานนอกไปของบประมาณจากสำนักงบฯเอง เช่น ไปรษณีย์ ส่วนกกต.จะเป็นผู้สนับสนุนงบฯ ให้หน่วยงานภายในเท่านั้น เช่น ตำรวจและจังหวัด และในส่วนจังหวัด
 
 
ประเด็นนี้พบว่าไปรษณีย์ไปของบประมาณจากสำนักงบฯโดยตรงในการสนับสนุนงานกกต.ในการส่งเอกสารแจ้งเจ้าบ้านถึง 120 ล้านบาท แต่กกต.ขอไปเพียง 80 ล้านบาท และงบประมาณที่กกต.ขอในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้งบประมาณปี 2554 เป็นหลัก ตัวเลขต่างกันไม่มาก เราได้ติดตามการใช้งบประมาณจากหน่วยงานภายนอกให้รายงานมายังสำนักงาน แต่ที่ยังไม่ได้รับรายงานเพราะมีการเลือกตั้งส.ว.เมื่อวันที่ 30 มี.ค.และเดือน พ.ค.มีการยึดอำนาจ อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะของสตง.กกต.จะนำมาเป็นแนวทางจัดการเลือกตั้งต่อไป  


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE1UTTNORGN5TlE9PQ%3D%3D

 

ต้นปี 57 มีการเลือกตั้ง วันที่ 2 กุมภาพันธ์
ไม่พยายามจัด
เลือกตั้งล้ม ให้จัดใหม่
ก็ไม่พยายามจัด

แล้วพอปลายปี เอางบปี 57 ไปดูงาน
จำเริญ กกต ประเทศไทย

 

 

 จึงเห็นควรว่า ขณะนี้ นักวิชาการและพรรคการเมือง-ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลาย ควรนิ่ง ๆ ไว้ก่อนครับ

กระทู้สนทนา




สื่อที่รู้กันดีว่า  อยู่ได้ด้วยงบประมาณพิเศษจากนักการเมือง   ไม่ใช่เพระการประกอบธุรกิจ
นักการเมืองฝ่ายไหนที่อุ้มสื่อประเภทนี้อยู่  ก็รู้กันดี
กล้าที่จะเล่นข่าวโจมตีขนาดนี้
ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ  ไม่ใช่ธรรมดาที่สื่อจะกล้าในสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้

แสดงว่าสื่อประเภทนี้  มี "อำนาจ" ที่คนโดนวิพากษ์วิจารณ์โจมตีเกรงใจหนุนหลังอยู่  ถึงได้กล้า

นักวิชาการจัดเสวนา    โดนห้าม
โลกไซเบอร์  ตัดต่อรูป    โดนเตือน
ใครวิพากษ์วิจารณ์  จะมีคำเตือน  คำขู่ทันที

แต่กับสื่อประเภทนี้   เงียบกริบ

นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า  กำลังมีการขบเหลี่ยมเฉือนคมกันอยู่

ระหว่างใคร  กับใคร   พวกไหน กับพวกไหน   คงไม่ต้องสาธยาย



หากนักวิชาการ  ประชาชน  พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย  เข้าร่วมขบวนการวิพากษ์วิจารณ์
ก็จะกลายเป็นเครื่องมือทางอ้อมฟรี ๆ ทันที

ศาสตร์ที่ว่า  ศัตรูของศัตรูคือมิตร  ใช้ได้เสมอ

ขณะนี้  ผมจึงเห็นควรว่า  นั่งบนภูดีกว่าครับ
อมยิ้ม01

 

 

 

 

 

 

    ดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก และ น้ำขึ้น-น้ำลง



คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com


ผมฟังวิทยุแจ้งพยากรณ์อากาศแล้วสงสัย 1.เขาบอกเวลาอาทิตย์ขึ้นและอาทิตย์ตก ทำไม มีประโยชน์กับใคร 2.น้ำขึ้นเต็มที่เวลา...นาฬิกา บอกทำไม ใครเอาไปใช้ประโยชน์Khunawuth
ตอบ Khunawuth

การบอกเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในการพยากรณ์อากาศ มีประโยชน์ดังนี้ 1.ประโยชน์ทางด้านอากาศยาน เพื่อให้นักบินพาณิชย์ที่ควบคุมเครื่องบินผ่านเส้นทางมายังประเทศไทยได้ทราบล่วงหน้าว่า ช่วงขณะที่กำลังผ่านประเทศไทยนั้น ท้องฟ้าจะมืดหรือสว่าง 2.ประโยชน์ในการตีความ ในการสืบสวนทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจต้องตีความตามกฎหมายว่า เวลาที่เกิดเหตุเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน เจ้าหน้าที่จะยึดเวลาขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในการตีความ

3.ประโยชน์ในการท่องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวจะไปเฝ้าชมดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก การรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาจึงเป็นประโยชน์แก่นักท่องเที่ยว และที่กรมอุตุฯ ต้องรายงานว่า ดวงอาทิตย์ขึ้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เวลา... ดวงอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต เวลา... จะเปลี่ยนเป็นที่อื่นบ้างได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะจุดดังกล่าวเป็นจุดซึ่งเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเป็นจุดแรกและจุดสุดท้ายของประเทศไทย

ส่วน น้ำขึ้น น้ำลง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ผู้ที่ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำในกิจวัตรประจำวัน เช่น คนเดินเรือ ชาวประมง จำเป็นต้องรู้เวลาน้ำขึ้นน้ำลงในแต่ละวัน โดยน้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติจะขึ้นสูงและลดลงต่ำสลับกันวันละ 2 รอบ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง ทั้งนี้ การที่วัตถุใดๆ จะเคลื่อนที่ได้ จะต้องมีแรงมากระทำกับวัตถุนั้น ในกรณีนี้ น้ำในส่วนต่างๆ ของโลกถูกทำให้เคลื่อนที่โดยแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นจากดวงจันทร์ แรงโน้มถ่วงที่กระทำระหว่างโลกและดวงจันทร์เรียกว่า แรงไทดัล (Tidal force) ซึ่งบนพื้นผิวของโลกแต่ละตำแหน่งได้รับแรงกระทำไม่เท่ากัน

แรงไทดัลทำให้รูปร่างของโลกและดวงจันทร์ไม่เป็นทรงกลมที่สมบูรณ์ ทำให้โลกมีรูปร่างกลมแป้น คือ มีรัศมีในแนวเส้นศูนย์สูตรมากกว่ารัศมีในแนวขั้วโลกเล็กน้อย และทำให้ดวงจันทร์ ซึ่งหันด้านเดียวเข้าหาโลกตลอดเวลา มีแกนกลางค่อนมาทางโลกเล็กน้อย เหตุนี้เองทำให้น้ำซึ่งเป็นองค์ประกอบถึง 2 ใน 3 ของพื้นโลก และเป็นของเหลวเคลื่อนที่ไหลเวียนไปได้ทั่วทั้งโลก ได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์อย่างเห็นได้ชัด น้ำที่อยู่ด้านใกล้กับดวงจันทร์จะถูกแรงดึงดูดดึงเข้าไปหาดวงจันทร์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น (High tide) และเพราะแรงไทดัลกระทำกับทุกๆ ส่วนของโลกไม่เท่ากัน ทำให้น้ำบนโลกที่อยู่อีกด้านหนึ่งที่อยู่ไกลจากดวงจันทร์มากที่สุดได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับทุกที่ จึงเกิดน้ำขึ้นเช่นกัน

ขณะที่เกิดน้ำขึ้นในบริเวณที่อยู่ใกล้และไกลที่สุดจากดวงจันทร์ น้ำลง (Low tide) ก็เกิดขึ้นในอีกสองบริเวณบนโลกที่อยู่ในแนวเส้นตั้งฉากกับเส้นที่ลากระหว่างดวงจันทร์และตำแหน่งที่น้ำขึ้นทั้งสองผ่านจุดศูนย์กลางของโลก ดังนั้น ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรไปรอบโลก ตำแหน่งต่างๆ บนโลกก็จะเกิดน้ำขึ้นสองครั้ง คือ เมื่อดวงจันทร์อยู่เหนือบริเวณนั้นและอยู่ใต้บริเวณนั้นพอดี และเกิดน้ำลงสองครั้งในช่วงเวลาระหว่างน้ำขึ้นแต่ละครั้ง โดยความแตกต่างของระดับน้ำระหว่างการเกิดน้ำขึ้นและน้ำลง อาจสูงถึง 15 เมตรในทะเลเปิดที่มีลักษณะแคบและยาว หรือเพียงแค่ 1 เมตรในทะเลทั่วไป

การประกาศน้ำขึ้นน้ำลงเพื่อประโยชน์ 1.การก่อสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัย การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ที่ใกล้แม่น้ำ ทะเล ควรคำนึงถึงเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง 2.แรงดันจากกระแสน้ำขึ้นและกระแสน้ำลงสามารถนำไปใช้ในระบบชลประทานและการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 3.การประมงชายฝั่ง สามารถจับสัตว์น้ำได้มาก เนื่องมาจากน้ำขึ้น และสัตว์น้ำขึ้นมากินอาหารและขยายพันธุ์ในแหล่งป่าชายเลน 4.กรุงเทพมหานครใช้ประโยชน์ของน้ำขึ้นน้ำลง ในการทำความสะอาดคลอง 

 

 

 

สารพันปัญหาต่างประเทศที่รอต้อนรับ รมว.ต่างประเทศของ คสช. ที่ยูเอ็น

Bugbunny

 

ผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวถึงปัญหาจากต่างประเทศที่ต้องรับความจริงว่า เป็นเรื่องหนักยิ่งสำหรับ รมว.ต่างประเทศ ของ รัฐบาล คสช. พล อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกรณ์ ผู้จะต้องเตรียมตัวตอบคำถามจากสังคมโลก ในการไปร่วมประชุมสหประชาชาติในอีกไม่นานนี้ ปัญหาเหล่านั้นก็เช่น

 

1.การถูกรัฐบาลสหรัฐ ฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการใช้แรงงานทาส กฎหมายสหรัฐนั้นระบุชัดเจนว่า ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ จะต้องมีมาตรการตอบโต้ต่อประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีนี้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน เส้นตายตามกฎหมายใกล้จะมาถึงในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้แล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมเลยจากรัฐบาลประยุทธ นอกจากคำชี้แจงแบบไม่เต็มปากเต็มคำจาก ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เมื่อมีข่าวนี้ วันนี้นายสีหศักดิ์หมดหน้าที่ตอบแล้ว เป็นเรื่องของรัฐมนตรี

2.คำแถลงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารที่ผ่านมา ขององค์การนิรโทษกรรมสากลที่ระบุว่า รัฐบาล คสช.ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายร้อยครั้ง มีพยานหลักฐานจำนวนมากที่ทางองค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุว่าได้มาจากการสำรวจเองขององค์กรและจากตัวผู้ถูกกระทำ การตอบโต้แบบคำพูดของ พล อ.ประยุทธ นั้น ไม่อาจทำให้สังคมโลกเชื่อได้ แต่ยิ่งทำให้มีปฏิกิริยาความไม่พอใจจากสังคมโลกสะท้อนกลับมาแน่ เพราะองค์กรระดับได้รับรางวัลโนเบลอย่าง Amnesty International นั้น ไม่ใช่ที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่ทุกคนจะต้องเงียบเมื่อ ผบ.ทบ.พูด แต่เป็นปัญหาสำหรับ รมว.ต่างประเทศที่จะต้องตอบพวกเขาแน่นอน

3.มีคำถามมากมายต่อข้อมูลการสนทนาที่แท้จริง จากการที่เอกอัครราชทูตบางประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เข้าพบ รมว.ต่างประเทศ หลังรับตำแหน่งว่า ท่านทูตเข้ามาพบด้วยเรื่องใด แน่นอนที่ต้องเริมการสนทนาด้วยคำพูดแสดงความยินดีที่เข้ารับตำแหน่งตามมารยาท แต่หลังจากนั้น คำถามก็คือ มีการปรึกษาหารือกันด้วยเรื่องแนวใด เป็นการแสดงการสนับสนุนรัฐบาล คสช. หรือเป็นการขอความชัดเจนเรื่องในอนาคต เช่นการเร่งรัดให้กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยหรือเรื่องใดกันแน่ เพราะไม่มีการแถลงการณ์ร่วมกันอย่างเป็นทางการภายหลังการเข้าพบเลย

4.สำหรับการต่อต้านทางเศรษฐกิจต่อ คสช.นั้นชัดเจนอยู่แล้ว เช่น การที่ EU ไม่ยอมจัดการเจรจาเรื่องการลดหย่อมภาษี (GSP) กับ คสช. รวมทั้งมาตรการอื่นที่ออกมากดดันทันทีที่มีการรัฐประหาร เรื่อง GSP นั้นสิ้นเดิอนธันวาคมนี้ไทยจะไม่ได้รับการผ่อนปรนทางภาษีจาก EU อีกแล้ว หรือมาตรการไม่เจรจากับตัวแทนรัฐบาล คสช.ของอีกหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐ ญี่ปุ่น ฯลฯ หรือการที่นักลงทุนจากหลายประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตสำคัญหลายอุตสาหกรรมออกจากประเทศไทยไปยังอินโดเนเซีย กับเวียดนามแทน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เรื่องเหล่านี้แม้จะไม่ตรงกับหน้าที่ของ รมว.ต่างประเทศ แต่แน่นอนที่จะต้องถูกนำมาเป็นประเด็นเกี่ยวกับการลงทุนของประเทศไทย

5.เรื่องการคงกฎอัยการศึกไม่ยอมยกเลิกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องโดนนำมาเป็นประเด็นแน่ เพราะในฐานะประเทศที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา กฎอัยการศึกทำให้บริษัทประกันไม่ยอมรับประกันการเดินทาง และไม่มีใครจะเสี่ยง แม้รัฐบาลเผด็จการพยายามอ้างว่าไม่มีปัญหาใด ชีวิตยังคงปกติ แต่นั่นคือการมองเข้าข้างตัวเอง เพราะถ้าไม่มีอะไร ทำไมไม่ยกเลิกการใช้กฎหมายของทหาร รัฐมนตรีคงตอบคำถามนี้ลำบากแน่ โดยเฉพาะเมื่อถูกถามว่า ในเมื่อมีกฎอัยการศึกรักษาความสงบ แต่ทำไมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจึงถูกสังหาร และการแต่งบิกินีริมหาดนั้น กฎอัยการศึกสั่งห้ามด้วยหรือ

ฯลฯ

เรื่องจริงก็คือประเทศไทยไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้ให้ รมว.ต่างประเทศไทยต้องปวดหัวเลยในช่วงที่ประเทศมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ปัญหาทั้งหมดตามมาเป็นระลอกหลังรัฐประหาร ควรยอมรับความจริงกัน

คำถามที่สังคมโลกอาจจะถามหรือไม่ถามก็ได้ แต่ รมว.ต่างประเทศไทยน่าจะตอบยากมากคือคำถามที่ว่า

“ตั้งแต่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นมา มีผู้นำประเทศใดส่งสารมาแสดงความยินดีบ้าง แม้แต่ผู้นำรัฐบาลจากประเทศอาเซียนเพื่อนบ้านเองก็ตาม”

 

 

 

 


จนท.สั่งระงับห้องเรียนปชต.ครั้งที่ 2 มธ.รังสิต - เชิญอาจารย์นิธิ ไปโรงพัก

 

  

 

 

ที่มา มติชนออนไลน์

วันที่ 18 กันยายน 2557 กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ได้จัดกิจกรรม "ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" โดยมีวิทยากร ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์ ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ อาจารย์ ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ คุณภาณุ ตรัยเวช และดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติที่ ห้อง 206 อาคารบรรยายรวม 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ทั้งนี้ ได้มีจดหมายขอความร่วมมือจาก กองบังคับการควบคุม กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ในการงดจัดกิจกรรมดังกล่าวส่งถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยอ้างถึงคำสั่งคสช.ที่ต้องการให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อยไม่สร้างความแตกแยก ลงชื่อโดย พันเอก พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุม กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 แต่อย่างไรก็ตาม ทางคณะผู้จัดงานยืนยันว่าจะจัดกิจกรรมดังกล่าวต่อไป เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ความรู้ประชาชนแลบะนักศึกษาทั่วไป

ทั้งนี้มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ จึงต้องล็อคห้องเรียนที่จะจัดงานในครั้งแรก โดยห้ามเข้าไปใช้เด็ดขาด จึงต้องย้ายมาจัดกันบริเวณโถง บร.1 ด้านล่างอาคารของห้องเรียนดังกล่าว ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชน รวมทั้งนักศึกษาอย่างมาก

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ และ ทหารนอกเครื่องแบบ คอยตรวจตราดูความเรียบร้อยในการจัดกิจกรรม จากนั้นได้เรียกผู้จัดงานไปพูดคุย ขอความร่วมมือ วิทยากร ให้ยุติการจัดงาน ล่าสุด งานเสวนาถูกสั่งให้เลิก ระหว่างที่อาจารย์นิธิกำลังพูดอยู่ ตอนนี้ตำรวจเชิญผู้จัดและวิทยากรไปโรงพัก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น สภ.คลองหลวง แต่ทางผู้จัดงานได้ต่อรองขอให้มีการพูดคุย ณ สถานที่จัดงาน 

 

 

 

 

 

 

               18 ก.ย.2557 สกอตแลนด์จะแยกประเทศ

 
 
 
 
 




 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คนไทยเรียกประเทศอังกฤษ แต่ชื่อเต็มอย่างเป็นทางการของอังกฤษคือ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ประกอบด้วยผู้คนจาก 4 กลุ่มชาติพันธุ์มาอยู่รวมเป็นประเทศเดียวกันคือ อังกฤษ เวลส์ สกอต และไอร์แลนด์เหนือ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ.2557 จะมีการลงประชามติของคนสกอต ว่าจะแยกสกอตแลนด์ไปตั้งเป็นประเทศเอกราชชาติใหม่หรือไม่? ตอนนี้ผู้คนทั้งสองฝ่าย ในสกอตแลนด์ต่างก็รณรงค์เพื่อให้ประชาชนออกไปเลือกตั้งตามที่ฝ่ายตนต้องการ

ฝ่ายที่อยากอยู่กับอังกฤษต่อไป ก็ออกมาโพนทะนาสาธยายว่า สกอตแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรมานานตั้ง 307 ปี จนกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว จะแยกประเทศไปหาพระแสงด้ามยาว ด้ามสั้นทำไมกันอีก?

พวกที่อยากแยกก็บอกว่า เรามีพื้นที่เพียง 1 ใน 3 และประชากรเพียง 1 ใน 10 ของสหราชอาณาจักรก็จริง แต่เรามีเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร คือเมืองเอดินบะระ มีกลาสโกว์เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 3 แยกประเทศออกไปเป็นเอกราชชาติใหม่เมื่อใด เราไปได้โลดแน่ เรามีแม้กระทั่งแอเบอร์ดีนซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าน้ำมันของยุโรป เป็นจุดเชื่อมกับทะเลเหนือ อย่ามาบอกว่า ถ้าสกอตแลนด์แยกไปเป็นเอกราชชาติใหม่แล้วจะไปไม่รอด ต้องบอกว่าสหราชอาณาจักรต่างหากที่จะด้อยลง

ที่เราพูดเช่นนี้ก็เพราะ เมืองในสกอตแลนด์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูง อย่างดันดี ขณะนี้ก็เป็นเมืองที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในทวีปยุโรป หรือเมืองหลวงเก่าของสกอตแลนด์อย่างสเตอร์ลิง ก็มีเขตสูงซึ่งเป็นดินแดนทะเลสาบภูเขาไฟที่กว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยที่สุดในสหราชอาณาจักร

ทรัพยากรมนุษย์ของสกอตแลนด์ก็เด่นมาตั้งแต่ก่อนง่อนชะไร แมกซเวลคิดทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าได้ ลอร์ดเคลวินและแรงคินค้นคว้าหาความจริงเรื่องอุณหพลศาสตร์ได้ เจมส์ วัตต์พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำสำเร็จ จนมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม และทำให้อังกฤษกลายเป็นเจ้าอาณานิคม ชาวสกอตเกิดมาเพื่อพัฒนาโลก ผลงานประดิษฐ์โทรศัพท์ โทรทัศน์ เรดาร์ การคิดค้นยาปฏิชีวนะ พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่ ฯลฯ เป็นของชาวสกอตทั้งนั้น

คนสกอตก็เก่งด้านการเงินการธนาคาร ชาวสกอตนี่แหละเป็นคนค้นคิดตู้เอทีเอ็ม นวัตกรรมทางการเงินอย่างการเบิกเงินเกินบัญชีนี่ ก็คิดโดยชาวสกอต ชาวสกอตเป็นคนเอาระบบทศนิยมมาใช้ในการธนาคาร ผู้ตั้งธนาคารขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของทวีปยุโรป อย่าง HSBC และ RBS หรือแม้แต่ผู้ตั้ง Bank of England ก็เป็นชาวสกอต

แต่ก่อนง่อนชะไร สกอตแลนด์เป็นชาติเอกราช จนกระทั่ง ค.ศ.1603 หรือเมื่อ 411 ปีก่อน พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ ได้ครองบัลลังก์ของกษัตริย์อังกฤษด้วย โดยใช้พระนามว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทำให้ทั้งคนสกอตและคนอังกฤษต้องมามี
พระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน

อีก 104 ปีต่อมาจึงมีการตราพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ.1707 ทำให้ราชอาณาจักรอังกฤษ (ที่มีสกอตแลนด์รวมอยู่ด้วย) กลายเป็นราช-อาณาจักรบริเตนใหญ่

ปัจจุบัน คนสกอตเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ อยู่ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขของรัฐ และนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน เป็นประมุขฝ่ายบริหาร

หากแยกสำเร็จ ประเทศใหม่ของชาวสกอตจะมีพื้นที่ใหญ่ไหม? ตอบว่าก็ 78,772 ตารางกิโลเมตร เขียนให้เห็นภาพก็คือเท่ากับเชียงราย + เชียงใหม่ + ตาก + น่าน + พะเยา + แม่ฮ่องสอน (11,678.4 + 20,107.1 + 16,406.6 + 11,472.1 + 6,335.1 + 12,681.2 =78,680.5 ตารางกิโลเมตร) ประชากรก็เท่า 6 จังหวัดทางเหนือของไทยรวมกัน คือ 5 ล้านคน

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยไอซีเอ็มเปิดผลสำรวจออกมาแล้วครับ ว่าประชาชนหนุนการแยกตัวออกไปเป็นประเทศใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เพิ่มมากถึง 39% แล้ว กว่าจะถึงวันลงประชามติ คนสกอตจะออกมาหนุนเกินครึ่งแน่

ส่วนคนอังกฤษขู่คนสกอตว่า ถ้าคุณแยกออกไปตั้งประเทศใหม่ เราจะไม่ให้คุณใช้เงินสกุลปอนด์สเตอร์ลิง และจะขัดขวางไม่ให้คุณเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป

คนสกอตแลนด์ย้อนกลับว่า........

“แล้วใครเขาไปสนใจในไอ้เรื่องพวกนั้นล่ะ?”

“ไอ้บ้าเอ๊ย!”


http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/412532
 
 
 
 
 
 
 

 

 

ชักเสียว! โพลใหม่พบฝ่ายหนุนสกอตแลนด์แยกตัวจาก UK กำลังจี้ติด

 

 

ไฟแนนเชียลไทม์ส - การรณรงค์คัดค้านสกอตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรยังเดินหน้าอย่างไม่ลดละ แต่โพลใหม่ของ 2 สำนักกลับพบเหลือคะแนนนิยมนำหน้าลดน้อยลงเรื่อยๆ ท่ามกลางการหาเสียงที่เข้มข้นก่อนหน้าการลงประชามติในวันพฤหัสบดีนี้ (18 ก.ย.) อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนคาดหมายว่าท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะโหวตเป็นปึกแผ่นเดียวกันต่อไป

ผลสำรวจความคิดเห็นของของไอซีเอ็ม ที่จัดทำให้แก่หนังสือพิมพ์สกอตส์แมน พบว่าคะแนนนิยมของฝ่ายสนับสนุนอยู่ในสหราชอาณาจักรต่อไป อยู่ที่ร้อยละ 52 ส่วนร้อยละ 48 บอกว่าจะโหวตแยกตัวเป็นเอกราช ถือเป็นการลดระยะห่างเหนือแค่ร้อยละ 4 หลังจากผลสำรวจหนก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ฝ่าย “โหวตโน” คัดค้านการแยกตัว เคยมีคะแนนนำห่างถึงร้อยละ 10 กระนั้นก็ดีทั้งหมดทั้งมวลนี้ ยังไม่นับรวมกับผู้ที่มีสิทธิออกเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนผลสำรวจของ Opinium ที่จัดทำให้กับเดลี เทเลกราฟ ก็พบว่าฝ่ายสนับสนุน “โหวตโน” นำหน้าฝ่ายหนุนหลังการสิ้นสุด 307 ปีแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างอังกฤษและสกอตแลนด์ อยู่ที่ร้อยละ 52 ต่อ 48 เช่นกัน ซึ่งผลโพลของสองสำนักบ่งชี้ว่าการลงประชามติครั้งนี้ยังคงเบียดเสียดกันอย่างสูสี แม้ในตลาดการเงินเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นว่าสกอตแลนด์จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป

ท่ามกลางการรณรงค์หาเสียงที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงประชามติในวันพฤหัสบดี (18 ก.ย.) เหล่านักวิเคราะห์ด้านการเงินบอกว่านักลงทุนกะเก็งกันว่ามีโอกาสแค่เล็กน้อยเท่านั้นสำหรับชาวสกอตต์แลนด์ที่จะโหวตแยกตัว “ไม่มีลูกค้าของเรารายใดที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการแยกตัวของสกอตแลนด์” วาเลนติน มารินอฟ นักยุทธศาสตร์จากซิตี้กรุ๊ปกล่าว

ฝ่ายคัดค้านการแยกตัวเพิ่งโหมเร่งรณรงค์ ภายใต้สโลแกน “Better Together” เมื่อ 10 วันก่่อน หลังมีสัญญาณว่าการรณรงค์แยกตัวเป็นเอกราชของนายอเล็กซ์ ซัลมอนด์ เริ่มเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะที่โพลสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายยังคงสูสี ก็ดูเหมือนว่าสัญญาณการคัดค้านแยกตัวของภาคธุรกิจ จะช่วยคืนชีพให้แก่ฝ่ายที่ต้องการเห็นสหราชอาณาจักรยังคงเดิม

กระนั้นนายซัลมอนด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ ประกาศจะเดินหน้าในวันพุธ (17 ก.ย.) เรียกร้องผู้มีสิทธิ์ออกเสียงปฏิเสธกลยุทธ์สร้างความตื่นกลัวของฝ่ายรณรงค์โหวตโน โดยบอกว่าผู้ลงคะแนนควรคว้าโอกาสที่ยิ่งใหญ่และการมีอำนาจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการลงประชามติในวันพฤหัสบดีนี้ (18 ก.ย.)

ในส่วนของฝ่ายสนับสนุนโหวตโนนั้น นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ให้สัญญาแบบข้ามพรรคว่าจะขยายอำนาจใหม่ๆ แก่รัฐสภาสกอตแลนด์ ความเคลื่อนไหวที่มีเจตนาโน้มน้าวผู้มีสิทธิออกเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมันก็ก่อความขุ่นเคืองแก่เหล่า ส.ส.หัวอนุรักษนิยมของอังกฤษ

 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่ "คนญี่ปุ่น" คนนี้พูดถึงคนไทย นับว่าตรงทุกข้อ ช่างน่าละอายใจนัก 

 
 
 



 

 

สิ่งที่เขาพูดมาไม่ผิดเลยสักข้อ ไม่ควรไปโกรธเขา แต่ควร "ยอมรับ" และ "แก้ไข"

"นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ" ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ระบุว่าไทย ไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน ในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยแสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

1 . "คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก" โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ

2. "การศึกษายังไม่ทันสมัย" คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3. "มองอนาคตไม่เป็น" คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

4. "ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่" ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ

5. "การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่" ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม

6. "การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง" ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว

7. "อิจฉาตาร้อน" สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. "เอ็นจีโอค้านลูกเดียว" เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์ เอ็นจีโอดีๆ ก็มี แต่มีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศไทยเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน

9. "ยังไม่พร้อมในเวทีโลก" การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกประเทศไทยยังขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. "เลี้ยงลูกไม่เป็น" ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

 

 

 


 

 

 

อย่างกะคนญี่ปุ่นมันดีเลิศประเสริฐศรีมณีเด้งมาก บ้าหรือเปล่ามาทำอุ้มบุญเด็กมากกว่า 10 มนุษย์ปกติเขาทำอุ้มบุญเพราะมีลูกตามธรรมชาติยาก และจะทำแค่คนสองคน ไม่ใช่ทำทีเป็นโรงงานผลิตเด็ก คนที่ทำแบบนี้ต้องมีอาการทางจิต ใคนอยากรู้เปิดดูรายการเปิดปม ทางไทยพีบีเอสเทปวันที่ 15 สิงหาคม 2557 เจตนามันส่อไปในทางค้ามนุษย์อยู่แล้ว พวกคนญี่ปุ่นที่ชอบด่า ดูถูกคนไทย หัดมองเงาหัวตัวเองซะบ้างก่อนที่จะด่าใครเขา คนทุกคนเกิดมามีศักดิ์ศรีกันทั้งนั้น ไม่ใช่คนบางคนที่เห็นชีวิตมนุษย์เป็นของเล่น

 

สรุปว่าญี่ปุ่นนี่เป็นชนชาติที่ดี ไม่เคยก่อสงคราม ไม่เคยเข้าไปข่มขืนต่างชาติ
ไม่เคยมีแก๊งค์อาชญากร ไม่มีโสเภณี ...แหม่ มันดีทุกอย่าง เลยมาวิจารณ์คนอื่นเขา
ไอ้คนไทยบางคนมันก็เห็นดีเห็นงาม เกลียดบ้านตัวเอง ถึงกะเรียก "ทุยแลนด์"
เหยียดหยามพวกกันเอง แล้วทำให้ตัวเองดูดีขึ้น ว่างั้น

 

รู้สึกว่า... จริงๆแล้ว จะเป็น คุณวิกรม กรมดิษฐ์ พูดไว้ ตั้งแต่ปี 2550 นะครับ
ออกอากาศทางวิทยุ อสมท.
รายการซีอีโอวิชั่น
10-11 มกราคม 2550

http://www.geranun.com/archives/234

 

                                                  Subaru - Tanimura Shinji

  

 

 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 


บริษัทใหญ่ๆที่หลบภาษี ตามได้หรือเปล่า เอาชื่อเมีย เป็นที่ปรึกษารับเงินเดือน ค่าเอ็นเทอเทน ค่ารถ น้ำมันรถ เอาชื่อพี่น้องมาเป็นพนักงาน มาหักค่าใช้จ่ายบริษัทเพื่อให้กิจการดูมีกำไรน้อยหรือขาดทุนจะได้เสียภาษีน้อย

 

บัญชีรายได้มี2แบบ แบบจริงเอาไว้ดู แบบปลอมเอาไว้ยื่นภาษี บริษัทพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทครอบครัว แถมบางทีมีพวกสรรพากรรับจ้างช่วยทำบัญชีด้วย เหนื่อยนะ ส่วนพวกรากหญ้าก็มีหลายแบบ แบบแผงก๋วยเตี๋ยวขายดีก็เก็บไปเถอะแต่ที่เป็นแผงคนจนเว้นไว้ก็ดี

 

 

 
 
 
 
 
 
 
สิ่งที่คุณไม่เคยรู้....." การลงจอด หรือ landing ของเครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์...!!!!
 
 
                                    ณ.สนามบินสุวรรณภูมิ
  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         แล้วไม่ให้เจ๊งได้งัย!!!...

 

 

   
 
 

guest

Post : 09/09/2014 18:26     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  วาจาของสะใภ้ใหม่

  

วันอังคารที่ 16 กันยายน 2557 เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 10

 

 


 

                      

 

 

  

 

 

 

 

วาจาของสะใภ้ใหม่

 

 
ภิกษุทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือนหญิงสะใภ้ใหม่
อันเขาเพิ่งนำมาชั่วคืนชั่ววัน
ตลอดเวลาเท่านั้น ก็ยังมีความละอาย
และความกลัวที่ดำรงไว้ได้อย่างเข้มแข็ง
ในแม่ผัวบ้าง ในพ่อผัวบ้าง ในสามีบ้าง
แม้ที่สุดแต่ในทาสกรรมกรคนใช้.
 
ครั้นล่วงไปโดยสมัยอื่น
เพราะอาศัยความคุ้นเคยกัน
หญิงสะใภ้นั้น
ก็ตวาดแม่ผัวบ้าง พ่อผัวบ้าง แม้แต่กะสามีว่า
“หลีกไป ๆ พวกแกจะรู้อะไร”
นี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น :
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้
ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือนได้ชั่วคืนชั่ววัน
ตลอดเวลาเพียงเท่านั้น
หิริและโอตตัปปะของเธอนั้น
ยังดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง
ในภิกษุ ในภิกษุณี ในอุบาสก ในอุบาสิกา
แม้ที่สุดแต่ในคนวัดและสามเณร.

ครั้นล่วงไปโดยสมัยอื่น เพราะอาศัยความคุ้นเคยกัน
เธอก็กล่าว ตวาดอาจารย์บ้าง อุปัชฌาย์บ้างว่า
“หลีกไป ๆพวกท่านจะรู้อะไร” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้
เธอทั้งหลายพึงทำการฝึกหัดศึกษาอย่างนี้ว่า
“เราจักอยู่อย่างมีจิตเสมอกันกับหญิงสะใภ้ใหม่
ผู้มาแล้วไม่นาน” ดังนี้.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๐๐/๗๓

 

 

 

พุทธวจน

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                      อินโดฯล้มโครงการซื้อรถหรูรับครม.ใหม่

 

 

เลขาธิการ ครม.อินโดฯสั่งล้มโครงการซื้อรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง ครม.ชุดใหม่ หลังว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียลั่นอยากให้ใช้รถประจำตำแหน่งคันเดิม เพื่อประหยัดเงินงบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่านายซูดิ ศิลาลาฮี เลขาธิการสำนักประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย ตัดสินใจยกเลิกโครงการจัดซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มูลค่า 92,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 230 ล้านบาท) เพื่อใช้เป็นรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี อดีตประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่ง หลังจากนายโจโก วิโดโด หรือโจโกวี ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา และว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้ หลังจากมีเสียงวิจารณ์จากประชาชนว่ารัฐบาลใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินไป


ประกอบกับดำริของนายโจโกวี ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องการให้บุคคลในคณะรัฐบาลใช้รถยนต์โตโยต้า คราวน์ มูลค่าคันละ 1,200 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 3 ล้านบาท) ที่จัดซื้อมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เป็นรถประจำตำแหน่งต่อไปเพื่อประหยัดเงินงบประมาณของประเทศ

โครงการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งเดินหน้าจนถึงขั้นตอนหลังการประมูลจัดหาและได้ผู้จัดหารถยนต์ประจำตำแหน่งให้แก่คณะรัฐบาลแล้ว โดยบริษัท พีที เมอร์เซเดส-เบนซ์ อินโดนีเซียเป็นผู้ชนะการประมูลครั้งนี้ แต่ต้องถูกยกเลิกในที่สุด

ทั้งนี้ ระหว่างการดำเนินโครงการจัดซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคณะรัฐบาล ก็มีเสียงวิจารณ์จากประชาชนอย่างมาก แม้เลขาธิการสำนักประธานาธิบดีจะยืนยันว่ามูลค่ารถยนต์หรูจากเยอรมนีนั้นมีราคาถูกกว่ารถยนต์ญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า แต่ไม่เปิดเผยว่าราคาที่แตกต่างกันมีจำนวนเท่าไหร่

ด้านนายโจโกวี ที่ขี่รถจักรยานมาทำงานที่ศาลาว่าการกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า ตนเคยกล่าวกับเลขาธิการสำนักประธานาธิบดีถึงเรื่องการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งแล้วว่า ตนต้องการใช้รถยนต์คันเดิม เพราะยังมีสภาพที่ดี และต้องการให้คณะรัฐมนตรีทุกคนตระหนักถึงการใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งในแต่ละวันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ก่อนหน้านี้ นายโจโกวียังเรียกร้องให้ศาลฎีกาล้มกฎหมายที่เป็นเกราะป้องกันนักการเมืองจากการถูกตรวจสอบความผิดการฉ้อฉล ที่ระบุให้ผู้ที่ต้องการตรวจสอบนักการเมืองต้องขอรับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิเศษแห่งสภาก่อนที่จะทำการสอบสวนการคอร์รัปชั่นหรืออาชญากรรมอื่นๆ ของนักการเมืองในสภาได้

ประธานธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน เป็นผู้ลงนามผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่รัฐบาลนายยูโดโยโนถูกกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่น ฉ้อฉลบ่อยครัง รวมทั้งล่าสุดที่นายเจโร วาซิค รัฐมนตรีพลังงาน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีข่มขู่และรับสินบนมูลค่า 841,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25 ล้านบาท)

 

 

 

 ประวัติรถBenz


เมร์เซเดส-เบนซ์ หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า เบนซ์ นับเป็นรถเยอรมันุคณภาพเยี่ยมอีกยี่ห้อหนึ่ง สัญลักษณ์ของรถยี่ห้อนี้ เป็นรูปดาวสามแฉกล้อมรอบด้วยวงกลม ผู้ผลิตรถเมร์เซเดส-เบนซ์ คือ บริษัท ไดมเลร์-เบนซ์ อาเก ( DAIMLER-BENZ AG) แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป ภายใน บริษัท ไดมเลร์-เบนซ์ อาเก ถือกำเนิดในปี 1926 โดยเป็นผลลัพธ์จากการรวมตัวของผู้ผลิตรถยนต์สองรายที่มีบทบาทอย่างสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ยุคบุกเบิก คือ บริษัท DAIMLER MOTORENGESELLS- CHAFT ซึ่ง โกทท์ลีบ ไดมเลร์ (GOTTLIEB DAIMLER) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ผู้ประดิษฐ์รถยนต์สี่ล้อคันแรกของโลก ก่อตั้งเมื่อปี 1890 กับบริษัท BENZ & CIE ของคาร์ล เบนซ์ (CARL BENZ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกที่ผลิตรถยนต์ออกจำหน่าย และขณะที่รวมกิจการเข้าด้วยกันโกทท์ลีบ ไดมเลร์ได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปี

 

ส่วนชื่อ เมร์เซเดส (MERCEDES) ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อรถนั้น มีจุดเริ่มต้นในปีที่โกทท์ลีบ ไดมเลร์ถึงแก่กรรมเมื่อ วิลเฮล์มมายบัค (WILHELM MAYBACH) ผู้สืบทอดกิจการจากโกทท์ลีบ ไดมเลร์ได้ตั้งขื่อรถขนาด 35 แรงม้า ที่ส่งเข้าแข่งขันและได้รับชัยชนะที่เมืองนีศ ในประเทศผรั่งเศสว่า “เมร์เซเดส” ตามชื่อธิดาคนโตของเอมิลเจลลิเนค (EMIL JELLNEK) นายธานคารชาวออสเตรียซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถให้แก่ไดมเลร์ในขณะนั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเมร์เซเดสก็ได้กลายชื่อยี่ห้อรถของไดมเลร์ ครั้นเมื่อรวมกิจการเข้ากับเบนซ์ในอีก 26 ปีต่อมา รถที่บริษัทใหม่นี้ผลิตออกจำหน่ายก็ใช้ชื่อ “เมร์เซเดส-เบนซ์” และใช้เครื่องหมายดาวสามแฉกล้อมรอบด้วยวงกลมเป็นสัญลักษณ์ติดต่อกันมาตราบจนปัจจุบัน ไดมเลร์-เบนซ์ นับเป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ที่สามารถประยุกต์ขบวนการผลิตแบบ MASS PRODUCTION หรือ “มวลผลิต” เข้ากับการผลิตรถระดับหรู หรือ EXOTIC CAR ปัจจุบัน ไดมเลร์-เบนซ์ มีฐานะเป็นบริษัทอุตสาหกรรมที่มียอดขายสูงสุดของเยอรมนี

 

ในปี 1990 ไดมเลร์-เบนซ์ ทำยอดขายได้รวมทั้งสินประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1989 เป็นต้นมา ไดมเลร์-เบนซ์ ได้แยกกิจการผลิตรถยนต์ออกเป็นบริษัทเอกเทศมีชื่อว่าบริษัท เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก (MERCEDES-BENZ AG) บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นใหม่นี้ มีฐานะเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของเยอรมนี ในปี 1990 เมร์เซเดส-เบนซ์ผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดรวมทั้งสิ้น 574,395 คันและมีรายได้จากการขายรถยนต์นั่งรวมทั้งสิ้นประมาณ 568,000 ล้านบาท ปัจจุบัน เมร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายรวม 4 อนุกรม คือ อนุกรม ดับบลิว 201 (W201) อนุกรม ดับบลิว 124 (W124) อนุกรม ดับบลิว 140 (W140) และอนุกรม อาร์ 129 (R 129) เมร์เซเดส-เบนซ์ มีโรงงานในเยอรมนีรวม 11 โรง มีบริษัทสาขารวม 43 บริษัท มีพนักงานในเยอรนีมากกว่า 182,000 คน และมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 235,000 คัน

 

ชื่อบริษัท: เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก (MERCEDES-BENZ AG)
ก่อตั้ง: ค.ศ. 1926
สำนักงานใหญ่: MERCEDESSTRASSE 136, 7000 STUTTGART 60, GERMANY,
ประธานบริษัท: ศาสตราจารย์ ดร.เวร์เนร์ นีฟเฟร์ (PROF.DR.WERNER NIEFER) โรงงานในเยอรมนี: 11 โรงงาน
จำนวนพนักงาน: ประมาณ 235,000 คน

 

  

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    หญิงอินเดียถูกกักขังกว่า 3 ปี เหตุจ่ายสินสอดไม่ครบ

 

 

 

                    หญิงอินเดียถูกกักขังกว่า 3 ปี เหตุจ่ายสินสอดไม่ครบ

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศอินเดียได้เข้าช่วยเหลือนางกุนจา เทวี หญิงวัย 25 ปี คืนสู่อิสรภาพ ภายหลังถูกครอบครัวสามีกักขังในบ้านกว่า 3 ปี ภายในเมืองดาร์บันกา แคว้นพิหาร เนื่องจากพ่อแม่ของเธอไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายสามีให้ครบจำนวน และเธอยังถูกกีดกันไม่ให้พบหน้าลูกสาวของเธอซึ่งขณะนี้มีอายุ 3 ขวบอีกด้วย

 

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ก็พบเจอ นางเทวี อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก โดยเธอถูกขังอยู่ภายในห้องน้ำที่มืดและสกปรก ก่อนที่ตำรวจจะเข้าไปนำตัวเธอออกมา แต่ถึงขณะนี้ นางเทวี มีอาการปลอดภัยและได้รับการดูแลจากพ่อของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

นางกุนจา ถือเป็นเหยื่อประเพณีของชาวอินเดียที่ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวต้องเป็นผู้นำสินสอดไม่ว่าจะเป็น เงินสด, เสื้อผ้า หรือเครื่องเพชร มาสู่ขอฝ่ายชายนั้นถูกปฏิบัติต่อกันมาอย่างแพร่หลายนานกว่าหลายร้อยปี แต่ธรรมเนียมได้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ขณะที่ประเมินกันว่าในแต่ละปีมีผู้หญิงชาวอินเดียกว่า 1 พันคน ต้องถูกสังหารจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับจำนวนของสินสอดดังกล่าว ทางด้านกลุ่มรณรงค์ต่อต้านออกมากล่าวว่า ประเพณีดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงชาวอินเดียมีความเสี่ยงที่จะได้รับความรุนแรงและอาจนำไปสู่ความตายได้

 

 

สังคมไทยเราสมัยนี้เรียกได้ว่าผู้หญิงอย่างเรามีสิทธิเท่าเทียมผู้ชายแทบทุกอย่าง เพราะผู้หญิงปัจจุบันนั้นมีสิทธิ์แสดงความเห็นต่างๆ มีความกล้าแสดงออกมากกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าเป็นวัยรุ่นทั่วไปที่เห็นได้ง่ายที่สุดเลยก็คือผู้หญิงกล้าแสดงหรือเปิดเผยความรักต่อผู้ชายมากขึ้น จนบางคนอาจจะโดนเพื่อนแซวว่า "ทำเหมือนผู้หญิงอินเดียเลยนะ" เพราะหลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าประเพณีแต่งงานของอินเดียนั้นผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้ชาย เอ๊ะ...ว่าแต่เรื่องนี้จริงหรือไม่

ซึ่งเป็นความเชื่อเรื่องการแต่งงานของชาวฮินดูที่ว่า เมื่อถึงคราวที่ผู้หญิงถึงวัยที่ควรแต่งงาน ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงก็จะเป็นคนหาเจ้าบ่าวหรือคู่ครองให้แก่บุตรสาว เมื่อเจอกับผู้ชายที่เล็งหมายปองไว้แล้วก็จะส่งพ่อสื่อไปทำการเจรจา ซึ่งฝ่ายชายก็จะเรียกสินสอดตามที่ต้องการ ถ้าหากฝ่ายหญิงสามารถเสียค่าสินสอดตามที่ฝ่ายชายต้องการได้ ก็ถือว่าตกล่องปล่องชิ้นกัน แต่ถ้าไม่สามารถจ่ายค่าสินสอดตามที่ฝ่ายชายต้องการได้ก็ต้องหาผู้ชายคนใหม่ที่จะมาแต่งงานด้วยต่อไป

แต่สำหรับพิธีงานวิวาห์นั้น ส่วนมากทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องช่วยกันออกค่าใช้จ่ายสำหรับงานวิวาห์ หรืออาจจะแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกแต่ฝ่ายเดียวก็ได้

 

เด็กดีดอทคอม :: จริงเหรอ? ที่ว่าผู้หญิงอินเดียต้องขอผู้ชายแต่งงาน; tags: ประเพณี, คู่รัก, แต่งงาน, อินเดีย, india 

 

 

และการแต่งงานนั้นเน้นฤกษ์ยามมากๆ คือต้องแต่งภายในวันมงคลตามฤกษ์ยามเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่

- 15 ม.ค. - 15 ก.พ.
- 15 มี.ค. - 15 เม.ย.
- 15 พ.ค. - 15 มิ.ย.
- 15 ต. ค. - 15 พ.ย.

นอกเหนือจากช่วงเวลาข้างต้นแล้วถือว่าเป็นเวลาต้องห้าม ห้ามแต่งงานโดยเด็ดขาดเลยล่ะค่ะ
ส่วนช่วงเวลาที่คนนิยมแต่งงานมากที่สุดก็คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมนั่นเอง
 

   

 เด็กดีดอทคอม :: จริงเหรอ? ที่ว่าผู้หญิงอินเดียต้องขอผู้ชายแต่งงาน; tags: ประเพณี, คู่รัก, แต่งงาน, อินเดีย, india

 

 

 เรื่องเหลือเชื่อของการแต่งงานในสังคมอินเดีย

- ผู้หญิงที่ไม่มีสามี หรือมีสามีแล้วแต่ไม่มีลูกถือว่าเป็นผู้หญิงที่อาภัพ เป็นที่รังเกียจของสังคม เมื่อตายแล้วจะต้องตกนรก
ผู้ชายก็เช่นดียวกัน หากไม่ได้แต่งงานถือว่าเป็นคนดิบ (เหมือนในสังคมไทยที่ว่าผู้ชายคนใดยังไม่บวชถือว่าเป็นคนดิบ)มิฉะนั้นเวลาตายไป จะถูกเอาไปให้แร้งกากิน ไม่ได้ถูกนำศพไปเผาตามพิธีที่ถูกต้อง

- การแต่งงานในบางเมืองมีพิธีแปลกๆ เช่น ถ้าผู้หญิงแอบชอบผู้ชายคนไหน ก็จะชวนเพื่อน 3-4 คน ไปดักรอและฉุดผู้ชายคนนั้น ซึ่งผู้ชายก็จำเป็นต้องยอม หนีไม่ได้ มิฉะนั้นจะถือว่าผิดผี

- พิธีแต่งงานของชาวเมืองคุชราตเชื่อว่า จะจัดงานแต่งงานได้ทุกๆ 12 ปี คือ 12 ปี จะมีปีเดียวที่สามารถจัดงานแต่งงานได้ เพราะฉะนั้นลูกเด็กเล็กแดงแม้อายุจะ 4-5 ขวบ แต่ก็อาจจะถูกจับหมั้นหมายแต่งงาน เพราะไม่อย่างนั้นต้องรออีก 12 ปีถึงจะแต่งงานได้

- ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะมาก ดังนั้นผู้ชายก็มีตัวเลือกมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ผู้หญิงที่ไม่สวยหรือไม่รวยก็มักจะหาคู่ยาก ดังนั้นทุกวันนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ของอินเดีย จึงมักมีประกาศโฆษณาหาคู่ของผู้หญิงอินเดียอยู่บ่อยๆ

 

 

 

 

 

 

 ผู้หญิงอินเดีย:มุมมองในปัจจุบัน .


 


 

                                    
 

 

 

“ผู้หญิง” คือ “เพศแม่” เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตบนโลกมนุษย์ หากไม่มีแม่ผู้ให้กำเนิดโลกคงไม่มี ดังนั้นทรรศนะของฮินดู จึงถือว่าเพศหญิง คือ ศักติ ผู้มีอำนาจเหนือเพศชาย คือศิวะ, พระเจ้า ตรงกับแนวความคิดเรื่องปุรุษ และปรากฤต ทั้งสองความเห็นให้ความสำคัญกับศักติหรือปรากฤต ว่ามีอำนาจกระตุ้นให้พระเจ้ามีพลังสร้างขึ้นมาได้

 

เรื่องสิทธิสตรี เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันทุกประเทศ ทุกมุมโลก บทความนี้กล่าวเฉพาะผู้หญิงอินเดีย ก็เพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้านไทยเรา โดยศึกษาบางประเด็น เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย

 

หนังสือCulture Shock! India คือที่มาของบทความนี้ มีเนื้อหาที่พูดถึงผู้หญิงในอินเดียค่อนข้างจะตรง เพราะมองจากเหตุการณ์ วิกฤติการณ์ของระบบ Dowry ในปัจจุบัน แม้ระบบPurdahนั้นก็เป็นเรื่องเฉพาะของศาสนาอิสลาม เป็นประเพณีดั้งเดิม นิยมปฏิบัติกันมากโดยเฉพาะในเมืองราชสถาน(Rajasthan)ส่วนSatiนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญของศาสนาฮินดูเพราะปฏิบัติตามคำสอนในพระเวทที่ว่า

 

“หญิงที่ปฏิบัติสามีจนตัวตายนั้นจะช่วยชำระบาปของญาติทั้ง ๓ฝ่าย คือของบิดา ของมารดา และครอบครัวสามีตนเอง” ประมาณปี พ.ศ.๒๓๔๓(ค.ศ.๑๘๐๐) ได้มีการต่อต้านรุนแรงต่อประเพณีนี้ โดยกลุ่มนักสอนศาสนา(Missionary)และประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วย จนเป็นเหตุให้รัฐบาลในสมัยนั้นต้องตรากฎหมายขึ้นเรียกว่า “Sati Regulation Act of1829” (พ.ศ.๒๓๗๒)อนึ่งเพราะการถือปฏิบัติผิดหลักประเพณีของระบบ Dowry ดั้งเดิม จึงเกิดกฎหมายเพื่อปกป้องฝ่ายหญิง เรียกว่า“Dowry Prohibition Act 1961”(พ.ศ. ๒๐๔๐)ขึ้นมา

 

สภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน

 

ถ้าใครคิดที่จะมองภาพตัวอย่างที่ชัดเจนของความเป็นหญิงชาวอินเดีย ละก็คงหาภาพที่สวยงามพร้อมปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนหวาน เหมือนแผ่นโฆษณาท่องเที่ยวนั้นคงมิได้แน่ เพราะคงเห็นแต่ภาพของหญิงเหล็กที่ทูนวัสดุที่มีน้ำหนัก เช่น ก้อนอิฐ,หม้อน้ำ, ฟืน หรือไม่ก็หญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ไว้บนศีรษะกำลังเดินหลังแข็งทื่อไป

 


ทั้งนี้เพราะว่า หญิงยากจนต้องทำงานหนักด้วยความจำเป็นอย่างสุดๆ โดยเฉลี่ยต้องทำงานหนักมากกว่าหญิงวัยทำงานวัยเดียวกัน เมื่อเทียบกับหญิงในประเทศอื่น อาชีพที่หญิงต้องลงไปทุบหินในบ่อ ขุดแร่ ทำการจักสาน ปั้นหม้อดิน หว่านข้าวกล้า พรวนดินและเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่ เป็นงานที่เพิ่มจากงานในบ้านตามปกติ คือ ไปตักน้ำ เก็บฟืนและหญ้าเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน และเลี้ยงลูก

 

ตามเขตเมืองต่างๆ เราจะเห็นผู้หญิงวรรณะต่ำ ทำงานก่อสร้าง ใช้ศีรษะทูนอิฐ พร้อมอุ้มลูกไว้ที่สะเอวข้างหนึ่ง เดินไต่ขึ้นลงบันไดที่ล่อแหลมต่ออันตรายอย่างยิ่ง ผู้หญิงต้องทำงานที่ไม่ถนัด เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่มีค่าจ้าเพียงเล็กน้อย ทั้งๆที่บางครั้งมีครรภ์ หรือแม้แต่ต้องเลี้ยงลูกไปพลางทำงานไปพลางก็ตาม จะพบเห็นผู้หญิงเหล่านี้ตามที่สาธารณะได้ยาก เพราะผู้หญิงมิได้ถูกจัดไว้ในกลุ่มที่ทัดเทียมระดับเดียวกันเลย ดังนั้นจึงมีความแตกต่างมากมาย หลายระดับตามชั้น วรรณะ และฐานความคิดความเชื่อของแต่ละรัฐ

 

ในสังคมยุคใหม่ ตามเขตเมือง เช่น เมืองเดลี มีเจ้าสาวถูกเผาโดยปราศจากเหตุผลที่จะรักษาประเพณีดั่งเดิม เพื่อทีวีหรือตู้เย็นตัวใหม่เท่านั้น อัตราเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งรายต่อวัน ตามภาคเหนือของอินเดีย ซึ่งในอดีตตกเป็นของชนชั้นปกครองมุสลิม ปัจจุบันยังมีการถือระบบศักดินา และเชื้อพระวงศ์อยู่ ส่วนทางภาคใต้จะรักษาระบบความเสมอภาคมากกว่า ในสังคมของชนเผ่าต่างๆ บางเผ่า จะปรากฏเรื่องอิทธิพลของการแบ่งเพศ แบ่งวรรณะ รุนแรงมากกว่าภาคตะวันตกของอินเดีย เช่นที่เมืองราชสถาน เมื่อไม่นานมีผู้หญิงท่านหนึ่งถูกเผาบนกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ในพิธีเผาศพสามีของเธอ คาดว่าเป็นไปตามความเชื่ออย่างเคร่งครัดของประเพณีโบราณ

 

ผู้หญิงวรรณะต่ำ อาจจะมีอำนาจในการตัดสินเพิ่มมากขึ้นก็ได้ หากว่าเธอได้สมาคมกับผู้หญิงในวรรณะสูง เพราะว่าสถานภาพทางสังคม ทางครอบครัวนั้น มักจะถือเอาตามเหตุการณ์ที่พวกตนจะรักษาผลประโยชน์ด้านแรงงาน หรือการไม่ต้องทำงาน หรือแม้แต่การกักกันไว้เพื่อใช้งานเป็นต้น

 

การสูญเสียอิสรภาพอีกอย่างก็คือ ผู้หญิงต้องทนลำบากเพื่อแลกกับความสุขสบาย แม้ผู้หญิงวรรณะสูงก็ตาม ต้องทุกข์ทรมานเพราะข้อปฏิบัติทางประเพณีที่กดดันสตรีเพศ เช่น ประเพณีPurdah และSati หรือแม้แต่การแต่งงานตั้งแต่เป็นเด็ก การไม่ยอมรับความเป็นหญิงหม้ายในสังคม

 

การฆ่าทารกเพศหญิง และการทำแท้งในกรณีที่ตั้งครรภ์เพราะขาดความรู้ในการมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นแรงกดดันผู้หญิงในอินเดีย ให้มีแต่ทารกเพศชายเท่านั้น เพราะว่าลูกชายเท่านั้นที่จะสืบทอดมรดก หรือประกอบพิธีเผาศพบิดามารดาได้ เพราะมีความเชื่อว่า เขาจะช่วยให้วิญญาณมีความปลอดภัย เดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ อีกอย่าง ลุกชายเท่านั้นที่จะนำค่าDowry มาได้ เพราะครอบครัวฝ่ายหญิงต้องจ่ายให้เท่าราคาที่อาจจะทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงล่มจมก็ได้ แม้ในสังคมของชนเผ่าต่างๆบางเผ่า จะถือประเพณีที่ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายหญิงก็ตาม แต่ก็ยังมีปะเพณีเก็บค่าDowry อยู่เหมือนเดิม แต่ภาคใต้ของอินเดีย ผู้หญิงและผู้ชายค่อนข้างมีเสรีภาพในการพบปะสังสรรค์มากกว่าทางภาคเหนือ ในเขตเมืองใหญ่ๆ เช่นเดลี บอมเบย์(มุมไบ) กัลกัตต้า(โกลกาต้า)มาทราส(เซียนไน) เป็นต้น ผู้หญิงมีการศึกษาแล้ว นักแสดง นักกฎหมาย เป็นต้น จะมีเสรีภาพมากขึ้น ไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก ไม่ต้องใช้ผ้าคลุมหน้าตัวเองอีกต่อไป

 

ผู้หญิงในอินเดีย สามารถทำงานในตำแหน่งสำคัญๆได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า เธอ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญมาก่อน เช่น นางอินธิรา คานธี ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอินเดีย เพราะเธอเป็นลูกสาวของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ศรีเยาวหราล เนหรู,นางมเนกา คานธี ได้เป็นรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม เพราะว่าเธอเป็นภรรยาหม้ายของนายสัญชัย คานธี บุตรของนางอินธิรา คานธี ดังนั้นในปัจจุบันหากผู้หญิงไม่มีบุคคลสำคัญหนุนหลังอยู่ ก็อาจถูกทอดทิ้งไป

 

ในยุคพระเวท ผู้หญิงมีบทบาททัดเทียมผู้ชาย คือสามารถเป็นนักบวชได้ และถ้าเป็นหม้ายก็จะสามารถกลับแต่งงานใหม่ได้ แต่ปัจจุบันความสำคัญได้ลดลงไป จนเหลือแต่เพียงว่า เธอต้องนั่งใกล้สามีในเวลาทำพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น

 

ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ผู้หญิงเป็นทั้งผู้ควรแก่การบูชา และเป็นอันตรายต่อพิธีการบูชา ข้อห้ามสำหรับผู้หญิงมีประจำเดือน(ระดู)ในสมัยก่อน ก็คือ เธอจะถูกให้ออกไปอยู่นอกบ้านประมาณ ๓ วัน แต่ปัจจุบันในครอบครัวที่เคร่งศาสนามากๆ จะห้ามผู้หญิงมีระดูเข้าครัว ห้ามจับต้องเกลือ ห้ามไปวัด ห้ามเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย ตามความเชื่อเรื่องเทพเจ้าและสิ่งลึกลับ ถือว่าพระเจ้าต้องเพศชาย และไร้อำนาจ หากแต่ได้อาศัยอิทธิพลของศักติ ต้องอาศัยเพศหญิงจึงจะมีพลังสร้างที่สมบูรณ์

 

ความเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับระบบ Dowry, PurdahและSati

 

จากข้อความที่กล่าวข้างต้น มีนัยว่าสังคมอินเดียไม่น่าอยู่เสียเลย ดังนั้นเพื่อให้เกิดมุมมองที่เป็นธรรมกับครอบครัวชาวฮินดูอื่นๆ ที่รักษาประเพณีถูกต้อง ทำให้สังคมอินเดียน่าอยู่ จึงต้องขยายความในตอนนี้

 

คำว่าDowry ไม่ได้หมายถึง สินสอด หรือ สินสมรส เพราะความหมายเดิมเกิดจากตระกูลราชบุตร ที่เป็นนักรบ ในเมืองราชสถาน(Rajasthan) เมื่อรบชนะข้าศึก ก็จะได้เครื่องบรรณาการต่างๆ พร้อมทั้งได้หญิงสาวจากเมืองขึ้นมาครอบครอง ปัจจุบันแต่ละครอบครัวต้องแบ่งสมบัติให้ลูกๆ โดยเฉพาะลูกสาวที่จะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายชายหลังจากแต่งงานแล้ว สมบัติก้อนนี้ถือเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัวฝ่ายหญิง เพื่อที่ลูกสาวตนจะได้ไม่เป็นภาระของครอบครัวฝ่ายชายมากเกินไป ที่สำคัญคล้ายจะบอกว่า ลูกสาวตนมิได้มาอาศัยฝ่ายชายถ่ายเดียวนะ จากความหมายที่ดีนี้ Dowryคือสมบัติฝ่ายหญิงที่ได้มาจากครอบครัวของตนเพื่อจะไปมีครอบครัว มิได้หมายถึง “ค่าตัวเพื่อซื้อฝ่ายชาย” แต่อย่างใดเลย

 

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ครอบครัวอินเดีย บางครอบครัวของฝ่ายชาย ได้เรียกร้องค่าDowry มากมายตามที่ตนอยากจะได้ บ่อยครั้งที่ทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงต้องล่มจมเป็นหนี้ก็มี(บางครั้งเมื่อทำการสู่ขอ ตกลงเรื่องDowryไว้แล้ว แต่เมื่อถึงวันแต่งงานฝ่ายชายเรียกร้องเพิ่มอีกก็มี ซึ่งฝ่ายหญิงก็ต้องจำยอม)

 

คำDowryนี้ สอ เสถบุตร แปลว่า“สินเดิมของฝ่ายหญิงที่นำติดตัวมาเพื่อสมรส”นี่คือความหมายที่แท้และดั้งเดิม แต่หลายท่านแปลว่า “ค่าสินสอด”นี่ผิดทั้งในความหมายประเพณีดั้งเดิม และการนำคำว่า “สินสอด”มาใช้ผิดความหมาย เพราะคำนี้ หมายความว่า ฝายชายต้องมอบให้ฝ่ายหญิง

 

ระบบPurdah

               

 

 

Purdah หมายถึง ผ้าม่าน คือผ้าที่ต้องใช้คลุมหน้า และความหมายหนึ่งคือการปิดกั้นสิทธิของผู้หญิงในสังคมเดิมที่เป็นประเพณีของผู้หญิงชาวมุสลิมในเมืองราชสถาน(Rajasthan)มาจนถึงทุกวันนี้ การคลุมหน้าด้วยผ้าม่านนั้นปฎิบัติกันทั่วไปไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมในรัฐใดก็ตาม สามารถพบเห็นภาพเช่นนี้อยู่เสมอ ตามร้านค้า บนรถที่วิ่งไปตามท้องถนน นั่นคือผู้หญิงมุสลิมจะแต่งกายด้วยผ้าสีดำเข้มและคลุมศีรษะทั้งหมดจนไม่สามารถเห็นใบหน้าและรอยยิ้มเลย ประเพณีผู้หญิงฮินดูไม่นิยมปฏิบัติ

 

ผู้หญิงฮินดูนิยมใส่แต่สาหรีและชุด Salwar ไม่ได้คลุมหน้า ชุดนี้จะมีผ้าชิ้นยาวเรียกว่าDupatta เหมือนสะใบสำหรับพาดบนไหล่ ให้ปลายทั้งสองห้อยลงมาด้านหลัง ให้ช่วงกลางปกปิดตรงคอและหน้าอกพอดี สำหรับผ้าสาหรีนั้น ผู้นุ่งต้องจำด้านบนสุดและด้านล่างไว้ให้ดี เพราะด้านบนต้องให้อยู่ช่วงลำตัวขึ้นไปถึงศีรษะ ส่วนด้านล่างที่เรียกว่า Phalใช้นุ่งอย่านุ่งสับล่างสับบน

 

ระบบSati

 

 

Satiหมายถึงผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นต่อประเพณี คือผู้หญิงในวรรณะสูงต้องทำอัตวินิบาตกรรม ในพิธีเผาศพของสามีตัวเอง เพื่อที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาประเพณีอย่างเคร่งครัด ผู้หญิงวรรณะสูงต้องแต่งงานเมื่ออายุยังเยาว์ และน้อยคนที่จะได้กลับมาแต่งงานใหม่ หากเธอเป็นหม้าย

 

ระบบSatiเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๑(ค.ศ.๑๙๘๘)หรือราว๑๒ปีที่ผ่านมา ที่เมืองราชสถาน มีผู้หญิงชื่อRoop Kanwas ถูกเผาเพื่อรักษาระบบนี้ อนึ่งในราว พ.ศ.๒๑๕๘-๒๑๖๑(ค.ศ.๑๘๑๕-๑๘๑๘)เป็นสมัยที่ผู้หญิงปฎิบัติตามประเพณีSati กันมาก ในหลายๆเมือง โดยเฉพาะในเมืองโกลกาต้า(Kolkata)นิยมมากที่สุด แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิบัติตามพิธีนี้อีก

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทำอย่างไร... เมื่อรถหาย!!!

 

 

 

 

ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า บ้านเมืองไทยเรานั้นมีคนดีน้อยคนชั่วเยอะ ทำให้อาชญากรรมในเขตเมืองต่างพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพูดถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อกับรถยนต์แล้ว การโจรกรรมรถยนต์นั้นนับว่าเป็นภัยอันดับแรกๆ ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น

 

หากวันใดวันหนึ่งที่โชคไม่เข้าข้างดวงไม่ดี แล้วรถสุดรักของคุณเกิดหายขึ้นมา เคยคิดไหมว่าจะต้องทำตัวอย่างไร หลายๆคนคงไม่ได้คิดหาคำตอบเรื่องนี้ไว้ เพราะมั่นใจในการดูแลเอาใจใส่กับเรื่องรถ แต่ถ้าเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับคุณที่เป็นผู้โชคร้ายของสังคม วันนี้เรามีแนวทางมาฝากกัน

 

 

 

 

 

เมื่อรถหายอันดับแรกอย่าเพิ่งตกใจ เลิกตกใจ ไม่ต้องทำหน้าเป็นไก่ตาตื่น เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่จำที่จอดรถของตัวเองไม่ได้ หรืออาจจะจำผิด ให้คุณลองนึกดูก่อนว่า มั่นใจหรือไม่ และหากมั่นใจว่าใช่ ก็ได้เวลาสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

หากคุณดวงซวยรถหายจริงๆ ยิ่งเมื่อคุยกับยามเบื้องต้นทราบว่า มีการโจรกรรมรถยนต์ของเราแน่ๆ ก็ให้เราทำการจดรายละเอียดรถยนต์ของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็น ป้ายทะเบียนรถยนต์ สี ตำหนิ ต่าง หรือแม้กระทั่งของกระจุกกระจิ๊ก รวมถึงเวลาและสถานที่ จดออกมาให้ได้เยอะที่สุด แล้วเตรียมรายละเอียดไว้เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

 

หลังจากที่ได้ข้อมูลที่ถ่ายออกจากหัวคุณแล้ว ก็ให้ไปยังสถานีตำรวจในท้องที่หรือตู้ตำรวจที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะหาได้ไม่ว่า ระหว่างทางก็แจ้ง สายด่วนรถหาย 1599 ด้วย เมื่อหาพี่ตำรวจเจอแล้วแจ้งเรื่องรถหาย เขาจะทำการเรียกวิทยุเพื่อตรวจสอบ เผื่อโชคดี โจรจะยังหนีรอดไปไม่ไกล ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน สวพ.91 และอื่นๆ ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมแจ้งรายละเอียด ชื่อคุณและสถานที่ๆหาย เพื่อให้พลเมืองดีบนถนนช่วยกันสกัดจับ

 

 

 

 

 

 

ไม่เพียงแต่แจ้งเฉพาะการติดตามรถยนต์ของเราเท่านั้น เราควรแจ้งไปยังบริษัทประกันภัยที่เราได้ทำสัญญาไว้ด้วย ซึ่งบริษัทประกันภัยเหล่านี้จะมีเจ้าหน้าที่เคลมประกัน ซึ่งมีประโยชน์มากๆ เนื่องจากพวกเขาใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ ทำให้คนร้ายมักไม่สังเกตและสามารถรวบได้ หากพบเห็น และในการแจ้งยังบริษัทประกันแต่เนิ่นๆ ทำให้บริษัทประกันมองเจตนาของเราว่าไม่ได้มีการสร้างเรื่องรถหายเพื่อชดใช้หนี้ไฟแนนซ์ ซึ่งมีหลายคนทำ

 

เมื่อแจ้งข้อมูลต่างๆครบแล้วให้เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยเจ้าหน้าที่จะไต่สวนเบื้องต้นก็ให้ บอกไปตามความจริงและรายละเอียดรถยนต์ของเรา วัน เวลา สถานที่ พร้อมกันนี้ให้เรียกพนักงานเคลมของบริษัทมาพบ เพื่อแจ้งเหตุรถหายต่อบริษัทประกันในกรณีที่กรมธรรม์ของคุณคลอบคลุมถึงประกันรถยนต์สูญหาย เพื่อเตรียมเรื่องเคลมสินไหมทดแทน

 

 

 

 

 

 

หากสุดท้ายแล้วคุณไม่เจอรถยนต์สุดที่รักของคุณจริงๆ โดยให้ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วันในการโทรศัพท์ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่ได้แจ้งไว้ โดยสำหรับการติดตามของตำรวจนั้นสามารถติดตามได้ทาง www.lostcar.go.th ก็ให้เราดำเนินการเคลมสินไหมทดแทนจากบริษัทประกัน ซึ่งจะเรียกเราเข้าไปคุยที่สำนักงานใหญ่ และต้องมีการตรวจสอบเหตุการณ์ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หากไม่พบพิรุธ เขาก็จะดำเนินการชดใช้สินไหมให้ตามสัญญา

 

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่เตะตาเหล่าโจรขโมยรถ ทางที่ดีเราควรปฏิบัติตามหลักการจอดรถเพื่อสร้างความปลอดภัยง่ายๆ ดังนี้

 

1.พยายามจอดรถยนต์ในที่คนพลุกพล่าน แม้โจรขโมยรถจะมีฝีมือระดับพระครูในการขโมยของ แต่พวกเขาก็ไม่ชอบผู้คนก็ขึ้นชื่อว่ามา ขโมยของา ต้องชอบที่ลับตาคนเป็นธรรมดา ซึ่งเราควรจอดรถยนต์ชั้นที่มีคนเข้าออกบ่อยๆ เพื่อเป็นการป้องกันขั้นต้นหากเป็นไปได้

 

2.จอดรถในที่สว่าง ควรหลีกเลี่ยงมุมอัพต่างๆที่จะทำให้รถเราเป็นที่หมายตาโจรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ใช้รถสีดำ พยายามหาแสงสว่างเป็นตัวช่วย ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งที่เหมาะสม

 

 

 

 

 

 

3. อย่าทิ้งบัตรจอดรถไว้ในรถ สุภาพสตรีหลายท่านชอบไม่นำบัตรจอดรถติดตัวไปด้วย นับเป็นการชี้ช่องทางโจรอย่างยิ่ง เพราะยามไม่มีทางรู้หรอกว่าจริงๆใครเป็นเจ้าของรถไม่เชื่อก็ลองดูสิ

 

4.หาอุปกรณ์ความปลอดภัยเพิ่ม หากเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจอดรถในที่เปลี่ยว เราควรจำเป็นต้องระวังด้วยเอง ด้วยอุปกรณ์ล็อคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจริงมันไม่ได้ช่วยให้โจรขโมยรถไม่ได้ อย่าไปหลงคำโฆษณา แต่ช่วยถ่วงเวลาในการทำกิจกรรมของโจร ให้ใช้เวลามากขึ้นอาจเป็นโอกาสให้ใครสักคนมาเห้น ก็เท่านั้นเอง

 

ทั้งนี้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ เราไม่ควรประมาทในการจอดรถยนต์ของเราตามที่ต่างๆ และทางที่ดีควรทำตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันมิให้รถเราต้องจรหายไปจากฝีมือภัยร้ายที่เรียกว่า “โจรลักรถ”


รายละเอียดเบอร์โทร เหตุฉุกเฉิน

1599 สายด่วนรถหาย

191 เหตุด่วนเหตุร้าย

1644 สวพ. 91

1677 – 1678 ร่วมด้วยช่วยกัน

 

ภาพประกอบบทความจาก Gettyimages.com

 

Sanook! Auto Comment

 

รถหายนับว่าคงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ว่า จะ รถมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ก็ตาม ทั้งนี้แม้จะเป็นการยากที่จะคาดเดา แต่เราขอแนะนำว่าให้ท่านตรวจสอบก่อนสะบัดตัวไปทำธุระต่างๆ เพราะบางทีการตรวจสอบอย่างดีนี่แหละช่วยให้รถเราไม่หาย

 

 

 

              

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องไมค์เรื่องเล็ก ช่วยอธิบายเรื่องรถไฟธรรมดาแต่ราคา8แสนล้าน ดีกว่า

 

 

 

 


http://www.bangkokbiznews.com/mobile/xhtml/news/detail/00/596053/

ปชป.แนะปลัดคมนาคมทบทวนวงเงินรถไฟรางคู่

อดีตส.ส.ปชป.ระบุ"ปลัดคมนาคม"ตั้งราคารถไฟรางคู่สูงเท่ารถไฟความเร็วสูง ในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้าน แนะทบทวนวงเงิน

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รองผว.กทม.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ( คสช.) เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบประมาณ 2558 - 2565 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน ประกอบด้วยแผนงานที่ 1 การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง ซึ่งประกอบด้วยโครงการดังต่อไปนี้

1. รถไฟทางคู่สายเดิม (สร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้นอีก 1 ทาง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 1 ทาง) ซึ่งประกอบด้วย
1.1 ชุมทางถนนจิระ (โคราช) - ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. วงเงิน 26,007.20 ล้านบาท ,
1.2. ประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 17,292.53 ล้านบาท ,
1.3.นครปฐม - หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,038.43 ล้านบาท
1.4.ลพบุรี - ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 24,842.44 ล้านบาท ,
1.5. มาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ (โคราช) ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,855.08 ล้านบาท และ
1.6. หัวหิน -ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 89 กม. วงเงิน 9,436.51 ล้านบาท
โดยแต่ละเส้นทางดังกล่าวข้างต้นมีวงเงินโครงการ ทั้งค่าก่อสร้าง + ค่าที่ดิน + ค่าที่ปรึกษา เท่ากับวงเงินก่อสร้างรถไฟทางคู่ในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

2. รถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทางเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยใช้รางกว้าง 1.435 เมตร ซึ่งเท่ากับรางของรถไฟความเร็วสูง แต่มีความเร็วสูงสุด 160 กม.ต่อชั่วโมงซึ่งน้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วสูงสุด 250 - 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 2 เส้นทาง คือ 1. หนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด รวมระยะทาง 737กิโลเมตร วงเงิน 392,570 ล้านบาท

นายสามารถ กล่าวว่า และ 2. เชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี-แหลมฉบัง รวมระยะทาง 655 กิโลเมตร วงเงิน 348,890 ล้านบาท ว่าวงเงินโครงการ ของรถไฟทางคู่สายใหม่ทั้ง 2 สาย มีราคาเฉลี่ย 532.66 ล้านบาท เท่ากันทั้งสองเส้นทาง ซึ่งถือว่าเป็นราคาค่อนข้างสูง เพราะมีราคาพอ ๆ กับวงเงินโครงการรถไฟความเร็วสูงในแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แต่การก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั้งสองสายดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ดังนั้น วงเงินโครงการควรจะต้องถูกกว่า

 

 

 

 [​IMG]
 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

                            เหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน 2001

เหตุการณ์ก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นเหตุการณ์การทำลายล้างที่มีผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทั้งต่อสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆในโลก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

      

 

เหตุการณ์การก่อการร้ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายที่มุ่งสร้างความเสียหายแก่ชาวอเมริกัน การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่มีเหตุผลทางการเมืองเพื่อหวังผลในการทำลายขวัญและกำลังใจของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยในชีวิต และสัญลักษณ์ของประเทศอเมริกาต้องถูกทำลายไปด้วยเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาเองเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 8.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 767 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 นำผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ และน้ำมันเต็มลำที่จะเดินทางจากเมืองบอสตันสู่นครลอสแอนเจลิส พุ่งเข้าชนยอดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (World Trade Center I) ในมหานครนิวยอร์ก ทำให้อาคารเกิดการระเบิดเสียหายอย่างรุนแรงในตอนแรกประชาชนและผู้เห็นเหตุการณ์คาดคะเนว่าเป็นอุบัติเหตุจากการผิดพลาดในการบังคับควบคุมเครื่องบิน แต่ต่อมาในเวลา 9.06 น. เครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 177 ซึ่งบินจากบอสตันสู่นครลอสแอนเจลิสเช่นกัน ได้พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (World Trade Center II) ที่เป็นอาคารที่สร้างคู่กับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว

 

เวลา 9.30 น. ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแถลงการ์ณว่าการระเบิดอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายและยืนยันที่จะสืบหากลุ่มบุคคลที่กระทำการมาลงโทษให้จงได้

 

เวลา 9.40 น. ที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เครื่องบินโบอิ้ง 757 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 ได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน (Pentagon) กระทรวงกลาโหม อาคารเกิดระเบิดและเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ในเวลาไล่เลี่ยกันได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกในมลรัฐเพนซิลเวเนีย เครื่องบินที่ตกคือเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 73ที่เดินทางจากเมืองเนวาร์กไปเมืองซานฟรานซิสโกซึ่งมีข้อมูลว่าเครื่องบินลำดังกล่าวถูกสกัดอากาศจี้

 

ในเวลา 10.00 น. อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 ซึ่งถูกไฟไหม้ได้ถล่มลงมา หลังจากนั้นอีกราวครึ่งชั่วโมงอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์1ก็ถล่มตามลงมา ทำให้พนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์ร้ายต้องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการฉุกเฉิน มีการอพยพผู้คนออกจากสถานที่สำคัญ ยกเลิกเที่ยวบินทั่วประเทศ กองทัพสหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมพร้อมรบ

 

 

  

หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ทำการระดมกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง(FBI)ออกสืบหาผู้ก่อการวินาศกรรมในครั้งนี้ ในวันต่อมาสหรัฐอเมริกาได้มุ่งเป้าไปที่โอซามา บินลาเดน (Osama bin Laden) หัวหน้าขบวนการอัลเคดา (Al Qaida) และสรุปว่าเป็นผู้บงการให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

 

จากการตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารของเครื่องบินที่ถูกบังคับก่อวินาศกรรม เจ้าหน้าที่สืบสวนได้พบว่ารายชื่อบุคคลทั้ง 19 คนที่มีบทบาทในการจี้เครื่องบิน ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวพันกับขบวนการของโอซามา บินลาเดน โดยบุคคลเหล่านี้ต่างเสียชีวิตในการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ทั้งหมดเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียชีวิตประชาชนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมหาศาล พร้อมกับส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของประชาชนชาวอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ชาวอเมริกันตระหนักว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เคยคิดอีกต่อไป ดินแดนและจุดต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาสามารถเป็นเป้าโจมตีของศัตรูได้ทั้งสิ้น

 

 

 

สาเหตุของเหตุการณ์

 

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของเหตการณ์การก่อวินาศกรรมไว้หลายแนวทางด้วยกัน

 

นักวิชาการส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่าสาเหตุของเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 มาจากระบบสังคมโลกโดยรวมที่สหรัฐอเมริกาเป็นชาติอภิมหาอำนาจทุนนิยมอันดับหนึ่งตลอดระยะเวลาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะแผ่ขยายอำนาจไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนตะวันออกกลางซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมาก คือ ทรัพยากรน้ำมัน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อังกฤษซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ต้องถอนตัวออกไปเนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำ สหรัฐอเมริกาในนฐานะชาติอภิมหาอำนาจใหม่ได้เข้าไปแผ่อิทธิพลแทนที่ด้วยการแทรกแซงสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ ในค.ศ. 1948 หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาก็ดำเนินนโยบายสนับสนุนอิสราเอลมาโดยตลอด

 

ทั้งในการทำสงครามกับกลุ่มประเทศอาหรับ การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ และขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็ให้การสนับสนุนรัฐบาลของกลุ่มประเทศอาหรับที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา ผลของการดำเนินนโยบายของสกรัฐอเมริกาได้สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับ ซึ่งเห็นว่า สหรัฐอเมริกามีนโยบายคุกคามกลุ่มประเทศอาหรับและต้องการเข้ามามีอำนาจในประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ การแทรกแซงในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนของสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้าไปลงทุนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เป็นสำคัญ เช่น กลุ่มทุนอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นต้น การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อภูมิภาคนี้นำมาซึ่งความขัดแย้งนับครั้งไม่ถ้วนของชาติต่าง ๆ หลายครั้ง

 

ก่อให้เกิดผลประโยชน์การค้าอาวุธของบริษัทผลิตอาวุธของสหรัฐอเมริกาเอง ส่วนสถานที่ซึ่งถูกโจมตีในวันที่ 11 กันยายน อันได้แก่ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของสถาบันการเงินระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก จนอาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมโลก ส่วนตึกเพนตากอนซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ก็ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจทางทหารของชาติอภิมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก การที่ขบวนก่อการร้ายสามารถทำลายตึกเหล่านี้ได้ จึงเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาในฐานะชาติอภิมหาอำนาจและเป็นศูนย์กลางระบบทุนนิยมโลก

 

เหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เห็นได้ว่ามีศาสนาและความเชื่อ ซึ่งกลายเป็นเหตุปัจจัยหลักประการหนึ่งของความขัดแย้งและการต่อสู้ ถ้าพิจารณาในมุมนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าการก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อบทบาทของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั่นเอง

  กระทบให้สังคมโลกต้องประสบบรรยากาศความตึงเครียดจากสงครามและความหวาดกลัวที่มีต่อการก่อการร้ายที่เพิ่มมากขึ้น

 

 

ผลกระทบของเหตุการณ์

 

เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งตอสหรัฐอเมริกาและสังคมโลกโดยรวม ดังนี้

 

1. ผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกาหลายประการด้วยกัน ได้แก่

 

1) เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินจำนวนมาก จากการประเมินของสภากาชาดสหรัฐอเมริกามียอดผู้เสียชีวิต 2,563 คน ความเสียหายมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

2)เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจที่เริ่มชะลอมาตั้งแต่ก่อนหน้าเกิดวิกฤตการณ์ก็ประสบปัญหามากขึ้น

 

3) ขวัญกำลังใจของประชาชนชาวอเมริกันตกต่ำลงและเกิดแนวความคิดแบบชาตินิยมมขึ้นมาแทนที่ ดังจะเห็นได้จากประชาชนชาวอเมริกันต่างแสดงถึงความรักชาติของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ธงชาติสหรัฐอเมริกาถูกประชาชนซื้อจนหมด หรือร้องเพลงแสดงความรักชาติ เป็นต้น

 

4) เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นโยบายการปกครองในประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหันมาเน้นด้านความมั่นคงเป็นหลัก แทนที่สิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย เช่น การให้อำนาจประธานาธิบดีมีอำนาจกระทำการใด ๆ ก็ได้ต่อบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การลดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนหรือคุกคามสิทธิส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งประชาชนเองก็มีแนวโน้มคล้อยตามในการให้อำนาจแก่รัฐมากขึ้นเพื่อแลกกับความมั่นคงของชาติ

 

5)เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ได้ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกานำไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการโต้กลุ่มก่อการร้ายด้วยความรุนแรง เช่น การทำสงครามยึดครองอัฟกานิสถานในปลาย ค.ศ. 2001 หรือการรุกรานและยึดครองอิรักในปัจจุบันเป็นต้น

 

2.ผลกระทบที่มีต่อสังคมโลก เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมโลก ทั้งก่อให้เกิดสงครามและการก่อการร้ายมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามกับกลุ่มก่อการร้ายและพร้อมจะทำลายกลุ่มองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งรัฐบาลที่ให้แหล่งพักพิงและสนับสนุนการก่อการร้าย โดยประธานาธิบดีบุช ได้ประกาศให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องตัดสินใจว่าประเทศเหล่านั้นจะอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาหรืออยู่ข้างฝ่ายก่อการร้าย การประกาศดังกล่าวทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ในการหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งทั้งจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงประชาชนภายในประเทศที่มีแนวโน้มขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายเข้าข้างสหรัฐอเมริกา

 

สงครามในคริสต์ศตวรรษที่ 21 จึงเกิดขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลของประเทศอัฟกานิสถานและอิรักโดยอ้างถึงความกดขี่ในด้านการปกครองและการสนับสนุนการก่อการร้ายของรัฐบาลชุดเก่า ทั้งรัฐบาลกลุ่มตาลีบันและรัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แล้วจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเท่ากับเป็นการขยายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาไปด้วย ขณะเดียวกัน กลุ่มก่อการร้ายก็ต่อต้านสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร เช่น อังกฤษ และออสเตรเลีย ด้วยการก่อวินาศกรรมทำลายชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น เช่น เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมระเบิดสถานบันเทิงในเกาะบาหลีเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2002 มีผู้เสียชีวิต 202 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ISISเหิมจัดส่งวิดีโอท้ารบปูตินประกาศปลดแอกเชชเนีย

ข่าวต่างประเทศ วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2557 11:43น.

 

564357

 

 

 

กลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง ISIS เปลี่ยนเป้าหมายจาก โอบามา เตรียมเล่นงาน ปูติน รายต่อไปสื่อต่างประเทศรายงาน กลุ่มก่อการร้าย ISIS เผยแพร่วิดีโอในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์นี้ ประกาศท้าทายผู้นำทรงอิทธิพลระดับโลกแต่คราวนี้ไม่ใช่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ หรือผู้นำอื่น ๆ ในยุโรป แต่คราวนี้กลุ่มหัวรุนแรงมุ่งเป้าไปที่ผู้นนำหมีขาวแทน 
โดยในวิดีโอ นักรบ ISIS แสดงภาพเครื่องมือทางการทหารของรัสเซียหลังยึดมาจากกองทัพซีเรียรวมทั้งเครื่องบินรบ ซึ่งนักรบคนดังกล่าวที่ปรากฏในวิดีโอประกาศว่า จะส่งอาวุธเหล่านี้ที่ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ส่งมาสนับสนุน รัฐมนตรีบาชาร์ อัลอัซซาด ผู้นำซีเรียกลับคืนสู่รัสเซียและจำทำการปลดปล่อยเชชเนีย จะสร้างให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นรัฐอิสลามด้วยซึ่งเป็นความประสงค์ของพระเจ้า 

 

 

 

 

 

 

 

 

ISIS(ไอซิส) เป็นใคร?.. มาจากไหน? & ทำไมจึงร้ายกาจนัก?

 

 


 โดย Maira

 

 

(เครดิตภาพ: ดิ อีโคโนมิสต์)

 

 

...

“ISIS” ย่อมาจาก “Islamic State of Iraq and Greater Syria” เป็นกลุ่มของสุหนี่มุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่ง และได้ชื่อว่าป่าเถื่อนและกระหายเลือดเข้าขั้นซาดิส แม้แต่อัลกออิดะห์ยังไม่เอาด้วย - เข่นฆ่ามุสลิมด้วยกันและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ รวมทั้งชาวคริสต์และอลาวิตส์ ต่อต้านประธานาธิบดี บาชาร์ อัสซาด ของซีเรีย เผาโบสถ์และมัสยิสของชีไอท์ รับผิดชอบระเบิดฆ่าตัวตายยังตลาดและสถานที่มากมาย ซึ่งทำให้พลเรือนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

 

มุสลิมหัวรุนแรงสดโต่งกลุ่มนี้มีกำเนิดมาจากที่เดียวกับอัลกอห์อิดะห์ นั่นคือจากความไม่พอใจ และโกรธแค้นที่อเมริกาที่ทำสงครามในอิรัคและอัฟริกาสถาน กลุ่มนี้ดำเนินการโดย อาบู บาการ์ อัล-แบกดาดิ ผู้สนับสนุนสงครามศาสนา( jihadist)ของอิรัค และร่วมกับขบวนการใต้ดิน-ผู้สนับสนุนของซัดดัม ฮุสเซน-ที่ต่อต้านรัฐบาลอิรัคปัจจุบัน ..

 

ISIS อาจมีสมาชิกถึง 6,000 คน ต่อสู้ในอิรักประมาณ 6,000 ในซีเรีย ประมาณ 3,000-5,000 รวมทั้งอาจจะเป็นชาวต่างชาติ 3,000; เกือบพันจะมีการตามรายงานบอกว่ามาจากเชชเนียและอีกประมาณ 500 คนที่อาจจะมาจากฝรั่งเศส อังกฤษ และที่อื่น ๆ ในยุโรป

 

ประมาณสามปีที่ผ่านมา ISIS ปฏิบัติการอยู่ในบริเวณประเทศอิรัคและซีเรีย แต่ประมาณปีกว่าๆที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศนี้ขาดการควบคุมที่ดี ทำให้ ISIS จึงเข้มแข็งขึ้นอย่างมากครอบคลุมทั้งภาคตะวันออกและภาคเหนือของซีเรีย และตะวันตกและภาคเหนือของอิรัค

 

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ISIS เข้ายึดเมืองโมซุล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิรัคและอีกหลายๆเมืองรอบๆจังหวัดไนน์เวห์ หนึ่งวันหลังจากนั้นพวกเขารุกลงมาทางใต้มุ่งสู่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัค

 

รัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลอิรัคยอมรับว่าเหตการณ์ครั้งนี้ “เป็นหายนะครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในทศวรรษ หลังจากการรุกรานของอเมริกาประเทศมีความเปราะบาง และนองเลือดอย่างน่าสงสารที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”

 

หลังจากสี่วันของการต่อสู้ในอิรักกองกำลังรักษาความปลอดภัยในโมซุลได้ทิ้งเมืองเมื่อ ISIS บุกเข้ายึดฐานทัพ ธนาคาร และหน่วยงานภาครัฐ และยึดคลังแสงขนาดใหญ่ของอเมริกัน ทั้งอาวุธกระสุน ยานพาหนะ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์แบล๊คฮอกหกลำ และเงินสดที่เพิ่งพิมพ์ออกใหม่ๆอีก 5 แสนล้าน ดินาร์ (430 ล้านเหรียญสหรัฐ) ประชาชน 500,000 คนอพยพหนีไปในพื้นที่ปลอดภัยด้วยวามหวาดกลัว

 

 

This video image posted last week by Iraqi0Revolution, a group supporting the Islamic State of Iraq and Syria, purportedly shows a militant standing in front of a burning Iraqi army vehicle in Tikrit, Iraq.

(เครดิตภาพ: AP)

 

....

วันนี้ AP รายงานว่า –ที่เมืองทัล อฟา ซึ่งมีประชากรประมาณ 200,000 คน มีทั้งชีไอท์และซุหนิ่ อาศัยอยู่ร่วมกัน ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ISIS เผยแพร่ภาพออกมาว่าพวกเขาได้ฆ่าหมู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นสมาชิกของชีไอท์ไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่รัฐบาลกำลังทำการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่

 

ส่วน New York Times สรายงานว่า จนกระทั่งถึงตอนนี้ ฝ่ายมุสลิมชีไอท์ในในอิรักยังไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงแต่อย่างใด นอกจากการเรียกร้องอยาตอลลาห์ อาลี อัล-ซิสตานิ ของอิหร่าน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกคน “พยายามระงับยับยั้งใจอย่างสูงสุด ในช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวายนี้”

 

 

ขณะนี้ชาวโลกกำลังจับตามองตาไม่กระพริบไปที่อิรัคค่ะ... ว่า ..จะถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง เช่นเดียวกับซีเรีย เพื่อนบ้าน หรือไม่? - และวันนี้ ประธานาธิบดีโอบามา เผยว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังมองหาทุกวิถีทาง รวมทั้งปฏิบัติการทางทหาร เพื่อช่วยปราบปรามกลุ่ม ISIS ที่เข้ายึดครองเมืองในอิรัค”

....

 

Update: 8:00 น.

ว่าแล้ว ...ลุงแซม ก็ จับมืออิหร่าน ช่วยอิรักต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย

MSN--สื่อต่างประเทศรายงาน จอห์น เคอร์รี เลขาธิการแห่งสหรัฐอเมริกา แถลงเปิดการร่วมมือกับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อช่วยเหลือภาวะวิกฤติในอิรัก ร่วมระบุว่า การปฏิบัติการยุติสงครามในอิรักครั้งนี้จะใช้ยานบินไร้คนขับ หรือ โดรน ในการปฏิบัติการ

แม้ว่า สหรัฐฯ และอิหร่าน จะมีความขัดแย้งกัน แต่สถานการณ์ในอิรัก จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากทั้งสองชาติ เลขาธิการของสหรัฐฯ กล่าว

....

ปล... - ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลุงแซมจับมือซัดดัม รบอิหร่าน หลังจากนั้นไม่นาน ลุงแซมกวาดล้างซัดดัม กล่าวหาว่าเป็นแหล่งซ่องสุมอัลกออิดะห์ เมื่อปีสองปีที่ผ่านมาลุงแซมขู่ ฮื่ม! ฮื่ม! จะโจมตีอิหร่าน ...วันนี้ลุงแซม จับมืออิหร่าน จัดการกับ ISIS เพื่อช่วยอิรัค...?? ...สมดังคำกล่าวที่ว่า ..ในโลกนี้ "ไม่มีมิตร & ศัตรู ถาวร"

...

 

 

 

 

รัฐอิสลาม.. เป็นไปตามความฝันของกลุ่ม ISIS

 

 
 
 
และแล้วการจัดตั้งรัฐอิสลามของกลุ่มไอซิส ก็เกิดขึ้นจริงตามที่ทางกลุ่มได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่แรก หลายฝ่ายมองว่า ความพยายามในครั้งนี้ จะทำให้การเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมหัวรุนแรงในหลายประเทศ มีความเข้มข้นมากขึ้น และเป็นไปได้อาจมีการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามดังกล่าว
 
 
การประกาศจัดตั้งรัฐอิสลาม ของกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย หรือไอซิส ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการสู้รบของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนชาวมุสลิมซุนนี ที่ฝังตัวในอิรักและซีเรียมาเนิ่นนาน โดยหลังจากนี้ แกนนำของกลุ่มได้เลือกที่จะใช้ชื่อว่า รัฐอิสลาม หรือ 'The Islamic State' เพียงเท่านั้น โดยให้ตัดคำว่าอิรักและซีเรีย หรืออิรักและเลแวนต์ ออกไป เพื่อให้หมายความถึงการเป็นรัฐของชาวมุสลิมในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง และหลังจากนี้ แกนนำของกลุ่มอย่าง นายอาบู บักร์ อัล-แบกฮ์ดาดี จะทำหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ หรือประมุขแห่งรัฐ อีกทั้งยังเป็นผู้นำของชาวมุสลิมทั้งหมดอีกด้วย
 
 
การประกาศดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ในปี 2466 ที่ดินแดนแห่งนี้ มีการประกาศตำแหน่งประมุขแห่งรัฐหรือเคาะลีฟะฮ์อีกครั้ง และถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมซุนนีหัวรุนแรงไปอย่างสิ้นเชิง
 
นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จของกลุ่มไอซิส ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองแค่เพียงว่า 'The Islamic State' ที่สามารถยึดครองพื้นที่หลายแห่งในอิรักได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้พวกเขามีความมั่นใจ ที่จะแผ่ขยายอำนาจไปยังคาบสมุทรอาหรับ และทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกามากขึ้น
 
 
ความสามารถในการควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งเมืองโมซุล และเมืองตามแนวชายแดนอิรัก-ซีเรีย ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ ที่เป็นใบเบิกทางให้กองกำลังของกลุ่มไอซิส สามารถรุกคืบเข้าไปใกล้กรุงแบกแดดมากขึ้น และรอเวลาให้กองทัพอิรักอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพียงเท่านั้น การเข้ายึดเมืองหลวงของอิรักก็ดูจะเข้าใกล้ความจริง และจะเป็นชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ต้องกังขาอีกต่อไป
 
 
การประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามในครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นของการหาแนวร่วมและพันธมิตรที่เป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของแต่ละประเทศอยู่ในตอนนี้ ทั้งในลิเบีย อียิปต์ รวมถึงบางส่วนของปาเลสไตน์ โดยกองกำลังเหล่านี้ ได้เห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอซิส และมองว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับรัฐบาลได้ ซึ่งการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามใหม่นี้ อาจเป็นการตอบโจทย์ที่พวกเขาต้องการ และเป็นการช่วยแผ่ขยายอำนาจของกลุ่มไอซิสอีกทางหนึ่งด้วย เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้ และเป็นยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวที่แยบยลว่ากลุ่มก่อการร้ายอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง
 
 
แม้ว่าในตอนนี้ นานาประเทศจะยังไม่มีใครที่รับรองความชอบธรรมของการประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามดังกล่าว แต่ทางกลุ่มไอซิสเองได้ยืนยันแล้วว่า รัฐอิสลามแห่งนี้จัดขึ้นอย่างถูกต้องและเป็นรัฐอิสลามของชาวมุสลิมทุกคนอย่างแท้จริง และหลังจากนี้ พวกเขาจะสร้างเอกภาพในกลุ่มชาวมุสลิมให้แน่นแฟ้นมากขึ้นอีกด้วย
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปภาพ : ดูๆ แล้วก็คิดๆๆๆ เผื่อจะเห็นอะไรบ้างภาพ Maysaa Nittoอันดับแรก กูเห็นคำผิด- ฟุ้มเฟื่อย แก้เป็น ฟุ่มเฟือย- สถานบัน แก้เป็น สถาบันนอกนั้น ก็ดราม่าตามสะดวก
 
 

ชูวิทย์ ซัด ไมค์ทองคำ พูดแล้ว เดอะวอยซ์ต้องแย่งกันกดปุ่ม ? เสียงไมค์ที่ดีจริงคือเสียงสะท้อนของประชาชน

 

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คว่า สมัยก่อนเมื่อตนอยู่ในสภาก็เคยพูดเรื่องนาฬิกาเรือนละเจ็ดหมื่นห้า ตู้น้ำราคาเกือบแสน เก้าอี้หลุยส์ราคาเป็นล้าน เหตุผลเพราะการจัดซื้อจัดจ้างของระบบราชการไทยต้องมีเปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำชา เบี้ยบ้ายรายทาง

 

วิธีการที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ

 

1.ล็อคเสปคให้กับบริษัทเอกชนที่เจรจาต้า อ่วยกันมาแล้ว จากสิบเจ้าเหลืออยู่ไม่ถึงสามเจ้า คู่แข่งโนเนมเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาอย่าหวังจะได้


2.บริษัทเอกชนต้องมีเส้นสายคอนเน็คชั่น เข้าหาผู้ใหญ่ที่มีอำนาจอนุมัติ ของไม่ดีกลายเป็นของดี ของดีกลายเป็นของแพง


3.ระเบียบหยุมหยิมตามประสาราชการที่จะต้องเรียนรู้ บริษัทยักษ์ใหญ่อาจตกม้าตาย แพ้บริษัทตึกแถว ที่พวกหัวใสไปจัดตั้งไว้ล่วงหน้า


4.เรื่องซ่อมบำรุง ประกัน จะต้องมี เพราะบางหน่วยงานซื้อมาแล้วของยังไม่ทันใช้ หมดเงินเป็นพันๆล้านก็เคยเห็นมาแล้ว เช่น มอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ของตำรวจ หรือ รถดับเพลิงของกทม.

 

 

 

          10687164_785203474859717_2231725432998574570_n

 

 

ไม่รู้ว่าไมค์ราคาแสนสี่มันจะเสียงดีสักแค่ไหน? พูดออกมาแล้วเสียงทุ้มเหมือนกลั้วฟองเบียร์ เอาไปร้องเพลงในรายการเดอะวอยซ์กรรมการต้องแย่งกันกดปุ่มหรือเปล่า? สรุปจะพูดเอาเนื้อหาสาระหรือจะเอาเสียงใส?
ถึงขนาดนี้ควรจะดูตัวเองแล้วเปรียบเทียบถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน คงไม่ต้องใช้ไมค์ถึงตัวละแสนสี่ เพราะเสียงที่ดีคือเสียงที่สะท้อนปัญหาของประชาชน ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าไมโครโฟน

 

ใช้เงินแบบนี้เดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็น “สามล้อถูกหวย“เห็น ได้ชัดว่าประเทศไทยยังยึดติดกับวิธีการเดิมๆ แค่เริ่มต้นก็เจอปัญหาเดิมๆเสียแล้ว นี่สิครับควรปฏิรูป เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นและสัมผัสได้

 

ส่วนหม่อมหลวงปนัดดา แรกๆพูดออกไมค์เสียงนุ่มทุ้มว่าไมค์ตัวนี้แจ๋ว เสียงดี มาตรฐานโอบาม่าใช้ หลังๆกลายเป็นเสียงอ้อมแอ้ม โยนไปโยนมาว่ายังไม่ได้จัดซื้อ สงสัยบริษัทนำมาให้ใช้ก่อน สักพักคงกลายเป็นเสียงเงียบ คราวนี้ต่อให้เอาไมค์ราคาเป็นล้านมาจ่อปาก เสียงคงไม่ดัง

 

ตนก็ขอเป็นฝ่ายค้านนอกสภาแล้วกัน ติเพื่อก่อ บางคนบอกให้ตนเงียบ ตนจะเงียบทำไมล่ะครับ? เมื่อตนมีปากไว้พูด และที่พูดไป หากไม่ใช่เรื่องจริง ก็ช่วยบอกหน่อย

 

 

 

 

 

 

อย่าชะล่าใจ ว่าจะจบแค่นี้ ดูเอกสารให้ดี มันเพิ่งเปิดถึงหน้า 5 จาก 15 หน้าเท่านั้น !!!...

 
 
 
 
ดูเอกสารครับ
เพิ่งเปิดไปแค่หน้า 5 จาก 15 หน้าเท่านั้น

หน้า 5 ซื้อไฟ โคมละหลายแสน
หน้า 6 ซื้อทีวี 5 แสน

แล้วหน้าที่ 7 - 15 จะเจออะไร

ถ้าเดาไม่ผิด
น่าจะเป็นโต๊ะตัวละ 6 แสน เก้าอี้ตัวละ 3 แสน เป็นต้น
สงสัยหิวจัด เลยมูมมาม !!!
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เมืองที่วุ่นวายทุกวันนี้ ก็เพราะพวกนักการเมืองที่ปลุกม็อบนี่แหละครับ

เพียงเพื่อหวังให้ตนได้ไปเป็น"รัฐบาล"



 

 

 

guest

Post : 01/09/2014 18:17     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  กรรมทางใจโทษหนักสุด

 

 

 

 

                       วันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10
 

 

       

 

                                         

 

 

 

 

            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การทำกรรมทางใดมีโทษมากที่สุด

 
ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า ท่านพระโคดม ! พระองค์เล่าย่อมบัญญัติทัณฑะ ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! ตถาคตจะบัญญัติว่ากรรม ๆ ดังนี้
เป็นอาจิณ.

ท่านพระโคดม ! ก็พระองค์ย่อมบัญญัติกรรม ในการ
ทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้เท่าไร ?

ทีฆตปัสสี ! เราย่อมบัญญัติกรรม ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ
คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑.

ท่านพระโคดม ! ก็กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรมอย่าง
หนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง มิใช่หรือ ?

ทีฆตปัสสี ! กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรม
อย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง.

ท่านพระโคดม ! ก็บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนก
ออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ กรรมไหน คือ
กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่พระองค์บัญญัติว่ามีโทษ
มากกว่าในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม ?

ทีฆตปัสสี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่
จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้
เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำ
บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติ
กายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมาก เหมือนมโนกรรม
หามิได้.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?

ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?

ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ?

ทีฆตปัสสี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

ทีฆตปัสสีนิครนถ์ ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยัน
ในเรื่องที่ตรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ แล้วลุกจาก
อาสนะเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่.
 

 อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เขาถามเรื่องไมค์ราคา1.45แสนบาท .. มา16 ข้อ ใครก็ได้ช่วยมาตอบที ....

 

 

 
  ...
 
 
 
 
 
วันที่ 7 กันยายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เรื่อง ขอให้ตรวจสอบไมโครโฟนที่จะใช้ในการประชุมครม.ว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบในทำเนียบรัฐบาล หรือไม่

เนื่องจากได้ตรวจพบข้อมูลข่าวสารที่อาจเข้าข่ายการทุจริตประพฤติมิชอบในทำเนียบรัฐบาล กรณีการสั่งซื้อจ้างไมโครโฟนที่จะใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 กันยายน นี้ ซึ่งเป็นการประชุมครม.นัดแรก ซึ่งกรณีดังกล่าว

มีการชี้แจงจากอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองไมโครโฟนว่า กรมโยธาฯ ยังไม่ได้สรุปการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุม ครม. ตัวละ 1.4 แสนบาท โดยระบุว่า ทางบริษัทเสนอราคามาเท่านั้น ต้องมาต่อรองราคากันต่อ ซึ่งจากกรณีที่มีการระบุว่า ราคาไมโครโฟนภายในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี มีราคาตัวละ 1.45 แสนบาท ภายหลังชาวสังคมออนไลน์ได้ตรวจสอบพบว่า ไมโครโฟนซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ใช้ติดตั้งภายในห้องประชุม ครม. นั้น คือยี่ห้อ Bosch รุ่นDCN multimedia CN เสนอราคาปกติที่ 99,000 บาท สามารถลดราคาได้ 15-20% แบบยังไม่รวมค่าติดตั้ง จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า ราคาที่แท้จริงของไมโครโฟนดังกล่าวคือเท่าใดกันแน่นั้นนายเรืองไกร กล่าวว่า จากข่าว สรุปได้ว่า

ไมโครโฟนที่ปรากฏทั้งภาพนิ่งและภาพในคลิปข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งติดตั้งในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะนำมาใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 กันยายนนั้น ยังเป็นของเอกชนที่ ยังไม่มีการสั่งซื้อแต่อย่างใด ย่อมแปลว่า ยังไม่มีการตรวจรับ ยังไม่มีการจ่ายเงิน ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนพัสดุครุภัณฑ์ แต่ทำไมเอกชนจึงกล้าสั่งซื้อไมโครโฟนมาจากต่างประเทศก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า กรณีนี้ต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน

จึงขอให้ตรวจสอบไมโครโฟนที่จะใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า

1.ทำไมราคาไมโครโฟนที่รัฐมนตรีบางคนได้เปิดเผยออกมาจึงเป็นราคาที่แพงกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดทั้งที่มีการสั่งซื้อจำนวนที่มากกว่า

2.ผลต่างของราคาที่รัฐต้องจ่ายสูงกว่าความเป็นจริงจะไปเข้ากระเป๋าใคร

3. ทำไมจึงมีการส่งของและติดตั้งได้ก่อนที่จะมีการทำสัญญา

4.ครม.จะกล้าใช้ของที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนพัสดุครุภัณฑ์หรือยังไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของราชการได้อย่างไร

5.ทำไมจึงยอมให้เข้ามาติดตั้ง ก่อนจะมีการลงนามในสัญญา

6.ทำไมเอกชนกล้าสั่งของมาจากต่างประเทศก่อนโดยยังไม่ได้สัญญาจากรัฐ

7.ทำไมจึงเกิดเรื่องไม่โปร่งใสขึ้นกับทรัพย์สินที่จะนำมาใช้ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี

8.ถ้ายังไม่สั่งซื้อก็เท่ากับยังไม่มีการส่งมอบ ทรัพย์ยังเป็นของเอกชนจะเอามาเป็นอุปกรณ์ในการประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นความลับจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลไม่รั่วไหล

9.ทำไมไม่ให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบออกจากตำแหน่งไว้ก่อน จนกว่าผลการตรวจสอบจะปรากฏความจริงออกมา

10.ทำไมต้องให้อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองออกมารับหน้า รัฐมนตรีที่รับผิดชอบมีหรือไม่ ทำไม่ไม่ออกมาชี้แจงเอง

11.สิ่งที่อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองพูดออกมาเท่ากับยอมรับแล้วว่า การจัดซื้อโดยวิธีพิเศษไม่โปร่งใสมีเงื่อนงำ ใช่หรือไม่

12.ทำไมไม่นำใบขนสินค้าขาเข้าสำหรับไมโครโฟน Bosch รุ่น DCN multimedia CN จากกรมศุลการกรมาแสดงให้เห็นราคา CIF ต่อหน้าสื่อมวลชน

13.ควรมีการเปรียบเทียบรายละเอียดของสินค้าที่ติดตั้งไว้แล้วในห้องประชุมครม.ว่ามีอุปกรณ์และระบบครบตามที่ปรากฏในใบเสนอราคาหรือไม่ และเป็นไปตามความต้องการของทางราชการหรือไม่

14.ควรเปรียบเทียบรายละเอียดของสินค้าว่า ต้องมีรายการครบถ้วนหรือมากกว่าตามที่แบบในต่างประเทศได้โฆษณาไว้ด้วย เพราะถ้าหากมีการลดราคาอาจมีการลดอุปกรณ์หรือระบบที่รองรับในเครื่องออกไปด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าดังกล่าว ควรมีโปรแกรมการเชื่อมต่อกับระบบคอมพิเตอร์รวมอยู่ด้วย

15.ในเมื่อไมโครโฟนของจริงนั้นตั้งอยู่ในห้องประชุมครม.เรียบร้อยแล้ว ก็แสดงว่ามีการตรวจรับงานติดตั้งและทดสอบระบบก่อนที่จะทำสัญญา จึงควรตรวจสอบต่อไปว่า ใครเป็นผู้ลงนามรับของจากเอกชน ลงนามในใบส่งของชั่วคราวใช่หรือไม่ และใครเป็นกรรมการในเรื่องนี้บ้าง และ

16.ควรเรียกให้เอกชนส่งมอบเอกสารใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา หรือหลักฐานต่างๆ ที่ติดต่อกับเจ้าของสินค้าในต่างประเทศมาตรวจสอบอีกทางหนึ่งเพื่อจะได้รู้ช่วงเวลาว่า เหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับกรณีไมโครโฟนนั้น มีลำดับช่วงเวลากันอย่างไร ถ้าปรากฏว่า มีการสั่งของจากต่างประเทศก่อนที่ทางราชการจะมีสัญญาหรือออกเอกสารใดๆ ให้เป็นคำยืนยันว่าเอกชนรายนี้ได้งานแน่ๆ อาจมีคำถามต่อไปว่า ทำไมจึงมีเรื่องความไม่สุจริตและโปร่งใสเกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาลได้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410077586
ปอลิง.... มันจบแล้วครับนาย .. วลีอมตะนิรันดร์กาล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              ขนสัตว์เข้าปอดคนได้จริงหรือ?!?

 

 

 

                                   

 

 

ทั้งนี้เคยส่องกล้องเข้าไปในปอดคนไข้นับพันคน ไม่เคยเห็นขนอะไร หรือ เส้นผมในปอด ที่เห็นสิ่งแปลกปลอม คือ เศษอาหาร เศษหมูหยอง เมล็ดผลไม้ ซึ่งเกิดจากการสำลักเวลากลืนอาหาร

 

จากกรณีที่มีข่าวเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชื่อดังใน อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ติดเชื้อวัณโรคปอดอย่างรุนแรง โดยมารดาของเด็กระบุว่า ลูกสาวชอบเล่นและคลุกคลีกับสุนัขนับ 10 ตัว และขนสุนัขได้เข้าไปลมหายใจของลูกสาวจนอาการกำเริบและเสียชีวิตนั้น อาจทำให้คนรักสัตว์และคนที่คลุกคลีกับสัตว์ โดยเฉพาะสุนัข และแมว อาจจะไม่สบายใจ

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ระบบทางเดินหายใจ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายมีระบบป้องกันสิ่งแปลกปลอม บริเวณจมูกมีทั้งขนจมูก และเมือกคอยจับเอาไว้ แม้จะเข้าไปในร่างกาย แต่ร่างกายก็สามารถที่จะไอขับออกมาได้

 

ทั้งนี้เคยส่องกล้องเข้าไปในปอดคนไข้นับพันคน ไม่เคยเห็นขนอะไร หรือ เส้นผมในปอด ที่เห็นสิ่งแปลกปลอม คือ เศษอาหาร เศษหมูหยอง เมล็ดผลไม้ ซึ่งเกิดจากการสำลักเวลากลืนอาหาร โดยเฉพาะคนแก่ เห็นคนที่เอาปากคาบตะปูเอาไว้ เผลอพูดแล้วหลุดเข้าไปในหลอดลม ต้องส่องกล้องและใช้คีมคีบออกมาที่ผ่านมาไม่เคยเห็นผม หรือขนสักเส้นหนึ่ง

 

ในต่างประเทศก็ไม่มีรายงานเรื่องนี้ แม้แต่คนต่างชาติเลี้ยงสุนัขเยอะมากก็ไม่เคยเห็นขนสุนัขในปอด ส่วนตัวอยู่ต่างประเทศเป็นสิบ ๆ ปีไม่เคยเห็นเลย เพราะอย่างที่บอกร่างกายของคนเรามีกลไกในการปกป้องตัวเอง ที่จะเข้าไปง่าย ๆ คือขน หรือผมของคน แต่ก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน การเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ การฉายรังสีจะไม่สามารถมองเห็นขนหรือผมได้ จะต้องเอากล้องเข้าไปดูอย่างเดียว ดังนั้นคงต้องดูว่ารู้ได้อย่างไรว่ามีขนอยู่ในปอด เพราะการจะรู้ได้ต้องใช้กล้องส่องเข้าไปดูเท่านั้น

 

ในเด็กกลไกการป้องกันจะแข็งแรงมาก กลไกร่างกายจะเข้มแข็งมาก ส่วนใหญ่คนแก่มักจะสำลักเวลากลืนอาหาร

 

ส่วนการติดเชื้อวัณโรคจากสุนัขก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะวัณโรคคนไม่ได้ติดจากสุนัข แต่ติดจากคนสู่คน/มีสัตว์บางชนิดที่มีวัณโรค เช่น ช้าง เสือ ยีราฟ สมเสร็จ ซึ่งสัตว์เหล่านี้ติดวัณโรคจากคนเช่นกัน กรณีของแมวและสุนัข

 

อยากฝากว่าไม่มีอะไรน่ากลัว สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนเลี้ยงสุนัข และแมว คือ ภูมิแพ้มากกว่า ซึ่งเป็นการแพ้น้ำลายของสัตว์ เนื่องจากสุนัขและแมวจะเลียขนของตัวเอง ร่างกายคนเราจะแพ้น้ำลายที่ติดมากับขน เวลาไปสัมผัสจมูกจะเกิดอาการคัดจมูก มีอาการจาม ไอเรื้อรัง แต่คนที่ไม่แพ้ก็อยู่ได้ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีอะไรน่ากลัว

 

สรุปขนสัตว์ไม่ว่าจะเป็นขนสุนัข หรือแมว ไม่น่าจะหลุดเข้าไปในปอดของคนเราได้ ดังนั้นคนที่เลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินเหตุ.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

แหล่งที่มา :

เดลินิวส์ออนไลน์

 

 



 


9 ข้อดีของการมีสัตว์เลี้ยง (petnews2005)

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนประจำบ้าน และจะเลี้ยงไว้อย่างน้อย 1 ชนิด และสัตว์เลี้ยงที่ ติดอันดับ 3 อันดับ ได้แก่ น้อง หมา น้องแมว และปลา นอกจากนั้น ก็ได้แก่ นก ม้า หนู กระรอก และ สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์แปลกอย่างอื่น

คนที่เลี้ยงสัตว์ ก็มีหลายเหตุผลบ้าง ก็เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน บ้างก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน บ้างก็เลี้ยงไว้ประดับบารมี บ้างก็เลี้ยงไว้เอาบุญ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คำนึงถึ งประโยชน์ หรือข้อดีของสัตว์เลี้ยงเท่าใดนัก แต่ความจริงสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์มากมายที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ดังนั้น วันนี้จะมาพูดถึงข้อดีเกี่ยวกับประโยชน์ของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา ตามมาดูกันเลยค่ะ

ข้อที่ 1 ผลต่อความดันโลหิตและความเครียด

การเลี้ยงน้องหมาจะช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาความเครียดให้ เจ้าของ หรือคนเลี้ยงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

ข้อที่ 2 ผลต่อความรู้สึกโดดเดี่ยว

ปัจจุบัน ผู้สูงอายุมักจะถูกปล่อยทิ้งให้อยู่บ้านตามลำพัง หรือลูกหลานอาจแยกครอบครัว ออกเรือนไป ทำให้ผู้สูงอายุถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได สัตว์เลี้ยงก็จะช่วยแก้ปัญหาจากการอยู่เพียงลำพังได้เป็นอย่างดี ช่วยลดปัญหาด้านจิตใจห่อเหี่ยวได้

ข้อที่ 3 ผลต่อการมีสังคม

สัตว์เลี้ยงจะช่วยให้เรามีสังคมมากขึ้นเพราะช่วยให้มีคนเข้ามาพบปะพูดคุยกับเรามากขึ้น ในหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับสตว์เลี้ยง ซึ่งจะทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาคอคนรักสัตว์ด้วยกัน

ข้อที่ 4 ผลต่อการออกกำลังกาย

การเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น การจัดเตรียมอาหารให้สัตว์เลี้ยง การพาสัตว์เลี้ยงไปขับถ่าย ออกกำลัง การเล่นกับสัตว์เลี้ยง กิจกรรมเหล่านี้เองช่วยให้คนเลี้ยงได้ออกกำลังกายในทางอ้อม ทำให้ผู้สูงอายุได้ขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ไม่ต้องนั่งจับเจ่าอยู่เพียงอย่างเดียว

ข้อที่ 5 ผลต่อการพบแพทย์

พบว่าผู้สูงอายุที่เลี้ยงน้องหมา น้องแมว จะมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งดูได้จากการไปพบแพทย์ลดลง และกินยาลดลงอีกด้วย

ข้อที่ 6 ผลต่อจิตใจโอบอ้อมอารี

สัตว์เลี้ยงนั้นก่อให้เกิดความรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไขแก่คนเลี้ยง ทำให้คนเลี้ยงได้รับรักแท้ จากสตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

ข้อที่ 7 ผลต่อความปลอดภัย

เลี้ยงสัตว์เช่น น้องหมา นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้ว น้องหมาก็ยังทำหน้าที่อารักขาเจ้าของอีกด้วย ทำให้คนเลี้ยงรู้สึกปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ข้อที่ 8 ผลต่อการสูญเสียคนรู้จัก

ผู้สูงอายุนั้น มักจะต้องพบเจอกับเรื่องการจากไปของคนรู้จัก ตั้งแต่คู่สมรส ญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งสัตว์เลี้ยงคู่กายก็ยังอยู่เป็นเพื่อนช่วยบรรเทาความรู้สึกเศร้าใจจากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักได้บ้างไม่มากก็น้อย

ข้อที่ 9 ผลต่อปัญหาส่วนตัว

การได้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงสักตัว จะช่วยให้ผู้เลี้ยงรู้สึกมีค่า มีความหมาย โดยเฉพาะ กับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเมื่อมีปัญหาส่วนตัวจากภายนอกมากระทบ ก็จะช่วยผ่อนปรนให้เรื่องร้อน ๆ จากภายนอกค่อย ๆ บางเบาลงไป เมื่อเปรียบกับการมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์เลี้ยงของตน

นี่เป็นข้อดีของสัตว์เลี้ยงบางส่วนที่มีคนเลี้ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งนอกนั้นเราสามารถพบข้อดีของสัตว์เลี้ยงที่มีต่อคนเลี้ยงได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ จนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งที่เห็นแน่ ๆ ก็คือ สัตว์เลี้ยงทำให้จิตใจของมนุษย์อ่อนโยนและชุ่มชื่นขึ้นค่ะ

 

 

 

 

  1. [​IMG]

    8 เรื่องเล็กๆ ที่ควรทำบ่อยๆ

    ตำราแพทย์จีนสอนมาว่า ๘พฤติกรรมในชีวิตประจำวันต่อไปนี้ ทำเถอะนะ สุขภาพดีแน่นอนค่ะ

    ๑.เคลื่อนไหวดวงตา การเพ่งสายตาไปที่จุดใดจุดหนึ่งนานๆ
    เป็นการทำลายสายตาโดยตรง อย่างน้อยๆ ทุกหนึ่งชั่วโมงทุกคนควรบริหารสายตา
    ด้วยการเหลือก ตาขึ้นบนเพดาน ค่อยๆกลิ้ง ดวงตาไปทางซ้าย วนลง ล่าง
    แล้วกลอกไปทางขวาก่อนจะวนมาจบที่เพดานอีกครั้ง ทำหลายๆครั้งกล้ามเนื้อ ตาจะได้แข็งแรง

    ๒.กลืนน้ำลาย การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วย ออกกำลังกายกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย
    กระตุ้นระบบ ย่อยอาหารให้ทำงานเป็น ปกติ

    ๓.หวีผมถึงแม้ว่าการหวีผม บ่อยๆ จะไม่ช่วยให้ผมสวย ขึ้น
    แต่จะช่วยนวดเส้นประ สาทบนสมอง ทำให้ตาสว่าง
    รากผมแข็งแรงขึ้นเพราะมี เลือดไปเลี้ยงทุกครั้งที่เรา หวี

    ๔.นวดหู ที่หูของเรามีเส้นประสาทที่ เชื่อมต่อกับไตอยู่ การดึง ดีด บีบ ถูใบหูบ่อยๆ
    จึงกระตุ้นการทำงานของไตโดยตรงช่วยป้องกันอาการ เวียนหัว ได้ยินเสียงแปลก ปลอม

    ๕.ขยับลิ้นเวลานั่งว่าง ถ้าได้ดุนเพดานปากไปด้วย
    จะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำ ลาย ทำให้ปากสะอาด และขจัดกลิ่นปากไปในตัว

    ๖.ขมิบก้น วิธีแก้ท้องผูกที่ง่ายที่สุดก็คือการขมิบก้น ขมิบให้ได้วันละ ๓ เซ็ต
    เซ็ตละ ๕๐- ๑๐๐ ครั้ง ทุกครั้งที่เราขมิบก้น ลำไส้จะบีบตัว
    กำจัดของเสีย ที่ตกค้างไม่ให้อาละวาด ทำร้ายร่างกายของเรา

    ๗.ขบฟัน การขบฟันเบาๆบ่อยๆจะช่วยให้ฟันแข็งแรงและ
    กระตุ้นการผลิตน้ำย่อย คนที่มีปัญหา เรื่องลำไส้ห้ามพลาด

    ๘.ถูแก้มและใบหน้า
    แกัมและใบหน้า เป็นส่วนที่ ขาดการออกกำลังกายมากที่สุดทั้งๆที่
    วิธีนั้นง่ายแสน ง่าย แค่ถูสบู่ไว้ที่มือทั้ง สองข้าง
    จากนั้นใช้ฝ่ามือ ถูหน้าเบาๆกระตุ้นการไหล เวียนโลหิต
    ทำให้เลือดมา เลี้ยงสองแก้มได้มากขึ้น และหน้าใสๆก็จะตามมาเอง...

 

 

 

 

[​IMG]

 

อินเดีย:
ผลิตเครื่องจับขโมยไฮเทค
ตั้งในตลาด5ชม.จับขโมยได้ 300 คน

สหรัฐ:
ซื้อไปตั้งบ้าง 3 ชม.จับได้ 100 คน

ไทย:
เอาบ้าง ตั้ง 30 นาที
เครื่องจับขโมย หาย!!!
## นั่นแสดงว่า"ขโมยไทย" ไฮเทคกว่าเครื่องที่ว่าทันสมัยเยอะ
************************


[​IMG]

 

 

มิสเตอร์แวน
มิสเตอร์แวนเป็นหมอ ที่ถูกส่งไปทำงานในยุโรป
พอไปถึงที่ เขาก็ส่งโทรเลขถึงภรรยาที่อยู่ถึงอเมริกา
แต่บังเอิญบุรุษไปรษณีส่งผิด
บุรุษปรษณีนำโทรเลขไปส่งให้บ้านคุณนายแวนอีกคนหนึ่ง
ซึ่งสามีเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวานนี้เอง

ทันทีเปิดโทรเลขอ่าน
คุณนายแวนก็แทบจะหัวใจวาย
เนื่องจากโทรเลขมีข้อความว่า
" ถึงที่หมายโดยปลอดภัยเช้าวันนี้เอง หวังว่าคุณคงจะตามผมมาเร็วๆนี้ "
****************************************************

 


[​IMG]
image hosting

 

 

เด็กชาย 3 คนนั่งคุยโม้แข่งกัน
คนที่ 1
พ่อกูเป็นทหาร ทำหน้าที่กู้ระเบิดตามชายแดน
ป้องกันประเทศ เพื่อชาวบ้าน

คนที่ 2
พ่อกูก็เป็นตำรวจ ทำหน้าที่กู้ระเบิดเหมือนกัน แต่ในเมือง
เพื่อชาวบ้านเหมือนกัน

จากนั้นเด็ก 2 คน ก็หัวเราะชอบใจ
หันมาถามเด็กคนที่ 3 แล้วพ่อมึงทำงานอะไร?

เด็กคนที่ 3
มึงรู้จะหนาว.. พ่อกู เป็นครู มีเกียรติมากๆ
กู้กรุงไทย, กู้ออมสิน, กู้สวัสดิการ,
กู้สหกรณ์, กู้ฉุกเฉิน...?
55555 กู้เยอะกว่าพ่อพวกมึงอีก
**************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ข่าวล่าสุด เมื่อ 15.30 น.

นายวันชัย รุจนวงค์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงถึงคดีรับจำนำข้าว ที่ ปปช.ฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า อัยการมีความเห็นว่าสำนวนของ ปปช.ยังไม่สมบูรณ์ จึงสั่งให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ปปช.

เพื่อทำให้สำนวนมีความสมบูรณ์ขึ้น โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาภายใน 14 วัน

ทั้งนี้ 3 ประเด็นแย้งของอัยการสูงสุด ได้แก่

1.อำนาจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการยับยั้งโครงการ

2.การดำเนินการของน.ส.ยิ่งลักษณ์หลัง ปปช.ท้วงติง

3.รายละเอียดการทุจริต.

เรียกว่า ยกแรก ยังไม่รู้ผล ว่าคดีรับจำนำข้าวที่ "ไอ้ปกป้องชั่ว" มันบรรจง ชงลูกเสิร์ฟ...

กะว่างานนี้เล่นงานท่านนายกปูได้ด้วยวิธี "เล่นสำนวน-ตีความข้อกฏหมาย"...

เอาผิดได้แน่ๆ ก็ยังไม่แน่ เพราะความจริง มันไม่สามารถที่จะไปเอาผิดกับผู้ที่คุมแต่ในส่วนของนโยบาย...

ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติจริงตามหน้าที่ได้เลย...แต่มันก็ยังพยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะยัดเยียดข้อกล่าวหา ให้มีความผิดให้ได้...

เรียกว่า ทีมงานทั้งหมด ของ "ไอ้หน้าคางคกปกป้องชั่ว" มันสารเลวได้ใจจริงๆน่ะครับ!!!"...

 

 

โกงกปส. ทำให้คนไทยและประเทศชาติเสียหายไปหลายแสนล้าน..

เกิดขึ้นในยุครัฐบาลชวน 2 พวกมันไม่เคยพูดถึง..

วันนี้..กองทุนฟื้นฟูฯยังต้องแบกภาระหนี้เอาไว้กว่าล้าน ๆ บาท..

เพราะพวกใครกันเล่าวุ้ยยยย.....????

 

 

 

 

 

 

 

 

 ท่านเคยสงสัยบางไหมว่า ทำไมทนายจึงเรียกค่าว่าความแพงนัก

 

เหตุที่ทนายความเรียกค่าว่าความแพง ส่วนหนึ่งมาจากขั้นตอนการดำเนินงานของทนายความ ในการฟ้องคดีแต่ละคดีมีความยุ่งยากซับซ้อนแตกต่างกันออกไป

 

ตั้งแต่เริ่มต้นวิเคราะห์พยานหลักฐาน การตั้งประเด็นที่จะฟ้อง รวมถึงข้อหาที่จะฟ้อง ทั้งนี้ หากไม่ดูให้ดีแล้ว บางครั้งอาจจะทำให้แพ้คดีได้ง่ายๆ

 

เมื่อตั้งประเด็นแล้ว ยังต้องไปค้นคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆว่า เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องประเด็นที่จะฟ้องหรือไม่ ถ้ามี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างไร

 

เมื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆได้แล้ว ก็จะต้องมาดูเขตอำนาจศาลว่าจะต้องยื่นฟ้องที่ศาลไหน ร่างคำฟ้อง เรียบเรียงถ้อยคำให้รัดกุม มิให้มีช่องโหว่

 

เสร็จแล้วก็จะไปดำเนินการยื่นฟ้อง หลังจากยื่นฟ้องแล้ว จะต้องคอยไปศาลเพื่อดูแลติดตามการส่งหมายให้จำเลย จนกว่าจะถึงวันนัดพิจารณา การดำเนินการทั้งหลายที่กล่าวมา ล้วนแต่ต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ไม่ว่าค่ารถ ค่ากิน บางคดีที่จำเป็นต้องใช้รูปประกอบเป็นพยานหลักฐาน ก็จะต้องมีค่าฟิล์ม ค่าล้างรูป ตามมาอีก

 

ที่กล่าวมาเป็นในส่วนของการดำเนินการ ซึ่งยังมีในส่วนของความรับผิดชอบของงานอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งในคดีหนึ่งๆนั้นจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

 

การใช้ระยะเวลาเร็วที่สุดที่ผมเคยทำมาก็ประมาณ 3 เดือน แต่นั่นหมายถึงว่าจำเลยไม่ได้สู้คดี และศาลได้มีคำพิพากษาเลย แต่ถ้าจำเลยสู้คดี อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า บางคดี 1 ปี บางคดีก็มากกว่า

 

แล้วคุณคิดดู ถ้าเรื่องหนึ่งใช้ระยะเวลานานเป็นปี แล้วรายได้ไม่คุ้มกับงานที่ทำไป จะมีสักกี่คนที่จะทำงานจนสำเร็จ ฉะนั้น จึงมีส่วนของค่าความรับผิดชอบเพิ่มเติมเข้ามา คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เรียนจบทางด้านนิติศาสตร์มีจำนวนไม่น้อย แต่คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไม่ประกอบอาชีพเป็นทนาย อีกส่วนหนึ่งเริ่มต้นประกอบอาชีพเป็นทนาย แต่ก็ต้องเลิกลาไป ทั้งนี้ ก็เพราะในตอนเริ่มต้นอาชีพใหม่ ยังขาดความเชื่อถือจากลูกความ ไม่ค่อยจะมีคดีให้ทำ บางคนต้องการทำถึงขนาดที่ว่ายอมเรียกค่าว่าความถูกๆเพื่อที่จะได้มีคดีทำ แต่ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องออกไปประกอบอาชีพอื่นๆ

 

ปัจจุบันมีทนายความที่จดทะเบียนเป็นทนายความทั่วประเทศประมาณสามหมื่นกว่าคน แต่ประกอบอาชีพทนายความจริงๆมีประมาณแค่หมื่นเศษๆเท่านั้น

 

สำหรับขั้นตอนการฟ้องคดีนั้น ผมได้แสดงเอาไว้ด้านล่างนี้ เป็นขั้นตอนเพียงคร่าวๆ

 

1. รวบรวมข้อมูล เอกสารหลักฐานต่างๆ

 

2. ร่างคำฟ้อง

 

3. ไปศาลครั้งที่ 1 ยื่นฟ้องพร้อมขอให้ศาลส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องให้จำเลย

 

4. ไปศาลครั้งที่ 2 ตรวจดูสำนวนว่าคำฟ้องที่ยื่นไปศาลรับคำฟ้องหรือไม่ และกรณีที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกไว้ที่ภูมิลำเนาของจำเลย กรณีที่ไม่มีผู้ใดรับหมายนั้น ศาลสั่งอนุญาตหรือไม่ หากไม่อนุญาตก็จะต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป

 

5. ไปศาลครั้งที่ 3 ดูผลหมายว่าส่งได้หรือไม่ หากไปครั้งนี้ผลการส่งหมายยังไม่มา จะต้องไปใหม่อีกหนึ่งรอบ หากส่งได้แล้วก็จะดูว่าจำเลยรับหมายหรือปิดหมายไว้

 

6. ไปครั้งที่ 4 หลังจากวันที่ครบกำหนดที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้ เพื่อดูว่าจำเลยยื่นคำให้การหรือไม่ หากจำเลยไม่ยื่นคำให้การก็จะต้องยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขอให้ศาลมีคำพิพากษา

 

7. ไปครั้งที่ 5 เข้าสู่กระบวนพิจารณาครั้งแรก หากคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ศาลก็จะนัดให้สืบพยานโจทก์เลย แต่ถ้าคดีมีข้อยุ่งยาก ศาลก็จะนัดเป็นวันชี้สองสถาน (วันชี้สองสถานคือ วันที่ศาลจะมากำหนดว่าคดีนั้นมีประเด็นข้อพิพาทกันเรื่องใด แยกเป็นข้อๆ และจะกำหนดว่าให้ฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่นำพยานมาสืบก่อน) และกำหนดวันนัดครั้งต่อไป ส่วนใหญ่จะอยู่ในระหว่างระยะเวลาประมาณ เดือนครึ่ง ถึงสองเดือน หากศาลใดที่มีคดีค้างการพิจารณาอยู่มาก บางครั้งอาจจะต้องกำหนดนัดกันนานถึง 3 - 4 เดือนได้

 

8. ไปครั้งที่ 6 จนเสร็จสิ้นคดี ระยะเวลาเท่าใด ขึ้นอยู่กับจำนวนพยานที่แต่ละฝ่ายจะนำเข้าสืบ ส่วนใหญ่จะนำพยานมาเพียงแค่ปากเดียวต่อหนึ่งนัด เว้นแต่จะสืบพยานเพียงสั้นๆ ไม่ต้องถามหลายข้อ หรือไม่ซับซ้อนอะไร ก็อาจจะนำมาทีเดียว 2 - 3 ปากในหนึ่งนัดก็ได้ เหตุที่ทนายนำพยานมาเพียงแค่ปากเดียวในการสืบพยานหนึ่งนัด ก็เพราะว่าในการพิจารณาคดีของศาลในแต่ละวัน ศาลจะต้องพิจารณาทีเดียว 4-5 คดีในแต่ละช่วงของวัน คือช่วงเช้า และช่วงบ่าย หากทนายแต่ละคนนำพยานมาสืบกันทีเดียวหลายปาก ศาลย่อมไม่สามารถพิจารณาคดีได้หมด

 

 หากคุณเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่ค่อยจะมีกะตังไปปรึกษาทนาย หรือ ไปจ้างทนายมาว่าความให้คุณ คุณก็สามารถขอรับการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายได้ฟรี

 

 โดยหากคุณต้องการเพียงขอคำปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับคดีความที่คุณถูกฟ้อง หรือเป็นเรื่องที่คุณต้องการใช้สิทธิทางศาล แต่ไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร คุณสามารถไปขอคำปรึกษาได้ที่ ที่ทำการศาลทุกศาล ซึ่งจะมีโต๊ะสำหรับทนายความอาสาประจำอยู่ทุกศาล คอยให้คำปรึกษาชี้แนะกับประชาชนทั่วไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

 

และทนายความอาสาเหล่านี้จะให้แค่คำปรึกษากับคุณได้เท่านั้น ไม่สามารถว่าความให้กับคุณได้ เพราะเป็นข้อห้าม

 

ส่วนหากคุณต้องการทนายความว่าความให้กับคุณ คุณอาจจะต้องไปที่ ที่ทำการสภาทนายความ ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขอรับการช่วยเหลือที่นั่น

 

แต่การขอรับการช่วยเหลือในกรณีนี้ จะมีเงื่อนไขอยู่ 2 ประการคือ

 

1. คุณต้องเป็นผู้ที่ยากจน และ

 

2. ไม่ได้รับความเป็นธรรม

 

ต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 2 ประการ จึงจะสามารถขอรับการช่วยเหลือได้

 

อีกกรณีหนึ่งคือ กรณีที่คุณตกเป็นจำเลยในคดีอาญา หากคุณไม่มีทนายความว่าความให้ คุณสามารถร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งทนายความให้ได้ ซึ่งศาลจะมีทนายขอแรงไว้ช่วยเหลือว่าความให้คุณ

 

ที่นี้ รู้หรือยังละว่า ทนายความฟรี.......มีที่ไหน (บ้าง)

 

 

 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำวินิจฉัยของศาลที่สั่นสะเทือนสังคมไทย....

 

 

 

 

 

 

 

โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการป.ป.ช. อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและหลักการพิจารณาคดี (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

 

 

                                             

 

 

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 เวลาประมาณ 09.30 น. ศาลอาญาได้อ่านคำวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมาย คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (เลขาธิการ กปปส.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนายการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฐานผู้ร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำการหรือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื