Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 19/04/2014 19:51     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  การรู้คุณค่าในตัวเอง

 
 
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตแกนนำรุ่น 2 และโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สุดทนแฉม็อบ คปท.เปลี่ยนอุดมการณ์ เดินตามลุงกำนัน ไปกอดเกี๊ยะเซี๊ยะกับตำรวจที่หน้า สตช.
 
 
จากกรณีที่มีการตัดสัญญาณถ่ายทอดสด ASTV ให้กับเวที คปท. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายปานเทพ ได้กล่าวถึงสาเหตุว่า การหยุดถ่ายทอดสด คปท.นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า เอเอสทีวี ถ่ายทอดสดให้ฟรี ตลอดระยะเวลาครึ่งปี โดย คปท. ไม่ได้จ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะเรามองเห็นว่า คปท. มีอุดมการณ์ชัดเจน เพื่อปฏิรูปแผ่นดิน แต่ที่สุดแล้ว ความอดทนของ ASTV ก็จบลงเมื่อวันที่ คปท. คือไปกอดคอกับตำรวจ หน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไปพร้อมกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
 
 
สาเหตุนี้ทำให้มวลชนไม่น้อยเปลี่ยนไปชุมนุมที่แจ้งวัฒนะ หลังจากนั้นเป็นต้นมามวลชนลดลงเรื่อยๆ ทำให้ นายนิติธร ล้ำเหลือ และ นายอุทัย ยอดมณี ต้องเดินตามนายสุเทพ เนื่องจากพอคนน้อยแล้วทำให้มีขอบเขตจำกัดในการเคลื่อนตัว ฉะนั้นทิศทาง คปท. จึงไม่ต่างจาก กปปส.
 
 
เมื่อไม่ต่างกันเราก็เห็นว่าเวลาเนิ่นนานมา 5-6 เดือนแล้ว เลยกลับมาสู่ห้องส่งเพื่อจะได้พูดแสดงความเห็นหลากหลายได้เต็มที่มากกว่า แต่ยืนยันเอเอสทีวีไม่ได้ทอดทิ้ง คปท. กปปส. และหลวงปู่ฯ วันไหนมีข่าวสำคัญ มีเรื่องพิเศษ ต้องไปทำข่าวแน่นอน
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

                                                 

 

 

                                    [​IMG]
 

 

 รีแลคซ์

 


                                    *ทำไมกล้วยจึงเรียก Banana*


Long time ago…. ประมาณว่านานมากแล้ว

มีฝรั่ง มาเที่ยวตลาดน้ำเมืองไทย และเห็นผลไม้มากมาย ฝรั่งก็มาดูที่กล้วย ก่อนอื่น แล้วฝรั่งถามแม่ค้าว่า “What is this?”

แม่ค้าไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงไม่ได้ตอบอะไร ฝรั่งเห็นดังนั้นจึงลองบีบดูบังเอิญฝรั่งมือหนักจึงบีบกล้วยเละ
แม่ค้าเห็นจึงร้องโวยวายว่า “แบนแน่ๆ” ฝรั่งได้ฟังจีงร้องอ๋อแล้วก็บอกว่า “Oh! Banana”
หลังจากนั้นฝรั่งก็มาชี้ที่มังคุด และถามว่า “Is this mango?”

แม่ค้าชาวไทยกำลังโกรธที่ฝรั่งทำกล้วยเละเลยตอบไปว่า “แมงโกส้น teen นะสิ” ฝรั่งก็ร้องอ๋อแล้วบอกว่า “Oh Mangosteen!”

แล้วฝรั่งก็เหลือบไปเห็นมะละกอ ก็เอามือที่เลอะกล้วยไปจับแล้วถามว่า “What is this?”
แม่ค้าเห็นดังนั้นก็ยัวะมากที่มะละกอเลอะเทอะ จึงคว้าเอาสากขึ้นมาจะตีฝรั่งแต่มีคนตะโกนห้ามแม่ค้าว่า “ป้าๆ อย่า” ฝรั่งได้ยินดังนั้นจึงนึกว่ามีคนบอกชื่อมะละกอ จึงร้องว่า “OH! papaya“
...
 

 

 

 

 

 

        วันอังคารที่ 22 เมษายน 2557 เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 5
 

 

 

 

                            

 

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

                        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

 post-8988-0-16131100-1377675046.jpg

 

 

 

 

10174945_10152334473137439_8297992776976

 

 

 


 

 
 

 

 

 

 

  เทือก....ได้เวลากินข้าวเหนียวมะม่วง..... แล้วครับ

 
 
โดยคุณ cnck บอร์ดการเมือง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ดูทรงของมวลมหาเมื่อวานนี้แล้ว ฟันทอมได้เลยว่า ม็อบของเทือก ใกล้ถึงจุดจบแล้ว

โดยประเมินจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้หลายๆกรณี


1 จำนวนผู้ร่วมชุมนุมที่ลดน้อยถอยลงไปมาก สาเหตุหลักๆเนื่องมาจาก การชุมนุมที่ยืดเยื้อ ทำให้ผู้ชุมนุมที่มาด้วยใจบริสุทธิ์ เริ่มรู้เช่นเห็นชาติ เทือก ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ แต่ทำเพื่ออำนาจของตัวเองอย่างเดียว มวลชนกลุ่มนี้จึงล่าถอยไป (ส่วนตัว จขกท เคารพความเห็นของคนกลุ่มนี้)

2 ท่อน้ำเลี้ยง ตอนเริ่มม็อบใหม่ๆ ท่อน้ำเลี้ยงคิดว่าจะจบเร็ว จึงยินดีที่จะสนันสนุนเต็มที่ แต่แล้วด้วยนิสัยดั้งเดิมของเทือกคือ วัดครึ่งกรรมการครึ่ง ทำให้ท่อน้ำเลี้ยงจ่ายไม่ไหว ประกอบกับ เศรษฐกิจแย่ลง บรรดาท่อน้ำเลี้ยงจึงต้องกลับไปป้องกันธุรกิจของตัวเอง

3 จำนวนเงินบริจาคลดลงอย่างฮวบฮาบ จากเดิมที่เทือกเดินสายที คนบริจาคครั้งละหลายล้าน แต่เมื่อวานเห็นได้ข่าว (ไม่ยืนยัน) ว่า ได้ประมาณ 6 พันกว่าบาท ซึ่งน้อยกว่า จขกท ทิปเด็กตอนไปเที่ยวผับเสียอีก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เทือก ต้องเข้าเนื้อแน่ๆ ซึ่งคนอย่างเทือก อะไรที่ต้องใช้ทุนส่วนตัว ไม่มีทาง

4 แม่เหล็กที่ดึงดูดคนเข้าม็อบ ต่างไม่กล้าโผล่มาแล้ว แม่เหล็กที่ว่าได้แก่พวกดารา นักร้องทั้งหลาย คนเหล่านี้ตอนแรกคิดว่าถ้ามาร่วมชุมนุมแล้ว งานส่วนตัวจะเยอะขึ้น แต่พอปรากฏตัวแล้ว ถึงรู้ว่าคิดผิด เพราะศิลปินที่ดีต้องไม่เลือกข้างจะเห็นว่าดารา นักร้อง ที่ขึ้นเวที  ปัจจุบันต้องมานั่งโอดครวญตามๆกัน

5 ข่าวม็อบที่ออกมาช่วงนี้ หนักไปทางชู้สาว ข่มขืน ต้มตุ๋น ยาเสพติด เช่นกรณี กนก ไปยุ่งกับผู้ชุมนุม หรือล่าสุด บอร์น ซีลที่ไปหลอกบริจาคเงิน แถมเสียตัวด้วย แถมข่าวการ์ดชอบพาผู้หญิงไปข่มขืนจนตัวเองติดเอดส์ ทำให้แกนนำต้องเอาถุงยางไปคอยแจก ไม่รู้ว่านี่คือม็อบที่จะมา "ตัดสิทธิ์ (ของประชาชน) หรือ ม็อบ "ติด-สัด" กันแน่ "ตัดสิทธิ์หรือติด-สัด) ข่าวแบบนี้ทำให้ผู้ชุมนุมไม่กล้าไปม็อบอีก

6 พรรค ปชป เริ่มแสดงอาการคั่วไพ่สองหน้า จะสังเกตุว่าช่วงนี้ มาร์ค มักผายลมว่า "ให้นายก กับ เทือกหาทางคุยกันแปลว่า มาร์ค เริ่มคิดที่จะลอยตัว จะทำให้ดูว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง มวลมหา กับ รัฐบาล ไม่เกี่ยวกับเขา นี่คือสไตล์ที่แท้จริงของแมงสาบ

7 พักนี้ หน้าปุ สมชัย เริ่มกำหนดวันที่จะเลือกตั้งแล้ว แสดงว่า ผู้มีอำนาจเริ่มไม่กล้าเสี่ยงหักดิบ เพราะรู้ว่าการเสี่ยงครั้งนี้ผลลัพธ์จะลงเอยยังไง

8 ทหาร ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของ เทือก ไม่กล้าออกมา รัฐประหาร เพราะรู้ว่าแม้ทำแล้วก็ไม่จบ หนำซ้ำกลับจะเจอแรงต้านทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งเริ่มมีสัญญาณแปร่งๆออกมา เช่น พรฏ แบ่งส่วนราชการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาเมื่อวันที่ 5 เมษา ทำให้ยิ่งไม่กล้าขยับ ขนาดตอนที่กำลังแรงๆ ยังลังเล แล้วยิ่งตอนนี้ อยู่เฉยๆดีกว่า

9 หัวขบวนเผด็จการ ไม่ได้มองมาที่ม็อบเทือกแล้ว แต่กำลังจะใช้ องค์กรอิสระ เช่น ปปช ตลก ทำหน้าที่แทน เพราะฉะนั้นความสำคัญของเทือกก็จะหมดไป

10 การเจรจาลับของผู้มีอำนาจที่แท้จริงของทั้งสองฝ่ายใกล้จะลงตัวหมดแล้ว ซึ่งก็จะเข้าสูตร "เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าตัว here"


จากเหตุผล 10 ประการข้างต้นนี้ จขกท จึงมั่นใจว่าอีกไม่นาน เทพเทือกจะต้องได้กินข้าวเหนียวมะม่วงแน่

หรือไม่ก็ไปเสพสุขที่ต่างประเทศ โดยทิ้งนางดอกงิ้วของมันไว้ที่ประเทศไทย


ป.ล จขกท ชอบกินข้าวเหนียวมะม่วงมาก เพื่อนๆมีเจ้าอร่อยแนะนำด้วยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ............................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      

 

          
         โรงเรียนอิสลามศรีอยุธยามูลนิธิ
 
 
 
 
 
ตั้งอยู่ที่ ม.2 ต.คลองตะเคียน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 13000 โทร 035-701-295
โทร 035-701-295 โทรสาร 035-701-295 อีเมล isaschool@hotmail.com
 
 
 

ความสำคัญของการเรียนฟัรฏูอีน(ตาดีกา)ในอิสลาม

 


 

ความสำคัญของการเรียนฟัรฏูอีน ที่มัสยิดดารุลบิร สันกำแพง เชียงใหม่


444


มัสยิดดารุลบิร ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จัดการเรียน การสอน การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเรื่อง อิสลาม ให้กับเด็ก ๆ ในชุมชน โดย ท่านอีหม่าม จินดา(อับดุลการีม) พงษ์มณี เป็นผู้ให้ึึึความรู้ และสอนอิสลามขั้นพื้นฐานให้เด็ก ๆ ในชุมชน

ฟัรฎูอีน(ตาดีกา) เป็นระบบการจัดการศึกษาของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังจริย-ธรรมให้แก่เยาวชน มุสลิม ให้เป็นคนที่มีคุณธรรม สามารถประพฤติปฎิบัติตนให้ถูกต้องตาม หลักการ ของศาสนาอิสลาม จึงเป็นเสมือนการศึกษา ภาคบังคับ ที่ผู้ปกครองทุกคนต้องให้ความสำคัญ ถือเป็น หน้าที่สำคัญในการที่จะช่วยกันส่งเสริมและ สนับสนุนให้เยาวชน มุสลิมทั้งชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 5-12 ปี ไปเข้าเรียนในโรงเรียนฟัรฏูอีน ที่มีอยู่ในชุมชนหรือพื้นที่ใกล้เคียง

ที่ตั้งโรงเรียนฟัรฏูอีน ส่วนใหญ่มักจะอาศัยอาคารเรียนในบริเวณมัสยิด หรือ บาลาเซาะห์ (สถานที่ทำละหมาด ประจำ หมู่บ้าน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามัสยิด) โดยมีผู้รู้ที่มีใจอาสาในหมู่บ้าน มาช่วย สอนในวันหยุด ( เสาร์-อาทิตย์ ) หรือหลังเลิกเรียน หนังสือสามัญภาคปกติ เนื้อหาการเรียนการสอน จะเน้นในเรื่อง ศาสนา ภาษาศาสตร์ และ อัลกุรอ่าน การละหมาด การขอพรหรือดุอา คุณธรรมจริยธรรมในอิสลาม ซึ่งผลจากการเรียนการสอน ทำให้เด็กมีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับการอบรม สั่งสอน ไปใช้ในชีวิต ประจำวันได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ตามวิถีทางของมุสลิม

โรงเรียนฟัรฏูอีน จึงนับได้ว่าเป็นรากฐาน และจุดเริ่มต้นที่ดีในการรักษาศาสนาและวัฒนธรรม ท้องถิ่นได้อย่างเต็มเปี่ยม


555

77555

55555

444444

555

 
 
 
 
 
 
 
 
 
กำหนดการช่วงปิดภาคเรียน
หน้าแรก > ข่าวประชาสัมพันธ์ >กำหนดการช่วงปิดภาคเรียน

วัน เดือน ปี

กิจกรรม

10 - 12 มี.ค. 57

สอบปลายภาคเรียน

13 มี.ค.-11 พ.ค.57

ปิดเรียน

14 มี.ค.57

ประกาศผลการเรียน

15 - 18 มี.ค. 57

ค่ายพักแรมลูกเสือ เพรชรัชต์

20 มี.ค. 57

ส่ง วก.1 ม.3 ทุกรายวิชา

24 มี.ค.57

ส่ง วก.1 ทุกรายวิชา

20 - 28 มี.ค. 57

สอบซ่อม

24-31 มี.ค.57

ประชุมครูเต็มคณะ/ประชุมปฏิบัติการ

31 มี.ค. 57

อนุมัติจบหลักสูตรปีการศึกษา 2556 ม.3-ม.6

มอบประกาศนียบัตร รับ ปพ. 1/ปัจฉิมนิเทศน์

1 เม.ย. 57

รับ ป.พ.1 (ครั้งที่ 1)

2 เม.ย.57

ประกาศผลการเรียน

5 เม.ย. 57

 

9.00 น.

มอบตัวนักเรียนที่เข้าใหม่ทุกระดับชั้นทุกคน และ ป.1, ม.1 และ ม. 4 (เก่าใหม่ทุกคน)

- ประชุมผู้ปกครอง และรับใบมอบตัวนักเรียน

14 - 25 เม.ย.57

เรียนฟัรดูอีนทุกระดับชั้น (F –Net)

26 - 27 เม.ย.57

สอบฟัรดูอีน หน่วยสอบที่ 10

5 - 9 พ.ค.57

 

เปิดเรียนฟิสิกส์ เคมี ชั้น ม.6/1 ทุกคน

ปรับพื้นฐานวิทย์ – คณิต (เช็คเวลาเรียน)

6 พ.ค.57

ประชุมครูเต็มคณะเตรียมการปีการศึกษา 2557

10 พ.ค. 57

8.00 -15.00 น.

มอบตัว ลงทะเบียนเรียน ปีการศึกษา 2557

(มอบตัวล่าช้าปรับ 100 บาท) ต่อคน

12 พ.ค. 57

เปิดเรียน ภาคเรียนที่ 1/2557

12 - 23 พ.ค. 57

สอบแก้ตัว

24-25 พ.ค.57

ค่ายปฐมนิเทศ และละลายพฤติกรรม

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                       
 
 
 
 
 
 
 
เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน
 

1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่
อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง...

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเต
อร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข
็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกร
อดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็น
การกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:การกลืนน้ำ
ลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ
ให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบา
ๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน
เกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ
มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ...
 
 
 
 
 
 

                 

 

 

 

 

 

 

 

ปิดสถานที่ราชการ ไล่ข้าราชการไม่ให้ทำงานไม่มีความผิดถูกกม.ซะงั้น/เอาพวกหลีดไปวางหน้าศาลผิออกหมายเรียกเลย ว้าว กม.ไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

"สุเทพ" จวกซ้ำ แถลงการณ์ศอ.รส. อวดดีโอหัง ย้ำ รบ.คิดใช้ม.7 ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 10:29:00 น.

 

             

 

 

ที่เวทีกปปส.สวนลุมพินี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. กล่าวปราศรัยเมื่อค่ำวานนี้ ว่า การเดินทางไปเชิญชวนเเละชี้เเจงทำความเข้าใจต่อพนักงานการประปานครหลวงให้ร่วมกันออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ ได้รับการต้อนรับอย่างดีเเละทำให้เชื่อได้ว่า การออกมาข่มขู่ก่อนหน้านี้ของ ศอ.รส. ไม่มีผลทำให้พนักงานรัฐวิสาหกิจเกรงกลัวหรือไม่กล้าต้อนรับ กปปส.แต่อย่างใด ขณะเดียวกันยังมั่นใจว่าการรวมตัวชุมนุมครั้งใหญ่ต่อไปของ กปปส. จะได้รับความร่วมมือจาก การประปานครหลวง
 
 
 
นายสุเทพ กล่าวว่า หลัง ศอ.รส.ได้เเถลงการณ์จนสร้างความไม่พอใจให้กับใครหลายคน วันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศอ.รส.ออกมาแก้ตัวว่าแถลงการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้นว่า บ้านเมืองอาจเกิดความวุ่นวายหากศาลตัดสินเกินขอบเขตศาลรัฐธรรมนูญ ตนเห็นว่าเป็นการแก้ตัวที่อวดดีโอหัง ซึ่ง ป.ป.ช.เเละศาลรัฐธรรมนูญ ก็เห็นตรงกันเเล้วว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม
 
 
 
เลขาธิการกปปส. กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยังดันทุรันอยู่ในอำนาจ และได้เตรียมการไว้แล้วว่า หากศาลวินิจฉัยให้ครม.รักษาการสิ้นสภาพ ก็จะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพื่อกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง อยากอยู่แต่ในอำนาจ การกระทำอย่างนั้นไม่มีใครทำกัน เพราะพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดเเย้ง และในรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าไม่ให้ใครล่วงละเมิด เเต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เเละ ศอ.รส. กลับกล้าที่จะไปกราบบังคบทูลขอพระบรมราชวินิจฉัย
 
 
 
"ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่วางตัวอยู่เหนือการเมืองมาตลอดกว่า 60 ปี พระองค์ไม่เคยเลือกข้าง ประชาชนชาวไทยจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เพราะสำนึกรู้บุญคุณ และท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ต้องถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าให้ ศอ.รส.เเถลงการณ์อย่างนี้ ทำไมไม่คิด เเละเหตุใดถึงไม่รู้จักพิจารณาบ้าง ทั้งหมดเรียกว่าเป็นการกระทำการมิบังควร ซึ่งแค่แม้แต่คิดก็ผิดเเล้ว" นายสุเทพกล่าวเเละว่า อย่านำเรื่องนี้ไประคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เรื่องนี้ต้องจัดการให้เสร็จกันที่ประชาชน
 
 
 
 
 
 

 

 

'สุเทพ'ย้ำขอพระราชทานนายกฯม.7

'สุเทพ'ย้ำขอพระราชทานนายกฯม.7 อ้างเหตุรบ.-สภาทรยศประชาชน นักวิชาการหนุนยุบสภา-ลาออก

 


เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 4 ธ.ค.2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ได้ปราศรัยที่เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะถึงการที่ประชาชนออกมาชุมนุมครั้งนี้ว่าเพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 3 บัญญัติไว้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งเมื่อรัฐบาลและรัฐสภาทรยศต่อเจตนารมณ์ของปวงประชา เราจึงมีความชอบธรรมจะดึงอำนาจนั้นกลับมาเป็นของเราในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างนี้ การดำเนินการตามมาตรา 7 นั้น มีบทบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ว่าต้องดำเนินการอย่างไรในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ให้วินิจฉัยตามประเพณีการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การที่สภาและรัฐบาลทรยศต่อประชาชนนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีคนทรยศต่อประชาชนได้ขนาดนี้ เราจึงต้องกลับไปใช้มาตรา 7 พอเราพูดอย่างนี้ มีคนคัดค้านด้วยความไม่รู้ เข้าใจผิดว่า มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญคือการไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทพระเจ้าอยู่หัว ไปคิดเอาเองว่าการใช้มาตรา 7 คือไปขอนายกฯคนใหม่และรัฐสภาใหม่ ไม่ใช่แบบนั้น พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ไม่เคยลงมาแทรกแซงการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นตัวอย่างบทบัญญัติการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ที่ใช้มาแล้วในประเทศไทย

วันนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ประชาชนลุกฮือขึ้น จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และจอมพลประภาส ลาออกจากรองนายกฯ ทั้งสองคนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อให้เหตุการณ์สงบ รองประธานวุฒิสภาขณนั้น ก็เข้ากราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ขอให้พระองค์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกฯ ต่อจากจอมพลถนอม ไม่ใช่อยู่ๆ พระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานลงมา แต่รองประธานวุฒิฯ ขณะนั้น เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าได้ ต้องมีคนมาเป็นนายกฯ และเห็นว่านายสัญญา มีความเหมาะสมเป็นนายกฯ ได้ จึงนำความกราบบังคมทูลและพระองค์ก็โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา เป็นตัวอย่างที่เรานำมาเทียบเคียงได้ว่า หากวันหน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออกจากนายกฯ ลาออกจากรักษาการ ประเทศไม่มีนายกฯ คนที่มีอำนาจหน้าที่ที่เหลืออยู่ สามารถนำความกราบบังคมูลพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งนายกฯ ส่วนเราจะทำอย่างไรให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากนายกฯ และรักษาการนายกฯ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ คือถอนความชอบธรรมในการใช้อำนาจของเขา พวกที่พูดไม่รู้ความจริง หรืออาจไม่รู้ หรืออาจแกล้งโง่

นายสุเทพกล่าวว่า ในวันที่ 6 ธันวาคม การต่อสู้ยกสุดท้ายจะเริ่มขึ้น วันเผด็จศึกจะประกาศวันที่ 6 ธันวาคมนี้ เราจะประกาศร่วมกัน เราจะลั่นกลองรบและจะเป็นการรบขั้นเผด็จศึก เตรียมตัวต่อสู้กันยกสุดท้าย พี่น้องฟังแล้วต้องตัดสินใจร่วมกัน เพราะจะเป็นการเดินทางไปสู่การเผด็จศึกและได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
 

 
 

 

 

 

"ตกลงจะเอายังไงกันเเน่วะ ลุงกำนัน?..นี่เเน่ะ!!......"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    Self Esteem (เซ๊ลล์เฟสททีม) ความรู้คุณค่าในตัวเอง 

 

 

 

คำนี้ยังไม่มีคำแปลสำหรับภาษาไทย หรืออาจจะมีแต่ผู้เขียนไม่ทราบ นักการศึกษา ผู้ปกครอง นักธุรกิจ ตลอดจนรัฐบาล กำลังมุ่งสร้าง ประชาชนให้มี self-esteemสูง ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง มีความซื่อสัตย์ มีความภูมิใจในผลสำเร็จ ของงาน บุคคลซึ่งมีความคิดริเริ่ม และมีความมุ่งมั่น ที่จะแก้ปัญหา และรับผิดชอบปัญหา ที่จะเกิดตามมา เป็นคนที่คนอื่นรัก และรักคนอื่น เป็นบุคคลที่สามารถควบคุมตัวเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงาน โดยสรุปแล้วคนที่มี self-esteem สูง จะหมายถึงคนที่มีความคิด สร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบสูง และซื่อสัตย์

 

ตรงกันข้ามกับคนที่มี self-esteem ต่ำหรือพฤติกรรมป้องกัน (defensive) คนกลุ่มนี้มักจะต้องการ พิสูจญ์ตัวเอง หรือวิจารณ์คนอื่น ใช้คนอื่น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง บางคนอาจจะหยิ่ง หรือดูถูกผู้อื่น มักจะไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่มั่นใจว่าตัวเอง จะมีคุณค่า หรือความสามารถ หรือการยอมรับ ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่กล้าที่จะทำอะไร เนื่องจากกลัว ความล้มเหลว คนกลุ่มนี้มักจะวิจารณ์คนอื่น มากกว่าที่จะกระทำ ด้วยตัวเอง และยังพบอีกว่า คนกลุ่มนี้มักจะ ชอบความรุนแรง ติดสุรา ยาเสพติด มีเพศสัมพันธุ์ก่อนวัย

 

คนที่มี self-esteem จะต้องมีความสมดุลของความต้องการผลสำเร็จ หรืออำนาจ และความรู้จักคุณค่า ความมีเกียรติ และความซื่อสัตย์ ซึ่งอาจจะหมายถึง จิตใต้สำนึก และพฤติกรรมนั่นเอง จิตใต้สำนึกของคนที่มี self-esteem จะต้องรู้จักบาป บุญคุณโทษ รู้สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี ความสื่อสัตย์ ความมีเกียรติ ส่วนพฤติกรรมของ self-esteem มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหา เชื่อมั่นในความคิด และความสามารถ ของตัวเอง สามารถเลือกวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง หากสูญเสียความสมดุลก็จะทำให้เกิดปัญหา เช่น หากจิตใต้สำนึกไม่แข็งแรง หรือสมบูรณ์พอ ก็จะทำให้คนเกิด พฤติกรรมเชื่อมั่นตัวเอง มากเกินไป หยิ่งยโส ดูถูกคนอื่น หากแต่มีแต่จิตใต้สำนึกที่ดี แต่ไม่มีความมุ่งมั่น ที่จะ ประสบผลสำเร็จชีวิต ก็อาจจะไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้นบุคคลที่ชอบพูดถึงแต่ตัวเอง อวดดี ดูถูกคนอื่น คนพาล ชอบเอาเปรียบคนอื่น คนที่กล่าวโทษคนอื่นไม่ถือว่า มี self-esteem

 

Self-esteem ประกอบด้วย ความตระหนักถึงคุณค่าตนเอง (Self-respect) และ ความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง(Self-efficacy) จนกลายเป็น ภาพแห่งตน (Self-image)



Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/SelfEsteem.htm#ixzz2zcjQuc9y

 

 

 เรื่องของขอทานกับร้านซาลาเปา

 

ร้านซาลาเปาร้านหนึ่ง...กิจการดีมาก มีลูกค้าเข้าร้านตลอดทั้งวัน วันหนึ่ง มีขอทานสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ เนื้อตัวสกปรก มาที่ประตูร้าน ทำให้ลูกค้าหลายคนพากันอุดจมูกเดินหนี

 

ลูกจ้างของร้านก็เข้ามาต่อว่า และเอ่ยปากไล่ไปให้พ้นร้าน แต่ขอทานก็รีบอธิบาย " คุณครับ ผมไม่ได้มาขอทานหรอก แต่จะมาซื้อซาลาเปา " พร้อมกับเอาเหรียญเศษสตางค์ ออกมานับด้วยสองมือ...

 

ลูกจ้างรู้สึกรำคาญ จึงออกแรงปัด เหรียญทั้งหมด...ต ก พื้ น !!!
ขอทานตกใจ รีบก้มลงเก็บเหรียญบาทบนพื้น แต่หาอย่างไร ก็ขาดไป 1 บาท อยู่ดี
" เหรียญ 1 บาท นี่...คุณทำตกใช่ไหมครับ "
ขอทานเงยหน้ามอง ก็เห็นเถ้าแก่ ของร้าน...เขาไม่กล้าแม้แต่จะรับเงินจากเถ้าแก่ และกำลังจะวิ่งหนีด้วยความลุกลี้ลุกลน แต่ก็ถูกเถ้าแก่เรียกให้หยุด พร้อมพูดว่า..." ยินดี ต้อนรับครับ คุณลูกค้า !!! ไม่ทราบว่าคุณต้องการ ซาลาเปาไส้อะไร "

 

ขอทานตะลึงงัน ผ่านไปสักพัก จึงตอบกลับไปว่า " ผมอยากได้ซาลาเปาไส้หมู 1 ลูก "
" ครับ...กรุณารอสักครู่ " แล้วหันไปคีบซาลาเปาไส้หมู ออกจากซึ้งมา และยื่นให้ขอทานอย่างนอบน้อม

 

และหันไปถามลูกจ้างว่า..." นี่คือวิธีต้อนรับลูกค้าของเธองั้นหรือ "
" แต่เค้าเป็นแค่ ขอทานคนหนึ่ง " ลูกจ้างอธิบาย
" ต่อให้เค้าเป็นขอทาน ก็เป็นลูกค้าของเรา เธอโดนไล่ออกแล้วล่ะ " เถ้าแก่กล่าว
จากนั้น...เรื่องที่ทำให้คนในร้าน ตกใจยิ่งกว่า ก็คือ...เถ้าแก่ให้ขอทานคนนี้ มาเป็นลูกจ้างในร้าน และเมื่อขอทานคนนี้ ชำระร่างกายจนสะอาด เผยให้เห็นหน้าตาที่หล่อเหลาผิดคาด อีกทั้งยังขยันขันแข็ง กลายเป็นผู้ช่วยของร้านได้อย่างดี...

 

ภายหลัง...มีคนถามเถ้าแก่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า...เถ้าแก่ดูออกได้อย่างไรว่า แท้จริงแล้วขอทานคนนี้ เป็นทองชั้นดี
เถ้าแก่ตอบกลับมาว่า..." ที่จริงแล้วง่ายมาก เขาไม่ได้มาขอซาลาเปากิน แต่เขารวบรวมเงินอย่างอยากลำบาก มีเงินแล้วค่อยมาซื้อซาลาเปาของเรา แสดงให้เห็นว่า...
>>> เขาเป็นคนที่...เ ค า ร พ ตั ว เ อ ง <<<

 

การไม่เคารพผู้อื่น หมายถึงการไม่เคารพตัวเอง
และ มีเพียงคนที่เคารพตัวเองเท่านั้น
จึงจะเคารพ...ง า น ที่ ตั ว เ อ ง ทำ

 

 

 

 

 

 

 

                

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 เลขากกต.ถ่ายรูปกับป้ายที่กปปส.สั่งให้ติด

[​IMG]

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 [​IMG]

 

 

 

 

 

 

ลือสะพัด! ทหารเห็นด้วยกับประธาน กปปส. เปลี่ยนม้ากลางศึกรับม็อบไล่ปูยกสาม

 

แหล่งข่าวลือสะพัดตลอดทั้งวันว่า ประธาน กปปส.ได้ต่อสายหารือกับผู้นำเหล่าทัพระดับสูงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์บ้านเมือง และการเตรียมตัวรับมือม็อบ นปช.

 

ประธาน กปปส.และผู้นำเหล่าทัพเห็นว่า เลขาฯ กปปส. คนปัจจุบันไม่สามารถนำทัพเพิ่มมวลชนได้มากไปกว่านี้ และยิ่งหากมีการตัดสินคดียิ่งลักษณ์เมื่อไหร่ ม็อบ นปช.จะเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูน ซึ่ง เลขาฯ กปปส สุเทพ ไม่สามารถรับมือตั้งรับได้ จึงคุยถึงการ "เปลี่ยนม้ากลางศึก" ให้สุเทพยุติบทบาท ทันทีที่มีคำพิพากษา และ่ส่งไม้ต่อให้ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ที่รับอาสาพร้อมนำประเด็น "พลังงานไทย" มาเล่นต่อเพื่อจุดม็อบให้ลุกโชนกลับขึ้นมาใหม่เหมือนสมัยปี ๕๑

 

แหลงข่าวกล่าวต่อว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้โทรสายหาถึงประธาน กปปส. และเหล่าทัพต่อรองเจรจา และถามกลับไปว่า หากให้ตนเองยุติม็อบ จะให้ตัวเองมองหน้ามวลชนได้อย่างไร ตระกูลเทือกสุบรรณจะหาแผ่นดินอยู่ได้อย่างไร

 

 

ในขณะที่ทางสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เริ่มเคลื่อนไหวด้วยการขยับตัวเปิดตัวรายการ "คุยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล" เมืองไทยรายสัปดาห์ อีกครั้งในปลายสัปดาห์นี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาจัดรายการ และประกาศชัดเจนแล้วว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะกลับมาจัดรายการจริง และประเด็นที่จะนำมาพูดจาคือประเด็นพลังงานไทย ซึ่งก็ตรงกับแหล่งข่าวทุกอย่าง

 

ดังนั้นต้องดูต่อไปว่า ข่าวเม้าส์นี้จะเป็นจริงหรือไม่ คนไทยคงกำลังรอดูว่า "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ไม่มีแผ่นดินอยู่ ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

 

 

เอเอสทีวีตาสว่าง หลังจากรู้ว่า คปท. คือ กปปส. หลังเข้าใจผิดมากว่าหกเดือน...

guest

Post : 16/04/2014 19:44     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  โค้งผีสิง

 

 

 

                                                     โค้งผีสิง

 

 

                                   

 

 

 

วันที่ 18 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลวันมหาสงกรานต์ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามป้องกันและลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุเท่าใด ก็ยังมีการสูญเสียอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากขับขี่ขณะมึนเมา ง่วงซึม หลับใน หรือไม่ชำนาญเส้นทาง ซึ่งก็เป็นสาเหตุทางวิชาการหรือวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ แต่ 10 อันดับโค้งต่อไปนี้ อาจอยู่เหนือจากเหตุผลข้างต้น เพราะยังมีสิ่งที่เรียกว่าตัวตายตัวแทน ปกคลุกความเชื่อบางคนว่าเป็นอาถรรพณ์ ณ จุดนั้น

 

10. โค้ง 100 ศพ อ.นาทวี จ.สงขลา

โค้งแห่งนี้เป็นที่กล่าวขานจากชาวบ้านเคลียง ต.นาทวี อ.นาทวี ซึ่งเกิดเหตุหลายครั้งจนต้องนิมนต์พระมาปัดเป่าส่งวิญญาณ ตามความเชื่อ เพราะกลัวมีตัวตายตัวแทน แต่ความเอี้ยนก้ยังไม่ทุเลาจนต้องนิมนต์พระเกจิชื่อดังของภาคใต้คือ พระสามตา เจ้าอาวาสวัดนาทวี และนิมนต์เจ้าอาวาสจากอีก 8 วัด มาสวดขอร้องผีตายโหงและดวงวิญญาณ อย่าได้หาตัวตายตัวแทนอีกเลย

 

9. โค้งอันตราย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

โค้งนี้เป็นอีกจุดอันตรายที่เชื่อมต่ออำเภอบางสะพานกับอำเภอบางสะพานน้อย มีความน่ากลัวตรงที่เป็นโค้งที่วิ่งมาจากทางตรงยาว แถมค่อนข้างมืด ผู้ใช้รถใช้ถนนกว่าจะรู้สึกตัวอีกทีรถก็พุ่งมาถึงช่วงโค้งแล้ว อีกทั้งบางจุดยังมีลักษณะถนนทรุดตัวด้วย ทำให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแทบจะรายวันจนถูกขึ้นชื่อความเฮี้ยน

 

8. สะพานร้อยศพ อ.ปะทิว จ.ชุมพร

คงมีน้อยคนนักที่จะร่วงหล่นตกจากรถไฟจนเสียชีวิต แต่สำหรับที่นี่สถิติต่างๆกลับใช้ไม่ได้ เพราะบริเวณสะพานโค้งข้ามคลองห้วยตาเสือ ต.บางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร เกิดเหตุการณ์คนตกรถไฟเสียชีวิตบ่อยครั้ง จนเกิดเสียงร่ำลือจากชาวบ้านในละแวกนั้นว่า มีสิ่งเร้นลับที่จะพรากดวงวิญญาณที่ถึงฆาตให้มาสถิตย์ ณ ที่แห่งนี้ เหตุการณ์น่าสนใจที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าที่แห่งนี้มี อาถรรพ์ตัวตายตัวแทน คือพบศพชายชาวต่างชาตินอนหงายลอยขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ก่อนพบตั๋วรถไฟด่วน นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ อยู่ในกางเกง ทราบชื่อภายหลังว่า นายเลนราฟาแอลด์ วู้ดเก้นส์ ชาวเยอรมัน อายุ 21 ปี จากคำบอกเล่าเพื่อนร่วมทางเล่าว่า ผู้ตายโชว์โหนรถไฟ เอาตัวออกมานอกรถ และร่างได้ฟาดกับสะพานเข้าอย่างจัง และพลัดตกจมคลองในที่สุด จากนั้นอีก 3 เดือน มีผู้พบศพชายปริศนาสวมเสื้อสีฟ้านอนคว่ำหน้าอยู่ริมคลองใต้สะพาน ซึ่งไม่ไกลจากจุดที่มีผู้เสียชีวิตคนก่อนๆ ตกลงมา จากเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณของฝรั่งชาวเยอรมันกำลังจะไปเกิด จึงต้องหาตัวตายตัวแทนมาเฝ้าสะพาน และได้ดึงร่างของผู้ตายลงมาในที่สุด นอกจากนี้ ณ ที่แห่งนี้ยังมีผู้พลัดตกรถไฟอีกเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้านพากันขนานนามที่แห่งนี้ว่า “สะพานร้อยศพ”

 

7. โค้งทางด่วนพระรามหก

ทางด่วนพระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ก็เป็นอีกจุดที่เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เช่นเหตุการณ์ที่ตู้โดยสารตกลงมาที่บริเวณหน้าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีก 7 ราย และอีกมากมายหลายเหตุการณ์ เหตุใดที่ผู้คนมากมายต้องขับรถมาจบชีวิตลงที่จุดนี้ ประมาท หรือ ตัวตายตัวแทน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องค้นหากันต่อไป ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดอยู่บ่อยครั้ง การทางพิเศษก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย เร่งแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำ โดยการเพิ่มสัญญาณเตือนภัยและป้ายระบุชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียขึ้นอีก แต่ก็ยังเป็นที่พูดถึงไม่เสื่อมคลาย

 

6. ป้อมตำรวจ อ.เมือง จ.ระยอง

ป้อมตำรวจ สายตรวจ ต.เนินพระ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท (สายเก่า) บริเวณโค้งกรอกยายชา เขตเทศบาลตำบลเนินพระ อ.เมืองระยอง ที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยน ทุกครั้งที่ตำรวจหน้าใหม่เข้าประจำการ และถึงเวรต้องเฝ้าที่ป้อมแห่งนี้ มักเจอหญิงสาวชุดขาวที่หน้าโชกไปด้วยเลือดเข้ามาทักทายเสมอ บ่อยครั้งโผล่มาให้เห็นจนตำรวจต้องวิ่งหนีกันป่าราบ บางรายถึงกับช็อกคาป้อม หรือ บางรายวิ่งหนียอมทิ้งเวรยาม ขึ้นโรงพักขอย้ายกันกลางดึกก็มี

สถานที่แห่งนี้นอกจากจะมีความเฮี้ยนและขึ้นชื่อเรื่อง “ผีดุ” แล้ว เรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับ ตัวตายตัวแทน ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะกว่า 50 ศพแล้วต้องมาสังเวยชีวิต ณ ที่แห่งนี้ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดเหตุการณ์รถแหกโค้งมาที่หน้าป้อมอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดเหตุรถเฉี่ยวชนกัน ณ บริเวณดังกล่าว โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่จะด้วยอาถรรพ์ หรือ ดวงถึงฆาตก็ไม่ทราบได้ เกิดเหตุการณ์สลดขึ้น เมื่อคู่กรณีออกมายืนนอกรถทั้งหมด 8 คน จู่ๆ ก็มีรถวิ่งมาด้วยความเร็วแหกโค้งชนเข้าใส่กลุ่มคนทั้งหมดจนเสียชีวิต เลือดได้สาดกระเด็นถูกผนังของป้อมจนแดงฉานไปทั่ว

ที่น่าสะพรึงและชวนขนลุกยิ่งกว่า ก็คือก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง จะมีเสียงโหยหวนที่ไม่มีต้นตอ พร้อมเสียงจิ้งจกอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นไม่เกิน 10 นาที จะเกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตทุกครั้งไป หรือว่า เสียงโหยหวนเหล่านั้น คือ เสียงดวงวิญญาณที่กู่ร้องต้อนรับดวงวิญญาณใหม่ที่กำลังจะมาประจำการแทนนั่นเอง

 

5. ทางแยกตัววาย สะพานรัชวิภา

ณ บริเวณทางแยกรูปตัววายแห่งนี้ เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตผู้คนขึ้นบ่อยครั้ง โดยอุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เกิดความลังเลในการตัดสินใจว่าจะไปทางไหน หรือ บางราย ขับรถด้วยความเร็ว และไม่ทราบว่า เป็นทางแยก จนเป็นที่มาของเหตุโศกนาฏกรรมบ่อยครั้งโดยเหตุการณ์ที่เป็นข่าวดังของ สะพานข้ามแยกนี้ คือ เหตุการณ์รถยนต์ประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากสะพานในช่วงบริเวณต่างระดับที่จะแยกออกไปถนนวิภาวดีรังสิต จนเป็นเหตุให้ น้อง มายด์ พี่สาวมิ้นAF ลูกสาวของ นายโกวิท วัฒนกุล เสียชีวิตนอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ยังมีเหตุการณ์อุบัติเหตุ จนรถตกทางด่วนและมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นหลายครั้ง ชาวบ้านในละแวกนั้น เชื่อว่า ผู้คนที่มาเสียชีวิตที่นี่จะเป็นผีตายโหง หากไม่มีวิญญาณมาแทนที่ ก็ไม่สามารถไปเกิดได้ จึงได้หาตัวตายตัวแทนมาแทนตน และจะวนเวียนอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

4. โค้งปราบเซียน 100 ศพ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

อุบัติเหตุจากโค้งปราบเซียนนี้ อยู่ที่ บ้านคอเอน หมู่ 5 ต.ไม้ขาว ชาวบ้านรู้จักและร่ำลือกันมานาน บางรายถึงกับบ่นว่าเคยชินซะแล้ว แสดงถึงความถี่ครั้งของจำนวนเหตุที่เกิดขึ้น แถมยังเชื่อว่าเป็นวิญญาณตนก่อนๆที่อยากได้คนไปอยู่แทน ซึ่งเหตุที่น่าสนใจคือ ลูกชายเศรษฐีนักนักธุรกิจมาเลเซีย ขี่บิ๊กไบค์มาร่วมงานประจำปีหาดป่าตอง ภูเก็ต ขากลับขับรถบิ๊กไบค์หลุดโค้งชนขอบถนนจนเสียชีวิต โดยมีคำบอกเล่าว่าผู้เสียชีวิตไม่ได้เมาแอลกอออล์ด้วย ทำให้ไม่มีใครรู้สาเหตุทีึ่แท้จริงนอกจากเจ้าตัว

 

3. โค้งผีเฮี้ยน อ.แม่ทา จ.ลำพูน

ผู้เฒ่าผู้แก่ละแวกนี้ เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากโค้งผีสิงนี้ว่า ถึงแม้ว่าจะพบเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวของผีๆ สางๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนจะชวนให้น่าสยดสยองพองขนเหมือนครั้งนี้มาก่อนเลย เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนร่วมงานของพี่สาว ขอสมมติว่าชื่อแหม่ม ได้ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังจากเลิกงาน ได้ประสบอุบัติเหตุที่บริเวณทางโค้งแห่งนี้ จากนั้นก็โทรเรียกให้พี่สาวมาช่วยแต่ตัวเองยังลุกไปไหนไม่ได้ พี่แหม่มดีใจมากที่เห็นหน้าพวกเรา บอกว่ายังไม่มีใครเห็นเลยแม้แต่คนเดียว คนที่ขับรถผ่านมาก็ไม่เห็น ข้าพเจ้ากับพี่สาวมองหน้ากันอย่างงุนงง เพราะเราขับรถวนหาพี่แหม่มถึงสามรอบด้วยกัน โดยรอบแรกเห็นเป็นผ้ากองหนึ่งเท่านั้น รอบสองเห็นแค่หมวกกันน็อค พอรอบสามถึงจะเจอ คิดแล้วน่าประหลาดใจจริงๆ เรื่องแบบนี้คนทางภาคเหนือเขาเรียกว่า "ปีกุ๋ม" คือมันต้องการพวกเพิ่มจนบังตาไม่ให้เราหาเจอ แล้วพี่สาวก็พาพี่แหม่มไปโรงพยาบาล พอกลับบมาบ้านเจ้าแต้ม-หมาแสนรู้ก็ปราดออกจากใต้ถุนไปยืนเห่าอะไรเบาๆ ก่อนจะเงียบเสียง ตัวแข็งทื่อ จ้องมองไปทางประตูรั้ว เล่นเอาเย็นวาบไปทั้งตัว! วิญญาณร้ายคงจะตามมาด้วยความโกรธแค้น ที่เราขัดขวางจนมันเอาพี่แหม่มไปอยู่ด้วยไม่สำเร็จ รุ่งขึ้นคือเช้าวันจันทร์ แฟนพี่เขาก็พาคนแก่เฒ่า มาช้อนขวัญตามประเพณีทางเหนือ แล้วเลี้ยงเจ้าที่ ลาบ แกงอ่อม ฯลฯ จิตใจของแต่ละคนจึงค่อยๆ ดีขึ้น

 

2. โค้ง 100 ศพ หน้าศาลอาญารัชดา

โค้งหน้าศาลอาญารัชดา หรือที่ผู้คนในบริเวณนั้นเรียกว่า โค้ง100ศพ ณ ที่แห่งนี้ เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตผู้คนบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตบนเกาะกลางถนน โดยแทบทุกคันจะชนเข้ากับต้นโพธิ์ที่อยู่ตรงทางโค้งนี้ ซากรถที่พังยับเยินจนแทบไม่รู้ว่านี่คือรถยี่ห้อไหน ที่จอดทิ้งไว้ ณ บริเวณแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคันที่มีผู้เสียชีวิตในรถทั้งสิ้น นอกจากความประมาทแล้ว เรื่องลี้ลับประมาณ วิญญาณผีเฮี้ยน หรือ ตัวตายตัวแทน ยังเป็นเรื่องราวที่ผู้คนกล่าวขานกันมาก ณ โค้ง 100ศพแห่งนี้ เนื่องจาก ผู้คนที่รอดชีวิตหลายต่อหลายคนกลับมาเล่าเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันว่า เห็นคนกำลังเดินตัดหน้ารถไป ทำให้เบรคกระทันหัน ทำให้รถเสียหลัก บ้างก็บอกว่า เห็นมีเงาดำ ๆ ยาวมาก เหมือนมีคนยืนอยู่ พาดผ่านช่วงถนนนี้ทำให้เกิดการตกใจ และควบคุมสติไม่อยู่ พราะความเชื่อที่ว่า มีวิญญาณมากมาย ณ ที่แห่งนี้ ต้องการ ตัวตายตัวแทน เพื่อที่ตนจะได้ไปเกิดนั้น ทำให้สะพานลอยคนข้ามถนนรัชดาภิเษก ปากซอยเสือใหญ่อุทิศ ซึ่งกล่าวขวัญกันว่าเป็นโค้งอันตราย มีความเฮี้ยนและความน่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้น ได้กลายเป็นสถานที่ ที่มีผู้คนมาบนบานเรื่องราวต่างๆมากขึ้น

 

1. โค้งเหมืองผ่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

โค้งเหมืองผ่า หรือเรียกอีกชื่อว่า โค้งปากท่อ อยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านแก้วสา ถนนโชตนา ตำบลริมเหนือ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากคำบอกกล่าวของชาวบ้านแถวนี้หรือผู้สัญจรไปมามักพบเห็นผู้คนยืนเรียงรายริมถนนจำนวนมากบ้างก็บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ บ้างก็ยืน นั่ง บางคนถึงกับกวักมือเรียก โค้งเหมืองผ่า แห่งนี้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย อยู่บ่อยครั้ง จนได้รับฉายาว่าเป็น โค้ง100ศพ บ้างก็เชื่อว่าวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้ ต้องการตัวตายตัวแทน เพื่อปลดปล่อยให้ดวงจิตของตนไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น เมื่อมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง กอปรกับมีผู้พบเห็น ภาพหลอนของคนที่ตายไปแล้วมากมาย ชาวบ้านจึงได้เชิญเกจิมาทำพิธีทางศาสนา ทำบุญแผ่เมตตา แก่ดวงวิญญาณที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และศพถูกทำร้ายที่โค้งนี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า "ผีตายโหง” แต่หลายครั้งที่ทำพิธีผ่านไป อุบัติเหตุก็ยังคงอยู่ คล้ายกับว่า ดวงวิญญาณเหล่านี้ ยังคงต้องการตัวตายตัวแทนเหมือนเช่นเดิม !!!

 

อย่างไรก็ตาม แม้อุบัติเหตุทางโค้งใน 10 อันดับ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุผลทางวิทยาศสาตร์หรือไสยศาสตร์ก็ตาม ทางเว็บไซต์ "เดลินิวส์" เชื่อว่าหากผู้ขับขี่มีร่างกายและจิดใจที่พร้อมสำหรับการเดินทาง มีสติตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาทหรือไม่คึกคะนองจนเกินไป และไม่ซิ่งรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเฮี้ยนหรืออาถรรพ์แค่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้

 

  

ขอขอบคุณ www.toptenthailand.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1006087_729575640426564_1669313160071729061_n.jpg

 

 

 

 

นายไทกร พลสุวรรณ 1 ในแกนนำ กปท. โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คเพจชื่อว่า “ไทกร พลสุวรรณ” เกี่ยวกับสาเหตุที่มวลชนคนเสื้อแดงต้องเลื่อนการชุมนุมจากวันที่ 18 เม.ย.ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยระบุไว้ 2 ประเด็นคือ ปัญหาท่อน้ำเลี้ยง กับความแตกแยกระหว่างแกนนำ นปช.กับอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ทำให้แกนนำ นปช.ต้องหารือกันอย่างเคร่งเครียด

 

นายไทกร กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อนประเด็นหลักเรื่องท่อน้ำเลี้ยง ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในที่ประชุม นปช. ถึงท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษคดีอาญาหนีคำพิพากษาของศาลจำคุก 2 ปี เนื่องจากเกรงกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะหักหลังหันไปเจรจากับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม และลอยแพมวลชนเสื้อแดง จนอาจถึงขั้นให้รัฐบาลเล่นงานแกนนำเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง

 

นายไทกร ระบุว่า หนักที่สุดคงเป็นคำพูดของหัวหน้าแกนนำแดงที่บอกว่าหลงเข้าใจผิด คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นนักสู้อย่างมวลชนคนเสื้อแดง แต่แท้ที่จริงพ.ต.ท.ทักษิณเป็นได้เพียงพ่อค้าเท่านั้น

 

ข้อความที่นายไทกรโพสต์ลงเฟซบุ๊ค

 

เขาเป็นได้แค่พ่อค้า..!!!

 

หลังแกนนำแดงต้องประกาศถอย เลื่อนการชุมนุมวันที่ 18 เมษายน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด สาเหตุหลักที่ต้องถอย คือ

 

1.การเกณฑ์มวลชนมาร่วมชุมนุมประสพความล้มเหลว มวลชนที่มาตามกระแสมีจำนวนไม่ถึงหมื่น ส่วนมวลชนจัดตั้งของอดีต ส.ส.ไม่ขยับแม้แต่เขตเลือกตั้งเดียว เพราะอดีต ส.ส.ไม่พอใจแกนนำแดงที่คราวที่แล้วอมเงินไปใช้เฉพาะพวกตัวเอง จึงรวมหัวกันฟ้องท่านแม้ว ดูไบ

 

2.ท่อน้ำเลี้ยงที่ท่านแม้ว ดูไบ ปล่อยมาให้แกนนำแดงถูกปิดชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด จากปัญหาการอมตังค์ของแกนนำแดง ท่านแม้ว ดูไบ แจ้งแกนนำแดงว่า ขอประชุมกับพวก ส.ส.เสาร์อาทิตย์นี้ก่อนจึงจะตอบได้ว่า จะเปิดท่อน้ำเลี้ยงเมื่อไหร่ และจะสั่งให้เดินแผนยังไง

 

เมื่อได้รับคำตอบจากท่านแม้ว ดูไบ แกนนำแดงก็เปิดประชุมด่วนทันที ในที่ประชุมแกนนำแดงวิพากษ์วิจารณ์ท่านแม้ว ดูไบ, นายกปู, คนสนิทของท่านแม้ว ดูไบและนายกปูอย่างเสียๆหายๆ

 

-อ่อนหัดทางการเมืองบ้างล่ะ
-ไม่สู้จริงบ้างล่ะ
-กลัวพวกอำมาตย์เกินบ้างล่ะ
-เชื่อแต่พวกชอบเลียบ้างล่ะ
-ไม่เชื่อพวกนักรบอย่างพวกเราบ้างล่ะ
-หลอกใช้พวกเราอีกแล้วบ้างล่ะ

 

แต่หนักที่สุดคงเป็นคำพูดของหัวหน้าแกนนำแดงที่บอกว่า "หลงเข้าใจผิด คิดว่าเขา(ท่านแม้ว)จะเป็นนักสู้อย่างพวกเรา แต่เขาเป็นได้เพียงพ่อค้าเท่านั้น"

 

จากนั้นแกนนำแดงก็วิเคราะห์กันว่า ท่านแม้ว ดูไบ อาจแอบจับมือกับพวกอำมาตย์ ยอมคายอำนาจทางการเมือง และใช้แกนนำแดงเป็นเครื่องสังเวยทางการเมือง ท่านแม้ว ดูไบ อาจสั่งให้น้องเขยใช้เส้นสายลงโทษแกนนำแดงในวันพรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อในวงวิเคราะห์เช่นนี้ทำให้ ทั้งตู่, ทั้งเต้น ถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว

 

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า ระหว่างท่านแม้ว ดูไบ กับ แกนนำแดงทั้งแผ่นดิน ใครจะอยู่ใครจะไป ใครจะต้มใคร หรือว่าใครจะถูกต้ม

 

 

 

99745.jpg

 

 

 

 1375523413-1011411573-o.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

คำตัดสิน ชี้ เกมส์การเมือง
*********************
พรุ่งนี้ 18 เมษา เวลา 09.00 น.
จะมีคำตัดสิน ถอนประกัน หรือ ไม่ถอน
พี่ตู่ และ พี่เต้น

สอดคล้องกับ ที่ ศาล รธน. จะตัดสิน นายกฯ และ ครม.
ในคดี ถวิล เปลี่ยนสี

ฝั่งตรงข้ามมองว่า ..
ถ้าตัดสิน ลงโทษ นายกฯ และ ครม. คนเสื้อแดง จะลุกฮือ
เพราะฉะนั้น ก็ต้องถอนประกัน แกนนำ นปช.
เพื่อให้ ขบวนการ คนเสื้อแดง ไร้หัว

ซึ่ง .. คุณคิดผิด !!

เพราะ ถ้าสมมุติ มีการถอนประกัน แกนนำ จริง
ยิ่งทำให้ มวลชนโกรธแค้น ยิ่งขับเคลื่อนจำนวนมากใหญ่
อีกทั้ง จะควบคุมมวลชนไม่ได้
ซึ่งนั่นคืออันตรายใหญ่หลวง ต่างหาก

วันนี้มีการขอเลื่อนให้ปากคำของ นายกฯ ต่อ ศาล รธน.
ถ้า ศาล รธน. อนุมัติให้เลื่อนไปอีก 15 วัน
เราก็พอที่จะคาดเดาได้ว่า ..
พรุ่งนี้ จะไม่มีการถอนประกัน แกนนำทั้ง 2 ท่าน

นะโม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ปอกะบิด พิชิตเบาหวาน-บำรุงร่างกาย ได้จริงหรือ ?

 

ปอกะบิด
 




ขอขอบคุณข้อมูลภาพประกอบจาก อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ โดย มหาวิทยาลัยมหิดล,
ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้องค์การสวนพฤกษศาสตร์


ทำความรู้จักกับ ปอกะบิด หรือ ปอบิด สมุนไพรไทยที่ให้ผลผลิตครั้งเดียวในรอบปี พร้อมข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งภาพต้นปอกะบิด ผลปอกะปิด สรรพคุณปอกะบิด รวมถึงราคาขายตามท้องตลาด

กระแสสมุนไพรเพื่อสุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีชื่อ ปอกะบิด หรือ ปอบิด โผล่มาให้เห็นอยู่เป็นระยะ บ้างก็อ้างสรรพคุณว่า รักษาได้ตั้งแต่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แก้เหน็บชา ภูมิแพ้ ไทรอยด์ ไมเกรน รวมทั้งยังมีสรรพคุณบำรุงตับ ไต แถมยังรับประทานง่าย เนื่องจากรสชาติดี แค่นำไปต้มแล้วดื่ม จึงทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันมาสนใจ ปอกะบิด กันมากขึ้น แต่พืชสมุนไพรชนิดนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร สรรพคุณดีจริงอย่างที่กล่าวอ้างกันหรือไม่ และหาซื้อได้ที่ไหน วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันจ้า

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับปอกะบิด พืชสมุนไพรตัวใหม่ที่น่าสนใจนี้กันดีกว่า โดยเว็บไซต์ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลไว้ ดังนี้
 


สมุนไพร ปอกะบิด
 


 

ปอกะบิด
 


 

ชื่อ : ปอบิด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helicteres isora Linn.

ชื่อวงศ์ : STERCULIACEAE

ชื่อเรียกอื่น : ปอกะบิด ปอทับ มะปิด มะบิด ขี้อ้นใหญ่ ปอลิงไซ ลูกบิด ซ้อ และ เซ้าจี

ลักษณะ : ปอกะบิด เป็นไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้างหรือรูปรี เส้นใบแตกแขนงจากโคนใบ กว้าง 8-14 เซนติเมตร ยาว 13-17 เซนติเมตร โคนใบมนเว้าไม่เท่ากัน ปลายใบมน ขอบใบหยัก แผ่นใบสากคาย ก้านใบยาว 2 เซนติเมตร ดอกสีส้ม ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ แต่ละดอกมีใบประดับขนาดเล็กรองรับ กลีบรองดอกสีเขียวเชื่อมเป็นหลอดโค้ง ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบดอก 5 กลีบ กลีบคู่บนมีขนาดใหญ่กว่ากลีบอื่น ขนาด 2.5-3 เซนติเมตร ปลายกลีบมน เกสรผู้สีเหลือง 10 อัน เชื่อมร่วมกับก้านเกสรเมีย ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ผลเป็นฝักยาวบิดเป็นเกลียว ยาว 3-4 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตก มีสีน้ำตาลดำ

การกระจายพันธุ์ : เป็นพืชที่ขึ้นเองตามริมป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ที่รกร้าง แม้กระทั่งในบริเวณกรุงเทพมหานคร พบได้ทั่วไปทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และอินเดีย ออกดอกและติดผลช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

ประโยชน์ : เส้นใยจากเปลือกต้นปอกะบิด ที่มีอายุระหว่าง 1-2 ปี ใช้ทำเป็นเชือกได้ เพราะมีความทนทานมาก

สรรพคุณ :

ราก - บำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง แก้บิด ขับเสมหะ แก้ปวดเคล็ดบวม โรคเบาหวาน และโรคความ ดันโลหิต

เปลือกลำต้น - นำมาต้มเป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง และเป็นยาบำรุงธาตุ

ผล - แก้ท้องอืด แก้ปวดเคล็ดบวม แก้เสมหะ แก้ลงแดง กระเพาะอาหารเป็นแผล อักเสบ หรือเรื้อรัง

 

ปอกะบิด

สรรพคุณ ปอกะบิด
 


ขณะเดียวกัน รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนบทความที่กล่าวถึงสมุนไพรปอกะบิดไว้ โดยสรุปคร่าว ๆ ว่า จากข้อมูลตำรายาไทย เผยถึงการใช้เปลือกต้นและรากของปอกะบิด ในการบำรุงธาตุ ขณะที่ส่วนผล จะใช้แก้โรคบิด ท้องเสีย ขับเสมหะ หรือตำพอกแก้ปวดเคล็ด แก้บวม และจากการทดลองยังพบว่า สารสกัดของปอกะบิด ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้ออีโคไล ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียทั่วไป และยังช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ

ส่วนการศึกษาวิจัยประสิทธิภาพของปอกะบิดในโรคอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ โรคเบาหวาน พบว่า สารสกัดน้ำจากผลปอกะบิดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของหนูขาวที่ถูกทำให้เป็นเบาหวาน และป้องกันไม่ให้ระดับไขมันสูงขึ้น แต่การทดลองเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุขนาดที่ใช้ รวมทั้งยังไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนยารักษาเบาหวานได้จริง ดังนั้น ในกรณีที่ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนและยังไม่มีข้อมูลการใช้แผนโบราณสนับสนุน จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกใช้ โดยผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดบทความของ รศ.รุ่งระวี ได้ที่นี่ ปอบิด พิชิตสรรพโรคได้จริงหรือ?

 

ราคาขาย ปอกะบิด
 


ทั้งนี้ มีรายงานว่า มักพบ ปอกะบิด ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยปอกะบิดยังเป็นสินค้าโอท็อปชนิดหนึ่งของ จ.กาญจนบุรี อีกด้วย ส่วนราคาจำหน่ายในตลาดพบว่า มีราคากิโลกรัมละ 200-450 บาท หากบรรจุซองชา จะมีราคาประมาณ 125-150 บาท เป็นต้น

 

วิธีรับประทานปอกะบิด
 


1. นำฝักปอกะบิด 50 ฝัก มาล้างน้ำ แล้วจึงนำไปต้มในน้ำ 3 ลิตร โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ต้มได้ 4 ครั้ง หรือจนกว่าสีน้ำจะจาง แล้วจึงเปลี่ยนยาใหม่

2. นำฝักปดกะบิด 10 ฝัก ต้มกับน้ำสะอาดประมาณ 3 แก้ว จากนั้นเคี่ยวให้เหลือ 1 แก้ว ดื่มวันละ 1 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว

3. นำฝักปอกะบิด 4-5 ฝัก ใส่น้ำร้อน 1 แก้ว จิบเป็นน้ำชา เติมน้ำได้เรื่อยๆ จนกว่าสีน้ำจะจาง หรือชงในกาชงชาก็ได้

 

ปอกะบิดเกลียวทอง กับปอกะบิดเกลียวเพชร ?
 


ในเบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลว่า เหตุใดจึงมีการเรียก ปอกะบิด หรือ ปอบิด ว่า ปอกะบิดเกลียวทอง หรือปอกะบิดเกลียวเพชร สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเรียกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสดงถึงสรรพคุณของสมุนไพรดังกล่าว

จากข้อมูลในข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดรองรับสรรพคุณของปอกะบิดอย่างเป็นทางการ ดังนั้นผู้ที่สนใจในสมุนไพรดังกล่าว ควรทำการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนเลือกใช้ เพราะถึงแม้สมุนไพรจะมีประโยชน์ แต่อาจมีโทษสำหรับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ นั่นเอง

 

 

 

ปอกะบิด สมุนไพรแก้เบาหวาน แต่ทานนาน ๆ อาจทำลายตับไต


 

ปอกะบิด
 



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pharmacy.mahidol

ปอกะบิด ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวานได้จริง แต่ สธ. ยืนยัน ปอกะบิดยังทดแทนยารักษาเบาหวานไม่ได้ แนะไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะอาจทำลายตับไต ควรหมั่นสับเปลี่ยนสมุนไพรเรื่อย ๆ ป้องกันโรคแทรกซ้อน

ปอกะบิด หรือปอบิด สมุนไพรที่ได้ยินชื่อบ่อยในช่วงนี้ เพราะทราบกันดีว่ามีสรรพคุณรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งก็ช่วยได้จริง แต่ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนไม่เข้าใจวิธีการใช้สมุนไพรที่ดีพอ เมื่อใช้แบบผิด ๆ ก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ อย่างที่มีการพบผู้ป่วยบางรายมีอาการไตวาย แต่วันนี้เรามีคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่อยากใช้ หรือกำลังใช้สมุนไพรปอกะบิดมาบอกให้ทราบกัน

โดย นางเสาวณีย์ กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ให้ข้อมูลว่า แม้จากรายงานการวิจัยจะพบว่า ปอกะบิดมีผลในการรักษาเบาหวานสามารถลดน้ำตาลในหนูทดลองได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงสามารถทำลายตับหนู และเกิดการกระตุ้นหัวใจในกบได้ ดังนั้น ผู้ที่จะใช้ต้องตรวจภาวะการทำงานของตับไตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน และห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติ หรือแม้แต่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต

ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย ยังให้ข้อมูลอีกว่า จริง ๆ แล้ว สมุนไพรปอกะบิดยังไม่มีงานวิจัยด้านพิษวิทยา แต่มีงานวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ โดย รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า แม้ปอกะบิดจะมีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถทดแทนยารักษาเบาหวานได้จริง ดังนั้น หากจะใช้สมุนไพรรักษาโรคก็ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะปริมาณสารเคมีจากสมุนไพรควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีตับอ่อน ไต หัวใจไม่แข็งแรง หากดูแลสุขภาพไม่ดีก็เสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้

ทั้งนี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยที่ต้องการลดน้ำตาลในเลือดทานอาหารเป็นยาแทน เพราะปริมาณความเข้มข้นของสมุนไพรที่ได้จะมีความเข้มข้นต่างกัน เช่น กินผักแกล้ม หรือ น้ำคั้น เช่น ใบกะเพรา ใบบัวบก ก็มีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้เช่นกัน แต่ต้องใช้หลักการเดียวกันคือ สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                พระเอกขี่ม้าขาว ผู้ตอกฝ่าโล้งเรืองรัฎฐาธิปัตย์

 


                    [​IMG]

 

 


[​IMG]
 

 

 

[​IMG]
"สมชัย"FBไว้อาลัยกลุ่มคนหนุนรบ.
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

guest

Post : 07/04/2014 19:40     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ทำไมเเมวชอบเลียเจ้าของ?

 

 

 

 

  ไขความลับเรื่องเหมียว ๆ ทำไมแมวชอบเลียเจ้าของ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไขความลับเรื่องเหมียว ๆ ทำไมแมวชอบเลียเจ้าของ
 



 

 

 



เจ้าของแมวหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม๊...ทำไม แมวของคุณถึงชอบเดินมาเลียนัก ทั้ง ๆ ที่ดุก็แล้ว ตีก็แล้ว ผลักออกก็แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเดินเข้ามาเลียคุณอยู่ดี ในวันนี้เราก็เลยหยิบข้อสงสัยเหล่านั้นมาเฉลยกัน เจ้าของเหมียวทั้งหลายจะได้หายข้องใจและเข้าใจแมวของคุณกันมากขึ้นว่า พฤติกรรมการเลียของแมวนั้นมีที่มาจากอะไรบ้าง


1. สร้างความสัมพันธ์กับแมวตัวอื่น

แมวไม่ได้เลียขนให้กัน เพราะแค่ต้องการช่วยกันทำความสะอาดในจุดที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น บนศีรษะ ในใบหู หรือใต้คาง แต่การที่แมวเลียให้กันแบบนี้ยังเป็นการสร้างและเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแมวด้วยกันเอง ดังนั้นถ้าหากแมวเดินเข้ามาเลียคุณก็แสดงว่า แมวอยากจะเพิ่มความสัมพันธ์กับพวกคุณอย่างไรล่ะ


2. แสดงความรัก

หากแมวของคุณพยายามจะใช้ลิ้นเลียผิวให้รู้เอาไว้เลยว่า แมวกำลังแสดงความรักกับเจ้าของ เหมือนกันที่แม่แมวแสดงความรักกับลูก ๆ ของพวกมันด้วยการช่วยทำความสะอาดขนด้วยลิ้น ในขณะเดียวกัน การเลียนั้นยังหมายความว่า แมวรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้าของ เพราะเวลาอยู่ใกล้เจ้าของจะทำให้รู้สึกมีความสุขและปลอดภัยนั่นเอง


3. ผ่อนคลายความเครียด

ความเครียด เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แมวชอบเลียขนตัวเองบ่อย ๆ เพื่อเป็นการปลอบประโลม และสร้างความสบายใจให้กับตัวเอง เมื่อตกอยู่ในสภาวะหรือเหตุการณ์เคร่งเครียด นอกจากนี้หากแมวไม่เลียขนตัวเองก็อาจจะใช้ลิ้นเลียสิ่งของอื่น ๆ อย่างเช่น ผ้า พลาสติก รวมไปถึงการเลียผิวของเจ้าของคลายความเครียดด้วยก็เป็นได้


วิธีป้องกันแมวเลีย


หากเจ้าของไม่อยากให้แมวเลียมือ ใบหน้า หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะกลัวว่าแมวอาจเป็นอันตราย เจ้าของไม่ควรใช้วิธีผลักไสไล่ส่งแมว เพราะอาการเหล่านี้จะทำให้แมวรู้สึกสับสน หากเป็นไปได้ควรจะใช้ของเล่น อาหาร ขนม หรือสิ่งของที่แมวชอบมาเบี่ยงเบนความสนใจของแมว ก่อนที่แมวจะเข้ามาเลียเจ้าของนั่นเอง


คราวนี้ก็หวังว่าเจ้าของแมวทุกคนคงจะเข้าใจถึงพฤติกรรมของแมวกันมากขึ้นแล้วนะคะ และหากคุณไม่สามารถห้ามไม่ให้แมวเลียได้ ก็ลองนำวิธีของเราไปใช้กันดู ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความเครียดของแมวได้แล้ว ยังเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันพฤติกรรมการเลียของแมวได้ดีอีกด้วย

 

 

 

พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว
 



ความน่ารักของสุนัขกับแมวกินกันไม่ลงจริง ๆ เพราะต่างคนต่างก็มีความน่ารักกันไปคนละแบบ แต่ถ้าพูดถึงพฤติกรรมระหว่างสัตว์เลี้ยง 2 สายพันธุ์นี้แล้วล่ะก็ บอกได้เลยว่า แตกต่างกันสุดขั้วสมกับที่เป็นคู่กัดกันมานาน ซึ่งคุณอาจจะไม่มีวันได้เห็นความแตกต่างของสัตว์เลี้ยง 2 สายพันธุ์นี้เลย กระทั่งจับพวกมันมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หรือจนกว่าจะได้เห็นรูปเหล่านี้


1. เมื่อเจ้าของกลับบ้าน


สำหรับสุนัขแล้วไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้พวกมันรู้สึกดีใจได้มากไปกว่าการเห็นเจ้าของกลับบ้าน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นก็ตาม แต่แทบไม่มีโอกาสได้เห็นอาการแบบนี้เลยหากในบ้านของคุณมีแมว อีกทั้งอาจจะโดนมองด้วยสายตาหมางเมินด้วย

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


2. อาบน้ำ

สุนัขออกจะยิ้มหน้าระรื่นแทบทุกครั้ง เมื่อเจ้าของชวนให้มาอาบน้ำ แหม...ช่างแตกต่างกับเจ้าเหมียวเสียจริง ๆ เพราะนอกจากจะวิ่งหนีแล้ว ยังทำหน้าบูดใส่เจ้าของตัวเองด้วย

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


3. ขณะอยู่บนรถ

พอได้ยินว่าจะพาขึ้นรถออกไปเที่ยวนอกบ้านเท่านั้น เจ้าสุนัขตัวน้อยแทบจะกระโดดขึ้นรถเอง โดยไม่ต้องเดินไปอุ้มเลย แต่เจ้าของอาจจะโดนข่วน หรือโดนทำร้ายได้ง่าย ๆ หากพูดแบบนี้กับเจ้าเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


4. ถ้าโดนเจ้าของลูบพุง

ความสุขของสุนัขคือ ช่วงที่เจ้าของลูบพุงของพวกมันเบา ๆ แต่สำหรับแมวแล้วปล่อยให้นอนตัวเดียวอย่างนั้นดีกว่า ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนงับได้หากเจ้าของเข้าไปรบกวนการนอนของพวกมัน

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว
ภาพจาก We Know Memes


5. เมื่อเจ้าของอยากหอมแก้ม

อาจจะเป็นภารกิจระดับสูงเลยก็ได้หากคุณต้องการหอมแก้มกลม ๆ ของเจ้าเหมียว หรือหากจะหอมแก้มจริง ๆ คงต้องจับหัวมันแน่น ๆ เลยล่ะ แต่สำหรับสุนัขไม่ต้องรอให้เจ้าของหอมแก้ม เพราะแค่เห็นหน้าคุณก็กระโจนเข้าใส่แล้ว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


6. เวลาแฮงก์เอาท์กับเพื่อนฝูง

อย่างที่รู้กันดีว่า แมวเป็นสัตว์ที่รักสันโดษ ฉะนั้นอาจจะเกิดการตบตีหากเดินมาพบปะกัน แต่สำหรับสุนัขแล้วแทบจะกอดคอกันเดินไปเลยทีเดียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


7. ความเกรงใจ

แม้สุนัขจะชอบเดินมาป้วนเปี้ยนเวลาที่เจ้าของกินข้าว ก็คงไม่รบกวนเท่าตอนที่แมวกระโดดขึ้นมาแย่งอาหารบนโต๊ะหรือนอนหน้าคอมพ์ขณะที่เจ้าของกำลังทำงานหรอก

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


8. การเลี้ยงดู

หากคุณจะให้อาหารแมวสักมื้อควรจะคิดให้รอบคอบเพราะอาจะเป็นอันตรายกับแมวได้ ส่วนสุนัขเลี้ยงง่ายโตวัย เพราะแข็งแรงสมบูรณ์ไปทุกส่วนเลย

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

ภาพจาก Lol Happen

9. ของเล่น

ลูกบอล กระดูกปลอม หรือสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ คือของเล่นสำหรับสุนัข ส่วนของเล่นของแมวไม่ใช่ก้อนไหมพรม หรือลูกบอลอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่กลับเป็นกล่องกระดาษต่างหากล่ะ

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว

 พฤติกรรมต่างขั้วสุดฮา ระหว่างโฮ่งกับเหมียว


สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวอย่างใดอย่างหนึ่ง กับคนที่กำลังอยากได้สัตว์เลี้ยงสักตัวมาอยู่เป็นเพื่อน ก็ลองดูเอาเองแล้วกันว่า คุณจะเลือกสุนัขหรือแมวมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน !

 



                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         ไข่ กับ คอเรสเตอรอล  

 

 

 

 

 

 

โดนฝรั่งหลอกว่าไข่ไก่กินไม่ดี ไขมันสูง ลองมาอ่านของจริงบ้างเป็นอย่างไร เราโง่มานานแล้ว

 

คลอเรสเตอร์รอลมันเกิดจากการกินอาหารเพียง 20 %แต่มันสร้างโดยตับเราเองถึง 80% แล้วการสร้างอนุมูลอิสระตัว HDL ซึ่งเป็นตัวมีประโยชน์ต่อร่างกายได้ดีที่สุดคือ การกินไข่ จะได้เพิ่มถึง 48% เชียวนะ

 

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่ มีประโยชน์มาก...โปรดอ่านและเผยแพร่แก่ผู้ใกล้ชิดด้วย เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ.... หากใครได้ดูรายการ 'ข้อเท็จจริง..วันนี้' ทางช่องยูบีซี 7 ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับ เรื่อง 'ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่ ' เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า ... จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวัน นั้น จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด

 

คุณหมอบอกว่า อยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสียเพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย แต่ มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดการที่หลายๆคนมีระดับคลอเสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่ มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไป เพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อยหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การ รับประทานไข่ ทุกวันๆละอย่างน้อย 2 ฟอง จะช่วยได้มาก

 

คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง

 


ผลก็คืออาการของโรคที่รักษา
บรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เดินไม่ค่อยได้ก็กลับมาเดินได้.......นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้ (หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู) พร้อมกันนี้ ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุดก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล.... การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี

 

อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่ คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน .....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

 

 

 

 

 http://www.youtube.com/watch?v=AZYAMPrRbQ4   59..

 

 

 

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                     วันสวรรคตพระองค์ดำ

 

 

 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้นต้องกรำศึกสงครามเรื่อยมา แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของพระองค์ ประวัติศาสตร์ล้วนบันทึกต้องกันว่า พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ทำสงครามกับกรุงอังวะ จึงให้ยกกองทัพใหญ่ไปสองทาง ทางหนึ่งให้สมเด็จพระเอกาทศรถพระอนุชาธิราชทรงยกกองทัพผ่านเมืองฝาง ส่วนสมเด็จพระนเรศวรทรงยกกองทัพใหญ่อีกทัพผ่านเมืองหาง(ห้างหลวง) แล้วให้สองทัพบรรจบเข้าตีกรุงอังวะพร้อมกัน ความแตกต่างก็บังเกิดขึ้นเมื่อประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่บันทึกไว้ว่า ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรเดินทัพผ่านเมืองหางนั้น พระองค์ก็ทรงประชวรด้วยฝีละลอกที่พระพักตร์แล้วกลายเป็นพิษ ประชวรอยู่สามวันก็เสด็จสวรรคต

 

แต่พงศาวดารฉบับคำให้การของชาวกรุงเก่าบันทึกไว้ว่า “...พระนเรศวรก็ยกทัพจากเมืองหางไปทางตำบลเขาเขียว เทพารักษ์ซึ่งรักษาเขาเขียวนั้นบันดาลให้พระองค์สวรรคตบนคอช้างพระที่นั่งพิษณุราชา ณ ตำบลเขาเขียวนั้น...” ส่วนพงศาวดารฉบับคำให้การของขุนหลวงหาวัด ให้รายละเอียดมากไปกว่านั้นว่า “...ครั้นเสด็จการมงคลพิธีแล้ว พระองค์ก็ยกไปเมืองหงสา จึงทรงช้างพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎงค์ก็พ้นเมืองทางไกลได้ ๗ วัน จึงพ้นไปหน้าเขาเขียว ดงตะเคียนใหญ่ จึงมาศาลนางเทพารักษ์อยู่ที่ต้นตะเคียนใหญ่ มีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เสนาจึงทูลเสด็จให้ลงจากช้างพระที่นั่ง เมื่อจักมีเหตุมานั้น พระนเรศร์จึงถามเสนาว่าเทพารักษ์นี้เป็นเทพารักษ์ผู้หญิงหรือผู้ชาย เสนาจึงทูลว่า อันเทพารักษ์เป็นนางศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก พระนเรศร์จึงตรัสว่า อันเทพารักษ์นี้เป็นแต่นางเทพารักษ์ดอก ถ้าจักเป็นเมียเราก็จักได้ เราไม่ลงจากช้าง ครั้นพระนเรศร์ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงช้างพระที่นั่งผ่านหน้าศาลเทพารักษ์นั้นไป จึงเห็นตัวแมลงภู่บินมาตรงหน้าช้าง แล้วก็เข้าต่อยเอาที่อุณาโลม พระนเรศร์นั้นก็สลบอยู่กับหลังช้างพระที่นั่ง แล้วก็เสด็จสู่สวรรคตที่ตรงหน้าเขาเขียว...

 

” พงศาวดารทั้งสองฉบับนี้คล้ายจะระบุว่าเป็นเพราะสมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงทำความเคารพศาลนางเทพารักษ์ที่หน้าเขาเขียวนั้น นางเทพารักษ์จึงบันดาลให้แมลงภู่มาต่อยที่พระอุณาโลมของพระองค์จนสวรรคตในทันที นายแพทย์วิบูล วิจิตรวาทการ ได้เขียนวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “รวมความแล้วในทรรศนะของแพทย์สมัยใหม่จึงขอสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวร วีรบุรุษแห่งกรุงสยาม สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ขณะที่ประทับอยู่บนคอช้าง เดินช้างผ่านต้นตะเคียนใหญ่ หน้าเขาเขียว และมีผึ้งขนาดใหญ่บินมาต่อยที่หน้าระหว่างคิ้ว เกิดอาการแพ้แบบรุนแรง ทำให้หมดสติ ความดันโลหิตลงต่ำ หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น ถึงแก่ความตายทันที”

 

ในขณะที่พงศาวดารบางฉบับระบุว่า เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเดินทัพไปถึงเมืองฝางนั้นทรงได้รับข่าวว่าพระเชษฐากำลังประชวรหนักอยู่ที่เมืองหาง(ห้างหลวง) จึงรีบเสด็จไปถึงในวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๓๖ รุ่งขึ้นวันจันทร์ เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาบ่ายแล้ว ๒ บาท สมเด็จพระนเรศวรก็สวรรคต นี้ก็เป็นการระบุชัดว่าสมเด็จพระเอกาทศรถทรงไปทันได้เข้าเผ้าพระเชษฐาที่เมืองหาง สมเด็จพระนเรศวรมิได้ทรงสวรรคตบนคอช้างแต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นความขัดแย้งกับพงศาวดารอีกสองฉบับอย่างสิ้นเชิง เป็นธรรมดาที่ประวัติศาสตร์มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน เนื่องจากในสมัยนั้นการบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นการเล่าต่อๆกันมาแบบปากต่อปากแล้วจึงเขียนขึ้นในยุคหลัง ตามความคิดเห็นของผมแล้วสมเด็จพระนเรศวรน่าจะถูกผึ้งต่อยที่พระอุณาโลม เป็นเหตุให้ทรงประชวรด้วยพระอาการฝีละลอกที่พระพักตร์กลายเป็นพิษ แล้วจึงเสด็จสวรรคต โดยก่อนสวรรคตได้ทรงรับสั่งเป็นการส่วนพระองค์กับพระอนุชาธิราชเจ้า มิได้ทรงเสด็จสวรรคตบนคอช้างแต่อย่างใด ผมนำมาเสนอโดยมีเจตนาเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นในมุมมองที่แตกต่าง และเป็นข้อคิดว่าอย่าได้เชื่อทุกอย่างที่บันทึกในพงศาวดารมากจนเกินไป จงใช้วิจารณญาณในการแยกแยะจริงเท็จ ขอบคุณครับ...  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         พระธาตุ : ห้ามผู้หญิงเข้า

 

 

 

รู้ไปโม้ด
โดย...น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com

 

 






 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




มีผู้บันทึกถึงปุจฉาและวิสัชนาว่าด้วยการห้ามผู้หญิงผ่านเข้าไปในบริเวณพระเจดีย์ธาตุของถิ่นล้านนาในเว็บไซต์เชียงราย โฟกัส โดยระบุว่า ครั้งเรียนวัฒนธรรมล้านนากับศาสตราจารย์เกียรติคุณ มณี พยอมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2549 ผู้รอบรู้ยิ่งในล้านนาคดี ท่านอาจารย์เล่าว่า



"ตั้งแต่บรรพกาลมาแล้ว ในตำนานจามเทวีวงศ์ กล่าวถึงเรื่องสงครามระหว่างขุนหลวงวิลังคะ ซึ่งเป็นเจ้าเมือง กับพระนางจามเทวี (พระนางเจ้าจามเทวี บรมราชนารี ศรีสุริยวงศ์ องค์บดินทร์ ปิ่นธานีหริภุญชัย) เนื่องมาจากว่าขุนหลวงวิลังคะพึงใจในพระนางจามเทวี อยากจะอภิเษกสมรส แต่พระนางจามเทวีคงจะไม่ทรงปรารถนา จึงได้บอกว่า ถ้าเจ้าพี่สามารถออกแรงพุ่งสะเน่า ซึ่งเป็นหอกซัด จากเมืองพิงค์ มาตกบริเวณหน้าลานพระราชวัง จะอภิเษกสมรสด้วย



แต่ชาวบ้านก็กลัวว่าจะพุ่งสะเน่าไปตกในเวียงได้จริง เลยใช้วิธีการแยบยล โดยเอาผ้าถุงซึ่งเปื้อนเลือดประจำเดือนของพระนางจามเทวี ไปทำเป็นพระมาลา (หมวก) พร้อมกับทำหมากพลู โดยป้ายน้ำที่เป็นประจำเดือนที่ใบพลู จากนั้นส่งไปบรรณาการขุนหลวงวิลังคะ พอขุนหลวงฯ สวมหมวกนั้น แล้วก็เคี้ยวหมาก อำนาจฤทธิ์ที่เคยเบ่งกำลังพุ่งสะเน่าไปไกลเป็น 20-30 กิโลเมตร ก็ลดน้อยถอยลงมาก พุ่งออกมาแค่นอกเวียงพิงค์ไม่ถึงกิโลฯ จึงเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อกันมา"



และด้วยเชื่อว่าประจำเดือนของผู้หญิงจะทำให้เสื่อมเกียรติยศ เสื่อมมนต์ จึงไม่เหมาะควรให้ผ่านเข้าไปในอาณาพระบรมธาตุซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ และยังมีความเชื่อว่า หากผ่านเข้าไปหญิงผู้นั้นจะตกขึด (หมายถึงกาลกิณี เสนียด จัญไร) จะไม่สบาย จะมีความวิบัติต่างๆ

 

 



 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติย่อพระนามจามเทวี

 

 

 

 

กำเนิดหญิง วี

 

 
 

 

 

                                                      

 

 

 

พระนางจามเทวีตอนกำเนิดเป็นเด็กหญิง วี ที่ท่านพระฤๅษีสุเทพได้บันทึกไว้ในสุพรรณบัตร เราสุเทพฤๅษีแห่งอุจฉุตบรรพต (เขาไร่อ้อยหรือดอยสุเทพ) ณ ระมิงค์นคร ขอจารึกกำเนิดของกุมารีนามว่า วี มาให้มวล นิกรทั้งหลายได้รู้แจ้งดังนี้

 

กุมารน้อยนี้ พญาปักษีพามาจากบุรพนคร เราจึงช่วยชิงเอาไว้ ณ สุวรรณบรรพต (ดอยคำ) ใกล้อาศรมแห่งปู่ย่าผู้บรรพบุรุษ พญาปักษีได้ปล่อยกุมารีตกลงมาท่ามกลางต้นปทุมสระหลวง เราจึงได้สักการะอธิษฐาน กุมารีนี้ จึงลอยขึ้นบน วี วันนี้ก็เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง ปีมะโรง พุทธศก ๑๑๗๖ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) เดือน ๕ วันพฤหัสบดี ปีมะโรง ตรงกับเดือน ๗ เหนือ ออก ๑๕ ค่ำ ปีสีฯ

 

· ดวงชะตาเจ้าแม่แปลกประหลาด

 

ตามเกณฑ์ดวงชะตาเจ้าแม่จามเทวีแปลกประหลาด จึงได้ให้นักพยากรณ์ลองผูกดวงดู ตามทัศนของ

 

พระฤๅษีกล่าวว่า เกณฑ์เลขชะตาเจ็ดตัว วันกำเนิดก็ ๕ ตัว เดือนก็ ๕ ปีก็ ๕ ยังขึ้น ๑๕ ค่ำอีกด้วย กุมารนี้ประมาณชันษาได้ ๓ เดือนแล้ว ด้วยเหตุฉะนี้เราจึงกระทำพิธีมงคลนามตามกำเนิดเพื่อเป็นสิริมงคล เราได้ทราบด้วยญาณว่า กุมารีนี้เป็นบุตรตรีของชาวบ้านหนองดู่ ในบุรพนคร (ต่อมาเปลี่ยนเป็นหริภุญชัย) เราจึงมอบให้กากะวานรและบริวารเลี้ยงกุมารีน้อยนี้ ณ สุวรรณบรรพต และได้สอนศิลปวิทยาให้จวนจบชนมายุได้ ๑๓ ปี เป็นเวลาที่กุมารีนี้จักได้มาช่วยอุปถัมภ์กำราบ อริราชศัตรู ณ แคว้นเขมรัฐ อันกุมารีนี้ยังจักเป็นคู่เสน่หาของเจ้าชาย เขมรัฐ ซึ่งเดินหลงทางพนาเวศน์ไปยังเราเมื่อ ๔ ปีโน้น จึงได้ทำพิธีประกอบนายายนต์ให้กุมารี พร้อมทั้งกากะวานร และบริวารรวม ๓๕ ตัว เดินทางโดยลำน้ำระมิงค์ถึงกรุงละโว้ฯ

 

ตามตำนานกล่าวว่า พระนางจามเทวี เกิดที่บ้านหนองดู่ ไปโตดังที่ละโว้ (ลพบุรี) ได้มาครองเมืองลำพูนตามคำเชิญของพระฤๅษี จึงได้เป็นกษัตริย์องค์แรกของเมืองลำพูน พระนางจามเทวี เป็นบุตรีของท่านเศรษฐี นามว่า อินตา มารดาชื่อว่า... เป็นชาวเม็ง (มอญ) ราษฎรบ้านหนองดู่ อำเภอซาง จังหวัดลำพูน พราะนางจามเทวีเกิดเวลาจวนจะค่ำ วันพฤหัสบดี เดือน ๕ ปีมะโรง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พุทธศักราช ๑๑๗๖ ในระหว่างอายุได้ประมาณ ๓ เดือน กำลังนอนเบาะ ได้มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินเข้ามาจวบเอาพระนางจามเทวีขณะที่พ่อแม่ไปธุระ นกใหญ่บินเข้าจวบขึ้นบนท้องฟ้า พระนางจามเทวีได้ร่วงหล่นลงมายังกลางสระบัวหลวง ร่างของพระนางก็ค้างอยู่บนกองบัวเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระฤๅษีเกิดไปพบเข้าจึงนึกในใจว่า ทารกนี้มีเหตุการณ์อย่างประหลาด ชะลอยจักไมใช่ทารกธรรมดาสามัญ เห็นทีจะมีบุญญาธิการสูงส่ง จึงได้สัตย์อธิษฐานว่า ผิว่าทารกหญิงคนนี้ ประกอบด้วยบุญญาธิการ จะได้เป็นใหญ่ในเบื้องหน้าแล้วไซร้ ขอให้ วีของเรานี้รองรับร่างของทารกไว้ได้โดยมิต้องร่วงหล่นเถิด และก็น่าอัศจรรย์ยิ่งนักเมื่อเราเอา วี (วี แปลว่า พัด) ยื่นไปช้อนร่างทารกน้อยวัย ๓ เดือน ก็สามารถอยู่บน วีอย่างอัศจรรย์ จึงเลยให้นามทารกนี้ว่า หญิงวี

 

ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี พระฤๅษีได้จัดส่งพระนางไปตามลำน้ำปิงพร้อมกับมีวานร จำนวน ๓๕ ตัว ติดตามไปด้วย เมื่อพระนางไปถึงท่าฉนวนหน้าวัด เชิงท่าตลาด ลพบุรี อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี นาวายนต์ก็ลอยวนไม่เคลื่อนที่ไปทางใดจนกว่าทั้งรุ่งแจ้ง ประชาพลเมืองได้เห็นต่างโจษขานกันอึงคนึง บ้างก็เข้าไปพยายามดึงนาวาเข้าฝั่ง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงได้รับแจ้งแก่เสนาบดี และก็ได้รับทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าอยู่หัว ดังกล่าว กษัตริย์ทั้งสองแห่งกรุงละโว้ ก็ทรงตื้นตันด้วยความเวทนาในธิดายิ่งนัก เสด็จมารับเอาไปเป็นบุตรธิดาอยู่ได้ ๓ วัน ก็จัดให้มีงานฉลอง และเจิมพระขวัญพระราชธิดา แต่งตั้งให้เป็นพระเอกราชธิดา แห่งนครละโว้ และให้ปุโรหิตจารึกพระนามลงในแผ่นสุพรรณบัตรว่าเจ้าหญิงจามเทวี ศรีสุริยะวงศ์ บรมราชขัติยะนารี รัตนกัญญาละวะบุรี ราเมศวร เป็นราชทายาทแห่งนครละโว้ ในวาระดิถีอาทิตยวาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย พุทธศักราช ๑๑๙๐ เมื่อสิ้นประกระแสพระราชดำรัสก็ได้ยินเสียงถวายพระพรพระธิดากันเซ็งแซ่ พระนางจามเทวีมีพระราชดำรัสตอบว่า ข้าฯ ขอกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิอันพิทักษ์รักษากรุงละโว้ว่า ข้าฯ จะเป็นมิตรที่ดีต่อท่านทั้งหลาย จะขอปกปักษ์พิทักษ์รักษาอาณาจักรละโว้ด้วยชีวิต จะปฏิบัติทุกท่างที่จะหาความสุขให้ทั่วพระราชอาณาจักรแห่งนี้ เมื่อกระแสพระราชดำรัสจบลง เสียงปี่พากษ์มโหรีก็บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ชาวประชาก็ถวายพระพร ขอให้เจ้าหญิงจงทรงพระเจริญ ๆ ๆ แล้วข้าวตอกดอกไม้ของหอมก็ถูกโปรยทั่วบริเวณ พระพิรุณก็โปรยปรายความชุ่มเย็นจากฟากฟ้าเป็นละอองทั่วกรุงละโว้ เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง

 

เมื่อพระนางจามเทวี อายุได้ ๒๐ ปี ในวันพฤหัสบดี ข้างขึ้น เดือน ๖ พุทธศักราช ๑๑๙๖ ขาวกรุงละโว้ (ลพบุรี) ก็มีประราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีหมั้นระหว่างเจ้าชายรามราชกับเจ้าหญิงจามเทวี ในวันรับหมั้นก็มีมหรสพสมโภชน์เอิกเกริก บรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายก็ส่งเครื่องบรรณาการกันอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่ง

 

อันความงามของเจ้าหญิงเลื่องลือไปทุกแคว้น จนกระทั่งเจ้าชายผู้เป็นพระราชโอรสพระเจ้ากรุงโกสัมภี (พม่า) เกิดลุ่มหลงไม่เป็นอันกินอันนอน จนพระราชบิดาต้องแต่งเครื่องบรรณาการให้อำมาตย์เชิญพระราชสาสน์มาสู่ขอพระราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้ ในปี ๑๑๙๖ ขณะนั้นเจ้าหญิงทรงรับหมั้นแล้ว จึงได้ปฏิเสธการรับหมั้น ฝ่ายทางกรุงโกสัมภีหาว่าละโว้บ่ายเบี่ยงก็แค้นอยู่ในใจ

 

· พม่าเสียใจความรักไม่สมหวัง

 

ในราวเดือนอ้าย ปลายปีพุทธศักราช ๑๑๙๖ พม่าเมืองโกสัมภีก็ยกทัพใหญ่ เพียบพร้อมด้วยพระประยูรญาติ ทางกาลิงครัฐก็รวมกำลังเป็นกษัตริย์เข้าบุกละโว้

 

ทางนครรามบุรี (ทัพกษัตริย์) คือ แม่ทัพล้วนแต่เป็นราชโอรส ราชนัตตา หรือเจ้าผู้ครองทั้งนั้น ทุกกองจะมีกองหน้า กองหลวง กองหลัง เต็มอัตราศึก แสนยานุภาพของ โกสัมภีและกาลิงครัฐก็พุ่งเข้าบดขยี้นครรามบุรีอย่างบ้าคลั่ง น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ นครรามบุรีรีบแจ้งข่าวศึกใหญ่มายังกรุงละโว้ กษัตริย์ละโว้ทรงทราบก็ตกพระทัยนั่งอึ้งมิอาจตรัสสิ่งใดได้ ทั่วท้องพระโรงเงียบกริบ

 

· พระนางจามเทวีอาสาออกศึกสงครามกับพม่า

 

ในการออกสงครามกับพม่าครั้งนี้ ทางฝ่ายบิดามารดาและพระนางต่างปรึกษาหารือกันอยู่เป็นเวลานาน

 

กว่าจะตกลงกันได้ ในที่สุดก็ตกลงมอบหน้าที่ให้พระนางจามเทวีเป็นแม่ทัพออกศึกสงครามกับพม่าเพราะพระฤๅษีสั่งว่า พระราชธิดานี้จะมาช่วยบำราบอริราชศัตรู และจากเหตุการณ์ที่ล่วงมาก็แสดงว่า พระราชธิดานี้มีบุญญาธิการแก่กล้านักเห็นทีศัตรูจะทำอันตรายมิได้เป็นแน่ จึงตกลงอนุญาตและถามเจ้าหญิงว่าจะเดินทัพเมื่อไร เจ้าหญิงทูลว่าจะไปวันนี้ เจ้ากรุงละโว้ก็ให้อำมาตย์ไปอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเข้ามายังพระอารามหลวงโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อพิธีเจิมเฉลิมชัยเจ้าหญิง ฝ่ายเจ้าหญิงทรงรับสั่งให้ขุนศึกทั้งหลายเตรียมทัพ และให้พี่เลี้ยงทั้งสองจัดทัพหน้าหญิง ๕๐๐ คน ชาย ๑๐๐๐ คน กับกากะวานรและวานรที่ติดตามมาตั้งแต่ระมิงค์นครทั้ง ๓๕ ตัว ที่เกิดใหญ่ไม่เอาให้รีบจัดก่อน เมื่อทำพิธีทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย พระนางตรัสว่าเพื่อปิตุภูมิเราจะขอทำหน้าที่และยอดสละชีวิตก่อนท่านทั้งหลาย และศึกครั้งนี้หนักนักเป็นศึกกษัตริย์อันมิควรจะพบกันบ่อยครั้งนัก บรรดาแม่ทัพของเขาล้วนแต่เป็นโอรสและราชนัดดาของนครต่างๆ ทั้งโกสัมภี และกาลิงครัฐ

 

พระนางประกาศว่าถ้าผู้ใดมิเต็มใจไปราชการด้วยครั้งนี้เราจะมิเอาโทษทัณฑ์ประการใด จะปลดปล่อยทันที เมื่อรับสั่งจบบรรดาเหล่าทหารก็โห่ร้องถวายพระพรกันเซ็งแซ่ ทุกคนของปฏิญาณว่าจะขอตายเพื่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทั้งนั้น ทันใดนั้นท้องฟ้าก็แจ่มใสเห็นศุภนิมิตรอันดี กษัตริย์กรุงละโว้ก็ทรงมอบพระแสงอาญาสิทธิ์แก่เจ้าหญิง ทันใดนั้นธงชัยประจำตัวแม่ทัพก็สบัดชายให้เห็นพื้นธงสีฟ้าริมขาว ส่วนกลางของธงซึ่งมีรูปมงกุฎราชกุมารีลอยอยู่เหนือดวงอาทิตย์โบก สบัดอยู่ไปมาติดตามแม่ทัพอย่างกระชั้นชิด เมื่อเดินทัพมาใกล้นครเขื่อนขัณฑ์ (กำแพงเพชร) เจ้าหญิงจึงทรงอักษรไปยังเจ้ารามฯ ว่า หญิงมาช่วยแล้วขอให้เจ้าพี่ทิ้งเมืองเสียเถิด ให้อพยพชาวเมืองลงมาก่อน แล้วเจ้าพี่รับทำหน้าที่นำทัพมาพ้นเทือกเขาขุนกาฬบรรพต ในระหว่างที่มีการสู้รบกันอยู่นั้นพลเมืองต่างก็พากันหนีออกจากเมือง เมื่อทัพโกสัมภียึดนครได้ก็กลายเป็นนครร้างเสียแล้ว เพราะราษฎรอพยพกันหมดสิ้น ต่อมาแม่ทัพทั้งสองก็ได้สู้รบกันอีก จนต่างฝ่ายมีอาหารการกินร่อยหรอลงไป เจ้าหญิงก็ทรงพระอักษรขึ้น ๑ ฉบับ ส่งให้โอรสแห่งโกสัมภีว่าอันสงครามครั้งนี้เหตุก็เกิดจากเรื่องส่วนตัวระหว่างเจ้าพี่กับหม่อมฉัน มิควรที่จะให้ชีวิตของทวยราษฎร์ทั้งหลายจักต้องมาล้มตายกัน จะเป็นที่ครหานินทาแก่หมู่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายเปล่าๆ ขอเชิญเจ้าพี่แต่งกายทหารมาทำการสู้รบกันตัวต่อตัวให้เป็นขวัญตาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเถิด

 

จอมทัพแห่งโกสัมภีเมื่อรับพระราชสาสน์จากเจ้าหญิงจึงได้ทรงทราบว่าสตรีที่ตนรักเป็นจอมโยธาจะต้องมาประหัตประหารกัน ก็ทรงวิตกไปหลายประการและก็แว่วว่าเจ้าหญิงทรงเป็นศิษย์พระฤๅษี คาถาอาคมก็คงจะเชี่ยวชาญ มิฉะนั้นไหนเลยจะต้องมาเป็นแม่ทัพ ต่อจากนั้นอีกสองวันทั้งสองฝ่ายก็จัดแม่ทัพออกสู้กันตัวต่อตัว ล่วงไปได้ ๖ วันในการต่อสู้ขุนศึกโกสัมภีตาย ๒ คน ละโว้ตาย ๑ คน วันที่ ๗ จอมทัพโกสัมภีจะต้องต่อสู้กันตัวต่อตัว เจ้าหญิงก็นึกถึงบิดา พระฤๅษีสุเทพ เสี่ยงสัจจะอธิษฐานในบุญกรรม และแล้ววันรุ่งขึ้นก็ย่างมาถึง วันนี้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ กลองศึกถูกรัวเร้าจังหวะ ขณะที่ทางโกสัมภีตกตลึงอยู่นี้ใยเจ้าพี่มัวยืนเหม่ออยู่ด้วยเหตุอันใด หม่อมฉันขอเชิญเจ้าพี่มาประลองฝีมือกันอย่าให้ทหารทั้งหลายต้องพลอยยากลำบากด้วยเราเลย เจ้าชายได้สติจึงเอ่ยขึ้นว่า การศึกครั้งนี้ใยพระนางต้องทำพระวรกายมาให้เปรอะเปื้อนโลหิตอันมิบังควรสำหรับสตรีเพศ หรือว่าละโว้นั้นสิ้นแล้วหรือซึ่งผู้ชายชาตรี เจ้าหญิงตรัสว่า อันละโว้จะสิ้นซึ่งชายชาตรีนั้นหามิได้ แต่ว่าหม่อมฉันเป็นราชธิดาแห่งเสด็จพ่อเสด็จแม่เป็นเอกธิดาภายใต้เศวตฉัตร อันสตรีก็มีใจ บุรุษก็มีใจ ผิว์ว่าหม่อมฉันพลาดพลั้งเจ้าพี่ก็เอาชีวิตหม่อมฉันไปเถิด ถ้าเจ้าพี่พลาดพลั้งก็ขอได้โปรดอภัยให้แก่หม่อมฉัน เมื่อต่างฝ่ายต่างโต้คารมกันไปมานานพอสมควรก็ใกล้เที่ยงวัน เจ้าชายโกสัมภีก็ตรัสขอเชิญเจ้าหญิงพักเหนื่อยกันก่อนเถิดเพราะบ่ายอ่อนเราจึงมาต่อสู้กันใหม่ เจ้าหญิงก็ทรงเห็นด้วย

 

ครั้งแล้วเวลานั้นก็มาถึง ทั้งสองเจ้าก็เริ่มประดาบกันใหม่ภายใต้ร่มโพธิ์อันร่มรื่น เจ้าหญิงทรงยืนเป็นสง่า ทั้งคู่ต้องมาประหัตประหารกันด้วยหน้าที่ เมื่อปี่ชะวาครางขึ้น ทั้งคู่ก็เริ่มเข้าประหารกันอีก เมื่อดาบทั้งสี่เริ่มกระทบกันจากช้าเป็นเร็ว ต่างฝ่ายผลัดกันรับและรุกเป็นเวลานาน คนดูต่างใจหายใจคว่ำ ครั้งแล้วเจ้าชายก็เสียเชิงถูกพระแสงดาบเจ้าหญิงเฉี่ยวเข้าที่พระกรก็ตกใจชักม้าเบนห่าง กากะวานรเห็นดังนั้นก็พุ่งเข้าคว้าธงไชย จอมทัพโกสัมภีเข้าหักยับด้วยกำลัง ทหารทั้งปวงก็อลหม่านทั้งไพร่และนายแตกตื่นกันชุลมุน กองทัพโกสัมภีก็แตกร่นไม่เป็นขบวน ต่างชิงหนี้เอาตัวรอด ทหารละโว้ตามตีไม่ลดละจึงต้องหนีทั้งกลางวันและกลางคืน เจ้าชายแห่งโกสัมภีแค้นพระทัยเสียรู้ เสียพระทัย เสียทัพยับเยิน จะอยู่ไปใยให้ขายหน้าและสุดที่ผู้ใดจะช่วยทัน ด้วยทิฏฐิมานะแห่งขัติยะก็รงเอาพระแสงดาบเชือดเฉือนพระศอของตนเองจนสิ้นชีพตักษัย ทันใดก็มีเสียงร้องต่อๆ กันว่า เจ้าชายโกสัมภีสิ้นพระชนม์ฯ ขอให้ทหารทุกคนยอมอ่อนน้อมต่อละโว้เถิด มีเสียงบอกต่อๆ กันจนฟังให้อึงคนึงไปหมด เจ้าหญิงจึงประกาศให้ทัพปลอดอาวุธทางโกสัมภี แล้วเจ้าหญิงก็ยุติการสู้รบและให้ทั้งสองฝ่ายตรวจความเสียหาย แล้วเจ้าหญิงทรงพระบัญชาให้ทหารรีบไปเอาปรอทยังนครสุวรรณบรรพต และให้ต่อพระศอเจ้าชายโกสัมภีแล้วตรอกปรอทบรรจุพระศพเจ้าชายโกสัมภีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ทหารนำศพกลับเมืองโกสัมภี เป็นอันว่าสงครามรักสะเทือนใจของประชาชนก็ยุติฯ

 

· เสด็จสงครามเจ้าจามเทวีก็อภิเษกสมรส

 

เมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายสงบเรียบร้อย พระเจ้ากรุงละโว้และพระมเหสีก็ทรงดำริว่า สมควรจัดให้ราชธิดากับเจ้าชายรามทรงอภิเษกสมรส ทางเจ้ากรุงละโว้ทรงให้เขียนประกาศแจ้งไปยังหัวเมืองต่างๆ อย่าให้เมืองใดขาดได้ เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีตรงกับวันข้างขึ้นเดือน ๖ ปีขาล พุทธศักราช ๑๑๙๘ พระนางจามเทวีกับเจ้าชายรามฯ ก็ได้อภิเษกสมรสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็มีพระราชพิธีมอบราชสมบัติ อัญเชิญเจ้ารามฯ ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครองนครกรุงละโว้เพื่อเป็นมิ่งขวัญชาวละโว้ต่อไป เหตุการณ์พระนางจามเทวีจะเป็นประการใดโปรดอ่านตำนานเมืองหริภุญชัย ลำพูนต่อไป

 

 

 

 

คำกราบไหว้พระนางจามะเทวี

 

 ยา เทวี จามะเทวีนามิกา อภิรูปา อโหสิ ทัสสะนียา ปาสาทิกา พุทธสาสเน จะ อะภิปะสันนา, สา อตีเต เมตตายะ เจวะ ธัมเมนะ จะ หะริภุญชะยะธานิยา รัชชัง กาเรสิ, หะริภุญชะยานะคะระวาสีนังปิ มะหันตัง หิตะสุขัง อุปาเทสิ, อะหัง ปะสันเนนะ เจตะสา ตัง วันทามิ สิระสา สัพพะทาฯ

 

พระเทวีพระนามว่า จามะเทวี มีพระรูปเลอโฉม ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก, ในอดีตกาล พระนางได้ครองเมืองหริภุญชัยด้วยพระเมตตา และเป็นธรรม, สร้างสรรค์ประโยชน์สุข แก่ชาวเมืองหริภุญชัยอย่างมากมาย, ข้าพเจ้ามีใจเลื่อมใจศรัทธา ขอกราบไหว้พระนางด้วยเศียรเกล้าตลอดกาลฯ

 

 

 

 

 

                       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                [​IMG]

        

         ภาพที่ไม่ค่อยเห็น สมเด็จพระบรมฯในฉลองพระองค์ชุดนักกีฬา ทรงฟุตบอล..ทรงพระเจริญ

 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 แอ๊บแบ๊วการเมือง


>>>>>ส่งต่อมาจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ น่าคิดมากกกก
ถึงพี่น้องเสื้อแดง ที่เคารพ
กรณีโกตี๋
พี่น้องเสื้อแดงที่ได้ต่อสู้กันมาเป็นเวลายาวนาน
โดยเฉพาะบุคคลที่ คร่ำหวอดในวงการตั้งแต่ก่อนยุคฟ้าเปิด ก่อนทหารเข็นรถถังออกมาปี 49 คงเพิ่งเคยได้ยินชื่อ "โกตี๋" !!
โกตี๋ คือ ใคร ?
ทำไมชื่อเขาถึงฟังดูเป็นพวกหัวรุนแรงนัก ?


โกตี๋ อดีตหัวคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ หากินกับนักการเมือง ปชป. ที่เมืองปทุมมายาวนาน
คนในพื้นที่เค้ารู้จักกันดี บางคนบอกว่าเค้าเป็นพ่อค้าขายแก๊ส ดีเจวิทยุชุมชน ฯลฯ
หลังสลายการชุมนุม 53 ชื่อของโกตี๋ยังไม่ปรากฏ!
ชื่อของเขา มาโด่งดัง ติดลมบน ก็เมื่อเริ่มจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้งใหญ่ 2554
เขามาพรัอมกับข่าวความรุนแรง
วีรกรรมแรก พามวลชนคนเสื้อแดงเข้าปะทะกับกลุ่ม พธม. ที่กองปราบมวลชนบาดเจ็บ รถโกตี๋ถูกทุบยับเยิน


หลังจากนั้นก็มีอีกหลายวีรกรรม
ที่ทุกครั้ง ไม่เคยสร้างชื่อเสียงให้เสื้อแดงเลย
เหตุการณ์ทางการเมือง ในปี 2556-2557
ชื่อของโกตี๋ ถูกหยิบยกเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามพูดถึงเสมอ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอีกบุคคล
ที่ใช้ชื่อของโกตี๋ โจมตี ฝ่าย ปชต. บนเวที กปปส.
สถานการณ์ขณะนี้ ชื่อของโกตี๋ ดูเหมือนจะเป็นตัวเรียกแขก ตั้งแต่ระดับล่างอย่างป๊อปคอร์น ไปจนถึง เลขา กปปส. และที่น่าจับตา คือ คนอย่าง ผบทบ.ทำไมถึงให้ความสำคัญกับชื่อ โกตี๋นัก ?


เหตุการณ์ที่หลักสี่ โกตี๋ หนีไปตั้งแต่ช่วงบ่าย แต่ป๊อปคอร์นมาตอน 16.00 น.!
เหตุการณ์ขึ้นป้ายแบ่งแยกดินแดน โกตี๋ ยอมรับว่าเป็นคนขึ้นป้าย จน ผบทบ.แจ้งเอาผิด กปปส.สื่อ เอามาเป็นประเด็นโจมตี ว่าแดงจะแยกประเทศ!
เหตุการณ์ กปปส.บุกวิทยุลำลูกกา ขนอาวุธสงครามมาเต็มรถตู้ กราดยิงใส่ลูกกระจ๊อก!! แต่ทำไม เป้าหมายไม่ใช่โกตี๋ ?


เหตุการณ์ยิงถล่มโกตี๋ ล่าสุดที่แม่สอด จ.ตากไม่รู้คนร้ายโง่ หรือบ้า กระหน่ำยิงร่วม 10 นาที แต่เลือกเวลาที่โกตี๋ไม่อยู่ แถมไม่มีใครเป็นอะไร ?
เหตุ คปท ถูกดักยิงหน้าวัดบัวขวัญ ทำไม ? คู่หูดูโอ้โกตี๋ ลุงยิ้ม ตาสว่าง ถึงโพสfb ว่า.. โกตี๋จะแจกกระสุนให้ คปท.? จากนั้น คปท ถูกยิงดับ 1 (นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!!)
ทำไม! คนอย่าง ผบทบ.ถึงต้องทะเลาะกับโกตี๋ ?
ทำไม! คนอย่าง ผบทบ.ถึงให้ราคากับโกตี๋นัก ?
ทำไม! คนอย่าง ผบทบ.ถึงออกมารับลูกทุกครั้งที่โกตี๋ไปสร้างวีรกรรม ?
คำถามคือ....... โกตี๋ รับงานใครมา ??????
ปี 49 เรามี เตมูจิน
ปี 57 เรามี โกตี๋ !!!

Cr.
Thiti Smarnmitr

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]

 

 

 

 

                     รัสเซีย

 

 

 

 

รู้ไปโม้ด
โดย...น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





จากศูนย์รัสเซียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.รมย์ ภิรมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์ อรรถาธิบายไว้ว่า ลักษณะนิสัยของชาวรัสเซียนั้น นักเขียนอเมริกัน ฮามิลตัน สมิธ (H. Smith) ได้เขียนไว้ว่า "ใจกว้าง อ่อนไหว ไม่รับผิดชอบ ทำงานไม่เป็น" ขณะที่กวี อันเดรย์ วัสนีเซียนสกี (A. Voznesensky) กล่าวถึงนิสัยของชนชาติตนว่า "ชาวรัสเซียชอบวรรณกรรมราวกับว่าเป็นจิตวิญญาณของตน" "ชาวรัสเซียเป็นชนชาติที่รักการอ่าน" "เราสามารถพูดคุยในเรื่องต่างๆ กันได้ทั้งวัน" "เราอยากจะให้เศรษฐกิจของเราเหมือนตะวันตก แต่ก็กลัวสูญเสียความรู้ที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติจริงได้ คงจะเป็นเพราะว่าเราขี้เกียจเกิน ไป ซึ่งมันก็เป็นข้อ เสีย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อดี"



จากการศึกษาของนักสังคมวิทยาชาวรัสเซียในเรื่องพื้นฐานทางความคิดที่มีผลต่อลักษณะนิสัยของชาวรัสเซีย คือนิทานสำหรับเด็ก เพลงและเพลงกล่อมเด็กที่เด็กรัสเซียทุกคนได้ฟังมา บทพิสูจน์อย่างหนึ่งตามทฤษฎีนี้คือ การที่ชาวญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ขยันเพราะนิทานสำหรับเด็กญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องคติเตือนใจเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จที่มาจากการทำงานหนัก เช่น เรื่องมดต้องทำงานหนักและมีอาหารกินตลอดฤดูหนาว เป็นต้น ในขณะที่เด็กรัสเซียฟังนิทานเกี่ยวกับ "อีวานโง่" ซึ่งที่จริงแล้วกลายเป็นว่าเมื่อแกล้งโง่กลับได้ของวิเศษต่างๆ ที่ช่วยดลบันดาลให้มีทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ต้องทำงาน



เมื่อวิเคราะห์ชีวิตจริงของชาวรัสเซียแล้วก็เห็นคล้อยตามนักสังคมวิทยาที่พยายามชี้ว่า การที่ชาวรัสเซียต้องประสบกับความทุกข์ยากแสนสาหัสจากการทำสงคราม การตกเป็นทาสของมองโกล-ตาตาร์ในฐานะทาสติดที่ดิน ตลอดจนจากภัยสงคราม การปฏิวัติและการปฏิรูป และเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดในสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องหลอกตนเอง ให้กำลังใจตนเอง ระมัดระวัง อดทน รอปาฏิหาริย์มากกว่าจะทำให้เกิดขึ้นด้วยมันสมองและสองมือของตน ซึ่งเห็นได้จากภาษิตและ คำพังเพยต่างๆ

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





เช่น "ไปช้าๆ แต่ไปได้ไกล" (ไม่ต้องรีบร้อน) "คนดีพระเจ้าคุ้มครอง" (เชื่อมั่นในตัวเอง, รอความช่วยเหลือจากผู้อื่น) "รีบทำไปทำไมเดี๋ยวใครก็หัวเราะเยาะ" (ทำงานไม่ต้องรีบร้อน, ทำไปเรื่อยๆ เพราะทุกคนก็ทำเรื่อยๆ เหมือนกัน) "งานไม่ใช่หมี มันไม่วิ่งหนีเข้าป่า" (ทำงานไม่ต้องรีบร้อน, ทำไปเรื่อยๆ) "บ้านไม่ได้อยู่ที่นี่เลยไม่รู้เรื่องอะไร" (ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม, ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว) เป็นต้น



สังคมรัสเซียเป็นสังคมอุปถัมภ์ที่เหนียวแน่น ชาวรัสเซียที่เป็นเพื่อน เป็นญาติ หรือเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง มักช่วยเหลือกันในทุกด้านหากมีโอกาส แม้จะยุ่งยากลำบาก เสี่ยงภัยหรือผิดกฎหมาย เหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักการเมืองนิยมแต่งตั้งหรือสนับสนุนให้เพื่อนๆ หรือญาติๆ เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ในขณะเดียวกันหากเพื่อนๆ หรือญาติๆ เหล่านั้นทำผิดหรือถูกกลั่นแกล้งก็จะปกป้องและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดีตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน ถึงคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ นั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นการแต่งตั้งเพื่อนๆ ขึ้นดำรงตำแหน่ง หรือไม่ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่มีความสนิทสนม



จากความช่วยเหลือที่ไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้ความเคารพและนับถือระหว่างบุคคลยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากชาวยุโรปตะวันตกและชาวอเมริกัน ลูกๆ ชาวรัสเซียจะยังคงเคารพและนับถือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และเลี้ยงดูกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ส่วนเพื่อนๆ ก็จะคบและช่วยเหลือกันไปตลอดชีวิต เช่นกัน

 

 

 



                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 การ์ด กปปส.พกระเบิด ทำให้เกิดระเบิดได้รับบาดเจ็บ ระเบิดบริเวณสะพานช้างโรงสี ข้างมหาดไทย เบื้องต้นมีเจ็บ 2 ราย ช.1 ญ.1 ส่ง รพ.กลาง

 

 


[​IMG]


[​IMG]

 

 

                           [​IMG]

 

 

             [​IMG]
 

 

 

 

 [​IMG]
 

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]

 
 

 [​IMG]

เลือกคู่กรณี มาจัดการรัฐบาลได้ดีจริงๆ — กับ Teya Soares และ Freedom Tania

ตราบาป ป.ป.ช.

สุภา ปิยะจิตติ ถูก “ป.ป.ช.” มีคำสั่งให้ไต่สวนว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในกรณีการประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถโดยสารปรับอากาศ 1,109 คัน และรถโดยสารปรับอากาศรุ่น ยูโรทู 750 คัน โดยมิชอบ ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ขณะดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกิจการ ขสมก.เมื่อปี 2543
[​IMG]
 
 
 
 
[​IMG] 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

ฮึ๊บ !! กูจะร้องไม่ได้ สาวๆ มองอยู่ จ๊าก ส์์์์ืืืสสส

 

 

 

 

 

รูปภาพ : ขอโทษนะค่ะ ไม่ได้ตั้งใจพิมพ์ผิดค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ข้อแนะนำการใช้ยา

 

 

 



 

                                                   

 

 

 

 

1. ยาก่อนอาหาร กินก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ยกเว้นยาบางชนิดที่มีข้อแนะนำพิเศษ

2.
ยาหลังอาหาร กินหลังอาหารสิบห้านาทีถึงครึ่งชั่วโมง

3.
ยาหลังอาหารทันที ให้กินหลังอาหารทันที เช่น ยาลดการอักเสบปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ

4.
ยาพร้อมอาหาร กินพร้อมอาหาร ในมื้อนั้นๆ

5.
ยาผงผสมน้ำกินฆ่าเชื้อสำหรับเด็ก หลังจากผสมน้ำแล้วไม่ควรใช้เกิน 7 วัน ขณะที่ไม่ใช้ยา ควรเก็บยาในตู้เย็นชั้นใต้ช่องแข็งลงมา ห้ามเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง


6. ยาหยอดตา หลังเปิดใช้แล้ว จะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 1 เดือน โดยทั่วไปจะเก็บในตู้เย็นชั้นใต้ช่องแข็งลงมา ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง

7.
ยาป้ายตา หลังเปิดใช้แล้วจะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 1 เดือน ในอุณหภูมิห้องปกติ

8.
ยาเก็บในตู้เย็น เก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส หรือชั้นใต้ช่องแข็งลงมา ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง

9. การเก็บรักษายาทั่วไป ควรเก็บไว้ในที่แห้ง และพ้นจากแสงแดด

10.
อาการแพ้ยา หากกินยาแล้ว มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีผื่นคันตามตัว มีจ้ำที่ผิวหนัง หน้ามืด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือใจสั่น ให้หยุดยา และมาปรึกษาแพทย์ทันที

 

 

 

                                           

 

 

 

"ยา" หมายถึง สารหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ต่อสิ่งมีชีวิต และไม่ใช่อาหาร
ใช้ในการป้องกัน รักษา หรือบำบัดโรคต่างๆในคนและสัตว์
เพื่อให้พ้นจากการทรมาน หรือความเจ็บปวดจากโรคภัยต่างๆ
ยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์
ยามีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นในการใช้ยาจึงควรมีความรู้
ที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ใช้ยาให้เกิดประโยชน์

 

ข้อแนะนำการใช้ยาทั่วไป

 

  1. ก่อนใช้ยาต้องอ่านฉลากให้เข้าใจเสียก่อน ปฏิบัติตามข้อแนะนำ
    โดยเคร่งครัด อย่าใช้ยาที่ไม่มีฉลากยาปิด

  2. ยาก่อนอาหาร กินก่อนอาหาร 1/2 - 1 ชั่วโมง

  3. ยาหลังอาหาร กินทันทีเมื่ออิ่มหรือไม่เกิน 15 นาที

  4. ยาก่อนนอน กินถัดจากมื้อเย็นไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง

  5. ถ้าลืมกินยาครั้งใด ห้ามกินเพิ่มในครั้งต่อไปเด็ดขาด
    ให้กินตามที่กำหนดบนฉลากเท่านั้น

  6. ยาที่มีลักษณะสี กลิ่น หรือรส เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ แสดงว่า
    เสื่อมคุณภาพแล้ว ควรทิ้งเสีย

  7. เมื่อมีอาการผิดปกติหลังการใช้ยา ให้หยุดใช้ยาทันที
    ถ้ามีอาการมาก ให้รีบปรึกษาแพทย์

  8. เก็บยาในที่แดดส่องไม่ถึง และให้พ้นมือเด็ก
    ยาที่ใช้ภายนอกและภายใน เก็บไว้แยกกัน

 

ข้อแนะนำการใช้ยาปฏิชีวนะ

 

 

  1. ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
    และใช้ให้ครบและตรงตามเวลา

  2. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น เกิดอาการแพ้รีบพบแพทย์

  3. ยาปฏิชีวนะจะออกฤทธิ์ได้ดีในขณะท้องว่าง
    ควรกินยาก่อนอาหาร 1/2 - 1 ชั่วโมง
    หรือหลังอาหาร 2 - 3 ชั่วโมง

  4. ไม่ควรกินพร้อมนม น้ำอัดลม และเบียร์

  5. ผู้ที่เป็นหวัด คัดจมูก เป็นไข้ แต่ไม่เจ็บคอ
    ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ
    เพราะยาปฏิชีวนะเป็นยาที่รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย
    จึงไม่มีผลกับเชื้อไวรัส
    (หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส อาการเจ็บคอเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย)

 

 

ข้อมูลประกอบ

 

ยาชุด ยาร้าย ท่านอาจได้รับอันตรายเนื่องจาก


1. ได้รับยาเกินความจำเป็น
2. ผลข้างเคียงจากยาบางอย่าง
3. เชื้อโรคดื้อยาเพราะใช้ยาไม่ครบขนาด

4. ยาปลอมหรือยาเสื่อมคุณภาพที่อาจผสมอยู่
5. ใช้ยาผิดวิธี
6. ใช้ยาซ้ำซ้อนเกินชนาด
7. พิษของยาบางอย่าง



 

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]
Sujit Wongthes

 

 

 


สงกรานต์ ขึ้นปีใหม่แขกพราหมณ์อินเดีย ไม่ใช่ปีใหม่ไทย

ขึ้นปีใหม่ไทยและอาเซียนแห่งอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ช่วงพฤศจิกายน หลังลอยกระทง ที่ตระกูลไทย-ลาว เรียก เดือนอ้าย คือ เดือน 1 (อ้าย แปลว่า หนึ่ง)

ปีนักษัตร (ชวด, ฉลู, ขาล, เถาะ ฯลฯ) เปลี่ยนตอนเดือนอ้าย (ไม่ใช่ปีศักราช) อันเป็นประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมของกลุ่มอาเซียน ที่รับแบบแผนจากจีน (นักค้นคว้าบอกว่า จีนรับจากเปอร์เซียอีกทอดหนึ่ง) ไม่รับจากอินเดีย เพราะนักปราชญ์บอกว่าไม่มีในอินเดีย

ราวหลัง พ.ศ. 1000 บ้านเมืองในอาเซียนรับอารยธรรมอินเดียที่มากับศาสนาพราหมณ์และพุทธ จากนั้นราชสำนักอาเซียนรับพิธีสงกรานต์จากพราหมณ์ มีมหาสงกรานต์ช่วงเมษายน

ศักราช (เช่น มหาศักราช, จุลศักราช, ฯลฯ) เปลี่ยนตอนสงกรานต์ เมษายน ตรงกับปฏิทินจันทรคติ เดือน 5 (ไม่เกี่ยวกับปีนักษัตร เพราะไม่มีในอินเดีย)

สรุปแล้ว บ้านเมืองและรัฐในอาเซียนช่วงหลัง พ.ศ. 1000 มีประเพณีขึ้นปีใหม่ต่างกัน 2 กลุ่ม

ราชสำนัก ขึ้นปีใหม่เดือน 5 ตอนสงกรานต์ เมษายน

ราษฎร ขึ้นปีใหม่เดือนอ้าย หลังลอยกระทง พฤศจิกายน

หลังลอยกระทง ขึ้นเดือนอ้าย ของปีนักษัตรใหม่ เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหาร(ของบรรพชนคนอาเซียนตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย แล้วทำสืบเนื่องมา) จะเสร็จสิ้นถ้าเรียกตามปฏิทินจันทรคติราวเดือน 3 (กุมภาพันธ์)

แต่นี้ไปถือเป็นเข้าหน้าแล้ง ตลอดเดือน 4 (มีนาคม) และเดือน 5 (เมษายน) ทำมาหากินอะไรไม่ได้ ต้องนั่งๆ นอนๆ รอฤดูฝนที่จะเริ่มใหม่ตอนเดือน 6 (พฤษภาคม) เป็นต้นไป

ช่วงหน้าแล้งที่ว่าง เป็นเวลาร่วมกันเลี้ยงผีบรรพชน ซึ่งรวมถึงรดน้ำดำหัวขอขมาปู่ย่าตายายในชุมชน แล้วมีการละเล่น (ในพิธีกรรม)

ผีบรรพชน หมายถึง ผีเรือน, ผีบ้าน, ผีเมือง (เฉพาะผีบ้าน คือผีประจำชุมชน บางทีเรียกผีกลางบ้าน, ผีปู่ตา หรือผีปู่ตาบ้าน)

การละเล่นที่มีในช่วงนี้ เกี่ยวข้องกับเข้าทรงเข้าผีที่สิงอยู่ในเครื่องมือทำมาหากิน เช่น กระด้งฝัดข้าว เรียกผีนางด้ง, ครกสากตำข้าว เรียกผีครกผีสาก, ฯลฯ

นอกจากนั้น ยังมีการละเล่นดั้งเดิมของคนดึกดำบรรพ์ เช่น แข่งเกวียน, ชนวัว, ชนควาย, ชนช้าง, ชนคน (หัวล้านชนกัน?), ตีไก่, โยนลูกช่วง, ต่อยมวย, กระบี่กระบอง, ฯลฯ

หลัง พ.ศ. 1000 บ้านเมืองและรัฐในอาเซียนรับพิธีสงกรานต์ของพราหมณ์จากอินเดีย มีตอนเดือน 5 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับพิธีเลี้ยงผีบรรพชนที่ทำสืบกันมาก่อนนับพันปี แล้ว (ก่อนรู้จักพราหมณ์อินเดีย)

ราชสำนักจึงผนวกพิธีเลี้ยงผีเข้ากับพิธีสงกรานต์ของพราหมณ์ แล้วมีในกฎมณเฑียรบาล เรียกพิธีออกสนามใหญ่

แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีสงกรานต์ เพราะสงกรานต์เป็นพิธีของพราหมณ์ขึ้นราศีใหม่

กว่าชาวบ้านจะรู้จักสงกรานต์ แล้วปรับพิธีกรรมเข้าด้วยกันให้เป็นผีเคลือบพุทธก็หลังกรุงแตก เข้าสู่กรุงธนบุรีกับกรุงรัตนโกสินทร์ โดยปรับพิธีเลี้ยงผีเป็นชักบังสุกุล และก่อพระทรายในพุทธศาสนา

 
 

 

 สมชาย ตั้ง
Kitti Thanaopas


รีบกระจายด่วนที่สุด......กำนันและแกนนำ กปปส. เตรียมเผ่น ตอนนี้ให้ครอบครัวเดินทางลงใต้ แล้ว ปล่อยเอกณัฐ อยู่โยง ยันในกรุง


กระแสตีกลับ....หลัง ข่าว พรฎ. ออกมา เมื่อวาน กำนันหมุนเคว้ง 360 องศา ยิ่งวันนี้มีข่าว หน. ตลก. ถูกเรียกไปบ้านใหญ่แถวเขาดิน กำนันเรียกประชุมแกนนำเครียด หวั่นถูกปล่อยเกาะ เพราะลูกพี่ใหญ่หนีไปต่างประเทศหมด...เขาลือกันใน ปชป. ***เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงใจ


พลเรือนโดยมากมักจะไม่เข้าใจ แก่นแท้ทางเทคนิคสำหรับ พรฏ.นี้ .. ผมอธิบายให้อ่านสั้นๆแบบภาษาชาวบ้านนะครับ


ปกติ ก.กลาโหม จะมี4ก้านดังนี้

1.สนง.รัฐมนตรี ทำหน้าที่ด้านการเมือง
2.สนง.ปลัดกระทรวง ทำหน้าที่ ทรัพยากรบุคคลของกลาโหม
3.กรมราชองครักษ์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะ ว่าทำอะไร
4.กองทัพไทย หมายถึง บก.สส. ซึ่งคุม 3เหล่าทัพ บก เรือ อากาศ


ทีนี้ พรฏ.นี้ ทำให้เกิด ก้านที่5 ขึ้นมาโดยพลันนั่นคือ ** หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ **


ไคล์แมกซ์มันอยู่ที่ เดิมที หน่วยนี้ อยู่ในสังกัด บก.ทัพไทย เป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพไทยซึ่งขึ้นตรงกับกลาโหมว่างั้นเถอะ แต่..พรฏ.นี้ทำให้เปลี่ยนไปคือ ..


หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กลายเป็นก้านที่5ของกลาโหม เทียบเท่า กองทัพไทย ไม่ขึ้นตรงกับกองทัพไทย แต่ขึ้นตรงกับกลาโหม โดย..รมว.กลาโหม เป็นผู้ถืออำนาจ สั่งการตามพระบัณฑูรย์ ตามพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระบรมฯ
กลายเป็น*กองทัพใหม่*ที่มีศักดิ์และสิทธิ เท่ากับ *กองทัพไทย* ไปโดยปริยาย ..


พลเรือนทุกๆท่านเห็นภาพมั้ยครับ ?? นึกภาพออกมั้ยครับ แม้นเป็นกองทัพที่มีกำลังพลแค่ 2-3หมื่นคน แต่ด้วยความเป็น *หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ * นั้น ไม่ธรรมดาแน่ๆ พลเอกคนไหนในกองทัพไทย ก็มาสั่งไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์สั่งการทหารหน่วยนี้ คนที่สั่งได้มี3ท่านคือ


1.สมเด็จพระบรมฯ 2.รมว.กลาโหม 3.ปลัดกลาโหม คิดดูดิ ขนาด สมุหราชองครักษ์ ซึ่งถือเป็นจอมพลคนนึง ก็ยังสั่งการหน่วยนี้ไม่ได้เลยอ่ะ .. และที่น่าตื่นตลึงมากกว่านั้นคือ..
ทหารหน่วยนี้ ..การแต่งตั้งยศทหาร อยู่ในอำนาจของ ผบช.หน่วยนี้โดยเฉพาะเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับกองทัพไทยแต่อย่างใด .. !! โฮ้ววว...จอร์จจจ ...


เข้าใจกันยังครับ.. นี่คือการจัดตั้งกองทัพใหม่ โยให้อำนาจ รมว.กลาโหมและปลัดกลาโหม มากๆ..

 

 

 

 

 [​IMG]

 

 

[​IMG]

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

เล่าเรื่องท่านนายกฯ บางแง่มุม

 

ผมเชื่อมาโดยตลอดนะว่า เราคนไทยทุกคน ทุกสี แม้นแต่สลิ่มก็ตาม ทุกคนรักประเทศนี้เหมือนกันหมด .. แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ *วิธีการรักชาติ*

 

ทุกวันนี้ ผมพยายามใช้แนวคิดเดียวกับท่านนายกฯเป็นตัวตั้ง เป็นกรอบ เวลาที่ต้องทำอะไรที่เกี่ยวพันถึงผู้อื่น กลุ่มอื่น ที่ไม่ใช่พวกเรา .. ท่านนายกฯเค้าคิดไงรู้มั้ย??

 

" ทุกคนเป็นประชาชนที่เราต้องรับใช้และดูแลเขา อย่าไปแค้นเคืองเวลาเค้าทำผิด อย่าไปโกรธเคืองเวลาเค้าด่าทอใส่เรา ถ้ามีโอกาสก็อธิบายให้เค้าเข้าใจ " ..

 

ยอมรับนะครับว่า วินาทีแรกที่ฟังท่านพูดจบ.. ผมสตั๊นท์ไปประมาณ 5นาที ..

 

เวลาใครเอาเรื่องอะไรของ กปปส.หรือ คปท.ไปฟ้องท่านนายกฯ จะต้องได้ยินประโยคนั้นทุกทีสิน่า.. ทุกท่านรู้หรือยังครับ ทำไมทุกคนที่ทำงานให้ท่านนายกฯคนนี้ ถึงมุ่งปกป้องท่านด้วยทุกอย่างที่ทุกคนมี ??

 

คนที่เคยทำงานกับท่าน แต่ถึงภาวะบังคับ เมื่อต้องกลายเป็นคนละขั้ว ต้องร้ายใส่ท่าน เชื่อไหมว่า ผู้ใหญ่หลายๆท่านที่ว่ากันว่า เป็นฝ่ายตรงข้ามกับท่าน บางท่าน ทำร้ายท่านนายกฯไม่ลงครับ.. ส่งซิกมาเพื่อนเตือนท่านให้รู้ตัวเสมอ เพราะสงสารท่าน

 

หลายๆท่าน ที่ตรงข้ามรัฐบาล ก็ไม่ได้ร้ายจนสุดขั้วนะครับ ก็แค่ยืนอยู่คนละฝั่ง ด้วยหน้าที่ ด้วยชาติกำเนิด ด้วยสภาวการณ์ ฯลฯ ท่านๆที่ว่าเหล่านี้นั้น ส่วนใหญ่ทราบกันดีครับ ว่าท่านนายกฯเป็นคนดีอย่างไร .. เขียนไปก็เหมือนอวยท่านนายกฯเปล่าๆ.. เอาเป็นว่า ถ้าท่านไม่ใช่คนดี เป็นนักการเมืองชั้นเลว เป็นคนติดลบ..

 

ท่านไม่สามารถยืนยงอยู่ได้แบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้หรอกครับ..

 

หลายครั้งวิกฤตสุด จวนเจียนจะไปแหล่มิไปแหล่.. มักจะมีผู้ยื่นมือมาช่วยแบบไม่คาดฝันเสมอๆ ก็แปลกดีนะครับ .. สลิ่มบอกอิปูไม่ดี อิปูหนักแผ่นดิน อิปูเลวยังงั้นยังงี้ .. ถึงวิกฤตทีไร ปาฏิหารย์เกิดกับอิปูเสมอ

 

ท่านนายกฯเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งครับ และที่เหนือกว่าเข้มแข็งคือ ท่านเป็นคนที่คิดดีกับผู้อื่นเสมอ แม้นผู้นั้นได้ชื่อว่าศัตรู แม้นบางทีศัตรูเงื้อดาบกำลังจะบั่นคอท่าน ..ท่านก็ยังเชื่อว่า *เค้าจะไม่ทำ ถ้าทำจริงก็จะไม่หลบ* สุดท้ายก็มีคนมาขวางไว้เสมอครับ..ทนดูไม่ได้ กลัวมันทำจริง

 

ก็แปลกดี.. เป็นเรื่องที่แปลก ที่เรามักคุยๆกันเองในหมู่พวกเราอยู่บ่อยๆว่า..ท่านนายกฯห้อยพระอะไรวะ ?? สุดยอดแห่งความแคล้วคลาดจริงๆ..

 

ท่านมีอยู่2องค์นะ สลับใส่ เท่าที่ผมรู็ 1.นางพญาพิษณุโลก 2.พระรอดลำพูน

 

ใครอย่าไปปล้นท่านนะ..2องค์นี่ ซื้อมอไซค์ได้ประมาณ1พันคัน !!พี่ชายท่านให้มาทั้ง2องค์

 

 

 

 

 

 

 

#‎สุภาษิตบ้านไหนว่ะ‬


1. รู้อะไร ไม่สู้ .....รู้จากไลน์
2. ยามศึกเรารบ...ยามสงบเราแชท
3. สุราคือยาพิษ...เติมโซดาสักนิด ...เพื่อลดพิษของสุรา
4. เวร...ย่อมระงับด้วย การออกเวร
5. กระบี่ไม่ได้อยู่ที่ใจ..แต่อยู่ไม่ไกลจากพังงา


6. แพ้เป็นพระ.....นะยะเป็นตุ๊ด
7.เสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้
..แต่เสือ 11 ตัวอยู่ซองเดียวกันได้
8. ชาติเสือต้องไว้ลาย...ชาติชายต้องไว้พุง
9. คบคนให้ดูหน้า..ซื้อผ้าตัองไปพาหุรัด
10. ตอนนี้ถ้ามีทองท่วมหัว...
ไม่ตัองมีผัวก็ได้


11น้ำลดตอผุด.กางเกงหลุดตอโผล่
12. รำไม่ดี...ไปเป็นโคโยตี้ดีกว่า
13. รู้อะไรไม่สู้ .....รู้งี้
14. น้ำร้อนปลาเป็น..
.น้ำเย็นกูไม่อาบ(ก็ปลายังตายอะ)


15. น้ำท่วมทุ่ง.....ไปรับถุงยังชีพ
16.ไม่เห็นโลงศพ เพราะไปผิดศาลา
17. ไม่เห็นน้ำยา.....ไม่สั่งหนมจีน
18. บุญคุณต้องทดแทน
ติดไฟแนนซ์ตัองชำระ

 
 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

guest

Post : 04/04/2014 18:50     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ไม่มีอะไรเป็นของฉันมันก็ไม่ทุกข์

 

                                   ไม่มีอะไรเป็น "ของฉัน" มันก็ไม่ทุกข์

 

 

 

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

 

 

อากาศตอนนี้ญาติโยมก็บ่นว่าร้อนๆไปตามๆกัน ซึ่งความจริงมันก็ร้อนนั่นแหละ เหงื่อไหลไคลย้อยตลอดวัน แต่ว่าความร้อนนี่มันก็ไม่เที่ยง คือไม่เท่าใดก็หมดร้อน แล้วก็ถึงหน้าฝนต่อไป เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องของธรรมชาติของดินฟ้าอากาศ เราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็ต้องทนอยู่กันไปตามเรื่องตามราวจนกว่าจะหมดเรื่องนั้นไป การที่จะอยู่ได้ตามปกตินั้น จะต้องหมุนจิตใจของเราให้เข้ากับสิ่งที่เกิดอยู่เป็นอยู่ คือให้พอใจแค่นั้นเอง ถ้าพอใจแล้วมันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่พอใจแล้วก็เกิดความเดือดร้อน

เคยพบพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในห้องเหงื่อท่วมตัว อาตมาก็ไปถามว่าไม่ร้อนหรือ ท่านก็บอกว่ามันเรื่องธรรมดา ท่านตอบว่าอย่างนั้น แล้วท่านนั่งทำงานไปตามปกติ ไม่รู้สึกว่ากระวนกระวาย จิตใจมันเป็นปกติ เหงื่อมันออกมาเป็นเรื่องของร่างกาย แต่ว่าใจนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่งทำงานได้ปกติตลอดเวลา อันนี้แสดงว่าท่านผู้นั้นรู้จักหมุนจิตใจต้อนรับสถานการณ์นั้น แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น

คนเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราควรจะอยู่ให้เบาใจสบายใจ อย่าอยู่ให้มีความทุกข์ความหนักใจ เพราะเมื่อมีความหนักใจขึ้นเมื่อใดแล้ว เราก็ไม่สบายทั้งกายทั้งใจ ถ้าเราไม่มีความหนักใจ แม้ว่าร่างกายเราจะหนักเพราะการเปลี่ยนแปลง แต่ตัวเราก็ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเพราะเรื่องอย่างนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ

คราวหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระเทวทัตทุ่มหินลงมา แต่ว่าหินนั้นไม่ถูกพระองค์ เพราะไปชนต้นไม้ สะเก็ดนิดหนึ่งมากระทบถูกพระชงฆ์ คือหน้าแข้งของพระพุทธเจ้า เลือดไหลซิบๆออกมา หมอโกมารภัจจ์ก็ทำยาไปปะแผลให้ยาที่ปะนั้นเป็นยาร้อนก็คล้ายๆกับทิงเจอร์ที่เราใช้กัน แต่ว่าใช้ใบไม้ประเภทหนึ่งเอามาพอกไว้แล้วหมอก็กลับบ้าน หมอก็นอนไม่หลับตลอดคืนมีความเป็นห่วง เพราะนึกในใจว่า ยาที่พอกนั้นเป็นยาที่ร้อน พระผู้มีพระภาคคงจะไม่ได้บรรทม เพราะความร้อนของยาที่ผิวหนัง ตื่นแต่เช้ามืดมาเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็ถามไปด้วยอาการร้อนรนกระวนกระวายใจว่า "เมื่อคืนนี้พระองค์บรรทมหลับเป็นปกติหรือเปล่า"

 

พระผู้มีพระภาคกลับตอบว่า "เราบรรทมหลับเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น" หมอก็บอกว่า "ข้าพระองค์นอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะมีความกังวลที่ยาปะแผลของพระองค์ว่ามันร้อน" พระผู้มีพระภาคกลับตรัสตอบแก่หมอนั้นว่า "ความร้อนทั้งหลายเราได้ดับมันหมดแล้วที่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้ เวลานี้ความร้อนเหล่านั้นไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องมีความทุกข์ในเรื่องเกี่ยวกับความร้อนต่อไป" อันนี้เป็นเครื่องแสดงถึงด้าน ความสงบเย็นของจิตใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์ไม่มีความร้อน มีแต่ความสงบเย็น ความร้อนนั้นได้ดับไปตั้งแต่วันตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ใต้ต้นโพธิ์แล้ว ต่อจากนั้นก็ไม่มีความร้อนอะไร จะนั่งอยู่ในที่ร้อนก็ไม่ร้อน จะนั่งอยู่ในที่เย็นก็ไม่เย็น จะอยู่ในที่ใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของท่าน

อันนี้เป็นเรื่องพิเศษที่จะเกิดมีเฉพาะบุคคลที่มีจิตหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง หรือพ้นแล้วจากการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวเรื่องตน ที่เราเรียกในภาษาธรรมะว่า "อัตตวาทุปาทาน" คือ การยึดมั่นถือมั่นในตัวฉันในของของฉัน ถ้ายังมีความยึดมั่นอยู่ตราบใด ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ ความร้อนก็ยังมีอยู่ อะไรๆที่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันก็มีอยู่กับผู้นั้น แต่ว่าถ้าถอนความยึดมั่นถือมั่นได้เมื่อใด สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มี มันมีของมันอยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ว่าจิตไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น เช่น ว่าความร้อนทางกายก็มีอยู่ เจ็บปวดมันก็มีอยู่ แต่ว่าจิตไม่ปวดในเรื่องนั้น ไม่ได้เจ็บไปกับเรื่องนั้น ดูอาการมันเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในใจ อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ

แต่ว่าจิตของพระอริยเจ้านั้น ท่านไม่มีเหมือนเรา จิตท่านแตกต่างจากเรา เพราะท่านปฏิเสธหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของท่าน อะไรๆมันเกิดขึ้นท่านก็เฉยๆคล้ายๆกับเรื่องอย่างนี้ เหมือนกับว่ามีอะไรของใครเขาหาย เราไม่ได้เป็นทุกข์กับเขา เช่นว่า คนหนึ่งเขามีของหายไป เรารู้เราก็เฉยๆ ที่เฉยๆ ก็เพราะว่าของนั้นมันมิใช่ของเรา บ้านคนอื่นถูกไฟไหม้อยู่ห่างไกลจากบ้านเรา เราก็ไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนใจ ที่ไม่ได้เป็นทุกข์ก็เพราะว่าเราไม่ได้นึกว่าเป็นบ้านของเราอยู่นั่นเอง แต่ถ้าว่าบ้านของเราถูกไฟไหม้ เราก็ร้อนอกร้อนใจมีความทุกข์ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนตัวนี้เกิดขึ้นเพราะจิตเข้าไปยึดถือว่าเป็นบ้านของฉัน เงินทองของฉัน อะไรๆ ของฉัน พอเอาคำว่า “ของฉัน” เข้าไปใส่ไว้ไม่ว่าในเรื่องอะไร ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นทันที เพราะเรื่องเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องที่มีอยู่ในจิตใจของ มนุษย์ทุกคนที่เราพอมองเห็นได้ คือมองเห็นได้ว่า ถ้าเมื่อใดใจเราปล่อยวางเสียได้ เราก็สบายใจ แต่เมื่อใดเรา เข้าไปยึดถือมันไว้ เราก็มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ

อันนี้สังเกตได้ง่าย ขอให้เราสังเกตคือการศึกษาธรรมะน่ะ เรารู้หลักทางหนังสือแล้วต่อไปก็ต้องเอามาค้นคว้าจากพฤติการณ์ของเราเอง จากความคิด จากการกระทำของเรา แล้วคอยสังเกตว่า เวลาที่เกิดทุกข์นี่มันทุกข์เพราะอะไร เวลาทุกข์ที่หายไป มันหายไปเพราะอะไร เพื่อจะค้นหาสมุฏฐานของความทุกข์ที่เกิดขึ้นภาย ในจิตใจของเรา ถ้าหากเราสังเกตจะพบว่า สิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์นั้น ก็คือการยึดมั่นถือนั่นเอง เราจึงเรียกว่า “อุปาทาน” ตามภาษาธรรมะ พอมีอุปาทานขึ้นมาเมื่อใด ใจมันก้ไปติดอยู่กับสิ่งนั้น ไปยึดอยู่กับสิ่งนั้น พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนใจไม่สมใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมาทันที

อันนี้เป็นเครื่องชี้อยู่ในตัวแล้วว่า เราเป็นทุกข์เพราะ มีความยึดมั่นถือมั่น ถ้าจะไม่ให้เกิดทุกข์ก็ต้องผ่อนคลาย ความยึดมั่นถือมั่นออกไปจากใจของเราเสียบ้าง


เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรม วันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐)
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 113 เมษายน 2553 โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ". ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเองคงไม่รู้สึกว่าเป็นอย่างไร ดิฉันรับความรู้สึกนี้มานานแล้ว เหมือนกับที่เคยบอกไว้ว่าจะไม่ให้มีที่ยืนเลยหรือ ที่ดิฉันอยู่วันนี้ก็เพื่อรักษาประชาธิปไตย การที่หลายคนออกมาเรียกร้องให้ดิฉันลาออก จึงอยากถามกลับไปว่า การลาออกคือคำตอบหรือ เพราะถ้าดิฉันลาออกเพื่อเปิดทางให้เกิดสูญญากาศ ฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย จะทำได้อย่างไร ..

.. ดิฉันในฐานะประชาชนและผู้นำรัฐบาล ต้องรักษาประชาธิปไตย ประคับประคองไปให้ถึงรัฐบาลใหม่ แม้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดิฉันขอทำหน้าที่ของตนเองจนถึงนาทีสุดท้าย ถึงเวลาแล้วค่ะที่ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดความลงตัวเร็วที่สุดสำหรับทางออกของประเทศที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ.."

 

 

 

 

 

 

 

 กปปส. ยอดรวม 3,630 คน :
สวนลุม 2,500 คน
ปปช.400 คน
แจ้งวัฒนะ 200คน
คปท.400คน
มท 80 คน
กรมทดแทนพลังงาน 50 คน
.....
นปช.ที่ บริเวณ ถ.อักษะ เขตทวีวัฒนา ยอดรวม 30,000 คน ทยอยเข้าอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซึ้ง เด็กจีน 7 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง ขอบริจาคไตให้แม่ก่อนตาย

 

 


 

ซึ้ง เด็กจีน 7 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง ขอบริจาคไตให้แม่ก่อนตาย
 




ขอขอบคุณภาพประกอบจาก news.ifeng.com

เด็กจีน 7 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง ขอบริจาคไตให้แม่ป่วยหนัก รักษาชีวิตแม่หลังตัวตาย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2557 เว็บไซต์เดลี่เมลของอังกฤษ เปิดเผยเรื่องราวสุดซาบซึ้งที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เมื่อเด็กชายวัยเพียง 7 ขวบ ที่ป่วยเป็นมะเร็งสมอง ได้ตัดสินใจบริจาคไตให้กับแม่ที่ป่วยหนัก เพื่อรักษาชีวิตแม่ไว้

เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน เฉิน เสี่ยวเทียน เด็กชายที่มีอายุเพียง 5 ขวบในตอนนั้น ได้พบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งในสมอง ซึ่งแม้จะสามารถเยียวยาได้ในช่วงแรก ๆ แต่ต่อมาแพทย์ก็จำใจต้องบอกว่า เฉินอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวัยรุ่น

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน นางโจว หลู่ แม่วัย 34 ปี ของเฉินก็ป่วยเป็นโรคไต ทำให้ทั้งแม่ลูกกลายเป็นคนป่วยหนัก แต่ทั้งคู่ก็ต่อสู้และต่างเป็นกำลังใจให้กันมาโดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถึงอย่างนั้นอาการป่วยก็แย่ลงเรื่อย ๆ นางโจวต้องฟอกไตเป็นประจำ ขณะที่เฉินเองก็ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง มะเร็งในสมองได้ทำให้เขาอ่อนแอมาก ตาบอดทั้งสองข้าง และเข้าใกล้ภาวะอัมพาตเข้าไปทุกที

กระทั่งล่าสุด หลู่ หยวนเสี้ยว แม่วัย 57 ปี ของนางโจว ก็ได้พูดคุยกับแพทย์ และแพทย์ได้บอกเธอว่า หลานชายของเธออาจมีชีวิตรอดได้อีกไม่นาน แต่ไตของเฉินสามารถช่วยชีวิตแม่ของเขาได้ ซึ่งหลังจากที่นางหลู่ได้ฟังดังนั้น จึงไปบอกนางโจวในสิ่งที่แพทย์คุยกับเธอ แต่นางโจวได้ปฏิเสธที่จะทำอย่างนั้น และขอให้หยุดพูดเรื่องนี้ให้เธอได้ยินอีก

ระหว่างนั้นเอง เฉินก็บังเอิญได้ยินในสิ่งที่แม่กับยายของเขาคุยกัน จึงตัดสินใจขอร้องแม่ว่า ในเมื่อเขาจะไม่รอดจากมะเร็งในสมองแล้ว ขอให้เขาได้บริจาคไตให้แม่เถิด ทำให้นางโจวน้ำตาไหลออกมาและยอมรับคำขอร้องของลูกชาย เธอคิดว่าแม้ว่าลูกชายจะเสียชีวิตในอีกไม่นาน อย่างน้อยไตของลูกชายก็ยังคงอยู่ในตัวเธอ

ทั้งนี้ การผ่าตัดเปลี่ยนไตจากลูกสู่แม่ ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ทันทีที่เฉินเสียชีวิตลงอย่างสงบ ศพของเขาก็ถูกนำไปผ่าตัดไตทั้งสองข้างและตับออกมา เพื่อนำไตข้างหนึ่งไปเปลี่ยนให้นางโจว ส่วนไตอีกข้างและตับถูกนำไปเปลี่ยนให้กับผู้ป่วยอีก 2 ราย นับว่าเฉินได้ช่วยชีวิตคนถึง 3 คนเลยทีเดียว



 

ซึ้ง เด็กจีน 7 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง ขอบริจาคไตให้แม่ก่อนตาย
 


 

ซึ้ง เด็กจีน 7 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง ขอบริจาคไตให้แม่ก่อนตาย
 


 

ซึ้ง เด็กจีน 7 ขวบ ป่วยมะเร็งสมอง ขอบริจาคไตให้แม่ก่อนตาย
 

 


 

           

 

 

 

                          อาการเนื้องอกในสมอง

 

เนื้องอกในสมองเป็นภาวะที่มีการเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในสมอง เนื้องอกในสมองอาจเป็นเนื้องอกธรรมดา (Benign) หรือเป็นมะเร็ง (Malignant) ทั้งสองชนิดสามารถลุกลามในสมองเองจนเป็นอันตรายหรือทำให้เกิดความพิการต่อผู้ป่วยได้ พบได้ประมาณร้อยละ 1.67 ของโรคมะเร็งทั้งหมด พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่จะพบมากใน 2 ช่วงอายุคือ อายุ 5 – 9 ปี และ 50 – 55 ปี ซึ่งถ้าในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นเด็กเนื้องอกในสมองถือเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ส่วนในผู้ใหญ่หรือคนสูงอายุ อาจเป็นเนื้องอกที่เกิดขึ้นภายในกะโหลกศีรษะ หรือเป็นเนื้องอกที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น (เช่น ปอด เต้านม ไต ต่อมไทรอยด์ กระเพาะลำไส้)

 

 

อาการเนื้องอกในสมอง

รูปภาพประกอบจาก : http://inside919.ning.com/profiles/blogs/will-you-need-surgery-for-your-headache

 

 

 

 

สาเหตุการเกิดเนื้องอกในสมอง

 

เนื้องอกสมองส่วนใหญ่นั้นปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นจากอะไร แต่มีเนื้องอกในสมองส่วนน้อยบางส่วนที่ทราบสาเหตุว่าเกิดขึ้นจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมในเซลล์เนื้องอกสมองของผู้ป่วย นอกจากนี้อาจมีปัจจัยภายนอกบางอย่างที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเนื้องอกในสมองได้ เช่น เคยได้การได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะมาก่อน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคเนื้องอกสมองได้มากกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

 

อาการเนื้องอกในสมอง

 

เนื้องอกในสมองจะมีอาการได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับตำแหน่งเนื้องอกในสมองนั้น จะทำให้สมองส่วนใดผิดปรกติไปจากเดิม เช่น ถ้าเกิดในตำแหน่งที่ควบคุมการทรงตัว ในเด็กจะมีอาการเดินเซ และหกล้มบ่อย ในรายอื่นๆอาจจะมีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก, อาการตาเข, ตากระตุก, ปากเบี้ยว หรืออาการชักเกร็งหรือกระตุก อาการจะมีมากขึ้นถ้าก้อนเนื้องอกโตมากหรือโตเร็ว เป็นต้น

 

อาการเนื้องอกในสมองโดยทั่วไป

 

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว โดยมีลักษณะเฉพาะคือ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆอาการจะดีขึ้น หรืออาจปวดมากเวลาล้มตัวลงนอน หรือเวลาไอ จาม หรือเบ่งอุจจาระ อาการปวดศีรษะจะรุนแรงขึ้นทุกวันจนผู้ป่วยต้องสะดุ้งตื่นตอนเช้ามืด ต่อมาจะมีอาการอาเจียนร่วมกับอาการปวดศรีษะ อาจมีลักษณะอาเจียนพุ่งรุนแรง โดยไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการตามัวลงเรื่อยๆ เห็นภาพซ้อน หูอื้อ ตาเหล่ ตากระตุก วิงเวียน เดินเซ มือเท้าทำงานไม่ถนัด แขนขาชาหรืออ่อนแรง และอาการชัก ซึ่งอาจชักทั้งร่างกายหรือเฉพาะส่วนของร่างกาย ความจำเสื่อม มีบุคลิกเปลี่ยนไปจากเดิม ในรายที่เป็นเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Pituitary tumor) นอกจากจะมีอาการดังกล่าวแล้ว ถ้าพบในผู้หญิงอาจทำให้เป็นประจำเดือนไม่มา มีน้ำนมออกผิดธรรมชาติ (Galactorrhea) หรือมีอาการของโรคคุชชิงร่วมด้วย

 

การรักษาเนื้องอกในสมอง

 

การรักษาเนื้องอกในสมองมีอยู่ 3 วิธีหลักๆคือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการให้ยา ในบางครั้งอาจจะต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

 

1. การผ่าตัด

เป็นวิธีหลักของการรักษาเนื้องอกในสมองส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงการเจาะดูดเอาเนื้องอกมาตรวจวินิจฉัย ผ่าตัดเนื้องอกออกบางส่วนหรือผ่าตัดเนื้องอกออกทั้งหมด ถ้าเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่สามารถทำผ่าตัดออกได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

 

ในปัจจุบันมีการทำผ่าตัดโดยจุลศัลยกรรม (Microneurosurgery) ทำให้สามารถมองเห็นจุดเล็กๆในสมองส่วนที่อยู่ลึกได้ มีการนำเครื่องนำวิถี (Navigation) มาใช้เพื่อช่วยให้การผ่าตัดสมองมีความแม่นยำมากขึ้น มีการทำผ่าตัดร่วมกับเอกซเรย์แม่เหล็กในห้องผ่าตัด (Intraoperative MRI) เพื่อช่วยให้ผ่าตัดเนื้องอกออกมาได้มากขึ้น หรือมีการทำผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง (Neuroendoscopic surgery) เพื่อช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก และในบางครั้งเนื้องอกในสมองอาจอยู่ในตำแหน่งที่มีอันตรายต่อการทำผ่าตัด และอาจมีการผ่าตัดโดยที่ผู้ป่วยยังคงรู้ตัวไม่สลบระหว่างผ่าตัด เพื่อที่แพทย์จะสามารถหาตรวจหาตำแหน่งการทำงานของสมองไปได้ด้วยระหว่างการผ่าตัด (Awake craniotomy and brain mapping)

 

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาในอนาคตอาจจะมีอุปกรณ์และเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น

 

2. การฉายรังสี

 

การฉายรังสีมักจะใช้เป็นการรักษาเพิ่มเติมหลังการผ่าตัดเนื้องอกในสมองแล้ว และบางอย่างที่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้หมด ในบางกรณีสามารถใช้เป็นวิธีการรักษาหลักได้อีกด้วย การฉายรังสีรักษาเนื้องอกในสมองนั้นปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างมาก มีการนำเทคนิคการฉายรังสีวิธีใหม่ที่เรียกว่า การฉายรังสีรักษา 3 มิติมาใช้ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างของลำรังสีได้ตามรูปร่างของก้อนเนื้องอก ทำให้ได้ปริมาณรังสีรวมสูงสุดอยู่ที่ก้อนเนื้องอกเพียงตำแหน่งเดียว โดยที่สมองส่วนอื่นๆ ได้ปริมาณรังสีน้อยมาก เทคนิคนี้ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณรังสีที่ก้อนเนื้องอกได้สูงขึ้นมาก ซึ่งในบางครั้งอาจจะสามารถฉายรังสีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น (Radiosurgery) และนับเป็นความก้าวหน้าทางรังสีรักษาในการรักษาเนื้องอกในสมองในขณะนี้

 

3. การให้ยา

 

เนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงบางชนิดสมควรได้รับการรักษาโดยการให้ยาเคมีบำบัด และเนื้องอกในสมองของต่อมใต้สมองบางชนิดสามารถรักษาโดยการให้ยาควบคุมการสร้างฮอร์โมน ปัจจุบันยาเคมีบำบัดบางตัวมีราคาแพงมากและไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันสังคมหรือบัตรทอง จึงเป็นอุปสรรคทำให้ภาระค่าใช้จ่ายไปตกอยู่ที่ผู้ป่วย หรือทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้

 

 

 

 

 

 

 

                      [​IMG]
                                                               ภาพหายาก ..ทรงพระเจริญ

 
 [​IMG]
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 [​IMG]

 

 

 

 [​IMG]
[​IMG]
[​IMG]

 

 [​IMG]
[​IMG]
[​IMG]

 

 [​IMG]
[​IMG]
[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                             [​IMG]

 

[​IMG]
 

 


[​IMG]
 

 

 *** Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์

นี่เป็นการแสดงบัตรประชาชนโดยพร้อมเพรียงที่สุด เพื่อให้พวกประชาธิปัตย์ กปปส. และคนในกองทัพ ให้ได้เห็นว่า ณ ถนนอักษะแห่งนี้ มีแต่คนไทยที่มีหัวใจรักประชาธิปไตย


[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                ไขปริศนา ทำไมนอนในรถถึงตาย?

 

 

  

              

   

 

การนอนในรถนั้น เป็นเรื่องที่มีหลายคนมักไม่รู้เท่าไม่ถึงอันตรายและอาจนะไปสู่การเสียชีวิตได้ การจอดรถนอนนั้นเป็นเรื่องที่เราแนะนำให้คนจำนวนมากทำ โดยเฉพาะในหมู่นักเดินทางที่เหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกลเป็นเวลานานๆ อาการดังกล่าวนั้น อาจส่งผลให้เกิดการหลับในและก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการจอดรถหลับพักผ่อนสักหน่อยก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ดูผิวเผินการจอดรถนอน คงไม่ใช่เรื่องอะไรที่ซับซ้อน จนอาจเป็นอันตรายถึงขนาดทำให้เราสามารถเสียชีวิตคารถสุดที่รัก อย่างกรณีของคุณพ่อของนางเอกวิก 7 สี แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า หากเรานอนในรถโดยไม่เข้าใจอย่างถูกต้องแท้จริง นี่อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิตก็เป็นได้

 

อันตรายจากการจอดรถนอนหลับนั้นความจริงแล้วเป็นภัยใกล้ตัวที่เราอาจวิตกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตมากกว่าคิดถึงเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพ ที่เรามักจะอ่านข่าวพบว่า มีคนเสียชีวิตจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้แล้วเปิดแอร์นอน สิ่งที่ผิดที่สุดของแนวคิดการนอนในรถนั้นไม่ใช่ระบบปรับอากาศ แต่มันคือการสตาร์ทเครื่องยนต์เดินเบาทิ้งเอาไว้ เพื่อให้ระบบปรับอากาศนั้นสร้างความเย็นสบายตลอดเวลา ความคิดที่รักสบายนี่เอง ทำให้หลายคนกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ เพราะ แม้เครื่องยนต์และระบบปรับอากาศในห้องโดยสารจะไม่เกี่ยวข้องกัน ทว่าความจริงนี่เป็นจุดเริ่มต้นของความตาย โดยปกติแล้วระบบปรับอากาศภายในรถยนต์นั้น จะทำงานคล้ายๆกับระบบแอร์ทั่วไป คือ แลกเปลี่ยนอุณภูมิผ่านน้ำยาที่เป็นตัวนำไประบายความร้อนออก แล้วกลับมาวนปรับอุณภูมิต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ จนได้อุณหภูมิตามต้องการ

 

แม้เราจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบปรับอากาศในห้องโดยสาร เป็นพื้นที่ปิดเพื่อใช้กักเก็บอุณหภูมิ แต่สิ่งที่อยู่ในระบบกับการดูดอากาศภายนอกบางส่วนมาหมุนเวียนในห้องโดยสารนั้นกลับเป็นชนวนต้นเหตุความตาย นี่เองที่เป็นสาเหตุหลักที่อาจทำให้คุณตายได้โดยไม่รู้ตัว เพราะ เมื่อคุณติดเครื่องยนต์รถทิ้งไว้ไอเสียบางส่วนก็จะถูกพัดลมแอร์ดูดเข้ามาในห้องโดยสาร ซึ่งถ้าหากมันมาเป็นจำนวนมากคุณจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงและตื่นขึ้นเหมือนสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งในรถยนต์บางรุ่นจะติดตั้งตัวดักไอเสียสู่ห้องโดยสาร เพื่อป้องกันคนนอนในรถเป็นเวลานานๆ แต่กลับกันเมื่อเจ้าก๊าซพิษค่อยๆย่างกรายเข้ามาทีละนิด ในขณะที่กำลังฝันหวานก็ไม่ทางรู้สึกเลยว่ากำลังชะตาขาดขณะพักผ่อน

 

หลายคนคงเคยรู้สึกปวดหัวเวลาขับรถไปเจอการการจราจรขัดติด โดยมากคงนึกว่าเรากำลังผจญภาวะความเครียด แม้เหตุผลดังกล่าวจะถูกต้องในส่วนหนึ่ง แต่ความจริงแล้วอีกด้านเรากำลังสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ที่มีส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสารพิษเข้าสู่ร่างกาย และจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ ได้กล่าวถึง อันตรายของการสูดดมก๊าซคาร์บอนไซด์ว่า อาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง ปวดศีรษะ เซื่อมซึม เคลิบเคลิ้ม สั่นกระตุก หายใจติดขัด หมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นปิดปกติ เนื่องจาก มีฮีโมโกลบินน้อยกว่าปกติ และมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต

 

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากพบว่า ถ้าเราสูดดมไอเสียทีละน้อยเป็นเวลากว่า 5-6 ชั่วโมง อาจส่งเราสู่สุคติได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้หากคุณมีความจำเป็นจริงๆในการนอนในรถระหว่างเดินทางเราก็มีวิธีที่ถูกต้องมาแนะนำให้ปฏิบัติตามกัน 1.หาที่เหมาะสม เมื่อเริ่มรู้สึกง่วงพยายามหาที่เหมาะสมในการจอดรถ เราแนะนำให้จอดในสถานีบริการ ถ้าเป็นไปได้ หรือถ้าไม่มีก็พยายามหาจุดที่เป็นชุมชน ป้อมตำรวจทางหลวง หรือ ไม่ก็มีแสงไฟสลัวๆดีกว่า เพื่อป้องกันโจรไปด้วยในตัว 2.ดับเครื่องยนต์ เมื่อจอดแล้วดับเครื่องยนต์ทันทีแม้อาจจะเริ่มรู้สึกอึดอัดบ้าง หากคิดว่าไม่สบายตัวก็แง้มกระจกลงสักนิด 2-3 เพื่อระบายอากาศและรับลมจากภายนอก 3.ปรับเบาะเอนเบาะนอนให้เหมาะสม

 

การนอนในรถไม่ใช่การที่คุณเอนนอนทั้งหมด เพราะ แต่ละคนมีท่านอนที่ชอบไม่เหมือนกัน ให้คุณปรับเอนนอนให้พอดีเพียงพอ เพราะการเอนนอนมากไปจะทำให้คุณเมื่อล้าได้ภายหลัง 4.ใช้พัดลมแอร์ช่วยให้หลับ เมื่อพร้อมจะหลับก็ให้บิดกุญแจไปที่จังหวะออนเพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงาน แล้วจึงบิดเปิดสวิทช์แอร์ เมื่อเปิดแล้วให้หาปุ่มที่เขียนว่า A/C หรืออาจะเป็นรูปรถที่มีลูกศรชี้เข้ามาในตัวรถจากภายนอกให้เลือกกดปุ่มดังกล่าว ซึ่งพัดลมแอร์จะดูดอากาศมาหมุนเวียนในห้องโดยสารแม้จะไม่เย็นเหมือนแอร์แต่ก็พอให้คุณเคลิ้มหลับได้สบาย ซึ่งบางคนอาจเกรงว่าแบตจะหมด แต่เราแค่ต้องการพักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งแบตเตอร์รี่ขนาด 60 แอมป์ สามารถใช้ได้นานกว่า 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว นี่เป็นวิธีการนอนในรถที่ถูกต้องและเราไม่แนะนำให้ใช้รถเป็นโรงแรมคลื่อนที่ เนื่องจากแม้จะนอนได้แบบพอทน แต่มันก็ไม่ดีต่อสุขภาพกระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับความไม่ปลอดภัยในชีวิต หากจำเป็นควรนอนพอให้หายอ่อนเพลียประมาณ 30-40 นาที เมื่อพร้อมแล้วจึงเดินทางต่อให้ถึงจุดหมายปลายทางครับ

ภาพประกอบจาก Gettyimages.com

 

 

 

 

 

 

 

ป้าธิดาแถลงข่าวที่ช่องเชียอั้พเดท...ผ่านมาประมาณครึ่งชั่วโมง

ป้าธิดาพูดว่า...ขณะนี้คุณปึ๊ง สุรพงษ์ รมว.ต่างประเทศ

ได้มีหนังสือถึง ICC...ว่าประเทศไทยพร้อมลงนามกับ ICC

ขณะเดียวกันนี้ทางซาอุ...จะนำคดีของคุณไอลูว่ารีไปฟ้องศาลโลกด้วย

Clapping......Clapping.....Great Idea

 

 

 

'สุรพงษ์'ทำหนังสือถึง'ไอซีซี'คดี90ศพ

 

 

สุรพงษ์"รองนายกฯ ทำหนังสือถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี ดูคดี 90ศพ หากกระบวนการยุติธรรมไทยไม่คืบ

 

ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า

ตนได้ทำหนังสือไปถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)เรียบร้อยแล้ว

เพื่อสอบถามกรณีที่ประเทศไทยจะรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในเหตุการณ์การชุมนุมปี2553 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง

เบื้องต้นที่อัยการของไอซีซีมาพบตนเมื่อปลายปี 2555 ตนได้สอบถามว่ากรณีใดบางที่ไอซีซีจะเข้ามาดำเนินการได้

ซึ่งก็มีกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการทำลายมนุษยชาติ โดยเฉพาะกรณีที่กระบวนการยุติธรรมในประเทศไม่ทำงาน

แต่วันนี้กระบวนการยุติธรรมในประเทศยังเดินอยู่ เช่น ศาลอาญามีคำสั่งให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.มามอบตัว

 

 

และให้นายอภิสิทธิ์ ไปขึ้นศาล ทั้งนี้หากในอนาคตมีหลายฝ่ายเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ก็ต้องมีการเตรียมการว่าต้องทำอย่างไรบ้าง เรื่องนี้มีหลายประเทศที่เกิดการฆ่ากันตายจากเหตุการณ์การชุมนุมจนเกิดความวุ่นวาย

 

 

เพราะผู้นำใช้ความโหดร้ายทำลายมนุษยชาติ ซึ่งเราต้องเตรียมการไว้ในกรณีเกิดอำนาจนอกระบบ อำนาจเผด็จการ

และกระบวนการยุติธรรมไม่มีแล้ว ก็ต้องใช้อำนาจระหว่างประเทศเอาคนผิดมาลงโทษ

ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

 

นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีการเชิญนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

มาเป็นตัวกลางในการเจรจาปัญหาทางการเมืองภายในประเทศไทยว่า กำลังอยู่ระหว่างรอคำตอบ

ซึ่งน่าจะได้คำตอบเร็วๆนี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้เป็นการดึงชาวต่างชาติเข้ามาแทรกแซงปัญหาในประเทศไทย

เพราะไอซีซีมาพบตน และมีความเห็นว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปจนแล้วเสร็จ

ญาติพี่น้องของผู้สูญเสียไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีการเรียกร้อง ไอซีซีก็สามารถพิจารณาได้เป็นกรณีๆไป

 

 

เมื่อถามว่า หากการดำเนินคดี 90 ศพ ไม่เดินหน้าเรื่องจะถึงไอซีซีหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า

ตนไม่คิดที่จะไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมในไทย แต่เป็นการเตรียมความพร้อมในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น

ตนเป็นคนทำงานโดยคิดทางออกไว้หลายๆทาง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเข้าสู่ทางตันหรือเกิดอันตราย

ในอดีตที่ผ่านมาเราอธิบายการที่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนถูกยุบได้อย่างยากเย็นมาก

แต่วันนี้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้มากขึ้น

คนที่เป็นกลางได้เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทย อย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากกระบวนการต่างๆ

ได้เห็นความแตกแยกทางสังคมจากกระบวนการเหล่านี้ วันนี้ทั้งโลกหูตาสว่างขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรู้กระบวนการต่างๆ ในการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย

วันนี้ถ้าประเทศไทยไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยลำบาก สังคมโลกไม่ยอมรับ

อย่างไรก็ตามสังคมโลกรู้หน้าที่ ไม่ได้เข้ามากดดัน แต่พวกเขาพยายามเสนอทางออกและเรียกร้องโดยสงบตามกระบวนการประชาธิปไตย

ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเป็นเหมือนเมียนมาร์ที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20140404/573339/สุรพงษ์ทำหนังสือถึงไอซีซีคดี90ศพ.html

 

'สุรพงษ์' ชี้ญาติ 'อัลรูไวลี่' ฟ้องศาลโลกเป็นสิทธิ
 
 
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ
กล่าวถึงกรณีที่อุปทูตซาอุดีอาระเบียจะนำคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่
นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียยื่นต่อศาลโลก ว่า เป็นสิทธิที่เขาสามารถทำได้
หากเขาไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
 
ทั้งนี้ เรื่องที่ตนไปพูดคุยกับอุปทูตซาอุดีอาระเบียก็ไม่มีใครทำมาก่อน
แต่ตนเป็นคนกล้าที่จะพูดเป็นครั้งแรก เพราะเห็นว่าความจริงก็คือความจริงจะไปหลบเขาทำไม
อย่างไรก็ตาม หากประเทศซาอุดีอาระเบีย เอาเรื่องนี้ไปพูดให้พันธมิตรประเทศมุสลิมของเขาฟัง ประเทศไทยก็เสียหายแน่นอน
 

http://www.komchadluek.net/detail/20140404/182283.html

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     

 

 

guest

Post : 01/04/2014 19:51     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  วิธีการป้องกันแก้ไขการถูกข่มขืน

 

                             การป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อในคดี "ข่มขืน"

 

 

   

                                          


 

พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ วปอ.51

ในสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้สังคมไทย ที่ส่วนใหญ่เคยเป็นสังคมชนบท ต้องกลายมาเป็นสังคมเมือง การเอื้อเฟื้ อ ช่วยเหลือ อาทร ภายในชุมชนสังคมมีน้อยลงในขณะที่ชุมชน สังคมมีค่านิยมทางวัตถุเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ความเสื่อมของศีลธรรมมากขึ้นไปด้วยปัญหาของผู้หญิงหรือแม้กระทั่งเด็ก ถูกล่วงละเมิดทางเพศในสังคมไทย เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะเป็นเพราะก้าวหน้าของการสื่อสารติดต่อกันด้วยระบบอินเตอร์เน็ต มีการเล่นเกมส์บนอินเตอร์เน็ตคล้ายของจริง ทำให้ภาพลามกปรากฏ เผยแพร่ได้ง่าย ทั้งในรูปของอินเตอร์เน็ตและแผ่นซีดี ซึ่งมีขายไปทั่วทุกตลาดหรือการนำภาพโป๊ ที่แอบถ่ายเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตเผยแพร่สู่สาธารณชนทำได้ง่ายขึ้น เช่น เมื่อเดือนกันยายน 2551 นักร้องสาวโฟร์และมดถูกแอบถ่ายคลิปวิดีโอขณะเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น

 

แล้วถูกนำเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตทำให้เด็กและเยาวชนถูกมอมเมา และเป็นตัวเร่งให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศทั้งในแง่ของผู้ถูกกระทำและผู้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศที่พบมากและเป็นภัยสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้หญิงทั่วไปมากที่สุดก็คือการข่มขืนกระทำชำเรา แต่เดิมนั้น ความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญานั้นหมายความถึง การที่ชายได้ใช้อวัยวะเพศของตน ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของฝ่ายหญิงโดยที่ฝ่ายหญิง(ที่ไม่ใช่ภรรยาของตน) ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือสำคัญผิดว่าชายนั้นเป็นบุคคลอื่น (แต่เติมผู้ชายข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตนได้โดยไม่ผิดกฎหมาย)

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2550 ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ซึ่งเป็นความผิด ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ให้กว้างขวางกว่าเดิม การข่มขืนกระทำชำเราตามความผิดที่แก้ไขใหม่นี้หมายถึงการกระทำของหญิงหรือชายก็ได้ ที่ได้ทำต่อเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน โดยฝ่ายที่ถูกกระทำไม่สามารถขัดขืนได้หรือเข้าใจผิดว่าเป็นคนอื่น เพื่อเป็นการสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำ กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นแต่ในบทความนี้ จะจำกัดการเสนอการป้องกันตนเองของผู้หญิง จากการถูกชายข่มขืนกระทำชำเรา ด้วยการใช้อวัยวะเพศ ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงผู้ถูกกระทำ ซึ่งเป็นปัญหาของการล่วงละเมิดทางเพศ ที่พบมากที่สุด ในสังคมไทย โดยตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือน กันยายน 2551ทั่วทั้งประเทศไทย มีผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรามาแจ้งความกับตำรวจ เป็นจำนวนถึง 3,575 คน



ผลการวิจัย และทฤษฎีการเกิดอาชญากรรม

จากผลการวิจัยและผลงานทางวิชาการทางด้านอาชญาวิทยา ที่ได้ศึกษาความผิดเกี่ยวกับข่มขืนการกระทำชำเรานั้น จะเกิดขึ้นได้ ก็โดยใช้หลักทฤษฎีการเกิดอาชญากรรมตามสถานการณ์ มาเป็นแนวทางในการศึกษา จะทำให้สามารถวิเคราะห์สาเหตุการเกิด และนำไปสู่การหาทางป้องกันแก้ไข ไม่ให้เกิดการกระทำความผิดได้อย่างเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์

ทฤษฎีอาชญากรรมตามสถานการณ์ (SITUATION THEORY) นั้น มีหลักการว่า การจะเกิดอาชญากรรมได้ จะต้องมีองค์ประกอบสามประการ คือ เหยื่อ (ผู้ถูกกระทำ) คนร้าย และ โอกาส ที่มีความเหมาะสม ถูกตามเวลา หากปัจจัยของ เหยื่อ คนร้าย และโอกาส ไม่มีความเหมาะสมกันทางด้าน ศักยภาพ และเวลาแล้ว การกระทำผิดหรืออาชญากรรมก็จะไม่เกิดขึ้นในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น ได้มีผลการวิจัยผู้หญิง ที่มีโอกาสจะเป็นเหยื่อในการถูกข่มขืนกระทำชำเราไว้ว่า มีลักษณะอย่างไร โดยส่วนมากทั้งการวิจัยในประเทศไทย และการวิจัยในต่างประเทศ มักจะใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำ ที่ถูกตัดสินให้จำคุกในความผิดฐานข่มขืน และมักจะสอบถามควบคู่ไปกับ โอกาส หรือเวลาที่เหมาะในการกระทำการข่มขืนกระทำชำเรา

 

โดยสถาบันวิจัยสังคม แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้วิจัยค้นพบว่า การที่ผู้หญิงแต่งกายยั่วยุอารมณ์ทางเพศ อยู่ในที่เปลี่ยว มีโอกาสถูกข่มขืนถึง 70% ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยสำรวจของ Robert R Hazelwood แห่งสถาบันฝึกอบรมแห่ง FBI สหรัฐอเมริกา ได้ทำร่วมกับ Janet Warren แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียร์ ตีพิมพ์ในหนังสือ DEVIANT AND CRIMINAL SEXUALITY ตีพิมพ์เมื่อปี 1993 ได้ผลการวิจัยสำรวจว่าสถานที่ และอายุ ของเหยื่อ มีผลต่อโอกาสการที่คนร้ายจะเลือกข่มขืนกระทำชำเราถึง 55%



ประเภทของคนร้ายที่กระทำการข่มขืนกระทำชำเรา

จากการแยกแยะลักษณะของคนร้ายที่เป็นชาย ได้ข่มขืนกระทำชำเราหญิงที่เป็นเหยื่อทางเพศ สามารถแบ่งได้ตามแรงจูงใจและลักษณะการทำผิดในการข่มขืนกระทำชำเราได้ดังนี้

1 ) ทำผิดหลังหรือก่อนข่มขืน (Felony rape) คือมีการทำผิดอย่างอื่นด้วยเช่น ปล้นทรัพย์แล้วข่มขืน
2 ) พวกโรคจิตก่อกวน (Nuisance offence) คือพวกที่ชอบเข้าไปข่มขืนในบ้าน หอพักเป็นต้น
3 ) ข่มขืนคนในครอบครัว (Domestic sexual assault) เช่นพ่อข่มขืนลูก เป็นต้น
4 ) บุคคลที่คุ้นเคย (Social acquaintance rape) ซึ่งมักเป็นคนที่รู้จักกัน เมื่อสบโอกาส จึงทำการข่มขืน เช่น คนข้างบ้านที่ไว้ใจกัน ปล่อยให้เข้ามาในบ้านแล้วอยู่ตามลำพัง จึงข่มขืน เป็นต้น
5 ) สมภารกินไก่วัด (Subordinate rape) เช่นข่มขืนชำเราผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกศิษย์ เป็นต้น
5 ) ซาดิสซ์ (Sadistic rape) เป็นพวกโรคจิต ที่เห็นความเจ็บปวดในทางเพศแล้วมีความสุข
7 ) ลักพาแล้วข่มขืน (Abduction rape) เป็นกรณีคนร้ายฉุดพาขึ้นรถแล้วนำไปข่มขืน เช่นรถตู้
8) แก๊งค์ข่มขืน (Formal gang sexual assault) เป็นลักษณะองค์กรอาชญากรรมในการค้าประเวณีข้ามชาติหรือค้ามนุษย์
9) กลุ่มวัยรุ่นฉุดคร่า (Informal gang sexual assault) เป็นกลุ่มวัยรุ่น ที่อาจคึกคะนอง หรือมั่วสุมสิ่งเสพติดแล้วสบโอกาส เห็นเหยื่อที่เหมาะโอกาส จึงลงมือฉุดคร่า ข่มขืนกระทำชำเรา

การป้องกันแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืนกระทำชำเรา

การป้องกันแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืนกระทำชำเรา แยกพิจารณาได้ 2 ขั้นตอน คือ

1) ขั้นตอนการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุข่มขืนกระทำชำเรา
2) ขั้นตอนการเผชิญเหตุการณ์จะถูกข่มขืนกระทำชำเรา

จากบทความทางวิชาการทางด้านอาชญาวิทยาหลายเรื่อง ได้แนะนำว่า การแก้ไขปัญหาในขั้นตอนเผชิญเหตุการณ์จะถูกข่มขืนนั้น เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง และมักไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการที่จะป้องกันแก้ไขให้ผู้หญิงรอดพ้นจากเหตุการณ์นั้นได้อย่างปลอดภัย เนื่องจาก มีปัจจัยที่ต้องนำพิจารณาในการแก้ไขปัญหาภายใต้ภาวะวิกฤติบีบคั้น ซึ่งผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน จะไม่มีความสามารถหรือทักษะที่จะจัดการแก้ไขปัญหาได้ โดยมีปัจจัยหรือตัวแปรที่จะต้องดำเนินการให้เหมาะสมเมื่อจะถูกข่มขืนกระทำชำเราคือ

1 ) เวลาและสถานที่ การจะถูกข่มขืนในห้องน้ำโรงภาพยนตร์ กับในซอยเปลี่ยว ย่อมมีความแตกต่างกันในการใช้วิธีการแก้ไข เช่นในห้องน้ำอาจใช้การตะโกนร้องให้คนช่วย แต่ในซอยเปลี่ยวแม้ใช้นกหวีดที่ผู้หญิงเตรียมติดตัวไว้เป่ายามฉุกเฉิน ก็ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสเป่ าหรือไม่ หรือถ้าเป่ าได้แล้วจะมีใครได้ยินหรือไม่

2 ) ความแข็งแรงของผู้หญิงที่เป็นผู้จะถูกข่มขืน หากผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมีความสามารถในการวิ่งเร็วหลบหนีได้ หรือเป็นนักยูโด ทีมชาติหรือเป็นมือปื น ที่มีความชำนาญในการยิงต่อสู้ ก็น่าเชื่อว่าจะแก้สถานการณ์ การจะถูกข่มขืนได้

3) ลักษณะจำนวน และอาวุธคนร้าย หากผู้หญิง เพียงคนเดียว เดินในซอยเปลี่ยว ไปพบคนร้ายแบบแก็งค์วัยรุ่น มีหลายคน และมีอาวุธปืน แม้ผู้หญิงที่จะเป็นเหยื่อการจะถูกข่มขืนจะเก่งเพียงใด มีอาวุธปืนที่ใช้ได้ดีเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จะแก้ไขปัญหาลำบาก

จากตัวแปรข้างต้น การจะแก้ไขปัญหาในสถานการณ์การจะถูกข่มขืน ว่าจะใช้วิธีการใด จึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงตัวแปรดังกล่าว และใช้ให้เหมาะสม ซึ่งในทางวิชาการทางด้านอาชญาวิทยาแล้ว ไม่แนะนำที่จะเสนอแนะวิธีการใด ที่เป็นสูตรสำเร็จ หรือวิธีการสำเร็จรูป ที่แก้ไขปัญหาหรือสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างครอบจักรวาล หรือที่สามารถเผชิญหน้ากับคนร้ายได้ทุกรูปแบบ หรือประเภทของคนร้ายที่จะมาข่มขืน ดังนั้นในทางวิชาการทางด้านอาชญาวิทยา จึงเน้นในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดสถานการณ์การจะถูกข่มขืนขึ้น โดยใช้ทฤษฎีสถานการณ์ (SITUATION THEORY) เป็นแนวทางป้องกันปัญหา คือ

1 ) การลดช่องโอกาส เช่น ไม่ไปในที่เปลี่ยว หากจำเป็นต้องไป ก็ต้องมีเพื่อนร่วมทางที่พอเหมาะกับเหตุร้ายที่อาจเกิดขื้น การแต่งกายของผู้หญิงไม่ยั่วยุ มีความรัดกุม ถอดยาก หรือถ้าหากคนร้ายที่มีศักยภาพที่จะข่มขืน เป็นคนรู้จักคุ้นเคย วิธีการป้องกันก็ไม่ควรไปในที่ลับตากับบุคคลดังกล่าวตามลำพังหรือการที่จะไม่นั่งรถแท็กซี่เพียงคนเดียว เป็นต้น

2 ) เพิ่มความแข็งแรงให้กับผู้หญิงที่จะเป็นเหยื่อ เช่น ให้ผู้หญิงพกอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อคราวจำเป็น เช่นนกหวีด สเปรย์พริกไทย กรรไกร ร่มกันแดด หรือฝึกการต่อสู้ป้องกันตัว

3 ) การควบคุมคนร้ายผู้เสี่ยงต่อกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นหน้าที่ของชุมชน และสังคมทุกส่วน ในการกวดขันไม่ให้วัยรุ่นจับกลุ่มมั่วสุม รวมถึงเสนอกฎหมายในการ จัดทำฐานข้อมูลผู้กระทำผิดทางเพศ (SEX OFFENDER REGISTRATION ACT) แบบในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการจัดทำฐานข้อมูลผู้เคยกระทำผิดทางเพศ ไว้ ให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูล เพื่อช่วยกันระมัดระวังจับตาดูเพราะว่าผู้กระทำผิดทางเพศส่วนใหญ่ ได้รับโทษจำคุกไม่นาน เมื่อพ้นโทษมาแล้วมักกระทำผิดอีกและมักทำผิดไม่ไกลจากที่พักอาศัย โดยเฉพาะคนร้ายโรคจิต

สรุปวิธีการป้องกันแก้ไขการถูกข่มขืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แนะนำ วิธีการป้องกันแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืนไว้ 10 ประการ คือ

1 ) อย่านุ่งกระโปรงสั้น การแต่งกายต้องรัดกุม ไม่โป๊ เกินไป
2) อย่าดื้อรั้นลองยา หมายถึงกรณี ยาเสพติด หากเพื่อนนำมาให้ลองแล้วใจอ่อนจะเป็นปัญหา
3 ) อย่าพึ่งพาคนแปลกหน้า คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนมาเกี้ยวพาราสีหรือ ทำทีเป็นแนะนำช่วยเหลือ
4 ) อย่าคบหาเพื่อนไม่ดี ส่วนมาก เพื่อนที่ไม่ดี มักจะนำสิ่งที่ไม่ดีมาให้
5 ) อย่าหลีกหนีพ่อแม่ ยุคนี้เด็กสาวมักจะ "โตเกินวัย” กับพ่อแม่ก็มักจะไม่ได้มีเวลาใกล้ชิด
6 ) อย่าพ่ายแพ้ความฟุ่มเฟือย หญิงจำนวนมากอาจต้องจำใจ "ขายตัว-ขายยาเสพติด” เพื่อแลกเงิน
7 ) อย่าเฉื่อยแฉะเที่ยวเตร่ ควรมีผู้ใหญ่ในครอบครัวร่วมไปด้วย ยิ่งเป็นการ เที่ยวกลางคืน
8 ) อย่าเกเรไม่กลับบ้าน การที่หญิงสาวไปนอนค้างอ้างแรมเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่ง
9 ) อย่าเผาผลาญเงินทอง
10) อย่ามัวแต่มองเพื่อนชาย เด็กสาวที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนชาย มักเสียตัวโดยไม่เต็มใจ คุณผู้หญิงหรือผู้ปกครอง ควรนำมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จะได้ป้องกันแก้ไขปัญหาการถูกข่มขืนกระทำชำเรา เพื่อที่จะได้ไม่เป็นรอยแผลใจไปตลอดชีวิต เพราะถูกคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรา 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางปฏิบัติ ในคดีข่มขืน

 

 

 

 

 

ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเรา และหากเราเกิดโชคร้ายต้องพบกับเรื่องแบบนี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง ศึกษาไว้ไม่เสียหายค่ะ...



การช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นก่อนตัดสินใจดำเนินคดี


ในระหว่างเกิดเหตุควรพยายามตั้งสติให้ได้ หากไม่มีทางเลือก ที่ดีไปกว่าการรักษาชีวิตไว้ก่อนแล้ว จำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตาม ก็ควรจะยอมไปก่อน เพื่อหาทางหลบหนีเอาตัวรอดเมื่อมีโอกาส
พยายามหาทางออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด (โดยเฉพาะกรณีที่ถูกขัง) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องต่อไป

เมื่อออกจากจุดเกิดเหตุสิ่งแรกที่ควรทำคือ หาผู้ช่วยเหลือที่ ใกล้ชิดที่สุด โดยเฉพาะถ้าคิดว่าตนเองไม่อาจทำอะไรต่อไปได้เอง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือมีอาการบาดเจ็บมาก

รีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาบาดแผล, ตรวจเชื้อกามโรค, โรค เอดส์, ป้องกันการตั้งครรภ์ และเพื่อตรวจหาหลักฐาน เช่น น้ำเชื้ออสุจิ, ร่องรอยการร่วมประเวณี, ขน, ผม, เป็นต้น รวมทั้งการหาสารประเภทยานอนหลับ หรือแอลกอฮอล์ในร่างกายสำหรับรายที่ถูกวางยาหรือมอมเหล้า เบียร์ ดังนั้นเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการเก็บพิสูจน์หลักฐาน จึงไม่ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ หรือชำระล้างสิ่งใด ๆ จากร่างกายก่อนพบแพทย์

รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพราะยังสามารถบอก รูปร่างหน้าตา จดจำลักษณะของผู้กระทำผิด ในกรณีเป็นคนแปลกหน้า เพื่อจะจับตัวผู้กระทำผิดให้ได้เร็วก่อนจะหลบหนีไป และต้องแจ้งความ ณ สถานีตำรวจซึ่งอยู่ในท้องที่เกิดเหตุ และจดจำชื่อ-ที่อยู่ของพยานในเกตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ในการติดตามมาเป็นพยานและในการดำเนินคดี


การร้องเรียนทางวินัย

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดรับราชการ ลูกจ้างประจำ หรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย กิจการเอกชนต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ที่มีองค์กรดูแลควบคุมจรรยาบรรณ เช่น แพทย์สภา, สภาทนายความ, ทันตสภา, วิศวกรสภา เป็นต้น ผู้เสียหายสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานเหล่านี้ได้ ซึ่งอาจจะมีผลให้ต้องไล่ออก, ปลดออก, ลดขั้นเงินเดือน, ตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ความประพฤติไว้


เพราะนอกจากจะเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดได้ทางหนึ่งแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในด้านพยานหลักฐานต่าง ๆ เมื่อผู้เสียหายนำคดีขึ้นสู่ศาล หรือแม้ในชั้นศาล พยานหลักฐานจะอ่อนจนไม่อาจลงโทษผู้กระทำผิดได้ เช่น คดีขาดอายุความ มีการถอนคำร้องทุกข์ยอมรับค่าเสียหาย การข่มขืนผู้เสียหายจริง จะมีผลในด้านความก้าวหน้าของหน้าที่การงาน ของผู้กระทำผิดได้ทางหนึ่ง


การแจ้งความร้องทุกข์


นอกจากจะมีการลงบันทึกประจำวันแล้ว สำหรับกรณีที่รู้ตัวผู้กระทำผิด ผู้เสียหายจะต้องระบุตัวผู้กระทำผิด ว่าต้องการให้เอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษด้วย มิใช่แจ้งไว้เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ หรือแจ้งไว้เป็นหลักฐาน จะไปตกลงค่าเสียหายกันก่อน เพราะเท่ากับยังไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ และควรขอคัดลอกบันทึกประจำวันการแจ้งความไว้ด้วย เพื่อป้องกันได้ว่ามีการลงบันทึกประวันจำไว้จริง

ในกรณีที่เป็นผู้เยาว์ คือ อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องให้พ่อหรือแม่เป็นผู้พาไป ถ้าพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียน ต้องให้แม่เป็นผู้พาไป ถ้าเด็ก ๆ ไม่มีพ่อแม่ต้องให้ญาติพาไป


อายุความ


สำหรับคดีที่ผู้ถูกข่มขืนอายุเกิน 15 ปี จะต้องมีการแจ้งความหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ มิฉะนั้นจะถือว่าคดีขาดอายุความ

กรณีต่อไปนี้ ไม่อยู่ในอายุความ 3 เดือน สามารถแจ้งความได้แม้เกิน 3 เดือน
- ผู้ถูกข่มขืน ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือตาย
- ผู้ข่มขืนมีมากกว่า 2 คน อันเป็นการโทรมหญิง
- มีอาวุธปืน ใช้ขู่บังคับ หรือแสดงให้เห็นในขณะกระทำความผิด
- ผู้ข่มขืนเป็นพ่อ ปู่ ตา ทวด หรือ ครูอาจารย์


อย่างไรก็ตามสำหรับรายที่สามารถแจ้งความได้แม้เกิน 3 เดือน แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของพยานหลักฐานที่หาไม่ได้แล้ว หรือการจดจำพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น วันเวลาที่เกิดเหตุ หรือรูปพรรณสัณฐานคนร้ายในกรณีที่เป็นคนแปลกหน้า ฯลฯ


ทางที่ดีที่สุด จึงควรแจ้งความในทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ถูกข่มขืน และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้



การยอมความ


คดีข่มขืนที่ต้องแจ้งความ หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน เป็นคดีที่สามารถตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ ซึ่งการยอมความนั้นจะมีบันทึกหรือเป็นหนังสือหรือไม่ก็ได้ ฉะนั้นการที่จะตกลงรับเงินชดใช้ค่าเสียหายและมีพยานบุคคลเห็น ก็ถือว่าเป็นการยอมความแล้ว ไม่สามารถจะเปลี่ยนใจภายหลังได้อีก จึงต้องคิดให้รอบคอบเพราะค่าเสียหายเพียงน้อยนิดก็ถือว่าเป็นการยอมความแล้ว


ทางที่ดีเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในภายหลัง จึงควรไปตกลงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรับค่าเสียหายก่อนทำบันทึกตกลงยอมความ หากยังไม่ได้เงินค่าเสียหายครบถ้วนที่ตกลงกันไว้ ไม่ควรทำบันทึกไว้ก่อน เพราะในคดีข่มขืน แม้ผู้เสียหายไม่ตกลงยอมความ ผู้เสียหายก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้ค่าเสียหาย โดยฟ้องเรียกในทางแพ่ง ได้อยู่แล้ว


ในกรณีที่ผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปีและยินยอมให้กระทำชำเราโดยความเต็มใจ เช่น การหนีตามผู้ชาย หรือหลงเชื่อว่าผู้ชายจะพาไปอยู่กินฉันผัวเมีย หากพ่อแม่ไปพบและเอาตัวเด็กผู้หญิงกลับมาบ้าน และแจ้งความดำเนินคดีกับชายที่มาหลอกลูกสาวไป ในข้อหากระทำชำเราโดยเด็กหญิงยินยอม และข้อหาพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร แม้จะมีช่องทางช่วยเหลือฝ่ายชาย ให้ไม่ต้องโทษในคดีอาญา โดยการร้องขอต่อศาลคดีเด็กและเยาวชน ขอจดทะเบียนสมรส ถ้าหากเด็กอนุญาต ฝ่ายชายสามารถนำทะเบียนสมรสมาแสดงต่อศาลอาญาจะทำให้ไม่ต้องถูกลงโทษในคดีกระทำชำเราได้ ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ในกรณีที่ได้ความว่า ฝ่ายชายไม่มีภริยามาก่อน ศาลมักจะใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษ เป็นการช่วยให้ฝ่ายชายไม่ต้องรับโทษในการพาเด็กหญิงหนีตาม


ดังนั้นหากพ่อแม่ฝ่ายหญิงเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่า ฝ่ายชายไม่ได้จริงใจในการจะรับผิดชอบเด็กหญิง แต่ทำไปเพื่อให้หลุดพ้นจากคดีอาญาไปก่อน แล้วค่อยหาทางเลิกกับเด็กในภายหลัง และตัวเด็กหญิงเองก็ยังอยู่ในวัยต้องศึกษาเล่าเรียน เพื่อหาความรู้ในการประกอบอาชีพของตัวเองในวันข้างหน้า ทั้งยังด้อยวุฒิภาวะในการที่มีครอบครัวในขณะนั้น แม้จะมีกฎหมายเปิดช่องให้ฝ่ายชายทำเช่นนั้นได้ก็ตาม พ่อแม่ก็สามารถที่จะคัดค้านแถลงต่อศาลที่ฝ่ายชายไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสที่ศาลเด็กได้ รวมทั้งแถลงต่อศาลในคดีอาญาว่าประสงค์จะให้ฝ่ายชายได้รับการลงโทษ เพื่อให้การคุ้มครองแก่เด็กหญิง ซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะ พอปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2540 ที่มีความเห็นออกมาคุ้มครองเด็กหญิง


หากยังมีข้อสงสัยหรือต้องการความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ติดต่อไปที่ คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 2822690, 2825296

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำเต้าหู้ 1ถุง ไม่ใส่น้ำตาล ไม่เย็น ไม่ร้อน บวกกับมะนาว1ลูกแล้วคนให้ เข้ากัน ลักษณะของ น้ำเต้าหู้จะเปลี่ยนไปเป็นไขขุ่น คล้ายซีลีแลค หรือ คล้ายๆ วุ้นเละๆ หรือ โจ๊ก
หน้าตาจะไม่สวยแต่คุณค่าสูง นพ.สมเกียรติ อธิคมกุลชัย จักษุแพทย์ โรงพยาบาลเอกชัย จ.สมุทรสาคร ได้แนะนำคนไข้ดื่มน้ำนมถั่วเหลือง + ผสมน้ำมะนาวอาหารเสริมอายุวัฒนะสรรพคุณโดยรวม..เป็นอาหารเสริมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของร่างกายสมอง และสายตา หากดื่มเป็นประจำทุกวัน มีสรรพคุณที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ คือ


1.ช่วยให้ระบบเส้นเลือดฝอยทั่วร่างกาย มีความยืดหยุ่นดี ไม่เปราะหรือแตกง่าย ดังนั้น คนที่มีปัญหาเส้นเลือดฝอยเปราะ แตกง่าย และมีเลือดออกตามร่างกาย เช่น เลือดออกที่ใต้เยื่อบุตาขาว หรือในผู้หญิงที่มักจะเกิดรอยจ้ำ เขียวช้ำเวลาถูกกระทบกระแทก หรือในผู้สูงอายุที่มักจะมีเลือดออกใต้ผิวหนัง ก็ช่วยให้ดีขึ้น และยังเชื่อว่าสามารถป้องกัน
โรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน
หรือแตกได้เช่นกัน
(ป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต)


2.ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง ต้านทานโรคติดเชื้อได้ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย เช่น ในคนที่เป็นโรคเริมที่ริมฝีปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ จะช่วยลดหรือหยุดการกำเริบซ้ำได้ หรือในรายที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เป็นไข้ ไอ เจ็บคอบ่อยๆ ก็จะช่วยให้อัตราการป่วยลดลงได้เช่นกัน


3.ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียน
เลือด ทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายทำงานได้เต็มที่ สมองแจ่มใส ไม่มึนงง ร่างกายสดชื่น
(ผู้สูงอายุที่มีอาการมึนงง เซื่องซึม และเดินเซ จะเห็น การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นชัดเจน ) สามารถทนต่อการทำงานตรากตรำที่ต้องอดหลับอดนอนได้ดี
ขึ้น เช่น นักเรียน นิสิต
นักศึกษา ที่ต้องคร่ำเคร่ง ใช้สมองทบทวน ตำราใกล้สอบ หรือ ผู้ที่ต้องทำงาน หรือขับรถทางไกลในเวลาค่ำคืนเป็นประจำ


4.ช่วยให้เนื่อเยื่อต่างๆของร่างกาย แข็งแรง สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดี บาดแผลทุกชนิดจะหายเร็วขึ้น และช่วยให้รากผมแข็งแรง บรรเทาปัญหาผมร่วงในหญิง
วัยทองได้


5.เมื่อสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ก็จะทำให้สมรรถภาพทางเพศดี ตามไปด้วย


6.จากคุณสมบัติต่อต้านอนุมูล
อิสระ (Antioxidant) ของวิตามินซีในมะนาว และสารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลือง ทำให้เชื่อได้ว่า การดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นประจำ อาจจะป้องกันโรคมะเร็ง ได้อีกด้วย
หมายเหตุ...>>>


สูตรอาหารเสริมอายุวัฒนะ
ดังกล่าว ผ่านการเก็บข้อมูล และพิสูจน์จากผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปีมีความประสงค์ที่จะเผยแพร่
เป็นวิทยาทาน เพื่อสุขภาพที่ดีของมวลมนุษย์ชาติได้จดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์ สินทางปัญญาเอาไว้แล้ว หากผู้ใดนำสูตรดังกล่าวไปทำ
ประโยชน์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้
รับอนุญาติ จะต้องถูกดำเนินคดี ตามกฎหมาย...⭕

⭕.....Be Healthy.....
7 ข้อคิด พลิกชีวิตให้เป็นสุข

1.อดีตเป็นอย่างไรไม่สำคัญ อย่าปล่อยให้มันมาทำร้าย
ปัจจุบันก็พอ
2.คนอื่นจะมองคุณอย่างไรก็
ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องของเราซะหน่อย
3.เวลารักษาทุกสิ่ง ให้เวลาซักนิด แล้วมันจะผ่านไป
4.ความสุขไม่ใด้เกิดจากใคร คุณสุขได้เพราะใจคุณเอง


5.อย่าได้เปรียบเทียบชีวิตของ
คุณกับคนอื่น เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าชีวิตเค้าผ่านอะไรมาบ้าง
6.อย่าคิดมากไป เพราะบางครั้งการไม่รู้อะไรอาจดีกว่า
7.ยิ้ม ยิ้ม และ ยิ้ม ทุกปัญหาบนโลกใบนี้ไม่ใช่ปัญหาของคุณเพียงคนเดียว หลับตา
ขยันทำสมาธิทุกต้นชั่วโมงครั้งระ 2 นาที ทำให้ได้ทุกชั่วโมงเราจะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข...รักนะ
แชร์ไปให้คนที่คุณรักได้นะ
(love..love...love...love)(glad)

 

 

 

 

 

 

 

นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว ใครจะมาสั่งให้พ้นอีกไม่ได้

 

 

ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวันกับคณะไว้พิจารณา เพราะ


1.นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยได้อีกว่านายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีเพราะเหตุได้กระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 268...

 

2. การที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นการใช้อำนาจบริหารในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ทุกตำแหน่ง แต่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนและกระบวนการตามที่กฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ การที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งโยกย้ายนายถวิล จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงฯมาเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งระดับเดียวกัน จึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

 

3. การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งย้ายนายถวิล จึงมิใช่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายของผู้อื่นซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบกับมาตรา 266 แต่อย่างใด เพราะเป็นการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีเอง หาได้ก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจตามกฎหมายของบุคคลอื่นแต่อย่างใดไม่

 

4. ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ให้เพิกถอนคำสั่งย้ายนายถวิล มิได้เป็นการเพิกถอนเพราะเหตุนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจก้าวก่ายหรือแทรกแซงอำนาจการสั่งแต่งต้ังโยกย้ายของบุคคลอื่นซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 แต่เป็นการวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้โยกย้ายนายถวิลมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการใช้ดุลพินิจในการใช้อำนาจโยกย้ายที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนตาใที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยข้าราชการพลเรือนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมิได้แสดงเหตุผลให้ชัดแจ้งว่าทำไมจึงมีความจำเป็นต้องโยกย้ายนายถวิลออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงฯ

 

5. คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในเรื่องนี้มีปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของกระบวนการชี้ขาดตัดสินคดี เพราะประธานศาลปกครองสูงสุดใช้อำนาจสั่งให้นำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ และตุลาการซึ่งเป็นองคณะและเจ้าของสำนวนรวม 8 คน มีความเห็นแย้งกับความเห็นของที่ประชุมใหญ่ และได้ทำความเห็นแย้งคัดค้านไว้
สรุป การที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรีไม่เข้าข่ายเป็นการต้องห้ามตาม รธน. มาตรา 268 ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีจึงไม่สิ้นสุดลงตาม รธน. มาตรา 182(7) ดังที่นายไพบูลย์ นิติตะวันกับพวกอ้างในคำร้อง และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจตามมาตรา 182 วรรคสาม ที่จะวินิจฉัยได้ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 182 วรรคสามดังกล่าว


เพราะความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ได้มีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 9 ธันวาคม 2556 นั้นแล้ว (รธน.มาตรา 180(2)) จึงไม่มีความเป็นรัฐมนตรีที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 182 วรรคสามอีกหรือไม่แต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                             Zhuge Liang.jpg

 

     

เสนาธิการแห่งจ๊กก๊ก
เกิด พ.ศ. 724
ถึงแก่กรรม พ.ศ. 777 (อายุ 53 ปี)
สถานที่ถึงแก่กรรม ทุ่งอู่จั้งหยวน
ผู้ดำรงตำแหน่งคนถัดไป

 

 

จูกัดเหลียง (อังกฤษ: Zhuge Liang; จีนตัวเต็ม: 諸葛亮; จีนตัวย่อ: 诸葛亮; พินอิน: Zhūge Liàng) หรือ ขงเบ้ง (孔明, พินอิน: Kǒngmíng) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก นอกจากนี้ยังมีฉายาอื่นเช่น มังกรหลับ (臥龍先生) หรือ (伏龍) เป็นนักการเมืองสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นของจีน หรือในสมัยหลังราชวงศ์ฮั่นหากกล่าวอ้างอิงตามประวัติศาสตร์

 

จูกัดเหลียงดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านการยุทธนาการของพระเจ้าเล่าปี่ในตำแหน่งสมุหนายกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งจ๊กก๊ก รวมทั้งมีความสามารถในด้านการเมือง การทูต นักปราชญ์ วิศวกรและได้ชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นที่สำคัญ โดยคิดค้นหมั่นโถว หน้าไม้กล โคมลอยและระบบชลประทาน

 

ศิลปินมักวาดภาพให้จูกัดเหลียงสวมชุดยาวแบบนักปราชญ์ สวมหมวก และถือพัดขนนกกระเรียน (บ้างก็ว่า ขนนก ขนห่าน) อยู่ในมือเสมอ

 

 

 

 

                                             

 

 

หมั่นโถวสีขาว

 

กล่าวกันว่าในประเทศจีนยุคสมัยสามก๊ก เมื่อคราวเบ้งเฮ็ก ผู้ปกครองทางตอนใต้ของจ๊กก๊กคิดกบฏ ขงเบ้งจึงต้องยกทัพลงมาปราบ ขงเบ้งรบกับชาวม่านมีชัยแต่ก็เสียใจมากเพราะได้เข่นฆ่าชีวิตมนุษย์ไปจำนวนมาก วิญญาณเหล่านั้นร้องครำครวญและสำแดงลมวิปริตขณะที่ทัพขงเบ้งจะข้ามสะพานลกซุย

 

เบ้งเฮ็กจึงแนะนำขงเบ้งให้ทำพิธีเซ่นไหว้ตามธรรมเนียมม่าน แต่ต้องฆ่าคน 50 คนมาทำการเซ่นไหว้ ขงเบ้งไม่อยากฆ่าคนเพิ่มจึงปั้นแป้งสาลีเป็นรูปหัวคนยัดไส้ด้วยเนื้อวัวเนื้อม้าแล้วเอาไปนึ่ง ขงเบ้งแนะนำชาวม่านว่าเซ่นไหว้ครั้งต่อไปให้ใช้แป้งยัดไส้นี้เถิดอย่าได้ฆ่าคนอีกต่อไปเลย

 

 


ตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง ว่าด้วยแม่ทัพ


"การดูคน ว่าด้วยกลวิธีในการดูคนเจ็ดประการ" ดังนี้


อันการที่จะรู้ลักษณะนิสัยของคนนั้น หาได้ยากในการพิจารณาไป

เพราะความดีชั่วมีความแตกต่าง ส่วนลักษณะท่าทางก็มีความผิดแผกกันอย่างมากมาย


โดยบางคนภายนอกดู อ่อนโยน ... แต่ความจริงเป็น คนกลิ้งกลอก

โดยบางคนภายนอกดู สุภาพ ... แต่ความจริงเป็น คนหลอกลวง

โดยบางคนภายนอกดู กล้าหาญ ... แต่ความจริงเป็น คนขี้ขลาด

โดยบางคนภายนอกดู ทุ่มเท ... แต่ความจริงเป็น คนไม่มีความภักดี




ทว่า การดูคนจะมีอยู่ เจ็ด วิธี คือ

หนึ่ง ... ยุแหย่ด้วยเรื่องดีร้าย แล้วสังเกตดูซึ่ง "ปณิธาน" (ปณิธาน หมายถึง ความตั้งใจจริงที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จนไม่เห็นสิ่งอื่นมีค่าควรแก่การสนใจอีก และอีกความหมายหนึ่ง ปณิธาน คือ จุดมุ่งหมาย อุดมการณ์ เป้าหมาย ความคาดหวัง ที่เรากำหนดและต้องการให้เกิดขึ้น )

สอง ... บริภาษให้อับจน แล้วสังเกตดูซึ่ง "ปฏิภาณ"

สาม ... สอบถามซึ่งกลยุทธ์ แล้วสังเกตดูซึ่ง "ปัญญา"

สี่ ... บอกกล่าวซึ่งเคราะห์ภัย แล้วสังเกตดูซึ่ง "ความกล้า"

ห้า ... มอมเมาด้วยสุรา แล้วสังเกตดูซึ่ง "อุปนิสัย"

หก ... ผูกมัดด้วยอามิส แล้วสังเกตดูซึ่ง "ความสุจริต"

เจ็ด ... มอบหมายภารกิจให้ทำในเวลาที่จำกัด แล้วสังเกตดูซึ่ง "สัจจะ"




คนหลายคนมีบุคลิกภาพภาคนอกดีเลิศประเสริฐศรี แต่จิตใจกลับคับแคบ เน่าเฟะ

ผู้นำหลายคนดูคนเหล่านี้ไม่เป็น จะเป็นอันตรายในอนาคต

ท่านขงเบ้งเขียนไว้หลายพันปีแล้วสำหรับกลวิธีดูคน

ปัจจุบันกลวิธีเหล่านี้ก็ยังใช้ได้อยู่ไม่เสื่อมคลาย




ขอบคุณหนังสือดีดีๆ
ขงเบ้ง. (อมร ทองสุก, ผู้แปล). ตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง. ปทุมธานี : ชุณหวัตร, 2550.

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ตำนานน่ากลัวในนิยายที่กลายเป็นเรื่องจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

เฟรดดี้ ครูเกอร์ เป็นสัตว์ประหลาดสมมุติที่ปรากฏตัวในภาพยนตร์สยองขวัญครั้งแรกในชื่อนิ้วเขมือบ A Nightmare on Elm Street (1984) โดยรูปร่างของมันเป็นปีศาจ ที่ร่ายกายที่เห็นเนื้อหนังไหม้ไฟ ใส่ชุดสีแดง ลายทางสีดำ ใส่หมวกเหมือนขอทาน มาพร้อมกับกรงเล็บเหล็กยาวแหลมเหมือนใบมีดโกนที่นิ้ว มีนิสัย อารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา และเกลียดที่จะเห็นคนอื่นมีความสุข โดยมันมีความสามารถพิเศษคือมันสามารถ เข้าไปในความฝันของคนอื่นได้ และมันจะหลอกหลอนหรือฆ่าเจ้าของฝันจนตาย หากเจ้าของความฝันหนี มันไม่พ้นจะไม่มีโอกาสตื่นในโลกแห่งความจริงอีกเลย โดยวิธีป้องกันมีทางเดียวเท่านั้นคือการถ่างตาไม่ ให้นอนหลับ

 

เฟรดดี้มีประวัติไม่แน่นอนเพราะเปลี่ยนไปเรื่อย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเขาตายเพราะถูกเผาทั้ง เป็น และเฟรดดี้ได้กลายเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์ตลอดกาลในจิตใจของคนอเมริกันและคน ทั่วโลกติด อันดับต้นๆ และภาพยนตร์ที่มีเฟรดดี้ปรากฏก็มีมากมายหลายภาค จนมันได้กลายเป็น “แฟรนไชส์” ที่ฮิตติด อันดับเรื่อยมา เฟรดดี้เป็นผลงานของ เวส คราเวน(Wes Craven) โดยแรงบันดาลใจของเขานั้นคือเขาไปเจอ บทความหนึ่งเกี่ยวกับโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในแถบบ้านเรานั่นก็คือ “โรคไหลตาย” ซึ่ง มันเป็นโรคลึกลับ ชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นที่คนถึงแก่ความตายอย่างปัจจุบันทันด่วน

 

คือก่อนเข้านอนปกติ พอเช้ากลับพบว่าเสีย ชีวิตโดยไม่ลืมตาตื่นดูโลกอีกเลย โรคนี้เป็นที่ฮือฮามาก ในอเมริการู้จักโรคนี้เมื่อทศวรรษที่ 1970 ในกลุ่ม อพยพชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยมายังประเทศสหรัฐเป็นจำนวนมาก และหนังสือพิมพ์ยุคนั้นได้ตีข่าวว่ากลุ่มชาว อพยพกัมพูชาปฏิเสธในการนอนหลับ เพราะไม่อยากเจอฝันร้ายที่เกิดจากประสบการณ์เขมรแดงเรือง อำนาจหลอกหลอน ไม่เพียงเท่านั้นหลายคนที่นอนหลับได้เสียชีวิตระหว่างนิทรา ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ การแพทย์ไม่เคยเจออาการชนิดนี้มาก่อน โดยสาเหตุของอาการชนิดนี้ไม่แน่ชัดว่าเกิดมาจากสาเหตุใดกันแน่ ทั้งๆ คนที่เกิดอาการยังเป็นคนหนุ่ม(อายุระหว่าง 19-57 ปี) ร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อน

 

 

 

โรคไหลตาย...

 

ช่วงที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องผีแม่ม่ายกำลังกระหึ่มนั้น การล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหลายจังหวัดของภาคอีสาน ผู้ตายทุกคนเข้านอนตามปกติก่อนเกิดเหตุ แต่พอเช้ามาพบว่าตายเสียแล้ว ชาวบ้านเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ไหลตาย

โรคหรืออาการไหลตายเป็นโรคที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดจากเหตุลึกลับ และเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุทางการแพทย์สองอย่าง คือ

-การบริโภคอาหารที่มีสารพิษวันละเล็กละน้อยในทำนองสะสมจนเกิดเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ

-การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี ๑ อย่างรุนแรงเฉียบพลันขนาดที่ทำให้คนแข็งแรงเกิดความอ่อนเพลียและอยากนอน พอหลับแล้วก็หัวใจวายตายเกือบจะทันที

โรคไหลตายจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะทุพโภชนาการและสุขนิสัยการกินที่ผิด ความรู้ความเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้เรากำหนดชะตาชีวิตของเราเองได้โดยไม่ต้องไปกลัวผีสางแม่นางโกงที่ไหนเลย

ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

 

 แหล่งของวิตามินบี 1

ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินบี 1 ได้ จำเป็นต้องได้จากอาหารแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 1 มากได้แก่

จากสัตว์ : เนื้อหมู, ปลา, ไก่, ตับ, ไข่

จากพืช : ถั่วเมล็ด, เมล็ดข้าว ( whole grains)

ในอาหารจำพวกผักและผลไม้ ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณของไธอะมินน้อย แต่ถ้าคิดจากที่กินในแต่ละวันแล้ว ร่างกายก็จะได้รับไธอะมินพอประมาณ

 

ชนิดของอาหาร

ปริมาณวิตามินบี 1 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม

เนื้อหมู, สด

0.69

หมู, ตับ

0.40

เนื้อวัว, สด

0.07

วัว, ตับ

0.32

ไก่, เนื้อ

0.08

ไก่, ตับ

0.36

ปลาดุก

0.20

ปลาทู, นึ่ง

0.09

ไข่เป็ดทั้งฟอง

0.28

ไข่ไก่ทั้งฟอง

0.15

ข้าวกล้อง, หอมมะลิ

0.55

ข้าวเจ้า, ซ้อมมือ

0.34

ข้าวมันปู

0.46

ข้าวเหนียว

0.08

ข้าวเหนียวดำ

0.55

งาขาว, คั่ว

0.83

งาดำ, อบ

0.75

ถั่วเหลือง, ดิบ

0.73

ถั่วเขียว, ดิบ

0.38

ถั่วแดง, ดิบ

0.73

ถั่วแระ, ต้ม

0.31

 

 

การเก็บรักษาคุณค่าทางอาหาร

 

ไธอะมินจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารได้ ถ้าขณะที่ปรุงอาหารด้วยการให้ความร้อนเมื่อมีน้ำอยู่ด้วย พบว่า ในการหุงข้าวที่ซาวน้ำทิ้งหลายๆ ครั้ง แล้วหุงโดยไม่เช็ดน้ำ จะทำให้สูญเสียไธอะมินประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำจะยิ่งทำให้การสูญเสียไธอะมินมากขึ้นอาจสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการหุงข้าวโดยไม่มีการซาวน้ำทิ้งเลยและหุงแบบไม่เช็ดน้ำจะช่วยเก็บรักษาไ ธ อะมินไว้ในเมล็ดข้าว ได้ดี

 

• การย่างหรืออบ ( broiled or roasted) พวกเนื้อสัตว์อาจสูญเสียไธอะมินไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การต้มหรือลวกเนื้อแล้วทิ้งน้ำไปจะทำให้เสียวิตามินสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากินทั้งเนื้อและน้ำด้วยจะสูญเสียวิตามินไปประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

 

• การต้มผักในน้ำน้อยๆ ให้สุกโดยเร็ว จะสูญเสียวิตามินน้อยกว่าการต้มนานๆ ในน้ำมากๆ ไม่ว่า จะเป็นวิตามินบี หรือ ซี

 

 

                          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

สำนักพระพุทธศานาลั่น "พุทธะอิสระ" ไม่ใช่พระอุปัชฌาย์ บวชเณรไม่ได้ มีความผิดถึงต้องสึกจากพระ




[​IMG]

 
 

[​IMG]
 

การเลือกข้างก็บ่งบอกแล้วว่าคุณคือใคร...เพราะหัวใจขององค์กรกลางคือความถูกต้อง ควาจริง ความสงบและยุติธรรมในสังคม

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

แดงปะทะเดือดกปปส.หน้ารพ.นางรอง เจ็บ 1



เครือข่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)บุรีรัมย์ และกลุ่มขบวนการคนอีสาน ปกป้องประชาธิปไตยจ.บุรีรัมย์กว่า 300 คน ได้เคลื่อนขบวนรถติดเครื่องขยายเสียงพร้อมถือป้ายที่มีข้อความต่อต้านเผด็จ การ การปฏิวัติรัฐประหารและป้ายสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไปตามถนนสายต่าง ๆในเขตเทศบาลเมืองนางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

อย่างไรก็ตามเมื่อขบวนมวลชนของนปช.เคลื่อนมาถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลนางรอง ตั้งอยู่ถนนทางหลวงหมายเลข 24 สายโชคชัย- เดชอุดม ในเขตเทศบาลเมืองนางรอง ก็ได้เผชิญหน้ากับเครือข่าย กปปส.บุรีรัมย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ แพทย์พยาบาลในโรงพยาบาลนางรอง ประมาณ 50 คนที่ออกมาแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์โดยการเป่านกหวีด และโบกธงชาติไทยเพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ และสนับสนุนการปฏิรูปที่หน้าโรงพยาบาลเป็นประจำจนเกิดการตะโกนด่าทอ และโต้เถียงกันไปมาขึ้น

จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นชายฉกรรจ์ 2-3 คน ใช้ผ้าปิดบังอำพรางใบหน้าตา ซึ่งมากับกลุ่ม นปช.ได้เข้าไปปลดรื้อป้ายสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง ก่อนการเลือกตั้ง และป้ายที่มีข้อความว่า"คนนางรอง คนไทยหัวใจไทย ไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกแผ่นดินไทยเด็ดขาด"ที่กลุ่มแพทย์ พยาบาล และ กปปส.ได้ติดไว้ริมรั้วด้านหน้าโรงพยาบาลนางรองสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่ม กปปส.ที่ไม่ยอมให้รื้อปลดป้าย จนเกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกับกลุ่ม นปช.ทั้งได้เกิดการชกต่อยใช้ด้ามธงฟาดตี พร้อมทั้งปาขวดน้ำ และขวดแก้วใส่กัน เป็นเหตุให้กลุ่มกปปส.ที่เป็นผู้หญิงถูกเศษขวดแก้วกระเด็นใส่ขาได้รับบาด เจ็บ 1 ราย ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรองจะเข้ามาระงับเหตุและกันคนทั้งสองกลุ่มแยกออกจากไป

ทั้งนี้กลุ่ม นปช.ยังได้อ่านแถลงการณ์พร้อมนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเผาโลงศพขององค์กรอิสระ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านองค์กรอิสระดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาบนถนน สายดังกล่าวรวมถึงประชาชนและผู้ป่วยที่เดินทางมาใช้บริการที่โรงพยาบาล นางรองต่างพากันมายืนดู ทั้งสองฝ่ายได้เกิดการเผชิญหน้ากันประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนต่อมากลุ่ม นปช.ก็ได้เคลื่อนขบวนกลับ จึงไม่มีเหตุรุนแรงบานปลายขณะที่ กปปส.ก็ได้นำป้ายที่ถูกปลดรื้อไปกลับมาติดไว้หน้าโรงพยาบาลเหมือนเดิม



[​IMG]


[​IMG]
 

 

 

 


 

guest

Post : 28/03/2014 18:31     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ลูกถูกหมาคนอื่นกัด

 

 

                                               ลูกถูกหมา (คนอื่น)กัด

 

 

 

                                           

 

 

โดย พี่โจ  http://kodmaychawban.blogspot.com/



 
เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนเห็นคนเดินจูงสุนัขเกลื่อนไปหมด บางคนเอาสุนัขไปแปลงโฉมตัดขนเล็มขน บางคนจับมันแต่งตัวใส่กระโปรงนุ่งกางเกง ถึงกับมีร้านตัดชุดสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ แถมเวลาเจ้าของมีธุระต่างจังหวัดไม่ส่ามารถเอาสุดที่รัก(สุนัข) ไปด้วย ยังเอาสุดที่รัก(สุนัข) ไปเข้าโรงแรมสำหรับสุนัขได้ด้วย
 

แต่ก่อนหาคนอยากเรียนหมอรักษาสัตว์หรือสัตวแพทย์ลำบากเหลือเกินเดี๋ยวนี้สัตวแพทย์รายได้ดีมาก ต่างคนต่างแย่งกันเรียน เปิดคลีนิครักษาสัตว์เฉพาะสุนัขก็รวยไม่เลิกอยู่แล้ว ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูว่า เดี๋ยวนี้โลกมันกลับตาละปัตร สายอาชีวะแต่ก่อนว่าด้วย แต่เดี๋ยวนี้จบสายอาชีวะสามารถทำเงินได้มากกว่าสายสามัญ ขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้านที่คนจนเขากินกัน เดี๋ยวนี้ขึ้นภัตตาคาร ราคาแพง น้ำพริกกุ้งเสียบแต่ก่อนชาวบ้านกินกัน เศรษฐีต้องกินหูฉลาม เดี๋ยวนี้ น้ำพริกกุ้งเสียบชุดละ 60 บาท ดังนั้น หากท่านผู้อ่านคิดจะทำอะไร ลองนึกถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วหยิบของเก่า ๆ สมัยโบราณมาทำขายดูซิ ดีไม่ดีอาจจะเป็นเศรษฐีในพริบตา
 

คุยนอกเรื่องไปเยอะแลย เรากลับมาเรื่องสุนัขของเราต่อนะครับ การเลี้ยงสุนัขบางคนเลี้ยงลูกสุนัขขนาดใหญ่ดูท่าทางน่ากลัว บางคนก็เลี้ยงสุนัขพันธุ์ล่าเนื้อ เอาดุ ๆ เข้าว่า ขโมยโจรได้ยินเสียงต้องถอยฉากก่อนว่างั้นเหอะ บางคนเลี้ยงขนาดกระเป๋า บางคนเลี้ยงขนาดรูปร่าง พันธุ์เห่ามั่งไม่เห่ามั้ง ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่
 

วันดีคืนดี ถ้าเราเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ มันจะเข้ามาถ่ายในสนามหน้าบ้านเป็นประจำ ถ้าไม่เปิดประตูมันัก็ไม่มายุ่ง จนวันหนึ่งทนไม่ได้จึงปักป้ายว่า "ถ้าหมายเข้ามาขี้อีก หมาตาย" ปรากฎว่าน่าแปลกที่สุนัขบ้านเพื่อนบ้านมันฉลาดมาก มันอ่านป้ายรู้เรื่อง ตั้งแต่นั้นมามันไม่เคยเข้ามาถ่ายในสนามหน้าบ้านอีกเลย
 

ท่านผู้อ่าน เมื่อนึกถึงลูกอันเป็นดวงใจของเราจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ขนาดไหน ก็ตามอาจจะเคยถูกหมาไล่งับมาบ้าง ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็ถูกหมาเห่า เพียงแค่นั้นไม่เกิดปัญหามาให้เราคุยกันแน่ แต่ที่เรามาคุยกันวันนี้ เป็นกรณีที่หมามันกัด แต่ถ้าเป็นหมาของคนที่ไม่ค่อบชอบขี้หน้ากันอยู่ คงจะปรึกษาว่าทำอย่างไรที่จะเอามันเข้าคุกให้ได้ อย่าเพิ่งถึงขนาดนั้นเลย
 

ก่อนอื่นเรามาดูหลักกฎหมายกันก่อน เพราะเรื่องนี้มีกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ในทางอาญา กฎหมายเขาบอกว่า " ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินครึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
 

เห็นไหม ยังไม่ต้องถึงไม่กัดใครเข้านะ เพียงแค่เดินไปคำรามแฮ่ ใส่คนโน้น คนนี้ เจ้าของก็นโดนแจ๊คพอต เข้าให้แล้ว คำว่าสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย หมายถึง สัตว์อะไรก็ได้ที่มันดุร้ายหรือมันร้าย รวมถึงหมาที่เห็นคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่เจ้าของแล้วกระโจนใส่ แต่ไม่หมายรวมถึงลูกเกเรของใครที่พอออกนอกบ้านแล้วชอบเที่ยวไปตีหัวหรือชกต่อยลูกคนอื่น เพราะเขาเป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์
 

ในทางแพ่ง กฎหมายเขาบอกไว้ว่า "ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยง รับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย เพื่อความเสียหายอย่าง ใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะได้พิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การักษาตามชนิด และวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้น ย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น
 

อนึ่ง บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่น อันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้
 

ดังนั้น หากเกิดกรณีลูกของท่านถูกหมากัดคนอื่นกัด ก็คงจะต้องพูดคุยเจรจากันก่อน หากหัวหมอก็ไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับเจ้าของหมา แต่เนื่องจากเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจอาจเปรียบเทียบปรับได้ แต่หากท่านในฐานเป็นผู้เสียหายไม่ยอมให้เปรียบเทียบปรับ ตำรวจก็จะส่งเรื่องไปที่อัยการ แล้วอัยการก็จะไปยื่นฟ้องเจ้าของหมาที่ศาล
 

ส่วนในเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายหากตกลงกันได้เองก็จบกันไป แต่ขอแนะนำว่าน่าจะตกลงอะไรกันให้ทำบันทึกไว้ หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลเรียกร้องค่าเสียหาย
 


แต่ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย อย่าลืมล้างแผลให้ลูกด้วยสบู่ก่อนนะ แล้วพาไปหาหมอ จากนั้นก็ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมหมาที่มากัดลูกเรา ว่ามีอาการโรคกลัวน้ำหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องรีบดำเนินการให้หมอจัดการฉีดยาแก้โรคกลัวน้ำเสียนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 แรมโบ้กร้าว"ปู"หลุดเก้าอี้ เเดงลุย!!

 

 

 

 

                        

      

      

 วันที่ 31 มี.ค. 57 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในคดีโครงการจำนำข้าว และหากส.ว.รับลูกถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่ง กลุ่มคนเสื้อแดงจะลุกขึ้นโต้ตอบทันที

โดยขณะนี้กำลังรับกลุ่มอาสาสมัคร ใช้ชื่อว่า กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1 พันคน และส่งไปฝึกแบบทหาร เรียนรู้การต่อสู้ เพื่อมาดูแลความปลอดภัยให้กับการชุมนุมของคนเสื้อแดง

จากนี้ทางแกนนำจะประกาศแผนดำเนินการในวันที่ 3 เม.ษ.นี้ คาดว่าการชุมนุมจะเริ่มวันที่ 5 เม.ษ. อาจเป็นที่กรุงเทพฯ และอาจปิดถนนสายหลัก ที่เชื่อมไปยังภาคอีสาน

 

  ยุทธศาสตร์...หลายกลยุทธ์
เท่าที่เห็นตอนนี้ยุทธศาสตร์...
**สู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย**

มีการเดินหมาก...หลายกลยุทธ์
ถือว่าเป็นเรื่องที่...แนวร่วมต้องสนับสนุนและให้กำลังใจ

รัฐบาลและนายก...ใช้กลยุทธ์ช้าๆได้พร้าเล่มงาม
แกนนำ นปช.หมอเหวง ป้าธิดา สมชาย ไพบูลย์...ฯลฯ
ใช้กลยุทธ์...ตะโกนด่าหน้าค่าย ท้าทายยั่วยุ


แกนนำ นปช.
อย่างตู่ เต้นสมชาย ไพบูลย์ ฯลฯ...ใช้กลยุทธ์
ถลกหนังคนดี ตีโอบค่าย ร่ายคาถายั่วยุ...ปลุกเร้า


ส่วนแรมโบ้...ใช้กลุยุทธ์
เตรียมพร้อมล้อมอำมาตย์...การ์ดนับพัน เพื่อเตรียมประจัญบาน


นอกจากนี้...ยังมีกลยุทธ์อื่นๆอีกหลายวิธีการ
ที่เห็นๆก็คือ...มือกฎหมาย ฝ่ายประสัมพันธ์ ลั่นกลองรบ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

กลัวซะที่ไหน .......

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

!!! นายกรัฐมนตรี ควรใช้สิทธิ
ฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นจำเลย
ต่อศาลแพ่ง ฐานละเมิดสิทธิที่รวบรัด
และรีบเร่งและไม่ยอมขยายเวลาให้สิทธิ
นายกรัฐมนตรีนำพยานหลักฐาน
มาหักล้างข้อกล่าวหา ทั้งๆที่
ขยายเวลาเพียง 45 วัน


การกระทำของคณะกรรมการ ปปช.
ถือว่า เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของ
ผู้ถูกกล่าวหาตามบทบัญญัติแห่ง
รัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง
@@@

พ.ต.อ.อุดร ชาญนุวงศ์

 
 
 
 
 

“ ดิฉันเอง ก็ตั้งข้อสงสัย แต่ก็หวังว่า ป.ป.ช.คงมีคำตอบให้เรา ในเรื่องของกระบวนการความยุติธรรมต่าง ๆ ว่าได้ปฏิบัติกับเราเหมือนกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ หรือไม่ เพราะเราเห็นว่าหลาย ๆ คดีที่เราขอเร่งไป บางคดีก็เกือบจะขาดอายุความ หรือบางเรื่องขาดไปแล้ว และบางเรื่องใช้เวลานานเอกสารไม่ครบ ในขณะที่ของเราให้เวลาเพียง 15 วัน และการที่ตั้งข้อกล่าวหาก็เพียง 21 วัน และจะพยายามปฏิบัติตามกลไกกฎหมายที่มีอยู่ แต่จะได้รับความยุติธรรมตามสมควรที่จะได้รับเหมือนคนอื่นๆ คงทำให้มีความสบายใจมากขึ้น

 

กรณีคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่ดิฉันถูกกล่าวหาโดยการยื่นคำร้องถอดถอนจากพรรคฝ่ายค้านส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นการกล่าวหาโดยตรงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งที่โดยกระบวนการปกติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ควรจะเป็นคนกลางในการพิจารณาคดีคำร้องถอดถอน

 

และเมื่อคดีนี้มีความพิเศษกว่าปกติ คือ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับมาเป็นคู่กรณีเสียเองเช่นนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมิใช่คนกลางที่จะอำนวยความยุติธรรม ดังนั้น ในเบื้องต้นดิฉันขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้

 

1. มาตรฐานของการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้ไต่สวนคดีโดยเร็ว
และยึดหลักนิติธรรมนั้น ใช้กับบุคคลทุกกลุ่มในบรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในระดับบริหารด้วยกันอย่างเท่าเทียม หรือมีเงื่อนไขที่จะใช้กับบุคคลหรือคณะบุคคลบางกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียมกัน เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากหลายเรื่อง เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกกล่าวหา จะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนก่อน ซึ่งปัจจุบันแต่ละคดีไม่มีความคืบหน้า แต่ประการใด เช่น คดีสลายการชุมนุมที่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย เมื่อปี พ.ศ.2553หรือคดีทุจริตอื่น ในปี พ.ศ.2553 ก็ไม่ปรากฏว่า มีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนคดีของดิฉัน

 

2. ตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาที่มีต่อดิฉัน ซึ่งใช้เวลาเพียง 21 วัน ในการจัดเตรียมข้อกล่าวซึ่ง
มีมากมายหลายประเด็นที่อ้างว่า มีการทุจริตและมีความเสียหาย ซึ่งหากคำนึงถึงความเป็นธรรมแล้ว จำเป็นที่ดิฉันจะได้ใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองเพื่อตรวจสอบว่า มีพยานหลักฐานใดที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ในการกล่าวหา หรือมีข้อสงสัยที่ไม่ชัดเจน เพื่อดิฉันจะได้ชี้แจงได้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้ ทำให้สรุปได้ชัดเจนว่า “การตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ ดิฉันไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรม” ตามสมควร

 

3. การขอเลื่อนคดีของดิฉัน มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ และการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ไม่ให้ดิฉันเลื่อนคดีมีเหตุผลมากน้อยเพียงใด ในเรื่องนี้เมื่อตรวจสอบจากบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “โครงการรับจำนำข้าว” เกิดความเสียหาย โดยดิฉันรับรู้ รับทราบแล้วทำไมไม่ระงับ ยับยั้ง เพื่อยุติโครงการรับจำนำเสีย

 

เรื่องที่ดิฉันถูกกล่าวหานี้ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และพยานบุคคลจำนวนมากที่ดิฉันต้องรวบรวม บางรายการต้องสืบค้นจากหลายหน่วยงาน เพื่อหักล้างข้อกล่าวหา แต่หน่วยงานต่างๆมีระยะเวลาไม่เพียงพอ จึงแจ้งเหตุขัดข้องมาหลายหน่วยงาน ซึ่งดิฉัน ได้ให้ทนายความนำไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบถึงเหตุขัดข้อง เพื่อขอเลื่อนคดีสักระยะหนึ่ง ซึ่งจากที่ให้แล้ว 15 วัน และดิฉันขอขยายอีก 45 วันตามที่ได้ร้องขอไป

 

แต่คำขออำนวยความยุติธรรมดังกล่าว แม้สักวันเดียวยังไม่ได้รับ ทั้งๆที่ฝ่ายกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถือเป็นคู่กรณีอ้างว่า ได้ใช้เวลาตรวจสอบเรื่องของดิฉันมาปีเศษแล้ว ทั้งๆ ที่คณะกรรมการ ปปช. ชุดใหญ่ มีมติภายใน 21 วันเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แต่เมื่อดิฉันจะใช้เวลาตามสมควรบ้าง กลับถูกปฏิเสธความยุติธรรมจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ไต่สวน

 

ดิฉันเห็นว่า คดีนี้เมื่อตัวดิฉันมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี การถูกดำเนินคดีเป็นเรื่องที่สาธารณะชนทั่วไปควรต้องการรับรู้และถือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะรับรู้ทั้งฝ่ายดิฉัน และเหตุผลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเสมือนมิใช่คนกลางไต่สวนพิจารณาคดี หากแต่ถือเป็นคู่กรณีที่กล่าวหาดิฉันด้วยว่า ระหว่างการไต่สวนพิจารณาคดีของกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ไต่สวนกับดิฉันในฐานะผู้ถูกกล่าวหา มีการปฏิบัติต่อกันในการดำเนินคดีโดยถูกต้อง เที่ยงธรรมหรือไม่ มิใช่มีเจตนามากล่าวหาต่อกันว่าใครผิดใครถูก ซึ่งไม่ถูกต้อง และกรณีของดิฉันคงเป็นบทเรียนของการใช้อำนาจของแต่ละฝ่ายว่า เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่

 

แต่กรรมการ ป.ป.ช. กลับชี้แจงโดยกล่าวหาดิฉันว่า เป็นเพราะดิฉันไม่มารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเองซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก เพราะการรับทราบข้อกล่าวหา ดิฉันตรวจสอบจากบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาที่เป็นลายลักษณ์อักษรได้อยู่แล้ว

 

เอกสารหลายรายการที่นำไปใช้กล่าวอ้าง และพาดพิงดิฉันรวมถึงบทสัมภาษณ์ ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจของ นายวิชา มหาคุณ ที่อ้างว่าดิฉันต้องรับผิดนั้น ทำไมไม่ให้ดิฉันตรวจพยานหลักฐานก่อน เพื่อให้ดิฉันได้มีโอกาสชี้แจงให้ถูกต้องและตรงประเด็น แต่กลับอ้างว่า ไม่สามารถให้ดูเอกสารหลักฐานได้เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญกลัวจะเสียรูปคดีซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของดิฉันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิคุ้มครอง ซึ่งดิฉันได้รับเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งแรก 49 แผ่น และในภายหลังเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาได้รับเอกสารเพิ่มเติมอีก 280 แผ่น ซึ่งนั่นหมายความว่า ดิฉันจะต้องแก้ข้อกล่าวหาหลังได้รับเอกสารทั้ง 280 แผ่นนั้นภายในเวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น" Yingluck Shinawatra

 

 

 

 

 

Unofficial Translation

In consideration of the fact that the allegations made against me by both the opposition party and the NACC regarding the Rice Pledging Scheme, even though according to the Constitution the members of the NACC have the duty to act objectively when considering such a case, and given that the members of the NACC by implication (as a party which has made said allegations) can no longer act impartially while ruling on this case, I wish to submit the following observations:


1. As it is set forth in the Constitution, the stipulation that proceeding with investigations of this kind must be based on the rule of law and without any unnecessary delay applies to every group, including for those who hold the position of political executive, unless specified due to special circumstances. Thus when considering other cases in the past when past political executive have been accused, there has normally been the established of investigative sub-committees first before hearings. However progress has not been made in any of the cases made against the previous government: such as the case for causing causalities and injuries to citizens while dispersing protests in 2010, as well as other corruption cases that were filed against the government that same year.


2. According to the accusations that have been filed against me, which have only taken 21 days to prepare and file (including a substantial number of corruption allegations which require detailed evidence and supportive data), and given that it is a Constitutional right for those being accused to be treated fairly and given equal access to examine the evidence used against them, which in the end serves only to add credibility to the evidence used by prosecuting party or in this case the NACC; I have no alternative but to conclude that as far as the examination of evidence and witness in this case is concerned, I have not been treated equitably or received any justice.


3. On the charges of negligence of duty in the rice pledging scheme that I have been accused of, there are a large number of witnesses and documents that need to be collected from many different agencies. These documents and witnesses are vital for my defense of the case. However, the agencies that I need to acquire the documents could not produce and release the documents in time. Therefore, I asked my lawyers to liaise with the NACC to request for the postponement of the date in which I have to defend the case for another 45 days in addition to the 15 days that have been given.


But my request for the postponement was rejected by the NACC and not even one day extension was given, on the other hand the NACC claimed that it had over a year to examine the documents to press ahead with the charges against me. It seems to me like a denial of justice by the NACC.


As I am the Prime Minister, the public will need to be fully informed of all details of the legal case related to me. The public will also need to be informed of evidence and substance of both sides. The NACC, which is not the intermediary to the case, but the NACC and I are in fact the opposing parties in this case. Therefore, the case should proceed in a fair manner and according to due process, whereby each of the parties should refrain from accusing other parties of wrongdoing out of the boundaries of legal procedure. It would be a good example whether the stakeholders conduct their act in accordance to the rule of law and due process.

The NACC also suggested that by not attending the hearing of the legal charges in person, it is not possible for me to understand the details of the case. This is incorrect as I can examine the accusation through the written documents.


The documents that were used to file accusations against myself also included the interview by Mr. Vicha Mahakhun, given to the Than Sethakit newspaper, which mentioned that I have to take the responsibility in the rice pledging scheme. I should have been given access to necessary documents so that I can be able to present my side of the case more accurately. The NACC denied my request, suggesting that it is an important document and could affect the legal procedure. This should be seen as infringing my basic rights of a Thai citizen as stipulated in the constitution. The documents that I was initially given was only 49 pages long and last Thursday I was given additional 280 pages. This means that I will only have 3 days to examine the additional 280 pages before I must defend my case on Monday.

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 [​IMG]
[​IMG]

[​IMG]

    

[​IMG]

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

     วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 เป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4

 

 

                                             

 

 

 


  

 

 

 

 

 

           พระโพธิญาณมุนี (เมือง พลวฑฺโฒ) วัดป่ามัชฌิมวาส อยู่ที่ บ้านดงเมือง ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

 

 

 

 

 

 

 

                     

 

 

 

 

 

 

 

             สมุนไพรรักษาโรคเกาต์ เพื่อล้างกรดยูริก

 

 
 
สมุนไพรรักษาโรคเกาต์ เพื่อล้างกรดยูริก หาง่าย ทำง่าย กินง่าย ไม่ต้องทรมานกับโรคเก๊าต์ ไม่ต้องเสียเงินซื้อยา
 
สูตร 1 ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าต์ – รูมาตอยด์ สูตรนี้ลดหินปูนได้ดีที่สุด
 
สูตร 2 ... มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก ไม่ต้องปลอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหา
 
สูตร 3 ใบมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าต์ได้
 
สูตร 4 ใบยอ 4 ใบ + มะตูมแห้ง 1 แว่นย่างไฟให้เหลือง นำมาต้มกับน้ำ 3 ขวด เคี่ยวให้เหลือ 2 ขวด ดื่มกินต่างน้ำทุกวันจนกว่าจะหาย
 
สูตร 5 น้ำมะกรูด ผสมน้ำผึ้งนิดหน่อย แล้วเอาน้ำอุ่นเติมใส่ไม่ต้องมาก หรือน้ำเย็น ผสมแล้วนำมาดื่ม ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง ดื่มทุกวันช่วยบรรเทาอาการ

อาหารที่ช่วยลดอาการเก๊าต์
 
1.ใบมะรุมสด ลวกจิ้มน้ำพริก
2.ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานบ่อย ๆ
3.ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำ 4.ใบย่านางสดวันละ 10 ใบ (คั้นน้ำดื่ม) ดื่มบ่อย ๆ แต่ไม่ต้องทุกวัน

เครดิต ขอบคุณเรื่อง-ภาพ : โดย หมอปรียาภา แฟนเพจ (แพทย์แผนไทย)
 
 
 
 
 
 
                     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮ้ยยยย! จ๊ากกก!

 

 

 

 

 

 ...ปริศนา “ล้มแบบไหน ?ไหถึงหัก” ! ...

ผมเอาหัวแม่เท้าก่ายหน้าผากนอนคิดมาสองวันแล้ว เรื่องเกี่ยวกับที่น้องมาร์คของผมล้มไหปลาร้าหัก เพราะปกติผมเป็นคนขี้สงสัย และค่อนข้างคิดมากเอาการอยู่แล้ว เรื่องเล็กเรื่องน้อยเป็นสงสัยไปหมด แล้วนี่ เป็นเรื่องของอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีประวัติบอยคอตการเลือกตั้งถึง 2 ครั้งเชียวนะ ..ทำไมจะไม่สงสัย หื๋มมมม์


ผมพยายามคิดแล้วคิดอีก เอ..ล้มยังไง อีท่าไหน ไหถึงหักได้หนอ ถึงขนาดลงทุนจำลองภาพ 3 มิติ มโนการล้มของน้องมาร์คดู เกือบทุกท่าก็แล้ว ..ไม่น่าไหหัก !

[Image: 1979532_573339759429802_397539081_n.jpg]

ปกติคนล้ม ส่วนใหญ่จะสะดุดล้มไปข้างหน้า และด้วยสัญชาตญาณแล้วขาหรือแขน จะเป็นผู้รับเคราะห์การล้มแทนร่างกายส่วนอื่น อาจแขน ขา หัวเข่าถลอกปอกเปิก หรือหักก็แล้วแต่ดวงซวยมากซวยน้อย ..ยังไงก็ไม่ถึงไห

ส่วนน้อยมาก ที่จะล้มแบบหงายตึงไปข้างหลัง ซึ่งนั่นต้องได้รับข่าวร้าย และตกใจอย่างสุดขีด ยกตัวอย่างเช่น พรเทพ ได้ข่าวว่าเพื่อนทรยศชื่อสุเทพแย่งเมียไปแล้ว แบบหน้าด้าน พรเทพ ตกใจสุดขีด..หงายหลังตึง !


การล้มของน้องมาร์ค ถึงขนาดไหหักเช่นนี้ ต้องเป็นการล้มที่รุนแรง และแปลกประหลาดที่สุดในโลก โดยที่ใบหน้า ปาก ซอกคอ หัว ไหล่ หลัง หน้าอกไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆ ..ไหหักอย่างเดียว


หากวิเคราะห์แล้ว ต้องเป็นสภาพการที่รุนแรงมาก ลักษณะไหของมาร์คต้องพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า ทำมุม ดิ่งไปหายังวัตถุส่วนใดส่วนหนึ่ง กระทบเข้ากับวัตถุนั้น อย่างไม่ทันระวังตัว..ไหถึงหัก


แต่อะไรเล่า ที่เป็นสาเหตุให้ไหของน้องมาร์ค พุ่งดิ่งไปเบื้องหน้า อย่างปราศจากการบังคับ ซึ่งจะต้องมีการกระทบอย่างรุนแรงมหาศาล..จนไหหัก
และที่สำคัญสุดยอด สิ่งนั้นจะต้องอยู่เบื้องหลังน้องมาร์คอย่างแน่นอน เพราะไหปลาร้าของมนุษย์อยู่เบื้องหน้า มาร์คคงต้องกำลังก้มหน้า แล้วถูกดันกระแทกอย่างรุนแรง จึงพุ่งไปข้างหน้า กระทบกับวัตถุใดๆ..ไหจึงหัก


นี่คือปริศนาที่เราท่านยังคงหาคำตอบไม่ได้ ว่าทำไมน้องมาร์คของผม จึงล้มไหหัก โดยที่ร่างกายส่วนอื่นๆไม่ได้รับอันตรายใด มาร์คกำลังก้มทำอะไร อะไรคือแรงส่งให้มาร์คพุ่งไปข้างหน้า..ผมยังคิดไม่ออก !!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 [​IMG]
 

 

 

[​IMG]

 

พี่ สาวคนนี้ละคะ "ผู้ยิงฟรีคิก" วันนั้นที่หน้า ปปช" โดยให้เหตุผลว่า.. มาด่าตนเสียหาย เช่น ดอกทอง และคำหยาบอีกมากมาย ปาขวดน้ำใส่หัวและนำไม้ตะพดไล่ตี "ผิดวินัยสงฆ์" ตนเลยตัดสินใจถวาย "ซ้งติง" ทำบุญ ! 5555

 
 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

10:01 น. เคลื่อนแล้ว!! กปปส. จากสวนลุมฯ

[​IMG]


[​IMG]

นักข่าวอิสระเพื่อประชาธิปไตย

สรุปยอดผู้ชุมนุม กปปส. 29 มี.ค.57 เวลา 10.00 รวม 21,740 คน

1.กปปส.ผ่านฟ้า(กปท.) ยอด 400 คน
2.กปปส.สะพานชมัยฯ(คปท.) ยอด 1,200 คน
3.กปปส.มท.(นปป.) เฝ้า พท.40 คน
4.กปปส.แจ้งวัฒนะ เฝ้า พท.50 คน
5.แยกสวมลุมฯ ยอด 20,000 คน
6.กปท.ที่กรมพลังงานทดแทนฯ ยอด 50 คน


มวลชน กปปส.จุดอื่นๆรวม 2,440 คน
-อนุสาวรีย์ ปชต.ยอด 40 คน
-ลานพระบรมรูป ร.5 ยอด 1,000 คน
-ขบวนแจ้งวัฒนะหน้า ป.ป.ช.ยอด 1,000 คน
-ขบวน กปปส.มท.(นปป.) ยอด 400 คน
กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นๆรวม 30 คน
-เครือข่ายชาวนาไทย 77 จว.ภายใน พณ.ยอด 30 คน
* ยอดรวมทั้งสิ้น 26,650 คน *

 

 [​IMG]
 

 

 

 [​IMG]

 

 

 

 

 

                 จุดจบ..MH370? ปล้นสะท้านโลก

 

 

 

ถ้าเป็นแบบนี้จริง...สุดโหด
สงสารผู้โดยสารมากๆ

ปฏิบัติการอุ้ม 236 ชีวิต MH370
จากข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานชัดเจนตามที่ปรากฏเป็นข่าว

1. Transponder และ ACARS ตั้งใจปิดจากใครบางคน ในห้องนักบิน เพื่อไม่ให้จับตำแหน่งของ MH 370 ตอนประมาณ 1721 z (หลัง takeoff 40 นาที)

2. เครื่องเปลี่ยนทิศบินมาทางตะวันตก

3. มีการไต่ระดับขึ้นสู่ความสูง 45,000ฟุตซึ่งเกิน Limitation ของ B777 หลังจากนั้นได้ลดระดับมาที่ 23,000 ฟุต

4. เครื่องไม่ตกกระแทก เพราะ ELT ไม่ส่งสัญญาณฉุกเฉิน

5. เครื่องไม่ตกน้ำ (ในช่วงแรก) เพราะ Black box ไม่ส่งสัญญาณฉุกเฉิน

6. ดาวเทียม 1 ดวง รับรู้สัญญาณจาก MH370 เวลาประมาณ 0011z หลังจากเหตุในข้อ 1 แล้ว เกือบ 7 ชั่วโมง

7. มีผู้โดยสาร 2 คนใช้ passport ปลอม
เรื่องเริ่มจากชาวอิหร่าน 2 นายที่ใช้ passport ปลอมถูกอุ้มโดยมือพระกาฬจากหน่วยงานลับของอเมริกัน ปลอมตัวเดินทางมากับ MH370 ซึ่งต้องการของบางอย่าง จากใครบางคนบนเครื่องนี้ ที่อันตรายต่อสหรัฐเป็นอย่างยิ่ง

8.ลูกเรือคนหนึ่ง อยู่ในทีมนี้ด้วย ทำให้สามารถ Hijack เครื่องได้โดยง่าย หลัง Takeoff มาสัก 40 นาที นักบินมาเลย์ ทั้งสองถูกทำให้สลบในพริบตาจากมือพระกาฬที่เชี่ยวชาญด้านจารกรรม ทั้งอาวุธและมือเปล่า

9.Transponder ถูกปิดลง ตามมาด้วย ACARS โดย hijacker มือพระกาฬ ซึ่ง ATC มาเลย์ทวงถามว่า ตอนนี้รับตำแหน่งไม่ได้แล้ว เครื่องมีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่ง Hijacker ตอบกลับว่า อยู่ในการควบคุมของเวียดนามแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง " All right Good night" เป็นข้อความสุดท้ายที่ส่งมาจากมือพระกาฬ หนึ่งในสองคน นี้ MH370 ถูกบังคับเลี้ยวด้วย hi bank angle มาทาง ทิศตะวันตก ไต่ขึ้น 45,000 ฟุต เพื่อหลบการชนกันกับเครื่องอื่นๆ ที่มีมากมายในบริเวณนี้ นอกจากนั้นทำให้ระบบ pressurization เกิด CABIN ALTITUDE warning ซึ่งผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดต้องนั่งกับที่ใส่หน้ากากอ๊อกซิเจน ไฟฟ้าในห้องโดยสาร ติดสว่างอย่างอัตโนมัติจากนั้น Hijacker ตัดระบบอ๊อกซิเจนของผู้โดยสารออก แล้วบังคับ outflow valve แบบ manual ให้ fully OPEN ปล่อยให้ cabin altitude ขึ้นไป 45,000 ฟุต ทำให้ผู้โดยสารทั้งหมดเสียชีวิตภายในไม่กี่วินาทียกเว้น ทีมพระกาฬ 3 คน ควบคุมเครื่องบินได้อย่างอิสระ จากนั้น ลดระดับลงมาที่ 23,000ฟุต เดินทางต่อมาอีก 4 ชั่วโมง เหนือมหาสมุทรที่ radar จับไม่ได้ จนถึงเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรอินเดีย

10.กองกำลังลับ อีกจำนวนหนึ่งรอรับอยู่ ณ เกาะแห่งนี้ เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ทีมช่างที่เตรียมไว้ ได้ถอด ทั้ง ELT , Flight recorder และ voice recorder ออกทั้งหมด ต่อจากนั้นเครื่องบินถูกติดเครื่องอีกครั้งหนึ่ง ใช้นักบินคนเดียวที่ใส่ชุดเตรียมพร้อมเพื่อจมเครื่องลำนี้ใต้มหาสมุทรลึก เป็นการอุ้มที่สมบูรณ์แบบ สะท้านโลกยุค 2014
ปฏิบัติการสมบูรณ์แบบตามแผน เครื่องถูก takeoff จากเกาะแห่งนั้น แล้วบินต่ออีกประมาณ 2 ชั่งโมง จนน้ำมันหมด ไม่มีล่องลอยจากน้ำมันที่กระจายตัวให้เห็น เมื่อเครื่องและผู้โดยสารอีก 236 คน ถูกจมลงใต้มหาสมุทรลึก
..
11.แต่วินาทีสุดท้ายที่ไฟฟ้าดับลง เข้าสู่ระบบ แบตเตอรี่สำรอง ปรากฏว่า GPS ของเครื่องกลับมาทำงาน ping สัญญาณ กับดาวเทียมดวงหนึ่ง (อย่างไม่ตั้งใจ) ทำให้รู้ว่าเครื่องบินทั้งลำถูกอุ้ม และหายไปหลังออกเดินทางจาก กัวลาลัมเปอร์ แล้ว 7 ชั่งโมง หลังเหตุการณ์นี้คอยดูว่าใครจะเป็นแบ๊ะ แบ๊ะ แบ๊......

การวิเคราะห์จากเสธคนนึ่ง...ขอบคุุณมากมายค่ะ.

 

 


[​IMG]

 

 

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          

                      โรงพยาบาลธรรมชาติ

 

 

 

                                  

 

 

 

 

 


 

๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ 10 กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

 

๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีด และกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) ... หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

 

๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้

 

๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)

 

๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน

 

๖. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่ หอมแดงต้นหอม และเอาหอมซุก ไว้ใต้หมอน

 

๗. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง

 

๘. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)

 

๙. ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ

 

๑๐. ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะ และให้กินน้ำมะขามต้มติด เนื้อมาก เช้า เย็น

 

๑๑. โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือ กินผักกระหล่ำปลีให้มาก

 

๑๒. เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย

 

๑๓. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มาก และ กินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสง วันละ ๑ กำมือก็ได้

 

๑๔. หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า

 

๑๕. กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมมาก) มะม่วงจิ้มกะปิ และ สับปะรด ซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก( แมงกานีส)

 

๑๖. ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครง และหอยนางรม ซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้

 

๑๗. มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด

 

๑๘. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดใน ปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่

 

๑๙. ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย

 

๒๐. เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอก เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับ ตะกรันน้ำมัน เก่าออกถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้ว

 

๒๑. ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสี มากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น

 

๒๒. เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาล และ กินผักเขียวจัด อย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอ และฝรั่งเพราะ มีน้ำตาลอยู่น้อยมาก โรงพยาบาลธรรมชาติ หัวจรดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหมอ "ขอให้ทุกๆคนมีีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงๆน่ะครับ"

 

 

 

 

 

 

 

 [​IMG]
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. นายกฯ ตัดพ้อ ป.ป.ช.ไม่ยืดเวลาแจงจำนำข้าว ถามกลับ หากเห็นว่าผิดทำไมไม่สั่งระงับโครงการ ??

    วันนี้ (28 มี.ค. 57) ในเพจเฟซบุ๊ก @Yingluck Shinawatra ซึ่งเป็นของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อความแสดงความเห็น ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เรียกตัวนายรัฐมนตรีไปชี้แจงเกี่ยวกับการทุจริตจำนำข้าวในวันที่ 31 มี.ค. นี้ โดยระบุว่า

    [​IMG]
  2.  

กราบเรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพ

กรณีคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่ดิฉันถูกกล่าวหาโดยการยื่นคำร้องถอดถอนจากพรรคฝ่ายค้านส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นการกล่าวหาโดยตรงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งที่โดยกระบวนการปกติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ควรจะเป็นคนกลางในการพิจารณาคดีคำร้องถอดถอน

และเมื่อคดีนี้มีความพิเศษกว่าปกติ คือ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับมาเป็นคู่กรณีเสียเองเช่นนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมิใช่คนกลางที่จะอำนวยความยุติธรรม ดังนั้น ในเบื้องต้นดิฉันขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้

1. มาตรฐานของการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้ไต่สวนคดีโดยเร็ว
และยึดหลักนิติธรรมนั้น ใช้กับบุคคลทุกกลุ่มในบรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อยู่ในระดับบริหาร ด้วยกันอย่างเท่าเทียม หรือมีเงื่อนไขที่จะใช้กับบุคคลหรือคณะบุคคลบางกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียมกัน เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากหลายเรื่อง เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกกล่าวหา จะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนก่อน ซึ่งปัจจุบันแต่ละคดีไม่มีความคืบหน้า แต่ประการใด เช่น คดีสลายการชุมนุมที่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย เมื่อปี พ.ศ.2553 หรือคดีทุจริตอื่น ในปี พ.ศ.2553 ก็ไม่ปรากฏว่า มีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนคดีของดิฉัน

2. ตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาที่มีต่อดิฉัน ซึ่งใช้เวลาเพียง 21 วัน ในการจัดเตรียมเอกสารแจงข้อกล่าวหาซึ่งมีมากมายหลายประเด็นที่อ้างว่า มีการทุจริตและมีความเสียหาย ซึ่งหากคำนึงถึงความเป็นธรรมแล้ว จำเป็นที่ดิฉันจะได้ใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองเพื่อตรวจสอบว่า มีพยานหลักฐานใดที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้ในการกล่าวหา หรือมีข้อสงสัยที่ไม่ชัดเจน เพื่อดิฉันจะได้ชี้แจงได้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้ ทำให้สรุปได้ชัดเจนว่า “การตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ ดิฉันไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรม” ตามสมควร


3. การขอเลื่อนคดีของดิฉัน มีความสมเหตุสมผลหรือไม่
และการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ให้ดิฉันเลื่อนคดีมีเหตุผลมากน้อยเพียงใด ในเรื่องนี้เมื่อตรวจสอบจากบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “โครงการรับจำนำข้าว” เกิดความเสียหาย โดยดิฉันรับรู้ รับทราบแล้วทำไมไม่ระงับ ยับยั้ง เพื่อยุติโครงการรับจำนำเสีย

เรื่องที่ดิฉันถูกกล่าวหานี้ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และพยานบุคคลจำนวนมากที่ดิฉันต้องรวบรวม บางรายการต้องสืบค้นจากหลายหน่วยงาน เพื่อหักล้างข้อกล่าวหา แต่หน่วยงานต่างๆมีระยะเวลาไม่เพียงพอ จึงแจ้งเหตุขัดข้องมาหลายหน่วยงาน ซึ่งดิฉัน ได้ให้ทนายความนำไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบถึงเหตุขัดข้อง เพื่อขอเลื่อนคดีสักระยะหนึ่ง ซึ่งจากที่ให้แล้ว 15 วัน และดิฉันขอขยายอีก 45 วันตามที่ได้ร้องขอไป

แต่คำขออำนวยความยุติธรรมดังกล่าว แม้สักวันเดียวยังไม่ได้รับ ทั้งๆที่ฝ่ายกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถือเป็นคู่กรณีอ้างว่า ได้ใช้เวลาตรวจสอบเรื่องของดิฉันมาปีเศษแล้ว ทั้งๆ ที่คณะกรรมการ ปปช. ชุดใหญ่ มีมติภายใน 21 วันเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แต่เมื่อดิฉันจะใช้เวลาตามสมควรบ้าง กลับถูกปฏิเสธความยุติธรรมจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ไต่สวน

ดิฉันเห็นว่า คดีนี้เมื่อตัวดิฉันมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี การถูกดำเนินคดีเป็นเรื่องที่สาธารณะชนทั่วไปควรต้องการรับรู้และถือเป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะรับรู้ทั้งฝ่ายดิฉัน และเหตุผลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเสมือนมิใช่คนกลางไต่สวนพิจารณาคดี หากแต่ถือเป็นคู่กรณีที่กล่าวหาดิฉันด้วย

ว่า ระหว่างการไต่สวนพิจารณาคดีของกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ไต่สวนกับดิฉันในฐานะผู้ถูกกล่าวหา มีการปฏิบัติต่อกันในการดำเนินคดีโดยถูกต้อง เที่ยงธรรมหรือไม่ มิใช่มีเจตนามากล่าวหาต่อกันว่าใครผิดใครถูก ซึ่งไม่ถูกต้อง และกรณีของดิฉันคงเป็นบทเรียนของการใช้อำนาจของแต่ละฝ่ายว่า เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่

แต่กรรมการ ป.ป.ช. กลับชี้แจงโดยกล่าวหาดิฉันว่า เป็นเพราะดิฉันไม่มารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเองซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ยาก เพราะการรับทราบข้อกล่าวหา ดิฉันตรวจสอบจากบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาที่เป็นลายลักษณ์อักษรได้อยู่แล้ว

เอกสารหลายรายการที่นำไปใช้กล่าวอ้าง และพาดพิงดิฉันรวมถึงบทสัมภาษณ์ ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจของ นายวิชา มหาคุณ ที่อ้างว่าดิฉันต้องรับผิดนั้น ทำไมไม่ให้ดิฉันตรวจพยานหลักฐานก่อน เพื่อให้ดิฉันได้มีโอกาสชี้แจงให้ถูกต้องและตรงประเด็น แต่กลับอ้างว่า ไม่สามารถให้ดูเอกสารหลักฐานได้เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญกลัวจะเสียรูปคดี

ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของ ดิฉันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิคุ้มครอง ซึ่งดิฉันได้รับเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งแรก 49 แผ่น และในภายหลังเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาได้รับเอกสารเพิ่มเติมอีก 280 แผ่น ซึ่งนั่นหมายความว่า ดิฉันจะต้องแก้ข้อกล่าวหาหลังได้รับเอกสารทั้ง 280 แผ่นนั้นภายในเวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น...............

 

 

 

 

" ปปช ก็ขึ้นชื่อได้ว่าเลือกปฏิบัติ เพราะคดีระบายข้าวของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เกิดก่อนนานมาก จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการบังคับคดีทำอะไรเลย ส่วนความผิดของอีกฝ่ายรีบทำอย่างเร็ว ซึ่งสิ่งนี้มันจะเป็นข้อครหาต่อไป เพราะท่านเป็นคนที่ต้องสะสางคนผิด ซึ่งไม่ว่าบุคคลหรือกลุ่มคนนั้นจะเป็นใคร กฎก็ต้องเป็นกฏ เเต่ท่านเลือกที่จะใช้กฏอย่างเร่งด่วนกับเเค่คนบางกลุ่ม เเถมบางทียังพูดใส่อารมณ์ยังกะเป็นคู่ความซะเอง ซึ่งไม่ใช่จรรยาบรรณที่ดีขององค์กรด้านการตรวจสอบระดับชาติ เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันเป็นสองมาตรฐาน ความเป็นเอกภาพก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เเล้วมันก็จะระอุเป็นเชื้อไฟต่อไป..........."

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 [​IMG]
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

guest

Post : 24/03/2014 20:47     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ผู้หญิงเเบบไหนที่ผู้ชายกลัว ไม่กล้าจีบ

 

 

ผู้หญิง แบบไหนที่ ผู้ชายกลัว และ ไม่กล้าจีบ?


 

 

 

โดย ดีเจ เพชรจ้า…

เอาล่ะ ผมขอแตกแขนงออกเป็น 2 ด้าน จะดีกว่า 555 จะได้เข้าใจง่ายๆ คือ ด้านสว่างกับด้านมืด

เริ่มจากผู้หญิงด้านสว่าง หรือเป็นพวกวาสนาดีที่หนุ่มไม่กล้าจีบ หรือไม่แม้แต่จะคุยด้วยก่อนละกัน

1. ผู้หญิงสวย สวยในที่นี้คือสวยมากถึงมากที่สุด สวยแบบทุกคนต้องบอกว่าสวยขนาดผู้หญิงด้วยกันยังการันตี เพราะการจีบสาวสวยมากๆ ทำให้เราคิดว่าเขาจะคุยกับเราเหรอวะ ถ้าเราไม่หล่อมากเหมือนโดม ปกรณ์ลัม เราจะจินตนาการไปต่างๆ นานา เช่น เขาคงมีแฟนอยู่แล้วมั้ง แฟนเก่าแม่งโครตจะรวยเธอจะชอบแต่ผู้ชายรวยๆ หรือเปล่า (อันนี้ต้องบอกว่าเป็นความคิดของผู้ชายส่วนใหญ่เลยนะว่าคนสวยชอบผู้ชายรวย) หยิ่งหรือเปล่า อาจไม่ 100% แต่หนุ่มๆ ส่วนใหญ่คิดอย่างนั้นจริงๆ

 

2. ผู้หญิงรวย รวยระดับขั้นเทพ ไม่ใช่รวยธรรมดา อาทิเช่น บ้านใหญ่เป็นคฤหาสน์ ขับเบนซ์สปอร์ตคันละห้าล้าน จบเมืองนอก เป็นลูกนักการเมืองหรือนักธุรกิจระดับพันล้าน ตรงนี้ขอบอกไว้เลยว่าเรื่องจริง ผู้ชายอย่างเราๆ น่ะ ไม่ชอบสาวที่ดูดีกว่าเรามากเกินไป เพราะมันจะทำให้เราดูแย่ บางคนอาจมองว่าเราไปเกาะเขากิน หรืออยากรวยทางลัด หรือว่ากันง่ายๆ ไม่มีปัญญาเลี้ยง ตามสเต็ปของแพงมากๆ ค่าบำรุงรักษษมันก็จะสูง กินข้าวมื้อละสามพัน ปาร์ตี้คืนละหมื่น ถอดใจ 555

 

3. ผู้หญิงเก่งมากๆ เช่นระดับด็อกเตอร์ หมอ ผู้บริหาร CEO เหตุผลใกล้เคียงเมื่อกี้ แต่ต่างตรงที่ว่าสาวประเภทนี้จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่า เพราะสถานะทางการเงินและงานเธอสร้างขึ้นมาเอง ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทต๊อกต๋อยทั่วไป เป็นนายธนาคารเป็นอาจารย์สอนพิเศษ เป็นลูกจ้างชั่วคราวและอีกหลายอาชีพ คุณจะกล้าจีบไหม บอกตรงๆ ว่าส่วนใหญ่ไม่กล้าหรอกครับ นอกจากชายคนนั้นจะมีธุรกิจส่วนตัว ทำงานอิสระ จิตกร ศิลปิน ดารา พิธีกร แบบนี้มีลุ้น

 

เอาล่ะ เรามาต่อกันที่ด้านมืดเลยดีกว่า สาวๆ ด้านมืดคือ

 

 

1. ผู้หญิงที่ผ่านโลกมาเยอะ กร้าน ชีวิต กร้านแบบไม่มีใครรู้ไม่เป็น แต่ถ้าเป็นแบบเดินไปไหนก็มีแต่คนทักว่ายัยนี่เป็นแฟนเก่า ไอ้นั้นและไอ้นี่เคยโดนไอ้นั่น โอ๊ะเจอแบบนี้เราหนีก่อนแล้วล่ะครับ ว่าง่ายๆ คือ ผู้หญิงที่มีแฟนเยอะพวกเราไม่ชอบ อายครับ

 

2. ผู้หญิงเสียงดัง กิริยาเสียงดัง ในผู้ชายเราว่าแย่แล้ว ถ้ามันเกิดในผู้หญิง อันนี้บอกได้เลยว่าจบ เสียงดัง ชอบโวยวายเหมือนเจ๊กเมือ 50 ปีก่อนแถวเยาวราช แถมพูดจาหยาบคายอีก อันนี้บ่งบอกถึงชาติตระกูลเลย เป็นผู้หญิงอ่อนหวาน ได้เปรียบกว่าเยอะนะครับสาวๆ

 

3. ผู้หญิงที่… อันนี้อ่านแล้วอาจจะงง แต่เจอมากับตัวเองเลยครับพี่น้อง เช่นผู้หญิงคนหนึ่งสวยหุ่นดี แต่เวลาคุยกันแล้วมันโครตจะไม่ใช่เลย คุยไม่รู้เรื่อง อันนี้มีจริงๆ นะ เช่น

 

Q: “ไปดูหนังเรื่อง Transformers มาหรือยัง?”
A: “อะไรคือ Transformers? ….555″

 

Q: “ไปกิน Haagen-Dazs กัน”
A: “อะไรคือ Haagen-Dazs คะ? กรรมเวร”

 

Q: “ชอบ Whitney Houston ไหม?”
A: “ใครอ่ะ…เออ เราเพิ่งซื้อดีวีดีคอนเสิร์ต Celine Dion มา ดูกันไหม?”

 

4. ผู้หญิงมีปม อันนี้ว่ากันไม่ได้ พวกมีปมหลังนี่บางคนแก้ได้ บางคนไม่ยอมแก้ หรือบางเรื่องก็แก้ไมได้ ยอกตัวอย่างเช่น เป็นคนขาดความอบอุ่นมาตั้งแต่เล็ก มีแฟนก็โดนหักหลัง พวกสาวมีปมนี่ส่วนใหญ่จะขี้ระแวง ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ ใจร้อน อย่าคิดว่าผู้ชายอย่างเราไม่รู้ บอกได้เลยว่าถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเรารู้หรือสังเกตได้ว่าคุณมีปมในอดีตแล้วคุณ ตัดมันไม่ขาด ในอนาคตอันใกล้ พวกเราก็อาจจะเลิกกับคุณ ถ้าคุณยึดติดกับมันและแก้ไม่ได้นะ แต่คนส่วนใหญ่มักแก้ปมกันได้ไม่ว่าจะปลงตกเข้าวัดเข้าวา เริ่มชีวิตใหม่

 

ขอบคุณที่มาบทความจาก COSMOPOLITAN

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                             ต้องทำตัวปลอมเชียวเร๊อะ?....

 

 

 

 [​IMG]

 

 [​IMG]

                          

                                                                  

  

                                                                                               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.....ผู้สื่อข่าวถามว่า...เจ็บมากขึ้นหรือ ถึงได้เปลี่ยนอุปกรณ์..
..... นายกฯปู ตอบว่า .... พอดีช่วงนี้ใช้กำลังขาเยอะเกินไปเลยบวมมากขึ้น แพทย์เลยแนะนำให้ใช้อุปกรณ์อันใหม่ เมื่อเดินแล้วข้อเท้าจะไม่ขยับ ช่วยล็อค


.....ผู้สื่อข่าวถามว่า.... อาการช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง
.....นายกฯปู กล่าวว่า อย่างที่เรียนไว้ใช้กำลังขามากเลยบวม แพทย์เลยบอกว่าให้พัก ยิ่งพักมากก็จะหายเร็ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                       

                                                                                      !!!! เคยใช้แล้ว.............

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

nce

 

เหลือเชื่อ....แต่ก็ดีที่ไม่เป็นไรมาก......

เหตุเกิด สภ.พระพุทธบาท
ได้สอบถามตำรวจจราจร
สภ.พระพุทธบาท ว่ารถคันแดงห้อย
พระนิรันตรายที่ สตช.
สร้างเมื่อเร็วๆนี้
รถที่ใช้เป็น โตโยต้า ยาริส
สภาพคนขับ ติดอยู่ในรถ
กู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่าง
นำตัวออกมา จากรถ
เดินหน้าตาเฉย มีบาดแผล
เล็กน้อย รถเละตุ้มเป้ะคนบาดเจ็บเล็กน้อย เก็บพระรุ่นนี้ไว้ให้ดีราคาดีแน่ๆ
ใครนิมนต์ไปช่วยราชการ ตามนิมนต์กลับด้วยนะครัฟ

 

 

 

 

 

 

 

 

รู้จักมณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์


บทความน่ารู้ : เรื่องรู้จักมณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์
ที่นี่คือศูนย์รวมบทความที่น่าสนใจและให้ความรู้จากทุกมุมโลก เพื่อเป็นแหล่งความรู้สำหรับคนไทยทุกคน

 


การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนกับชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ถือเป็นเหตุการณ์จลาจลที่มีความรุนแรงมากที่สุดของประเทศจีนนับแต่เหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักมณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์มากนัก
 

 

 

     

 

 

                              

 

           เราขอเรียกว่าส่วนผสมที่ลงตัว เพราะมีส่วนผสมของเอเชีย ยุโรป รัสเซีย แถมคมแบบแขกขาว

 

 

     ผ่าเส้นทางใหม่ลี้ภัย"อุยกูร์"220ราย โยงใยนายหน้า"โรฮิงญา"

 

 

หลังจากเพิ่งครบรอบสองทศวรรษของเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เหตุการณ์การจลาจลที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีก็บังเกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศจีนเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ณ เมืองอูรุมชี/อุรุมฉี เมืองเอกของมณฑลซินเจียง ทางตะวันตกของจีน


เหตุการณ์ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวอุยกูร์/อุ้ยเก๋อราว 1,000-3,000 คน มาชุมนุมกันอย่างสงบที่เมืองเอกของมณฑลซินเจียง เพื่อประท้วงเรียกร้องให้ทางการจีนสอบสวนหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุปะทะกันระหว่างคนงานชาวอุยกูร์กับคนงานชาวฮั่น ณ โรงงานแห่งหนึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีคนงานชาวอุยกูร์เสียชีวิต 2 คน ทั้งนี้ก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เกิดข่าวลือว่า มีหญิงสาวชาวฮั่น 2 คน ถูกข่มขืนโดยชายชาวอุยกูร์ในโรงงาน


แต่การชุมนุมอย่างสงบก็บานปลายกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ โดยทางการจีนอ้างว่าผู้ชุมนุมชาวอุยกูร์เป็นฝ่ายสร้างความวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สมบัติสาธารณะ รวมทั้งจุดไฟเผารถยนต์บนท้องถนน ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงชาวอุยกูร์ก็เห็นว่า ความรุนแรงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นมาจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมโดยทางการจีน ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวน 156 คน และผู้มีบาดเจ็บ 828 คน


อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ เมืองอูรุมชี ไม่ได้บังเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญหรือฉับพลันทันใด ชนิดที่ไร้ต้นสายปลายเหตุ ทว่าปมปัญหาเกี่ยวกับชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงนั้นดำรงคงอยู่มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่จีนผนวกรวมดินแดนดังกล่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเลยด้วยซ้ำไป


ดังนั้น การมาทำความรู้จักกับมณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์ จึงน่าจะทำให้เราเข้าใจถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองอูรุมชีได้ดียิ่งขึ้น


มณฑลซินเจียงเป็นพรมแดนที่กั้นระหว่างดินแดนเอเชียกลางกับประเทศจีน มณฑลแห่งนี้มีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของประเทศฝรั่งเศส ในประวัติศาสตร์แล้ว   ซินเจียงถือเป็นจุดนัดพบสำคัญทางการค้าและวัฒนธรรม เนื่องจากเคยเป็นพื้นที่หยุดพักผู้คนและสินค้าของ "เส้นทางสายไหม" ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้ได้รับมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง


กลุ่มชนพื้นเมืองของมณฑลซินเจียงคือ ชาว "อุยกูร์" ซึ่งเป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวฮั่นที่เป็นผู้ปกครองและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่ครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของจีน การดำรงอยู่ของชาวอุยกูร์นี่เองที่ทำให้  ซินเจียงกลายเป็นมณฑลเดียวของประเทศจีนที่มีชาวมุสลิมเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่


ซินเจียงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจีนได้สำเร็จในปี พ.ศ.2492 (ค.ศ.1949)  มณฑลซินเจียงก็มีสถานะเป็น "เขตปกครองตนเอง" ของสาธารณรัฐประชาชนจีน


ในมุมมองของรัฐบาลกลางพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปักกิ่ง ซินเจียงถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนตลอดมา โดยรัฐบาลได้มองข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ใหญ่โตมหาศาล อันเกิดขึ้นจากการที่มณฑลแห่งนี้ได้หลอมรวมตนเองเข้ากับดินแดนเอเชียกลางและรัฐต่าง ๆ ของชาวเติร์กมาโดยตลอด และจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่ในซินเจียงก็ยังรู้สึกว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชาวเติร์กทางด้านตะวันตก มากกว่ารัฐบาลกลางที่ปักกิ่งทางด้านตะวันออก


แต่รัฐบาลกลางของจีนก็พยายามกลืนกลายชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ด้วยนโยบายการส่งชาวฮั่นจำนวนมากเข้าไปอยู่อาศัยในมณฑลดังกล่าว  จากที่ในปี พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) มีชาวฮั่นอยู่ในซินเจียงเพียง 5 แสนคน แต่ในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) กลับมีชาวฮั่นในมณฑลแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นเป็น 7.5 ล้านคน หรือถือเป็นร้อยละ 42 ของประชากรจำนวน 18 ล้านคนในมณฑล นอกจากนั้น ชาวฮั่นยังกลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของเมืองอูรุมชี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซินเจียง เสียด้วย
 

กลุ่มชนพื้นเมืองชาวอุยกูร์ไม่พอใจที่ผู้อพยพชาวฮั่นได้เข้ามาแย่งงานในอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี และในหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งควรเป็นแหล่งรายได้สำคัญของพวกตน ขณะที่ชาวฮั่นก็มองว่าพวกอุยกูร์เป็นคนเกียจคร้าน และไม่รู้จักสำนึกบุญคุณที่รัฐบาลกลางของจีนที่ปักกิ่งนำความทันสมัยและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่มณฑลซินเจียง


และยิ่งชาวฮั่นในซินเจียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ชาวอุยกูร์ก็ยิ่งพยายามขับเน้นอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้เยาวชนชาวอุยกูร์รุ่นหลังเคร่งครัดในหลักการของศาสนาอิสลามยิ่งกว่าคนรุ่นพ่อแม่ นอกจากนี้พวกเขายังหันมาเรียนภาษาอารบิกกันมากขึ้น ซึ่งนี่อาจถือเป็นการประกาศว่าอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์นั้นมีความผิดแผกแตกต่างไปจากอัตลักษณ์ของชาวจีนฮั่นตั้งแต่ในระดับรากฐาน


แม้ชาวอุยกูร์ในเมืองเอกของมณฑลซินเจียงอย่างอูรุมชี อาจจะเริ่มมีวิถีชีวิตประจำวันคล้อยตามแบบชาวฮั่นอันเป็นคนกลุ่มใหญ่ของเมือง และหันมาหาเรื่องราวทางโลกย์ในสังคมสมัยใหม่มากขึ้น แต่สำหรับเมืองบริเวณชายแดนที่อยู่ติดกับดินแดนเอเชียกลางแล้ว รัฐบาลกลางของจีนยังต้องจัดส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุมกิจกรรมทางการเมืองและบรรดาอิหม่ามในมัสยิดต่าง ๆ ของเมืองเหล่านั้นอย่างเข้มงวดกวดขัน เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เติบโตมากขึ้น   จนมีผู้ขนานนามว่าซินเจียงถือเป็นทิเบตอีกแห่งหนึ่งของจีน


ทั้งนี้ กิจกรรมทางการเมืองในการแบ่งแยกดินแดนของชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงได้ถูกปลุกเร้าขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 เมื่อสหภาพโซเวียตแตกสลาย และรัฐมุสลิมเก่าแก่ทั้งหลายในเอเชียกลางได้มีโอกาสแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระที่มีเอกราชเป็นของตนเอง เช่น คาซักสถาน คีร์กิสถาน และอุซเบกิสถาน เป็นต้น ชาวอุยกูร์จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแยกตนเองออกมาเป็นรัฐอิสระในนาม "อุยกูริสถาน" หรือ "เตอร์กิสถานตะวันออก" บ้าง อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนได้พยายามใช้มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและการทูตอันชาญฉลาดมาหน่วงเหนี่ยวไม่ให้รัฐอิสระในเอเชียกลางต่าง ๆ ช่วยเหลือซินเจียงในการแยกตัวออกเป็นอิสระ กระทั่งขบวนการแบ่งแยกดินแดนในมณฑลแห่งนี้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของตนเองได้อย่างยากลำบากในที่สุด


ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางของจีนกับชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงคงไม่ได้จบสิ้นลงในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เราเห็นถึงปัญหาสำคัญของ "รัฐ-ชาติ" ในโลกสมัยใหม่ ที่ยากจะดำรงความเป็นเอกพันธุ์เอาไว้ได้ เมื่อโลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ความทรงจำ และ "ชาติ" อันหลากหลาย ชนิดที่ไม่มีผู้มีอำนาจรายใดสามารถควบคุมหรือลดค่าความหลากหลายดังกล่าวให้กลายเป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้อย่างง่ายดาย กระทั่งอาจมีเพียงการพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายเท่านั้นที่จะช่วยให้ผู้คนบนโลกใบนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความทุกข์น้อยลง

 

 

ปฎิบัติการคุมตัวต่างด้าวจำนวน 220 คน คน เป็นชาย 78 คน,หญิง 60 คน, เด็ก 82 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ภายในบริเวณสวนยางพารา ม.10 บ้านคลองต่อ ต.รัตภูมิ อ.รัตภูมิ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา พร้อมชาวโรฮิงยา อีกกว่า 10 คน กลายเป็นปมร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจขึ้นมาพลัน

 

ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถระบุสัญชาติให้ประจักษ์ เนื่องจากไร้เอกสารใดๆติดตัวยืนยันสัญชาติ

 

เรื่องนี้สุนัย ผาสุข ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ประจำประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบทราบว่าต่างด้าวกลุ่มนี้ไม่ใช่ชาวตุรกีที่จะลี้ภัยไปประเทศที่3 แต่กลุ่มนี้เป็นชาว อุยกูร์ จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ประสงค์จะลี้ภัยทางการจีน เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ 3 สาเหตุเนื่องจากชาวอุยกูร์ มีปัญหากับทางการจีนมาเป็นเวลานาน

 

จากอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์กลายเป็นปัญหาที่น่าสนใจ สุนัยชี้ว่า ทางการจีนมองว่าชาว อุยกูร์ เป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมเป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวจีน และชาวอุยกูร์ ยังพยามหลอมรวมตนเองเข้ากับดินแดนเอเชียกลางและรัฐต่าง ๆ ของชาวเติร์กมาโดยตลอด

 

 

สำหรับความเป็นมาชาว "อุยกูร์" เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองของมณฑลซินเจียง ประเทศจีน ซึ่งเป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวฮั่นที่เป็นผู้ปกครองและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่ครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของจีน

 

การลี้ภัยครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าทำการควบคุมตัวเชื่อว่า กลุ่มคนต่างด้าวที่ยังไม่สามารถระบุสัญชาติได้นั้น น่าจะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้าและส่งต่อชาว "โรฮิงยา" ที่หลบหนีจากประเทศพม่าผ่านภาคใต้ เพื่อเดินทางต่อไปประเทศที่ 3 มาเลเซีย และออสเตรเลีย เพราะจากการสอบถาม "โรฮิงยา" ที่มารวมกับกลุ่มคนต่างด้าว ที่อ้างว่าเดินทางมาจากประเทศ ตุรกี

 

"ชาวโรฮิงญาบอกว่าได้รับคำสั่งให้เดินทางมาสมทบกับกลุ่มคนต่างด้าวกลุ่มนี้ เพื่อรอคนมารับตัวไปพร้อมๆกัน เนื่องจากมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาจับกุมตัวก่อนหน้าที่จะถูกจับกุม 2 วัน จึงมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มคนที่เป็นนายหน้านำพาคนต่างด้าวกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มขบวนการนำพา โรฮิงญา " เจ้าหน้ทาที่รายนี้ระบุ

 

 

ขณะเดียวกันน่า สังเกตุได้ว่า สถานที่กลุ่มคนต่างด้าวรวมตัว เพื่อรอคนมารับตัวออกจากพื้นที่ และเป็นพื้นที่ใกล้เคียงที่เคยมีการจับกุม "โรฮิงญา" หลบหนีเข้าเมืองกว่า 100 คน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ภายในสวนยาง ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ และต.ฉลุง อ.หาดใหญ่

 

แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่สามารถตรวจสอบพบว่าพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดที่พบคนต่างด้าวมีการก่อสร้างที่พักชั่วคราวหรือไม่ แต่ก็มีข้อสังเกตุในขณะที่เข้าควบคุมตัวมีภาชนะสำหรับรับประทานอาหารรวมอยู่ด้วย รวมถึงสภาพเนื้อตัวเด็กที่มีรอยยุงกัดเต็มใบหน้า แสดงว่ามีการมานอนพักค้างคืนในพื้นที่ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว

 

สอดรับกับการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ที่ได้เดินทางลงมาในพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ บอกว่า การเดินทางเข้ามาจำนวนครั้งนี้ จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะในกลุ่มจะมีเด็กและสตรีจำนวนมากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ โดยกลุ่มคนที่เป็นนายหน้าหรือผู้ประสานงานการเดินทางต้องมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่เพื่อดำเนินการพาตัวส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

 

"แม้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูลที่จะสาวไปถึงนายหน้าหรือผู้ประสาน อำนวยความสะดวกในการเดินทางก็ตาม แต่การที่คนต่างด้าวกลุ่มนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการข้อมูลใดๆเป็นการบ่งบอกว่า ได้รับคำสั่งจากนายหน้าหากถูกจับกุมห้ามให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่โดยเด็ดขาด รวมถึงความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นภาวะปกติของคนที่หนีออกจากประเทศของตัวเองในรูปแบบการลี้ภัยจะมีความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา"

 

 

น่าสนใจว่า"เป้าหมาย" ของกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ประสงค์จะอยู่ในประเทศไทศ แต่ต้องการจะลี้ภัยไปในประเทศที่สาม คือ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนการเดินทางเข้ามประเทศไทยอย่างไรนั้น ก็ต้องรอให้คนที่สามารถสื่อสารกับกลุ่มคนต่างด้าวกลุ่มนี้ได้ และเขาพร้อมจะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลา

 

ปรากฎการณ์ที่มีกลุ่มคนต่างด้าวใช้เส้นทางจ.สงขลาเป็นจุดพักและผ่องถ่ายไปยังประเทศที่ 3 จึงสะท้อนให้เห็นว่าการปราบปรามกลุ่มขบวนนายหน้าหาประโยชน์ในฐานะผู้นำพาและส่งต่อคนต่างด้าวในจ.สงขลา ยังไม่สิ้นซาก ไปจากพื้นที่ แต่กลับเติบใหญ่ขยายกลุ่มยิ่งขึ้น

 

เส้นทางเหล่านี้ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า นายหน้าที่เข้าไปหาประโยชน์กับการลักลอบนำเข้า-ส่งต่อคนต่างด้าวเหล่านี้ ล้วนมทีทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนเข้าไปเกี่ยวพัน แต่การจับกุมหลายๆครั้ง กลับไม่สามารถสาวถึงผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังได้แม้แต่ครั้งเดียว

 

 

 

          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. [​IMG]
    [​IMG]
    นะโม ตัสสะ



    ปี 53 หาทางกำจัดเสื้อแดงด้วย " ผังล้มเจ้า "
    ปี 57 หาทางกำจัดอีกครั้ง ด้วย " แบ่งแยกดินแดน "

    มรึง บร้า รึป่าว ??
    จะไปแบ่งทำไม ?

    เสื้อแดงเค้าเยอะ .. เค้าเอาทั้งหมด ไม่มีแบ่ง !!
    ...............................................................................
    กรู จะเอาทั้งหมด ไล่แม่งงงงง ออกไป.................
  2. [​IMG]
    [​IMG]
    นะโม ตัสสะ


    4 เมษายน
    วันที่ อำมาตย์ตั้งธง ฟัน เจ๊ปู
    *************************
    ก็ยังคงตอกย้ำ และ ท้าทาย ปปช. เช่นเดิม

    ว่า ... / ข้อมูลเชิงลึก ท่านไม่มี / ข้อมูลที่ท่านมี ก็ไม่ใช่ G2G
    และ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ท่านมี ก็มาจาก คุณหมอวรงค์

    ก็เลย งงๆ ว่า ท่านจะเอาข้อมูลตรงไหน ? มาฟัน เจ๊ปู
    ในเมื่อ ข้อมูลที่ท่านมีทั้งหมด ยังฟัน " บุญทรง " ไม่ได้เลย

    ต่างคน ต่างทราบกันอยู่
    ท่านมีข้อมูลน้อยมากๆ เพียง 14 โกดัง จากทั่วประเทศ
    มีเรื่องโกดังข้าว ที่ เพชรบูรณ์ อีกนิดหน่อย
    ตอนที่ กรรมาธิการ เข้าตรวจโกดัง

    มีข้อมูลเรื่องข้าวหยอดหลุม ที่ นครสวรรค์
    อ้อ .. !! แล้วก็มีเผาข้าว ที่ พิด-โลก

    ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ยังไม่เห็นว่า ตรงไหน ?
    มันเกิดจากการทุจริตของรัฐบาล

    ที่สำคัญ .. ถ้า ปปช. และ แมงสาบ
    มีข้อมูล ทุจริตเรื่องข้าวจริงๆ
    เชื่อว่า .. ป่านนี้ เพื่อไทย หัวขาด ไปนานแล้ว เจ้าค่ะ !!

    ก็อยากดูเหมือนกัน ว่าวันที่ 4

    " ท่านจะมา .. ไม้ไหน ?? "

 

 

 

 

 

 

 

 

10 อาหารบั่นทอนพลังเพศ

10 อาหารบั่นทอนพลังเพศ ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (TESTOSTERONE) เป็นฮอร์โมนเพศที่สำคัญที่สุดของผู้ชาย ซึ่งจะกำหนดความรู้สึกและอารมณ์ของความเป็นชาย มีหน้าที่สำคัญคือกระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชาย ซึ่งรวมไปถึงเรื่องความต้องการทางเพศ, การสร้างเชื้ออสุจิ, ปริมาณของขนเพชรและขนตามร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูก การลดลงของระดับฮอร์โมนเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุและปัจจัย โดยเราได้ศึกษาบทความจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารหลายบทความ ถึงอาหารที่ช่วยเพิ่ม และทำลายฮอร์โมนเพศชายของคุณ แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่ให้ผลตรงข้ามกับความต้องการทางเพศของคุณ จึงควรศึกษาด้วยว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่สามารถทำลายพลังการขับเคลื่อนทางเพศ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ของคุณด้วยเช่นกัน ในเมื่อตอนนี้คุณกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการจะกระตุ้นให้ความต้องการทางเพศของคุณร้อนแรงอยู่ตลอดเวลา มาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่คุณควรตีตัวออกห่าง หรือตัดออกจากเมนูอาหารหลักของคุณไปตลอดกาล

 

 

 

 

10 อาหารบั่นทอนพลังเพศ

 

 

  10.มินต์ (Mint)

คิดสักนิดก่อนที่คุณจะหยิบหมากฝรั่งขึ้นมาเคี้ยว แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและช่วยระงับกลิ่นปาก มินต์ อาจจะไม่ดีนักสำหรับอารมณ์ความใคร่ของคุณ หากรับประทานมากจนเกินไป มินต์หรือน้ำมันที่มีส่วนผสมของใบสะระแหน่ และเมนทอล สามารถลดระดับฮอร์โมนเพศชายได้ ดังนั้น หันไปพกแปรงสีฟันเพื่อลมปากสดชื่นจะดีกว่า

9.โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG: Monosodium glutamate)

ผงชูรส มักจะถูกใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารตามร้านค้าต่างๆ ก็ตาม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารนั้นๆ แต่อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า ส่งผลกระทบต่อภาวะอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมา

8.แอลกอฮอล์ (Alcohol)

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะไม่เคยทำลายความต้องการทางเพศ แต่การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปมีผลต่อตับ ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ในร่างกายสูงขึ้นและอัณฑะทำงานผิดปกติ จนผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ลดลง การดื่มจัดยังมีผลไปกดระบบประสาทส่วนกลาง อาจทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัวไปชั่วขณะได้

7.อาหารทอดและอาหารขยะ (Fried and junk food)

อาหารทอดและจังก์ฟูด เช่น เฟรนช์ฟาย มันทอด ไก่ทอด และแฮมเบอร์เกอร์ เรียกได้ว่าเป็นเพชฌฆาตตัวฉกาจเลยทีเดียว เมื่อตัวการร้ายที่สำคัญของอาหารทอดอย่างไขมันทรานส์ ที่แทรกอยู่กับอาหารทอดแทบทุกชนิด ที่ใช้น้ำมันพืชผ่านความร้อน ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศลดต่ำลง และยังเป็นสาเหตุให้คุณภาพในการผลิตสเปิร์มลดลง และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในที่สุด

6.อาหารกระป๋อง (Canned Foods)

อาหารกระป๋องจะเต็มไปด้วยโซเดียม การผลิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์เทียมต่างๆ เป็นอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่สูงและปริมาณโพแทสเซียมต่ำ อาจนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ลดการไหลของเลือดไปยังอวัยวะเพศชาย นอกจากนั้น ในอาหารกระป๋องยังพบสาร BPA ที่เคลือบภายในบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋อง และที่สำคัญคือ มีการทดลองในหนูพบว่า BPA เป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งในต่อมลูกหมาก โดยข้อมูลงานวิจัยระบุว่า เป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ของเพศหญิง ทำให้สเปิร์มลดลง ปัญหาเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งอีกด้วย

5.สารให้ความหวานเทียม (Artificial Sweeteners)

สารให้ความหวานเทียมจะมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดปัญหากับฮอร์โมนซีรีโทนิ (Serotonin) ในร่างกายคุณ หากคุณกำลังพยายามที่จะลดน้ำหนักและควบคุมอาหาร โดยใช้สารให้ความหวานเทียม โดยส่วนผสมนี้สามารถลดระดับฮอร์โมนซีโรโทนิ (hormone serotonin) ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดหัว, ซึมเศร้า, หงุดหงิด, วิตกกังวล และนอนไม่หลับ “ซีโรโทนิ” (Serotonin) ถือเป็นฮอร์โมนแห่ง “ความสุข” หากฮอร์โมนตัวนี้ลดระดับลงย่อมมีผลต่ออารมณ์และความใคร่ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพิสูจน์แล้วว่าสารให้ความหวานเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาท เพื่อให้พฤติกรรมทางเพศของคุณปกติ ควรเลือกรับประทานความหวานจากธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้ง และน้ำตาลทรายแดง จะดีกว่า

4.เครื่องดื่มน้ำอัดลม (Aerated Drink)

จากการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกว่า 21,000 ชิ้น และได้ตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์“The New England Journal of Medicine” สรุปได้ว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวาน น้ำตาล ซ่า สามารถก่อให้เกิดความผันผวนต่อน้ำหนักและอารมณ์ของคุณเอง รวมไปถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่ตามมา เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคฟันผุ การดื่มมากเกินไป เครื่องดื่มเหล่านี้อาจกลายเป็นยาพิษรสหวาน ที่นอกจากจะทำให้คุณทุกข์ทรมานจากโรคภัยต่างๆ แล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพทางเพศของคุณได้อีกด้วย

3.กาแฟ (Coffee)

1 ถ้วยกาแฟในตอนเช้าสามารถกระตุ้นให้คุณมีความสุขได้ แต่หากคุณดื่มกาแฟเป็นประจำ และดื่มต่อวันมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อการทำลายต่อมหมวกไตซึ่งมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเครียด (stress hormone) ถ้าคุณมีกาเฟอีนในร่างกายมากเกินไปอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนความเครียด ดังนั้น ถ้าหากตอนนี้คุณกำลังอยู่ในอารมณ์รักหรืออยากจะโรแมนติกกับคู่ของคุณแล้วล่ะก็ทางที่ดีที่สุดคือ ควรลดปริมาณการดื่มกาแฟลง

2.หอยนางรม (Oysters)

หอยนางรมได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งยาโด๊ป เป็นแหล่งของแร่ธาตุสังกะสีซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย และความไวของคลิตอริส แต่มันยังเป็นอาหารให้โทษต่อร่างกายได้อีกด้วยหากรับประทานมากเกินไป เพราะหอยนางรม หรือหอยชนิดอื่นๆ จะดูดซับสารพิษและเชื้อปรสิตในท้องทะเลเอาไว้ ดังนั้นควรรับประทานแต่พอดี เพราะถ้าอาหารเป็นพิษขึ้นมา นอกจากจะไม่ปึ๋งปั๋ง หมดเรี่ยวแรงแล้ว ยังต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลอีกก็เป็นได้ หรือจะลองเปลี่ยนมาเพิ่มธาตุสังกะสีกับอาหารประเภทอื่นๆ อย่างเช่น ผักโขม ที่มีปริมาณสังกะสีสูง แต่ปริมาณแคลอรีต่ำ จะดีต่อสุขภาพมากกว่า

1.ถั่วเหลือง (soy)

ผลการวิจัยจากวารสาร “European Journal of Clinical Nutrition” พบว่า ผู้ชายที่บริโภคถั่วเหลืองวันละ 120 มิลลิกรัม มีผลทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ลดลง ทำให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เอสโตรเจนที่พบมากในถั่วเหลือง จะไปกดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย และในถั่วเหลืองยังมีสารไฟโตรเอสโตรเจน (phytoestrogens) อยู่มาก จะออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งสามารถลดจำนวนอสุจิในผู้ชายอีกด้วย หากว่าคุณรับประทานถั่วเหลืองในปริมาณที่มากเกินไป มีผลทำให้เต้านมของคุณใหญ่ขึ้น มีผิวพรรณเนียน สวย ดูดี แต่ข้อเสียที่ตามมาคือ ปัญหาผมร่วง ส่วนเรื่องของผู้ชาย 'จอดสนิท' อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัว

 

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                           พืชมหาเศรษฐี

 

 

 

                                          

 

 

 

มะละกอ พืชเศรษฐกิจมาแรงอีกชนิดหนึ่งของบ้านเรา ที่มาแรงแบบเงียบ ๆ ในชีวิตประจำวันของใครหลายคนมีมะละกอมาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน กับเรื่องอาหารการกิน อย่างส้มตำ ที่ต้องพึ่งพามะละกอเป็นหลัก มะละกอไม่ใช่แค่ทานดิบเท่านั้น ยังมีมะละกอทานสุกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่นดังชาวสวน อ.แม่สอด โกยเงินกับมะละกอ 50 ไร่ วางแผนปลูกให้เก็บได้ในช่วงแพงรับเนื้อ ๆ วันละ 50,000 บาท
 


มะละกอ ไม้ผลกระแสแรงด้วยผลตอบแทนที่น่าทึ่งอย่างมาก ปลูกมะละกอพื้นที่เพียง 10 ไร่ สามารถสร้างเงินล้านได้ไม่ยากเลย เพราะมะละกอจะสามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 3-4 วัน หรือประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 2-3 ตัน รายได้ต่อครั้งประมาณ 2-4 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับราคามะละกอ ยิ่งถ้าวางแผนให้มีผลผลิตเก็บได้ในช่วงมะละกอขาดตลาดด้วยแล้วล่ะก็ เรียกว่าโกยเงินกระเป๋าตุงกันเลยทีเดียวเช่นเดียวกับชาวสวนหัวก้าวหน้ารายนี้ คุณเล็ก แห่งไร่กอทอง ที่ประสบความสำเร็จกับมะละกอ 50 ไร่ ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในวันที่มะละกอขาดตลาดหรือขาดคอ โกยเงินอยู่ตอนนี้จนสามารถตั้งราคาขายได้เลย แม่ค้ามะละกอวิ่งเข้าไปซื้อผลผลิตกันจนต้องต่อคิว เพราะช่วงนี้มะละกอทั่วไปมีผลผลิตน้อย ขณะที่ตลาดมีความต้องการสูง

คุณเล็กบอกว่า ปกติมะละกอจะขาดตลาดตั้งแต่เดือน ก.ค.-ต.ค. ของทุกปี ช่วงดังกล่าวราคาจะสูงถึง 18-30 บาท/กก.(จากสวน) ถ้าจะปลูกให้เก็บในช่วงนี้ได้ก็นับย้อนไป 8 เดือนแล้วปลูก อีกอย่างมะละกอที่จะเก็บได้ในช่วงนั้นจะต้องออก ดอกและติดผลในช่วง มี.ค.-เม.ย. ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดผล มะละกอดอกจะร่วงและติดผลน้อย ต้องมีตัวช่วย คือ การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดน้ำ โชยน้ำช่วยเพื่อเพิ่มความชื้นพร้อมกับให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอ ตรงกับความต้องการ โดยคุณเล็กจะให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง ต้นละประมาณ 400 กรัม ช่วงมะละกอต้นเล็กใช้ 15-15-15 พอมะละกอเริ่มออกดอกเปลี่ยนมาใช้สูตร 8-24-24 เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกดอกและติดผล จากนั้นใช้สูตรนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้มะละกอออกดอกติดผลต่อเนื่อง ส่วนทางใบพ่นปุ๋ยน้ำสูตร 13-3-43 พร้อมกับแคลเซียม-โบรอน จะช่วยส่งเสริมให้มะละกอมีผลผลิตตลอด

มะละกอคุณเล็กเพิ่งเริ่มเก็บผลผลิต ปริมาณยังไม่มาก เก็บวันละ 4 ตัน (1 คันรถ) ราคาตอนนี้จากสวน 13-14 บาท/กก. คาดว่าเดือนหน้าน่าจะเก็บผลผลิตได้มากขึ้นเป็นวันละ 8 ตัน (2 คันรถ) และราคามะละกอน่าจะขยับสูงขึ้นกว่านี้เพราะทุกปีช่วงนั้นราคามะละกอจะอยู่ที่ 20-25 บาท/กก. ลองกดเครื่องคิดเลขดูละกันว่าคุณเล็กจะมีรายได้วันละเท่าไหร่ นอกจากนี้คุณเล็กยังปลูกพริกแซมในแปลงมะละกออีก 20 กว่าไร่ เก็บพริกขายมาตั้งแต่ 3 เดือนหลังปลูกจนถึงตอนนี้ก็เหยียบล้านแล้ว

คุณเล็กบอกว่า มะละ กอเป็นไม้ผลที่น่าลงทุนที่สุดเพราะดูแลไม่ยาก ขอเพียงเข้า ใจและดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น มะละกอไม่กี่ไร่ก็สามารถสร้างเงินล้านได้ไม่ยากเลย.
 

 

ที่มาภาพและเนื้อหาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

เทคนิคการปลูกมะละกอให้ลูกดก

 


 

คลิ๊กที่ภาพ

 

 

 

 

 

คุณ พ่อสมพงษ์ จ. ขอนแก่น แนะนำว่าควรมีการเตรียมดินอย่างดี เช่นก่อนที่จะปลูกต้องมีการไถพรวนดินแล้วใส่ปุ๋ยคอก ก่อนที่จะนำต้นกล้ามาปลูกลงดินที่เตรียมไว้ เด็ดรากแก้วออกแล้วนำปูนขาวทา จะทำให้มะละกอได้ผลดก สิ่งที่สำคัญ คือน้ำ อย่าให้ขาด เพราะจะทำให้ต้นมะละกอเฉาได้ วิธีการปลูก
มะละกอสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกสภาพ แต่ที่สำคัญจะต้องเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ ขัง แฉะ เพราะมะละกอเป็นพืชที่ไม่มีความ ทนทาน ต่อการถูกน้ำท่วม

ความเชื่อของคนอีสาน

ใช้ผ้าถุงห่มให้ต้นมะละกอตัว หรือ ใช้กระดูกสัตว์ตอกเข้ากลางลำต้น ... วิธีหลังมะละกอกลัวตายมากกว่า ก็จะให้ลูกดอก อิอิ


เพิ่มยอดมะละกอ....โดยตัดต้นมะละกอสูงประมาณ50เ็นต์และวบำรุงต้นจะเกิดยอดออกมาข้างๆหลายกิ่ง..ต้นเตี้ยด้วย

การทำให้มะละกอติดลูกดกนั้น อาจจะทำให้ต้นโทรมเร็วหากดูแลไม่ถูกวิธี แต่การทำให้มะละกอติดลูกติดต่อกันหลายปีนี่สิน่าสนใจนะครับ ขอแนะนำเทคนิคการทำสาวให้มะละกอของ คุณสนอง เศษโม้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.มหาสารคาม บอกว่าหลังจากที่เกษตรกรได้เก็บผลผลิตมะละกอรุ่นแรกไปแล้ว ควรจะทำสาวด้วยการตัดต้นมะละกอแล้วเลี้ยงยอดใหม่ ซึ่งหลังจากตัดต้นไปแล้วเพียง 3 เดือน ยอดใหม่ที่แตกออกมาจะเริ่มออกดอกและติดผลตรงตามสายพันธุ์เดิมและเก็บผล มะละกอดิบได้ในเดือนที่ 4 หลังจากตัดต้น เทคนิคในการทำสาวให้มะละกอให้ตัดต้นมะละกอให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร (เผื่อลำต้นมะละกอจะต้องผุเปื่อยเน่าลงมาอีกประมาณ 1 คืบ) แต่เกษตรกรจะต้องช่วยเจาะรูให้น้ำมีทางระบายออกจากลำต้นด้วย ในการทำสาวเพื่อจะให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดีควรทำในช่วงฤดูฝน หลังจากตัดต้นมะละกอเสร็จแล้ว


หลังจากตัดต้นมะละกอเพื่อทำสาวเสร็จเกษตรกรจะต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 หรือสูตรตัวหน้าสูง เช่น 32-10-10 และใส่ปุ๋ยคอกเก่าร่วมด้วย มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจะมียอดมะละกอแตกออกมาใหม่หลายยอดให้คัดเลือกยอดที่สมบูรณ์ที่ สุดเหลือไว้เพียงยอดเดียวเท่านั้นเพื่อไม่ให้ยอดเจริญแข่งกัน
 

ต้นมะละกอที่มีการทำสาวทุกปีจะมีการติดดกเหมือนกับต้นมะละกอปลูกใหม่ซึ่งผิด กับต้นมะละกอที่ไม่เคยทำสาวเลยจะมีการออกดอกและติดผลน้อยลง สำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะละกอในเชิงพาณิชย์ จะสามารถกำหนดการให้ผลผลิตด้วยวิธีการทำสาวกำหนดให้ต้นมะละกอมีผลผลิตขายได้ ในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมเรื่อยมาจนถึงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งราคามะละกอดิบเพื่อใช้ ส้มตำในช่วงเวลาดังกล่าวจะเฉลี่ยสูง


ต้นไม้ก็เหมือนคนเรานั้นแหละค่ะ ถ้าต้องการให้พืชโตเร็วให้ผลผลิตมากๆเราก็ต้องมีวิธีบำรุงมันด้วย หรืออาจจะให้อาหารเสริมสำหรับพืชด้วย อย่างนี้เราต้องการให้มะละกอนั้นผลดกถ้าเร่งมะละกอมากเกินไปอาจจะทำให้มัน โทรมจนแก่ตายได้นะค่ะ ดังนั้นเราก็ต้องให้อาหารจานด่วนกับมะละกอด้วยแหละ หนูได้สูตรนี้มาจากอาจารย์ที่เชียวชาญด้านการปลูกพืชมาจากอาหารจานด่วน


วิธิทำ
1. ไข่ไก่ 1 ฟอง กระเทาะเปลือก ตีให้เข้ากัน
2. น้ำ 20 ลิตร
3. ปุ๋ยยูเรีย 20 cc
4. จูลินทรีย์หน่อกล้วย 4 ช้อนแกง
5. นำส่วนประกอบทั้งหมดมาหมักรวมกัน 7 วัน ก็สามารถใช้การได้

วิธีใช้
1. สามารถใช้ผสมจูลินทรีย์หน่อกล้วย ในปริมาณ 20 cc /จูลินทรีย์หน่อกล้วย 20 cc/ น้ำ 20 ลิตร ก็ได
2. ใช้เฉพาะอาหารจานด่วนก็ได้ 20 cc/ น้ำ 20 ลิตร



เทคนิคและวิธีการทำให้มะละกอลูกดกดังนี้

โดยเริ่มจากการเตรียมดินให้มีความอุดมสมบรูณ์ก่อน และก่อนย้ายกล้าที่เพาะไว้ลงปลูกในแปลง คุณพ่อจะใช้ภูมิปัญญาเก่าๆ ที่สืบทอดกันมาทำให้มะละกอเป็นต้นกระเทยเสียก่อน โดยการตัดรากแก้วออกให้เหลือประมาณ 2 ข้อมือ แล้วนำต้นมะละกอลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ วิธีนี้นอกจากจะทำให้มะละกอติดลูกดกแล้ว ยังทำให้มะละกอโตเร็ว เก็บผลผลิตได้เร็วขึ้น 1 เดือน ทั้งยังติดลูกดกทุกต้นด้วย

ดินต้องดีมีประสิทธิภาพก่อนด้วยการเพื่อจุลินทรีย์ในดินด้วยการราด
น้ำหมัดชีวภาพ  ประการที่ 2 ให้เพื่อต้วแคลเซียมให้โดยเปลือกกุ้ง
เปลือกปู หอย ที่เรากินแล้ว มาทิ้งไว้โค้นต้นเพื่อเป็นปุ๋ยต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]

เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงใจ


 


"..เพื่อหมู่เฮา..ต้องสู้เค้าน๊าาา หล่า เอ๊ย ... "

"..กลางดงตีน ปีนเกาะกลาง อย่างนางเอก
เป็นปัจเจก เอกนารี ขี่ม้าขาว
โดนกลุ้มรุม ทุ่มทุนทุบ ให้ยุบยาว
ฝ่าร้อนหนาว อีกคราวฝน สู้ทนเอา

ทั้งซ้ายขวา มาหน้าหลัง ทั้งอีแอบ
เสียงแหบๆ แอบมาสั่ง ให้พลั้งถอย
อีกกองทัพ สดับเลี่ยง อย่าเสี่ยงคอย
ศาลก็พลอย ค่อยพยัก หักตาเดิน

เหมือนละคร ตอนผู้ร้าย หมายข่มเหง
ดั่งบทเพลง บรรเลงซ้ำ ย้ำบาดแผล
ดูคล้ายๆ หนังมันเศร้า เราอ่อนแอ
ทองเนื้อแท้ หาแพ้ไม่ แม้ไฟรุม

ท่ามกลางทุกข์ สุขยังมี ที่ได้เห็น
ดั่งน้ำเย็น เช่นประพรม ให้ข่มไหว
ผู้คนรัก ปักศรัทธา คือยาใจ
ต่างอวยชัย ให้ใจอยู่ สู้เพื่อเรา.."

 
 
 
 
 
 
 
[​IMG]
 
 

 

[​IMG]

 

 


 

 

[​IMG]

 

 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

[​IMG]

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

guest

Post : 20/03/2014 18:38     Forum: ข่าวเด่นประเด็นดัง  >  ยูเครน รัสเซีย ไครเมืย

 

 

 

 

 

                       

 

 

 

 เพลงนี้มีชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า " ฉันถามต้นแอช " เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์รัสเซียเรื่องหนึ่ง เวอร์ชั่นนี้ร้องโดยเซรเกย์ นิกิติน เนื้อหาตอนท้ายชวนขำเล็กๆ ผมลองแปลมาให้ไม่่รู้ผิดหรือถูกอย่างไร ลองอ่านดูครับ

ฉันถามต้นแอชว่าสุดที่รักข้าอยู่ไหน
ต้นแอชไม่ตอบได้แต่ส่ายหัว
ฉันถามต้นป็อปล่าร์ว่าแฟนข้าอยู่ไหน
ป็อปล่าร์แค่โปรยปรายใบไม้ใส่ฉัน

ฉันถามฤดูใบไม้ร่วงว่าหวานใจข้าอยู่ไหน
ฤดูใบไม้ร่วงตอบมาด้วยสายฝนโปรย
ฉันเลยถามสายฝนว่าดวงใจข้าอยู่ไหน
เม็ดฝนจิ๋วแค่ปรอยโปรยนานเนิ่นที่หน้าต่าง

ฉันถามจันทรา ว่าคนรักข้าอยู่ไหน
จันทราหนีเข้าหมู่เมฆา แล้วก็ไม่ตอบ
ฉันถามหมู่เมฆา ข้าตามหานวลนาง
หมู่เมฆสลาย หลบหายในท้องฟ้าคราม

เพื่อนเอ๋ย เพื่อนข้า สุดที่รักข้าอยู่ที่ใด
บอกหน่อยเถิด นางไปหลบอยู่ที่ใด นายรู้ไหม

เพื่อนตอบอย่างเปิดใจ ใสซื่อ
เคยเป็นสุดที่รักของแก เคยเป็นหวานใจของแก
เคยเป็นดวงใจของแก แต่ตอนนี้เป็นเมียข้าแล้ววะ

 

 

 

 เมื่อวันที่ 17 นี้ รัสเซียได้ ติดตั้ง S400 รอบๆ Moscow

และ
วันที่ 19 นี้ กองทัพอากาศรัสเซียซ้อมรบขนาดใหญ่ ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
โดยเน้นการโจมตี ด้วย SU-34 and SU-34M

รัสเซียคงพร้อมแล้วสำหรับสงคราม
แต่ us พร้อมหรือยัง ??

แต่น่าเห็นใจทหารยูเครน ทำอะไรไม่ได้เลย

 

 

 

เนื่องจากว่าตอนที่มีการลงประชามติขอแยกตัวเป็นเอกราชของไครเมีย ใด้มีทหารเรือยูเครนที่ประจำการอยู่ในฐานทัพ
เมืองเซวาสโตปอล แปรพรรคเข้าร่วมกับรัสเซียเป็นจำนวนมาก ทำให้ยูเครนต้องเสียเรือรบไปไม่น้อยกว่า 20-30ลำ

ทำให้กำลังรบทางเรือของยูเครนหดหายไปกว่าครึงหนึ่งเลยที่ ดังนั้นพวกรัสเชียสจึงไปจับตัว ผบ.ทร.เอาง่ายๆที่บ้านพัก
แกเลย

 

 


 

 

1. ยูเครนประกาศให้คืนตัวประกันภายใน 3ชั่วโมง (บัดนี้ล่วงเลยเวลาแล้ว)
2. เตรียมหารือกับ UN เพื่อขอให้ไครเมียเป็นเขตปลอดทหาร
3. ประกาศเป็นรัฐเอกราช(ไม่แน่ใจข้อมูลได้ยินไม่ชัด) และเตรียมตัวซ้อมรบกับ สหรัฐ
4. ชาวรัสเซียที่จะเข้ามาในยูเครนจะต้องทำวีซ่า
5. ไทยออกแถลงการณ์สรุปความได้ว่า ไทยติดตามข่าวและเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์

 

 

 

 

 

าพข่าวการกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคารที่ผ่านมา ของประธานาธิปดีปูติน ที่ไครเมีย
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
 

คำพูดเด่นๆในสุนทรพจน์มี "ตะวันตกถูกนำโดยอเมริกาที่ชอบไม่ทำตามกฏหมายระหว่างประเทศ แต่ชอบใช้อาวุธเป็นกฏ"

 

 


"พวกเขากล่าวว่าเราละเมิดกฏหมาย โชคดีที่พวกเขายังระลึกได้ว่ายังมีมันอยู่ ดีกว่าพูดตอนสายไป"


 

 

"ยิ่งคุณกดปริงแรงเท่าไหร่ มันยิ่งจะเด้งกลับแรงเท่านั้น จงจำสิ่งนี่ไว้"


เพิ่มเติมข่าว การตอบโต้ของรัสเซียอย่างแรกต่อยูเครนเพิ่มราคาก๊าซ จากเดิม 360-370us dol/1000 คิวบิกเมตร เป็น 500 us dol /1000 คิวบิก เมตร โดยจะเริ่มใช้ราคาใหม่ตั้งเเต่วันที่ 10 เมษาเป็นต้นไป

 

 จริงๆผมมองว่า US+NATO ไม่กล้าอยู่แล้วครับ
เป็นเหมือนเสือกระดาษซะมากกว่า ได้แต่ขู่นั่นขู่นี่
ใจจริงแล้ว US มันกลวงมากเลยนะ
พิมพ์เงินเป็นว่าเล่น หนี้ก็ไม่รู้เท่าไหร่
เศรษฐกิจยังไปไม่รอดเลย ถ้าเกิดสงครามผมมองว่าสหรัฐเละตั้งแต่เริ่มสงครามค่าเงินละครับ
ลองคิดเล่นๆ รัสเซีย จีน อินเดียทิ้งดอลล่า ขายน้ำมันเป็นทอง
คนจะแห่ซื้อทอง ความน่าเชื่อถือของดอลล่าจะหมดไป และทำให้จีนยิ่งมีอำนาจ เข้าทางจีนเลย


ผลักดันหยวนเป็นเงินสกุลหลักแทนดอลล่า และลองดูพันธมิตรของรัสเซีย จีนเงี๊ย อินเดียเงี๊ย
ดูประชากรแต่ละประเทศ เกิดสงครามมีเทคโนโลยียังไงก็ไม่ไหวหรอก
ถ้าไม่ยิงนิวเคลียร์ล้างโลก ยังไงก็มองว่า NATO+US ก็สู้ไม่ไหว

ปล.ผมเกลียดการแทรกแซงทางการเมืองUS ทีการเมืองไทยละอยากจะช่วยจังเลย
แต่พอมีเรื่องผู้ลี้ภัยที่เข้ามาในไทยไม่เห็นแสดงท่าทีอยากจะช่วยสักกะติ๊ด

 

 

 

เมื่อสื่อใหญ่ของอเมริกาเขียนถึงกองทัพรัสเซีย อเมริกายังต้องตะลึงกับประสิทธิภาพของกองทัพรัสเซีย
Cr:วอชิงตันโพสต์. แปลโดย FB.สมาคมนิยมอาวุธรัสเซีย



19/14/2013
กองทัพรัสเซียยุคใหม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้อ่อนแอ
-บทความจากนักวิเคราะห์ David Ignatius ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์

พวกเขาได้จัดระเบียบและมีระเบียบวินัยด้วยความเป็นมืออาชีพซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการนองเลือดในไครเมีย หลักฐานจากภาพถ่ายที่ปรากฏออกมาแสดงให้เห็นถึงการทำงานของทหารรัสเซียในแหลมไครเมียซึ่งได้ข้อสรุปดังต่อไปนี้

 



พวกเขาทำงานที่เป็นความลับภายใต้เครื่องแบบที่ไม่มีเครื่องหมายและมักจะปิดบังใบหน้าของพวกเขา พวกเขาจะมีระเบียบวินัยและความมุ่งมั่น

 



ปฏิกิริยาทางการทูตต่อการการแทรกแซงของรัสเซียในไครเมียยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อำนาจของเพนตากอนได้เริ่มลดลงและเริ่มมีการประเมินผลของบทเรียนที่ได้รับ ทำให้ว่าการกระทำของรัสเซียในไครเมียได้กลายเป็นบทเรียนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการปฏิบัติงานของกองกำลังพิเศษเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่จำกัดอย่างเคร่งครัด

 




 

"สำหรับกองทัพรัสเซีย สิ่งที่ทำให้ผมตะลึงมากที่สุดคือระดับของความมีวินัยในการฝึกอบรมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพวกเขา", -ผู้อำนวยการบริหารผลประโยชน์ของชาติ Paul Sanders กล่าว

"แรกเริ่มสำหรับวิกฤตในไครเมียมีทหารรัสเซียอยู่ประมาณ 15,000 คน แต่พวกเขาก็ส่งทหารกว่า 5,000 คนเข้าไปเพิ่มอีกโดยใช้เวลาไม่นาน"

นักวิเคราะห์ทางทหารกล่าวว่าได้สังเกตเห็นคุณสมบัติที่น่าสนใจบางอย่างของการใช้งานทหารรัสเซียในภารกิจแทรกแทรงไครเมียอย่างเห็นได้ชัดแต่เต็มไปด้วยความลับโดยประธานาธิบดีปูติน อดีตผู้พันสายลับเคจีบี

วันที่ 4 มีนาคม ปูตินได้แถลงข่าวปฏิเสธว่ากองกำลังในไครเมียไม่ใช่ทหารรัสเซีย
"ไปที่ร้านกับผมถ้าคุณข้องใจเรื่องชุดทหาร ที่นั่นมีขายทุกแบบที่คุณต้องการ " - เขาตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ซึ่งต่อมาในวันที่ 5 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Sergei Shoigu ก็ได้ออกมายืนยันสนับสนุนคำพูดของผู้นำว่า "ไร้สาระที่สุด กับรายงานที่ว่ากองทัพรัสเซียบุกแหลมไครเมีย"

 




การแถลงข่าวปฏิเสธความจริงเป็นประโยชน์มาก รัสเซียมีการจัดการด้วยความรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาการแทรกแทรงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้ปูตินไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีการนองเลือด

นอกจากนี้ปูตินได้แสดงความเต็มใจที่จะกล้ารับความเสี่ยง
"แม้ยังไม่มีการนองเลือด แต่ปูตินก็ไม่สามารถรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ นั่นคือเหตุผลที่ระเบียบวินัยของทหารรัสเซียเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้น ความเป็นมืออาชีพของพวกเขาจะลดความเสี่ยงของการเกิดเหตุไม่คาดฝัน" - นักวิเคราะห์กล่าว

 




สุดท้ายปูตินได้จัดทำกฎหมายรองรับสำหรับการแทรกแซงยูเครนในการปกป้องประชาชนของพวกเขาและประชากรพูดภาษารัสเซียในยูเครน แต่รูปแบบของพฤติกรรมนี้นักวิเคราะห์กล่าวว่าสามารถใช้ได้กับทั้งประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ใช่เพียงยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ามีโอกาสน้อยที่ปูตินจะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นลัตเวียลิ ทัวเนีย การดำเนินการเช่นนี้กับประเทศสมาชิกนาโต้จำเป็นต้องใช้ทหารมากกว่าเดิม ขณะที่พันธมิตรนาโตต่างก็แสดงท่าทีเตรียมพร้อมในการป้องกันสมาชิกตามระเบียบข้อ 5 ของนาโต้ ซึ่งความเสี่ยงนี้ปูตินอาจจะยังไม่พร้อม

การดำเนินงานที่ดีในแหลมไครเมียแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงคุณภาพและการฝึกอบรมของกองทัพรัสเซียใน 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งแตกต่างจากในเชชเนียและจอร์เจีย เป็นที่ชัดเจนว่ารัสเซียจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปกองทัพ

"กองทัพรัสเซียได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้อ่อนแอ พวกเขาได้รับการฝึกฝนอย่างมาเป็นดี ดำเนินการอย่างสุขุมรอบคอบและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติการในพื้นที่ที่จำกัด เป็นที่ชัดเจนว่าปูตินไม่ได้หยุดประลองยุทธ์กับนาโตที่พากันส่งสัญญาณความพร้อมในการปกป้องพันธมิตรที่เป็นของตน แต่ไม่ได้แสดงความพร้อมที่จะหยุดรัสเซียที่ปฏิบัติการในภูมิภาคที่อยู่ใกล้เคียงกับพันธมิตร "

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
 

 

 

 "ไครเมีย" กับ "ลีโอ ตอลสตอย" (บทความนี้ว่าด้วยประวัติศาตร์และแรงจูงใจที่ ปูตีนต้องการยึดครองดินแดนไครเมีย)
วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:35:00 น. โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 มีนาคม 2557



วาสิลี อัคซีโยนอฟ ประพันธกรรัสเซียน เคยตั้งคำถามผ่านนวนิยายชื่อ "ดิ ไอส์แลนด์ ออฟ ไครเมียŽ" ไว้ตั้งแต่ปี 1979 ว่า ไครเมีย ซึ่งตามท้องเรื่อง "เป็นอิสระและเป็นกลาง"Ž จะคงความเป็นอิสระจากลัทธิ ซาริสม์ คอมมิวนิสม์ และอิมพีเรียลิสม์ อยู่ได้นานเท่าใด

เมื่อคำนึงถึงปรารถนาและเจตนารมณ์ของ "คนรัสเซียŽ" ทั้งในและนอกไครเมีย!

คำถามนี้ยังคงมีนัยสำคัญอยู่แม้แต่ในยามนี้ แม้ว่า "ดิ ไอส์แลนด์ ออฟ ไครเมียŽ" จะเป็นจินตนาการ เป็นแฟนตาซี โดยแท้ก็ตามที

เมื่อ วิคเตอร์ ยานูโควิช ถูกขับพ้นตำแหน่งประธานาธิบดียูเครนในกรุงเคียฟ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ วิกฤตไครเมีย เขตปกครองพิเศษที่เพิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของยูเครนอย่างเป็นทางการในปี 1954 ที่ผ่านมานี่เอง

ไครเมีย มีประชากรอยู่ราว 2 ล้านคน แม้จนกระทั่งบัดนี้ประชากรส่วนใหญ่ยังคงนิยมรัสเซียนั่นเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้ รัฐสภาไครเมีย เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทางการในกรุงเคียฟ อาศัย "กองเรือทะเลดำ"Ž ของรัสเซียในเขตฐานทัพเรือเช่า ที่เซวาสโตโปล เป็นหลังพิง ส่ง "กองกำลังป้องกันตนเองŽ" ที่หลายคนบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็น "ทหารอาชีพŽ" ที่ "เชื้อเชิญเป็นพิเศษŽ" มาจากรัสเซีย กระจายกำลังเข้ายึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการทหารทั้งหลาย ก่อนที่ประกาศทำประชามติ เพื่อกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย

ด้วยเหตุผลบังหน้าที่ว่า เพื่อเป็นการปกป้องประชาชนเชื้อสายรัสเซียจากกองกำลังที่เป็นสมุนต่างชาติและขบวนการชาตินิยมที่ยึดอำนาจได้สำเร็จผ่านการรัฐประหารในกรุงเคียฟ

มองจากมุมของทางการเคียฟ นั่นเท่ากับเป็นการก่อกบฏเพื่อแบ่งแยกดินแดน แม้ในมุมมองที่แตกต่างออกไปรวมทั้งแม้แต่ในไครเมียเอง การกระทำดังกล่าวก็ล่อแหลมอย่างยิ่ง สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการกลายเป็นชนวนของสงครามครั้งใหม่ สงครามใหญ่อีกครั้งแห่งไครเมีย แล้วทำไมต้องเทเดิมพันกันมากมายขนาดนั้น?

อาจบางทีคำตอบมีอยู่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของคาบสมุทรไครเมีย!

ประวัติศาสตร์แห่งไครเมียยืดยาวเนิ่นนานลงลึกไปในอดีต เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน สั่งสมทับถมหลายชั้นด้วยวัฒนธรรมหลายหลากนานัปการ นับตั้งแต่เริ่มต้นมีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในยุคหิน พื้นที่แห่งนี้ถูกครอบงำ ยึดครอง และปกครองด้วยอารยธรรมหลากหลายในแต่ละห้วงแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์


ตั้งแต่อารยธรรมเกรโก-โรมัน, การตกอยู่ภายใต้อาณาจักร ไบเซนไทน์, อาณาจักรชนเผ่า เคียวาน รัส, ก่อนตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอูลูส แห่ง โจชิ โอรสองค์โตแห่ง เตมูจิน หรือเจงกิส ข่าน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมองโกล ต่อด้วยการกลายเป็นดินแดนใต้อาณาจักร ออตโตมาน และอยู่ในจักรวรรดิรัสเซียในที่สุด

ไครเมีย ยังเคยตกอยู่ภายใต้การยึดครองของ ติมูร์ เจ้าชายแห่งเปอร์เซียผู้พิชิตมองโกล สถาปนาพื้นที่นี้ขึ้นเป็นอาณาจักรข่าน ในชื่อ ไครเมียน ตาตาร์ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมทุกวันนี้ ยังคงมี ตาตาร์ เป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ในไครเมีย หลังจากที่มีตาตาร์เป็นจำนวนไม่น้อยสูญเสียไประหว่างการกวาดล้างของ โจเซฟ สตาลิน และผ่านการเนรเทศหมู่ครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตาตาร์ ในไครเมียกลับยืนอยู่ข้างเดียวกันกับกลุ่มผู้ประท้วงผู้โค่นล้มยานูโควิชในจัตุรัสเอกราช ใจกลางกรุงเคียฟ

คาบสมุทรไครเมีย ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ในยุคของ แคเธอรีน มหาราช ในปี 1783 กลายเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลดำ และมีพื้นที่กว้างขวางให้พัฒนาให้ทันสมัย พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่งรัสเซีย ดำริให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่หรูหราขึ้น 2 แห่งในเมืองชายฝั่งทะเลชื่อ "ยัลตาŽ" พระราชทานนามว่า ลีวาเดีย และ แมสซานดรา

เมื่อสตาลิน จำเป็นต้องหาสถานที่รับรอง วินสตัน เชอร์ชิล แห่งอังกฤษและ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกา ก็เลือกพระราชวังลีวาเดีย เป็นสถานที่รับรองและจัดการประชุมขึ้นที่นั่น ในเดือนกุมภาพันธ์ 1945 ผู้นำสหรัฐอเมริกากระทั่งได้อาศัยพำนักอยู่ในพระราชวังเดิมแห่งนี้

แต่ที่ติดแน่นตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกชาตินิยมรัสเซียทั้งหลาย กลับเป็นเมืองท่าสำคัญอย่าง เซวาสโตโปล เมืองแห่งนี้ในไครเมีย รู้จักกันในรัสเซียในชื่อ "เมืองแห่งความรุ่งโรจน์แห่งชนรัสเซียน"Ž และมีบทบาทสูงมากในการสร้างทัศนคติของคนรัสเซียต่อไครเมีย ว่านี่คือดินแดนที่รัสเซียนควรมีสิทธิใดๆ เหนือใครอื่น

รัสเซีย ทำสงครามอาบเลือดที่เซวาสโตโปลมาแล้วถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกในปี 1854 เป็นสงครามระหว่างจักรวรรดิรัสเซียฝ่ายหนึ่งกับอาณาจักรออตโตมานอีกฝ่ายหนึ่ง ครั้งที่สอง เกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างสหภาพโซเวียต กับนาซีเยอรมัน สงครามทั้งสองครั้งถูกเชิดชู สะท้อนความรุ่งโรจน์ของรัสเซียนออกมาในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่งานจิตรกรรม วรรณกรรม เรื่อยไปจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยหลากหลาย

เซวาสโตโปล ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียถึงขนาดต้องคง "กองเรือทะเลดำ"Ž เอาไว้แม้ในเวลานี้

นิกิตา ครุสเชฟ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต เป็นผู้หยิบยื่นไครเมีย ให้กับยูเครน ในปี 1954 การกระทำครั้งนี้เป็นไปในเชิง "สัญลักษณ์Ž" เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 300 ปีของการที่ยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ครุสเชฟ ผู้นำของสหภาพโซเวียตในเวลานั้น เป็นคนเชื้อสาย "ยูเครนŽ" ไม่ใช่ "รัสเซียŽ"

ไม่ว่าจะเป็นเพียงการมอบให้ในเชิงสัญลักษณ์เพื่อการเฉลิมฉลองหรือไม่ก็ตามที เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายแตกเป็นเสี่ยงๆ ยูเครนก็ยึดถือไครเมีย เป็นส่วนหนึ่งของตนที่ยากจะเปลี่ยนแปลงกลับกลาย แม้จะส่งผลให้คนรัสเซีย ทั้งสามัญชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดานักการเมืองจำนวนไม่น้อยขมขื่นและแค้นเคืองในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาก็ตามที

ดังนั้น จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่กลุ่มแนวความคิดชาตินิยมรัสเซียในไครเมีย เคลื่อนไหวเพื่อดิ้นรนเป็นเอกราช หรือกลับไปอยู่ภายใต้อาณัติของรัสเซียอยู่ตลอดเวลา ความพยายามที่ปรากฏชัดเจนและจริงจังครั้งหลังสุดก็คือ เมื่อเกิดการลุกฮือขึ้นเปลี่ยนแปลงการปกครองในเคียฟในปี 2004 ที่ถูกเรียกขานกันว่า "ปฏิวัติสีส้มŽ" นั่นเอง

ไม่เพียงเกิดความพยายามในไครเมีย ผู้นำส่วนหนึ่งในมอสโก เองก็ดูเหมือนเต็มใจที่จะให้ เซวาสโตโปล หรือกระทั่ง ไครเมีย ทั้งหมดกลับมาอยู่ใต้อำนาจของรัสเซีย จะเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย พูดชัดเจนถึงความเคารพใน "บูรณภาพแห่งดินแดน"Ž ของยูเครน แต่กองกำลังที่เชื่อกันว่าเป็นทหารรัสเซีย ก็บุกเข้ายึด อาคารที่ทำการรัฐบาล กรุงซิมเฟโรโปล และชักธงชาติรัสเซียขึ้นแทนที่ธงชาติยูเครน

แผ่นป้ายผ้าที่นำมาติดหราไปทั่ว สะท้อนความคิดเรื่องนี้ชัดเจน อาทิ "ไครเมียคือรัสเซีย"Ž และ "เราต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับรัสเซียŽ" เป็นต้น

สนามบินสำคัญสองแห่ง ที่เซวาสโตโปล และซิมเฟโรโปล ถูกกองกำลังติดอาวุธเข้ายึดครอง เพื่อรอรับเครื่องบินขนส่งทางทหารของรัสเซียลงจอดในเวลาต่อมา ยานยนต์หุ้มเกราะของรัสเซีย กระจายตัวออกประจำตามตำแหน่งยุทธศาสตร์ในเมืองสำคัญทุกแห่งในไครเมีย


ทั้งๆ ที่สุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อการเกิดปะทะกันขึ้นกับกองกำลังของยูเครน จนอาจลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบขึ้นมาก็ตามทีในแง่หนึ่ง เหตุการณ์ที่ไครเมียครั้งนี้ กับอิทธิพลของรัสเซียในพื้นที่นี้ แทบไม่แตกต่างอะไรกับวิกฤตคล้ายๆ กันที่เกิดขึ้นในบางประเทศในยุโรปตะวันออกก่อนหน้านี้

ทั้งในยุคสงครามเย็น และอีกไม่นานหลังจากนั้น

ในยุคสงครามเย็น สหภาพโซเวียตกระทำการทำนองเดียวกันนี้กับ ฮังการีในปี 1956 และเชโกสโลวาเกีย ในปี 1968 ภายใต้ข้ออ้างว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศ "ร้องขอ"Ž กองกำลังเข้าไปเพื่อปราบปรามการลุกฮือขึ้นก่อจลาจล

แต่เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงอย่างยิ่ง กลับเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่า สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย ในเดือนสิงหาคมปี 2008 เมื่อรัสเซียส่งทหารเข้าไปใน เซาธ์ ออสเซเตีย และอับคาห์เซีย ภายใต้ข้ออ้างว่า เพื่อให้ความคุ้มครองชนเชื้อสายรัสเซียในพื้นที่ตอนใต้ของสาธารณรัฐจอร์เจียดังกล่าวนั้น เหตุการณ์ลงเอยด้วยการที่ เซาธ์ ออสเซเตีย และอับคาห์เซีย แยกตัวเป็นอิสระ ภายใต้การรับรองสถานะอย่างรวดเร็วของรัสเซีย แม้ว่าแทบไม่มีชาติอื่นใดให้การรับรองเช่นเดียวกันนั้นก็ตาม

ในทางปฏิบัติแล้วทั้ง เซาธ์ ออสเซเตีย และอับคาห์เซีย ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียโดยสิ้นเชิงมาจนถึงเวลานี้

นั่นอาจเป็น "โมเดลŽ" ที่ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียต้องการนำมาใช้กับไครเมียในขณะนี้ คือให้มีสถานะเป็นอิสระ แต่พึ่งพาและตอบสนองต่อผลประโยชน์ของรัสเซียอย่างแนบแน่น ในทางสากล ปูติน อาจแย้งได้ว่ารัสเซียไม่ได้ผนวกเอาดินแดนไครเมียมาเป็นของตน แต่ในเวลาเดียวกัน การทำเช่นนี้ก็ทำให้กลุ่มชาตินิยมรัสเซียในไครเมียพึงพอใจ โดยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินแม่รัสเซียโดยตรง

ที่สำคัญ ด้วยวิธีการเช่นนี้ รัสเซียก็จะยังสามารถคง "กองเรือทะเลดำŽ" ของตน ที่มีความสำคัญสูงในเชิงยุทธศาสตร์ไว้ที่เซวาสโตโปลต่อไปได้เหมือนเดิม

ถามว่า สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เห็นพ้องหรือยินดีกับผลลัพธ์เช่นนี้หรือไม่ คำตอบก็คงเป็น ไม่ แต่ถ้าถามต่อไปว่า ทั้งอียูและสหรัฐ เต็มใจและมีศักยภาพเพียงพอต่อการดำเนินการประการหนึ่งประการใดเพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ดังกล่าวได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งกลายเป็น "สงครามเต็มรูปแบบŽ" ขึ้นมา คำตอบก็คงยังเป็นการปฏิเสธเช่นเดียวกัน

อาจบางที ปูตินเองก็ตระหนักใน ความไม่มีน้ำยาŽ นี้เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อวดอานุภาพของตัวเองอย่างเต็มที่เช่นนี้

ลีโอ ตอลสตอย นักประพันธ์เรืองนาม เคยเขียนเอาไว้ในตอนสุดท้ายของงานเขียน 3 เรื่องชุด "เซวาสโตโปล อิน ออกัสต์ 1855Ž" ล้วงลึกลงไปในจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของทหารรัสเซีย หลังพิชิตศึกเอาไว้ว่า

"เมื่อก้าวต่อไปถึงปลายสุดของสะพาน ทหารรัสเซียแทบทุกนายถอดหมวกแก๊ปออก และทำเครื่องหมายกางเขนกับตัวเอง แต่เบื้องหลังสัญชาตญาณที่ว่านี้นั้น ยังคงมีความรู้สึกอีกประการที่กดดันรุนแรงกว่า ลึกล้ำกว่า ดำรงควบคู่อยู่ไปด้วย

"นั่นคือความรู้สึกที่กอปรขึ้นจากความสำนึกเศร้าเสียใจ ความละอาย และความเคียดแค้นชิงชังŽ" หรือนี่คือชัยชนะที่ วลาดิมีร์ ปูติน ต้องการ?!

 

 

 

อรัมภบท


จากวิกฤติการทางการเมืองในยูเครน ที่เริ่มต้นพร้อมๆกับไทย เวลานี้ขณะที่วิกฤติการเมืองไทยยังหาทางออกไม่เจอ แต่วิกฤติการเมืองยูเครนใกล้จะใด้ข้อยุติแล้ว คืออีกไม่นาน แคว้นไครเมียซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองเขตหนึ่งในประเทศยูเครน ก็จะแยกตัวออกมา แล้วเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเชียแน่นอน

การที่ไครเมียเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียนี้ ใด้รับการคัดค้านและต่อต้านจากชาติตะวันตกอย่างหนัก มีการออกมาตราการคว่ำบาตทางการค้าต่างๆโดยชาติที่เป็นพันธมิตรนาโต้ ที่นำโดยอเมริกา งัดออกมาใช้เล่นงานรัสเซีย และนานาชาติมองว่างานนี้รัสเซียแทรกแซงทางการเมืองต่อยูเครนด้วยการส่งกำลังทหารเข้าไป ในระหว่างที่แคว้นไครเมียจะมีการขอลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากยูแครน แต่รัสเชียก็อ้างว่า ที่ส่งกำลังทหารเข้าไปนี่ ก็เพื่อคุ้มครองพลเมืองไครเมีย(มีเชื่อสายรัสเซียเป็นส่วนใหญ่)จากการถูกทำร้ายของ จทน. รัฐบาลยูเครน ชึ่งถูกอเมริกาชักใยอยู่เบื่องหลังอีกที่




ถึงแม้ว่าจะมีการต่อต้านจากนานาชาติอย่างหนัก แต่ประธานาธิปดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเชียก็ไม่ใด้สนใจและนิ่งเฉยต่อมาตราการคว่ำบาตเหล่านี้ ทั้งยังประกาศรับรองการเป็นรัฐเอกราชของไครเมียอย่างรวดเร็วหลังมีการลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจายูแครน และล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญรัสเซีย ยังประกาศรับรองการผนวกดินแดนไครเมียเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียแล้วอย่ารวดเร็ว อีกเช่นกัน

ทำไม่ถึงเป็นอย่างนี้ นักวิเคราะห์หลายคนพยายามอธิบายท่าที่ ที่เย็นชา และแข็งกร้าวของ ปูตีน ต่อมาตราการคว่ำบาตของชาติตะวันตก นักวิเคระห์การเมืองของอเมริกาหลายคนมองว่า ปูตีน ทะเยอทะยาน ต้องการที่จะสถาปนา สหภาพโชเวียตที่ 2 ขึ้นมาในชื่อ "สหภาพยูเรเชีย" บางคนวิเคราะห์ไปใกลถึงขนาดว่า ปูตีน รับเอาแนวคิดทำลายความมั่นคงของยุโรปตะวันตกมาจากฮิตเลอร์ เพื่อต้องการที่จะจัดระเบียบโลกใหม่

แต่ก็ยังมีคนที่มองอย่างเป็นเหตุเป็นผล อย่างนายยูจีน รูเมอร์(อดีต CIA ที่ดูแลเรือง รัสเซีย-สหภาพยูเรเซีย และงานการข่าว)มองว่าถ้าจะเข้าใจ ปูตีน ต้องมองไปที่ประวัติศาตร์ของไครเมียและรัสเชีย ที่ผูกพันกันมายาวนาน และแทนที่จะสร้าง สหภาพยูเรเซีย ขึ้นมาสิ่งที่ปูตีนต้องการน่าจะเป็นการมี รัฐกันชน เพื่อป้องกันการปิดล้อมทางยุทธ์ศาตร์ของชาติพันธมิตรนาโต้มากกว่า

ดังจะเห็นใด้ว่าช่วงหลังจากการล้มสลายของสหภาพโชเวียต อเมริกาและชาติตะวันตกต่างก็เข้ามามีบทบาทต่อประเทศลูก ที่แยกตัวออกมาจากโชเวียต อิทธิพลของอเมริกานั้น มีทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านการทหาร โดยด้านการทหารนั้นอเมริกา มีการส่งกองกำลังเข้ามาประจำการในหลายประเทศอดีตสหภาพโชเวียต ทั้งยังจะมีการสร้างฐานทัพ ฐานยิงจรวดมิสไซส์ ซึ่ง ปธน. ปูตีน มองว่าสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย และเป็นความพยายามที่จะปิดล้อมรัสเซียทางยุทธศาตร์

 



 

ดังนั้นรัสเซียจึงมองว่าเป็นความชอบธรรมแล้วที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปในยึดครองเอาไครเมีย อีกทั้งประชาชนชาวไครเมียซึ่งส่วนใหญมีเชื่อสายรัสเชียก็ต้องการจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียอยู่แล้ว(ทำประชามติชนะด้วยคะแนน97%) และที่สำคัญไครเมียเป็นจุดยุทธ์ศาตร์สำคัญทางทหารของรัสเชีย ในอดีตรัสเชียก็เคยทำสงครามอาบเลือด ที่แหลมไครเมียนี้มาแล้วสองครั้ง

ความสำคัญทางยุทธศาตร์ของแหลมไครเมีย

แหลมไครเมีย ( Crimea ) เป็นรัฐที่อยู่ทางตอนเหนือของทะเลดำ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่แปลกตาล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาหินปูน เรียบชายฝั่งเป็นระยะทางยาว มองดูแล้วสวยงามยิ่งนัก สภาพอากาศส่วนใหญ่เป็นภูมิอากาศแบบ เมดิเตอร์เรเนียน เป็นลักษณะภูมิอากาศอบอุ่นในฤดูหนาวและร้อนจัดในฤดูร้อนมีปริมาณฝนปานกลางและตกในฤดูหนาว ด้วยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยจึงทำให้มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นภายในประเทศ

แหลมนี้มีเมืองท่าสำคัญคือเมือง เซวัสโตปอล ( Sevastopol ) และ ยัลตา(ัyalta) สองเมืองนี้เป็นแหลงท่องเทียวที่มีชื่อเสียงมีรีสอร์ทหรู และเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญมาตั้งแต่อดีตแล้ว โดยเฉพาะเมือง เซวัสโตปอล นั้นชาวรัสเซียถึงกับขนานนามให้ว่า"เมืองแห่งความรุ่งโรจน์แห่งชนรัสเซียน"Žเพราะประเทศมีประวัติศาตร์ที่พูกพันกันเมืองนี้มาก

 




ด้วยความที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ในภายหลังจากการล้มสลายของสหภาพโชเวียตแล้ว รัสเซียก็ยังคงกองเรือทะเลดำเอาใว้ที่เมืองนี้ โดยการขอเช่ายูเครนสร้างฐานทัพเรือ เซวัสโตปอลจึงเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่กองทัพเรือยูเครนและกองเรือทะเลดำของรัสเซีย ความสำคัญด้านการค้าและการต่อเรือของท่าเรือเซวัสโตปอล จึงเติบโตขึ้นภายหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายแล้วเป็นอย่างมาก แม้จะประสบความยากลำบากที่มาจากการควบคุมท่าเรือและสะพานเทียบเรือร่วมกันของทหารทั้งสองฝ่าย แต่ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว

เพราะการที่รัสเซียยึดเอาไครเมียมาใด้ ก็เท่ากับยึดครองเส้นทางเดินเรือและน่านฟ้า เหนือทะเลดำเอาใว้ใด้ทั้งหมด ทำให้แผนการปิดล้อมรัสเซียของชาติพันธมิตรนาโต้ต้องล้มสลายลงไปทันที่ อีกทั้งด้วยแสนยานุภาพของกองทัพรัสเซีย อเมริการและชาติพันธ์มิตรนาโต้(North Atlantic Treaty Organzation : NATO) ก็อาจมองว่าการยึดตรองไครเมียนี้ เป็นคุกคามต่อความมั่นคงของนาโต้ก็ใด้ มาดูกันว่าแสนยานุภาพอะไรของรัสเชียที่นาโต้หวั่นเกรง

แสนยานุภาพกองทัพรัสเซีย

-ระบบจรวดมิสไซส์ป้องกันจากพื้นสู่อากาศระยะใกล S-400 Triumf ระบบนี้คล้ายๆ ระบบแพทริออตของอเมริการ แต่มีความแม่นยำสูงกว่ามาก(แพทริออต บางที่ก็ยิงพวกเดียวกันอยู่บ่อยๆ) แน่นอนว่าเพื่อการต่อต้านอากาศยานสมัยใหม่ต้องมีระบบการจับเครื่องบินที่สามารถล่องหนหลบหลีกเรดาห์ได้ ซึ่ง S-400 Triumf ก็สามารถทำได้ ซึ่งสามรถตรวจจับและยิงเป้าหมายในระยถึง400กิโลเมตร รวมทั้งยิงจรวดร่อนในระยะทางได้ถึง3500 กิโลเมตร ระบบมิสไซส์นี้พี่งจะพัฒนาสำเร็จใหม่ๆดังนั้นจึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก( รุ่นก่อนหน้ามันเรียกว่า S-300 )ล่าสุดมีคนเห็นมันอยู่ที่เมือง เซวัสโตปอล


ของในรถนี้ว่ากันว่ามันคือเรดาร์ 96L6E ของ S-400

มาดูอนุภาพของมันจากคลิปนี้


-ระบบมิสไซส์โจมตีจากพื้นสู่อากาศระยะกลาง แบบจรยุทธ์ " CLUB-K คอนเทนเนอร์ " มันสามารถที่จะทำลายทั้งเป้าหมายภาคพื้นดินและเรือรบทุกแบบได้ในระยะทางถึง 300 กิโลเมตร ในวงการทหารขนานนามให้มันว่า"มือสังหารเรือบรรทุกเครื่องบิน"



ถ้าหากมันเข้ามาอยู่ในไครเมียจริง มันจะสามารถโจมตีอย่างร้ายแรงต่อเป้าหมายใดๆก็ตามที่อยู่ในระยะ 300 กิโลเมตรภายในไม่กี่นาที คุณสมบัติของระบบขีปนาวุธนี้คือเคลื่อนย้ายและบำรุงรักษาได้ง่าย สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถยิงจากที่ใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นบนกระดานเรือสินค้าหรือจากรถรางหรือบนพื้นดินหรือแม้กระทั่งจากรถบรรทุกธรรมดาซึ่งนอกจากการใช้ง่ายที่แสนสะดวกมันยังเป็นอุปกรณ์ที่มีระบบที่ทันสมัยมาก สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ.


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิปแสดงการทำงานของ Club-k

-ระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือรบระยะไกล Bastion-P ภาพถ่ายจากเมืองเซวัสโตปอล

 

ชุดเต็มมันจะเป็นแบบนี้
ระบบป้องกันชายฝั่ง Bastion-P นี้จะติดตั้งอยู่บนรถบรรทุกทำให้มีความคล่องตัวในการใช้งาน และสามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปยังจุดป้องกันได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ระบบป้องกันชายฝั่ง Bastion-P ใช้ขีปนาวุธ P-800 Yakhont (SS-N-26) Supersonic Anti-Ship Cruise Missile มีระยะยิง 300 กิโลเมตร ติดหัวรบน้ำหนัก 200 กิโลกรัม ความเร็วประมาณ 2.5 มัค และที่สำคัญมีความสามารถในการลอยตัวเหนือผิวน้ำในระยะต่ำเพียง 2-3 เมตร จึงยากต่อการตรวจจับด้วยเรดาห์ และทำลายมัน


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
รัศมีทำการของBastion-P เมื่อประจำการในไครเมีย


ระบบจรวดต่อต้านอากาศยานภาคพื่นดินระยะใกล้ Pantsir-S1 หรือ SA-22 Greyhound.
ภาพนี้ก็ถ่ายใด้ที่เมืองเซวัลโตปอล

ดูชัดๆมันจะเป็นแบบนี้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

และที่ขาดไม่ใด้เลยคือทหารรัสเซีย ซึ่งในวันที่จะมีการลงประชามติแยกตัวของไครเมีย รัสเซียก็ใด้ส่งทหารเข้าไปประจำการในไครเมียอยู่ก่อนแล้ว โดยอ้างว่าเป็นกองกำลังป้องกันตัวเองของรัฐบาลไครเมีย(ซึ่งแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเอง)ดังรูป
รูปด้านบนคือทหารรัสเซียในเครืองแบบการรบสมัยใหม่ ด้านล่างคือกองกำลัง(แอบอ้าง)ของไครเมีย




นี้คือหน่วยรบพิเศษ New Spetsnaz uniforms.ของรัสเซีย

สองภาพนี้แสดงการรบของทหารรัสเซียยุคใหม่ที่ใช้วิทยุสือสารแบบเข้าระหัสซับช้อนR-168E "Aqueduct"

ภาพนี้อธิบายการทำงานของมัน



ยังมีเรือรบ รถถัง รถยานเกราะ เครื่องบิน ฯลฯ..อีกมากที่ไม่ใด้เอามาโพสลง แต่ขอย้ำว่าอาวุธต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นของใหม่ ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ยังไม่ถึงสิบปีเลย บางอย่างพึ่งจะสร้างเสร็จรัสเซียก็ส่งเข้าประจำการ ที่แหลมไครเมียเลย นั้นแสดงให้เห็นถึงความ "เอาจริง"ของรัสเชียที่ต้องการผนวกดินแดนไครเมียมาเป็นของตนให้ใด้

แต่มองอีกด้านนี้ก็เป็นความอ่อนแอของยุโรป ที่กองทัพนาโต้ไม่สามารถยับยั้งการรุกรานไครเมียในครั้งนี้ใด้ แสดงว่าดุลภาพทางการทหารของดินแดนละแวกทะเลดำนี้ใด้เปลียนไปแล้ว.......

 

 

 

 

 

 

 

 

         วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม2557 เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 4
 

 

 

 

 

         วันพระ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
 

 

 

 

 

 

                   พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี   ว.วชิรเมธี น.ธ.เอก, ป.ธ. 9, วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

 

 

 

 

                

 

 

 

 

 

 

 

 

  

   [​IMG]

  

 

  [​IMG]

 

 

 

 [​IMG]

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

 [​IMG]
 

 

 

                         6 ของกินใกล้ตัว แก้หิวชะงัด ลดพุงชัดเจน

 

“ปัจจัยที่ทำให้ผู้คนยุคนี้พุงปลิ้น ก็คือ กินแป้ง นอนดึก นั่งนาน”
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
บอกกับเรา พร้อมแนะนำของกินกรุบกริบที่กินแล้วไม่อ้วน
แถมหาง่าย ใกล้ตัว และราคาก็ไม่แพงเลย
เรียกว่า อยู่ท้อง ไร้พุง สบายกระเป๋า

1) เม็ดแมงลัก
“อาหารลดพุงแสนคลาสสิก แต่ประโยชน์ล้น
เพราะมีพระเอกสำคัญคือ วิตามินเอที่สูงปรี๊ดกับ
เส้นใยละลายน้ำ (Soluble fiber) ที่ดูเป็นวุ้นใส
เมื่อแช่น้ำนั่นละครับ ช่วยพองในท้องให้อิ่มแต่ไม่อ้วน”
คุณหมอกฤษดาให้เทคนิคกินง่ายคือ แช่น้ำให้พองเต็มที่ก่อน
อย่าใจร้อน แล้วค่อยปรุงรับประทาน

2) ถั่วลิสง
ของกินช่วยลดหิวได้ ใช้แทนของว่างที่แสนอ้วนอย่างมันฝรั่งทอด
“การรับประทานถั่วลิสงคั่วแบบไม่ปรุงรสจะให้ความรู้สึกอิ่มท้อง
จาก ใยอาหารถั่ว ที่มีอยู่อย่างอุดม แม้ถั่วจะมีพลังงานสูง
แต่ด้วยใยอาหารของมันกับโปรตีนนี่เองครับที่ช่วยให้รู้สึกไม่หิวจนเกินไป”

3) แอปเปิ้ลเขียว
เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย เพคติน ช่วยให้อิ่ม หยิบทานง่าย และเก็บไว้ได้นาน
“เก็บไว้ทานในตู้เย็นที่ออฟฟิศก็ได้ ใช้เป็นมาตรวัดความหิวแบบง่ายๆ คือ
ถ้านึกหิวขึ้นมาให้ถามตัวเองว่าหิวขนาดกินแอปเปิ้ลได้สักลูกไหม
ถ้าใช่ก็อย่ารีรอเลยครับ---รีบหยิบมากัดกระแทกท้องทันที”

4) มะนาว
“หามะนาวติดบ้านหรือออฟฟิศไว้ ไม่มีเวลาจริงๆ ก็บีบเข้าปากเลยก็ยังได้
น้ำมะนาวที่ขมนิดๆ จะช่วยให้รู้สึกหายหิวได้นานนับชั่วโมงหลังจากกิน
เพราะสารพิเศษจากเปลือก” คุณหมอกฤษดา กล่าวแนะต่อว่า
“บางครั้งลองหาโอกาสกิน ‘เมี่ยงคำใส่ชิ้นมะนาว’ แทน ‘เลม่อนพาย’ ดูก็ดีนะครับ”

5) ทูน่า
ติดทูน่ากระป๋องไว้ในทุกที่ จะใส่ในกระเป๋าถือหรือเป้ทำงานก็ได้ เก็บง่าย อยู่ได้ทนดี
เพราะคุณหมอกฤษดาบอกว่า ทูน่าช่วยให้อิ่มจากโปรตีนเน้นๆ
“เปี่ยมไปด้วยคุณค่าจากไขมันต้านชราอย่าง โอเมก้า 3 ที่มีอยู่ในปลากระป๋องเช่นกัน”
6) ไข่ต้ม
“อาหารลดอ้วนที่ได้ผลชะงัด” คุณหมอกฤษดา ฟันเฟิร์ม
“การรับประทานไข่มีส่วนช่วยลดไขมันได้จากงานวิจัยใหม่ๆ
ส่วนไข่ขาวก็เป็นโปรตีนล้วน ที่ช่วยให้ไม่โทรมเวลาลดน้ำหนัก
เพราะมันสร้างกล้ามเนื้อที่เผาผลาญไขมันโดยธรรมชาติ”


ขอบคุณ : นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
6 ของกินใกล้ตัว แก้หิวชะงัด ลดพุงชัดเจน


 

 

 

 

 

 [​IMG]

  

 

 [​IMG]

 

 

 

 

สมพรปาก.....


[​IMG]

 

 

 

 [​IMG]
[​IMG]
Phattita CherAiem Page II



***ผลเจรจา "กองสลาก"หวั่น "สมเด็ดมหาเดโชพุทไถอิสระ" พักแรม ยอมโอนเงินให้มูลนิธิวัดอ้อน้อย เท่านั้น นะคร๊ะ***

16.00 ผลการเจรจารอบสอง กองสลากฯ ยอมรับซื้อข้าวชาวนาที่มาเทไว้หน้ากองสลาก ในราคาเกวียนละ 12,000 บาท แต่จะโอนเงินเข้ามูลนิธิวัดอ้อ น้อยเพราะกองสลากฯ ไม่สามารถรับซื้อได้ พุทธอิสระ จึงให้ชาวนาที่มีข้าว นำข้าวมาให้พุทธอิสระ และจะนำมาขายให้กองสลากฯ ในนามมูลนิธิวัดอ้อน้อย เพื่อรับเงินจากกองสลากฯ ต่อไป

ระหว่างนี้รอทนายความวัดอ้อน้อยทำสัญญากับกองสลากฯ เพื่อเป็นการยืนยันการรับซื้อข้าวจากชาวนา

15.50 รอง ผอ.กองสลาก ให้ จนท. มานิมนต์ พุทธอิสระ เข้าไปเจรจาด้านใน

ผลการเจรจากองสลากฯ ยอมรับซื้อข้าวโดยให้นำข้าวผ่านมูลนิธิวัดอ้อน้อย ธรรมอิสระ เป็นจำนวนเงิน 1,344,000 บาท เป็นข้าวเปลือก 111.2 ตัน และจะสั่งจ่ายเข้ามูลนิธิวัดอ้อน้อยในวันพุธหน้า

จากนั้นพุทธอิสระ จะจำเป็นผู้แนกส่วนรายได้ให้ชาวนาแต่ละราย

มวลชนพอใจและทยอยตั้งขบวนเดินทางกลับ

"พุทธอิสระ" ขู่ ปักหลัก ค้างคืน หาก กองสลาก ไม่รับซื้อข้าว
!!!!!

 

 

 [​IMG]
 

 

 

 

 

 

 [​IMG]
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



  1. มติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6:3 เสียง วินิจฉัยเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 เป็นโมฆะ
    จากกรณีที่ 28 เขตไม่มีผู้สมัคร ทำเลือกตั้งไม่ใช่วันเดียวทั่วประเทศ
    ขัดรัฐธรรมนูญ 108 วรรคสอง
    ให้คณะกรรรมการการเลือกตั้งและรัฐบาล ไปหารือกำหนดวันเลือกตั้งใหม่
    สำหรับรายชื่อตุลาการเสียงข้างน้อย 3 เสียง คือ "ชัช ชลวร" ,"อุดมศักดิ์ นิติมนตรี" และ "เฉลิมพล เอกอุรุ"


    ************************************


    เปิดคำวินิจฉัย เลือกตั้ง 2 ก.พ. ขัดรัฐธรรมนูญ
    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีการพิจารณาอรรถคดีและมีผลการพิจารณาในคดีที่สำคัญดังนี้


    1.เรื่องผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) เสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 245 (1) ว่า การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่


    คำร้องนี้ผู้ร้องได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ


    (1) การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 มิได้กระทำขึ้นเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จากกรณีที่มีการกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ภายหลังวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 สำหรับการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่มีปัญหาจำนวน 28 เขต ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 โดยชัดแจ้ง


    (2) คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้งทั่วไป โดยมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ประกอบมาตรา 30 จากกรณีที่กำหนดให้พรรคการเมืองที่ประสงค์จะยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเข้าไปยังสถานที่รับสมัครได้ ให้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานไว้ที่กองบังคับการปราบปรามหรือสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ในเวลาก่อน 08.30 น. นาฬิกา เพื่อให้ได้สิทธิในการจับสลากหมายเลขผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ รวมถึงในการรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหลายจังหวัดมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่มีการประกาศให้รับทราบล่วงหน้าโดยเปิดเผย เป็นเหตุให้ผู้ประสงค์จะรับสมัครรับเลือกตั้งไม่ทราบและไม่สามารถเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งในสถานที่ที่สมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นการเลือกตั้งปฏิบัติ ขัดต่อหลักความเสมอภาค ไม่เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 และมาตรา 30 ทำให้กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม


    (3) คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ และทำให้การเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นในภายหลังเป็นอันไร้ผล เพราะบัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากการเลือกตั้งเป็นบัตรเสีย ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้งเนการดำเนินการที่ขัดต่อหลักการลงคะแนนลับและถือเป็นเรื่องร้ายแรง และกระต่อสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก จึงมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 (1) มาตรา 93 และมาตรา 30


    (4) คณะกรรมการการเลือกตั้งปล่อยปละละเลยให้มีการใช้อำนาจรัฐที่ก่อให้เกิดความไม่เที่ยงธรรมจากกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีผู้ร้องเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งละเลยต่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้อำนาจรัฐในการออกประกาศและมีคำสั่งต่างๆ ที่ทำให้การจัดการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินไปได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม


    ผู้ร้องจึงเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 245 (1) ว่า การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งครั้งนี้ และให้มีการดำเนินการจัดการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไป
    ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีเหตุแห่งคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยก่อนว่าการจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เป็นการเลือกตั้งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่


    ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) สรุปได้ว่า การที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ไปแล้วปรากฏว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้งสำหรับ 28 เขตเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่เคยมีการรับสมัครรับเลือกตั้งมาก่อนเลย จึงถือได้ว่าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 มิได้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ส่วนการที่จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสำหรับ 28 เขตเลือกตั้ง หลังวันที่ 2 กมุภาพันธ์ พ.ศ. 2557 นั้น ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะจะมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน เป็นผลให้พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง


    2. เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 214 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการรับสมัครเลือกตั้งใหม่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (เรื่องพิจารณาที่ 26/2557)


    คำร้องนี้ผู้ร้องอ้างว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ.2556 กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดช่วงเวลาในการรับสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต แต่ปรากฎว่า ในระยะเวลาที่กำหนด มีผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง เป็นผลให้ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่สามารถจัดให้มีการสมัครรับเลือกตั้งได้ ในจำนวน 28 เขต โดย กกต. เห็นว่าไม่มีบทบัญญัติมาตราใด ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประกาศและกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งใหม่ หรือกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม จึงมีมติให้นายกฯ นำความกราบบังคมทูล เพื่อให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบมาตรา 93 ต่อมานายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งให้ประธาน กกต. ทราบว่าได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว ซึ่งมีความเห็นต่างกันกับกกต. ว่าการดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งใน 28 ตั้งนั้น

     

    รัฐบาลไม่มีอำนาจในการกำหนดวันรัฐสมัครเลือกตั้งเพิ่มเติม กำหนดวันลงคะแนนใหม่ รวมทั้งประกาศงดเว้นการจัดให้มีการเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร ไม่สามารถทำได้ แต่เป็นอำนาจของ กกต. ที่สามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. 2550 ต่อมา กกต. ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและยืนยันความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงเลขาธิการกกต. แจ้งให้ทราบว่าคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีมติรับทราบคำชี้แจงดังกล่าวแล้ว ดังนั้น กกต.เห็น กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ระหว่างกกต. และคณะรัฐมนตรี อันเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิใช่ศาลตั้งแต่ 2องค์กรขึ้นไป


    ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภา 2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง ดังนั้น เหตุในการที่กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้หมดไปแล้ว จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อคดี ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องนี้ต่อไป ตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้อง

 

 

  [​IMG]
[​IMG]
นางฟ้าซาตาน มะนาวหวาน ชินวัตร



แชร์หนักๆ...ตลก.ตาบอด..
เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สุดอัปยศ อ้างเหตุผลล้มการเลือกตั้งว่า มี 28 เขต ยังไม่เคยมีการรับสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน

ไม่ทราบศาล ไปตาบอด อยู่ที่ไหน จึงไม่เห็นม็อบไปขัดขวางการรับสมัครการเลือกตั้ง จนมีตำรวจโดนทำร้ายถึงแก่ชีวิต

 

 

[​IMG]

 

 

 

 

"อภิสิทธิ์" รับทุกรัฐบาลมีทุจริต แต่ยกสปิริตคนประชาธิปัตย์แก้ปัญหาได้
"อภิสิทธิ์" รับทุกรัฐบาลมีทุจริต แต่ยกสปิริตคนประชาธิปัตย์แก้ปัญหาได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"สดศรี"เผย ศาลรธน.ให้เลือกตั้ง2ก.พ.โมฆะเป็นบรรทัดฐานขวาง1หน่วยเลือกตั้งโมฆะอีกย้ำม็อบ-กกต.รับผิด  via@phanasGook   #VoiceTV  #VoiceLive #ศาลรธน  #เลือกตั้ง2กพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      ชีวกโกมารภัจจ์

 

 

 

 

                                                      

 

 

 

 

 สำหรับพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์เป็นตำรายาฉบับหลวงที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ มาสนับสนุนในหนังสือเวชศาสตร์ฉบับหลวง ที่ชำระเป็นตำรายาหลวงใน พ.ศ. 2413 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ได้รวบรวมพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์รวมอยู่ร่วมกับพระคัมภีร์ยาหลวงเล่มอื่นๆ ด้วย

ในด้านรายละเอียดคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ได้อธิบายรายละเอียดของลักษณะธาตุที่ 4 ซึ่งสอดคล้องกับตำราเล่มอื่นๆ ดังนี้

ธาตุดิน คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะเป็นของแข็ง มีความคงรูป 20 ชนิด คือ เล็บ ฟัน หนัง ผม ขน เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า และเยื่อในสมอง

ธาตุน้ำ คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะไหลไปไหลมา ซึมซับทั่วร่างกายมี 12 ชนิด คือ น้ำดี เสลด น้ำหนอง เลือด เหงื่อ มันเหลว มันข้น น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และน้ำมูตร

ธาตุลม คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะเคลื่อนไหวได้ มีคุณสมบัติคือความเบา เป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ธาตุลมมี 6 ชนิด คือ ลมพัดจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ลมที่พัดในกระเพาะลำไส้ ลมที่พัดทั่วร่างกาย และลมหายใจเข้าออก

ธาตุไฟ คือ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะเป็นความร้อน ธาตุไฟมี 4 ชนิด คือ ไฟทำให้ร่างกายอบอุ่น ไฟทำให้ร่างกายระส่ำระสาย ไฟทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรม และไฟย่อยอาหาร

ในด้านหมอยาไทย ซึ่งอิงความเชื่อในพุทธศาสนาได้กล่าวถึงชีวิตไว้ว่า ธาตุทั้ง 4 มาอยู่รวมกันอย่างถูกส่วน ทำให้เกิดมนุษย์ สัตว์ และพืชขึ้น แม้ธาตุทั้ง 4 จะเที่ยงแท้และดำรงอยู่ชั่วนิรันดร แต่การประชุมกันของธาตุทั้ง 4 ทำให้เกิดการเจ็บป่วย การแยกตัวจากกันของธาตุทั้ง 4 ทำให้ชีวิตถึงแก่ความตาย

สาเหตุของการเจ็บป่วยในทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้นมี 6 ประการ คือ มูลเหตุเกิดจากธาตุทั้ง 4 จากอิทธิพลของฤดูกาล เกิดจากธาตุที่เปลี่ยนไปตามวัย จากดินที่อยู่อาศัยและจากอิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล ประการสุดท้ายเกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว

ในพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์นั้นได้กล่าวว่า ความไม่สมดุลของธาตุทั้ง 4 เป็นสาเหตุที่สำคัญทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยเชื่อว่า ธาตุทั้ง 4 จะต้องอยู่ในภาวะไม่สมดุลกับร่างกาย

คือดินต้องอาศัยน้ำ ทำให้ชุ่มและเต่งตึง อาศัยลมพยุงให้คงรูปและเคลื่อนไหว อาศัยไฟทำให้พลังงานอุ่นไว้ไม่ให้เน่า น้ำต้องอาศัยดินเป็นที่เกาะกุม ซับไว้มิให้ไหลเหือดแห้งไปจากที่ควรอยู่ อาศัยลมนำน้ำไหลซึมซับทั่วร่างกาย ลมต้องอาศัยน้ำและดินเป็นที่อาศัย นำพาพลังไปในที่ต่างๆ ดินปะทะลมสามารถทำให้เกิดการเคลื่อนที่แต่พอเหมาะ ไฟทำให้ลมเคลื่อนที่ไปได้ ในขณะที่ลมสามารถทำให้ไฟลุกโชน เผาผลาญมากขึ้นได้

ขบวนการพลวัตของร่างกายนั้น เห็นได้ว่าธาตุทั้ง 4 ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดย่อมไม่ได้ ซึ่งหากธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปรวนไม่ปกติทำให้เกิดการเสียความสมดุล ร่างกายจะเกิดอาการป่วยไข้ขึ้นมาทันที

ฤดูกาลก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์กล่าวว่าเป็นสาเหตุจากธาตุเกิดผลกระทบ ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย เพราะรอยต่อระหว่างฤดูกาล เช่น ฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ความเย็นในร่างกายจะเจือผ่านออกไป และความร้อนเริ่มเจือผ่านเข้ามา ฤดูร้อนต่อฤดูฝน ความร้อนในร่างกายจะเจือผ่านออกไป มีผลต่อธาตุลมแทรกเข้ามากระทบความร้อนด้วย เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ละอองฝนปลายฤดูฝนและธาตุลมเปลี่ยนข้าสู่ความเย็น เกิดขณะที่ความหนาวเย็นต้นฤดูหนาวจะเริ่มเจือเข้ามารับลมปลายฤดูฝน สภาวะดังกล่าว หากร่างกายปรับตัวไม่ได้ ธาตุก็เกิดเสียความสมดุล ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น และอาจนำไปสู่ความตายได้ ถ้าธาตุทั้ง 4 เกิดการแยกจากกัน

ส่วนในประเด็นอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุแห่งการเกิดโรค คืออายุที่เปลี่ยนไปตามวัย ซึ่งหมอยาไทยได้แบ่งวัยมนุษย์ออกเป็น 3 วัย คือ ปฐมวัย อายุตั้งแต่ 0-6 ปี เชื่อว่าโรคเกิดจากธาตุน้ำ ปัจฉิมวัย อายุตั้งแต่ 6-32 ปี เชื่อว่าโรคเกิดจากธาตุไฟ และปัจฉิมวัย คือมีอายุมากกว่า 32 ปีขึ้นไป เชื่อว่าเกิดโรคในธาตุลม

สถานที่อยู่อาศัยก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดการเจ็บป่วย เพราะขาดที่อยู่อาศัยหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมอยาไทยเรียกว่าประเทศสมมติฐาน เช่น ประเทศร้อน สถานที่ที่เป็นภูเขา และที่ราบสูง มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ ประเทศเย็นมีฝนตก โคลนตม พื้นแผ่นดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม ประเทศอุ่น สถานที่ที่เป็นน้ำ มีกรวดทรายประกอบ มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ สำหรับประเทศหนาว สถานที่ที่เป็นน้ำเค็ม มีโคลนตมชื้นแฉะ ได้แก่ชายทะเล มักเจ็บป่วยด้วยธาตุดิน

อิทธิพลของกาลเวลา นับเป็นสาเหตุหนึ่งในสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงในระยะรอบหนึ่งวัน การเกิดจันทรุปราคา หรือสุริยุปราคา เพราะกาลเวลาดังกล่าวอาจเกิดน้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงของเวลา อิทธิพลของดวงดาว ย่อมมีผลต่อชีวิตได้เช่นกัน

ส่วนพฤติกรรมส่วนตัวนั้น ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน เช่น การกินมากกินน้อย การกินอาหารไม่ถูกกับธาตุ การอดข้าวอดน้ำ อดนอน การกลั้นอุจจาระ-ปัสสาวะ การเศร้าโศกเสียใจ มีโทษะ หรือการมีกิจกรรมทางเพศมากเกินไป

โดยที่พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ความสำคัญของธาตุทั้ง 4 เนื้อในตำราได้พยายามอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องการขาดความสมดุลของธาตุอย่างละเอียด และพิสดารมาก รวมถึงการสำแดงอาการออกมาให้เห็นทั้งภายในและภายนอก ซึ่งผู้เป็นหมอยาสามารถวินิจฉัยโรคได้ และสามารถนำมาเจียดยา ดังปรากฏในพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์เพื่อนำมารักษาโรคอันเกิดแก่การเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้ง 4 ซึ่งไปสู่เป้าหมาย คือยาที่สามารถปรับธาตุทั้ง 4 ให้เกิดความสมดุลและร่างกายเป็นปกติเช่นเดิม

  

      

 

 

 

 

                  คัมภีร์ธาตุวิภังค์

 

 

 

                                         

 

 

 

 

กล่าวถึง สาเหตุการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล และอาการที่เกิดขึ้น เมื่อธาตุที่ 4 พิการ ได้แก่ ธาตูทั้ง 4 ขาดเหลือ ธาตุทั้ง4 พิการตามฤดู และยารักษา และธาตุทั้ง 4 พิการ และยารักษา มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

สาเหตุการเสียชีวิตของบุคคล

 

1. บุคคลตายด้วย ปัจจุบันกรรมและปัจจุบันโรค คือ โอปักกะมิกาพาธ ถูกทุบถองโบยตีบอบช้ำ หรือต้องราช อาญาของพระมหากษัตริย์ ให้ประหารชีวิต การตายโดยปัจจุบันนี้ มิได้ตายเป็นปกติ โดยลำดับ ขันธ์ชวร และธาตุทั้ง 4 มิได้ ล่วงไปโดยลำดับ อย่างนี้เรียกว่า ” ตายโดยปัจจุบันกรรม”


ส่วนปัจจุบันโรค คือเกิดโรคตายโดยปัจจุบันทันด่วน เช่น อหิวาตกโรค หรือโรคอันเป็นพิษ ซึ่งกำเริบขึ้นโดยเร็ว แล้วตาย ไป ธาตุทั้ง 4 มิได้ขาดไป ตามลำดับอย่างนี้ เรียกว่า ตายด้วยปัจจุบันโรค

 

2. บุคคลตายด้วย โบราณกรรม และโบราณโรค คุลคลตายโดยโบราณกรรม คือ ตายโดยกำหนดสิ้นอายุ เป็นปริโยสาน คือายุย่างเข้าสู่ความชรา ธาตุทั้ง 4 ขาดไปตามลำดับ เปรียบเหมือนผลไม้ เมื่อแก่สุกงอมเต็มที่แล้ว ก็หล่นลงเอง คนเราเมื่ออายุมากแล้ว ธาตุทั้ง 4 ก็ทรุดโทรม ไปตามลำดับ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ตาย อย่างนี้เรียกว่า ตายโดยโบราณกรรม


ส่วนการตายด้วยโบราณโรคนั้น คือ เป็นโรคคร่ำคร่า เรื้อรังมานาน หลายเดือนหลายปี เรียกว่า โบราณโรค เวลาจะตาย ธาตุทั้ง 4 ขาดไปตามลำดับ แล้วตายไป อย่างนี้เรียกว่า ตายด้วยโบราณโรค

 

ว่าด้วยธาตุทั้ง 4 ขาดเหลือ


บุคคลใดตายโดยสิ้นกำหนดอายุเป็นปริโยสานนั้น ธาตุทั้ง 4 ย่อมขาดสูญไปตามลำดับ แต่เมื่อจะสิ้นอายุ แต่ละธาตุ ขาดเหลือ ดังนี้

 

  1. ปถวีธาตุ 20 ขาดไป 19 หทยัง( หัวใจ) ยังอยู่
  2. อาโปธาตุ 12 ขาดไป 11 ปิตตัง ( น้ำดี) ยังอยู่
  3. วาโยธาตุ 6 ขาดไป 5 อัสสาสะปัสสาสะวาตา (ลมหายใจเข้าออก) ยังอยู่
  4. เตโชธาตุ 4 ขาดไป 3 สันตัปปัคคี ( ไฟอุ่นกาย) ยังอยู่
  5.  

ถ้าธาตุ ทั้งหลาย สูญสิ้นพร้อมกันดังกล่าวนี้ ท่านว่า เยียวยาไม่หาย หากขาดหรือหย่อนไปแต่ละสิ่ง สองสิ่ง ยังพอ พยาบาลได้


ว่าด้วยธาตุทั้ง 4 พิการตามฤดู


ตามปกติ ปี 1 มี 3 ฤดูๆ ละ 4 เดือน แต่ในคัมภีร์ธาตุวิภังคื จัดฤดูไว้ 4 ฤดูๆละ 3 เดือน คือ

 

1. เดือน 5,6 และ 7 ทั้ง 3 เดือนนี้ว่าด้วยเตโชธาตุ ชื่อสันตัปปัคคีพิการ อาการให้เย็นในอก วิงเวียน รับประทานอาหารไม่ได้ บริโภคอาหารอิ่มมัก ให้จุกเสียด ขัดในอก อาหารมักพลันแหลก มิได้อยู่ท้อง ให้อยากบ่อยๆ จึงเป็น เหตุให้เกิดลม 6 จำพวก คือ


1.1 ลมชื่อ อุทรันตะวาตะ พัดแต่สะดือถึงลำคอ
1.2 ลมชื่อ อุระปักขะรันตะวาตะ พัดให้ขัดแต่อก ถึงลำคอ
1.3 ลมชื่อ อัสสาสะวาตะ พัดให้นาสิกตึง
1.4 ลมชื่อ ปัสสาสะวาตะ พัดให้หายใจขัดอก
1.5 ลมชื่อ อนุวาตะ พัดให้หายใจขัด ให้ลมจับแน่นิ่งไป
1.6 ลมชื่อ มหสกะวาตะ คือลมมหาสดมภ์ ให้หาวนอนมาก และหวั่นไหวหัวใจ ให้นอนแน่นิ่งไป มิรู้สึกกาย

 

2. เดือน 8,9 และ 10 ทั้ง3 เดือนนี้ว่าด้วย วาโยธาตุ ชื่อ ชิรณัคคีพิการ อาการให้ผอมเหลือง ให้เมื่อยขบทุกข้อ ทุกลำตัว ทั่วสรรพางค์กาย ให้แดกขึ้นแดกลง ให้ลั่นโครกๆ ให้หาวเรอ วิงเวียนหน้าตา หูหนัก มักให้ร้อนในอก ในใจ ให้ ระทดระทวย ให้หายใจสั้น ให้เหม็นปาก และหวานปาก มักให้โลหิตออกทางจมูก ทางปาก กินอาหารไม่รู้รส

 

3. เดือน 11,12 และ 1 ทั้ง 3 เดือนนี้ อาหารที่กินมักผิดสำแดง อาโปธาตุพิการ คือ
3.1 ดีพิการ มักให้ขึ้งโกรธ สะดุงตกใจ หวาดกลัว
3.2 เสมหะพิการ ให้กินอาหารไม่รู้รส
3.3 หนองพิการ มักให้ไอเป็นโลหิต
3.4 โลหิตพิการ มักให้เพ้อพก ให้ร้อน
3.5 เหงื่อพิการ มักให้ซูบผอม ให้ผิวหนังสากชา
3.6 มันข้นพิการ มักให้ปวดศีรษะ ให้ปวดตา ให้ขาสั่น


3.7 น้ำตาพิการ มักให้ตามัว น้ำตาตก ตาแห้ง ดวงตาเป็นดังเยื่อลำใย
3.8 มันเหลวพิการ ให้แล่นออกทั่วกาย ให้นัยน์ตาเหลือง มูตรและคูถเหลือง บางทีให้ลงและอาเจียน กลาย เป็นป่วงลม
3.9 น้ำลายพิการ ให้ปากเปื่อยคอเปื่อย บางทีให้เป็นยอดเป็นเม็ดขึ้นในคอ บางทีเป็นไข้ ให้ปากแห้ง คอแห้ง
3.10 น้ำมูกพิการ ให้ปวดศีรษะ เป็นหวัด ให้ปวดสมอง น้ำมูกตก นัยน์ตามัว วิงเวียนศีรษะ
3.11 ไขข้อพิการ ให้เมื่อยทุกข้อ ทุกกระดูก ให้ขัดให้ตึงทุกข้อ
3.12 มูตรพิการ ใหปัสสาวะแดง และขัดปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นโลหิต เจ็บปวดเป็นกำลัง

 

4. เดือน 2,3 และ 4 ทั้ง 3 เดือนนี้ นอนผิดเวลา ปถวีธาตุพิการ อาการแต่ละอย่าง มีดังนี้
4.1 ผมพิการ ให้เจ็บรากผม ให้คันศีรษะ ผมหงอก ผมเป็นรังแค เจ็บหนังศีรษะ
4.2 ขนพิการ ให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย ทุกเส้นขน ให้ขนลุกขนพองทั้งตัว
4.3 เล็บพิการ ให้เจ็บต้นเล็บ เล็บเขียวช้ำดำ เจ็บเสียวหลายนิ้วมือ นิ้วเท้า
4.4 ฟันพิการ ให้เจ็บไรฟัน ให้ฟันหลุด ฟันโยกคลอน
4.5 หนังพิการ ให้ร้อนผิวหนังทั่วกาย บางทีให้เป็นผื่นขึ้นทั้งตัว ดุจหัวผด ให้ปวดแสบ ปวดร้อน


4.6 เนื้อพิการ ให้นอนสะดุ้ง ไม่สมปฤดี มักให้ฟกบวม บางทีผุดขึ้นเป้นสีเขียว สีแดง ทั่วทั้งตัว บางทีเป็น ลมพิษ สมมุติเรียกว่า ประดง*
4.7 เอ็นพิการ ให้จับสะบัดร้อน สะท้านหนาว ให้ปวดศีรษะมาก เรียกว่า อัมพฤกษ์กำเริบ
4.8 กระดูกพิการ ให้เมื่อยในข้อในกระดูก
4.9 เยื่อในกระดูกพิการ ให้ปวดตามแท่งกระดูกเป็นกำลัง
4.10 ม้ามพิการ ให้ม้ามหย่อน มักเป้นป้าง
4.11 หัวใจพิการ ให้คลั่งไคล้ดุจเป็นบ้า ถ้ามิดังนั้น ให้หิวโหย หาแรงมิได้ ให้ทุรนทุรายยิ่งนัก


4.12 ตับพิการ ให้ตับโต ตับทรุดเป็นฝีในตับ กาฬขึ้นในตับ
4.13 พังผืดพิการ ให้เจ็บให้จุกเสียด ให้อาเจียน ให้แดกขึ้นแดกลง
4.14 ไตพิการ ให้ปวดท้อง แดกขึ้นแดกลง ปวดขัดเป็นกำลัง
4.15 ปอดพิการ ให้เจ็บปอด ให้ปอดเป็นพิษ ให้กระหายน้ำมาก กินน้ำจนปอดลอย จึงหายอยาก


4.16 ลำไส้น้อยพิการ ให้สะอึก ให้หาว ให้เรอ
4.17 ลำไส้ใหญ่พิการ ให้ผะอืดผะอม ให้ท้องขึ้นท้องพอง มักเป็นท้องมาน ลมกระษัย บางทีให้ลงท้องตก มูก ตกเลือดเป็นไปต่างๆ
4.18 อาหารใหม่พิการ ให้ลงแดง ให้ราก มักเป็นป่วง 8 จำพวก
4.19 อาการเก่าพิการ ให้กินอาหารไม่มีรส เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เพราะอาหารผิดสำแดง
4.20 มันสมองศีรษะพิการ ปกติสมองศีรษะพร่องจากกระบาลศีรษะ ประมาณเส้นตอกใหญ่ๆ ถ้าเจ็บปวดพิการ มันในสมองก็เดือดขึ้นเต็มกระบาลศีรษะ ให้ปวดเป็นกำลัง นัยน์ตาแดงคลั่ง เรียกว่า สันนิบาต ให้สุมยา รสสุขุม มันสมอง จึงจะยุบ และหายปวด

 

ยาแก้ เตโชธาตุ ชื่อ กาลาธิจร
ประกอบด้วย โกฏสอ โกฏพุงปลา ดีปลี หัวแห้วหมู เปลือกโมกมัน ผลผักชี อบเชย สะค้าน ขิง ผลเอ็น อำพัน ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดเป็นผง ละลายน้ำร้อน หรือน้ำผึ้งก็ได้ กินแก้เตโชธาตุพิการ

 

ยาแก้วาโยธาตุ ชื่อฤทธิจร
ประกอบด้วย ดีปลี แผกหอม เปราะหอม พริกไทย หัวแห้วหมู ว่านน้ำ ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน รากกระเทียมเท่ายาทั้งหลาย
บดเป็นผงละลายน้ำร้อนหรือน้ำผึ้งก็ได้ กินแก้ วาโยธาตุพิการ

 

ยาแก้อาโปธาตุพิการ
ประกอบด้วย รากเจตมูลเพลิง โกฏสอ ลูกผักชี ขิงแห้ง ดีปลี ลูกมะตูมอ่อน สะค้าน หัวแห้วหมู ลูกพิลังกาสา รากคัดเค้า เปลือกโมกมัน สมุลแว้ง กกลังกา ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง ราดขัดมอน เอาส่วนเท่ากัน ต้ม 3 เอา
กินแก้แาโปธาตุพิการ หายแล

 

ยาแก้ปถวีธาตุพิการ( สมอง กระดูก ม้าม)
ประกอบด้วย กระเทียม 1 ใบสะเดา1 ใบคนทีสอ เปลือกตีนเป็ด เบญจกูล สิ่งละ 1 ลูก จันทน์ 1 ดอกจันทน์1 กระวาน1 กานพลู1 ตรีกฎุก1 เปลือกกันเกรา (สิ่งละ 2 ) สมุลแว้ง 3 จันทน์ทั้งสองสิ่งละ 1 สมอทั้ง3สิ่งละ 1

 

ยาแก้หัวใจพิการ ชื่อมูลจิตใหญ่
ประกอบด้วย ผลคนทีสอ ใบสหัสคุณ ผลตะลิงปลิง จันทน์ทั้งสอง ดีปลี เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทพทาโร เอาส่วน
เท่ากัน บดปั้นเป็นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ แทรกพิมเสน กินหาย ใช้ได้ 108 แล

 

( จากหนังสือตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรม เล่ม 1 โดยกองการประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธรณสุข หน้า 50 – 56 )

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

                              แชร์ว่อน วิจารณ์ขรม ! ตำรวจฝ่าวง "เตะหญิง" ห้าม 2 สาวตบกันนัวร์


(20 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลิปวิดีโอที่กำลังได้รับความสนใจในโซเชียลเน็ตเวิร์กเพียงข้ามคืน ภาพเหตุการณ์ 2 หญิงสาวกำลังทะเลาะวิวาทกันใกล้กับวัดแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม ทั้ง 2 กำลังตบตีกันชนิดที่ไม่ใครยอมใคร ท่ามกลางกองเชียร์และชาวบ้านที่ยืนมุงดู แต่กลับไม่มีใครเข้าห้ามปราม จนช่วงท้ายมีชายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่าวงเข้าไปเตะหญิงสาว จนเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์


ตามรายงานระบุว่า เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง YouLike (คลิปเด็ด) ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์ 2 หญิงสาวตบตีทะเลาะวิวาทกัน เป็นคลิปที่แชร์ต่อมาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง ชื่อคลิปว่า "ตีกัน ตำรวจเข้าห้าม @ป้อมวัดเกาะวังไทร" คลิปความยาวประมาณ 1 นาทีเศษ เผยให้เห็นเหตุหญิงสาวกำลังจิกหัวตบตีกัน ท่ามกลางเสียงกองเชียร์รอบด้าน ไม่สนใจแม้จะอยู่ในเขตอภัยทาน


จน กระทั่งช่วงท้ายของคลิปวิดีโอ เผยให้เห็นชายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมเครื่องแบบครึ่งท่อน ฝ่าวงล้อมของกองเชียร์ เข้าไปเตะหญิงสาวที่กำลังตบตีกัน พร้อมกับสั่งให้ "ลุกขึ้น" เพื่อระงับเหตุทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้น ก่อนที่เหตุดังกล่าวจะสงบลง


อย่าง ไรก็ตาม คลิปวิดีโอดังกล่าวกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหลายคนต่างเห็นด้วยกับวิธีระงับเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเหมาะกับการใช้ระงับเหตุคนทะเลาะวิวาทกันอย่างขาดสติ ในขณะที่อีกหลายความคิดเห็นได้ตำหนิเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เลือกใช้วิธีเตะ ผู้หญิงเพื่อระงับเหตุ


ซึ่งเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  [​IMG]
 

 

 

 

 [​IMG] 
 

 

 

[​IMG]
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]
นะโม ตัสสะ



สงคราม เริ่มแล้ว !!!


****************



ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิด "นิคม"
ทำหน้าที่ขัดธรรมนูญ และ อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอน
ตามมาตรา 270 และ 274

และ ป.ป.ช. มีมติ เสียงข้างมาก
ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ปธ.วุฒิสภา นับตั้งแต่วันนี้

เหตุเพราะรวบรัดตัดสิทธิ อภิปราย 57 คน
กรณีแก้ไขรธน.ที่มาสว. เตรียมไต่สวนคดีอาญาต่อไป



 


                           [​IMG]

 

         [​IMG]
 

 

 

 

 

 

       [​IMG]
โดยคุณ นะโม ตัสสะ



 

4 เมษา 57
ฤา ประเทศจะเปลี่ยนไป


********************


คือมันมีการข่าวมา ซึ่งตรงกับทาง พี่ๆ นปช. ได้รับทราบว่า ..

ในวันพรุ่งนี้ 21 มีนาคม 2557
ศาล รธน. จะชี้ว่า การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 กุมภา เป็น โมฆะ !!!
ตามธงที่ฝั่งอำมาตย์ ได้ตั้งไว้

ถ้าเป็นดั่งการข่าว ที่มาจริงๆ
ในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน
ปปช. ก็จะชี้มูล ปลดนายกฯรัฐมนตรี เช่นกัน
เพื่อเล่นเกมส์ให้สอดคล้องกับ ศาล รธน.
ดึงคนเสื้อแดง ให้เข้าสู่เกมส์ ที่ อำมาตย์ วางไว้

อะไรคือ .. จุดสำคัญ ???

หลัง ปปช. ชี้มูลนายกฯ เป็นที่เรียบร้อย
ก็จะมีการประกาศ กฏอัยการศึก โดยทหารตามมา

ก็ฝากกราบไปถึง พี่ๆแกนนำ นปช. เจ้าค่ะ
จง .. ดึงเค้า ให้เข้ามาสู่ เกมส์ของเรา

ขอชัยชนะครั้งนี้ จงสถิตย์อยู่กับ คนเสื้อแดง

นะโม ( โม้ ... กามิ-กาเซ่ )
[​IMG]

 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 

 

แผนบันไดสี่ขั้น เริ่มแล้ว


ป.ป.ช.ลักไก่ ชี้มูลความผิดไล่ "นิคม ไวรัชพานิช" พ้นเก้าอี้ ปธ.วุฒิสภา โดยยังไม่ได้ไต่สวน ยังไม่ได้เรียก สส.สว.310 คนมาไต่สวนสอบถามเลยแม้แต่คนเดียว กระโดดข้ามขั้นจากรับเรื่อง แล้วไปวินิจฉัยหน้าตาเฉยเลย

 

 

 

[​IMG]

 

 

 

นับวัน การใช้กฏหมายยิ่งเละเทะ. ไม่ใช่เสื้อคลุมราชสีห์ที่เกรงขาม. เป็นเพียงเสื้อคลุมสุนัขจิ้งจอกเท่านั้น

ชี้มูลก่อนวันดีเดย์. เลือกตั้งโมฆะ

ช่วงนี้ใครเป็นนักกฏหมายลองเขียนคำวินิจฉัยไปพลางก่อนได้ จะดูว่าตรงใจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

มีที่ไหนในโลก. การประชุมสภา ถือว่าผิดกฏหมาย. ทั้งสส. สว.โดนหมด. อย่างมากก็แค่ทำให้การออกกฏหมายตกไปเท่านั้น. ไม่รู้จะสรรหาคำด่ายังไง. ให้สาสม กรรมเวรของคนไทยจริงๆ

 

 

การแก้ให้มีการเลือกตั้งแทนแต่งตั้ง....เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ.........ในสากลโลกนี้.....มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่วินิจฉัยเช่นนี้

 

 

การทำงานของสภามีกฏหมายคุ้มครองห้ามฟ้องร้อง อภิปรายกันโยกโย้ข้ามวันข้ามคืน

 

ซ้ำประเด็นกันไปมาวนเวียน ยั่วยวน โห่ฮา ประธานนิคน เห็นว่าพอสมควรแล้วจึง สั่งปิด

 

เป็นอำนาจอันชอบธรรมตามกฏหมาย ของ ประธานสภา ปปช.เป็นใครมีชี้มูลกล่าวโทษ.

 

 

 

 

 

 

 

[​IMG]
 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อคิดดีๆจากมหาเศรษฐีระดับโลก
 

 


กฏทอง 10 ข้อ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (มหาเศรษฐี ระดับโลก ผู้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง)

 

 

 

 

 


1. ต้องทำงานหนัก วอร์เรน เขาฟันธงเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะ
นำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ กลับจะนำความยากจนมาให้แทน แบบนี้เข้าตำราว่า “อย่ามัวแต่ตั้งท่าชก ให้ชกเลย” จึงจะได้คะแนนชนะการต่อสู้...

2. อย่าขี้เกียจ เขายกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก
ว่า “ ขนาดกุ้งมังกรตัวโต ๆ ถ้ามัวแต่นอนหลับ ยังสามารถถูกกระแสน้ำพัดลอยไปได้ ” หมายความว่าถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง คุณจะต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ต่อไปอย่างแน่นอน
 
3. รายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะวอร์เรน เพราะการพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่น ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มจ่ายเง
ินซื้อ สิ่งที่คุณไม่มีความต้องการจริง ๆ คุณก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขาย สิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด แทน ดังนั้นคิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

5. ตั้งใจออม วอร์เรนเน้นว่าเราอย่ารอเก็
บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องนำออกมาออม ก่อนจะไปทำอย่างอื่น

6. งดกู้ยืม คนที่กู้หนี้ยืมสินจากคนอื่
น มักจะตกเป็นทาสของคนที่คุณไปกู้ยืม ดังนั้นต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สร้างสิน โดยไม่จำเป็น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

7. จัดระบบบัญชี เขาใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า
“ ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน ” นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

8. หมั่นตรวจสอบ วอร์เร็นให้ความสำคัญกับการ
ตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็ก ๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุ
รกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่า เราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อม ๆ กัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยง เราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลง
ทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนกับ อย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้

ถ้า...เราชอบซื้อของที่ ไม่จำเป็น....สุดท้าย....เร
าต้องขายของที่ จำเป็น

จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ – มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

ช่วงระหว่างความอึมครึมของสถานการณ์ยูเครน - ไครเมีย ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงเอาๆแทบทุกวัน

วอร์เร็น ออกให้สัมภาษณ์ช่วงนั้นว่า "เขาเองก็ยังไม่แน่ใจและฉงนว่า ราคาหุ้นมันจะตกลงไปเกือบ 50% เชียวหรือ"

หลังจากนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หุ้นเริ่มไต่ขึ้นเรื่อยๆ เกือบกลับไปจุดที่เคยพีค

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

เปิดบ้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์
 

เปิดบ้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์
 

เปิดบ้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์
 

เปิดบ้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์
 

เปิดบ้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์
 




ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
funonline.in, thetoyzone.com

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก สำหรับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอของ บริษัท เบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ว่าเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นสูงถึง 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่า มหาเศรษฐีผู้นี้จะดำรงชีวิตอยู่อย่างสมถะเรียบง่ายภายในบ้านที่มีราคาเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น!

รายงานระบุว่า นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ อาศัยอยู่ในบ้านที่เขาซื้อเมื่อปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ราคา 31,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.8 แสนบาท (ปัจจุบันบ้านหลังนี้มีมูลค่าราว 652,619 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 20 ล้านบาท) ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1921 (พ.ศ. 2464) อยู่ใจกลางเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาของสหรัฐฯ ภายในบ้านมีเนื้อที่ 6,570 ตารางฟุต (610 ตร.ม.) ซึ่งเป็นบ้านหลังโปรดเพียงหลังเดียวที่เขามีไว้ในครอบครอง

โดย นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เปิดเผยว่า จะย้ายบ้านไปทำไม ในเมื่อเขามีความสุขที่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ เขานึกไม่ออกว่าการมีบ้านสิบหลังทั่วโลกจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร อีกทั้ง เขาไม่ชอบดูแลบ้านพร้อมกันหลายหลัง แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นมาดูแลบ้านแทนด้วย ดังนั้น เขาจึงไม่คิดว่าการมีบ้านหลาย ๆ หลังจะทำให้มีความสุขมากขึ้น

 



 

เปิดบ้าน วอร์เรน บัฟเฟตต์
 


 

 

 

นอกจากนี้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าภายในห้องทำงานที่ซึ่งน่าจะเต็มไปด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ไฮเทคราคาแพงมากมาย แต่กลับไร้ซึ่งคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข หรือแม้แต่อุปกรณ์อื่น ๆ เลย เพราะเขาเพียงแค่นั่งในห้องทำงานและใช้เวลาอ่านหนังสือทั้งวัน

นอกจากการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายแล้ว นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญบ